คลังเก็บป้ายกำกับ: NOTEBOOK_2021

รีวิว ASUS Vivobook Pro 16X OLED สเปกทรงพลัง R9 5900HX + RTX 3050 Ti จอ UHD+ ฟีเจอร์ล้ำปุ่ม DialPad เริ่ม 51,990 บาท

ASUS Vivobook Pro 16X OLED (M7600) รุ่นที่เรานำมาทดสอบนี้เป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องขายจริง ที่ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5900HX ตัวท็อปสุดในรุ่น สถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม “Cezanne” สถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตร ที่แรงลื่นทรงพลังยิ่งกว่า จับคู่มากับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti สนับสนุนการทำงานมืออาชีพและความบันเทิงเต็มรูปแบบ ดีไซน์สวยด้วยหน้าจอ 16″ เทคโนโลยี OLED ที่ดีกว่า IPS แบบเดิมๆ พร้อมความละเอียดระดับ Ultra HD+ ที่คมชัดกว่า Full HD หลายเท่า วัสดุเป็นโลหะอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ให้ความพรีเมียมดูดีกว่า Vivobook ทั่วไป

ASUS Vivobook Pro 16X

Advertisementavw

ตัวเครื่องมีความบางเบาพกพาสะดวก โดยแบตเตอรี่ยังสามารถใช้งานได้ยาวนานทั้งวัน และที่โดดเก้นสุดๆ จะเป็นปุ่ม DialPad รองรับการใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์การทำงานทางด้านกราฟิกให้ผู้ทำงานด้านการตัดต่อไม่ว่าจะเป็นภาพหรือวีดีโอสามารถใช้งานซอฟต์แวร์ Adobe ต่างๆ ได้ดีกว่าเดิม สมกับเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ระดับโปร สเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มด้วยแรม 16GB – 32GB และ SSD 512GB – 1TB ติดตั้ง Windows 10 Home (อัปเกรดเป็น Windows 11 Home ฟรี) พร้อมมีโปรแกรม Office Home & Student ใช้งานติดเครื่องยาวๆ ส่วนประกันเป็นประกัน  3 ปี On-site + ประกันอุบัติเหตุ 1 ปีตามมาตรฐานของ ASUS

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

สรุปแล้ว ASUS Vivobook Pro 16X OLED ถือว่าน่าซื้อน่าใช้งานมากๆ ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คที่น่าสนใจรุ่นหนึ่งในสายการทำงาน Content Creator แบบมืออาชีพ ก็ว่าได้ในช่วงราคา 20,000 บาทต้นมากๆ เพราะมาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงเหมาะกับการทำงานทั่วไป หรือหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ภาพ หรืองาน Art Work ต่างๆ ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าจะเล่นเกมบ้างก็สามารถทำได้ดีลื่นไหล ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง กับราคาเริ่มต้น 51,990 บาท ตอบโจทย์กับคนที่ต้องการใช้งานโน๊ตบุ๊คที่ได้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่ารุ่นทั่วไป แต่จ่ายในราคาที่ถูกกว่าซีรีส์ ProArt StudioBook 16 OLED

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

โดดเด่นเหมือนกับรุ่นพี่ทั้งในส่วนของหน้าจอ OLED แบบ Ultra HD+ คมชัด ที่ละเอียดเรียบเนียนกว่ามากๆ เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ใช้งานทั่วไป พร้อมรับรองความเที่ยงตรงของสี ให้ช่วงสีค่าความผิดเพี้ยนของสี (Delta-E) น้อยกว่า 2 ซึ่งให้ความแม่นยำของสีที่สูง อีกมาพร้อมนวัตกรรมใหม่ ASUS Dial แต่แตกต่างกันในรูปแบบเพราะเป็นส่วนหนึ่งของทัชแพดซึ่งเป็นแบบเสมือน ออกแบบมาเพื่อให้การทำงาน เพื่อการใช้งานร่วมกับโปรแกรมสร้งสรรค์งานอย่างตระกูล Adobe ไม่ว่าจะเป็น Photoshop, Premiere Pro, Lightroom Classic และ After Effects โดยรวมใช้งานได้สะดวกเพียงใช้นิ้วเลื่อนหมุนไปมา  

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

เน้นเจาะตลาดคนทำงานระดับโปร ที่ต้องการสเปกและหน้าจอที่ดีที่สุด ซึ่งอาจจะเล่นเกมบ้าง หรือไม่เล่นเลยก็ได้ สมกับเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์ ใช้งานประมวลผลหนักๆ ได้ด้วย โดยบางงานทำได้ดีกว่า Gaming Notebook อย่างแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง การเชื่อมต่อก็เป็น Wi-Fi 6 AX ที่โดดเด่นสุดๆ เรื่องของคามคุ้มค่าพร้อมใช้งานก็คือ ได้ Windows 10 Home ที่อัปเกรดเป็น Windows 11 Home ได้ฟรี อีกทั้งมีโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 ทำให้ทำงานพวกงานเอกสารผ่านทาง Word / Excel / Power Point ได้ทันทีอีกด้วย

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

ยอมรับว่า ASUS ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีจริงๆ กับการที่เป็น Vivobook รุ่นราคาสูงที่สุด ด้วยวัสดุคุณภาพสูง น้ำหนักเบาเพียง 1.95 กิโลกรัมเท่านั้น และบางสุดๆ เพียง 18.9 มิลลิเมตร ประกอบกับการดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของมืออาชีพ พร้อมได้ประสิทธิภาพขั้นสูง อย่างลงตัวด้วยสเปกฮาร์ดแวร์ภายในและฟีเจอร์เด็ดๆ ต่างๆ มากมาย อาทิ ระบบระบายความร้อนที่ดี ลำโพงที่ดี จากสิ่งที่ได้ทั้งหมดนับว่าเป็นโน๊ตบุ๊คราคาค่อนข้างสูงแต่ได้สเปกที่แรงจริงและได้ฟีเจอร์อย่างรุ่นอื่นๆ ไม่สามารถให้ได้ จากทาง ASUS ที่ทุกคนต่างในการยอมรับว่าเป็นโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นในช่วงปลายปี 2021 – ต้นปี 2022 ที่น่าซื้อไปใช้งานจริงๆ

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

แต่ก็มีข้อที่เราต้องรู้คือ ใครอยากขยับงบขึ้นมาเป็น 58,990 บาท ก็ได้สเปกที่แรมและ SSD ที่มากกว่าเท่าตัว ส่วนตัวถึงว่าถ้างบถึงก็ซื้อเผื่อได้เลย เพราะเราไม่สามารถที่อัพเกรดแรมภายหลังได้เพราะเดิมๆ มาเป็นออนบอร์ดเท่านั้น และน่ายังเสียดายยังมีการติดตั้งพอร์ต USB 2.0 Type-A มาให้ 2 ช่อง ทั้งที่เป็นรุ่นราคา 5x,xxx บาทแล้ว รวมถึง USB 3.2 Type-C ไม่รองรับการชาร์จไฟมาตรฐาน PD, ต่อจอแยกไม่ได้ ควรติดตั้งมาเป็น SD Card Reader ไม่ใช่ micro-SD Care Reader ซึ่งก็ต้องบอกตามตรงว่าถ้ารับส่วนนี้ได้ ก็ซื้อได้ แต่ถ้ายังดูขัดใจจริงๆ ก็อาจจะต้องข้ามไปรุ่นใหญ่อย่าง ASUS ProArt StudioBook 16 OLED เลย 

จุดเด่น ASUS Vivobook Pro 16X OLED

  • เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 16″ แต่มีขนาดตัวเครื่องเล็กเทียบเท่ารุ่นหน้าจอ 15.6″  พกพาใช้งานสะดวก
  • น้ำหนักเบาเพียง 1.95 กิโลกรัม ตัวเครื่องบาง 1.89 มิลลิเมตร วัสดุโลหะดีเยี่ยมทั้งตัวเครื่อง 
  • หน้าจอมีความละเอียดสูงระดับ Ultra HD+ พร้อมพาเนล OLED ที่ดีกว่า IPS ทุกๆ ด้าน
  • ขอบจอบางเฉียบด้วย เทคโนโลยี Nano Edge บางพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป
  • ใช้งานจริงลื่นไหลด้วยชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX รุ่นใหม่ล่าสุดที่ดีกว่าทุกด้าน
  • ได้การ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti (รองรับ NVIDIA Studio Driver)
  • สเปกอื่นๆ มีความแรงลื่นพร้อมใช้งานด้วยแรม 16GB – 32GB + SSD 512GB – 1TB
  • อุณหภูมิในการใช้งานถือว่าเย็น ไม่ร้อนจนเกินไป แม้ทำงานหนัก และเสียงพัดลมเสียงเบา 
  • ประสิทธิภาพดีขึ้นทั้งการทำงานสาย Creator หรือเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล จากผลการทดสอบ
  • ASUS Dial บนทัชแพด เป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้ง่าย พร้อมรองรับในหลายโปรแกรม
  • ลำโพง Harman Kardon แบบ 2 x 2W เสียงคุณภาพดีกว่าทั่วไปแบบรู้สึกได้
  • มีฝาปิดเว็บแคมได้ความปลอดภัย ไมโครโฟรตัดเสียงด้วย AI ให้การสื่อสารคมชัด
  • มีปุ่ม Power เป็นฟีเจอร์ Fingerprint แสกนลายนิ้วมือในตัว เพื่อเข้าใช้งาน Windows 
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดเกือบๆ 12 ชั่วโมง
  • มี Windows 10 Home มาให้พร้อมใช้งานทันที และอัปเกรดเป็น Windows 11 Home ได้ 
  • ติดตั้ง Office Home and Student 2019 พร้อมใช้งานตลอดอายุเครื่อง ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
  • ประกัน 3 ปีแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน พร้อมประกันอุบัติเหตุ 1 ปีแรก

ข้อสังเกต ASUS Vivobook Pro 16X OLED

  • หน่วยความจำแรมเป็นแบบออนบอร์ดทั้งรุ่นสเปก 16GB / 32GB อัปเกรดไม่ได้
  • ยังมีพอร์ต USB 2.0 Type-A มาให้ 2 ช่อง ทั้งที่เป็นรุ่นราคา 5x,xxx บาทแล้ว 
  • USB 3.2 Type-C ไม่รองรับการชาร์จไฟมาตรฐาน PD, ต่อจอแยกไม่ได้ 
  • ควรติดตั้งมาเป็น SD Card Reader ไม่ใช่ micro-SD Care Reader

Specification

ASUS Vivobook Pro 16X OLED แบ่งออกเป็น 2 รุ่นในราคาที่เหมาะสม ได้สเปกเป็น AMD Ryzen 9 5900HX ที่เป็นชิปประมวลผลตัวท็อป ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด สถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ที่ยอดเยี่ยมดีจริงๆ การ์ดจอเป็นออนชิป Radeon 8 พร้อมด้วยการ์ดจอแยกจะเป็น NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti โดยเน้นให้มีความร้อนที่น้อยกว่าและประหยัดพลังงานเข้ากับตัวเครื่องที่บางเบา ซึ่งทั้ง 2 รุ่น 2 สเปก จะได้ชิปประมวลผลและการ์ดจอแยกที่เหมือนกัน

ความแตกต่างจะเป็นในส่วนของหน่วยความจำแรมกับขนาด 16GB / 32GB แบบฝังบอร์ดมาเลย มาตรฐาน DDR4 Bus 3200MHz เราไม่วสามารถอัปเกรดได้ด้วยตนเองภายหลัง และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe Gen 3 ที่ความจุ 512GB / 1TB ที่ไม่ได้รองรับการอัปเกรดเพิ่ม แต่ถ้าจะเปลี่ยน SSD M.2 จำเป็นต้องถอดของเดิมออกก่อนเท่านั้น ฉะนั้นในการเลือกซื้อรุ่นราคา 51,990 บาท และ 58,990 บาท อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณและความจำเป็นของงาน ว่าสเปกไหนจะตอบโจทย์มากกว่า 

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

หน้าจอขนาด 16″ พาเนลคุณภาพสูง OLED ที่เหนือชั้นกว่า IPS แบบเดิมๆ ในทุกๆ ด้าน เน้นการทำงานมืออาชีพที่มากกว่า กับละเอียด 4K Ultra HD + ที่ 3840 x 2400) ให้ความเรียบเนียน ซึ่งมีความละเอียดมากกว่า Full HD + และ Quad HD + แบบชัดเจนมากๆ พร้อมจอภาพได้รับการรับรองความเที่ยงตรงของสีจาก Pantone validated / Calman verified และค่าความผิดเพี้ยนของสี (Delta-E) น้อยกว่า 2 ซึ่งให้ความแม่นยำของสีที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังรองรับการแสดงภาพ HDR ด้วย (High Dynamic Range)

พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 (802.11ax) และ Bluetooth 5.0 (Dual band) 2*2 แน่นอนว่าได้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ใช้งานได้ทันทีและโปรแกรม Office Home and Student 2019 ฟรีๆ ติดเครื่อง สนนราคาอยู่ที่ 50,000 บาทขึ้นไป การรับประกัน On-site Serice ซ่อมฟรีถึงบ้าน ระยะ 3 ปี ที่สำคัญเป็นแบบทั่วโลกอย่าง ASUS Premium Care อีกทั้งมีประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย Perfect Warranty เหมือนกับซีรีส์ ZenBook หรือ ROG  

ASUS Vivobook Pro 16X M7600QE-L2902TS ราคา 51,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 9 5900HX (8C/16T, 3.30 – 4.60GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + GeForce RTX 3050 Ti
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 16″ OLED Ultra HD+ @ 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 3 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty

ASUS Vivobook Pro 16X M7600QE-L2901TS ราคา 58,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 9 5900HX (8C/16T, 3.30 – 4.60GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + GeForce RTX 3050 Ti
  • RAM : 32GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 16″ OLED Ultra HD+ @ 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 3 1TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty

Hardware / Design

ASUS Vivobook Pro 16X OLED เป็นการต่อยอดมาจาก Vivobook รุ่นปกติ พร้อมผสมผสานกับ StudioBook อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของ TUF Gaming และ ZenBook โดดเด่นด้วยสีสันสดใสรวมถึงการออกแบบทำมาได้สวยมาก ทั้งหมดนี้อยู่ในน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.95 กิโลกรัม พร้อมความบางเพียง 18.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่าเป็นมาตรฐานที่ดีตามมาตรฐานสำหรับโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 16″ ปี 2021 – 2022 ที่ได้ความบางเบาที่มากกว่า แต่ได้ฮาร์ดแวร์แบบมืออาชีพสาย Content Creator 

ส่งผลให้การพกพาโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปใช้งานนอกสถานที่ก็ทำได้คล่องตัว แต่ประสิทธิภาพมีความทรงพลังกว่ารุ่นทั่วไปในทุกๆ ด้าน ได้ตัวเครื่องฝาหลังและตัวเครื่องด้านในจะเป็นอลูมิเนียมที่ให้ความพรีเมียมและแข็งแรงทนทาน ซึ่งพิเศษตรงที่ ASUS รุ่นนี้ จะมีแผ่นโลหะ ASUS Vivobook ตามสไตล์ของ VivoBook Pro ที่มีความสวยงามrพรีเมียมตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างความแตกต่าง ซึ่งสมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับไฮเอนด์ 

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

ตัวเครื่อง ASUS Vivobook Pro 16X OLED นั้นเป็นทรงแบบเหลี่ยมมุมตลอดทั้งตัวเครื่อง มีขอบหน้าจอบางเฉียบ NanoEdge วัสดุเป็นพลาสติกสีดำที่ดูแล้วลงตัวกับงานประกอบอื่นๆ ขนาดตัวเครื่องที่กะทัดรัดกว่า ด้วยน้ำหนักเบาตัวเครื่องที่บาง สามารถใส่ในกระเป๋า หรือกระเป๋าเป้สะพายหลังได้ง่าย เรียกได้ว่ามีความโค้งเว้าที่ลงตัว ซึ่งดูแล้วมีความสมมาตรลงตัว ได้ระบบระบายความร้อน ASUS IceCool Cooling System พัดลม 2 ตัว เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนได้ดีขึ้น และทำงานได้เงียบ แม้อยู่ในโหมดการใช้งานเต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ทำงานได้อย่างเสถียร เครื่องไม่ร้อน แม้จะใช้งานเป็นระยะเวลานาน 

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

นอกจากนั้นแล้วยังโดดเด่นด้วยซึ่งปุ่ม Enter ลายคำเตือนเป็นศูนย์กลาง ปุ่ม ESC บล็อกมีสีส้มเตือนภัยซึ่งต่อยอดงานดีไซน์สไตล์อุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นทัศนคติแห่งความเป็นผู้นำในโลกใหม่ คีย์บอร์ดที่ออกแบบใหม่ชวนให้นึกถึงคีย์บอร์ดกลไก ที่อยู่บนเครื่องสตูดิโอมืออาชีพ เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดที่แตกต่างจากโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ อย่างชัดเจน เป็นการให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ที่มากมาย นับได้ว่าเป็นดีไซน์ที่ไม่ซ้ำใครมาก่อน ซึ่งให้ความพิเศษกว่าโน๊ตบุ๊คทุกๆ รุ่น สำหรับระบบ Windows Hello นั้น รองรับทั้งการสแกนนิ้วที่ปุ่ม Power แบบพิเศษกว่าปุ่มอื่นๆ ที่มุมขวาบนของคีย์บอร์ด 

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

ASUS Vivobook Pro 16X OLED อยู่บนพื้นฐานการออกแบบโน๊ตบุ๊คที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงล้ำกว่าด้วยการรองรับซอฟต์แวร์ NVIDIA Studio Driver ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มใหม่สำหรับผู้ที่ทำงานทางด้านกราฟิกโดยเฉพาะ จากการที่ใช้การ์ดจอแยก Gaming ในการติดตั้ง แต่ได้มีการปรับแต่งให้ทำงานด้าน Creator ได้ดีขึ้นในทุกๆ มิติ ซึ่งมีความตั้งใจเป็นอย่างดีที่ดูได้จากปุ่ม ASUS Dial แบบเสมือน เพื่อปรับแต่งผ่านโปรแกรมต่างๆ ตอกย้ำว่า ASUS ใส่ใจในการออกแบบทุกรายละเอียดจริงๆ

ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 28
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 12
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 53
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 23
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 19
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 16
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 43
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 52
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 51

Keyboard / Touchpad / DialPad

ในส่วนของคีย์บอร์ดของตัวเครื่อง ASUS Vivobook Pro 16X OLED พัฒนาและออกแบบมาให้ ASUS โดยเฉพาะ พร้อมไฟ LED ช่วยให้ความสว่างในที่มืดหรือแสงน้อย ซึ่งนับว่ากลายเป็นมาตรฐานที่ควรจะเป็นของโน๊คบุ๊คยุคนี้แล้ว ในส่วนการสัมผัสให้การสัมผัสที่นุ่มกำลังดี การตอบสนองทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วกันและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกดเข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปสุดๆ

โดยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.35 มิลลิเมตร มีความทนทานสูงในการใช้งานต่างๆ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ในการติดตั้งแป้มตัวเลขที่ไม่คับแคบจนเกินไปจากการที่เป็นรุ่นหน้าจอ 16″ ปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมบนขวากลืนไปกับคีย์บอร์ด ส่วนปุ่ม Fn ที่เป็นทางลัดต่างๆ ติดตั้งอยู่ชุดคีย์บอร์ดแถวบนเป็นมาตรฐาน ใช้งานได้สะดวก พร้อมแป้นตัวเลข Numpad ก็มีให้ใช้งานปกติ แต่ในส่วนของปุ่มทิศทางส่วนตัวคิดว่ามันดูเล็กเกินไปหน่อย อาจจะใช้งานลำบากได้

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

ตัวทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง มีขนาดใหญ่ขึ้น 44% และด้วยฟิล์มเคลือบ PET ที่ช่วยให้สัมผัสนุ่มนวลสุดยอด สำหรับการควบคุมและการใช้ฟีเจอร์ของ DialPad ดีไซน์ออกมาแบบไม่มีปุ่มแยกเป็นชิ้นเดียวทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา ซึ่งขอบรอบๆ มีการเล่นสีสันเป็นสีมันวาวสะดุดตา พร้อมตัวทัชแพดเองจะมีสีเข้มกว่าตัวเครื่องด้วย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ที่ให้มาสามารถควบคุมจัดการได้ดี ใช้งานแบบมัลติทัชร่วมกับ Windows 10 Home / 11 Home ได้ลื่นไหลพอสมควร

นวัตกรรมเฉพาะในรุ่นนี้ ก็คือ DialPad ซึ่งเป็นปุ่มควบคุมเสริมสำหรับ Content Creator ใช้งานร่วมกับโปรแกรม Adobe ให้การทำงานสะดวกและมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น Adobe Photoshop, Premiere Pro, Lightroom Classic และ After Effects เหมาะกับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊กในการทำงานสายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นงาน 3D, แอนิเมชัน, วิศวกร, สถาปัตยกรรม หรือการทำงานหนักหน่วง อาศัยกราฟิกสูงๆ ในการเรนเดอร์งาน การใช้งานได้ง่ายๆ เพียงลากนิ้วที่มุมขวาบนของทัชแพดลงมา ก็จะเป็นการเปิดการใช้งาน DialPad แล้ว โดยแสดงเป็นไฟ LED วงกลมที่มุมซ้ายของทัชแพด 

ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 35
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 33
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 32
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 36
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 37
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 38

Screen / Speaker

ASUS Vivobook Pro 16X OLED มีหน้าจอขอบจอบางเฉียบทั้งขอบด้านข้างและด้านบนพร้อมติดตั้งกล้องเว็บแคมและไมโครโฟน 4 ตัว พร้อมระบบตัดเสียงแบบ AI มาพร้อมขนาด 16″ ที่สัดส่วนที่มากกว่าอย่าง 16:10 ความละเอียด 4K Ultra HD + (3840 x 2400 พิกเซล) พาเนลเป็น OLED เครื่องแรกของโลกกับขนาด 16″ ได้ความสว่างสูงสุด 550 nits คุณภาพดีที่สุด มุมมองกว้าง พื้นผิวจอแบบกระจดสีสันสดใส ได้ VESA CERTIFIED Display HDR True Black 500 รวมๆ แล้วจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม รวมๆ แล้วต้องยอมรับว่าทาง ASUS Vivobook รุ่นนี้นั้นใส่ใจในเทคโนโลยีด้านการแสดงผลจริงๆ 

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

ที่ได้การรับรองคุณภาพโดย Pantone Validated ซึ่งเป็นระบบสีที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก เป็นมาตรฐานที่ใช้อย่างแพร่หลายทั้งด้านงานออกแบบ, สถาปัตยกรรมและอีกมากมาย ได้ความสบายตา หลับสบาย ด้วยจอถนอมสายตา ที่ช่วยตัดแสงสีฟ้าถึง 70% จอ OLED ผ่านการรับรองคุณสมบัติเพื่อการถนอมสายตา จากสถาบันชั้นนำ TÜV Rheinland-certified

แน่นอนว่าแม้จะขอบจอบาง พร้อมติดตั้งเว็บแคม 720pพร้อมไมโครโฟนไว้ตำแหน่งด้านบนตามมาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีฝาปิดเว็บแคม ซึ่งจะเลื่อนปิดเว็บแคมเพื่อความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัยในทันที อีกทั้งตัวไม่โครโฟนเองก็ได้เทคโนโลยี ASUS AI Noise-Canceling เพื่อให้ได้ประสบการณ์ในการสื่อสารที่ดีที่สุด

ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 24
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 26
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 27

ทดสอบหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ซึ่งผลการทดสอบให้ขอบเขตความกว้างของสีสัน Gamut เทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB 100%, AdobeRGB 99%, P3 93% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับที่ดีเยี่ยมเหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คทั้งหมดในตลาด โดยให้ความแม่นยำและเที่ยงตรง ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 500 nit ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ สู้แสงกลางแจ้งได้แบบเหนือชั้น รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพ

s5 1

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องมุมซ้ายบนเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ 500 nit แต่สำหรับช่องหลายช่องจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 1 – 3 % ที่ถือว่าน้อยมาก ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ และค่า Delta-E อยู่ที่ 0.79 เท่านั้น ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว สามารถทำได้ดีระดับสตูดิโอ 

s1 3
s3 3
s4 3

ตัวลำโพง ASUS Vivobook Pro 16X OLED เป็นแบบสเตอริโอ 2W x 2 เลือกใช้แบรนด์ Harman Kardon ให้เสียงที่ดีกว่าลำโพงทั่วไป มีทั้งเสียงเบสที่มีน้ำหนักบางๆ ไม่ใช่ใส่แต่เสียงกลาง เสียงแหลมออกมาอย่างเดียว โดยตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้นด้านหน้า ทำให้เสียงที่ค่อนข้างดังพอสมควร แยกรายละเอียดได้ซ้ายขวาได้ดี ทั้งในคุณภาพเสียงที่ได้และเสียงดังฟังชัดเพียงพอจะออกไปในนอกสถานที่ได้ ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 21
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 45
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 44

Connector / Thin And Weight

ASUS Vivobook Pro 16X OLED ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครันประมาณนึง ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.2 Type-A จำนวนหนึ่งพอร์ต ซึ่งส่วนตัวคิดว่าน่าจะให้มาสักสองพอร์ตก็จะดีมากๆ โดยไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็ว แต่ที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือ พอร์ต USB 2.0 Type-A อีกสองพอร์ตที่ไว้เชื่อมต่อกับเมาส์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ตรงนี้นับว่าไม่ได้รับการอัพเกรดไปจากรุ่นก่อนหน้าเลย กับโน๊ตบุ๊คราคา 5x,xxx บาท นับว่าน่าเสียดายที่ไม่ได้เป็น 3.2 

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

และมีพอร์ต USB 3.2 Type-C มาให้อีกหนึ่งพอร์ต ที่จากข้อมูลไม่ได้รองรับการใช้งานด้านอื่นๆ นอกจากการโอนถ่ายข้อมูล และทางด้านพอร์ทการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมีพอร์ต HDMI มาให้ รูเชื่อมต่อหูฟังเป็นแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ส่วนช่องอ่าน microSD Card จะอยู่ด้านขวามือตัวเครื่อง ที่ในการใช้งานจริงของ Content Creator แล้ว ถ้าให้มาเป็น SD Card Reader น่าจะเหมาะสมกว่า 

ขนาดของโน๊ตบุ๊คตัวนี้ถือว่ามีมิติที่ค่อนข้างเล็กและบางเบา น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.95 กิโลกรัม และตัวอแดปเตอร์ที่ชาร์จเองก็มีขนาดเล็กขนาด 120W กะทัดรัดซึ่งเมื่อรวมเข้าไปด้วยกันแล้วมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 2 กิโลกรัมกลางๆ ถือว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลยทีเดียว เพราะปกติแล้วโน๊ตบุ๊ค 15.6″ ทั่วไป แค่ตัวเครื่องก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 2 กิโลกรัมขึ้นไปแน่นอน

ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 49
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 47
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 50

 

Inside / Upgrade

แกะทั้งฝาล่างทั้งหมดของ ASUS Vivobook Pro 16X OLED เครื่องนี้เพื่ออัพเกรดหรือทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไขน็อตทั้งหมด หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แงะแกะทีละส่วนขึ้นอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้ก็จะแกะฝาล่างได้ไม่ยากเย็น ส่วนประกอบภายในอื่นๆ  ที่มีงานประกอบเรียบร้อยดี ระบบระบายความร้อนเป็นพัดลม 2 ตัว ฮีตไปป์ 2 เส้น พร้อมช่องระบายความร้อน 2 ช่อง ซึ่งดูแล้วอาจจะธรรมดาถ้าเทียบกับสเปกที่ให้มา แต่คาดว่าน่าจะเป็นเพราะชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ที่ร้อนน้อยแต่แรงลื่นอยู่แล้ว รวมไปถึงการ์ดจอแยกเองก็ค่อนข้างควบคุมความร้อนได้ดี

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

ที่สำคัญในรุ่นที่เราได้รีวิว จะเห็นถึงการติดตั้งแรมฝังบอร์ดมาแล้วขนาด 32GB มาตรฐาน DDR4 Bus 3200MHz ที่ไม่รองรับการอัปเกรดเพิ่มแต่อย่างใด รวมไปถึงเราเห็น SSD แบบ M.2 NVMe Gen 3 ความจุ 1TB (ถ้าเป็นอีกสเปกจะเป็นแรมออนบอร์ดมา 16GB และ SSD ความจุ 512GB) กรณีที่ต้องการความจุเพิ่มเพื่อเก็บข้อมูลในอนาคตต้องถอด SSD เดิมออกก่อนเท่านั้น แต่ด้วยสเปกนี้ก็ให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้คอขวด ปิดท้ายด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่มีความจุ 6200mAh แน่นอนว่าเป็นส่วนให้ใช้แบตเตอรี่ได้ต่อเนื่องยาวนานด้วย

ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 61
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 62
ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 63

Performance / Software

ASUS Vivobook Pro 16X OLED (M7600) มาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวท็อปในตลาดของ Gaming Notebook บางเบา ของ AMD อย่าง Ryzen 9 5900HS เน้นนำไปใช้งานหนักๆ แต่ก็ควบคุมความร้อนได้ดี ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.3 – 4.6 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W สร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่า รองรับได้อย่างสบายๆ และดีที่สุดแน่นอน เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลอย่าง Ryzen รุ่นก่อนๆ 

สำหรับ AMD Ryzen 9 5900HX แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen 7 5800H พอตัวแล้ว ส่วนแรมได้ขนาด 32GB แบบออนบอร์ด แบ่งออกเป็น 16GB x 2 แถว มาตรฐาน Bus 3200 MHz สนับสนุนการอัพเกรดได้สูงสุดที่ 64GB จากการที่เราเพิ่ม 32GB ไปอีก 2 ตัวนั่นเอง (ถอด 16GB x 2 เดิมออก) พร้อมให้ SSD M.2 NVMe PCIe 3.0 ความจุ 1TB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ

c1 3.   c2 3

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 2100MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ ทำให้แบตเตอรี่อยู่ได้ยาวนานกว่า 11 – 12 ชั่วโมง แม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้ชิปประมวลผลตัวแรงก็ตามที

อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า GeForce GTX 1660 Ti จากที่สเปกภายในได้รับการอัพเกรดขึ้น ได้แรมการ์ดจอจะเป็น 4GB GDDR6 เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ที่ปลดปล่อยความร้อนน้อยลงแต่ก็แรงกว่าเดิม เพราะทาง ASUS เค้า Overclock มาให้จากโรงงานแล้ว จากเทคโนโลยี Dynamic Boost ให้ GPU Clock แรงเหนือชั้นยิ่งกว่า จากค่า TGP เดิมๆ 60W เป็น 75W เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

g1 3.   g2 3

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900H หรือ Ryzen 7 5800HS ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยกเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

cine15 2.   cine20 2

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้เป็น SSD M2 NVMe PCIe Gen 3 ความเร็วสูงที่ความจุ 1TB ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจในระดับกลางๆ กับความเร็วในการอ่านและเขียนที่ Read: 3597 MB/s – Write: 3034 MB/s ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดไดร์ฟแบบจานหมุน HDD แล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด การใช้งานโดยรวมก็ลื่นไหลน่าประทับใจมากๆ ทั้งการใช้งานทั่วไป และการใช้งานหนักๆ รวมไปถึงการเล่นเกมต่างๆ อย่างไรก็ตามถือว่าให้ SSD สเปกความเร็วเหมาะสมกับราคาแล้ว 

ssd 3

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 6,169 คะแนน (เทียบเท่ากับ Gaming Notebook สบายๆ) ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ ส่วนถ้าเอาไปใช้งานหนักๆ เช่นงานประมวลผล ตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ภาพความละเอียดสูง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ซึ่งก็พอได้ ตอบสนองได้เทียบเท่าพวก Gaming Notebook หรือโน๊ตบุ๊คแรงๆ ที่ใช้ Ryzen ซีรีส์ H และการ์ดจอ GTX / RTX ได้แล้ว แต่เน้นในการทำงานที่มากกว่า เล่นเกมเป็นรอง 

pc10 3

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 5,186 เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขาได้ดีขนาดไหน ซึ่งนับว่าคะแนนอยู่ในเกณฑ์ที่ดีของการเป็นสเปกเดียวกับ Gaming Notebook ระดับบนจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามคะแนนในการทดสอบครั้งนี้ยังไม่สมบูรณ์

3d1 copy

ลองนำมาเล่นเกมกันบ้าง ให้เห็นถึงคะแนนและเฟรมเรททำออกมาน่าสนใจ ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด (ปิด V-Sync) แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ ทั้ง 4 เกมที่เราได้ทำการทดสอบไป จะเห็นว่ามีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นในระดับที่น่าประทับใจต่อสเปกภายใน ที่จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คตัวแรง อย่างไรก็ตามในการทดสอบนี้เราใช้การปรับความละเอียดในเกมเป็น Full HD + เพราะให้ภาพที่ละเอียดเพียงพอแล้วในการเล่นเกมจริงๆ และยังช่วยให้ลื่นไหลกว่า Ultra HD + ด้วย 

game test 3

นอกเหนือจากนี้ ยังมี ProArt Creator Hub ซอฟต์แวร์ Utility ที่พิเศษกว่า Vivobook รุ่นปกติ (ใช้ตัวเดียวกับ ASUS ProArt StudioBook 16 OLED) ซึ่งรวบรวมเอาการควบคุมที่สำคัญต่างๆ มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆ ของระบบ อาทิ การดูสถานะการทำงานของเครื่อง โปรไฟล์ของสีหน้าจอที่เราใช้ การจัดกลุ่มโปรแกรมในการทำงาน แน่นอนว่ามีการปรับแต่ง ASUS Dial ในส่วนนี้ด้วย พร้อมเราสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในการควบคุมได้ ซึ่งจากการใช้งานปรับแต่งจริงๆ นับว่ามีความยืดหยุ่นสูงมาก 

pro1 copy

pro4 copy
pro2 copy
pro3 copy

ปิดท้ายด้วยซอฟต์แวร์ Utility อีกตัวอย่า MyASUS ที่เป็นศูนย์รวมการปรับแต่งอื่นๆ ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Link to MyASUS สำหรับการเชื่อมต่อไปยังสมาร์ทโฟน Android หรือ iOS  ได้ เพื่อการใข้งานเป็นหน่ึงเดียว ที่ต้องบอกเลยว่าสามารถใช้งานจริงได้ดีมากๆ รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากการอัพเดทในอนาคต นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์คอยตรวจระยะเวลากรับประกันและอัพเดทไดร์เวอร์ได้ครบๆ พร้อมรองรับการตั้งค่าอื่นๆ เพิ่มเติมอีก อย่างที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊คทั่วไปแน่นอน

my copy

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ ASUS Vivobook Pro 16X OLED เครื่องนี้เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายรุ่น ที่ความจุ 6200 mAh โดยสามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานได้กว่า 11:38 ชั่วโมงต่อเนื่อง ในการปรับเป็น Power Saver Mode ใช้งานเล่นอินเตอร์เน็ตดู Youtube ผ่านโปรแกรม Microsoft Edge ซึ่งจากผลการทดสอบนับได้ว่าทำได้ดีมากๆ เพราะไม่ใช่แค่แรง แต่ประหยัดพลังงานด้วย อย่างไรก็ตามปัจจัยในการใช้งานจริงอาจจะขึ้นอยู่กับหลายๆ กรณี อย่างเช่นสภาพแวดล้อมหรือลักษณะการใช้งานด้วย และการใช้งานของแต่ละคน โดยอาจจะขึ้นอยู่กับหลายๆ ตัวแปร

batt 3

ทางด้านอุณหภูมิปกติของเครื่อง ASUS Vivobook Pro 16X OLED จะอยู่ที่ 40 – 60 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่ด้วยการเล่นเกมยาวๆ และประมวลผลงานต่อเนื่อง จะเห็นว่า CPU จะร้อนที่สุดที่ระดับ 93 องศาเซลเซียส ส่วน GPU อยู่ที่ 75 องศาเซลเซียส นับว่าเรื่องระบบระบายความร้อนเครื่องนี้ทำออกมาได้ดีน่าพอใจ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนจาก ASUS ที่ออกแบบมาดี รวมไปถึงชิปประมวลผลจาก AMD Ryzen + NVIDIA GeForce ก็ควบคุมความร้อนได้ดีไม่ให้ความร้อนมีอุณหภูมิสูงจนเกินไป ทำให้การใช้งานจริงยาวนานต่อเนื่องแทบไม่ได้สัมผัสถึงความร้อนเลย

temp 2

Conclusion / Award

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกๆ คนให้ความสนใจอย่าง ASUS Vivobook Pro 16X OLED ที่ต่อยอดความสำเร็จตระกูล VivoBook รุ่นปีก่อนๆ ที่เป็นสเปก AMD Ryzen 9 5900HX + NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti (TGP75W) + RAM 32GB + SSD M.2 1TB เหนือชั้นด้วยหน้าจอ 16″ OLED Ultra HD+ ได้ขอบเขตสีกว้าง เรียกได้ว่าใครต้องการโน๊ตบุ๊คหน้าจอดีที่สุดในตลาดช่วงราคา 5x,xxx บาท ต้องรุ่นนี้เลย และเจ๋งสุดๆ ด้วย ASUS DialPad ปุ่มควบคุมเสมือนเสริมสำหรับสายครีเอเตอร์ 

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

ออกแบบมาเพื่อ Notebook ในรุ่นบางเบา ซึ่งตอบสนองอย่างยิ่งกับการสร้างคอนเทนต์แบบมือโปร พร้อมความสามารถในการประมวลผลให้ประสบการณ์ใช้งานได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากการที่ทดสอบใช้งานจริงนับได้ว่าเรื่องของประสิทธิภาพโดยรวมมีความประทับใจมากๆ สำคัญคือควบคุมความร้อนได้แบบมีเสถียรภาพผ่านชุดระบายความร้อนที่ดีอย่าง ASUS IceCool Cooling system ส่งผลให้ไม่มีความร้อนสะสมเกิดขึ้น การทำงานโดยรวมสเถียรภาพสูง  แต่ก็ต้องยอมรับว่าฟีเจอร์การใช้งานบางอย่างนั้น จุดไม่ได้แตกต่างไปจากรุ่นก่อนหน้าเลย 

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

ด้วยฟีเจอร์ทั้งหมดที่มีทำให้แม้สเปกจะจัดเต็มเหมือน Gaming Notebook เครื่องหนาๆ หนักๆ ก็สามารถจัดการควบคุมอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี พร้อมใช้งานแบตเตอรี่ได้อย่างน่าประทับใจ ที่ยาวนานกว่า 11 – 12  ชั่วโมงในการใช้งานทั่วไป เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยมทั้งการทำงานหรือเล่นเกมก็ยังได้  อีกทั้งตัวเครื่องยังมีความพรีเมียมสวยงาม ทั้งภายนอกและภายใน ดีไซน์ก็ให้ความพรีเมียมเป็นมืออาชีพสุดๆ ลงตัวกับคนทำงานสาย Conten Creator ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คทำงานจริงๆ ไม่ใช่แค่ Gaming Notebook สเปกแรง   

ASUS Vivobook Pro 16X OLED

อย่างไรก็ตามถ้าคิดว่า ASUS Vivobook Pro 16X OLED ราคาสูงไป จะดูเป็นรุ่นรองอย่าง ASUS Vivobook Pro 15 OLED ก็ได้ มีความโดดเด่นในเรื่องของหน้าจอ OLED ที่ล้ำกว่าพาเนล IPS ในทุกๆ ด้าน ที่ได้หน้าจอคุณภาพสูงที่สุดในงบ 3x,xxx บาท ที่ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5600H / Ryzen 7 5800H + การ์ดจอแยก RTX 3050  ได้แรมขนาด 16GB และ SSD 512GB จอ 15.6″ Full HD การเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.0 และพอร์ตการเชื่อมก็ครบครันไม่แพ้กัน

ASUS Vivobook Pro 16X OLED Review 6

มี Windows 10 Home พร้อมมีโปรแกรม Office Home & Student 2019 ใช้งานติดเครื่องยาวๆ ส่วนประกันเป็นประกัน 2 ปี + ประกันอุบัติเหตุ 1 ปีตามมาตรฐานของ ASUS ทั้งทำงานและความบันเทิงดีขึ้น โดยแบตเตอรี่ยังสามารถใช้งานได้ยาวนาน ดีไซน์สวยด้วยหน้าจอ 15.6″ มีความบางและเบาเพียง 1.65 กิโลกรัม วัสดุตัวเครื่องโดยรวมเป็นโลหะอลูมิเนียมและพลาสติกเกรดดี ให้ความพรีเมียมดูดีเกินราคา เจาะตลาดนักเรียนนักศึกษา รวมไปถึงคนวัยทำงานที่ยังหนุ่มสาวเป็นหลัก สมกับเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์

ASUS Vivobook Pro 15 OLED D3500QA-L1701TS ราคา 32,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T : 3.20 – 4.40 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ OLED Full HD @ 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years + 1 Year Perfect Warranty

ASUS Vivobook Pro 15 OLED D3500QC-L1501TS ราคา 35,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5600H (6C/12T : 3.30 – 4.20 GHz) 
  • GPU : AMD Radeon 7 + NVIDIA GeForce RTX 3050
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ OLED Full HD @ 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years + 1 Year Perfect Warranty  

ASUS Vivobook Pro 15 OLED D513UA-L0701TS ราคา 38,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T : 3.20 – 4.40 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + NVIDIA GeForce RTX 3050
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ OLED Full HD @ 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years + 1 Year Perfect Warranty

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 16″ ด้วยกัน ซึ่ง ASUS Vivobook Pro 16X OLED ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ชิปประมวลผล ASUS Vivobook Pro 16X OLED เป็น AMD Ryzen 9 5900HX ประสิทธิภาพแรงเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไป ได้ทั้งตวามแรงที่มากขึ้น ความร้อนที่น้อย การ์ดจอแยกก็แรงด้วย RTX 3050 Ti พร้อมแรม 32GB + SSD 1TB  ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหลสำหรับเกมออนไลน์ที่กินทรัพยากรไม่มาก หรือว่าที่เกมที่เก่าหน่อย ที่สำคัญนอกจากได้ Windows 10 Home พร้อมใช้งานแล้ว ยังได้โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 ที่ประกอบไปด้วย Word / Excel / Power Point

  award new performance

Best Mobility

การพกพาของ ASUS Vivobook Pro 16X OLED เครื่องนี้อยู่ในระดับที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน พร้อมได้หน้าจอขนาดใหญ่กว่าที่ 16″ ขอบหน้าจอก็บางเฉียบ ทั้งในความบางและน้ำหนักเบาเพียง 1.95 กิโลกรัม บางที่ 18.9 มิลลิเมตร ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมอแดปเตอร์ก็เบาและเล็กกว่าปกติมากๆ โดยสามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที พกพาสะดวกให้มิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม ขอบจอบางเฉียบ แบตเตอรี่ก็ยาวนานกว่าเกือบ 12 ชั่วโมงทีเดียว ซึ่งในการนำไปใช้งานนอกสถานที่อย่างจริงจัง เชื่อได้ว่าหลายๆ คนส่วนมากต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

award new mobility

Best Graphics 

อีกหนึ่งรุ่นจากทาง ASUS สำหรับหน้าจอแสดงผลของ ASUS Vivobook Pro 16X OLED รุ่นนี้เป็นหน้าจอ OLED ขนาด 16″ บนความละเอียด 4K Ultra HD + ระดับสูง sRGB 100% รองรับ HDR พร้อมรับรองความเที่ยงตรงของสี ให้ช่วงสีค่าความผิดเพี้ยนของสี (Delta-E) น้อยกว่า 2 ซึ่งใช้งานหน้าจอของเราสมบูรณ์แบบด้วยความเรียบเนียนไม่เห็นรอยหยัก ที่สำคัญทำให้เราเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานโน๊ตบุ๊คแบบเดิมๆ ไปตลอดกาล กับฟีเจอร์ปุ่มเสมือน ASUS DialPad เป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้ง่าย พร้อมรองรับในหลายโปรแกรม Adobe ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีคู่แข่งด้วย

award new Graphic

 

from:https://notebookspec.com/web/628621-review-asus-vivobook-pro-16x-oled-r9

AMD Notebook 2022 แนะนำรุ่นใหม่ Ryzen 5000 คัดมาแล้ว ทั้งทำงาน เล่นเกม งบ 2x,xxx – 3x,xxx บาท

AMD Notebook 2022 รุ่นใหม่ใช้สเปก AMD Ryzen 5000 ทั้งในส่วนตัวรหัส U ที่เน้นแรงด้วยแต่ประหยัดพลังงานด้วย รวมไปถึงรหัส H ที่เน้นความแรงเป็นหลัก แต่ก็ควบคุมความร้อนและประหยัดพลังงานได้ไม่แพ้กัน หลักๆ ในตอนนี้ถ้าเห็นเป็นรุ่น Ryzen 5 5500U และ Ryzen 7 5700U ได้สถาปัตยกรรม Zen 2 เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร ก็ยังถือว่ามีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับราคาค่าตัวรุ่นโน๊ตบุ๊คที่ติดตั้งมาให้ เริ่มต้นเพียง 21,990 บาทเท่านั้น

แต่ถ้าอยากได้ความสดใหม่ของ AMD Notebook 2022 ก็ต้องดูเป็นรุ่นที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล Ryzen 5 5600U / Ryzen 7 5800U เพราะเป็นสถาปัตยกรรม Zen 3 เรียกได้ว่าประสิทธิภาพงานประมวลผลแรงเทียบเท่าฝั่ง Gaming Notebook ที่เป็นซีรีส์ H เลยก็ว่าได้ แต่ก็ยังใช้งานแบตได้ยาวนานทั้งวัน ตอบโจทย์ในทุกๆ การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานทั่วไป อย่างงานเอกสาร เล่นอินเตอร์ ดูหนังฟังเพลง หรือเล่นเกมก็ทำได้ดี เพราะบางรุ่นเองก็ติดตั้งมาพร้อมกับการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง GeForce GTX / RTX 

Advertisementavw

AMD Notebook 2022

โดยจากการที่เป็น AMD Notebook 2022 ได้ฟีเจอร์ที่ล้ำหน้าไม่ว่าจะเป็นแรมมาตรฐาน DDR4 Bus 3200MHz และ SmartShift รวมถึง Wi-Fi 6 AX ที่ยอดยอดประสบการณ์ใช้งานมากยิ่งขึ้นไปอีก อีกทั้งกับความร้อนที่เกิดขึ้นก็น้อยกว่า และแบตเตอรี่เมื่อใช้งานโหมดประหยัดพลังงานก็ยาวนานกว่าเดิมด้วย อย่างไรก็ตามถ้ามาดูรุ่นประสิทธิภาพสูงที่แรงกว่าอย่าง Ryzen 5 5600H / Ryzen 7 5800H ก็มีความน่าสนใจ กับสเปกต่อราคาที่คุ้มค่ามากๆ เรียกได้ว่าเป็น AMD Notebook 2022 สายเกมตัวจริง เล่นเกม 3 มิติใหม่ๆ ได้ลื่นไหลแน่นอน    

AMD Notebook 2022

ราคาที่ไม่แพงแต่ได้ประสิทธิภาพความแรงดีเยี่ยมเหนือชั้นกว่า ด้วยเมื่อเทียบกับชิปประมวลผลรวมไปถึงสเปกและฟีเจอร์อื่นๆ โดยบทความนี้เราจะมาแนะนำ 5 รุ่นน่าซื้อ ของ AMD Notebook 2022 รุ่นใหม่ Ryzen 5000 คัดมาแล้ว ทั้งทำงาน เล่นเกม งบ 2x,xxx – 3x,xxx บาท มีรุ่นการ์ดจอแยก GTX / RTX ได้ ประกันดีที่สุดเป็น 3 ปี On-Site หรือประกันอุบัติเหตุในปีแรก และบางรุ่นฟรี Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปฟรีๆ ทำให้เราสามารถใช้งาน Word / Excel / Power Point ได้ติดเครื่องยาวๆ ด้วย จะมีรุ่นไหน ไปชมกันต่อเลย

AMD Notebook 2022

AMD Notebook 2022 สเปก Ryzen 5000 รุ่นแนะนำ ราคา 2x,xxx – 3x,xxx บาท

  1. MSI Modern 15 ราคา 21,990 – 26,990 บาท
  2. Lenovo IdeaPad 5 Pro ราคา 26,990 – 33,990 บาท
  3. Acer Swift X ราคา 31,490 – 35,990 บาท
  4. HP Victus 16 ราคา 30,990 – 38,990 บาท
  5. ASUS Vivobook Pro 15 OLED ราคา 32,990 – 38,990 บาท

MSI Modern 15 ราคา 21,990 – 26,990 บาท

MSI Modern 15 รุ่นแรกที่เรานำมาแนะนำกันกับ AMD Notebook 2022 รุ่นใหม่ จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เน้นการใช้งานทั่วไปในราคาคุ้มค่า พร้อมได้ความแรงจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000U ทั้ง Ryzen 5 / Ryzen 7 โดยตัวเครื่องบางเบาหน้าจอ 15.6″ จากทาง MSI ที่ได้หน้าจอใหญ่ แต่มาในน้ำหนักตัวเครื่องที่เบามากๆ เพียง 1.6 กิโลกรัม เน้นพกพาใช้งานสะดวก ได้แรมขนาด 8GB / 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ใช้งานพื้นฐานได้ลื่นสบายๆ หรือถ้าเอาไปทำงานหนัก รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ก็ยังเอาอยู่ โดดเด่นแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานทั้งวัน

MSI Modern 15 ตั้งใจตอบโจทย์คนที่ต้องการโน้ตบุ๊คประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษา หรือคนทำงานต่างๆ ที่นอกจากสเปกที่ดีแล้ว งานดีไซน์และงานประกอบก็ลงตัว ดูทันสมัยและแตกต่างจาก MSI ฝั่ง Gaming Notebook พร้อมกางหน้าจอได้ 180 องศา และมีฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ช่วยในกรณีที่นำเสนองาน อีกทั้งยังได้มาตรฐานทนทานอย่าง MIL-STD-810G military standard ในราคาเพียง 21,990 – 26,990 บาท ได้ประกัน 1 ปีตามมาตรฐานของ MSI แบบทั่วโลกที่ทุกๆ มั่นใจ

AMD Notebook 2022

MSI Modern 15 จัดว่าเป็น AMD Notebook 2022 สายทำงานบางเบาหน้าจอ 15.6″ ซึ่งมีไซส์และมิติโดยรวมเล็กกระทัดรัดกว่าปกติ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันประมาณหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A Gen 2, 1x HDMI, micro-SD Card Reader และ Mic-in/Headphone-out  อย่างไรก็ตาม พอร์ตการเชื่อมต่ออย่าง USB 3.2 Type-C รองรับการโอนถ่ายข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้รองรับการชาร์จไฟหรือต่อจอแยกแต่อย่างใด แต่ในการใช้งานจริงก็ถือว่าเพียงพอแล้ว อีกทั้งมีเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX พร้อมใช้งานตามมาตรฐานโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่

สเปกที่จัดเต็มตอบโจทย์การใช้งานทั่วไป ด้วยพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครันในพื้นฐาน ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.1 พร้อมการรับประกัน 1 ปีแบบทั่วโลก ตามมาตรฐานของ MSI รวมถึงในชุดจัดจำหน่ายยังมีกระเป๋าขนาดกระทัดรัดที่ทำให้เราใส่ของหรืออแดปเตอร์ไปใช้งานได้อีกด้วย ส่วนอีกสเปกจะเป็น Ryzen 5 5500U และได้แรมเป็น 8GB สเปกอื่นๆ เหมือนกันหมดกับราคา 21,990 บาท ก็ถือว่าเป็นราคาที่เริ่มต้นได้น่าสนใจ

AMD Notebook 2022

MSI Modern 15 A5M-024TH ราคา 21,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5500U (6C/12T,  2.10 – 4.00 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7 (1800 MHz)
  • RAM : 8GB Bus 3200 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 1 Year Global

MSI Modern 15 A5M-023TH ราคา 26,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5700U (8C/16T, 1.80 – 4.30 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 (1900 MHz)
  • RAM : 16GB Bus 3200 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 1 Year Global

Lenovo IdeaPad 5 Pro ราคา 26,990 – 33,990 บาท

Lenovo IdeaPad Slim 5 Pro เป็น AMD Notebook 2022 สาย Content Creator โดยหลักๆ แล้วแบ่งออกเป็น 2 ขนาดหน้าจอ กับ 3 รุ่น สเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000 ซึ่งรุ่นจอ 16″ มาพร้อมการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce GTX 1650 ที่เน้นประสิทธิภาพที่ดีในหน้าจอ 16″ ความละเอียด Quad HD พาเนล IPS เกรดสูง ที่ Refresh Rate 120Hz ทำให้ลื่นไหลในทุกๆ การใช้งาน ส่วนรุ่นจอ 14″ จะเป็ยความละเอียดที่ 2.2K ได้เป็นสัดส่วน 16:10 ทั้ง 2 ขนาด เรียกได้ว่าคุ้มค่าคุ้มราคาเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ 

มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายและมีสไตล์ Lenovo วัสดุตัวเครื่องทั้งหมดทำจากอะลูมิเนียมอัลลอยด์ เหมาะสำหรับการใช้งานไปนู้นมานี่ มีความเบาที่ 1.9 กิโลกรัม มีความบางที่ 16.9 มิลลิเมตร สำหรับรุ่น 16″ และ 1.45 กิโลกรัม บางที่ 15.9 มิลลิเมตรในรุ่น 14″ เน้นตอบโจทย์การทำงานพื้นฐานเป็นหลักได้ดีเยี่ยม หรือดูหนังฟังเพลงดูซีรีส์สตรีมมิ่งต่างๆ รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ได้ดีกว่า AMD Notebook 2022 รุ่นทั่วไป และการทำงานแบบมืออาชีพเช่น ตกแต่งภาพ ตัดต่อวีดีโอ หรือทำกราฟิก

Ideapad%205%20Pro%20Grey l

สำหรับ Lenovo IdeaPad 5 Pro เป็น AMD Notebook 2022 ที่สเปกอื่นๆ ครบเครื่อง โดยได้แรมขนาด 16 GB และ SSD M.2 ความจุ 512GB การเชื่อมต่อครบครัน ที่สำคัญคือได้ SD Card Reader อีกด้วยสนนราคาที่ 33,990 บาท แน่นอนว่ามี Windows 10 Home มาให้ (พร้อมอัปเกรดเป็น Windows 11 Home ได้)  ที่สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปฟรีๆ ทำให้เราสามารถใช้งาน Word / Excel / Power Point ได้ติดเครื่องยาวๆ

มาพร้อมซอฟต์แวร์จากทาง Lenovo Vantage ที่ช่วยในการจัดการปรับแต่ง พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C / USB 3.2 Type-A / HDMI / SD Card Reader / ช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. ที่ครบเครื่องกว่าหลายๆ รุ่น และการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดอย่าง Wi-Fi 6 AX (2×2) และ Bluetooth 5.1 แล้ว สำหรับประกันเป็น 2 ปี Premium Care แบบ On-site Service ตามมาตรฐานของ Lenovo Thailand ที่ทุกคนไว้ใจ

Ideapad%205%20Pro%20Grey bk

Lenovo IdeaPad 5 Pro 14ACN6-82L7003TTA ราคา 26,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800U (8C/16T : 1.90 – 4.40 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS 2.2K 16:10 @ 60Hz
  • STORAGE : SSD PCIe Gen3 NVMe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Microsoft Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years Premium Care (On-site Service)

Lenovo IdeaPad 5 Pro 16ACH6-82L500KXTA ราคา 28,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5600H (6C/12T : 3.30 – 4.20 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7 
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz
  • DISPLAY: 16″ IPS QHD 16:10 @ 120Hz
  • STORAGE : SSD PCIe Gen3 NVMe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Microsoft Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years Premium Care (On-site Service)

Lenovo IdeaPad Slim 5 Pro 16ACH6-82L50098TA ราคา 34,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T : 3.20 – 4.40 GHz)
  • GPU : NVIDIA GeForce GTX 1650 (4GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 3200 MHz
  • DISPLAY: 16″ IPS QHD 16:10 @ 120Hz
  • STORAGE : SSD PCIe Gen3 NVMe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Microsoft Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years Premium Care (On-site Service)

Acer Swift X ราคา 31,490 – 35,990 บาท

Acer Swift X จัดว่าเป็น AMD Notebook 2022 สาย Content Creator หน้าจอขนาด 14″ สเปก Ryzen 5000U + GeForce RTX โดยเป็นการเพิ่มเข้ามาเป็นซีรีส์ใหม่ให้เป็นตัวเลือก ซึ่งสเปกที่ได้รับมารีวิวนี้เป็น Ryzen 5 5600U สถาปัตยกรรม Zen 3 เทคโนโลยีการผลิตที่ 7nm ใช้การ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง RTX 3050 Ti (4GB GDDR6) รองรับการทำงานหนักๆ แบบมืออาชีพได้สบายๆ รวมไปถึงในการเล่นเกมที่ลื่นไหลกว่า Acer Swift Series รุ่นอื่นๆ ทั้งหมด 

มาพร้อมหน้าจอความละเอียด Ful lHD พาเนล IPS คุณภาพดี โดยมีน้ำหนักเพียง 1.39 กิโลกรัม ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 8GB LPDDR4X Bus 4266MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย แบตเตอรี่ยาวนานพกพาสะดวก ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็พอได้เลย เหมาะกับคนทำงานสายงานสร้างสรรค์ หหรือ นักเรียน นักศึกษา รวมไปถึงคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่บางเบาแต่ได้ประสิทธิภาพที่สูง 

Swift%20SFX14 c

นอกจากนี้ยังได้ระบบความปลอดภัยสแกนนิ้วเพื่อ Login ผ่านทาง Windows Hello ในระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ส่งผลให้เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ สายทำงานตัวจริงพร้อมความบันเทิงแบบจัดเต็มอีกหนึ่งรุ่น ที่น่าซื้อมาใช้งานอย่างแท้จริง พร้อมกันนั้นยังมีฟีเจอร์ Cooling Mode ช่วยในการเล่นเกมหรือทำงาน ซึ่งควบคุมโหมดการใช้งานง่ายๆ ด้วยการแตะปุ่มลัด “Fn + F” เพื่อเปลี่ยนโหมด อาทิ Silent mode / Normal mode / Performance mode

เรียกได้ว่าเป็น AMD Notebook 2022 บางเบารูปแบบใหม่ ยกระดับการใช้งานได้สเปกที่แรงลื่นขึ้นจากการที่ฮาร์ดแวร์ภายในใกล้เคียง Gaming Notebook ยิ้งขึ้นไปอีก ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5600U ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด ที่ความเร็ว 2.30 – 4.20 GHz โดดเด่นด้วยการ์ดจอแยกอย่าง RTX 3050 (4GB GDDR6) สนนราคา 31,990 บาท แน่นอนว่าได้ Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที และมีโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 (Word, Excel, Power Point) มาให้ด้วย ประกันก็เป็น 3 ปี On-site นับว่ามีความคุ้มค่าน่าซื้อจริงๆ 

Swift%20SFX14 bk

Acer Swift X SFX14-41G-R2VB ราคา 31,490 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5600U (6C/12T : 2.30 – 4.20 GHz)
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti (4GB GDDR6)
  • RAM : 8GB LPDDR4X 4266 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD @ 60Hz
  • STORAGE : SSD PCIe Gen3 NVMe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Acer Swift X SFX14-41G-R86R ราคา 35,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800U (8C/16T : 1.90 – 4.00 GHz)
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti (4GB GDDR6)
  • RAM : 16GB LPDDR4X 4266 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD @ 60Hz
  • STORAGE : SSD PCIe Gen3 NVMe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service

HP Victus 16 ราคา 30,990 – 38,990 บาท

HP Victus 16 รุ่นใหม่ปี 2021 เป็น AMD Notebook 2022 สไตล์ Gamimg โดยหน้าจอ 16.1″ ที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด จากการใช้สเปกเป็น Ryzen 5000H + RX5500M / RTX 3050 / RTX 3060 โดยมาพร้อมประสิทธิภาพสูงทั้งชิปประมวลผลเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร ที่ทั้งแรงและร้อนน้อย รวมถึงการ์ดจอก็แรงลื่น ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น พร้อมติดตั้งซอฟต์แวร์ช่วยจัดการ ในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างไปจากแบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวยงามความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

สำหรับการออกแบบต้องบอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก HP Pavilion Gaming 16 พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.46 กิโลกรัม เทียบกับรุ่นหน้าจอ 15.6″ จะหนักกว่าประมาณ 100 –  200  กรัม แต่จากการที่ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบ แม้หน้าจอจะใหญ่ขึ้น แต่เป็นโน๊ตบุ๊คที่สเปกแรงอีกรุ่นที่พกพาไปใช้งานได้สะดวกไม่แพ้รุ่น 15.6″ นั่นเอง ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบ ทางด้านลำโพงเลือกใช้ระบบเสียง B&O ซึ่งทำงานแบบสเตอริโอ โดยตัวลำโพงถูกติดตั้งไว้ที่มุมตัวเครื่องด้านหน้า กับความตั้งใจให้เสียงยิงลงพื้นก่อน ซึ่งแยกเสียงซ้ายขวาชัดเจน

Hp%20Victus%2016 f

แรมเองมีมาให้ 8GB แบบ DDR4 Bus 3200MHz (รองรับการอัพเกรดอีก 1 แถวทันที) พร้อมที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (รองรับการอัพเกรดอีก 1 แถวทันที) ระบบปฎิบัติการเป็น Windows 10 Home (พร้อมอัปเกรดเป็น Windows 11 Home) ได้หน้าจอขนาด 16.1″ แบบด้านลดแสงสะท้อน ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพดีให้สีสันสวยงามและมุมมองที่กว้างเพียงพอกับการใช้งาน เหมาะกับการทำงานหรือเล่นเกม ด้วยการรองรับ Refresh Rate ที่ 144 Hz 

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอลในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง 1 x USB 3.2 Type-C, HDMI, 3 x USB 3.2 Type-A, Kensington lock slot, LAN RJ-45, Headset, SD Card Reader พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.2 และ Wi-Fi 6 AX สนนราคารุ่นที่นำมาแนะนำอยู่ที่ 30,990 – 38,990 บาท การรับประกันเป็นแบบ On-site Service ระยะเวลา 2 ปี พร้อมบริการหลังการขายอื่นๆ ถือว่าเป็น AMD Notebook 2022 สายเล่นเกมจริงจัง

Hp%20Victus%2016 bk

HP Victus 16-e0132AX ราคา 30,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5600H (6C/12T : 3.30 – 4.20 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7 + Radeon RX5500M
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 16.1″ IPS Full HD @ 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Connector : Wi-Fi 6 AX (2 x 2) + BT5.2
  • Warranty : 2 Years On-site Service 

HP Gaming 16-e0081AX ราคา 31,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5600H (6C/12T : 3.30 – 4.20 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7 + NVIDIA GeForce RTX 3050
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 16.1″ IPS Full HD @ 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years On-site Service 

HP Victus 16-e0131AX ราคา 38,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5600H (6C/12T : 3.30 – 4.20 GHz) 
  • GPU : AMD Radeon 7 + NVIDIA GeForce RTX 3060
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 16.1″ IPS Full HD @ 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years On-site Service  

ASUS Vivobook Pro 15 OLED ราคา 32,990 – 38,990 บาท

ASUS Vivobook Pro 15 OLED มีความโดดเด่นในเรื่องของหน้าจอ OLED ที่ล้ำกว่าพาเนล IPS ในทุกๆ ด้าน จัดว่าเป็น AMD Notebook 2022 ที่หน้าจอคุณภาพสูงที่สุดในงบ 3x,xxx บาท ที่ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000H สถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม “Cezanne” สถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตร ที่แรงลื่นทรงพลังยิ่งกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ทั้งทำงานและความบันเทิงดีขึ้น โดยแบตเตอรี่ยังสามารถใช้งานได้ยาวนาน ดีไซน์สวยด้วยหน้าจอ 15.6″ มีความบางและเบาเพียง 1.65 กิโลกรัม

วัสดุตัวเครื่องโดยรวมเป็นโลหะอลูมิเนียมและพลาสติกเกรดดี ให้ความพรีเมียมดูดีเกินราคา เจาะตลาดนักเรียนนักศึกษา รวมไปถึงคนวัยทำงานที่ยังหนุ่มสาวเป็นหลัก สมกับเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์ สำหรับ ASUS Vivobook Pro 15 OLED เครื่องนี้ได้รับการออกแบบที่ต่อยอดมาจาก ASUS Vivobook S15 แต่เหนือชั้นกว่าในทุกๆ ด้าน ซึ่งแม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่เน้นการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่แล้ว สเปคเน้นประสิทธิภาพที่มากกว่าในระดับมืออาชีพ กับค่าขอบเขตสีระดับ DCI-P3 100% ตามที่ทาง ASUS เคลมไว้

Vivobook%2015%20Pro%20Oled c

มาพร้อมกับความแตกต่างและสีสันหลากหลาย และได้รูปแบบของคีย์บอร์ดที่สวยงามซึ่งใช้งานได้ยอดเยี่ยม โดยสเปก ณ ตอนนี้มีให้เลือกกันอยู่ 3 สเปก โดยเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 5600H / Ryzen 7 5800H การ์ดจออนชิปเป็น Radeon 7, 8 / การ์ดจอแยก RTX 3050 ประสิทธิภาพดีขึ้นไปอีก ได้แรมขนาด 16GB และ SSD 512GB จอ 15.6″ Full HD การเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.0 มี Windows 10 Home พร้อมมีโปรแกรม Office Home & Student 2019 ใช้งานติดเครื่องยาวๆ ส่วนประกันเป็นประกัน 2 ปี + ประกันอุบัติเหตุ 1 ปีตามมาตรฐานของ ASUS

พอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครัน ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.2 Type-A จำนวนหนึ่งพอร์ต พอร์ต USB 2.0 Type-A อีกสองพอร์ตที่ไว้เชื่อมต่อกับเมาส์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ตรงนี้นับว่าไม่ได้รับการอัพเกรดไปจากรุ่นก่อนหน้า และมีพอร์ต USB 3.2 Type-C มาให้อีกหนึ่งพอร์ต ทางด้านพอร์ทการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมีพอร์ท HDMI มาให้ รูเชื่อมต่อหูฟังเป็นแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ส่วนช่องอ่าน microSD Card จะอยู่ด้านขวามือตัวเครื่อง แต่หากใครที่ต้องการใช้พอร์ต LAN คงต้องหาซื้ออแดปเตอร์แปลง USB to LAN เอาเอง

Vivobook%2015%20Pro%20Oled bk

ASUS Vivobook Pro 15 OLED D3500QA-L1701TS ราคา 32,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T : 3.20 – 4.40 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ OLED Full HD @ 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years + 1 Year Perfect Warranty

ASUS Vivobook Pro 15 OLED D3500QC-L1501TS ราคา 35,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5600H (6C/12T : 3.30 – 4.20 GHz) 
  • GPU : AMD Radeon 7 + NVIDIA GeForce RTX 3050
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ OLED Full HD @ 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years + 1 Year Perfect Warranty  

ASUS Vivobook Pro 15 OLED D513UA-L0701TS ราคา 38,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T : 3.20 – 4.40 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + NVIDIA GeForce RTX 3050
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ OLED Full HD @ 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years + 1 Year Perfect Warranty

AMD Notebook 2022 ตารางสเปกเทียบรุ่นต่างๆ

AMD Notebook 2022 CPU GPU RAM Storage Display Price
MSI Modern 15 Ryzen 5 5500U Radeon 7 8GB 512GB 15.6″ FHD 21,990
Lenovo IdeaPad 5 Pro Ryzen 7 5800U Radeon 8 16GB 512GB 14″ 2.2K 26,990
Acer Swift X Ryzen 5 5600U RTX 3050 Ti 8GB 512GB 14″ FHD 31,490
HP Victus 16 Ryzen 5 5600H RX 5500M 8GB 512GB 16.1″ FHD 30,990
Vivobook Pro 15 OLED Ryzen 7 5800H Radeon 8 16GB 512GB 15.6″ FHD 32,990

สรุป AMD Notebook 2022 คิดว่าน่าจะแนวทางการเลือกซื้อไปได้ครบถ้วน ไว้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คซักเครื่องมาใช้งานนะครับ แต่เผื่อใครยังตัดสินใจไม่ได้ก็ขอแนะนำเป็นตามนี้ โดยถ้าแบ่งตามประเภทง่าย ในส่วนของ MSI Modern 15 ราคา 21,990 – 26,990 บาท จะเหมาะกับคนที่ต้องการรุ่นหน้าจอ 15.6″ ที่บางเบาในราคาคุ้มค่าที่สุด ส่วน Lenovo IdeaPad 5 Pro ราคา 26,990 – 33,990 บาท จะอยู่ในกลุ่มของรุ่นหน้าจอ 14″ – 15.6″ ที่ต้องการความพรีเมียมกว่า และได้หน้าจอที่เกรดสูงกว่า 

AMD Notebook 2022

และสำหรับ Acer Swift X ราคา 31,490 – 35,990 บาท คือคนที่ต้องการรุ่นหน้าจอ 14″ คุณภาพมาตรฐานดี โดดเด่นด้วยการจอแยกแบบ Gaming แต่เน้นการพกพาและทำงานที่มากกว่า ถัดมาอย่าง  HP Victus 16 ราคา 30,990 – 38,990 บาท อันนี้คือเน้น Gaming โดยตรงเลย น่าสนใจตรงที่ได้หน้าจอ 16″ คุณภาพดี กับสเปกที่เลือกได้ตามงบ และปิดท้าย ASUS Vivobook Pro 15 OLED ราคา 32,990 – 38,990 บาท อันนี้คือเน้นหน้าจอที่ดีที่สุดในกลุ่มในช่วงราคาของ AMD Notebook 2022 และเน้นการทำงานด้านสีสันเป็นหลัก 

AMD Notebook 2022

 

 

from:https://notebookspec.com/web/628839-amd-notebook-2022-buyer-guide

รีวิว Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 สเปก i7-11850H + RTX A3000 จอ 16″ UHD+ Mobile Workstation เพื่องานระดับโปรยุคใหม่

Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 เป็น Mobile Workstation รุ่นล่าสุดทาง Lenovo โดดเด่นด้วยหน้าจอ 16″ UHD+ รองรับ HDR ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่เน้นการทำงานแบบมืออาชีพอย่างที่สุด โดยจัดสเปกฮาร์ดแวร์ภายในรุ่นใหม่ อย่างชิปประมวลผล Intel Core i7-11850H พร้อมแพลตฟอร์ม Intel Intel vPro และการ์ดจอแยกเน้นงานประมวลผล 3 มิติด้วย NVIDIA RTX A3000 อีกทั้งเลือกติดตั้งแรมได้สูงสุด 64GB และ SSD M.2 NVMe Gen 4 อีก 4TB โดยได้ความบางที่ 17.7 มิลลิเมตร และน้ำหนักเพียง 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น ได้ดีไซน์ออกแบบดุดัน ตัวเครื่องสีดำและฝาหลังเป็น Carbon-Fiber Weave

Lenovo ThinkPad P1

Advertisementavw

สเปกรายละเอียดอื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยหน้าจอขนาด 16″ ที่เหมาะสมกับการใช้งานบนความละเอียดสูงสุด 4K ที่ 3840 x 2400 พิกเซล สัดส่วน 16:10 ส่วนแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดตลอดทั้งวัน พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อความเร็วสูง Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต อีกทั้งยังมี USB 3.2 Type-A อีก 2 พอร์ต และการเชื่อมต่อไร้สาย Intel WiFi 6E AX210 อีกทั้งรองรับการใส่ซิม 5G เพื่อใช้งานอินเตอร์เน็ต ก็สามารถเลือกเพิ่มเอาได้ ส่วนระบบปฏิบัติก็เป็น Windows 10 Home / Pro ส่วนเวอร์ชั่นไหนก็อยู่เราเลือกอีกที สนนราคาเริ่มต้นที่ 85,390 บาท การรับประกันเป็น 3 ปี On-site Service

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

Lenovo ThinkPad P1 รุ่นนี้มาถึง Gen 4 แล้ว เป็นโน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพสไตล์ Mobile Workstation ซึ่งได้ความสดใหม่จากการที่เป็นหน้าจอ 16″ ตามเทคโนโลยีที่นำเสนออย่างเหมาะสม สามารถตอบสนองการใช้งานแบบเฉพาะด้าน ทั้งการ เขียนแบบ และกราฟฟิคทั้ง 2D และ 3D ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ด้วยการที่ Lenovo เลือกใช้หน่วยประมวลผลกลาง Intel Core i7 Gen 11 รุ่นพิเศษ ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน เทียบเท่าระดับพีซี และได้เทคโนโลยี Intel vPro ที่ได้ความล้ำหน้าเรื่องความความปลอดภัยและความยืดหยุ่นในการใช้งานระดับองค์กร

Lenovo ThinkPad P1

มีการติดตั้งแรมมาตรฐาน DDR4  ที่ใส่มาให้ถึง 16GB (รองรับการอัปเกรดอีก 1 ตัว) พร้อมด้วย SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 512GB (รองรับการใส่ได้ทันทีอีก 1 ช่อง) รวมถึงการ์ดจอเฉพาะทางอย่าง NVIDIA RTX A3000 ซึ่งเป็นรุ่นประสิทธิภาพสูง อยู่ในระดับรองลงมาจาก A4000, A5000 ที่ก็เรียกได้เน้นใช้งานเรื่องประมวลผลผ่านทางโปรแกรมต่างๆ เป็นหลัก เรียกได้ว่าเหมาะสมจริงๆ กับการนำไปใช้งานเฉพาะทางที่ต้องการความมีเสถียรภาพ และมีความน่าเชื่อถือที่อยู่ในระดับสูง

Lenovo ThinkPad P1

Lenovo ThinkPad P1 ยังมาพร้อมหน้าจอขนาด 16″ สัดส่วน 16:10 ให้พื้นที่ด้านบนและล่างที่มากกว่า ความละเอียด Ultra HD + ที่ 3840 x 2160 พิกเซล ใช้พาเนลจอแบบ IPS เกรดสูง พร้อมรองรับเทคโนโลยี Low Blue Light, HDR400, Dolby Vision HDR ซึ่งมีการแสดงผลของสีที่ดีกว่า ได้ความเที่ยงตรงไม่ผิดเพี้ยนที่ช่วยให้การทำงานต่างๆ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งนับว่าตั้งแต่ทดสอบมาเป็นหนึ่งในโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมหน้าจอที่ดีที่สุด อีกทั้งได้เรื่องฟีเจอร์ความปลอดภัยแบบจัดเต็ม

Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 9

และอีกจุดเด่นนึงที่จะลืมพูดถึงไปไม่ได้เลยก็คือพอร์ตต่างๆ ที่ Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 ติดตั้งมาให้ เรียกได้ว่าหาไม่ได้ง่ายๆ บนโน๊ตบุ๊คทั่วๆ ไป อย่างพอร์ต Thunderbolt 4 ซึ่งเป็นพอร์ตการเชื่อมต่อที่ดีที่สุด ทั้งโอนถ่ายข้อมูล 40Gbps, ต่อหน้าจอภายนอก 4K / 8K และชาร์จไฟผ่านทาง PD ได้ ที่เชื่อว่าผู้ใช้งานในระดับมืออาชีพหลายๆ คนจำเป็นต้องใช้แน่ๆ ส่วนระบบปฏิบัติการ Windows ลิขสิทธิ์ เราสามารถเลือกใช้งานได้ตามต้องการและโปรแกรมของเราที่รองรับ

Lenovo ThinkPad P1

Lenovo ThinkPad P1 เป็นเครื่อง Mobile Workstation แบบพกพาที่มีความสมบูรณ์แบบมากๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงสเปกและฟีเจอร์ต่างๆ เท่านั้น แต่ดีไซน์ยังคงรูปแบบ ThinkPad อย่างแท้จริง อย่างเรื่องวัสดุและความทนทาน อีกทั้งยังมีการอัปเกรดเพิ่มความทันสมัยด้วยฝาหลังลวดลาย Carbon-Fiber Weave โดย Lenovo ThinkPad P1 จะมีให้เลือกกันหลายสเปค ตามแต่งบและการใช้งาน มาพร้อมการรับประกันแบบ 3 ปี On-site Service ตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพ สำหรับคนที่สนใจก็ติดตั้งไปยังตัวแทนจำหน่ายของ Lenovo ThinkPad ได้เลย

Lenovo ThinkPad P1

และแม้เป็นเรื่องไกลตัวของใครหลายๆ คนกับ Mobile Workstation ซึ่งจัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อการทำงานโดยเฉพาะแบบมือโปร เรียกว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเพื่อการสร้างสรรค์งานโดยเฉพาะสำหรับมืออาชีพระดับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ 3 มิติ งานตัดต่อวีดีโอ งานโปรเซสภาพ หรืองานอื่นๆ อย่างการสร้างเกมหรือเขียนโปรแกรมขั้นสูง โดยที่ผ่านมาหลายปีทาง Lenovo ThinkPad ก็นำเสนอในส่วนของ Mobile Workstation มาโดยตลอด ซึ่งได้รับการรับรองจาก ISV อาทิซอฟต์แวร์ ArcGIS, AutoCAD, CATIA, Creo, Inventor, Microstation, NX, PDMS, Revit, Solid Edge, SolidWorks, Vectorworks 

จุดเด่น Lenovo ThinkPad P1

  • แข็งแรงทนทานตามสไตล์ของ Lenovo ThinkPad ยุคใหม่ มีลวดลาย Carbon-Fiber Weave
  • ตัวเครื่องความบาง 17.7 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น จัดว่าดีมากเมื่อเทียบกับสเปก
  • มีความทนทานระดับ Military-Grade ทนน้ำทนฝุ่น แรงกระแทก ความร้อนชื้น ในการใช้งานจริง
  • ขนาดหน้าจอ 16″ ความละเอียด Ultra HD + (HDR) พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้าง สีสันแม่นยำ
  • ประสิทธิภาพอยู่ในระดับสูงมาก ด้วย Intel Core i7-11850H และ NVIDIA RTX A3000
  • ระบบระบายความร้อนทำได้ดี จากการออกแบบชุดระบายความร้อนและพัดลมคู่แบบพิเศษ
  • AccuType Keyboard สัมผัสในการพิมพ์ดีเยี่ยม พร้อมติดตั้งระบบไฟ Backlit มาให้
  • มี TrackPoint ตามมาตรฐาน ThinkPad ใช้งานได้สะดวกสำหรับคนที่ชอบ
  • ลำโพงคุณภาพสูง 2 ตัว ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้เสียงที่ดีมาก
  • ได้ไมค์ Dual far-field ตัวช่วยจัดเสียงรบกวน พร้อมเว็บแคมความละเอียด Full HD 
  • มีฟีเจอร์ ThinkShutter  ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องเว็บแคม เพื่อความปลอดภัย
  • มาพร้อมการ Login ผ่านทาง IR Camera, Finger Print ใช้งานได้รวดเร็ว สะดวก ปลอดภัย
  • ได้การเชื่อมต่อที่ดีที่สุดอย่าง Thunderbolt 4 + Intel WiFi 6E AX210 + Bluetooth 5.2 vPro
  • มีรุ่นที่รองรับการใช้งาน 4G / 5G LTE ด้วยการติดตั้งโมดูลเพิ่ม
  • ได้รับการรับรองจาก ISV เพื่อใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้เต็มประสิทธิภาพ
  • ได้ความปลอดภัยและประสบการณ์ใช้งานโดยรวมแบบมืออาชีพ 
  • ราคาต่อประสิทธิภาพสามารถปรับได้ตามต้องการ โดยรวมแล้วน่าประทับใจ
  • ประกันเป็นแบบ 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน พร้อมบริการหลังการขายอื่นๆ
  • รองรับการใช้งาน Windows 10 / 11 ลิขสิทธิ์และมีซอฟต์แวร์ Ultility ที่ดี

ข้อสังเกต Lenovo ThinkPad P1

  • ราคาสูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป และไม่ได้เหมาะสมในการเล่นเกม
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้น้อยกว่าที่เคลมไว้ แต่อยู่ในเกณฑ์รับได้

Specification

Lenovo ThinkPad P1สำหรับตัวที่เราได้มาทดสอบนั้น จะเป็นรุ่นที่ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7-11850H ที่เป็น Core i Gen 11 H45 Tiger Lake รุ่นพิเศษที่เน้นประสิทธิภาพและสเถียรภาพ จากการที่เป็นแพลตฟอร์ม Inte vPro มาพร้อมด้วยตัวประมวลผล 8 คอร์ 16 เธร์ด มีความเร็วอยู่ที่ 2.50 GHz และสามารถเร่งความเร็วได้สูงสุด 4.80 GHz มีแรมของตัวเครื่องอยู่ที่ 16GB ในรูปแบบ SO-DIM DDR4 Bus 3200MHz พร้อมด้วยฮาร์ดไดร์ฟแบบ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความเร็วสูง มาพร้อมความจุ 512GB สำหรับการ์ดจอออนชิปนั้นก็จะเป็น Intel Iris Xe Graphics มาตรฐานชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11

Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 20

ส่วนการ์ดจอแยกได้เลือกติดตั้งมาเป็น NVIDIA RTX A3000 (6GB GDDR6) ที่ออกแบบมาสำหรับงานเขียนแบบ และกราฟฟิกโดยเฉพาะ แต่ก็สามารถรองรับการทำงานได้ในระดับที่ยอดเยี่ยมผ่านโปรแกรมต่างๆ ที่สนับสนุน ได้จอแสดงผลขนาด 16″ แบบจอด้าน ใช้พาเนล IPS คุณภาพสูง มีความละเอียดแบบ 4K Ultra HD 3840 x 2160 พิกเซลซึ่งให้ความแม่นยำและความสม่ำเสมอของเม็ดสีให้ภาพที่แสดงออกมามีความสวยงามสมจริงเหมือนต้นฉบับที่สุด มี Fulll HD Webcam และไมค์ Dual far-field  ตัดเสียงรบกวนในตัวที่พร้อมอย่างยิ่งสำหรับทุกการทำงาน และการติดต่อสื่อสาร

นอกจากนี้ Lenovo ThinkPad P1 ก็ยังมีลำโพง Stereo ที่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos และมีพอร์ตเชื่อมต่ออย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Tpye-A, SD Card Reader, ช่องต่อลำโพง-ไมค์, Thunderbolt 4 (Full Function) ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายก็จะเป็น Intel WiFi 6E AX210 + Bluetooth™ 5.2 vPro ที่ดีที่สุด พร้อมสเแกนลายนิ้วและสแกนใบหน้าด้วย IR Camera ที่ใช้งานผ่านทาง Windows Hello บน Windows 10 ที่ติดตั้งมาให้ใช้งานได้ทันที สนนราคาเริ่มต้นที่ 85,390 บาท ไปจนถึงหลักแสนบาท แล้วแต่เราจะจัดสเปกหรือออปชั่นต่างๆ 

Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 ราคาเริ่มต้น 85,390 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-11850H (8C/12T, 2.50 – 4.80 GHz)
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics + NVIDIA RTX A3000
  • RAM : 16GB Bus 3200 MHz 
  • DISPLAY: 16″ IPS 16:10 4K UHD+ (3840 x 2400) 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 512GB
  • OS : Windows 10 Pro (64 Bit)
  • Warranty : 3 Years On-site Service

Hardware / Design

เรียกได้ว่าการออกแบบ Lenovo ThinkPad P1 จะมีการต่อยอดการผลิตจากไลน์ของ ThinkPad แบบเดิมๆ ด้วยที่เป็นซีรี่ส์หลักทำให้ดีไซน์ค่อนข้างคล้ายกันกับ ThinkPad รุ่นอื่นๆ แต่มีอีกหลายจุดที่ตัว Lenovo ThinkPad P1 เหนือชั้นไปจากเดิมพอสมควร จะว่าเหมือนกับรุ่นก่อนหน้าเสียทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะด้วยความที่ไม่ใช่โน๊ตบุ๊คปกติทั่วไป แต่เป็นในส่วนของ Mobile Workstation ระดับสูงที่แตกต่างจากรุ่น T Series หรือ X Series ที่เน้นใช้งานระดับทั่วไป ซึ่งในรุ่นนี้จะได้ขนาดหน้าจอ 16″ เป็นครั้งแรก จากที่รุ่นก่อนๆ เป็น 15.6″ ตามมาตรฐานของยุคก่อนๆ 

Lenovo ThinkPad P1

วัสดุของตัวเครื่องนั้นหลักๆ ใช้เป็นวัสดุคุณภาพสูงอย่างแมกนีเซียมอัลลอยด์ ที่ทั้งน้ำหนักเบาและแข็งแรงทนทานในเครื่องเดียว ภายนอกตัวเครื่องมีพื้นผิวซอฟท์ทัชให้ความรู้สึกมั่นคงเวลาจับถือเครื่องไปไหนมาไหน และหรูหราด้วยวัสดุฝาหลังเองก็มีความพิเศษ เพราะทาง Lenovo ThinkPad เลือกใช้งานเป็น Carbon-Fiber Weave ที่ไม่ใช่เป็นเพียงลวดลายคาร์บอนไฟเบอร์เท่านั้น แต่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์จริงๆ โดยรวมสำหรับการออกแบบนั้นทำให้ดูจริงจังและความเป็นมืออาชีพมากๆ ตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊ค Mobile Workstation สไตล์ ThinkPad แต่ก็ให้ความแยกต่าง ดูเป็น ThinkPad ยุคใหม่แล้ว

Lenovo ThinkPad P1

ทำให้นับได้ว่า Lenovo ThinkPad P1 เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะสมในการทำงานประมวลผลหนักๆ อย่างแท้จริง กับการเป็นสาย Mobile Workstation ซึ่งก็ยังมาพร้อมกับความบางเบาพกพาสะดวก ที่ความบางที่ 17.7 มิลลิเมตร และน้ำหนักเพียง 1.8 กิโลกรัมเท่านั้นเอง ถือว่าน้อยมากๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คขนาดจอ 16″ ที่มีสเปกประสิทธิภาพสูงขนาดนี้ เทียบเท่ากับ Workstation ที่เป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทีเดียว ด้วยสเปก Core i Gen 7 Gen 11 ตระกูล H หรือปม้กระทั่ง Xeon รุ่นล่าสุด และการ์ดจอ NVIDIA RTX A3000 รุ่นล่าสุด ซึ่งจะเป็นรุ่นที่มาแทนซีรีส์ Quadro รุ่นก่อนๆ 

Lenovo ThinkPad P1

รวมถึงมีความทนทาน จากได้รับมาตรฐาน Military Grade (MIL-STD-810H) กำหนดทางทหารถึง 12 ระดับ และผ่านการตรวจสอบคุณภาพมากกว่า 200 รายการ อาทิ ต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทำงานได้ตามประสบการณ์ตรงที่ Lenovo ทำได้ดีมาโดยตลอด ทำให้หายกังวลเลยเวลาที่เรานำไปใช้งานนอกสถานที่ เรียกได้ต่อให้เจออุปสรรคแค่ไหน เราก็สามารถหยิบขึ้นมาทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา เรียกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ของโน๊ตบุ๊คที่เหมาะสมในการพกพาไปไหนมาไหนบ่อยๆ เลย เพราะมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก 

Lenovo ThinkPad P1

และสำหรับการออกแบบบานพับขาจอที่แข็งแรงและมีความแตกต่างที่ทำให้ตัวเครื่องสามารถพับหน้าจอ 180 องศา ได้อย่างแข็งแรงไม่เกิดปัญหาเวลาใช้งาน ตามประการณ์ตรงที่ Lenovo ทำได้ดีมาโดยตลอด ส่วนอื่นๆ ที่ยังเป็น DNA ของ ThinkPad ก็ยังคงมีอยู่ อย่างโลโก้ ThinkPad บริเวณมุมบนซ้ายฝาหลัง และมุมขวาล่างด้านในตัวเครื่อง โดยมีไฟ LED สีแดงคอยบอกสถาณะการทำงานอยู่ สำหรับปุ่ม Power จะถูกติดตั้งเอาไว้ที่มุมขวาของแป้นคีย์บอร์ด ซึ่งตัวปุ่มจะเป็นสีเงินมันวาวแสดงสถานะการเปิดปิดเครื่องได้ สำหรับด้านใต้ตัวเครื่องก็จะเป็นช่องดูดลมเย็น พร้อมยางรองขนาดใหญ่ 1 เส้น และ 2 จุดที่ช่วยยกตัวให้สูงขึ้น

Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 39
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 43
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 45
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 20
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 21
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 54
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 55
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 56
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 57

Keyboard / Touchpad

ส่วนคีย์บอร์ดของ Lenovo ThinkPad P1 เครื่องนี้จะเป็น AccuType Keyboard ซึ่งติดตั้ง Hot Key ต่างๆ เพื่อใช้งานแบบมืออาชีพ พร้อมไฟ LED ส่องสว่าง ที่เป็นข้อเด่นที่คีย์บอร์ดที่ออกแบบมาให้มีรูปทรงโค้งปากยิ้มด้านใต้ตัวเครื่องเติมลงมาเล็กน้อยเพื่อลดโอกาสพิมพ์ผิดพลาดได้ ซึ่งเมื่อใช้งานจริงแล้วก็ถือว่าทำได้ดี โอกาสพิมพ์ผิดพลาดลดลงมาก เพราะว่าเมื่อพิมพ์อย่างเร็วแล้วนิ้วกำลังจะเลื่อนลงไปโดนผิดปุ่มก็จะได้ส่วนของปลายโค้งที่ทำให้พิมพ์ถูกต้องขึ้น บอกได้เลยว่าเป็นคีย์บอร์ดโน๊ตที่ดีที่สุดรุ่นในตลาด พิมพ์สนุกติดมือ เรียกได้ว่าเป็น AccuType Keyboard ตัวจริง 

Lenovo ThinkPad P1

นอกจากนี้ Lenovo ThinkPad P1 ก็ไม่ลืมที่จะติดตั้ง TrackPoint (Point Stick) มาให้ด้วยบริเวณกลางตัวคีย์บอร์ด ซึ่งก็สามารถใช้งานควบคู่ไปกับ TrackPad ขนาดใหญ่ที่มีปุ่มกดถึง 3 ปุ่มได้เป็นอย่างดี พร้อมซ้ายคลิกซ้ายขวาแบบปกติเอาไว้ ก็สามารถใช้งานหลายนิ้วมือผ่านชุดคำสั่งแบบ Multi-Gesture บน Windows 10 / Windows 11 ได้ดี ยิ่งถ้าใช้งาน TrackPoint และ TrackPad ควบคู่กันไปด้วยจะยิ่งใช้งานได้ไวมากขึ้น รวมไปถึงบริเวณขอบขวาบนของชุดคีย์บอร์ดยังมีการติดตั้งตัวสแกนลายนิ้วมือ ที่ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello อีกด้วย

Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 35
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 33
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 34
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 30
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 32
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 29

Screen / Speaker

ด้านหน้าจอแสดงผล Lenovo ThinkPad P1 นั้นเลือกใช้หน้าจอที่มีขนาดจอขนาดใหญ่ถึง 16″ มาพร้อมความละเอียด 4K Ultra HD + ที่ 3840 x 2400 พิกเซล แบบ 16:10 โดยเลือกใช้จอแบบด้านเพื่อลดแสงสะท้อน แต่ก็ยังภาพที่คมชัดเป็นธรรมชาติ ตอบสนองได้เป็นเยี่ยมในการใช้งานเฉพาะด้านได้เป็นอย่างดี ด้วยพาเนลจอแบบ IPS ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพาเนลเกรดสูง ที่เหมาะสมกับงานมืออาชีพ เพราะให้สีสันตรงสุดๆ ระดับที่ใกล้เคียงกับ sRGB มาพร้อมกับมุมมองที่เกือบ 180 องศา แบบว่ามองมุมไหนสีสันก็ไม่เพี้ยนเลย เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง 

Lenovo ThinkPad P1

โดยบริเวณที่ตัวของกล้องเว็บแคมแบบ Built-in ติดตั้งในตัวแบบ Full HD ที่ให้ความคมชัดที่มากกว่า และไมโครโฟนคู่มาพร้อมฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน ทำให้เราสามารถใช้งาน Video Call และ Video Conference ได้เป็นอย่างดีแบบมืออาชีพ ส่งผลให้เราได้เห็นใบหน้าของเรากับคนที่เราสนทนาด้วยได้คมชัดที่ดีกว่า รวมไปถึงมีระบบ Face Recognition จดจำใบหน้าด้วย IR Camera ทำให้เราเลือกใช้งาน Windows Hello ระหว่าง Fingerprint ได้ด้วย และการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น

Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 11
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 10
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 14

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ Lenovo ThinkPad P1 ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 97% , Adobe RGB ที่ 92% , DCI-P3 ที่ 82% ดูจากที่เส้นสีของหน้าจอทั้ง 3 ได้เลย เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของความละะอียดแล้ว เรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ มาก ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีสูง ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 500 nit สามารถไปทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงได้แบบไร้กังวลเลยทีเดียว

s5

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางหน้าจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องแถวบนมุมซ้ายและแถวบนช่องกลางจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 12% นอกจากนี้ยังได้เผยเห็นความคลาดเคลื่อนของสีที่ต่ำมาก ดูจากค่า Delta-E ที่ต่ำกว่า 2 โดยอยู่ที่ 0.75 เท่านั้น ปิดท้ายด้วยคะแนนรวม 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว นับว่าเป็นจอที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งของโน๊ตบุ๊คที่เคยรีวิวมาทีเดียว ตอบสนองสาย Mobile Workstation 

s1 2
s3 2
s4 2

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอ 2W x 2 ตัว ระบบเสียง Dolby Atmos ให้ที่เสียงที่ดีมาก ซึ่งเราสามารถปรับโปรไฟล์เสียงได้หลากหลาย พร้อมซอฟต์แวร์ปรับแต่ง ทั้งในเรื่องของเสียงเบสที่rพอมีน้ำหนัก เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ พร้อมทั้งความดังและกังวาลที่มากกว่า โดยมีโน๊ตบุ๊คเพียงไม่กี่รุ่นที่ทำเสียงออกมาดีได้ขนาดนี้  ซึ่งตัวลำโพงจะอยู่บริเวณขอบตัวเครื่องซ้ายและขวาระหว่างแป้นคีย์บอร์ดลักษณะยิงขึ้นมาตรงๆ ทั้ง 2 ตัว ทำให้เสียงที่ออกมามีเสียงดังฟังชัด แต่อย่างไรถ้าเน้นคุณภาพเสียงขนาดสูง แนะนำให้ต่อหูฟังหรือลำโพงแยกดีกว่า 

Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 24
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 27
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 26

Connector / Thin And Weight

ถึงแม้ Lenovo ThinkPad P1 มีความบางเบากว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปรวมไปถึง Mobile Workstation แต่พอร์ตเชื่อมต่อมีมาให้ครบครันมากมายระดับนึง อาทิ พอร์ตเชื่อมต่อ USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ต ที่มาพร้อมกับการสนันสนุนในเรื่องของโอนถ่ายข้อมูล รวมไปถึงการจ่ายไฟไปยังอุปกรณ์อื่นๆ เต็มประสิทธิภาพ ทำให้เราสามารถชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้ รวมไปถึงมีพอร์ตเชื่อมต่อ HDMI และ Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ไว้เชื่อมต่อหน้าจอภายนอก หรือโอนถ่ายไฟล์ความเร็วสูง อีกทั้งยังชาร์จไฟ PD ได้อีกด้วย หรือถ้าคิดว่าพอร์ตเชื่อมต่อไม่พอ ก็สามารถใช้ USB-C Hub มาต่อผ่านทาง Thunderbolt 4 ได้เลย

Lenovo ThinkPad P1

และช่องเชื่อมต่อเสียงภายนอกขนาดมาตรฐานที่ 3.5 มิลลิเมตร ซึ่งรองรับการใช้งานไมค์และหูฟังในช่องๆ เดียว ที่ชอบมากๆ เลยก็คือมี SD Card Reader ทำให้โอนไฟล์จากกล้องได้ง่ายที่สุด ช่องเชื่อมต่ออแดปเตอร์แบบหัว 4 เหลี่ยม ซึ่งเป็นมาตรฐานโน๊ตบุ๊ค Lenovo ในยุคนี้ สำหรับน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.8 กิโลกรัม ที่ถือว่าเบาทีเดียว เมื่อพกพากับอแดปเตอร์ขนาด 230Watt ที่มีขนาดใหญ่จนเกินไป รวมแล้วจะหนักประมาณ 2.8 กิโลกรัม ก็ถือว่า Lenovo ThinkPad P1 ตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่อย่างที่สุดรุ่นหนึ่ง เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพการทำงานที่ได้

Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 47
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 51
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 62

Inside / Upgrade

การแกะเครื่อง Lenovo ThinkPad P1 นั้นสามารถทำได้ไม่ยากแต่ก็ต้องมีความระมัดระวัง เพราะงานประกอบค่อนข้างแน่นหนาทีเดียวจากการที่ฝาหลังเป็นโลหะทำให้ค่อนข้างแข็ง เอาจริงๆ คือใครๆ ก็ทำได้ขอแค่มีไขควงสี่แฉก  ซึ่งหลังจากถอดน็อตทุกตัวเสร็จหมดแล้ว เราต้องใช้บัตรแข็งค่อยๆ รูดถอดออกที่ละส่วน จากหลังมาหน้า ควรทำอย่างใจเย็นระวังแตกหัก ซึ่งในส่วนของขอบเครื่องฝาด้านหน้าจะเป็นสลักยึดเอาไว้ตรงนี้ต้องใช้แรงดึไปด้านหลัง อย่างแรกที่เราจะเห็นเมื่อเปิดมาก็คือชุดระบายความร้อนพัดลม 2 ตัว พร้อมฮีทไปป์ และ Vapor Chamber

Lenovo ThinkPad P1

ส่วนอื่นๆ จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ อย่างชัดเจนตามรูปเลย การวางรูปแบบของฮาร์ดแวร์เครื่องนี้ทำได้ดูดีสมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับมืออาชีพ เรื่องระบายความร้อนตัวเครื่องมี Heat Pipe จำนวน 2 เส้นขนาดใหญ่ วางพาด CPU / GPU ส่วนพัดลมเครื่องนี้ก็มีมาให้ 2 ตัวแบบบางพิเศษ โดยลมร้อนเป่าออกทางด้านหลังตัวเครื่อง นอกจากนั้นเราจะเห็นถึงแรม 16GB DDR4 แบบ SO-DIM พร้อมอัปเกรดได้ 1 แถวทันที (ได้สูงสุด 32GB x 2 = 64GB) อีกทั้งเราจะเห็นถึง SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 512GB ที่หากต้องอัพเกรดก็ต้องถอดของเดิมออกด้วย 

Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 68
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 75
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 69
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 72
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 71
Lenovo ThinkPad P1 Gen 4 Review 73

Performance / Software

Lenovo ThinkPad P1 มาพร้อมกับชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงของ Gaming Notebook อย่าง Intel Core i Gen 11 H45 อย่าง Intel Core i7-11850H เน้นนำไปใช้งานหนักๆ ไม่จะเป็นการโปรเซสหรือเล่นเกม 3 มิติ ที่กินทรัพยากรสูง โดยมีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 2.50 GHz แต่สามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 4.80 GHz เป็นซีพียูแบบ 8 Core 16 Threads มาพร้อมแรมภายในขนาด 16GB DDR4 Buss 3200 MHz แบบ 16GB x 1 แถว ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ

Intel vPro คือแพลตฟอร์มของฮาร์ดแวร์สำหรับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการใช้งานในองค์กรโดยเฉพาะ Intel ได้ออกแบบแพลตฟอร์มนี้ผ่านมุมมองขององค์กร ที่นอกจากจะต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์แล้ว ยังมีโจทย์ที่สำคัญของการดูแลจัดการอุปกรณ์จำนวนมาก และการรักษาความปลอดภัยจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน โดยแพลตฟอร์ม Intel vPro เน้นเพิ่มประสิทธิภาพใน 4 หัวข้อหลัก ได้แก่

  • ประสิทธิภาพในการทำงานอุปกรณ์ – แรงกว่า Intel Core vPro เจน 8 กว่า 8 เท่า พร้อมเชื่อมต่อและประหยัดแบตมากยิ่งขึ้น
  • การรักษาความปลอดภัย – ด้วยระดับที่ลึกกว่า OS พร้อมมีระบบ AI ในฮาร์ดแวร์ที่ช่วยตรวจจับภัยคุกคามจากทุกช่องทาง
  • ความง่ายในการจัดการอุปกรณ์ – กับฟีเจอร์เด็ดสุด แม้เปิดเครื่องก็สั่งรีโมทเปิดได้ เข้า BIOS ได้ ขอแค่ต่ออินเตอร์เน็ต
  • ความเสถียรของตัวอุปกรณ์ – โดย Intel จัดทำร่วมผู้ผลิต สร้างฮาร์ดแวร์ที่มั่นใจได้ว่าจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

c1 2.   c2 2

การ์ดจอเป็นแบบออนชิปอย่าง Intel Iris Xe Graphics ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว 

อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA RTX A3000 (6GB GDDR6) ค่า TGP ตามสเปกคือ 95W สถาปัตยกรรม Ampere ที่ต้องบอกว่าแรงเทียบเท่าระดับพีซีแบบสบายๆ เน้นใช้งานประมวลผล 2D หรือ 3D ที่ตัวซอฟต์แวร์มีชุดคำสั่งรองรับ เพื่อทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3D ที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว โดยถ้าใครจะเอาไปเน้นเล่นเกมอันนี้คงไม่แนะนำ แต่ทางทีมงานก็ทดสอบการเล่นเกมเอาไว้ดูประกอบด้วยได้

g1 2.   g2 2

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / CINEBENCH 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล Intel Core i7-11850H คะแนนก็อยู่ในระดับสูงน่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจาก Intel Core i เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD / Intel ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยก RTX A3000 เองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

ci15.   ci20

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 4 ระดับความเร็วสูง ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับ SSD SATA 3 แล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ 3402 MB/s และเขียนที่ 2694 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe ระดับบน แต่ถ้าได้เป็นความเร็วระดับ 5000 MB/s น่าจะดีกว่านี้เมื่อเทียบกับค่าตัว

ssd 2

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 6,048 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผลและมีการ์ดจอแยกระดับ Gaming ตัวบน ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัวระดับเทียบเท่า Desktop ไปแล้ว ฉะนั้นการใช้งานพื้นฐานหรือทำงานหนักๆ สอบผ่านได้สบายๆ

pc10 2

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 6,239 เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอแยกเป็นหลัก ทั้งในส่วนของการเล่นเกม หรืองานประมวลผล 3 มิติที่ซับซ้อน ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน ที่นับว่าอยู่ในระดับกลางค่อนบน

3d copy

คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 4 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า Gaming Notebook สเปกปีก่อนๆ ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดี ที่ความละเอียด 1920 x 1200 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด ตามภาพด้านล่าง แต่ก็ไม่สามารถปรับความละเอียดที่ 3840 x 2400 พิกเซล แบบ Native ได้ ที่ต้องบอกว่าภาพก็สวยจนน่าประทับใจ เรียกได้ว่าเหลือๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์เท่าที่ได้ แต่ก็ยังไม่ดีเท่ากับ Gaming Notebook 

game test 2

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ Lenovo Commercial Vantage ก็เรียกได้ว่าเป็นซอฟแวร์ที่มีประโยชน์มาก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการและควบคุมในหลายๆ ส่วนของเครื่องได้ เรียกได้ว่าค่อนข้างละเอียดมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง ตั้งค่าทัชแพด TrackPoint การเชื่อมต่อไร้สาย แบตเตอรี่ กล้องเว็บแคม ระบบเสียง หรืออื่นๆ ที่ต้องบอกว่าซอฟต์แวร์ต่างๆ นั้นไม่ได้ติดตั้งมาให้หนักเครื่องเปล่าๆ แต่สามารถใช้งานได้จริง และใช้งานได้ดีอีกด้วย 

think

Battery / Heat / Noise

โดยแบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้กับ Lenovo ThinkPad P1 นั้น จะเป็นแบตเตอรี่แบบฝังตามสมัยนิยม เมื่อทดสอบผ่านโปรแกรม BatteryMon แสดงผลให้ว่าตัวเครื่องเปิดใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 6 ชั่วโมง โดยก็ถือว่ายาวนานแล้วล่ะถ้าเทียบกับสเปกภายใน แต่ก็น้อยกว่าที่ทาง Lenovo เคลมไว้ที่ 10 ชั่วโมง ซึ่งถ้าเอามาใช้งานกันจริงๆ จังๆ ก็แนะนำให้พกพาอแดปเตอร์ไปด้วยตลอดเวลาจะดีมากๆ เพราะขนาดและน้ำหนักของอแดปเตอร์ก็ไม่ลำบากในการพกพาเกินไปแต่อย่างใด นอกจากนี้เรายังสามารถใช้อแดปเตอร์อื่นๆ ที่เป็น USB-C มาตรฐาน PD ก็สามารถชาร์ไฟเข้าเครื่องได้ด้วย 

batt 2

อุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ 50 – 60 องศาเซลเซียส สำหรับการใช้งานทั่วไป แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดที่ 100 องศาเซลเซียสทีเดียว (ล็อคเอาไว้ไม่ให้เกินนี้) ส่วนการ์ดจอแยกอยู่ที่ 90 องศาเซลเซียส นับว่าระบบระบายความร้อนของ Lenovo ThinkPad P1 เครื่องนี้ทำออกมาได้ดี เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่สเปกใกล้เคียงกัน รวมไปถึงตัวเครื่องที่มีความบางเบา ที่เคยทำการรีวิวมาพอควร นับว่า Mobile Workstation เครื่องนี้จัดการระบบระบายความร้อนได้น่าประทับใจ โดยที่ตัวเครื่องโดยรวมเองสามารถทำงานได้อย่างสเถียรภาพ ไม่มีอาการหน่วงหรือประตุกแต่อย่างใด

temp 1

Conclusion / Award

สิ่งหนึ่งที่ชอบโน๊ตบุ๊คกับคอมพิวเตอร์พกพา ก็คือมันสามารถให้เราทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา แต่นั่นอาจจะเป็นแค่งานเบาๆ ที่ประมวลผลไม่หนักมาก ซึ่งช่วงหลังๆ เทคโนโลยีต่างๆ ได้พัฒนามากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เรามีโน๊ตบุ๊คที่บางเบาลงกว่าเมื่อก่อน แต่ประสิทธิภาพการทำงานเทียบเท่ากับพีซีตั้งโต๊ะแรงๆ เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามสำหรับ Lenovo ThinkPad P1 นั้นยังคงความเป็น ThinkPad ระดับบน ให้เห็นอยู่คือดูแล้วเหมาะกับการใช้งานสำหรับวิศวกร สถาปัตย์ นักตัดต่อวีดีโอ หรือผู้ใช้ระดับมืออาชีพครับ ด้วยความที่ว่าสเปกนั้นแรงมาก ประกอบกับราคาก็ไม่ใช่อยู่ในกลุ่มทั่วไปที่จับต้องได้ง่ายนัก

Lenovo ThinkPad P1

แน่นอนว่าคงไม่ได้เหมาะสำหรับคนที่จะซื้อมาเล่นอินเตอร์เน็ต ดู Youtube, Facebook เป็นหลักอย่างแน่นอน แต่จะเป็นเรื่องของการสร้างงานสร้างรายได้ ทั้งที่เราซื้อมาใช้งานเองส่วนตัว หรือองค์กรซื้อมาให้เราใช้งาน ซึ่งจริงๆ แล้วโน๊ตบุ๊คก็แบ่งออกไปเป็นหลายประเภทด้วยกัน ทั้งอย่างใช้งานทั่วไป เน้นบางเบา เน้นเล่นเกม รวมไปถึงเน้นทำงาน นอกจากนี้ก็จะมีส่วนของที่เน้นเน้นทำงานหนักๆ ระดับมือาชีพอย่าง Mobile Workstation อีกด้วย โดย Lenovo ThinkPad P Series ที่การันตีว่าเป็นของดีด้วยชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน

Lenovo ThinkPad P1

ซึ่งเชื่อว่าเครื่องนี้อยู่ในระดับราคาที่น่าลงทุนสำหรับผู้ใช้งานในระดับมืออาชีพจริงๆ อาจจะดูว่าราคาสูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป แต่สามารถทำให้สร้างรายได้แน่นอน สำหรับคนที่ต้องการจะซื้อมาใช้งาน เหมาะมากๆ กับคนที่ต้องการใช้งาน Mobile Workstation ที่ยังเต็มประสิทธิภาพ เต็มประสบการณ์ แต่ใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ แม้ราคาเริ่มต้นอาจจะดูสูง โดยเริ่มต้น 85,390 บาท และในการใช้งานจริงๆ เชื่อได้ว่าหลายๆ คนที่ใช้งานในองค์กรแบบมืออาชีพที่ตัวงานเองนั้นมีมูลค่าสูงกว่านั้น ก็อาจจะปรับแต่งจนค่าตัวขยับขึ้นไปที่แสนกว่าบาทได้ แต่มันก็ดูคุ้มค่ากับมูลลค่างานได้เราได้รับกลับมา  

Lenovo ThinkPad P1

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คระดับสูง Workstation ขนาดหน้าจอ 16″ ในระดับสเปค และราคาที่ใกล้เคียงกัน ซึ่ง Lenovo ThinkPad P1 ก็ได้รางวัลดังนี้

Best Mobility

ความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดีตามสไตล์ของโน้ตบุ๊ตที่เน้นความบางเบา กับรุ่นขนาดหน้าจอ 16″ ทั้งในความบางเพียง 17.7 มิลลิเมตร และน้ำหนักเบา 1.8 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก รวมน้ำหนักแล้วยังไม่ถึง 3.8 กิโลกรัม รวมไปถึงมีความทนทานระดับ Military-Grade เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ

NBS award 4 Mobility 

Best Multimedia

หน้าจอพาเนล IPS คุณภาพระดับสูง ที่มีความละเอียดอย่าง 4K Ultra HD + ส่งผลให้มีสีสันสวยสมจริง ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม คมชัดในทุกมุมมอง พร้อมวัดค่า sRGB ดีที่สุด รุ่นนึงของตลาดโน๊ตบุ๊ค  รวมไปถึงมีพอร์ตความเร็วสูงแห่งอนาคตอย่าง Thunderbolt 4 ไว้เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงเชื่อมต่อหน้าจอภายนอกเพิ่มได้ 2 – 3 จอ ที่ความละเอียด 4K, 8K เพื่อการใช้งานที่มากกว่าอีกด้วย และยังมาพร้อม Face Recognition, Fingerprint รุ่นใหม่ใช้งานได้รวดเร็ว สะดวก ปลอดภัย ที่ต้องบอกว่ามีความไวพอๆ กับสมาร์ทโฟนรุ่นบนๆ ที่มีฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือเลย

award new multi media

Best Performance

ด้วยรุ่นที่เรานำมาทดสอบกัลสเปกชิปประมวลผล Intel Core i7-11850H ตัวล่าสุด และการ์ดจอแยก NVIDIA RTX A3000 มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB แบบ DDR4 Bus 3200MHz รวมไปถึง SSD ความเร็วสูง NVMe PCIe Gen 4 ที่ 512GB ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสเปกระดับพีซีเครื่องอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ผลคะแนนที่ออกมานั้นทำได้อยู่ในช่วงเดียวกัน หรือบางจุดก็มากกว่าซะด้วย

award new performance

 

from:https://notebookspec.com/web/627507-review-lenovo-thinkpad-p1-g4-i7-a3000

รีวิว MSI Modern 15 สเปก Ryzen 5000U ลื่นไหลพร้อมใช้งาน เบา 1.6 แข็งแรงทนทาน ราคา 21,990 – 26,990 บาท

MSI Modern 15 รุ่นใหม่ปี 2021 จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เน้นการใช้งานทั่วไปในราคาคุ้มค่า พร้อมได้ความแรงจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000U ทั้ง Ryzen 5 / Ryzen 7 โดยตัวเครื่องบางเบาหน้าจอ 15.6″ จากทาง MSI ที่ได้หน้าจอใหญ่ แต่มาในน้ำหนักตัวเครื่องที่เบามากๆ เพียง 1.6 กิโลกรัม เน้นพกพาใช้งานสะดวก ได้แรมขนาด 8GB / 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ใช้งานพื้นฐานได้ลื่นสบายๆ หรือถ้าเอาไปทำงานหนัก รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ก็ยังเอาอยู่ โดดเด่นแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานทั้งวัน

MSI Modern 15

Advertisementavw

MSI Modern 15 ตั้งใจตอบโจทย์คนที่ต้องการโน้ตบุ๊คประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนนักศึกษา หรือคนทำงานต่างๆ ที่นอกจากสเปกที่ดีแล้ว งานดีไซน์และงานประกอบก็ลงตัว ดูทันสมัยและแตกต่างจาก MSI ฝั่ง Gaming Notebook พร้อมกางหน้าจอได้ 180 องศา และมีฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ช่วยในกรณีที่นำเสนองาน อีกทั้งยังได้มาตรฐานทนทานอย่าง MIL-STD-810G military standard ในราคาเพียง 21,990 – 26,990 บาท ได้ประกัน 1 ปีตามมาตรฐานของ MSI แบบทั่วโลกที่ทุกๆ มั่นใจ

NBS Verdict

MSI Modern 15 เป็นอีกหนึ่งโน๊ตบุ๊คสายทำงานพื้นฐาน หรือว่าเรียนออนไลน์สำหรับทุกๆ คน ประจำปี 2021 ได้หน้าจอขนาด 15.6″ สุดบางเฉียบ ดีไซน์สวยงามทนทาน ที่มีจุดเด่นเรื่องความบางเบา และมีประสิทธิภาพเยี่ยมด้วยชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000U ซึ่งแรงใกล้เคียงกับ H Series ที่เป็นตัว Gaming ทำให้กลายมาเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีขนาดกระทัดรัดแต่รองรับงานประมวลผล ที่ทรงพลังในการทำงาน รองรับทุกความบันเทิง รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์พอได้ โดยที่วัสดุตัวเครื่องจะทำมาจากอลูมิเนียมโดยมีความทนทานต่อการใช้งานนอกสถานที่อย่างที่รุ่นราคาใกล้ๆ กันไม่มีฟีเจอร์นี้

MSI Modern 15

มีน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.6 กิโลกรัม และบางเฉียบเพียง 18.9 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าเบาบางมากๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ แบตเตอรี่ก็ยาวนานกว่า 13 ชั่วโมง รองรับการทำงานได้ทุกที่ทุกเวลในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน หรือที่ทำงาน รวมไปถึงการเดินทางไปใช้งานนอกสถานที่ เติมเต็มประสบการณ์มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงความบันเทิงอย่างดูหนังฟังเพลง และวีดีโอสตรีมมิ่งอย่าง Youtube / Netflix ด้วย อีกทั้งยัง Wi-Fi 6 AX เป็นมาตรฐานที่ดีที่สุดในการเชื่อมต่อทั้งไร้สาย แต่ก็น่าเสียดายในส่วนของ USB-C ที่ติดตั้งให้มา รองรับเพียงโอนถ่ายข้อมูล ไม่ได้รองรับการชาร์จไฟ หรือต่อหน้าจอแยกแต่อย่างใด

MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 66

โดยรวมแล้วสำหรับ 2 สเปก AMD Ryzen 5 5500U และ Ryzen 7 5700U มีราคาอยู่ที่ 21,990 และ 26,990 บาท (ส่วนต่าง 5,000 บาท) ที่นอกจากความต่างของชิปประมวลผล ในส่วนของ Ryzen 7 จะได้แรมมาเป็น 16GB ด้วย ส่วน Ryzen 5 จะได้เป็น 8GB ที่เราเองสามารถอัพเกรดด้วยตนเองภายหลังได้ สำหรับที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe Gen 3 512GB ที่ความเร็วอาจจะไม่ได้เร็วแรงมากนัก แต่ก็เพียงพอกับการใช้งานแล้ว แนะนำว่าถ้าซื้อเป็นรุ่น Ryzen 5 ก็เผื่อเงินไว้อัปเกรดแรมเป็น 16GB จะเหมาะสมกว่าในแง่ของการใช้งานจริง เพราะสามารถรีดประสิทธิภาพออกมาได้ดีกว่าแน่นอน 

MSI Modern 15

โดยในส่วนอื่นๆ ที่ชอบมากๆ เลยนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ก็คือ ฟีเจอร์ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ด้วยปุ่ม F12 ที่ไม่ใช่แค่กางหน้าจอได้ 180 องศาเท่านั้น (แบรนด์อื่นๆ ก็กาง 180 องศาได้ แต่ไม่มีปุ่มช่วยหมุนหน้าจอ) ทำให้เราสะดวกในการใช้งานหมุนหน้าจอไปมาจริงๆ สำหรับข้อสังเกตอื่นๆ ที่ควรรู้ก็ เวลากางหน้าจอสุดที่ 180 องศา ต้องระดับขอบจอที่สัมผัสพื้นเป็นรอย และอแดปเตอร์ถ้าได้เป็น USB-C และหัวปลั๊กแบบ Flip ออกมาจะดีมากๆ รวมถึงหน้าจอ IPS อยู่ในเกณฑ์กลางๆ ไม่เหมาะกับคนที่ต้องนำไปใช้งานกราฟิก เพราะขอบเขตสีไม่ได้ระดับใกล้เคียง sRGB 100%

ข้อดี MSI Modern 15

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจ งานประกอบแน่นวัสดุโลหะ เรียบหรูดูดีเกินราคา
  • ตัวเครื่องบางเฉียบ เล็กกระชับกว่าเดิม โดยมีน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น
  • สเปคแรงลื่นด้วย AMD Ryzen 5000U Series ประสิทธิภาพดีกว่ารุ่นก่อนหน้าพอตัว
  • หน้าจอแสดงผลขอบจอบางเฉียบขนาด 15.6″ Full HD แสดงผลได้อย่างสวยงาม
  • ฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ด้วยปุ่ม F12
  • รองรับการอัปเกรดแรมและ SSD M.2 ได้สะดวก แม้ตัวเครื่องจะบางเบา
  • มี Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที และซอฟต์แวร์ MSI Center ใช้งานได้ดี
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 13 – 14 ชั่วโมง ถือว่าทำได้ดีมากๆ
  • คีย์บอร์ดใช้งานได้ดีเยี่ยม มีไฟส่องสว่างใช้งานได้จริง
  • ตัวเครื่องทนทานระดับ MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแรง
  • อแดปเตอร์มีขนาดที่เล็กและเบา รวมกับตัวเครื่องแล้วพกพาสะดวก
  • ราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้ และฟีเจอร์ต่างๆ ที่ใช้งานได้จริง

ข้อสังเกต MSI Modern 15

  • เวลากางหน้าจอสุดที่ 180 องศา ต้องระดับขอบจอที่สัมผัสพื้นเป็นรอย
  • อแดปเตอร์ถ้าได้เป็น USB-C และหัวปลั๊กแบบ Flip ออกมาจะดีมากๆ
  • พอร์ต USB-C ที่ติดตั้งมา ไม่รองรับการชาร์จ PC หรือต่อหน้าจอแยก
  • หน้าจอ IPS อยู่ในเกณฑ์กลางๆ ไม่เหมาะกับคนที่ต้องนำไปใช้งานกราฟิก

Specification

MSI Modern 15 สเปกที่เราได้รับมารีวิวเป็นราคา 26,990 บาท มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5700U ให้ความแรงที่เหนือชั้นกว่ารุ่นก่อนหน้า สถาปัตยกรรม Zen 2 มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ที่แรงขึ้นและร้อนน้อยกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิป Radeon 8 แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz (แบบ 8GB x 2 แถว) พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe Gen 3 ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม MSI Center ช่วยในการจัดการหลายๆ ส่วน

MSI Modern 15

สเปกหน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจ พาเนลเป็น IPS เกรดมาตรฐาน ให้สีสันสดใสมุมมองกว้าง โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก ขอบจอบางเฉียบโดยมีพื้นที่แสดงผลกว่า 90% จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่าหลายๆ รุ่น พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม

MSI Modern 15

สเปกที่จัดเต็มตอบโจทย์การใช้งานทั่วไป ด้วยพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครันในพื้นฐาน ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.1 พร้อมการรับประกัน 1 ปีแบบทั่วโลก ตามมาตรฐานของ MSI รวมถึงในชุดจัดจำหน่ายยังมีกระเป๋าขนาดกระทัดรัดที่ทำให้เราใส่ของหรืออแดปเตอร์ไปใช้งานได้อีกด้วย ส่วนอีกสเปกจะเป็น Ryzen 5 5500U และได้แรมเป็น 8GB สเปกอื่นๆ เหมือนกันหมดกับราคา 21,990 บาท ก็ถือว่าเป็นราคาที่เริ่มต้นได้น่าสนใจ ไม่แพงเลย

MSI Modern 15

MSI Modern 15 A5M-024TH ราคา 21,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5500U (6C/12T,  2.10 – 4.00 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7 (1800 MHz)
  • RAM : 8GB Bus 3200 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 1 Year Global

MSI Modern 15 A5M-023TH ราคา 26,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5700U (8C/16T, 1.80 – 4.30 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 (1900 MHz)
  • RAM : 16GB Bus 3200 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 1 Year Global

Hardware / Design

สำหรับ MSI Modern 15 ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาขนาดหน้าจอ 15.6″ รุ่นปี 2021 อีกรุ่นหนึ่งที่ครบเครื่อง โดยเป็นตระกูลเน้นกลุ่มใช้งานพื้นฐาน ซึ่งไม่ได้เน้นเรื่องงาน 3 มิติ หรือเล่นเกมจริงตัง รองมาจากซีรีส์ Prestige / Creator ซึ่งเป็นรุ่นระดับบนกว่า ในเรื่องของการดีไซน์ที่เน้นความบางเบา พกพาได้สะดวก  ด้วยน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัม บางที่ 18.9 มิลลิเมตรเท่านั้น การออกแบบให้ความรู้สึกที่ให้ความพรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดเกือบทั้งตัวเครื่อง ทั้งด้านนอกฝาหลังและด้านในตัวเครื่อง รวมถึงขอบตัวเครื่อง ทัชแพด แกนบานพับ ช่องระบายความร้อน ก็ดูลงตัว เรียกได้ว่าดูดีเกินราคาค่าตัวจริงๆ 

MSI Modern 15

โดยฝาหลังและดีไซน์ทั้งหมดมีการเลือกใช้ให้มีความเข้ากันอย่างที่สุด กับพื้นผิวส่วนของฝาหลังและตัวเครื่องเป็นลักษณะแบบด้าน พร้อมกับใช้สีเงินเทา Carbon Gray และสีเงิน Urban Silver พื้นผิวแบบเรียบเนียนหรูหรา ดูให้ความเป็นโลหะมากๆ พร้อมกันนั้นก็ยังได้การออกแบบโลโก้รุ่นใหม่ ที่ยืนยันของเป็นของใหม่ปี 2021 จริงๆ นอกจากนี้ยังมีความเจ๋งที่ตัวเครื่องได้รับมาตรฐานทนทาน Military Grade MIL-STD 810G ทำให้รองรับต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คน้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้

MSI Modern 15

ที่สำคัญไม่พูดไม่ได้เลยกับขอบหน้าจอที่บางลงได้อีก ทำให้มีพื้นที่ในการแสดงผลกว่า 90% ของหน้าจอทั้งหมด ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน ทำให้มีความเล็กกระทัดรัดหยิบจับสะดวก ใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ยุคก่อน ซึ่งถึงแม้ขอบจอจะบางยังสามารถติดตั้งเว็บแคมและไมค์ไว้ขอบหน้าจอด้านบนได้อย่างปกติ สำหรับการเปิดปิดฝาของหน้าจอก็ทำได้ง่ายเพราะขอบตัวเครื่องด้านหน้าได้มีการเว้นร่องเว้าเอาไว้สวยงาม นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Flip-n-Share ที่ใช้งานร่วมกับการกางจอ 180 องศา ที่แม้ว่าจะดูง่ายๆ แต่ได้ใช้จริง คือหมุนจอไปฝั่งตรงข้ามได้ทันที ส่งผลให้คนนั่งฝั่งตรงข้ามที่เรากำลังนำเสนองานดูได้อย่างสะดวกที่สุด

MSI Modern 15

สำหรับด้านฐานล่างตัวเครื่องวัสดุเป็นพลาสติกคุณภาพดี มียางรองจำนวน 4 จุดหลักๆ พร้อมพลาสติก 3 จุดที่ยื่นออกมา ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ช่วยส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี โดย MSI Modern 15 ใช้เทคโนโลยีพัดลม 2 ตัวอยู่ทางด้านหลังของตัวเครื่อง 2 ช่อง ยิงเป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกเป็น Heat Pipes รวมกันถึง 2 เส้น ในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม เรียกได้ว่าถ้าเทียบกับรุ่นที่ใกล้เคียงกัน ก็ถือว่าติดตั้งมาให้มากกว่า 

MSI Modern 15

โดยรวมแล้ว MSI Modern 15 ไม่ใช่แค่บางเบาและสเปกดีแต่ในประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยมด้วย เรียกได้ว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในโน๊ตบุ๊คสายทำงาน หรือว่าเรียนออนไลน์ ที่ให้ความสำคัญกับความบางเบาเน้นพกพา ช่วงงบประมาณสองหมื่นบาทต้นๆ ก็ว่าได้เลย ที่แม้ว่าเทียบสเปกโน๊ตบุ๊ค Ryzen 5 / Ryzen 7  ด้วยกัน ราคาก็จะจับต้องได้ง่ายกว่า รวมไปถึงได้สเปกอื่นๆ ที่ดีและความบางเบา งานประกอบ และความทนทานระดับ MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแรงระดับมืออาชีพ อย่างที่รุ่นอื่นๆ ที่ช่วงราคาใกล้ๆ กันนั้นไม่มีฟีเจอร์นี้ ส่งผลให้มั่นใจในการใช้งานนอกสถานที่ได้เลย 

MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 67
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 65
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 63
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 56
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 55
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 26
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 38
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 45
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 36

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ MSI Modern 15 มีระยะยุบของปุ่มอยู่ที่ 1.5 มิลลิเมตร แน่นอนว่าตอบสนองของแป้นพิมพ์ต่อแรงกดได้ดีเยี่ยม เด้งรับกับนิ้วดีมากๆ ด้วยการที่รูปแบบปุ่มมีขนาดที่ใหญ่เหมาะสม ที่สำคัญด้วยไฟ LED สีขาวสวยงาม เข้ากับตัวปุ่มสีดำขอบโปร่งแสงเป็นอย่างดี พรีเมียมสุดๆ และไม่มีชุด Numpad อยู่แล้ว จากการที่ตัวเครื่องมีมิติที่ลงนั่นเอง โดยมี Hotkey แถวบน พร้อมมีปุ่มเรียก MSI Center ใช้งานสะดวกด้วย และสำหรับปุ่ม Power ของตัวเครื่องจะติดตั้งอยู่มุมขวาบนของชุคคีย์บอร์ด ดูแล้วสวยงามลงตัวเป็นอย่างดี

MSI Modern 15

ทัชแพดมีขนาดใหญ่เพียงพอต่อการใช้งาน โดยเป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่อง ตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด ส่วนปุ่มคลิกทั้งซ้ายขวาจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าประทับใจ รวมถึงยังมีฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share กับคนทำงานที่ต้องการนำเสนองานต่างๆ ให้คนที่ต้องนั่งอยู่ตรงข้าม คือการกางหน้าจอได้ 180 องศา และกดปุ่ม F12 แล้วสามารถหมุนจอไปฝั่งตรงข้ามได้ทันที ส่งผลให้คนนั่งฝั่งตรงข้ามที่เรากำลังนำเสนองานดูได้อย่างสะดวกที่สุด นับว่าเป็นอีกหนึ่งความใสใจที่ MSI ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี

MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 34
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 35
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 37

Screen / Speaker

MSI Modern 15 ได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD ได้พาเนล IPS คุณภาพดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้พาเนล TN สมัยก่อน ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจ ในระดับที่เน้นการใช้งานทั่วไป ให้การแสดงผลของสีที่ตอบโจทย์งาน อาทิ งานเอกสาร ความบันเทิง หรือเล่นอินเตอร์เน็ต ส่วน Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่ากำลังพอดีทีเดียว และด้วยความที่จอเป็นแบบด้านแต่ก็ยังให้เรื่องสีสันสดใส 

MSI Modern 15

ขอบจอจะเป็นพลาสติกสีดำบางฉียบเพียง 5.6 มิลลิเมตรเท่านั้น ซึ่งให้พื้นที่แสดงผลทั้งหมดกว่า 90% เลยทีเดียว แต่ก็ยังสามารถติดตั้งเว็บแคม 720p พร้อมไมโครโฟนแบบคู่ไว้ที่ขอบจอด้านบนได้ปกติอยู่ ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ถึง 180 องศา ช่วยให้การนำเสนองานกับคนที่นั่งตรงข้ามกันง่ายยิ่งขึ้น ผ่านทางฟีเจอร์ Flip-n-Share อย่างที่แบรนด์อื่นๆ มี อย่างไรก็ตามตรงระวังเล็กน้อย เพราะขอบหน้าจอด้านหลังจะสัมผัสกับพื้นได้ ถ้าไม่ระวังให้ดีตัวเครื่องก็อาจจะเป็นรอยได้ในอนาคต

MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 25
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 24
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 27

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอเครื่องมือ Spyder5Elite เพื่อวัดค่าขอบเขตความกว้างของสีสัน เทียบเท่ากับมาตรฐาน โดย sRGB ที่ 86% และค่า AdobeRGB อยู่ที่ 64% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างของหน้าจอที่ดีกว่าในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือเพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแน่นอน หรือถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ควรคาลิเบรตเสียก่อนก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก

s4 1

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องมุมซ้ายบนเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีคลาดเคลื่อน แต่สำหรับช่องมุมล่างะซ้ายจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปที่ 21% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ เรื่องความสม่ำเสมอของแสงสว่าง ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 จากคะแนนเต็ม 5 ถือว่าน่าประทับใจ

s1 1
s2 1
s3 1

ลำโพง MSI Modern 15 จัดวางมาในตำแหน่งส่วนของขอบตัวเครื่องด้านหน้าในส่วนด้านใต้เครื่อง ออกแบบมาให้ยิงเสียงลงพื้นเพื่อให้สะท้อนกลับขึ้นมา ส่งผลให้ทิศทางของเสียงที่ออกมานั้นมีความกว้างกว่าลำโพงที่ยิงตรงๆ ออกมา ด้วยขนาด 2W x 2 ให้ความดังที่รองรับการใช้งานในห้องได้แบบสบายๆ คุณภาพเสียงที่ดีน่าประทับใจในส่วนของเสียงกลางเสียงแหลมสำหรับการใช้งานทั่วไปอย่างดูหนังฟังเพลง เพียงพอต่อการใช้งานพื้นฐานทั่วไปแน่นอน หรือถ้าอยากให้ดีกว่านั้น ก็ต้องต่อหูฟังหรือลำโพงแยกเพิ่ม

MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 12
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 13
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 11

Connector / Thin And Weight

MSI Modern 15 จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานบางเบาหน้าจอ 15.6″ ซึ่งมีไซส์และมิติโดยรวมเล็กกระทัดรัดกว่าปกติ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันประมาณหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A Gen 2, 1x HDMI, micro-SD Card Reader และ Mic-in/Headphone-out  อย่างไรก็ตาม พอร์ตการเชื่อมต่ออย่าง USB 3.2 Type-C รองรับการโอนถ่ายข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้รองรับการชาร์จไฟหรือต่อจอแยกแต่อย่างใด แต่ในการใช้งานจริงก็ถือว่าเพียงพอแล้ว อีกทั้งมีเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX พร้อมใช้งานตามมาตรฐานโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ปี 2021 นี้

MSI Modern 15

ส่วนของการพกพาของ MSI Modern 15 ก็ถือว่าทำได้เยี่ยมยอดเมื่อเทียบกับสเปก ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น ดีกว่าตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คค่ายอื่นๆ ที่ใช้ตัวเครื่องหน้าจอ 15.6″ ที่สำคัญอแดปเตอร์จ่ายไฟที่ 65 Watt นั้น มีขนาดที่เล็กและเบากว่าปกติ (แต่ถ้าให้ดีเป็นหัว Flip ออกมาเลยน่าจะดีกว่า) ทำให้การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากๆ น้ำหนักโดยรวมแล้วอยู่ที่ 1.9 กิโลกรัมแน่นอน นับว่าเป็นอีกหนึ่งโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่เหมาะกับการใช้งานตามร้านกาแฟ ออฟฟิศ มหาวิทยาลัยมากๆ เครื่องหนึ่ง

MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 58
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 48
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 68

Inside / Upgrade

ถ้าใครต้องการจะแกะทั้งฝาล่างทั้งหมดของ MSI Modern 15 เพื่ออัพเกรดหรือทำความสะอาดก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไขน็อตทั้งหมด หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แงะแกะทีละส่วนขึ้นอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้ก็จะแกะฝาล่างได้ไม่ยากเย็น ส่วนประกอบภายในอื่นๆ  ที่มีงานประกอบเรียบร้อยดี ได้ระบบระบายความร้อนเป็นพัดลม 2 ตัว ฮีตไปป์ 3 เส้น พร้อมช่องระบายความร้อน 2 ช่อง ซึ่งการทดสอบบอกได้เลยว่าน่าประทับใจ แม้สเปกจะไม่ได้แรงเท่ากับชิปประมวลผลรหัส H แต่ทาง MSI ก็ยังจัดเต็มเช่นเคย 

MSI Modern 15

เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นช่องใส่แรมจำนวน 2 แถว โดยเป็นการติดตั้งแรมฝังบอร์ดมาแล้ว 8GB x 2 รวมเป็น 16GB ที่มาตรฐาน DDR4 Dual Channel (อัปเกรดได้สูงสุด 64GB) และจะเห็นถึง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 3 ความจุ 512GB ของ Kingston (รองรับการอัพเกรด SSD M.2 เพิ่มอีก 1 ตัวด้วย) ให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้คอขวด ที่ต้องบอกว่าสำหรับการใช้งานทั่วไปจนไปถึงทำงานตัดต่อวีดีโอที่ไม่ซับซ้อนมาก สำหรับสเปกฮาร์ดแวร์ภายในถือว่าเหลือเฟือในการใช้งานเลยล่ะ

MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 2
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 3
MSI Modern 15 Ryzen5000 Review 6

Performance / Software

MSI Modern 15 รุ่นที่นำมารีวิวเป็นตัวท็อปขายจริง ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5700U ที่แรงกว่า AMD Ryzen 4000U และ H รุ่นก่อนหน้าแบบก้าวกระโดด ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 2 มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 1.80 – 4.30 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 8MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 25W

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบ SO-DIM ปกติ เป็น 8GB x 2 แถว มาตรฐาน DDR4 Bus 3200 MHz ตามเทคโนโลยีของ AMD Ryzen 5000U ที่เหนือชั้นกว่า พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe Gen 3 ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แบบลื่นไหลไร้กังวล

c1 1.   c2 1

 

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 1900MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน แต่เน้นเป็นเกมออนไลน์ที่ไม่กินทรัพยากรมาก หรือต้องปรับกราิกลงมาต่ำหน่อย ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ 

g1 1.   g2 1

 

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH ทั้ง 15 และ 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าพอตัว จากการติดตั้งแรมมาขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz ด้วย รวมไปถึงตัวกราฟิกการ์ดเองก็มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม เพราะยังใช้รุ่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก ส่วนงาน 3 มิติ แค่เพียงพอรองรับการใช้งานพื้นฐานได้

cine15 1.   cine20 1

 

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้เป็น SSD แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 3 ที่ความจุ 512GB แบรนด์ Kingston ก็ทำความเร็วเป็นที่น่าพอใจ กับความเร็วระดับ Read: 1969 MB/s – Write: 983 MB/s ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดไดร์ฟแบบจานหมุนหรือแบบลูกผสมอย่าง SSHD แล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด การใช้งานโดยรวมก็ลื่นไหลน่าประทับใจมากๆ ทั้งการใช้งานทั่วไป และการใช้งานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอด้วย ซึ่งถ้าใครอยากอัพเกรด SSD M.2 อีกตัวก็สามารถทำได้ทันที

ssd 1

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,181 คะแนน ที่แม้ว่าจะมีคะแนนใกล้เคียง Gaming Notebook ยิ่งขึ้น จากการที่ได้แรมมาขนาด 16GB เรียกได้ว่ามีความแรงที่เทียบเคียงกับชิปประมวลผล H Series เลย สำหรับในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ ส่วนถ้าเอาไปใช้งานหนักๆ เช่นงานประมวลผล ตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ภาพความละเอียดสูง แต่ถ้านำไปเล่นเกมก็ต้องบอกพอเล่นได้ แต่ไม่ดีเท่า Gaimg Notebook จริงๆ 

pc10 1

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 1,370 และประมวลผลคาดการณ์เกม Fornite ปรับสุด Full HD ได้ต่ำกว่า 30 FPS เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นก็เป็นไปตามมาตรฐานของการ์ดจออนชิป ซึ่งแม้ไม่แรงเทียบเท่าการ์ดจอแยก แต่ก็ดีกว่ารุ่นก่อนๆ แล้ว 

3d 1

ทดสอบเกมสำหรับ MSI Modern 15 คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 2 เกมออนไลน์ อย่าง DOTA 2 / PUBG  ก็จัดการทดสอบแบบปรับระดับ Best / Low ความละเอียดเป็น Full HD ที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ ค่าเฟรมเรทเฉลี่ยอของ DOTA 2 อยู่ที่ 60 ขึ้นไป แต่ในส่วนของเกมอื่นๆ ที่เกินสเปกอย่าง PUBG ได้เฉลี่ยอยู่ที่ 45 นับได้ว่าตัวเครื่องของ MSI Modern 15 สามารถดึงประสิทธิภาพได้มากกว่าโน๊ตบุ๊คที่สเปกใกล้เคียงกัน ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ สำหรับเกมออนไลน์ ส่วนเกมกินสเปกหนักๆ อันนี้ไม่ค่อยแนะนำให้เล่นผ่านรุ่นนี้

game test 1

ที่สำคัญยังมี MSI Center Pro เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งคล้ายกับ MSI Center ฝั่งของ Gaming โดยเป็นโปรแกรมที่เป็นจุดเด่นของ MSI Gaming Notebook ก็ถูกมาปรับใช้ใน MSI Modern 15 นี้ด้วย จุดเด่นคือใช้งานง่ายและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูสามารถใช้งานง่ายๆ พร้อมสามารถปรับโหมดการใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์โน๊ตบุ๊คที่ทำในส่วนของซอฟต์แวร์ติดเครื่องได้ดี

msi

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน MSI Modern 15 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงในระดับต่ำ พร้อมปรับโหมดเป็น Super Battary แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 13 – 14 ชั่วโมงโดยประมาณ ถือว่าใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คที่สเปกใกล้เคียงกัน โดยรวมน่าประทับใจมากๆ อย่างไรก็สำหรับแบตเตอรี่อาจจะใช้งานได้นานน้อยกว่านี้จากการที่ใช้งานหนักหน่วงตามแต่ละโปรแกรมเวลาใช้งานจริงๆ

batt 1

สำหรับอุณหภูมิทดสอบด้วยโปรแกรม Hardware Monitor โดยอยู่ที่ 30 – 40 – 50 องศาเซลเซียสเท่านั้น แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่ด้วยการตัดต่อวีดีโอ Export ไฟล์งาน และโปรเซสไฟล์ภาพถ่าย RAW จากกล้อง รวมไปถึงเล่นเกม จะเห็นว่าชิปประมวลผลจะร้อนที่สุดที่ 85 องศาเซลเซียสเท่านั้น นับว่าเรื่องระบบระบายความร้อนของ MSI Modern 15 เครื่องนี้ทำออกมาได้ดีมากๆ ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนจาก MSI ที่ออกแบบมาได้ดีเยี่ยมด้วยพัดลม 2 ตัว จากการที่มีฟีเจอร์ Cooler Boots ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปพัดลมแทบไม่มีเสียงเลย

temp2

Conclusion / Award

เราได้เห็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานบางเบาจากกทางแบรนด์ MSI ออกมาใหม่เรื่อยๆ ที่ปกติเราจะเห็นแต่สาย Gaming เป็นหลัก ถึงเวลาที่ MSI จะต้องออกผลิตภัณฑ์ซีรีส์ Modern ตัวใหม่ในราคาที่จับต้องได้ง่าย เริ่มเพียง 21,990 บาท โดดเด่นด้วยสเปกภายในใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000U เหมาะสำหรับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานออฟฟิศ งานเอกสาร รวมไปถึงการทำงานออนไลน์ต่างๆ อีกทั้งยังเหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการโน๊ตบุ๊คไว้ใช้ทำงานเป็นหลัก หรือถ้าจะเล่นเกมก็ทำได้ดีประมาณหนึ่ง แต่ยังไงก็แนะนำให้อัปเกรดแรมเป็นขนาด 16GB ด้วย สำหรับสเปก Ryzen 5 5500U ก็คือเผื่อเงินไว้ประมาณ 1,000 บาทนั่นเอง

MSI Modern 15

MSI Modern 15 โน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ถูกวางตำแหน่งเอาไว้ให้เป็นรุ่นหน้าจอ 15.6″ สุดบางเฉียบ ดีไซน์ภายนอกไปในทิศทางเดียว Prestige (เริ่มต้นจะเป็นซีรีส์ Modern กลางเป็น Prestige และสูงสุดจะเป็น Creator ) ที่มีจุดเด่นเรื่องความบางเบา และมีประสิทธิภาพเยี่ยม ทำให้มันกลายมาเป็นโน๊ตบุ๊คขอบหน้าจอบางเฉียบที่มีขนาดกระทัดรัดมีน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัม ที่จัดว่าเบามากๆ เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ทั่วไปในตลาดก่อนหน้านี้ ที่สำคัญได้มาตรฐานความทนทาน MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแรง อย่างที่รุ่นอื่นๆ ในสเปกและราคาใกล้ๆ กัน ให้ฟีเจอร์นี้ไม่ได้ 

MSI Modern 15

เมื่อทดสอบใช้งานจริงแล้วจากรายละเอียดโดยรวมแล้วจะพบว่ามันเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่มีความบางเบาและแรงพอตัว เน้นความประหยัดพลังงาน แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 13 – 14 ชั่วโมง แต่ก็ใช้เล่นเกมเบื้องต้น เหมาะกับคนที่เน้นทำงาน เล่นเกมบ้าง โดยรวมแล้วสำหรับการใช้งานรอบด้าน หลากหลายน่าประทับใจ แม้หน้าจอเองจะแอบเสียดายหน่อย ตรงที่ไม่ได้ให้เป็นพาเนล IPS เกรดสูง แต่เป็นเกรดกลางๆ เท่านั้น ทำให้สำหรับคนที่เน้นใช้งานด้านงานกราฟิกที่ต้องการสีที่แม่นยำอาจจะไม่ตอบโจทย์นัก แต่ถ้าเป็นงานที่ไม่เน้นเรื่องของสีสันมาก อันนี้ก็ถือว่า ลื่นไหลในทุกๆ การทำงานทีเดียว

MSI Modern 15

ปิดท้ายเฉพาะในแง่ของการดีไซน์ MSI Modern 15 มีเอกลักษณ์แต่ทันสมัย ด้วยโลหะวัสดุอลูมิเนียมและสีเงินเทา Carbon Gray แต่แฝงไปด้วยสเปคทรงประสิทธิภาพในปี 2021 ลื่นไหลเกินราคา ซึ่งถ้าเทียบกับคู่แข่งแล้ว ทั้งราคาและสเปกภายในถือว่ามีความคุ้มค่ามากๆ ยังไงใครต้องการโน๊ตบุ๊คพกพาเน้นทำงานเป็นหลัก MSI Modern 15 ก็ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว นักเรียนนักศึกษาคนทำงานจัดได้หมด รวมถึงมีฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ช่วยในกรณีที่นำเสนองาน แตกต่างจากโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ชัดเจน ถือว่ารุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของ MSI จริงๆ ที่จะนำเสนอโน๊ตบุ๊ค ที่ไม่ใช้ประเภท Gaming 

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ด้วยกัน ซึ่ง MSI Modern 15 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Value

ชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 5000U Series ทั้ง Ryzen 5 5500U และ Ryzen 7 5700U ประสิทธิภาพไว้ใจได้ เหลือเฟือในการใช้งานทั่วไป หรือเล่นเกมออนไลน์ได้ลื่นไหล มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 3 โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 512GB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 8GB – 16GB แบบ DDR4 แน่นอนทั้งตัวเครื่องนั้นแทบไม่ต้องอัปเกรดอะไร ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน ซึ่งเทียบกับราคาค่าตัวที่ 21,990 – 26,990 บาทแล้ว จัดว่าคุ้มค่าน่าซื้อมากๆ 

 award new value

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาของ MSI Modern 15 อยู่ในระดับที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบาเพียง 1.6 กิโลกรัม ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมอแดปเตอร์ก็เบาและเล็กกว่าปกติมากๆ ถือว่ามีการพัฒนาไปในทุกส่วน รวมแล้วหนักแค่ 1.9 กิโลกรัมนิดๆ เท่านั้น โดยสามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที พกพาสะดวก เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ ใช้งานแบตเตอรี่ได้สูงสุด 13 – 14 ชั่วโมงก็ถือว่ายาวนานมาก อีกทั้งมีมาตรฐานความทนทานระดับ MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแรง

NBS award 4 Mobility

Best Design

รูปลักษณ์หน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ MSI ตระกูล Content Creator เรื่มต้น เห็นได้ชัดเจนใน MSI Modern 15 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวในมิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม ขอบจอบางเฉียบ วัสดุโดยรวมเป็นโลหะอลูมิเนียมให้ความเรียบหรูมากยิ่งขึ้น พร้อมกับใช้สีเงินเทา Carbon Gray กับตัวเครื่องด้านนอกกับตัวเครื่องด้านในตลอดทั้งตัวเครื่อง การออกแบบให้ความรู้สึกที่ความพรีเมียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาเชื่อได้ว่าหลายๆ คนส่วนมากต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโน๊ตบุ๊คที่ดูดีเกินราคาจริงๆ

NBS award 7 Design

 

from:https://notebookspec.com/web/627613-review-msi-modern-15-spec-ryzen-5000u

รีวิว Intel NUC M15 โน๊ตบุ๊ค Intel EVO จอ 15.6″ ทัชสกรีน ฟีเจอร์แน่น ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลาย ราคา 39,990 – 43,490 บาท

Intel NUC M15 เป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นแรกจากทาง Intel ที่มาในทิศทางเดียวกับ Intel NUC ที่เป็น Mini PC ก็คือเป็นคอมพิวเตอร์ของแบรนด์ Intel อย่างแท้จริง โดยรุ่นนี้เน้นใช้งานระดับมืออาชีพ กับขนาดหน้าจอ 15.6″ ตัว พาเนล IPS เกรดสูงและจอที่ทัชสกรีนได้ โดยมาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake อย่าง i5-1135G7 / i7-1165G7 ซึ่งลดการใช้พลังงานให้น้อยลงแต่ดึงศักยภาพโดยรวมของชิปประมวลผลให้เพิ่มมากขึ้น โดดเด่นจากการที่ได้เป็นแพลตฟอร์ม Intel EVO ส่งผลให้เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คแบรนด์อื่นๆ อีกหลายรุ่น

Intel NUC M15

Advertisementavw

พร้อมสเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มทั้งแรมขนาด 16GB และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ความจุ 512GB ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด อีกทั้งได้การเชื่อมต่อที่ดีและใหม่ที่สุดอย่าง Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต และ Intel Wi-Fi 6 AX201 และ Bluetooth 5.1 สนับสนุนทั้งทำงานพื้นฐานหรือจริงจังที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ ในดีไซน์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน ซึ่งเน้นความเรียบง่ายโดยเบาเพียง 1.65 กิโลกรัม และบางที่ 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น เติมเต็มประสบการณ์ในด้านการทำงานหรือความบันเทิง ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 39,990 บาท ประกันระยะเวลา 2 ปี  

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

การมาของ Intel NUC M15 ซึ่งเป็นครั้งแรกในไทยของโน๊ตบุ๊คจากแบรนด์ Intel ซึ่งก่อนหน้านี้เราคงได้เห็น Mini PC ที่เป็น Intel NUC (Next Unit of Computer) ​มาแล้วบ้าง ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานแบบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก มาพร้อมชิปประมวลผลสเปก Intel Core i หลาย Gen ก่อนหน้านี้ จนมาถึง Gen 11 Tiger Lake รุ่นล่าสุด ได้ AI ช่วยทำงานในตัว พร้อมสุดยอดชิปกราฟิกออนชิปรุ่นใหม่อย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่บรรจุไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมายล้ำหน้า เรียกได้ว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงในดีไซน์ที่แตกต่าง 

Intel NUC M15

อีกทั้งได้ในส่วนของน้ำหนักเบาและดีไซน์ที่บาง แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง พร้อมมาตรฐาน Thunderbolt 4 / USB-C ชาร์จไฟได้สะดวกสบาย ตอบโจทย์ด้านการพกพาที่สะดวกสบายกว่าเดิม อีกทั้ง Intel NUC M15 เป็นโน๊ตบุ๊คที่จะได้แพลตฟอร์ม Intel EVO ต้องมาพร้อมกับสเปกที่ใช้ฮาร์ดแวร์ภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 เป็นพื้นฐาน โดดเด่นด้วยสติ๊กเกอร์ Inetel EVO ติดเครื่องมาเลย (เห็นได้ชัดเจน) นอกเหนือจากนั้นยังมีมาตรฐานอื่นๆ ของโน๊ตบุ๊คที่จะได้แพลตฟอร์ม Intel EVO จะประกอบไปด้วย

  • ประสิทธิภาพสูง ใช้ชิปประมวลผล Core i5 / i7 ขึ้นไป, แรม 8GB ขึ้นไป, หน่วยความจำเป็น SSD NVMe 256GB ขึ้นไป
  • ประสิทธิภาพดีพอแม้ทำงานด้วยแบตเตอรี่ ใช้งานที่จอ Full HD ได้นานกว่า 9 ชั่วโมง
  • ชาร์จเร็ว ใช้เวลาชาร์จ 30 นาทีใช้งานได้นาน 4 ชั่วโมง รองรับการชาร์จเร็วผ่าน USB-C (USB Power Delivery)
  • เปิดเครื่องต่ำกว่า 1 วินาที แล้วต้องพร้อมทำงานแทบจะทันที (Connected Standby และ Lucid Sleep)
  • มีฟีเจอร์ด้าน AI เช่น มีไมโครโฟนรับเสียงจากระยะไกล, ฟีเจอร์เร่งความเร็ว Deep Learning Boost
  • รองรับพอร์ต Thunderbolt 4, เชื่อมต่อเน็ตผ่าน Wi-Fi 6 (AX) Gig+ และมีตัวเลือกใช้เครือข่าย Gigabit LTE
  • Ultrabook / 2-in-1 Notebook ดีไซน์บางเบา และใช้ Precision Touchpad / รองรับปากกา

สเปกภายในจะได้เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ที่เน้นแรงประหยัดพลังงาน พร้อมให้ประสิทธิภาพประมวลผลได้หลากหลาย ส่วนการ์ดจอมีทั้งเป็นแบบออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่รองรับการทำงานทั่วไปเป็นหลัก หรือทำงาน 2 มิติ 3 มิติ รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ได้ลื่นไหล หน่วยความจำแรมจะได้เป็นขนาด 8GB – 16GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลมาตรฐานเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ได้พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน ซึ่งในส่วนของ Intel NUC M15 ก็สามารถตอบสนองได้ทั้งหมด

Intel NUC M15

โน๊ตบุ๊ค Intel NUC M15 ที่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ของทาง Intel เพื่อตอบโจทย์คนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คหรือคนที่เป็นแฟนของ Intel ตัวจริง โดยได้ประสิทธิภาพและฟีเจอร์ต่างๆ ที่ใช้งานจริงได้ เหมาะกับคนที่มีงบประมาณ 3x,xxx – 4x,xxx บาท และต้องการประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คสเปกทั่วไป หรือกรณีที่อยากได้สเปกแรงเพื่อเน้นใช้งานที่ไม่ใช่งาน 3 มิลิ และไม่ได้เล่นเกมจริงจัง โดยเน้นทำงานมากกว่า อาจจะเล่นเกมออนไลน์บ้างนิดหน่อยเท่านั้น

ส่วนข้อสำคัญที่ควรรู้ก่อนซื้อก็คือ ไม่มีแป้นคีย์บอร์ดไทย กางหน้าจอ 180 องศาได้ แต่ก็ต้องระวังเครื่องเป็นรอย และซอฟต์แวร์ Utility ของ Intel น่าจะปรับได้มากกว่านี้ ส่วนตัวแล้วซื้อสเปก Core i5 ก็เพียงพอแล้วกับงานทั่วไป ส่วนถ้าใครซื้อ Core i7 ก็ไม่ว่ากัน แต่ทั้ง 2 สเปก 2 ราคานี้ ต่างกันเพียงชิปประมวลผลเท่านั้น ถ้าคิดว่าเน้นการประมวลผลบ่อยๆ สเปก Core i7 ก็อาจจะเหมาะสมกว่า แต่ก็ต้องจ่ายราคาที่มากกว่าที่ประมาณ 3,000 บาท 

ข้อดี Intel NUC M15

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจ งานประกอบแน่นวัสดุดี แนวเรียบหรู ดูจริงจัง น่าเชื่อถือ
  • ตัวเครื่องบางเฉียบ เล็กกระชับ โดยมีน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัม และบางเพียง 14.9 มิลลิเมตร
  • สเปคแรงด้วย Core i5-1135G7 / Core i7-1135G7 พร้อมได้แพลตฟอร์ม Intel EVO
  • ได้แรมมาเลยขนาด 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ที่ 512GB ความเร็วสูง
  • หน้าจอแสดงผลขอบจอบางเฉียบขนาด 15.6″ พาเนล IPS เกรดสูง รองรับการทัชสกรีน
  • มี Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที (รองรับอัปเกรดเป็น Windows 11 Home)
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง ถือว่าทำได้ดีมากๆ ใช้งานทั่วไปพัดลมไม่หมุน
  • คีย์บอร์ดใช้งานได้เยี่ยม ระยะกดดี มีไฟส่องสว่างใช้งานได้จริง ดูแล้วสวยงามลงตัว
  • มีเซ็นเซอร์รับแสง ค่อยทำหน้าที่ปรับความสว่างหน้าจอให้เหมาะสม หรือประหยัดแบตเตอรี่
  • มี IR Camera สามารถใช้งานสแกนใบหน้า เพื่อความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย
  • ให้พอร์ต Thunderbolt 4 มา 2 พอร์ต รองรับการชาร์จไฟ ต่อหน้าจอ 4K / 8K หรือโอนถ่ายข้อมูล
  • อแดปเตอร์มีขนาดที่เล็กและเบา พอร์ตเป็น USB-C PD ชาร์จมือถือก็ได้

ข้อสังเกต Intel NUC M15

  • เวลากางหน้าจอสุดที่ 180 องศา ต้องระวังขอบจอด้านหลังที่สัมผัสพื้นเป็นรอย
  • ปุ่มคีย์บอร์ดไม่มีภาษาไทย ถ้าใช้ต้องจะติดตั้งเอง อาทิ ติดสติ๊กเกอร์ หรือยิงเลเซอร์
  • ซอฟต์แวร์ของ Intel ที่ให้มานั้น ไม่สามารถปรับตั้งค่าอะไรได้มาก 

Specification

Intel NUC M15 เป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความโดดเด่นในสายการทำงาน มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i7-1165G7 รุ่นใหม่ยอดนิยม สถาปัตยกรรม Tiger Lake ที่ 10 นาโนเมตร SuperFin ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด พร้อมมี AI ในตัว ช่วยประมวลผลการทำงานบางโปรแกรม ให้ความแรงที่ทรงพลังเทียบเท่า Core i Gen 10H ได้การ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากอย่าง Intel Iris Xe Graphic  ได้แรม 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 Home ในราคา 43,490 บาท

Intel NUC M15 Evo I716512

สเปกหน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พื้นผิวเป็นประจก รองรับการทัชสกรีน 10 จุดพร้อมๆ กัน ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจ พาเนลเป็น IPS เกรดสูง ที่ให้สีสันและมุมมองที่กว้างกว่า ใช้งานทั่วไปก็ดีหรือจะใช้งานมืออาชีพที่เน้นสีสันที่เที่ยงตรงก็ได้ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก ขอบจอจะเป็นพลาสติกสีดำบางเฉียบส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ถึง 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม

Intel NUC M15

สเปกตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ แทบไม่ต้องอัพเกรดอะไรเลย ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Intel Wi-Fi 6 AX201 และ Bluetooth 5.1 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบรวมไปถึงได้ Thunderbolt 4 เป็นมาตรฐานอีกด้วย พร้อมซอฟต์แวร์ Intel ช่วยปรับแต่งการทำงาน ได้การรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ Intel โดยยังมีอีกรุ่นอีกสเปกที่ราคาถูกกว่า ต่างกันเพียงชิปประมวลผล ซึ่งเป็น Intel Core i5-1135G7 ส่วนสเปกอื่นๆ ก็เหมือนกกันหมดกับราคา 39,990 บาท

Intel NUC M15 (i5) ราคา 39,990 บาท ลดแล้วเหลือ 36,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-1135G7
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years

Intel NUC M15 (i7) ราคา 43,490 บาท ลดแล้วเหลือ 39,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-1165G7
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD Touch Screen
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home (64 Bit)
  • Warranty : 2 Years

Hardware / Design

Intel NUC M15 ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงเน้นภาพลักษณ์ให้ความรู้สึกแบบคนทำงานตัวจริง ด้วยขนาดหน้าจอ 15.6″ รุ่นล่าสุดอีกรุ่นหนึ่งที่ครบเครื่อง แต่บางเบาพกพาสะดวก ขอบจอบางเฉียบ โดดเด่นด้วยวัสดุตัวเครื่องเป็น อลูมิเนียมอโนไดซ์ (Aluminium Anodizing) ซึ่งเป็นกระบวนการการใช้ไฟฟ้าในการเพิ่มความหนาของตัว Oxide ซึ่งจะไปเคลือบที่ผิวอลูมิเนียม ซึ่ง Anodizing นี้จะเพิ่มความทนทานต่อการกัดกร่อน เพื่อความแข็งแรงทนทานของพื้นผิว พร้อมความสวยงามตลอดอายุการใช้งาน ให้ความแตกต่างจากโน้ตบุ๊ตทั่วไปชัดเจน

Intel NUC M15

โดยเป็นโน๊ตบุ๊คที่รองรับการใช้งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นใช้งานทั่วไป หรือสายทำงานมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัม และบางสุดๆ ที่ 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ทำให้หยิบจับหรือถือมือเดียวได้สบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่พรีเมียมและเรียบหรูมากยิ่งขึ้นพร้อมกับใช้สีดำด้าน Midnight Black (สเปก Core i7) กับตัวเครื่องด้านนอกด้านในตลอดทั้งตัวเครื่อง หรือ Shadow Gray (สเปก Core i5) ที่เป็นสีเทาเงิน เรียกได้ว่าดีไซน์ได้เรียบง่ายสุดๆ แม้กระทั่งโลโก้ Intel ก็ไม่มีมาให้เห็นเลย (ไม่นับรวมสติ๊กเกอร์ Intel EVO)

Intel NUC M15 Review 68

โดยฝาหลังและโดยรวมทั้งหมดมีการเลือกใช้รูปแบบให้มีความเข้ากันอย่างที่สุด กับพื้นผิวส่วนของฝาหลังและตัวเครื่องเป็นลักษณะแบบด้าน บานพับหน้าจอเป็นแบบ 2 แกน ที่สามรถกางได้ถึง 180 องศา พร้อมดีไซน์ด้านในก็มีความเรียบง่ายไม่แพ้กับภายนอก บริเวณเหนือคีย์บอร์ดจะมีการติดตั้งช่องดูดลมเย็นขนาดใหญ่ ที่จะช่วยนำพาความร้อนออกจากตัวเครื่องได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีการออกแบบปุ่ม Power แบบแยกออกมา ที่มุมขวาของแป้นคีย์บอร์ด ซึ่งโดดเด่นเวลาที่ใช้งานจะเป็นไฟ LED สีขาวติดขึ้นมา 

Intel NUC M15 Review 45

ความบางตัวเครื่องอยู่ที่ 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่า Intel นำเสนอโน๊ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ ท้าชนกับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างสบายๆ เลยครับ สำหรับการเปิดปิดฝาของหน้าจอก็ทำได้ง่ายเพราะขอบตัวเครื่องด้านหน้าได้มีการเว้นร่องเว้าเอาไว้สวยงาม พร้อมไฟ Light Bar ไว้แสดงสถานะ Amazom Alexa กับการใช้คำสั่งเสียง ส่งผลให้ตลอดทั้งตัวเครื่องมีมิติตัวเครื่องที่เล็กลงกว่าโน๊ตบุ๊คทำงานหน้าจอ 15.6″ ทั่วไป ซึ่งโดยรวมแล้วไม่ใช่แค่บางเบาและสเปกดีแต่ในประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยมด้วย เรียกได้ว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในโน๊ตบุ๊คสายบางเบาเน้นพกพา

Intel NUC M15 Review 55

บริเวณบานพับด้านหลังเครื่องก็เป็นช่องระบายความร้อน 2 ช่อง ที่ถูกซ่อนเอาไว้อย่างเรียบเนียน ที่สำคัญใช้เทคโนโลยีแบบพัดลม 2 ตัว โดยเป่าลมร้อนไปทางด้านหลังของตัวเครื่อง ยิงเป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผล ในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม ด้านฐานล่างตัวเครื่องจากรุ่นก่อนใช้วัสดุโลหะชิ้นเดียวตลอดทั้งชิ้น ลักษณะเป็นอลูมิเนียมเรียบๆ แตกต่างจากฝาหลังและตัวเครื่องด้านใน พร้อมมียางรองกระจายไปทั่วช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น

Intel NUC M15

เรียกได้ว่า Intel NUC M15 เป็นโน๊ตบุ๊ตที่มีความน่าสนใจมากๆ เพราะเป็นโน๊ตบุ๊คที่เป็นของทาง Intel อย่างแท้จริง โดยส่วนตัวที่ผ่านมาก็มีโอกาสจับโน๊ตบุ๊คของทาง Intel มาบ้าง แต่เป็นตัวเดโมเพื่อเน้นการทดสอบในส่วนของชิปประมวลผลรุ่นใหม่ๆ ไม่ใช่ตัวขายจริงแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามแม้ Intel NUC M15 จะมีกลิ่นอายคล้ายๆ กับ MSI Prestige Series แต่ก็มีความแตกต่างอยู่หลายๆ ส่วน แน่นอนว่าเหมาะสมสำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คไปใช้งานซักเครื่องที่อยากได้ความแตกต่างในเรื่องดีไซน์และฟีเจอร์บางอย่าง เชื่อได้ว่าอนาคต Intel น่าจะส่งรุ่นใหม่ๆ ตามขายอีก รอติดตามได้เลย 

Intel NUC M15 Review 49
Intel NUC M15 Review 42
Intel NUC M15 Review 53
Intel NUC M15 Review 41
Intel NUC M15 Review 25
Intel NUC M15 Review 65

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ Intel NUC M15 เห็นแล้วต้องบอกว่าแตกต่างจากโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ของหลายๆ แบรนด์ ด้วยการที่ไม่มีการสกรีนภาษาไทยมาให้ (ต้องไปกาทำเอาเอง) อารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ มีระยะกดที่ดีมีความลึกและเด้งรับที่เหมาะสม ด้วยการที่รูปแบบปุ่มมีขนาดพอดี ที่สำคัญด้วยไฟ LED สีขาวสวยงาม เข้ากับตัวปุ่มสีดำเป็นอย่างดี ดูแล้วสะอาดตา พรีเมียมสุดๆ แน่นอนว่าไม่มีชุด Numpad หรือแป้นตัวเลขติดตั้งมาอยู่แล้ว จากการที่ตัวเครื่องมีมิติที่ลงตัวนั่นเอง อีกทั้งยังเน้นความสวยงามมากกว่า จากการใช้งานจริงถือว่าประทับใจมากๆ รวมไปถึงมี Hotkey แถวบนตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คยุคนี้ 

Intel NUC M15 Review 32

ทัชแพดมีขนาดใหญ่และกว้างเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับขนาดสัดส่วนของตัวเครื่อง ลักษณะเป็นผืนผ้ายาวดูเป็นเนื้อแบบคล้ายกระจก ซึ่งมีตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด ให้สัมผัสที่ลื่นติดมือและแม่นยำ โดยมีการตัดขอบด้านบนดูโค้งมน เข้ากับตัวเครื่องสวยงามลงตัว นอกเหนือจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่เราสามารถกดล็อคทัชแพดได้ง่ายๆ ด้วยการกดแบบแตะๆ สองครั้งที่มุมซ้ายบน ไฟ LED ก็จะติดขึ้นมา ซึ่งนั่นหมายความว่าทัชแพดได้ปิดการทำงานแล้ว โดยถ้าต้องการให้กลับมาใช้งานก็แตะอีก 2 ครั้งนั่นเอง เรียกได้ว่าสะดวกมากๆ กับคนที่กลัวว่าเวลาที่ต่อเมาส์แล้วมือจะไปโดยทัชแพด

Intel NUC M15 Review 30
Intel NUC M15 Review 35
Intel NUC M15 Review 36

Screen / Speaker

Intel NUC M15 ได้ติดตั้งหน้าจอขนาด 15.6″ พื้นผิวกระจกที่แข็งแรง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD ได้พาเนล IPS คุณภาพสูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยม ทั้งเรื่องสีสันและมุมมองที่กว้างพิเศษ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก เรียกได้ว่ากำลังพอดีทีเดียว เรื่องสีสันสดใส ตอนสนองการทำงานของเราได้เป็นอย่างดี เมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกม พร้อมกันนั้นยังรองรับการใช้นิ้วทัชสกรีนสั่งการแบบ 10 จุดๆ พร้อมกันได้ อีกทั้งยังมีการติดตั้งเซ็นเซอร์แสงไว้คอยปรับความสว่างอัตโนมัติอีกด้วย 

Intel NUC M15 Review 21

ขอบจอด้านบนติดตั้งกล้องเว็บแคมพร้อมไมโครโฟนแบบคู่ไว้ที่ขอบจอด้านบนได้ปกติอยู่ พร้อมฟีเจอร์สแกนหน้าด้วย IR Camera ไว้ให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งอีกด้วย ส่วนการใช้งานก็ตอบสนองได้รวดเร็วไม่แพ้มือถือในปัจจุบันเลยล่ะ ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ถึง 180 องศา ช่วยให้การนำเสนองานกับคนที่นั่งตรงข้ามกันง่ายยิ่งขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามตรงระวังเล็กน้อย เพราะขอบหน้าจอด้านหลังจะสัมผัสกับพื้นได้ ถ้าไม่ระวังให้ดีตัวเครื่องก็อาจจะเป็นรอยได้ในอนาคต

Intel NUC M15 Review 23
Intel NUC M15 Review 27
Intel NUC M15 Review 22

ทดสอบด้วยตัว Sdyder Elite5 โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 93% และค่า AdobeRGB อยู่ที่ 72% ส่วน DCI-P3 อยู่ที่ 72% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับใช้งานทั่วไป หรืองานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ที่เน้นความแม่นยำของสีสัน ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 nit ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างของหน้าจอที่ดีกว่าในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือเพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแน่นอน หรือถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ควรคาลิเบรตเสียก่อน 

s4

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องมุมซ้ายบนที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าได้ค่าเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับช่องมุมซ้ายล่างจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปที่ 9% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ส่วนค่าความคลาดสีอย่าง Delta E มีค่าอยู่ที่ 1.67 เท่านั้น ซึ่งถือว่าดีมาก เพราะน้อยกว่า 2 ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 ถือว่าน่าประทับใจ สำหรับหน้าจอโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ 

s1
s3
s2

ลำโพงยังจัดวางมาในตำแหน่งส่วนของขอบตัวเครื่องด้านหน้าในส่วนด้านใต้เครื่อง เทคโนโลยี Intel HD Premium Audio แบบขนาด 2W x 2 ตัว คุณภาพดี ให้เสียงย่านกลางและแหลมได้ลงตัว ส่วนทุ้มมีเล็กน้อย เพราะชุดลำโพงข้างในขยับได้เมื่อต้องการเสียงทุ่ม สำหรับคุณภาพเสียงการใช้งานต่าง ๆ สามารถทำออกมาได้ดี น่าประทับใจให้เสียงที่ดังพอตัว เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นดูหนังฟังเพลง ดู Youtube, Netflix, Podcast ต่างๆ รวมไปถึงการใช้งานแบบมืออาชีพด้วย แต่อย่างไรก็ตามถ้าอยากได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าก็ต้องเชื่อมต่อลำโพงหรือหูฟัง 

Intel NUC M15 Review 58
Intel NUC M15 Review 59
Intel NUC M15 Review 57

Connector / Thin And Weight

Intel NUC M15 มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 2 x Thunderbolt 4 / 2 x USB 3.2 Type-A / 1 x HDMI 2.0 และ Mic-in/Headphone-out  ให้ความครบเครื่องมากกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ทั่วไป โดดเด่นด้วย Thunderbolt ถึง 2 พอร์ตด้วยกัน โอนถ่ายข้อมูลได้สูงสุด 40 Gbps และต่อจอแยกได้ รองรับการชาร์จไฟด้วย เพราะอแดปเตอร์ก็เป็น USB-C แล้ว และรองรับ Power Bank ที่เป็น PD ด้วย อีกทั้งมีเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.1 และ Intel Wi-Fi 6 AX201 แบบ 2 เสา เรียกว่าเป็นไปตามมาตรฐานโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ที่มาพร้อมกับแพลตฟอร์ม Intel EVO 

Intel NUC M15 Review 56

ส่วนของการพกพาก็ถือว่าทำได้เยี่ยมยอดเมื่อเทียบกับสเปก ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น ดีกว่าตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คค่ายอื่นๆ ที่ใช้สเปกนี้มาก ที่สำคัญอแดปเตอร์จ่ายไฟที่ 90 Watt นั้น มีขนาดที่เล็กและเบากว่าปกติ โดยหัวชาร์จเป็น USB-C ที่นิยมใช้งานกันกับทุกๆ อุปกรณ์ ซึ่งเราสามารถนำไปใช้งานชาร์จกับอุปกรณ์อะไรก็ได้ที่เป็น USB-C ทำให้เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากๆ น้ำหนักโดยรวมแล้วประมาณ 2 กิโลกรัมแน่นอน นับว่าเป็นอีกหนึ่งโน๊ตบุ๊คสายทำงานจริงจังที่เหมาะสมกับงานระดับองค์กรที่เน้นพกพาพมากเลยทีเดียว 

Intel NUC M15 Review 54
Intel NUC M15 Review 52
Intel NUC M15 Review 10

Inside / Upgrade

ถ้าใครต้องการจะแกะทั้งฝาล่างทั้งหมดของตัวเครื่องเพื่ออัพเกรดหรือทำความสะอาดก็สามารถทำได้ไม่ง่ายเท่าไรนัก ขั้นตอนคือไขน็อตทั้งหมดออกมา หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แงะแกะทีละส่วนขึ้นอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้ก็จะแกะฝาล่างได้แล้ว แต่ต้องบอกก่อนว่างานประกอบนั้นแน่นมากๆ ทำให้ต้องระวังสุดๆ และใจเย็น ส่วนประกอบภายในอื่นๆ  ที่มีงานประกอบเรียบร้อยดี เรียกได้ว่าทาง Intel ใส่ทุกรายละเอียดทั้งภานอกและภายในจริงๆ ระบบระบายความร้อนเป็นพัดลม 2 ตัว พร้อมช่องระบายความร้อน 2 ช่อง พร้อมการปิดที่มิดชิด ซึ่งการทดสอบบอกได้เลยว่าน่าประทับใจ

Intel NUC M15 Review 69

ตามสเปกคือได้หน่วยความจำแรมจำนวน 2 แถว โดยเป็นการติดตั้งแรมมาแล้วแบบ Onboard ขนาด 8GB x 2 แถว (Dual Channel) รวมกันเป็นแรม 16GB ซึ่งเพียงพอการใช้งานแน่นอน แต่ก็ไม่ได้รองรับการอัปเกรดใดๆ และจะเห็นถึง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 512GB ซึ่งถ้าจะอัปเกรดเพิ่มความจุ จำเป็นต้องถอดของเดิมออกด้วย ซึ่งเดิมๆ ก็ให้การใช้งานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้คอขวด ที่ต้องบอกว่าสำหรับการใช้งานทั่วไปจนไปถึงทำงานตัดต่อวีดีโอที่ไม่ซับซ้อนมาก สำหรับสเปกฮาร์ดแวร์ภายในถือว่าเหลือเฟือในการใช้งานเลยล่ะ

Intel NUC M15 Review 73
Intel NUC M15 Review 71
Intel NUC M15 Review 72

Performance / Software

สเปกฮาร์ดแวร์เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลย โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.8 – 4.70 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบ 2 x 8GB เป็นมาตรฐาน LPDDR4x ที่ 4266 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1.   c2

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1.   g2

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

cine15.   cine20

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 512GB แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 4 ระดับสูง ตามมารตรฐานของ Intel Core i Gen 11 แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป รวมไปถึง SSD M.2 NVMe PCIe Gen 3 ที่รุ่นทั่วไปใช้งานกัน ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 6756 MB/s และเขียนที่ 4608 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจมากๆ

ssd

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4454 คะแนน (เทียบเคียง Gaming Notebook ยิ่งขึ้นไปอีกในแง่ของพลังการประมวลผล) ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ ส่วนถ้าเอาไปใช้งานหนักๆ เช่นงานประมวลผล ตัดต่อวีดีโอ โปรเซสไฟล์ภาพความละเอียดสูง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติ ซึ่งก็พอได้ แต่คงตอบสนองได้ไม่เท่าพวก Gaming Notebook หรือโน๊ตบุ๊คแรงๆ ที่ใช้ Core i ตระกูล H และการ์ดจอ GTX

pc10

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 1804 เน้นเรื่องในส่วนของฟีเจอร์ DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน จากคะแนนก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีของการ์ดจอออนบอร์ดแล้ว

3d

ทดสอบเกมได้เฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 2 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว ที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i7-1165G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 16GB LPDDR4x4266 MHz รวมไปถึง SSD ความเร็วสูงก็ส่งผลช่วยด้วย

game test

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 75 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 44 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม PUBG ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 44 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 26 เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ แบบไร้กังวล

nuc

ที่สำคัญยังมีซอฟต์แวร์ของทาง Intel เอง ซึ่งเราสามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ได้ประมาณนึง โดยเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนา กับการตั้งค่าในส่วนของการล็อคหน้าจอ การปรับแสงอัตโนมัติ ที่เราเลือกที่เปิดหรือปิดได้ รวมไปถึงยังเป็นการเปิดใช้งานส่วนของ Light Bar เพื่อใช้งาน Amazom Alexa กับการใช้คำสั่งเสียง นอกจากนี้ก็เป็นการดูสถานะการทำงานของตัวเครื่องโดยรวม อาทิ ชิปประมวลผล การ์ดจอ แรม และที่เก็บข้อมูล ส่วนตัวแล้วก็ถือว่ามีฟีเจอร์ต่างๆ ที่น้อยไปหน่อย ใช้งานได้ไม่ครอบคลุมเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คแบรนด์อื่นๆ 

nuc2

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน Intel NUC M15 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 10:30 ชั่วโมง โดยส่วนตัวก็ถือว่าใช้ได้นานมาก ​จากการที่น้ำหนักเบาตัวเครื่องบาง พกพาอแดปเตอร์ไปอีกตัวก็พอไหวอยู่ พร้อมความสามารถ PD ที่ชาร์จไฟกลับเข้าไป 30 นาที เครื่องก็สามารถใช้งานได้ยาวนาน 4 ชั่งโมงแล้ว

batt

สำหรับอุณหภูมิทดสอบด้วยโปรแกรม Hardware Monitor ยังไม่สามารถตรวจสอบในส่วนของชิปประมวลผลได้ แต่จากการทดสอบเมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 26 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ประสิทธิภาพโดยรวมยังลื่นไหลอยู่  ซึ่งชิปประมวลผลร้อนสุดๆ ที่ 96 องศาเซลเซียส นับว่าไม่ได้สูงจนเกินไปนัก และสำหรับการใช้งานทั่วไป พัดลมแทบไม่หมุนและไม่มีเสียงเลย

temp

Conclusion / Award

Intel ได้มีความตั้งใจในการนำเสนอโน๊ตบุ๊คแบรนด์ของตัวเองแล้ว จากการที่ปกติเราจะเห็นว่าเป็นผู้ผลิตชิปประมวลผลแล้วส่งไปให้แบรนด์โน๊ตบุ๊คต่างๆ เลือกไปติดตั้ง ถึงเวลาที่ Intel จะต้องขยายผลิตภัณฑ์ตระกูล NUC ที่เป็นซีรีส์ใหม่ สาย Notebook หรือ Laptop สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 Tiger Lake พร้อมนำมาประยุกต์เข้ากับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และตัวเองถนัด เรียกได้ว่าปรับใช้ได้อย่างลงตัวทีเดียว ซึ่งได้ความแตกต่างจากโน๊ตบุ๊คแบรนด์อื่นๆ อย่างรุ่นนี้ที่เป็น รุ่นหน้าจอขนาด 15.6″ ที่ทัชสกรีนได้ อีกทั้งได้ความบางเบา และประสิทธิภาพขั้นสูงด้วยแพลตฟอร์ม Intel EVO ซึ่งที่ใกล้เคียงกันนั้นไม่มี 

Intel NUC M15 Review 2

Intel NUC M15 จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสเปก Intel Core i Gen 11 ที่น่าสนที่สุดในตลาดรุ่นนึง เพราะเลือกใช้เป็น Core i7-1165G7 และสเปกที่ครบเครื่องพร้อมใช้งาน เหมาะสำหรับมืออาชีพแบบเน้นใช้งาน Content Creator ทั้งจากสเปกและเทคโนโลยีของ Intel เอง รวมไปถึงให้ภาพลักษณ์ที่ดูจริงจัง และดูน่าเชื่อถือ มั่นใจได้ หรือใครจะนำไปใช้งานทั่วไปรวมไปถึงความบันเทิงก็เหมาะสม ด้วยหน้าจอ 15.6″ เกรดสูงและทัชสกรีนได้ ดีไซน์ภายนอกมีจุดเด่นเรื่องความบางเบา และมีประสิทธิภาพเยี่ยม ทำให้มันกลายมาเป็นโน้ตบุ๊คที่มีขนาดกระทัดรัด อีกทั้งตัวเครื่องยังแข็งแรงทนทานด้วยวัสดุอลูมิเนียมที่ผ่านกระบวนการ 

Intel NUC M15 Review 47

สเปกอื่นๆ ถือว่ามีความคุ้มค่ามากๆ ได้ทั้งแรมที่ขนาด 16GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 512GB ที่แรงกว่า Gen 3 ทั่วไป ในส่วนของหน้าจอก็จัดได้ว่าเป็นหน้าจอโน๊ตบุ๊คที่ดีรุ่นนึง ด้วยค่าขอบเขตสี sRGB ที่ 93% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ โดยแบตเตอรี่จากการใช้งานจริงๆ ทดสอบได้ที่กว่า 10 ชั่วโมง นับได้ว่าแทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์ออกไปด้วยแล้ว แต่จะพกพาไปด้วยก็ไม่เป็นไรเพราะก็ไม่ใหญ่โตมาก พร้อมทั้งตัวเครื่องยังมีพอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต ที่ต้องบอกว่าเป็นพอร์ตที่ดีที่สุดแล้ว เรียกได้ว่าเก่งรอบด้านจริงๆ 

Intel NUC M15 Review 11

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6″ ด้วยกัน ซึ่ง Intel NUC M15 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ชิปประมวลผลเป็น Inte Core i7-1165G7 ประสิทธิภาพแรงด้วย AI สุดล้ำช่วยทำงาน พร้อมการ์ดจอออนชิปที่ดีที่สุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics นี้แรงเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไป ที่สำคัญรุ่นนี้ได้แพลตฟอร์ม Intel EVO กับขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่หาได้ยาก โดยมีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe Gen 4 โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 512GB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB LPDDR4x แน่นอนทั้งตัวเครื่องนั้นแทบไม่ต้องอัพเกรดอะไร ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมออนไลน์ได้อย่างลื่นไหล

 award new performance

Best Mobility

ส่วนของความสามารถในการพกพาอยู่ในระดับที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน ทั้งในความบางเฉียบและน้ำหนักเบาเพียง 1.6 กิโลกรัม และบางสุดเพียง 14.9 มิลลิเมตร ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก แถมอแดปเตอร์ก็เบาและเล็กกว่าปกติมากๆ ถือว่ามีการพัฒนาไปในทุกส่วน รวมแล้วหนักแค่ 2 กิโลกรัมนิดๆ เท่านั้น โดยสามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที พกพาสะดวก เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ อีกทั้งแบตสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมงจริงๆ ตามที่เคลมไว้ พอร์ตการชาร์จก็ยังเป็นมาตรฐาน USB-C ที่สะดวกต่อทุกอุปกรณ์

NBS award 4 Mobility

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Intel NUC M15 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คจาก Intel เอง ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวในมิติที่เล็กกระชับลงกว่าเดิม ขอบจอบางเฉียบ มีการออกแบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (เพราะเป็นรุ่นแรกที่ขายในไทย) ออกแนวพรีเมียมและเรียบหรูมากยิ่งขึ้นพร้อมกับใช้สีดำด้าน Midnight Black กับตัวเครื่องด้านในตลอดทั้งตัวเครื่อง หรือ Shadow Gray ที่เป็นสีเทาเงิน การออกแบบให้ความรู้สึกที่น่าเชื่อถือ จริงจัง ด้วยวัสดุอลูมิเนียมผ่านการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักร CNC พร้อมผ่านการ Anodized เพิ่มความแข็งแรงทนทานในการใช้งานเข้าไปอีก 

NBS award 7 Design

 

from:https://notebookspec.com/web/626780-review-intel-nuc-m15-spec-evo

MSI Commart 2021 Promotion แนะนำ 5 รุ่นเด็ดน่าซื้อ เริ่มต้น 19,990 บาท ลดสูงสุด 7,500 บาท พร้อมของแถมพรีเมียมมากมาย

MSI Commart 2021 ช่วงปลายปีนี้ขนโน๊ตบุ๊คมาหลายรุ่นหลายราคา ทั้ง Gaming / Creator พร้อมโปรโมชั่นพิเศษมากมาย อีกทั้งได้ของแถมจัดเต็มสุดๆ หลักๆ แล้วประกอบไปด้วย MSI Modern Series กับราคาเริ่มต้นไม่ถึง 20,000 บาท เน้นความบาง เบา เข้ากับไลฟ์ไสตล์สมัยใหม่ ซึ่งมีช่วงราคาที่หลากหลาย ได้ความคุ้มค่าตามแต่การใช้งาน โดยแต่ละรุ่นมีส่วนลดไม่เท่ากัน แต่ส่วนมากแล้วจะอยู่ที่ 1,000 บาทขึ้นไป หรือบางรุ่นลดเป็น 3,000 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละร้านด้วย พร้อมของแถมต่างๆ ก็อาจจจะไม่เหมือนกัน 

MSI Commart 2021

Advertisementavw

อีกทั้ง MSI Commart 2021 ยังมาพร้อมกองทัพ Gaming Notebook รุ่นใหม่ที่ใช้งานการ์ดจอแยกเป็น GeForce RTX 30 Series ในราคาเริ่มต้นที่ 30,990 บาท ในรุ่น GF63 / GF65 / GF75 / GF66 / GF76 และสำหรับคนที่มองหาโน้ตบุ๊กสำหรับทำงานประเภท Content Creator ระดับมืออาชีพ ที่ MSI ก็จัดโปรโมชั่นอย่าง MSI Creator Z16 ในราคาเริ่มต้นที่ 74,990 บาท หรืออย่างการซื้อผ่านทาง Lazada ก็ลดเพิ่มสูงสุดอีก 2,000 บาท อีกทั้งบางร้านยังมีลดราคาเองแบบเยอะมากๆ ที่ 10,000 – 20,000 บาททีเดียว  

MSI Commart 2021

นอกเหนือจากนั้น MSI Commart 2021 เรายังได้พบกับโปรโมชั่นโน้ตบุ๊กตัวท็อปจาก MSI พร้อมราคาสุดพิเศษชนิดที่หาที่ไหนไม่ได้อีก! กับส่วนลดสูงสุดถึง 7,500 บาท ในงาน Commart Bright และยังไม่พอ รับของแถมจัดเต็ม มูลค่ารวมสูงสุดถึง 5,590 บาท อาทิ Gaming Mouse RGB M99, MSI Mouse M88 และ Loot Box 077 รวมถึงของพรีเมี่ยมลิมิเต็ดสุดพิเศษจาก MSI ในจำนวนจำกัด หากต้องการรับข้อเสนอสุดคุ้มแบบนี้ ต้องมางานนี้เท่านั้น พร้อมกิจกรรมและโปรโมชั่นพิเศษภายในงานอีกมากมาย!

 ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำ 5 รุ่นเด็ดน่าซื้อ ในงาน MSI Commart 2021 เผื่อว่าใครนึกไม่ออกว่าจะซื้อรุ่นไหนดี ไปชมกันต่อเลยว่ามีรุ่นไหนอะไรบ้าง 

MSI Commart 2021 รวม Notebook รุ่นน่าสนใจ

  1. MSI Modern 14 / 15 ราคาเริ่ม 19,990 – 34,990 บาท
  2. MSI GF63 / GF65 Thin ราคา 30,990 – 31,990 บาท
  3. MSI Katana GF66 / GF76  ราคา 34,990 – 56,990 บาท
  4. MSI GF75 Thin ราคา 27,990 – 42,990 บาท
  5. MSI Creator Z16 ราคา 76,990 – 86,990 บาท

MSI Modern 14 / 15 รุ่นใหม่ เริ่ม 19,990 บาท 

Modern Series ลดสูงสุด 3,000 บาท เน้นบางเบาทนทาน ราคาคุ้มค่าสุดๆ (MSI Commart 2021)

MSI Modern Series ทั้งตัวหน้าจอ 14″ / 15.6″ ตัวเลือกในงาน MSI Commart 2021 สำหรับผู้ที่มองหาโน้ตบุ๊กสำหรับใช้เรียนออนไลน์ หรือจะใช้ในการทำงานก็สามารถตอบสนองได้อย่างไม่ติดขัด มาพร้อมกับรูปลักษณ์สุดทันสมัยในสี Carbon Gray ดูดีและมีสเน่ห์ไม่เหมือนใคร มีการใช้วัสดุอลูมิเนี่ยมคุณภาพยอดเยี่ยม เรียนหรือทำงานนอกสถานที่ได้อย่างไม่มีปัญหา เคลือบพื้นผิวด้วยเทคโนโลยี Sandblasting พ่นเนื้อทรายละเอียด ให้สัมผัสที่เรียบเนียน กับตัวเครื่องที่มาพร้อมน้ำหนักเพียง 1.6 – 1.3 กิโลกรัม รวมถึงยังมีกล้องและไมค์โครโฟนติดตั้งมาให้พร้อม 

MSI Commart 2021

ตอบสนองทุกความต้องการ มี Windows 10 ลิขสิทธิ์แท้พร้อมใช้งาน และยังรองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11 ในอนาคตอีกด้วย ทั้งฟีเจอร์และดีไซน์ที่สวยขนาดนี้ สนนราคาเริ่มต้นที่ 19,990 บาท เท่านั้น ทั้งสเปก Intel Core i และ AMD Ryzen รุ่นใหม่ล่าสุด หน้าจอแสดงผลพาเนล IPS ความละเอียด Full HD บางเฉียบ ทำให้พกพาได้สะดวก ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คในงาน MSI Commart 2021 หน้าจอขนาด 14″ และ 15.6″ ที่ราคาถูกคุ้มค่ามากๆ

MSI Commart 2021

มิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับกับขอบหน้าจอที่บางลง ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน รวมถึงยังได้มาตรฐาน Military Grade มีความทนทานในการใช้งานเป็นพิเศษมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วๆ ไป ในเรื่องของการทน ฝุ่น ละอองน้ำ และการกระแทก ซึ่งแบรนด์อื่นๆ ไม่สามารถให้ได้ ในส่วนของแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งงวัน มาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 5 AX และ Bluetooth 5.0 เป็นมาตรฐานอีกด้วยพร้อมซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน การรับประกันระยะ 1 ปี ตามมาตรฐานของ MSI สามารถดูรุ่นต่าง เต็มๆ ได้ ที่นี่ 

MSI Modern 14 B11MOU-660TH ราคา 19,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i3-1115G4 (2C/4T : 3.00 – 4.10GHz)
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200MHz 
  • DISPLAY: 14″ Full HD IPS 60Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 1 Year

MSI Modern 14 B5M-001TH ราคา 21,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5500U (6C/12T : 2.10 – 4.00GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7
  • RAM : 8GB DDR4 3200MHz 
  • DISPLAY: 14″ Full HD IPS 60Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 1 Year

MSI GF63 / GF65 Thin ราคา 30,990 – 31,990 บาท

เป็น Gaming Notebook ที่ได้การ์ดจอ RTX 30 Series ที่ถูกคุ้มที่สุด

MSI GF63 / GF65 Thin อีกหนึ่งรุ่นในงาน MSI Commart 2021 หน้าจอขนาด 15.6″ ที่แรงลื่นและเบาที่สุดในตลาดโดดเด่นความความบางของตัวเครื่อง และมีน้ำหนักเพียง 1.86 กิโลกรัมเท่านั้น เน้นพกพาสะดวก ขอบจอบางมาพร้อมประสิทธิภาพสูง คุณภาพเยี่ยม  แต่ยังได้สเปก Gaming เล่นเกมได้ลื่นไหล ไม่แพ้โน๊ตบุ๊คตัวหนักๆ หนาๆ เลย แม้ว่าสเปกจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-10200H / Core i7-10750H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3050 / RTX 3060 ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมทั้งคู่

MSI Commart 2021

ในส่วนของการระบายความร้อน Cooler Boots ที่ช่วยเรื่องของการจัดการอุณหภูมิที่ดีกว่าวัสดุบอดี้ตรงคีย์บอร์ดจะเป็นอลูมิเนียมสีดำทำการบรัชลายเส้นเหมือนฝาหลัง สวยงาม แข็งแรง ปุ่มเปิดเครื่องจะอยู่ที่ด้านมุมบนขวามือแยกจากคีย์บอร์ด นอกจากนี้คีย์บอร์ดยังมีไฟสีแดง สามารถเปิดปิดได้ 3 ระดับ มาพร้อมกับซอฟท์แวร์ MSI Center เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการเล่นเกม รองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1 น้ำหนัก 1.86 กิโลกรัม พร้อม Windows 10 Home พร้อมการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น

MSI Commart 2021

MSI GF63 / GF65 Thin มีที่เก็บข้อมูลเป็นมาตรฐาน SSD แบบ M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ทั้งแรงและลื่นไหล ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 8GB – 16GB DDR4 อัพเกรดได้สูงสุด 32GB นับได้ว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว มาพร้อมจอแสดงผลแบบด้าน 15.6 นิ้ว ที่ความละเอียด Full HD พาเนลคุณภาพสูง IPS ให้จอแสดงผลมีมุมมองกว้าง สวยงาม ไม่ว่าจะดูหนังหรือเล่นเกมก็สามารถใช้ได้ดีชัดเจน ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม

MSI GF63 Thin 10UC-462TH ราคา 30,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-10200H (4C/8T & 2.40 – 4.10GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3050
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 2933 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home 
  • Warranty : 2 Y Carry-in

MSI GF63 Thin 10UC-467TH ราคา 35,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-10750H (6C/12T & 2.60 – 5.00GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3050
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 2933 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home 
  • Warranty : 2 Y Carry-in

MSI GF63 Thin 10UC-462TH ราคา 35,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-10200H (4C/8T & 2.40 – 4.10GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3060
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 2933 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home 
  • Warranty : 2 Y Carry-in

MSI GF65 Thin 10UE-402TH ราคา 41,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-10750H (6C/12T & 2.60 – 5.00GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3060
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 2933 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home 
  • Warranty : 2 Y Carry-in

MSI Katana GF66 / GF76 ราคา 34,990 – 56,990 บาท

Katana GF Series GPU GeForce RTX3070 ลดสูงสุด 5,000 บาท (MSI Commart 2021)

Katana GF76 รุ่นใหม่ที่พร้อมขายใน MSI Commart 2021 เป็นที่รู้จักกันดีถึงประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่ทรงพลัง รวมถึงยังมาพร้อมกับช่วงราคาสุดคุ้มค่า และความน่าสนใจของ Katana GF Series รุ่นใหม่นี้ คือการมาพร้อมกับกราฟิกการ์ดที่ทั้งทรงพลังและสามารถนำเสนอการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ NVIDIA GeFore RTX 3070 ซีรี่ส์ พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับในงานนี้ รับไปทันที Helmet & Katana Set Limited Edition จำนวนจำกัด 10 ชุดแรกต่อวันเท่านั้น ราคาที่ 51,990 บาท จากปกติ 56,990 บาท

MSI KATANA GF66 RTX3070 Review 12

อีกหนึ่งไลน์อัพระดับเทพจาก MSI เกมมิ่งโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ในปีนี้ MSI Katana GF ซีรี่ส์มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ที่ดุดัน เหมาะสำหรับหรับผู้ที่อยากสัมผัสความเป็นเกมเมอร์ขั้นเริ่มต้น แต่ยังคงประสิทธิภาพในการเล่นเกมระดับสูงไว้ได้อย่างครบถ้วน ด้วยการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i5-11400H /  i7-11800H เจเนอเรชั่นที่ 11และการ์ดจอแยก GeForce RTX 3050 / 3050 Ti / 3060 ที่ให้ความสมจริงในการเล่นเกม สเปกอื่นๆ ก็พร้อมใช้งานด้วยแรม 16GB และ SSD M.2 ความจุ 512GB

MSI Commart 2021 Promotion 13

โดดเด่นด้วยดีไซน์อันล้ำสมัยที่ออกแบบโดยใช้คอนเซปต์จากศิลปินผู้ออกแบบหน้าปกเกมชาวญี่ปุ่น โดยอิงจากชื่อของอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้ระดับสูง พร้อมรูปลักษ์อันแสดงออกถึงพลังที่ขับออกมาจากภายใน ระบายความร้อนโดยใช้ฟีเจอร์ Cooler Boost 5 ที่เป็นระบบระบายความร้อนเอกสิทธิ์เฉพาะของ MSI มีฟีเจอร์ภายในที่ช่วยยกระดับให้การเล่นเกมสูงขึ้นกว่าโน้ตบุ๊กทั่วๆไป ในชื่อ MSI Center เป็นตัวเลือกที่เพอร์เฟ็คสำหรับเกมเมอร์ขั้นเริ่มต้น สนนราคาพิเศษสำหรับงานนี้ เริ่มต้นที่ 34,990 บาท 

MSI GF66 Katana 11UC-603TH ราคา 34,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-11400H (6C/12T & 2.70 – 4.50GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3050 (4GB GDDR6)
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 year Global)

MSI Katana GF66 11UC-217TH ราคา 37,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-11800H (8C/16T & 2.30 – 4.60GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3050 (4GB GDDR6)
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 year Global)

MSI Katana GF66 11UE-054TH ราคา 48,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-11800H (8C/16T & 2.30 – 4.60GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 year Global)

MSI Katana GF76 11UC-069TH ราคา 39,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-11800H (8C/16T & 2.30 – 4.60GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3050 (4GB GDDR6)
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • DISPLAY: 17.3″ IPS Full HD 144Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 year Global)

MSI GF66 Katana 11UG-444TH ราคา 52,490 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-11400H (6C/12T & 2.70 – 4.50GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3070 (8GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 year Global)

MSI GF66 Katana 11UG-441TH ราคา 56,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-11800H (8C/16T & 2.30 – 4.60GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3070 (8GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD 144Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 year Global)

MSI GF76 Katana 11UG-097TH ราคา 51,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-11800H (8C/16T & 2.30 – 4.60GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3070 (8GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200 MHz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • DISPLAY: 17.3″ IPS Full HD 144Hz
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 year Global)

MSI GF75 Thin ราคา 27,990 – 42,990 บาท

Gaming Notebook จอ 17.3″ ที่ราคาคุ้มค่า พร้อมลดสูงสุด 3,000 บาท (MSI Commart 2021)

MSI GF75 Thin หนึ่งเดียวในความคุ้มค่าใน MSI Commart 2021 นี้ ที่มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 17.3″ เพิ่มความพริ้วให้ทั้งการทำงานและการเล่นเกม โดยยังคงไว้ซึ่งความเป็น GF ซีรี่ส์ ที่เน้นความเรียบง่ายแต่รู้สึกได้ถึงความเป็นเกมเมอร์ กับฟีเจอร์ที่อัดมาให้อย่างครบครัน ทั้งเกมมิ่งคีย์บอร์ดสีแดง, ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 หน้าจอขนาดใหญ่ที่ให้รีเฟรชเรต 144Hz ลุกเล่นบานพับที่มาจับเปิดขึ้นมา จะสามารถยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น เพื่อเข้าถึงองศาที่ดีที่สุดในการใช้งาน

MSI Commart 2021 Promotion 8

สำหรับการนำเสนอซีรีส์ MSI GF75 รุ่นนี้ แม้จะไม่ได้ใช้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด แต่โดยรวมก็ยังน่าซื้ออยู่ ขอบจอบางมาพร้อมประสิทธิภาพสูงกว่า คุณภาพเยี่ยมกว่า แต่ยังโดดเด่นความความบางของตัวเครื่อง และมีน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น เน้นพกพาสะดวก แต่ยังได้สเปก Gaming ที่สำคัญได้หน้าจอเป็นขนาด 17.3″ Full HD พาเนล IPS ภาพสวนมุมมองกว้างที่ Refresh Rate 144Hz เล่นเกมได้ลื่นไหล ไม่แพ้โน๊ตบุ๊คตัวหนักๆ หนาๆ เลย

ประสิทธิภาพความแรงการันตีด้วยหน่วยประมวลผล Intel Core i5-10500H / i7-10750H และการ์ดจอแยก Nvidia GeForce GTX 1650 / RTX 3050 / RTX 3050 Ti จัดเต็มด้วยแรมขนาด 8GB และ 16GB DDR4 Bus 3200MHz (8GB x 2) และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุที่ 512GB ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ที่ช่วยปรับแต่งการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อคำนึงถึงฟีเจอร์ทั้งหมดนี้ คือว่ามีความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก จากราคาพิเศษที่เริ่มต้นเพียง 27,990 บาทเท่านั้น

MSI GF75 Thin 10SC-079TH ราคา 27,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-10200H (4C/8T & 2.40 – 4.10GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce GTX 1650
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 2933 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD @ 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI GF75 Thin 10SC-090TH ราคา 33,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-10750H (6C/12T & 2.60 – 5.00GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce GTX 1650
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 2933 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD @ 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI GF75 Thin 10UC-074TH ราคา 32,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i5-10200H (4C/8T & 2.40 – 4.10GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3050
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 2933 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD @ 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI GF75 Thin 10UD-078TH ราคา 42,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-10750H (6C/12T & 2.60 – 5.00GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 2933 MHz
  • DISPLAY: 15.6″ IPS Full HD @ 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI Creator Z16 ราคา 74,990 – 86,990 บาท

Creator Z16 สายงานสร้างสรรค์ระดับโปรต้องจัด ลดสูงสุด 7,400 บาท

MSI Creator Z16 ครีเอเตอร์แล็ปท็อปที่จะช่วยยกระดับให้กับงานด้านการสร้างสรรค์ ราคาพิเศษสำหรับงานนี้ เริ่มต้นที่ 74,990 บาท อีกหนึ่ง MSI Commart 2021 เป็นรุ่นที่ออกแบบมาเป็นพิเศษทั้งความเทพของสเปคและฟีเจอร์ มีการใช้อัตราส่วนทองคำในการนำเสนอ ช่วยให้ครีเอเตอร์มีอุปกรณ์ที่เพอร์เฟ็คสำหรับการทำงาน มีดีไซน์ทันสมัย ในรูปแบบสี Luna Gray ฟีเจอร์และลูกเล่นเก๋ไก๋ในส่วนของ Keyboard Mini LED RGB  ให้ความแม่นยำเรื่องค่าสีที่ใกล้เคียงระดับ 100% DCI-P3 มีความละเอียดที่ QHD+ พร้อมกับหน้าจอแบบสัมผัส

MSI Commart 2021 Promotion 14

หน่วยประมวลผลระดับ Intel Core i7-11800H เจเนอเรชั่นที่ 11 8 คอร์ 16 เธรด และกราฟิกการ์ดระดับเทพ GeFore RTX 3060 ระบายความร้อนด้วย Cooler Boost Trinity+ ที่มาพร้อมกับ 3 พัดลมและ 5 ฮีทไปป์ ใบพัดมีความบางเพียง 0.1 มม ให้การระบายความร้อนระดับเทพกับฮาร์ดแวร์ของคุณ รวมถึงยังมีพอร์ตการเชื่อมต่อครบครันและระยะเวลาการใช้งานอันยาวนาน เหมาะกับการทำงานทั้งในบ้านและนอกสถานที่ อีกทั้งได้มาตรฐานความแข็งแรงทนทาน MIL-STD-810G military standard ด้วย 

MSI Creator Z16 จัดว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นในงาน MSI Commart 2021 เพื่อการทำงานมืออาชีพ สาย Content Creator ระดับสูงของปี 2021 ที่น่าสนใจมากๆ เพราะได้มีการต่อยอดในหลายๆ ส่วน เรียกได้ว่ามีฟีเจอร์ล้ำๆ มากมาย สำหรับการมาของ MSI Creator Series นั้น เป็น เน้นงานสร้างสรรค์งานดิจิตอลต่างๆ ระดับสูงแบบมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็น Youtuber / Streamer / VDO Editor / Photographer / 3D Animator / Graphic Designer และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงยังรองรับการเล่นเกมได้ลื่นไหลด้วย 

MSI Creator Z16 A11UET-034TH ราคา 74,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i7-11800H (8C/16T & 2.30 – 4.60GHz)
  • GPU : Intel Iris + NVIDIA GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6)
  • RAM : 32GB DDR4 Bus 3200 MHz (16GB x 2)
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 1TB
  • DISPLAY : 16″ Touch IPS QHD+ @120Hz 
  • Keyboard : Mini LED Per-Key Backlight 
  • Connection : Killer Wi-Fi 6E AX1675 + BT5.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

MSI Creator Z16 A11UET-078TH ราคา 86,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i9-11900H (8C/16T & 2.50 – 4.90GHz)
  • GPU : Intel Iris + NVIDIA GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6)
  • RAM : 32GB DDR4 Bus 3200 MHz (16GB x 2)
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 1TB
  • DISPLAY : 16″ Touch IPS QHD+ @120Hz 
  • Keyboard : Mini LED Per-Key Backlight 
  • Connection : Killer Wi-Fi 6E AX1675 + BT5.2
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years (1 Year for Battery and Adapter)

ตารางโน๊ตบุ๊คเทียบ MSI Commart 2021

  CPU GPU RAM SSD Display Price
Modern 14 i3-1115G4  UHD 8GB 512GB 14″ FHD 60Hz 19,990
GF63 Thin i5-10500H RTX 3050 8GB 512GB 15.6″ FHD 1444Hz 30,990
Katana GF76 i7-11800H RTX 3070 16GB 512GB 17.3″ FHD 144Hz 51,990
GF75 Thin i5-10500H GTX 1650 8GB 512GB 17.3″ FHD 144Hz 27,990
Creator Z16 i7-11800H RTX 3060 32GB 1TB 16″ QHD 120Hz  76,990

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ MSI Commart 2021 ช่วงปลายปีในครั้งนี้ เรียกได้ว่าขนกองทัพ Gaming Notebook และ Creator Notebook มาแบบจัดเต็ม ซึ่งบอกได้เลยว่ามีแต่รุ่นราคาดีและน่าสนใจ เอาเป็นว่าใครสนใจก็ สามารถพบกันที่บูธ MSI ในงาน Commart Bright หมายเลข B12 Hall EH98 ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 – 28 พฤศจิกายน 2564 อ่านรายละเอียดโปรโมชั่นทั้งหมดได้ที่ https://msi.gm/3gURJcZ หรือถ้าดูแล้วชอบรุ่นไหนจากนี้ก็สามารถมาแชร์ข้อมูลกันได้เลยนะครับ

BeLucky FB

สุดท้าย เรายังมีกิจกรรมดีๆที่พร้อมแจกส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุดถึง 2,000 บาท นั่นก็คือ… กิจกรรมคูปองส่วนลดนั่นเอง! โดยกิจกรรมนี้จำกัดเพียง 50 สิทธิ์ต่อวันเท่านั้น สามารถมาลงทะบียนรับคูปองกันไปได้ตั้งแต่ 10:00 น. ของ 3 วันแรก(25 พ.ย. – 27 พ.ย. 2564) และ 16:00 ของวันสุดท้าย ( 28 พ.ย. 2564) นอกจากนี้ยังมีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษอีกมากมายจากโปรโมชั่น Mystery Gift ของพรีเมี่ยมปริศนา ใครมาเร็ว คนนั้นได้ไปก่อนเลย!

from:https://notebookspec.com/web/625372-msi-commart-2021-promotion-buyerguide

รีวิว ASUS ProArt StudioBook 16 OLED สเปก Ryzen 9 + RTX 3060 จอ 4K พร้อมปุ่ม ASUS Dial สุดล้ำ ที่สุดของ Creator Notebook 2021

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED (H5600QM) เป็น Creator Notebook ที่น่าซื้อที่สุดในปี 2021 – 2022 นี้เลยทีเดียว จัดเต็มด้วยสเปกและเทคโนโลยีจัดเต็ม แตกต่างจากโน้ตบุ๊ตทั่วไปหรือ Gaming โดยมาพร้อมชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX และการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3060 ซึ่งมาพร้อมปุ่ม ASUS Dial สุดล้ำในตัว ซึ่งจะรองรับการใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์การทำงานทางด้านกราฟิกให้ผู้ทำงานด้านการตัดต่อไม่ว่าจะเป็นภาพหรือวีดีโอสามารถใช้งานซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ดีกว่าเดิม อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรุ่นอื่นๆ 

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

Advertisementavw

สเปกอื่นๆ ของ ASUS ProArt StudioBook 16 OLED ติดตั้งแรมมาขนาด 32GB แน่นอนว่าได้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ที่ 1TB ได้หน้าจอ OLED ขนาด 16″ 16:10 ความละเอียด 4K Ultra HD ที่พกพาได้สะดวก ด้วยขนาดที่บางเพียง 19.9 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 2.4 กิโลกรัม ตัวเครื่องทำจากโลหะพิเศษน้ำหนักเบาแต่ให้ความทนทานสูง โดยรองรับการทำงานประมวลผลหนักๆ สายงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น โปรเซสไฟล์ขนาดใหญ่ ตัดต่อวีดีโอ กราฟิกดีไซน์ และอื่นๆ อีกมากมาย กับสายงานของมืออาชีพตัวจริง สนนราคาที่ 70,990 บาท ได้ประกันแบบ 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงที่ด้วย

VDO Review

NBS Verdict

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED ได้ความเป็น Mobile Workstation สาย Creator ที่พรีเมียมเน้นสเปกระดับสูงจากชิปประมวลผล AMD Ryzen ตัวท็อปแรงสุดรุ่นใหม่ และการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce ที่ทำงานก็ยอดเยี่ยม เล่นเกมก็ลื่นไหล สเปกอื่นๆ ก็จัดเต็ม ทั้งแรมและที่เก็บข้อมูลพร้อมใช้งานได้ทันที ตัวเครื่องบางเบาและทนทาน แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานประมาณนึง ประสิทธิภาพดีลื่นไหล พอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน อย่างที่หาในโน๊ตบุ๊คทั่วไปไม่ได้แน่นอน ในส่วนของประสิทธิภาพตอบโจทย์การใช้งานได้ครบคลุม

ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊กในการทำงานสายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นงาน 3D, แอนิเมชัน, วิศวกร, สถาปัตยกรรม หรือการทำงานหนักหน่วง อาศัยกราฟิกสูงๆ ในการเรนเดอร์งาน มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ ASUS Dial ที่ออกแบบมาเพื่อให้การทำงานสะดวกและมีประสิทธิภาพสูงสุด กับฟีเจอร์ที่ไม่เคยมรมาก่อนในโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ เพื่อการใช้งานร่วมกับโปรแกรมสร้งสรรค์งานอย่างตระกูล Adobe ไม่ว่าจะเป็น Photoshop, Premiere Pro, Lightroom Classic และ After Effects ใช้งานได้สะดวกเพียงใช้นิ้วกดและเลื่อนหมุนไปมา  

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

เมื่อเทียบกับประสบการณ์การใช้งานที่พกพาไปไหนมาไหนได้ง่ายและสะดวกกว่า Mobile Wostation เครื่องหนาๆ แบบสมัยก่อน และใช้งานได้สบายใจหายห่วงกว่า ASUS โน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ก็คือ ความทนทานระดับ US MIL-STD 810H Military Grade Standard และการรับประกัน On-site Serice ซ่อมฟรีถึงบ้าน ระยะเวลา 3 ปี ที่สำคัญเป็นแบบทั่วโลก อีกทั้งมีประกันอุบัติเหตุในปีแรก อย่าง ASUS Premium Care ด้วย เรียกได้ว่ามั่นใจได้เลย ASUS ProArt StudioBook 16 OLED ยอดเยี่ยมในประสบการณ์ใช้งานรอบด้าน

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

เสริมประสบการณ์ใช้งานยิ่งขึ้นไปอีกด้วยหน้าจอ OLED รองรับ HDR และความสว่างสูง ขอบเขตสีกว้างกว่าพาเนล IPS หลายๆ รุ่น ได้ความละเอียด 4K Ultra HD + (3840 x 2400) ที่ละเอียดเรียบเนียนกว่ามากๆ เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ใช้งานทั่วไป พร้อมรับรองความเที่ยงตรงของสี ให้ช่วงสีค่าความผิดเพี้ยนของสี (Delta-E) น้อยกว่า 2 ซึ่งให้ความแม่นยำของสีที่สูง สนับสนุนการใช้งานมาตรฐานสตูดิโอทีเดียว นอกจากนี้ยังได้ Windows 11 Home และโปรแกรม Office Home and Student 2021 ติดตั้งพร้อมใช้งานตลอดอายุเครื่อง ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

ต้องบอกว่า ASUS ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยวัสดุคุณภาพสูง ประกอบกับการดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของมืออาชีพ พร้อมได้ประสิทธิภาพสูงสุดอย่างลงตัวด้วยสเปกฮาร์ดแวร์ภายในและฟีเจอร์เด็ดๆ ต่างๆ มากมาย อาทิ ระบบระบายความร้อนที่ดี ลำโพงที่ดี แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานระดับหนึ่ง การเชื่อมต่อที่ครบถ้วน ส่วนข้อที่ควรรู้ก็มีเล็กน้อย ก็คือ ความเร็ว SSD ดูน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับสเปกอื่นๆ และในการเล่นเกมแนะนำปรับเป็น Quad HD + ก็พอ เพราะถ้าปรับ Native ของจอ เฟรมเรทจะไม่ลื่นเท่าที่ควร รวมไปถึงไม่มีพอร์ต Thunderbolt 4 เพราะว่าเป็น AMD Notebook นั่นเอง

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

จุดเด่น ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามพรีเมียมตามสไตล์ ProArt StudioBook งานประกอบแน่นวัสดุดี
  • หน้าจอใหญ่ 16″ ตัวเครื่องเบา 2.4 กิโลกรัม และบางเพียง 19.9 มิลลิเมตร
  • ประสิทธิภาพสูงด้วยชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ที่รองรับในทุกๆ การทำงาน
  • การ์ดจอแยกตัวแรง NVIDIA GeForce RTX 3060 Max-P รองรับในการทำงานที่หลากหลาย
  • แรมขนาด 32GB และติดตั้ง SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB พร้อมรองรับอัปเกรดอีก 1 ตัว
  • ได้หน้าจอพาเนล OLED คุณภาพดีเยี่ยมในทุกๆ ด้าน ที่ความละเอียด 4K Ultra HD +
  • อุณหภูมิในการใช้งานถือว่าเย็น ไม่ร้อนจนเกินไป แม้ทำงานหนัก และเสียงพัดลมเสียงเบา 
  • พร้อม I/O ครบถ้วนทั้ง USB-A / USB-C / LAN / HDMI 2.1 / SD Express 7.0 Card Reader 
  • ฟีเจอร์ปุ่ม ASUS Dial เป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้ง่าย พร้อมรองรับในหลายโปรแกรม
  • แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้สูงสุดในโหมดประหยัดพลังงานเกือบๆ 9 ชั่วโมง
  • ผ่านมาตรฐานความทนทานระดับ US MIL-STD 810H Military Grade Standard
  • มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home ใหม่ล่าสุด ใช้งานได้ทันที
  • ติดตั้ง Office Home and Student 2021 พร้อมใช้งานตลอดอายุเครื่อง ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
  • ประสบการณ์ใช้งานโดยรวมดีมากๆ มีเสถียรภาพสูง ประทับใจในการีวิว
  • ประกันเป็น On-site Service ทั่วโลกระยะเวลา 3 ปี พร้อมประกันอุบัติเหตุ

ข้อสังเกต ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

  • ผลทดสอบความเร็ว SSD น้อยกว่าที่ควรจะเป็นในกลุ่มนี้ช่วงราคานี้
  • เมื่อนำไปเล่นเกม แนะนำที่ความละเอียด 2560 x 1600 หรือ 1920 x 1200
  • พอร์ต USB-C ไม่ได้มาตรฐานการเชื่อมต่อเป็น Thunderbolt 4 

Specification

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED (H5600QM) มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ทรงพลังสูงสุดของค่าย ทำงานความเร็ว 3.3  – 4.6 GHz แบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด แตกต่างกันที่การติดตั้งการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6) ค่า TGP 105W ให้ความแรงในการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพการประมวลผล 3 มิติ รวมไปถึงเล่นเกมแบบลื่นไหล ส่วนของแรมมีขนาด 32GB DDR4 Bus 3200MHz มีที่เก็บข้อมูลแบบ M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB (รองรับการเพิ่ม SSD อีก 1 ตัวทันที)

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

หน้าจอขนาด 16″ พาเนลคุณภาพสูง OLED ที่เหนือชั้นกว่า IPS แบบเดิมๆ เน้นการทำงานมืออาชีพที่มากกว่า กับละเอียด 4K Ultra HD + ที่ 3840 x 2400) ให้ความเรียบเนียน ซึ่งมีความละเอียดมากกว่า Full HD + และ Quad HD + แบบชัดเจนมากๆ พร้อมจอภาพได้รับการรับรองความเที่ยงตรงของสีจาก Pantone validated / Calman verified และค่าความผิดเพี้ยนของสี (Delta-E) น้อยกว่า 2 ซึ่งให้ความแม่นยำของสีที่ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังรองรับการแสดงภาพ HDR ด้วย

พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 (802.11ax) และ Bluetooth 5.2 (Dual band) 2*2 แน่นอนว่าได้ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home ใช้งานได้ทันทีและโปรแกรม Office Home and Student 2021 ฟรีๆ ติดเครื่อง สนนราคาอยู่ที่ 1xx,xxx บาท การรับประกัน On-site Serice ซ่อมฟรีถึงบ้าน ระยะ 3 ปี ที่สำคัญเป็นแบบทั่วโลกอย่าง ASUS Premium Care อีกทั้งมีประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย Perfect Warranty 

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED H5600QM-L2911WS ราคา 70,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 9 5900HX (8C/16T & 3.3 – 4.60 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + NVIDIA GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6)
  • RAM : 32GB DDR4 Bus 3200 MHz (SO-DIM 16GB x 2 )
  • DISPLAY: 16″ OLED HDR 4K UHD+ 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 3.0 1TB
  • OS : Windows 11 Home
  • Software : Microsoft office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty 

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED H5600QR-L2911WS ราคา 79,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 9 5900HX (8C/16T & 3.3 – 4.60 GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + NVIDIA GeForce RTX 3070 (8GB GDDR6)
  • RAM : 32GB DDR4 Bus 3200 MHz (SO-DIM 16GB x 2 )
  • DISPLAY: 16″ OLED HDR 4K UHD+ 60Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 3.0 1TB
  • OS : Windows 11 Home
  • Software : Microsoft office Home & Student 2019
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty 

Hardware / Design

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED (H5600QM) เป็นซีรีส์ ProArt ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คเน้นทำงานระดับมืออาชีพที่เน้นสร้างสรรค์จริงจังโดยต้องการการประมวลผลที่หนักหน่วงต่อเนื่อง หรือเรียกว่าประเภท Creator Notebook นั่นเอง โดยตัวเครื่องบางแค่ 19.9 มิลลิเมตร มาพร้อมน้ำหนักเบาที่ 2.4 กิโลกรัม รวมไปถึงแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า Gaming Notebook ที่สเปกคล้ายกัน กับขนาดหน้าจอขอบบาง NanoEdge ขนาด 16″เหนือชั้นกว่าที่พาเนล OLED ความละเอียด 4K Ultra HD + รองรับ HDR 

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

ดีไซน์โดยรวมเน้นความดุดันแข็งแกร่งแบบ Unibody ที่แทบไร้รอยต่อ ด้วยวัสดุเป็นโลหะแมกนีเซียมพร้อมความเรียบเนียนตลอดทั้งตัวเครื่อง อีกทั้งได้สีสันเป็นดำ Star Black สายจริงจัง มีความแข็งแรงทนทานจากโครงสร้างภายใน โดยยังคงไว้ซึ่งการออกแบบที่สวยงาม ด้วยเส้นสายที่ทันสมัยและการตกแต่งเสริมความพรีเมียม ระบบระบายความร้อนที่มีความล้ำหน้าทำให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ยอดเยี่ยมของทุกชิ้นส่วน ด้วยการออกแบบและวิศวกรรมที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพของ ASUS ProArt StudioBook จริงๆ

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

ตัวเครื่อง ASUS ProArt StudioBook 16 OLED นั้นเป็นทรงแบบเหลี่ยมมุมตลอดทั้งตัวเครื่อง เรียกได้ว่าแทบไม่มีความโค้งเว้าใดๆ ซึ่งดูแล้วมีความสมมาตรลงตัว ได้ระบบระบายความร้อน ASUS IceCool Pro Cooling System เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนได้ดีขึ้น 16% และทำงานได้เงียบขึ้น แม้อยู่ในโหมดการใช้งานเต็มประสิทธิภาพ ช่วยระบายความร้อน ช่วยให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ทำงานได้อย่างเสถียร เครื่องไม่ร้อน แม้จะใช้งานเป็นระยะเวลานาน รวมไปถึงขอบด้านหลังนั้นถูกออกแบบเว้นเว้าเป็นอย่างดี พร้อมอากาศเย็นผ่าน โดยมีช่องดูดลมเย็นอีกช่องด้านล่างใต้เครื่อง

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

อีกทั้งยังมีช่องด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีช่องดูดลมอีกช่องช่วยนำพาอากาศเย็นเข้าไปอีกและขอบฝาหลังก็เว้นเอาไว้คล้ายกับ ROG ด้านหลังด้วยช่องระบายความร้อนขนาดใหญ่ 4 ช่อง 2 สองพัดลมแบบ 102 ใบพัด ส่วนถ้าจะอัพเกรดหรือทำความสะอาดก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ขันน็อตไม่กี่ตัวจากนั้นค่อยๆ ดึงขึ้น ส่วนพื้นผิวโดยรวมเองก็มีการเคลือบสารให้เป็นรอยนิ้วมือยากอีกด้วย รวมไปรายละเอียดอื่นๆ ก็จะเป็นการกางหน้าได้มากกว่า 145 องศา อีกทั้งส่วนขอบตัวเครื่องด้านหน้ามีการเว้นเอาไว้ให้เปิดฝาได้ง่าย และติดไฟ LED สถานะไว้ด้วย

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

พร้อมความทนทานระดับ Military Standard 810H ด้วยการผ่านการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อความมั่นใจเต็มเปี่ยมในทุกสภาพแวดล้อม อาทิ ตกกระแทก สั่นสะเทือน อุณหภูมิสูงต่ำ ฝุ่นและละอองน้ำ สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานจริงจัง เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน ผ่านกระบวนการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักร CNC ที่ประณีตและสวยงามในหนึ่งเดียว พร้อมด้านในใส่อุปกรณ์รองรับการกระแทกอีกชั้นด้วย เรียกได้ว่ามีความเชื่อมั่นที่สูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปในตลาดแน่นอน สำหรับระบบ Windows Hello นั้น รองรับทั้งการสแกนนิ้วที่ปุ่ม Power และสแกนหน้าด้วย IR Camera

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED จะอยู่บนพื้นฐานการออกแบบโน๊ตบุ๊คที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงล้ำกว่าด้วยการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX Studio ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มใหม่สำหรับผู้ที่ทำงานทางด้านกราฟิกโดยเฉพาะ จากการที่ใช้การ์ดจอแยก Gaming ในการติดตั้ง แต่ได้มีการปรับแต่งให้ทำงานด้าน Creator ได้ดีขึ้นในทุกๆ มิติ ซึ่งมีความตั้งใจเป็นอย่างดีที่ดูได้จากปุ่ม ASUS Dial เพื่อปรับแต่งผ่านโปรแกรมต่างๆ

ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 46
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 71
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 73
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 20
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 22
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 21
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 91
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 42
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 26

Keyboard / Touchpad

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED ใช้คีย์บอร์ดได้ปุ่มที่พอดีนิ้ว พัฒนาและออกแบบมาให้ ASUS โดยเฉพาะ พร้อมไฟ LED ช่วยให้ความสว่างในที่มืดหรือแสงน้อย ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกดเข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปสุดๆ โดยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.4 มิลลิเมตร มีความทนทานสูงในการใช้งานต่างๆ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ในการติดตั้งแป้มตัวเลขที่ไม่คับแคบจนเกินไปจากการที่เป็นรุ่นหน้าจอ 16″ และที่โดดเด่น คือ ปุ่มทิศทางที่ออกแบบพื้นผิวที่แตกต่างทำให้เรากดได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย เรียกได้ว่าเป็นคีย์บอร์ดเพื่อการใช้งานแบบมืออาชีพจริงๆ 

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

ทัชแพดเองขนาดใหญ่ดีไซน์แบบแยกปุ่มคลิกซ้ายคลิกขวาและคลิกตรงกลางอย่างชัดเจน สำหรับครีเอเตอร์งาน 3D ให้ความสะดวกมากขึ้น อีกทั้งยังรองรับแรงกดจากปากกา ASUS Stylus หรือ Stylus อื่นๆ ถึง 1024 ระดับ ซึ่งการใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นสะดวกสบาย ปุ่มนุ่มกดง่าย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องมีเมาส์ก็ใช้งานได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญมีในส่วนของปุ่มลัด Fn ที่เป็นแถวบนสุดของคีย์บอร์ด ส่วนปุ่ม ASUS Dial ติดตั้งอยู่มุมซ้ายบนของทัชแพดเพื่อใช้งานร่วมกับโปรแกรม Adobe ต่างๆ นั่นเอง

ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 70
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 77
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 74

ASUS Dial

นวัตกรรมเฉพาะของทาง ASUS ในรุ่นนี้ ก็คือ ASUS Dial ซึ่งเป็นปุ่มควบคุมเสริมสำหรับสายครีเอเตอร์ ออกแบบมาเพื่อใช้งานกับโปรแกรมทางด้านครีเอเตอร์ ให้การทำงานสะดวกและมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น Adobe Photoshop, Premiere Pro, Lightroom Classic และ After Effects ใช้งานได้สะดวกเพียงใช้นิ้วคอนโทรลแผงควบคุม เพื่อโปรเฟสชันนอลครีเอเตอร์ ที่ต้องการโน้ตบุ๊กในการทำงานสายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นงาน 3D, แอนิเมชัน, วิศวกร, สถาปัตยกรรม หรือการทำงานหนักหน่วง อาศัยกราฟิกสูงๆ ในการเรนเดอร์งาน

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

ซึ่งนอกจากจะใช้งานร่วมกับโปรแกรม Adobe ได้แล้ว ด้วยการกดและหมุนเลื่อนซ้ายขวาไปมา (พร้อมปรับแต่งตามการใช้งานผ่านซอฟต์แวร์ ProArt Creator Hub) ยังสามารถใช้งานพื้นฐานต่างๆ ผ่าน Windows 11 Home ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการลดเพิ่มเสียง การปรับความสว่าง การเลื่อาหน้าต่างโปรแกรม การสลับโปรแกรมต่างๆ เป็นต้น เชื่อได้เลยว่ากับฟีเจอร์ ASUS Dial ถ้าได้ลองใช้งานแล้วต้องประทับใจแน่นอน ยิ่งสายการทำงาน Creator เรียกว่าเพิ่มความสนุกสนานในการทำงานยิ่งขึ้นไปอีก   

ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 67
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 66
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 65
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 64
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 63
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 62

Screen / Speaker

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED มีหน้าจอขอบจอบางเฉียบทั้งขอบด้านข้างและด้านบนพร้อมติดตั้งกล้องเว็บแคมและไมโครโฟน 4 ตัว พร้อมระบบตัดเสียงแบบ AI มาพร้อมขนาด 16″ ที่สัดส่วนที่มากกว่าอย่าง 16:10 ความละเอียด 4K Ultra HD + (3840 x 2400 พิกเซล) พาเนลเป็น OLED เครื่องแรกของโลกกับขนาด 16″ ได้ความสว่างสูงสุด 550 nits คุณภาพดีที่สุด มุมมองกว้าง พื้นผิวจอแบบกระจดสีสันสดใส ได้ VESA CERTIFIED Display HDR True Black 500 รวมๆ แล้วจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม รวมๆ แล้วต้องยอมรับว่าทาง ASUS ProArt StudioBook รุ่นนี้นั้นใส่ใจในการออกแบบมาจริงๆ 

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

ภาพสวยสีสด ให้สีสันระดับ DCI-P3 ตามที่ ASUS เคลมคือ 100% ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในวงการภาพยนตร์, ไม่ว่าจะภาพนิ่งหรือเคลื่อนไหวก็สวยสมจริงดุจมีชีวิตด้วยคุณภาพของสีที่ได้การรับรองคุณภาพโดย Pantone Validated ซึ่งเป็นระบบสีที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก เป็นมาตรฐานที่ใช้อย่างแพร่หลายทั้งด้านงานออกแบบ, สถาปัตยกรรมและอีกมากมาย ได้ความสบายตา หลับสบาย ด้วยจอถนอมสายตา ที่ช่วยตัดแสงสีฟ้าถึง 70% จอ OLED ผ่านการรับรองคุณสมบัติเพื่อการถนอมสายตา จากสถาบันชั้นนำ TÜV Rheinland-certified

ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 51
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 53
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 54

ทดสอบหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ซึ่งผลการทดสอบให้ขอบเขตความกว้างของสีสัน Gamut เทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB 100%, AdobeRGB 99%, P3 93% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับที่ดีเยี่ยมเหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คทั้งหมดในตลาด โดยให้ความแม่นยำและเที่ยงตรง ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 550 nit ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ สู้แสงกลางแจ้งได้แบบเหนือชั้น รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพก็สามารถทำได้ดีระดับสตูดิโอ

s4

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องมุมซ้ายล่างเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ 550 nit แต่สำหรับช่องมุมขวาบนจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 5% ที่ถือว่าน้อยมาก ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ และค่า Delta-E อยู่ที่ 1.22 เท่านั้น ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

s1
s3
s2

ตัวเครื่องมีช่องลำโพงคู่คุณภาพสูงอยู่ขอบตัวเครื่องด้านหน้าที่มุมซ้ายขวา ใช้ลำโพง 2 ตัว ระบบเสียง Harman/Kardon Premium พร้อมด้วย Smart AMP ให้ที่เสียงที่ดัง ผ่านตัวซอฟต์แวร์ ASUS SonicMaster ทั้งในเรื่องของเสียงเบสที่มีน้ำหนักประมาณนึง เสียงกลางที่สมดุล และเสียงแหลมที่ออกมาใสๆ พร้อมทั้งความดังและกังวาลที่มากกว่า ซึ่งหากว่าเพื่อนๆ เป็นผู้ใช้งานทั่วไป คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้ พูดเลยว่ามีโน๊ตบุ๊คเพียงไม่กี่รุ่นที่ทำเสียงออกมาดีได้ขนาดนี้ พร้อมระบบเสียง ESS SABRE HiFi Audio DAC + Hi-Res Audio เมื่อเชื่อมต่อด้วยลำโพงหรือหูฟังอีกด้วย 

ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 16
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 14
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 13

Connector / Thin And Weight

มาดูทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ ซึ่งเครื่องนี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีพอร์ตเชื่อมต่อมาให้ครบครับใช้ได้เลยทีเดียว มีทั้ง USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ต USB 3.2 Type-C จำนวน 2 พอร์ต ที่รองรับ DisplayPort และ USB-PD ทำให้แสดงภาพและชาร์จไฟเข้าเครื่องได้ พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง, LAN RJ45 และ HDMI 2.1 ที่สามารถต่อจอแยกได้ถึง 4K, 8K @ 120Hz ทีเดียว และโดดเด่นที่สุดก็คือช่อง SD Express 7.0 card reader ความเร็วสูง 985 MB/s ใหม่ล่าสุด รองรับการ์ดจากกล้องโดยเฉพาะ

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.2 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) หรือเรียกว่ามาตราฐาน Wi-Fi ใหม่ที่ดีกว่ารุ่นก่อนๆ ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้มีความสเถียรมากยิ่งขึ้น ส่วนขนาดของตัวเครื่อง 362 x 264 x 19.9 ~ 21.4 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2.4 กิโลกรัม ถือว่าค่อนข้างเบาเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จไฟขนาด 240 W เข้าไปด้วยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 3 กิโลกรัมเท่านั้น พอแบกพกพาไปไหนมาไหนได้อยู่ไม่หนักมากจนเกินไปในการทำงาน ถือมือเดียวก็พอได้ หยิบจับไปไหนก็สะดวกทีเดียว

ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 28
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 27
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 25
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 24
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 90
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 89

Inside / Upgrade

การแกะเครื่อง ASUS ProArt StudioBook 16 OLED เพื่อที่จะนำมาทำความสะอาดในอนาคตนั้นทำง่ายมาก เพียงแกะน็อตหัว 4 แฉกออกทุกตัว แล้วใช้มือเปล่า ค่อยๆ แงะจากด้านหลังตรงแกนฝาพับตัวเครื่องแล้วไล่ไปตามแนวฝาหลังและแกะแผ่นออกมาทั้งหมด  เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ถูกออกแบบจัดระเบียบได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว มีพัดลมขนาดใหญ่ พร้อม ASUS IceCool Pro Cooling system เพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนได้ดีขึ้น 16% และทำงานได้เงียบขึ้น ที่อยู่ในชุดฟินสีดำ หมดกังวลเรื่องฝุ่นที่ติดตรงครีบระบายความร้อนจุดสังเกตที่เปลี่ยนไปคือตัวเครื่องเลือกใช้ฮีทไปป์ 6 เส้น เรียกได้ว่าเอาอยู่กับสเปกแบบนี้แล้ว

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

ซึ่งหลังจากที่แกะออกมาแล้วนั้นจะเห็นแผ่นสีเทาส่วนของแรมเพื่อกันไฟฟ้าสถิต และในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่ใส่ที่เก็บข้อมูลอย่าง SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB แบบ 1TB x 1 พร้อมเพิ่มได้อีก 1 ตัวและทำ Raid ได้เองทันที ส่วนช่องแรมใส่มาแล้วที่ขนาด 32GB โดยมีแรมขนาด 16GB x 2 ติดเครื่องมาเป็นแบบ SO-DIM ซึ่งรองรับการเพิ่มได้สูงสุด 64GB จากที่เป็น ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าคงไม่ต้องอัพเกรดอะไรกันแล้วล่ะ ที่พิเศษและแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ก็คือชุดแผงวงจรของ ASUS Dial นั่นเอง

ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 2
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 3
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 9
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 6
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 5
ASUS ProArt StudioBook H5600QM Review 7

Performance / Software

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED (H5600QM) มาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวท็อปในตลาดของ Gaming Notebook บางเบา ของ AMD อย่าง Ryzen 9 5900HS เน้นนำไปใช้งานหนักๆ แต่ก็ควบคุมความร้อนได้ดี ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.3 – 4.6 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W สร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่า รองรับได้อย่างสบายๆ และดีที่สุดแน่นอน เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลอย่าง Ryzen รุ่นก่อนๆ 

สำหรับ AMD Ryzen 9 5900HX แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen 7 5800H พอตัวแล้ว ส่วนแรมได้ขนาด 32GB แบบ SO-DIM แบ่งออกเป็น 16GB x 2 แถว มาตรฐาน Bus 3200 MHz สนับสนุนการอัพเกรดได้สูงสุดที่ 64GB จากการที่เราเพิ่ม 32GB ไปอีก 2 ตัวนั่นเอง (ถอด 16GB x 2 เดิมออก) พร้อมให้ SSD M.2 NVMe PCIe 3.0 ความจุ 1TB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ

c1.   c2

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 2100MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ ทำให้แบตเตอรี่อยู่ได้ยาวนานทั้งวัน แม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้ชิปประมวลผลตัวแรงก็ตามที

อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3060 Max-P ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า GeForce RTX 2060 รุ่นก่อน จากที่สเปกภายในได้รับการอัพเกรดขึ้น แม้ได้แรมการ์ดจอจะเป็น 6GB GDDR6 เหมือนเดิม เน้นใช้งานกับรุ่นที่เน้นประสิทธิภาพที่ปลดปล่อยความร้อนน้อยลงแต่ก็แรงกว่าเดิม เพราะทาง ASUS เค้า Overclock มาให้จากโรงงานแล้ว จากเทคโนโลยี Dynamic Boost ให้ GPU Clock แรงเหนือชั้นยิ่งกว่า ซึ่งได้ค่า TGP ที่ 105W เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว

c15.   c20

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ ที่น่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 4900H หรือ Ryzen 7 5800HS ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยกเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก

ssd 1
ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ของ WD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 1TB (สามารถเพิ่มได้อีกตัว และทำ Raid ได้) แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 3 ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับ SSD M.2 ทั่วไปแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 2863MB/s และเขียนที่ 3087MB/s แม้อาจจะไม่ได้เร็วมาก แต่ก็ถือว่าดีกว่ามาตรฐาน SATA 3 แบบเดิมๆ แล้ว

pc10 copy

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 6,509 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง RTX 3060 ที่ Dynamic Boost แล้ว ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว

3d copy

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 7,456 เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขาได้ดีขนาดไหน ซึ่งนับว่าคะแนนอยู่ในเกณฑ์ที่ดีของการเป็นสเปกเดียวกับ Gaming Notebook ระดับบนจริงๆ

game test

คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจ ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด (ปิด V-Sync) แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ ทั้ง 6 เกมที่เราได้ทำการทดสอบไป จะเห็นว่ามีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นในระดับที่น่าประทับใจต่อสเปกภายใน ที่จัดว่าเป็นโน้ตบุ๊คตัวแรง อย่างไรก็ตามในการทดสอบนี้เราใช้การปรับความละเอียดในเกมเป็น Quad HD + เพราะให้ภาพที่ละเอียดเพียงพอแล้วในการเล่นเกมจริงๆ และยังช่วยให้ลื่นไหลกว่า Ultra HD + ด้วย 

p1 copy

นอกเหนือจากนี้ ยังมี ProArt Creator Hub ซอฟต์แวร์ Utility ที่พิเศษกว่า ProArt StudioBook รุ่นอื่นๆ ซึ่งรวบรวมเอาการควบคุมที่สำคัญต่างๆ มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆ ของระบบ อาทิ การดูสถานะการทำงานของเครื่อง โปรไฟล์ของสีหน้าจอที่เราใช้ การจัดกลุ่มโปรแกรมในการทำงาน แน่นอนว่ามีการปรับแต่ง ASUS Dial ในส่วนนี้ด้วย พร้อมเราสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในการควบคุมได้ ซึ่งจากการใช้งานปรับแต่งจริงๆ นับว่ามีความยืดหยุ่นสูงมาก 

p2 copy

ปิดท้ายด้วยซอฟต์แวร์ Utility อีกตัวอย่า MyASUS ที่เป็นศูนย์รวมการปรับแต่งอื่นๆ ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Link to MyASUS สำหรับการเชื่อมต่อไปยังสมาร์ทโฟน Android หรือ iOS  ได้ เพื่อการใข้งานเป็นหน่ึงเดียว ที่ต้องบอกเลยว่าสามารถใช้งานจริงได้ดีมากๆ รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากการอัพเดทในอนาคต นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์คอยตรวจระยะเวลากรับประกันและอัพเดทไดร์เวอร์ได้ครบๆ พร้อมรองรับการตั้งค่าอื่นๆ เพิ่มเติมอีก อย่างที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊คทั่วไปแน่นอน

a1 copy

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน ASUS ProArt StudioBook 16 OLED เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ความจุ 5800mAh ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับ 10% แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้วผ่านทาง Microsoft Edge ตรวจสอบผ่านโปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 9 ชั่วโมงโดยประมาณ เรียกได้ว่าน่าประทับใจทีเดียวกับการที่ Creator Notebook ทรงพลัง จอ OLED 16″ 4K UHD + ที่สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขนาดนี้

batt

ส่วนเรื่องอุณหภูมิในการใช้งานนั้น ASUS ProArt StudioBook 16 OLED ตรวจสอบผ่านทาง HardwareMonitor เมื่อใช้งานแบบปกติชิปประมวลผลจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซียส ส่วนการ์ดจอแยกจะอยู่ที่ 30 – 50 องศาเซลเซียสเช่นกัน ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 28 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการประมวลผลกราฟิก 3 มิติ หรือเรนดอร์วีดีโอ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้น

temp2

ที่ดูจากภาพแล้วจะเห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของตัวเครื่องอยู่ที่ไม่เกิน 93 องศาเซลเซียส และการ์ดจอแยกจะอยู่ที่ 71 องศาเซลเซียสเท่านั้น โดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้เป็นอย่างดีมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้กลับมา สำหรับเสียงรบกวนในเวลาทำงานนั้นถือว่าทำงานเงียบมากๆ จากการที่เน้นการทำงานเป็นหลัก สมกับ Mobile Workstation โดยมีเสียงรบกวนที่ระดับต่ำกว่า 40 เดซิเบล ในการทดสอบมาตรฐานแม้ว่าจะรีดประสิทธิภาพจาก CPU และ GPU ให้ทำงานเต็มกำลังก็ตาม

Conclusion / Award

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED (H5600QM) นั้นถือว่าเป็น Creator Notebook สำหรับการทำงานระดับมืออาชีพเน้นประสิทธิภาพสูงเทียบเท่า Desktop พร้อมความบางเบาพกพาสะดวก พร้อมรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ด้วยแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวยานทั้งวัน และความร้อนที่เกิดขึ้นก็น้อยมากๆ โดยมีน้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้เมื่อแลกกับความแรง พร้อมได้หน้าจอ 16″ OLED HDR ความละเอียด 4K Ultra HD + ขอบเขตสีกว้าง เรียกได้ว่าใครต้องการโน๊ตบุ๊คหน้าจอที่ที่สุดในตลาดต้องรุ่นนี้เลย และเจ๋งสุดๆ ด้วย ASUS Dial ปุ่มควบคุมเสริมสำหรับสายครีเอเตอร์

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

การมาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 9 5900HX ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด เร่งความแรงได้ด้วย ที่เป็นรุ่นท็อปสุดแล้วของค่าย AMD ซึ่งบอกได้เลยว่าทรงพลังเน้นประสิทธิภาพแบบสุดๆ และการ์ดจอแยกประมวลผล 3 มิติตัวแรงสุดๆ อย่าง NVIDIA  GeForce RTX 3060 (6GB GDDR6) พร้อมค่า TGP เร่งสุดที่ 105W สำคัญคือควบคุมความร้อนได้แบบมีเสถียรภาพผ่านชุดระบายความร้อนที่ดีอย่าง ASUS IceCool Pro Cooling system ส่งผลให้ไม่มีความร้อนสะสมเกิดขึ้น การทำงานโดยรวมสเถียรภาพสูง 

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

ด้วยฟีเจอร์ทั้งหมดที่มีทำให้แม้สเปกจะจัดเต็มเหมือน Gaming Notebook เครื่องหนาๆ หนักๆ ก็สามารถจัดการควบคุมอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี พร้อมใช้งานแบตเตอรี่ได้อย่างน่าประทับใจ ที่ยาวนานกว่า 9  ชั่วโมงในการใช้งานทั่วไป เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยมทั้งการทำงานหรือเล่นเกมก็ยังได้  อีกทั้งตัวเครื่องยังมีความแข็งแรงทนทานอีกด้วยทั้งภายนอกและภายใน ดีไซน์ก็ให้ความพรีเมียมเป็นมืออาชีพสุดๆ ลงตัวกับคนทำงานสาย Conten Creator หรือ สถาปนิก วิศวกรสุดๆ

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

นอกจากนี้ ASUS ProArt StudioBook รุ่นนี้ ยังมอบสมาชิก Adobe Creative Cloud ฟรี เป็นระยะเวลาสาม 3 เดือน ซึ่งผู้ใช้สามารถใช้งานโปรแกรม Adobe ที่สำคัญ อย่าง Photoshop, InDesign ,และ Premiere Rush ในขณะเดียวกันยังได้การจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบคลาวด์ขนาด100 GB, การเข้าถึง Adobe Fonts และบริการอื่นๆ การร่วมมือกันครั้งนี้เป็นการย้ำให้เห็นถึงการทำงานที่ราบรื่นของASUS Dial กับ Adobe Photoshop, Lightroom Classic , After Effects และ Premiere Pro เพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดของผู้ใช้

ASUS ProArt StudioBook 16 OLED

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ProArt StudioBook 16 OLED ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Graphic 

อีกหนึ่งรุ่นจากทาง ASUS สำหรับหน้าจอแสดงผลของ ProArt StudioBook รุ่นนี้เป็นหน้าจอ OLED ขนาด 16″ บนความละเอียด 4K Ultra HD + ระดับสูง sRGB 100% รองรับ HDR พร้อมรับรองความเที่ยงตรงของสี ให้ช่วงสีค่าความผิดเพี้ยนของสี (Delta-E) น้อยกว่า 2 ซึ่งใช้งานหน้าจอของเราสมบูรณ์แบบด้วยความเรียบเนียนไม่เห็นรอยหยัก ที่สำคัญทำให้เราเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานโน๊ตบุ๊คแบบเดิมๆ ไปตลอดกาล กับฟีเจอร์ปุ่ม ASUS Dial เป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้ง่าย พร้อมรองรับในหลายโปรแกรม Adobe ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีคู่แข่งด้วย

award new Graphic

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ ProArt StudioBook โน๊ตบุ๊คสายทำงานระดับสูงเน้นงานมืออาชีพ Mobile Workstation ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน ASUS ProArt StudioBook ตัวนี้ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ดูแล้วเรียบหรูตามสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบเล่นเกม ที่สำคัญคือขอบจอบาง ทำให้มิติตัวเครื่องใกล้เคียงพวกจอ 14″ แถมน้ำหนักเบาแค่ 2.4 กิโลกรัมเท่านั้น โดยตัวเครื่องบางเพียง 19.9 มิลลิเมตรเท่านั้น พกพาได้สะดวกมากๆ เทียบกับประสิทธิภาพที่ได้มาถือว่าสุดยอดมากๆ

NBS award 7 Design 

Best Performance

ASUS ProArt StudioBook รุ่นนี้สเปคเป็น AMD Ryzen 9 5900HX จับคู่มากับ NVIDIA FeGorce RTX 3060 แรมขนาด 32GB + SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB + มี Windows 11 Home การรับประกัน On-site Serice ซ่อมฟรีถึงบ้าน ระยะ 3 ปี ที่สำคัญเป็นแบบทั่วโลก อีกทั้งมีประกันอุบัติเหตุในปีแรก อย่าง ASUS Premium Care ด้วย ในราคาที่ 1xx,xxx บาท เรียกได้ว่าสมราคา งาน 3D, แอนิเมชัน, วิศวกร, สถาปัตยกรรม หรือการทำงานหนักหน่วง อาศัยกราฟิกสูงๆ ในการเรนเดอร์งาน  หรือเล่นเกมก็ทำได้ใกล้เคียงกับ Gaming Notebook เลย

award new performance

 

 

 

from:https://notebookspec.com/web/622789-review-asus-proart-studiobook-16oled

โน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาไม่เกิน 20,000 บาท แนะนำ 6 รุ่นน่าซื้อ ราคาคุ้มค่า สเปกลื่นไหล ใช้งานพื้นฐาน เล่นเน็ต ดูหนังฟังเพลง

โน๊ตบุ๊ค 2021 เรียกได้ว่ามีให้เลือกซื้อมากมายหลายรุ่น มาพร้อมกับช่วงราคาที่หลากหลายในเราได้ซื้อตามงบหรือตามการใช้งานของเรา ในบทความนี้ทั้งหมดจะมาพร้อมกับโน๊ตบุ๊คช่วงราคาไม่เกิน 20,000 บาท ได้สเปกชิปประมวลผล Intel รุ่นล่าสุดอย่าง Core i3-1115G4 หรือ AMD ที่เป็นรุ่น Ryzen 5300U, Ryzen 5 5500U ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพที่ดี ร้อนน้อย แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ในดีไซน์ที่บางเบาพกพาสะดวก โดยมีขนาดหน้าจอทั้ง 14″ และ 15.6″ ให้เลือกตามแต่ไลฟ์สไตล์

โน๊ตบุ๊ค 2021

Advertisementavw

โน๊ตบุ๊ค 2021 ที่นำมาแนะนำเหลือเฟือในการใช้งานระดับพื้นฐาน อย่างเล่นอินเตอร์ ดูหนังฟังเพลง หรือเล่นเกมก็ยังพอได้ ตอบโจทย์การทำงานทั่วไปอย่างงานเอกสาร Word, Excel, Power Point, เล่นอินเตอร์เน็ต, Social, Online, ดูหนัง, Youtube, Netflix โดยรวมแล้วมีความลื่นไหลไม่สะดุด ซึ่งบางรุ่นได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) มาด้วย รวมไปถึงบางรุ่นจะได้ประกันที่ดีที่สุดเป็นระยะเวลา 2 ปี แบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน อีกทั้งมีประกันอุบัติเหตุด้วยในปีแรก 

โน๊ตบุ๊ค 2021

ในส่วนสเปกอื่นๆ ของโน๊ตบุ๊ค 2021 ที่เรานำมาแนะนำประกอบไปด้วย 6 รุ่นจาก 5 แบรนด์ จะได้แรม 8GB และได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ในทุกๆ รุ่น ที่ใช้งานได้ทันทีไม่ต้องอัพเกรดแล้วก็ได้ อีกทั้งมาพร้อมกับหน้าจอ ที่สนับสนุนการใช้งานทุกรูปแบบ บนความละเอียด Full HD ที่ให้ภาพคมชัดเรียบเนียน โดยหลักๆ แล้วจะได้เป็นพาเนล IPS คุณภาพดี ที่ให้ภาพสดสวยสมจริงสุดๆ ซึ่งจะมีรุ่นไหนบ้าง กับช่วงราคาไม่เกิน 20,000 บาท ไปติดตามชมกันต่อได้เลย

โน๊ตบุ๊ค 2021 งบไม่เกิน 20,000 บาท สเปก Core i / Ryzen

  1. Dell Vostro 3400 14 ราคา 17,490 บาท
  2. ASUS VivoBook 14 S413 ราคา 17,990 บาท
  3. Lenovo IdeaPad 3 14 ราคา 17,990 – 19,990 บาท
  4. MSI Modern 14 ราคา 18,490 บาท
  5. Acer Aspire 5 A515 ราคา 19,990 บาท
  6. Acer Swift 3 SF314 ราคา 19,990 บาท

1. Dell Vostro 3400 14 ราคา 17,490 บาท

Dell Vostro 3400 14 เป็นโน๊ตบุ๊ค 2021 เน้นใช้งานภาคธุรกิจ SME, SMB ได้รับความน่าเชื่อถือมาอย่างยาวนานและเป็นที่นิยมในการใช้งานกับภาคธุรกิจอย่างมากมาย ทั้งมาตรฐานการบริการ Dell Pro Support และ On-site Service “บริการซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ” ถึง 3 ปีด้วยกัน (with Battery Service Support) ​โดยซีรีส์ Commercial แบ่งออกเป็น Vostro, Latitude, Precision สำหรับลูกค้าองค์กรเป็นหลัก โดยทั่วไปแล้วคนมักจะมองว่าแบรนด์ Dell เป็นแบรนด์ระดับสูง เพราะผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในท้องตลาดนั้นอยู่ในเกรดที่สูงกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปนั่นเอง

โน๊ตบุ๊ค 2021

มาพร้อมดีไซน์ที่เรียบๆ แต่แฝงความหรูหรา โดดเด่นเรื่องความแข็งแรงทนทาน ประสทิธิภาพ สเถียรภาพ เป็น Notebook หน้าจอ 14″ ความละเอียดหน้าจอก็เป็นระดับ Full HD พาเนล IPS ได้ขนาดตัวเครื่องที่บางเบาเล็กกระทัดรัด โดย Dell Vostro 3400 14 สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i3-1115G4 การ์ดจอออนชิป Intel UHD แรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 256GB ใช้งาน Windows 10 Home ได้ทันที การเชื่อมต่อต่างๆ ก็ครบครัน โดยได้ Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0

new%20Vostro%203400 t

การออกแบบโดยรวมของ Dell Vostro 14 3400 นั้นจะดูกระชับกว่าโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ อยู่พอสมควร เนื่องด้วยมีการใช้ตัวเครื่องขนาด 13.3″ เท่านั้น ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา ทางด้านแนวคิดด้านดีไซน์ตัวเครื่องนั้นมีความเล็กกระชับความเดิม ส่วนน้ำหนักก็เบามากๆ เพียง 1.64 กิโลกรัมเท่านั้น ตอบโจทย์การพกพาอย่างที่สุดทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน

Dell Vostro 14 3400-W568154003THW10 ราคา 16,900 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i3-1115G4 (2C/4T : 3.00 – 4.10GHz)
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 Bus 3200 MHz
  • DISPLAY: 14″ IPS Full HD
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 256GB
  • OS : Windows 10 
  • Warranty : 3 Years On-site Serive

2. ASUS VivoBook 14 S413 ราคา 17,990 บาท

ASUS VivoBook 14 S413 เป็นโน๊ตบุ๊ค 2021 ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม “Tiger Lake” สถาปัตยกรรมขนาด 10nm SuperFin Willow Cove ที่แรงลื่นทรงพลังยิ่งกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ พร้อมมี AI เข้าช่วยไปอีกขั้น ทั้งทำงานและความบันเทิงดีขึ้น ดีไซน์สวยด้วยหน้าจอ 14″ IPS Full HD มีความบาง 17.9 ม.ม. และเบาเพียง 1.4 ก.ก. วัสดุเป็นโลหะอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ให้ความพรีเมียมดูดีเกินราคา เจาะตลาดนักเรียนนักศึกษา รวมไปถึงคนวัยทำงานที่ยังหนุ่มสาวเป็นหลัก สมกับเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์

โน๊ตบุ๊ค 2021

สำหรับ ASUS VivoBook 14 S413 เครื่องนี้ได้รับการออกแบบที่เหมือนกับรุ่นสเปก Core i Gen 11 ซึ่งแม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่เน้นการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่แล้ว สเปคเน้นประสิทธิภาพที่มากว่า มาพร้อมกับความแตกต่างและสีสันไม่ซ้ำใครแน่นอน โดดเด่นด้วยสีสันหลากหลาย และได้ปุ่ม Enter key ไฮไลท์สีเหลือง โดยสเปกเป็น Core i3-1115G4 การ์ดจออนชิปเป็น Intel UHD ประสิทธิภาพดีขึ้นไปอีก ได้แรมขนาด 8GB และ SSD 512GB มี Windows 10 Home ส่วนประกันเป็นประกัน 2 ปี + ประกันอุบัติเหตุ 1 ปีตามมาตรฐานของ ASUS

VivoBook%2014%20S413FQ%20Black r

ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครัน ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.2 Type-A จำนวนหนึ่งพอร์ต (น่าจะให้มาสักสอง) ไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็ว พอร์ต USB 2.0 Type-A อีกสองพอร์ตที่ไว้เชื่อมต่อกับเมาส์หรืออุปกรณ์อื่นๆ และมีพอร์ต USB 3.2 Type-C มาให้อีกหนึ่งพอร์ต ทางด้านพอร์ทการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมีพอร์ท HDMI มาให้ รูเชื่อมต่อหูฟังเป็นแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ส่วนช่องอ่าน microSD Card จะอยู่ด้านขวามือตัวเครื่อง

ASUS VivoBook 14 S413EA-EB301TS ราคา 17,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i3-1115G4 (2C/4T : 3.00 – 4.10GHz)
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200MHz 
  • DISPLAY: 14″ Full HD IPS 60Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home 
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years Carry-in + 1 Year Perfect Warranty

3. Lenovo IdeaPad 3 14  ราคา 17,990 – 19,990 บาท

Lenovo IdeaPad 3 14 เป็นโน๊ตบุ๊ค 2021 ราคาคุ้มค่าที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ในทุกๆ วัน รองรับทุกๆ การใช้งานพื้นฐาน กับราคาเพียง 17,990 – 19,990 บาท ด้วยดีไซน์ที่เบาและมีสไตล์ เหมาะสำหรับการใช้งานไปนู้นมานี่ เป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้า 14″ ความละเอียด Full HD ได้สเปกอย่างชิปประมวลผล AMD Ryzen 3 5300U / Ryzen 5 5500U ที่ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีได้แรม 8GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มาทันที โดดเด่นที่ตัวเครื่องเบาแค่ 1.4 กิโลกรัม

โน๊ตบุ๊ค 2021

การมาของ Lenovo IdeaPad 3 14 ​เน้นตอบโจทย์คนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คบางเบาหน่อย รูปลักษณ์ดูแพงเกินกว่าค่าตัว เน้นใช้งานนอกสถานที่ ในราคาที่ไม่แพง แน่นอนว่าประสิทธิภาพการทำงานก็ไม่ได้สูงมากเช่นกัน โดยรองรับการทำงานพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงดูซีรีส์สตรีมมิ่งต่างๆ เป็นต้น ที่สำคัญคือได้ Office Home and Student 2019 ติดเครื่องมาเลย เหมาะสำหรับคนหาคอมพิวเตอร์พกพาในราคาไม่เกิน 20,000 บาท โดยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวันแน่นอน 

Ideapad%2014%20Alc6 l

ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 14″ ที่ได้ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพดี สีสันสดใส มุมมองกว้างกว่าพาเนล TN ทั่วไป พร้อมมีลำโพงคุณภาพดีทำงานร่วมกับระบบเสียง Dolby Audio ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ 3 x USB 3.1 Type-A, HDMI และ SD Card Reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 และ Bluetooth 5.0 ด้วย รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home พร้อมใช้งานได้ทันที พร้อมการรับประกัน 2 ปี ส่งเคลมศูนย์ปกติ

Lenovo IdeaPad 3 14ALC6-82KT0080TA ราคา 17,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 3 5300U (4C/8T : 2.60 – 3.80GHz)
  • GPU : AMD Radeon 6
  • RAM : 8GB DDR4 3200MHz 
  • DISPLAY: 14″ Full HD IPS 60Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home 
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years Carry-in

Lenovo IdeaPad 3 14ALC6-82KT0081TA ราคา 19,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 3 5300U (6C/12T : 2.10 – 4.00GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7
  • RAM : 8GB DDR4 3200MHz 
  • DISPLAY: 14″ Full HD IPS 60Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home 
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years Carry-in

4. MSI Modern 14 ราคา 18,490 บาท

MSI Modern 14 เป็นโน๊ตบุ๊ค 2021 รุ่นใหม่หน้าจอ 14″ ตัวแรงลื่นบางเบาสุดๆ โดยมีราคาคุ้มค่า มาพร้อมกับประสิทธิภาพจากชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ที่รองรับการทำงานพื้นฐานทั่วไปได้อย่างลื่นไหล อย่าง Intel Core i3-1115G4 แต่สำหรับงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมเบาๆ รวมไปถึงตัดต่อวีดีโอความละเอียด Full HD ก็ทำได้ดีเยี่ยมอยู่ ในส่วนของสเปกแรมได้มาขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB จัดเต็ม กับช่วงราคาเริ่มต้น 18,450 บาทเท่านั้น แน่นอนว่ามี Windows 10 Home ใช้งานได้ทันทีด้วย

โน๊ตบุ๊ค 2021

ที่สำคัญคือตัวเครื่องมีความพรีเมียมและบางเบาอย่างที่สุด มีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น  ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด สนับสนุนทั้งทำงานและเล่นเกมที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นก่อนๆ ที่เคยมีมา สำหรับตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียม โดยมีสีสันเป็นสีดำ Carbon Gray (ในไทยตอนนี้มีจำหน่ายสีเดียว) เคลือบพื้นผิวด้วยเทคโนโลยี Sandblasting พ่นเนื้อทรายละเอียด ให้สัมผัสที่เรียบเนียน ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม

Modern%2014%20B11M%20Gray l

MSI รุ่นนี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊ค 2021 สายทำงานบางเบาหน้าจอ 14″ ซึ่งมีไซส์และมิติโดยรวมเล็กกระทัดรัดกว่าปกติ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 1 x USB Type-C / x USB  Type-A / 1 x HDMI 1.4 / micro-SD Card Reader และ Mic-in/Headphone-out  ซึ่งในการใช้งานจริงก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้วล่ะที่สำคัญอแดปเตอร์จ่ายไฟที่ 65 Watt นั้น มีขนาดที่เล็กและเบากว่าปกติ นับว่า MSI รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งโน๊ตบุ๊คสายทำงานที่เน้นพกพาในราคาคุ้มค่า

MSI Modern 14 B11MOU-660TH ราคา 18,450 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i3-1115G4 (2C/4T : 3.00 – 4.10GHz)
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200MHz 
  • DISPLAY: 14″ Full HD IPS 60Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home 
  • Warranty : 2 Years Carry-in

5. Acer Aspire 5 A515 ราคา 19,990 บาท

Acer Aspire 5 A515-45 โน๊ตบุ๊ค 2021 ดีไซน์เด่น เน้นความคุ้มค่า ทั้งการทำงานต่างๆ บันเทิงดูหนังฟังเพลง รวมไปถึงการเล่นเกมออนไลน์ ซึ่งสามารถใช้งานทั่วๆ สนับสนุนการใช้งานได้ยาวๆ สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000U ที่ล้ำหน้า จากเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตกรรม Cezanne เน้นประหยัดพลังงานแต่ยังให้ความแรง ซึ่งเดิม AMD ก็ทำตลาดในกลุ่มนี้ได้อย่างน่าสนใจ ด้วยราคาที่ไม่แพง แต่ประสิทธิภาพดี ได้ความแรงที่เหนือชั้นกว่าเดิมมากด้วย

โน๊ตบุ๊ค 2021

Acer Aspire 5 A515-45 ขนาดหน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS ใช้ชิปประมวลผล Ryzen 5 5500U พร้อมมีรุ่นการ์ดจอแยกรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 7 ส่งผลให้รองรับงาน 3 มิติ หรือเล่นเกมออนไลน์ได้ลื่นไหล ได้แรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวทั้งวัน ได้ Windows 10 Home สนนราคาที่ 19,990 บาท ได้ประกันเป็น 2 ปี ที่สำคัญมีบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงเมื่อส่งศูนย์ พร้อมมีเครื่องสำรองให้ใช้งานอีกด้วย

Aspire%205%20A515 44G%20Silver l

ในเรื่องของการดีไซน์มีปรับดีไซน์ใหม่ พร้อมสีสันให้เลือกคือสีเงินและสีดำ ตามยุคสมัยของโน๊ตบุ๊คปี 2021 ที่เน้นมิติตัวเครื่องที่เล็กกระชับ ด้วยขอบหน้าจอที่บางลง พร้อมตัวเครื่องมีความบางที่ 17.95 มิลลิเมตร ที่ความเบาเพียง 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น พอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ครบทั้ง USB 3.1 Type-C, USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 AX ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.1 

Acer Aspire 5 A515-45-R8JX ราคา 19,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 5 5500U (6C/12T : 2.10 – 4.00GHz)
  • GPU : AMD Radeon 7
  • RAM : 8GB DDR4 3200MHz 
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 60Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home 
  • Warranty : 2 Years Carry-in

6. Acer Swift 3 SF314 ราคา 19,990 บาท

Acer Swift 3 กับการเป็นโน๊ตบุ๊ค 2021 บางเบาคุ้มค่ารุ่นล่าสุด ประจำซีรีส์ Swift  ทั้งเรื่อง สเปก ดีไซน์การออกแบบ พร้อมฟีเจอร์ต่างๆ นั้น เป็นการต่อยอดจากรุ่นเดิมที่ดูลงตัว ดีไซน์โดยรวมดูแล้วมีความเรียบหรูกว่าราคาไปมาก โดยตัวเครื่องมาพร้อมกับบาง 15.95 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 1.2 กิโลกรัม เพราะดูแล้ว Acer ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับโน๊ตบุ๊คบางเบาราคาคุ้มค่า ที่ราคาไม่แพง มีความน่าใช้งาน ได้สเปกแรงๆ อย่าง Core i3-1125G4 ได้แรม 8GB และ SSD M.2 ที่ 512GB

โน๊ตบุ๊ค 2021

เรียกได้ว่า Acer ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบารูปแบบใหม่มาสู่ท้องตลาด ไม่ใช่แค่บางเบาแบบสุดๆ แต่ยังได้ยกระดับการใช้งานได้สเปกที่แรงลื่นขึ้นจากการที่เป็น Intel Core i Gen 11 Tiger Lake เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin โดดเด่นด้วยการทำงานที่มี AI ช่วยประมวลผลงานบางอย่างในตัว รองรับพวก Microsoft Office / Adobe ที่สำคัญยังได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ติดเครื่องด้วย ทำให้คนที่ใช้งานเอกสารโดย Word / Excel / Power Point ตรงนี้ประหยัดเงินไปได้เลย 

โน๊ตบุ๊ค 2021

หน้าจอเป็นขนาด 14″ Full HD พาเนล IPS ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ Thunderbolt 4 (เป็น USB 3.2 Type-C + DisplayPort + Power Delivery), USB 3.2 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 AX (GIG+) ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.1 ใหม่ล่าสุด มีสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ได้ประกันเป็น 2 ปี พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมงด้วย สนนราคาเพียง 19,990 บาท 

Acer Swift 3 SF314-511-35HW ราคา 19,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i3-1125G4 (4C/8T : 2.00 – 3.70GHz)
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • RAM : 8GB DDR4 3200MHz 
  • DISPLAY: 14″ Full HD IPS 60Hz 
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home 
  • Software : Office Home & Student 2019
  • Warranty : 2 Years Carry-in

ตารางสเปกโน๊ตบุ๊ค 2021

 
  CPU GPU RAM SSD Display Price
Vostro 3400 14 i3-1115G4 UHD 8GB 512GB 14″ IPS FHD 17,490
VivoBook 14 S413 i3-1115G4 UHD 8GB 512GB 14″ IPS FHD 17,990
IdeaPad 3 14 Ryzen 3 5300U Radeon 8GB 512GB 14″ IPS FHD 17,990
Modern 14 i3-1115G4 UHD 8GB 512GB 14″ IPS FHD 18,490
Aspire 5 A515 Ryzen 5 5500U Radeon 8GB 512GB 15.6″ IPS FHD 19,990
Swift 3 SF314 i3-1125G4 UHD 8GB 512GB 14″ IPS FHD 19,990

โน๊ตบุ๊ค 2021

สรุปโน๊ตบุ๊ค 2021หลายๆ รุ่นมีความน่าสนใจมากๆ ในช่วงราคาไม่เกิน 20,000 บาทที่เราได้เอามาฝากกันทั้ง 6 รุ่น บอกได้เลยเราคัดมาเป็นอย่างดีช่วงปลายปีนี้ หรือถ้าใครมีความคิดเห็นอย่างอื่นเพิ่มเติม ก็ลองคอมเมนต์บอกกันได้เลย ซึ่งโน๊ตบุ๊ค 2021 ทุกรุ่นนี้ก็เป็นเพียงคำแนะนำเท่านั้น

เผื่อใครที่ยังไม่ได้เล็งตัวไหนเป็นพิเศษ ก็ลองเข้ามาดูกันได้ ไว้เป็นตัวเลือกซื้อ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วอยากจะบอกทั้ง 6 รุ่นนี้เน้นใช้งานทั่วไปมากกว่า ไม่ได้เน้นเล่นเกมแต่อย่างใด เพราะถ้าจะเล่นเกมก็ต้องมีการ์ดจอแยกอย่าง GTX / RTX ติดตั้งมาด้วย แต่ช่วงราคาก็จะสูงกว่านี้นะครับ

from:https://notebookspec.com/web/622851-%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%8a%e0%b8%95%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%84-2021-budget-20000-buy-6-model

รีวิว ASUS ROG Zephyrus S17 สเปก i9 + RTX 3080 จอ 17.3″ 4K 120Hz ที่สุดของความแรง บาง 19.9 มม. เบา 2.6 กก.

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 มาพร้อมกับ Optical mechanical keyboard ที่สามารถยกตัวขึ้นทำมุม 5 องศา เพิ่มพื้นที่ระบายความร้อนได้อย่างเหนือชั้น เพื่อรีดประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุดของเครื่องออกมาใช้งาน กับการที่เป็น Gaming Notebook ไฮเอนด์ปี 2021 สุดล้ำ เน้นความพรีเมียม หน้าจอ 17.3″ 4K UHD 120Hz sRGB100% เบา 2.6 กิโลกรัม บาง 19.9 มิลลิเมตร ติดตั้งลำโพง 6 ตัวสุดกระหึ่ม Dolby Atmos วัสดุเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นCNC ที่เรียบเนียนสวยงาม พร้อมสีสันใหม่อย่าง Off Black ที่เป็นเอกลักษณ์

ASUS ROG Zephyrus S17

สเปกประสิทธิภาพสูงสุดใช้ชิปประมวลผลตัวท็อปจาก Intel Core i9-11900H ที่ดีที่สุดเน้นทั้งแรงและร้อนน้อยกว่า ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอแยกตัวบน NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P (16GB GDDR6) เทคโนโลยี 8 นาโนเมตรที่ใหม่ที่สุด สถาปัตยกรรม RTX Gen 2 สเปกอื่นๆ ก็โดดเด่นไม่เป็นรองกัน โดยติดตั้งแรมมาขนาด 32GB DDR4 Bus 3200MHz อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB ที่ความเร็ว 10,000 MB/s อีกทั้งมีปุ่ม Power ทำหน้าที่ Fingerprint ด้วย จัดเต็มเลยการเล่นเกมหรือทำงาน

ASUS ROG Zephyrus S17

ฟีเจอร์อื่นๆ ของ ASUS ROG Zephyrus S17 เป็น Gaming Notebook คีย์บอร์ด แบบ Optical Mechanical Keyboard ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างแม่นยำ ทนทาน และรวดเร็ว รวมไปถึง Multiwheel สามารถตั้งค่าการได้หลากหลายเพื่อความสะดวกในการใช้งาน  ที่สำคัญคือได้มาตรฐานการเชื่อมต่อมาตรฐาน Thunderbolt 4 ที่รองรับทุกๆ การเชื่อมต่อที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะโอนถ่ายข้อมูล ต่อจอแยก 4K/8K และชาร์จไฟ PD แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ใช้ได้ทันที (พร้อมอัพเกรดเป็น Windows 11) ประกันก็เป็น 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

สรุปรีวิวสำหรับ ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 สมกับเป็น Gaming Notebook ระดับท็อปสุดในไทยของ ASUS ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยม รวมถึงสามารถทำงานระดับมืออาชีพได้ ดีไซน์บางเบา ต่อจอดมาจากรุ่นก่อนอย่าง ASUS ROG Zephyrus S17 GX701 ผ่านขนาดหน้าจอ 17.3″ ที่ทรงพลังจริงๆ และแรงล้ำไม่ซ้ำใคร ด้วยการมาของสเปกชิปประมวลผลให้ล่าสุดจาก Intel Core i9 Gen 11 H45 ก็แรงลื่นกว่า i7 ไปอีกขั้นประกอบกับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 30 Series อย่าง RTX 3080 Max-P (12GB GDDR6) มีค่า TGP ที่ 140W

โดยผ่านการ OC จากทาง ASUS ที่ดูแล้วจากผลทดสอบจริงๆ แล้ว มีความเหนือกว่า Gaming Notebook ปีก่อนแบบชัดเจนในการเล่นเกมที่ควรละเอียดที่มากกว่า ที่ติดตั้งแรมตัวเครื่องมา 32GB พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB (1TB x 3) ทำให้ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนักๆ หรือเล่นเกม 3 มิติก็จะมีความลื่นไหลแน่นอน ก็เหนือชั้นกว่าด้วยซึ่งให้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอดทั้งภาพที่สวยงามและเสียงที่จัดเต็มด้วยลำโพง 6 ตัว ระบบ Dolby Atmos และ Optical Mechanical Keyboard + Multiwheel อย่างที่หาไม่ได้ใน Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ  

ASUS ROG Zephyrus S17

จุดเด่นที่ต้องพูดถึงนอกจากดีไซน์สวยเฉียบคือความบางที่ 19.9 มิลลิเมตร ขอบจอบางเฉียบ พกพาสะดวกด้วยความเบาของเครื่องเพียง 2.6 กิโลกรัม แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานประมาณ 6:30 ชั่วโมง การเชื่อมต่อก็ครบครันทั้งไร้สายและพอร์ต Thundebolt 4 รองรับการโอนถ่ายข้อมูล / ต่อจอแยก / ชาร์จ PD ที่สำคัญก็คือได้หน้าจอคุณภาพสูง ที่ได้ Refresh Rate ที่ 120Hz นับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 17.3″ สัดส่วน 16:9 ที่ความละเอียด 4K UHD ที่คมชัดกว่า 2K Quad HD ซึ่งเป็นมาตรใหม่ที่ดีที่สุดรุ่นนึง ทั้งจากตัวเครื่อง ฟีเจอร์ และประสบการณ์ใช้งานจริง โดยมีค่าขอบเขตสี sRGB 100%

ASUS ROG Zephyrus S17

เทคโนโลยี ROG Intelligent Cooling ที่จัด Heatpipe มาให้ถึง 6 เส้น บวกกับเทคโนโลยี AAS PLUS เป็นนวัตกรรมใหม่ มีประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่เกินมาตรฐานของการระบายความร้อนแบบเดิมๆหายกังวลเรื่องเสียงรบกวนขณะระบบระบายความร้อนทำงานด้วยพัดลม Arc Flow ออกแบบใหม่ล่าสุด ที่ทำให้การทำงานของพัดลมเงียบเป็นพิเศษ ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ยังใส่ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติของพัดลมเมื่ออุณหภูมิของตัวเครื่องต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส เพื่อให้ได้ความเงียบที่สุดระดับ 0 เดซิเบลเลยทีเดียว มีระบบจัดการฝุ่นทำให้ลดฝุ่นสะสมภายในเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขั้นสูงสุดและความเสถียรของระบบในระยะยาว

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 21

อย่างไรก็ตาม ASUS ROG Zephyrus S17 ก็จะมีข้อสังเกตในส่วนของตัวเครื่องรวมกับอแดปเตอร์มีความหนักเมื่อกับรุ่นขนาดหน้าจอ 15.6″ – 16″ แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์พกพาได้ รวมไปถึงจากการทดสอบในการเล่นเกมที่กินทรัพยากร แนะนำปรับเป็น 2K Quad HD ให้ความลื่นไหลที่เหมาะสมกว่าการปรับเป็น 4K UHD ซึ่งเป็น Native ด้วยราคา 129,990 บาท ได้ประกัน ASUS Exclusive Care ระยะเวลา 3 ปี On-site Service และ 3 ปี International Warranty แน่นอนว่ายังการประกันอุบัติเหตใน 1 ปีแรก จัดเป็น Gaming Notebook ระดับบนของปี 2021 ที่สมราคาจริงๆ ถ้างบไม่ติดอะไรก็จัดได้เลย

ASUS ROG Zephyrus S17

จุดเด่น ASUS ROG Zephyrus S17

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามตามสไตล์ ROG Zephyrus S Series งานประกอบแน่นวัสดุดีเยี่ยม
  • ขอบหน้าจอบางพิเศษมิติเทียบเท่ารุ่น 17.3″ ตัวเครื่องเบา 2.6 กิโลกรัม บางที่ 19.9 มิลลิเมตร
  • ประสิทธิภาพสูงด้วยชิปประมวลผลรุ่นท็อป Intel Core i9-11900H ประสิทธิภาพสูง แรงลื่น
  • การ์ดจอแยกตัวบน NVIDIA GeForce RTX 3080 พร้อม OC จาก ASUS เพิ่มความแรงไปอีก
  • แรมขนาด 32GB Bus 3200 MHz แบบ Dual (Onboard มา 16GB แบบ SO-DIM 16GB)
  • ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB ที่ความเร็ว 10,000 MB/s
  • หน้าจอ 17.3″ พาเนล IPS sRGB 100% ความละเอียด 4K UHD @ Refresh Rate 120Hz
  • ติดตั้ง 6 ลำโพง ระบบ Dolby Asmos รองรับ Hi-Res เพื่อให้ได้รับประสบการณ์เสียงชั้นยอด
  • Optical Mechanical Keyboard ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างแม่นยำ ทนทานและรวดเร็ว
  • ติดตั้งกล้องเว็บแคม พร้อมไมโครโฟนแบบพิเศษ 3 มิติ ที่ AI ช่วยตัดเสียงรบกวนได้
  • อุณหภูมิในการใช้งานถือว่าจัดการได้ดี ด้วย ROG Intelligent Cooling ทำงานได้ไม่มีสะดุด
  • พอร์ตการเชื่อมต่อครบครันและมี Thunderbolt 4 รองรับ 40Gbps / DisplayPort / USB PD
  • ปุ่ม Power ทำหน้าที่ Fingerprint เพื่อใช้งาน Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน Login ด้วย
  • มีซอฟต์แวร์ Armory Crate และ MyASUS มาช่วยปรับแต่งการใช้งาน
  • มาพร้อม Windows 10 Home มีความสเถียร์ของไดร์เวอร์ อัพเดท Windows 11 ได้
  • ประสบการณ์ใช้งานดีเยี่ยม ประทับใจมาก เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ Gaming ต่างๆ ที่ได้
  • ASUS Exclusive Care ประกัน 3 ปีแบบทั่วโลก พร้อมบริการ On-site Service และมีประกันอุบัติเหตุ 1 ปี

ข้อสังเกต ASUS ROG Zephyrus S17

  • ราคาสูงเพราะเป็น Gaming Notebook ไฮเอนด์ 
  • ตัวเครื่องรวมกับอแดปเตอร์มีความหนัก แต่ยังอยู่ในเกณฑ์พกพาได้
  • ในการเล่นเกมที่กินทรัพยากร แนะนำปรับเป็น 2K Quad HD ให้ความลื่นไหลที่เหมาะสมกว่า

Specification

ASUS ROG Zephyrus S17 จะมีจำหน่ายอยู่เพียงสเปกเดียวเท่านั้น ซึ่งเน้นความคุ้มค่าแต่ว่าแรงลื่น ได้ชิปประมวลผลตัวแรงเป็น Intel Core i Gen 11 Tiger Lake H45 ในรุ่น Core i9-11900H ทำงานที่ความเร็ว 2.50 – 4.90 GHz แบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ซึ่งให้ความแรงและ Core การทำงานที่มากกว่า i7-11800H พร้อมกันนั้นยังมี AI ช่วยในการทำงานบางโปรแกรมได้ลื่นไหลยิ่งกว่า โดยมีการ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่อย่าง Intel UHD Graphics Xe 750 32EUs

พร้อมการ์ดจอแยกตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P (16GB GDDR6) โดยมีค่า TGP 140W พร้อมที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB ไว้ด้วย รูปแบบ HyperDrive Ultimate SSD RAID แบบ 3 ไดรฟ์ ถือแรงที่สุดในตลาดตอนนี้ มีความลื่นไหลขั้นสูง ซึ่ง 1 ช่อง ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 32GB แบบ Dual Channel มาตรฐาน DDR4 Bus 3200 MHz (16GB x 2 โดยออนบอร์ดมาแล้ว 1 แถว) โดยสามารถอัพเกรดได้สูงสุด 48GB 

ASUS ROG Zephyrus S17

โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้าคือได้หน้าจอขนาด 17.3″ ความละเอียด Ultra HD ที่ 3840 x 2160 พิกเซล ที่สะดส่วน 16:9 ให้พื้นที่มากกว่าหน้าจอทั่วไป พาเนล IPS เกรดสูง ระดับขอบเขตสี sRGB 100% รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz พร้อมมาตรฐาน DolbyVision ให้ความเรียบเนียนในการใช้งานสุด พร้อมความลื่นไหลและค่าสีที่เที่ยงตรงในจอเดียว นอกจากนี้ยังมีระบบเสียง Dolby Atmos ลำโพงเป็น 6 ตัวจัดเต็ม ได้กล้องเว็บแคม 720p และไมโครโฟนระบบ Two-Way AI Noise-Canceling ภายในตัว

พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Genv2 Type-C อีกทั้งได้ 1 x  Thunderbolt 4 ที่รองรับโอนถ่ายข้อมูล 40Gbps / DisplayPort 1.4 ออก 4K, 8K ได้ / ชาร์จไฟผ่านทาง USB PD (power delivery ) ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Intel Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) และ Bluetooth 5.2 พร้อมระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 Home และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate / MyASUS มาให้ในตัว

ASUS ROG Zephyrus S17

ASUS Exclusive Care ซึ่งจะประกอบไปด้วย 3 ปี Local Onsite Service เครื่องมีปัญหา ไปซ่อมถึงที่ 3 ปี International Warranty เครื่องมีปัญหาแต่อยู่ต่างประเทศ ก็ยัง สามารถใช้บริการการรับประกันระหว่างประเทศได้ 1 ปี Perfect Warranty อุบัติเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะทำน้ำหกใส่ ไฟฟ้าลัดวงจร หรือเครื่องตกหล่น โดยทั้งหมดนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เมื่อซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์ ASUS Exclusive Care

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703HS-KF018T ราคา 129,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : Intel Core i9-11900H (8C/16T & 2.5 – 4.9GHz)
  • GPU : Intel UHD + NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P (12GB GDDR6)
  • RAM : 32GB DDR4 Bus 3200 MHz (Onboard 16GB)
  • DISPLAY: 17.3″ IPS 4K UHD @ 120Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 3TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 3 Years On-site Service + 1 Year Perfect Warranty 

Hardware / Design

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 อยู่บนพื้นฐานการออกแบบของตระกูล ROG Zephyrus ที่เน้นสายเกมเมอร์สายพกพาบางเบาที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ใครจะเอาไปทำงานเบาๆ หรือทำงานหนักๆ รวมไปถึงพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งหมด ทั้งจากฟีเจอร์ ดีไซน์และสเปกแรงล้ำกว่าที่เคยมีมามี

สีสัน Off Black พร้อมตัวเครื่องภายในมีผิวสัมผัส Soft-touch ในบริเวณที่รองข้อมือ ที่ยังช่วยลดโอกาสเกิดรอยนิ้วมือที่ไม่น่าดู ด้วยเคลือบผิวที่บาง ทำให้ยังคงได้ผิวสัมผัสที่ดี แต่ยังคงสไตล์ความบางกะทัดรัดไว้ กับน้ำหนักเพียง 2.6 กิโลกรัมและบางเพียง 19.9 มิลลิเมตร 

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 94

ดีไซน์การออกแบบ ASUS ROG Zephyrus S17 ทั้งหมดเอง ก็เป็นการผสานหลายๆ รุ่น อย่าง ASUS Zephyrus Series ในทุกๆ มิติ จัดวางคีย์บอร์ดที่สามารถยกตัวขึ้นทำมุม 5 องศา ช่วยให้การวางมือพิมพ์สะดวกมากยิ่งขึ้นแล้วยังขยายช่องอากาศให้กว้างขึ้น เพื่อช่วยให้ระบบระบายความร้อน AAS Plus

ทำงานร่วมกับเทคโลโลยี ROG Intelligent Cooling ที่มีสารนำความร้อนเป็นโลหะเหลว พัดลมชนิดที่บางพิเศษทำให้สามารถดึงประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องออกมาได้อย่างเต็มที่ และยังได้ทั้งความเงียบพร้อมกับตัวเครื่องที่บางเฉียบอีกด้วย อย่างที่โน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ไม่มี 

ASUS ROG Zephyrus S17

รวมไปถึงหน้าจอมีขนาด 17.3″ แบบขอบจอบางเฉียบ Nano Edge Display ตามสไตล์ของ ASUS โดยตัวเครื่องเทียบเท่า 15.6″ ยุคก่อนๆ เท่านั้น ทำให้ใช้งานได้เต็มตามากขึ้น พร้อมระบบ AAS Plus (Active Aerodynamic System Plus) ส่วนช่องระบายความร้อนมีทั้งหมด 4 ช่อง เทคโนโลยี ROG Intelligent Cooling เป่าออกใต้หน้าจอ 2 ช่อง

และด้านขวาซ้ายอีกอย่างละ 1 ช่อง พัดลม 2 ตัว แบบ 84 ใบ พร้อมฮีทไปป์ 6 เส้นขนาดใหญ่พร้อมทำความสะอาดตัวเองได้  และ Liquid Metal Thermal Grizzly Conductonaut ดึงความร้อนออกจาก CPU / GPU ได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่นำพาความร้อนออกได้เป็นอย่างดี 

ASUS ROG Zephyrus S17

มีความโดดเด่นโดยฝาหลังโลหะวัสดุแม็กนีเซียมอัลลอยด์ที่เราเห็นเป็นจุดๆ ซึ่งกระจายไปทั่วนั้น ผ่านกระบวนการ CNC ด้วยเครื่องจักรมาเป็นอย่างดี สวยงามและแข็งแรง ดูภูมิฐานด้วยสีดำที่มีผิวสัมผัสทนต่อการเกิดรอยนิ้วมือ ลวดลายและเฉดสีที่มีความซับซ้อนนี้เองทำให้ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความสง่างามที่ลงตัวในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน สมกับเป็น Gaming Notebook ตัวบนของทาง ROG 

ขอบตัดเหลี่ยมเพชรและส่วนเน้นโปร่งแสงด้านหลังคีย์บอร์ดให้คอนทราสต์ที่ละเอียดอ่อนน่าจดจำโดยไม่ดึงดูดความสนใจมากเกินไป คีย์บอร์ดที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดโดยมีการยกตัวขึ้นทำมุม 5 องศา รับกับข้อมือของผู้ใช้งาน ปุ่มต่างๆมีการจัดวางตำแหน่งแบบเดียวกับคีย์บอร์ดของเครื่องเดสก์ท็อปเพื่อความสะดวกในการพิมพ์ นอกจากนั้นแล้วทัชแพดยังมีขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 125%

ASUS ROG Zephyrus S17

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยการควบคุมได้ง่ายขึ้นจาก Multiwheel ที่ติดตั้งมาให้อยู่ทางมุมซ้ายบนของชุดคีย์บอร์ด ที่พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนที่รองรับเพียงแค่ปรับระดับเสียงลำโพงเท่านั้น โดยโหมดที่เพิ่มขึ้นมามีทั้ง การปรับระดับเสียงไมโครโฟน การเลื่อนขึ้น-ลงหน้าจอ ช่วยอำนวนความสะดวกสุดๆ

พร้อมปรับความสว่างของจอแสดงผลปรับระดับไฟแบ็คไลท์ของคีย์บอร์ด โหมด Task Switcher และโหมดปรับความเร็วของพัดลมระบายความร้อนนอกจากนั้นแล้วทัชแพดยังมีขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมถึง 125% ส่วนด้านฐานของตัวเครื่องวัสดุโลหะวัสดุแม็กนีเซียมอัลลอยด์ที่แข็งแรงงานประกอบเรียบร้อยไม่แพ้ส่วนอื่นๆ 

ASUS ROG Zephyrus S17

สำหรับการดีไซน์และออกแบบตัวเครื่อง ASUS ROG Zephyrus S17 ต้องบอกว่า ASUS ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยวัสดุคุณภาพสูงและสวยงามน่าประทับใจ ประกอบกับการดีไซน์ที่ตอบสนองความต้องการของเกมเมอร์ที่ต้องการ Gaming Notebook บางเบา เมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอ 17.3″ ได้อย่างลงตัว ส่งผลให้เสริมประสบการณ์ใช้งานยิ่งขึ้นไปอีก

จากเมื่อก่อนแทบเป็นไปไม่ได้ที่ความแรงระดับนี้ ที่จะอยู่บนตัวเครื่องที่บางและเบาแบบนี้ได้เลย ส่วนถ้าจะอัพเกรดหรือทำความสะอาดภายในก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ขันน็อตไม่กี่ตัวจากนั้นค่อยๆ ดึงขึ้น รวมๆ แล้วต้องยอมรับว่าทาง ASUS นั้นใส่ใจในการออกแบบมาจริงๆ นอกจากที่อัพเกรดได้ไม่ยากแล้ว ยังทำความสะอาดได้สะดวกสบายอีกด้วย

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 51
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 50
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 57
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 22
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 24
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 10
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 63
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 64
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 67

Keyboard / Touchpad

ASUS ROG Zephyrus S17 เป็นคีย์บอร์ด แบบ Optical Mechanical Keyboard ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างแม่นยำ การตอบสนองการกดเพียงแค่ 0.2 มิลลิวินาทีเท่านั้น และยังให้ความทนทานที่สูงเป็นพิเศษ แต่ละปุ่มมีมุมโค้งที่ 0.15 มิลลิเมตร เข้ากับนิ้วมือเวลากดลงไปสุดๆ โดยระยะของปุ่มที่เลื่อนลงไปเพียง 1.9 มิลลิเมตร พร้อมเทคโนโลยี OverStroke เพื่อการกดรัวที่ดียิ่งขึ้นด้วยปุ่ม N-key Rollover & Anti-ghosting และอายุคีย์บอร์ดที่สามารถกดได้ 100 ล้านครั้ง ตัวคีย์บอร์ดยังมาพร้อมไฟส่องสว่างแบบ Per-key RGB เพื่ออิสระในการปรับแต่งสีไฟ บ่งบอกความเป็นตัวเองได้มากยิ่งขึ้นไปพร้อมๆกับเทคโนโลยี Aura Sync ที่จะทำให้อุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่รองรับมีเอฟเฟกต์ไฟที่เข้าชุดกันทั้งหมด

ASUS ROG Zephyrus S17

โดยปุ่ม Power ที่ติดตั้งอยู่เหนือชุดคีย์บอร์ดยังทำหน้าที่ Fingerprint ในหนึ่งเดียวกัน เพื่อใช้งาน Windows Hello เพื่อเข้าใช้งาน Login ด้วย เรียกได้ว่าได้ทั้งความรวดเร็วและปลอดภัย ในส่วนของทัชแพดเองขนาดใหญ่ เทียบแล้วใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆ ถึง 125% ดีไซน์แบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายขวา ซึ่งการใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นสะดวกสบาย ปุ่มนุ่มกดง่าย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก ตัวซอฟต์แวร์ควบคุมก็ช่วยจัดการได้ดี ฟีเจอร์ Multi-touch หรือ Smart Gesture เรียกได้ว่าเป็นทัชแพดที่ใช้งานได้ดีที่สุดรุ่นนึงสำหรับ Gaming Notebook 

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 13
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 14
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 15

ที่สำคัญมีในส่วนของปุ่มลัดบนคีย์บอร์ดอย่าง F5 ทำให้ผู้ใช้สามารถสลับเปลี่ยนโหมดการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Turbo / Performance / Silent / Windows ตามความเหมาะสมในการใช้งานต่างๆ เช่นการเล่นเกมจะเป็น Turbo ส่วนถ้าใช้งานทั่วไปคือ Windows และยังมีอุปกรณ์พิเศษทำให้เข้าถึงการควบคุมได้ง่ายขึ้นด้วย Multiwheel ที่ติดตั้งมาให้อยู่ทางมุมซ้ายบนของชุดคีย์บอร์ด ที่พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนที่รองรับเพียงแค่ปรับระดับเสียงลำโพงเท่านั้น โดยการเปลี่ยนโหมดอื่นๆ ด้วยการกดค้าง พร้อมขนาดที่ใหญ่กว่าใช้งานได้กว่า

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 11
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 12
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 16

Screen / Speaker

ASUS ROG Zephyrus S17 มีหน้าจอขอบจอบางเฉียบ Nano Edge Display ทั้งขอบด้านข้างและด้านบนทำให้ไม่มีกล้องเว็บแคม ถ้าใช้งานต้องหามาติดตั้งเอง (แต่ยังมีไมโครโฟนแบบคู่อยู่) ด้วยขนาด 17.3″ ความละเอียด Ultra HD ที่ 3840 x 2160 พิกเซล สัดส่วนหน้าจอ 16:9 ตามมาตรฐานในการทำงานและการเล่นเกมต่างๆ โดยได้พาเนลเป็น IPS คุณภาพดีเยี่ยม มุมมองกว้าง พื้นผิวจอแบบด้าน Anti-Glare ลดแสงสะท้อน ติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบ 3 ตัว มีเทคโนโลยี ASUS AI Noise-Canceling Audio ช่วยลดเสียงรบกวนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการเล่นเกมกับเพื่อนหรือแม้แต่การใช้งานเพื่อการประชุมที่มีความสำคัญ ให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น

ASUS ROG Zephyrus S17

รวมไปถึงยังเป็นหน้าจอเป็น Refresh Rate ที่ 120Hz / 3ms ทำให้ใช้งานเล่นเกม FPS ฉากเคลื่อนไหวเร็วๆ ได้อย่างลื่นไหลกว่าหน้าจอทั่วไปที่แค่ 60Hz รวมๆ แล้ว พร้อม ลดอาการเบลอ ค้าง จากการเคลื่อนไหว เพื่อการ Ray Tracing ที่แม่นยำยิ่งขึ้น และด้วยฟีเจอร์ Adaptive-Sync ยังช่วยให้การเล่นเกมมีความเรียบลื่น ช่วยลดอาการภาพฉีกขาด และลดการกระตุก เพื่อความบันเทิงขั้นสูงสุด เและยังได้รับการรับรองจาก Pantone ในด้านความแม่นยำของสี เหมาะสำหรับการเล่นเกมส์เสมือนจริง และการสร้างผลงานชิ้นสำคัญ อีกทั้งยังรองรับ Dolby Vision ที่ช่วยเพิ่มคอนทราส เพื่อให้การรับชมสมจริงมากยิ่งขึ้น รียกได้มาเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ที่ดีกว่ารุ่นปีก่อนๆ ไปอีกขั้น

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 5
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 6
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 62

ทดสอบหน้าจอด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสัน Gamut เทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB 100% / AdobeRGB 82% / DCI-P3 89%เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันระดับสูงมากๆ แน่นอนว่าเทียบกับ Gaming Notebook ทั่วไปนั้นดีกว่ามาก ถือว่าเป็นระดับที่ดีเยี่ยมจริง ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 500 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไปพอสมควร สู้แสงกลางแจ้งได้อย่างหายห่วง รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพแบบมืออาชีพได้สบายๆ ไร้กังวล

s5

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าหลายๆ ช่องมุมขวาบนที่เป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ 500 cd/m2 แต่สำหรับช่องกลางแถวล่างจะมีแสงสว่างที่ลดลงระดับ 7% ที่ถือว่ารับได้ อีกทั้งค่าคลาดสี Delta-E เฉลี่ยแล้วอย่ที่ 1.24 เท่านั้นเอง ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว สรุปคือเล่นเกมได้ดีมากๆ ส่วนสีสันก็จัดว่ายอดเยี่ยมอย่างที่หาได้อยากในตลาดโน๊ตบุ๊ค สมกับการมาของเทคโนโลยีหน้าจอแสดงผล 

s1 4
s3 4
s4 4

ตัวเครื่องติดตั้งระบบเสียงแบบ 6 ลำโพง แบ่งออกเป็น 2 x 2W tweeter โดยมีช่องลำโพงคู่อยู่ขอบตัวเครื่องบน เน้นคุณภาพสูง ที่เน้นให้เสียงกลางและแหลม พร้อมลำโพงซัฟวูฟเฟอร์อีก 4 ตัวด้านใต้ตัวเครื่อง ทำให้ได้เสียงทุ่มหนักหน่วงกว่า แบบ Dual Force-Canceling ให้เสียงที่สมดุลและยอดเยี่ยม เทคโนโลยี Dolby Atmos ก็จะช่วยให้การรับฟังสมจริงมีน้ำมีนวลมากขึ้น และเสียงเซอราวด์ซาวด์มีมิติ สมจริงมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมด้วย Preset สำหรับภาพยนตร์และเกมส์อีกด้วย เพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมให้ถึงใจยิ่งขึ้น ให้ขอบเขตเสียงที่กว้าง เสียงกลางแหลมออกชัดเจนดี ส่วนทุ้มมีออกมาพอตัว

ASUS ROG Zephyrus S17

จากการที่ ASUS ROG Zephyrus S17 มีลำโพงซัฟวูฟเฟอร์แยกออกมาต่างหาก มีไดนามิกมากขึ้นสำหรับเสียงความถี่ต่ำ ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้นถือว่าดีมากๆ ทั้งเรื่องคุณภาพและความดัง ซึ่งหากว่าเพื่อนๆ เป็นผู้ใช้งานทั่วไป คุณภาพเสียงที่ได้นั้น ก็ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้ นอกจากนี้ไมโครโฟนแบบ 3 มิติมีโหมดบันทึกเสียงที่สามารถปรับให้เหมาะสมในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นโหมด Cardioid ที่จะจับแหล่งกำเนิดเสียงของผู้ใช้ โหมดรับเสียงรอบทิศทางสำหรับการใช้งานหลายคนพร้อมกัน  และการผสมผสานทั้ง 2 แบบด้วยโหมด สเตอริโอ เพื่อความหลากหลายในการใช้งาน

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 70
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 66
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 65

Connector / Thin And Weight

ด้านพอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่องจัดว่าครบเครื่องมากๆ จากการที่เป็น Gaming Notebook ระดับสูง โดยตัวพอร์ตจะอยู่ด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่อง มีทั้ง USB 3.2 Type-A จำนวน 2 พอร์ต, USB 3.2 Type-C จำนวน 1 พอร์ต และ Thunderbolt 4 อีก 1 พอร์ต ที่รองรับการโอนไฟล์สูงสุดที่ความเร็ว 40Gbps / DisplayPort 1.4 ผ่านจอแยก 4K, 8K / ชาร์จไฟกลับเข้าเครื่อง USB Power Delivery

พร้อมช่องต่อหูฟังกับไมค์แบบ Combo ขนาด 3.5 มิลลิเมตร 1 ช่อง และ HDMI 2.0 แน่นอนว่ามีต่ออแดปเตอร์ปกติ 1 ช่องด้วย ส่วน Kensington จะอยู่ที่ด้านขวา นอกจากนี้ยังได้ในส่วนของ LAN RJ45 ด้วย รวมไปถึงยังได้ SD Care Reader รองรับความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลสูงสุด 312 MB / วินาที (UHS-II, 312MB/s) ทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงรูปภาพและข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว 

ASUS ROG Zephyrus S17

ในส่วนของการเชื่อมต่อไร้สายจะใช้ Bluetooth 5.2 (Dual band) 2×2 และ Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) ซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้มีความสเถียรมากยิ่งขึ้น ส่วนขนาดของตัวเครื่อง 394 x 264 x 19.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2.6 กิโลกรัม ถือว่าค่อนข้างเบาเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ และเมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จไฟขนาด 280 W เข้าไปด้วยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 3.5 กิโลกรัมเท่านั้น พอแบกพกพาไปไหนมาไหนได้ แม้จะค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับ ROG Zephyrus รุ่นอื่นๆ แต่ก็พอถือมือเดียวได้ หยิบจับไปไหนก็สะดวกสำหรับหนุ่มๆ แต่สาวๆ ที่เป็นสาย Gamer อาจจะลำบากหน่อยๆ

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 27
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 32
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 76
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 77
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 78
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 79

Inside / Upgrade

การแกะเครื่อง ASUS ROG Zephyrus S17 เพื่อทำการอัพเกรดนั้นทำง่ายมาก โดยมุมนึงจะมีสกรูแบบพิเศษหนึ่งตัวที่จะช่วยให้การเข้าถึงการอัพเกรดเป็นเรื่องง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เพียงไขน็อตทุกตัวด้วยหัวแบบดาว โดยจะมีอยู่ 1 ตัวที่มุมตัวเครื่อง ที่เราสามารถใช้มือค่อยๆ แกะออกมาได้เลย จากการที่มันจะเปิดแง้มขึ้นมาอัตโนมัติ อย่างไรก็ตามต้องระวังนิดนึงก็คือ น็อตแต่ละตัวแต่ละตำแหน่งนั้นมีความยาวสั้นไม่เท่ากัน ถอดออกมาแล้วก็เรียงให้เรียบร้อย เพื่อกรณีใส่กลับจะได้ใส่ถูกรู

ASUS ROG Zephyrus S17

เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ถูกออกแบบจัดระเบียบได้ดีเยี่ยมเลยทีเดียว มีพัดลมขนาดใหญ่เทคโนโลยี ROG Intelligent Cooling พร้อมระบายความร้อนที่มี Anti-Dust Tunnels ที่อยู่ในชุดฟินสีดำ หมดกังวลเรื่องฝุ่นที่ติดตรงครีบระบายความร้อนจุดสังเกตที่เปลี่ยนไปคือตัวเครื่องเลือกใช้ฮีทไปป์ 6 เส้น พร้อมกันนั้นยังมีการติดตั้ง Liquid Metal นำพาความร้อนแบบพิเศษจาก CPU / GPU เรียกได้ว่าเอาอยู่กับสเปกแบบนี้แล้ว 

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 96
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 97
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 100

ซึ่งหลังจากที่แกะออกมาแล้วนั้นจะเห็นแผ่นสีดำ สีเทาแปะติดไว้อยู่ในหลายๆ ส่วนเพื่อกันไฟฟ้าสถิต และในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่สามารถทำการอัพเกรดคือมีช่องใส่ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ที่ใส่มาแล้ว 3 ตัว ตัวละ 1TB แบบต่อ Raid ได้ความเร็วแรงมากๆ ส่วนหน่วยความจำแรมขนาด 16GB แถวแรกเป็นแบบฝังบอร์ด และรองรับการใส่ 1 แถว (SO-DIM) ซึ่งใส่มาแล้ว 16GB อีกหนึ่งแถว รวมเป็น 32GB ซึ่งก็ใส่มาเต็มแล้วในส่วนของเครื่องทดสอบ ซึ่งรองรับการอัพเกรดสูงสุดที่ 48GB

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 103
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 104
ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 105

Performance / Software

ASUS ROG Zephyrus S17 มาพร้อมกับชิปประมวลผลเน้นประสิทธิภาพสูงสุดรุ่นใหม่ของ Gaming Notebook อย่าง Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake H45 เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร SuperFin อย่าง Core i9-11900H เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่ารุ่น Core i7-11800H ที่ใช้กันในหลายแบรนด์ ไม่จะเป็นการโปรเซสหรือเล่นเกม 3 มิติ ที่กินทรัพยากรสูง

โดยมีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 2.50 GHz ซึ่งสามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 4.90 GHz เป็นซีพียูแบบ 8 Core 16 Threads ได้ 24 MB L3 Cache มาพร้อมแรมภายในขนาด 32GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ 16GB x 1 แถว และออนบอร์ดมาแล้วที่ 16GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home ที่มีมาให้ใช้งานลื่นไหลทันทีแบบสบายๆ 

c1 5.   c2 4

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง Intel UHD Graphics Xe 750 32EUs  ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง ด้วยความเร็ว 350 – 1450 (Boost) MHz อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้น แต่ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ QuickSync ทำให้รองรับการแสดงผลระดับ 4K ได้อย่างลื่นไหล

โดยมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 โดยมีแรมของกราฟิกอยู่ที่ 16GB GDDR6 ซึ่งตรวจสอบแล้วเป็น Max-P ไม่ใช่ Max-Q เน้นความแรงลื่นมากกว่า สถาปัตยกรรม Ampere เทคโนโลยีการผลิต 8 นาโนเมตร โดยเป็น RTX เจนที่ 2 ที่ต้องบอกว่าแรงกว่ารุ่นก่อนหน้าที่เทียบเคียงอย่าง GeForce RTX 2080 ได้ดีกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่แรงแต่ยังร้อนน้อยกว่าด้วย 

 

 

เน้นใช้งานกับ Gaming Notebook ทุกประเภท รองรับ Ray Tracing ช่วยเพิ่มคุณภาพการแสดงแสงเงาให้แม้แต่เกมระดับ AAA ก็ยังสามารถปรับกราฟิกได้ถึง Ultra ให้ภาพสวยงาม ไหลลื่น สมจริงกว่าที่เคยมีมา เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว พร้อมกันนั้นยังมีการเพิ่มค่า TGP สูงสุดเป็น 140W อีกด้วย

g2 3.   g1 4

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / CINEBENCH 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล Intel Core i9-11900H คะแนนก็อยู่ในระดับสูงมากๆ อย่างน่าประทับใจสมกับเป็นรุ่นระดับบน เปรียบเทียบกับชิปประมวลผล AMD Ryze / Intel Core รุ่นก่อนๆ ก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยก RTX 3080 Max-P เองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบนสุด ที่เน้นการทำงาน 3D เป็นหลัก

 

cine15 4.   cine20 4

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว รองรับการใช้งานได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 3TB (1TB x 3) แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 4 ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 10,493 MB/s และเขียนที่ 9,576 MB/s ที่เร็วมากๆ จัดเป็น SSD ระดับสูงเลยทีเดียว  ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับ SSD M.2 SATA 3 หรือ SSD มาตรฐาน M.2 NVMe PCIe Gen 3 แบบเดิมๆ แล้วละก็ จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ตั้งแต่เปิดเครื่อง โหลดไฟล์ต่างๆ รวมไปถึงการโหลดเกม 

ssd3

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 6,706 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล Intel Core i9-11900H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeFoce RTX 3080 ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนมากพอตัว (แต่อย่างไรก็ตามด้วยอะไรบางอย่าง คะแนนในการทดสอบควรจะได้มากกว่านี้ที่ 7,000+)

pc101

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 10,790 เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานเข้าขากับ DirectX 12 ได้ดีขนาดไหน

3d 5

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 60 – 100 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil 8 / GTA V / Far Cry 6ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / SCUM ทั้งความละเอียด 2560 x 1600 พิกเซล และ 3840 x 2160 พิกเซล (ตาม Native ของหน้าจอ) โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด จากกราฟตามภาพแรก ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุด

game 2k

ต่อกันที่ภาพที่สองจะเป็นการทดสอบความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นความละเอียดที่สูงค่อนข้างกินทรัพยากรเครื่อง สามารถดูได้จากเกม Far Cay 6 แลั SCUM นั้นต้องยอมรับว่าเป็นเกมที่กินสเปกจริงๆ แนะนำว่าเล่นจริงๆ ปรับความละเอียดเป็น 2560 x 1600 พิกเซล หรือปรับกราฟิกในเกมระดับกลาง ๆ จะลื่นไหลกว่า ซึ่งเกมอื่นๆ ถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ ให้วิ่งได้ที่ 120Hz ตาม Refreash Rate หน้าจอ

game 4k

นอกเหนือจากนี้ยังมี Armory Crate Armory Crate รุ่นล่าสุดที่เป็นซอฟต์แวร์ Utility ที่ยกมาจาก ROG รุ่นอื่นๆ ซึ่งรวบรวมเอาฮาร์ดแวร์ต่างๆของ ROG มาไว้บนยูทิลิตี้เดียว ทำให้สามารถเข้าถึงฟังค์ชั่นต่างๆได้อย่างง่ายดาย การตั้งค่าต่างๆ ของระบบ อาทิ ผู้ใช้สามารถบันทึกการตั้งค่าต่างๆตามความชอบเป็นรูปแบบได้หลายโปรไฟล์เช่น Windows / Silent / Performance / Turbo / Manual รวมไปถึงการปรับค่าไฟ RGB ของคีย์บอร์ด ที่จะเป็นพรีเซ็ทหรือจัดกรด้วยตัวเอง ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ 

ma1

ซึ่งการตั้งค่าต่างๆ จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเปิดเกมที่ได้เลือกไว้ Armoury Crate ยังมาพร้อมกับโปรแกรมเสริม Mobile Dashboard สำหรับ Android และ iOS รวมไปถึงความสามารถอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นจากการอัพเดทในอนาคต ปิดท้ายด้วยซอฟต์แวร์ Utility อีกตัวอย่าง MyASUS ที่ไว้คอยตรวจระยะเวลากรับประกันและอัพเดทไดร์เวอร์ได้ครบๆ และง่ายต่อการใช้งานต่างๆ เรียกได้ว่าซอฟต์แวร์ที่ติดเครื่อง Gaming Notebook รุ่นนี้มา สามารถใช้งานได้สะดวกสบาย จบครบใน 2 โปรแกรมนี้

myasus

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่อง ASUS ROG Zephyrus S17 นี้เป็นแบบฝังตามปกติขนาดความจุสูงที่ประมาณ 5800 mAh หรือ 90Wh ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับกลางๆ แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวประมาณ 6:30 ชั่วโมงโดยประมาณ เรียกได้ว่าน่าประทับใจทีเดียวกับการที่ Gaming Notebook จอ 17.3″ สเปกแรงลื่นแบบนี้ ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขนาดนี้ สมกับเป็น ROG Zephyrus Series จริงๆ 

batt 4

อีกทั้งยังรองรับการชาร์จไฟกลับแบบรวดเร็วด้วยเทคโนโลยี Fast Charging ที่ใช้เวลาเพียง 30 นาที ก็สามารถชาร์จไฟแบตเตอรี่จาก 10% กลับมาที่ 50% ได้ นอกนจากนี้ยังรองรับอแดปเตอร์ที่เป็น USB-C มาตรฐานPower Delivery (PD) ซึ่งจะมีขนาดเล็ก ทั้ง USB Type-C หรือ พอร์ต Thunderbolt 4 เพื่อชาร์จไฟได้อีกด้วย เพื่อความสะดวกสบายในการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ยิ่งขึ้นไปอีก แต่ในกรณีที่เราใช้งานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกมล่ะก็ จำเป็นต้องต่อกับอแดปเตอร์หลีกที่จ่ายไฟ 280W เท่านั้น

temp2

สำหรับอุณหภูมิทดสอบด้วยโปรแกรม Hardware Monitor สามารถตรวจสอบได้ครบถ้วนทั้ง CPU / GPU จากการที่เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด จากการทดสอบเมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 – 60 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 26 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% ด้วยการเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ เพื่อให้เห็นถึงระบบระบายความร้อนและเสียงรบกวนที่จะเกิดขึ้นเมื่อพัดลมหมุนรอบจัด ด้วยการเปิดโหมด Turbo ที่เร่งประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน

ASUS ROG Zephyrus S17 GX703 Review 18

ประสิทธิภาพโดยรวมยังลื่นไหลอยู่  ซึ่งชิปประมวลผลร้อนสุดๆ ที่ 94 องศาเซลเซียส นับว่าควบคุมความร้อนได้ดี โดยไม่สูงเกินไปกว่านี้แน่นอน เพราะระบบยังคงจัดการได้ดีอยู่ พร้อมกันนั้นไม่กระทบต่อการใช้งานด้วย เพราะประสิทธิภาพไม่ตกเลย ในส่วนของการ์ดจอจะร้อนสุดอยู่ที่ 84 องศาเซลเซียสเท่านั้น ส่วนเสียงพัดลมก็ดังพอสมควร จากการที่มีซอฟต์แวร์ Armory Crate ถ้าใช้งานทั่วไป เราสามารถเลือกปรับโหมดต่างๆ เช่น Windows ทำให้พัดลมแทบไม่หมุนและไม่มีเสียงรบกวนเลย

Conclusion / Award

สิ้นสุดการรอคอยของการมาของ Gaming Notebook ดีไซน์บางเบาหน้าจอใหญ่ 17.3″ ในปี 2021 ที่เป็นการพัฒนามาจาก DNA ของ ASUS ROG Zephyrus Series ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า Gaming Notebook ปีก่อนมากๆ สำหรับ ASUS ROG Zephyrus S17 มีฟีเจอร์ Gaming จัดเต็มรอบด้านในทุกมิติ โดยมีราคา 129,990 บาท และตอนนี้มีเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น จัดได้ว่าเน้นความพรีเมียมและเรื่องความบางเบาพกพา พร้อมประสิทธิภาพความแรงขั้นสูงสุด ให้ประสบการณ์ใช้งานที่เยี่ยมยอดกว่าทั้งระบบภาพและเสียง เป็นหลักตามซีรีส์ของ ROG Zephyrus อย่างที่เราทราบกัน

ASUS ROG Zephyrus S17

ซึ่ง ASUS ROG Zephyrus S17 เครื่องที่ได้รับมารีวิวนี้ยังเป็นสเปกเครื่องขายจริงที่พร้อมจำหน่ายในไทยแล้ว ได้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i9-11900H ที่เน้นความแรงที่มากกว่า Core i7-11800H ที่หลายๆ รุ่นใช้งาน เทคโนโลยี 10 นาโนเมตร SuperFin สถาปัตยกรรม Tiger Lake H45 ผสานกาทำงานร่วมกับการ์ดจอแยกตัวแรงแต่ร้อนน้อยอย่าง NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P (16GB GDDR6) ซึ่งยังมีฟีเจอร์ ROG Boost เพิ่มความแรงเป็น 1645MHz ที่ 125W และ Dynamic Boost จะเร่งเป็น 140W ด้วยฟีเจอร์ ROG Boost

ASUS ROG Zephyrus S17

รวมไปถึงในส่วนของแรมยังได้เป็นมาตรฐานใหม่ด้วยขนาด 32GB DDR4 Bus 3200 MHz แน่นอนว่าที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB  แบบ HyperDrive Ultimate SSD RAIDซึ่งต้องบอกว่าประทับใจมากๆ ที่ระดับความเร็ว 10,000 MB/s กับความแรงในมิติดีไซน์ที่เล็กกระทัดรัดสุดๆ ในตัวเครื่อง 16″ เท่านั้น เรียกได้ว่าเทียบกับ ASUS ROG Zephyrus M16 ที่มีขนาดตัวเครื่องเล็กกว่าด้วย พร้อมความเบากว่าเล็กน้อย แน่นอนว่ามีการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 with Gig+ (802.11ax) และพอร์ต Thunderbolt 4 ล้ำๆ ด้วย

ASUS ROG Zephyrus S17

จากการทดสอบใช้งานจริงเล่นเกมจริงๆ เห็นได้ชัดถึงความทรงพลังของชิปประมวลผลและการ์ดจอรุ่นใหม่ ซึ่งแรงกว่าจากเดิมๆ แล้ว อีกทั้งมี ROG Intelligent Cooling ที่จัด Heatpipe มาให้ถึง 6 เส้น, พัดลมดีไซน์ใหม่ที่ช่วยลดเสียงรบกวนพร้อมทำความสะอาดตัวเองได้ และใช้ Liquid Metal Thermal Grizzly ที่ช่วยลดอุณหภูมิได้มากกว่า ที่สำคัญหน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูงที่ให้ค่า sRGB 100% พร้อม Refresh Rate ที่ 120Hz พร้อมความละเอียด Ultra HD ที่มากกว่า รวมไปถึงยังได้ลำโพงจัดเต็มถึง 6 ตัวระบบเสียง Dolby Atmos ที่เป็นที่สุดของความบันเทิงจริงๆ

ASUS ROG Zephyrus S17

ในตอนนี้ถ้าใครต้องการ Gaming Notebook ตัวแรง และได้สเปกใหม่และแรงสุดๆ ในค่าตัวระดับแสนบาทต้นๆ กับ ASUS ROG Zephyrus S17 สเปก Core i9-11900H + GeForce RTX 3080 Max-P ก็ตอบโจทย์อยู่ ได้การรับประกัน 3 ปีแบบทั่วโลก พร้อมบริการ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน และที่สำคัญเมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย อุ่นใจจัดเต็มกว่ารุ่นก่อนๆ ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเหนือชั้นกว่า Gaming Notebook หลายๆ รุ่นในตลาดจริงๆ ทั้งตัวเครื่องและบริการหลังการชายด้วย เอาว่าใครงบถึง ก็แนะนำว่าจัดกันได้เลย

ASUS ROG Zephyrus S17

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 16 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง ASUS ROG Zephyrus S17 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

ผลิตภัณฑ์ของ ROG โน๊ตบุ๊คสายบางเบาพรีเมียมตัวท็อป ที่เบาเพียง 2.6 กิโลกรัม บาง 19.9. มิลลิเมตร มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญวัสดุคุณภาพดีงานประกอบก็เยี่ยมทั้งอลูมิเนียมอัลลอยด์ ฝาหลังเป็นโลหะผ่านกระบวนการขึ้นรูปเจาะ CNC ที่เรียบเนียนสวยงาม  มีสีสัน Off Black โดดเด่น พร้อมคีย์บอร์ดที่สามารถยกตัวขึ้นทำมุม 5 องศา ช่วยให้การวางมือพิมพ์สะดวกมากยิ่งขึ้นแล้วยังขยายช่องอากาศให้กว้างขึ้น ตัวเครื่องมีผิวสัมผัส Soft-touch ในบริเวณที่รองข้อมือ ที่ยังช่วยลดโอกาสเกิดรอยนิ้วมือที่ไม่น่าดู ด้วยเคลือบผิวที่บาง ทำให้ยังคงได้ผิวสัมผัสที่ดี

NBS award 7 Design  

Best Performance

ASUS ROG Zephyrus เครื่องที่เรานำมาทดสอบสเปคเป็นชิปประมวลผล พ่วงด้วยการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3080 Max-P ได้แรม 32GB และ SSD M.2 NVMe PCIe Gen 4 ความจุ 3TB ซึ่งทดสอบการใช้งานเล่นเกมจริงแล้วแรงจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ค่าคะแนนต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดีมากๆ ส่วนการใช้งานทั่วไปหรืองานแบบมือาชีพนั้นก็ลื่นไหลสุดๆ หรือเล่นเกมก็ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ที่สำคัญได้ความพรีเมียม บางเบา เรียกได้ว่าทรงพลังจริงๆ สำหรับ Gaming Notebook หน้าจอ 17.3″ แบบนี้

award new performance

Best Gaming

รวมไปถึงลำโพงก็จัดเต็มถึง 6 ตัว ระบบ Dolby Atmos ที่ให้เสียงกระหึมพร้อมรายละเอียดเสียงที่จัดเต็ม และที่สำคัญคือ เทคโลโลยี ROG Intelligent Cooling ที่มีสารนำความร้อนเป็นโลหะเหลว พัดลมชนิดที่บางพิเศษทำให้สามารถดึงประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องออกมาได้อย่างเต็มที่ ระบบระบายความร้อนโดยรวมที่ดีมากๆ เป่าออกใต้หน้าจอ 2 ช่อง และด้านขวาซ้ายอีกอย่างละ 1 ช่อง พัดลม 2 ตัว แบบ 84 ใบ พร้อมฮีทไปป์ 6 เส้นขนาดใหญ่พร้อมทำความสะอาดตัวเองได้ และ Liquid Metal ดึงความร้อนออกจาก CPU / GPU ได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ที่สเปกแรงลื่นขนาดนี้ แต่ใช้งานจริงได้ไม่ร้อนเลย 

award new Gaming

Best Graphic

จากการที่เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 17.3″ ที่ให้ประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือชั้นกว่ารุ่นทั่วๆ ไป ทั้งจากหน้าจอความละเอียดสูงกว่าที่ 4K Ultra HD ที่ 3840 x 2160 พิกเซล ซึ่งพาเนลเป็น IPS เกรดสูงมากระดับ sRGB 100% อีกทั้งได้ Refresh Rate ที่ 120Hz / 3ms ส่งผลให้เล่นเกมได้สนุกสนานกว่าที่เคยมีมา (เลือกปรับเป็น 2K Quad HD ก็ได้) และหากต้องการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริม ตัวเครื่องก็ยังมีพอร์ตที่ครบครันสำหรับการใช้งานทั่วไปด้วยเช่นกัน ที่สำคัญจากการที่มีพอร์ต Thunderbolt 4 เทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ดีที่สุด ต่อจอแยก 4K / 8K ได้ทันที  

award new Graphic

from:https://notebookspec.com/web/619665-review-asus-rog-zephyrus-s17-gx703

รีวิว MSI Alpha 15 AMD Advantage สเปก Ryzen 7 + Radeon RX 6600M จอ 15.6″ 144Hz ราคา 48,990 บาท

MSI Alpha 15 AMD Advantage Edition จัดว่าเป็น Gaming Notebook ปี 2021 ที่ใช้เป็น AMD ทั้งชิปประมวลผล Ryzen 5000H และการ์ดจอแยก Radeon RX6000M Series ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล Ryzen 7 5800H ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ล้ำด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 3 (Cezanne) จับคู่มากับการ์ดจอ AMD Radeon RX6600M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม RDNA แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น พร้อมแบตเตอรี่ที่ยาวนานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

MSI Alpha 15

MSI Alpha 15 ปี 2021 เป็นหนึ่งใน AMD Advantage Edition ในหลายๆ รุ่นในตลาด ได้ดีไซน์ยุคใหม่ มีไฟคีย์บอร์ด RGB พาเนลเป็น IPS เกรดสูง ที่รองรับ Refresh Rate 144Hz ติดตั้งหน่วยความแรมเป็นขนาด 16GB มาตรฐาน DDR4 Bus 3200Hz และใส่ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB ซึ่งได้ทั้งความลื่นไหลและความจุสูงไปในตัวเดียว โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 48,990 บาท และ 50,490 บาท ซึ่งแตกต่างกันที่ความจุของ SSD เท่านั้น ส่วนอื่นๆ เหมือนกันหมด ประกันเองก็เป็น 2 ปีตามมาตรฐานของ MSI ในทุกๆ รุ่น

VDO Review

Coming Soon

NBS Verdict

MSI Alpha 15 มีจุดเด่นจากการที่เป็น Gaming Notebook ที่มีความโดดเด่นเรื่องดีไซน์รูปแบบฝาหลัง ที่สวยงามสัมผัสเป็นโลหะอลูมิเนียมแบบดำด้าน ให้ภาพลักษณ์อันล้ำสมัยรวมไปถึงเทคโนโลยีในการต่อสู้ขั้นสูง งานประกอบแน่นหนา โดย MSI Alpha 15 นับว่าเป็นมาตรฐาน Gaming Notebook ราคาคุ้มค่า รุ่นที่นำมาทดสอบเป็นตัวท็อปสุด ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H ที่สร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ ซึ่งรุ่นนี้ก็พร้อมติดตั้งการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6600M รุ่นใหม่ ทำให้ได้แพลตฟอร์ม AMD Advantage สุดล้ำหน้าด้วย (อ่านเพิ่ม)

MSI Alpha 15

ซึ่งการ์ดจอแยก AMD Radeon RX6600M ประสิทธิภาพอยู่ในระดับ Gaming ที่ดี ด้วยการผลิตที่ 7 นาโนเมตร ทั้งชิปประมวลผลและการ์ดจอ ส่งผลให้แรงขึ้นแต่ร้อนน้อย ร้อนสุดๆ แต่ 87 องศาเซลเซียสเท่านั้น !!! ที่สามารถดูได้จากผลการทดสอบเล่นเกมที่ลื่นไหลทั้งเกมออนไลน์หรือออฟไลน์ อีกทั้งยังได้แรมมาตรฐานเป็น Bus 3200MHz ที่ขนาด 16GB ซึ่งก็เป็นส่วนช่วยเรื่องของประสิทธิภาพที่สำคัญทีเดียว พร้อมได้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่รองรับเกมใหม่ๆ ขนาดใหญ่ได้ นอกจากนี้ที่ได้การเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1

MSI Alpha 15

โดย MSI Alpha 15 ปี 2021 เหมาะกับคนที่ต้องการ Gaming Notebook สเปก AMD ที่ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมกว่าที่เคยมีมา กับหน้าจอ 15.6″ IPS 144Hz คุณภาพสูง ที่ให้ความคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพ ทั้งการทำงานหรือเล่นเกม ที่สำคัญคือได้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานสูงสุด 13 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตเล็กน้อย อย่างพอร์ตการเชื่อมต่อยังให้มาเป็น USB 2.0 Type-A มาอยู่ 1 พอร์ต ทั้งๆ ที่ Gaming Notebook ช่วงราคานี้ต้องให้มาเป็น USB 3.2 มาในทุกๆ พอร์ตแล้ว และพอร์ตเองก็ชิดกันไปหน่อยเท่านั้นเอง ถ้ารับได้ก็ถือว่าน่าซื้อครับ 

MSI Alpha 15

ข้อดี MSI Alpha 15

  • ดีไซน์การออกแบบถูกใจเกมเมอร์ยุคใหม่ ตามสไตล์ของ MSI Gaming แนวเรียบหรูดูล้ำ
  • หน้าจอ 15.6″ เล็กกระชับกว่าเดิมเทียบ 14″ พกพาสะดวก งานประกอบแน่นวัสดุดี
  • สเปคแรงด้วยชิปประมวลผล Ryzen 7 5800H และการ์ดจอแยก Radeon RX 6600M
  • ได้แรมมาขนาด 16GB และ SSD M.2 ความจุ 512GB – 1TB ใช้งานได้ลื่นไหล
  • ได้หน้าจอ IPS เกรดสูง sRGB 94% รองรับ Refesh Rate 144Hz + FreeSync
  • ประสิทธิภาพต่อราคาจัดว่าคุ้มค่า เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ต่างๆ 
  • มีซอฟต์แวร์ MSI Center ที่ใช้ได้จริง มาช่วยปรับแต่ง ให้สนุกยิ่งขึ้น
  • ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 มีประสิทธิภาพดีเยี่ยม
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 13 ชั่วโมง
  • มี Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที รองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11
  • ประกัน 2 ปี ส่งศูนย์ MSI ตามมาตรฐาน

ข้อสังเกต MSI Alpha 15

  • ไม่สามารถอัพเกรด HDD / SSD 2.5″ SATA 3 ได้
  • ยังมีพอร์ต USB 2.0 Type-A มาอยู่ 1 พอร์ต
  • ถ้าสามารถทำราคาได้ประมาณ 40,000 บาทกลางๆ จะน่าซื้อยิ่งขึ้นไปอีก 

Specification

สำหรับชิปประมวลผล AMD Ryzen 5000 Series รหัส H เน้นประสิทธิภาพจากทาง AMD ที่แรงขึ้นเป็นเท่าตัว จากเทคโนโลยีการผลิตชิป CPU ที่ 7 นาโนเมตร จับคู่มากับการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6000M Series ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตรเช่นเดียวกัน โดยการที่เป็น AMD Advantage ทำให้สามารถทำงานเข้ากันเป็นอย่างดี ด้วยเทคโนโลยี AMD SmartShift / AMD Smart Access Memory / FidelityFX Super Resolution / Radeon Chill อย่างที่หาไม่ได้ใน Gaming Notebook สเปกอื่นๆ

MSI Alpha 15

รายละเอียดของชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H เป็น CPU ที่ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด มีความเร็วอยู่ที่ 3.20 – 4.40 GHz โดดเด่นด้วยสถปัตยกรรม Cezanne แต่ใหม่การ์ดจอ Radeon RX6600M (8GB GDDR6) ที่เป็น RDNA2 ส่งผลให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่ง ทั้งในแง่ของการเล่นเกมแบบจริงจัง รวมไปถึงการทำงานแบบมืออาชีพ พร้อมด้วยความร้อนที่น้อยลงไปอีก และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิมด้วย

MSI Alpha 15

แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น โดยรุ่นที่เราได้เป็นหน่วยความจำขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz และที่เก็บข้อมูลเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB เป็นหน้าจอขนาด 15.6″ Full HD พาเนล IPS มี Refesh Rate ที่ 144 Hz แน่นอนว่ารองรับเทคโนโลยี AMD FreeSync ให้ภาพลื่นไหลและไม่ฉีกขาด ลำโพง 2W x 2 ทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว

ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 2 x USB 3.2 Type-A, 1 x USB 3.2 Type-C, 1 x USB 2.0 Type-A, Kensington lock slot, LAN RJ-45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์ 3.5 มิลลิเมตร พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Intel Wi-Fi 6 AX200(2*2 ax) + Bluetooth 5.1 มี Windows 10 Home ใช้งานได้ทันที (รองรับการอัพเกรดเป็น Windows 11 ในอนาคต) ประกันเป็นแบบ 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI

MSI Alpha 15 B5EEK-026TH ราคา 48,990 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T & 3.20 – 4.40GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + Radeon RX 6600M (8GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 512GB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years Carry-in Regional (1 Year for Battery and Adapter)

MSI Alpha 15 B5EEK-025TH ราคา 50,490 บาท (ดูสเปคทั้งหมดคลิ้ก)

  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H (8C/16T & 3.20 – 4.40GHz)
  • GPU : AMD Radeon 8 + Radeon RX 6600M (8GB GDDR6)
  • RAM : 16GB DDR4 Bus 3200MHz
  • DISPLAY: 15.6″ Full HD IPS 144Hz
  • STORAGE : SSD M.2 NVMe PCIe 1TB
  • OS : Windows 10 Home
  • Warranty : 2 Years Carry-in Regional (1 Year for Battery and Adapter)

Hardware / Design

การออกแบบเอง MSI Alpha 15 AMD Advantage Edition ต้องบอกว่ามีลักษณะรูปทรงใกล้เคียงกับ MSI Gaming Notebook 2021 หลายๆ รุ่น ทั้งในส่วนของดีไซน์ภายนอกภายใน ชัดเจนด้วยโลโก้ฝาหลังด้วยนกธันเดอร์เบิร์ดสยายปีกสีเงินแบบนู้นต่ำ และสติ๊กเกอร์ Ryzen + Radeon โดยรวมสวยงามดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน โดยใช้เป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับคีย์บอร์ดไฟ RGB มีน้ำหนักที่ใกล้เคียงกับ MSI Pulse GL66 / MSI Katana GF66 ที่เบาเพียง 2.25 กิโลกรัม อีกทั้งตัวเครื่องก็มีความบางสุดที่ 27.5 มิลลิเมตรด้วย 

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 10

แกนฝาพับแข็งแรงพัฒนาขึ้นกว่าเดิมจากรุ่นก่อนพร้อมกางได้เกือบๆ 180 องศา  พร้อมกันนั้นในส่วนของขอบตัวเครื่องคีย์บอร์ดด้านในทั้งด้านซ้ายขวาและด้านหน้าจะมีการทำเส้นสายอีกด้วย ซึ่งขอบด้านหน้าเป็นพลาสติกมีการเว้นพื้นที่เว้าเอาไว้ให้เปิดฝาหน้าจอได้ง่าย และที่พักมือและเนื้องานรอบแป้นพิมม์ใช้วัสดุเป็นพลาสติกสัมผัสดีกว่าทั่วไป ปุ่มเปิดปิดของตัวเครื่องได้ติดตั้งอยู่มุมซ้ายของคีย์บอร์ดดีไซน์ได้เรียบเนียนไปกับตัวเครื่องเป็นอย่างดี ส่วนคีย์บอร์ดจะเป็นไซต์มาตรฐานคือมี Numpad แป้นตัวเลข แต่ปุ่มกดจะเล็กกว่าปกติเล็กน้อย นอกจากนี้คีย์บอร์ดยังมีไฟ RGB สามารถเปิดปิดได้ 3 ระดับ

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 37

วัสดุเป็นพลาสติกเกรดสูงตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมใช้ความเรียบง่ายทั้งส่วนภายนอกและภายใน เตามสไตล์ของ Gaming Notebook แบรนด์ MSI ปี 2021 หลายๆ รุ่น นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีระบบระบายความร้อนแบบพิเศษ Cooler Boost 5 แบบใหม่ ที่มาพร้อม 2 พัดลมขนาดใหญ่ ฮีทไปป์ 6 เส้นดีไซน์แบน เย็นเฉียบหายห่วงไปเลย พร้อมกับทำการเซาะร่องระบายอากาศหลายตำแหน่งด้วยกัน ลำโพงก็อยู่ที่ด้านล่าง 2 ตัวทำให้ตัวเครื่องสามารถกระจายเสียงได้ดี การแกะอัพเกรดบอกเลยว่าทำได้ไม่ยาก แต่ต้องแกะน็อตออกหมดทุกตัวแล้วค่อยใช้บัตรแข็งๆ แงะที่ละส่วนอย่างระมัดระวังเท่านั้นเอง

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 39

เรียกได้ว่า MSI Alpha 15 ตัวนี้ยังคงรักษามาตรฐาน Gaming Notebook จากแบรนด์ MSI ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สัมผัสได้ถึงความเป็นสายพันธุ์ AMD 100% ทั้งชิปประมวลและการ์ดจอแยก ที่แตกต่างจาก MSI รุ่นอื่นๆ ที่ไม่ใช้สเปก AMD อย่างเดียว ด้วยดีไซน์การออกแบบที่ดูดีแบบเรียบง่าย ที่ไม่ใช่แค่เครื่องแรงอย่างเดียวแต่ในประสบการณ์ใช้งานก็ดีเยี่ยมด้วย แต่แบตเตอรี่ภายในมีขนาดความจุมากกว่า Gaming Notebook รุ่นอื่นๆ ทำให้พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้สะดวก อย่างตามร้านกาแฟ หรือที่ทำงาน มหาวิทยาลัย เป็นต้น เรียกได้ว่าทำได้ยอดเยี่ยมสมกับเป็นรุ่น AMD Advantage

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 33

จากการที่ MSI Alpha 15 โดดเด่นด้วยสเปกชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H ประสิทธิภาพสูง ได้การ์ดจอแยก AMD Radeon RX6600M ที่ตอบสนองการทำงาน หรือการเล่นเกมออนไลน์ออฟไลน์อย่างลื่นไหล การันตีฟีเจอร์ภายในได้จากสติ๊กเกอร์ที่ติดมาที่ตัวเครื่อง พร้อมด้วยซอฟท์แวร์ MSI Center รุ่นใหม่ล่าสุด ที่สามารถปรับการตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการเล่นเกมให้มากยิ่งขึ้น พร้อมการใช้งานอื่นๆ ได้ทั้งหมด ตอบโจทย์ทั้งนักเรียนนักศึกษาคนทำงาน ที่เล่นเกมเป็นประจำ พร้อมได้ประสบการณ์ใช้งานจากดีไซน์สไตล์ Gamer ของ MSI อย่างแท้จริง

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 20
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 26
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 28
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 34
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 42
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 44
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 48
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 47
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 49

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ดของ MSI Alpha15 มีการติดตั้งคีย์บอร์ด Full Size โดยมีการติดตั้ง Numpad แป้นตัวเลขด้วย ที่แม้ไม่ใช่ของ SteelSeries ที่หลายๆ รุ่นเลือกใช้ แต่ก็ยังสามารถให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดี ทั้งฟิลลิ่งแรงกด ที่กดได้ลึก 1.7 มม. อัตราการตอบสนองของแป้นพิมพ์ และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมกัน ซึ่งทำได้แม่นยำไม่แพ้เกมมิ่งคีย์บอร์ดแบบแยกมาตรฐานทั่วไป มาพร้อมไฟ LED แบบ RGB All Zone Backlight ปรับความสว่างได้ 3 ระดับ ดีไซน์แต่ละปุ่มมีควมลงตัวเข้ากัน เสริมฟีเจอร์ที่น่าสนใจด้วยปุ่ม Power ที่มุมขวาบนสุด ซึ่งถ้าตัวเครื่องใช้การ์ดจอออนชิป Radeon 8 ไฟจะเป็นสีขาว และไฟสีส้มจะเป็นการใช้การ์ดจอแยก RX 6600M นั่นเอง 

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 21

โดยรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับ Gamers Hotkey อย่างปุ่มเร่งพัดลมให้ทำงานเต็มที่ Cooler Boots เพื่อช่วยระบายความร้อน และปุ่มเรียกใช้ Crosshair ไว้สำหรับช่วยเล็กเป้าในเกมต่างๆ ที่เป็น FPS ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของปุ่มทิศทาง พร้อมมีปุ่ม Fn + F7 ใช้ปรับโหมดการใช้งานต่างๆ และอีกมากมายในส่วนของแถวบนสุดคีย์บอร์ด ในส่วนของทัชแพดให้ดีไซน์เรียบง่าย ลื่นไหลใช้งานได้แม่นยำ โดยปุ่มแบบซ่อนปุ่มคลิกซ้ายคลิกขวาทำให้ดูเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งปุ่มกดไม่แข็งไม่นิ่มเกินไป ผิวสัมผัสของทัชแพดเป็นแบบด้านๆ การใช้งานอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ารุ่นก่อนๆ  

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 23
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 24
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 27

Screen / Speaker

หน้าจอ MSI Alpha 15 นั้น มีขนาด 15.6″ ผิวจอแบบ Anti-Glare ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS คุณภาพดีกว่าหลายๆ รุ่น มีมุมมองกว้างทำให้แสดงผลภาพออกมาได้อย่างสวยงามคมชัด ลดปัญหาเรื่องแสงสะท้อนจากแสงไฟรอบๆ ตัวได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งแสงสว่างของหน้าจอสามารถสู้แสงจ้าจากภายนอกได้ในระดับหนึ่ง ได้ Refresh Rate ที่ 144Hz ที่ลื่นไหลกว่า 60 Hz พร้อมด้วยเทคโนโลยี AMD FreeSync ทำให้ภาพลื่นไหลมีอาการฉีกขาด แถมขอบจอบาง Thin Bezel เพร้อมติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนได้ที่ขอบจอด้านบนปกติ

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 13

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ MSI Alpha 15 เป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS ทางทีมงานเลยถือโอกาสทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite พร้อมทั้งคาลิเบรทหน้าจอให้สีสันมีความตรงความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งเมื่อคาลิเบรตแล้วเราก็เลือกโปรไฟล์ที่เราได้คาลิเบรทเอาไว้ ผลที่ได้หลังจากที่คาลิเบรทก็คือคอนทราสต์มีการไล่โทนที่กว้างขึ้น รวมไปถึงมีสีสันและอุณหภูมิสีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากโทนเย็นกลายเป็นโทนอุ่นเล็กน้อย เพราะเดิมๆ มาสีตรงอยู่แล้ว

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 17
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 14
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 19

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 94% / Adobe RGB ที่ 70% / DCI P3 ที่ 71% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสัน ความเที่ยงตรงของสีอยู่ในระดับที่ดี ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 300 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปกติ คือเพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแน่นอน โดยถ้าจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพก็ได้เลย ส่วนอีกค่าที่น่าสนใจก็คือ ค่า Delta-E หรือค่าความคลาดของสีอยู่ที่ 1.80 เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยกว่า 2 เรียกได้ว่าค่าความคลาดสีน้อยมากๆ 

s4 2

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางล่างมีค่า 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องแถวกลางทางซ้าย จะมีแสงสว่างลดลงไปที่ 15% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 3.5 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

s1 2
s2 2
s3 2

ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ 2W x 2 แยกเสียงซ้ายขวาได้ชัดเจนดี มีระบบเสียง Nahimic 3 by SteelSeries  ทำให้มีเสียงดังฟังชัด มีน้ำหนัก ปรับแต่งได้หลากหลาย ถือว่าเอามาเล่นเกมฟังเพลงได้ดีในระดับหนึ่งตามสไลต์เสียงจากลำโพงโน๊ตบุ๊ค ช่องลำโพงถูกออกแบบให้อยู่ที่ด้านล่างตัวเครื่อง ช่วยให้ตัวเครื่องสามารถกระจายเสียงให้มีมิติ แยกเสียงซ้ายขวาให้ชัดเจนได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับการจำลองเสียง 3 มิติกรณีเชื่อมต่อหูฟังด้วย โดยรวมแล้วเลือกลำโพงถือว่าทำได้ดีตามมาตรฐาน

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 51
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 50
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 52

Connector / Thin And Weight

MSI Alpha 15 เป็น Gaming Notebook ที่ให้การเชื่อมต่อมาอย่างครบถ้วน รองรับทุกการใช้งานในยุคปัจจุบันโดยพอร์ตต่าง ๆ ถูกติดตั้งไว้ทั้งทางด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 2 ช่อง ที่ให้มาอย่างจัดเต็มรองรับการเชื่อมต่อที่เพียงพอ นอกเหนือจากนั้นยังมี RJ45, HDMI, USB 3.2 Type-C, และ Audio 3.5mm Mic&Headphone แบบ Combo อย่างไรก็ตามยังมีในส่วนของ USB 2.0 Type-A อีก 1 ช่อง แน่นอนว่ามีช่องต่อไฟอแดปเตอร์ พร้อมยังรองรับการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.1 และ Intel Wi-Fi 6 AX ที่เป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุด

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 53

มิติของตัวเครื่องโดยรวมเน้นการออกแบบให้มีความบางเบากว่า Gaming Notebook ยุคก่อนๆ โดยยังคงประสิทธิภาพตามแบบฉบับโน๊ตบุ๊คเพื่อการเล่นเกมเป็นหลักโดยมีขนาดความมิติต่าง ๆ ที่ ดูพยายามให้เล็กกระชับที่สุด น้ำหนักที่ 2.25 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งรวมอแดปเตอร์ขนาด 180 Watt แล้วจะหนักประมาณ 2.7 กิโลกรัม สามารถพกพาได้อย่างสะดวก ซึ่งกระเป๋าเองก็ใช้ตามมาตรฐานของหน้าจอ 15.6″ ได้เลย อย่างไรก็ตามถ้าหนุ่มแบกไปทำงานตามออฟฟิศหรือไปมหาวิทยาลัยก็พอได้ เพราะอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ได้หนักจนเกินไป (ยังไม่รวมของอื่นๆ นะ)

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 54
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 56
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 57

Inside / Upgrade

การแกะงัดอัพเกรดเครื่อง MSI Alpha 15 สามารถแกะด้วยตนเองได้ แต่ต้องมีความระมัดระวัง เพราะมีสลักค่อนข้างเยอะ ซึ่งต้องไขน็อตทุกตัวออกที่มองเห็น รวมไปถึงเจาะทะลุที่ติดสติ๊กเกอร์สีขาวของ MSI ไปได้เลย (แต่เครื่องที่รีวิวนี้ไม่มี) แล้วใช้บัตรแข็งค่อยๆ แงะจากด้านหลังตรง เมื่อแกะออกมาแล้วก็จะเห็นฮาร์ดแวร์หลายๆ ถูกออกแบบจัดระเบียบได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว โดดเด่นด้วยระบบ Cooler Boots 5 พร้อมติดตั้งพัดลมระบายความร้อน 2 ตัว ฮีทไปป์ 6 เส้น ซึ่งเป็นดีไซน์แบบใหม่ที่ตัวท่อเองมีขนาดที่ใหญ่และความร้อนได้ดีขึ้น ผ่านทางช่องระบายความร้อน 3 ช่อง ด้านหลังกับด้านข้าง

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 60

เมื่อแกะออกมาแล้วนั้นจะเห็นในส่วนของฮาร์ดแวร์ที่ติดตั้งมาแล้วเป็นที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ที่ความจุ 1TB จำนวน 1 ตัว สำหรับหน่วยความจำแรมนั้นติดตั้งมาเลยที่ขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ 8GB x 2 แถว ทำงาน Dual Channel ซึ่งรองรับการใช้งานได้อย่างลื่นไหล เพื่อให้ใช้งานได้ดีที่สุด สำหรับที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ แบตเตอรี่ที่ติดตั้งให้มีมีความจุสูงถึง 5,000 mAh ทีเดียว ทำให้ใช้แบตได้ยาวนานกว่าหลายๆ รุ่นด้วย โดย MSI Notebook สามารถแกะอัปเกรดได้ไม่หลุดประกัน แต่จะไม่รับผิดชอบอุปกรณ์ที่ใส่เพิ่ม 

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 64
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 63
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 65
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 62
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 67
MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 66

Performance / Software

MSI Alpha 15 AMD Advantage Edition เครื่องนี้เป็นสเปกขายจริง ด้วยชิปประมวลผลตัวแรงยอดนิยมในตลาดของ Gaming Notebook ของ AMD อย่าง Ryzen 7 5800H เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่า Ryzen 5000U รวมไปถึงการเล่นเกมจริงจัง ด้วยสถาปัตยกรรม Zen 3 โค้ดเนม Cezanne มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 nm ความเร็ว 3.20 – 4.40 GHz แบบ 8 Core/ 16 Thread ร้อนน้อยกว่า ได้ L3 Cache ที่ 16MB มีค่าอัตราการใช้พลังงานสูงสุด (TDP) ที่ 45W 

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังรวมไปถึงเล่นเกมเป็นหลัก ก็รองรับได้อย่างสบายๆ และดีที่สุดแน่นอน เรียกได้ว่าแรงกว่าชิปประมวลผลที่เป็น AMD Ryzen 4000H อย่าง Ryzen 7 4800H แน่นอน พร้อมได้แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz (8GB x 2) รูปแบบ Dual Channel ใช้งานได้ทันที หรือใครจะอัพเกรดก็ทำได้ แต่ต้องถอดของเดิมออกก่อน 

c1 3.   c2 2

ผสานกับการ์ดจอออนบอร์ดรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon 8 มีความเร็วในการทำงานที่ 2100MHz มาตรฐานแรม DDR4 ขนาด 512MB ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเป็นหลัก กับหน้าจอความละเอียดสูงให้ความลื่นไหลเป็นอย่างดี ซึ่งโดดเด่นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการประหยัดพลังงานเมื่อใช้งานเบาๆ อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ล่าสุดตัวแรงจาก AMD เช่นกัน

อย่าง AMD Radeon RX 6600M สถาปัตยกรรม NAVI 22 เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร มี 1,792 Stream Processors ที่ค่า TGP (Total Graphic Power) 100W มีแรม 8GB GDDR6 กับ Memory bus 128-bit  ซึ่งไม่ใช่แค่แรงแต่ยังร้อนน้อยกว่า เน้นใช้งานกับ AMD Gaming Notebook ระดับบน รองรับเกมระดับ AAA ก็ยังสามารถปรับกราฟิกได้ถึง Ultra ให้ภาพสวยงาม ไหลลื่น สมจริงกว่าที่เคยมีมา เรียกได้ยิ่งตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว เทียบเคียงกับคู่แข่งอย่าง RTX 3060 ได้เลย

g1 2.   g2 1

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / CINEBENCH 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H คะแนนก็อยู่ในระดับสูงมากๆ อย่างน่าประทับใจสมกับเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจาก Ryzen 5000H เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นก่อนก็ทำได้ดีกว่าแบบชัดเจนทีเดียว รวมไปถึงตัวการ์ดจอแยก Radeon RX 6600M เองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบนสุด ที่เน้นการทำงาน 3D เป็นหลัก

cine15 2.   cine20 2

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ที่กลายเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook ไปแล้ว โดยทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 3 ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 2042 MB/s และเขียนที่ 1984 MB/s ที่เร็วกว่ารุ่นก่อนๆ แต่ก็ถือว่าดีกว่ามาตรฐาน SATA 3 แบบเดิมๆ แล้ว

ssd 2

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 6,703 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปกใหม่ล่าสุดจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 5800H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง Radeon RX 6600M ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว อีกทั้งตัวรีวิวนี้ได้สเปกแรม 16GB แล้วด้วย

pc10 2

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมจากการทดสอบด้วยโปรแกรม 3D Mark จากทาง Futuremark ที่พัฒนาและคิดค้นจากบริษัท AMD, Intel, Microsoft, NVIDIA ในส่วนของ Time Spy ทำออกมาน่าสนใจมากๆ ด้วยคะแนนรวม 7,091 และประมวลผลคาดการณ์เกม Apex Legends ปรับสุด Full HD ได้ 70+ FPS เน้นเรื่อง DirectX 12 เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเพื่อมาเสริมข้อบกพร่องทางด้านการทำงานต่างๆ ของการ์ดจอเป็นหลัก ซึ่งผลทดสอบนั้นจะดูว่าแต่ละการ์ดจอนั้นสามารถทำงานได้ดีระดับไหน ซึ่งจากคะแนนนี้ก็ต้องบอกเลยว่าทำได้น้อยกว่ารุ่นที่ RTX 3060 ในหลายๆ รุ่น

3d 2

สำหรับคะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 6 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยที่เพียงพอในทุกๆ เกม ขึ้นอยู่กับการปรับกราฟิกเป็นหลัก ประกอบไปด้วย Far Cry 6 / Resident Evil 8 / GTA Vที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์หนักๆ อย่าง SCUM และยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2  ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

ทดสอบเกมทุกเกมที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซลตาม Native ของหน้าจอ โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพ ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหล กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกม ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ โดยในส่วนของ Far Cry 6 ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด เราปรับกราฟิกในเกมเป็น Ultra ที่ใช้แรมการ์ดจอไปประมาณ 4GB ซึ่งนับว่าเหลือเฟือแล้ว แต่เฟรมเรทที่ออกมานั้นดูแล้วยังไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร 

game test 1

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง SCUM ที่ปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน จะเห็นว่าเฟรมเรทเฉลี่ยที่ออกมานั้นได้ค่อนข้างน่าใจแล้ว มีอาการกระตุกบ้าง ในการเล่นเกมจริงๆ แนะนำปรับกราฟิกกลางๆ น่าจะลื่นไหลกว่า ต่อกันที่ DOTA 2 ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถขับเฟรมเรทได้เพียงพอกับการเล่น แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย แต่สำหรับ PUBG ก็ต้องยอมรับว่ากราฟิกลงลื่นไหลในระดับที่น่าพอใจ แต่ถ้าอย่างลื่นกว่านี้ จะปรับเป็น Medium ก็น่าจะเหมาะสมในการเล่นเกมจริงจังมากกว่า 

และด้วยหน้าจอพาเนล IPS แบบ 144Hz พร้อม สนับสนุน AMD FreeSync ทำให้ภาพลื่นไหลกว่าปกติและไม่ฉีกขาด ทำให้เกม FPS ที่เคลื่อนไหวเร็วๆ เวลาที่เราปรับให้ปล่อยเฟรมเรทสูงๆ แบบสุดๆ หมดปัญหาภาพฉีก หรือภาพกระตุกไปเลย แต่นั่นก็ต้องอยู่กับตัวเกมด้วยว่าขับเฟรมเรทได้แค่ไหน ถ้าเกมกินสเปกหนักๆ 144Hz อาจไม่เห็นผลมากนักกับความลื่นไหล อาจจะปรับกราฟิกต่ำลงมาเท่าที่เราพอใจ หรือเอาจริงๆ สำหรับเกมสไตล์ MOBA แค่ 60 FPS นิ่งๆ ก็เอาอยู่แล้ว

m1

MSI CENTER เวอร์ชั่นล่าสุด เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้า ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ Utility จุดเด่นคือใช้งานสะดวกและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูต่างๆ แบ่งตามลักษณะการใช้งานที่ชัดเจน รวมไปถึงการอัพเดทซอฟต์แวร์ต่างๆ ก็สามารถจัดการได้ง่ายยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

m2 m3

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน MSI Alpha 15 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ที่ความจุประมาณ 5000 mAh + ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับ 10% แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube ผ่านทาง Microsoft Edge ซึ่งเราดูด้วยโปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 13:34 ชั่วโมงโดยประมาณ เรียกได้ว่าน่าประทับใจทีเดียวกับการที่ Gaming Notebook จอ 15.6″ ใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขนาดนี้ เชื่อได้เลยว่าเป็นผลมาจากการที่เป็นแพลตฟอร์ม AMD Advantage นั่นเอง

batt 2

เครื่องนี้ที่ให้ฮีทไปป์มาทั้งหมด 6 เส้น ระบบระบายความร้อน Cooler Boost 5 แบบใหม่ได้พัดลม 2 ตัว ช่องระบายความร้อน 3 ช่อง เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นที่มีการระบายความร้อนได้ดี เมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ 40 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้ CPU + GPU ทำงาน 100% โดยได้ทำการเล่นเกมหนักๆ เป็นเวลานานๆ ซึ่งได้เปิดโหมดเร่งรอบพัดลมสูงสุดไว้ ด้วยการทดสอบโปรแกรม Benchmark และเล่นเกม 3 มิติต่อเนื่อง เพื่อทำให้ความร้อนสูงสุดที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าทำได้ดีเยี่ยมเลย

temp 2

เห็นได้ว่าอุณหภูมิสูงสุดของชิปประมวลผลอยู่ที่ไม่เกิน 95 องศาเซลเซียส ที่สามารถควบคุมได้เป็นอย่างดีตามมาตรฐาน ในการทำงานก็ปกติดีทุกอย่าง ส่วนที่เป็นการ์ดจอจะอยู่ที่ไม่เกิน 87 องศาเซลเซียสเท่านั้น (ดูผ่านทาง GPU-Z และ Afterburner) นับว่ามีความเย็นมากๆ ส่วนเสียงพัดลมก็ดังขึ้นมาเล็กน้อย จากการที่เปิดโหมด Ultimate Performance ทำให้พัดลมหมุนรอบเร็วสุดเมื่อทำงานหนักๆ อย่างไรก็ตามไม่ถือว่ารบกวนอะไรมากมายสำหรับคนที่เล่นเกมอยู่แล้ว โดยรวมแล้วมีการจัดการอุณหภูมิได้ดีเยี่ยม แม้อาจจะดูสูงกว่ารุ่นก่อน แต่เข้าใจว่าเป็นกานรีดประสิทธิภาพเข้าคู่กันเป็นอย่างดี

g temp

Conclusion / Award

MSI Alpha 15 เป็น Gaming Notebook ปี 2021 ที่น่าสนใจมากๆ อีกหนึ่งรุ่น จากการที่ได้สเปคสุดแรง AMD Ryzen 5000H รุ่นล่าสุด ซึ่งมีตัวเลือกทั้ง Ryzen 7 5800H พร้อมการมาของการ์ดจอแยกรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon RX 6600M เรียกได้ว่าเข้าคู่กันเป็นอย่างดี ทำให้ได้แพลตฟอร์ม AMD Advantage ซึ่งดีขึ้นทั้งประสิทธิภาพ แบตยาวนานขึ้น ความคุมความร้อนได้ดี โดยได้แรมมาเป็นขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz และได้ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่แรงและลื่นไหล ในราคา 50,490 บาท สำหรับสเปกที่เราได้นำมาทดสอบ 

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 43

ดีไซน์ตัวเครื่อง MSI Alpha 15 รุ่นปี 2021 เป็นแนวคิดแบบใหม่ วัสดุฝาหลังเป็นโลหะสีดำพร้อมโลโก้ Thunderbird ที่ถูกปรับปรุงใหม่ให้มีความดุดันโดดเด่น ส่วนคีย์บอร์ดมีรูปแนวที่เปลี่ยนไป ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเองที่สำคัญเหนือกว่า Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ทั่วไปด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 13:30 ชั่วโมงในการทดสอบจริงๆ เหมาะสำหรับคนที่มีงบ 50,000 บาท ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คไว้ใช้ทำงานหรือเล่นเกม ดีไซน์สวยแตกต่าง ในราคาคุ้มค่า เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพจากการที่ชิปประมวลผล Ryzen 5000H และสเปกอื่นๆ ที่ครบถ้วน ไม่ต้องอัพเกรดแล้วสำหรับตัวท็อป 

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 8

ส่วนการระบายความร้อนตัวเครื่องเป็นแบบ Cooler Boost 5 ฮีทไปป์ 6 เส้นขนาดใหญ่แบบใหม่ ช่องระบายความร้อน 3 ช่อง พัดลม 2 ตัว ก็ต้องบอกว่าเพียงพอที่จะเอาอยู่สำหรับสเปกนี้ โดยชิปประมวลผลไม่ร้อนจนเกินไป รวมไปถึงการ์ดจอแยกก็ร้อนกว่ารุ่นก่อน แต่เข้าใจว่าในส่วนของชิปประมวลผลสามารถรีดประสิทธิภาพการ์ดจอแยกมาได้สูงสุดนั่นเอง ซึ่งจากผลทดสอบให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่ลื่นไหลน่าประทับใจ เพราะได้หน้าจอ IPS 144Hz ด้วย ให้ความลื่นไหลกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป แต่ขอบเขตสีอยู่ในระดับที่ดี เพียงพอกับการใช้งานทั่วไปหรือเล่นเกม รวมถึงการทำงานด้านสีสัน

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 7

ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็มีมาให้ครบครันหายห่วงทั้ง USB 3.2 Type-C, USB 3.2 Type-A, RJ45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์ แต่น่าเสียดายที่ยังมี USB 2.0 Type-A มาให้อยู่ และแต่ละพอร์ตเองอาจจะชิดกันไปหน่อย โดยราคาจัดว่าไม่ถูกไม่แพงเมื่อเทียบกับสเปกและประสิทธิภาพ พร้อมประกัน 2 ปี ถ้าสนใจ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ สเปกใช้งานลื่นๆ ฟีเจอร์ครบๆ ซึ่งถ้าทำราคาได้ถูกกว่า น่าจะขายดีแน่นอน เอาว่าเพื่อนๆ ท่านไหนที่อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามไปที่ MSI Gaming Shop หรือร้านจำหน่ายโน๊ตบุ๊คชั้นนำทั่วประเทศกันได้เลย

MSI Alpha 15 AMD Advantage Review 30

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง MSI Alpha 15 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 7 5800H รุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูง พร้อมการ์ดจอแยกตัวบนรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon RX 6600M ทรงพลังด้วยเทคโนโลยี 7 นาโนเมตรที่ล้ำกว่า โดยมีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe PCIe Gen 3 โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ 512GB – 1TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GBแบบ DDR4 Bus 3200 MHz เพื่อความลื่นไหลที่สุด รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน รวมถึงเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลื่นไหลไม่ผิดหวังกับการมาของแพลตฟอร์ม AMD Advantage เลย เรื่องของความแรงที่ได้ 

award new performance

Best Gaming

Gaming Notebook ที่มีความสดใหม่ได้ความแรงจัดๆ และเทคโนโลยีล้ำๆ มากมาย ได้พาเนล IPS คุณภาพดี ขอบจอบางเฉียบ ระบบระบายความร้อนดีเยี่ยม ผสานการทำงานของ Cooler Boost 5 ตามสไตล์ของ MSI ดีไซน์เองก็ระดับพรีเมี่ยม มีไฟคีย์บอร์ด Gaming ที่สามารถปรับ RGB ได้ตามต้องการ รวมไปถึงซอฟต์แวร์ MSI Center ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และอื่นๆ อีกมากมาย สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมเน้นความน่าซื้อจากความสดใหม่ ที่มาพร้อมฟีเจอร์ Gaming ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกในตลาด Gaming Notebook ที่ดีรุ่นหนึ่ง ในช่วงราคา 50,000 บาท

award new Gaming

Best Gaming

ความสามารถในการพกพาก็ยังคงอยู่ในระดับที่ดี เมื่อมองในมุมของ Gamig Notebook หน้าจอ 15.6″ ที่ทำให้สามารถหิ้วไปไหนมาไหนพอได้ แถมไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะมีปัญหาอีกด้วย เพราะระบบไม่ได้ใช้ฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องการจับถือมากนัก สามารถพับฝาจอลงแล้วเก็บเครื่องได้ทันที อแดปเตอร์ก็ทำออกมาให้มีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก พกพาสะดวก ที่สำคัญที่สุดคือ แบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานสูงสุดกว่า 13:30 ชั่วโมง ทั้งจากแบตที่ใหญ่และ AMD Advantage เหมาะมากๆ กับคนที่ทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ แบบที่ไม่ต้องพกอแดปเตอร์เลย กลับบ้านมาค่อยชาร์จทีเดียว 

award new Battery Life

 

from:https://notebookspec.com/web/618968-review-msi-alpha-15-ryzen7-rx6600m