คลังเก็บป้ายกำกับ: NOTEBOOK_REVIEW

รีวิว Lenovo Legion 5i Pro หัวใจ Intel 12th Gen แรงทรงพลังพีซีอาย!! เอาอยู่ทุกเกมจบได้ทุกงาน ราคา 89,990 บาท

Lenovo Legion 5i Pro ตัวแรงเพื่อเกมเมอร์และครีเอเตอร์ แซ่บแบบเกมมิ่งพีซีมีอาย!!

Share image Edit Name 3legionreview 1

2-3 ปีที่ผ่านมา เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพกพาง่ายและประสิทธิภาพดีขึ้นจนเทียบคอมประกอบได้ ซึ่ง Lenovo Legion 5i Pro ก็เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่เกมเมอร์สนใจเลือกซื้อเพราะสเปคต่อราคาคุ้มค่า เล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันนี้ตั้งค่ากราฟิคสูงสุดได้ลื่นไหลและรองรับ NVIDIA G-SYNC ป้องกันอาการภาพฉีกขาดตอนเล่นเกม แม้แต่ครีเอเตอร์หลายๆ คนก็หันมาเลือกซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คซีรี่ส์นี้ไปทำงานมากขึ้น เพราะขอบเขตสีหน้าจอกว้าง 100% sRGB ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR 400 และเป็นจอ Dolby Vision และจอนี้ทางบริษัทยังคาลิเบรตมาให้จากโรงงานอีกด้วยจึงใช้ทำงานและเล่นเกมได้ดีแน่นอน

Advertisementavw

สำหรับ Lenovo Legion 5i Pro นี้ถือเป็นรุ่นปรับสเปคให้ดีขึ้น ซึ่งเปลี่ยนจาก Intel 11th Gen มาเป็น Intel 12th Gen ให้มีคอร์เธรดไว้ใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยมี E-Core ไว้จัดการงานในระบบหลังบ้านของ Windows และ P-Core สำหรับรันโปรแกรมทำงานและเกมได้อย่างไหลลื่น และมีแรมมาให้จากโรงงาน 32GB DDR5 ซึ่งเยอะเหลือเฟือพอใช้งานอย่างแน่นอนและมีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti มาให้และยังอัพเกรดเพิ่ม M.2 NVMe SSD ได้ด้วย ดังนั้นเรื่องสเปคถือว่าแรงหายห่วงอย่างแน่นอน

Lenovo Legion 5i Pro

 

NBS Verdicts

Lenovo Legion 5i Pro DSC01090

 

Lenovo Legion 5i Pro รุ่นปรับสเปคให้เป็น Intel 12th Gen ถือเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ เหมาะกับเกมเมอร์และครีเอเตอร์ที่มองหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงเอาไว้ใช้มาก ยิ่งปรับสเปคแล้วก็แรงพอใช้ทำงานได้หมดทั้งตัดต่อวิดีโอหรือแต่งภาพก็ทำได้สบายๆ หากใครไม่อยากประกอบพีซีเพราะพื้นที่ในบ้านไม่มากหรืออยากมีคอมเครื่องเดียวเอาไว้ใช้ทำงานและใช้กับงานอดิเรกได้ ก็หันมาใช้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับท็อปตัวนี้แทนก็ดีและมันยังพกไปใช้งานที่ไหนก็ได้ด้วย

ส่วนฟีเจอร์เด่นของตระกูล Lenovo Legion ก็ยังยกมาติดตั้งให้ครบเครื่อง ทั้งคีย์บอร์ด Legion Spectrum แบบมีไฟ RGB มี Legion TrueStike เป็นคีย์บอร์ด 100% Anti-Ghosting ซึ่งกดแล้วทุกปุ่มทำงานได้อย่างรวดเร็วแม่นยำไม่รวนแล้วบางคำสั่งที่กดไปไม่ทำงานอย่างแน่นอน มีระบบระบายความร้อน Legion Coldfront 4.0 ช่วยจัดการอุณหภูมิตัวเครื่องได้ดีไม่เกิดอาการ Throttle Down ลดประสิทธิภาพการทำงานเพื่อลดอุณหภูมิในเครื่องและยังมีพอร์ตติดตั้งมาให้ใช้งานครบถ้วน โดยเฉพาะพอร์ต USB-C x 2 และ Thunderbolt 4 อีกช่อง ซึ่งทั้งหมดนั้นต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort 1.4 ได้ทั้งหมดและมีช่องหนึ่งรองรับ Power Delivery ด้วยและยังมีพอร์ตพื้นฐานติดตั้งมาให้ครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของ Lenovo Legion 5i Pro มีอยู่เล็กน้อย คือ ระบบจัดการพลังงานแบตเตอรี่ยังทำได้ไม่น่าประทับใจ เพราะใช้งานได้ราว 6 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนคาดหวังว่าโน๊ตบุ๊คนี้เมื่อติดตั้ง Intel 12th Gen แล้ว เมื่อใช้งานทั่วไปอย่างเปิดดู YouTube, ทำงานเอกสารก็ควรใช้งานได้ราว 7~8 ชั่วโมง ซึ่งจัดว่าน่าเสียดายแต่ก็ยังมีพอร์ต USB-C Power Delivery มาให้ใช้ชาร์จแบตเตอรี่กรณีพกเครื่องออกไปธุระข้างนอกบ้านหรือออฟฟิศ ส่วนต่อมาคือความจุแรม แม้จะติดตั้งมาให้มากถึง 32GB แต่ก็สูงสุดเท่าที่เมนบอร์ดรองรับได้แล้วเช่นกัน ดังนั้นถ้าต้องการอัพเกรดเพิ่มเผื่อใช้ทำงานเฉพาะทางบางประเภทอย่างรันโมเดล 3D ขนาดใหญ่แล้วต้องใช้แรมเยอะกว่านี้ ก็น่าจะไม่พอใช้งาน

จุดที่น่าเสียดาย คือ ไฟคีย์บอร์ด Legion Spectrum ของ Lenovo Legion 5i Pro ของเครื่องสีขาวและดำจะเป็นคนละแบบกัน คือ เครื่องสีขาวที่ผู้เขียนได้รับมารีวิวจะเป็นไฟสีฟ้าอย่างเดียวแต่เครื่องสีดำเป็นไฟ RGB แทน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าควรให้เป็นไฟ RGB ไปให้หมดเลยแล้วให้ผู้ใช้ตั้งค่าตามที่ตัวเองต้องการจะดีกว่า

ข้อดีของ Lenovo Legion 5i Pro
  1. งานประกอบแข็งแรงทนทาน มีความสวยงามและมีไฟ RGB คีย์บอร์ดติดตั้งมาให้ด้วย
  2. อัพเกรดซีพียูเป็น Intel 12th Gen แล้ว มีประสิทธิภาพดี รันโปรแกรมใหญ่ได้ดีมาก
  3. แรมอัพเดทเป็น DDR5 ใหม่ล่าสุดและให้ความจุ 32GB ซึ่งเยอะเหลือเฟือพอใช้งาน
  4. ใส่ M.2 NVMe SSD ได้อีก 1 ช่อง รองรับ 1TB อินเตอร์เฟส PCIe 4.0
  5. การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti เป็นรุ่น Max-P ค่า TGP 150 วัตต์
  6. มีพอร์ต USB-C 3.2 Gen 2 x 2 และ Thunderbolt 4 เชื่อมต่อ DisplayPort 1.4 ได้และมีช่องรองรับ Power Delivery ด้วย
  7. มีพอร์ตพื้นฐานทั้ง USB-A 3.2, HDMI, LAN ฯลฯ ติดตั้งมาครบถ้วนพร้อมใช้งาน
  8. เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E รับส่งข้อมูลได้เร็วและเสถียรยิ่งขึ้น
  9. พาเนลจอมีคุณภาพสูง รองรับขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB, VESA DisplayHDR 400, Dolby Vision, NVIDIA G-SYNC ครบถ้วน
  10. ระบบระบายความร้อน Legion Coldfront 4.0 จัดการอุณหภูมิได้ดีมาก
ข้อสังเกตของ Lenovo Legion 5i Pro
  1. เครื่องสีขาวมีไฟ LED Backlit สีฟ้าเท่านั้น ไม่ใช่ RGB แบบเครื่องสีดำ
  2. Legion 5i Pro รองรับแรมเพียง 32GB ซึ่ง ณ ตอนนี้ควรรองรับถึง 64GB ได้แล้ว
  3. แบตเตอรี่ในเครื่องใช้งานได้นานสุดไม่เกิน 6 ชั่วโมง

รีวิว Lenovo Legion 5i Pro

Specification

spec

Lenovo Legion 5i Pro เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ Desktop Replacement ที่ได้หน้าจอความละเอียดสูงและขอบเขตสีกว้าง เหมาะทั้งเกมเมอร์และครีเอเตอร์ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงไว้ใช้งาน โดยมีรายละเอียดสเปคดังนี้

สเปคของ Lenovo Legion 5i Pro
  • CPU : Intel Core i9-12900H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.8-5.0GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti แรม 8GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB
  • RAM : 32GB DDR5 บัส 4800 MHz
  • Display : 16 นิ้ว ความละเอียด WQXGA พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz รองรับขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB, ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR 400, Dolby Vision, NVIDIA G-SYNC
  • Ports : USB-A 3.2 Gen 1 x 3, USB-C 3.2 Gen 2 x 2 รองรับ DisplayPort 1.4 และมีช่องหนึ่งรองรับการชาร์จ Power Delivery 135 วัตต์, Thunderbolt 4 x 1 รองรับ DisplayPort 1.4, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera มีบานสไลด์ E-Shutter
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.49 กิโลกรัม
  • Price : 89,990 บาท (ราคากลาง)

Hardware & Design

Lenovo Legion 5i Pro DSC01082

Lenovo Legion 5i Pro DSC01057
Lenovo Legion 5i Pro DSC01058
Lenovo Legion 5i Pro DSC01059
Lenovo Legion 5i Pro DSC01043
Lenovo Legion 5i Pro DSC01044
Lenovo Legion 5i Pro DSC01045

 

Lenovo Legion 5i Pro แม้จะเป็นรุ่นใหม่ปรับสเปคแต่ยังใช้บอดี้ร่วมกับตระกูล Legion เครื่องอื่นๆ ซึ่งเปิดตัวมาก่อนหน้านี้ กล่าวว่าเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ก็ไม่ผิดนัก ซึ่งจุดติดตั้งสติ๊กเกอร์ Intel, NVIDIA ตรงที่พักข้อมือฝั่งซ้าย, Fn+Q เพื่อปรับโหมดการทำงานของตัวเครื่องที่ฝั่งขวามือข้างเพลตโลโก้ Lenovo รวมไปถึงปุ่ม Power ตรงกลางเหนือแป้นคีย์บอร์ดพร้อมไฟแสดงสถานะการเปิดหรือปิดเครื่องยังติดอยู่เหมือนกับ Legion 5 รุ่นอื่นๆ แต่จุดน่าสนใจคือทาง Lenovo ย้ายไมโครโฟนจากที่ติดไว้ข้างกล้องเว็บแคมมาอยู่ที่ขอบล่างของจอแทนแล้ว 

Lenovo Legion 5i Pro DSC01078

 

Lenovo Legion 5i Pro DSC01080
Lenovo Legion 5i Pro DSC01068
Lenovo Legion 5i Pro DSC01081
Lenovo Legion 5i Pro DSC01077

ฝาหลังของตัวเครื่องยังดีไซน์เน้นความเรียบง่าย มีโลโก้ Legion ตัวพิมพ์ใหญ่ทำจากอลูมิเนียมติดเอาไว้ตรงกลางส่วนครึ่งบนเครื่อง ถัดลงมาเป็นช่องระบายอากาศคู่หลังขนาบข้างชุดพอร์ตเชื่อมต่อชุดหลักเอาไว้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นพอร์ตที่เชื่อมต่อแล้วมักไม่ค่อยถอดบ่อยๆ อย่าง LAN, HDMI และอแดปเตอร์ของตัวเครื่องติดตั้งเอาไว้ตรงนี้ทั้งหมด และเมื่อมองด้านข้างเครื่องจะเห็นว่า Lenovo Legion 5i Pro จะมีช่องระบายความร้อนของระบบ Legion Coldfront 4.0 ทั้งหมด 4 ช่อง และเหนือช่องระบายความร้อนด้านหลังขวาจะมีเพลต Lenovo ติดเอาไว้ด้วย

Lenovo Legion 5i Pro DSC01066

Lenovo Legion 5i Pro DSC01032
Lenovo Legion 5i Pro DSC01033
Lenovo Legion 5i Pro DSC01034

ก้านบานพับของ Legion 5i Pro จะล็อคเข้ากับฐานหน้าจอภายในเครื่อง ตัวบานพับแข็งแรงมากไม่ขโยกหรือเกิดอาการสั่นสะบัดตอนกางหน้าจอแม้แต่นิดเดียว สามารถกางหน้าจอได้กว้างสุดราว 120 องศา ซึ่งกว้างพอกางจอให้เข้ากับมุมสายตาของผู้ใช้ได้ดีไม่ว่าจะวางบนโต๊ะทำงานหรือแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็ปรับมุมให้มองเห็นได้สะดวกอย่างแน่นอน

Lenovo Legion 5i Pro DSC01011

Lenovo Legion 5i Pro DSC01008
Lenovo Legion 5i Pro DSC01009

 

ด้านใต้ตัวเครื่องจะเห็นว่าพื้นที่ครึ่งบนราว 40% เป็นช่องดึงลมเข้าของระบบระบายความร้อน Coldfront 4.0 ซึ่งดีไซน์ช่องเป็นแนวเฉียงทรงตัว V ทำมุมขึ้นไปรับกับแถบยางพลาสติกเส้นยาวที่ขอบบนมีคำว่า LEGION สลักเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เอาไว้ ถัดลงมาด้านล่างที่ฝั่งซ้ายและขวามีแถบยางอีก 2 เส้นเอาไว้ซัพพอร์ตตัวเครื่องไม่ให้บอดี้ด้านใต้เครื่องสัมผัสกับพื้นโต๊ะโดยตรง

น็อตที่ Lenovo ใช้ขันล็อคฝาใต้เครื่องจะเป็นน็อตหัวแฉก Philips Head แบบมาตรฐานทั้งหมด 10 ตัว ใช้ไขควงพื้นฐานขันปลดล็อคเครื่องได้เลย แต่ตรงกลางเครื่องจะมาสลักหน่วงฝาใต้ตัวเครื่องติดตั้งไว้ข้างในด้วย ดังนั้นตอนเปิดฝาอาจจะดึงแล้วไม่หลุดในทันที

Screen & Speaker

Lenovo Legion 5i Pro DSC01039

Lenovo Legion 5i Pro DSC01041
Lenovo Legion 5i Pro DSC01040
Lenovo Legion 5i Pro DSC01042
Lenovo Legion 5i Pro DSC01065

หน้าจอขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด WQXGA พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ของ Legion 5i Pro รองรับขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR 400, Dolby Vision และจอนี้ยังได้รับการคาลิเบรตมาจากโรงงานอีกด้วย จึงใช้ทำงานอาร์ทได้ทันทีตั้งแต่เปิดกล่องมา ถ้าเล่นเกมก็มี NVIDIA G-SYNC ช่วยลดอาการภาพฉีกขาดด้วย

กรอบหน้าจอทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ฝั่งซ้าย, ขวา และส่วนบนจะเป็นกรอบแบบบางและส่วนของกล้องเว็บแคมจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมมุมป้านยื่นออกมาให้ผู้ใช้เอานิ้วเดียวกางหน้าจอเปิดได้เลย และพาเนล IPS มีข้อดีคือมีองศาการมองเห็นกว้างถึง 178 องศา จึงมองดูคอนเทนต์บนหน้าจอได้สะดวก ดังนั้นตอนจัดโต๊ะคอมแล้ววางโน๊ตบุ๊คไว้ข้างหน้าจอหลักที่ใช้งานก็มองจอโน๊ตบุ๊คได้โดยสีไม่เพี้ยน

display 1

gamut 1
luminance 1

หน้าจอของ Lenovo Legion 5i Pro พอ Calibrate ด้วย DisplayCal 3 แล้ว ค่า Gamut coverage ซึ่งเป็นค่าขอบเขตสีจริงของหน้าจอนี้อยู่ที่ 99% sRGB, 73.5% Adobe RGB, 75.4% DCI-P3 ส่วนค่า Gamut volume สำหรับแสดงขอบเขตสีทั้งหมดโดยรวมของจอนี้ วัดค่าได้ 107.2% sRGB, 73.8% Adobe RGB, 75.9% DCI-P3 ค่าความเที่ยงตรงของสีบนจอ (Delta-E) เฉลี่ยได้ 0.06~0.89 ต้องถือว่าจอของ Legion 5i Pro ทั้งเที่ยงตรงและแสดงผลสีได้กว้าง เหมาะจะใช้แต่งภาพถ่ายจากกล้องหรือตัดต่อวิดีโอก็ทำได้ดีมาก

ความสว่างหน้าจอที่ DisplayCal 3 วัดได้เมื่อปรับความสว่างสูงสุด 100% อยู่ที่ 512.52 cd/m2 จัดว่าสว่างมากตรงตามที่ผู้ผลิตเคลมเอาไว้ที่ 500 nits ซึ่งตอนทดลองปรับความสว่าง 100% ก็สว่างพอใช้งานในสถานการณ์ต่างๆ ได้สบายๆ แต่ถ้าใช้ในห้องส่วนตัวหรือออฟฟิศแนะนำว่าปรับความสว่างไว้แค่ 50~60% ก็พอใช้งานแล้ว ซึ่งโอกาสปรับความสว่าง 100% นั้นถ้าไม่ได้ไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟก็ไม่ค่อยมีโอกาสปรับความสว่างระดับนี้แน่นอน

Lenovo Legion 5i Pro DSC01012
Lenovo Legion 5i Pro DSC01013
Lenovo Legion 5i Pro DSC01014
Lenovo Legion 5i Pro DSC01015

ลำโพงของ Lenovo Legion 5i Pro เป็นลำโพงสองดอก กำลังขับดอกละ 2 วัตต์ ได้ Nahimic มาช่วยปรับจูนเสียงให้ ซึ่งเนื้อเสียงตอนใช้ฟังเพลงถือว่ามีมิติพอควรและเสียงเบสมีซัพพอร์ตเสียงหลักนักร้องและเครื่องดนตรีหลักได้เป็นอย่างดี แต่แรงปะทะของลำโพงอาจจะไม่หนักแน่นปะทะเป็นลูกๆ แต่จุดเด่นของลำโพงนี้อยู่ที่การแบ่งทิศทางเสียงตอนเล่นเกมได้ดีและเสียงเอฟเฟคในเกมหนักแน่นฟังได้อารมณ์เป็นหลักเสียมากกว่า

Keyboard & Touchpad

Lenovo Legion 5i Pro DSC01047

Lenovo Legion 5i Pro DSC01036
Lenovo Legion 5i Pro DSC01037
Lenovo Legion 5i Pro DSC01048
Lenovo Legion 5i Pro DSC01049
Lenovo Legion 5i Pro DSC01092
Lenovo Legion 5i Pro DSC01091
Lenovo Legion 5i Pro DSC01051
Lenovo Legion 5i Pro DSC01053

คีย์บอร์ด Legion TrueStrike ของ Lenovo Legion 5i Pro รองรับ 100% Anti-Ghosting ถ้าเป็นเครื่องสีดำจะเป็นไฟ Legion Spectrum แบบ RGB ถ้าเป็นเครื่องสีขาวจะเป็นไฟสีฟ้าแบบเดียว อย่างมากแค่ปรับความสว่างได้เท่านั้น ซึ่งผู้เขียนคิดว่าทาง Lenovo ควรให้ไฟ RGB เป็นมาตรฐานไปเลย ไม่ต้องแยกสีเครื่องขาวดำเช่นนี้แล้วปล่อยให้เจ้าของเครื่องตั้งสีไฟ RGB ด้วยตัวเองไปเลยดีกว่า

แป้นคีย์บอร์ด Full-size ของ Legion ดีไซน์ให้ชุดปุ่มลูกศรแยกตัวออกจากชุดแป้นหลัก ไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คบางรุ่น มี Function Key ติดตั้งเอาไว้รวมกับปุ่มต่างๆ บนคีย์บอร์ด ได้แก่ FnLock ที่ปุ่ม Esc, ปุ่มปรับความสว่างไฟ LED Backlit ตรงปุ่ม Spacebar และมี Multimedia Key อีก 4 ปุ่มเหนือชุด Numpad โดยรวมเอาไว้กับ Function Key พื้นฐานปุ่มอื่นด้วย กล่าวคือแป้นคีย์บอร์ดของ Legion 5i Pro ก็แชร์ร่วมกับ Legion รุ่นอื่นๆ ที่มีขายในตอนนี้ จะต่างกันก็แค่สีของปุ่มเท่านั้นเอง

Lenovo Legion 5i Pro DSC01055

ในเมื่อคีย์บอร์ดของ Lenovo Legion 5i Pro แชร์ร่วมกับ Legion รุ่นอื่นในท้องตลาด ณ ตอนนี้ ปุ่ม Funtion Hotkey ก็จะใช้คำสั่งเดียวกันไปโดยปริยาย ซึ่งคีย์ลัดมีคำสั่งดังนี้

  • F1-F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4 – ปิดไมโครโฟน
  • F5-F6 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F7 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและจอเสริม
  • F8 – Airplane Mode
  • F9 – Lenovo Smart Key
  • F10 – ปิดการทำงานทัชแพด
  • F11 – เรียกโปรแกรมทั้งหมดขึ้นมาเหมือนกด Windows+Tab
  • F12 – เรียกโปรแกรม Calculator

ดังนั้นจุดสังเกตเดิมๆ เกี่ยวกับคีย์บอร์ดของ Legion ก็ยังคงอยู่เช่นเดิม นั่นคือไม่มีคีย์ลัดใหม่ๆ ติดตั้งมาให้ เช่น คีย์ลัดปรับค่า Refresh Rate หน้าจอ, ปรับโปรไฟล์หรือเซฟปุ่มมาโครแบบเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คบางรุ่นก็ทำไม่ได้เช่นกัน ซึ่งผู้เขียนคาดหวังว่างทาง Lenovo จะ Mapping ปุ่มบนคีย์บอร์ดใหม่ให้เอื้อการเล่นเกมอีกนิดหรือไม่ก็เพิ่มฟังก์ชั่นเกมมิ่งใน Lenovo Vantage เข้าไปด้วยจะดีกว่านี้แน่นอน

Lenovo Legion 5i Pro DSC01056
Lenovo Legion 5i Pro DSC01060

แป้นทัชแพดของ Lenovo Legion 5i Pro เป็นแป้นขนาดใหญ่ พอวางมือลงบนแป้นแล้วสันมือซ้ายก็จะพาดขอบของทัชแพดอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถ้าไม่ใช้งานก็กด Fn+F10 ปิดการทำงานไปก็ได้ ส่วนตัวแป้นทัชแพดก็รองรับ Gesture Control และใช้ทำงานได้ดี 

Connector / Thin & Weight

Lenovo Legion 5i Pro DSC01075

Lenovo Legion 5i Pro DSC01072
Lenovo Legion 5i Pro DSC01069
Lenovo Legion 5i Pro DSC01070

พอร์ตเชื่อมต่อของ Lenovo Legion 5i Pro จะถูกติดตั้งเอาไว้ทั้ง 3 ด้านของเครื่อง แต่เน้นด้านหลังของตัวเครื่องเป็นหลัก โดยมีพอร์ตดังนี้

  • ด้านซ้ายจากซ้ายมือ – Thunderbolt 4, USB-C 3.2 Gen 2 ทั้งสองพอร์ตนี้รองรับ DisplayPort 1.4 และโอนถ่ายไฟล์เท่านั้น ไม่รองรับ Power Delivery
  • ด้านขวาจากซ้ายมือ – E-Shutter Slider, Audio combo, USB-A 3.2 Gen 1
  • ด้านหลังเครื่องจากซ้ายมือ – LAN RJ45, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับ DisplayPort 1.4 และ Power Delivery 135 วัตต์, HDMI รองรับความละเอียดสูงสุด 8K 60Hz, USB-A 3.2 Gen 1 x 2 ช่องขวามือเป็น Always On ใช้ชาร์จแบตเตอรี่ให้สมาร์ทโฟนได้แม้จะดับเครื่องอยู่, ช่องต่ออแดปเตอร์
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax เสาอากาศแบบ 2×2 รองรับ Bluetooth 5.1

เมื่อดูรายละเอียดแล้วจะเห็นว่าพอร์ตของ Lenovo Legion 5i Pro มีให้ใช้งานเยอะมากและมี USB-C ที่รองรับ Power Delivery ด้วย ซึ่งจากที่ทดลองเสียบชาร์จด้วยปลั๊ก GaN แล้ว ต้องใช้ปลั๊กที่มีกำลังชาร์จ 100 วัตต์ขึ้นไปถึงจะชาร์จ Legion 5i Pro ได้

ต้องถือว่าพอร์ตและการเชื่อมต่อเป็นจุดแข็งของ Legion 5i Pro จริง เพราะนอกจากจะมีพอร์ตพื้นฐานติดตั้งมาให้ครบถ้วน ยังมี Thunderbolt 4 กับ USB-C 3.2 ที่รองรับ DisplayPort 1.4 รวมถึง 3 ช่องและยังมี HDMI อีกช่องด้วย ถ้าใครต้องต่อหน้าจอแยกเยอะก็ต่อใช้งานได้สบายๆ

Lenovo Legion 5i Pro DSC01004

Lenovo Legion 5i Pro DSC01007
Lenovo Legion 5i Pro DSC01005
Lenovo Legion 5i Pro DSC01099
Lenovo Legion 5i Pro DSC01095

ทางบริษัทเคลมน้ำหนักของ Lenovo Legion 5i Pro ไว้ที่หน้าเว็บไซต์ 2.49 กิโลกรัม เมื่อชั่งดูแล้วได้น้ำหนัก 2.52 กิโลกรัม พอรวมอแดปเตอร์เฉพาะของตัวเครื่องกำลังไฟ 300 วัตต์ ที่หนัก 1 กิโลกรัมเข้าไปแล้วจะมีน้ำหนักรวมทั้งหมดถึง 3.5 กิโลกรัม ถือว่าเป็นน้ำหนักมาตรฐานของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6~16 นิ้วในปัจจุบันนี้

ผู้เขียนแนะนำว่าถ้าจะพกเครื่องไปพบลูกค้าหรือทำงานตามร้านกาแฟควรหากระเป๋าเป้ที่มีซับไหล่ดีๆ รองรับโน๊ตบุ๊คขนาด 17.3 นิ้วได้มาใส่เครื่องนี้ เพราะถ้าเป็นเป้สำหรับโน๊ตบุ๊ค 15.6 นิ้ว ถึงจะพอใส่ได้แต่กระเป๋าจะตึงและขอบซิปของกระเป๋าติดกับตัวเครื่องพอดีด้วย

Inside & Upgrade

Lenovo Legion 5i Pro DSC01018

Lenovo Legion 5i Pro DSC01022
Lenovo Legion 5i Pro DSC01025
Lenovo Legion 5i Pro DSC01023
Lenovo Legion 5i Pro DSC01031

การอัพเกรด Lenovo Legion 5i Pro สามารถขันน็อตหัวแฉก Philip Head มาตรฐานทั้ง 10 ตัวออกแล้วเอาการ์ดแข็งกดที่ตะเข็บตรงช่องระบายความร้อนด้านข้างตัวเครื่องฝั่งไหนก็ได้แล้วดันจนขอบเครื่องเลื่อนลงแล้วค่อยๆ ไล่ลงไปตามกรอบด้านล่างแล้วไปสุดที่กรอบพัดลมอีกฝั่งหนึ่งก็จะเปิดได้ง่าย แต่ถ้าไม่ได้เริ่มจากช่องพัดลมตามที่แนะนำจะเปิดได้ยากมาก

จุดอัพเกรดจะมีช่อง M.2 NVMe SSD ฝั่งซ้ายมือที่มีกรอบอลูมิเนียมปิดอยู่เพื่อความปลอดภัยของ SSD และ RAM สามารถขันออกแล้วใส่ไดรฟ์เสริมเข้าไปอีกตัวหนึ่งได้ รองรับความจุสูงสุด 1TB ต่อช่อง ส่วนแรมที่อยู่ในกรอบอลูมิเนียมติดตั้งมาให้ 32GB DDR5 บัส 4800MHz จากโรงงานและเป็นความจุสูงสุดที่ Legion 5i Pro รับได้แล้ว ดังนั้นโน๊ตบุ๊คนี้อย่างมากคือซื้อ M.2 NVMe SSD ความจุ 1TB ใส่เสริมเข้าไปอีกชิ้นเท่านั้น

Performance & Software

cpu

mb 1
ram 1
ram2

ซีพียูใน Lenovo Legion 5i Pro เป็น Intel 12th Gen รุ่น Intel Core i9-12900H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.8-5.0GHz เป็นสถาปัตยกรรม Alder Lake ค่า TDP พื้นฐาน 45 วัตต์ ทรานซิสเตอร์ 10 นาโนเมตร รองรับชุดคำสั่งพื้นฐานสำหรับใช้ทำงานครบถ้วน

แรมในเครื่องมีความจุ 32GB DDR5 บัส 4800MHz ทำเป็นแบบ Dual Channel เป็นแรม 16GB x 2 แถวติดตั้งมาให้ ผลิตโดย Samsung แต่เป็นความจุสูงสุดที่ Legion 5i Pro รองรับ ซึ่งถ้าใช้ทำงานตัดต่อวิดีโอหรือเล่นเกมฟอร์มยักษ์ก็มีให้ใช้เหลือเฟือ แต่ผู้เขียนเสียดายอยู่ว่าถ้าทาง Lenovo ทำให้เมนบอร์ด Legion 5i Pro รองรับแรมได้ถึง 64GB DDR5 น่าจะตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ใช้งานหนักได้ดียิ่งขึ้น

discrete gpu 1
150w gpu

การ์ดจอยอดนิยมของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวแรง ณ ตอนนี้ อย่าง NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti แรม 8GB GDDR6 ก็ติดตั้งมาใน Lenovo Legion 5i Pro เครื่องนี้ด้วย โดยมี CUDA ทั้งหมด 5888 Cores รองรับ DirectX 12 และชุดคำสั่งสำหรับงานกราฟิคครบถ้วน ได้แก่ OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan, CUDA, Ray Tracing, PhysX ครบถ้วน พร้อมใช้ทำงานกับโปรแกรมกราฟิคและตัดต่อวิดีโอได้เป็นอย่างดี 

devicemgr 1

ด้านพาร์ทในเครื่องเมื่อเช็คผ่านทาง Device Manager จะเห็นว่า Legion 5i Pro ติดตั้งชิป TPM 2.0 และใช้การ์ด Wi-Fi PCIe รุ่น Intel AX211 เป็นเสาอากาศแบบ 2×2 เชื่อมต่อ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับคลื่นกว้าง 160MHz จึงจับสัญญาณ Wi-Fi 6GHz ได้ด้วย ดังนั้นถ้ามี Router ที่ปล่อยสัญญาณ 6GHz ได้ ก็จะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้เร็วและเสถียรยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังรองรับ MU-MIMO, OFDMA, Intel vPro ด้วย และรองรับ Bluetooth 5.1 ในตัว

ssd 1

SSD แบบ M.2 NVMe จากโรงงานติดตั้ง Samsung MZVL21T0HCLR-00BL2 หรือ Samsung PM9A1 มาให้ เป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 จากหน้าสเปคมีความเร็ว Sequential Read 7,000 MB/s และ Sequential Write 5,100 MB/s จัดว่าประสิทธิภาพสูงมาก เมื่อทดสอบด้วย CrystalDiskMark 8 แล้ว ได้ความเร็ว Sequential Read 6,617.65 MB/s และ Sequential Write 4,913.79 MB/s ซึ่งแม้จะติดตั้งโปรแกรมและเกมเข้าไปเยอะจนแทบเต็มไดรฟ์ คอนโทรลเลอร์ก็ยังทำงานได้ดีความเร็วไม่ตกลงเลย ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าถ้าความเร็วไดรฟ์หลักทำได้สูงระดับนี้ก็ไม่ต้องอัพเกรดเพิ่มก็ได้

ทว่าช่องใส่ M.2 NVMe SSD ที่เหลืออยู่อีกช่องในเครื่อง หากใครต้องการ SSD 1TB มาใช้ลงโปรแกรมและเกมเพิ่มเติม แนะนำให้หา Kingston Fury Renegade, WD Black SN850 หรือ 850X, PNY XLR8 CS3040, WD Black SN770 มาติดตั้งเพิ่มก็ได้ เพราะตัวเครื่องรองรับอยู่แล้วและทำงานได้ดีแน่นอน

r15 1
r20 1

การเรนเดอร์โมเดลและ 3D CG เมื่อทดสอบด้วย CINEBENCH R15 แล้ว ได้คะแนน OpenGL 228.43 fps และ CPU 2523 cb ซึ่งผลคะแนนและค่า fps สูงระดับนี้ หมายความว่า Lenovo Legion 5i Pro ใช้พรีวิวหรือทำโมเดล 3D ได้ไหลลื่น ครีเอเตอร์ที่ใช้ทำเอฟเฟคหรือ CG ใช้ทำงานได้ดีแน่นอน ส่วนพลังการเรนเดอร์ของซีพียูเมื่อทดสอบด้วย CINEBENCH R20 แล้ว ได้คะแนน CPU 6,326 pts ถือว่าทำคะแนนได้สูงมาก จะใช้เรนเดอร์ CG ฉากใหญ่ๆ ก็ไม่มีปัญหาแน่นอน

3dmark 1

ผลการทดสอบเล่นเกมด้วย 3DMark Time Spy จะเห็นว่า Lenovo Legion 5i Pro ทำคะแนนเฉลี่ยได้สูงมากถึง 11,987 คะแนน แยกเป็น CPU score 13,966 คะแนน และ Graphics score 11,695 คะแนน ซึ่งผลคะแนนนี้ถือว่าสูงพอใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์ทุกเกมในปัจจุบันบนหน้าจอ Full HD~QHD ปรับกราฟิคสูงสุดแล้วก็ยังได้เฟรมเรทสูงและไหลลื่นอย่างแน่นอน จะเล่นบนหน้าจอของ Legion 5i Pro เองหรือต่อหน้าจอแยกเล่นก็ได้ไม่มีปัญหา

ถ้าเล่นเกมบนจอ 4K ค่า Refresh Rate สูงนั้นก็ถือว่ายังเล่นได้พอควร แต่อาจจะปรับกราฟิคลงมาอยู่ที่ Medium~High และถ้าเกมไหนยังเล่นได้ไม่ลื่นไหลเท่าที่ต้องการ อาจจะเปิด NVIDIA DLSS เสริมก็จะพอช่วยได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามผู้เขียนแนะนำว่าถ้าจะต่อหน้าจอแยกแนะนำให้ใช้จอ QHD ก็พอแล้ว เพราะได้ความละเอียดเท่ากับจอของ Legion 5i Pro และไม่เกินแรงของ NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti เกินไปอีกด้วย

pcmark10 1

ผลการทดสอบการทำงานด้วย PCMark 10 ของ Lenovo Legion 5i Pro ยิ่งน่าประทับใจ โดยโน๊ตบุ๊คนี้ทำคะแนนเฉลี่ยไปได้สูงมากถึง 7,726 คะแนน จัดเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คไม่กี่รุ่นที่ทำคะแนนได้ดีระดับนี้ ไม่ว่าจะงานเอกสารทั่วไป, ประชุมออนไลน์, แต่งภาพหรือเรนเดอร์โมเดล 3D ก็ทำได้ดีมากอย่างแน่นอน แต่ถ้าสังเกตในส่วนคะแนนย่อยอย่าง Video Editing score จะทำได้ 6,337 คะแนน อาจจะไม่สูงเท่ากับคะแนนย่อยหลายๆ หมวดก็ตาม แต่มั่นใจว่ามันใช้เรนเดอร์วิดีโอให้เสร็จได้อย่างรวดเร็ว

legion5ipro gaming result

สำหรับการเล่นเกมด้วย Lenovo Legion 5i Pro ผู้เขียนตั้งค่ากราฟิคสูงสุดและใช้ความละเอียดหน้าจอเดิมของตัวเครื่อง ไม่ลดลงมาเป็น Full HD และปิด NVIDIA DLSS เพื่อดูแรงประมวลผลเดิมๆ ของซีพียูและการ์ดจอว่าจะใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์ได้ไหลลื่นหรือไม่ ซึ่งถ้า Legion 5i Pro ได้เฟรมเรทสูงระดับเกิน 60 Fps ขึ้นไปล่ะก็ ความละเอียดจอ Full HD ก็เล่นได้ดีอย่างแน่นอน

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าประทับใจมากเพราะ Legion 5i Pro ใช้เล่นเกมฟอร์มใหญ่ทุกเกมโดยปรับกราฟิคระดับสูงสุดแล้วได้เฉลี่ยเกิน 60 Fps ทั้งหมด แม้แต่ Red Dead Redemption 2 ที่เน้นใช้พลังประมวลผลของกราฟิคการ์ดสูงเป็นพิเศษก็ยังทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ 67 Fps เสถียรตลอดการทดสอบ ไม่มีอาการเฟรมเรทแกว่งหรือตกจนน่าตกใจ และเกมยอดนิยม ณ ตอนนี้อย่าง Call Of Duty Modern Warfare II (2022) รวมถึง Call Of Duty Warzone 2.0 ก็ทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้สูงเกิน 100 Fps อีกด้วย

สรุปได้ว่า Lenovo Legion 5i Pro นั้นเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงมากระดับทดแทนเกมมิ่งพีซีทั้งเครื่องได้สบายๆ และจากการทดสอบเมื่อใช้มันเล่นเกมบนจอความละเอียด WQXGA แล้วได้เฟรมเรทสูงระดับนี้แล้ว ถ้าเกมเมอร์คนไหนมีจอเกมมิ่ง Refresh Rate สูงความละเอียด Full HD อยู่แล้ว รับรองว่าได้เฟรมเรทสูงกว่าผลทดสอบนี้อย่างแน่นอน

Battery & Heat & Noise

Lenovo Legion 5i Pro DSC01016

แบตเตอรี่ใน Lenovo Legion 5i Pro เป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน ความจุแบบ Typical Capacity 5,182mAh หรือ 80Wh วัดเป็น Rated Capacity ได้ 5,052mAh หรือ 78Wh ซึ่งความจุนี้ถือว่าไล่เลี่ยกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับเรือธงหลายๆ รุ่น ณ ปัจจุบันนี้ พอใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง

battery

พอทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยปรับตัวเครื่องเป็นโหมดประหยัดพลังงาน, ปิดไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด, ลดความสว่างหน้าจอต่ำสุด เปิดเสียงลำโพงเพียง 10% แล้วดู YouTube ด้วย Microsoft Edge นาน 30 นาทีแล้ว ระยะเวลาใช้งานจากโปรแกรม BatteryMon วัดได้จะอยู่ที่ 5 ชั่วโมง 49 นาทีด้วยกัน หากเทียบในหมู่เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น ณ ปัจจุบันนี้ถือว่า Lenovo Legion 5i Pro มีแบตเตอรี่ให้พอใช้งานได้ระดับพอประชุมหรือฟังสัมนาครึ่งเช้าจบเท่านั้น หากใครต้องการใช้งานทั้งวันก็อย่างน้อยต้องพกปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 100 วัตต์ติดกระเป๋าไปด้วยเพื่อใช้ชาร์จผ่านพอร์ต USB-C ตรงด้านหลังของตัวเครื่องด้วย

สำหรับเหตุผลหลักที่ทำให้ Lenovo Legion 5i Pro ใช้งานได้ร่วม 6 ชั่วโมงนี้ ไม่ใช่เพราะแบตเตอรี่อย่างแน่นอน เพราะเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่มีแบตเตอรี่ความจุไล่เลี่ยกันบางรุ่นใช้งานได้ราว 7~10 ชั่วโมงด้วยซ้ำ แต่น่าจะมาจากซีพียู Intel Core i9-12900H ในเครื่อง แม้มันจะรันโปรแกรมใหญ่ๆ ได้เป็นอย่างดีก็ตาม ในทางกลับกันก็ใช้พลังงานเยอะกว่าซีพียูหลายๆ รุ่น ก็ถือเป็นจุดพิจารณาก่อนซื้ออีกจุดหนึ่ง

Lenovo Legion 5i Pro DSC01020
Lenovo Legion 5i Pro DSC01019
Lenovo Legion 5i Pro DSC01021

ระบบระบายความร้อน Legion Coldfront 4.0 ที่ติดตั้งมาให้จะมีชุดเพลตขนาดใหญ่ติดบนตัวซีพียูและการ์ดจอแยกเพื่อนำความร้อนขึ้นมายังฮีตไปป์ทั้ง 4 เส้นในเครื่องแล้วถ่ายเทอุณหภูมิไปยังฮีตซิ้งค์ของพัดลมโบลวเวอร์ที่มีช่องระบายความร้อน 2 ช่อง/ตัว โดยเป่าออกด้านหลังและด้านข้างเครื่อง ซึ่งตอนใช้งานตามปกติอย่างเปิดเว็บไซต์, ทำงานเอกสารหรือดูหนังจะไม่มีเสียงรบกวนเลยแม้แต่น้อย ยกเว้นตอนทำงานตัดต่อวิดีโอ, ทำโมเดล 3D หรือเล่นเกมจะได้ยินเสียงดังขึ้นมาชัดเจน ซึ่งเสียงที่วัดได้จากเครื่องวัดความดังได้เฉลี่ยอยู่ราว 60dB กล่าวคือได้ยินเสียงดังชัดเจนแต่ไม่มากเกินไปจนรบกวนผู้ใช้แน่นอน

normal temp 1
hottest temp

อุณหภูมิใช้งานตามปกติของ Lenovo Legion 5i Pro ถือว่าระบบ Legion Coldfront 4.0 นั้นจัดการความร้อนได้ดี ซึ่งอุณหภูมิทั้งเครื่องได้เฉลี่ยที่ 53 องศา และอุณหภูมิทั้งเครื่องอยู่ที่ 52~76 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิระดับทั่วไปและพอรันโปรแกรมทดสอบหรือเล่นเกมแล้ว อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 53 องศา และอุณหภูมิทั้งเครื่องอยู่ที่ 36~100 องศาเซลเซียส

แม้จะเห็นว่าอุณหภูมิขึ้นสูงก็ตาม แต่ตอนวางมือบนคีย์บอร์ดแล้วเล่นเกมก็ไม่ได้ร้อนอย่างที่ผู้ใช้หลายๆ คนกังวลอีกด้วย โดยความร้อนทั้งหมดของเครื่องจะไปรวมอยู่โซนช่องระบายความร้อนด้านข้างและหลังเครื่องเป็นหลักถ้าบนตัวเครื่องจะอยู่ช่วงเหนือแป้นคีย์บอร์ดขึ้นไป ดังนั้นผู้ใช้ไม่ต้องกังวลว่าตัวเครื่องจะร้อนเกินไปจนใช้งานไม่ได้

User Experience

Lenovo Legion 5i Pro DSC01089

จากที่นำ Lenovo Legion 5i Pro ไปใช้เป็นเครื่องหลักมาราวสัปดาห์ ถ้าหากระเป๋าเป้และปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 100 วัตต์เอาไว้ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ร่วม 6 ชั่วโมงและน้ำหนักตัวเครื่องรวมอแดปเตอร์ 3.5 กิโลกรัมก็ได้ ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้หากระเป๋าใบใหญ่ที่ใส่โน๊ตบุ๊คขนาด 17.3 นิ้วมาใส่ Legion 5i Pro จะดีที่สุด เพราะจากที่ผู้เขียนทดลองเอาเครื่องใส่กระเป๋าสำหรับโน๊ตบุ๊ค 15.6 นิ้วแล้ว แต่พบปัญหาว่าช่องใส่โน๊ตบุ๊คแน่นเกินไปและขอบบนของตัวเครื่องรั้งช่องซิปด้วย ดังนั้นถ้ายังหากระเป๋าที่ถูกใจไม่ได้ก็ใช้ใบที่แถมมากับเครื่องแก้ขัดไปก่อนดีกว่า

ด้านการทำงานและเล่นเกม Legion 5i Pro เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ดีมากและไม่มีข้อกังขาอะไรให้ติดใจ มันเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ Desktop Replacement แค่ต่อจอแยกและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเมาส์คีย์บอร์ดให้ครบก็ทำงานได้ดีไม่ต่างกับพีซีสักเครื่องเลย จะทำงานครีเอเตอร์อย่างตัดต่อแต่งภาพก็ทำได้ลื่นไหลหรือจะเล่นเกมก็รันบนความละเอียดดั้งเดิมของตัวเครื่องได้เลยหรือจะต่อจอแยกที่ความละเอียด QHD เท่ากันก็ได้เฟรมเรทสูงไม่แพ้กัน ยิ่งถ้าใครมีหน้าจอเกมมิ่ง Refresh Rate สูงความละเอียด Full HD ตัวเก่าอยู่แล้วยิ่งดันเฟรมเรทได้สูงกว่าผลทดสอบที่ได้ในบทความนี้อย่างแน่นอน

เรื่องเสียงและอุณหภูมิของตัวเครื่องนั้นไม่ต้องกังวลเลยแม้แต่น้อย จากที่ผู้เขียนทดลองเล่นเกมและรันโปรแกรม 3D ต่างๆ เพื่อดึงให้ตัวเครื่องรันการทำงานเต็มที่ดู แม้จะใช้งานในอุณหภูมิห้อง Legion 5i Pro ก็ไม่ร้อนขึ้นมา อย่างมากคืออุ่นอยู่บริเวณขอบเหนือแป้นคีย์บอร์ดขึ้นไปแต่โซนปุ่ม WASD นั้นเย็นมาก ถ้าใช้ในห้องแอร์ยิ่งเย็นไม่มีปัญหาเรื่อง Throttle down ประสิทธิภาพลดเฟรมเรทตกให้วุ่นวายเลย อย่างมากคือเสียงพัดลมตอนเล่นเกมเท่านั้นที่ดังราว 60dB เท่านั้นที่อาจจะกวนใจผู้ใช้เล็กน้อย นอกจากนั้นผู้เขียนถือว่า Lenovo Legion 5i Pro เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ดีมากรุ่นหนึ่ง

Conclusion & Award

Lenovo Legion 5i Pro DSC01086

Lenovo Legion 5i Pro แม้จะเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ใช้บอดี้ร่วมกับ Lenovo Legion Series รุ่นก่อนๆ มาก็ตามแต่สเปคและประสิทธิภาพที่ได้นั้นน่าประทับใจมาก ตอบโจทย์เกมเมอร์ที่หาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวแรงเล่นเกมฟอร์มยักษ์บนจอความละเอียด QHD ปรับสุดได้หมดเล่นได้อีกนานราว 3-5 ปีเป็นอย่างน้อย หรือเป็นครีเอเตอร์สายงานกราฟิคหาโน๊ตบุ๊คไว้ทำงานตัดต่อคลิป, แต่งภาพหรือปั้นโมเดล 3D ทำ CG เครื่องนี้เอาอยู่หมด หากพิจารณากลับไปที่ราคา 89,990 บาทที่ทาง Lenovo ตั้งมาแต่ได้ประสิทธิภาพระดับนี้ก็ถือว่าไม่แพงเกินไป ยิ่งใครเอาไปเป็นเครื่องทำงานหาเงินก็ตั้งต้นแล้วต่อทุนได้อีกมาก ไม่แน่อาจจะคืนทุนค่าเครื่องได้ในไม่กี่งานเลยด้วยซ้ำ

ในแง่การอัพเกรดแม้จะทำได้ไม่เยอะ แค่เพิ่ม M.2 NVMe SSD 1TB ได้อีกช่องแต่ก็เป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 จึงติดตั้ง SSD รุ่นใหม่เข้าไปได้ ได้แรมจากโรงงานมากถึง 32GB DDR5 บัส 4800MHz ซึ่งเยอะพอใช้ทำงานกราฟิคหรือเล่นเกม ณ ตอนนี้เลย ซึ่งคนที่คิดจะเป็นเจ้าของโน๊ตบุ๊คนี้ก็หันไปมองหาอุปกรณ์เสริมอย่างหน้าจอ, เมาส์, คีย์บอร์ด ฯลฯ แทนได้เลย ว่าจะซื้อชิ้นไหนมาใช้งานถึงจะดีและเหมาะกับสไตล์การใช้งานของเราได้เลย เท่านี้ก็ได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ Desktop Replacement มาใช้ ใช้เป็นพีซีเมื่ออยู่บ้านหรือออฟฟิศและพกไปทำงานตามที่ต่างๆ ได้ในฐานะโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงได้หมด

award

award new performance

best performance

Lenovo Legion 5i Pro ใช้ทำงานหนักและเล่นเกมฟอร์มยักษ์ได้สบายๆ ไม่แพ้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะประสิทธิภาพสูงสักเครื่อง และระบบระบายความร้อน Legion Coldfront 4.0 ก็ระบายความร้อนได้ยอดเยี่ยมประสิทธิภาพไม่ลดแม้แต่นิดเดียว และยังได้พอร์ตเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ มาครบถ้วนด้วย

award new Gaming

best gaming

Legion 5i Pro ใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันไปจนในอนาคตอีก 3~5 ปี โดยปรับกราฟิคสูงสุดได้ ไม่ว่าจะเล่นจนจอ QHD หรือ Full HD ก็ไม่มีปัญหา เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวเด็ดที่น่าใช้ที่สุดรุ่นหนึ่ง 

from:https://notebookspec.com/web/677290-review-lenovo-legion-5i-pro-2022

รีวิว Lenovo ThinkPad Z16 หัวใจ Ryzen PRO ทรงพลัง แบตฯ 13 ชม. ฟีเจอร์ล้นๆ ราคาเริ่ม 71,057 บาท

เมื่อ Lenovo ทำ ThinkPad ให้ทันสมัยขึ้น ก็ได้เป็น Lenovo ThinkPad Z16 ขึ้นมา!

Share image Edit Name 1z16 1

Lenovo ThinkPad Z16 เป็น ThinkPad ตระกูลใหม่อย่าง Z Series ซึ่งทาง Lenovo เพิ่งเปิดตัวมาเมื่อต้นปี 2022 ที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นดีไซน์ที่ดูสวยเรียบหรูแต่ก็เจาะกลุ่มตลาดนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่อายุน้อยลง เปลี่ยนภาพลักษณ์ตระกูล ThinkPad ให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งทาง Lenovo ยังคงคอนเซปท์คุณภาพที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้ (Trusted quality), ดีไซน์เน้นการใช้งานยิ่งขึ้น (Purposeful design) ได้นวัตกรรมที่ล้ำสมัยและรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย เริ่มจากแพ็คเกจสินค้าและตัวเครื่องที่ใช้วัสดุรีไซเคิลแถมยังย่อยสลายได้อย่างรวดเร็ว แต่สัมผัสตัวเครื่องยังคงแข็งแรงได้ความพรีเมี่ยมสวยงามมาก

Advertisementavw

จุดแข็งของ Lenovo ThinkPad Z16 มีหลายส่วน ได้แก่ จอทัชขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด WUXGA (1920×1200) พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB ความสว่าง 400 cd/m2 พร้อมฟีเจอร์ลดแสงสีฟ้าเพื่อถนอมสายตาผู้ใช้, ซีพียู AMD Ryzen 7 PRO ประสิทธิภาพสูงและมีฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยเสริมเข้ามาให้ในตัว, ได้พอร์ต USB-C 4 x 2 ช่อง ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดและมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือและกล้อง IR Camera สแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่องได้ติดตั้งมาให้ เลือกใช้งานได้ตามความถนัดแถมยังผ่านมาตรฐาน MIL-STD 810H ที่ทดสอบคุณภาพถึง 200 รายการเพื่อการันตีความแข็งแรงทนทานของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้อีกด้วย 

Lenovo ThinkPad Z16

ยิ่งไปกว่านั้น ฟีเจอร์ลูกเล่นที่ทางบริษัทติดตั้งมาให้ในโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็น่าสนใจมาก ได้แก่ ระบบ AI ซึ่งทาง Lenovo เสริมเข้ามาช่วยให้ประสบการณ์ใช้งานดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะปรับแต่งภาพกล้องเว็บแคม, ระบบตัดเสียงรบกวนไมค์และช่วยปรับแต่งตัวเครื่องให้ทำงานได้ดีขึ้น และยังอัพเกรด TrackPoint ปุ่มแดงเอกลักษณ์ประจำโน๊ตบุ๊คตระกูล ThinkPad โดยเสริมฟีเจอร์ Communications Quick Menu เข้ามา ให้ผู้ใช้สามารถเปิดฟีเจอร์ตั้งค่ากล้องเว็บแคมและไมค์ได้แถมยังเรียกใช้ Microsoft Dictation ฟังก์ชั่นพิมพ์ด้วยเสียงของ Microsoft Windows ขึ้นมาใช้งานได้ด้วย ทำให้ TrackPoint มีลูกเล่นและฟังก์ชั่นใหม่ให้ใช้งานมากยิ่งขึ้น เป็นการยกเครื่องตระกูล ThinkPad ให้ล้ำสมัยตอบโจทย์การใช้งานในยุคใหม่ได้ดีขึ้น แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ความพรีเมี่ยมของซีรี่ส์นี้ได้เป็นอย่างดี

NBS Verdicts

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01176

Lenovo ThinkPad Z16 เป็น ThinkPad Z Series รุ่นแรกและนับเป็นซีรี่ส์ใหม่ในตระกูลนี้ ซึ่งได้ดีไซน์เครื่องที่สวยเรียบง่ายและบอดี้ก็เป็นอลูมิเนียมรีไซเคิลซึ่งแข็งแรงทนทาน โดยทาง Lenovo ตั้งใจออกแบบให้มันทันสมัยยิ่งขึ้นแต่ยังคงเอกลักษณ์ ThinkPad ไว้เพื่อจับตลาดกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ เมื่อหยิบขึ้นมาใช้ก็เสริมบุคลิคของเจ้าของเครื่องให้ดูมีภูมิฐานยิ่งขึ้นด้วย

สเปคและฟีเจอร์ของ Lenovo ThinkPad Z16 ก็ครบเครื่อง เริ่มจากซีพียู AMD Ryzen PRO Series ที่เสริมฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยเข้ามาและประสิทธิภาพนั้นจัดว่าดีหายห่วง จะใช้ทำงานเอกสารหรือทำงานแต่งภาพก็ดี ได้หน้าจอทัชสกรีนขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด WUXGA ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB อีก ดังนั้นจะใช้แต่งภาพหรือพรู้ฟสีงานอาร์ทก็ทำได้ดี ยิ่งไปกว่านั้น ทาง Lenovo ยังติดตั้งพอร์ต USB-C 4 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ นอกจากจะรับส่งข้อมูลได้รวดเร็วแล้วยังรองรับการชาร์จแบบ Power Delivery ได้ ยังต่อหน้าจอแยกได้ ยิ่งไปกว่านั้นชิป Qualcomm WCN685x ในเครื่องยังใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ Wi-Fi 6E ซึ่งรับส่งข้อมูลได้เสถียรและรวดเร็วอีกด้วย

ระบบยืนยันตัวแบบชีวมาตร (Biometric) ทาง Lenovo ก็ติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือและกล้อง IR Camera มาให้ใช้ สามารถเลือกสแกนยืนยันตัวตนปลดล็อคเครื่องได้ตามสะดวก ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือพกเครื่องไปติดต่อลูกค้า, ประชุมงาน ฯลฯ ก็ใช้งานได้สะดวกแถมยังจัดการพลังงานได้ดี ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 13 ชั่วโมง ต้องถือว่าซีพียู AMD Ryzen PRO Series เมื่อผสานกับ AMD SmartShift Max แล้ว นอกจากประสิทธิภาพจะดียังจัดการพลังงานได้ยอดเยี่ยมน่าประทับใจ ไม่ต้องกังวลว่าเครื่องจะดับระหว่างวันเลย ซึ่งผู้เขียนก็ขอเน้นย้ำผู้อ่านให้ติดตั้ง AMD Chipset Driver เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดเข้าไปจะช่วยให้ Lenovo ThinkPad Z16 ทำงานได้ดีขึ้นอย่างชัดเจนแน่นอน

แม้ Lenovo ThinkPad Z16 จะยอดเยี่ยมและน่าใช้เพียงใด แต่ก็ยังมีจุดสังเกตอยู่ เริ่มจากราคาสเปคเริ่มต้น 71,057 บาท นั้นถือว่าสูงและเข้าถึงได้ค่อนข้างยากจนทำให้คนที่อยากได้ Lenovo ThinkPad ต้องถอยกลับมาคิดอีกครั้งและหากปรับแต่งสเปคเพิ่มราคาก็จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งผู้เขียนมองว่าสเปคและราคานี้หากไม่ชื่นชอบแบรนด์ ThinkPad มาเป็นทุนเดิมก็คงจะตัดสินใจได้ยาก และพอร์ตเชื่อมต่อแม้จะล้ำสมัย ให้ USB-C 4 x 2 คู่กับ USB-C 3.2 Gen 2 อีกช่องก็ตาม แต่ไม่มีพอร์ตอื่นอย่าง USB-A 3.0, HDMI ติดตั้งมาให้เลย ดังนั้นถ้าใครซื้อ Lenovo ThinkPad Z16 มาใช้ ก็ควรพก USB-C Multiport Adapter ติดกระเป๋าเอาไว้เผื่อต่อใช้งานกับอุปกรณ์สำนักงานชิ้นอื่นด้วย จะได้ทำงานได้สะดวกขึ้น

ข้อดีของ Lenovo ThinkPad Z16
  1. งานประกอบตัวเครื่องแข็งแรงทนทานสวยงาม ใช้บอดี้อลูมิเนียมรีไซเคิลทั้งตัวให้ความหรูหรา
  2. ได้รับการรับรอง MIL-STD 810H การันตีว่าตัวเครื่องแข็งแรงทนทาน เสียหายยาก
  3. ได้ซีพียู AMD Ryzen PRO Series ประสิทธิภาพสูงและมีระบบรักษาความปลอดภัยครบครัน
  4. มีการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6500M ติดตั้งมาให้ใช้เรนเดอร์กราฟิคได้ดีลื่นไหลยิ่งขึ้น
  5. หน้าจอทัชขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด Full HD ขอบเขตสีกว้างและเที่ยงตรง แสดงผลได้ดีมาก
  6. ได้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือและใบหน้าใช้งานสะดวก ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว จุดติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือเลือกจุดติดตั้งได้ดีใช้งานสะดวก ไม่เกะกะ
  7. TrackPoint และทัชแพดกระจก รองรับการตั้งค่าเพิ่มเติมอย่าง Communications Quick Menu
  8. ลำโพง Dolby Atmos ให้มิติเสียงที่ดีมาก ดูหนังฟังเพลงแล้วมีมิติเต็มอิ่ม ไม่ต้องต่อลำโพงแยก
  9. ตัวเครื่องได้พอร์ต USB-C 4 และ USB-C 3.2 Gen 2 รวม 3 พอร์ตติดตั้งมาให้ ล้ำสมัยและใช้งานได้หลากหลาย ต่อจอแยก, ชาร์จแบตเตอรี่และโอนถ่ายข้อมูลได้รวดเร็วมาก
  10. ใช้ชิป Qualcomm WCN685x เชื่อมต่อ Wi-Fi 6E ได้เร็วและเสถียรมาก
  11. สามารถใส่ M.2 2230 SSD เพื่อเพิ่มความจุไว้เซฟงานหรือติดตั้งโปรแกรมได้ด้วย
  12. ระบบระบายความร้อนคุมอุณหภูมิตัวเครื่องได้ดี แม้จะรันการทำงานเต็มที่ก็ไม่ร้อนมาก
  13. แบตเตอรี่และระบบจัดการพลังงานทำงานดีมาก ใช้งานได้นานสุดถึง 13 ชั่วโมง
ข้อสังเกตของ Lenovo ThinkPad Z16
  1. ที่เครื่องมีเฉพาะพอร์ต USB-C เท่านั้น ควรหา Multiport Adapter มาต่อเสริมใช้งานด้วย
  2. ราคาเริ่มต้น 71,057 บาท ถือว่าสูงพอสมควร

Lenovo ThinkPad Z16

Specification

lenovo laptops thinkpad z16 feature 3

Lenovo ThinkPad Z16 เป็น ThinkPad Z Series รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้ดีไซน์สวยพรีเมี่ยม บอดี้แข็งแรงทนทานและให้ฟีเจอร์ใช้งานมาครบเครื่อง ตอบโจทย์นักธุรกิจรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก ซึ่งประสิทธิภาพของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จัดว่ายอดเยี่ยมทีเดียว ซึ่งสเปคโดยละเอียดจะเป็นดังนี้

สเปคของ Lenovo ThinkPad Z16
  • CPU : AMD Ryzen 7 PRO 6850H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2~4.7GHz
  • GPU : AMD Radeon RX 6500M แรม 4GB GDDR6 
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 รองรับความจุสูงสุด 2TB มีช่องอัพเกรดเพิ่ม M.2 2230 SSD ได้อีก 1 ช่อ
  • RAM : ออนบอร์ด ความจุ 16GB LPDDR5 บัส 4800MHz
  • Display : ทัชสกรีน 16 นิ้ว ความละเอียด WUXGA (1920×1200) พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB ความสว่าง 400 cd/m2 มีฟีเจอร์ลดแสงสีฟ้า
  • Ports : USB-C 4 x 2, USB-C 3.2 Gen 2 x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 1080p Full HD IR Camera
  • Software : Windows 11 Pro
  • Weight : 1.95 กิโลกรัม
  • Price : เริ่มต้น 71,057 บาท (Lenovo Thailand)

Hardware & Design

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01174

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01146
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01148
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01147
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01143

ดีไซน์ของ Lenovo ThinkPad Z16 จะเน้นความสวยเรียบร้อยดูดี ถ้ามองเผินๆ แล้วจะเห็นขอบกลางจอส่วนบนที่ยื่นขึ้นมาเล็กน้อยคล้ายกับตระกูล Yoga Slim Series อยู่ เพื่อให้เจ้าของเครื่องใช้นิ้วกางเปิดเครื่องได้สะดวก และทางบริษัทก็บาลานซ์น้ำหนักตัวเครื่องมาได้ดีจึงใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวก็กางหน้าจอเปิดเครื่องเริ่มใช้งานได้ทันที ซึ่งสะดวกและใช้งานง่ายมาก ส่วนขอบบนเหนือคีย์บอร์ดมีช่องระบายความร้อนช่องหนึ่งติดซ่อนไว้ ถ้าไม่สังเกตก็จะมองไม่เห็นเลย

ส่วนที่วางข้อมือฝั่งซ้ายจะเห็นโลโก้ Dolby Atmos speaker system สกรีนติดเอาไว้ ถัดลงมาเป็นสติกเกอร์ซีพียูและการ์ดจอแยกของ AMD ติดเอาไว้คู่กับกับสติกเกอร์ eyesafe Certified รับรองว่าเป็นจอถนอมสายตาของผู้ใช้ ส่วนฝั่งขวามือเป็นโลโก้ ThinkPad อันเป็นเอกลักษณ์สกรีนเฉียงติดเอาไว้ด้วย ซึ่งองค์รวมนั้นถือว่าสวยงามทีเดียว ทว่าผู้เขียนคิดอยากให้ทาง Lenovo ย้ายสติ๊กเกอร์ต่างๆ ลงไปติดไว้ตรงฝาใต้ตัวเครื่องให้ส่วนด้านบนของ Lenovo ThinkPad Z16 ดูสะอาดตากว่านี้สักนิดก็จะดีมาก

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01167

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01130
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01169
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01121
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01123

ขาบานพับของ ThinkPad Z16 จะเป็นก้านโลหะสั้นติดขอบล่างของฐานหน้าจอและล็อคเข้ากับฐานรับภายในตัวเครื่อง ซึ่งทางบริษัทขันล็อคไว้ได้แข็งแรงมาก เมื่อกางจอแล้วไม่มีอาการอ่อนแล้วจอโยกเลย ตัวบานพับจอสามารถกางได้กว้างสุดราว 120 องศา สามารถปรับองศาหน้าจอให้เข้ากับมุมสายตาได้ง่าย ไม่ว่าจะวางบนโต๊ะหรือแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็ดูหน้าจอได้สะดวก เห็นภาพได้ชัดเจนแน่นอน

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01126

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01173
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01129

ฝาหลังของ Lenovo ThinkPad Z16 เป็นฝาหลังเรียบๆ ไม่มีลวดลายแต่ง ยกเว้นมุมบนซ้ายที่ติดโลโก้ ThinkPad พร้อมจุดสีแดงบนตัว i แบบไฟ LED ซึ่งกระพริบบอกสถานะว่าตัวเครื่องเปิดหรือปิดอยู่ และมีเพลตแบรนด์ Lenovo ติดอยู่มุมล่างขวาของฝาหลัง ได้ความสวยงามและเรียบง่ายดูดี

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01128

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01134
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01132

ส่วนขอบบนตัวเครื่องจะเป็นชุดกล้องเว็บแคมความละเอียด Full HD f/2.0 ติดตั้งเอาไว้ โดยมีกรอบวงรีอลูมิเนียมล้อมเอาไว้พร้อมสลักโลโก้รุ่น Z16 ไว้ด้วย ซึ่งส่วนของกล้องเว็บแคมนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของบอดี้ฝาหลังตัวเครื่องแล้วมีช่องไมค์ Digital Mic Array ทั้งหมด 2 รู อยู่ที่ขอบบนของตัวเครื่องด้วย

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01105

ฝาใต้ตัวเครื่อง Lenovo ThinkPad Z16 จะมีแถบเส้นยางขนาดใหญ่อยู่ส่วนบนสุดและเสริมด้วยชิ้นยางอีก 2 อันตรงมุมล่างฝั่งซ้ายและขวา ตรงกลางเป็นช่องดึงลมเข้าไประบายความร้อนภายในเครื่องโดยลมจะวิ่งตรงเข้าพัดลมโบลวเวอร์ทั้ง 2 ตัวโดยตรง แล้วระบายออกที่ช่องเหนือขอบตัวเครื่องและขันน็อตหัวแฉก Philip  Head เอาไว้ 5 ตัว โดยเป็นน็อตแบบมีตัวรั้งน็อตติดเอาไว้ข้างใน เมื่อขันออกจนหมดเกลียวแล้วตัวน็อตจะไม่ตกลงมาแต่ค้างติดเอาไว้กับฝาหลัง ช่วยไม่ให้ตกหายเวลาเปิดฝาอัพเกรดเครื่อง

หากสังเกตจะเห็นว่าด้านใต้เครื่องไม่มีช่องลำโพงอยู่เหมือนโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่น นั่นเพราะทาง Lenovo ได้ย้ายเอาลำโพงทั้งสองข้างไปติดตั้งไว้ด้านข้างสองฝั่งของคีย์บอร์ดให้หันเข้าหาตัวผู้ใช้แทน ทำให้มุมล่างฝั่งซ้ายและขวาที่ควรมีลำโพงอยู่กลายเป็นบอดี้ตัวเครื่องเรียบๆ แทน

Screen & Speaker

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01139

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01141
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01140
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01142
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01138

หน้าจอทัชสกรีนขนาด 16 นิ้ว ของ ThinkPad Z16 มีความละเอียด WUXGA (1920×1200) พาเนล IPS อัตราส่วนหน้าจอ 16:10 ซึ่งมีพื้นที่ในแนวตั้งเพิ่มขึ้นให้แสดงคอนเทนต์ต่างๆ ได้มากกว่าเดิม มีขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB มีความสว่าง 400 cd/m2 มีฟังก์ชั่นลดแสงสีฟ้าเพื่อถนอมสายตาผู้ใช้ ลดอาการดวงตาล้าเมื่อใช้งานต่อเนื่องหลายชั่วโมง

ข้อดีของพาเนล IPS คือ องศาการแสดงผลหน้าจอกว้าง 178 องศา ทำให้มองหน้าจอจากมุมอื่นนอกจากการมองหน้าตรงก็ยังเห็นภาพได้ชัดเจนไม่เกิดเงาขึ้นมาบนหน้าจอ แต่จุดสังเกตหนึ่งคือ ThinkPad Z16 เป็นจอกระจก ถ้าสังเกตในภาพจะเห็นว่าหน้าจอจะสะท้อนแป้นคีย์บอร์ดขึ้นมาด้วย ซึ่งเวลาทำงานอยู่บางครั้งแล้วแสงกับมุมหน้าจอได้ระยะพอดีก็จะสะท้อนเงาของสิ่งที่อยู่ด้านหลังขึ้นมาบนหน้าจอได้ด้วย

ส่วนกล้องเว็บแคมความละเอียด Full HD ยังมีกล้อง IR Camera สำหรับสแกนใบหน้าติดตั้งมาด้วย ใช้สแกนใบหน้าเจ้าของเพื่อปลดล็อคเครื่องได้โดยสะดวกรวดเร็วด้วย จากการใช้งานจริงต้องถือว่าทำงานได้เร็วและแม่นยำมาก ดังนั้นจะสแกนลายนิ้วมือและใบหน้าเก็บเอาไว้ใช้ตามเหมาะสมได้เลย

display

gamut
luminance

ขอบเขตสีหน้าจอของ Lenovo ThinkPad Z16 นั้น ทางผู้ผลิตเคลมขอบเขตสีไว้ 100% sRGB เมื่อทดสอบด้วย DisplayCal 3 กับเครื่อง Colorchecker ของ Calibrite แล้ว วัดค่า Gamut coverage ซึ่งเป็นค่าขอบเขตสีจริงของหน้าจอนี้ได้ 98% sRGB, 70.3% Adobe RGB, 72% DCI-P3 ส่วน Gamut volume ซึ่งเป็นขอบเขตสีโดยรวมทั้งหมดของจอนี้ทำได้อยู่ที่ 102.6% sRGB, 70.7% Adobe RGB, 72.6% DCI-P3 เทียบค่าความเที่ยงตรงสีบนหน้าจอ (Delta-E) ได้เฉลี่ยเพียง 0.12~0.73 เท่านั้น จึงว่าจอของ ThinkPad Z16 แสดงสีสันได้แม่นยำตามที่ Lenovo เคลมเอาไว้ ดังนั้นจะใช้แต่งภาพ, พรู้ฟสีงานอาร์ทหรือใช้พรีเซนต์งานเกี่ยวกับเรื่องสีสันด้วยจอนี้ก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาแน่นอน

ความสว่างสูงสุดของจอ ThinkPad Z16 นั้นทาง Lenovo เคลมเอาไว้ 400 cd/m2 แต่ผลจากโปรแกรม DisplayCal 3 นั้นวัดได้มากถึง 432 cd/m2 ซึ่งทำได้ดีกว่าที่เคลมเอาไว้ หากนั่งทำงานในออฟฟิศอาจปรับความสว่างเอาไว้เพียง 50~60% ก็สว่างเพียงพอแล้วและยังเร่งความสว่างสู้แสงได้อีกด้วย

สรุปได้ว่าพาเนลหน้าจอของ ThinkPad เครื่องนี้มีคุณภาพดี แม้จะได้ความละเอียดจอแค่ Full HD แต่ก็ยังคมชัดใช้ทำงานได้สบายๆ และพอเป็นจอทัชสกรีนก็ใช้นิ้วของเราแตะเลือกตัวเลือกต่างๆ บนหน้าจอได้โดยไม่ต้องใช้เมาส์ก็ได้ จึงใช้งานได้สะดวกและเจ้าของเครื่องก็ไม่จำเป็นต้องพกเมาส์ติดกระเป๋าไปตลอด แต่กลับกันจอทัชสกรีนจะมีรอยนิ้วมือติดได้ง่ายจึงควรหมั่นเช็ดทำความสะอาดเป็นระยะๆ ไม่ให้คราบรอยนิ้วมือติดอยู่บนหน้าจอด้วย

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01144
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01145
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01116
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01115

ลำโพง Dolby Atmos ทั้ง 2 ดอกของ Lenovo ThinkPad Z16 มีกำลังขับดอกละ 2 วัตต์ ติดตั้งไว้ทั้งสองฝั่งของคีย์บอร์ดเป็นแถบยาวหันหน้าเข้าหาผู้ใช้และมีกำลังขับสูง วัดเสียงแล้วดังราว 80 dB โทนเสียงจากลำโพงนี้ถือว่าน่าประทับใจทีเดียว ไม่ว่าจะเปิดดูภาพยนตร์ก็ได้มิติเสียงที่กว้างและได้อารมณ์เทียบชั้นลำโพงแยกบางรุ่นได้สบายๆ

การฟังเพลงด้วยลำโพงนี้ยิ่งน่าประทับใจ โดยเนื้อเสียงจะได้เนื้อเสียงออกใสไม่ขุ่นปลาย เน้นเสียงนักร้องนำและเครื่องดนตรีต่างๆ และโทนเสียงออกชัดเคลียร์ มีเสียงเบสซัพพอร์ตและมีแรงปะทะระดับหนึ่ง แม้จะไม่หนักหน่วงจนฟังเพลงเน้นเบสได้อารมณ์มากก็ตามแต่ก็ได้อรรถรสดีมากจนคิดว่าไม่ต้องต่อลำโพงแยกก็ฟังเพลงได้อรรถรสดีแล้ว

Keyboard & Touchpad

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01155

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01137
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01136
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01156
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01157
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01161
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01160
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01162
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01163

คีย์บอร์ดของ Lenovo ThinkPad Z16 เป็นขนาด Tenkeyless เพราะมีลำโพง Dolby Atmos ติดตั้งไว้ด้านข้างสองฝั่ง จึงไม่สามารถเสริมชุด Numpad เข้ามาได้ แต่ถ้าใครถนัดคีย์บอร์ดไซซ์นี้อยู่แล้วก็ใช้งานได้ดีไม่มีปัญหา แถมยังมีไฟ LED Backlit สีขาวแบบไฟเรืองรอบปุ่มและสว่างที่ตัวอักษรไทยและอังกฤษด้วย สามารถใช้พิมพ์งานในที่แสงน้อยได้สบายๆ ปรับความสว่างได้โดยกด Fn+Spacebar 

ปุ่มฟังก์ชั่นต่างๆ บนคีย์บอร์ดก็ถูกเซ็ตอัพเอาไว้เป็นหมวดหมู่ครบถ้วน ไม่ว่าจะปุ่ม FnLock ตรงปุ่ม Esc, ลูกศรขึ้นลงเป็น Page Up, Page Down และมีแถบ Function Key แยกไว้ให้ใช้งานโดยเฉพาะตรงมุมบนขวาเหนือปุ่ม Backspace ด้วย ได้แก่ปุ่ม Home, End ที่รวมกับ Insert, Print Screen และ Delete

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01160

สำหรับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือของ Lenovo ThinkPad Z16 จะอยู่รวมกับปุ่มอื่นๆ บนคีย์บอร์ด โดยอยู่ถัดจากปุ่ม Ctrl ฝั่งขวา มีขนาดใหญ่เท่ากับปุ่มลูกศรซ้ายขวาหนึ่งปุ่มเต็ม ซึ่งผู้เขียนชอบการย้ายเซนเซอร์มาติดตั้งรวมเอาไว้ตรงนี้เป็นอย่างมาก เพราะขนาดของปุ่มใหญ่นาบนิ้วสแกนปลดล็อคเครื่องได้ง่ายและตอบสนองได้เร็วทันใจมาก แถมยังดูกลมกลืนไปกับปุ่มอื่นๆ บนแป้นคีย์บอร์ดด้วย 

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01165

Function Hotkeys ตรงปุ่ม F1~F12 ของคีย์บอร์ด ThinkPad Z16 จะเซ็ตคำสั่งเอาไว้คล้าย ThinkPad รุ่นอื่นๆ ของทางบริษัท โดยมีคีย์ลัดดังต่อไปนี้

  • F1~F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4 – ปิดหรือเปิดไมค์ของโน๊ตบุ๊ค
  • F5~F6 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F7 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและเสริม
  • F8 – Airplane Mode
  • F9 – ปิดหรือเปิดกล้องเว็บแคมของโน๊ตบุ๊ค
  • F10~F11 – รับหรือตัดสายโทรศัพท์ โดยใช้งานร่วมกับโปรแกรม Skype
  • F12 – User-defined Key ปุ่มสำหรับตั้งค่าคีย์ลัดตามความถนัดของผู้ใช้

สำหรับคีย์ลัดของ Lenovo ThinkPad Z16 จะแตกต่างจาก ThinkPad รุ่นอื่นเล็กน้อยตรงปุ่ม F9 ที่ปกติจะเป็นปุ่มเปิด Notification Center แต่ของ Z16 จะเป็นคำสั่งปิดเปิดกล้องเว็บแคมแทน ซึ่งมีประโยชน์ไม่แพ้กัน และปุ่ม User-defined Key มาให้ใช้ก็ถือว่าครบเครื่องพร้อมใช้ทำงานได้เป็นอย่างดี โดยคีย์ลัดนี้ทาง Lenovo จะให้ผู้ใช้ตั้งค่าเพื่อเรียกคำสั่งหรือโปรแกรมที่ต้องการใช้งานขึ้นมาได้ด้วย

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01149
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01150

ทัชแพดกระจกของ ThinkPad Z16 จะมีขนาดใหญ่และเป็นแป้น Taptic ทำงานโดยใช้มอเตอร์จำลองการสั่นตอนกดปุ่มบนทัชแพด หากปิดเครื่องแล้วกดจะไม่ทำงานและเป็นแป้นแข็งปกติเท่านั้น ขนาดของแป้นจะใหญ่จนแถบฝั่งซ้ายมือจะซ้อนอยู่ใต้สันมือซ้ายตอนวางคีย์บอร์ดพอดี ตัวแป้นรองรับ Gesture Control ของ Windows ครบถ้วนและตอบสนองได้เร็วแถมไม่มีอาการทัชแพดลั่นสักครั้งแม้จะวางมือไว้บนแป้นคีย์บอร์ดก็ตาม คาดว่าตัวแป้นจะจับการลงน้ำหนักมือของผู้ใช้ว่าถ้าสันมือแตะโดนหรือกดโดยไม่ตั้งใจก็จะไม่ทำงาน ต้องตั้งใจกดลงน้ำหนักสักนิดถึงจะเริ่มทำงาน

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01151

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01152
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01154

เอกลักษณ์เฉพาะของ Lenovo ThinkPad อย่าง TrackPoint สีแดงตรงกลางระหว่างปุ่ม G, H, B ตัว ThinkPad Z16 ก็มีให้ใช้งาน แต่ทาง Lenovo ได้ปรับดีไซน์ของ 3 ปุ่มด้านล่างถัดลงมาให้รวมเอาไว้กับทัชแพดกระจกแทน โดยมีปุ่มคลิ๊กซ้าย, ขวาและปุ่มกลางซึ่งใช้กดคำสั่ง Scroll เลื่อนหน้าจอขึ้นลงหรือเปิดคำสั่งแว่นขยาย (Magnifier) โดยเปลี่ยนเป็นขีดยาวและจุดไข่ปลา 7 จุดแทน รูปลักษณ์จึงดูทันสมัยและสวยงามขึ้นและตอบสนองได้เร็วเหมือนปุ่มสวิตช์ดั้งเดิมไม่มีผิด

Screenshot 2022 11 17 203936

ฟังก์ชั่นใหม่ของ ThinkPad Z16 เป็นการเคาะ TrackPoint สองครั้ง เพื่อเปิด Communications Quick Menu ขึ้นมาใช้งาน โดยรวมการตั้งค่าพื้นฐานต่างๆ ของตัวเครื่องเอาไว้ครบถ้วน ไม่ว่าจะปรับความสว่าง, เสียงลำโพง และรวมคำสั่งเกี่ยวกับไมโครโฟนทั้งตั้ง Polar Pattern หรือเปิดระบบตัดเสียงรบกวนก็ได้ นอกจากนี้ยังมีคำสั่ง Microsoft Dictation สั่งพิมพ์สิ่งที่ต้องการด้วยเสียงพูดของเราได้ด้วย

ส่วนตัว ผู้เขียนชื่นชอบ TrackPoint เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะมันทำงานได้ดีมากจนรู้สึกว่าถ้าไม่คิดจะซื้อเมาส์ทำงานที่ใส่ฟีเจอร์ต่างๆ มาใช้งานโดยเฉพาะก็ใช้มันแทนเมาส์ไปได้เลย และเมื่อทาง Lenovo เสริมฟีเจอร์นี้เข้ามาและเรียกใช้งานได้ง่ายเช่นนี้ ก็จัดเป็นฟังก์ชั่นตั้งค่าตัวเครื่องที่ดีมาก

Connector / Thin & Weight

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01172

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01170
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01171

พอร์ตเชื่อมต่อของ Lenovo ThinkPad Z16 หลักๆ จะเป็นพอร์ตแบบ USB-C, SD Card Reader และ Audio combo อีกช่องเท่านั้น โดยมีพอร์ตดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – USB 4 x 2, SD Card Reader
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – ปุ่ม Power, Audio combo, USB 3.2 Gen 2, Kensington Nano Security Slot
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2

ตามข้อมูลสเปค พอร์ต USB-C 4 ใช้ต่อหน้าจอแยกความละเอียดสูงสุด 8K 30Hz ได้โดยใช้ทั้งสองช่องต่อใช้งานร่วมกัน ส่วน USB-C 3.2 Gen 2 รองรับหน้าจอ 4K 60Hz ได้ ต่อใช้ได้มากสุด 4 จอ (3 จอแยกและจอโน๊ตบุ๊ค 1 จอ) หากใครต้องใช้หน้าจอแยกเยอะก็แนะนำให้หาอุปกรณ์ต่อพ่วงมาเตรียมไว้เลย

อย่างไรก็ตาม Lenovo ThinkPad Z16 นั้นจะใช้พอร์ต USB-C เป็นหลักและไม่มีพอร์ตใช้งานประจำอื่นๆ อย่าง USB-A 3.0,  HDMI หรือ LAN ติดมาให้ใช้งาน หากใครใช้จอที่เป็น Port Hub ในตัวก็ไม่มีปัญหานัก แต่ถ้าต้องต่ออุปกรณ์อื่น แนะนำให้ซื้อ USB-C Multiport Adapter ด้วยจะใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01100

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01102
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01101
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01103
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01104

น้ำหนักของ Lenovo ThinkPad Z16 ทาง Lenovo เคลมเอาไว้ 1.95 กิโลกรัม เมื่อชั่งน้ำหนักดูแล้วได้ 1.96 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าใกล้เคียงแล้ว พอรวมกับอแดปเตอร์หัว USB-C กำลังชาร์จ 135 วัตต์แล้ว จะมีน้ำหนักรวม 2.46 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักรวมทั้งหมดนี้เท่ากับน้ำหนักเฉพาะตัวเครื่อง Lenovo Legion หนึ่งเครื่องพอดี ซึ่งผู้เขียนแนะนำให้เอาอแดปเตอร์ของตัวเครื่องทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงานแล้วพกปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 100 วัตต์ กับสาย USB-C สักเส้นจะเบาพกง่ายกว่ามาก

Inside & Upgrade

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01109

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01108
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01114
Lenovo ThinkPad Z16 DSC01113

การอัพเกรด Lenovo ThinkPad Z16 ผู้ใช้สามารถขันน็อตหัวแฉกที่มีตัวรั้งน็อตทั้ง 5 ดอก ออกให้น็อตหลวมแล้วเอาการ์ดแข็งไล่ขอบตัวเครื่องแล้วเปิดฝาออกได้เลย โดยวิธีเปิดฝาหลังจากไล่ขอบจนหมดให้ดึงฝาส่วนใต้ขอบหน้าจอเบาๆ จนเขี้ยวที่ติดอยู่กับขอบล่างตัวเครื่องเลื่อนออกมาแล้วค่อยดึงออก เขี้ยวของฝาใต้เครื่องจะได้ไม่บิ่นหรือแตกด้วย

จุดที่อัพเกรดได้นอกจากถอดเปลี่ยน M.2 NVMe SSD ตัวหลักที่เพลตทองแดงแล้ว จะมีช่องสำหรับใส่ M.2 SSD ขนาด M.2 2230 อีกช่องหนึ่งฝั่งซ้ายมือเท่านั้น โดยทั้งสองช่องเป็น PCIe 4.0 x4 ทั้งหมดและรองรับความจุสูงสุด 2TB ทั้งคู่ แต่อย่างไรก็ตาม M.2 SSD ความจุดังกล่าวก็หาซื้อได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นถ้าต้องการเซฟงานอาจหา External SSD มาใช้น่าจะสะดวกกว่า ส่วนแรมในเครื่องเป็นออนบอร์ดจึงถอดอัพเกรดหรือสั่งเพิ่มความจุเป็น 32GB จากโรงงานไม่ได้ด้วย

Performance & Software

cpu z

mb
ram

ซีพียูของ Lenovo ThinkPad Z16 เป็น AMD Ryzen 7 PRO 6850H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2~4.7GHz รองรับชุดคำสั่งพื้นฐานครบถ้วน แต่เมื่อเป็น Ryzen PRO จะมีระบบรักษาความปลอดภัยอื่นๆ เสริมเข้ามาในตัวซีพียูไว้ใช้ทำงานร่วมกับระบบ Windows ช่วยเสริมความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น ส่วนแรมออนบอร์ดในเครื่องมีความจุ 16GB LPDDR5 บัส 4800MHz ติดตั้งมาให้จากโรงงาน 

integrated gpu
discrete gpu

การ์ดจอของ Lenovo ThinkPad Z16 นอกจาก AMD Radeon Graphics ในซีพียูแล้ว ผู้ใช้สามารถสั่งปรับแต่งสเปคเพิ่มการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6500M แรม 4GB GDDR6 เพิ่มได้ รองรับชุดคำสั่ง OpenCL, DirectCompute, DirectML, Vulkan, Ray Tracing, OpenGL 4.6 ครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่น AMD SmartShift Max ไว้สลับการ์ดจอให้เข้ากับประเภทของ

devicemgr

เมื่อเช็คพาร์ทในเครื่องผ่าน Device Manager จะเห็นว่า ThinkPad Z16 ติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือของ Goodix MOC มาให้และได้กล้อง IR Camera ไว้สแกนใบหน้าด้วย และมีระบบรักษาความปลอดภัยภายในตัวเครื่อง ได้แก่ AMD PSP 10.0 และชิป TPM 2.0 ติดตั้งมาครบถ้วน ด้านของ Wi-Fi PCIe Card เป็น Qualcomm WCN685x เชื่อมต่อ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ได้ในตัว ด้านประสิทธิภาพก็ไว้ใจชื่อชั้นของ Qualcomm ได้เลย ซึ่งจากการทดลองใช้งานก็เปิดเว็บไซต์ โหลดไฟล์รับส่งข้อมูลได้รวดเร็วทันใจมาก ไม่มีปัญหาตอนใช้งานแม้แต่น้อย

ssd

M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ในเครื่องเมื่อเช็ครหัส เป็น Samsung PM9A1 เมื่ออิงจากหน้าสเปคแล้ว SSD ตัวนี้เป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ขนาด M.2 2280 มีความเร็ว Sequential Read 6,900 MB/s และ Sequential Write 5,000 MB/s พอทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark 8 แล้ว ได้ความเร็ว Sequential Read 6,846.34 MB/s และ Sequential Write 4,876.35 MB/s ใช้อ่านเขียนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วมาก ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าความเร็วนี้ดีมากจนคิดว่าเอาเงินไปซื้อ External SSD มาเซฟงานแทนก็ได้

3dmark2

ด้านการเล่นเกมด้วย Lenovo ThinkPad Z16 เมื่อทดสอบด้วย 3DMark Time Spy แล้ว จะได้คะแนนเฉลี่ย 4,178 คะแนน เป็น CPU score 8,072 คะแนน และ Graphics score 4,396 คะแนน ซึ่งคะแนนระดับนี้จัดว่าสูงพอใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์บนจอความละเอียด Full HD ได้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่าทาง Lenovo ติดตั้งการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6500M มาช่วยการทำงานกราฟิคและต่อหน้าจอแยกเป็นหลักมากกว่า

pcmark10

เมื่อทดสอบด้วย PCMark 10 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานแล้ว ThinkPad Z16 ทำคะแนนเฉลี่ยได้สูงถึง 6,518 คะแนน ซึ่งทำได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นซึ่งได้เฉลี่ย 5,000 คะแนนเท่านั้น โดยจุดเด่นของ Z16 นอกจากเรื่องเปิดเว็บ, แอพฯ และประชุมออนไลน์แล้ว ก็ใช้ทำงานเอกสารและกราฟิคได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะงานแต่งภาพหรือจะ Preview โมเดล 3D ก็ทำงานได้ไหลลื่น แต่ถ้าตัดต่อวิดีโอก็ยังพอทำงานได้ระดับตัดคลิป Vlog หรือวิดีโอสั้นเป็นหลัก

หากพิจารณาจากผลของ PCMark 10 แล้ว Lenovo ThinkPad Z16 นอกจากจะเหมาะสำหรับผู้บริหารแล้ว ประสิทธิภาพของมันก็ยังตอบโจทย์กลุ่มเซลส์หรือ AE ที่ต้องพบปะลูกค้า พรีเซนต์ตัวอย่างงานหรือพรู้ฟสีงานอาร์ทบนหน้าจอโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้ด้วย จัดว่าน่าใช้งานมาก

dashboard

ภายในโน๊ตบุ๊ค Lenovo ทุกรุ่นรวมถึง ThinkPad Z16 จะมีโปรแกรม Lenovo Vantage ติดตั้งมาให้ใช้ตั้งค่าตัวเครื่องและอัพเดทเฟิร์มแวร์ให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดอยู่เสมอ หากใครใช้โน๊ตบุ๊คของ Lenovo อยู่ก็แนะนำให้เปิดซอทฟ์แวร์นี้มาเช็คสถานะตัวเครื่องเป็นระยะๆ อาจจะสัปดาห์หรือเดือนละครั้งเพื่อตรวจสอบและอัพเดทให้เฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชั่นใหม่อยู่เสมอจะช่วยให้โน๊ตบุ๊คทำงานได้ดียิ่งขึ้น

Battery & Heat & Noise

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01112

แบตเตอรี่ของ Lenovo ThinkPad Z16 จะเป็นแบตเตอรี่ลูกยาววางตัวสุดขอบติดลำโพงทั้งสองข้างของตัวเครื่อง มีความจุ Typical Capacity  4,640mAh (72Wh) และ Rated Capacity 4,515mAh (70Wh) จัดว่ามีความจุมากพอให้ ThinkPad นี้ใช้ทำงานต่อเนื่องได้ทั้งวันอย่างแน่นอน

batt

เมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยลดความสว่างหน้าจอต่ำสุด, ปิดไฟ LED Backlit, ลดเสียงลำโพงเหลือ 10%, เปิดโหมดประหยัดพลังงานแล้วใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube ต่อเนื่องนาน 30 นาทีแล้ว ThinkPad Z16 สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 13 ชั่วโมงเลยทีเดียว ต้องถือว่าระบบจัดการพลังงานและปริมาณแบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทำมาได้ยอดเยี่ยมมาก ดังนั้นถ้าใครจะพกเครื่องไปไหนมาไหนหรือประชุมงานต่อเนื่องทั้งวันก็ไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างวันเลย

อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญนอกจากระบบภายใน Lenovo ThinkPad แล้ว เจ้าของเครื่องควรอัพเดท AMD Chipset Driver ให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดด้วย จะช่วยให้โน๊ตบุ๊คซีพียู AMD ทุกรุ่นจัดการพลังงานและดึงประสิทธิภาพของตัวเครื่องออกมาได้เต็มที่ยิ่งขึ้น

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01117

ระบบระบายความร้อนของ Lenovo ThinkPad Z16 จะมีฮีตไปป์ทั้งหมด 2 เส้นพาดยาวไปพัดลมระบายความร้อนทั้งสองฝั่งแล้วเป่าออกมาภายในกรอบตัวเครื่องก่อน จากนั้นค่อยรีดออกตรงช่องขอบบนเครื่อง ส่วนเสียงพัดลมเวลาใช้ทำงานตามปกติจะเบาจนไม่ได้ยิน แต่ตอนรันโปรแกรมมตัดต่อวิดีโอหรือแต่งภาพจะได้ยินเสียงพัดลมดังขึ้นมาค่อนข้างชัดเจนว่ากำลังรีดทำงานเต็มที่อยู่ แต่เครื่องไม่ร้อนรบกวนมือเลย

high temp

อุณหภูมิในตัวเครื่องจากโปรแกรม CPUID HWMonitor แม้ซีพียูจะไม่โชว์ขึ้นมาแต่ก็สังเกตจากการ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics แทนได้ โดยทั้งแพ็คเกจเฉลี่ย 50 องศา แล้วอุณหภูมิวิ่งอยู่ระดับ 45~94 องศาเซลเซียส ส่วนการ์ดจอ AMD Radeon RX 6500M อยู่ระดับ 50 องศา และอุณหภูมิวิ่งอยู่ระดับ 47~100 องศาเซลเซียสเช่นกัน แม้อุณหภูมิจะสูงจนหลายๆ คนเริ่มจะเป็นห่วงแล้วก็ตามแต่จากที่ผู้เขียนลองใช้งานดูก็ยังวางมือบนแป้นคีย์บอร์ดใช้งานได้ตามปกติ ความร้อนไม่แผ่ขึ้นมือมาเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม แม้อุณหภูมิที่โปรแกรมวัดได้จะดูค่อนข้างสูงแต่ถ้าระบบยังประคองอุณหภูมิไว้ 75~100 องศาเซลเซียสซึ่งเป็นอุณหภูมิตามปกติของโน๊ตบุ๊คตอนทำงานเต็มที่ได้ ไม่มีอาการความร้อนพุ่งผิดสังเกต ก็ถือว่ามันสามารถใช้งานได้ดีตามปกติไม่มีปัญหาแน่นอน

User Experience

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01181

ความรู้สึกส่วนตัวหลังจากเอา Lenovo ThinkPad Z16 ไปใช้เป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องหลักมาราวหนึ่งสัปดาห์ จุดแรกที่ต้องชื่นชม ThinkPad เครื่องนี้ คือ การดีไซน์ตัวเครื่องที่เรียบง่ายแต่เน้นการใช้งานจริง วัสดุเป็นอลูมิเนียมรีไซเคิลแต่แข็งแรงทนทานสวยงาม บาลานซ์น้ำหนักตัวเครื่องได้ยอดเยี่ยมและใช้นิ้วเดียวกางหน้าจอเปิดเครื่องใช้งานได้ทันที มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือและกล้อง IR Camera ติดตั้งมาให้ใช้ เลือกได้ตามความถนัดส่วนตัวว่าจะยืนยันตัวด้วยอุปกรณ์ชิ้นไหน ช่วยประหยัดเวลาปลดล็อคเครื่องเพื่อทำงานและปลอดภัยไม่ต้องห่วงว่าใครจะรู้รหัสผ่านเปิดใช้โน๊ตบุ๊คของเราอีกด้วย

ปุ่ม TrackPoint แม้จะเป็นจุดสีแดงเหมือนเดิมก็ตาม แต่ปุ่มคลิ๊กทั้งสามปุ่มบนทัชแพดแบบ Taptic ซึ่งเป็นปุ่มที่ใช้มอเตอร์สั่นจำลองการกดปุ่มก็ทำงานตอบสนองได้ดีไม่แพ้กับการกดบ่นปุ่มจริงๆ และส่วนตัว Lenovo ก็คิดถูกแล้วที่ดีไซน์ปุ่มแบบดั้งเดิมในชุด TrackPoint ให้เป็นเส้นและจุดบนทัชแพดเช่นนี้ เพราะมันเข้ากับรูปลักษณ์หรูหราของ ThinkPad Z16 นี้ดีมาก และยังตอบสนองได้ดีเหมือนปุ่มกดจริงๆ และยังมี Communications Quick Menu เป็นลูกเล่นใหม่เสริมเข้ามาด้วย ยิ่งทำให้ TrackPoint น่าใช้งานยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า

พลังการประมวลผลของ AMD Ryzen 7 PRO 6850H นั้น จัดว่า “เหลือใช้” ใช้แต่งภาพได้สบายๆ หากใครซื้อมาทำงานเอกสารหรือพรีเซนต์เสนองานลูกค้ายิ่งทำงานได้ดีไม่มีปัญหาเลย ยิ่ง AMD Radeon RX 6500M แล้ว มันก็ใช้ตัดต่อคลิป Vlog หรือทำ 3D CG ได้ลื่นไหลหมุนโมเดลได้ต่อเนื่อง และแม้จะมีการ์ดจอแยกติดตั้งมาด้วยก็มีฟีเจอร์ AMD SmartShift Max มาช่วยจัดการการ์ดจอให้เข้ากับงานนั้นๆ ได้อย่างเหมาะสมขึ้น ซึ่งระยะเวลาใช้งานนานสุด 13 ชั่วโมงจากการทดสอบโดย BatteryMon แล้ว ตอนผู้เขียนพกเครื่องไปนั่งทำงานตามสถานที่ต่างๆ ก็ใช้งานต่อเนื่องได้ทั้งวัน พอถึงตอนเย็นแบตเตอรี่ก็ยังเหลือให้พอเปิดมาตอบเมล์และใช้งานต่างๆ ระหว่างนั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านได้สบายๆ ถือว่าระบบจัดการพลังงานของ Lenovo ThinkPad Z16 ทำงานได้ดีน่าประทับใจมาก

อย่างไรก็ตาม เรื่องพอร์ตแม้จะล้ำสมัยมากโดยได้ USB-C และ SD Card Reader มาใช้งานก็ตาม แต่ก็ไม่มีพอร์ตอื่นหรือแม้แต่ USB-A ให้ใช้งานเลยสักพอร์ตเดียว หากใครใช้ ThinkPad Z16 เป็นเครื่องหลักควรซื้อ USB-C Multiport Adapter มาต่อเพิ่มเพื่อขยายเป็นพอร์ตต่างๆ จะได้ใช้งานได้สะดวกขึ้น

Conclusion & Award

Lenovo ThinkPad Z16 DSC01180

Lenovo ThinkPad Z16 เป็น ThinkPad รุ่นใหม่ที่ดีไซน์ให้หน้าตาทันสมัยเพื่อนักธุรกิจรุ่นใหม่ยิ่งขึ้น ได้ระบบยืนยันตัวตนทั้งสแกนใบหน้าและนิ้วมือเพื่อเสริมความปลอดภัยเพื่อรักษาข้อมูลสำคัญภายในเครื่องได้เป็นอย่างดี หากใครใส่ใจเรื่องความปลอดภัยข้อมูลยิ่งเหมาะกับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นที่สุด และงานประกอบตัวเครื่องยังแข็งแรงทนทาน ผ่านมาตรฐาน MIL-STD 810H การันตีความแข็งแรงทนทานของโน๊ตบุ๊คนี้ได้เป็นอย่างดี

ด้านฟีเจอร์ลูกเล่นก็ครบเครื่อง ทั้งจอทัชสกรีนขอบเขตสีกว้าง, USB-C 4, Communications Quick Menu ของ TrackPoint ฯลฯ เป็นลูกเล่นใหม่ๆ ที่ทาง Lenovo เติมเข้ามาให้ ThinkPad นั้นทันสมัยและน่าใช้ยิ่งขึ้นแต่ก็ยังไม่สลัดเอกลักษณ์อันเป็นที่จดจำออกไปเลย หากใครอยากใช้ ThinkPad ที่ดีไซน์ทันสมัยและฟีเจอร์ครบเครื่อง และถ้าราคาเริ่มต้น 71,057 บาทไม่ใช่ปัญหา ก็ซื้อมาใช้งานได้เลยและมันน่าจะสร้างความประทับใจต่อเจ้าของได้ดีมากรุ่นหนึ่ง

award

award new Durability

best durability

บอดี้อลูมิเนียมรีไซเคิลแต่งานประกอบแข็งแรงทนทาน บอดี้แข็งแรงและผ่านมาตรฐาน MIL-STD 810H สมราคา ThinkPad ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องความแข็งแรง พกไปไหนไม่ต้องห่วงว่าเครื่องจะได้รับความเสียหาย

award new Battery Life

best battery life

AMD Ryzen 7 PRO 6850H กับระบบจัดการพลังงานและแบตเตอรี่ 72Wh จาก Lenovo ทำให้ Lenovo ThinkPad Z16 ใช้งานได้นาน 13 ชม. เป็นโน๊ตบุ๊ค AMD ที่จัดการพลังงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ได้ทดสอบมา 

NBS award 4 Mobility

best mobility

การพกพาโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหน นอกจากเรื่องน้ำหนักตัวเครื่อง 1.95 กิโลกรัมที่พกติดตัวแล้ว ก็ยังมีปัจจัยเรื่องการยืนยันตัวตนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่ง ThinkPad Z16 เลือกใช้ได้ตามสะดวกทั้งใบหน้าและนิ้วมือ ผสานกับชิป TPM 2.0 แล้ว ยิ่งรักษาความปลอดภัยของระบบได้ดีด้วย

award new multi media

best multimedia

ลำโพง Dolby Atmos ของ Lenovo ThinkPad Z16 เป็นลำโพงโน๊ตบุ๊คที่เสียงดีมากที่สุดรุ่นหนึ่ง เนื้อเสียงใสเคลียร์มีมิติดีมาก จะเปิดดูหนังหรือฟังเพลงก็ยอดเยี่ยมจนไม่ต้องพึ่งลำโพงแยกก็ได้

from:https://notebookspec.com/web/675494-review-lenovo-thinkpad-z16

รีวิว Acer Swift Edge จอใหญ่ 16″ 4K เบาสุดๆ แค่ 1.17 กก. หัวใจ Ryzen 6000 Series แรงดีเริ่มแค่ 45,990 บาท

Acer Swift Edge โน๊ตบุ๊ค AMD Ryzen 6000 Series ใหม่ บาง เบา แรง!

Share image Edit Name 1swift 1

Acer Swift Edge เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาแต่หน้าจอใหญ่รุ่นใหม่ในตระกูล Acer Swift ซึ่งดีไซน์ยังดูเรียบง่ายสวยงามจนได้รับรางวัล reddot winner 2022 และ Good Design Award 2022 มาครองไม่พอ ทางบริษัทยังจัดการขยายขนาดจอให้ใหญ่ขึ้นเป็น 16 นิ้ว ความละเอียด UHD (3840×2400) พาเนล OLED ทำอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง (Screen-to-Body Ratio) ได้กว้างถึง 92% ขอบเขตสีหน้าจอกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 การันตีค่า Contrast และความดำสนิทบนหน้าจออีกด้วย หากใครจะทำงานอาร์ตก็ไม่มีปัญหา และทำงานทั้งวันก็สบายตาด้วยการการันตี TUV Rheinland eyesafe Certified ด้วย 

Advertisementavw

ด้านความแข็งแรง บอดี้ของ Acer Swift Edge ทำจากแม็กนีเซียมอัลลอยด์ที่แข็งแรงแต่เบากว่าอลูมิเนียมถึง 20% ซึ่งทางบริษัทเคลมน้ำหนักเอาไว้ 1.17 กิโลกรัมและหนาสุดเพียง 12.95 มม. เท่านั้น หากใครมีกระเป๋าโน๊ตบุ๊คที่ใส่เครื่องขนาด 15.6 นิ้วได้ ก็ใส่ Swift Edge แล้วพกไปไหนมาไหนได้สบายๆ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ทาง Acer ยังติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้โดยรวมไว้กับปุ่ม Power แล้วเสริมความปลอดภัยด้วยชิป TPM 2.0 กับ Microsoft Pluton Security Processor ชิปเซ็ตสำหรับป้องกันการเจาะข้อมูลจากผู้ไม่ประสงค์ดี ซึ่งเมื่อมีชิปทั้งสองตัวนี้ติดตั้งไว้ในเครื่องแล้ว ก็นับว่า Acer Swift Edge นั้นปลอดภัยกว่าโน๊ตบุ๊คหลายรุ่นในท้องตลาด ณ ตอนนี้ได้เลย

สเปคและฟังก์ชั่นก็ยอดเยี่ยม นั่นเพราะทางบริษัทติดตั้งชิปเซ็ต AMD Ryzen 6000 Series ใหม่ล่าสุดมาให้ ซึ่งประสิทธิภาพจัดว่ายอดเยี่ยม ติดตั้งพอร์ต USB-C 3.2 Gen 2 x 2 ช่อง ใช้ชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery และต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort Alternate Mode แล้วยังโอนไฟล์ได้รวดเร็ว ประกบคู่กับพอร์ต HDMI 2.1 ที่รองรับหน้าจอความละเอียดสูงสุด 10K แถมยังเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax และรองรับคลื่นความถี่ 6GHz แถมยังได้กล้องเว็บแคมความละเอียด Full HD พร้อม Acer TNR ช่วยลด Noise ในภาพลงอีกด้วย ดังนั้นจะกล่าวว่านี่คือ Acer Swift รุ่นที่ดีสุด ณ ตอนนี้ก็ได้

Acer Swift Edge

NBS Verdicts

Acer Swift Edge DSC00768

Acer Swift Edge เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอใหญ่เต็มตา ขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด 4K UHD (3840×2400) พาเนล OLED มาให้จากโรงงานแล้ว มันจึงใหญ่เต็มตาทำงานสะดวก แสดงผลได้สวยงามยอดเยี่ยม ตอบโจทย์ผู้ใช้สายศิลปินทุกท่านแน่นอน เพราะขอบเขตสีจอนี้กว้างถึง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 มาแบบครบถ้วน เป็นหนึ่งในโน๊ตบุ๊คที่หน้าจอดี สีสันสวยงามทำงานอาร์ตได้สบายๆ

สเปคและพอร์ตเชื่อมต่อก็ยอดเยี่ยม ได้ซีพียู AMD Ryzen 6000 Series รวมไปถึงพอร์ต USB-C 4, HDMI 2.1, Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax ครบถ้วน จะเชื่อมต่อหน้าจอ, โอนไฟล์ทำงานใดๆ ก็สะดวกไปหมด และตัวเครื่องก็เบาเพียง 1.17 กิโลกรัมเท่านั้น จึงพกไปไหนมาไหนได้ง่ายมากและมีชิป TPM 2.0 และ Microsoft Pluton Security Processor ติดตั้งมา จึงปลอดภัยไร้กังวลตอนเปิดเว็บไซต์และทำงานอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งผู้เขียนเองก็ตกหลุมรักโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยด้วยความครบเครื่องและทรงพลังของมัน

แต่จุดสังเกตที่คาดว่าจะได้รับการแก้ไขในเร็วๆ นี้ คือ ระบบจัดการพลังงานแบตเตอรี่ของ Acer Swift Edge นั้นยังไม่ถึงกับน่าประทับใจ เพราะผู้เขียนคาดหวังว่ามันจะใช้งานได้นานเกิน 10 ชั่วโมง แต่เมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์แล้วใช้ได้นานสุดเพียง 8 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนคาดหวังว่าทาง Acer จะอัพเกรดแบตเตอรี่ให้มีความจุมากขึ้นเป็นราว 75Wh จะได้ใช้งานได้นานขึ้น

ส่วนอีกจุดน่าเสียดาย คือ แม้ตัวเครื่องจะใหญ่ระดับ 16 นิ้ว แต่คีย์บอร์ดยังเป็น Tenkeyless ไม่ใช่ Full-size แต่เมื่อดูองค์รวมก็เข้าใจได้ว่าทางบริษัทน่าจะโฟกัสความสวยงามลงตัวก่อนเป็นอย่างแรก ซึ่งถ้าใครไม่คิดมากในเรื่องนี้ก็ไม่น่าเป็นประเด็นปัญหาตอนใช้งานอย่างแน่นอน

ข้อดีของ Acer Swift Edge
  1. บอดี้ทำจากแม็กนีเซียมอัลลอยด์ แข็งแรงและเบากว่าอลูมิเนียมทั่วไปและงานประกอบแข็งแรงทนทาน งานประกอบแน่นหนา
  2. ตัวเครื่องใหญ่ถึงขนาด 16 นิ้ว แต่เบาเพียง 1.17 กิโลกรัมเท่านั้น พกพาง่ายมาก
  3. หน้าจอขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด WQUGA (3840×2400) พาเนล OLED อัตราส่วนหน้าจอ 16:10 ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500, TUV Rheinland eyesafe Certified ครบถ้วน
  4. มี USB-C 3.2 Gen 2 Full-Function x 2 ช่อง รองรับ Power Delivery, DisplayPort Alternate mode และโอนไฟล์ได้รวดเร็ว
  5. พอร์ต HDMI 2.1 ต่อจอแยกระดับ 10K ได้ ใช้งานกับหน้าจอต่างๆ ในปัจจุบันได้แน่นอน
  6. เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E คลื่น 6GHz ทำงานได้เร็วและเสถียรมาก
  7. ติดตั้งกล้องเว็บแคมมีความละเอียด 1080p Full HD พร้อมฟีเจอร์ Acer TNR
  8. ซีพียูเป็น AMD Ryzen 6000 Series เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ประสิทธิภาพดีทำงานลื่นไหล 
  9. มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ผสานงานกับชิป TPM 2.0 และ Microsoft Pluton Security Processor ได้ความปลอดภัยสูงสุด
  10. ติดตั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้
  11. มีซอฟท์แวร์ถนอมการใช้งานพาเนล OLED ติดตั้งมาให้ โดยระบบจะแจ้งผู้ใช้อัตโนมัติ
ข้อสังเกตของ Acer Swift Edge
  1. แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสุดประมาณ 8 ชั่วโมง ควรให้แบตเตอรี่ลูกใหญ่กว่านี้ให้ใช้งานได้นานเกิน 10 ชั่วโมง
  2. ขนาดตัวเครื่องใหญ่ถึง 16 นิ้ว แต่ไม่มีแป้น Numpad ติดตั้งมาให้ใช้งาน
  3. ไม่มีพอร์ต MicroSD Card Reader ติดตั้งมาให้ ต้องต่อผ่านตัวอ่านการ์ดแทน

รีวิว Acer Swift Edge

Specification

acer laptop swift edge the design

Acer Swift Edge นั้นเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นใหม่ล่าสุดที่ขนาดใหญ่และจอมีความละเอียดสูงสุด ณ ตอนนี้ในซีรี่ส์ Swift เลย ยิ่งไปกว่านั้นทางบริษัทยังจับคู่ซีพียู AMD Ryzen 6000 Series มาให้และเลือกได้ 2 สี คือ สีขาว Flax White (เครื่องรีวิว) หรือสีดำ Olivine Black ก็ได้ ซึ่งสเปคของรุ่นที่นำมาจำหน่ายในไทยจะเป็นดังนี้

สเปคของ Acer Swift Edge
  • CPU : แยกเป็น 2 รุ่น ได้แก่
    • AMD Ryzen 5 6600U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.9-4.5GHz
    • AMD Ryzen 7 6800U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.7-4.7GHz
  • GPU : แยกเป็น 2 รุ่น ได้แก่
    • AMD Ryzen 5 6600U เป็นการ์ดจอ AMD Radeon 660M
    • AMD Ryzen 7 6800U เป็นการ์ดจอ AMD Radeon 680M
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4
  • RAM : ออนบอร์ด ความจุ 16GB LPDDR5
  • Display : 16 นิ้ว ความละเอียด WQUGA (3840×2400) พาเนล OLED อัตราส่วนจอ 16:10 ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500, TUV Rheinland eyesafe Certified
  • Ports : USB-C 3.2 Gen 2 รองรับ DisplayPort alt-mode และ Power Delivery, USB-A 3.2 Gen 1 x 2, HDMI 2.1 x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax คลื่น 6GHz รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 1080p Full HD Camera, Acer TNR
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.17 กิโลกรัม
  • Price : แยกตามซีพียู เลือกได้ระหว่างสีขาว Flax White หรือดำ Olivine Black 

Hardware & Design

Acer Swift Edge DSC00762

Acer Swift Edge DSC00725
Acer Swift Edge DSC00726
Acer Swift Edge DSC00730
Acer Swift Edge DSC00727
Acer Swift Edge DSC00743
Acer Swift Edge DSC00745

ดีไซน์ของ Acer Swift Edge เมื่อมองหน้าตรงก็จะคล้ายไปกับซีรี่ส์ Swift รุ่นอื่น แต่ขนาดตัวเครื่องใหญ่ขึ้นและกรอบหน้าจอบางลงและเน้นความสวยเรียบง่ายไม่หวือหวานัก ติดสติกเกอร์แสดงคุณสมบัติเอาไว้บนที่วางข้อมือครบถ้วน ทั้งซีพียูและการ์ดจอตรงที่วางข้อมือฝั่งซ้ายและสติ๊กเกอร์รับประกันดูแลถึงที่ภายใน 3 ชั่วโมงของ Acer ส่วนฝั่งขวามือเป็นสติ๊กเกอร์คุณสมบัติเด่นของ Swift Edge และจะเห็นว่ามีสติ๊กเกอร์ TUV Rheinland eyesafe Certified ติดมาด้วยเพื่อการันตีว่าหน้าจอนี้ถนอมสายตาของผู้ใช้ได้ดี ทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงก็ไม่มีปัญหา ส่วนมุมบนขวาจะมีสติ๊กเกอร์ลายนิ้วมือเพื่อบอกผู้ใช้ว่าปุ่ม Power นี้สแกนลายนิ้วมือปลดล็อคเครื่องได้ด้วย

ขอบล่างของตัวเครื่องถัดลงมาจากทัชแพดจะเป็นขอบตัวเครื่องตัดเฉียงเล็กน้อยให้ใช้นิ้วดึงกางหน้าจอได้ มีความกว้างเท่ากับตัวทัชแพดและทาง Acer ก็ทำบาลานซ์น้ำหนักตัวเครื่องและทำตัวบานพับมาได้แข็งแรงดี จึงใช้นิ้วเดียวกางเปิดหน้าจอได้โดยเครื่องไม่กระดกขึ้นมาอีกด้วย

Acer Swift Edge DSC00721

ถัดขึ้นมาเหนือขอบชุดแป้นคีย์บอร์ด จะเป็นช่องลมเข้าเพื่อดึงอากาศเย็นเข้าเครื่องไประบายความร้อนและมีช่องระบายความร้อนซึ่งเป่าออกในส่วนขอบบนของตัวเครื่อง สังเกตว่าฝั่งซ้ายจะเป็นช่องเปิดโล่งเพราะเป็นช่องสำหรับพัดลมโบลวเวอร์เป่าออก ส่วนฝั่งขวามือเป็นช่องระบายความร้อนแบบติดครีบซึ่งในส่วนนั้นจะตรงกับ M.2 NVMe SSD ในเครื่องพอดี

Acer Swift Edge DSC00719

Acer Swift Edge DSC007581
Acer Swift Edge DSC006951
Acer Swift Edge DSC006961

ก้านบานพับของตัวเครื่องจะเป็นแบบก้านเหล็กสั้น ต่อเข้ากับตัวฐานรับก้านบานพับภายในเครื่องอีกทีหนึ่ง ซึ่งสามารถกางออกหรือพับเก็บได้อย่างแข็งแรงทนทานและมีก้านพลาสติกติดไว้ตรงขอบล่างด้านหลังหน้าจอเพื่อป้องกันขอบตัวเครื่องถูกกับพื้นโต๊ะโดยตรงตอนเปิดเครื่องใช้งาน และมันยังช่วยยกแป้นคีย์บอร์ดของ Acer Swift Edge ให้สูงขึ้นเล็กน้อย ทำให้พิมพ์งานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

Acer Swift Edge DSC00723

หน้าจอของ Acer Swift Edge จะกางได้กว้างสุดประมาณ 120 องศา ไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ และสังเกตว่าขอบล่างหน้าจอนั้นดันตัวเครื่องให้เฉียงขึ้นเล็กน้อยด้วย เวลาวางเครื่องไว้บนโต๊ะทำงานตามปกติก็สามารถพิมพ์งานได้ง่ายขึ้น หรือจะวางบนแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็กางหน้าจอให้เข้ากับมุมสายตาของผู้ใช้ได้ง่ายขึ้นด้วย

Acer Swift Edge DSC007131

ส่วนฝาหลังของ Acer Swift Edge จะได้ความเรียบง่ายเหมือนกับ Acer Swift รุ่นใหม่นี้ โดยมีแค่โลโก้ Acer อลูมิเนียมติดเอาไว้ตรงกลางส่วนบนของฝาหลังเพียงอันเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นสีขาว Flax White ทั้งหมด ไม่มีลวดลายใดๆ แม้แต่ช่องระบายความร้อนก็กางออกมาปิดจนหมด ดูสวยเรียบร้อย

Acer Swift Edge DSC006751

ด้านใต้ตัวเครื่องจะมีช่องรับลมเย็นเข้าเป็นแถบแนวยาวสองชั้นอยู่ในส่วนบนเหนือสติ๊กเกอร์ประกันของทาง Acer ซึ่งใต้สติ๊กเกอร์นี้จะมีหัวน็อตทรงดาว (Trox) อยู่ 1 จาก 10 ดอกด้วย มีขอบยางติดเอาไว้ทั้ง 4 มุมเพื่อยกตัวเครื่องและป้องกันการไถล แต่สังเกตว่าลำโพงของ Acer Swift Edge จะไม่ได้ติดอยู่ตรงขอบล่างตัวเครื่องเหมือนโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ แต่เลื่อนขึ้นมาอยู่เกือบตรงกลางเครื่องพอดีแทน 

Screen & Speaker

Acer Swift Edge DSC007481

Acer Swift Edge DSC007521
Acer Swift Edge DSC007501
Acer Swift Edge DSC007531
Acer Swift Edge DSC007561
Acer Swift Edge DSC007791
Acer Swift Edge DSC007721

หน้าจอขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด WQUGA (3840×2400) พาเนล OLED ของ Acer Swift Edge มีอัตราส่วนจอ 16:10 ซึ่งได้พื้นที่ในแนวตั้งมากกว่าหน้าจอปกติเล็กน้อย แสดงขอบเขตสีได้กว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500, TUV Rheinland eyesafe Certified แล้ว และหน้าจอพาเนล OLED ก็มีขอบเขตการแสดงผลกว้าง 178 องศาเหมือนกับพาเนล IPS ดังนั้นจะมองจากมุมแนวนอนหรือแนวตั้งสีสันก็ไม่เพี้ยนอย่างแน่นอน แต่หน้าจอนี้จะเป็นจอกระจกสะท้อนแสง ดังนั้นเวลาใช้งานอาจมีปัญหาเงาสะท้อนได้บ้าง

ขอบบนของหน้าจอจะมีลำโพงทั้งหมด 2 ตัวและกล้องเว็บแคมความละเอียด Full HD ติดตั้งมาให้ พร้อมฟีเจอร์ Acer TNR ช่วยลด Noise ในภาพที่กล้องจับได้ ช่วยให้ภาพสวยคมชัดยิ่งขึ้น ด้านอัตราส่วนหน้าจอกับตัวเครื่อง (Screen-to-Body ratio) ของจอนี้อยู่ที่ 92% ซึ่งกรอบหน้าจอที่มีอัตราส่วนเหลือเพียง 8% จะเป็นกรอบจอที่บางทั้ง 4 ด้าน และเห็นโลโก้ Acer ตรงขอบล่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนเมื่อชมคอนเทนต์และทำงานด้วยหน้าจอนี้ต้องถือว่ามันกว้างดีมาก เห็นหน้าจอเต็มตาไม่มีขอบหน้าจอมาเกะกะสายตาแม้แต่น้อย

display resolution

gamut 3
luminance 3

ขอบเขตสีหน้าจอที่ทางบริษัทเคลมไว้ Acer Swift Edge จะมีขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ซึ่งถือว่ากว้างทีเดียว แต่เมื่อทดสอบด้วยโปรแกรม DisplayCal 3 กับเครื่อง Colorchecker ของ Calibrite วัดได้ ค่า Gamut coverage ซึ่งเป็นค่าขอบเขตสีจริงของหน้าจอนี้จะได้ 100% sRGB, 94.5% Adobe RGB, 99.2% DCI-P3 ส่วนค่า Gamut volume ซึ่งเป็นขอบเขตสีทั้งหมดโดยรวมซึ่งหน้าจอนี้แสดงได้จะอยู่ที่ 167.8% sRGB, 115.6% Adobe RGB, 118.9% DCI-P3 มีค่าความเที่ยงตรงของสีบนหน้าจอ (Delta-E) เฉลี่ย 0.15 เท่านั้น ถือว่าจอของ Acer Swift Edge นั้นเที่ยงตรงพอใช้แต่งภาพถ่ายหรือจะพรู้ฟสีอาร์ตเวิร์คก็ได้สบายๆ

 ความสว่างหน้าจอของ Acer Swift Edge นี้ ทางบริษัทเคลมค่าสูงสุดเอาไว้ที่ 500 Nits แต่ความสว่างที่วัดได้ด้วยโปรแกรม DisplayCal 3 ได้ที่ 404.59 cd/m2 ซึ่งถึงจะน้อยกว่าที่เคลมในหน้าสเปคเอาไว้ แต่ตอนใช้งานจริงถือว่าจอนี้สว่างมากไม่กลัวแดดแม้แต่น้อย สามารถเร่งความสว่างสู้แดดที่สะท้อนหน้าจอได้เลย แต่ถ้านั่งทำงานในออฟฟิศอยู่แนะนำให้ปรับความสว่างไว้ที่ 50~60% ก็สว่างพอใช้งานได้สบายๆ

Acer Swift Edge DSC00676
Acer Swift Edge DSC00677
Acer Swift Edge DSC00700
Acer Swift Edge DSC00699

ลำโพง DTS ของ Acer Swift Edge ถูกติดตั้งไว้ใต้ตัวเครื่องแต่เลื่อนขึ้นมาอยู่ตรงกลางแทน เพราะชุดลำโพงมีขนาดใหญ่ทีเดียว ซึ่งเสียงตอนฟังเพลงจะเด่นด้านเสียงเครื่องดนตรีและนักร้องและมีเสียงเบสซัพพอร์ตระดับหนึ่ง เนื้อเสียงเคลียร์ใสฟังชัดแต่แรงปะทะของเบสจะไม่หนักหน่วงแค่พอซัพพอร์ตเสียงเพลงโดยรวมเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน เสียงลำโพงตอนดูหนังนั้นมีมิติเสียงที่ดี เสียงตัวละครได้ยินชัดเจนและโทนเสียง BGM ในหนังก็ได้ยินชัดเจนทีเดียว

Keyboard & Touchpad

Acer Swift Edge DSC007241

Acer Swift Edge DSC007411111
Acer Swift Edge DSC00742111
Acer Swift Edge DSC007381
Acer Swift Edge DSC007391
Acer Swift Edge DSC007371
Acer Swift Edge DSC007351

คีย์บอร์ดของ Acer Swift Edge เป็นแป้นคีย์บอร์ดแบบ Tenkeyless สำหรับโน๊ตบุ๊ค 14 นิ้ว ซึ่งเลย์เอ้าท์ทั้งหมดนั้นยกจาก Acer Swift 3 ซีพียู Intel 12th Gen ซึ่งได้รีวิวไปก่อนหน้านี้มาใช้เลย ไม่ได้ปรับแต่งดีไซน์ใดๆ เพิ่มเติม ซึ่งแม้จะสะดวกและใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้เลยก็ตาม แต่ก็อยากให้ทาง Acer ขยับแป้นคีย์บอร์ดทางขวาแล้วติดตั้งชุด Numpad เพิ่มเข้ามาจะตอบโจทย์ผู้ใช้ที่เป็นพนักงานบัญชียิ่งขึ้น

ปุ่มคีย์บอร์ดจะมีไฟ LED Backlit ติดตั้งมาให้ แต่เป็นไฟเรืองขอบปุ่มเท่านั้น ไม่ได้สว่างลอดตัวอักษรขึ้นมา มีปุ่ม Function ติดตั้งเอาไว้รวมกับปุ่มต่างๆ ได้แก่ ปุ่มลูกศร 4 ปุ่มที่มีคำสั่ง Home, End, Page Up, Page Down อยู่ ส่วนด้านบนมีปุ่ม Delete กับ Insert และ Print Screen กับคำสั่งเรียกโปรแกรม Snipping Tool ด้วย ส่วนปุ่มลัดสำหรับปรับโหมดตัวเครื่อง ให้กด Fn+F จะสลับระหว่างโหมดประหยัดพลังงาน, ใช้งานตามปกติและเร่งการทำงานของตัวเครื่องได้

Acer Swift Edge DSC007301

ส่วนปุ่ม Power ส่วนมุมบนขวาของคีย์บอร์ดจะรวมกับฟังก์ชั่นสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งตัวปุ่มนี้จะแข็งและแม้จะเผลอกดโดนครั้งหนึ่งเครื่องก็ไม่ปิดทันที ซึ่งในยุค New Normal เช่นนี้ ผู้เขียนเห็นว่ามันใช้ยืนยันตัวได้สะดวกกว่าใช้กล้องสแกนใบหน้ามากและทำงานได้รวดเร็วอีกด้วย

Acer Swift Edge DSC00733

ส่วนของ Function Hotkeys ตรงปุ่ม F1~F11 นั้นจะมีคีย์ลัดแบบเดียวกับ Acer Swift 3 และไม่มี Hotkeys ตรงปุ่ม F12 เหมือนกันอีกด้วย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าทาง Acer น่าจะมีฟังก์ชั่นเปิดให้ผู้ใช้เซ็ตตั้งค่าปุ่มดังกล่าวได้ตามต้องการจะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้ยิ่งกว่านี้แน่นอน โดยคีย์ลัดทั้งหมดมีดังนี้

  • F1~F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4 – ปิดหรือเปิดไมโครโฟน ถ้าปิดอยู่จะมีไฟ LED สีขาวติดอยู่
  • F5~F6 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F7 – ปุ่ม Project ตั้งค่าการแสดงผลหน้าจอหลักและเสริม
  • F8 – ปุ่ม Log Out กลับมาหน้า Lock Screen
  • F9 – Airplane Mode
  • F10 – ปิดหรือเปิดการทำงานทัชแพด
  • F11 – ปรับความสว่าง LED Backlit ของคีย์บอร์ด

Acer Swift Edge DSC007281
Acer Swift Edge DSC007291

ทัชแพดของ Acer Swift Edge จะมีขนาดใหญ่และรองรับ Gesture Control ของ Windows ครบถ้วน สามารถลากนิ้วเพื่อเลื่อนเคอร์เซอร์เมาส์จากขอบหน้าจอฝั่งหนึ่งสู่อีกฝั่งได้สบายๆ แต่แป้นนั้นมีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นสันมือซ้ายจะพาดลงตัวแป้นทัชแพดอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่มีอาการทัชแพดลั่นเมื่อพิมพ์งานอยู่ แต่ก็กด F10 เพื่อล็อคการทำงานได้

Connector / Thin & Weight

Acer Swift Edge DSC00759
Acer Swift Edge DSC00760

พอร์ตและการเชื่อมต่อของ Swift Edge จะติดตั้งเอาไว้สองฝั่งของตัวเครื่อง โดยเน้นฝั่งซ้ายเป็นหลัก ซึ่งมี USB-A 3.2 Gen 2 Full Function x 2 ช่อง ซึ่งใช้โอนไฟล์, ต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort Alternate mode และชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ ถัดมาเป็น USB-A 3.2 Gen 1 และ HDMI 2.1 ที่รองรับการต่อหน้าจอความละเอียด 10K ได้

ส่วนฝั่งขวามี Audio combo, USB-A 3.2 Gen 1 และ Kensington Lock อยู่ จัดว่าครบเครื่องระดับหนึ่ง แต่เสียดายอยู่ว่าถ้าผู้ผลิตติดตั้ง MicroSD Card Reader มาด้วย จะครบเครื่องมาก ด้านการเชื่อมต่อไร้สายเป็น Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับคลื่นความถี่ 6GHz รองรับ Bluetooth 5.2 ได้ด้วย

Acer Swift Edge DSC006701

Acer Swift Edge DSC006741
Acer Swift Edge DSC006711

น้ำหนักของ Acer Swift Edge ที่ทางบริษัทเคลมเอาไว้ อยู่ที่ 1.17 กิโลกรัม เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วก็ตรงตามที่เคลมไว้ไม่มีผิด เมื่อรวมกับอแดปเตอร์ในกล่องที่หนัก 179 กรัมแล้ว มีน้ำหนักรวมทั้งหมด 1.35 กิโลกรัม นับว่าเบาสบายพกสะดวกมาก จะพกอแดปเตอร์ใส่กระเป๋าไปก็ไม่เกะกะและไม่หนักอย่างแน่นอน หรือใครจะเอาปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์ กับสาย USB-C มาใช้ก็ชาร์จแบตเตอรี่ให้ Swift Edge ได้เช่นกัน

ตัวอแดปเตอร์ของ Swift Edge นี้ จะเป็นอแดปเตอร์ขนาดเล็ก ไซซ์ประมาณฝ่ามือและเป็นปลั๊กขาแบนไม่มีขั้วสายดินติดมาให้ จึงเสียบชาร์จกับเต้าเสียบแบบไหนก็ได้และหัวชาร์จอีกฝั่งเป็นแบบ USB-C จึงเสียบชาร์จได้สะดวกมาก

Inside & Upgrade

Acer Swift Edge DSC00690

ภายในเครื่อง Acer Swift Edge เมื่อขันน็อตหัวดาว (Trox) ทั้ง 10 ตัว ซึ่งดอกหนึ่งจะซ่อนอยู่ใต้สติกเกอร์รับประกัน แล้วเอาปิ๊กกีตาร์หรือการ์ดแข็งไล่ขอบตัวเครื่องแล้วเปิดฝาออกมาได้ทันที แต่จากที่ผู้เขียนเปิดฝาเครื่องออกมาแล้ว ส่วนที่อัพเกรดได้จะมีแต่ M.2 NVMe SSD เพียงอันเดียว ส่วนแรมของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นแบบออนบอร์ดทั้งหมด ดังนั้นผู้เขียนคิดว่าไม่จำเป็นต้องเปิดฝาอัพเกรดก็ได้

ทว่าจากอีเว้นท์เปิดตัว ทาง Acer แจ้งว่าโมเดลจำหน่ายในประเทศไทยจะมีช่องอัพเกรด M.2 NVMe SSD กับแรมได้อีกอย่างละ 1 ช่อง และทางบริษัทได้แจ้งว่าแม้จะเปิดฝาอัพเกรดประกันก็ไม่ขาด (ยกเว้นว่าผู้ใช้จัดการดัดแปลงตัวเครื่อง) ถ้าสนใจจะอัพเกรดเพิ่มเติมก็ไม่มีปัญหา ทว่าผู้เขียนมองว่าสเปคเดิมจากโรงงานก็ดีมากแล้ว อาจจะเอาเงินที่กันไว้อัพเกรดไปซื้ออุปกรณ์เสริมสำหรับทำงานจะดีกว่า

Performance & Software

cpu 3

mb 3
ram 2

ซีพียูของ Acer Swift Edge เป็น AMD Ryzen 6000 Series รุ่น AMD Ryzen 5 6600U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.9~4.5GHz ได้ชุดคำสั่งใช้งานพื้นฐานติดตั้งมาครบถ้วน โดยซีพียูนี้มีค่า TDP อยู่ที่ 15~28 วัตต์ ผลิตโดย TSMC มีขนาดทรานซิสเตอร์ 6 นาโนเมตรแบบ FinFET

แรมออนบอร์ดของ Acer Swift Edge จะมีความจุ 16GB LPDDR5 ซึ่งมีความจุพอใช้ทำงานต่างๆ ในปัจจุบันนี้ได้สบายๆ และยังรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว จากที่ใช้งานมาต้องถือว่าแรมความจุนี้เยอะพอใช้ทำงานออฟฟิศได้สบายๆ

gpu 1

การ์ดจอออนบอร์ดของ Acer Swift Edge จะเป็น AMD Radeon 660M ซึ่งมีคอร์กราฟิค 6 คอร์มาในตัวซีพียู มีความเร็ว 1,900MHz รองรับ DirectX 12 และรองรับชุดคำสั่งกราฟิคต่างๆ ได้แก่ OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan, Ray Tracing อีกด้วย จัดว่าได้ฟังก์ชั่นครบเครื่องพร้อมใช้ทำงานแต่งภาพได้อย่างแน่นอน

device mgr 1

พาร์ทภายในเครื่องเมื่อเช็คผ่าน Device Manager จะเห็นว่า Acer Swift Edge มีชิ้นส่วนสำคัญติดตั้งมาหลายอย่างด้วยกัน ได้แก่เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือของ ELAN WBF ส่วนการ์ด Wi-Fi ภายในเครื่องเป็น AMD RZ616 รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E รองรับสัญญาณคลื่น 6GHz แบนด์วิธ 160MHz มีเสาสัญญาณแบบ 2×2 ซึ่งชิปเซ็ตนี้เป็นการร่วมมือพัฒนาโดย AMD และ MediaTek นั่นเอง มันจึงสามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วและเสถียรมาก

ส่วนระบบรักษาความปลอดภัยภายในเครื่องนอกจากชิปเซ็ต TPM 2.0 ซึ่งเป็นชิปมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 11 และถ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องไหนเป็นซีพียู AMD ก็จะมี AMD PSP 10.0 ติดตั้งมาด้วย ที่สำคัญ Acer Swift Edge มีชิปเซ็ต Microsoft Pluton Security Processor สำหรับป้องกันการเจาะข้อมูลติดตั้งมาด้วย ซึ่งมีโน๊ตบุ๊คแค่ไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่จะมีชิปรักษาความปลอดภัยขั้นสูงติดตั้งมาให้ในตัวแบบนี้ จึงใช้งานได้อย่างปลอดภัยแน่นอน

ssd 3

ด้าน M.2 NVMe SSD ความจุ 1TB ที่ติดตั้งมาจากโรงงานเป็น Micron 2400 ซึ่งเมื่ออิงข้อมูลจากหน้าสเปคที่ทางผู้ผลิตเปิดเผยเอาไว้ จะเห็นว่า SSD นี้เลือกได้ 3 ขนาด ได้แก่ M.2 2230, M.2 2242 และ M.2 2280 เป็น 176-layer QLC NAND มีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล AES-256 และอื่นๆ ติดตั้งมาให้ครบถ้วน และอินเตอร์เฟสเป็น PCIe 4.0 x4 โดยความจุ 1TB ใน Swift Edge มีความเร็ว Sequential Read 4,500 MB/s และ Sequential Write 3,600 MB/s รองรับการเขียนข้อมูลลงไดรฟ์ได้ 300 TBW

หลังจากทดสอบด้วย CrystalDiskMark 8 ได้ Sequential Read 4,577.13 MB/s และ Sequential Write 3,534.27 MB/s ซึ่งเร็วตรงตามที่ผู้ผลิตเคลมเอาไว้หน้าสเปคไม่มีผิด ใช้เรียกโปรแกรมและไฟล์งานขึ้นมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ส่วนตัวผู้เขียนไม่แนะนำให้ผู้ใช้อัพเกรด SSD ในเครื่องเพราะไม่จำเป็นนัก ความเร็วระดับนี้ที่ Micron 2400 ทำได้ก็ถือว่าเร็วเพียงพอสำหรับโน๊ตบุ๊คสายทำงานแล้ว ก็ขอแนะนำให้เอาเงินที่กันไว้เปลี่ยน SSD ไปซื้อ External SSD หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ มาใช้คู่กันดีกว่า

Screenshot 2
Screenshot 4

การเรนเดอร์กราฟิค 3D CG ต้องถือว่า AMD Ryzen 5 6600U มีประสิทธิภาพดี เมื่อรัน CINEBENCH R15 แล้วจะเห็นว่าทำคะแนน OpenGL ได้ 113.33 fps และ CPU 1,217 cb ส่วน CINEBENCH R20 เมื่อทดสอบพลังเรนเดอร์ของคอร์ซีพียู จะได้คะแนน 2,780 pts จัดว่าสูงพอใช้ทำงานกราฟิค, พรีวิวโมเดล 3D ต่างๆ ได้อย่างแน่นอน สังเกตว่าซีพียู AMD Ryzen 5 6600U ที่ทาง AMD ใส่การ์ดจอ AMD Radeon 660M มาให้นั้น แม้กำลังคอร์ซีพียูจะสูงระดับหนึ่ง แต่สังเกตว่าคะแนน OpenGL นั้นได้เฟรมเรทเกินร้อยเฟรมแล้ว จึงถือได้ว่าการ์ดจอออนบอร์ดของ AMD Ryzen รุ่นนี้ทรงพลังใช้ได้

3dmark 3

ส่วนการเล่นเกม เมื่อทดสอบด้วย 3DMark Time Spy แล้ว Acer Swift Edge ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 1,561 คะแนน แยกเป็น CPU score 5,215 คะแนน และ Graphics score 1,390 คะแนน ซึ่งคะแนนเฉลี่ยระดับนี้ แม้จะพอเล่นเกมฟอร์มใหญ่ในปัจจุบันนี้ได้ระดับหนึ่งโดยใช้ซอฟท์แวร์ AMD Software: Adrenalin Edition ช่วยปรับจูนการทำงานเพื่อรีดเฟรมเรทให้สูงขึ้น ซึ่งระดับคะแนนนี้พอใช้เล่นเกมออนไลน์ต่างๆ ได้แก่ Valorant, PUBG หรือเกมที่ออกแบบมาเอื้อกับกราฟิคของ AMD Radeon ได้ระดับหนึ่งก็ตาม แต่โฟกัสหลักของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ต้องถือว่ามันออกแบบมาเพื่อทำงานเป็นหลัก ดังนั้นถ้าใครอยากเล่นเกมก็ยังพอเล่นฆ่าเวลาได้ระดับหนึ่ง

pcmark10 3

ด้านการทำงานเมื่อทดสอบด้วย PCMark 10 จะได้คะแนนเฉลี่ย 4,902 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คสายทำงานหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ ถ้าดูแยกตามหมวดการทดสอบจะเห็นว่า Acer Swift Edge ใช้เปิดแอพฯ, ประชุมออนไลน์, เปิดเบราเซอร์ทำงานหรือเปิดไฟล์เอกสารก็ทำได้ดี ส่วนงานประเภท Digital Content Creation จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คนี้เหมาะกับงานแต่งภาพเป็นที่สุด แต่งานตัดต่อวิดีโอหรือจำลองแบบสามมิติอาจจะไม่โดดเด่นนัก

Battery & Heat & Noise

Acer Swift Edge DSC00702

แบตเตอรี่ของ Swift Edge เป็นแบบลิเธียมไอออน ความจุ Typical Capacity 4,670mAh (53.9Wh) และ Rated Capacity 4,570mAh (52.7Wh) มีขนาดใหญ่มากและกินพื้นที่ในเครื่องไปถึงครึ่งหนึ่ง และขอบแบตเตอรี่ทั้งสองฝั่งก็สุดขอบแตะลำโพงทั้งสองด้านอีกด้วย ซึ่งข้อดีของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เช่นนี้ คือ มันถ่วงน้ำหนักตัวเครื่องได้เป็นอย่างดีจึงใช้นิ้วเดียวกางกางหน้าจอใช้งานได้เลย

batt2

จากการทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยปิดไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด, ลดความสว่างหน้าจอให้ต่ำสุดและเปิดเสียงลำโพงเพียง 10% และตั้งโหมดตัวเครื่องเป็นแบบประหยัดพลังงานแล้วใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube นาน 30 นาที โปรแกรม BatteryMon ก็ได้ผลการทดสอบว่า Acer Swift Edge ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 8 ชั่วโมง 7 นาที ซึ่งใช้ได้ค่อนข้างนาน แต่ก็ยังไม่เกิน 10 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งโน๊ตบุ๊คบางเบาหลายๆ รุ่นทำได้ในปัจจุบันนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนสันนิษฐานว่าจุดที่ทำให้ Acer Swift Edge ใช้งานได้ 8 ชั่วโมง อาจเป็นเพราะพาเนล OLED ซึ่งใช้พลังงานเยอะกว่าพาเนล IPS ระดับหนึ่ง ดังนั้นเมื่อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ใช้งานได้นานระดับนี้ก็ถือว่านานพอสมควรแล้ว แต่ก็หวังว่าทาง Acer จะมีการอัพเกรดแบตเตอรี่ให้มีความจุมากขึ้นราว 75Wh ขึ้นไป จะใช้งานได้นานกว่านี้แน่นอน

แต่ Swift Edge นั้นมีพอร์ต USB-C 3.2 Gen 2 ที่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery และยังได้อแดปเตอร์ขนาด 65 วัตต์ ขนาดเล็กมาด้วย ก็ถือว่ายังพอชดเชยเรื่องเวลาใช้งานแบตเตอรี่ได้ระดับหนึ่ง ดังนั้น

Acer Swift Edge DSC00693

Acer Swift Edge DSC00708
Acer Swift Edge DSC00710
Acer Swift Edge DSC00694

ระบบระบายความร้อนของ Swift Edge จะมีฮีตไปป์หนึ่งเส้นพาดจากซีพียูตรงไปยังพัดลมโบลวเวอร์และฮีตซิ้งค์ซึ่งระบายความร้อนออกขอบบนของตัวเครื่อง ซึ่งเสียงตอนใช้งานตามปกตินั้นเบาไม่รบกวนหูเลยแม้แต่นิดเดียว ยกเว้นตอนปรับโหมดใช้ประสิทธิภาพตัวเครื่องสูงสุดแล้วรันโปรแกรมกินทรัพยากรตัวเครื่องจะได้ยินเสียงหวีดจากช่องพัดลมดังขึ้นมาเล็กน้อย

normal using temp
high temp

อุณหภูมิของซีพียูนั้นเมื่อวัดด้วย CPUID HWMonitor นั้น แม้จะไม่เห็นอุณหภูมิของซีพียูก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากอุณหภูมิของ SSD ที่เพิ่มจากเฉลี่ย 41 ไป 53 องศาเซลเซียสแล้ว ตัวซีพียูอาจจะมีความร้อนระดับหนึ่ง แต่ชุดระบายความร้อนยังจัดการได้อยู่ ส่วนอุณหภูมิตอนใช้งานจริงตามปกติ อย่างพิมพ์งานเอกสารหรือเปิดเว็บไซต์ Acer Swift Edge นั้นไม่มีอาการเครื่องร้อนขึ้นมาจนแตะใช้งานไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว สามารถใช้ทำงานต่อเนื่องได้สบายๆ อาจกล่าวได้ว่า Swift Edge นั้นคุมอุณหภูมิภายในเครื่องได้ดีมาก ตัวเครื่องเย็นตลอดเวลาจนไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนตอนใช้งานเลย

User Experience

Acer Swift Edge DSC007631

ถ้าถามว่าโน๊ตบุ๊คขนาดไหนเป็นไซซ์ที่ถูกใจผู้เขียน อย่างไรก็ต้อง 15.6 นิ้ว หรือไม่ก็ 16 นิ้ว แต่ในอดีตที่ผ่านมานั้นโน๊ตบุ๊คทั้งสองไซซ์นี้จะมีน้ำหนักมาก ส่วนโน๊ตบุ๊คจอ 14 นิ้ว แม้จะพกง่ายน้ำหนักเบาแต่จอก็กว้างไม่เต็มอิ่มนัก ทว่า Acer Swift Edge นั้นรวมเอาข้อดีที่หน้าจอใหญ่เต็มตากับน้ำหนักเบาสบายไหล่มาไว้ด้วยกัน มันจึงเป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ เพราะตัวเครื่องขนาด 16 นิ้ว แต่น้ำหนัก 1.17 กิโลกรัม สามารถหยิบใส่กระเป๋าเป้ที่ใส่โน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วไปไหนมาไหนได้สบาย จะติดอแดปเตอร์ไปด้วยหรือใช้แค่ปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์ก็ชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้แล้ว จะพกไปนั่งทำงานหรือเรียนก็ทำได้สบายๆ แถมพอร์ตเชื่อมต่อก็มาค่อนข้างครบครันอีกด้วย

ด้านประสิทธิภาพของ Swift Edge พอจับคู่กับซีพียู AMD Ryzen 6000 Series รุ่น AMD Ryzen 5 6600U แล้ว ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องประสิทธิภาพตอนทำงานอีกต่อไป เพราะจากที่ผู้เขียนทดลองใช้มาก็ไม่ผิดจากที่คิดเอาไว้ เพราะเมื่อใช้งานกับโปรแกรมทั่วไปอย่าง Microsoft Office Home & Student 2021 ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องหรือจะเปิดเบราเซอร์ทำงานบนเว็บแอพฯ ต่างๆ ก็ใช้งานได้ลื่นไหลไม่มีปัญหา ส่วนการตัดต่อแต่งภาพหรืองานศิลป์ต่างๆ ก็ทำได้ดีเพราะหน้าจอ OLED นั้นแสดงผลได้สีสันสวยคมชัดมาก ดังนั้นการให้สีหรือเลือกโทนรวมถึงการพรู้ฟสีงานอาร์ตก็ทำได้ดีมาก

โดยรวมแล้ว Swift Edge นั้นเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอใหญ่ที่น้ำหนักเบามาก พกพาสะดวกและได้พอร์ตใช้งานติดตั้งมาครบถ้วน วัสดุตัวเครื่องเป็นแม็กนีเซียมอัลลอยด์แข็งแรงทนทานไม่พอ ประสิทธิภาพมันก็ดีมากจนใช้ทำงานทั่วไปในปัจจุบันนี้ได้สบายๆ จะงานหนักงานเบาก็รันได้ไม่มีปัญหาและสเปคในเครื่องก็ใช้งานได้อย่างน้อยๆ 3-5 ปีอย่างแน่นอน และเมื่อมันอัพเกรด SSD, RAM เพิ่มได้ ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ใช้ได้นานขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จุดสังเกตที่แป้นคีย์บอร์ดเป็นแบบ Tenkeyless ไม่มีชุด Numpad และไม่มีช่อง MicroSD Card Reader ติดตั้งมาให้ก็เป็นจุดน่าเสียดายอยู่บ้าง แต่ถ้าใครใช้งานคีย์บอร์โน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้วจนชินก็ไม่เป็นปัญหานัก และ Card Reader ในปัจจุบันนี้ราคาก็ไม่แพง ซึ่งถ้าใครต้องใช้เมมโมรี่การ์ดบ่อยๆ ก็ซื้อตัวอ่านการ์ดมาติดกระเป๋าเอาไว้ก็ช่วยแก้ปัญหาได้แล้ว

Conclusion & Award

Acer Swift Edge DSC007651

Acer Swift Edge ถือเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาเครื่องใหญ่ ใส่ซีพียู AMD Ryzen 6000 Series รุ่นใหม่ล่าสุดมาให้ ใส่ฟีเจอร์ดีมาครบเครื่องทั้งหน้าจอ 16 นิ้ว พาเนล OLED ความละเอียด 4K WQUGA, เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือพร้อมพอร์ตใช้งานต่างๆ ติดตั้งมาครบเครื่องและน้ำหนักก็เบาเพียง 1.17 กิโลกรัม ดีกับผู้ใช้ที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหน ตอบโจทย์ยุคนี้ที่จะทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work From Anywhere) เป็นอย่างมาก

ส่วนประกอบสำคัญอีกอย่าง คือ ชิปรักษาความปลอดภัยขั้นสูง Microsoft Pluton Security Processor ซึ่ง Swift Edge นั้นเป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องแรกในประเทศไทยที่มีฟีเจอร์นี้ ช่วยรักษาความปลอดภัยไม่ให้ผู้ไม่หวังดีเจาะระบบเข้ามาขโมยข้อมูลได้อีกด้วย ถือเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่เหนือชั้นและทำงานได้สบายใจยิ่งกว่าเดิมมาก

หากยอมรับจุดสังเกตเล็กน้อยที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงไปข้างต้นได้ หรือไม่คิดว่ามันเป็นประเด็นตอนใช้งาน ก็กล่าวได้ว่า Swift Edge เป็นโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบาจอใหญ่ที่ดีมากและราคาต่อสเปคค่อนข้างสมเหตุสมผล หากใครอยากได้โน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมแต่ราคาอยู่ในระดับจับต้องได้ล่ะก็ Acer Swift Edge จัดเป็นรุ่นที่ดีจนไม่น่ามองข้ามเลย

award

NBS award 7 Design

best design

การดีไซน์ตัวเครื่องที่ดูสวยเรียบหรูและให้สีสวยงาม โดยเฉพาะสีขาว Flax White ที่เหลือบสีเป็นสีอื่นได้ด้วยจัดเป็นดีไซน์ที่ดึงดูดสายตา บอดี้แข็งแรงใช้โลหะแม็กนีเซียมอัลลอยด์นั้นจับแล้วแข็งแรงสัมผัสได้ความพรีเมี่ยม มีพอร์ตให้ใช้พร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออีก ถือว่าสวยเรียบง่ายและได้ฟังก์ชั่นใช้งานครบเครื่องมาก

 

NBS award 4 Mobility

best mobility

ตัวเครื่อง Swift Edge ขนาด 16 นิ้ว แต่น้ำหนัก 1.17 กิโลกรัมเป็นมิติตัวเครื่องในใจของใครหลายคน ยิ่งใครชอบพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนบ่อยๆ ก็ไม่หนักไหล่เกินไปและยังใส่กระเป๋าเป้สำหรับโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วได้สบายๆ ดังนั้นมันจึงพกพาได้สะดวกมาก

award new Durability

best durability

บอดี้ของ Acer Swift Edge เป็นโลหะแม็กนีเซียมอัลลอยด์ทั้งตัว ตั้งแต่ฝาหลัง, ตัวเครื่องและแม้แต่ด้านใต้เครื่อง จับแล้วแข็งแรงทนทานไม่รู้สึกว่าจะบีบแตกหรือหักได้ง่ายๆ จะพกไปไหนก็ไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะเกิดความเสียหายได้ง่ายๆ 

from:https://notebookspec.com/web/673136-review-acer-swift-edge-amd-ryzen-6000

รีวิว MSI Bravo 15 B5E สเปค AMD ล้วน! แรง เย็น ราคาเป็นมิตร ตัวท็อป 29,990 บาทเท่านั้น!!

MSI Bravo 15 B5E แดงทั้งเครื่อง แรงได้ที่ เย็นได้โล่ ราคาเบาถูกใจเกมเมอร์!

Share image Edit Name 1bravo15 1

หากพูดถึงตระกูลเกมมิ่งของ MSI แล้ว MSI Bravo 15 B5E นั้นเป็นอีกซีรี่ส์ซึ่งทางแบรนด์มังกรแดงทำสเปคมาเป็น AMD ล้วน โดยจับคู่ซีพียู Ryzen และการ์ดจอ Radeon ไว้ด้วยกัน เพื่อใช้ฟีเจอร์พิเศษอย่าง AMD SmartShift Max ฟังก์ชั่น Machine Learning ซึ่งระบบจะจัดสรรค่าวัตต์ให้ซีพียูและการ์ดจอตามเหมาะสมเพื่อรีดประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้นหรือเน้นประหยัดพลังงานก็ได้ และ AMD S.A.M. ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่ให้ซีพียูเชื่อมต่อตรงเข้ากับเมมโมรี่ของการ์ดจอเพื่อจัดการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองฟีเจอร์นี้เป็นฟังก์ชั่นเมื่อโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นๆ เป็น AMD ล้วนเท่านั้นอีกด้วย ซึ่งหากใครยังมีภาพจำที่ไม่ค่อยสวยงามกับโน๊ตบุ๊ค AMD ล้วนมาก่อนต้องขอให้ลบภาพนั้นทิ้งไปเลย เนื่องจากประสิทธิภาพของยุค AMD Ryzen นั้นดีขึ้นโดดเด่นชัดเจน เพียงแค่ติดตั้ง AMD Chipset Drivers และ AMD Radeon Graphics Drivers ที่เป็นเวอร์ชั่น WHQL ก็เพียงพอแล้ว

Advertisementavw

ส่วนฟีเจอร์เด่นซึ่งทางบริษัทเสริมเข้ามาให้ MSI Bravo 15 B5E ก็มีหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะระบบเสียง Nahimic by SteelSeries ซึ่งได้เสียงคุณภาพระดับ Hi-Res, Wi-Fi 6E ซึ่งเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้เร็วและเสถียรยิ่งขึ้น รวมทั้งออกแบบชุดระบายความร้อน MSI Cooler Boost ใหม่ให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้นกว่า MSI Bravo 15 รุ่นก่อนเป็นอย่างมาก ดังนั้นเจ้าของเครื่องก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนในเครื่องเลยแม้แต่น้อย

MSI Bravo 15 B5E

NBS Verdicts

MSI Bravo 15 NYX00548

MSI Bravo 15 B5E เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค AMD ล้วนรุ่นใหม่ซึ่งทาง MSI อัพเกรดภายในมาให้เยอะมากไม่ว่าจะระบบระบายความร้อน, การ์ดจอรุ่นใหม่ของ AMD Radeon รวมไปถึง Wi-Fi PCIe Card ใหม่ซึ่งต่ออินเตอร์เน็ต Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax ได้ และตั้งราคาเพียง 26,990 บาทในรุ่นเริ่มต้นและ 29,990 บาทในรุ่นสูงสุด ดังนั้นราคาจึงไม่แพงเกินไป เป็นมิตรต่อเกมเมอร์ที่เน้นความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก

ด้านรูปลักษณ์และบอดี้ตัวเครื่องแม้จะเหมือน MSI Bravo 15 รุ่นก่อนหน้าจนอาจเรียกว่ารุ่นนี้เป็นไมเนอร์เชนจ์ก็ได้ แต่บอดี้ตัวเครื่องก็ยังแข็งแรงและงานประกอบแน่นไม่มีอาการบอดี้หลวมเลย ส่วนพอร์ตสำหรับต่อเกมมิ่งเกียร์และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ก็มีมาครบถ้วนทั้ง USB-C, USB-A, HDMI, LAN ดังนั้นจะต่อจอแยกเล่นเกมที่บ้านหรือพกไปทำงานทั้งในออฟฟิศหรือออกนอกสถานที่ก็ไม่มีปัญหา นั่นเพราะมีฟีเจอร์ AMD SmartShift Max และ AMD S.A.M. มาเสริมให้ทำงานและจัดการพลังงานได้ดีกว่าเดิมมาก

แต่จุดสังเกตซึ่งผู้เขียนยังกังขาอยู่เกี่ยวกับ MSI Bravo 15 B5E เครื่องนี้มี 2 อย่างหลักๆ ได้แก่เสียงของพัดลมแม้เสียงจะเบาตอนใช้งานตามปกติ แต่หากเร่งรอบให้ระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้นเมื่อไหร่ เสียงก็จะดังขึ้นอย่างชัดเจน และอีกส่วนคือ แม้ทางผู้ผลิตจะให้ช่องแรมแบบ SO-DIMM มาถึง 2 ช่อง อัพเกรดความจุได้มากสุด 64GB ก็ตาม แต่มีช่องใส่ฮาร์ดดิสก์แบบ SSD ในเครื่องแค่ช่อง M.2 NVMe ช่องหลักเพียงอันเดียวเท่านั้น ไม่มีช่องเสริมหรือแม้แต่หัว 2.5″ SATA III ติดมาให้เลยแม้จะมีพื้นที่ในเครื่องพอใส่ก็ตาม ดังนั้นหวังว่าถ้ามีรุ่นย่อยอื่นๆ เสริมเข้ามา ก็อยากให้ทางบริษัทใส่อินเตอร์เฟส M.2 PCIe มาอีกสักช่องจะดีกว่า แต่หากไม่ซีเรียสเรื่องดังกล่าวอาจจะหา External HDD แบบ Game Drive มาต่อเสริมลงเกมไปก็พอแก้ปัญหานี้ได้ระดับหนึ่ง

ข้อดีของ MSI Bravo 15 B5E
  1. งานประกอบตัวเครื่องแข็งแรงและสวยงาม ดีไซน์จัดว่าเรียบร้อยซ่อนความเกมมิ่งไว้
  2. ขาบานพับหน้าจอกางได้แบนราบ 180 องศา ปรับองศาหน้าจอให้เข้ากับผู้ใช้ได้ง่าย
  3. สเปคตัวท็อปสุดราคา 29,990 บาท ได้ AMD Ryzen 7 5800H จัดว่าราคาคุ้มค่ามาก
  4. การ์ดจอ AMD Radeon RX 6500M ประสิทธิภาพดีใช้เล่นเกมในปัจจุบันได้ทุกเกม
  5. แบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่น ซึ่งใช้งานได้นานสุดราว 8 ชั่วโมงครึ่ง
  6. พัดลมโบลวเวอร์คู่, ชุดซิ้งค์, ฮีตไปป์และครีบระบายความร้อนในเครื่องจัดการอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี จะรันงานหรือเล่นเกมอยู่ก็ไม่ร้อนนัก
  7. รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ Wi-Fi 6E ซึ่งเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้เร็วและเสถียร
  8. อัพเกรดเพิ่มแรมได้มากสุด 64GB DDR4 โดยช่อง SO-DIMM x 2 ช่องในเครื่อง
  9. กดเปิดเป้าเล็งปืนบนหน้าจอ (Crosshair) ได้ ช่วยให้เกมเมอร์เล่นเกมได้สะดวกขึ้น
  10. ได้ฟีเจอร์ AMD SmartShift Max, AMD S.A.M. มาใช้งาน เร่งประสิทธิภาพตัวเครื่องให้ทำงานและเล่นเกมได้ดียิ่งขึ้น
ข้อสังเกตของ MSI Bravo 15 B5E
  1. มีช่อง M.2 NVMe SSD ช่องเดียว ไม่มีช่องอัพเกรดเพิ่มไดรฟ์เสริมภายในเครื่องเลย
  2. เสียงพัดลมระบายความร้อนตอนเร่งประสิทธิภาพเต็มส่งเสียงค่อนข้างดัง

รีวิว MSI Bravo 15

Specification

3 1

MSI Bravo 15 B5E เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นซีพียูและการ์ดจอ AMD ทั้งหมด ประสิทธิภาพดี พร้อมใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันได้สบายๆ เชื่อว่าจะถูกใจเกมเมอร์และแฟนคลับ AMD อย่างแน่นอน โดยรายละเอียดสเปคมีดังนี้

สเปคของ MSI Bravo 15 B5E
  • CPU : แยกเป็น 2 รุ่นย่อย ได้แก่
    • AMD Ryzen 5 5600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3-4.2GHz
    • AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4GHz
  • GPU : AMD Radeon RX 6500M แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200 MHz อัพเกรดได้สูงสุด 64GB
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 Gen 1 x 2, USB-C 3.2 Gen 1 x 1, HDMI รองรับการแสดงผลระดับ 4K 60Hz x 1, LAN RJ45 x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.35 กิโลกรัม
  • Price : แยกตามซีพียูที่ติดตั้งมาให้ในเครื่อง

Hardware & Design

MSI Bravo 15 NYX00499

MSI Bravo 15 NYX00529
MSI Bravo 15 NYX00530
MSI Bravo 15 NYX00550
MSI Bravo 15 NYX00533

ตัวเครื่อง MSI Bravo 15 B5E นี้ จะคงบอดี้ภายนอกเอาไว้เหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะหน้าตาเรียบง่าย ไม่หวือหวาจนดูเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเกินไป ดีไซน์ซึ่งสื่อความเป็นเกมมิ่งมีเพียงไม่กี่ส่วน ได้แก่ ขอบตัวเครื่องและหน้าจอดีไซน์ให้ตัดเฉียงเล็กน้อยไม่เรียบเป็นระนาบสี่เหลี่ยมแบบโน๊ตบุ๊คทั่วไป และมีไฟ LED Backlit สีแดงและติดสติ๊กเกอร์เอาไว้บริเวณที่พักข้อมือสองฝั่ง ได้แก่ สติ๊กเกอร์ AMD Ryzen และ Radeon ฝั่งซ้ายมือ ส่วนฝั่งขวาจาก MSI ไว้ชูฟีเจอร์เด่นของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ 

MSI Bravo 15 NYX00518

เหนือชุดแป้นคีย์บอร์ดจะมีช่องเจาะสำหรับดึงอากาศเย็นเข้าเจาะเอาไว้เป็น 3 ชุด เป็น 4, 8, 4 ช่อง ซึ่งไม่ใหญ่เกินไป แต่ก็ช่วยให้อากาศไหลเวียนในเครื่องได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้ความสวยงามเสริมด้วย แต่สังเกตว่าขอบของหน้าจอและตัวเครื่องจะมีระยะห่างเว้นจากกันเล็กน้อย นั่นเพราะทางผู้ผลิตดีไซน์ให้ MSI Bravo 15 B5E นี้สามารถกางได้กว้างยิ่งขึ้น

MSI Bravo 15 NYX00535

MSI Bravo 15 NYX00534
MSI Bravo 15 NYX00536
MSI Bravo 15 NYX00492

ขาบานพับหน้าจอของ MSI Bravo 15 B5E ถูกออกแบบให้อยู่นอกกรอบตัวเครื่อง ทำให้ผู้ใช้กางหน้าจอได้แบนราบ 180 องศา ดังนั้นจะวางบนโต๊ะทำงานหรือแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็กางหน้าจอให้เข้ากับมุมสายตาของผู้ใช้ได้สะดวก และก้านบานพับแข็งแรง ไม่มีอาการโยกคลอนเวลากางหน้าจอออกมาใช้ทำงานหรือเล่นเกมอย่างแน่นอน โดยฐานบานพับหน้าจอภายในเครื่องจะเป็นก้านเหล็กขันน็อตติดเอาไว้

MSI Bravo 15 NYX00539

ฝาหลังของ MSI Bravo 15 B5E จะมีลวดลายเหมือนปีกนกและติดโลโก้ Thunderbird อยู่ตรงกลางตำแหน่งเดียวกับโลโก้มังกรของ MSI รุ่นอื่นๆ ซึ่งโลโก้นก Thunderbird นั้นเป็นสัตว์ในตำนานของทวีปอเมริกาเหนือจะสื่อถึงพละกำลังและความแข็งแรง จัดว่ามีความหมายที่ดีไม่แพ้มังกรซึ่งผู้ใช้คุ้นเคยเลย ถัดลงมาด้านล่างจะเห็นช่องระบายความร้อนของพัดลมโบลวเวอร์ทั้ง 2 ช่องติดเอาไว้ด้วย

หากดูฝาหลังตัวเครื่องเทียบกับซีรี่ส์ใกล้เคียงกันอย่าง MSI GF63 Thin จะเห็นว่า MSI Bravo 15 B5E จะมีลวดลายมากกว่า ไม่เรียบเกินไปแล้วมีแค่โลโก้มังกรของ MSI อยู่ส่วนตรงกลางค่อนบนเพียงจุดเดียวเท่านั้น น่าจะถูกใจเกมเมอร์ที่ชอบเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหน้าตาเรียบร้อยแต่ดีไซน์ไม่เรียบง่ายเกินไป

MSI Bravo 15 NYX00473

ด้านใต้ตัวเครื่องมีช่องระบายความร้อนดีไซน์รังผึ้ง เจาะช่องนำอากาศเย็นเข้าเครื่องไว้ในส่วนของฮีตไปป์และพัดลมโบลวเวอร์ทั้งสองตัวภายในเครื่อง มีแถบยางกันลื่นและยกตัวเครื่องให้เหนือพื้นติดเอาไว้ 4 จุดแล้วล็อคเอาไว้ด้วยน็อตหัวแฉกแบบ Philip Head อีก 13 ดอก

โดยน็อตตัวที่ 2 ถัดจากน็อตบนสุดเป็นตัวสั้นกว่าน็อตตัวอื่น ดังนั้นเมื่อเปิดฝาอัพเกรดเครื่องควรแยกเป็นสัดส่วนเอาไว้จะได้ไขกลับเข้าที่ได้ถูกต้อง ส่วนน็อตอีกตัวจะซ่อนอยู่ใต้สติ๊กเกอร์ Factory Seal ตอนเปิดฝาอัพเกรดให้ขันออกด้วย

Screen & Speaker

MSI Bravo 15 NYX00506

MSI Bravo 15 NYX00508
MSI Bravo 15 NYX00507
MSI Bravo 15 NYX00509
MSI Bravo 15 NYX00563

หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มีค่า Refresh Rate สูงสุด 144Hz สามารถปรับลดค่า Refresh Rate ลงเหลือ 60Hz ได้ ส่วนมุมองศาการมองเห็นของจอนี้จะกว้าง 178 องศา โดยสีไม่เพี้ยนและไม่เกิดเงาขึ้นบนหน้าจอเลย ดังนั้นมองจากมุมไหนก็สามารถมองเห็นได้สะดวก ด้านกรอบหน้าจอส่วนบนจะมีกล้องเว็บแคมความละเอียด 720p กับไมโครโฟนอีก 2 ตัว ติดตั้งมาให้ใช้ประชุมงาน ส่วนขอบล่างของหน้าจอสกรีนโลโก้ MSI เอาไว้ ซึ่งการดีไซน์ให้กรอบจอฝั่งซ้ายและขวาบางลงเป็นพิเศษ ทำให้พื้นที่การแสดงผลมากขึ้นและเป็นตามที่โน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นเป็นในปัจจุบันนี้

MSI Bravo 15 NYX00551

ข้อดีของจอ MSI Bravo 15 B5E คือ ทาง MSI เสริมฟีเจอร์เปิดเป้าเล็งปืน (Crosshair) ค้างเอาไว้บนจอได้ ช่วยให้เวลาเล่นเกมแนว FPS สามารถเล็งเป้าหมายได้ง่าย ไม่ต้องห่วงว่าเกมนั้นๆ จะมีหรือไม่มีเป้าเล็งในเกมให้เล่น ส่วนวิธีการใช้งานแค่กด Fn+ลูกศรชี้ลง เพื่อเปิดหรือปิดเป้าเล็งนี้ได้เลย ซึ่งฟีเจอร์นี้มีติดมากับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คของ MSI บางรุ่นเท่านั้น

display 1

gamut 2
luminance 2

หน้าจอของ MSI Bravo 15 B5E เมื่อ Calibrate ด้วย DisplayCal 3 แล้ว ค่า Gamut coverage ซึ่งเป็นค่าขอบเขตสีจริงที่ตัวโปรแกรมและ Colorchecker ของ Calibrite วัดได้ จะอยู่ที่ 63.9% sRGB, 44.3% Adobe RGB, 45.5% DCI-P3 ส่วนค่า Gamut volume ซึ่งเป็นขอบเขตสีทั้งหมดโดยรวมซึ่งหน้าจอนี้แสดงได้จะอยู่ที่ 64.3% sRGB, 44.3% Adobe RGB, 45.6% DCI-P3 ค่าความเที่ยงตรงของสีบนจอ (Delta-E) เฉลี่ยอยู่ที่ 0.13~1.52 ซึ่งเมื่อ Delta-E <2 ก็ถือได้ว่าพาเนล IPS ของจอนี้ได้สีสันเที่ยงตรง แต่ก็ไม่กว้างระดับใช้พรู้ฟสีงานอาร์ตหรือใช้แต่งภาพทำงานแบบจริงจังได้ ทว่าหากใช้แต่งภาพอัพขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์คก็จัดว่าทำได้ดีไม่มีปัญหา

ความสว่างหน้าจอที่โปรแกรม DisplayCal 3 วัดได้ อยู่ที่ 276.70 cd/m2 ซึ่งถือว่าสว่างระดับพอใช้งานในห้องออฟฟิศได้อย่างแน่นอน ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้ปรับความสว่างไว้ราว 70% จะสว่างกำลังดีไม่จ้าจนเกินไป แต่ถ้าไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟหรือโดนแสงส่องสะท้อนหน้าจอจะปรับเอาไว้ 100% ก็สว่างพอสู้แสงแดดได้ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

MSI Bravo 15 NYX00479
MSI Bravo 15 NYX00475
MSI Bravo 15 NYX00483
MSI Bravo 15 NYX00484

ลำโพงกำลังขับ 2W x 2 ที่ติดตั้งมาให้เป็นลำโพงซึ่งได้ Nahimic by SteelSeries มาจูนเสียงให้ ได้เสียง Hi-Res คุณภาพและเนื้อเสียงของลำโพงนี้จะได้เสียงนักร้องและเสียงเครื่องดนตรีเป็นหลัก และโทนเสียงจะไปทางเสียงแหลมเสียส่วนใหญ่และเก็บรายละเอียดได้ค่อนข้างดี ส่วนโทนเสียงเบสจะพอมีแค่ซัพพอร์ตเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ได้ระดับหนึ่ง แรงปะทะไม่หนักแน่นนัก ซึ่งในแง่การเล่นเกมถือว่าไม่มีปัญหา แต่ถ้าเน้นดูหนังฟังเพลงแนะนำให้ต่อลำโพงแยกที่คุณภาพเสียงดีหนักแน่นขึ้นอีกนิดจะดีกว่า

Keyboard & Touchpad

MSI Bravo 15 NYX00517

MSI Bravo 15 NYX00513
MSI Bravo 15 NYX00514
MSI Bravo 15 NYX00519
MSI Bravo 15 NYX00523
MSI Bravo 15 NYX00521
MSI Bravo 15 NYX00522

คีย์บอร์ด Full-size ของ MSI Bravo 15 B5E ตัวนี้จะมีไฟ LED Backlit แบบปรับความสว่างได้และแสงไฟลอดตัวอักษรเป็นสีแดงด้วย จุดเด่นของคีย์บอร์ดนี้ สังเกตว่าทาง MSI ออกแบบให้ปุ่ม Ctrl กับ Shift ฝั่งซ้ายมือที่เกมเมอร์มักกดตอนเล่นเกมเป็นประจำมีความกว้างเท่ากัน ช่วยให้กดได้สะดวกแล้วนิ้วไม่ไหลไปกดโดนปุ่ม Windows ที่อยู่ข้างๆ กันได้

ด้าน Numpad ฝั่งขวามือจะมีขนาดเล็กกว่าปุ่มอื่นๆ เล็กน้อยและเซ็ตให้เลข 0 กับปุ่ม Enter จะเป็นปุ่มไซซ์เดียวกัน แต่ตัวปุ่ม Enter จะอยู่บรรทัดล่างสุดระดับเดียวกับปุ่มลูกศร ซึ่งตอนใช้งานจริงแม้จะมีปุ่มให้ใช้ครบถ้วนแต่เลย์เอ้าท์แตกต่างจาก Numpad ปกติจึงต้องปรับตัวสักนิดถึงจะใช้งานได้ถนัดมือ ส่วนปุ่ม Power ที่อยู่ถัดจากปุ่มเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์จะมีปุ่ม Power ติดเอาไว้ด้วย ซึ่งโอกาสกดพลาดไปโดนนั้นค่อนข้างน้อยทีเดียว หากไม่ได้กดตัวเลขบ่อยๆ ก็แทบไม่มีปัญหาเลย

ส่วนปุ่มฟังก์ชั่นพิเศษบนแป้นคีย์บอร์ด จะมี Function Lock ตรงปุ่ม Esc, ปุ่ม Play/Pause ตรงลูกศรซ้าย, ปุ่มปิดหน้าจอซึ่งรวมเอาไว้กับลูกศรขวามือ, ลูกศรขึ้นเป็นใช้ปรับเร่งรอบพัดลมและกดลูกศรลงใช้เปิดเป้าเล็ง Crosshair สำหรับใช้เล็งปืนตอนเล่นเกมได้ง่ายยิ่งขึ้น

MSI Bravo 15 NYX00527

Function Hotkey ตรงปุ่ม F1~F11 ของ MSI Bravo 15 B5E จะเป็นคีย์ลัดทั่วไปของโน๊ตบุ๊คสายทำงานเป็นหลัก ไม่มีฟังก์ชั่นเกมมิ่งติดมาให้ใช้โดยมีคีย์ลัดดังนี้

  • F1~F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4 – ปิด/เปิดทัชแพด
  • F5 – ปิด/เปิดไมโครโฟน
  • F6 – ปิด/เปิดเว็บแคม
  • F7 – เรียกโปรแกรม MSI Center
  • F8 – ปรับความสว่างไฟ LED Backlit
  • F9~F10 – ลด/เพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F11 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและเสริม

หากสังเกตจะเห็นว่า Function Hotkey ที่ F1~F11 นั้น จะไม่มีคีย์ลัดเฉพาะสำหรับการเล่นเกม อย่างปุ่ม Windows Lock ที่ต้องเปิดหรือปิดใน MSI Center เท่านั้น ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคีย์ลัดนั้นจะเซ็ตเอาไว้กับปุ่ม F12 ก็ยังดี นอกจากนี้หากทาง MSI เสริมฟีเจอร์เกมมิ่งอื่นๆ อย่างการตั้งค่าปุ่มมาโครหรือเปิดให้เซ็ตปุ่ม F12 ได้โดยอิสระใน MSI Center คิดว่าจะมีประโยชน์ต่อเกมเมอร์ยิ่งกว่านี้แน่นอน

MSI Bravo 15 NYX00528

ทัชแพดของ MSI Bravo 15 B5E จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก โดยขอบทั้งสองฝั่งของทัชแพดจะอยู่กึ่งกลางของปุ่ม Alt ทั้งสองปุ่มพอดี ซึ่งสามารถลากนิ้วไปมาระหว่างขอบหน้าจอสองฝั่งได้และรองรับ Gesture Control ของ Windows 11 ครบถ้วน และตอนเล่นเกมยังกดล็อคการทำงานได้โดย Fn+F4 ได้ด้วย ดังนั้นทัชแพดของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จึงใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

Connector / Thin & Weight

MSI Bravo 15 NYX00537
MSI Bravo 15 NYX00538

พอร์ตการเชื่อมต่อของ MSI Bravo 15 B5E จะติดตั้งพอร์ตต่างๆ เอาไว้ทั้งสองฝั่งของตัวเครื่องโดยแยกพอร์ตดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – ช่องต่ออแดปเตอร์, USB-A 3.2 Gen 1, USB 2.0
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – Audio combo, USB-A 3.2 Gen 1, USB-C 3.2 Gen 1, HDMI รองรับการแสดงผล 4K 60Hz, LAN RJ45
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2

ซึ่งพอร์ตของ MSI Bravo 15 จัดว่าได้มาครบเครื่องแต่จะเน้นหนักที่ฝั่งขวามือเป็นหลัก ส่วนฝั่งซ้ายมือคาดว่าเอาไว้ต่ออุปกรณ์เสริมอย่างเมาส์หรือ External Harddisk แบบ Game Drive มากกว่า แต่ต้องถือว่าทางผู้ผลิตให้พอร์ตใช้งานมาครบถ้วนพร้อมใช้งานทีเดียว

ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 6E นั้นถือว่าเกินความคาดหมายของผู้เขียนไปมาก นั่นเพราะเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ราคาไม่เกิน 30,000 บาท ณ ช่วงปลายปี 2022 นี้ หลายๆ รุ่นยังเป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax อยู่ ไม่ได้เป็น Wi-Fi 6E เช่น MSI Bravo 15 B5E นี้ ดังนั้นการที่ MSI ให้ Wi-Fi PCIe Card นี้มา ต้องถือว่าทางบริษัทก็ใจกว้างทีเดียว

MSI Bravo 15 NYX00468

MSI Bravo 15 NYX00471
MSI Bravo 15 NYX00470

น้ำหนักของ MSI Bravo 15 B5E ที่ทางบริษัทเคลมเอาไว้หน้าสเปคอยู่ที่ 2.35 กิโลกรัม แต่พอชั่งดูแล้ว เครื่องนี้จะหนักเพียง 2.24 กิโลกรัม พอรวมกับอแดปเตอร์หนัก 499 กรัมแล้ว น้ำหนักทั้งหมดของเครื่องนี้อยู่ที่ 2.74 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักโดยรวมทั้งหมดนี้ก็หนักอยู่ระดับหนึ่ง

ในแง่การพกพา มิติตัวเครื่องของ MSI Bravo 15 นี้จะหนากว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปเล็กน้อย ดังนั้นกระเป๋าเป้สำหรับโน๊ตบุ๊ค 15.6 นิ้วบางใบอาจใส่แล้วขอบเครื่องรั้งมุมกระเป๋าได้ หากจะซื้อเป้ใบอื่นนอกจากที่ทาง MSI แถมมาให้ในกล่องบรรจุผลิตภัณฑ์ล่ะก็ แนะนำให้เอาเครื่องไปทาบเช็คดูว่าเป้ใบนั้นกว้างพอหรือไม่

Inside & Upgrade

MSI Bravo 15 NYX00486

MSI Bravo 15 NYX00474
MSI Bravo 15 NYX00493
MSI Bravo 15 NYX00494
MSI Bravo 15 NYX00496

ภายในเครื่องเมื่อขันน็อต Philip Head ทั้ง 13 ดอกออกมาแล้ว ก็เอาการ์ดแข็งไล่ขอบเพื่อเปิดฝาเครื่องได้เลย แต่ส่วนที่ผู้เขียนแนะนำให้ระวังคือกรอบตัวเครื่องส่วนบน เมื่อไล่ขอบจนหมดให้จับเครื่องแล้วดันกรอบขึ้นบนเพื่อสไลด์กรอบเครื่องออก จะปลดล็อคได้ง่ายและเขี้ยวล็อคไม่พัง

อย่างไรก็ตาม บนเมนบอร์ดของ MSI Bravo 15 B5E จะมีสล็อตแรม SO-DIMM อยู่ 2 ช่อง ซ้อนกันสองชั้นจึงไม่กินพื้นที่บนบอร์ดมาก แต่ที่น่าเสียดายคือ ช่อง M.2 NVMe SSD มีแต่ช่องหลักเพียง 1 ช่องเท่านั้น ไม่มีช่องเสริมหรือแม้แต่ช่อง 2.5″ SATA III SSD ก็ไม่มีให้ใช้ ดังนั้นโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จึงอัพเกรดได้แต่แรมที่รองรับสูงสุด 64GB DDR4 เท่านั้น ส่วนพื้นที่ติดตั้งเกมให้ซื้อ External HDD แบบ Game Drive มาต่อเครื่องแทนดีกว่า

Performance & Software

cpu 2

mb 2
ram1

ซีพียูของ MSI Bravo 15 B5E เป็น AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4GHz ซึ่งรองรับชุดคำสั่งพื้นฐานสำหรับใช้ทำงานครบถ้วน เป็นสถาปัตยกรรม 7nm FinFET มีค่า TDP 45 วัตต์ ซึ่งประสิทธิภาพนั้นสามารถใช้ทำงานและเล่นเกมต่างๆ ในปัจจุบันนี้ได้อย่างแน่นอน

อินเตอร์เฟสสำหรับเชื่อมต่อ M.2 NVMe SSD บนเมนบอร์ดจะเป็น PCIe 3.0 x4 โดยมี SSD ติดตั้งมาจากโรงงานที่ 512GB สามารถอัพเกรดความจุเป็น 1TB ได้ ส่วนแรมบนเมนบอร์ดมีอยู่ 2 ช่อง รองรับการอัพเกรดสูงสุด 64GB DDR4 บัส 3200MHz ทีเดียว จัดว่ารองรับเยอะ จะซื้อไว้เล่นเกมหรือใช้ทำงานตัดต่อแต่งภาพก็ได้

integrated gpu 1
discrete gpu

การ์ดจอของ MSI Bravo 15 นอกจาก AMD Radeon Graphics ที่ติดมาในซีพียู AMD Ryzen แล้ว จะมี AMD Radeon RX 6500M พร้อมแรม 4GB GDDR6 ซึ่งประสิทธิภาพของการ์ดจอนี้ถือว่าทำงานได้ดีทีเดียว รองรับ DirectX 12 รวมทั้งชุดคำสั่งต่างๆ ค่อนข้างครบถ้วน ได้แก่ OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan, Ray Tracing ครบถ้วน ใช้ทั้งทำงานและเล่นเกมได้ดีแน่นอน

dvmgr

พาร์ทภายในตัวเครื่องเมื่อเช็คผ่าน Device Manager จะมีพาร์ทต่างๆ ติดตั้งมาให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะ AMD PSP 10.0 และ TPM 2.0 สำหรับรักษาความปลอดภัยข้อมูล มี Wi-Fi PCIe Card รหัส AMD RZ608 ซึ่งเป็นการ์ด Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ในตัว ขนาดตัวการ์ดอยู่ที่ M.2 2230 ซึ่ง RZ608 นี้ทาง AMD พัฒนาร่วมกับทาง MediaTek บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนคอมชั้นนำของโลก ดังนั้นประสิทธิภาพนั้นไว้ใจได้

ssd 2

M.2 NVMe SSD ใน MSI Bravo 15 B5E เมื่อเช็คแล้วเป็นรุ่น Samsung MZVLQ512HBLU-00B00 หรือ Samsung PM991a เมื่อเช็คสเปคจากหน้าเว็บไซต์แล้ว SSD นี้จะใช้อินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 ความเร็ว Sequential Read 3,100 MB/s และ Sequential Write 1,800 MB/s พอทดสอบด้วย CrystalDiskMark 8 ก็ได้ความเร็ว Sequential Read 3,111.69 MB/s และ Sequential Write 1,866.87 MB/s ซึ่งเร็วตรงตามหน้าสเปคที่เคลมเอาไว้

ด้านความเร็วรับส่งข้อมูลของ Samsung PM991a นั้นจัดว่าเร็วทีเดียว แต่ Sequential Write นั้นอาจจะไม่สูงมาก ดังนั้นถ้ามีแผนอัพเกรดไดรฟ์ให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น แนะนำให้เปลี่ยนเป็น WD Black SN750 SE, Samsung 980 หรือเป็น Transcend MTE220S ความจุ 1TB ก็ได้ ความเร็วตอนโหลดโปรแกรมทำงานหรือเล่นเกมจะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

r15 2
r20 2

เมื่อทดสอบการเรนเดอร์ 3D CG ด้วย CINEBENCH R15 จะได้คะแนน OpenGL 160.17 fps และ CPU ได้ 2130 cb นั่นหมายความว่า MSI Bravo 15 B5E นั้นสามารถใช้เรนเดอร์และเปิดตัวอย่างโมเดลสามมิติได้อย่างไหลลื่นแน่นอน ส่วนพลังการประมวลผลของคอร์ซีพียูที่ทดสอบด้วย CINEBENCH R20 แล้ว ได้คะแนน 4,942 pts การันตีได้เลยว่า AMD Ryzen และการ์ดจอ AMD Radeon นั้น ใช้ทำงานได้ดีอย่างแน่นอน

3dmark 2

ผลการทดสอบเล่นเกมด้วย 3DMark Time Spy นั้นได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4,583 คะแนน แยกเป็น CPU Score 7,760 คะแนน และ Graphics score 4,275 คะแนน กล่าวคือ MSI Bravo 15 B5E เครื่องนี้ใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปี 2022 ได้ไหลลื่นทุกเกมอย่างแน่นอน

ความแรงของการ์ดจอ AMD Radeon RX 6500M ตัวนี้ เมื่อเทียบกับ NVIDIA GeForce RTX 3050 ที่ติดตั้งอยู่ใน MSI GF63 Thin ซึ่งได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ จะเห็นว่า Graphics score นั้นทำคะแนนได้ไล่เลี่ยกัน จึงสรุปได้ว่า MSI Bravo 15 B5E เครื่องนี้ประสิทธิภาพดีไม่แพ้กัน อยู่ที่รสนิยมของผู้ใช้แต่ละคนว่าชื่นชอบ AMD ล้วนพร้อมฟีเจอร์ AMD SmartShift Max และ AMD S.A.M. หรือต้องการการ์ดจอฝั่ง NVIDIA มากกว่ากัน

pcmark10 2

แง่การทำงานก็ถือว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้กัน เมื่อทดสอบด้วย PCMark 10 แล้ว MSI Bravo 15 ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 5,891 คะแนน ซึ่งถือว่าสูงมาก สามารถใช้ทำงานต่างๆ ได้ไหลลื่นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเปิดโปรแกรม, เบราเซอร์, ประชุมออนไลน์หรือทำงานเอกสารก็ทำได้ดีไม่มีปัญหา ส่วนงานตัดต่อแต่งภาพหรือวิดีโอก็ทำงานได้ดีอย่างแน่นอน ทว่าจุดที่ AMD Radeon RX 6500M อาจจะทำงานได้ไม่สู้ NVIDIA GeForce RTX 3050 นั้นจะเป็นงานตัดต่อวิดีโอเท่านั้น แต่ถ้าไม่ได้เน้นเรื่องตัดต่อวิดีโอก็ไม่ต้องซีเรียสเรื่องนี้เลย

Screenshot 2022 10 27 160438

ในแง่ของการเล่นเกม ต้องถือว่า MSI Bravo 15 B5E นั้นเล่นเกมฟอร์มยักษ์บนจอความละเอียด 1080p ได้อย่างไหลลื่น ยิ่งถ้าเกมไหนใช้เอนจิ้นที่เอื้อทาง AMD อย่าง Resident Evil Village ล่ะก็ การ์ดจอ Radeon RX 6500M ก็สามารถรีดเฟรมเรทออกมาได้สูงและทำเฟรมเรทเฉลี่ยได้ไหลลื่นอีกด้วย ส่วนเกมอื่นๆ ไม่ว่าจะ Horizon Zero Dawn หรือจะ Apex Legends ก็เล่นได้สบายๆ อย่างแน่นอน

ทว่าจุดสังเกตของ Red Dead Redemption 2 ที่แม้ทางผู้พัฒนาจะเพิ่ม AMD FSR 2.0 มาให้แล้วก็ตาม แต่พลังการเรนเดอร์ของการ์ดจอแยกอย่างเดียวก็ถือว่าเหลือเฟือ แต่ถ้าเปิดฟังก์ชั่นนี้ไว้ระดับ Balance ก็จะได้เฟรมเรทเพิ่มขึ้นและได้ภาพที่ต่อเนื่องด้วย ทว่า Forza Horizon 5 จะแตกต่างไป เพราะเกมนี้ใช้แรมการ์ดจอเยอะมากจนแรม 4GB GDDR6 ที่ติดมาไม่พอใช้งานอย่างแน่นอน หากต้องการเล่นให้ภาพลื่นไหลไม่เกิดอาการภาพกระตุกควรปรับกราฟิกไว้ระดับ Medium แล้วดันกราฟิคบางตัวขึ้นเป็น High จะดีที่สุด

main

smart priority
general settings
feature set

โปรแกรม MSI Center ใน MSI Bravo 15 B5E จะเป็นโปรแกรมตั้งค่า, มอนิเตอร์, ช่วยอัพเดทเฟิร์มแวร์และไดรเวอร์ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่เสมอ ส่วนฟังก์ชั่นสำหรับการเล่นเกม จะมีคำสั่ง Smart Priority รวมถึงโหมด Extreme Performance สำหรับเร่งประสิทธิภาพตอนเล่นเกมให้ลื่นไหลยิ่งขึ้นก็ได้ เป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์และทำงานได้ดีทีเดียว

Battery & Heat & Noise

MSI Bravo 15 NYX00485

แบตเตอรี่ใน MSI Bravo 15 B5E มีความจุแบบ Typical Capacity อยู่ 53.5Wh (4,700mAh) ส่วน Rated Capacity อยู่ที่ 52Wh (4,562mAh) ต้องถือว่ามีความจุไล่เลี่ยกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น ณ ปัจจุบันนี้ โดยตัวแบตเตอรี่ถูกเซ็ตเอาไว้ชิดกับลำโพงฝั่งขวามือ ส่วนฝั่งซ้ายเป็นพื้นที่ว่างซึ่งมีขนาดพอจะใส่ 2.5″ SATA III SSD ได้ 1 ชิ้นพอดี แต่ไม่มีหัวอินเตอร์เฟส SATA III ติดตั้งมาให้ ถ้าหาก MSI ใส่อินเตอร์เฟสนี้มาให้ ก็น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานกว่านี้แน่นอน

battery

ส่วนระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ เมื่อลดความสว่างต่ำสุด, ปิดไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ดและเปิดเสียงลำโพงดังเพียง 10% และเปิดโหมดประหยัดพลังงานแล้วดูคลิปบน YouTube ด้วย Microsoft Edge นาน 30 นาที จะเห็นว่า AMD SmartShift Max ของ MSI Bravo 15 บริหารจัดการพลังงานได้ดี ใช้งานได้ได้นาน 8 ชม. 25 นาที ก็ถือว่าน่าประทับใจมาก เนื่องจากเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น ณ ตอนนี้ เมื่อถอดปลั๊กใช้แบตเตอรี่ในเครื่องแล้วจะใช้งานได้นานสุดเฉลี่ย 6~7 ชม. เท่านั้น แต่ Bravo 15 กลับทำได้นานกว่าที่คิดเอาไว้ทีเดียว

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ทำให้ MSI Bravo 15 B5E ทั้งทำงานและจัดการพลังงานแบตเตอรี่ได้ดี คือ การอัพเดท AMD Chipset Drivers ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด จะช่วยให้ตัวเครื่องจัดการแบตเตอรี่, ทำงานและเล่นเกมได้ดียิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน

MSI Bravo 15 NYX00488

MSI Bravo 15 NYX00490
MSI Bravo 15 NYX00489
MSI Bravo 15 NYX00491
MSI Bravo 15 NYX00497
MSI Bravo 15 NYX00545
MSI Bravo 15 NYX00547

ระบบระบายความร้อน Cooler Boost ของ MSI Bravo 15 B5E นี้ ทางบริษัทออกแบบให้ฮีตไปป์ทั้ง 3 เส้นนำความร้อนจากซิ้งค์ที่มีหน้าสัมผัสใหญ่และปิดทั่วทั้งซีพียูและการ์ดจอแล้วนำความร้อนออกไปยังพัดลมโบลวเวอร์และครีบระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี โดยลมจะเป่าออกฝั่งซ้ายและด้านหลังของตัวเครื่องรวม 3 ช่องด้วยกัน 

heat 2

อุณหภูมิภายใน MSI Bravo 15 B5E นั้นจัดว่าน่าประทับใจมาก ซึ่งผลการทดสอบด้วย CPUID HWMonitor นี้ผู้เขียนได้รันโปรแกรม Benchmark เพื่อเร่งความร้อนให้สูงสุดแล้วและเปิดเช็คดูอุณหภูมิในตัวเครื่องแล้ว แต่อุณหภูมิทั้ง Package ของ AMD Ryzen 7 5800H ในตัวเครื่องนั้นเฉลี่ย 52 องศา มีอุณหภูมิอยู่ที่ 35~67 องศาเซลเซียสเท่านั้น ต้องถือว่าระบบระบายความร้อน Cooler Boost และการทำฮีตซิ้งค์ให้มีหน้าสัมผัสใหญ่ ก็สามารถดึงความร้อนของซีพียูและการ์ดจอออกมาได้ดีมาก

User Experience

MSI Bravo 15 NYX00557

จุดน่าประทับใจของ MSI Bravo 15 B5E นั้น ต้องยกเรื่องประสิทธิภาพและการจัดการอุณหภูมิภายในเครื่องได้เป็นอย่างดี ตอนที่ผู้เขียนทดลองเล่นเกมต่อเนื่องราว 2 ชั่วโมงในอุณหภูมิห้อง ไม่เปิดแอร์ดู ก็ไม่มีอาการตัวเครื่องร้อนจนจับเครื่องไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียวและประสิทธิภาพของตัวเครื่องก็ลดลงไปแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นกล่าวได้ว่า MSI Bravo 15 B5E นั้นเย็นตลอดเวลา ไม่มีปัญหาว่าเครื่องร้อนแม้แต่นิดเดียว

ด้านการเล่นเกม ผู้เขียนเชื่อว่าเกมเมอร์อาจไม่คุ้นชื่อการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6500M นัก แต่จริงๆ แล้วการ์ดจอแยกรุ่นนี้สามารถเล่นเกมต่างๆ ในปัจจุบันบนจอ Full HD ได้สบายๆ ซึ่งพอผู้เขียนลองนำไปเล่นเกมแล้วปรับกราฟิคสูงสุดก็สามารถเล่นได้สบายๆ แต่ยกเว้นบางเกมที่กินแรมการ์ดจอหนักๆ ก็แนะนำให้เริ่มปรับกราฟิคระดับ Medium ก่อนแล้วค่อยไล่การตั้งค่าบางตัวขึ้นเป็น High จะได้ภาพที่สวยและเกมเพลย์ที่ลื่นไหลแน่นอน

ส่วนการพกเครื่องไปทำงานนอกสถานที่ตามร้านกาแฟหรือยกเข้าห้องประชุมก็ไม่ต้องกังวล จากการทดสอบแล้วแบตเตอรี่ของ MSI Bravo 15 นั้นใช้งานต่อเนื่องได้ 8 ชั่วโมงครึ่ง จัดว่าใช้ได้นานโดยพอควร ดังนั้นถ้าใครเอาโน๊ตบุ๊คไปเข้าห้องเรียนหรือประชุมก็ไม่ต้องกังวลว่าจะอยู่ได้ไม่จบวัน อย่างมากอาจจะเตรียมอแดปเตอร์เอาไว้กรณีต้องเอาเครื่องไปพรีเซนต์งานแล้วต้องใช้การ์ดจอแยกนำเสนองานให้ลูกค้าดู กรณีนั้นค่อยเตรียมอแดปเตอร์ติดกระเป๋าไปก็ได้

จุดสำคัญที่ผู้เขียนพบเมื่อทดสอบเครื่องนี้อยู่ ถ้าใช้ทำงานเอกสารหรือเปิดเว็บทำงานถือว่าแรม 8GB DDR4 เดิมๆ ในเครื่องยังพอใช้ทำงานได้ แต่ถ้าเน้นเล่นเกมเมื่อไหร่แนะนำให้อัพเกรดแรมไป 16~32GB DDR4 จะดีที่สุด โดยเฉพาะเกมเมอร์ควรเพิ่มแรมไป 16GB ขึ้นไปจะดีที่สุด

Conclusion & Award

MSI Bravo 15 NYX00549

MSI Bravo 15 B5E ในสายตาของผู้เขียนถือเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์จาก MSI Bravo 15 รุ่นก่อนที่ใช้ AMD Ryzen 7 4000 Series กับ AMD Radeon RX 5500M ให้เป็นซีรี่ส์รุ่นใหม่สุด ทำให้เล่นเกมและทำงานหนักได้ดีขึ้นมาก แม้จะซื้อเป็นรุ่นเริ่มต้นซีพียู AMD Ryzen 5 5600H ราคา 26,990 บาท แล้วเอาส่วนต่างมาจ่ายอัพเกรดแรมก็สมเหตุผลเหมือนกัน แต่ถ้าใครต้องการคอร์และเธรดเผื่อเอาไว้รันงานหนักๆ จะขยับมารุ่น AMD Ryzen 7 5800H ราคา 29,990 บาทก็ดี ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ที่งบประมาณและโจทย์การใช้งานของแต่ละคนว่าพร้อมจ่ายเท่าไหร่

ด้านดีไซน์นั้นก็ยังคงเรียบร้อยอยู่แต่ก็แฝงลายเส้นที่ดูเกมมิ่งเอาไว้ ทำให้เกมเมอร์ที่ชอบ AMD เป็นทุนเดิมแล้วอยากได้โน๊ตบุ๊ค AMD ล้วน สเปคแรงและพกไปทำงานหรือเข้าเลคเชอร์ได้โดยไม่เคอะเขินเกินไปก็น่าจะชอบเครื่องนี้ ประกอบกับราคาตัวท็อปไม่เกิน 30,000 บาทเข้าไปด้วย เชื่อว่าเกมเมอร์ชาวไทยน่าจะยอมรับราคาระดับนี้ได้แน่นอน

award

award new Battery Life

best battery life

แบตเตอรี่ของ MSI Bravo 15 รุ่นใหม่นี้ เมื่อประกอบกับฟีเจอร์ AMD SmartShift Max แล้ว ก็ใช้งานต่อเนื่องได้นาน 8 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งนานจนไม่ต้องกังวลว่าแบตฯ จะหมดระหว่างวันก็ได้ นับว่าทนใช้ได้นานกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในระดับราคาใกล้เคียงกันหลายๆ รุ่น

award new Design

best design

MSI Bravo 15 นี้ นอกจากดีไซน์ภายนอกจะดูเรียบร้อยแต่แฝงความเท่ดุดันเอาไว้ในตัว ก็ยังลบคำสบประมาทว่าโน๊ตบุ๊ค MSI ร้อน ไปได้อย่างหมดจด ด้วยการออกแบบระบบระบายความร้อนที่ดีเช่นนี้ จะใช้งานต่อเนื่องทั้งวันก็ไม่มีปัญหา

from:https://notebookspec.com/web/672554-review-msi-bravo-15-b5e

[รีวิว] Dell Latitude 7330: Notebook ทำงาน บาง เบา ทนทาน ตอบโจทย์การประชุมด้วยกล้องคมชัดและ AI เพิ่มคุณภาพเสียง ด้วยขุมพลังจาก Intel vPro® platform

ในปี 2022 นี้ Dell ก็ได้เปิดตัว Dell Latitude ซีรีส์ใหม่สำหรับตอบโจทย์ภาคธุรกิจองค์กรที่ต้องการเครื่อง Notebook สำหรับรองรับการใช้ทำงานประชุมงานได้อย่างมั่นใจ โดยในครั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai และ ADPT.news ได้รับเครื่อง Dell Latitude 7330 มารีวิวกัน โดยมีความโดดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

  • ตัวเครื่องขนาดเล็กที่มีจอ 13 นิ้ว น้ำหนักเบาเพียง 1.13 กิโลกรัม พกพาไปใช้ทำงานได้อย่างสะดวกสบาย
  • CPU Intel® Core™ i5-1240U processor พร้อม 16GB RAM และ 256GB SSD ประสิทธิภาพสูง ใช้Windows 11 Pro ได้อย่างคล่องตัว
  • กล้องความคมชัด 1080p รองรับการใช้งานในห้องที่ไฟน้อยได้ ประชุมงานได้ตลอดเวลา
  • ไมโครโฟนพร้อม AI จาก Dell Optimizer ช่วยตัดเสียงระบบต่างๆ ระหว่างประชุมได้เป็นอย่างดี
  • Packaging และตัวเครื่องที่ให้ความสำคัญต่อการใช้วัสดุ Recycle ตอบโจทย์เป้าหมายด้านความยั่งยืนของธุรกิจ

สำหรับรีวิวฉบับเต็ม สามารถรับชมได้ดังนี้ครับ

Dell Latitude 7330: Notebookทำงานระดับพรีเมี่ยมตอบทุกโจทย์การทำงานได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน

Credit : Dell

Dell Latitude 7330 นี้ถูกวางตัวมาให้เป็น Notebook หน้าจอ 13 นิ้วสำหรับตลาดภาคธุรกิจในระดับพรีเมี่ยม ที่ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ดูดี บางเบา รวดเร็ว ทนทาน และรองรับการใช้ลูกเล่นใหม่ๆ ทางด้าน AI จาก Dell ได้อย่างรอบด้าน โดยสามารถเลือกวัสดุภายนอกได้ด้วยกันถึง 3 แบบ ได้แก่

  • Carbon Fiber Reinforced น้ำหนักเริ่มต้น 1.13 กิโลกรัม
  • Magnesium Alloy น้ำหนักเริ่มต้น 0.967 กิโลกรัม
  • Aluminum Titan Grey น้ำหนักเริ่มต้น 1.21 กิโลกรัม

ส่วนสเป็คของ Hardware ภายใน Dell Latitude 7330 ก็ยังคงเปิดให้เราเลือกปรับแต่งได้ตามต้องการอย่างหลากหลาย ดังนี้

  • CPU: เลือกได้ระหว่าง
    • 12th Gen Intel® Core™ i5-1235U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1245U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1265U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
    • 12th Gen Intel® Core™ i7-1255U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.70 GHz)
  • RAM: 8-32GB DDR4 3200MHz
  • SSD: PCIe NVMe Gen4 x4 SSD ขนาด 256GB – 1TB เลือกออปชัน Self-Encrypting ได้
  • GPU: Intel® Iris® Xe Graphics
  • Display: 13.3-inch, FHD 1920 x 1080, 60 Hz, anti-glare เลือกได้ระหว่าง Touch และ Non-Touch
  • Network: Intel® AX211, 2×2 MIMO, 2.40 Gbps, 2.40 GHz/6 GHz, Wi-Fi 6E (WiFi 802.11ax), Bluetooth® 5.2 (onboard) สามารถเพิ่มออปชัน LTE ได้
  • Audio: Stereo speakers with Waves MaxxAudio® Pro, 2 W x 2 = 4 W total, 2 Noise Canceling Microphones, Intelligent Audio with Neural Noise Cancellation
  • Camera: เลือกได้ระหว่าง 2.7 mm 720p at 30 fps HD RGB webcam, 6 mm 720p at 30 fps HD RGB webcam, 3.25 mm 1080p at 30 fps FHD RGB+IR webcam with Human Presence Detection and ALS, 6 mm 1080p at 30 fps FHD RGB+IR webcam with Human Presence Detection and ALS สามารถเลื่อนเปิดปิดกล้องได้
  • OS: เลือกได้ระหว่าง Windows 11 Pro 64-bit, Windows 11 Home 64-bit, Windows 10 Pro 64-bit, Windows 10 Home 64-bit, Ubuntu® Linux® 21.04 LTS 64-bit
Credit : Dell

ตอบโจทย์การบริหารจัดการมากขึ้นด้วย Intel vPro® platform

จุดที่น่าสนใจในส่วนของ CPU นั้นก็คือการเปิดให้เราเลือกใช้ 12th Gen Intel® Core™ processors รุ่นที่รองรับ Intel vPro® platform สำหรับใช้ในการบริหารจัดการผ่าน Software ระดับองค์กรได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็ถือว่าสอดคล้องกับทิศทางของ Intel® ที่จะผลักดันด้านการบริหารจัดการ PC, Notebook ด้วย Intel vPro® platform ให้มีการใช้งานมากขึ้นในภาคธุรกิจองค์กร โดยทุกรุ่นที่มีให้เลือกนี้จะเป็นรุ่น 10 Cores / 12 Threads ทั้งหมด จุดต่างที่เหลือจึงมีแค่ประเด็นด้านความเร็ว และฟีเจอร์จาก Intel® เท่านั้นส่วนทางด้าน RAM, SSD, GPU ก็ถือว่ามาตรฐาน สามารถเลือกได้หลายออปชันอย่างที่ผ่านมา

รองรับ Wi-Fi 6E เพิ่ม LTE ได้

สำหรับ Wi-Fi รุ่นนี้ก็รองรับได้ถึง Wi-Fi 6E และ Bluetooth 5.2 เรียกได้ว่ารองรับมาตรฐานใหม่ล่าสุด ใช้งานได้อีกหลายปีสอดคล้องไปกับการลงทุนอัปเกรด Wi-Fi ในองค์กรอย่างแน่นอน และยังมีออปชัน LTE ให้เสริมสำหรับองค์กรที่ต้องการปรับการทำงานไปสู่ Hybrid Work อย่างเต็มตัว ให้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อ Internet ได้จากทุกที่ทุกเวลา

นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับความสามารถในการทำ Network Optimization หลายส่วน ทั้งการจัดลำดับความสำคัญ App ประชุมให้สูงขึ้นเพื่อให้การประชุมเป็นไปได้อย่างลื่นไหล การรองรับการเชื่อมต่อ LAN/WLAN พร้อมกันได้เพื่อให้เครือข่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น

พร้อมประชุมงานด้วยกล้องและเสียงคุณภาพสูง

จุดที่ถือว่าทำมาได้ดีขึ้นกว่าในอดีตมากสำหรับ Dell Latitude 7330 รุ่นนี้ก็คือเรื่องของเสียงและกล้อง ที่ปรับมาให้ตอบโจทย์การประชุมงานเป็นหลักเลย ด้วยไมโครโฟนแบบ Noise Canceling 2 ชุด พร้อม AI ที่ช่วยตัดเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี และกล้องที่อัปเกรดได้ถึง 1080p พร้อมความสามารถ Human Presence Detection สำหรับนำมาใช้เป็นลูกเล่นใหม่ๆ ทางด้าน AI ภายในเครื่อง

พอร์ตครบ พร้อมใช้งาน

1. USB Type-C Thunderbolt™ 4.0 with Power Delivery & DisplayPort 1.4

2. USB 3.2 Gen 1 with PowerShare

3. HDMI 2.0

4. Wedge Shaped Lock slot

5. USB Type-C Thunderbolt™ 4.0 with Power Delivery & DisplayPort 1.4

6. Universal Audio Jack

7. Contacted Smart Card Reader (optional)

ตัวเครื่องรุ่นนี้ถือว่าให้พอร์ตมาไม่เยอะมากนัก แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานเบื้องต้นได้อย่างครบถ้วน รองรับการต่อ Dock เพิ่มเติมสำหรับเพิ่มพอร์ตและต่อจอได้อย่างสะดวก โดยสามารถเชื่อมต่อจอได้ทั้งทาง USB-C และ HDMI 2.0

ตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วยวัสดุ Recycle

ถือเป็นอีกไฮไลท์ของ Dell Latitude 7330 เลยกับการนำวัสดุ Recycle มาใช้ในตัวเครื่องให้มากที่สุด ตั้งแต่ตัวหีบห่อบรรจุเครื่องที่เลือกใช้ 100% Recycled หรือ Renewable ให้สามารถนำกลับไปแปรรูปใช้ซ้ำได้, การใช้ 39% Bio-based Rubber ใต้เครื่อง, การใช้ 50% Recycled Plastic ใน Battery Frame, การใช้ 35% Recycled Plastic ที่บริเวณแป้นวางมือ และสำหรับรุ่น Carbon Fiber ก็มีการใช้ 18% Recycled Carbon Fiber ตรงฝาด้วย เรียกได้ว่าจับไปตรงไหนก็ใช้วัสดุ Recycle มาแทบทั้งนั้น

เช่นเคย ประกันที่มากับตัวเครื่องก็ยังคงเป็นแบบ 3 ปี Onsite ทั่วประเทศไทยตามสไตล์ของ Dell ที่ให้ความสำคัญเรื่องบริการหลังการขายเป็นอย่างดี

แกะกล่อง ทดลองใช้งานของจริง

ตัวกล่องของ Dell Latitude 7330 จะระบุว่าใช้วัสดุ Recycle ทั้งหมด ซึ่งในระหว่างที่เปิดออกมานั้นก็ไม่มีส่วนใดที่เป็นพลาสติกเลย จะเน้นการใช้กระดาษเป็นหลัก โดยภายในกล่องก็จะมีตัวเครื่องและสายชาร์จ พร้อมคู่มือพื้นฐานให้เราครับ

ตัวเครื่องถือว่าทำน้ำหนักมาได้ดีมากเพียงแค่ 1.13 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่มีน้ำหนักสูงที่สุดในบรรดา Option ทั้งหมดที่มีให้เลือกแล้วสำหรับเครื่องรุ่นนี้ ถือว่าเบามากๆ ยกมือเดียวได้สบายๆ ง่ายต่อการพกพาไปใช้นอกสถานที่ และด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กสำหรับจอ 13 นิ้ว ก็ถือเป็นขนาดที่ดีมากๆ

ตัวบอดี้แบบ Carbon Fiber เองก็ให้สัมผัสดีที่ ลายตารางหลังเครื่องเองก็ทำให้รู้สึกว่าไม่จำเจกับ Dell Latitude ในรุ่นก่อนๆ อีกทั้งยังมีการเคลือบมาให้ผิวภายนอกเรียบเนียน ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยม และยังมีการผสมวัสดุ Recycle เข้ามาทำให้มี Story ที่น่าสนใจ

Keyboard และ Track Pad ถือว่าวาง Layout มาได้กำลังดี ไม่เล็กจนเกินไป พิมพ์สนุกมือ แต่ Track Pad มีการเปลี่ยนไปจากรุ่นก่อนๆ ให้มีความลื่นมากขึ้นพอสมควร ดังนั้นใครที่ใช้ Dell Latitude มาจนชินมือก็อาจต้องปรับตัวเล็กน้อยครับในจุดนี้

ในส่วนของสายชาร์จเองก็ใช้สายขนาดที่เล็กลงและอ่อนลง ทำให้สามารถม้วนเก็บสายได้ง่ายขึ้น และใช้งานจริงได้ง่ายกว่าเดิมมาก โดยพอร์ตชาร์จจะเป็น USB-C เพื่อให้เครื่องมีขนาดบางเบา

สำหรับการเปิดเครื่องนั้นก็ไม่ถึงกับเปิดปุ๊บติดปั๊บ เพราะจะมีส่วนของ Dell ที่เช็คการทำงานของ Hardware ส่วนต่างๆ และความมั่นคงปลอดภัยก่อนเล็กน้อย แต่ก็ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีสำหรับการเปิดครั้งแรก หลังจากนั้นก็แทบไม่ต้องปิดเครื่องอีกเลย ซึ่งก็จะทำให้การเปิดหน้าจอปุ๊บตัวเครื่องก็แทบจะพร้อมใช้งานได้ทันที เป็นประสบการณ์การทำงานที่คล่องตัว

ตัวเครื่อง Dell Latitude 7330 ที่ได้มารีวิวในครั้งนี้จะมีสเป็คดังนี้

  • CPU: Intel vPro® with 12th Gen Intel® Core™ i5-1245U processor (12 MB cache, 10 cores, 12 threads, up to 4.40 GHz)
  • RAM: 16GB ((อัปเกรดได้สูงสุด 32GB)
  • SSD: 256GB (อัปเกรดได้สูงสุด 1TB)
  • GPU: Intel® Iris® Xᵉ graphics
  • Network: Wi-Fi 6
  • OS: Windows 11 Pro

การใช้งานโดยรวมถือว่ารวดเร็วว่องไวไม่ติดขัดอะไร การอัปเดตระบบปฎิบัติการตาม Patch ต่างๆ ก็ทำได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนการเปิดคลิป 4K นั้นก็สามารถทำได้อย่างลื่นไหล และกินทรัพยากรของ CPU, GPU น้อยกว่า Dell Latitude รุ่นก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ทางด้านงานประมวลผล 2D ด้วย CAD นั้นก็สามารถทำได้สบายๆ แบบแทบไม่เปลือง CPU เลยสำหรับงานเล็กๆ

ส่วนงาน 3D ที่ต้องมีการแสดงผลปรับเปลี่ยนมุมของวัตถุนั้นก็สามารถทำได้ดีกว่าเดิมมากทีเดียว โดยใน Dell Latitude รุ่นก่อนๆ นั้น GPU จะพุ่งถึง 100% เป็นช่วงๆ ทุกครั้งที่วัตถุจะมีการเปลี่ยนมุมมอง แต่ใน Dell Latitude 7330 เครื่องนี้ GPU จะพุ่งถึง 100% เป็นแค่ช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆ ใช้น้อยลงเรื่อยๆ ครับ

Dell Optimizerกับลูกเล่นใหม่ๆ มากมาย

Dell Optimizer คือเครื่องมือในการปรับแต่งการทำงานของเครื่องเบื้องต้นเพื่อให้ Dell Latitude สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานได้ โดย Dell ก็ได้พัฒนา Dell Optimizer ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีต พร้อมมีการเสริม AI ใหม่ๆ เพื่อช่วยสร้างประสบการณ์ในการใช้งานที่ดี โดยการเปิดใช้งานความสามารถเหล่านี้จะแทบไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องเลย เพราะการใช้ Intel® Core™ i5-1245U processor และ Intel® Iris® Xᵉ graphics นั้นมีประสิทธิภาพที่สูงพอสำหรับการประมวลผลด้าน AI เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ใน Dell Optimizer รุ่นล่าสุดบน Dell Latitude 7330 นี้ จะมีลูกเล่นที่น่าสนใจ ดังนี้

สำหรับในหมวด Applications นั้นยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก โดยเราสามารถเลือกให้ AI ทำการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งาน Application ต่างๆ ของเราและทำ Performance Tuning ให้เราได้โดยอัตโนมัติ แต่ส่วนที่เพิ่มมาคือคำสั่ง Prioritize Foreground Applicationsที่เราเลือกได้ว่าถ้าเราเปิดใช้งาน App ไหนเป็นหน้าต่างบนสุด Dell จะทำการจองทรัพยากรให้กับ App นั้นๆ เป็นอันดับต้นๆ เพื่อให้ประสบการณ์การทำงานของเราดีที่สุดอยู่เสมอ ก็เหมาะกับคนที่เปิดใช้งานหลาย App แล้วสลับหน้าต่างไปมา แต่อาจจะไม่สลับบ่อยมากนักครับ

ถัดมาในส่วนของ Audio ก็ถือว่าน่าประทับใจมากๆ กับความสามารถในการลดเสียงรบกวนด้วย AI อย่าง Remove My Background Noise สำหรับตัดเสียงพื้นหลัง เช่น เสียงเพลง เสียงกระทบกันของวัตถุต่างๆ รอบตัว ทำให้สามารถประชุมงานในพื้นที่สาธารณะได้โดยเสียงเงียบเหมือนประชุมในห้องส่วนตัว และ Remove Others’ Background Noise สำหรับใช้ในกรณีที่ในห้องทำงานมีคนนั่งทำงานด้วยกันหลายคน ประชุมกันหลายคน ระบบก็จะตัดเสียงของคนอื่นรอบตัวออกไปให้ครับ ทำให้เสียงประชุมไม่ตีกันเอง ส่วน 3D Audio อันนี้ต้องสารภาพตรงๆ ว่าทีมรีวิวไม่ได้มีหูฟังที่ดีนักสำหรับใช้ทดสอบความสามารถนี้ จากที่ทดสอบดูเลยไม่รู้สึกต่างมาก แต่สำหรับ Audio Device Pop-Up ถือเป็นอีกความสามารถที่ประทับใจมากๆ เพราะที่ผ่านมาเวลาใช้ Dell Latitude แล้วมีการเสียบหูฟังเข้าไป ระบบจะมีหน้าต่างขึ้นมาให้เราเลือกทุกครั้งว่าอุปกรณ์นั้นเป็นอุปกรณ์ใด เพื่อให้ระบบสามารถปรับแต่งการทำงานให้เหมาะสมได้ แต่หลายๆ ครั้งบางทีการใช้งานของเราก็เป็นแค่การเสียบหูฟังธรรมดาจะได้ประชุมแบบเงียบๆ ได้เท่านั้น การมีหน้าต่างขึ้นมาให้ต้องเลือกทุกครั้งก็ถือว่ากวนใจอยู่ไม่น้อย คราวนี้ใน Dell Optimizer ก็เลยมีให้เราเลือกเปิดปิดหน้าต่างนั้นได้ ทำให้การใช้งานสะดวกขึ้นมากทีเดียวครับ

ในฝั่งของ Network ก็ถือว่ามีลูกเล่นที่น่าสนใจเช่นกัน อย่างเช่น Simultaneous Data Transfer ที่สามารถเชื่อมต่อ LAN และ WLAN และทำการ Upload/Download จากทั้งสองการเชื่อมต่อพร้อมๆ กันได้ ทำให้ประสิทธิภาพของเครือข่ายดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่วน Conference Bandwidth Performance ก็จะทำการจอง Network Bandwidth เอาไว้สำหรับ App ประชุมโดยเฉพาะเพื่อให้ภาพและเสียงไม่กระตุก ใช้งานได้จริงในระดับหนึ่ง และสุดท้ายก็คือ Automatic Network Switching ที่เราสามารถเลือก List ของ Network ที่เราจะให้ Dell Latitude ทำการเชื่อมต่อเอาไว้ได้กลุ่มหนึ่ง ช่วยให้การจัดการด้านการเชื่อมต่อ Wi-Fi มีความชัดเจนมากกว่าการใช้งานเมนูปกติบน Windows ได้ดีขึ้นครับ

สำหรับเมนู Power นั้นก็จะเปิดให้เราทำการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานของ Dell Latitude ได้ด้วยตนเอง เช่น Adaptive Battery Performanceที่จะให้ AI ปรับการใช้พลังงานของเราให้สอดคล้องกับ App ที่เราใช้งานโดยอัตโนมัติ เพื่อยืดอายุการใช้ Battery ในแต่ละวันให้คงทนยาวนานยิ่งขึ้น Dynamic Charge Policyปรับพฤติกรรมการชาร์จไฟและใช้ไฟในกรณีที่เสียบสาย เพื่อถนอมอายุของ Battery ให้เสื่อมช้าลง Thermal Managementปรับระบบระบายอากาศในเครื่องให้เหมาะกับความต้องการของเรา เช่น ต้องการให้เครื่องทำงานเงียบๆ หรือให้เครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพ และสุดท้าย เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้ระบบทำการชาร์จไฟหรือใช้ไฟในช่วงเวลากี่โมงบ้างของแต่ละวัน เพื่อให้ถึงแม้จะยังเสียบสายอยู่ ระบบก็จะผลัดไปใช้พลังงานจาก Battery บ้างจะได้สมดุล เป็นต้นครับ

ทางด้าน Presence Detection จะเป็นการปรับแต่ง AI ที่ใช้กับกล้องของเราให้เครื่องมีความชาญฉลาดมากขึ้นครับ อย่างเช่น Onlooker Detection ก็จะใช้กล้องวิเคราะห์ว่ากำลังมีคนแอบมองจอของเราจากข้างหลังหรือเปล่า และถ้าพบว่ามีคนแอบมองอยู่ จอก็จะปรับไปเป็นแบบนี้ครับ

ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนมาแอบมองจอแล้วเห็นข้อความหรือเนื้อหาที่อาจเป็นความลับทางธุรกิจนั่นเอง ซึ่งเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะให้หน้าจอนี้แสดงขึ้นมาเองเลย หรือมีแจ้งเตือนก่อน และสามารถสั่ง Snooze ได้เผื่อกรณีที่เราให้เพื่อนร่วมงานมาดูจอทำงานด้วยกัน ก็ปิดการทำงานของฟังก์ชันนี้ชั่วคราวได้ตามระยะเวลาที่เราต้องการครับ

ส่วน Look Away Detectก็จะใช้กล้องตรวจว่าเราไม่ได้มองหน้าจออยู่หรือไม่ ถ้าเราไม่ได้มองหน้าจออยู่จริงๆ ระบบก็จะหรี่ความสว่างหน้าจอลง เพื่อช่วยประหยัดพลังงานให้ ในขณะที่ Walk Away Lockระบบจะตรวจว่าเราไม่ได้อยู่ที่หน้าเครื่องต่อเนื่องเป็นเวลาที่กำหนดหรือไม่ ถ้าใช่ ระบบจะทำการ Lock เครื่องให้อัตโนมัติเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีบุคคลอื่นแอบมาใช้เครื่องของเรา รวมถึงเรายังเลือกได้ด้วยว่าจะเปิดใช้ความสามารถ Presence Detection นี้ในระหว่างที่เชื่อมต่อจอนอกสำหรับการนำเสนออยู่หรือไม่ เพราะบางครั้งในการนำเสนองาน เราก็อาจจะไปยืนอยู่ข้างจอนอกที่เชื่อมต่อแทนนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าการนำ AI มาประยุกต์ใช้เสริมการทำงานนี้จะทำให้ตัวเครื่องมีลูกเล่นที่หลากหลายขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งบางความสามารถก็อาจจะเหมาะกับงานบางประเภท และบางความสามารถก็อาจจะไม่เหมาะกับงานบางประเภท ดังนั้นใน Dell Optimizer จึงเปิดให้เราเลือกปรับแต่งการใช้งานแต่ละความสามารถได้ตามต้องการ ซึ่งผู้ใช้งาน Dell Latitude ทุกท่านก็ควรต้องทำการเรียนรู้เบื้องต้นและเลือกเปิดปิดความสามารถให้ตอบโจทย์กับการทำงานของแต่ละคนด้วยตนเองครับ

กล้อง 1080p ที่คมชัดมากยิ่งกว่าเดิม และใช้งานในที่แสงน้อยได้

อีกส่วนหนึ่งที่ดีขึ้นมากก็คือการใช้กล้อง 1080p สำหรับการประชุม โดยกล้องสามารถเปิดใช้งานในที่แสงน้อยได้ อย่างเช่นในภาพทดสอบนี้ทำการทดสอบในช่วงเวลากลางคืน โดยมีไฟเพียงแค่หลอดเดียวจากเพดาน ถ้าเป็นกล้องจากรุ่นเก่าๆ ภาพจะมืดกว่านี้มากครับ

นอกจากนี้หากมีการเปิดใช้งานไมโครโฟน เช่น ประชุมงาน หรือบันทึกเสียง ระบบก็จะมีหน้าต่างแจ้งเตือนด้วยว่าตอนนี้ AI สำหรับปรับแต่งเสียงกำลังทำงานอยู่ เผื่อบางกรณีเราอาจจะอยากไปปรับให้ AI มันเหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เราใช้ได้นั่นเองครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  • บอดี้เครื่องให้สัมผัสที่ดีมากๆ เมื่อเทียบกับรุ่นที่เป็น Carbon Fiber ก่อนหน้า ให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก และยังใช้วัสดุ Recycle หลายส่วน ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนให้กับโลกได้
  •  สเป็คเครื่องที่ให้มาถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะ Intel® Core™ i5-1245U processor และIntel® Iris® Xᵉ graphics ที่สามารถใช้ได้ทั้งการทำงานทั่วไป การเปิดคลิป 4K และการทำงานกับงานออกแบบ 2D, 3D เบื้องต้น ที่ CPU และ GPU ยังคงเหลือทรัพยากรสำหรับรองรับงานอื่นได้อยู่พอสมควร
  • Keyboard ยังคงพิมพ์สนุกและใช้งานง่ายมากๆ อาจมีจุดต่างจากรุ่นก่อนๆ บ้าง แต่โดยรวมคือแทบไม่ต้องปรับตัวเลยในการใช้งาน
  • กล้องที่มีความคมชัดมากถึง 1080p และทำงานได้ในสภาวะที่แสงน้อย ใช้งานได้ดีทั้งในการประชุมงานและการอัดคลิปแบบง่ายๆ
  • Dell Optimizer มีลูกเล่นใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานหลายส่วนมาก เช่น การจัดการกรณีที่มีคนมาแอบมองหน้าจอ, การจัดการ AI ตัดเสียงรบกวน, การจัดการพฤติกรรมของระบบเมื่อมีการเสียบหูฟัง, การจัดการด้านการเชื่อมต่อ Wi-Fi เฉพาะวง SSID ที่ต้องการได้อย่างเป็นระบบและการจัดลำดับความสำคัญในการรับส่งข้อมูลสำหรับ App ต่างๆ ซึ่งช่วยให้ประสบการณ์การใช้งานดีขึ้นจริง แต่อาจต้องลองใช้งานให้เข้าใจการทำงานในส่วนนี้ด้วย

ข้อเสีย

  • มีการเปิดเครื่องอัตโนมัติแทบทุกครั้งที่มีการเปิดฝาเครื่องและการเดินผ่านหน้าเครื่อง ต้องปรับตัวเล็กน้อยให้ชินในการใช้งาน
  • Trackpad ลื่นกว่ารุ่นก่อนหน้ามากๆ ในหลายๆ ครั้งก็ช่วยให้สะดวกและทำงานได้เร็วขึ้น แต่หลายครั้งก็เร็วเกินไปจนทำให้เกิดอาการคลิกพลาดได้บ้าง ต้องปรับตัวในการใช้งานให้ชินพอสมควร แต่โดยรวมก็เป็นสัมผัสที่ดี
  • Port ที่ให้มาน้อย และไม่มีช่อง LAN แลกกับการที่ได้เครื่องบางเบามาใช้งาน
  • ตัวเครื่องร้อนบ้างเมื่อใช้งานหนักๆ บริเวณใต้เครื่องส่วนมุมซ้ายบน ถ้าวางบนตักอาจจะไม่ไหว แต่ถ้าใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหาเลย และเครื่องก็ทำงานได้เงียบมาก

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dell.com/en-th/work/shop/laptops-2-in-1-pcs/latitude-7330-laptop-or-2-in-1/spd/latitude-13-7330-2-in-1-laptop   

สนใจ Dell Latitudeติดต่อทีมงานDell ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งาน Dell Latitude หรือโซลูชันอื่นๆ จาก Dell สามารถติดต่อทีมงาน Dell Technologies ประจำประเทศไทยได้ที่ E-mail: DellTechnologies@kkudos.com โทร 090-949-0823 (คุณวศิน)

from:https://www.techtalkthai.com/review-dell-latitude-7330-notebook-x-intel-vpro-platform/

รีวิว Acer Aspire Vero Intel Gen 12 บอดี้รักษ์โลก สเปคดีคนทำงานรัก ผ่านมาตรฐาน Intel Evo ด้วย!

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 รุ่นใหม่ พกง่าย ใช้ดี แบตอึดสุดๆ แถมยังรักษ์โลก ครบเครื่อง!!

Share image Edit Name 3vero 1

แม้โน๊ตบุ๊คจะเป็นสินค้าที่ไม่ได้รักษ์โลกนัก เพราะขั้นตอนการผลิตและวัสดุที่เลือกมาประกอบเครื่องก็ก่อขยะในโลกนี้แล้ว แต่ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 นั้นตรงกันข้าม เพราะสินค้าตระกูล Vero จากทาง Acer จะเน้นใช้วัสดุและกรรมวิธีการผลิตที่รักษาสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น ได้แก่ การใช้พลาสติก PCR (Post-Consumer Recycled Plastic) เป็นส่วนประกอบของตัวเครื่อง ซึ่งผสมรวมกับบอดี้ตัวเครื่อง 30% และคีย์แคปอีก 50% รวมทั้งทัชแพด OceanGlass ที่ทำจากขยะพลาสติกในทะเล ทำให้กระบวนการผลิต Acer Aspire Vero Intel Gen 12 นั้นสร้างขยะน้อยลงยิ่งกว่าเดิม

Advertisementavw

ถัดมา Acer ยังไม่ทำสีตัวเครื่องเพื่อลดผลกระทบของ VOC (Volatile Organic Compound) หรือสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย ซึ่งถ้าใช้งานตอนอากาศร้อนมากๆ แล้วสีอาจระเหยออกจากตัวเครื่องแล้วส่งผลเสียต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ทางบริษัทยังใช้น็อตแบบมาตรฐานซึ่งผู้ใช้สามารถถอดเปิดฝาอัพเกรดเครื่องได้ง่าย นอกจากนี้กล่องบรรจุสินค้าก็ยังนำมารีไซเคิลได้มากกว่า 90% ไม่ว่าจะพับกล่องบรรจุเครื่องเป็นแท่นวางโน๊ตบุ๊ค, กระดาษห่ออแดปเตอร์ที่พับเป็นขาตั้งโน๊ตบุ๊คได้ รวมไปถึงซองใส่โน๊ตบุ๊คก็ผลิตจากโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 100% ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริมเยอะ ลดปริมาณขยะที่พ่วงมากับผลิตภัณฑ์ลงไปได้

ส่วนของสเปค Acer Aspire Vero Intel Gen 12 ทางบริษัทก็ตั้งใจให้ลูกค้ายังใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปอีกหลายๆ ปี ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ เพื่อสร้างขยะ ดังนั้นทางผู้ผลิตจึงใช้น็อตแบบมาตรฐาน ให้เจ้าของเครื่องเปิดฝาอัพเกรดได้ด้วยตัวเองแล้วใส่สเปคและฟีเจอร์จากโรงงานมาให้ตอบโจทย์คนทำงาน ทั้งได้รับการรับรอง Intel Evo, มีพอร์ต Thunderbolt 4, หน้าจอขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E คลื่น 6GHz ซึ่งรับส่งข้อมูลได้เร็วและเสถียร รวมทั้ง Acer VeroSense ซอฟท์แวร์ปรับโหมดการจัดการพลังงานให้ใช้งานได้นานยิ่งขึ้นและยังปลอดภัยเพราะมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้อีกด้วย

Acer Aspire Vero Intel Gen 12

NBS Verdicts

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00149

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 เป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานซึ่งดีไซน์เน้นความรักษ์โลกมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่วัสดุที่เลือกมาประกอบตัวเครื่องไปจนกล่องสินค้าซึ่งนำมารีไซเคิลได้มากถึง 90% ช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ และทางบริษัทยังนำพลาสติก PCR มาผสมกับตัวเครื่อง Aspire Vero เพื่อลดปริมาณการใช้พลาสติกใหม่และการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย ซึ่งถ้าใครต้องการมีส่วนร่วมและช่วยลดขยะบนโลกใบนี้แล้วจะหันมาใช้ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 ก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน

ประสิทธิภาพการทำงานก็ดีแบบไม่ต้องกังวล เพราะ Aspire Vero รุ่นนี้ได้รับการรับรอง Intel Evo ช่วยการันตีประสิทธิภาพว่ามันใช้งานต่อเนื่องได้นาน, รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 กับพอร์ต Thunderbolt 4 รวมทั้งเปิดเครื่องสแตนบายใช้งานได้เร็วทันใจ ยิ่งไปกว่านั้นทาง Acer ยังติดตั้ง Windows 11 Home พร้อม Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้จากโรงงาน เปิดเครื่องมาใช้งานได้ทันทีและยังมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดมาตรงแป้นทัชแพดอีกด้วย ช่วยรักษาความปลอดภัยให้ผู้ใช้อุ่นใจยิ่งขึ้นไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาใช้เครื่องของเราโดยพลการอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จุดสังเกตของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 เครื่องที่ได้รับมารีวิวนั้นใช้แรมเป็นออนบอร์ด ความจุ 16GB DDR4 บัส 3200MHz แต่ไม่มีช่องแรมแบบ SO-DIMM ให้ผู้ใช้ใส่แรมเพิ่มได้ด้วยตัวเองและยังมีช่อง M.2 NVMe SSD เพียงช่องหลักช่องเดียวเท่านั้น ซึ่งถ้าต้องการอัพเกรดหรือถอดเปลี่ยนไดรฟ์เก่าที่เสื่อมสภาพแล้ว ก็ต้องถอดเปลี่ยนกับอันเก่าเท่านั้น แต่ถ้ารุ่นจัดจำหน่ายในประเทศไทยมีช่องแรม SO-DIMM และ M.2 NVMe SSD เพิ่มมาอีกอย่างละช่อง ก็จะดีต่อผู้ใช้เพราะสามารถอัพเกรดให้ตัวเครื่องมีประสิทธิภาพดีขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องบ่อยก็ได้

อีกอย่างที่น่ากังขา คือทาง Acer ยังติดตั้งช่องอแดปเตอร์หัวเข็มแบบเก่ามาบนตัวเครื่อง แต่ให้อแดปเตอร์แบบหัว USB-C มาในกล่อง ซึ่งดูขัดกันและคิดว่าทางบริษัทน่าตัดพอร์ตนี้ทิ้งไปหรือให้เป็น Thunderbolt 4 x 2 ช่องไปเลยจะดีกว่า หรือถ้ามองในมุมกลับกัน ทาง Acer อาจจะให้ไว้เพื่อเป็นพอร์ตเสริมเผื่อให้ต่ออแดปเตอร์รุ่นเก่าของทาง Acer ก็เป็นไปได้

ข้อดีของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12
  1. ดีไซน์และบอดี้ตัวเครื่องแข็งแรง ใช้วัสดุรีไซเคิลช่วยลดการสร้างขยะพลาสติก
  2. สันตัวเครื่องส่วนล่างของหน้าจอดีไซน์ให้ยกตัวเครื่องขึ้น ช่วยให้วางมือพิมพ์งานสะดวก
  3. บรรจุภัณฑ์เป็นวัสดุรีไซเคิล สามารถประยุกต์เป็นแท่นวางหรือซองใส่โน๊ตบุ๊คได้ทั้งหมด
  4. ติดตั้ง Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021 มาจากโรงงาน
  5. มีพอร์ต Thunderbolt 4 ติดตั้งมาให้จากโรงงาน ใช้ต่อหน้าจอหรือชาร์จแบตเตอรี่ก็ได้
  6. ได้รับการรับรอง Intel Evo การันตีว่าทำงานได้ดีและใช้งานได้นานหลายชั่วโมงแน่นอน
  7. รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E คลื่น 6GHz รับส่งข้อมูลได้เร็วและเสถียร
  8. หน้าจอขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB ใช้แต่งภาพหรือพรู้ฟสีงานอาร์ตได้อย่างแน่นอน
  9. ติดตั้งซีพียู Intel Core i7-1255U มาให้ ประสิทธิภาพการทำงานและจัดการพลังงานดี
  10. แบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 12 ชั่วโมง ไม่ต้องกังวลเมื่อไปทำงานนอกสถานที่
  11. ติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ใช้ปลดล็อคเครื่องได้ปลอดภัยและสะดวกขึ้น
  12. ตัวเครื่องขนาด 15.6 นิ้วแต่น้ำหนักราว 1.4 กิโลกรัมเท่านั้น พกพาสะดวกไม่หนักมาก
ข้อสังเกตของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12
  1. แรมเป็นออนบอร์ดอัพเกรดได้เฉพาะ M.2 NVMe SSD ต้องรอดูโมเดลขายไทยอีกครั้ง
  2. มีช่องต่ออแดปเตอร์แบบหัวเข็มแถมมาทั้งที่อแดปเตอร์ในกล่องเป็น USB-C หากเป็นไปได้น่าเปลี่ยนช่องอแดปเตอร์แบบเก่าเป็น Thunderbolt 4

รีวิว Acer Aspire Vero Intel Gen 12

Specification

verospec

Acer Aspire Vero AV15-52-79Z9 เป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ในตระกูล Aspire Vero ที่อัพเกรดซีพียูเป็น Intel Gen 12 แล้ว ทำให้ประสิทธิภาพตอนทำงานดีขึ้นแต่ก็ประหยัดพลังงานด้วย จึงสามารถใช้งานต่อเนื่องได้เกิน 10 ชั่วโมงทีเดียว โดยมีรายละเอียดดังนี้

สเปคของ ACER ASPIRE VERO AV15-52-79Z9
  • CPU : Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB อัพเกรดได้ถึง 1TB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1 รองรับ Thunderbolt 4, HDMI 2.1 x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 1080p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.76 กิโลกรัม
  • Price : 30,990 บาท (ราคากลาง)
สำหรับเครื่องที่ได้รับมารีวิวจะมีรายละเอียดสเปคดังนี้
  • CPU : Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB อัพเกรดได้ถึง 1TB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ขอบเขตสี 100% sRGB
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1 รองรับ Thunderbolt 4, HDMI 2.1 x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 1080p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.5 กิโลกรัม

Hardware & Design

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00145

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00130
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00129
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00132
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00114
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00131
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00128

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 รุ่นใหม่ที่นี้ เป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ในซีรี่ส์ Vero ซึ่งถ้าใครคุ้นเคยกับ Aspire Vero รุ่นก่อนหน้านี้จะเห็นว่าทาง Acer ไม่ได้ปรับดีไซน์บอดี้มากนัก ยังยึดดีไซน์เป็นแบบมาตรฐาน Clamshell อยู่ แต่จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงินมาเรียน่า บลู เพื่อให้คำนึงถึงมหาสมุทรของโลก, สีเทา คอบเบิลสโตน เกรย์ สื่อถึงความยั่งยืนซึ่งเป็นจุดประสงค์ของโน๊ตบุ๊คตระกูล Aspire Vero เพื่อความยั่งยืนเมื่อเน้นการรีไซเคิลให้มากยิ่งขึ้น และสีดำ สตาร์รี่ แบล็ค เพื่อเตือนใจผู้ใช้ว่าถ้าเราปล่อยให้มลพิษปกคลุมชั้นบรรยากาศจนบดบังดวงดาวเอาไว้จะพลาดอะไรไปมากมายทีเดียว ซึ่งสีดำจะต้องรอทาง Acer ว่าจะนำเข้ามาจำหน่ายเมื่อไหร่ และลูกเล่นของบอดี้ Aspire Vero นั้นจะเป็นแบบเม็ดพลาสติกแทรกอยู่ตามบอดี้และฝาหลังเครื่อง แต่กรอบหน้าจอจะเป็นพลาสติกเนื้อด้านสีดำเพียงส่วนเดียวเท่านั้น

รายละเอียดดีไซน์บนตัวเครื่อง อย่างแรกจะเห็นได้ทันทีว่าทางบริษัทไม่ติดสติ๊กเกอร์บอกสเปคของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 มาเลย แต่ใช้วิธีการเซาะร่องสลักคุณสมบัติเอาไว้ตามส่วนต่างๆ ของตัวเครื่องแทน ได้แก่ โลโก้ Intel Evo ฝั่งซ้ายของที่วางข้อมือ ฝั่งขวามีโลโก้ PCR (Post-Consumer Recycled Plastic) เอาไว้ส่วนบนและริมของทัชแพดด้วย ถัดลงมาที่ขอบเครื่องเซาะร่องสลักเป็นซีรี่ส์ Aspire Vero อีกจุดหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนชื่นชอบการทำบอดี้เช่นนี้มาก ไม่ต้องมีสติ๊กเกอร์ติดให้รกเกะกะแต่ก็บอกคุณสมบัติเด่นได้ครบถ้วนแล้ว

ส่วนขอบตัวเครื่องถัดลงมาจากทัชแพดจะถูกเซาะร่องเว้นไว้เล็กน้อยให้จับแล้วกางหน้าจอได้ง่ายยิ่งขึ้นและขอบตัวเครื่องมุมบนขวาใกล้ขาฐานหน้าจอจะมีช่องระบายความร้อนแบบเป่าลมออกขอบตัวเครื่องอยู่อีกหนึ่งช่อง

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00091

ด้านขอบล่างของตัวเครื่องจะเห็นว่า Aspire Vero ออกแบบให้ขอบล่างถัดลงมาจากหน้าจอยื่นออกมาพร้อมมีก้านพลาสติกสีฟ้า เมื่อกางหน้าจอแล้วสันเครื่องส่วนนี้จะยกบอดี้ขึ้นเล็กน้อยให้ผู้ใช้สามารถวางมือพิมพ์งานได้สะดวกและถูกหลักสรีระศาสตร์ และมีก้านพลาสติกเอาไว้กันไม่ให้บอดี้สัมผัสกับพื้นโต๊ะโดยตรง ไม่ให้ตัวเครื่องมีรอยขูดและรอยขนแมวติดมา

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00135

เมื่อกางหน้าจอแล้ว Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะกางได้กว้างราว 120 องศา สามารถกางให้เข้ากับมุมสายตาของเราได้สะดวก ไม่ว่าจะวางบนโต๊ะทำงานหรือไว้บนแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็สามารถปรับให้เข้ากับมุมสายตาของเราได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นในกล่องบรรจุภัณฑ์ก็มีกระดาษห่ออแดปเตอร์ซึ่งพับเป็นแท่นวางโน๊ตบุ๊คได้ด้วย ซึ่งเมื่อพับแล้วก็ยกตัวเครื่องขึ้นให้พิมพ์งานได้สะดวกยิ่งกว่าเดิม

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00095

ฝาหลังของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะไม่มีโลโก้หรือลวดลายอะไร ยกเว้นโลโก้ของ Acer ซึ่งสลักเป็นตัวพิมพ์เล็กไว้ตรงขอบบนของฝาหลังเครื่อง ดูแล้วทางบริษัทน่าจะเน้นสีสันฝาหลังตัวเครื่องและเม็ดสีพลาสติก PCR ที่แทรกอยู่ในฝาหลังเป็นหลักเพื่อความโดดเด่นแตกต่าง

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00076

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00079
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00077
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00088
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00084

ด้านใต้ตัวเครื่อง Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะมียางพลาสติกสีฟ้ารองตัวเครื่องเอาไว้ 4 มุมเพื่อป้องกันบอดี้ตัวเครื่องสัมผัสกับพื้นโต๊ะโดยตรงและยึดตัวฝาใต้เครื่องไว้ด้วยน็อตหัวแฉกแบบมาตรฐาน 11 ดอก มีช่องดึงลมเย็นเข้าไประบายความร้อนตรงกับพัดลมโบลวเวอร์ในเครื่อง และสังเกตจะเห็นว่าทาง Acer จะมีโลโก้บริษัทอยู่ตรงมุมขวาบนและขอบล่างตัวเครื่องเป็นลูกศรพร้อมลูกโลกรีไซเคิลด้วย เพื่อย้ำว่า Acer Aspire Vero นั้นเน้นการรีไซเคิลและรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นใจความสำคัญ

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00139

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00099
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00100
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00144
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00140
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00142
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00104

ส่วนกล่องบรรจุภัณฑ์ของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะนำไปรีไซเคิลใช้เป็นอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ได้ โดยทางบริษัทก็สกรีนวิธีการพับและใช้งานมาให้ที่ตัวกล่องด้วย โดยกล่องใส่เครื่องและอแดปเตอร์จะพับเป็นแท่นวางโน๊ตบุ๊คได้, กระดาษห่ออแดปเตอร์จะพับเป็นขาตั้งโน๊ตบุ๊ค หรือแม้แต่ซองใส่โน๊ตบุ๊คก็เป็นผ้าโพลีเอสเตอร์ 100% จึงป้องกันตัวเครื่องได้ดีและไม่จำเป็นต้องรีบซื้อซองใส่โน๊ตบุ๊คใหม่ก็ได้

Screen & Speaker

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00105

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00107
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00106
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00108
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00109

หน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะเป็นกรอบหน้าจอสีดำและขอบข้างหน้าจอสองฝั่งดีไซน์ให้บางลงเพิ่มพื้นที่การแสดงผล ขอบบนหน้าจอมีกล้อง Webcam ความละเอียด Full HD พร้อม Ace TNR ลด Noise ของกล้องเว็บแคมและไมโครโฟนพร้อมฟีเจอร์ Acer Purified Voice เป็นระบบ AI ลดเสียงรบกวนติดตั้งมาให้

display vero

gamut 1
luminance 1

ความละเอียดหน้าจอเมื่อเช็คในส่วนของ Advanced display จะเห็นว่าจอของ Acer Aspire Vero มีความละเอียด Full HD และปรับ Refresh Rate ได้ 2 ระดับ คือ 48Hz หรือ 60Hz ซึ่งการปรับได้สองระดับเช่นนี้จะช่วยประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น

ด้านขอบเขตสีเมื่อทดสอบด้วยโปรแกรม DisplayCal 3 แล้ว จะเห็นว่าขอบเขตสีหน้าจอของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 ในส่วนของ Gamut coverage ซึ่งเป็นการตั้งค่าขอบเขตสีจากโรงงานจะมีขอบเขตสีกว้าง 98.3% sRGB, 69.3% Adobe RGB, 72.4% DCI-P3 เมื่อคาลิเบรตจนเสร็จแล้วขอบเขตสีกว้างขึ้นเป็น 102.4% sRGB, 70.6% Adobe RGB, 72.6% DCI-P3 ส่วนค่า Delta-E เฉลี่ยเพียง 0.11~0.81 เท่านั้น เมื่อต่ำกว่า 2 ก็ถือว่าเที่ยงตรงพอใช้แต่งภาพถ่ายบนหน้าจอโน๊ตบุ๊คนี้ได้เลย

ความสว่างหน้าจอตัวโปรแกรม DisplayCal 3 วัดได้ 280.69 cd/m2 จัดว่าสว่างพอสู้แสงแดดได้อย่างแน่นอน หากใครพกเครื่องไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟหรือนั่งทำงานแล้วแสงแดดสะท้อนหน้าจอ ก็ปรับความสว่างสู้แสงแดดได้แต่ถ้านั่งทำงานในห้องอาคารแนะนำให้ปรับความสว่างลงเหลือ 60% ก็เพียงพอแล้ว

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00081
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00080
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00065
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00067

ลำโพงของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะวางตัวแปลกกว่ารุ่นอื่นเล็กน้อย โดยวางตัวเป็นแนวนอนอยู่ขอบด้านล่างของตัวเครื่องทั้งสองฝั่งแทน ส่วนเนื้อเสียงของลำโพงจะเน้นเสียงเครื่องดนตรีและนักร้องนำเป็นหลัก มีเสียงเบสซัพพอร์ตเล็กน้อยแต่ไม่โดดเด่นและไม่ค่อยมีแรงปะทะเท่าที่ควร หากเอาไว้ดูคลิป YouTube ทั่วไปจัดว่าไม่มีปัญหาแต่ถ้าฟังเพลงแนะนำให้ต่อลำโพงแยกเพื่อให้มีเสียงเบสหนักแน่นขึ้นจะดีกว่า และยิ่งถ้าใครฟังเพลงแนว R&B หรือฮิปฮอปเป็นหลักยิ่งควรต่อลำโพงแยกไปเลยจะดีกว่า

Keyboard & Touchpad

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00110

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00112
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00111
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00115
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00117
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00121
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00120

คีย์บอร์ดของ Acer Aspire Vero นั้นจะเป็นคีย์บอร์ดแบบ Tenkeyless พร้อมไฟ LED Backlit สีขาวแบบสว่างรอบปุ่มและลอดตัวอักษรให้พอมองเห็นชัดเจน ซึ่งตัวเครื่องเวอร์ชั่นขายไทยจะมีตัวอักษรไทยสกรีนมาอย่างแน่นอน ดีไซน์แป้นคีย์บอร์ดจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วรวมเอาปุ่ม Power มาไว้มุมบนขวามือเหนือปุ่ม Backspace เพื่อความสวยงาม แต่การเซ็ตปุ่มเช่นนี้ในช่วงแรกอาจจะเผลอกดผิดได้เนื่องจากจุดนั้นปกติแล้วจะเป็นปุ่ม Delete หากใครเพิ่งเปลี่ยนมาใช้โน๊ตบุ๊คนี้อาจจะต้องปรับตัวสักหน่อย ไม่อย่างนั้นอาจจะกดผิดแล้วกลายเป็นดับเครื่องแทนได้

ปุ่มและคีย์ลัดต่างๆ ของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะเซ็ตรวมเอาไว้กับปุ่มต่างๆ ได้แก่ ปุ่มลูกศรที่มีคำสั่ง Home, End, Page Up, Page Down หรือแม้แต่ปุ่ม Delete รวมกับคำสั่ง Insert และ Print Screen ที่กดเรียกแอพฯ Snipping Tool มาใช้งานได้ โดยกดปุ่ม Fn ค้างเอาไว้ก่อนแล้วกดใช้คำสั่งเหล่านี้ได้เลย

หากสังเกตจะเห็นว่าทาง Acer สกรีนปุ่ม R, E แบบพลิกกลับด้านและทำเป็นตัวอักษรสีเหลือง เพื่อสื่อถึงคำว่า “Recycled” เพื่อให้ผู้ใช้ตระหนักถึงการนำขยะหรือสิ่งของต่างๆ กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง เพื่อลดการสร้างขยะโดยไม่จำเป็นนั่นเอง

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00124

คำสั่ง Function Hotkey ของ Acer Aspire Vero จะถูกเซ็ตรวมไว้กับปุ่ม F1~F11 แต่สังเกตว่าทางบริษัทปล่อยปุ่ม F12 ว่างเอาไว้ ซึ่งถ้าทาง Acer ปล่อยให้ผู้ใช้สามารถเซ็ตคีย์ลัดให้ปุ่มดังกล่าวได้ตามต้องการน่าจะดีกว่านี้ ส่วนคำสั่งที่ถูกเซ็ตค่ามาจากโรงงานได้แก่

  • F1~F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4 – ปิดหรือเปิดไมโครโฟน
  • F5~F6 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F7 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและเสริม
  • F8 – ปุ่ม Log out สั่งล็อคหน้าจอ
  • F9 – Airplane Mode
  • F10 – ปิดเปิดการทำงานทัชแพด
  • F11 – ปุ่มปรับความสว่างของไฟ LED Backlit บนคีย์บอร์ด

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00126
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00127

ทัชแพดของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะมีขนาดไล่เลี่ยกับทัชแพดของโน๊ตบุ๊คทำงานหลายๆ รุ่น ในปัจจุบันนี้ มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งไว้ตรงมุมบนซ้ายมือและมีโลโก้ PCR อยู่มุมล่างขวาของตัวแป้น ซึ่งการตอบสนองจัดว่าทำงานได้อย่างรวดเร็วและรองรับ Gesture Control ของ Windows 11 ครบถ้วนอีกด้วย แต่เวลาวางมือแล้วสันมือขวาจะพาดไปบนแป้นทัชแพดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ค่อยพบปัญหาทัชแพดลั่นนัก หรือถ้าไม่ต้องการให้แป้นรวนก็กด F10 เพื่อล็อคการทำงานทัชแพดแล้วเปลี่ยนไปใช้เมาส์แทนก็ได้

Connector / Thin & Weight

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00136
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00137

พอร์ตและการเชื่อมต่อของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะติดตั้งเอาไว้สองฝั่งของตัวเครื่อง โดยมีพอร์ตและการเชื่อมต่อไร้สายดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – ช่องต่ออแดปเตอร์, Thunderbolt 4, HDMI 2.1, USB-A 3.2, Audio combo
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – USB-A 3.2 และ Kensington Lock
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2

จะเห็นว่าพอร์ตของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 นั้นมีมาให้ครบถ้วน แต่ผู้เขียนก็ข้องใจว่าทำไมทางบริษัทยังให้ช่องต่ออแดปเตอร์แบบเก่ามาคู่กับพอร์ต Thunderbolt 4 ทั้งที่อแดปเตอร์ในกล่องเป็นหัวแบบ USB-C แล้ว หรือเพราะทางบริษัทเผื่อพอร์ตนี้เอาไว้ให้ต่ออแดปเตอร์ของโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นภายในค่ายก็เป็นไปได้ แต่อันที่จริง ผู้เขียนคิดว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ก็น่าจะเปลี่ยนช่องอแดปเตอร์แบบเข็มเป็นพอร์ต Thunderbolt 4 อีกช่องไปเลย จะได้เอาไว้ต่ออุปกรณ์เสริมอื่นๆ เพิ่มได้อีกช่องด้วย

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00047

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00049
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00048
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00159
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00094

น้ำหนักของตัวเครื่องจากหน้าสเปคของทาง Acer เคลมว่า Acer Aspire Vero Intel Gen 12 นี้มีน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม แต่พอชั่งจริงแล้วหนักเพียง 1.36 กิโลกรัมเท่านั้น พอรวมอแดปเตอร์เข้าไปอีก 313 กรัม จะหนักเพียง 1.67 กิโลกรัมเท่านั้น จัดว่าไม่หนักอย่างที่คิดและยังพกพาได้ง่ายด้วย ซึ่งถ้าใครจะพกโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปไหนมาไหนก็พกได้ง่ายๆ ไม่ลำบากมาก

Inside & Upgrade

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00050

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00061
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00056
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00079

การเปิดฝาอัพเกรด Acer Aspire Vero นั้นทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ขันน็อตหัวแฉกมาตรฐานทั้ง 11 ดอกออก แล้วเอาการ์ดแข็งไล่ตามกรอบตัวเครื่องก็สามารถเปิดฝาเครื่องได้แล้ว และไม่ต้องห่วงเรื่องตะเข็บตัวเครื่องจะเกี่ยวเครื่องแน่นเกินไปจนถอดได้ยาก แต่จะมีน็อตที่อยู่ใต้สติ๊กเกอร์ประกันอีก 1 ตัวซ่อนอยู่ ดังนั้นถ้าต้องการอัพเกรดแนะนำให้ทางร้านผู้จัดจำหน่ายดูแลตั้งแต่ซื้อเครื่องมาเลยดีกว่า

อย่างไรก็ตาม ภายในของ Acer Aspire Vero นั้นไม่ค่อยเอื้อการอัพเกรดมากนัก เนื่องจากแรมเป็นออนบอร์ดมาแล้ว จะมีเฉพาะ M.2 NVMe SSD อีกช่องหนึ่งเท่านั้นที่ถอดเปลี่ยนได้ ซึ่งรุ่นนี้จะเป็นโมเดลจากต่างประเทศ คาดว่าเมื่อจำหน่ายในประเทศไทยจะมีช่อง SO-DIMM ให้เพิ่มแรมได้อีก 1 ช่อง เหมือนรุ่นที่เป็น Intel 11th Gen 

Performance & Software

cpu 1

mb 1
ram 1

สเปคของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะติดตั้งซีพียู Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz มาให้ รองรับชุดคำสั่งพื้นฐานสำหรับใช้งานครบถ้วน และยังจัดการพลังงานได้เป็นอย่างดี ส่วนเมนบอร์ดรองรับ M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากอัพเกรด SSD ให้มีความเร็วสูงขึ้นก็ถอดเปลี่ยนได้เลย

integrated gpu

การ์ดจอในเครื่องเป็นแบบออนบอร์ด รุ่น Intel Iris Xe Graphics ซึ่งติดมากับซีพียู รองรับชุดคำสั่งประมวลผลค่อนข้างครบถ้วน ได้แก่ OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan ซึ่งเพียงพอต่อการทำงานตัดต่อแต่งภาพอย่างแน่นอน

devicemgr

ด้านชิ้นส่วนในเครื่องเมื่อเช็คด้วย Device Manager แล้ว จะเห็นว่า Acer Aspire Vero Intel Gen 12 ตัวนี้ติดตั้งทั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือของ ELAN มาให้ มีชิป TPM 2.0 และการ์ด Wi-Fi PCIe รุ่น Intel AX211 รองรับ Wi-Fi 6E มีแบนด์วิธคลื่นกว้าง 160MHz อีกด้วย ดังนั้นมันจึงต่ออินเตอร์เน็ตทำงานได้เสถียรอย่างแน่นอน

ssd 1

M.2 NVMe SSD จากโรงงานเป็นรุ่นยอดนิยมของโน๊ตบุ๊คทำงานหลายรุ่นอย่าง Micron 2450 เป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 มีความเร็ว Sequential Read 3,500 MB/s และ Sequential Write 3,000 MB/s รองรับการอ่านเขียนไฟล์ได้มากสุด 300 TBW และมีระบบเข้ารหัส AES-256 ในตัวให้ข้อมูลมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

เมื่อทดสอบด้วย CrystalDiskMark 8 จะได้ความเร็ว Sequential Read 3,619.15 MB/s และ Sequential Write 3,457.79 MB/s ซึ่งจัดว่าเร็วพอสำหรับใช้โหลดไฟล์งานและเปิดโปรแกรมในเครื่องอย่างแน่นอน ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปตัวที่มีความเร็วสูงกว่านี้ก็ได้ ซึ่งผู้เขียนแนะนำว่าเอาเงินที่จะอัพเกรด SSD ไปลงกับ RAM และซื้อ External HDD ไว้เซฟงานเพิ่มเติมแทนจะดีกว่า

r15 1
r20 1

เมื่อทดสอบการเรนเดอร์กราฟิคด้วยโปรแกรม CINEBENCH R15 แล้ว จะเห็นว่า Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะทำคะแนน OpenGL ได้ 80.37 fps และคะแนนซีพียูได้ 1,129 cb ส่วนของ CINEBENCH R20 ที่เน้นทดสอบซีพียูเป็นหลักจะได้คะแนน CPU 2,925 pts ซึ่งคะแนนและผลการทดสอบนี้ถือว่าสูงพอใช้เรนเดอร์โมเดล 3D ต่างๆ ได้สบายๆ และยังนำไป Preview ตัวอย่างงานกราฟิคให้ลูกค้าดูได้อย่างแน่นอน

3dmark 1

ด้านการเล่นเกม เมื่อทดสอบด้วย 3DMark Time Spy แล้ว จะได้คะแนนเฉลี่ย 1,807 คะแนน แยกเป็น CPU score 6,190 คะแนน และ Graphics score 1,607 คะแนน ช่วยยืนยันได้ว่าซีพียู Intel Core i7-1255U ในเครื่องมีประสิทธิภาพสูงแต่ด้วยกราฟิคการ์ดออนบอร์ดเช่นนี้ก็ไม่เหมาะจะใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันอย่างแน่นอน ยกเว้นเกมอินดี้ที่ไม่กินทรัพยากรมากก็ยังเล่นได้ระดับหนึ่ง

pcmark10 1

แต่ในแง่การทำงาน เมื่อทดสอบด้วย PCMark 10 จะได้คะแนนเฉลี่ย 5,089 คะแนน ซึ่งจุดเด่นของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 จะเป็นการเปิดโปรแกรม, ประชุมออนไลน์และทำงานผ่านเบราเซอร์เป็นหลัก ถัดมาเป็นการใช้งานโปรแกรมออฟฟิศอย่าง Microsoft Word, Excel ส่วนการตัดต่อแต่งภาพนั้นถือว่าใช้งานได้แต่อาจจะไม่โดดเด่นเท่าโน๊ตบุ๊ครุ่นที่มีการ์ดจอแยกในตัวนั่นเอง แต่ถ้าใช้แต่งภาพทั่วไปไม่มีปัญหาแน่นอน

1

Screenshot 2022 10 17 164239
Screenshot 2022 10 17 164305
Screenshot 2022 10 17 164314

โปรแกรมภายในเครื่องนอกจากโปรแกรม Acer Care Center ซึ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐานสำหรับอัพเดทและปรับแต่งตัวเครื่องแล้ว โน๊ตบุ๊ค Acer Aspire Vero จะมีโปรแกรมเฉพาะของตัวเองอย่าง VeroSense ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับตั้งค่าจัดการพลังงานของตัวเครื่องโดยเฉพาะติดตั้งมาให้ใช้งานด้วย โดยผู้ใช้สามารถปรับโหมดการทำงานได้ว่าจะเน้นประหยัดพลังงานสูงสุดในโหมด Eco+ หรือจะเร่งประสิทธิภาพให้ทำงานเต็มที่ใน Performance Mode ก็ได้และยังตั้งค่าการชาร์จแบตเตอรี่ให้เครื่องได้ด้วย

Battery & Heat & Noise

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00064

แบตเตอรี่ของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 เป็นแบบลิเธียมโพลีเมอร์ ความจุแบบ Typical Capacity อยู่ที่ 3,634mAh (55.9Wh) ส่วน Rated Capacity อยู่ที่ 3,545mAh (54.5Wh) ซึ่งเป็นความจุมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คสายทำงานหลายๆ รุ่น ในปัจจุบันนี้

batt 1

ระยะเวลาใช้งานเมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยปิดไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด, ปรับโหมดตัวเครื่องเป็นโหมดประหยัดพลังงาน, ลดความสว่างหน้าจอต่ำสุดและเปิดเสียงลำโพงดังเพียง 10% แล้วใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube นาน 30 นาที จะเห็นว่าระบบจัดการพลังงานของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 นั้นทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก เพราะใช้งานต่อเนื่องได้นานร่วม 12 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าใครจะพกโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปทำงานก็ไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางคันอย่างแน่นอน อย่างมากอาจจะเตรียมพาวเวอร์แบงค์ที่มีกำลังชาร์จ 65 วัตต์ติดกระเป๋าไว้สักอันก็เพียงพอแล้ว

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00052

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00058
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00059
Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00054

ระบบระบายความร้อนของ Acer Aspire Vero จะเป็นชุดซิ้งค์พาดซีพียูและเม็ดแรมบนเมนบอร์ดแล้วส่งถ่ายความร้อนผ่านทางฮีตไปป์สองเส้นตรงไปยังครีบระบายความร้อนหน้าพัดลมโบลวเวอร์แล้วระบายความร้อนตรงออกจากเครื่องไป ซึ่งเสียงตอนใช้งานตามปกติจะเบาจนแทบไม่ได้ยิน ส่วนตอนเปิดโปรแกรมตัดต่อภาพหรือวิดีโอจะเป็นเสียงหวีดดังขึ้นมานิดหน่อย แต่ไม่รบกวนเพื่อนร่วมงานอย่างแน่นอน

heat 1

อุณหภูมิของตัวเครื่องเมื่อเปิดโปรแกรม Benchmark ให้รันงานเต็มที่แล้ววัดด้วยโปรแกรม CPUID HWMonitor แล้ว จะเห็นว่าอุณหภูมิทั้ง Package ของซีพียูนั้นไม่ได้สูงมาก เฉลี่ยที่ 42 องศา และอุณหภูมิอยู่ในช่วง 39~93 องศาเซลเซียส ซึ่งแม้จะสูงสักหน่อยก็ตามแต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ และตอนใช้งานจริงตัวเครื่องก็เย็นตลอดเวลา ไม่ร้อนมากจนรบกวนผู้ใ้ช

User Experience

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00151

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 แม้จะเน้นขายเรื่องดีไซน์ตัวเครื่องรีไซเคิลและรักษาธรรมชาติก็ตาม แต่ในแง่ประสิทธิภาพและการใช้งานก็ไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะได้รับการรับรองเป็นโน๊ตบุ๊ค Intel Evo ที่ทำงานและเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดพลังงานไม่ต้องกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างวัน และยังมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ช่วนรักษาความปลอดภัยและยังมีพอร์ต Thunderbolt 4 อีกด้วย นอกจากนี้ทาง Acer ยังติดตั้ง Microsoft Office Home & Student 2021 มาในเครื่อง ดังนั้นเมื่อเปิดเครื่องก็พร้อมทำงานทันที ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มแม้แต่น้อยก็ได้

ด้านการดีไซน์ตัวกล่องให้นำไปรีไซเคิลใช้งานอย่างอื่นได้ก็เป็นคอนเซปท์ที่ดีเช่นกัน เพราะผู้ใช้ไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริมให้เสียเงินเลย เพราะทางบริษัทออกแบบให้นำบรรจุภัณฑ์ในกล่องมาใช้งานได้สะดวก อย่างพับกล่องใส่เครื่องเป็นแท่นวางโน๊ตบุ๊ค, ซองห่ออแดปเตอร์ตัวเครื่องก็ใช้เป็นแท่นวางพกพา หรือแม้แต่ซองใส่โน๊ตบุ๊คจากโรงงานที่เป็นผ้าโพลีเอสเตอร์ 100% ก็เอามาใส่เครื่องตอนพกไปไหนมาไหนได้อีกด้วย เรียกว่าลดปริมาณการก่อขยะลงไปได้มาก

ส่วนการพกพาเครื่องไปไหนมาไหน ผู้เขียนยอมรับว่า Acer Aspire Vero Intel Gen 12 นั้น นอกจากจะมีขนาดกำลังดี พกพาง่ายแล้ว งานประกอบยังแข็งแรงและโครงบอดี้พลาสติกทาง Acer ยังฉีดมาแข็งแรงจนไม่ต้องกังวลเลยว่ามันจะกระทบเสียหาย แม้แต่ริ้วรอยตัวเครื่องยังเกิดยากด้วยซ้ำ และน้ำหนักเครื่องที่ชั่งแล้วอยู่ราว 1.36 กิโลกรัมนั้น ถือว่าเบาไม่ลำบากไหล่อย่างแน่นอน ถ้าเทียบกับตระกูลยอดนิยมของ Acer อย่าง Swift 3 นั้น ถือว่าหนักกว่ากันเพียงไม่กี่กรัมเท่านั้น และเมื่อมีพอร์ต Thunderbolt 4 ด้วย ก็ไม่ต้องพกอแดปเตอร์ติดตัวไปเสมอๆ ก็ได้ ซึ่งผู้เขียนเลือกเอาอแดปเตอร์ GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์ชาร์จร่วมกับสมาร์ทโฟนไปเลย ก็สะดวกสุดๆ และลดน้ำหนักของข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ในกระเป๋าไปได้มาก

พลังการประมวลผลของ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 นั้น จัดว่าเหลือเฟือสำหรับโปรแกรมต่างๆ ในปัจจุบันนี้แล้ว ไม่ว่าจะเปิดโปรแกรมเอกสารหรือรันเบราเซอร์หลายๆ แท็บพร้อมกันก็ไม่มีปัญหา แรมที่มีให้ 16GB DDR4 ในเครื่องและรันด้วยซีพียู Intel Core i7-1255U มันก็ใช้ทำงานออฟฟิศทุกแบบได้สบายๆ หรือแม้แต่ตัดต่อแต่งภาพก็ไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องระยะเวลาใช้งานด้วยแบตเตอรี่ก็ไม่ต้องกังวลเลย เพราะจากที่ผู้เขียนทดลองใช้งานมาแล้ว แบตเตอรี่ก็อยู่ได้ทั้งวันสบายๆ ยิ่งถ้าใครพกคอมพิวเตอร์ไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟ, นั่งประชุมงานหรือนั่งเรียนทั้งวันก็ไม่มีปัญหา

Conclusion & Award

Acer Aspire Vero Intel Gen 12 DSC00155

ผู้ใช้หลายๆ คนรวมถึงผู้เขียนด้วย ก็จะได้ยินคำโฆษณาว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้มีฟีเจอร์เด่นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำงานได้เร็วแสดงผลได้ไว แต่มีไม่กี่รุ่นที่ชูจุดเด่นว่า “ฉันใช้วัสดุรีไซเคิล ฉันรักษ์สิ่งแวดล้อม” เหมือนกับ Acer Aspire Vero Intel Gen 12 เครื่องนี้เลย และแม้จะเน้นว่ารักษาธรรมชาติอย่างไร แต่สเปคและฟีเจอร์ที่อัดเข้ามาในเครื่องแล้วการันตีว่าผ่านมาตรฐานเป็นโน๊ตบุ๊ค Intel Evo แล้ว ก็เชื่อมือได้เลยว่าผู้ใช้ที่ซื้อ Aspire Vero เครื่องนี้ไปจะใช้ทำงานได้อย่างไหลลื่นและปลอดภัยอย่างแน่นอน

หลังจากได้ใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทำงานมาสัปดาห์กว่า ก็พูดได้อย่างเต็มปากว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ทั้งดีทั้งครบเครื่อง แล้วเมื่อรุ่นราคาสูงสุดตั้งราคามาเพียง 30,990 บาท ก็กล่าวได้ว่านี่คือโน๊ตบุ๊ค Intel Evo ที่ครบเครื่องทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ ราคาไม่แพงเกินไปหาซื้อได้ง่ายด้วย ก็เป็นรุ่นที่ผู้เขียนอยากแนะนำให้หยิบมาพิจารณาเมื่อจะซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่ด้วย จะได้โน๊ตบุ๊คที่คุณภาพดีและยังรักษาสิ่งแวดล้อมไปในตัว

award

award new Battery Life

best battery life

ระยะเวลาทำงานโดยใช้แบตเตอรี่อย่างเดียวของ Aspire Vero Intel Gen 12 นั้นนานร่วม 12 ชั่วโมง และอาจจะเกินไปถึง 13 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าใครเน้นระยะเวลาใช้งานเป็นประเด็นหลัก เชื่อว่า Aspire Vero เครื่องนี้น่าจะชนะใจผู้อ่านท่านนั้นได้ง่ายๆ 

NBS award 4 Mobility

best mobility

ขนาดตัวเครื่อง 14~15.6 นิ้ว และน้ำหนักตัวเครื่องก็อยู่ช่วง 1 กิโลกรัมต้นๆ และยังมีพอร์ต Thunderbolt 4 ติดตั้งมาให้อย่างนี้ ผู้เขียนเชื่อว่ามันเหมาะกับผู้ใช้ที่หาโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบาไว้พกติดตัวไปไหนมาไหนอย่างแน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/671548-review-acer-aspire-vero-intel-gen-12

รีวิว ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ครบเครื่องในราคา 31,990 บาท ได้ปากกา, จอทัชพาเนลเทพ, สแกนลายนิ้วมือ ลองใช้แล้วจะชอบ!

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ทำงานอย่างสะดวก อัพเกรดเพิ่มแรมสบายๆ น่าใช้ไปอีก!

Share image Edit Name 1vivobook 1

ในช่วงปีที่ผ่านมา ผู้ใช้หลายๆ คน จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น รวมทั้ง ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้เริ่มเปลี่ยนผ่านพาเนลหน้าจอจาก IPS ที่ได้รับความนิยมมาหลายปีมาใช้พาเนล OLED มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจอ OLED ของ ASUS Vivobook รุ่นนี้นอกจากจะได้ความละเอียดสูง 2.8K (2880×1800) อัตราส่วน 16:10 แล้ว ยังปิดด้วยกระจก Corning Gorilla Glass NBT ที่มีความแข็งแรง แสดงผลแบบ HDR แสดงขอบเขตสีได้กว้าง 100% DCI-P3 มีค่าความเที่ยงตรง Delta-E <2 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 600 รวมทั้งปรับค่า Refresh Rate ได้ 2 ระดับ คือ 60Hz หรือ 90Hz ก็ได้ เป็นจุดเด่นแรกของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้

Advertisementavw

ถัดมา เมื่อ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้มีชื่อย่อย “Flip” แล้ว มันจึงพับหน้าจอกลับ 360 องศาเป็นแท็บเล็ตได้และมี ASUS Pen 2.0 เอาไว้เขียนวาดบนหน้าจอได้สะดวก พิมพ์งานได้ดีด้วยปุ่มคีย์บอร์ด Full-sized ดีไซน์ Dished key caps ซึ่งตรงกลางปุ่มจะโค้งลง 0.2 มิลลิเมตร ทำให้ทรงปุ่มคีย์บอร์ดช่วยนำร่องตอนพิมพ์งานไปในตัวพิมพ์ได้แม่นยำ และยังกดปุ่มตัวเลขได้ง่ายเพราะทัชแพดเป็น ASUS NumberPad 2.0 ด้วย เวลาต้องพิมพ์ตัวเลขในโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2021 ที่แถมมาในเครื่องได้ง่าย

นอกจากนี้ฟีเจอร์ดีๆ ที่ทาง ASUS ติดตั้งมาให้ใน ASUS Vivobook S 14 Flip OLED มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Power, บานชัตเตอร์สไลด์ปิดกล้องเว็บแคม 3DNR ความละเอียด Full HD ช่วยป้องกันผู้อื่นแฮ็คเข้ามาใช้กล้องโดยไม่ได้อนุญาต, พอร์ต Thunderbolt 4 ไว้ต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort และชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ในตัว, ระบบระบายความร้อน ASUS IceCool ให้เครื่องเย็นตลอดเวลา, ลำโพงพร้อมชิป Smart amp ที่ได้เสียงดังกว่าปกติ 3.5 เท่า จูนเสียงโดย harman/kardon รองรับเสียงแบบ Dolby Atmos พร้อมซีพียู Intel 12th Gen ประสิทธิภาพสูง ก็ถือว่า ASUS Vivobook S 14 Flip OLED เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาประสิทธิภาพดีและน่าใช้มาก

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED

NBS Verdicts

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00163

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้เป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่น่าใช้ ไม่ใช่แค่เพราะติดตั้งซีพียู Intel 12th Gen มาให้ แต่ต้องรวมถึงหน้าจอทัช 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K พาเนล OLED แสดงผลขอบเขตสีได้ 100% DCI-P3 ได้การันตี VESA DisplayHDR True Black 500 และพับเครื่องกลับเป็นแท็บเล็ตได้และยังมีปากกา ASUS Pen 2.0 แถมมาให้ในแพ็คเกจ ใช้วาดเขียนหรือจดบันทึกเข้าไปในเครื่องได้สะดวก จัดว่าใช้งานได้ดีและสะดวกมาก

ด้านความปลอดภัยก็ครบครัน เนื่องจากทางบริษัทติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือรวมมาให้กับปุ่ม Power และมีบานสไลด์ปิดกล้องเว็บแคมด้วย ช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของเจ้าของเครื่องได้ดียิ่งขึ้น ไม่ให้ใครขโมยใช้โดยพลการได้ หรือจะทำงานก็สะดวกด้วย ASUS NumberPad 2.0 ติดตั้งมาตรงทัชแพดให้กดตัวเลขได้สะดวกยิ่งขึ้น และทางบริษัทยังมี Microsoft Office Home & Student 2021 ติดตั้งมาให้ควบคู่กับ Windows 11 Home ด้วย ผู้ใช้ก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อโปรแกรมเพิ่มเลย

ด้านการอัพเกรดก็จัดว่าครบเครื่องแต่ก็ยังน่าสังเกต คือ แม้ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED จะถูกออกแบบมาให้บางเบา แต่ก็ยังเพิ่มแรมจากที่ติดออนบอร์ดมา 8GB DDR4 บัส 3200MHz ไปได้มากสุด 16GB DDR4 ให้ผู้ใช้กลุ่มที่ต้องรันโปรแกรมใหญ่หรือเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกันได้ดีแน่นอน แต่ในเครื่องก็จะมีช่อง M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 เพียงช่องเดียว หาก SSD จากโรงงานเร็วไม่พอก็อาจจะถอดอัพเกรดเป็นรุ่นอื่นที่รวดเร็วกว่านี้ก็ได้

ส่วนพอร์ตของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED มีทั้งจุดที่ดีและน่าสังเกตควบคู่กัน ซึ่งทางบริษัทก็ติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ใช้ จะต่อผ่าน USB-C Multiport Adapter ขยายเป็นพอร์ตอื่นๆ รวมถึงต่อหน้าจอแยกและชาร์จแบตเตอรี่ก็ได้ในพอร์ตเดียวและยังมีพอร์ตพื้นฐาน เช่น USB-A, HDMI, Audio combo ติดตั้งมาในตัว แต่จุดสังเกตเล็กน้อยคือ พอร์ต USB 2.0 นั้นหากเลือกได้ ก็อยากให้เปลี่ยนเป็น MicroSD Card Reader แทนจะยอดเยี่ยมที่สุด

ข้อดีของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED
  1. งานประกอบตัวเครื่องแข็งแรง พับหน้าจอกลับได้ 360 องศา ใช้เป็นแท็บเล็ตได้ในตัว
  2. ขนาดตัวเครื่องเบาพกพาง่ายเพียง 1.5 กิโลกรัม เหมาะกับผู้ที่พกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหน
  3. มีปากกา ASUS Pen 2.0 แถมมาให้ใช้วาดเขียนและจดได้ง่าย ชาร์จด้วยพอร์ต USB-C
  4. ติดตั้ง Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้
  5. ใช้ซีพียู Intel Core i5-12500H ซึ่งประสิทธิภาพสูง รันงานหนักได้เป็นอย่างดี
  6. มีแรมออนบอร์ด 8GB DDR4 และมีช่อง SO-DIMM ให้ใส่เสริมได้อีก 8GB อีกด้วย
  7. มีพอร์ต Thunderbolt 4 กับพอร์ตพื้นฐานอย่าง HDMI, USB-A ติดตั้งมาให้ครบถ้วน
  8. หน้าจอ 14 นิ้ว มีความละเอียดสูงและขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 ด้วย
  9. มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ ปลดล็อคเครื่องได้สะดวกรวดเร็ว
  10. มีบานสไลด์ปิดกล้องเว็บแคมเวลาไม่ใช้งาน ป้องกันการถูกเจาะระบบเข้ามาใช้งาน
  11. ระบบระบายความร้อน ASUS IceCool ระบายความร้อนได้ดี ไม่เกิดอาการ Throttle ลดประสิทธิภาพระหว่างใช้งานแม้แต่น้อย
  12. แป้นทัชแพด ASUS NumberPad 2.0 พิมพ์ตัวเลขได้สะดวกเหมือน Numpad จริงๆ
  13. ปุ่มคีย์บอร์ด Dished Key Caps ทรงปุ่มโค้งและขนาด Full-size พิมพ์ได้สะดวกแม่นยำ
ข้อสังเกตของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED
  1. ถ้าเปลี่ยน USB 2.0 เป็น MicroSD Card Reader จะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้มากกว่า
  2. ไม่มีคีย์ลัดปรับค่า Refresh Rate ของหน้าจอติดมาให้ที่ Function Hotkey

รีวิว ASUS Vivobook S 14 Flip OLED

Specification

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED

ASUS Vivobook 14 Flip OLED เป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานหน้าจอทัชที่พับเครื่องเป็นแท็บเล็ตได้, มีปากกาสไตลัสให้ใช้เขียนจดบนหน้าจอได้สะดวก และยังได้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ที่ปุ่ม Power อีกด้วย จัดเป็นโน๊ตบุ๊คน่าใช้อีกรุ่นหนึ่ง โดยมีรายละเอียดสเปคดังนี้

สเปคของ Asus Vivobook S 14 Flip OLED TP3402ZA-KN501WS
  • CPU : Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : ออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200 MHz เพิ่มแรม SO-DIMM ได้อีก 8GB
  • Display : จอทัช 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800) พาเนล OLED HDR ค่า Refresh Rate 60~90Hz ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 และได้รับการรับรองจาก PANTONE Validated
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 Gen 2 x 1, Thunderbolt 4 x 1, HDMI 2.1 x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 1080p Full HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.5 กิโลกรัม
  • Price : 31,990 บาท (ราคากลาง)

Hardware & Design

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00158

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00189
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00191
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00182
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00192

ดีไซน์ของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED จะดูเรียบง่าย แต่มีรายละเอียดเก็บเอาไว้ตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะก้านบานพับหน้าจอและก้านพลาสติกรองบอดี้ตัวเครื่องติดไว้ 4 มุม ได้แก่ ขอบล่างของก้านบานพับหน้าจอและขอบล่างที่วางข้อมือ เวลาพับเป็นแท็บเล็ตแล้ววางบนพื้นโต๊ะ บอดี้จะไม่เกิดรอยขูดเสียหาย และขอบด้านล่างใต้ทัชแพดจะตัดบอดี้เฉียงไว้เล็กน้อยให้ผู้ใช้ใช้มือข้างเดียวกางจอเปิดเครื่องใช้ได้สะดวกขึ้น ซึ่งทางบริษัทบาลานซ์น้ำหนักได้ดี ไม่มีอาการตัวเครื่องกระดกตามหน้าจอขึ้นมาเลย

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าระหว่างแป้นคีย์บอร์ดกับทัชแพด จะมีเส้นระยะเส้นเสียงแนวนอน (Sound Wave) พร้อมคำว่า “Ready To Explore” กับโลโก้ Sound by harman/kardon การันตีว่าลำโพงของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ได้รับการจูนเสียงลำโพงมาเรียบร้อยแล้ว เป็นรายละเอียดดีไซน์เล็กๆ น้อยๆ ให้ตัวเครื่องดูสวยแตกต่าง ไม่เรียบเกินไป

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00168

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00170
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00147

ตัวก้านบานพับหน้าจอของตระกูล Flip จะเป็นก้านดีไซน์แผ่นแบน เมื่อกางหน้าจอจะพลิกกลับให้พับจอกลับ 360 องศาเป็นแท็บเล็ตแล้ว ก็ใช้นิ้วหรือปากกา ASUS Pen 2.0 ทำงานกับโปรแกรมต่างๆ ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้ทันที หากใครต้องเข้าประชุมหรือเลคเชอร์จดโน๊ตบันทึกข้อมูลอยู่บ่อยๆ ก็ซื้อ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED เอาไว้ใช้งานรับหมดทุกหน้าที่ได้เลย

เมื่อเปิดฝาจะเห็นฐานบานพับหน้าจอกับตัวก้านจอว่าทาง ASUS ใช้ก้านโลหะยึดระหว่างเครื่องและจอเอาไว้ และมีระยะห่างระหว่างชิ้นส่วนใหญ่สองชิ้นพอดีจึงกางได้มั่นคงแข็งแรงทีเดียว ต่อให้พับกลับไปมาระหว่างโหมดโน๊ตบุ๊คและแท็บเล็ตหลายๆ ครั้งก็ไม่มีปัญหา ซึ่งผู้เขียนเองก็ทดลองพับจอกลับเป็นแท็บเล็ตแล้วกลับเป็นโน๊ตบุ๊คหลายต่อหลายครั้ง ตัวบานพับก็ยังแข็งแรงทนทานไม่มีอาการหลวมให้รู้สึกเลยแม้แต่นิดเดียว

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00155

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00156
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00154

ฝาหลังของตัวเครื่องจะใช้ดีไซน์เรียบๆ สีเดียวแต่ติดเพลตดีไซน์เฉพาะของ ASUS Vivobook ไว้ฝั่งขวามือ โดยแยกเป็นสองชิ้นทั้งลายแถบเอกลักษณ์ของซีรี่ส์นี้และเพลตบอกซีรี่ส์ ASUS Vivobook พร้อมคำขวัญอย่าง “Explore The Possibilities”, #GoFurther, #BeFearless ด้วย 

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00150

ด้านใต้เครื่องจะมีช่องสำหรับรับอากาศเย็นเข้าทั้งหมด 3 แถว ตีเส้นช่องแนวเฉียงและเว้นระยะระหว่างช่องส่วนกลางและฝั่งซ้าย, ขวาของตัวเครื่องเอาไว้เล็กน้อย ส่วนช่องระบายความร้อนอยู่ที่ด้านหลังและข้างเครื่องฝั่งซ้ายมือเมื่อวางเครื่องใช้งานตามปกติ ติดแถบยางรองใต้เครื่องไว้ 3 เส้น เป็นเส้นยาวขอบบนและเส้นสั้นอีกสองเส้นขอบล่างทั้งสองมุมถัดจากลำโพงเครื่องเข้ามา

Screen & Speaker

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00193

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00196
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00198
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00199
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00200

หน้าจอขนาด 14 นิ้วของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED จะดีไซน์ขอบหน้าจอบางที่ริมทั้งสองด้านและรีดขอบหน้าจอส่วนบนให้บางที่สุดแต่ยังติดตั้งกล้องเว็บแคมแบบ 3DNR ความละเอียด Full HD กับไมค์พร้อมระบบ AI-Noise Cancelling มาให้ เวลาไม่ต้องการใช้กล้องก็ใช้เล็บเลื่อนบานสไลด์ปิดกล้องเอาไว้ได้ ซึ่งถ้าบานสไลด์ปิดกล้องอยู่จะเห็นเป็นจุดสีส้มอยู่

display

จุดเด่นของหน้าจอนี้ นอกจากพาเนล OLED แล้ว ยังได้ความละเอียดสูง 2.8K (2880×1800) พิกเซล ปรับค่า Refresh Rate ได้ว่าต้องการใช้งานตามปกติก็คงเอาไว้ 60Hz หรือชอบภาพลื่นไหลก็เปลี่ยนไป 90Hz ก็ได้ ด้านขอบเขตสีทางบริษัทเคลมเอาไว้ 100% DCI-P3 ได้รับการรับรองจากทาง PANTONE Validated รวมทั้ง VESA DisplayHDR True Black 500 การันตีว่าจอนี้แสดงผลสีดำได้ดำสนิทแน่นอน

gamut
luminance

ด้านขอบเขตสีหน้าจอเมื่อทดสอบและตั้งค่าด้วยโปรแกรม DisplayCal 3 จะเห็นว่าหน้าจอก่อนตั้งค่าแสดงขอบเขตสีได้กว้าง 100% sRGB, 94.5% Adobe RGB และ 99.8% DCI-P3 ซึ่งขอบเขตสีเดิมจากโรงงานก็จัดว่าใกล้เคียงกับที่ ASUS เคลมเอาไว้แล้ว และพอคาลิเบรตเสร็จจะเห็นว่าขอบเขตสีของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ดีขึ้นมาก โดยเพิ่มขึ้นไปเป็น 170.9% sRGB, 117.7% Adobe RGB และ 121% DCI-P3 ได้ค่าความเที่ยงตรงสี Delta-E เฉลี่ย 0.09 เท่านั้น ถือว่าหน้าจอของ ASUS Vivobook นี้ใช้พรู้ฟสีงานอาร์ต, แต่งภาพถ่ายหรือนักวาดภาพจะซื้อเอาไว้วาดภาพประกอบก็ดีมาก ใช้งานสะดวกเหมือนวาดด้วยเมาส์ปากกาไม่มีผิด

หน้าจอความสว่างเอาไว้ 100% เมื่อวัดด้วย DisplayCal 3 จะได้ค่าความสว่าง 375.81 cd/m2 ซึ่งสว่างพอใช้งานได้เป็นอย่างดี สามารถเร่งความสว่างสู้แสงแดดที่ส่องสะท้อนจอตอนใช้งานนอกอาคารได้สบายๆ หรือถ้าแสงแดดลอดหน้าต่างมาสะท้อนจอก็ไม่มีปัญหาแน่นอน และถ้าใช้ในออฟฟิศ ผู้เขี่ยนแนะนำให้ปรับความสว่างไว้ 60% ให้ความสว่างอยู่ราว 200 cd/m2 ก็สว่างเพียงพอแล้ว

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00152
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00151
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00144
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00145

ลำโพงของตัวเครื่องทั้ง 2 ดอกที่ harman/kardon มาปรับจูนเสียงให้และมีชิป Smart Amp ไว้เร่งเสียงให้ดังกว่าเดิม 3.5 เท่านั้น เมื่อวัดด้วยเครื่องวัดเสียงแล้วจะได้ความดังราว 85dB ส่วนเนื้อเสียงจะแตกต่างจากลำโพงโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ซึ่งผู้เขียนเคยทดลองรีวิวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งโทนเสียงจะเน้นไปทางเครื่องดนตรีกับนักร้องเป็นหลัก มีเสียงเบสของลำโพงคอยซัพพอร์ตเสียงให้มีมิติยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่ดังจนกลบเสียงอื่นไปจนหมด ถือว่ามิติเสียงนั้นใช้ดูหนังฟังเพลงได้ดีทีเดียว

Keyboard & Touchpad

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00171

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00183
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00184
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00176
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00172
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00175
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00174

คีย์บอร์ดของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED เป็นคีย์บอร์ดแบบ Tenkeyless แต่ดีไซน์ปุ่มให้เป็น Full-size ทรงปุ่มเป็น Dished Key caps โดยตรงกลางปุ่มจะเว้าเข้าไปเป็นแอ่งเหมือนจาน (Dish) โค้ง 0.2 มม. ซึ่งเมื่อทดลองพิมพ์ต้องถือว่าตัวปุ่มจะไกด์ปลายนิ้วให้ผู้ใช้กดลงไปตรงกลางปุ่มพอดี กดง่ายและตอบสนองเร็วใช้ได้และมีไฟ LED Backlit ให้พิมพ์งานในที่แสงน้อยได้สะดวกขึ้นด้วย

Function Key ถูกเซ็ตอัพเอาไว้ตามปุ่มต่างๆ บนแป้นคึย์บอร์ด ได้แก่ Home, End, Page Up, Page Down ตรงปุ่มลูกศร บางปุ่มที่มีคำสั่งตรงกันข้ามก็ถูกรวบเอาไว้ด้วยกัน เช่น Delete กับ Insert เป็นต้น และถ้าใครอยากล็อค Function Hotkey ตรง F1~F12 สามารถกด Fn+Esc เพื่อเปลี่ยนโหมดได้ และสังเกตตรงปุ่ม Enter จะเห็นว่าขอบล่างปุ่มมีแถบสีขาวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล ASUS Vivobook ติดอยู่ด้วย

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00179

คีย์ลัดของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ที่ปุ่ม F1~F12 นั้น ทางบริษัทก็จัดการ Mapping ปุ่มฟังก์ชั่นสำหรับโน๊ตบุ๊คสายทำงานติดตั้งมาครบถ้วน โดยมีปุ่มดังนี้

  • F1~F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4~F5 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F6 – ปิด/เปิดทัชแพด
  • F7 – ปรับความสว่างไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด
  • F8 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและเสริม
  • F9 – ปิดหรือเปิดไมค์
  • F10 – ปิดหรือเปิดกล้องเว็บแคม
  • F11 – เรียกโปรแกรม Snipping Tool
  • F12 – เรียกโปรแกรม MyASUS

จะเห็นว่า Function Hotkey ที่ปุ่ม F1~F12 ของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED มีคำสั่งตั้งค่าตัวเครื่องติดมาให้ครบถ้วน แต่น่าเสียดายเล็กน้อยว่าถ้าทาง ASUS ย้ายคำสั่ง Snipping Tool ไปรวมกับปุ่ม Print Screen แทน แล้วเสริมคำสั่งปรับค่า Refresh Rate หน้าจอเข้ามาล่ะก็ น่าจะดีต่อผู้ใช้ที่ชอบหน้าจอที่แสดงผลภาพได้ไหลลื่นไหลด้วย

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00185

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00186
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00187
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00215
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00214

ทัชแพด ASUS NumberPad 2.0 จะมีปุ่มลัด F6 สำหรับปิดเปิดการทำงานอยู่ เมื่อกดแล้วตัวระบบจะแสดงภาพขึ้นมาบนหน้าจอด้วยว่าทัชแพดทำงานอยู่หรือไม่ ด้านการใช้งานจริงตัวแป้นสามารถตอบสนองการลากเคอร์เซอร์ได้รวดเร็วและใช้ Gesture Control ได้เป็นอย่างดีไม่มีปัญหา หากใครนั่งทำงานแล้วหยิบเมาส์ออกมาไม่ถนัดนักก็ใช้ทัชแพดได้เลย

ส่วนแป้น ASUS NumberPad 2.0 จะมีคำสั่งอยู่ 2 ไอคอน คือ มุมบนซ้ายหากแตะแล้วยกนิ้วออก จะลดความสว่างของไฟแป้น Numpad ถ้าแตะแล้วลากนิ้วออกจะเรียกเครื่องคิดเลขขึ้นมา ส่วนฝั่งขวามือเป็นปุ่มเปิดปิด Numpad จะทำงานต่อเมื่อแตะค้างเอาไว้ราว 1 วินาที แต่ตอนใช้งานจริงแม้จะเปิด Numpad ค้างเอาไว้ก็ยังลากเคอร์เซอร์เมาส์ไปมาได้ตามปกติและถ้าตรงไหนต้องกรอกตัวเลขก็แตะพิมพ์เลขได้เลย ถือว่าทางบริษัทเซ็ตฟังก์ชั่นการทำงานให้แป้นทัชแพดนี้ทำงานได้ดีมาก ไม่มีอาการรวนมารบกวนตอนใช้งานเลยแม้แต่น้อย

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00229

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00226
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00228
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00223
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00224

ปากกา ASUS Pen 2.0 ในกล่องจะเป็นปากกา USI Stylus แบบให้ฝังแบตเตอรี่เอาไว้ในตัว ตัวด้ามจะมีปุ่มควบคุมการทำงาน 2 ปุ่มและมีปุ่มท้ายด้าม เมื่อกดแล้วเครื่องจะเปิดโปรแกรม Microsoft Sketch Board ขึ้นมาให้วาดภาพจดไอเดียได้ ตอนแบตเตอรี่ปากกาใกล้หมดจะมีไฟสีส้มกระพริบเตือนผู้ใช้ ซึ่งมีพอร์ต USB-C ที่ตัวด้ามให้เสียบชาร์จแบตฯ ได้ด้วย ด้านการวาดและเขียนจดถือว่าตอบสนองได้ดีไม่แพ้กับเมาส์ปากกาแบรนด์ชั้นนำหลายๆ รุ่นเลย

อย่างไรก็ตาม จุดที่ขอกล่าวถึงเป็นส่วนตัว คือตัวปากกาหากใครคุ้นเคยกับ ASUS Pen บางรุ่นที่ต้องใส่แบตเตอรี่ AAA มาก่อนแล้วเปลี่ยนมาใช้ปากกาด้ามนี้เป็นครั้งแรกก็น่าจะเข้าใจผิดว่าต้องหมุนปลายด้ามปากกาเพื่อเปิดกระบอกใส่ถ่าน แต่เวอร์ชั่นใหม่นี้ต้องสไลด์ท้ายด้ามขึ้นเปิดพอร์ต USB-C แล้วเสียบสายชาร์จแทน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าหากทาง ASUS จะเปลี่ยนดีไซน์ปากกาเช่นนี้ ควรติดสติ๊กเกอร์บอกผู้ใช้สักนิด อย่างมีคำว่า “Slide” พร้อมลูกศรสักนิด ไม่อย่างนั้นผู้ใช้ที่คุ้นกับปากกาด้ามนี้แต่เป็นเวอร์ชั่นใส่ถ่านต้องได้ส่งเคลมหรือซื้อด้ามใหม่อย่างแน่นอน

Connector / Thin & Weight

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00208
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00209

พอร์ตเชื่อมต่อของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้จะมีพอร์ตติดตั้งเอาไว้ทั้งสองฝั่งของตัวเครื่อง โดยฝั่งซ้ายจะมี USB 2.0 เพียงพอร์ตเดียว ส่วนฝั่งขวาไล่จากซ้ายมี Audio combo, Thunderbolt 4, USB-A 3.2 Gen 2, HDMI 2.1 และช่องต่ออแดปเตอร์ของโน๊ตบุ๊ค

ซึ่งพอร์ตของตัวเครื่องถือว่าทาง ASUS ให้มาครบเครื่อง แต่ผู้เขียนยังกังขาที่พอร์ต USB 2.0 ด้านซ้าย ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนอยากให้ทาง ASUS เปลี่ยนเป็น MicroSD Card Reader จะดีกว่า ผู้ใช้จะได้เอาการ์ดจากกล้องมาต่อแล้วโอนไฟล์เข้าออกเครื่องได้สะดวก ไม่ต้องผ่านตัวแปลงใดๆ ให้วุ่นวายและยังเอาไปใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ ได้มากขึ้น

หากเป็นไปได้ผู้เขียนแนะนำให้ถอดช่องอแดปเตอร์ออกแล้วเปลี่ยนเป็น Thunderbolt 4 x 2 ช่องจะดีกว่า เพราะโน๊ตบุ๊คสายทำงานของ ASUS หลายๆ รุ่นก็ให้อแดปเตอร์หัว USB-C มาหลายรุ่นแล้ว ถ้า ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ทำตามนั้น นอกจากได้ใจผู้บริโภคยังได้พอร์ตอเนกประสงค์เพิ่มอีกช่องด้วย หรือไม่อย่างนั้นก็เปลี่ยนเป็น Kensington Lock แทนก็ได้ความปลอดภัยให้เจ้าของเครื่องอุ่นใจขึ้นอีก

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00136

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00138
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00137

น้ำหนักของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ที่เคลมเอาไว้หน้าเว็บไซต์อยู่ที่ 1.5 กิโลกรัม พอชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอลแล้วได้น้ำหนักราว 1.58 กิโลกรัม เมื่อรวมกับอแดปเตอร์และ ASUS Pen 2.0 น้ำหนัก 320 กรัม จะหนักสุทธิ 1.91 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักร่วม 2 กิโลกรัมถือว่าไม่ได้หนักเกินไป และอแดปเตอร์เฉพาะของเครื่องก็ไม่จำเป็นต้องพกติดตัวไปด้วยเสมอๆ แค่หาปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์กับสาย USB-C ติดกระเป๋าไป ส่วนอแดปเตอร์ทิ้งไว้ที่บ้านหรือออฟฟิศก็ได้ ช่วยลดน้ำหนักและจำนวนของใช้ในกระเป๋าให้น้อยลงด้วย

Inside & Upgrade

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00140

ถ้าจะอัพเกรด ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ก็ทำได้ง่ายๆ โดยใช้ไขควงหัวแฉก Philips Head ขันน็อต 10 ดอกออก แล้วเอาปิ๊กกีตาร์ไล่ตามขอบตัวเครื่องแล้วเปิดฝาเครื่องได้เลย โดยฝาเครื่องนี้ไม่มีตัวกิ๊บดึงฝาเข้ากับเครื่องหรือน็อตแบบมีตัวรองเลย ตอนเปิดเครื่องขอแค่ระวังตอนงัดตะขอขอบฝาเครื่องแตกก็พอ โดยรวมถือว่าฝาใต้เครื่องของ Vivobook S 14 Flip OLED ก็ยังถอดและใส่เข้าได้ง่ายไม่แพ้ Vivobook รุ่นอื่นในซีรี่ส์เลย

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00149

เมื่อเปิดฝาเครื่องจะเห็นว่าภายในจะมีแบตเตอรี่กับแผงเมนบอร์ดแบ่งพื้นที่กันอยู่ครึ่งหนึ่ง มีช่องต่อ M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 พร้อมกรอบโลหะป้องกัน SSD ด้วย ถัดมาเป็นช่อง RAM SO-DIMM ปิดด้วยกรอบอลูมิเนียม อัพเกรดเพิ่มความจุได้มากสุด 16GB DDR4 รองรับบัส 3200MHz ดังนั้นถ้าใครซื้อมาแล้วกลัวแรมออนบอร์ดไม่พอใช้ก็เปิดฝาอัพเกรดได้เลย

ส่วนตัวผู้เขียนค่อนข้างประทับใจที่ทาง ASUS ให้พอร์ต SO-DIMM สำหรับอัพเกรดแรมมา แล้วยังมีกรอบอลูมิเนียมมาปิดแผ่นแรมด้วย แต่ก็แลกกับอินเตอร์เฟส PCIe สำหรับ M.2 NVMe SSD เพียงช่องเดียว ซึ่งส่วนนี้หากดูบนเมนบอร์ดที่มีพื้นที่จำกัดก็ต้องเลือกใส่แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นถ้าใครรู้สึกว่า M.2 NVMe SSD จากโรงงานช้าเกินไปแนะนำให้โคลนย้ายข้อมูลไป SSD ตัวที่เร็วกว่าหรือเปลี่ยนไปซื้อ External SSD มาใช้งานแทนเลยก็ดี

Performance & Software

cpu

mb
ram

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED รุ่นนี้ติดตั้งซีพียู Intel 12th Gen สถาปัตยกรรม Alder Lake รหัส Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.5GHz มาให้ใช้งาน มีค่า TDP สูงสุด 45 วัตต์ รองรับชุดคำสั่งที่จำเป็นใช้งานครบถ้วน ใช้รันโปรแกรมที่กินทรัพยากรหนักได้เป็นอย่างดี

เมนบอร์ดของ Vivobook S 14 Flip OLED เป็นอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 รองรับ SSD ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี มีแรมออนบอร์ดติดตั้งมา 8GB DDR4 บัส 3200MHz มีช่องแรม SO-DIMM สามารถอัพเกรดเพิ่มได้มากสุด 16GB DDR4 ด้วย ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องเปิดเบราเซอร์หลายแท็บหรือเปิดโปรแกรมที่กินทรัพยากรเครื่องหนักๆ ได้เป็นอย่างดี

gpu

การ์ดจอออนบอร์ดใน Intel Core i5-12500H เป็น Intel Iris Xe Graphics รองรับ DirectX 12 และชุดคำสั่งสำหรับเรนเดอร์กราฟิคครบถ้วน ไม่ว่าจะ OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan ครบถ้วน สามารถใช้เรนเดอร์ภาพหรือตัดต่อคลิป Vlog ต่างๆ ได้อย่างแน่นอน 

device mgr

พาร์ตในเครื่องเมื่อเช็คด้วย Device Manager แล้ว จะเห็นว่า ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือของ FocalTech มาให้ ใช้การ์ด Wi-Fi ของ MediaTek MT7921 รองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax เป็นรุ่นเสาอากาศ Dual band 2×2 รองรับ Bluetooth 5.1 ในตัวและมีชิป TPM 2.0 ติดตั้งมาให้รักษาความปลอดภัยร่วมกับระบบปฏิบัติการ Windows 11 ด้วย

ssd

สำหรับ M.2 NVMe SSD จากโรงงานใน ASUS Vivobook S 14 Flip OLED เป็น Micron 2450 ความจุ 512GB โดยสเปคของไดรฟ์นี้ใช้อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ขนาด M.2 2280 ซึ่งความจุนี้มีความเร็ว Sequential Read 3,500 MB/s และ Sequential Write 3,000 MB/s ค่าความทนทานตอนอ่านเขียนข้อมูล 300 TBW มีระบบเข้ารหัสข้อมูล AES-256 ในตัวอีกด้วย

เมื่อทดสอบด้วย CrystalDiskMark 8 แล้ว ผลที่ได้จะเห็นว่า SSD นี้ทำความเร็ว Sequential Read ได้ 2,940.12 MB/s และ Sequential Write 883.42 MB/s เมื่อเขียนไฟล์ลงไดรฟ์ราว 71% ซึ่งถ้าใครจะใช้ SSD เดิมจากโรงงานก็ถือว่าใช้งานได้ แต่ขอแนะนำให้บริหารพื้นที่ในไดรฟ์ให้ดี อย่าเก็บไฟล์เอาไว้ในเครื่องเกิน 50% เพื่อให้ตัว SSD มีพื้นที่จัดการบริหารไฟล์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

หากผู้ใช้คนไหนต้องการเปลี่ยน SSD ในเครื่องให้เป็นรุ่นที่ประสิทธิภาพดีขึ้น แนะนำให้ดู Transcend MTE220S, Samsung 980, WD Black SN 750SE ฯลฯ มาเปลี่ยนแล้วเอาไดรฟ์เดิมจากโรงงานไปทำ External SSD แทนก็ดีเช่นกัน นั่นเพราะ M.2 NVMe SSD ที่ซื้อแยกโดยเฉพาะจะมีซอฟท์แวร์สำหรับปรับแต่งและอัพเดทเฟิร์มแวร์ให้ตัวไดรฟ์โดยเฉพาะและเร่งประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นได้ด้วย 

r15
r20

ด้านการทดสอบเรนเดอร์โมเดล 3D CG แล้ว จะเห็นว่าตัว ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ใช้งานได้เป็นอย่างดี โดย CINEBENCH R15 ทำคะแนน OpenGL ได้ 57.09 fps และ CPU 1,124 cb และเมื่อรันโปรแกรม CINEBENCH R20 ที่เน้นทดสอบกำลังการประมวลผลของซีพียูเท่านั้น จะได้คะแนน 2,653 pts ทีเดียว ดังนั้นถ้าผู้ใช้คนไหนต้องทำงาน 3D Model และกราฟิคล่ะก็ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้ก็สามารถเรนเดอร์และนำเสนอโมเดลให้ลูกค้าได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องกระตุกค้างแน่นอน

3dmark

ด้านการทดสอบเล่นเกมด้วย 3DMark Time Spy จะเห็นว่าตัว ASUS Vivobook S 14 Flip OLED จะทำคะแนนรวมเฉลี่ยได้ 997 คะแนน แยกเป็น CPU score 4,533 คะแนน และ Graphics score 877 คะแนน ก็สรุปได้ว่า Vivobook รุ่นนี้ไม่เหมาะกับการเล่นเกมนักและก็ไม่ได้เป็นใจความหลักของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังพอเปิดเกม 8-bit เล่นฆ่าเวลาได้ระดับหนึ่ง

pcmark10

ส่วนของ PCMark 10 สำหรับทดสอบเวลานำโน๊ตบุ๊คนี้ไปทำงานจริง จะเห็นว่ามันสามารถทำงานได้ดีทีเดียว โดยได้คะแนนเฉลี่ย 5,020 คะแนน ไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คบางเบาสายทำงานหลายๆ รุ่น หากจำแนกผลคะแนนเป็นหมวดต่างๆ จะเห็นว่าการใช้งานทั่วไปอย่างเปิดโปรแกรม, ประชุมออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือเปิดเบราเซอร์นั้น Vivobook S 14 Flip OLED ทำงานได้ดีไม่มีปัญหา และจะใช้งานกับโปรแกรมออฟฟิศอย่าง Word, Excel หรือแม้แต่โปรแกรมแต่งภาพก็ทำได้ดีไม่แพ้กันเลย ต้องถือว่าตัวซีพียูและการ์ดจอออนบอร์ดใน Intel Core i5-12500H ทำหน้าที่ได้ดีไม่มีปัญหา

แต่หากมองในส่วนที่ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ไม่ถนัด ก็จะเป็นงานตัดต่อวิดีโอและเรนเดอร์จำลองโมเดลที่ทำคะแนนทดสอบออกมาได้ในระดับพอใช้งานได้ ทว่าถ้าใครเน้นงานปั้นโมเดล 3D หรือตัดต่อวิดีโอความละเอียดเกิน Full HD และใส่เอฟเฟคกับรายละเอียดเยอะๆ ล่ะก็ แนะนำให้หารุ่นมีการ์ดจอแยกติดตั้งมาด้วยจะทำงานได้ดีกว่า

Screenshot 2022 09 21 094202

Screenshot 2022 09 21 094221
Screenshot 2022 09 21 094235
Screenshot 2022 09 21 094304
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00219
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00221
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00220

ด้านการตั้งค่า ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ให้ทำงานได้ดีที่สุดจะมีโปรแกรม MyASUS ติดตั้งมาให้ใช้งาน ซึ่งใช้มอนิเตอร์ตัวเครื่องและตั้งค่าการแสดงผลหน้าจอรวมทั้งมีโหมดถนอมการแสดงผลของพาเนลหน้าจอ OLED รวมทั้งเมื่อใช้งานแล้วมีปัญหาก็สามารถแจ้งปัญหาเพื่อให้ทาง ASUS เข้ามาช่วยดูแลจัดการตัวเครื่องผ่านทางโปรแกรมนี้ได้อีกด้วย

หากให้ดี ผู้เขียนแนะนำว่าเมื่อซื้อ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED มาแล้ว ก็เปิด MyASUS มาเปิดการตั้งค่า OLED Care เอาไว้ให้หมด ซึ่งมันจะช่วยถนอมพาเนลนี้ให้ใช้งานได้โดยไม่เกิดอาการ Burn-in เมื่อใช้งานไปหลายปีด้วย

Battery & Heat & Noise

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00143

แบตเตอรี่ของ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED เป็นแบบลิเธียม โพลีเมอร์ ความจุ 70Wh มีขนาดใหญ่จนขอบแบตเตอรี่ติดลำโพงทั้งสองฝั่ง มีความจุ Typical Capacity 6,072mAh และ Rated Capacity 5,895mAh จัดว่ามีความจุเยอะ และทาง ASUS เคลมว่าใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงอย่างแน่นอน

batt

ซึ่งระยะเวลาใช้งาน เมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยลดความสว่างหน้าจอต่ำสุด, ปิดไฟ LED Backlit, ลดเสียงลำโพงให้ดังเพียง 10% แล้วตั้งค่าตัวเครื่องเป็นโหมดประหยัดพลังงาน แล้วใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube นาน 30 นาที จะเห็นว่า ASUS Vivobook S14 Flip OLED สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสุถด 8 ชั่วโมง 28 นาที ซึ่งในฐานะซีพียู Intel H-Series ซึ่งเป็นซีพียูคอร์ประสิทธิภาพสูงนั้น แม้จะใช้งานได้ไม่เกิน 10 ชั่วโมง แต่ใช้ได้ราวนี้ก็ถือว่านานทีเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้โปรแกรม BatteryMon จะแจ้งเราว่าใช้งานได้ราว 8 ชั่วโมงครึ่งก็ตาม แต่จากที่นำเครื่องไปใช้งานจริงแบบ Cafe Hopper หยิบโน๊ตบุ๊คติดตัวไปนั่งทำงานร้านโน้นทีร้านนี้ที ก็ใช้งานต่อนเื่องได้ทั้งวันไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน อย่างมากอาจเตรียม Power Bank ความจุสูง กำลังชาร์จ 65 วัตต์ขึ้นไปเตรียมเอาไว้สักก้อนเผื่อใช้ชาร์จในกรณีจำเป็นก็เพียงพอแล้ว แต่อันที่จริง แบตเตอรี่ 70Wh ใน ASUS Vivobook S 14 Flip OLED กับระบบจัดการพลังงานถือว่าทำงานได้ดี ไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างวันเลยก็ได้

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00141

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00148
ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00153

ระบบระบายความร้อน ASUS IceCool ในเครื่องจะใช้ฮีตไปป์ 2 เส้น ขนาด 8 และ 6 มม. เดินแนวจากซีพียู Intel Core i5-12500H ตรงไปยังฮีตซิงค์ที่ติดอยู่ขอบตัวเครื่องหน้าพัดลมโบลวเวอร์ 2 ด้านเพื่อระบายความร้อนออกจากเครื่อง ด้านเสียงระบบระบายความร้อนต้องถือว่าเบามากจนแทบไม่ได้ยิน และแม้จะรันโปรแกรมใหญ่ๆ อยู่ก็ยังได้ยินเสียงหวีดเบาๆ เท่านั้น ไม่ได้รบกวนหูตอนใช้งานแม้แต่น้อย ถ้าพกเครื่องไปทำงานตาม Co-working space ก็ไม่มีรบกวนผู้อื่นที่ใช้สถานที่ร่วมกันอย่างแน่นอน

heat

เมื่อรันโปรแกรม Benchmark เพื่อเค้นเครื่องให้ทำงานเต็มที่แล้วเช็คอุณหภูมิด้วย CPUID HWMonitor จะเห็นว่าอุณหภูมิ Package ของ Intel Core i5-12500H ใน ASUS Vivobook S 14 Flip OLED จะอยู่ที่ 48~98 องศา เฉลี่ย 57 องศาเซลเซียส และเมื่อเอามือจับตามส่วนต่างๆ ของตัวเครื่องแล้ว ความร้อนจากชุดระบายความร้อนก็ไม่ได้แผ่ออกไปทั่วแค่ตัวเครื่องอุ่นขึ้นเล็กน้อยและจะร้อนจริงๆ ก็ตรงปลายเครื่องเหนือช่องระบายความร้อนเท่านั้น

แต่เมื่อใช้งานจริง Intel Core i5-12500H ใน ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ก็ไม่ได้รันเต็มที่ตลอดเวลาและตอนใช้งานจริงเครื่องก็เย็นตลอดเวลาอีกด้วย ดังนั้นถ้าใครอยากได้เครื่องนี้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องอุณหภูมิที่โปรแกรมวัดได้เลยก็ได้ โดยเฉพาะคนที่เน้นใช้โปรแกรมออฟฟิศหรือวาดภาพเป็นหลัก ผู้เขียนได้ทดลองใช้งานดูแล้วก็ไม่เจอปัญหาเรื่องอุณหภูมิเลยแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นสบายใจได้เลย

User Experience

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00164

จากที่ผู้เขียนนำ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ไปใช้เป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องหลักมาราวสัปดาห์ ก็พบจุดที่ชอบและกังขานิดหน่อย ซึ่งจุดที่เสียดายก็คงหนีไม่พ้นพอร์ต USB 2.0 ที่อยากให้ทางบริษัทเปลี่ยนเป็น MicroSD Card Reader แทน นั่นเพราะถ้ามีพอร์ตนี้เราก็สามารถถอดเมมโมรี่การ์ดจากกล้องหน้ารถหรือ Action Camera ที่ติดอยู่กับหมวกกันน็อคมาโหลดไฟล์ได้ทันที แม้บางคนอาจจะแย้งว่าใช้สมาร์ทโฟนโหลดเอาก็ได้ แต่ถ้าโหลดตรงเข้าคอมพิวเตอร์ก็นำไปใช้ได้ง่ายกว่าอย่างแน่นอน

แต่นอกจากเรื่อง MicroSD Card Reader นี้แล้ว ผู้เขียนกลับชอบ Vivobook รุ่นนี้มาก จุดแรกคือบอดี้ตัวเครื่องที่เป็นอลูมิเนียมแล้ว เรียกว่าแข็งแรงสวยงามไม่แพ้ตระกูล Zenbook เลย และยังมีปากกา ASUS Pen 2.0 แถมมาให้ จึงเซ็นเอกสารสำคัญบนหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้วส่งให้ผู้รับได้ในทันที ไม่ต้องปริ้นท์กระดาษและใช้หมึกเซ็นให้เสียเวลาเลยแม้แต่นิดเดียว และถ้าจะวาดภาพก็พับกลับเป็นแท็บเล็ตแล้ววาดได้ทันทีทุกที่

จุดถัดมาที่ชอบ คือทาง ASUS ติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาด้วย เวลาพกเครื่องไปไหนมาไหนก็พกแต่ปลั๊ก GaN กับสาย USB-C ก็ชาร์จแบตเตอรี่ให้เครื่องนี้ได้ทันที หรือถ้าจะต่อหน้าจอที่มีพอร์ต USB-C ที่รองรับ Thunderbolt ก็ต่อใช้งานได้สะดวกมาก และ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นี้ก็ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาก็ตัดประเด็นเรื่องอัพเกรดทิ้งไปได้เลย เพราะบนเมนบอร์ดก็มีช่อง SO-DIMM ให้อัพเกรดแรมเป็น 16GB DDR4 ติดมาให้ ดังนั้นถ้าซื้อมาใช้งานแล้วรู้สึกว่าแรมไม่พอก็เปิดฝาอัพเพิ่มได้ทันทีอีกด้วย

ส่วนที่ชอบเป็นพิเศษและเป็นเงื่อนไขหลักเวลาพิจารณาจะซื้อโน๊ตบุ๊คสักเครื่องของผู้เขียนเอง คือระบบยืนยันตนแบบชีวมาตร (Biometric) ซึ่ง Vivobook S 14 Flip OLED มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้โดยรวมไว้กับปุ่ม Power ก็ดึงดูดความสนใจของผู้เขียนได้เป็นอย่างดี ยิ่งในปัจจุบันนี้ที่ยังไม่ควรถอดหน้ากากอนามัยตอนอยู่ในที่สาธารณะนั้น การปลดล็อคเครื่องด้วยเซนเซอร์สแกนใบหน้าก็ไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด แต่ถ้าสแกนลายนิ้วมือเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมาทันที ซึ่งผู้เขียนชอบฟังก์ชั่นนี้มากเพราะตอนไปนั่งตามร้านกาแฟก็ไม่ต้องปลดหน้ากากแต่เอานิ้วนาบตรงปุ่ม Power ก็ปลดล็อคเครื่องใช้ทำงานได้ทันที ไม่ต้องปลดหน้ากากออกใส่เข้าใหม่อยู่อย่างนั้นให้เสียเวลา

Conclusion & Award

ASUS Vivobook S 14 Flip OLED DSC00167

หากจะหาโน๊ตบุ๊คที่ครบเครื่องเอาไว้ทำงานสักรุ่น ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นับเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นแรกๆ ที่ผู้เขียนอยากแนะนำให้ผู้อ่านไปลองจับลองเล่นตัวจริงดูจะได้เห็นว่า ASUS Vivobook นั้นได้อัพเกรดจากโน๊ตบุ๊คทั่วไปซีรี่ส์หนึ่งให้พรีเมี่ยมยิ่งขึ้น จะกล่าวว่างานประกอบแข็งแรงไล่เลี่ยกับ Zenbook ก็ไม่ผิด ได้เลยและยังมีฟีเจอร์ดีๆ ติดมาให้เยอะมากไม่ว่าจะจอทัชพาเนล OLED ขอบเขตสีกว้างและเที่ยงตรง, มีปากกา ASUS Pen 2.0 ให้ใช้และทัชแพดเป็น ASUS NumberPad 2.0 ให้กดสลับโหมดเป็น Numpad พิมพ์ตัวเลขได้รวดเร็ว แถมยังมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ด้วย นับเป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับคนทำงานที่ดีและฟีเจอร์ครบเครื่องที่สุดอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งถ้าผู้เขียนกำลังคิดจะซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่อยู่ ก็คงตัดสินใจซื้อเครื่องนี้ไปใช้โดยไม่คิดมาก

ส่วนตัวถ้าจะหาอุปกรณ์เสริมให้ ASUS Vivobook S 14 Flip OLED ล่ะก็ ผู้เขียนแนะนำให้อัพเกรดแรมไป 16GB ก่อนเป็นอย่างแรก ส่วนเรื่อง M.2 NVMe SSD ในเครื่อง ผู้เขียนแนะนำให้หา External SSD ที่ใช้พอร์ต USB-C จะใช้งานได้ดีและสะดวกกว่าแน่นอน และใครจะเพิ่ม USB-C Multiport Adapter มาเผื่อต่อพอร์ตอื่นๆ เช่น LAN หรือ SD/MicroSD Card Reader ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้แต่ละคนเลย

award

NBS award 4 Mobility

best mobility

ตัวเครื่อง ASUS Vivobook S 14 Flip OLED นั้นหนัก 1.5 กิโลกรัม จัดว่าไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คบางเบาหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ แต่อเนกประสงค์กว่า เพราะมีพอร์ต Thunderbolt 4 ติดตั้งมาให้ เลยไม่ต้องติดอแดปเตอร์เฉพาะไปไหนมาไหนเสมอ 

award new Graphic

best graphic

หน้าจอทัชพาเนล OLED ขอบเขตสีกว้างและเที่ยงตรงของ Vivobook S 14 Flip OLED นี้ ตอบโจทย์ช่างกล้องที่หาโน๊ตบุ๊คหน้าจอดีๆ เอาไว้ทำงาน และมี ASUS Pen 2.0 เอาไว้เขียนบนหน้าจอได้โดยตรงด้วย ก็ไม่ต้องวุ่นวายหาเมาส์ปากกามาต่อแยกเพื่อเซ็นเอกสารหรือวาดภาพเลย

from:https://notebookspec.com/web/670281-review-asus-vivobook-s-14-flip-oled

รีวิว MSI GF63 Thin เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหน้าตาเรียบร้อย แต่แรงเอาเรื่อง ทำงานก็ดีเล่นเกมก็ลื่น เริ่มแค่ 26,900 บาท

MSI GF63 Thin หน้าตาเรียบร้อย แต่แรงไม่น้อยเลยนะ!

Share image Edit Name 3msi 1

ถ้าพูดคำว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คขึ้นมาสักครั้ง ผู้เขียนมั่นใจว่าแทบทุกคนจะเห็นโน๊ตบุ๊คเครื่องหนาและหนักและดีไซน์อลังการ ไม่ได้ดูมินิมอลเหมือน MSI GF63 Thin ที่แม้ดีไซน์จะมีความเกมมิ่งอยู่ทั้งตัวเครื่องสีดำและคีย์บอร์ดไฟสีแดง แต่นอกจากนั้นกลับดูเรียบง่ายเหมือนโน๊ตบุ๊คสายทำงานแบบประสิทธิภาพสูงเครื่องนี้อย่างแน่นอน ซึ่งทางบริษัทเองก็เสริมฟีเจอร์เอื้อการทำงานและเล่นเกมมาให้ครบเครื่อง พร้อมเล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันได้สบายๆ 

Advertisementavw

ฟีเจอร์เด่นที่เอื้อการเล่นเกม ได้แก่ Resizable BAR ซึ่งช่วยให้การประมวลและโหลด Texture ตอนเล่นเกมทำได้รวดเร็วกว่าเดิมราว 5~10% และยังรองรับการเปิด Ray Tracing, NVIDIA DLSS ช่วยเร่งเฟรมเรทตอนเล่นเกมให้มากขึ้น แม้จะรันการทำงานเต็มที่ก็ไม่ร้อน เพราะมีฟีเจอร์ Dynamic Boost 2.0 ที่ช่วยจัดการอุณหภูมิและเสียงของระบบระบายความร้อนในเครื่องให้เบาลงและเย็นขึ้นกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คของบริษัทคู่แข่งถึง 10% ทีเดียว

และข้อดีอีกอย่างเมื่อทางบริษัทเติมคำว่า “Thin” เข้ามาให้ในชื่อ ก็หมายถึงน้ำหนักและบอดี้ตัวเครื่องที่ถูกออกแบบให้บางเบาพกพาสะดวก โดย GF63 Thin มีน้ำหนัก 1.86 กิโลกรัมและบางเพียง 21.7 มิลลิเมตร จะพกไปไหนมาไหนก็ไม่หนักมาก มีพอร์ตให้ใช้งานครบถ้วนและระบบเสียงยังได้ทาง nahimic มาช่วยจูนเสียงลำโพงและหูฟัง ทำให้เวลาดูคอนเทนต์หรือเล่นเกมก็ได้ประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

MSI GF63 Thin

NBS Verdicts

MSI GF63 Thin DSC00135

ผู้เขียนมั่นใจว่าผู้ใช้หลายๆ คน ก็อยากได้โน๊ตบุ๊คที่ประสิทธิภาพสูง รันงานต่างๆ ได้ไหลลื่น ไม่ว่าจะงานออฟฟิศหรือยาวไปจนงานกราฟฟิคและตัดต่อวิดีโอก็ตาม เจ้า MSI GF63 Thin เครื่องนี้ก็เหมือนเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่นที่สเปคแรงพอรันงานเหล่านั้นได้ไหลลื่น เร็วทันใจผู้ใช้หลายๆ คนและตัวเครื่องก็ไม่หนักเกินไป พกใส่กระเป๋าไปไหนมาไหนได้ไม่ลำบากและรันงานหนัก เช่น ตัดต่อแต่งภาพหรือเปิดไฟล์ Excel ขนาดใหญ่ได้ลื่นไหลกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาที่เน้นพกพาอย่างแน่นอน

ด้านดีไซน์ของตัวเครื่อง ก็ถือว่ามันเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ดีไซน์ไม่อลังการเกินไปจนโดดเด่นเป็นเป้าสายตานัก ซึ่งจุดที่บ่งบอกความเป็นเกมมิ่งของ GF63 Thin ก็มีเพียงแค่โลโก้มังกรด้านหลังเครื่อง, คีย์บอร์ดสีแดงและขอบมุมตัวเครื่องที่ไม่ได้สมมาตรเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าทั้งหมด แต่ถูกตัดเฉียงเล็กน้อยและยังมีรายละเอียดของดีไซน์แบบเกมมิ่งที่ทางบริษัทซ่อนเอาไว้ ซึ่งถ้าไม่สังเกตก็อาจจะรู้สึกว่ามันเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานประสิทธิภาพสูงเครื่องหนึ่งเท่านั้น

ทว่าจุดสังเกตที่ผู้เขียนพบเมื่อทดลองใช้งาน คือ ภายในเครื่องมีช่องอัพเกรด SSD เป็น M.2 NVMe SSD กับ 2.5″ SATA III SSD อย่างละช่อง ส่วนของ Function Hotkey บนปุ่ม F1-F12 มีให้ใช้งานเพียงไม่กี่ปุ่มเท่านั้น เพราะทาง MSI เลือกกระจายคีย์ลัดไปติดตั้งไว้ตามปุ่มต่างๆ บนคีย์บอร์ดแทน ทั้งที่ทาง MSI จะใส่คีย์ลัดเกมมิ่ง อย่างคำสั่งเรียก Crosshair, Windows Lock ฯลฯ เสริมเข้ามาเลยก็ได้ ซึ่งสะดวกกว่าการกดปุ่ม G แล้วเข้าไปตั้งค่าในซอฟท์แวร์ตั้งค่าของ MSI หลายเท่า ดังนั้นถ้า MSI จะกระจายคีย์ลัดไปยังปุ่มอื่นบนคีย์บอร์ดก็เอาฟีเจอร์สำหรับการเล่นเกมมาเซ็ตอัพไว้ให้แทนจะมีประโยชน์ต่อเกมเมอร์มากกว่าอย่างแน่นอน

ข้อดีของ MSI GF63 Thin
  1. งานดีไซน์ตัวเครื่องเรียบร้อยไม่หวือหวา ดูเรียบร้อยและงานประกอบแข็งแรง
  2. สเปคต่อราคาจัดว่าคุ้มค่าและไม่แพงเกิน ใช้ทำงานและเล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันได้ดี
  3. ติดตั้งซีพียู Intel 11th Gen ยังใช้รันงานหนักและเล่นเกมในปัจจุบันได้อย่างแน่นอน
  4. อัพเกรดแรมได้ 64GB หากต้องการรันโปรแกรมหรือเกมที่กินทรัพยากรเครื่องมากๆ ก็ทำได้
  5. มีพอร์ต 2.5″ SATA III ติดตั้งมาให้ใส่ HDD/SSD เพื่อเพิ่มพื้นที่ในเครื่องได้
  6. หน้าจอรองรับ Dynamic Refresh Rate ปรับการแสดงผลหน้าจอได้เพื่อประหยัดพลังงาน รองรับขอบเขตสีกว้าง
  7. น้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.86 กิโลกรัม มีน้ำหนักเบาและพกพาได้สะดวก
  8. ระบบระบายความร้อนภายในเครื่องจัดการอุณหภูมิได้ดีและเสียงไม่ดังเกินไป
  9. มีพอร์ตที่ต้องใช้ค่อนข้างครบถ้วนทั้ง USB-A 3.2, USB-C 3.2, HDMI, LAN
ข้อสังเกตของ MSI GF63 Thin
  1. มี M.2 NVMe SSD กับ 2.5″ SATA III ไม่ใช่ M.2 NVMe x 2 ช่อง
  2. มีคีย์ลัดที่ F1-F12 มีเพียงไม่กี่ปุ่ม แต่ก็ไม่ได้เสริมฟีเจอร์เกมมิ่งเข้ามาให้

รีวิว MSI GF63 Thin

Specification

Screenshot 2022 09 16 233855

MSI GF63 Thin เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวเครื่องบางเบาแต่สเปคจัดว่าดีพอใช้ทำงานและเล่นเกมฟอร์มใหญ่ได้ดี ตอบโจทย์ทั้งผู้ใช้ที่อยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเพราะประสิทธิภาพดีแล้วดีไซน์เครื่องก็เรียบร้อยไม่หวือหวา ซึ่งสเปคโดยละเอียดมีดังนี้

สเปคของ MSI GF63 Thin
  • CPU : Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz 
  • Ports : USB-A 3.2 Gen 2 x 3, USB-C 3.2 Gen 2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.86 กิโลกรัม
  • Price : 31,990 บาท (ราคากลาง)

ด้านสเปคของ MSI GF63 Thin นอกจากรุ่นที่นำมารีวิว จะมีรุ่นทางเลือกอีก 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. MSI GF63 Thin 11UC-869TH สเปค Intel Core i5-11400H, NVIDIA GeForce RTX 3050, RAM 8GB DDR4 บัส 3200MHz, M.2 NVMe SSD 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้, หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ราคา 26,900 บาท
  2. MSI GF63 Thin 11UD-1031TH สเปค Intel Core i7-11800H, NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti, RAM 8GB DDR4 บัส 3200MHz, M.2 NVMe SSD 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้, หน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ราคา 29,990 บาท

Hardware & Design

MSI GF63 Thin DSC00133

MSI GF63 Thin DSC00176
MSI GF63 Thin DSC00156
MSI GF63 Thin DSC00159

ดีไซน์ของ GF63 Thin แม้จะเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค แต่เมื่อมองในมุมหน้าตรงจะเห็นว่าทาง MSI ออกแบบให้ตัวเครื่องดูเรียบง่าย ดีไซน์ไม่ค่อยหวือหวาเหมือนเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นที่มีเหลี่ยมสันและช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ติดอยู่ตามส่วนต่างๆ ของตัวเครื่อง แต่ทางบริษัทก็ยังซ่อนดีไซน์เกมมิ่งไว้กับองค์ประกอบต่างๆ เช่น ทรงของปุ่ม Power บ้าง หรือจะไฟคีย์บอร์ดสีแดงปรับความสว่างได้ เป็นต้น

MSI GF63 Thin DSC00203

MSI GF63 Thin DSC00153
MSI GF63 Thin DSC00155
MSI GF63 Thin DSC00218

ถ้าสังเกตจะเห็นว่าขอบตัวเครื่องนั้นไม่ได้เป็นทรงสี่เหลี่ยมเสียทีเดียว แต่ถูกตัดเฉียงตรงขอบที่วางข้อมือสองฝั่งและขอบบนของหน้าจอด้วย ไม่ให้ตัวเครื่องดูเรียบง่ายจนเกินไป ถัดมาส่วนกลางเครื่องตรงขอบล่างหน้าจอจะถูกตัดเว้นเอาไว้ให้ใช้นิ้วดึงเพื่อกางหน้าจอได้สะดวก ส่วนการบาลานซ์น้ำหนักตัวเครื่องตอนกางหน้าจอด้วยนิ้วเดียวแล้ว ตัวเครื่อง GF63 Thin จะยกตามหน้าจอขึ้นมาเล็กน้อยก่อนน้ำหนักตัวเครื่องจะดึงให้ตัวเครื่องกางออกแล้วใช้งานได้ตามปกติ ดังนั้นผู้เขียนแนะนำให้ใช้มืออีกข้างช่วยจับตัวเครื่องไว้ จะกางหน้าจอได้สะดวกกว่า

MSI GF63 Thin DSC00175

เมื่อกางหน้าจอจนสุดแล้ว MSI GF63 Thin จะกางจอได้ราว 120 องศา ถือว่ากว้างไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คเกมมิ่งและสายทำงานในระดับราคาใกล้เคียงกัน ซึ่งเราสามารถกางหน้าจอ GF63 Thin ให้เข้ากับมุมสายตาของผู้ใช้ได้ง่าย จะวางเอาไว้บนโต๊ะทำงานหรือแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็ปรับใช้งานได้สะดวก

MSI GF63 Thin DSC00143

MSI GF63 Thin DSC00201
MSI GF63 Thin DSC00129

ส่วนด้านหลังตัวเครื่องจะเห็นว่า MSI GF63 Thin จะเน้นดีไซน์เรียบง่าย โดยฝาหลังมีแต่โลโก้รูปมังกรของทางบริษัทเพียงอย่างเดียว ถัดลงมาที่บานพับหน้าจอจะเป็นแบบก้านหน้าจอยึดเข้ากับฐานตัวเครื่องโดยแยกเป็นฝั่งซ้ายและขวา เมื่อกางแล้วฝาหลังทำมุม 90 องศากับตัวเครื่องแล้ว พาร์ททั้งสองชิ้นจะตั้งอยู่ในระนาบเดียวกันพอดี

MSI GF63 Thin DSC00189

ด้านใต้ตัวเครื่องจะเป็นดีไซน์ฝาหลังแบบกากบาทและมีช่องระบายความร้อนอยู่ทั้งหมด 2 ส่วนด้วยกันคือฝั่งซ้ายเป็นช่องขนาดใหญ่ซึ่งตรงกับชุดซิ้งค์ของซีพียูและการ์ดจอพอดี ส่วนฝั่งขวามือมีช่องลมเข้าขนาดเล็กสำหรับดึงลมเข้าไปแล้วระบายออกที่ช่องด้านข้างเครื่อง ส่วนยางรองบอดี้ตัวเครื่องจะมีทั้งหมด 4 จุด ดีไซน์เป็นทรงสามเหลี่ยมติดตั้งเอาไว้ตามมุมของตัวเครื่อง เป็นยางขนาดใหญ่และเล็กอย่างละคู่ ช่วยป้องกันบอดี้ด้านใต้เครื่องเกิดความเสียหายได้เป็นอย่างดี

Screen & Speaker

MSI GF63 Thin DSC00147

MSI GF63 Thin DSC00149
MSI GF63 Thin DSC00148
MSI GF63 Thin DSC00150
MSI GF63 Thin DSC00152

หน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ของ GF63 Thin มีขอบหน้าจอฝั่งซ้ายขวาบางกว่าส่วนอื่น ส่วนบนจะหนาและเว้นขอบเอาไว้เล็กน้อยให้เป็นจุดกางหน้าจอ ด้านค่า Refresh Rate ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นแบบ Dynamic ถ้าเปิดดูในคำสั่ง Advance Display ของ Windows 11 จะเห็นว่าถ้าตั้งค่าแบบ Dynamic แล้ว ระบบของตัวเครื่องจะปรับค่า Refresh Rate ให้เข้ากับคอนเทนต์โดยอัตโนมัติอีกด้วย ซึ่งมีหน้าจอของโน๊ตบุ๊คเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่สามารถตั้งค่าแบบนี้ได้

display

Screenshot 2022 09 13 200312
Screenshot 2022 09 13 200333

ขอบเขตสีหน้าจอของ GF63 Thin เมื่อคาลิเบรตด้วยโปรแกรม DisplayCal 3 จะเห็นว่าทาง MSI เลือกพาเนลคุณภาพดีมาติดตั้งให้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ ซึ่งขอบเขตสีตั้งต้นจากโรงงานใน Gamut coverage นั้นได้ 87.8% sRGB, 63.7% Adobe RGB, 67.1% DCI-P3 เมื่อคาลิเบรตเสร็จแล้ว Gamut volume จะเพิ่มขึ้นเป็น 95.5% sRGB, 65.8% Adobe RGB, 67.6% DCI-P3 สำหรับความเที่ยงตรงของสีสันหน้าจอที่วัดเป็นค่า Delta-E เฉลี่ยอยู่ที่ 0.06~0.51 ซึ่งเมื่อน้อยกว่า 2 ก็ถือว่าเที่ยงตรงพอใช้พรู้ฟงานอาร์ตหรือแต่งภาพถ่ายจากกล้องก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาแน่นอน

ความสว่างหน้าจอที่โปรแกรม DisplayCal 3 วัดได้เมื่อปรับความสว่าง 100% อยู่ที่ 307.01 cd/m2 นับว่าสว่างสู้แสงแดดได้โดยไม่มีปัญหา จะนั่งทำงานที่ร้านกาแฟหรือโดนแสงส่องกระทบหน้าจอก็ไม่มีปัญหา โดยส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้ปรับความสว่างไว้ 60% ก็สว่างพอใช้ทำงานในออฟฟิศแล้ว

MSI GF63 Thin DSC00190
MSI GF63 Thin DSC00191
MSI GF63 Thin DSC00121
MSI GF63 Thin DSC00122

ลำโพงของ MSI GF63 Thin เป็นลำโพง 2 ดอก กำลังขับ 2W x 2 ได้ Nahimic มาช่วยปรับจูนเสียงให้ เนื้อเสียงจัดว่าคมชัด หากใช้เล่นเกมก็ได้เนื้อเสียงดีและตัวระบบสามารถแบ่งแยกทิศทางเสียงได้ดี แต่ในแง่การฟังเพลงถือว่าแค่พอใช้โดยเนื้อเสียงจะเน้นเสียงคนร้องและเครื่องดนตรีเป็นหลัก เสียงเบสพอมีแค่ซัพพอร์ตให้เนื้อเสียงโดยรวมมีมิติ แต่เมื่อฟังเพลงแนวฮิปฮอป, R&B จะมีกำลังขับไม่มากพอ ณ จุดนั้นควรต่อลำโพงแยกไปเลยจะฟังเพลงได้อรรถรสยิ่งกว่า

Keyboard & Touchpad

MSI GF63 Thin DSC00161

MSI GF63 Thin DSC00169
MSI GF63 Thin DSC00170
MSI GF63 Thin DSC00168
MSI GF63 Thin DSC00164
MSI GF63 Thin DSC00167
MSI GF63 Thin DSC00173

แม้ GF63 Thin จะเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วก็ตาม แต่ขนาดของคีย์บอร์ดเป็น Tenkeyless ไม่มี Numpad เหมือนเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นที่ขนาดเท่ากัน โดยทาง MSI ออกแบบให้ด้านข้างคีย์บอร์ดสองฝั่งมีพื้นที่ของตัวเครื่องเพิ่มขึ้นและได้ขนาดปุ่มคีย์บอร์ดเป็นแบบเต็มแทบทั้งหมด ยกเว้น F1-F12 และปุ่ม Grave Accent ที่ถูกย่อขนาดเหลือครึ่งเดียว

ไฟ LED Backlit ของ GF63 Thin เป็นไฟสีแดง ปรับความสว่างได้โดยคีย์ลัดที่รวมเอาไว้กับปุ่ม Page Up, Page Down และสังเกตว่า MSI ไม่ค่อยเอา Function Hotkey มาเซ็ตรวมไว้กับ F1-F12 เหมือนเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่น แต่กระจายปุ่มเอาไว้ตามส่วนต่างๆ ของคีย์บอร์ดแทน อย่างปุ่มลูกศรของคีย์บอร์ดก็มีคำสั่งเพิ่มลดความสว่างหน้าจอและเสียงลำโพงอยู่และปุ่ม End เป็นปุ่มปิดเสียงลำโพง เป็นต้น และยังออกแบบให้มีขีดมาร์กกิ้งไว้ที่ปุ่ม W ซึ่งเป็นปุ่มหลักที่เกมเมอร์วางนิ้วเพื่อเล่นเกมนั่นเอง

MSI GF63 Thin DSC00166

ด้าน Function Hotkey ที่ปุ่ม F1-F12 นั้น ทาง MSI เซ็ตเอาไว้ให้เพียง 6 ปุ่มเท่านั้น และเป็นปุ่มสำหรับใช้ทำงานทั่วไปเท่านั้น โดยมีคำสั่งดังนี้

  • F2 – ปุ่ม Project สำหรับตั้งค่าหน้าจอหลักและเสริม
  • F3 – ปุ่มปิดการทำงานทัชแพด
  • F6 – ปุ่มเปิดปิด Webcam
  • F7 – ปุ่มเรียกโปรแกรม MSI Center
  • F10 – Airplane Mode
  • F12 – Sleep Mode

แม้จะเห็นว่าทางบริษัทติดตั้งคีย์ลัดเอาไว้ให้ใช้งานค่อนข้างครบถ้วนก็ตาม แต่ผู้เขียนก็คิดว่าในเมื่อมีปุ่ม F1-F12 ว่างอยู่ ก็อยากให้ทาง MSI เสริมคีย์ลัดปรับโหมดการทำงานของตัวเครื่อง, ปุ่มเปิด/ปิดเป้าเล็งปืน (Crosshair) และ Windows Lock มาให้กดใช้งานได้ทันทีเลยจะดีกว่าให้ผู้ใช้เข้าไปกดเปิดปิดใน MSI Center อย่างเดียว หรือไม่ก็อัพเดทให้ผู้ใช้เซฟปุ่มมาโครหรือเซ็ตคีย์ลัดแยกได้ด้วยตัวเองไปเลย เชื่อว่าจะมีประโยชน์ยิ่งกว่าเดิมแน่นอน

MSI GF63 Thin DSC00172
MSI GF63 Thin DSC00171

ทัชแพดของ MSI GF63 Thin มีขนาดไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คบางเบาหลายๆ รุ่น รองรับ Gesture Control ของ Windows ครบถ้วนและตอบสนองได้ดีและใช้แทนเมาส์ได้สบายๆ แต่พอวางมือบนคีย์บอร์ดแล้วสันมือซ้ายจะทาบลงขอบของทัชแพดพอดี แม้จะเป็นเช่นนั้น จากที่ผู้เขียนทดลองใช้งานแล้วก็ไม่เจอปัญหาทัชแพดลั่นอย่างที่กังวลใจอย่างแน่นอน แต่หากใครกังวลปัญหาเรื่องนี้หรือจะต่อเมาส์แยกเพื่อใช้งานอยู่แล้ว ก็กดปุ่ม Fn+F3 เพื่อปิดการทำงานทัชแพดไปก่อนก็ได้

Connector / Thin & Weight

MSI GF63 Thin DSC00179

MSI GF63 Thin DSC00177
MSI GF63 Thin DSC00178

พอร์ตของ GF63 Thin จะถูกติดตั้งเอาไว้ด้านข้างเครื่องทั้งฝั่งซ้ายและขวา ยกเว้น HDMI ซึ่งถูกแยกมาติดตั้งไว้ด้านหลังของตัวเครื่องซึ่งเป็นช่องที่ต่อแล้วไม่ถอดเข้าออกบ่อยๆ โดยพอร์ตและการเชื่อมต่อทั้งหมดจะมีดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – อแดปเตอร์จ่ายไฟ, USB-A 3.2 Gen 1 x 1
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – Headphone out x 1, Mic in x 1, USB-A 3.2 Gen 1 x 2, USB-C 3.2 Gen 1 x 1, RJ45 LAN x 1
  • ด้านหลังเครื่อง – HDMI รองรับความละเอียดสูงสุด 4K 60Hz x 1
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2

ซึ่งพอร์ตทั้งหมดของตัวเครื่องต้องถือว่าให้มาครบถ้วนและมีพอร์ต USB-C สำหรับต่อแยกเป็นพอร์ตอื่นๆ ได้ แต่จะเป็นพอร์ตแบบ Data Transfer อย่างเดียว ต่อชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery หรือหน้าจอแยกแบบ DisplayPort ไม่ได้ ซึ่งผู้เขียนคาดหวังว่าถ้าทาง MSI จะส่งภาคต่อของตระกูล Thin ออกมาวางตลาดต่อ ก็อยากให้พอร์ต USB-C เป็นแบบ Full-Function จะใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นแน่นอน 

MSI GF63 Thin DSC00111

MSI GF63 Thin DSC00115
MSI GF63 Thin DSC00112

น้ำหนักของ MSI GF63 Thin จากหน้าสเปคบนเว็บไซต์จะเคลมน้ำหนักเอาไว้ 1.86 กิโลกรัม เมื่อชั่งดูแล้วได้น้ำหนักเพียง 1.84 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเบาและใกล้เคียงกับสเปคที่เคลมไว้ และเมื่อเทียบกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วรุ่นอื่นในปัจจุบันจัดว่าเบาทีเดียว เมื่อรวมกับอแดปเตอร์น้ำหนัก 474 กรัมแล้ว จะมีน้ำหนักรวม 2.31 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักนี้อาจจะหนักเท่าน้ำหนักเครื่องของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คบางรุ่นเท่านั้น จัดว่าน้ำหนักอยู่ในระดับที่กำลังดี สามารถใส่กระเป๋าเป้พกติดตัวไปไหนมาไหนได้ไม่ลำบากมากนัก

Inside & Upgrade

MSI GF63 Thin DSC00117

MSI GF63 Thin DSC00132
MSI GF63 Thin DSC00130
MSI GF63 Thin DSC00199
MSI GF63 Thin DSC00197

หากใครต้องการอัพเกรด MSI GF63 Thin ก็เริ่มจากขันน็อตหัว Philips Head ทั้ง 11 ดอกออกได้เลย แต่จะมีน็อตตัวหนึ่งถูกสติ๊กเกอร์ Factory Seal ปิดเอาไว้อยู่ ขอให้เช็คดูเสมอค่อยใช้ปิ๊กกีตาร์ไล่ตามขอบตัวเครื่องต่อไป ทว่าจุดที่ควรระวังอยู่ที่กรอบเครื่องส่วนช่องระบายความร้อน เพราะกรอบตัวเครื่องส่วนนั้นเป็นก้านตะขอเกี่ยวล็อคระหว่างตัวเครื่องและฝาด้านใต้เครื่องเอาไว้ด้วยกัน แนะนำให้ค่อยๆ ดันฝาใต้ตัวเครื่องให้ตะขอเกี่ยวเลื่อนออกเล็กน้อยก่อนค่อยดึงเปิดฝา ถ้าฝืนอาจจะทำให้ฝาหลังเสียหายได้

ที่เมนบอร์ดจะเห็นว่าทาง MSI ก็มีช่องอัพเกรดมาค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะ RAM แบบ SO-DIMM ทั้งสองช่องที่รองรับความจุ 64GB DDR4 และ M.2 NVMe SSD ที่เป็นช่องหลัง ส่วนฮาร์ดดิสก์ช่องเสริมจะเป็น 2.5″ SATA III ซึ่งยังพอยอมรับได้เพราะผู้ใช้สามารถเลือกอัพเกรดได้ว่าจะใส่เป็น HDD หรือ SSD ก็ได้

Performance & Software

cpu1

mb
ram
ram2

สเปคของ MSI GF63 Thin รุ่นนี้ติดตั้งซีพียู Intel Core i5-11400H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.7-4.5GHz สถาปัตยกรรม Tiger Lake มีค่า TDP 45 วัตต์มาให้ ซึ่งประสิทธิภาพจัดว่าพร้อมทำงานและเล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันนี้ได้เป็นอย่างดี ติดตั้งแรมมาให้ 16GB DDR4 บัส 3200MHz มาให้ สามารถอัพเกรดเพิ่มความจุได้มากสุด 64GB DDR4 ทีเดียว ส่วนเมนบอร์ดใช้อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 จึงใส่ M.2 NVMe SSD รุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูงได้อย่างแน่นอน

gpu2
gpu

การ์ดจอในเครื่องนอกจาก Intel UHD Graphics ซึ่งติดมากับซีพียู Intel แล้ว ก็มี NVIDIA GeForce RTX 3050 แรม 4GB GDDR6 ติดตั้งมาให้ใช้ทำงานและเล่นเกมได้เป็นอย่างดี รองรับ DirectX 12 และชุดคำสั่งกราฟฟิคต่างๆ ครบถ้วน ทั้ง OpenCL, OpenGL 4.6, CUDA, Ray Tracing, DirectCompute, DirectML, Vulkan, PhysX ด้วย ดังนั้นจะเล่นเกมหรือเอาไว้ทำงานกราฟฟิคก็ไม่มีปัญหา

devicemgr

ใน Device Manager จะเห็นว่า MSI GF63 Thin ติดตั้งการ์ด Wi-Fi รุ่น Intel AX201 ซึ่งรองรับ Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax และรองรับ Bluetooth 5.2 ในตัว มีแบนด์วิธคลื่น 160MHz อีกด้วย ดังนั้นเวลาเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi ก็สามารถโหลดไฟล์, เปิดเว็บไซต์ได้ดีขึ้น

ssd

ด้าน M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ในเครื่องเป็น OEM ของ Kingston รหัส OM8PDP3512B-AI1 โดยตัว SSD นั้นเป็นอินเตอร์เฟส PCIe 3.0 x4 เมื่อทดสอบกับโปรแกรม CrystalDiskMark 8 แล้ว จะได้ความเร็ว Sequantial Read 2,542.68 MB/s และ Sequential Write 1,210.84 MB/s ซึ่งถ้าใช้งานในโน๊ตบุ๊คบางเบาและเน้นใช้ทำงานทั่วไปก็ถือว่าใช้งานได้ แต่ในกรณีของเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คนั้น ผู้เขียนเห็นว่ามันยังทำงานได้ไม่เร็วเท่าที่ควร หากผู้เขียนซื้อมาใช้งานเองจะเปลี่ยนไปใช้ M.2 NVMe ที่ประสิทธิภาพดีกว่านี้ก่อนเป็นอย่างแรก

โดย M.2 NVMe SSD ที่แนะนำจะมีตัวเลือกหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะ WD Black SN750, Samsung 980, Transcend MTE220S หรือจะข้ามไปเป็นตัวอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 อย่าง Samsung 980 PRO, WD Black SN770, PNY XLR8 CS3040 ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน 

Screenshot 2022 09 12 065156
Screenshot 2022 09 12 070536

ด้านการเรนเดอร์ 3D CG เมื่อทดสอบด้วยโปรแกรม CINEBENCH R15 ที่ทดสอบการทำงานกราฟฟิคโดยรวม จะเห็นว่าตัว MSI GF63 Thin ทำคะแนน OpenGL ได้ 150.99 fps และได้คะแนนซีพียู 1,498 cb ทีเดียว และเมื่อรันทดสอบ CINEBENCH R20 ซึ่งเน้นทดสอบประสิทธิภาพของซีพียูจะได้คะแนน CPU สูงถึง 3,417 pts ทีเดียว ดังนั้นถ้าใครจะซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปตัดต่อแต่งภาพหรือวิดีโอ รวมทั้งพรีวิวโมเดล 3D ให้ลูกค้าได้ดูก็สามารถรันได้ดีไม่มีปัญหา

3dmark

ส่วนหน้าที่หลักอย่างการเล่นเกม เมื่อทดสอบด้วย 3DMark Time Spy จะได้คะแนนเฉลี่ย 4,374 คะแนน แยกเป็น CPU score 5,815 คะแนน และ Graphics score 4,191 คะแนน เป็นระดับคะแนนที่เล่นเกมฟอร์มยักษ์ได้อย่างแน่นอน แต่ผู้เขียนแนะนำว่าความละเอียดหน้าจอควรอยู่ระดับ 1080p จะดีสุดและไม่เกินกำลังของ NVIDIA GeForce RTX 3050 เกินไปอีกด้วย 

pcmark10

เมื่อทดสอบด้วย PCMark 10 แล้ว MSI GF63 Thin นั้นทำคะแนนเฉลี่ยได้ 5,135 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นระดับคะแนนที่สูงพอใช้ทำงานต่างๆ ได้อย่างดีไม่มีปัญหา โดยเฉพาะงานทั่วไปอย่างการเปิดเว็บไซต์, เปิดโปรแกรมใช้งานต่างๆ รวมไปถึงโปรแกรมตระกูล Microsoft Office ก็ใช้งานได้ดีไม่มีปัญหา เมื่อได้การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3050 เข้ามาเสริม ก็ช่วยให้ทำงานตัดต่อวิดีโอและแต่งภาพดีขึ้น ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามันสามารถตัดต่อคลิปหนังสั้นหรือ Vlog ทั่วไปสำหรับอัพโหลดขึ้นโซเชียลเน็ตเวิร์คได้อย่างแน่นอน 

thin game benched

สเปคของ MSI GF63 Thin รุ่นที่ได้รับมาทดสอบ ต้องถือว่ามันสามารถเล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันได้ดี โดยผู้เขียนแนะนำให้เล่นบนความละเอียด 1080p เป็นหลักจะไม่กินกำลังประมวลผลของการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3050 มากเกินไป และจากที่อัพไดรเวอร์เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดแล้ว จะเห็นว่าแต่ละเกมที่นำมาทดสอบแม้จะปรับกราฟฟิคระดับสูงสุดก็ยังรีดเฟรมเรทได้สูงและเล่นได้ไหลลื่นทั้งหมด ดังนั้นจะเล่นบนหน้าจอของโน๊ตบุ๊คเองหรือต่อหน้าจอแยก 1080p ดีๆ ผ่านพอร์ต HDMI ก็ได้

อย่างไรก็ตาม Forza Horizon 5 ในการทดสอบครั้งนี้เป็นข้อยกเว้น เพราะเมื่อทดลองตั้งค่ากราฟฟิคไประดับ Extreme Quality แล้วตัวเกมจะขึ้นแจ้งเตือนทันทีว่าแรมการ์ดจอ 4GB GDDR6 นั้นไม่พอใช้งาน และขอให้ปรับกราฟฟิคลง ซึ่งถ้าฝืนเล่นต่อไปจะได้เฟรมเรทอยู่ราว 25~29 Fps แม้จะปรับลงมาระดับ Ultra ก็ยังได้เฟรมเรทระดับ 30~40 Fps ซึ่งยังไม่ลื่นเท่าที่ควร ดังนั้นถ้าใครจะเอา MSI GF63 Thin มาเล่นเกมนี้ แนะนำให้ตั้ง Graphics Preset ไว้ที่ระดับ High ก่อน แล้วค่อยปรับกราฟฟิคขึ้นทีละส่วน จะทำให้กราฟฟิคในเกมสวยและได้เฟรมเรทสูงไปพร้อมๆ กัน

Screenshot 2022 09 13 085750

Screenshot 2022 09 13 085816
Screenshot 2022 09 13 085826
Screenshot 2022 09 13 085836
Screenshot 2022 09 13 085849
Screenshot 2022 09 13 085935
Screenshot 2022 09 13 085943
Screenshot 2022 09 13 090009
Screenshot 2022 09 13 090032

ด้านโปรแกรม MSI Center นอกจากจะมีโหมดมอนิเตอร์ตัวเครื่องแล้ว ยังใช้ปรับแต่งโหมดการทำงาน, ตั้ง Gaming Mode สำหรับเกมที่เปิดเล่นเป็นประจำก็ยังใช้อัพเดทไดรเวอร์และยังใช้ตั้ง Recovery เพื่อดึงการตั้งค่าตัวเครื่องตอนสมบูรณ์ที่สุดกลับมาใช้งานได้ ยิ่งไปกว่านั้นหน้า User Interface ก็ใช้งานง่ายไม่ต้องทำความเข้าใจมาก ซึ่งผู้เขียนแนะนำให้เปิดโปรแกรมนี้มาเช็คอัพเดทและตั้งค่าตัวเครื่องเป็นระยะๆ จะช่วยให้ MSI GF63 Thin ใช้งานได้ดีต่อเนื่องไม่มีปัญหาแน่นอน

Battery & Heat & Noise

MSI GF63 Thin DSC00123

แบตเตอรี่ของ MSI GF63 Thin เป็นแบตเตอรี่แบบ OEM ที่ไม่ติดข้อมูลบอกว่ามีความจุเท่าไหร่และใครเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ลูกนี้ คาดว่าทาง MSI สั่ง OEM มาให้ โดยตัวแบตเตอรี่ถูกติดตั้งเอาไว้ชิดกับลำโพงฝั่งซ้ายมือเมื่อวางโน๊ตบุ๊คใช้งานตามปกติและเว้นพื้นที่สำหรับติดตั้ง 2.5″ SATA III SSD ไว้ด้วย

batt30mins

ด้านความจุของแบตเตอรี่เมื่อเช็คด้วยโปรแกรม BatteryMon จะเห็นว่ามีความจุ 52Wh และเมื่อทดสอบตามมาตรฐานเว็บไซต์โดยปิดไฟ LED Backlit, ลดความสว่างหน้าจอให้ต่ำสุดและเปิดเสียงเพียง 10% และตั้งค่าเป็นโหมดประหยัดพลังงานแล้วดูคลิปใน YouTube เป็นเวลา 30 นาที ด้วย Microsoft Edge แล้ว สามารถใช้งานได้นานสุด 5 ชั่วโมง 37 นาที ถือว่าใช้งานได้นานไล่เลี่ยกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ สามารถพกเครื่องเข้าประชุมหรือห้องเรียนเพื่อจดเลคเชอร์ได้โดยแบตเตอรี่ไม่หมดกลางคันเสียก่อน แต่ถ้าต้องทำงานหนักเมื่อไหร่แนะนำให้พกอแดปเตอร์ติดกระเป๋าไปด้วย

MSI GF63 Thin DSC00188
MSI GF63 Thin DSC00124

ด้านชุดระบายความร้อนภายในเครื่องที่ทาง MSI เรียกว่า Dynamic Boost 2.0 จะเป็นชุดฮีตไปป์ 3 เส้น พาดจากซีพียูและการ์ดจอตรงไปยังพัดลมโบลเวอร์เพื่อระบายความร้อนออกจาเครื่อง ซึ่งทาง MSI เคลมว่าระบบนี้สามารถจัดการอุณหภูมิตัวเครื่องได้ดี และลดอุณหภูมิตัวเครื่องได้ดีกว่าเดิม 10% ทีเดียว

heat

ประสิทธิภาพการระบายความร้อนต้องถือว่าระบบ Dynamic Boost 2.0 นั้นทำงานได้ดี เมื่อทดลองเปิดโปรแกรม Benchmark ควบคู่กับ CPUID HWMonitor จะเห็นว่าอุณหภูมิของ Package นั้นเฉลี่ยเพียง 58 องศา และมีอุณหภูมิตัวเครื่องอยู่ระดับ 51~94 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าจัดการความร้อนได้ดีไม่ติดตัวแดงให้เห็นเลย ด้านของ SSD และการ์ดจอแยกในเครื่องก็ไม่ร้อนเกินไปด้วย ดังนั้นผู้ใช้คนไหนที่กำลังอยากได้ MSI GF63 Thin ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนในเครื่องเลยก็ได้

User Experience

MSI GF63 Thin DSC00141

MSI GF63 Thin เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คดีไซน์น้ำหนักเบาพกพาสะดวก ผิดกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่ได้รีวิวมาก่อนหน้านี้ ซึ่งน้ำหนักรวมอแดปเตอร์ 2.31 กิโลกรัมนั้นสามารถพกใส่กระเป๋าติดไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟได้สบายๆ และดีไซน์ก็ดูเรียบง่ายเหมือนโน๊ตบุ๊คสายทำงานทั่วไปไม่ดึงดูดสายตามากอีกด้วย ดังนั้นถ้าใครต้องใช้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครันงานและโปรแกรมที่กินทรัพยากรเครื่องหนักๆ แล้วโน๊ตบุ๊คบางเบาไม่ตอบโจทย์นัก ก็มี GF63 Thin เป็นตัวเลือกที่ดีและน่าใช้งานมาก

นอกจากจะพกพาสะดวกแล้ว สเปคของ MSI GF63 Thin ก็จัดว่าแรงพอใช้ทำงานกราฟฟิค, งานออฟฟิศและเล่นเกมได้ดีด้วยซีพียู Intel 11th Gen พร้อมกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3000 Series และยังอัพเกรดเพิ่มแรมไปได้มากสุด 64GB DDR4 ได้อีก ดังนั้นในแง่การใช้งานถือว่าไม่มีปัญหา หากใครรู้สึกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาไม่ตอบโจทย์ก็หันมาใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้แทนน่าจะตอบโจทย์กว่า

ด้านการเล่นเกม ผู้เขียนถือว่า MSI GF63 Thin นั้นสามารถเล่นเกมบนจอ 1080p ได้ดีทุกเกม แต่ต้องให้เวลากับการปรับกราฟิคในเกมสักหน่อย นั่นเพราะ NVIDIA GeForce RTX 3050, RTX 3050 Ti นั้นแม้จะมีประสิทธิภาพดีระดับหนึ่งแต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ VRAM มีเพียง 4GB GDDR6 ทำให้ปรับ Texture ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าปรับกราฟฟิคแบบง่ายๆ แนะนำให้เริ่มจาก High ก่อน แล้วจะดันกราฟิคในส่วนไหนเพิ่มค่อยปรับเพิ่มเติมจะเล่นได้ลื่นกว่า

อย่างไรก็ตาม เรื่องของการอัพเกรดภายในเครื่องแม้จะเพิ่มแรมได้ 64GB DDR4 ก็ตาม แต่ฮาร์ดดิสก์ในเครื่องถือว่ายังอัพเกรดได้ค่อนข้างจำกัด โดยอัพเกรดได้เพียง M.2 NVMe SSD และ 2.5″ SATA III SSD/HDD ได้อย่างละช่องเท่านั้น ซึ่งปกติเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในปัจจุบันจะใส่ M.2 NVMe SSD ได้ 2 ช่อง แต่กรณีของ MSI GF63 Thin ก็ต้องบริหารพื้นที่ให้ดี ว่าจะติดตั้งโปรแกรมและเกมไหนเข้าไดรฟ์ไหน จะได้เรียกใช้งานได้เร็วทันใจยิ่งขึ้น

Conclusion & Award

MSI GF63 Thin DSC00140

จะเห็นว่า MSI GF63 Thin เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบาและตัวเครื่องไม่หนามาก พกพาง่ายและน้ำหนักไม่มากเกินไป เพียง 1.86 กิโลกรัม ซึ่งถ้าใส่กระเป๋าเป้ก็พกติดตัวไปไหนมาไหนได้สบายๆ จะทำงานหนักอย่างเปิดโปรแกรมตัดต่อวิดีโอหรือแต่งภาพก็ทำได้ดี ด้วยการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3000 ในตัว ทำให้งานที่ต้องใช้พลังประมวลผลกราฟิครันได้ไหลลื่นไม่มีปัญหาใดๆ ขอแค่ตอนเล่นเกมตั้งค่ากราฟิคให้เหมาะสมก็ใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาแล้ว

ในมุมของผู้เขียนเอง มองว่า GF63 Thin เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาที่อยู่หอพักแล้วอยากได้โน๊ตบุ๊คพกพาง่าย เล่นเกมฟอร์มใหญ่ได้ลื่นไหลและเอาไว้ทำงานได้ดี แบตเตอรี่ก็ใช้งานต่อเนื่องได้นานสักหน่อย หรือแม้แต่พนักงานออฟฟิศที่อยากได้โน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงมาใช้รันงานที่ทำอยู่ให้เสร็จเร็วขึ้นก็เหมาะกับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เช่นกัน แต่ถ้าซื้อรุ่นที่ติดตั้งแรม 8GB DDR4 มาให้ ก็หาแรมมาอัพเกรดเป็น 16GB DDR4 เท่านี้ก็ทำงานได้ดีไม่มีปัญหาแล้ว

และหากใครรู้สึกเสียดายว่า MSI GF63 Thin ยังเป็น Intel 11th Gen อยู่ ก็ไม่ต้องกังวล เนื่องจากทาง MSI นั้นติดตั้งซีพียู Intel แบบ 6 คอร์ 12 เธรด และ 8 คอร์ 16 เธรด มาให้ ช่วยให้มันสามารถรันงานและเกมได้เป็นอย่างดี ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงมากวนใจแน่นอน หากไม่ได้ซีเรียสว่าจะเอาของใหม่แกะกล่องเสมอ แต่สนใจว่าอยากได้โน๊ตบุ๊คที่ประสิทธิภาพต่อราคาคุ้มค่าที่สุด ก็ซื้อมันไปใช้งานได้เลย

Award

NBS award 4 Mobility

best mobility

ปกติแล้วเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้ว มักมีน้ำหนักช่วง 2 กิโลกรัมขึ้นไปทั้งนั้น แต่ MSI GF63 Thin กลับเบาเพียง 1.86 กิโลกรัมและตัวเครื่องไม่หนามาก จึงพกใส่กระเป๋าเป้ติดตัวไปไหนมาไหนได้สะดวก และยังทำงานได้ลื่นไหลอย่างแน่นอน

NBS award 7 Design

best design

ดีไซน์ของ MSI GF63 Thin นั้นจัดว่าเรียบร้อยสวยงามไม่แพ้กับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน แต่น่าจะได้ใจผู้ใช้หลายๆ คนเพราะดีไซน์สวยเรียบร้อยไม่ฉูดฉาดเกินไป จะพกไปทำงานในออฟฟิศหรือร้านกาแฟก็ดูไม่โดดเด่นจนเป็นเป้าสายตาเกินไปอย่างแน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/667143-review-msi-gf63-thin

Lenovo ThinkPad X13 เบาบาง Intel Core i7, DDR5 มาพร้อม Thunderbolt 4 ความปลอดภัยขั้นสุด

Lenovo ThinkPad X13 แรงดี สเปคแน่น Security สูง DDR5 พร้อม Thunderbolt 4 เบาพกง่าย

Lenovo ThinkPad X13

Lenovo ThinkPad X13 ที่ถือว่าเข้าสู่ Generation 3 แล้ว ยังคงเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในด้านงานธุรกิจ และเชื่อมโยงมาสู่การเป็นโน๊ตบุ๊คในชีวิตประจำวันของใครหลายคน ในแง่ของไลฟ์สไตล์ที่ให้ความบางเบา และในแง่ของความทนทาน ในการสร้างสรรค์งาน และการตอบสนองได้ดี ด้วยขุมพลัง Intel Core i7-1260P รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมแรม DDR5 4800 16GB และ SSD มาให้ถึง 1TB ด้วยกัน โดยมีหน้าจอแสดงผลขนาด 13.3″ ความละเอียด 1920 x 1200 pixels) ให้ภาพที่คมชัด และมุมมองกว้างด้วยพาแนลแบบ IPS ปุ่มคีย์บอร์ดขนาดใหญ่ ตอบสนองได้ไว ให้ความนุ่มนวล มีแสงไฟ Backlit ปรับระดับได้ พอร์ตต่อพ่วงอุปกรณ์ก็มีให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB, HDMI หรือ Thunderbolt 4 ก็ตาม เพิ่มระยะเวลาให้การใช้งานได้นานขึ้นกับแบตเตอรี่ระดับ 54.7Whr ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro และซอฟต์แวร์จัดการระบบ Lenovo Vantage ที่สำคัญก็คือ ThinkPad X13 ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อความปลอดภัย ด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ที่ป้องกันการคุกคามด้านไซเบอร์ เพื่อความมั่นใจในด้านข้อมูลและการทำธุรกรรมในแต่ละวันของคุณได้อย่างเต็มที่ รับประกัน 3 ปี สเปคสามารถปรับเลือกได้ ราคาเริ่มต้นที่ 30,000 บาท

Lenovo ThinkPad X13

จุดเด่น

Advertisementavw
  • มีระบบความปลอดภัยหลายรูปแบบ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์
  • มาพร้อมซีพียู Intel Core i7 และแรม DDR5
  • รองรับ Windows Hello ทั้งสแกนใบหน้าและสแกนนิ้ว
  • น้ำหนักเบา พกพาสะดวก
  • บานพับกางได้ 180 องศา
  • มาพร้อม TrackPad คีย์บอร์ดนุ่มพิมพ์ง่าย เสียงเบา
  • มีพอร์ต Thunderbolt 4

ข้อสังเกต

  • ปุ่ม fn สลับตำแหน่ง Ctrl ด้านซ้าย
  • ฐานโน๊ตบุ๊คด้านหลังยกตัวไม่สูงนัก หากจะให้เอียงรับกับมือ ต้องใช้ตัวช่วย

Specification

Description
CPU Intel Core i7-1260P, 4P+8E/ 16Thread, Boost 4.70GHz
OS Windows 10 Pro
Display 13.3″ WUXGA (1920 x 1200) IPS, antiglare
RAM LPDDR5 16GB
Storage 1TB M.2 NVMe PCIe Gen4 x4
Graphic Intel® Iris® Xe graphics
Battery 54.7Whr
Camera 1080p FHD + IR hybrid camera with webcam privacy shutter
Connectivity Intel®WiFi 6E*
Optional: WWAN 4G/LTE CAT4 or CAT16
Bluetooth®5.2
NFC
Security Microsoft Secured-core PCs (varies by model)
Power-on match-on-chip touch fingerprint reader
Discrete trusted platform module (dTPM) 2.0
FHD + IR hybrid camera with webcam privacy shutter
Optional: PrivacyGuard
Tile® ready
Kensington Nano Security Slot™
Audio Dolby Audio™ Speaker System
Dimension 18.10mm x 305.8mm x 217.56mm
Keyboard Spill-resistant
TrackPoint
TrackPad: 115mm/4.52″
Optional: Backlit with white LED lighting
Port 2 x USB-A 3.2 Gen 1
2 x USB-C Thunderbolt™ 4
HDMI 2.0b
Headphone / mic combo
Optional: SIM
Optional: Smart card reader
Source: Lenovo ThinkPad

Hardware / Design

Lenovo ThinkPad X13

Lenovo ThinkPad X13 Gen3 รูปลักษณ์ที่มีความคลาสสิก ส่วนตัวผู้เขียนเอง ก็คุ้นเคยกับสไตล์นี้มาตั้งแต่ในยุคแรกๆ ก็ยังถือว่ามีการปรับปรุงเรื่องเส้นสายมาบ้างในบางจุด ทำให้ดูลงตัวขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้ออกมาบางเหมือนในซีรีส์ของ X1 แต่ถ้ามองกันดีๆ แล้วที่การไล่ระดับมาได้อย่างสวยงาม กับโทนสีเทาดำ ชอบตรงพื้นผิวของบอดี้ที่มีสัมผัสนุ่มนวลจับถือได้อย่างถนัดมือ และเป็นแบบเดียวกันทั้งบอดี้ จุดเด่นอยู่ที่ทำให้ไม่เป็นรอยนิ้วมือได้ง่าย และบอดี้ก็ยังไม่หนาไม่บางเกินไป เรียกว่าผู้หญิงก็พกพาง่าย ผู้ชายก็จับถือได้สะดวก โดยที่วัสดุหลักยังคงเป็นแม็กนิเซียมอัลลอยและคาร์บอน โครงสร้างแข็งแรงแทบจะกลมกลืนเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด

Lenovo ThinkPad X13

ด้วยบอดี้ที่บางแต่อาจจะไม่ได้บางที่สุด หากเทียบกับโน๊ตบุ๊คในระดับเดียวกัน แต่ก็สะดวกต่อการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ไม่ว่าจะใส่กระเป๋าสะพายใบเล็ก เป้สบายหลังแบบ 23L หรือจะเป็นกระเป๋า Messenger ก็ตาม น้ำหนักเพียง 1.33Kg โดยประมาณเท่านั้น จึงไม่ได้เป็นภาระ แม้จะต้องพกพาไปพบลูกค้า หรือเดินทางไปท่องเที่ยวก็ตาม หรือจะพกอแดปเตอร์สำหรับชาร์จไฟไปด้วย ก็เพียง 297 กรัมเท่านั้น

Lenovo ThinkPad X13

บอดี้และบานพับที่ปรับได้หลายรูปแบบ เพื่องานและการใช้ในชีวิตประจำวันในรูปแบบต่างๆ ได้ ซึ่งสอดคล้องกับการใช้งานของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน ไซต์งาน หรือไลฟ์สไตล์ก็ตาม

Lenovo ThinkPad X13

บริเวณฝาปิด Cover ด้านบนตัวเครื่องมาในโทนสีดำ-เทาเช่นเดียวกับบอดี้หลัก และโลโก้ ThinkPad ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นมุมบนซ้าย และแสงไฟสีแดงตรงจุดบนตัวอักษร i สว่างขึ้น เมื่อระบบทำงาน มุมล่างขวาก็จะมีโลโก้ Lenovo ติดไว้ให้ดูสะดุดตา

Lenovo ThinkPad X13

โลโก้ของ ThinkPad นี้ ก็มีมาด้านในด้วย ซึ่งเป็นตำแหน่งดั้งเดิมในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แต่ตรงจุดแดงๆ บน “i” นี้ จะไม่มีแสงไฟสว่างขึ้นมาแบบบน Cover นะครับ

Lenovo ThinkPad X13

สำหรับ Lenovo ThinkPad X13 รุ่นนี้ จะเป็นแบบกางหน้าจอได้ 180 องศา เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีและมีความยืดหยุ่น แต่ถ้าต้องการจะได้หน้าจอสัมผัสและบานพับที่ปรับได้ 360 องศา ก็มีตัวเลือกอย่าง ThinkPad X13 Yoga ให้เลือกอีกด้วย

Lenovo ThinkPad X13

บอดี้มีความบางในระดับหนึ่ง ตั้งแต่โครงสร้างของบอดี้ ไปจนถึงฝาพับ Cover ซึ่งเมื่อปิดฝาพับลงมาแล้ว จุดที่บางสุดบริเวณด้านหน้าอยู่ที่ประมาณ 1.4cm และจุดหนาสุดด้านท้ายบริเวณฝาพับประมาณ 1.6cm เท่านั้น บานพับทำได้แข็งแรงเรียกว่าแม้คุณจะเป็นคนที่พิมพ์หนัก ก็ไม่ทำให้บานพับหน้าจอสั่นคลอนแต่อย่างใด

Lenovo ThinkPad X13

พอร์ตสำหรับต่อพ่วงอุปกรณ์ทาง Lenovo ก็จัดเตรียมพอร์ตมาตรฐานมาให้ใช้งานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB Type-A, HDMI หรือ Thunderbolt 4 และที่สำคัญรุ่นที่เราได้รับมาทดสอบนี้ ยังมีช่องใส่ SIM สำหรับระบบเครือข่ายได้อีกด้วย พร้อมช่อง Smart card reader ที่ดูจะลงตัวกับองค์กรอย่างครบครัน

Lenovo ThinkPad X13

กล้องเว็บแคมความละเอียดสูงระดับ Full-HD ที่ให้ภาพคมชัด เหมาะกับงานประชุมออนไลน์และการสนทนาที่ต้องการรายละเอียดและมุมมองของภาพที่ดีขึ้น อีกทั้งรองรับฟีเจอร์การล็อกอินเข้าระบบด้วย Windows Hello ได้อีกด้วย

Lenovo ThinkPad X13

คีย์บอร์ดที่มีปุ่มขนาดใหญ่ สำหรับการพิมพ์ที่แม่นยำ เหนือสิ่งอื่นใดคือ การตอบสนองของปุ่มทำได้ดี มีน้ำหนักพอประมาณ ทำให้การกดสนุกมากขึ้น ยิ่งเป็นคนที่พิมพ์สัมผัสได้คล่อง ก็จะได้ประโยชน์ไม่น้อยเลย โดย Lenovo ThinkPad X13 มีแสงไฟ Backlit สีขาวปรับความสว่างได้ 2 ระดับเอาไว้ใช้งานบริเวณที่แสงสว่างน้อยได้ดีทีเดียว

Lenovo ThinkPad X13

น้ำหนักโดยประมาณจากที่เราได้ลองตรวจเช็คดูเบื้องต้นอยู่ที่ราวๆ 1.32Kg ซึ่งถือว่าค่อนข้างเบา เมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จไฟขนาดประมาณฝ่ามือ หนักราว 250g ยิ่งทำให้คุณพกพาไปใช้งานได้สะดวกไม่น้อย

Lenovo ThinkPad X13

ซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage เป็นอีกฟังก์ชั่นที่เตรียมมาให้กับผู้ใช้ได้จัดการ ดูแล ตั้งค่า รวมถึงการเปิดใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ที่สะดวกต่อการใช้งานมากทีเดียว


Keyboard / Touchpad

Lenovo ThinkPad X13

คีย์บอร์ดมาในรูปแบบมาตรฐาน ปุ่มขนาดใหญ่ดีไซน์ในแบบที่คุ้นตา ทั้งในส่วนของ IdeaPad, Yoga หรือจะเป็น Legion ก็ตาม ในแง่ของการใช้งานให้ความรู้สึกมีแรงต้านเล็กน้อย เสียงกดที่เงียบ ไม่ออกแนวกระแทก ปุ่มมีระยะห่างกำลังดี ให้การพิมพ์แบบสัมผัสได้ หรือจะใช้ท่องเน็ต ดูหนัง ฟังเพลง ก็สะดวก

Lenovo ThinkPad X13

นอกจากในเรื่องขนาดปุ่มที่ใหญ่ ระยะห่างดี มีการตอบสนอง ThinkPad X13 ยังคงภาพลักษณ์ที่หลายคนคุ้นตากันดีอย่าง TrackPoint ที่เป็นปุ่มยางสีแดง ตรงกลางคีย์บอร์ด ทำหน้าที่คล้ายจอยสติ๊ก แค่แตะที่ปุ่ม ก็เลื่อนเคอร์เซอร์บนหน้าจอแทนเมาส์ได้สะดวกแล้ว หลายคนยังติดอกติดใจกับฟีเจอร์นี้ ส่วนตัวก็ชอบนะครับ เพราะบางจังหวะการใช้นิ้วเลื่อนที่ทัชแพด ก็คอนโทรลได้ยาก สิ่งนี้ช่วยทำให้การเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

Lenovo ThinkPad X13

แสงไฟบนคีย์บอร์ดหรือไฟ Backlit ไม่ได้ถูกทิ้งไปไหน แต่ยังคงอยู่บนโน๊ตบุ๊ค ThinkPad X13 รุ่นนี้ ด้วยการปุ่ม Fn+Spacebar ก็สามารถเปิด-ปิดแสงไฟ และปรับความสว่างของปุ่มคีย์บอร์ดได้ 2 ระดับ แสงไฟที่ลอดออกมาบนตัวปุ่ม ยังมีความคมชัด ตัดกับพื้นหลังสีดำของปุ่มได้ชัดเจน

Lenovo ThinkPad X13

ด้านบนของปุ่มเป็นชุดฮอตคีย์ ที่รองรับการใช้งานได้เต็มทุกปุ่ม ตั้งแต่ เปิด-ปิดเสียง, ลด-เพิ่มเสียง, เปิด-ปิดไมค์, เพิ่ม-ลดแสงสว่าง, เปิด-ปิดทัชแพด, Airplane mode, ส่งสัญญาณไปจอภายนอก, รับสาย-วางสาย เพราะโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้มีช่องใส่ SIM มาให้ และปุ่ม Home, End, Del โดยย้ายปุ่ม Print screen ในการจับภาพหน้าจอไว้ด้านล่าง รวมถึงปุ่มปรับแสงไฟคีย์บอร์ดที่ Spacebar

Lenovo ThinkPad X13

ในแง่ของคีย์บอร์ด Lenovo ThinkPad X13 มีหลายส่วนที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นขนาดปุ่มกดง่าย เสียงรบกวนแทบไม่มี ให้ความนุ่มนวล ปุ่มฮอตคีย์ก็จัดมาแบบครบๆ ใช้ง่าย ปุ่มลูกศร ก็ให้มาแบบครึ่งปุ่ม แต่ก็ยังใหญ่กว่าโน๊ตบุ๊คในระดับ 13.3″ และ 14″ โดยทั่วไป รวมถึงแสงไฟก็สว่างชัดเจน แต่ติดเล็กน้อยตรงปุ่ม fn แถวด้านล่างซ้ายมือ ทำให้การใช้ปุ่มลัด เช่น Ctrl+C, Ctrl+V หรือ Ctrl+A ที่ส่วนใหญ่เราจะคุ้นกับการกดปุ่ม Ctrl ริมสุดด้านซ้ายตามความเคยชิน ก็อาจจะทำให้บางครั้งไม่สะดวก แต่เรื่องนี้คุณสามารถเข้าไปตั้งค่าในการสลับปุ่ม fn to Ctrl บนซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage ได้ครับ

Lenovo ThinkPad X13

ปุ่มเพาเวอร์สำหรับเปิด-ปิดการทำงาน มีฟังก์ชั่นสแกนลายนิ้วมือ ในการล็อกอินเข้าสู่ระบบได้อีกด้วย นอกเหนือจากการใช้งาน Windows Hello ผ่านกล้องเว็บแคม

Lenovo ThinkPad X13

แต่ที่น่าสนใจก็คือ ทัชแพดที่จัดเต็มฟังก์ชั่นการใช้งานมาให้ รองรับการใช้งาน Multi-gesture ในแบบมาตรฐาน ตอบสนองได้ไว แม้จะมีปุ่มกดคลิ๊กซ้าย-ขวาที่ด้านบนมาให้แล้ว แต่คุณก็ยังคลิ๊กปุ่มที่ซ่อนอยู่ในทัชแพดได้อีกด้วย และให้การกดที่นุ่มนวล ตามสไตล์ของ ThinkPad ที่มีมาหลายยุคสมัย และบริเวณทัชแพด ยังเป็นจุดที่รองรับ NFC ในการเชื่อมสัญญาณของอุปกรณ์โมบาย ในการสแกนข้อมูลร่วมกันกับโน๊ตบุ๊ค Lenovo รุ่นนี้

Lenovo ThinkPad X13

ก็เรียกว่าทาง Lenovo ยังคงให้ความสำคัญกับสัมผัสและรูปแบบการใช้งานคีย์บอร์ดให้เข้ากับกลุ่มผู้ใช้ในด้าน Business และ Lifestyle ได้อย่างลงตัว


Screen / Speaker

Lenovo ThinkPad X13

Lenovo ThinkPad X13 มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาด 13.3″ ให้ความละเอียดที่ 1920 x 1200 pixels ลดแสงสะท้อนในแบบ Anti-Glare ให้ความสว่างมากถึง 400-nits และจากข้อมูลที่ได้มานี้ ยังเป็นจอที่มีความแม่นยำของสีในระดับ 100% sRGB อีกด้วย ตรงนี้เราได้ทดสอบในเบื้องต้นด้วยอุปกรณ์ทดสอบของเราผ่านทางซอฟต์แวร์ DisplayCAL ได้ถึง 100.1% Gamut volume

Lenovo ThinkPad X13

มุมมองของจอภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นมุมมองทางด้านซ้ายหรือขวา ด้วยการเป็นพาแนลแบบ IPS จึงให้สีสันได้ค่อนข้างดี ไม่ผิดเพี้ยน ความละเอียดที่มากขึ้นกว่าจอ Full-HD เท่าตัว ก็ยิ่งเพิ่มรายละเอียดในการรับชมได้น่าสนใจ เอาใจทั้งคอเกม ดูหนัง บันเทิง และการท่องเว็บ รวมไปถึงการทำงานเอกสาร ก็ยังมีเทคโนโลยีลดแสงสีฟ้าที่เป็นตัวการันตีความสบายตา เมื่อต้องใช้งานต่อเนื่อง

Lenovo ThinkPad X13

เรื่องของการเคลื่อนย้าย หรือการปรับมุมมองให้ใช้งานในโอกาสต่างๆ ก็ทำได้ดี อย่างเช่น เราจะยกให้หน้าจอให้กับลูกค้า หัวหน้าหรือคนที่อยู่ตรงข้ามได้ดู ก็จะใช้วิธีถือหันไปให้ดูแบบนี้ เพราะน้ำหนักเบา จอภาพก็ชัด

Lenovo ThinkPad X13

หรือจะกางออก 180 องศาแบบนี้ แล้วยื่นให้มาดูไปพร้อมๆ กันก็ยังได้ ด้วยวัสดุที่มี Texture ของบอดี้ ก็ทำให้หยิบจับได้สะดวก ถนัดมือมากขึ้น รวมถึงน้ำหนักก็เบาระดับกิโลกรัมนิดๆ เท่านั้น

Lenovo ThinkPad X13

จะมีเพียงเรื่องของขอบจอที่อาจจะไม่ได้บางเฉียบมากนัก หากเทียบกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่มเดียวกัน แต่สิ่งที่ทาง Lenovo ThinkPad พยายามย้ำชัดให้กับผู้ใช้ได้ทราบ ก็คือ โครงสร้างที่เพิ่มความแข็งแรง ให้รองรับกับการพกพา การเดินทาง และกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องไปพบกับสภาวะการทำงานที่โหดร้าย การเติมจุดแข็งให้มากขึ้น เพื่อความปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ รวมไปถึงขอบจอที่แน่นขึ้น

Lenovo ThinkPad X13

เว็บแคมที่ติดตั้งมาด้านบนนี้ ให้ความละเอียดในระดับ Full-HD พร้อมฟีเจอร์ Webcam privacy shutter ซึ่งสามารถเลื่อนปิด-เปิดชัตเตอร์ของกล้องได้ ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบการรักษาความปลอดภัย และเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ดีทีเดียว

Lenovo ThinkPad X13

ภาพที่ได้จากกล้องเว็บแคมในระดับ 1080p ที่เรียกว่ามีความคมชัด ให้สีสันและการเกลี่ยสีได้นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ จึงทำให้ภาพออกมาดูสมจริง ไม่ดูเรียบแบน เพราะตัวกล้องสามารถจัดการกับแสงและภาพได้ดีพอสมควร แต่หากคุณต้องการเพิ่มความสว่างให้กับหน้ามากขึ้น แสงไฟ ที่ส่องเข้ามาทางด้านหน้า ก็จะช่วยได้เยอะ

Lenovo ThinkPad X13

อาจจะพูดไม่ได้เต็มปาก ว่าตัวจอจะถูกนำมาเป็นตัวยกความสูงหรือปรับมุมให้กับโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ เพราะเท่าที่ได้ทดลองใช้งาน จะเห็นได้ว่ามีผลน้อยมาก ทำให้บางครั้งโน๊ตบุ๊คจะเป็นแนวระนาบไปกับพื้นโต๊ะ ไม่ได้เอียงรับกับมุมการวางมือมากนัก อย่างไรก็ดีในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า การเพิ่มแท่นวางหรือ Cooling pad เพื่อเสริมการใช้งาน ก็ดูจะเป็นทางออกที่ดีมากขึ้น

Lenovo ThinkPad X13

แต่สิ่งหนึ่งที่เข้ามาทดแทนในเรื่องของมุมมองนั้น การกางจอออกได้ถึง 180 องศา ก็เป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ใช้ สามารถปรับมุมให้เข้ากับท่าทางในการใช้งาน ไม่ว่าจะนั่งหรือยืน รวมไปถึงมุมมองต่างๆ ได้สะดวก

Lenovo ThinkPad X13

และส่วนที่ชอบมากที่สุดสำหรับ Lenovo ThinkPad X13 เป็นการส่วนตัวเลยก็คือ บานพับที่แข็งแรง ทำให้จอไม่เขย่า เมื่อต้องมีแรงมากระทำ เช่น การพิมพ์งาน การวางของบนโต๊ะ หรือการต้องนั่งร่วมโต๊ะกับผู้อื่นในห้องประชุม ร้านกาแฟ หรือสนามบิน คุณจะทำงานได้ในทุกที่ ไม่ต้องกลับหน้าจอจะสั่นไหวให้รำคาญ

Lenovo ThinkPad X13

ชุดลำโพงถูกจัดวางอยู่ด้านบนแผงคีย์บอร์ด รองรับระบบเสียง Dolby Audio เรื่องคุณภาพเสียง ให้ความคมชัดของเสียงสนทนาได้ดี การประชุมจัดอยู่ในเกณฑ์ที่เก็บอารมณ์เสียงคู่สนทนาชัดเจน และตัดเสียงรบกวนโดยรอบได้พอสมควร ในด้านความบันเทิงก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน เพราะโทนเสียงกลางค่อนข้างหนักแน่น เอฟเฟกต์ระเบิด เสียงเครื่องยนต์ ก็มาเต็ม เพิ่มเสียงได้เร้าใจมากขึ้น แม้ว่าจะเก็บรายละเอียดได้ไม่มาก เพราะเป็นลำโพงขนาดเล็ก และเอาใจสายเกมเป็นหลัก เช่นเดียวกับการฟังเพลงก็ทำได้ดีในหลายๆ แนว แม้จะไม่ได้ดึงโทนของเสียงนักร้อง และเครื่องดนตรีออกมาอย่างจัดแจ้งนัก แต่ถ้าอยากได้ระดับนั้น จัดหูฟังเสียงดีๆ ในแบบ Gaming หรือ Audiophile สักรุ่น ก็สนุกได้แล้ว

Lenovo ThinkPad X13

หน้าจอแสดงผลในการเล่นเกม เรื่องสีสันและเอฟเฟกต์ต่างๆ จัดเต็ม เรียกว่าถ้าเป็นเกม ที่เน้นสีสัน อย่างเช่น DOTA2, APEX Legend หรือ Valorant คุณจะได้สัมผัสนี้อย่างเต็มที่ อีกทั้งภาพเคลื่อนไหวยังลื่นไหลได้ดีในโหมดความละเอียดกลางๆ

Lenovo ThinkPad X13

ดูวีดีโอ ดูหนังและสตรีมมิ่ง ก็จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในยามว่างของหลายๆ คน เรื่องของสีสันความสดใสของจอภาพ และความสว่างอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งให้ความละเอียดของภาพและการเกลี่ยสีได้อย่างเต็มอารมณ์ ส่วนหนึ่งมาจากพื้นที่แสดงผลหน้าจอขนาดเล็ก ทำให้เห็นความคมชัดได้มากขึ้น

Lenovo ThinkPad X13

การทดสอบความแม่นยำของสีและขอบเขตสีด้วย DisplayCAL และผลทดสอบที่ได้ขอบเขตสีมาตรฐาน sRGB ได้ถึง 100.1% เรียกว่าตรงกับสเปคที่ระบุไว้ และอยู่ในเกณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านการความบันเทิงและผู้ใช้กลุ่มทำงาน ที่ต้องให้ความสำคัญในเรื่องสีสัน เช่น การทำงานเอกสาร ภาพและงานที่ต้องมีรายละเอียดของสีมาเกี่ยวข้อง การนำเสนอภาพลักษณ์ให้มีความผิดเพี้ยนของสีน้อยที่สุด และตรงกับที่ลูกค้าต้องการ รวมไปถึงการทำพรีเซนเทชั่น และงานด้านสตูดิโอ แม้จะไม่ได้ชัดเป๊ะเข้ากันได้กับแพลตฟอร์มด้านสตูดิโอมากที่สุด แต่ก็ถือว่าทำได้ดี หรือถ้าจำเป็น ก็สามารถนำจอภาพเกรดสตูดิโอมาต่อเพิ่มเพื่อใช้งานได้ ในแง่ของความสว่างตัวเลขที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นเดียวกัน


Connector / Thin And Weight

Lenovo ThinkPad X13

พอร์ตการเชื่อมต่อก็มีมาให้ไม่น้อยเลย แม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คไซส์ระดับ 13.3″ แต่มีพอร์ตสำคัญพร้อมใช้ และพอร์ตพิเศษความเร็วสูงมาให้ด้วย โดยจะแยกอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่องตามมาตรฐาน ด้านซ้ายมือจะเป็น Thunderbolt 4 ในรูปแบบของ USB-C ให้ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลถึง 40Gbps รองรับการชาร์จไว PD และการแสดงผลผ่านทางจอในแบบ DisplayPort ได้อีกด้วย พอร์ตแรกจะใช้ในการเป็นช่องชาร์จ Power-in ถัดมาเป็น HDMI 2.0 และใกล้กันเป็น USB 2.0 Type-A

Lenovo ThinkPad X13

ทางด้านขวาเป็นพอร์ต USB 3.2 Type-A ใกล้กันเป็นช่อง Smart card reader และ Kensington lock

Lenovo ThinkPad X13

สมาร์ทโฟนที่รองรับการชาร์จเร็วในแบบ PD ก็สามารถชาร์จไฟจาก Lenovo ThinkPad X13 ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านทางพอร์ต Thunderbolt 4 ในแบบ USB-C เลือกใช้งานได้ทั้ง 2 พอร์ต

Lenovo ThinkPad X13

นอกจากนี้ยังกรณีที่ต้องพรีเซนเทชั่น และแสดงผลออกจอขนาดใหญ่ มีตัวเลือกอย่าง HDMI ส่งสัญญาณไปจอภาพภายนอก ทำให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น

Lenovo ThinkPad X13 review 18

ด้วยการมี Thunderbolt 4 ให้ถึง 2 พอร์ต จึงเป็นช่องทางเลือกที่ดีให้กับคนในการใช้งานหลากหลาย ทั้งโอนถ่ายข้อมูล ชาร์จไฟและการแสดงผล

น้ำหนักของโน๊ตบุ๊คเพียงอย่างเดียว อยู่ที่ประมาณ 1.32 กิโลกรัม ส่วนของที่ชาร์จอแดปเตอร์ประมาณ 297 กรัมเท่านั้น ใกล้เคียงกับที่ Lenovo เคลมเอาไว้ในระบบ


Inside / Upgrade

Lenovo ThinkPad X13 2022 13

ฝาหลังจะมีช่องสำหรับดูดลมเย็นเข้าระบบ โดยเป็นช่องขนาดประมาณ 6cm x 6.5cm และไขน็อตเพียง 7 ตัวเท่านั้น ก็สามารถเปิดฝาหลังได้แล้ว

Lenovo TP X13 Inside 7

เมื่อเปิดฝาออก ด้านในจะเป็นอุปกรณ์ฺต่างๆ จัดเต็มมาบนพื้นที่ของบอดี้เล็กๆ แบบนี้ โดยมีแบตเตอรี่ขนาดไม่ธรรมดาใส่มาเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่เลยทีเดียว

Lenovo TP X13 Inside 9

พัอลมที่ใช้ในการระบายความร้อน มีเพียงตัวเดียวเท่านั้น พร้อมฮีตไปป์ที่นำพาความร้อนมาจากซีพียูที่อยู่ในบริเวณใกล้กัน และมีช่องลมขาออกอยู่ทางด้านขวาของตัวเครื่อง

Lenovo ThinkPad X13

ในส่วนของการอัพเกรดจะมีเพียง SSD ที่เป็น M.2 NVMe PCIe นี้เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการถอดเปลี่ยน ไม่ได้มีสล็อตเพิ่มเติมมาให้แต่อย่างใด รวมถึงแรมระบบ ที่เป็นแบบออนบอร์ดมาแล้ว DDR5 16GB และไม่มีสล็อตให้อัพเกรดเพิ่ม แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ในการใช้งานได้ดีอยู่แล้ว แทบไม่ต้องเพิ่มเติม โดยเฉพาะใช้งานทั่วไป งานเอกสาร การแต่งภาพและการสร้างคอนเทนต์วีดีโอในเบื้องต้น ก็เพียงพอ


Performance / Software

Lenovo ThinkPad X13

มาดูสเปคของ Lenovo ThinkPad X13 Gen3 รุ่นนี้กันบ้าง เริ่มจาก CPUz แจ้งรายละเอียดซีพียูไว้ดังนี้ครับ Intel Core i7-1260P ซึ่งถือว่าเป็นซีพียู Intel Gen 12 ระดับ Performance ใหม่ล่าสุด ทำงานแบบ 12 core (แบ่งเป็น 4P + 8E) และมีถึง 16 thread ด้วยกันโดยมี L3 cache ขนาดใหญ่ ที่เป็นผลดีต่อการทำงานโดยรวม และก็ถือโอกาสนี้ในการทดสอบเบื้องต้น ประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับอดีตเทพซีพียูเดสก์ทอป Intel Core i7-10700 ถือว่าซีพียูโมบายบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ก็แซงหน้าได้ในแบบ Single thread

Lenovo ThinkPad X13

มาที่แรมระบบกันบ้าง โน๊ตบุ๊ค Lenovo รุ่นนี้ ให้แรมแบบ DDR5 4800 มาให้ถึง 16GB ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากทีเดียว สำหรับจัดการงานพื้นฐานทั่วไป และช่วยให้งานในด้านเอกสาร เปิดไฟล์ขนาดใหญ่ และการโอนถ่ายข้อมูลทำได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งเท่าที่เราได้ทดสอบเปิดไฟล์ภาพขนาดใหญ่ และการโอนถ่ายไฟล์วีดีโอหลายๆ ไฟล์พร้อมกัน ระบบยังทำงานได้อย่างราบลื่น เรียกว่าแทบจะไม่ต้องอัพเกรดเพิ่มแต่อย่างใด

Lenovo ThinkPad X13

การทดสอบประสิทธิภาพของระบบจัดเก็บข้อมูล จัดว่าการอ่าน/เขียนข้อมูลไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ด้วยการเป็น SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe 4.0 x4 ทำให้อัตราการอ่านข้อมูลทำได้ถึง 3,560MB/s และการเขียนที่รวดเร็ว 3,331MB/s ซึ่งประสิทธิภาพระดับนี้ ส่วนใหญ่จะได้เห็นบนโน๊ตบุ๊คระดับเกมมิ่ง และยังให้มาถึง 1TB ผู้ใช้จะได้ทั้งประสิทธิภาพและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลครบครัน

Lenovo ThinkPad X13

PCMark10 ตัวเลขคะแนนโดยรวมอยู่ที่ 5,780 คะแนน แต่ตัวเลขที่น่าสนใจอยู่ที่ Essential ที่จะเกี่ยวข้องกับงานที่ส่วนใหญ่ใช้ในชีวิตประจำวัน และงานเอกสารสำนักงาน ซึ่งคะแนนทะลุไปกว่า 10,000 คะแนน ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากซีพียูตัวแรงอย่าง Intel Core i7 รุ่นใหม่ที่ใส่เข้ามา และคู่มากับแรม DDR5 ซึ่งมากถึง 16GB ก็ช่วยรีดประสิทธิภาพให้กับงานเหล่านี้ได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่ม Digital Content เช่นทำไฟล์มัลติมีเดีย ตกแต่งภาพ หรือการตัดต่อวีดีโอ ก็ได้คะแนนที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว หากเทียบกับซีพียูในระดับ Core/ Thread และสัญญาณนาฬิกาที่ใกล้เคียงกัน

Lenovo ThinkPad X13

CINEBench ผลการทดสอบเรียกว่าทำคะแนนออกมาได้ดี สำหรับซีพียูระดับ Intel Core i7 รุ่นใหม่ที่ติดตั้งมาบน ThinkPad X13 รุ่นนี้ ในภาพรวมถือว่ารองรับงานด้านกราฟิก 3 มิติได้ดีพอสมควร

Lenovo ThinkPad X13

3DMark กับคะแนนการทดสอบในระดับที่น่าพอใจ แม้จะไม่ได้สูงมากนัก ถ้าเทียบกับโน๊ตบุ๊คกราฟิกแยก แต่ถ้ามองถึงตัวเลขที่ได้ และการใช้พลังงาน กราฟิก Intel Iris Xe ยังถือว่าให้ประสิทธิภาพได้ดี ทั้งในด้านของเกมสามมิติระดับเริ่มต้น หรือจะเป็นเกมที่ใช้ทรัพยากรมากขึ้น

Games 1

เพื่อให้สอดคล้องกับระบบที่มีมาให้ และเข้ากันกับจุดประสงค์ของโน๊ตบุ๊ค Lenovo ThinkPad X13 รุ่นนี้ โดยเกมพื้นฐานอย่าง DOTA2 และ PUBG ที่ถือว่ายังเป็นแนวติดตลาด เรื่องเฟรมเรตที่ออกมา ถือว่าทำได้ดีทีเดียว โดย PUBG นั้นจะค่อนข้างแกว่งไปบ้าง เพราะเป็นเกมที่โหลดข้อมูลค่อนข้างเยอะ SSD และ RAM ก็มีส่วนสำคัญ แต่ก็ยังถือว่าเล่นได้ในระดับที่มากกว่า 40fps. ในโหมด Very Low แต่ปรับ Render scale ให้ดูสิ่งแวดล้อมได้ชัดขึ้น ส่วนเกม DOTA2 ปรับได้ทั้ง Best Looking ไปจนถึงเกือบ Performance โดยถ้าไม่เน้นความสวยงาม เอฟเฟกต์หรูหรา ชุดตัวละครต้องงดงาม โหมดนี้สามารถเล่นได้ลื่นๆ เลยทีเดียว

Lenovo ThinkPad X13

ทดสอบการใช้งาน Web browser และสตรีมมิ่ง เราลองเปิดใช้งานพร้อมๆ กันประมาณ 8-10 แท็ป ไม่ว่าจะเป็นการท่องเว็บไซต์ เทรดคริปโต รวมถึงการดูข้อมูล ค้นหาไฟล์ และสตรีมมิ่งวีดีโอ 4K ไปพร้อมๆ กัน ยังไม่รวมระบบที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง มีการใช้แรมไปประมาณ 7-8GB เท่านั้น ยังเหลือมากพอสำหรับทำงานอื่นได้อีก เช่น การทำงานเอกสาร พรีเซนเทชั่นหรือการตกแต่งภาพเป็นต้น


Battery / Heat / Noise

Lenovo ThinkPad X13

แบตเตอรี่ที่ให้มาบนโน๊ตบุ๊ค Lenovo ThinkPad X13 รุ่นนี้ เป็นแบบ 4-cell, 54Whr ถือว่าค่อนข้างใหญ่พอสมควร หากเทียบกับโน๊ตบุ๊คทำงานระดับ 13.3″ ด้วยกัน

Lenovo ThinkPad X13

ในเรื่องของระยะเวลาในการทำงานของโน๊ตบุ๊ค Lenovo ThinkPad X13 รุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 6.40 ชั่วโมงจากการทดสอบด้วย BattMon กับการดูสตรีมมิ่งวีดีโอบน Youtube และเปิดระดับเสียง 20% และความสว่างหน้าจอ 20% สำหรับจำลองการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง และการเชื่อมต่อผ่าน WiFi ซึ่งมีโอกาสที่จะนานกว่านี้ได้ หากมีการ Disable โปรแกรมเบื้องหลังบางส่วนออกไปบ้าง ก็จะผ่านระยะเวลา 7 ชั่วโมงได้ไม่ยาก

การระบายความร้อนและอุณหภูมิเราทดสอบด้วยโปรแกรม Furmark ในโหมด CPU Burner ด้วยการให้ซีพียูทำงานในแบบ Full load 100% และใช้โปรแกรมตรวจเช็ค HWMonitor ในการตรวจเช็คอุณหภูมิขึ้นไปอยู่ที่ราวๆ 94-96 องศาเซลเซียส แต่ก็ดรอปลงมาเป็นจังหวะ ซึ่งระบบยังทำงานได้ตามปกติ แต่โดยปกติโอกาสที่คุณจะใช้ซีพียู Intel Core i7 ขึ้นไปในระดับ 100% อย่างต่อเนื่อง มีน้อยมากๆ ยกเว้นในงานตัดต่อ เรนเดอร์วีดีโอ หรือจะเป็นการเล่นเกมในบางเกมเท่านั้น แต่ก็ถือว่าระบบยังจัดการเรื่องความร้อนในระดับน่าพอใจ ใช้งานได้แบบไม่ต้องกังวล


Conclusion / Award

สำหรับในภาพรวมของ Lenovo ThinkPad X13 Gen3 ที่เราได้ลองใช้งานมาประมาณ 4-5 วัน สิ่งที่เราได้เห็นนอกเหนือจากเรื่องประสิทธิภาพ นั่นคือ ดีไซน์และฟังก์ชั่น ที่มีการออกแบบได้ลงตัวทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุและพื้นผิวสัมผัส แม้กลิ่นอายของโน๊ตบุ๊คจะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของงานธุรกิจเป็นหลัก แต่กลับเข้ากันได้กับสไตล์การใช้งานสมัยใหม่ ซึ่งคุณสามารถนำไปใช้ได้ในทุกที่ทุกโอกาส ตั้งแต่การพบลูกค้า พรีเซนท์งานหรือจะนั่งเทรดหุ้นอยู่ร้านกาแฟ ไปจนถึงการสอนการบ้านลูก และความบันเทิงแบบเบาๆ ขณะที่เดินทางหรือพักผ่อนก็ตาม

Lenovo ThinkPad X13 review 20

การเข้าใช้ก็สะดวกสบาย ด้วยการ Log-in ในแบบต่างๆ ที่ปลอดภัย ใช้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น Face recognize หรือใช้ Windows Hello รวมถึงการสแกนลายนิ้วมือ รวมถึงซอฟต์แวร์อย่าง Lenovo Vantage ที่รวมเอาทุกอย่างไว้ให้ ดูแล ตรวจเช็ค อัพเดต และตั้งค่า ไฮไลต์อีกส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ที่พอร์ตต่อพ่วง ที่มีให้แบบครบๆ โดยเฉพาะ Thunderbolt 4 มีให้ถึง 2 พอร์ตด้วยกัน และเพิ่มช่องใส่ SIM มาให้อีกด้วย (Optional) เช่นเดียวกับคีย์บอร์ดที่นุ่มแน่น มีฮอตคีย์จัดเต็มพิมพ์สนุกมือ มีแสงไฟ Backlit ปรับระดับได้ รวมถึงมีทัชแพดและปุ่ม TrackPad มาให้ใช้อีกด้วย

สุดท้ายนี้ส่วนตัวมองว่า ยังเป็นโน๊ตบุ๊คทำงานที่ยังให้คนที่ต้องการความเชื่อมั่นและวางใจได้ในเรื่องความปลอดภัย และเสริมฟังก์ชั่นมาให้แบบจัดเต็มแทบไม่กั๊กเอาไว้ เพื่อธุรกิจส่วนตัว งานสำนักงานและการใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมาพร้อม Windows 10 Pro และการรับประกัน 3 ปีในแบบ On-site service ราคาเริ่มต้นที่ 30,000 บาท

Award

NBS award 7 Design

ในแง่ของดีไซน์อาจไม่ได้มองถึงเรื่องของรูปลักษณ์ที่หวือหวา แต่ Lenovo ThinkPad X13 เข้ามาในเรื่องของความคลาสสิก ที่ดูเข้ากับในทุกช่วงเวลาที่ใช้งานได้ดีทีเดียว แต่จุดสำคัญคือ การจัดวางองค์ประกอบที่จำเป็นต้องใช้งานได้อย่างน่าสนใจ และใส่เข้ามาในแบบที่ไม่ต้องกังวลว่าบอดี้เล็กแบบนี้จะใส่ได้หรือไม่ เพราะผู้ใช้จะได้สัมผัสถึงการใช้งานทั้งเรื่องระบบความปลอดภัย คีย์บอร์ดใช้งานง่าย หน้าจอคมชัด และจัดพอร์ตต่อพ่วงใหม่ๆ มาให้แบบครบครัน ที่สำคัญมีขุมพลัง Intel Core i7 Gen12 มาให้ พร้อมแรม DDR5 ถือว่าพร้อมใช้งาน

NBS award 4 Mobility

แม้ว่าจะเป็นโน๊ตบุ๊คระดับ 13.3″ ที่น้ำหนักไม่ได้เบาสุดขีด แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พกพาได้สะดวก จับถือมือเดียวได้ เดินทางไม่ต้องแบก ความหนาประมาณ 1.5cm เท่านั้น โดยเฉพาะกับบอดี้ที่เป็นแม็กนิเซียมอัลลอยที่ให้ความทนทาน ควบคู่ไปกับความแข็งแรง บอดี้ไม่ต้องกังวลเรื่องการเป็นริ้วรอยหรือการกระแทกมากนัก การเชื่อมต่อต่างๆ ก็มีให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น Wireless, Bluetooth หรือ NFC ก็ตาม ส่วนเรื่องระยะเวลาการใช้งานอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพราะได้ขุมพลังอย่าง Intel Core i7 ทำให้ได้ความแรงถูกอกถูกใจ พกพาไปใช้งานในที่ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

from:https://notebookspec.com/web/663767-lenovo-thinkpad-x13-gen3

รีวิว ASUS ROG Zephyrus G14 2022 ของแดง AMD Advantage แบตอึด 10 ชม. แรงสะใจ!! ราคา 69,990 บาท

ASUS ROG Zephyrus G14 แรงและแบตอึด!! ดีจบทั้งเกมมิ่งและทำงาน!!

Share image Edit Name 3g142 1

 

Advertisementavw

เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในภาพจำของใครหลายๆ คนคงจะเป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องใหญ่หนาหนักและดีไซน์ล้ำอนาคตไม่ใช่เครื่องมินิมอลแบบ ASUS ROG Zephyrus G14 รุ่นใหม่นี้ซึ่งได้ดีไซน์สวยเรียบหรูแต่ก็ยังได้สเปคแรงฟีเจอร์ล้นเหมือนเดิม ยิ่งไปกว่านั้นถ้าใครเป็นแฟนคลับ AMD ก็น่าจะตกหลุมรักเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้ง่ายๆ นั่นเพราะ Zephyrus G14 รุ่นนี้เป็น AMD Advantage หรือที่เกมเมอร์เรียกกันว่า “แดงทั้งเครื่อง” นั่นเอง

จุดเด่นของ ASUS ROG Zephyrus G14 อย่างแรกคือฝาหลังแบบเจาะรูที่ ASUS เรียกว่า AniMe Matrix โดยใช้เครื่อง CNC กับเทคนิค Vapor deposition process ให้ได้ช่องไฟ LED ปรับเปลี่ยนเล่นเล่นลวดลายได้ 14,969 ลาย ตัดกับเครื่องสีเทา Eclipse Gray ได้อย่างสวยงาม ได้ตัวเครื่องบางและน้ำหนักเบาเพียง 1.72 กิโลกรัม ใช้ซีพียู AMD Ryzen 7 หรือ Ryzen 9 6000 Series กับการ์ดจอ AMD Radeon RX 6700S หรือ RX 6800S พร้อมชิป MUX Switch ไว้จัดการทำงานได้ว่าจะให้อยู่ในโหมดประหยัดพลังงานหรือเรียกใช้เต็มประสิทธิภาพก็ได้ ทำให้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 10 ชม. ทีเดียว

ระบบระบายความร้อนภายใน ASUS ROG Zephyrus G14 อย่าง ROG Intelligent Cooling ก็เทียบชั้นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับเรือธงหลายๆ รุ่น ด้วยชุด Vapor Chamber กับโลหะเหลว (Liquid Metal) จาก Thermal Grizzly ช่วยให้ระบายความร้อนจากซีพียูและการ์ดจอได้อย่างรวดเร็วจับคู่กับพัดลม Arc Flow Fans พร้อมดีไซน์ช่องระบายอากาศ Anti-Dust Tunnel 2.0 ทำให้ใช้งานได้ต่อเนื่อง ไม่ต้องกลัวปัญหาเรื่องความร้อนสูงจน Throttle Down แม้แต่น้อย ถ้าใช้ทำงานออฟฟิศทั่วไปก็ยอดเยี่ยมด้วยฟีเจอร์ 0dB สั่งหยุดพัดลมทำงานชั่วคราวในโหมด Silent ไม่ให้เสียงพัดลมรบกวนเพื่อนร่วมงานร่วมโต๊ะคนอื่น จะพกไปทำงานในที่สาธารณะที่ไหนก็ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ ASUS ROG Zephyrus G14 ก็มี Microsoft Office Home&Student 2021 ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน ตอบโจทย์ครบทุกมิติทั้งทำงานและเล่นเกม

ASUS ROG Zephyrus G14

หน้าจอ ROG Nebula Display ขนาด 14 นิ้ว ก็ยอดเยี่ยม ด้วยอัตราส่วน 16:10 ความละเอียด WQXGA (2560×1600) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 120Hz และ Response Time 3ms มีฟีเจอร์ป้องกันภาพฉีกขาด Adaptive-Sync รองรับการแสดงผลแบบ Dolby Vision HDR ด้วย แสดงผลขอบเขตสีได้กว้าง 100% DCI-P3 การันตีโดย PANTONE Validated เรียกว่าก้าวข้ามความเกมมิ่งมายังสายครีเอเตอร์ได้แบบย่อมๆ ส่วนลำโพงทั้ง 4 ดอก รองรับ Dolby Atmos มีไมโครโฟน 3D Mic Array พร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน Two-Way AI Noise Cancellation และคีย์บอร์ดก็มีปุ่ม Hotkeys ให้ใช้งาน 4 ปุ่ม ตั้งค่าได้ มี N-Key Rollover ในตัว รัวปุ่มในนาทีสำคัญตัดสินแพ้ชนะได้โดยไม่ต้องกังวลว่าปุ่มจะทำงานไม่ทันอย่างแน่นอน

จุดเด่นของ ASUS ROG Zephyrus G14 ในฐานะที่เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค AMD Advantage ก็มีฟีเจอร์เด่นอยู่ในตัวหลายอย่างซึ่งผู้ใช้บางท่านอาจยังไม่ทราบ อย่างแรกคือ AMD SmartShift Max ฟีเจอร์ที่ซีพียูและจีพียูจะสื่อสารกันโดยตรงและใช้ Machine Learning เพื่อวิเคราะห์ว่างานหรือเกมนั้นพึ่งพากำลังของซีพียูหรือการ์ดจอมากกว่าแล้วถ่ายเทค่าวัตต์เพื่อเร่งประสิทธิภาพให้ทำงานดีขึ้น โดย AMD เคลมว่าฟีเจอร์นี้ทำให้โน๊ตบุ๊คทำงานดีขึ้นถึง 14%

ถัดมาคือ AMD Smart Access Memory หรือ AMD S.A.M. เป็นฟีเจอร์เฉพาะเมื่อพีซีหรือโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นใช้ซีพียู AMD Ryzen 5000 Series หรือ AMD Ryzen 3000 Series (บางรุ่น) แล้วจับคู่กับการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6000 Series ซีพียู AMD Ryzen จะสื่อสารกับแรมการ์ดจอโดยตรงเพื่อเร่งประสิทธิภาพตัวเครื่องให้สูงขึ้น ทำให้เล่นเกมได้อย่างลื่นไหลและได้เฟรมเรทตอนเล่นเกมสูงยิ่งขึ้น นับเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่อัดฟีเจอร์มาเยอะ ครบเครื่องที่สุดอีกเครื่องหนึ่งซึ่งเกมเมอร์ไม่ควรมองข้าม!

NBS Verdicts

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00090

ASUS ROG Zephyrus G14 นับเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสุดทรงพลัง ฟีเจอร์ครบเครื่อง ซอฟท์แวร์ครบครันพร้อมใช้งานและจัดการพลังงานได้ดีเหลือเชื่อ จนเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คบางรุ่นต้องถอยให้ เพียงอัพเดท AMD Chipset Driver (ขณะที่ทดสอบเป็นเวอร์ชั่น 3.10.08.506) และไดรเวอร์การ์ดจอเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด เท่านี้ Zephyrus G14 ก็ทรงพลังและจัดการพลังงานได้ยอดเยี่ยม จะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไว้พกไปทำงานออฟฟิศก็ได้หรือจะต่อจอแยกแล้วเล่นเกมที่บ้านก็ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

นอกจากประสิทธิภาพแล้ว ฟีเจอร์และการออกแบบก็จัดว่ายอดเยี่ยม ไม่ว่าจะฝาหลังเครื่องพร้อมไฟ LED “AniMe Matrix” การกางหน้าจอแล้วยกแป้นคีย์บอร์ดขึ้นเล็กน้อยด้วย ErgoLift Hinge รวมไปถึงการปลดล็อคเครื่องด้วยกล้องสแกนใบหน้า IR Camera ทำให้ไม่ต้องพิมพ์รหัสผ่านก็ใช้งานได้ทันทีเหมือนกับพี่ใหญ่ในซีรี่ส์อย่าง ASUS ROG Zephyrus M16 ด้วย และยังติดตั้งโปรแกรม Microsoft Office Home&Student 2021 มาพร้อมใช้งานเหมือนโน๊ตบุ๊คสายออฟฟิศเครื่องหนึ่งเลย ส่วนสายครีเอเตอร์จะซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เอาไว้ใช้ตัดต่อแต่งภาพก็ไม่มีปัญหา การันตีคุณภาพด้วย PANTONE Validated แล้ว ส่วนตัวผู้เขียนยกให้เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่แม้แต่ผู้เขียนเองก็ยังอยากได้เป็นเจ้าของเองเสียด้วยซ้ำ

ส่วนข้อสังเกต แม้ผู้เขียนจะได้ใช้ ASUS ROG Zephyrus G14 มาราวสัปดาห์หนึ่งก็หาข้อสังเกตได้เพียงจุดเดียว นั่นคือ M.2 NVMe SSD และแรม SO-DIMM ในเครื่องมีสล็อตสำหรับอัพเกรดอย่างละช่องเท่านั้น ดังนั้น Zephyrus G14 เครื่องนี้อาจจะไม่โดนใจเกมเมอร์สายฮาร์ดคอร์ที่อยากเพิ่มแรมไป 32~64GB DDR5 หรือใส่ M.2 NVMe SSD เพิ่มเท่าไหร่ แต่ถ้าดูชิ้นส่วนบนเมนบอร์ดประกอบก็จะเห็นทันทีว่าชุด Vapor Chamber กินพื้นที่ไปจนแทบหมดแล้ว ซึ่งถ้าเป็นผู้เขียนเอง ก็อาจจะหาทางออกอื่นอย่างเสริมเกมมิ่งฮาร์ดดิสก์ต่อแยกภายนอกอย่าง Game Drive เพิ่มเข้าไปแทนก็พอชดเชยกันได้อยู่

ข้อดีของ ASUS ROG Zephyrus G14
  1. งานประกอบตัวเครื่องแข็งแรง ได้ความสวยเรียบหรูไม่เป็นเกมมิ่งเกินไป
  2. บานพับ ErgoLift Hinge ยกตัวเครื่องขึ้นเล็กน้อยให้พิมพ์งานได้สะดวกและกางไดด้ราบ 180 องศา
  3. มีไฟ AniMe Matrix เสริมความสวยโดดเด่นให้กับฝาหลังของตัวเครื่อง ตั้งเอฟเฟคได้
  4. สเปคเป็น AMD Advantage รีดประสิทธิภาพของ Ryzen 7 6800HS และ Radeon RX 6700S ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
  5. ติดตั้งระบบระบายความร้อน ROG Intelligent Cooling แบบ Vapor Chamber มาให้ ระบายความร้อนได้ดีมาก
  6. หน้าจอ ROG Nebula Display ได้ความละเอียดและ Refresh Rate สูง ขอบเขตสีกว้าง ได้รับการการันตี PANTONE Validated รองรับ Dolby Vision HDR ด้วย
  7. ติดตั้งกล้อง IR Camera มาสแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่องได้โดยไม่ต้องพิมพ์รหัสผ่าน
  8. ได้แรม 16GB DDR5 บัส 4800MHz อัพเกรดได้มากสุด 24GB DDR5
  9. มีพอร์ต USB-C 3.2 Gen 2 x 2 ช่อง รองรับการต่อหน้าจอแยก DisplayPort ทั้งคู่ มีช่องซ้ายรองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery 65 วัตต์
  10. มีพอร์ตใช้งานครบเครื่องทั้ง MicroSD Card Reader, HDMI 2.0b, USB-A 3.2 Gen 2 อีก 2 ช่องด้วย
  11. รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi 6E และ Bluetooth 5.2 ในตัว
  12. ลำโพง Dolby Atmos จำนวน 4 ดอก รองรับเสียง Hi-Res ดูหนังฟังเพลงดีมีมิติมาก
  13. ระบบจัดการพลังงานทำได้ดีมาก ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 10 ชั่วโมง
  14. น้ำหนักเครื่องเบาพกพาสะดวก เพียงแค่ 1.72 กิโลกรัมเท่านั้น
  15. มีซอฟท์แวร์ Microsoft Office Home&Student 2021 ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน
ข้อสังเกตของ ASUS ROG Zephyrus G14
  1. อัพเกรดได้เล็กน้อย มี M.2 NVMe SSD และแรม SO-DIMM อย่างละช่องเท่านั้น
  2. ไม่มีพอร์ต LAN ติดตั้งมาให้ ถ้าต้องการใช้งานต้องต่อผ่าน USB-A to LAN แทน
  3. ควรอัพเดท AMD Chipset Driver เวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ เพื่อให้รีดประสิทธิภาพได้เต็มที่

รีวิว ASUS ROG Zephyrus G14

Specification

g14 spec

ASUS ROG Zephyrus G14 เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คกลุ่ม Advantage Edition ซึ่งเป็นสเปค AMD ล้วนทั้งซีพียูและการ์ดจอ ซึ่งสเปคของจัดว่าทรงพลังและครบเครื่อง ตอบโจทย์ทั้งใช้ทำงานและเล่นเกมอย่างแน่นอน ซึ่งสเปคมีรายละเอียดดังนี้

สเปคของ ASUS ROG Zephyrus G14
  • CPU : AMD Ryzen 7 6800HS แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.7GHz
  • GPU : AMD Radeon RX 6700S แรม 8GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 
  • RAM : 16GB DDR5 บัส 4800 MHz แยกเป็น Onboard กับ SO-DIMM อย่างละ 8GB DDR5 บัส 4800MHz อัพเกรดได้สูงสุด 24GB DDR5
    • รุ่น GA402RK -L8150WS ติดตั้งแรม 32GB DDR5 บัส 4800MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด WQXGA (2560×1600) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 120Hz, Response Time 3ms รองรับ Dolby Vision HDR, Adaptive-Sync, Pantone Validated
  • Ports : USB-A 3.2 Gen 2 x 2, USB-C 3.2 Gen 2 x 1 รองรับ Power Delivery และ DisplayPort, USB-C 3.2 Gen 2 x 1 รองรับ DisplayPort, HDMI 2.0b x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD IR Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home&Student 2021
  • Weight : 1.72 กิโลกรัม
  • Price : 69,990 บาท (ราคากลาง)
รุ่นย่อยอื่นๆ ของ ASUS ROG Zephyrus G14

Hardware & Design

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00091

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00070
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00072
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00060
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00058

ดีไซน์ของ ASUS ROG Zephyrus G14 ยังเน้นความเรียบง่ายเหมือนกับ ROG Zephyrus รุ่นก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะตัวเครื่องดีไซน์เรียบง่ายเหมือนโน๊ตบุ๊คทำงานสักเครื่องหนึ่งและตัวเครื่องสีเทา Eclipse Gray ดูเรียบร้อยเหมือนโน๊ตบุ๊คสายทำงานรุ่นประสิทธิภาพสูงสักเครื่องหนึ่ง ทั้งที่เครื่องนี้เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเต็มตัว

จุดที่เหมือนกับรุ่นก่อนหน้า คือ ปุ่ม Power ทรงหกเหลี่ยมอสมมาตรและขอบบนของตัวเครื่องที่ติดโลโก้ Zephyrus เอาไว้ แต่เปลี่ยนจากเพลตสะท้อนแสงแล้วสกรีนตัวอักษรเอาไว้ข้างในเป็นตัวอักษรบนพื้นบอดี้พลาสติกระหว่างช่องระบายความร้อนสองช่อง ทาบอยู่บนไฟ LED แสดงสถานะทั้ง 3 ดวงที่ขอบบนของตัวเครื่องแทน และสังเกตจะเห็นว่าด้านข้างซ้ายและขวาขอบบนเครื่องจะมีลำโพงติดตั้งเอาไว้อีก 2 ดอก เพื่อให้ได้เสียง Dolby Atmos ด้วย

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00087

ขอบตัวเครื่องของ ASUS ROG Zephyrus G14 ทั้งส่วนของหน้าจอและตัวเครื่องจะตัดเฉียงเข้าหากันเหมือนเครื่องหมายมากกว่า (>) เมื่อพับจอแล้วจะดูดติดด้วยแม่เหล็ก กำลังดูดดีมากและใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวก็กางหน้าจอได้ แต่ส่วนตัวผู้เขียนแนะนำให้ใช้มืออีกข้างจับเครื่องจะกางได้ง่ายกว่า

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00057

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00056
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00054
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00017

ก้านบานพับหน้าจอแบบ ErgoLift Hinge เอกลักษณ์เฉพาะของโน๊ตบุ๊ค ASUS ก็ถูกนำมาใส่ให้ ASUS ROG Zephyrus G14 ด้วยเช่นกัน หากดูดีไซน์ภายในจะเห็นว่าก้านบานพับถูกออกแบบให้มีความโค้งและขาตั้งติดเข้ากับขอบล่างหน้าจอแบบแนวนอน พอกางหน้าจอก็จะดันตัวเครื่องให้เฉียงขึ้นเล็กน้อย เพิ่มพื้นที่ว่างใต้ตัวเครื่องให้ดึงลมเย็นเข้าไประบายความร้อนและช่วยให้ผู้ใช้วางมือพิมพ์งานได้สะดวกขึ้น และทางบริษัทก็ติดก้านพลาสติกมาซัพพอร์ตให้ขอบล่างของหน้าจอไม่สัมผัสกับพื้นโต๊ะโดยตรง ป้องกันรอยขูดเสียหายไปในตัวอีกด้วย

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00100

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00095
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00028
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00026
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00024

ฝาหลังของ ASUS ROG Zephyrus G14 ตัวนี้จะเป็นแบบทูโทน คือ ส่วนของฝาหลังแบบเรียบติดเพลต ROG เอาไว้มุมล่างซ้ายมือ ส่วนฝั่งขวาเป็นช่องไฟ LED เจาะรูด้วยเครื่อง CNC เทคนิค Vapor deposition process สามารถปรับเล่นลวดลายไฟบนฝาหลังได้กว่า 14,969 ลาย ซึ่งทาง ASUS เรียกว่า AniMe Matrix จัดเป็นเอกลักษณ์บนฝาหลังซึ่งไม่มีใครเหมือน ได้ความแตกต่างและสวยงามเป็นอย่างมาก ถ้าใครชอบความโดดเด่นก็เล่นเอฟเฟคไฟให้มีเอกลักษณ์ของตัวเองได้เลย

ด้านฝาหลังจะเห็นว่าเมื่อกางแล้ว จะไม่เห็นเพลตคำว่า Zephyrus และช่องระบายความร้อน แต่ถ้าพับหน้าจอเก็บเครื่องจะเห็นป้ายโลโก้อย่างชัดเจน ได้ความเรียบร้อยแต่ก็ซ่อนดีไซน์โฉบเฉี่ยวแบบเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเอาไว้ในตัว

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00021

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00120
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00122

ด้านใต้ของ ASUS ROG Zephyrus G14 จะใช้โครงหลักเป็นพลาสติกเนื้อแข็งและโซนตรงกลางเครื่องจะเป็นแผ่นอลูมิเนียมเจาะช่องลมเข้าเอาไว้ให้ดึงอากาศเย็นจากภายนอกเข้าไประบายความร้อนในเครื่อง ติดยางรองเครื่องไว้ 2 เส้นเป็นแนวยาวและยึดน็อตหัว Philips Head เอาไว้ทั้งหมด 11 ดอกด้วยกัน ซึ่ง 3 ดอก จะอยู่ตรงแผ่นอลูมิเนียมแล้วปิดด้วยจุกยางไว้

Screen & Speaker

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00045

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00048
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00046
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00049
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00051

จอ ROG Nebula Display ของ ASUS ROG Zephyrus G14 ขนาดอยู่ที่ 14 นิ้ว ความละเอียด WQXGA (2560×1600) พาเนล IPS อัตราส่วนหน้าจออยู่ที่ 16:10 ค่า Refresh Rate 120Hz, Response Time 3ms มีฟีเจอร์ Adaptive-Sync ป้องกันภาพฉีกขาดเวลาเล่นเกมหรือคอนเทนต์ที่ภาพเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไม่ให้ภาพฉีกขาด พาเนลมีคุณภาพสูง รองรับการแสดงผลแบบ Dolby Vision HDR ได้รับการรับรอง Pantone Validated และทาง ASUS เคลมขอบเขตสีจากโรงงาน 100% DCI-P3 ใช้แต่งภาพได้สบายๆ

display 2

gamut 2
luminance 2

ความละเอียดหน้าจอระดับ QHD โดยปกติแล้วจะอยู่ที่ 2560×1440 พิกเซล แต่ ASUS ROG Zephyrus G14 จะเพิ่มอัตราส่วนหน้าจอในแนวตั้งขึ้นอีกเล็กน้อยเป็น 16:10 ทำให้ความละเอียดจอเพิ่มเป็น 2560×1600 พิกเซล ปรับค่า Refresh Rate ได้ว่าจะใช้ 60Hz หรือ 120Hz ซึ่งถ้าใช้ทำงานแล้วไม่อยากเปลืองแบตเตอรี่ก็ปรับลงมา 60Hz ก่อน พอจะเล่นเกมก็ปรับขึ้น 120Hz ทีหลังก็ได้

ขอบเขตสีหน้าจอบนหน้าสเปคอยู่ที่ 100% DCI-P3 เมื่อคาลิเบรตหน้าจอด้วย DisplayCal 3 จะเห็นว่า Gamut coverage ซึ่งเป็นค่าจากโรงงานอยู่ที่ 99.7% sRGB, 84.9% Adobe RGB, 98.2% DCI-P3 ซึ่งถือว่ากว้างใกล้เคียงกับที่เคลมเอาไว้ แต่พอคาลิเบรตเสร็จแล้วขอบเขตสีหน้าจอในหัวข้อ Gamut volume เพิ่มขึ้นเป็น 146.3% sRGB, 100.8% Adobe RGB, 103.6% DCI-P3 และความเที่ยงตรงสีของหน้าจอหรือค่า Delta-E ได้เฉลี่ยเพียง 0.07~1.54 เท่านั้น จัดว่าสีสันบนหน้าจอทั้งเที่ยงตรงและขอบเขตสีกว้างมาก นอกจากเล่นเกมแล้วยังเอาไปทำงานเกี่ยวกับภาพและสีสันได้สบายๆ

ด้านความสว่าง ทางผู้ผลิตเคลมว่า ASUS ROG Zephyrus G14 มีความสว่างถึง 500 nits ซึ่งโปรแกรม DisplayCal 3 เองก็วัดได้สว่าง 499.85 cd/m2 ซึ่งใกล้เคียงกับที่เคลมเอาไว้ จะนั่งทำงานนอกอาคารอย่างร้านกาแฟหรือโดนแสงอาทิตย์ส่องสะท้อนบนหน้าจอก็ไม่มีปัญหา ถ้านั่งทำงานในออฟฟิศผู้เขียนแนะนำว่าเปิดความสว่างราว 60% ก็สว่างพอแล้ว

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00052
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00053
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00018
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00019
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00013
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00014

ลำโพงทั้ง 4 ดอกที่ติดตั้งมาให้จะอยู่ตรงบอดี้ส่วนบนเหนือคีย์บอร์ดและด้านใต้ตัวเครื่องโซนละ 2 ดอกด้วยกัน รองรับเสียง Dolby Atmos และได้เสียงคมชัดระดับ Hi-Res ซึ่งเสียงตอนผู้เขียนทดลองฟังเพลงก็ได้มิติ เหมาะกับความบันเทิงทุกแบบไม่ว่าจะดูหนังหรือฟังเพลงก็ไม่มีปัญหา

ด้านการฟังเพลง ลำโพงชุดนี้จัดว่ามีมิติสเตจเสียงกว้าง รายละเอียดของเครื่องดนตรีกับนักร้องไม่กลบกันส่วนเบสมีน้ำหนักและกำลังขับพอสมควรแต่ไม่ถึงกับปะทะเป็นลูกๆ เป็นแบบช่วยขับให้เสียงเพลงมีมิติดียิ่งขึ้น เสริมความเด่นของเครื่องดนตรีและนักร้องนำให้มีพลัง ถือว่าลำโพงของ ASUS ROG Zephyrus G14 นี้ได้เสียงน่าประทับใจ เสียงไม่แห้งไม่ต้องต่อลำโพงแยกก็ได้ ความดังของลำโพงเมื่อวัดด้วยอุปกรณ์วัดเสียงแล้วอยู่ราว 80~85dB

Keyboard & Touchpad

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00063

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00061
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00062
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00073
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00127
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00126

คีย์บอร์ดของ ASUS ROG Zephyrus G14 เป็นแบบ Tenkeyless ขนาดปุ่มเท่ากับแป้นคีย์บอร์ดมาตรฐานทั่วไป รองรับ N-Key Rollover ซึ่งเป็นฟีเจอร์ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกดปุ่มบนคีย์บอร์ดหลายๆ ปุ่มพร้อมกันได้แล้วคำสั่งจากปุ่มนั้นๆ ไม่ตกหล่น มีไฟ LED Backlit ปรับเอฟเฟคไฟ RGB ได้ตามต้องการในโปรแกรม Armoury Crate

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00066

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00077
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00075
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00074
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00123
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00125
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00124

ปุ่มฟังก์ชั่นต่างๆ บนคีย์บอร์ดของ ASUS ROG Zephyrus G14 ก็ติดตั้งมาครบถ้วนทั้งสายทำงานและเกมมิ่ง ได้แก่ปุ่ม Windows Lock ที่รวมเอาไว้กับปุ่ม Windows, คีย์ลัดที่ปุ่มลูกศรทั้ง 4 ปุ่ม ได้แก่ Home, End, Page Up, Page Down เหมือนกับโน๊ตบุ๊คสายทำงานรุ่นอื่นของ ASUS นอกจากนี้ยังมีปุ่ม Macro อีก 4 ปุ่ม แยกพิเศษให้เกมเมอร์สามารถเซ็ตมาโครได้ด้วย ค่าจากโรงงานจะเป็นฟังก์ชั่นลดหรือเพิ่มเสียง, ปิดหรือเปิดไมค์และคำสั่งเรียกโปรแกรม Armoury Crate ขึ้นมาใช้งาน

ข้อดีอย่างหนึ่งของโน๊ตบุ๊คจาก ASUS คือ เมื่อกดคีย์ลัดเพื่อตั้งค่าตัวเครื่องแล้ว บนหน้าจอจะมีกรอบแจ้งเตือนเป็นรูปภาพลอยขึ้นมาให้เห็นราว 1-2 วินาที เพื่อแจ้งผู้ใช้ว่าตัวเครื่องเปลี่ยนการตั้งค่าตามสั่งแล้ว เป็นฟังก์ชั่นแจ้งเตือนเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเข้าใจได้ง่ายและดูใส่ใจผู้ใช้ดีมาก

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00076

Function Hotkey ตรงบรรทัดบนสุดของคีย์บอร์ดจะถูกเซ็ตเป็นคำสั่ง F1-F12 มาให้เป็นมาตรฐานจากโรงงาน แต่ถ้าไม่ต้องการก็ตั้งค่าในโปรแกรม Armoury Crate ได้ โดยมีคีย์ลัดดังนี้

  • F1 – ปิดเสียงลำโพง
  • F2~F3 – ลดหรือเพิ่มแสงไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด
  • F4 – คีย์ลัด AURA Sync เปลี่ยนเอฟเฟคไฟคีย์บอร์ด 
  • F5 – ปุ่มปรับโหมดของตัวเครื่อง เลือกได้ระหว่าง Silent, Performance, Turbo
  • F6 – เรียกคำสั่ง Snipping Tool
  • F7~F8 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F9 – ปุ่ม Project ตั้งค่าหน้าจอหลักและจอเสริม
  • F10 – เปิดหรือปิดทัชแพด
  • F11 – Sleep Mode
  • F12 – Airplane Mode

สังเกตว่าถัดจากปุ่ม F1-F12 แล้วจะเป็นปุ่ม Delete อีกเพียงปุ่มเดียว ไม่มีปุ่ม Print Screen เหมือนโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าตัดออกไปไม่มีปัญหานักเพราะทาง ASUS เลือกใส่เป็นคีย์ลัดเรียก Snipping Tool แทนแล้ว จะตัดออกไปก็ไม่มีปัญหาต่อการใช้งานนัก

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00078
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00081
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00130
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00129

ทางบริษัทเคลมว่าทัชแพดของ ASUS ROG Zephyrus G14 ถูกอัพเกรดให้ขนาดใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนราว 50% ซึ่งมีขนาดใหญ่มากและสูงสุดขอบความสูงที่วางข้อมือและเยื้องมากินพื้นที่ Alt ฝั่งซ้ายเล็กน้อย พอวางมือแล้วสันมือส่วนแม่โป้งจะทาบลงบนแป้นคีย์บอร์ดไปส่วนหนึ่ง แต่ถ้าต่อเมาส์แยกอยู่ก็กดปิดทัชแพดทิ้งไปก็ได้ การตอบสนองของแป้นทัชแพดสามารถลากเคอร์เซอร์, คลิ๊กเมาส์และใช้ Gesture Control ของ Windows ได้ครบถ้วนไม่มีปัญหา

ทัชแพดนี้ จากที่ลองพกไปใช้ทำงานออฟฟิศทั่วไปถือว่ามีขนาดใหญ่ ใช้งานสะดวกและลากเมาส์บนหน้าจอจากขอบสู่ขอบได้สะดวกสบายมาก หากพกไปทำงานในร้านกาแฟแล้วต้องแชร์โต๊ะทำงานกับผู้อื่นแล้วไม่สะดวกหยิบเมาส์ออกมา ก็ใช้ทัชแพดอย่างเดียวก็สะดวกไม่แพ้กัน

Connector / Thin & Weight

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00082
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00083

พอร์ตการเชื่อมต่อของ ASUS ROG Zephyrus G14 ถูกติดตั้งไว้ด้านข้างเครื่องทั้ง 2 ฝั่งเท่านั้น ซึ่งพอร์ตและการเชื่อมต่อไร้สายจะมีดังนี้

  • ฝั่งซ้ายจากซ้ายมือ – ช่องต่ออแดปเตอร์, HDMI 2.0b, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับ Power Delivery และ DisplayPort, Audio combo
  • ฝั่งขวาจากซ้ายมือ – MicroSD Card Reader, USB-C 3.2 Gen 2 x 1 รองรับ DisplayPort, USB-A 3.2 Gen 2 x 2
  • การเชื่อมต่อไร้สาย – Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2

จะเห็นว่าพอร์ตเชื่อมต่อของ ROG Zephyrus G14 มีให้ใช้งานครบเครื่อง ไม่ต้องพึ่ง USB-C Multiport Adapter ก็ได้และยังมี MicroSD Card Reader ติดมาให้โอนไฟล์ภาพและคลิปออกมาได้โดยตรงซึ่งสะดวกมากและเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ไม่ได้ติดตั้งมาให้เสียด้วย นอกจากนี้สังเกตว่าพอร์ต USB-C ทั้ง 2 ช่องใช้ต่อหน้าจอแยกได้ หากนับรวมกับ HDMI 2.0b เท่ากับว่า ROG Zephyrus สามารถต่อหน้าจอแยกได้ถึง 3 จอพร้อมกันทีเดียว

ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายก็เป็น Wi-Fi 6E ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด สามารถรับส่งข้อมูลได้รวดเร็วและเสถียรกว่า Wi-Fi 6 มาก แต่สังเกตว่าทาง ASUS ไม่ได้ให้พอร์ต LAN มาด้วย ถ้าต้องใช้งานก็หาซื้อ USB-A to LAN มาเผื่อเอาไว้สักอันก็ช่วยได้มากแล้ว

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC09995

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC09997
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC09996

น้ำหนักของ ASUS ROG Zephyrus G14 จากหน้าสเปคเคลมไว้ 1.72 กิโลกรัม แต่พอชั่งจริงด้วยตาชั่งดิจิตอลแล้วอยู่ที่ 1.69 กิโลกรัมเท่านั้น เมื่อรวมกับอแดปเตอร์ 240 วัตต์ น้ำหนัก 706 กรัมจะหนักเพียง 2.4 กิโลกรัม ซึ่งถ้านับเฉพาะตัวเครื่องอย่างเดียวก็เบากว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ถ้ารวมอแดปเตอร์ก็หนักเท่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องเดียวเท่านั้น ถือว่าไม่หนักเกินไป ใส่กระเป๋าเป้ติดตัวไปไหนมาไหนได้สบายๆ

ทว่าตอนพก ROG Zephyrus G14 ไปทำงานนอกออฟฟิศก็ไม่ต้องเอาอแดปเตอร์ของเครื่องติดตัวไปก็ได้ เพราะพอร์ต USB-C ฝั่งซ้ายมือของเครื่องรองรับการชาร์จแบบ Power Delivery อยู่แล้ว แค่มีปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์ขึ้นไปก็ชาร์จไฟให้เครื่องได้เลย ส่วนอแดปเตอร์ของเครื่องก็ไว้ที่บ้านหรือออฟฟิศไว้ใช้งานเวลาต้องรันงานหนักๆ แทน

Inside & Upgrade

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC09999

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00005
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00006
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00007
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00008
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00022
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00023

การเปิดฝาอัพเกรด ASUS ROG Zephyrus G14 สามารถขันเปิดฝาใต้ตัวเครื่องได้ง่ายๆ ด้วยน็อตหัวแฉก Philips Head หรือหัวแฉกบวกทั้งหมด 11 ดอกออกแล้วใช้การ์ดแข็งไล่ขอบเพื่อปลดฝาแล้วเริ่มอัพเกรดได้เลย จุดสังเกตคือ น็อตตรงกลางตัวเครื่อง 3 ดอกจะมีจุกยาง 3 เม็ดอุดเอาไว้เพื่อความสวยงาม อย่าลืมดึงจุกยางแล้วขันออกด้วย หากฝืนดึงจะทำให้ฝาหลังเสียหายได้ นอกจากนี้น็อตสองดอกตรงกลางและมุมล่างขวา รวม 3 ดอกจะมีจุกจับไม่ให้น็อตหลุดออกจากเบ้า เมื่อขันน็อตหลวมแล้ก็เอาการ์ดไล่ขอบเปิดฝาได้เลย

ภายในเครื่องจะเห็นว่าครึ่งบนจะเป็นชุด ROG Intelligent Cooling เป็นชุด Vapor Chamber กับพัดลมระบายความร้อนแบบเป่าออกด้านข้างและหลังของตัวเครื่อง ด้านล่างสุดเป็นแบตเตอรี่ขนาด 76Wh ส่วน M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 ติดตั้งอยู่ตรงกลางฝั่งซ้ายและแรม SO-DIMM DDR5 อยู่ฝั่งขวามือและมีแผ่นพลาสติกป้องกันไฟฟ้าสถิตย์ปิดมาให้

สังเกตจะไม่เห็นการ์ด Wi-Fi PCIe นั่นเพราะทาง ASUS เอาไปซ้อนอยู่ใต้ M.2 NVMe สาเหตุเพราะพื้นที่เมนบอร์ดมีจำกัดและชิ้นส่วนต่างๆ อยู่ชิดกันหมด ไม่มีพื้นที่ติดตั้งหัวต่อ M.2 NVMe ตัวที่ 2 เลย ถ้าจะอัพเกรดก็ต้องถอดไดรฟ์เก่าออกอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนแรมเป็น Onboard กับ SO-DIMM อีก 1 ช่อง แยกเป็นตัวละ 8GB DDR5 รองรับความจุสูงสุด 24GB DDR5 นั่นคือถอดแรม 8GB DDR5 เดิมจากโรงงานออกแล้วใส่ตัวใหม่ความจุ 16GB เข้าไปแทน ให้เป็น 8+16GB ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าความจุ 16GB จากโรงงานก็เยอะพอใช้งานแล้ว แต่ถ้าทำงานใช้โปรแกรมกินแรมเยอะๆ ก็ยังพออัพเกรดเพิ่มได้

ในแง่การใช้งานและเล่นเกม ASUS ROG Zephyrus G14 เป็นโน๊ตบุ๊คที่ดีและจบในตัวอยู่แล้ว เหมาะกับเกมเมอร์หรือผู้ใช้ที่ซื้อมาใช้งานและไม่ค่อยมีแผนอัพเกรดมาก ส่วนผู้ใช้ที่มีแผนหรือชอบอัพเกรดเครื่องอาจจะอึดอัดอยู่บ้าง ซึ่งผู้เขียนมองว่าถ้าอยากลงเกมเอาไว้เล่นอยู่หลายเกม อาจจะซื้อฮาร์ดดิสก์แบบ Game Drive ต่อภายนอกมาต่อผ่านพอร์ต USB แทนก็เป็นทางออกที่ดี

Performance & Software

cpu 1

ซีพียูของ ASUS ROG Zephyrus G14 เป็น AMD Ryzen 7 6800HS แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.7GHz รองรับชุดคำสั่งพื้นฐานครบถ้วน เป็นสถาปัตยกรรมแบบ 6 นาโนเมตร ค่า TDP สูงสุด 35 วัตต์ จัดว่าประหยัดพลังงานดีแต่ก็ยังได้ประสิทธิภาพสูงอยู่

อนึ่ง ผู้ใช้หลายคนอาจคุ้นเคยกับรหัสท้ายตัวเลของ AMD ว่ามีรหัส U ซึ่งเป็นซีพียูเน้นประหยัดพลังงาน, รหัส H เป็นรุ่นประสิทธิภาพสูง หรือ HX เป็นตัวบ่งบอกว่าเป็นรุ่นประสิทธิภาพสูงสุดของ AMD แต่รหัส HS หรือ HS Design Standard เป็นซีพียูกลุ่ม Mobile แบบพิเศษซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ AMD Ryzen 4000 H-Series เป็นต้นมา โดยมีจุดเด่นดังนี้

  1. เป็นซีพียูสำหรับโน๊ตบุ๊คแบบประสิทธิภาพสูง แต่ใช้พลังงานน้อยกว่ารุ่นรหัสเดียวกัน 20% ให้ใช้งานด้วยแบตเตอรี่นานยิ่งขึ้น
  2. ค่า TDP สูงสุดแค่ 35 วัตต์ แต่ใช้คอร์ประมวลผลประสิทธิภาพสูงเหมือนรหัส H ทั่วไป
  3. จัดการอุณหภูมิของตัวชิปเซ็ตได้ดี ไม่ร้อนและลดเสียงตอนโน๊ตบุ๊คทำงานเบาลงด้วย

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าซีพียูที่มีรหัส HS ก็คือซีพียูรหัส H แบบพิเศษที่จัดการพลังงานได้ดีขึ้น เย็นและประสิทธิภาพดีเท่ากันนั่นเอง ดังนั้นถ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องไหนติดตั้งซีพียู AMD Ryzen แบบ HS Design Standard อยู่ ก็สามารถใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงแน่นอน

mb
ram 2

ด้านอินเตอร์เฟสของ SSD ในเครื่องเป็น PCIe 4.0 x4 มีแรม 16GB DDR5 บัส 4800MHz ให้ใช้งานตั้งแต่เริ่ม โดยแยกเป็น Onboard กับ SO-DIMM อย่างละ 8GB รองรับการอัพเกรดได้มากสุด 24GB ซึ่งถ้าใครต้องการอัพเกรดอาจจะเปิดฝาอัพเกรดอีกเล็กน้อยก็ได้ แต่ถ้าใช้งานเดิมๆ ประสิทธิภาพก็ดีเพียงพอตอบโจทย์ทั้งทำงานและเล่นเกมอยู่แล้ว

discrete gpu

การ์ดจอแยกในเครื่องติดตั้ง AMD Radeon RX 6700S แรม 8GB GDDR6 มาให้ เป็นการ์ดจอแยกประสิทธิภาพดี มี 1,792 Unified Shader รองรับ DirectX 12 รองรับชุดคำสั่งต่างๆ ค่อนข้างครบถ้วน ได้แก่ OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan, Ray Tracing ซึ่งครบพร้อมใช้ ช่วยให้ทำงานและเล่นเกมได้ดียิ่งขึ้น

device mgr 1

พาร์ทภายในตัวเครื่องเมื่อเช็คผ่าน Device Manager จะเห็นว่า ASUS ROG Zephyrus G14 ติดตั้งชิ้นส่วนสำคัญมาครบเครื่อง ได้แก่ กล้อง IR Camera สำหรับสแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่อง ทำงานร่วมกับระบบ Windows Hello, ชิป TPM 2.0 และ AMD PSP 10.0

ชิป Wi-Fi PCIe ในเครื่องเป็น MediaTek Filogic 330 (MT7922) รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับความถี่คลื่น 2.4GHz, 5GHz, 6GHz ครบถ้วน แบนด์วิธคลื่น 160MHz และรองรับ Bluetooth 5.2 ด้วย และตัวการ์ดนี้มีฟีเจอร์สำคัญต่างๆ ครบเครื่อง ได้แก่ MU-MIMO, MU-OFDMA, QoS และ WPA3 อีกด้วย

ssd 2

M.2 NVMe SSD ของ ASUS ROG Zephyrus G14 ติดตั้ง Micron 2450 มาให้ใช้งาน โดย SSD รุ่นนี้เป็น M.2 2280 176-Layer NAND อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 โดยทางผู้ผลิตเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานแต่ประสิทธิภาพก็ถือว่าดีใช้ได้ มีความเร็ว Sequential Read 3,500 MB/s และ Sequential Write 3,000 MB/s มีความทนทานต่อการเขียนข้อมูลทับลงในไดรฟ์ได้ 600 TBW

ความเร็วจากการทดสอบด้วย CrystalDiskMark 8 จะได้ Sequential Read 3,627.46 MB/s และ Sequential Write 3,474.24 MB/s จัดว่ารวดเร็วกว่าหน้าสเปคที่เคลมเอาไว้อย่างชัดเจน หากเน้นทำงานและเล่นเกมก็ไม่ต้องอัพเกรดก็ได้ แต่ถ้าอยากให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นและรับส่งข้อมูลได้เต็มความเร็วอินเตอร์เฟส PCIe 4.0 ก็น่าเปลี่ยนเป็น Kingston Fury Renegade, WD Black SN850, Samsun 980 PRO แทนก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน

r15 1
r20 1

ส่วนการทำงานกับโปรแกรม 3D เรนเดอร์โมเดลต่างๆ เมื่อทดสอบด้วย CINEBENCH R15 จะได้คะแนน OpenGL 191.46 fps และคะแนน CPU 1,930 cb ซึ่งผู้เขียนได้ลองรันการทดสอบนี้ซ้ำอีกหลายครั้งแล้ว พบว่าคะแนนซีพียูจะได้ใกล้เคียงกับการทดสอบครั้งนี้ แต่คะแนน OpenGL จะขึ้นลงอยู่ช่วง 191~199 fps กล่าวคือ ถ้าใครจะใช้ ASUS ROG Zephyrus G14 ทำงานหรือพรีวิว 3D Model ให้ลูกค้าดูก็ใช้งานได้ดีไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ด้าน CINEBENCH R20 ที่เน้นทดสอบพลังการประมวลผลของซีพียูเป็นหลักได้ CPU 4,854 pts จัดว่าทำได้ดีเพียงพอจะใช้ทำงานหนักๆ อย่างเรนเดอร์ภาพและงานกราฟฟิคต่างๆ ก็ทำได้สบายๆ ไม่ต้องกังวลว่าถ้าซีพียูเป็น AMD แล้วจะทำงานได้ดีหรือไม่? 

3dmark

การทดสอบเล่นเกมโดยรัน 3DMark Time Spy จะได้คะแนนเฉลี่ยรวม 8,040 คะแนน แยกเป็น CPU score 8,788 คะแนน และ Graphics score 7,922 คะแนน ซึ่งคะแนนในระดับนี้หากจะเล่นเกมที่ความละเอียดจอ 1080p~2K ปรับกราฟฟิคเอาไว้ระดับ High ก็ได้ไม่มีปัญหาแน่นอน

Screenshot 2022 08 26 194608

ในแง่ใช้ทำงานทั่วไป ASUS ROG Zephyrus G14 ทำคะแนนใน PCMark 10 ได้สูงมากถึง 7,301 คะแนน เทียบชั้นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับเรือธงหลายๆ รุ่น จะใช้ทำงานทั่วไปอย่างเปิดเบราเซอร์หรือแอพฯ มาทำงาน ตัดต่อวิดีโอแต่งภาพหรือแม้แต่ทำงานเอกสารก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน ดังนั้นในแง่การทำงานไม่ว่าจะงานออฟฟิศทั่วไปหรืองานสายครีเอเตอร์ก็ทำได้ดีแน่นอน

g14 1080p

ด้านการเล่นเกม จะเห็นว่า ASUS ROG Zephyrus G14 แม้จะเป็นซีพียู AMD Ryzen 7 6800HS กับการ์ดจอ AMD Radeon RX 6700S แต่เมื่ออัพ AMD Chipset Driver และไดรเวอร์การ์ดจอเวอร์ชั่นล่าสุดแล้ว ก็เล่นเกมฟอร์มยักษ์ระดับ AAA บนหน้าจอ 1080p ได้สบายๆ ได้เฟรมเรทเฉลี่ยสูงมากและยิ่งถ้าเกมไหนใช้เอนจิ้นเอื้อทาง AMD อย่าง Resident Evil Village ก็จะได้เฟรมเรทสูงเป็นพิเศษด้วย

ประสบการณ์การเล่นเกมด้วย ASUS ROG Zephyrus G14 บทความละเอียดจอ 1080p ใช้คำว่า “แรงเหลือเฟือ” ได้อย่างเต็มปาก ด้วยพลังของ Ryzen จับคู่กับ Radeon ทำให้ภาพของเกมลื่นไหลต่อเนื่องรวมทั้งโหลดฉากได้อย่างรวดเร็วจนแทบไม่เห็นการเรนเดอร์แผนที่ต่อหน้าเหมือนเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คบางเครื่องเลย โดยเฉพาะ SCUM ถ้าเครื่องไม่แรงพอ เฟรมเรทเฉลี่ยก็จะไม่เกิน 60 Fps และบางครั้งก็จะมีอาการโหลดแผนที่สดๆ ให้เห็นด้วย แต่ Zephyrus G14 ไม่มีอาการนี้แม้แต่น้อย ด้านของ Apex Legends ก็สามารถเรนเดอร์ฉากตอนเล่นได้เร็วทันใจ กวาดเมาส์เร็วๆ เพื่อไล่ตามเป้าหมายก็ไม่มีอาการภาพฉีกหรือเกิดอาการเฟรมเรทตกเลย ดังนั้นสรุปได้ว่า ROG Zephyrus G14 สามารถเล่นเกมบนจอความละเอียด 1080p ได้สบายๆ

g14 native

หากขยับมาความละเอียด WQXGA ที่ 2560×1600 พิกเซลซึ่งเป็นความละเอียดดั้งเดิมของจอนี้ (Native Resolution) จะเห็นว่า Ryzen 7 6800HS และ Radeon RX 6700S ก็ทำผลงานได้ดีไม่แพ้กัน ถึงจะเทียบกับ 1080p แล้วเฟรมเรทจะลดลงไปบ้างแต่ยังเล่นได้ดีและลื่นไหลอยู่ แต่สำหรับ Resident Evil Village ก็ยังเป็นข้อยกเว้นอยู่ดี เนื่องจากการตั้งกราฟฟิคในเกมยังใช้ประโยชน์จาก AMD FidelityFX เข้ามาเสริมให้เฟรมเรทตอนเล่นเกมยังสูงอยู่เช่นเดิม

ถ้าเป็นเกมอื่นที่ไม่ได้เอื้อทาง AMD เต็มที่อย่าง SCUM การได้เฟรมเรทเฉลี่ย 40 Fps แล้วมีบางช่วงบางตอนเฟรมเรทเพิ่มขึ้นไปแตะระดับใกล้เคียง 60 Fps และยังเสถียรไม่มีการ “เกมเด้ง” หรือภาพหน่วง, กระตุกระหว่างเล่นเกมเลย ด้านของ Apex Legends ก็ยังเล่นได้ไหลลื่นดีไม่มีปัญหา เฟรมเรทสูงและภาพลื่นต่อเนื่องไม่แพ้ตอนเล่นบนความละเอียด 1080p เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นสรุปได้เลยว่าสเปค Ryzen 7 6800HS และ Radeon RX 6700S สามารถเล่นเกมบนจอความละเอียด 2K ไม่ว่าจะ QHD หรือ WQXGA ก็เล่นได้สบายๆ

ในส่วนนี้ผู้เขียนขอเสริมให้เกมเมอร์เป็นพิเศษ ว่าถ้าจะต่อหน้าจอเกมมิ่งเข้ากับ ASUS ROG Zephyrus G14 นี้ แนะนำให้ต่อผ่าน HDMI 2.0b ด้านข้างตัวเครื่องก่อนเป็นจอแรก แล้วค่อยต่อจอ 2, 3 ผ่าน USB-C จะดีสุด เนื่องด้วยสเปคของ HDMI 2.0b จะรีดค่า Refresh Rate ได้ดีกว่านั่นเอง และหากผู้ใช้คนไหนอยากทราบว่าตอนนี้ AMD FidelityFX รองรับเกมไหนบ้าง? สามารถดูรายชื่อเกมได้ที่นี่

Screenshot 2022 08 25 002816

Screenshot 2022 08 25 003238
Screenshot 2022 08 25 003224
Screenshot 2022 08 25 003212
Screenshot 2022 08 25 003127
Screenshot 2022 08 25 003119
Screenshot 2022 08 25 003102
Screenshot 2022 08 25 003051
Screenshot 2022 08 25 002843

ด้านซอฟท์แวร์ปรับแต่งและมอนิเตอร์ประจำ ASUS ROG Zephyrus G14 ตัวหลักเป็น ASUS Armoury Crate ซึ่งซอฟท์แวร์นี้ใช้มอนิเตอร์การทำงาน, ปรับโหมดตัวเครื่อง, ตั้งค่าปุ่มมาโครหรือแม้แต่ตั้งเอฟเฟคไฟ AniMe Matrix บนฝาหลังตัวเครื่องได้ด้วย เป็นซอฟท์แวร์ที่ตั้งฟังก์ชั่นการทำงานให้เครื่องนี้ได้ครบเครื่องมาก

ด้านการตั้งค่าตัวเครื่องจะมีเคล็ดลับ 2 แบบ หากต้องการใช้งานทั่วไปแนะนำให้เลือกตรง GPU Mode ให้เป็น Optimized แล้วปล่อยให้เครื่องจัดการตัวเองได้เลย แต่ถ้าทำงานกราฟฟิคหรือเล่นเกมแล้วจะรีดประสิทธิภาพตัวเครื่องให้สูงสุด ให้เลือกเป็น Ultimate แล้วรีเซ็ตเครื่องหนึ่งครั้ง ก็จะได้เฟรมเรทตอนเล่นเกมสูงขึ้นอย่างแน่นอน

Screenshot 2022 08 25 003253

Screenshot 2022 08 25 003316
Screenshot 2022 08 25 003326
Screenshot 2022 08 25 003344

ด้าน MyASUS จะเป็นซอฟท์แวร์สำหรับตั้งค่าการใช้งานทั่วไปและอัพเดทเฟิร์มแวร์ทั่วไปในตัวเครื่อง ช่วย Optimize การทำงานต่างๆ, มอนิเตอร์ตัวเครื่องและใช้ติดต่อกับทาง ASUS ในกรณีต้องการให้ทีมช่างของ ASUS ช่วยดูแลตัวเครื่องเมื่อเกิดปัญหาได้อีกด้วย

Battery & Heat & Noise

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00010

แบตเตอรี่ของ ASUS ROG Zephyrus G14 เป็นลิเธียม โพลีเมอร์ ความจุ 76Wh ขนาดใหญ่โดยวางตัวยาว ขอบทั้งสองฝั่งของแบตเตอรี่ติดกับลำโพงของตัวเครื่อง มีความจุแบบ Typical Capacity 4,920mAh และ Rated Capacity ที่ 4,770mAh ซึ่งความจุนี้ถือว่าให้เยอะกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ใช้งานได้หลายชั่วโมงอย่างแน่นอน

battmon

เมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์ ปิดไฟ RGB, AniMe Matrix, ปรับลดความสว่างหน้าจอให้ลงมาต่ำสุด, เปิดเสียงลำโพง 10% และปรับโหมดตัวเครื่องให้เข้าโหม Silent แล้วใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube นาน 30 นาที จะเห็นว่าแบตเตอรี่ 76Wh ก็ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 10 ชั่วโมง 19 นาทีทีเดียว โดยปกติแล้วเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบันหากใช้งานด้วยแบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาในเครื่องจะใช้งานได้ราว 5~7 ชั่วโมง แต่ ASUS ROG Zephyrus G14 สามารถใช้งานได้นานกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ เครื่องมาก

อย่างไรก็ตามผู้เขียนมีจุดสังเกตหนึ่ง คือ ก่อนได้ผลทดสอบนี้ ผู้เขียนได้ทดสอบเครื่องตามปกติโดยใช้ชิปเซ็ตไดรเวอร์แบบยังไม่ได้อัพเดทเป็นเวอร์ชั่น 3.10.08.506 จะใช้งานด้วยแบตเตอรี่ได้ราว 5 ชั่วโมง 30 นาทีเท่านั้น แต่เมื่ออัพเดท AMD Chipset Driver แล้ว ก็ได้ระยะเวลาใช้งานนานขึ้นมาก ดังนั้นถ้าใครซื้อ ROG Zephyrus G14 มา ขอให้อัพเดท Chipset Driver ด้วย

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00002
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00001
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00004

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00012
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00011
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00085
ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00086

ระบบระบายความร้อน ROG Intelligent Cooling แบบ Vapor Chamber ผสานโลหะเหลวและระบายความร้อนออกจากเครื่องด้วยพัดลม Arc Flow Fans ด้านหลังและด้านข้างเครื่องฝั่งละ 2 ช่อง ซึ่งชุดระบายความร้อนนี้มีขนาดใหญ่และกินพื้นที่ภายในตัวเครื่องครึ่งหนึ่ง ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปอย่างทำงานเอกสารก็ไม่มีเสียงรบกวนด้วยฟีเจอร์ 0dB แต่ถ้าทำงานกราฟฟิคหรือเล่นเกมจะได้ยินเสียงพัดลมระบายความร้อนค่อนข้างชัดเจน แต่ข้อดีคือชุด Vapor Chamber นี้ทำงานได้ดีมาก ไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนสูงเกินหรือ Throttle Down ลดประสิทธิภาพการทำงานลงเลยแม้แต่น้อย

temp 1

ส่วนอุณหภูมิที่ CPUID HWMonitor วัดได้ตอนทดสอบเล่นเกม จะเห็นว่าซีพียู AMD Ryzen 7 6800HS (ดูที่ AMD Radeon Graphics ซึ่งเป็นการ์ดจอออนบอร์ดแทน) ได้อุณหภูมิ 48~87 องศาเฉลี่ย 77 องศาเซลเซียส การ์ดจอ AMD Radeon RX 6700S อยู่ที่ 48~97 องศา เฉลี่ย 78 องศาเซลเซียส ไม่มีตัวเลขติดแดงโชว์ว่าอุณหภูมิร้อนเกินไปเลย และความร้อนที่ลงไปยัง M.2 NVMe SSD ซึ่งอยู่ถัดลงมาก็ไม่สูงมาก เฉลี่ยเพียง 58 องศาเซลเซียสเท่านั้น กล่าวคือ ROG Intelligent Cooling สามารถคุมความร้อนของซีพียูและการ์ดจอได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องกังวลว่าเล่นเกมแไปแล้วอุณหภูมิตัวเครื่องจะสูงเกินจนใช้งานได้ไม่ดีไม่เต็มประสิทธิภาพ

User Experience

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00106

ASUS ROG Zephyrus G14 ถือว่าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ลงตัวทั้งด้านเกมมิ่งก็เล่นเกมได้ดี ทรงพลังเล่นเกมหนักๆ ได้ไม่มีปัญหาและยังใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงและยังชาร์จแบตเตอรี่ผ่านทางพอร์ต USB-C 3.2 ด้านซ้ายของตัวเครื่องได้ ขอแค่มีปลั๊ก GaN กำลังชาร์จเกิน 65 วัตต์ กับสาย USB-C สักเส้นติดกระเป๋าเอาไว้ จะไปนั่งทำงานที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างทำงานอย่างแน่นอน แต่ถ้าใช้ทำงานเอกสารหรือเปิดเบราเซอร์ใช้งานตามปกติก็ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 10 ชั่วโมง ไม่แพ้โน๊ตบุ๊คบางเบาหลายรุ่นเลย

ความปลอดภัยตอนใช้งานก็จัดว่าดีมาก เพราะ ROG Zephyrus G14 รุ่นก่อนหน้าไม่มีระบบปลดล็อคตัวเครื่องแบบ Biometric ติดมาให้ แต่รุ่นใหม่นี้ได้กล้อง IR Camera เอาไว้สแกนหน้าปลดล็อคเครื่องได้ ทำงานร่วมกับฟังก์ชั่น Windows Hello เพียงแค่กางจอให้กล้องสแกนหน้าเพียงอึดใจก็ปลดล็อคพร้อมใช้งานได้ทันที เป็นฟังก์ชั่นช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้นมากด้วย

ซึ่งผู้เขียนก็ได้เอาเครื่องนี้ติดไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟ ก็ยอมรับว่าหน้าตาของมันเรียบร้อยขึ้นไม่ออกเกมมิ่งเกินไป แต่ประสิทธิภาพการทำงานจัดว่ารันโปรแกรมใหญ่กินทรัพยากรหนักๆ ได้ดีมากจนพลอยให้รู้สึกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาหลายๆ รุ่นทำงานช้าลงเสียอย่างนั้น และเรื่องการจัดการพลังงาน ผู้เขียนเลือกตั้งค่าเครื่องให้การ์ดจอทำงานแบบ Optimize แล้วปรับเข้าโหมด Silent เพื่อใช้ทำงานทั่วไป อย่างเปิดเว็บไซต์และทำงานเอกสารก็ใช้งานต่อเนื่องได้ทั้งวัน ไม่ต้องกลุ้มวิ่งหาปลั๊กมาต่อชาร์จเครื่องเลยก็ยังได้ ยิ่งถ้าใครเป็นสายทำงานแบบ Cafe Hopper ทำงานร้านนี้แล้วไปกินข้าวแล้วแวะอีกร้านต่อ มั่นใจว่าแบตเตอรี่ 76Wh ใน ASUS ROG Zephyrus G14 จะพร้อมใช้งานได้ทั้งวันอย่างแน่นอน

ด้านการเล่นเกมด้วย ASUS ROG Zephyrus G14 ถือว่าทรงพลังไม่แพ้สเปคอื่นอย่าง และเป็น AMD Advantage ขอเพียงแค่ลง AMD Chipset Driver และอัพเดทไดรเวอร์การ์ดจอให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ปัญหาจุกจิกไม่ว่าจะเรื่องเฟรมเรทเหวี่ยง, เกมเด้ง, ภาพกระตุกใดๆ ไม่มีให้เห็นตอนใช้งานเลยแม้แต่น้อย เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ Desktop Replacement ซื้อเครื่องเดียวต่อจอแยกเล่นเกมหรือทำงานกราฟฟิคหนักๆ ได้เลย และราคา 69,990 บาท ก็ถือว่าไม่แพงไม่ถูกไปอีกด้วย ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็ประกอบเกมมิ่งพีซีสเปค AMD ล้วนใช้งานเป็นเครื่องหลักอยู่ ก็ขอยืนยันว่าปัจจุบันนี้สเปคซีพียู AMD Ryzen กับการ์ดจอ AMD Radeon นอกจากประสิทธิภาพดี ยังไม่มีปัญหาจุกจิกกวนใจเหมือนในอดีตแล้วด้วย

Conclusion & Award

ASUS Zephyrus G14 Advantage Edition DSC00104

หลังจากได้ใช้ ASUS ROG Zephyrus G14 มาราวหนึ่งสัปดาห์ก็ประทับใจเครื่องนี้ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเรื่องประสิทธิภาพ, การจัดการพลังงาน, พอร์ตเชื่อมต่อและยังได้กล้องสแกนใบหน้าด้วย เรียกว่าฝั่งฮาร์ดแวร์มีให้แบบครบถ้วน ส่วนซอฟท์แวร์ก็มี Microsoft Office Home&Student 2021 ติดตั้งมาให้แบบครบเครื่อง เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแค่ไม่กี่รุ่นที่ได้ซอฟท์แวร์ครบเครื่องระดับนี้ ถ้าซื้อมาแค่เปิดเครื่องอัพเดทไดรเวอร์ให้ครบก็พร้อมใช้งานทันที

ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องลูกเล่นและดีไซน์ตัวเครื่องต้องยกให้ไฟ AniMe Matrix ที่เป็นเอกลักษณ์ของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้กับดีไซน์ ErgoLift Hinge ช่วยยกตัวเครื่องให้เฉียงขึ้นหรือจะกางหน้าจอจนราบไปเลยก็ยังได้ และน้ำหนักเครื่อง 1.69 กิโลกรัม นั้นจัดว่าเบามากเมื่อในหมู่เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คด้วยกัน ดีต่อคนทำงานหรือเกมเมอร์ที่อยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสักเครื่องหนึ่ง เป็นจุดตัดที่ลงตัวที่สุด ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนเองหากจะเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่สักเครื่อง ASUS ROG Zephyrus G14 เครื่องนี้จะเป็นตัวเลือกอันดับแรกอย่างแน่นอน 

award

NBS award 7 Design

best design

การออกแบบตัวเครื่องที่สวยเรียบร้อยเหมือนโน๊ตบุ๊คทำงานน้ำหนักเบา เอื้อต่อหลักสรีระศาสตร์ด้วยบานพับ ErgoLift Hinge และน้ำหนักเบาเพียง 1.69 กิโลกรัมนั้นเป็นการดีไซน์ที่ดีมาก และยังมีกล้อง IR Camera ให้สแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่อง เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ด้วย จัดเป็นการดีไซน์ที่ใส่ของดีมาให้ครบทุกด้าน

award new Gaming

best gaming

ประสิทธิภาพของ AMD Advantage เมื่อจับคู่ AMD Ryzen 7 6800HS กับ AMD Radeon RX 6700S แล้ว ทำให้ ROG Zephyrus G14 เครื่องนี้เล่นเกมฟอร์มยักษ์ ปรับกราฟฟิคสูงสุดก็ยังได้เฟรมเรทสูงและลื่นไหล จัดว่าน่าประทับใจมาก

award new Battery Life

best battery life

ASUS ROG Zephyrus G14 สามารถใช้งานได้นาน 10 ชั่วโมง อยู่ยาวกว่าเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นที่ได้ทดสอบมาก่อนหน้านี้มาก ไม่ต้องกลัวว่าทำงานยังไม่เสร็จแล้วแบตเตอรี่จะหมดก่อน และยังรองรับการชาร์จแบบ Power Delivery กำลังไฟ 65 วัตต์อีก จัดว่าครบเครื่องมาก

from:https://notebookspec.com/web/664268-review-asus-rog-zephyrus-g14