คลังเก็บป้ายกำกับ: NTT_DATA

NTT DATA แนะสร้าง Loyalty Program ด้วย Blockchain ลดต้นทุน ปลอดภัยสูง ใช้งานง่าย ไร้รอยต่อ สร้างฐานลูกค้าอย่างยั่งยืน

บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้เครือบริษัท เอ็นทีที เดต้า คอร์ปอเรชัน จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจดิจิทัลและบริการไอทีชั้นนำระดับโลก เผยหลายองค์กรกำลังติดกับดักในการพัฒนา Loyalty Program แนะใช้ เทคโนโลยีBlockchain เพื่อลดกระบวนการทำงานระบบที่ยุ่งยากซับซ้อน และลดต้นทุนการดำเนินงาน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง 

มุ่งตอบโจทย์ธุรกิจและความต้องการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว สร้างประสบการณ์ได้อย่างไร้รอยต่อ ชูเทคโนโลยี Smart Contract บน Blockchain Ecosystem พัฒนาระบบแบบรวมศูนย์เพื่อเชื่อมโยงพันธมิตรและคู่ค้าแบบไร้ตัวกลางได้อย่างง่ายดายบนระบบนิเวศเดียว เสริมจุดเชื่อมโยงกับผู้บริโภค(Key Touchpoint) ได้อย่างไร้รอยต่อ ผูกใจผู้บริโภคไว้กับแบรนด์อย่างยั่งยืน

NTT DATA

นายฮิโรนาริ โทมิโอกะ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า Loyalty Program ที่จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้าอย่างยั่งยืน กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของแบรนด์ เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าจนนำไปสู่การสร้าง ความจงรักภัคดี ( Loyalty )ต่อแบรนด์ และต่อยอดทางการตลาด 

เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าแบบไร้รอยต่อ สะดวกสบาย และเรียลไทม์มากที่สุด ด้วยการสร้างระบบนิเวศของบล็อกเชน (Blockchain Ecosystem) เพื่อเชื่อมต่อพันธมิตรที่หลากหลาย สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วบนมาตรฐานด้านความปลอดภัยสูงสุด

ทั้งยังมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายและมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น จากรายงาน Global Loyalty Programs Market Intelligence Report 2022 ในไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่าตลาด Loyalty Program มีแนวโน้มเติบโต 12.6% และมีมูลค่า 142,636.8 ล้านเหรียญสหรัฐในสิ้นปี 2022 และคาดการณ์ว่าตลาดทั่วโลกจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ปีละ 12.2% ในช่วงปี 2022-2026 โดยจะมีมูลค่าถึง 225,907.9 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2026 

ทั้งนี้ เอ็นทีที เดต้า เรามีประสบการณ์ในด้าน Payment & Loyalty Program มากกว่า 10 ปี การันตีด้วยรางวัลระดับสากลจาก Everest Group โดยเราได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ในกลุ่มผู้นำ (Leader) ในรายงาน PEAK Matrix® สำหรับผู้ให้บริการบล็อกเชนระดับองค์กรปี 2022 

โดยได้พัฒนา Blockchain Ecosystem อย่างกว้างขวางเพื่อผสานการทำงานระหว่าง ธุรกิจ เทคโนโลยี และความปลอดภัย เราได้พัฒนา Loyalty Program ที่สามารถผสานระบบ Back-end จากหลายพันธมิตร ในหลายอุตสาหกรรม อาทิ การเงิน การธนาคาร ประกันภัยและกลุ่มร้านค้าปลีก

ด้วยการเชื่อมต่อบล็อกเชนผ่านระบบ API (Application Program Interface) ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงระบบ Loyalty Program ผ่านแพลทฟอร์มที่ลงทะเบียนไว้ และสามารถสะสม และใช้งานคะแนนจากพันธมิตรที่หลากหลายได้ผ่านแพลทฟอร์มเดียว โดยระบบจะคำนวณคะแนนของแต่ละพันธมิตรได้อย่างอัตโนมัติ และข้อมูลการใช้งานแพลทฟอร์มสามารถต่อยอดให้กับธุรกิจในการพัฒนาสินค้าและบริการ ทั้งยังรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

จากประสบการณ์การให้บริการ Loyalty Program กับองค์กรทั่วโลก พบว่าแบรนด์ต่างๆ จะมองเห็นถึงความสำคัญของการนำ Loyalty Program เข้ามาให้บริการลูกค้า แต่หลายองค์กรยังมีข้อจำกัดด้านการพัฒนาระบบให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากความซับซ้อนในขั้นตอนการลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วม Loyalty Program ทำให้ผู้ใช้งานยกเลิกการเข้าร่วมระบบสมาชิก โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีพันธมิตรและคู่ค้าที่หลากหลาย โดยสร้างระบบสมาชิกแยกออกจากกัน 

ทำให้ไม่สามารถรับรู้ถึงที่มาของข้อมูล และธุรกรรม (Transaction) ของข้อมูลเมื่อมีการส่งต่อกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรและคู่ค้า โดยหนทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา Blockchain Ecosystem เพื่อช่วยในการรวมศูนย์และสามารถเชื่อมต่อกับผู้บริโภคผ่านแพลทฟอร์มเดียว

นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดต้นทุนการจัดการระบบด้วย Smart Contract ที่เพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย สามารถติดตามการรับส่งข้อมูลภายใต้ Blockchain Ecosystem เดียวกัน โดยสามารตรวจสอบเวลาเข้าใช้งานข้อมูลในทุกๆธุรกรรม ช่วยให้ตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างง่ายดาย ป้องกันข้อมูลซ้ำซ้อน การฉ้อโกง และการละเมิดที่อาจเกิดขึ้น 

ทั้งนี้ การพัฒนา Loyalty Program ด้วยเทคโนโลยี Blockchain ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าจนนำไปสู่การสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์อย่างยั่งยืน ผ่านแพลทฟอร์มที่เป็น Key Touchpoint ในการเชื่อมต่อกับผู้บริโภค ช่วยให้พันธมิตรและคู่ค้าที่อยู่ภายใต้ Blockchain Ecosystem เดียวกัน สามารถวิเคราะห์ และทำความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า สามารถต่อยอดพัฒนาสินค้าและบริการได้อย่างตรงจุด และเพิ่มประสิทธิภาพของประสบการณ์โดยรวม

“เมื่อไม่นานมานี้ เอ็นทีที เดต้า ได้ให้บริการ Loyalty Program บนเทคโนโลยีบล็อกเชน สำหรับบริษัทจัดจำหน่ายคูปองยักษ์ใหญ่ สัญชาติออสเตรเลีย ที่ได้ผสานการทำงานบนแพลทฟอร์มร่วมกับบริษัท Digital Wallet เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้กับผู้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบจะคำนวนคะแนนของผู้ใช้งานอัตโนมัติ จากการใช้งานบัตรเครดิต และคูปองผ่านแพลทฟอร์มแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการใช้จ่ายผ่านแพลทฟอร์ม สามารถสะสมคะแนน และแลกรับส่วนลดจากผู้ให้บริการได้หลากหลายผ่านแพลทฟอร์มเดียว นำไปสู่การซื้อซ้ำ ต่อยอดสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ อีกทั้งยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/ntt-data-recommends-creating-loyalty-program-with-blockchain/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ntt-data-recommends-creating-loyalty-program-with-blockchain

สรุปงาน User Conference : NDBS Thailand & SAP User Conference 2022: อนาคตของ SAP กับการมุ่งสู่ Cloud Solution อย่างเต็มตัวและประเด็นที่ธุรกิจต้องเตรียมรับมือปี 2023

ในวันที่ 21 ตุลาคม 2022 ที่ผ่านมานี้ ทางทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Conference NDBS Thailand  & SAP User Conference 2022 ซึ่งเป็นงาน Conference ใหญ่ประจำปีที่ได้รวมลูกค้าผู้ใช้งาน SAP กว่า 300 รายมาร่วมอัปเดตเทคโนโลยีและแบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน SAP ซึ่งภายในงานก็มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย และทีมงาน TechTalkThai ก็ขอนำสรุปเอาไว้ดังนี้นะครับ

NDBS Thailand ขอขอบคุณลูกค้าทั่วไทย กับสถิติลูกค้า SAP ในไทยมากกว่า 500 ราย

Khun Wisit Wirayagorn Managing Director , NTT DATA Business Solutions Thailand

 

งาน Conference ครั้งนี้เปิดงานโดยคุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นทีที เดต้า บิสซิเนส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมากล่าวขอบคุณถึงลูกค้าทุกๆ รายที่ทำให้ NDBS Thailand หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อเดิมว่า ISS Consulting สามารถเติบโตมาจนถึงปัจจุบันนี้ได้ ด้วยการมีลูกค้าธุรกิจองค์กรไทยที่ไว้วางใจใช้บริการจาก NDBS Thailand มาแล้วถึง 518 ราย โดยมีธุรกิจองค์กรที่เลือกใช้ SAP S/4HANA และ SAP ECC 6.0 รวมกันเกือบ 200 ราย และ SAP Business One เกินกว่า 100 รายแล้วในทุกวันนี้

ประเด็นหนึ่งที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ NDBS Thailand ในปีนี้ ก็คือการที่ ISS Consulting ได้ทำการ Rebrand เมื่อต้นปี 2022 มาสู่การเป็นบริษัทหนึ่งในเครือของ NTT DATA ภายใต้ชื่อ NTT Data Business Solutions หรือ NDBS Thailand ซึ่งถึงแม้ทีมงานทั้งหมดจะยังคงเป็นทีมงานเดิมของ ISS Consulting แต่ด้วยโอกาสใหม่ๆ และความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับบริษัทอื่นในเครือของ NTT ก็ทำให้ NDBS Thailand มีการเติบโตที่น่าสนใจมาก ทั้งในแง่ของฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นและเปิดไปสู่ตลาดโลกมากขึ้น ไปจนถึงความร่วมมือในเชิงเทคโนโลยีเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าของ NDBS Thailand

ทั้งนี้ในงาน NDBS Thailand & SAP User Conference 2022 ปีนี้ ก็จัดขึ้นในธีม Follow the Path to SAP Cloud Solutions เพื่อตอกย้ำถึงการก้าวสู่การเป็น Cloud Business อย่างเต็มตัวของ SAP และ NDBS Thailand  ร่วมกัน ซึ่งในงานครั้งนี้ก็ได้มีพันธมิตร อย่างเช่น Microsoft Azure และ AWS มาออกบูธเพื่อให้ลูกค้าที่ใช้งาน SAP อยู่สามารถเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน SAP Cloud Solutions บนผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำระดับโลกทั้งสองรายนี้ได้

แน่นอนว่าในงาน Conference ครั้งนี้ก็ยังคงอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาเชิงธุรกิจ เทคโนโลยี และการแบ่งปันประสบการณ์ระหว่างธุรกิจที่ใช้งาน SAP เช่นเคย โดยมีการแบ่ง Track ของเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

Digital Core Experience เล่าถึงโซลูชัน RISE with SAP และ SAP S/4HANA เป็นหลัก เพื่อให้ธุรกิจสามารถทำ Business Transformation ได้อย่างง่ายดายบนบริการ Cloud ด้วย SAP S/4HANA Cloud, RISE with SAP on Azure, RISE with SAP on AWS และการอัปเกรดจาก SAP ECC 6.0 มาสู่ SAP S/4HANA

Intelligent Enterprise Solution & Innovation เล่าถึงโซลูชันของ SAP สำหรับตอบโจทย์ Business Unit ต่างๆ นอกเหนือจากโซลูชันหลักอย่าง ERP ไม่ว่าจะเป็น SAP CX, Qualtrics, SAP Ariba, HXM – SAP SuccessFactors และ SAP Analytics Cloud, ที่มีความสามารถใหม่ๆ ในการวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมยิ่งกว่าเดิม พร้อมโซลูชันที่สามารถต่อยอดศักยภาพจากระบบ Business Application ทั้งหมดของ SAP ได้ ไม่ว่าจะเป็น SAP Integrated Business Planning (IBP) สำหรับการวางแผนด้าน Supply Chain โดยเฉพาะ, SAP Business Technology Platform (BTP) สำหรับการพัฒนาระบบต่อยอดจาก SAP ด้วย Low-Code และ SAP iRPA สำหรับทำ Automation ด้วย Robot รวมถึง SAP Concur เพื่อจัดการด้าน Business Expense

SAP Business One Solution เล่าถึงโซลูชันระบบ ERP สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ตลาดกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มต้นวางระบบใหม่ ไปจนถึงการต่อยอดและอัปเกรดจากระบบเดิมที่มีอยู่ แนะ Solution Adds-On ที่ทาง NDBS Thailand พัฒนาต่อยอดเพิ่มเติมสำหรับลูกค้าในประเทศไทย

ความท้าทายที่ทุกธุรกิจต้องเผชิญในปี 2022-2023 พร้อมวิสัยทัศน์แห่งอนาคตจาก SAP

Khun Atul Tuli, Managing Director, SAP Indochina

 

คุณ Atul Tuli ผู้ดำรงตำแหน่ง Managing Director แห่ง SAP Indochina ได้ขึ้นมาเล่าถึงภาพของปัจจุบันและอนาคตที่ธุรกิจทั่วภูมิภาคอินโดจีนต้องเผชิญ ด้วยคำว่า “Never Normal” หรือการที่ธุรกิจจะไม่สามารถกำลับไปดำเนินการได้อย่างในอดีตอีกต่อไป และต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจากปัจจัยใหม่ๆ ที่ยังคงผันผวนอยู่ตลอด

ในมุมของ SAP นั้น คุณ Atul ได้สรุปถึงความท้าทายที่ธุรกิจจะต้องเผชิญหลังจากนี้ด้วยกัน 3 ประการ

Business Transformation ที่จะยังคงต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและหยุดยั้งไม่ได้ แม้ว่าธุรกิจจะเคยทำการ Transform ตัวเองไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีและปัจจัยภายนอกก็จะยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่กระบวนการต่างๆ ของธุรกิจเองก็มีความหลากหลาย ที่ผ่านมามีเพียงน้อยรายเท่านั้นที่สามารถ Transform ได้ครบทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการทำ Business Transformation จึงจะอยู่คู่กับธุรกิจทั่วโลกไปอีกนาน

Supply Chain Resiliency สองปีที่ผ่านมา ความผันผวนของ Supply Chain ได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของธุรกิจ เพราะการมาของโรคระบาดทำให้ธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกต้องหยุดชะงักอย่างไม่คาดฝัน ดังนั้นการบริหารจัดการ Supply Chain จึงได้กลายเป็นวาระสำคัญของธุรกิจทั่วโลกที่จะทำให้การทำงานยังคงเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และหลังจากนี้ ธุรกิจเองก็จะต้องเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้าน Supply Chain เพื่อเสริมรากฐานและลดความเสี่ยงในการดำเนินงานกันต่อไป

Sustainability Outcomes ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจทั่วโลกที่จะต้องเร่งปรับการดำเนินงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พลังงาน และความเป็นอยู่ของผู้คนให้ได้ และกลายเป็นภารกิจหลักของธุรกิจองค์กรหลายแห่งที่ต้องเร่งลงมือทำเพื่อสร้างอนาคตให้กับโลกใบนี้

แน่นอนว่า SAP เองก็ได้มีการพัฒนาโซลูชันหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาช่วยธุรกิจตอบโจทย์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น RISE with SAP ที่ช่วยให้การทำ Business Transformation เป็นไปได้ด้วยการนำ Cloud มาเร่งความเร็วในการใช้เทคโนโลยี และช่วยให้ธุรกิจสามารถโฟกัสกับการ Transform ตนเองได้อย่างต่อเนื่อง หรือ SAP Ariba ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงเครือข่ายของ Supplier ได้ง่ายขึ้น และตอบโจทย์ด้านการเร่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain หรือการเสริมความสามารถด้านการทำ Sustainability Report เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถติดตามการลดมลภาวะหรือ CO2 ที่ปล่อยออกมาในการดำเนินธุรกิจ และสร้างเป็นรายงานสำหรับใช้ในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน และตอบโจทย์ด้าน ESG Report ได้

ทางด้านคุณนพดล เจริญทอง Head of Mid-market for Thailand and Emerging แห่ง SAP Indochina ก็ได้เล่าถึงวิสัยทัศน์โดยรวมของ SAP ที่ต้องการช่วยให้ธุรกิจองค์กรไทยก้าวสู่การเป็น Sustainable Intelligent Enterprise ได้อย่างยั่งยืน ด้วยโซลูชันที่หลากหลายจาก SAP ซึ่งไม่ได้มีเพียง ERP เพียงอย่างเดียว เช่น

Khun Noppadon Chareonthong Head of MID Market Indochina and Emerging, SAP Indochina

 

Sustainability Solution เป็นหนึ่งในสิ่งที่เสริมเข้ามาใน SAP เพื่อตอบโจทย์ด้าน ESG โดยเฉพาะ ซึ่ง SAP มีครอบคลุมตั้งแต่ส่วนของการติดตามกระบวนการและการเงินที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง CO2, การวิเคราะห์ Carbon Footprint, การจำลองสถานการณ์ว่าถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการใดๆ แล้วจะส่งผลต่อ CO2 อย่างไร ไปจนถึงการออกรายงาน ESG Report สำหรับส่งมอบในตลาดหลักทรัพย์

SAP Business Technology Platform (BTP) ซึ่งทำหน้าที่เป็น Platform กลางสำหรับให้ธุรกิจสามารถเชื่อมผสานความสามารถและข้อมูลของแต่ละระบบใน SAP เพื่อสร้างเป็นโซลูชันใหม่ๆ หรือทำ Data Warehouse ได้ตามต้องการอย่างรวดเร็วในแบบ Low-Code/No-Code และทำงานร่วมกับโซลูชันด้าน Automation ต่างๆ ที่ SAP มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น AI, Chatbot, RPA ก็ตาม อีกทั้งยังมี Guideline สำหรับการผสมผสานแต่ละระบบเพื่อรองรับกรณีการใช้งานในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรนำไปปรับประยุกต์ใช้งานได้โดยง่าย

SAP Intelligent Asset Management เป็นโซลูชันอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจับตามองสำหรับใช้ในการติดตามและบริหารจัดการทรัพย์สินของธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่า และเสริมความมั่นคงให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี ซึ่งโซลูชัน กลุ่มนี้ก็มีผลิตภัณฑ์ย่อยภายในที่หลากหลาย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ต่อยอดเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับธุรกิจได้ อีกทั้งยังเป็นกุญแจสำคัญอันหนึ่งในการเสริมความยั่งยืนให้กับธุรกิจ ด้วยการติดตามและปรับปรุงการใช้งานทรัพย์สินต่างๆ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

คุณ Atul และคุณนพดลได้ทิ้งท้ายไว้ว่า SAP กับ NDBS Thailand  นั้นมีเป้าหมายร่วมกันในการเร่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจองค์กรไทย ให้ก้าวไปสู่การเป็น Sustainable Intelligent Enterprise ซึ่งหลังจากนี้ความร่วมมือระหว่าง SAP และ NDBS ก็จะยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จากขีดความสามารถใหม่ๆ ของ NDBS ที่ได้รับจากการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ NTT และโซลูชันใหม่ๆ ที่พัฒนาโดย SAP ซึ่งจะนำมาปรับใช้ให้บริการในไทยได้มากขึ้นหลังจากนี้

ก้าวสู่ Cloud อย่างเต็มตัว ไปกับสองพันธมิตรใหม่ Microsoft Azure และ AWS

ในงาน Conference ครั้งนี้ NDBS Thailand  ยังได้เปิดตัวถึงพันธมิตรใหม่สองรายอย่าง Microsoft Azure และ AWS ที่จะเป็นผู้ให้บริการ Cloud Infrastructure สำหรับการให้บริการ SAP Cloud Solutions โดยมีทีมงานของ SAP คอยดูแลรักษาระบบให้ตลอด 24 ชั่วโมงบนบริการ Cloud ชั้นนำเหล่านี้

SAP on Azure

Khun Vasupon Thankakan Microsoft Azure Business Group Lead

 

Microsoft นั้นสามารถรองรับการใช้งาน SAP บน Azure ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น RISE with SAP, SAP HANA, SAP S/4HANA, SAP BW/4HANA, SAP Business Suite, SAP HEC, SAP Business One และอื่นๆ อีกมากมาย โดยทาง Microsoft ได้มีการพัฒนา Azure Center for SAP Solutions ซึ่งจะช่วยให้การติดตั้งใช้งาน SAP บน Azure พร้อมการดูแลรักษา, เสริมความมั่นคงปลอดภัย และการติดตามค่าใช้จ่ายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายดายจากศูนย์กลาง

ในแง่ของการต่อยอด SAP นั้น Azure เองก็สามารถรองรับได้อย่างหลากหลาย เช่น ใช้ MS 365 และ MS Teams เชื่อมต่อกับ SAP โดยตรง สามารถนำข้อมูลจาก SAP มาแสดงใน Teams เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสาร ประสานงาน และประชุมงานอย่างมั่นคงปลอดภัยมี Azure Virtual Desktop ให้บน Cloud สามารถใช้เป็นอุปกรณ์หลักในการเชื่อมต่อเข้าถึงข้อมูลธุรกิจสำคัญบน SAP ได้อย่างวางใจสามารถนำข้อมูลจาก SAP มาวิเคราะห์ได้บน Microsoft Power BI หรือทำโซลูชัน Low-Code/No-Code และ Automation ร่วมกับเครื่องมือต่างๆ ใน Microsoft Power ได้ สามารถนำโซลูชันด้าน AI จาก Microsoft มาใช้ต่อยอดวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจใน SAP ร่วมกับข้อมูลภายนอกได้่ สามารถใช้ Microsoft Azure IoT เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT และระบบ OT ภายในธุรกิจขึ้นสู่ SAP ได้ มี Microsoft Hololens สำหรับใช้เชื่อมต่อข้อมูลจาก SAP มาสู่ Mixed Reality Application ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://azure.microsoft.com/en-us/solutions/sap/azure-solutions/

Discussion Panel: แบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน SAP ระหว่างผู้ใช้งานในกลุ่มหลากหลายอุตสาหกรรม

สำหรับในงาน Conference ครั้งนี้ ไฮไลท์หนึ่งก็คือการแบ่งประสบการณ์ระหว่างธุรกิจองค์กรไทยที่มีการใช้งานโซลูชันต่างๆ ของ SAP เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารธุรกิจอื่นๆ ได้สามารถนำไปต่อยอดได้

สำหรับในช่วงเช้านั้นจะเป็น Discussion Panel ของธุรกิจองค์กรไทยที่ใช้โซลูชันที่น่าสนใจอย่างหลากหลายจาก SAP ได้แก่

บริษัท เอเซีย เมทัล จำกัด(มหาชน) เลือกใช้ SAP S/4HANA มาได้เป็นเวลา 5 ปีแล้ว ซึ่ง SAP ถือเป็นโซลูชันที่ผสานรวมข้อมูลจากแผนกที่หลากหลายให้กลายเป็นข้อมูลกลางชุดเดียวกันได้ จึงง่ายต่อการนำไปใช้ในการบริหารธุรกิจ และยังมี SAP for Steel Business ที่ช่วยให้การใช้งาน SAP เพื่อรองรับธุรกิจเฉพาะทางเป็นไปได้อย่างราบรื่น รวมถึงยังมีการต่อยอดระบบนำ IoT มาประยุกต์ใช้งานรับข้อมูลจากเครื่องจักรเพื่อนำมาป้อนเข้าระบบ SAP โดยตรง สามารถลดการทำงานและเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลได้ดี

บริษัท อินฟินิธัส บาย กรุงไทย จำกัด  บริษัทในเครือธนาคารกรุงไทย ที่ตัดสินใจวางระบบ SAP ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเปิดบริษัทเลย เพื่อวางมาตรฐานการทำงานให้เป็นระบบตั้งแต่ก้าวแรก โดยเลือกใช้ SAP ByDesign ที่สามารถขึ้นระบบได้เร็วและมี Best Practice ให้นำไปประยุกต์ใช้งาน และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่มีความคล่องตัวสูงได้

บริษัท มอนเด นิสซิน (ประเทศไทย) จำกัด เปลี่ยนการใช้งานจากระบบ ERP เดิมที่มีปัญหาเยอะและเลิกพัฒนาต่อ มาสู่การใช้ SAP S/4HANA เพื่อบริหารธุรกิจ โดยปรับใช้ Best Practice ของ SAP ในการจัดเก็บข้อมูลและออกรายงานทางธุรกิจ ทำให้การตัดสินใจในเชิงธุรกิจกลายเป็น Data Driven ทั้งหมด และทำการ Integrate ระบบอื่นๆ เข้ากับ SAP เพื่อให้ SAP กลายเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในอนาคตก็มีแผนที่จะนำระบบ IoT เข้ามาเชื่อมผสานสกับ SAP ด้วย

บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เดิมทีมีการใช้งาน SAP อยู่แล้ว แต่ล่าสุดได้มีการนำ SAP Ariba มาเสริมในการบริหารจัดการด้านการจัดซื้อ เนื่องจากธุรกิจนั้นต้องเน้นการ Sourcing ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นหลัก ทำให้การต่อยอดธุรกิจด้วยการใช้ Ariba Network ที่ช่วยให้สามารถเชื่อมโยงถึง Supplier ทั่วโลกได้นั้น ทำให้ขอบเขตของการ Sourcing ทำได้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว และเป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้ดี และยังได้ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อให้เป็นไปตาม Best Practice ของ SAP Ariba ด้วยเช่นกัน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานภาครัฐที่ได้ใช้ SAP S/4HANA ในการบริหารจัดการโครงการและการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงานให้สูงขึ้น โดยมีการแบ่งปันถึงหัวใจสำคัญในการขึ้นระบบ SAP ให้ประสบความสำเร็จว่า ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้บริหารและทีมงานในการออกแบบระบบให้สอดคล้องต่อการทำงาน ไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ซึ่งการศึกษาและทำความเข้าใจกับ Best Practice ของ SAP ก่อนนำมาปรับใช้นั้นถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยในโครงการลักษณะนี้

บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) ใช้ SAP และ SAP BPC  ในการบริหารจัดการธุรกิจที่มีบริษัทลูกหลากหลายและมีสาขาในต่างประเทศจากศูนย์กลาง โดยการใช้กระบวนการต่างๆ ของ SAP เพื่อปรับให้กระบวนการทำงานในแต่ละประเทศมีความเป็นมาตรฐาน และตรงตาม ข้อบังคับทางกฎหมายของแต่ละประเทศได้ ในขณะที่ก็ยังคงต้องสามารถนำข้อมูลการดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศมาผสานวิเคราะห์รวมกันได้

ส่วนในช่วงบ่ายนั้นก็เป็น Discussion Panel ของ SAP Business One โดยเฉพาะ ซึ่งก็มีธุรกิจ 4 แห่งที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ดังนี้

บริษัท จำเริญแพทย์ภัณฑ์ จำกัด ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับระบบ Warehouse Management System เพื่อบริหารธุรกิจไปจนถึงส่วนของคลังสินค้า โดยให้ข้อคิดว่าก่อนขึ้นระบบ SAP ควรจะมีเป้าหมายของธุรกิจที่ชัดเจนก่อน เพื่อให้การตัดสินใจทำหรือไม่ทำแต่ละสิ่งบน SAP นั้นเป็นไปได้อย่างเหมาะสม และทำให้ได้รับระบบที่ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุดมาใช้งาน

บริษัท โอเร็กซ์ เทรดดิ้ง จำกัด ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและ E-Commerce ซึ่งมีบทเรียนว่าการเลือก Implementer ที่ดีจะทำให้โครงการ SAP ประสบความสำเร็จได้ และการ Clean ข้อมูลก็เป็นอีกขั้นตอนสำคัญก่อนที่จะปรับให้ธุรกิจสามารถทำงานบนระบบดิจิทัลได้อย่างคล่องตัว

บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด เป็นอีกธุรกิจที่ใช้ SAP Business One เชื่อมต่อกับ Warehouse Management System เช่นกัน รวมถึงยังทำ IBP โดยการใช้ Cloud ทำให้ระบบสามารถเพิ่มขยายจากการมีเพียง 20 SKU ไปสู่ 400 SKU จำหน่ายตามหน้าร้านใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีข้อมูลเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลได้โดยไม่หยุดชะงัก

บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เลือกใช้ SAP Business One บริหารจัดการโรงไฟฟ้า 27 แห่งที่แยกออกเป็นหลายบริษัทย่อยภายในเครือได้จากศูนย์กลาง เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นมาตรฐานพร้อมต่อการเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ และเมื่อมีการขยายธุรกิจจากเดิมที่ทำพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก มาสู่พลังงานชีวมวลด้วย ก็ทำให้สามารถบริหารจัดการคลังและการจัดซื้อวัตถุดิบซึ่งมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างจากเดิมได้อย่างยืดหยุ่น

NDBS Thailand ขอขอบคุณลูกค้าทุกราย ที่ให้ความไว้วางใจในการติดตั้งและดูแลรักษาระบบ SAP มาตลอด 23 ปี

สุดท้ายคุณวิศิษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณต่อลูกค้าของ NDBS Thailand  หรืออดีต ISS Consulting ที่ให้ความไว้วางใจมาตลอด 23 ปีที่ผ่านมามากกว่า 500 องค์กร ที่ทำให้งานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี อีกทั้งยังได้กล่าวขอบคุณต่อเหล่าพันธมิตรรายใหม่ๆ อย่าง Microsoft และ AWS ที่มาร่วมจัดงานกันในครั้งนี้เพื่อให้ความรู้แก่ชุมชนผู้ใช้งาน SAP ในการก้าวไปสู่การใช้งาน Cloud ได้อย่างมั่นใจ

สำหรับในปีหน้า ทาง NDBS Thailand ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะจัดงาน NDBS Thailand  & SAP User Conference 2023 ต่อไปอย่างแน่นอน และจะมีการเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อธุรกิจไทย และนวัตกรรมใหม่ๆ จาก SAP อย่างอัดแน่นเช่นเคย

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ www.nttdata-solutions.com

   

 

from:https://www.techtalkthai.com/ndbs-thailand-and-sap-user-conference-2022/

[Guest Post] NTT DATA ลงนามความร่วมมือ 5 ฝ่าย นำดิจิตอลโซลูชัน ร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาระบบการศึกษา

คุณวิศิษฐ์ วิระยากรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท  NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd. เข้าร่วมพิธีลงนาม“บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) 5 ฝ่าย ว่าด้วยโครงการพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม ระหว่าง กลุ่มบริษัทดาว ประเทศไทย, กระทรวงการอุดมศึกษา, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติและมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน ชั้น 5 อาคารอุดมศึกษา 1 สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผ่านระบบออนไลน์

ซึ่งการลงนามในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงร่วมกันของทั้ง 5 องค์กร ในการวางแผนและพัฒนางานด้านการศึกษา การวิจัย พัฒนาทักษะอนาคตที่สำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ รวมถึงพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ซึ่งการลงนามในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงร่วมกันของทั้ง 5 องค์กร ในการวางแผนและพัฒนางานด้านการศึกษา การวิจัย พัฒนาทักษะอนาคตที่สำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ รวมถึงพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะเพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

คุณวิศิษฐ์  กล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมา NTT DATA Business Solutions (Thailand ) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมผู้ประกอบการยุคใหม่บนฐานนวัตกรรมและวิถีชีวิตใหม่ในยุคดิจิทัล ( Digital Next Normal Entrepreneur & Innovation)

และในอนาคตทางบริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ร่วมมือในการจัดหลักสูตรอบรมสัมมนาในด้านให้ความรู้และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับการตลาดดิจิทัลในปัจจุบัน เพื่อสร้างองค์กรความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ http://www.nttdata-solutions.com.           

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd.

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ntt-data-mou/

NTT DATA จับมือ ม.บูรพา ปั้นบุคลากร COBOL หนุนธุรกิจแบงค์-การเงิน แก้วิกฤตขาดคน

บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้เครือบริษัท เอ็นทีที เดต้า คอร์ปอเรชัน จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจดิจิทัลและบริการด้านไอทีชั้นนำระดับโลก ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยบูรพา คลอดโครงการ NTT DATA Critical Resource Preparation เดินหน้าสร้างบุคลากรไอทีคุณภาพป้อนตลาดงาน

นำร่องเร่งบ่มเพาะบุคลากร COBOL ป้อนเข้าตลาด หลังเริ่มประสบปัญหาขาดแคลน เผยกว่า 70% ขององค์กรขนาดใหญ่ยังใช้ภาษา COBOL โดยเฉพาะอุตสาหกรรมธนาคารและการเงิน ประกัน กองทุน โรงแรม โรงพยาบาล ที่มีการขยายธุรกิจต่อเนื่อง สวนทางกับจำนวน COBOL Programmer ที่เริ่มขาดแคลนมีจำนวนลดลง

เผยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา COBOL ทั่วโลกมีอายุเฉลี่ย 55 ปี และมีเพียง 30% มหาวิทยาลัยทั่วโลกที่เปิดสอนหลักสูตร เล็งสนับสนุนพัฒนาด้านไอทีด้านอื่นป้อนตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคต

NTT Data

นายโคทาโร่ โอชิโอะ กรรมการผู้อํานวยการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนร่วมลงนามความร่วมมือร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา ดำเนินโครงการ NTT DATA Critical Resource Preparation โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันพัฒนาศักยภาพและเพิ่มความพร้อมให้กับนักศึกษาเข้าสู่ตลาดงานและสร้างแรงงานคุณภาพด้านเทคโนโลยีให้กับประเทศ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนายกระดับอุตสาหกรรมการเงินของประเทศไทย 

โดยได้ร่วมมือกับ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ภายใต้โครงการ IBM Academic Initiative ในการพัฒนาความรู้และทักษะที่เกี่ยวกับ COBOL Programming, ระบบเมนเฟรมและไฮบริดคลาวด์ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ผ่านการมอบหลักสูตรการเรียนการสอนตลอดภาคเรียน การจัดอบรมให้ความรู้พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับคณาจารย์ รวมถึงมอบเครดิตการใช้คลาวด์ฟรีเพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าไปทดลองใช้ระบบจริงแบบเดียวกับที่ใช้ในโลกธุรกิจ

ทั้งนี้ เอ็นทีที เดต้า จะเข้าไปทำหน้าที่ด้านการสนับสนุนให้กับทางอาจารย์ ทั้งในด้านการตอบคำถามด้านเทคนิค รวมถึงความรู้เพิ่มเติมในด้านของภาษา COBOL เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนจบหลักสูตรและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับ เอ็นทีที เดต้า ช่วงฝึกงาน รวมไปถึงเมื่อจบจากมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าสู่ตลาดงานอย่างเต็มรูปแบบ 

อย่างไรก็ดีปัจจุบันทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยเองกำลังเผชิญหน้ากับการขาดแคลนบุคลากร COBOL Programmer  เนื่องจากการใช้งานภาษา COBOL ในการประมวลผลบนคอมพิวเตอร์เมนเฟรม (Mainframe) ยังมีความเสถียร มีประสิทธิภาพสูง และข้อมูล Tech channel พบว่า 70% ขององค์กรขนาดใหญ่ ยังคงใช้งานระบบด้วยภาษา COBOL และธนาคารชั้นนําของโลก 45 ใน 50 แห่งยังใช้ COBOL 

ตัวอย่างเช่น ทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรมผ่านการรูดบัตร ATM ระบบจะรันเข้าสู่ศูนย์กลางด้วยภาษา COBOL 95% ของเวลาทั้งหมด และในหลายอุตสาหกรรมยังทำงานระบบด้วยภาษา COBOL อยู่ โดยความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นจุดเร่ิมต้นการสนับสนุนพัฒนาบุคลากรด้านไอทีที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคต ไปพร้อมกับการการส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้าสู่สายอาชีพที่เป็นที่ต้องการของตลาดได้

รองศาสตราจารย์ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก  อธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ความร่วมมือกันครั้งนี้นับเป็นการผนึกกำลังของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยเพื่อสร้างแรงงานคุณภาพป้อนเข้าสู่ตลาดงานในประเทศและระดับโลก

โดยเฉพาะบุคลากรด้าน COBOL Programmer ที่กำลังเข้าสู่สภาวะขาดแคลนทั่วโลกปัจจุบันคือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา COBOL ทั่วโลกมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 55 ปี และมีเพียงมหาวิทยาลัย 30% ทั่วโลกที่ยังคงบรรจุวิชาภาษา COBOL ไว้ในหลักสูตร ในประเทศไทยเองพบว่า หลายมหาวิทยาลัย ไม่ได้มีการหลักสูตรภาษา COBOL หรือบางมหาลัยเป็นเพียงวิชาเลือก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีเก่า แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงินและการธนาคาร

“แม้ภาษา COBOL (Common Business Oriented Language) จะเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงที่ใช้งานมานานกว่า 60 ปี แต่ก็ยังมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกับธุรกิจอุตสาหกรรมหลัก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารและการเงิน ประกันสังคม กองทุนรวม โรงแรม และโรงพยาบาล ที่เน้นใช้งานในระบบประมวลผลหลัก (Core system) ซึ่งต้องรองรับปริมาณงานในจำนวนมาก และ ประมวลผลอย่างถูกต้องและรวดเร็ว 

 โดยใช้ระบบในการประมวลผลบนคอมพิวเตอร์เมนเฟรม (Mainframe) ประมวลผลธุรกรรมของแต่ละธุรกิจ ส่งผลให้ความต้องการ COBOL Programmer เพิ่มสูงขึ้นตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลก สวนทางกับจำนวนบุคลากร COBOL Programmer ที่มีจำนวนน้อยลงอย่างต่อเนื่อง”

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/ntt-data-joins-hands-with-burapha-university-to-create-cobol-personnel/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ntt-data-joins-hands-with-burapha-university-to-create-cobol-personnel

SHU GLOBAL: เสริมความแกร่งให้ธุรกิจแฟชั่นเติบโตด้วย SAP Business One on HANA ปรับกระบวนการทำธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล กับ NTT DATA Business Solutions Thailand

ธุรกิจแฟชั่นไลฟ์สไตล์ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ท้าทายมากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่ง ซึ่งผู้บริหารต้องมีไหวพริบและพร้อมที่จะปรับตัวอยู่ตลอด

ในบทความนี้ ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้พูดคุยเจาะลึกกับคุณวริษฐา คันธวัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาดดิจิทัล บริษัท ชู โกลบอล จำกัด หนึ่งในแบรนด์แฟชั่นที่มีอายุมายาวนานกว่า 20 ปี ถึงบทเรียนสำคัญในการบริหารธุรกิจแฟชั่นให้เป็นระบบ และการปรับตัวครั้งใหญ่ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด รวมถึงการมองไปสู่อนาคตของอุตสาหกรรมนี้

SHU GLOBAL: จากความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหารองเท้าที่สวมใส่ไม่สบาย สู่เป้าหมายการเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลก

หากพูดถึงชื่อของ SHU GLOBAL หลายๆ คนก็คงนึกถึงร้านขายสินค้าแฟชั่นแบรนด์ SHU ที่เราพบเห็นได้ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำหลายแห่ง ที่ตกแต่งร้านอย่างสวยงาม พร้อมสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

คุณวริษฐาได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ SHU GLOBAL นั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อน ที่คุณป้อ กรกนก สว่างรวมโชค เจ้าของ SHU GLOBAL ที่ในยามนั้นมีชื่อเดิมว่า SHUBERRY มุ่งมั่นจะสร้างแบรนด์รองเท้าผู้หญิงซึ่งสามารถสวมใส่ได้อย่างสบาย และกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว จนต่อมาคุณป้อประสบปัญหาเป็นโรครองช้ำจากอุบัติเหตุข้อเท้าหัก ทำให้รองเท้าที่ตนเองเคยเชื่อว่าออกแบบมาให้สวมใส่ได้สบายนั้นกลับกลายเป็นไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป และได้พัฒนาเป็นรองเท้ารุ่นใหม่ “SOFASHOES” ที่สามารถตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบายต่อยอดยิ่งขึ้นกว่าเดิม พลิกธุรกิจของ SHU GLOBAL ให้ยิ่งเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ด้วยความมีเอกลักษณ์และตอบโจทย์รองเท้าแฟชั่นสตรีที่ทั้งสวยงามและสวมใส่ได้สบายอย่างแท้จริง เป้าหมายของ SHU GLOBAL จึงเติบใหญ่ เตรียมขยายแบรนด์สู่ต่างประเทศ ทำให้มีการรีแบรนด์ครั้งใหญ่จาก SHUBERRY มาสู่ SHU เมื่อปี 2018 เพื่อนำเสนอแนวคิดการออกแบบและนวัตกรรมทางด้านแฟชั่นจากประเทศไทยออกไปสู่ตลาดโลก

ในปัจจุบันนี้ SHU GLOBAL มีพนักงานกว่า 200 คน ในหน้าร้านกว่า 30 แห่งและช่องทางออนไลน์ที่หลากหลายไม่ได้มีเพียงแค่สินค้าที่เป็นรองเท้าแฟชั่นอย่างเดียว แต่ยังมีเสื้อผ้า กระเป๋า และสินค้าแฟชั่นอื่นๆ สำหรับสุภาพสตรี รวมถึงยังมีรองเท้าผู้ชาย และรองเท้าเด็ก ที่ยังคงยึดมั่นในเอกลักษณ์เรื่องความสบายในการสวมใส่ โดยล่าสุดนี้ยังได้มีการเปิด SHU GALLERIA @ CENTRAL WORLD และ SHU CAFÉ RUNWAY SIAM SQUARE ที่จะเป็น Lifestyle Cafe ผสมผสานระหว่างแฟชั่นและร้านคาเฟ่ สำหรับการส่งมอบประสบการณ์ของ SHU GLOBAL สู่ลูกค้าในแง่มุมใหม่ๆ และเสริมความเข้มแข็งให้กับแบรนด์ของ SHU GLOBAL เอง

ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SHU สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์และ Social Media ได้ที่ 
https://www.shu.global
https://www.facebook.com/www.shu.global
https://www.instagram.com/shu.global
https://www.tiktok.com/@shu.global
https://shop.line.me/@shu.global
และบริการ Delivery สำหรับ SHU CAFÉ RUNWAY ที่ https://linktr.ee/shu.caferunway

บริหารธุรกิจแฟชั่นไม่ง่าย สินค้าหลากหลาย ลูกค้าเปลี่ยนเร็ว ต้องปรับตัวอยู่ตลอด

คุณวริษฐาได้แบ่งปันมุมมองในฐานะของผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่นว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุดในหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยของเทรนด์แฟชั่นในระดับโลกจากแบรนด์ชั้นนำ ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปให้คุณค่าในประเด็นใหม่ๆ หรือแม้แต่การเข้ามาของเทคโนโลยีและโรคระบาดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของเทรนด์และความต้องการของลูกค้าที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดนี้ ก็ทำให้ SHU GLOBAL ต้องพัฒนาหรือจัดหาสินค้าใหม่ๆ มาเติมเต็มความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ อีกทั้งสินค้าแฟชั่นเองก็ยังมีประเด็นสำคัญเรื่องของการมีสีและขนาดที่หลากหลาย ทั้งหมดนี้ทำให้คลังสินค้าของ SHU GLOBAL มี SKU มากกว่าหมื่นรายการ และทำให้การบริหารจัดการคลังสินค้า การวางแผนการผลิต และการทำการตลาดเพื่อจัดจำหน่ายสินค้าให้หมดกลายเป็นโจทย์ที่สำคัญ

การมาของ COVID-19 เองก็เป็นอีกปัจจัยที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับ SHU GLOBAL ไม่น้อย เพราะในช่วงแรกของการแพร่ระบาดในประเทศไทยนั้น ได้ทำให้หน้าร้านของ SHU GLOBAL ทั้งหมดไม่สามารถเปิดให้บริการได้จากคำสั่งปิดศูนย์การค้าตามมาตรการของรัฐบาล และเร่งให้ทีมงานต้องเปิดหน้าร้านออนไลน์ขึ้นอย่างเร่งด่วน พร้อมปรับกระบวนการทำงานมาสู่ออนไลน์แบบ 100% เช่น การตั้งทีมเพื่อพูดคุยตอบคำถามลูกค้าในช่องทางออนไลน์ การ Live ขายของมากที่สุดถึงวันละ 5 รอบ การบริหารเงินสด และการจัดโปรโมชันในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นความสนใจของลูกค้า เรียกได้ว่าวิกฤตในครั้งนี้ได้กลายเป็นโอกาสให้ SHU GLOBAL ได้เรียนรู้และสร้างช่องทางการขายใหม่อย่างเต็มตัว จนกลายเป็นช่องทางที่มีศักยภาพต่อไปได้ในอนาคต

ตัดสินใจใช้ SAP Business One วางรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งด้วย ERP ผสานทุกระบบธุรกิจเข้าด้วยกัน

เดิมที SHU GLOBAL นั้นมีการใช้งาน Software เพื่อบริหารจัดการธุรกิจในหลายๆ ส่วนอยู่แล้ว เช่น ระบบบัญชีและการเงิน ระบบ Point-of-Sale (POS), ระบบ Inventory Management และอื่นๆ แต่ด้วยการเติบโตที่รวดเร็วของธุรกิจและวิสัยทัศน์ที่จะก้าวสู่ระดับโลก ก็ทำให้การสื่อสารภายในบริษัทเองนั้นมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และมีขั้นตอนการทำงานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ด้วยเหตุนี้ SHU Global จึงตัดสินใจเริ่มลงทุนวางระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP ใหม่เพื่อเสริมฐานด้านการบริหารจัดการธุรกิจด้วยข้อมูลให้แข็งแรง เปลี่ยนกระบวนการทำงานให้เป็นมาตรฐาน และลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมกลยุทธ์การวาง Master Data สำหรับการบริหารธุรกิจใหม่ทั้งหมดในทุกภาคส่วน ให้ข้อมูลจากภายในระบบ ERP เป็นข้อมูลกลางที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด และเชื่อมโยงข้อมูลจาก ERP ส่งต่อไปยังระบบอื่นๆ เพื่อให้การทำงานของทุกคนใน SHU GLOBAL เกิดขึ้นได้บนข้อมูลที่ตรงกัน

เมื่อโจทย์ของ SHU GLOBAL มีความชัดเจนแล้ว ทางบริษัทจึงได้เปิดให้ระบบ ERP จากผู้ผลิตรายต่างๆ ได้เข้ามานำเสนอ เพื่อให้เข้าใจถึงความสามารถที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละผู้ผลิตและในผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่น จนมาตัดสินใจเลือกใช้งาน SAP Business One ที่มีความสามารถครบถ้วนรอบด้าน ในขณะที่สามารถใช้งานและปรับแต่งได้ง่าย จนทาง SHU GLOBAL มั่นใจได้ว่าจะสามารถดึงศักยภาพของระบบออกมาใช้งานได้เต็ม 100% และมีความคุ้มค่าสูงสุด

เลือกทีมงาน NTT Data Business Solutions Thailand (NDBS Thailand) ให้คำปรึกษาและสนับสนุนการใช้งานระบบ SAP Business One ภายในองค์กร

การเลือก SAP Implementer ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การวางระบบ SAP ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี ทาง SHU GLOBAL ที่ตัดสินใจได้แล้วว่าจะใช้ SAP Business One จึงได้ทำการประเมินจาก Partner ของ SAP หลายราย และตัดสินใจเลือกใช้บริการจาก NTT DATA Business Solutions Thailand ที่เดิมทีเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า ISS Consulting ผู้ให้บริการระบบ SAP แบบครบวงจร

ในการพิจารณาครั้งนี้ SHU GLOBAL ได้มองหาผู้ให้บริการ SAP ที่มีประสบการณ์ในการวางระบบให้กับธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และธุรกิจโรงงานและการผลิตอย่างครบถ้วนในรายเดียว รวมถึงยังต้องมีศักยภาพในการที่จะช่วยแนะนำเรื่องการออกแบบ Master Data ในส่วนต่างๆ และการ Integrate ผสานระบบ SAP เข้ากับระบบบริหารธุรกิจในส่วนอื่นๆ ที่มีได้ด้วย

เมื่อได้เริ่มทำงานกับ NTT Data Business Solutions Thailand เพื่อวางระบบ SAP Business One แล้ว สิ่งที่ SHU GLOBAL ได้รับนั้นก็คือการวาง Master Data ใหม่เพื่อให้สินค้าต่างๆ ที่มีในคลังหลายหมื่น SKU ซึ่งจำแนกตามขนาดและสีนั้น ถูกลดจำนวนลงจนสามารถเข้าใจได้ง่าย บริหารได้ง่าย และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ ลดความซับซ้อนในการทำงานลงไปเป็นอย่างมาก รวมถึงยังสามารถเชื่อมระบบ SAP Business One เข้ากับระบบอื่นๆ ผ่านทาง API ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบ Manufacturing Resource Planning (MRP) เพื่อใช้ในการวางแผนผลิตและการสั่งซื้อวัตถุดิบ และการเชื่อมต่อกับระบบ POS และ E-Marketplace ชั้นนำอย่างเช่น Shopee หรือ Lazada และหน้าเว็บไซต์เพื่อขยายช่องทางการขาย ในขณะที่ผู้บริหารและพนักงานทุกคนก็สามารถเข้าถึงและใช้งานข้อมูลใน SAP Business One ได้อย่างวางใจว่าจะเป็นข้อมูลกลางที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

อย่างไรก็ดี คุณวริษฐาก็ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการเริ่มใช้งานระบบ SAP Business One ว่าในมุมของผู้ใช้งานนั้นก็ต้องมีการปรับตัวและต้องมีการรับ Feedback จากทีมงานเพื่อนำมาปรับระบบให้สอดคล้องกับการทำงานให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังมีพนักงานบางกลุ่มที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้แม้จะมีการฝึกอบรมไปแล้วก่อนหน้า ซึ่งในจุดนี้ทาง NTT Data Business Solutions Thailand ก็ได้เข้ามาให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้ใช้งานอยู่เสมอ

นอกจากนี้ ผู้บริหารของ SHU GLOBAL ได้ร่วมส่งเสริมให้มีความตื่นตัวในการใช้ระบบ SAP Business One จึงได้ริเริ่ม SAP Champion เป็นการภายใน แต่งตั้งให้พนักงานแต่ละแผนกจำนวน 2 คนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ SAP Business One ที่จะคอยสนับสนุนการใช้งานภายในทีมของตนเอง ทำให้พนักงานมีความตั้งใจที่จะปรับตัวกับเรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการใช้งานระบบ SAP Business One สูงขึ้นเป็นลำดับ

บทเรียนสำคัญ ยิ่งอุตสาหกรรมเปลี่ยนไว ธุรกิจยิ่งต้องมองหาสิ่งใหม่ กระบวนการภายในยิ่งต้องเข้มแข็ง

คุณวริษฐาสรุปถึงบทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารธุรกิจแฟชั่นว่าการทำให้ธุรกิจสามารถปรับตัวเปลี่ยนแปลงตามเทรนด์ได้อย่างคล่องตัวนั้นถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดต่อความสำเร็จ และการที่ธุรกิจจะก้าวไปยังจุดดังกล่าวได้ การมีกระบวนการการทำงานภายในบริษัทที่เข้มแข็งและพร้อมปรับตัวได้ก็คือก้าวแรกที่จำเป็น ทำให้ SHU GLOBAL ตัดสินใจลงทุนวางระบบ SAP Business One ในครั้งนี้

และไม่เพียงแต่การปรับตัวภายในบริษัทเท่านั้น แต่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารเองก็ต้องกว้างไกลพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งคุณวริษฐาก็ได้เล่าว่าที่ผ่านมาทีมบริหารของ SHU GLOBAL มีการเรียนรู้และประเมินความเป็นไปได้ใหม่ๆ ทางธุรกิจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Metaverse ที่กำลังเป็นกระแส, การปูทางออกไปสู่ตลาดโลก, การสร้าง Community ของลูกค้าผู้ใช้งานในรูปแบบใหม่ๆ หรือการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง CRM และ RPA เข้ามาช่วยในการทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้นก็ตาม

แต่สุดท้ายที่เป็นหัวใจของ SHU GLOBAL อย่างไม่เปลี่ยนแปลงไปนั้นก็คือการทำธุรกิจโดยคำนึงถึงลูกค้าเป็นสำคัญและการดำเนินธุรกิจให้ได้อย่างมั่นคง จากจุดเริ่มต้นของบริษัทที่ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องการมีรองเท้าแฟชั่นที่สวมใส่ได้สบาย มาสู่การฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในช่วงปี 2540, 2553 และ 2562 มาจนถึงปัจจุบันที่ SHU GLOBAL พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงตัวเองในทุกๆ แง่มุม เพื่อที่จะรักษาคำมั่นสัญญาต่อลูกค้าในการเป็นแบรนด์แฟชั่นไทยที่นำเสนอสินค้าแฟชั่นที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าทุกๆ คนได้นั่นเอง

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd. เดิมชื่อ บริษัท ISS Consulting (Thailand) Ltd.

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ http://www.nttdata-solutions.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/ntt-data-and-shu-global-sap-business-one-on-hana/

[Guest Post] Webinars: ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ “ปฏิวัติการทำงานสู่การเป็น Intelligent Enterprise ด้วย RISE with SAP by NDBS Thailand” ในหัวข้อ Unleash the Potential of Innovative Cloud ERP

ปัจจุบันการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มระบาดของไวรัส และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ความท้าทายขององค์กรในปัจจุบันคือการผสมผสานเทคโนโลยี และธุรกิจ ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่กำลังมองหาวิธีที่จะเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจปรับปรุงกระบวนการทำงานสู่วิถีดิจิทัล และยกระดับประสบการณ์ของพนักงาน การปรับใช้งานเทคโนโลยีอันชาญฉลาด เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่าง และความยืดหยุ่นทางธุรกิจ การปรับตัวสู่การใช้ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะเพิ่มความสามารถในการดำเนินธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และวางเส้นทางการเติบโตอย่างมั่นคงหลังวิกฤตโควิด

พร้อมปรับองค์กรเข้าสู่การ ด้วยการเข้าถึงข้อมูล และการวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ พร้อมกับใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไปพร้อมกับการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่เข้าใจง่ายพร้อมด้วย SAP Analytics Cloud (SAC) ซึ่งเป็นโซลูชั่นการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจตั้งแต่ การทำ Analytics, Planning, Predictive และ Augmented Analytics มารวมเป็นหนึ่งเดียวอยู่บนระบบ Cloud และถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม SAP HANA Cloud Platform ทำให้สามารถนำเข้าข้อมูลจาก Data Source มาเก็บไว้พร้อมสามารถจัดการข้อมูลได้โดยไม่กระทบกับแหล่งข้อมูลต้นทางด้วยการผสานการทำงานบนคลาวด์ สาธารณะ (Public Cloud) โดยยึดตามแผนโครงการต่าง ๆ ที่ได้วางไว้

อีกทั้งยังมีความปลอดภัยของข้อมูล ด้วยระบบการจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมจึงให้ความมั่นใจได้ว่าการใช้ข้อมูลขององค์กรจะไม่สะดุดหรือสูญหาย ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน หรือขยายโครงสร้างระบบไอทีขององค์กรได้ตามการเติบโตขององค์กร โดยบริการดังกล่าวพร้อมรองรับความต้องการทางธุรกิจด้วยนวัตกรรมความเร็วสูงสุด ขณะเดียวผู้ใช้งานไม่ต้องติดตั้ง Hardware และ Software หรือไม่ต้องกังวลกับการดูแลระบบเอง ทำให้สามารถลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) ลงได้อย่างมหาศาล

รายละเอียดการบรรยาย
หัวข้อ : Unleash the Potential of Innovative Cloud ERP
วันเวลา :  เวลา 10.00 น. วันพุธที่ 22 มิ.ย. 2022
ช่องทางการบรรยาย : ZOOM
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด : 100 คน
ภาษา : ไทย

บริษัท เอ็นทีที เดต้า บิสซิเนส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด. (NTT DATA Business Solutions (Thailand)) หรือ NDBS Thailand ขอเรียนเชิญผู้บริหารอุตสาหกรรมต่าง ๆ และผู้ที่กำลังมองหาโซลูชัน ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ดิจิทัลได้อย่างราบรื่น ด้วยการผสานศักยภาพแพลตฟอร์ม และโซลูชั่นล้ำสมัยบนคลาวด์สำหรับองค์กรด้วย Rise with SAP เพื่อการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ (Business transformation-as-a-Service)  สัมผัสกับการประมวลผล และการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น สามารถเข้ารับฟังข้อมูล ในวันพุธที่ 22 มิถุนายน 2022 เวลา 10.00 น.

พร้อมรับฟังแนวทางการใช้งาน และอัพเดตความรู้ เกี่ยวกับโซลูชันในการทำงานบนโลกดิจิทัล อาทิ เครื่องมือวิเคราะห์ และออกแบบกระบวนการจัดการทรัพยากร, บริการการเก็บรักษาข้อมูลบนคลาวด์, ซอฟต์แวร์ช่วยจัดการข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในการดำเนินงาน และการบริการ ให้สามารถตอบโจทย์การเติบโตในอนาคต มาร่วมค้นพบคำตอบ พร้อมกับวิธีสร้างระบบอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรับทราบกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จในโลกแห่งความเป็นจริง และการพูดคุยแบบเป็นกันเองกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ว่าเพราะเหตุใด RISE with SAP  จึงจำเป็นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจในปัจจุบัน

ข้อมูลเพิ่มเติม และลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ฟรี  https://us06web.zoom.us/webinar/register/WN_BPIhmzM6QmCvp7XT7ifEbw

ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม บริษัท เอ็นทีที เดต้า บิสซิเนส โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด. (NTT DATA Business Solutions (Thailand)) หรือ NDBS Thailand https://nttdata-solutions.com/th/?gclid=Cj0KCQjwqPGUBhDwARIsANNwjV6mC14KlstcHuQlrXh9ScAOlT5oG4iMtzNo5fJtzVD88Wm91dnDAbUaAgcjEALw_wcB

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ntt-data-webinars-unleash-the-potential-of-innovative-cloud-erp/

NTT DATA ส่ง NXT Mobility Charge แพลตฟอร์มบริหารจัดการจุดชาร์จ EV อัจฉริยะมาตรฐานสากล

NTT DATA ส่ง NXT Mobility Charge แพลตฟอร์มบริหารจัดการจ […] More

from:https://www.iphonemod.net/nttdata-nxt-mobility-charge.html

[Guest Post] NTT DATA เปิดเทรนด์ใหม่บล็อกเชน เชื่อมต่อข้าม Ecosystem มุ่งสู่โลกไร้ศูนย์กลางสมบูรณ์แบบ พร้อมส่งแพลตฟอร์ม TradeWaltz ลงตลาด

บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทยจำกัด ภายใต้เครือบริษัท เอ็นทีที เดต้า คอร์ปอเรชัน จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจดิจิทัลและบริการด้านไอทีชั้นนำระดับโลก เผยเทคโนโลยีบล็อกเชน เมกะเทรนด์ทรงศักยภาพ เป็นกุญแจเชื่อมโลกที่สำคัญ ไม่จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมการเงิน แต่จะกระจายออกไปเป็นกระดูกสันหลังใหม่ของทุกอุตสาหกรรม ทั้งประกัน อุตสาหกรรมยานยนต์ โลจิสติกส์ การแพทย์ การแลกเปลี่ยนสกุลเงินข้ามประเทศ จับตาการสร้าง Ecosystem บนบล็อคเชนเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างอุตสาหกรรม ต่อยอดและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น เปิดเคสตัวอย่าง ค่ายผลิตยานยนต์สัญชาติเยอรมันและผู้ประกอบการโลจิสติกส์ระดับโลกร่วมสร้างบล็อกเชน เพื่อพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส ทั้งยังชูแพลตฟอร์ม TradeWaltz เชื่อมโยงบล็อกเชนรับเทรนด์ใหม่เพื่อธุรกิจการค้าแบบไร้รอยต่อ

นายฮิโรนาริ โทมิโอกะ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีบล็อกเชนได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เสมือนเป็นกระดูกหลังใหม่ของโลก ด้วยคุณสมบัติเชื่อมโยงข้อมูลได้แบบไร้ศูนย์กลาง มีความโปร่งใส เนื่องจากเก็บข้อมูลโดยการเชื่อมต่อทุกระบบการทำงาน และระบบความปลอดภัยด้วยการจำกัดสิทธิ์ผู้เข้าถึงข้อมูล ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตามความเหมาะสม ส่งผลให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยสูง ช่วยลดการจัดทำรายงานแบบ manual และลดระยะเวลาการทำงาน โดยที่ผ่านมาจะเห็นภาพที่ชัดเจนในมิติของการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง หรือ DeFi (Decentralize Finance) เพื่อตัด “ตัวกลาง”  โดยใช้บล็อกเชนพร้อมกับสัญญาอัจฉริยะ(Smart contact) ในการทำธุรกรรมเป็นหลัก เช่น การทำธุรกรรมฝาก-โอน-ถอน ซื้อประกัน ซื้อกองทุน การแลกเปลี่ยนเงินตรา ทั้งในและต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย นำมาซึ่งค่าทำเนียมต้นทุนธุรกรรมที่ต่ำลง มีความสะดวกรวดเร็วในการใช้บริการในมุมของผู้บริโภค ในขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการเงินสามารถลดต้นทุน สร้างประสบการณ์ที่ด้านบริการแก่ผู้ใช้บริการมายิ่งขึ้น

นอกจากโลกการเงิน เทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังแทรกซึมเข้าไปมีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรม จากรายงานของ NelsonHall ระบุว่าในตลาดทั่วโลกมีมูลค่าบริการบล็อกเชนอยู่ที่ 496 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 53.3% ไปจนถึงปี 2025 ซึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดใน 5 ปีข้างหน้า โดยกลุ่มธนาคารและการเงิน โทรคมนาคมและสื่อ และภาครัฐ จะเติบโตมากที่สุด ซึ่งกลุ่มธนาคารและการเงินจะเป็นภาคส่วนที่ใช้บริการบล็อกเชนมากที่สุด เนื่องจากมีการพัฒนาบริการใหม่ๆ เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลเพื่อรองรับความต้องการของตลาด รวมถึงการยืนยันตัวตน การออกเอกสารแบบเรียลไทม์ผ่านระบบดิจิทัล จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีบล็อกเชน

“NTT DATA มองว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจพัฒนาได้ในทุกมิติ โดยจะเข้าไปมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการแพทย์ การศึกษา หน่วยงานภาครัฐ องค์กรเพื่อสังคม  ประกันภัย อุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะการช่วยพัฒนากระบวนการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาดที่เกิดจากการทำงานแบบ manual รูปแบบเดิม  เพิ่มความโปร่งใสในทุกขั้นตอนการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผลการทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้นตลอดระบบซัพพลาย เพื่อส่งเสริมกระบวนการทำงานร่วมกัน ซึ่งแม้ในปัจจุบันบล็อกเชนส่วนใหญ่จะถูกใช้เฉพาะในอุตสาหกรรมการเงิน โดยที่ผ่านมา NTT DATA ได้ร่วมพัฒนาสร้างระบบ ecosystem บนบล็อกเชนเพื่อเชื่อมโยงระบบการทำงานระหว่างบริษัทผลิตและพัฒนายานยนต์รายใหญ่ของประเทศเยอรมนี เข้ากับระบบการทำงานของบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำระดับโลก เพื่อพัฒนาระบบซัพลายเชนตั้งแต่กระบวนการก่อนการผลิตจนถึงการจัดส่งชิ้นส่วนอะไหล่ไปยังตัวแทนจำหน่ายตามความต้องการ โดยพัฒนาบล็อคเชนเพื่อสร้างจุดเชื่อมต่อการทำงานแบบอัตโนมัติ ครอบคลุมการทำงานระบบซัพพลายเชนได้ 17 ประเทศทั่วโลก สามารถจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล และตรวจสอบผ่านแดชบอร์ดได้แบบเรียลไทม์ นับตั้งแต่เวลาสั่งซื้อไปตลอดจนถึงการส่งมอบในขั้นสุดท้าย ทำให้ช่วยลดระยะเวลาการทำงาน นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของวงการบล็อกเชน” นายฮิโรนาริ

นายฮิโรนาริ กล่าวทิ้งท้ายว่า  NTT DATA เชื่อมั่นในศักยภาพของบล็อกเชนที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต ด้วยการเชื่อมต่อหลายบล็อกเชนที่แม้จะอยู่คนละ ecosystem เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจระหว่างกันได้ง่ายและทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยได้พัฒนาแพลตฟอร์มการแบ่งปันข้อมูลทางการค้าระหว่างประเทศ TradeWaltz (เทรด-วอลซ์) ที่สร้างขึ้นโดยอาศัยข้อมูลที่ได้รับจากกลุ่มบริษัท (Consortium) ในหลายอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันระบบการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกสู่ระบบดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการจัดทำเอกสารทางการค้าบนระบบดิจิทัลและทำให้มั่นใจว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้นครบถ้วนถูกต้อง แพลตฟอร์มนี้สามารถรับประกันความถูกต้องของเอกสารดิจิทัลและการถ่ายโอนสิทธิ์ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ช่วยแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์และการอัพเดตสถานะด้วยระบบการจัดการกระบวนการทางธุรกิจ ทั้งยังลดความเสี่ยงของการสูญหาย ถูกขโมย และการปลอมแปลงเอกสาร คุณสมบัติโดดเด่นของแพลตฟอร์มนี้คือการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันต่อเจ้าของข้อมูล ส่งเสริมให้เกิดการใช้ข้อมูลอย่างครอบคลุมในหลากหลายธุรกิจและไม่จำกัดเขตแดน สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศให้ดำเนินธุรกิจที่ลื่นไหลบนโลกธุรกิจยุคดิจิทัล และในฐานะผู้นำธุรกิจดิจิทัลระดับโลก NTT DATA สามารถให้บริการสร้าง ecosystem ของ บล็อกเชน ได้แบบ end-to-end นับตั้งแต่ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบระบบ และการพัฒนาระบบด้วยการบูรณาการ (Integrate)ระบบจากหลายบริษัทที่อยู่ภายใต้บล็อกเชนด้วยการเชื่อมต่อผ่าน API ตลอดจนการบำรุงรักษาระบบ เพื่อสร้างมูลค่า และคุณค่าให้กับบริษัท

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ntt-data-blockchain/

NTT DATA เปิดเทรนด์ใหม่บล็อกเชน เชื่อมต่อข้าม Ecosystem มุ่งสู่โลกไร้ศูนย์กลางสมบูรณ์แบบ พร้อมส่งแพลตฟอร์ม TradeWaltz ลงตลาด

บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้เครือบริษัท เอ็นทีที เดต้า คอร์ปอเรชัน จำกัด ผู้นำด้านธุรกิจดิจิทัลและบริการด้านไอทีชั้นนำระดับโลก เผยเทคโนโลยีบล็อกเชน เมกะเทรนด์ทรงศักยภาพ เป็นกุญแจเชื่อมโลกที่สำคัญ ไม่จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมการเงิน แต่จะกระจายออกไปเป็นกระดูกสันหลังใหม่ของทุกอุตสาหกรรม ทั้งประกัน อุตสาหกรรมยานยนต์ โลจิสติกส์ การแพทย์ การแลกเปลี่ยนสกุลเงินข้ามประเทศ

จับตาการสร้าง Ecosystem บนบล็อคเชนเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างอุตสาหกรรม ต่อยอดและเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น เปิดเคสตัวอย่าง ค่ายผลิตยานยนต์สัญชาติเยอรมันและผู้ประกอบการโลจิสติกส์ระดับโลกร่วมสร้างบล็อกเชน เพื่อพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรมได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใส ทั้งยังชูแพลตฟอร์ม TradeWaltz เชื่อมโยงบล็อกเชนรับเทรนด์ใหม่เพื่อธุรกิจการค้าแบบไร้รอยต่อ

นายฮิโรนาริ โทมิโอกะ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีบล็อกเชนได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เสมือนเป็นกระดูกหลังใหม่ของโลก ด้วยคุณสมบัติเชื่อมโยงข้อมูลได้แบบไร้ศูนย์กลาง มีความโปร่งใส เนื่องจากเก็บข้อมูลโดยการเชื่อมต่อทุกระบบการทำงาน และระบบความปลอดภัยด้วยการจำกัดสิทธิ์ผู้เข้าถึงข้อมูล ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตามความเหมาะสม

ส่งผลให้ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัยสูง ช่วยลดการจัดทำรายงานแบบ manual และลดระยะเวลาการทำงาน โดยที่ผ่านมาจะเห็นภาพที่ชัดเจนในมิติของการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง หรือ DeFi (Decentralize Finance) เพื่อตัด “ตัวกลาง”  โดยใช้บล็อกเชนพร้อมกับสัญญาอัจฉริยะ(Smart contact) ในการทำธุรกรรมเป็นหลัก เช่น การทำธุรกรรมฝาก-โอน-ถอน ซื้อประกัน ซื้อกองทุน การแลกเปลี่ยนเงินตรา ทั้งในและต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย นำมาซึ่งค่าทำเนียมต้นทุนธุรกรรมที่ต่ำลง มีความสะดวกรวดเร็วในการใช้บริการในมุมของผู้บริโภค ในขณะที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการเงินสามารถลดต้นทุน สร้างประสบการณ์ที่ด้านบริการแก่ผู้ใช้บริการมายิ่งขึ้น 

นอกจากโลกการเงิน เทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังแทรกซึมเข้าไปมีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรม จากรายงานของ NelsonHall ระบุว่าในตลาดทั่วโลกมีมูลค่าบริการบล็อกเชนอยู่ที่ 496 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 53.3% ไปจนถึงปี 2025 ซึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดใน 5 ปีข้างหน้า โดยกลุ่มธนาคารและการเงิน โทรคมนาคมและสื่อ และภาครัฐ จะเติบโตมากที่สุด ซึ่งกลุ่มธนาคารและการเงินจะเป็นภาคส่วนที่ใช้บริการบล็อกเชนมากที่สุด เนื่องจากมีการพัฒนาบริการใหม่ๆ เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลเพื่อรองรับความต้องการของตลาด รวมถึงการยืนยันตัวตน การออกเอกสารแบบเรียลไทม์ผ่านระบบดิจิทัล จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีบล็อกเชน 

“NTT DATA มองว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนช่วยเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจพัฒนาได้ในทุกมิติ โดยจะเข้าไปมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการแพทย์ การศึกษา หน่วยงานภาครัฐ องค์กรเพื่อสังคม  ประกันภัย อุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะการช่วยพัฒนากระบวนการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาดที่เกิดจากการทำงานแบบ manual รูปแบบเดิม  เพิ่มความโปร่งใสในทุกขั้นตอนการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผลการทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้นตลอดระบบซัพพลาย เพื่อส่งเสริมกระบวนการทำงานร่วมกัน

ซึ่งแม้ในปัจจุบันบล็อกเชนส่วนใหญ่จะถูกใช้เฉพาะในอุตสาหกรรมการเงิน โดยที่ผ่านมา NTT DATA ได้ร่วมพัฒนาสร้างระบบ ecosystem บนบล็อกเชนเพื่อเชื่อมโยงระบบการทำงานระหว่างบริษัทผลิตและพัฒนายานยนต์รายใหญ่ของประเทศเยอรมนี เข้ากับระบบการทำงานของบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำระดับโลก เพื่อพัฒนาระบบซัพลายเชนตั้งแต่กระบวนการก่อนการผลิตจนถึงการจัดส่งชิ้นส่วนอะไหล่ไปยังตัวแทนจำหน่ายตามความต้องการ

โดยพัฒนาบล็อคเชนเพื่อสร้างจุดเชื่อมต่อการทำงานแบบอัตโนมัติ ครอบคลุมการทำงานระบบซัพพลายเชนได้ 17 ประเทศทั่วโลก สามารถจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล และตรวจสอบผ่านแดชบอร์ดได้แบบเรียลไทม์ นับตั้งแต่เวลาสั่งซื้อไปตลอดจนถึงการส่งมอบในขั้นสุดท้าย ทำให้ช่วยลดระยะเวลาการทำงาน นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของวงการบล็อกเชน” นายฮิโรนาริ

นายฮิโรนาริ กล่าวทิ้งท้ายว่า  NTT DATA เชื่อมั่นในศักยภาพของบล็อกเชนที่สามารถต่อยอดได้ในอนาคต ด้วยการเชื่อมต่อหลายบล็อกเชนที่แม้จะอยู่คนละ ecosystem เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการต่อยอดทางธุรกิจระหว่างกันได้ง่ายและทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยได้พัฒนาแพลตฟอร์มการแบ่งปันข้อมูลทางการค้าระหว่างประเทศ TradeWaltz (เทรด-วอลซ์) ที่สร้างขึ้นโดยอาศัยข้อมูลที่ได้รับจากกลุ่มบริษัท (Consortium) ในหลายอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันระบบการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกสู่ระบบดิจิทัล

โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการจัดทำเอกสารทางการค้าบนระบบดิจิทัลและทำให้มั่นใจว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้นครบถ้วนถูกต้อง แพลตฟอร์มนี้สามารถรับประกันความถูกต้องของเอกสารดิจิทัลและการถ่ายโอนสิทธิ์ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ช่วยแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์และการอัพเดตสถานะด้วยระบบการจัดการกระบวนการทางธุรกิจ ทั้งยังลดความเสี่ยงของการสูญหาย ถูกขโมย และการปลอมแปลงเอกสาร คุณสมบัติโดดเด่นของแพลตฟอร์มนี้คือการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันต่อเจ้าของข้อมูล ส่งเสริมให้เกิดการใช้ข้อมูลอย่างครอบคลุมในหลากหลายธุรกิจและไม่จำกัดเขตแดน สนับสนุนการค้าระหว่างประเทศให้ดำเนินธุรกิจที่ลื่นไหลบนโลกธุรกิจยุคดิจิทัล

และในฐานะผู้นำธุรกิจดิจิทัลระดับโลก NTT DATA สามารถให้บริการสร้าง ecosystem ของ บล็อกเชน ได้แบบ end-to-end นับตั้งแต่ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบระบบ และการพัฒนาระบบด้วยการบูรณาการ (Integrate)ระบบจากหลายบริษัทที่อยู่ภายใต้บล็อกเชนด้วยการเชื่อมต่อผ่าน API ตลอดจนการบำรุงรักษาระบบ เพื่อสร้างมูลค่า และคุณค่าให้กับบริษัท

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/ntt-data-introduces-a-new-blockchain-trend-connect-across-ecosystems/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ntt-data-introduces-a-new-blockchain-trend-connect-across-ecosystems

[Guest Post] Stars Microelectronics พลิกกลับมากำไรด้วยกลยุทธ์การบริหารต้นทุนอย่างชาญฉลาด กับการใช้ SAP จาก NTT DATA Business Solutions Thailand เพื่อวางรากฐานด้านการเงินอย่างมั่นคง

โจทย์สำคัญของธุรกิจโรงงานและการผลิตในไทยและทั่วโลกนั้นโดยมากมักจะหนีไม่พ้นเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุน ที่หากทำได้อย่างประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะสามารถพลิกสถานะของธุรกิจและสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้นได้อย่างทันที ซึ่ง Stars Microelectronics นั้นก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจโรงงานอุปกรณ์และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่สามารถพลิกธุรกิจให้กลับมามีกำไรได้ในระยะเวลาอันสั้น ด้วยการเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านการบริหารต้นทุน

ในครั้งนี้ได้รับเกียรติพูดคุยกับคุณโชติศักดิ์ พรหมวาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท Stars Microelectronics (Thailand) PCL. ในการถ่ายทอดประสบการณ์ในการปรับกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการต้นทุนภายในบริษัทได้สำเร็จ พลิกธุรกิจให้กลับมามีกำไรได้ภายในเวลาเพียงปีเดียว พร้อมเล่าถึงวิสัยทัศน์ในการนำ SAP เพื่อวางระบบบริหารจัดการธุรกิจในแบบดิจิทัลให้ได้อย่างยั่งยืน 

Stars Microelectronics ผู้ให้บริการโซลูชันระบบอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตประกอบ Semiconductor แบบครบวงจร

Stars Microelectronics (Thailand) PCL. หรือชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ SMT เป็นธุรกิจผู้ให้บริการโซลูชันด้านการผลิตอุปกรณ์และวงจรอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ที่มีบริการ Outsource ทางด้านการประกอบ และทดสอบ (OSAT) รวมถึงบริการด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (EMS) ซึ่งมีสาขาหลักอยู่ที่ประเทศไทย โดยมีอายุมานานกว่า 20 ปี

ความสามารถในการผลิตของ SMT นั้นครอบคลุมตั้งแต่การทำ Wafer Processing, IC Assembly, PCB Assembly และการประกอบรวมผสานระบบทั้งหมดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ และมีศักยภาพในการออกแบบ, การผลิตจำนวนมาก และการกระจายสินค้า ไปจนถึงการบริการในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เข้าสู่สถานะ End-of-Life ได้แบบครบวงจร รองรับการให้บริการให้กับธุรกิจได้หลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งบริการที่ครบถ้วนครอบคลุมทุกความต้องการได้นี้เอง ก็ทำให้ SMT มีลูกค้าอยู่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา, ยุโรป, จีน และญี่ปุ่น

แน่นอนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์นี้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ทั่วโลก และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้อีกมาก ทาง SMT ในฐานะของธุรกิจสัญชาติไทยที่มีวิสัยทัศน์ด้านการเติบโตในตลาดระดับนานาชาติมาโดยตลอด จึงได้มีการพัฒนาบริการและทำการวิจัยค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจไทยที่น่าจับตามอง

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://starsmicro.com/

เมื่อธุรกิจมีความซับซ้อนสูง การบริหารจัดการด้านการเงินและต้นทุนจึงเป็นหัวใจสำคัญ

ถึงแม้ในช่วงปี 2020 – 2021 ที่ผ่านมานี้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับธุรกิจในแทบทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก และ SMT เองก็มองเห็นว่าบริษัทจะต้องมีการวางระบบใหม่นอกเหนือจากการ วางแผนด้านการบริหารจัดการที่ดี และปฏิบัติอย่างจริงจังภายในองค์กร โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนและการดำเนินงานภายใน ก็ทำให้ภายในปี 2020 เพียงปีเดียว ธุรกิจนั้นก็มีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 300% ได้แม้มีการขยายตัวของลูกค้าใหม่ไม่มากนัก และในปี 2021 เอง SMT ก็ยังคงเติบโตต่อเนื่องและมีผลกำไรมากขึ้นอีก มากกว่า 150% เลยทีเดียว

คุณโชติศักดิ์ได้เผยถึงกุญแจสำคัญที่ทำให้ SMT พลิกกลับมาเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเคล็ดลับ 3 ประการ ดังนี้

  • เร่งเสริมคุณภาพในเชิงรายได้ของบริษัทให้ดี รายได้ต้องมาจากงานที่มีความมั่นคง มีผลกำไร และบริหารจัดการได้ดี
  • ต้องควบคุมต้นทุนและคุณภาพของวัตถุดิบให้ได้ แม้การผลิตจะมีความซับซ้อนที่สูง แต่ยิ่งการผลิตมีความซับซ้อนเท่าใด การบริหารต้นทุนก็ยิ่งสำคัญมากเท่านั้น
  • ต้องปรับปรุงให้มีพื้นฐานการบริหารงานที่ดี การดำเนินงานต้องมีความคุ้มค่า และเร่งปรับปรุงระบบพื้นฐานของธุรกิจให้ดีเพื่อให้ส่งผลต่อการดำเนินงานโดยรวม

การเร่งปรับปรุงเหล่านี้ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีมากของ SMT เนื่องจากช่วงสองปีที่ผ่านมา เป็นช่วงขาขึ้นของอุตสาหกรรมพอดี ซึ่งถึงแม้ในวงการอิเล็กทรอนิกส์จะต้องเผชิญกับทั้งประเด็นด้าน Trade War ระหว่างประเทศมหาอำนาจตั้งแต่ก่อนช่วง COVID-19 แพร่ระบาด แต่เมื่อโรคระบาดมาก็ทำให้ตลาดเติบโตมากยิ่งขึ้น จากเดิมหลายธุรกิจที่ไม่เคยต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เริ่มหันมาลงทุนในส่วนนี้ แต่ประเด็นนี้เองก็เป็นดาบสองคมที่ทำให้เกิดภาวะ Supply Shortage ทั่วโลก ซึ่งก็เป็นอีกโจทย์ที่ SMT ต้องเผชิญและเอาชนะมาได้ด้วยการบริหารจัดการธุรกิจที่ดีนั่นเอง

คุณโชติศักดิ์ยังได้ยกตัวอย่างในการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การทำงานร่วมกับ Supplier หลายเจ้ามากขึ้นเพื่อให้บริษัทมีทางเลือกในการจัดซื้อวัตถุดิบในหลากหลายราคาและหลากหลายช่องทาง, การวางโมเดลในการคำนวณต้นทุนสำหรับการผลิตแต่ละรอบหรือแต่ละโครงการในหลายแง่มุม เพื่อให้สามารถประเมินความคุ้มค่าได้ครบถ้วนทุกมิติ, การรวบรวมข้อมูลด้านการเงินและการลงทุนในแต่ละการผลิตให้ได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้การเก็บเงินในแต่ละโครงการมีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เองก็เป็นไปได้ทั้งด้วยแผนการบริหาร และการเลือกนำ Software บริหารจัดการธุรกิจที่ตอบโจทย์มาใช้

วางรากฐานครั้งสำคัญ ลงทุนครั้งใหญ่วางระบบ SAP เพื่อความยั่งยืน

ในปี 2020 ทาง SMT ยังมุ่งเน้นที่การปรับปรุงการบริหารจัดการเป็นหลัก และวางแผนที่จะนำระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP เข้ามาใช้งานด้วย โดยมอง SAP เอาไว้ทั้งในฐานะของเครื่องมือที่เหล่าผู้บริหารคุ้นเคย, เป็นระบบที่มีชื่อเสียงในระดับโลก, มีนักพัฒนาระบบที่สามารถดูแลและปรับปรุงระบบได้มากกว่า ERP รายอื่นๆ และยังเป็นระบบที่ลูกค้าหรือคู่ค้าของ SMT หลายรายใช้งาน ทำให้การตั้งธงใช้ SAP นั้นนอกจากจะช่วยปรับปรุงการบริหารธุรกิจให้เป็นแบบดิจิทัลได้แล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะสามารถผสานระบบเข้ากับลูกค้าหรือคู่ค้าเพื่อทำการค้าขายแบบ Automation ร่วมกันได้อีกด้วย

เหตุนี้เอง ทำให้ในปี 2021 ทาง SMT ได้ลงทุนในระบบ SAP เป็นงบประมาณถึง 60% ของทรัพย์สินที่มีการลงทุนทั้งหมด และแทบจะไม่ได้มีการลงทุนในเครื่องจักรเลย เป็นการลงทุนเพื่อการปรับปรุงการบริหารธุรกิจสำหรับการเติบโตในอนาคตอย่างแท้จริง ซึ่งคุณโชติศักดิ์ก็ระบุว่าการลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่มีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เพราะการปรับปรุงระบบบริหารจัดการธุรกิจตั้งแต่ขั้นพื้นฐานนี้จะทำให้ธุรกิจได้เห็นข้อมูลต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Capacity ของเครื่องจักร, การ Utilize ของการทำงานในส่วนต่างๆ, การวางแผนลงทุนในโรงงานแต่ละแห่ง, การปรับกลยุทธ์ในเชิงลูกค้า รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและการเงินทั้งในภาพรวมและเชิงลึกของธุรกิจไปพร้อมๆ กัน

คุณโชติศักดิ์เผยว่าตั้งแต่เริ่มใช้ SAP มาเห็นผลกระทบในทางบวกต่อธุรกิจหลากหลายประเด็น เช่น

  • การรวบรวมข้อมูลด้านค่าใช้จ่ายในแต่ละโครงการได้อย่างครบถ้วน ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าทุกๆ การทำงานนั้นมีต้นทุนเท่าใด และมีผลกำไรเท่าไหร่ ช่วยให้ทุกๆ การขายและการผลิตเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การเชื่อมต่อระบบ SAP ของ SMT เข้ากับ SAP ของลูกค้าและคู่ค้าผ่านทาง API ทำให้กระบวนการด้านการจัดซื้อและการขายเป็นไปแบบอัตโนมัติ โปร่งใส มีข้อมูลครบถ้วน โดยทาง SMT ได้ปรับระบบให้สามารถดึงราคาต้นทุนจากคู่ค้าแต่ละรายในชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่ต้องใช้ในการผลิตอย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้ทุกๆ การจัดซื้อเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าสูงสุด
  • ในการพูดคุยกับลูกค้าแต่ละราย เมื่อต้องมีการปรับเปลี่ยนวัตถุดิบหรือรายละเอียดในการผลิต พนักงานภายในโรงงานก็จะมีข้อมูลอย่างครบถ้วนในการดำเนินงาน ในขณะที่ฝ่ายขายเองก็จะมีข้อมูลหลักฐานการทำงานทั้งหมดอย่างครบถ้วนในการพูดคุยกับลูกค้า ทำให้โดยรวมแล้วการทำงานเป็นไปได้อย่างถูกต้องโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ได้รับความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกับลูกค้าจากนานาชาติมากยิ่งขึ้นในระยะยาว
  • การบริหารจัดการคลังสินค้าที่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถนำของที่มีอยู่ในคลังสินค้ามาใช้ผลิตในแต่ละโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตรงส่วนนี้ในอนาคตก็ยังสามารถปรับปรุงได้อีกมาก
  • การมองเห็นค่าใช้จ่ายและรายรับได้อย่างทันทีและแม่นยำ ทำให้ทางบริษัทสามารถปรับระบบบัญชีให้ดีขึ้นได้ โดยในอนาคตตั้งเป้าหมายว่าระบบบัญชีจะต้องมีความเป็นอัตโนมัติและใช้งานได้ง่ายดายยิ่งขึ้น

คุณโชติศักดิ์เชื่อว่าเมื่อมีการใช้งาน SAP ไปได้ระยะหนึ่งจนมีข้อมูลและกระบวนการที่ครบถ้วนแล้ว SMT ก็จะสามารถทำการรับรู้รายได้หรือการออก Financial Statement ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก รวมถึงยังมีแผนที่จะพัฒนาระบบ Management Dashboard เพื่อให้ผู้บริหารมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการวางกลยุทธ์ต่างๆ ให้แม่นยำมากยิ่งขึ้นหลังจากนี้

เลือก  NTT DATA Business Solutions Thailand ร่วมเรียนรู้และพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ในแบบดิจิทัล

แน่นอนว่าอีกโจทย์สำคัญในการเลือกใช้งาน SAP นั้นคือการหา SAP Implementer ที่ไว้วางใจได้มาร่วมงานกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนสูงอย่าง SMT ยิ่งต้องเลือกใช้ Implementer ที่มีประสบการณ์และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนระบบให้สอดคล้องต่อความต้องการที่เฉพาะตัว ในขณะที่คนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เองก็มี Turn Over Rate ที่สูง ทำให้ Implementer ที่มาทำงานร่วมกันนี้ต้องช่วยบริหารจัดการในส่วนนี้ให้ได้ เพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ด้วยเหตุนี้ ทีมผู้บริหารของ SMT จึงได้ตัดสินใจเลือกใช้บริการนี้จาก NTT DATA Business Solutions Thailand  (เดิมชื่อ  ISS Consulting) ที่มีทีมงานมืออาชีพซึ่งเข้าใจในข้อจำกัดของ SMT เป็นอย่างดี โดยถึงแม้ในช่วงที่มีการพูดคุยแรกเริ่มกันนั้น ทาง  NTT DATA Business Solutions Thailand จะยังไม่มีประสบการณ์ในการวางระบบ SAP ให้กับธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์มาก่อนมากนัก แต่ด้วยการทำงานและการวางแผนที่ดี รวมถึงความพร้อมในการเรียนรู้ความต้องการของ SMT ที่จะพัฒนาระบบร่วมกัน ทำให้สุดท้ายแล้ว SMT ก็ตัดสินใจที่จะร่วมงานกับ NTT DATA Business Solutions Thailand

คุณโชติศักดิ์เผยว่าในระหว่างที่มีการร่วมงานกับทาง NTT DATA Business Solutions Thailand  นั้นมีการประสานงานและเข้ามาทำงานกันอย่างใกล้ชิดโดยตลอด มีการพูดคุยปรับเปลี่ยนแก้ไขระบบให้อย่างต่อเนื่อง โดยทีมผู้บริหารของ SMT นั้นก็ได้ลงมาร่วมในโครงการนี้ด้วยอย่างเต็มตัวเพื่อให้การตัดสินใจในส่วนต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยเมื่อระบบเริ่มมีการใช้งานจริงๆ ก็ยังมีการรับฟังเสียงจากผู้ใช้งานและปรับเปลี่ยนระบบให้สอดคล้องกับการทำงานไปด้วย ในขณะที่ทาง NTT DATA Business Solutions Thailand    เองก็คอยเป็นผู้ประสานให้ทั้งผู้บริหารและพนักงานมีส่วนร่วมในโครงการมากขึ้น และนำ Best Practice จาก SAP มาให้ความรู้และปรับใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการภายใน SMT

เรียกได้ว่าถึงแม้โครงการนี้จะต้องมีการร่วมมือร่วมแรงและใช้เวลานาน ทั้งยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ท้ายที่สุด ก็สามารถดำเนินโครงการนี้ให้เป็นไปตามเป้าหมายของ SMT ได้เป็นอย่างดี และระบบ SAP นี้ก็จะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการเติบโตของ SMT หลังจากนี้

บริหารจัดการธุรกิจด้วย Software คือกลยุทธ์ที่สำคัญ แต่ผู้บริหารต้องพิจารณาในหลายประเด็น

คุณโชติศักดิ์ได้ทิ้งท้ายถึงบทเรียนสำหรับผู้บริหารในธุรกิจอื่นๆ ที่มีแผนจะลงทุนในระบบ ERP เอาไว้ว่า โครงการระบบ ERP นี้สำคัญตั้งแต่การเลือก Software ที่ต้องเลือกให้สัมพันธ์กับทิศทางของธุรกิจในอนาคต สามารถทำงานร่วมกับลูกค้าหรือคู่ค้าได้แบบอัตโนมัติ สามารถนำมาใช้งานได้โดยไม่เกินกำลังการลงทุนของธุรกิจ โดยต้องตั้งเป้าว่าท้ายที่สุดแล้วระบบจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ ซึ่งก็ย่อมจะทำให้ระบบเองต้องเติบโตตามธุรกิจ และรวบรวมองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจเอาไว้ในระบบให้มากที่สุด ลดการยึดติดกับบุคลากรคนใดคนหนึ่งให้น้อยลงไป

และแน่นอนว่าการลงทุนในระบบ ERP นี้ย่อมต้องกระทบกับพนักงานด้วย ซึ่งธุรกิจเองก็ต้องพยายามผลักดันให้พนักงานทำการส่งต่อความรู้เข้าสู่ระบบ เปลี่ยนวัฒนธรรมและมุมมองในการทำงานของพนักงาน เพื่อให้พนักงานทุกคนหันมาสู่การทำงานในรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางที่ดีที่สุดก็คือการสื่อสารให้พนักงานเกิดความเข้าใจถึงข้อดีในการนำระบบ ERP มาใช้ และการวาง Workflow ที่เป็นมาตรฐานชัดเจนในการทำงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งธุรกิจที่ทำงานเป็นระบบมากขึ้น และพนักงานที่สามารถทำงานได้ถูกต้องแม่นยำพร้อมมีผลลัพธ์ในการทำงานที่ดีขึ้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน

เกี่ยวกับ NTT DATA Business Solutions (Thailand) Ltd. เดิมชื่อ บริษัท ISS Consulting (Thailand) Ltd.

 

บริษัท NTT DATA Business Solutions  (Thailand) Ltd. ภายใต้กลุ่ม บริษัท NTT DATA ผู้ให้บริการระบบ SAP และ Data Center ระดับโลก และเป็นผู้นำทางด้าน Digital Transformation และเป็นสมาชิก SAP Global Partner ที่พร้อมคำปรึกษา และบริการด้านการออกแบบ พัฒนา ติดตั้งโซลูชัน SAP Solution และ IT Solution อื่น ๆ ให้กับลูกค้าในประเทศไทย เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการปรึกษาด้านโซลูชั่น SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรให้ดีขึ้น NTT DATA Business Solutions Thailand  พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจ ติดต่อได้ที่ โทร 02 237 05553 หรือติดตาม ได้ที่ email: marketing-solutions-th@nttdata.com หรือ http://www.nttdata-solutions.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วางรากฐานครั้งสำคัญ ลงทุนครั้งใหญ่วางระบบ SAP เพื่อความยั่งยืน

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ntt-data-and-stars-microelectronics/