คลังเก็บป้ายกำกับ: NOTEBOOK_2020

6 วิธีแก้ปัญหาโน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด ทำเองได้ไม่ยากอย่างที่คิด!

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติดแก้เองได้อยู่ไม่ต้องตกใจ! มีวิธีแก้ด้วยตัวเองมาฝาก!

laptop not work cover

ปัญหาโน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติดขึ้นมาเสียเฉย ๆ เรียกว่าเป็นฝันร้ายของใครหลาย ๆ คนที่ไม่อยากเจออย่างแน่นอน เพราะโอกาสเปิดไม่ติดนั้นเกิดขึ้นได้หลายแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างเล่นคอมจนแบตหมดแล้วลืมเสียบปลั๊กเอาไว้และอื่น ๆ อีกมากมาย และยิ่งถ้าเกิดตอนที่งานกำลังเร่งให้เสร็จทันเวลาด้วยยิ่งแย่เข้าไปอีก เพราะเมื่องานไม่เสร็จจากเราแล้วก็ส่งผลกระทบต่อคนอื่นไปอีกหลายต่อ ทั้งคนที่ต้องรับงานต่อจากเราและลูกค้าที่จ้างงานเราก็คงจะไม่ปลื้มและไม่รอฟังเหตุผลจากเราแน่ ๆ ครั้นจะโทรเรียกช่างให้มาซ่อมเครื่องแบบ On site service ก็ต้องรอโทรติดต่อนัดเวลาและรอให้ช่างเข้ามาให้บริการจนพร้อมเดินงานต่ออีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาโน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติดนั้นเรียกว่ายังจัดการแก้ไขได้ไม่ยากอย่างที่หลายคนกลัวกัน นั่นเพราะจุดเจ้าปัญหาในโน๊ตบุ๊คจะมีอยู่แค่ไม่กี่จุด เรียกว่าทำเช็คลิสท์รายการปัญหาตามที่ผู้เขียนแนะนำเอาไว้ในบทความนี้ เมื่อลองแก้แล้วไม่หาย ก็ขีดคร่าไปเรื่อย ๆ ได้เลย ไม่แน่ว่าทำไปไม่ทันหมดทุกข้อที่ผู้เขียนแนะนำเอาไว้ จากโน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติดก็อาจจะเปิดติดพร้อมทำงานต่อแล้วก็ได้ใครจะไปรู้?

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติดงานเข้าแหล่ว… อ้ายบุญลือลูกพ่อดับโชว์ซะงั้น ลูกค้าก็ทวงงานอยู่ด้วย

6 วิธีแก้ปัญหาโน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จัดการง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

Laptop Wont Power On e1622883363539

ถ้าอยู่ ๆ โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติดขึ้นมา ต้นตอปัญหานั้นอาจมาจากฮาร์ดแวร์ของตัวเครื่องมีประเด็น หรือซอฟท์แวร์ทรยศด้วยฝีมือไวรัสที่บุกเข้ามาเล่นงานก็ได้เช่นกัน ซึ่งปัญหาทั้งหมดนั้นมีวิธีการแก้ไขด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ไม่ต้องไปถึงมือช่างก็ได้ โดยปัญหาหลัก ๆ ที่ทำให้โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติดนั้นจะมีดังนี้

  1. ไล่ดูปลั๊กคอมก่อนว่ามีปัญหาไหม ไฟเข้าหรือเปล่า?
  2. ถอด Docking station ออกก่อนแล้วลองเปิดใหม่อีกที
  3. บูตเข้า Safe Mode ดู บางทีอาจมีไวรัสแฝงเข้ามา
  4. จัดการแบตเตอรี่ในเครื่องสักหน่อย
  5. ถ่าน CMOS อาจจะมีปัญหา ลองเปลี่ยนดูหน่อย
  6. ชิ้นส่วนในคอมบางชิ้นอาจจะเสียหาย
1. ไล่ดูปลั๊กคอมก่อนว่ามีปัญหาไหม ไฟเข้าหรือเปล่า?

how to recharge a laptop

เริ่มต้นที่อุปกรณ์ใกล้ตัวซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะมาตกม้าตายกันง่าย ๆ อย่างปลั๊กโน๊ตบุ๊คไม่แน่นเป็นอย่างแรก โดยสาเหตุอาจมาจากตัวปลั๊กรางเป็นรุ่นราคาถูกไม่ได้คุณภาพ ไม่มีม่านปลั๊กที่ช่วยล็อคเขี้ยวปลั๊ก หรือเขี้ยวปลั๊กตัวผู้ของโน๊ตบุ๊คจะเริ่มเบนห่างออกจากกันจากการใช้งานของเราก็ได้ ซึ่งถึงจะเสียบปลั๊กแล้ว แต่หน้าโลหะไม่สัมผัสแล้วไม่มีไฟฟ้าจ่ายเข้าอะแดปเตอร์ ก็ทำให้โน๊ตบุ๊คตัดไปใช้งานแบตเตอรี่ในเครื่องจนหมด เลยทำให้โน๊ตบุ๊คของเราเปิดไม่ติดนั่นเอง

ดังนั้นวิธีแก้ไขขั้นตอนแรก ก็ให้เราลองขยับปลั๊กให้เข้าที่แล้วกระแสไฟเข้าปลั๊กหรือเปล่า โดยสังเกตจากไฟ LED ที่ตัวอะแดปเตอร์หรือที่ไฟแสดงสถานะข้างโน๊ตบุ๊คก็ได้ โดยถ้าไฟติดขึ้นมาก็แสดงว่าตอนนี้มีไฟเข้าและกำลังชาร์จเครื่องอยู่ ซึ่งถ้าปัญหาโน๊ตบุ๊คของเราเปิดไม่ติดมาจากปลั๊ก หน้าจอเครื่องจะโชว์ว่าตอนนี้แบตเตอรี่ในเครื่องเหลือกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว

และอีกวิธีที่ผู้เขียนขอเสริมให้ผู้ใช้ที่มีโน๊ตบุ๊คที่ชาร์จแบตเตอรี่ผ่าน USB-C ได้ ให้ลองเอาปลั๊กมือถือที่กำลังชาร์จ 45-65 วัตต์ เสียบชาร์จผ่าน USB-C ดูว่าไฟเข้าหรือเปล่าแล้วลองถอดสลับกับอะแดปเตอร์เฉพาะของตัวเครื่องดู ซึ่งถ้าไฟจากพอร์ต USB-C เข้า แต่อะแดปเตอร์เสียบแน่นแล้วแต่ไฟไม่เข้าก็อาจจะสรุปได้เลยว่าเราต้องเอาอะแดปเตอร์ของเราไปเคลมหรือส่งซ่อมเสียแล้ว

2. ถอด Docking station ออกก่อนแล้วลองเปิดใหม่อีกที

7103YnPzL1L. AC SL1500

ปัญหาที่สองที่ทำให้โน๊ตบุ๊คบู๊ตไม่ขึ้นอาจจะมาจาก Docking station หรือ USB-C Multiport Adapter ที่รวมอุปกรณ์เชื่อมต่อต่าง ๆ ของเราเอาไว้ แล้วมีแฟลชไดรฟ์หรือ Memory Card สักตัวเสียบค้างเอาไว้ แล้ว BIOS ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังของ Windows อาจจะพยายามเรียกบูตเครื่องจาก Memory Card หรือแฟลชไดรฟ์ตัวนั้นอยู่ โดยปัญหานี้จะเกิดขึ้นกับคนที่เพิ่งล้างเครื่องลง Windows มาใหม่แล้วลืมเปลี่ยนการตั้งค่าในหน้า BIOS ให้ไปบูตเครื่องขึ้นมาจากฮาร์ดดิสก์หรือ SSD ตัวที่ติดตั้ง Windows เสร็จแล้วนั่นเอง

วิธีแก้ไขให้ถอดตัว USB-C Multiport Adapter ออกก่อนแล้วเสียบปลั๊กเข้าเครื่องอย่างเดียว จากนั้นถ้าเครื่องของเราบู๊ตจนเสร็จเข้าหน้า Windows พร้อมใช้งานแล้วถือว่าผ่าน ถ้าให้ดีก็แนะนำว่าควรเข้าไปตั้งค่าใน BIOS ให้บูตจากไดรฟ์ที่ติดตั้ง Windows เอาไว้เป็นอันดับแรก จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อยู่หมัด

3. บูตเข้า Safe Mode ดู บางทีอาจมีไวรัสแฝงเข้ามา

Windows Safe Mode เป็นส่วนที่ผู้ใชัทั่ว ๆ ไป จะไม่ได้เข้ามาใช้งานบ่อย ๆ เนื่องจากเป็นระบบหลังฉากของ Windows ที่ Microsoft ทำเอาไว้ให้ผู้ใช้ซ่อมแซมหรือปรับแต่งชุดคำสั่งในเครื่องที่มีปัญหาแล้วระบบจะบล็อกไม่ให้ตัว Windows ทำงานแล้วรันซอฟท์แวร์ต่าง ๆ ตามปกติ

สำหรับผู้ใช้ที่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ระดับหนึ่งจะเข้า Safe Mode มาถอนโปรแกรมหรือมัลแวร์ที่แฝงตัวเข้ามาในเครื่องแล้วระบบสแกนไวรัสของเครื่องหาไม่เจอได้ด้วย ซึ่งบางครั้งมัลแวร์บางตัวก็ทำให้โน๊ตบุ๊คไม่สามารถเปิดได้ตามปกติ

Choose an option screen in the Windows Recovery Environment.

สำหรับวิธีการเข้า Safe Mode เมื่อเปิดเครื่องไม่ติดหรือเปิดติดแล้วเข้า Windows ตามปกติไม่ได้ ให้เรากดปุ่ม Power ค้าง 10 วินาที เมื่อโน๊ตบุ๊คติดขึ้นมาให้กด Power ค้างอีกครั้งเพื่อดับเครื่อง โดยทำซ้ำ ๆ แบบนี้ 3 ครั้ง จากนั้นตัวเครื่องจะบูตเข้าหน้า Safe Mode ในภาพด้านบน เริ่มต้นให้กดที่คำสั่ง Troubleshoot เพื่อให้เครื่องเริ่มเช็คแก้ปัญหา

Troubleshoot screen in the Windows Recovery Environment.

เลือกคำสั่ง Advanced options เพื่อดูตัวเลือกการเช็คแก้ปัญหาต่าง ๆ เพิ่มเติม

Advanced options screen in the Windows Recovery Environment.

ที่หน้า Advanced options จะมีตัวเลือกให้ใช้หลายแบบ ให้เลือก Startup Settings เพื่อเปลี่ยนวิธีการบูตระบบ Windows

Startup Settings  screen in the Windows Recovery Environment.

ตัวเครื่องจะแจ้งว่าคำสั่ง Startup Settings ตัวเครื่องจะบูตเข้าสู่หน้า Safe Mode ด้วย ให้เรากด Restart ได้เลย จากนั้นเมื่อเครื่องบูตเข้าสู่ Safe Mode ที่เป็นเหมือนหน้าจอ Windows ตามปกติ แต่ความละเอียดหน้าจอและฟังก์ชั่นอื่น ๆ แตกต่างจากปกติ ให้สแกนไวรัสด้วย Windows Defender เพื่อเช็คและกำจัดไวรัสที่อยู่ในเครื่อง ซึ่งถ้าไวรัสเป็นต้นตอปัญหา เมื่อสแกนแล้วล้างไวรัสเสร็จ ก็น่าจะทำให้คอมของเรากลับมาใช้งานได้ตามปกติอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม วิธีการกด Shift+F8 เพื่อเปิดตัวเลือกเข้าสู่ Safe Mode นั้น ถ้าเราตั้งค่า BIOS ของเราเป็น UEFI และติดตั้ง Windows เอาไว้ใน SSD แล้ว เครื่องจะบูตเร็วมากจนกดเปิดคำสั่งนี้ไม่ทัน ซึ่งผู้เขียนแนะนำให้ใช้วิธีกด Power 3 ครั้งอย่างที่แนะนำไปด้านบนจะดีกว่า

4. จัดการแบตเตอรี่ในเครื่องสักหน่อย

battery smolสายไฟของแบตเตอรี่เป็นสายที่ต่อจากเครื่องหมายขั้วบวก, ลบเข้าที่หัวรับบนเมนบอร์ด

บางครั้ง อาการโน๊ตบุ๊คของเราเปิดไม่ติดอาจจะมาจากปัญหาแบตเตอรี่ล้นจนก่อปัญหาไฟฟ้าเกินแล้วรวนก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นปัญหาส่วนนี้ถือว่าแก้ไขได้ไม่ยาก แต่ต้องระวังอย่าทำลัดขั้นตอนจะดีที่สุด จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลัง โดยขั้นตอนให้ทำตามนี้

  1. ตอนเครื่องยังดับและเปิดไม่ติด ให้ถอดปลั๊กของโน๊ตบุ๊คออกแล้วเปิดฝาหลังของเครื่องมาถอดสายแบตเตอรี่ที่ต่อเข้ากับตัวเมนบอร์ด กรณีแบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊ครุ่นนั้นเป็นแบบฝังแล้วถอดไม่ได้ให้เสียบปลั๊กเอาไว้ตามเดิม
    1. ขั้นตอนนี้มีเคล็ดลับคือ ให้ใช้คีมหนีบปลายแหลมสอดเข้าไปหนีบสายไฟทุกเส้นให้อยู่ในแนวคีม ก่อนหนีบดึงเบา ๆ ให้หัวปลั๊กที่เป็นพลาสติกเลื่อนออกมา ค่อยเอาปลายคีมเขี่ยออกเพื่อป้องกันการดึงสายไฟแรงเกินไปแล้วสายไฟขาด
  2. พอถอดสายแบตเตอรี่ออกแล้ว ให้กดปุ่มเปิดเครื่องค้างเอาไว้ 30 วินาที เพื่อดึงไฟฟ้าที่ค้างอยู่ในระบบออกมาให้หมด
  3. ให้เสียบปลั๊กโน๊ตบุ๊คจากนั้นกดปุ่มเปิดเครื่อง ห้ามเสียบสายแบตเตอรี่ ถ้าโน๊ตบุ๊คเปิดติดแล้วให้รอจนเครื่องบูตเข้าหน้า Windows จนเสร็จค่อยกด Shutdown ตามปกติ
  4. ถอดปลั๊กไฟโน๊ตบุ๊คออก แล้วต่อสายแบตเตอรี่กลับเข้าเมนบอร์ดให้เรียบร้อย ปิดฝาจากนั้นเปิดเครื่องแล้วใช้งานได้ตามปกติ

ส่วนถ้าโน๊ตบุ๊คของใครทำตามขั้นตอนทั้งหมดนี้แล้วยังเปิดไม่ติด ให้ย้อนกลับไปทำในข้อ 2 อีกครั้ง แต่ให้กดปุ่มเปิดเครื่องนานขึ้นเป็น 1 นาที แล้วทำตามขั้นตอนทั้งหมดอีกครั้ง ซึ่งถ้าปัญหาเกิดจากอาการแบตเตอรี่ล้นจริง เครื่องของเราก็จะกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้ว

5. ถ่าน CMOS อาจจะมีปัญหา ลองเปลี่ยนดูหน่อย

https://guide-images.cdn.ifixit.com/igi/gnAcXsrXlGpttRfR.full

ถ่าน CMOS (Complementary Metal Oxide Semiconductor) เป็นอีกชิ้นส่วนสำคัญในโน๊ตบุ๊คซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้จักมันนัก ซึ่งถ่านตัวนี้จะถูกใส่เอาไว้บนเมนบอร์ดที่รังถ่านเพื่อจ่ายไฟเลี้ยงให้ระบบ BIOS ที่เป็นระบบเบื้องหลังของโน๊ตบุ๊คเพื่อเซฟการตั้งค่าต่าง ๆ เอาไว้ เมื่อเรากด Shut down โน๊ตบุ๊คไปแล้วการตั้งค่าไม่หายเพราะได้ไฟเลี้ยงจากถ่านอันนี้นั่นเอง ซึ่งถ้าถ่าน CMOS หรือถ่านกระดุมแบตใกล้หมดหรือหมดแล้วก็จะมีอาการเจ้าปัญหาได้แก่ 

  1. โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ได้ หรือบางครั้งอาจจะสุ่มเปิดติด
  2. วันและเวลาที่เราตั้งค่าตัวเครื่องเอาไว้หายไป
  3. อุปกรณ์ส่วนต่อเสริมต่าง ๆ ทำงานไม่เป็นปกติ
  4. ไดรเวอร์บางตัวไม่ทำงานหรือหายไป
  5. ต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi หรือ LAN ไม่ได้
  6. มีเสียงปี๊บดังออกมาจากโน๊ตบุ๊ค

ซึ่งถ้าแก้ปัญหาตามที่แนะนำไป 4 ข้อแล้วยังไม่หาย ขอแนะนำให้เปลี่ยนถ่าน CMOS อาจจะช่วยได้ ซึ่งถ่าน CMOS ตัวนี้ สามารถหาซื้อได้ตามอินเตอร์เน็ตหรือไปหาซื้อตามร้านขายแบตเตอรี่เจ้าต่าง ๆ โดยเมนบอร์ดจะใช้ถ่าน CMOS รหัส CR2032 ราคาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ก้อนละ 25-30 บาท ซึ่งนอกจากโน๊ตบุ๊คแล้ว เมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปก็ใช้ถ่านก้อนแบบนี้เหมือนกัน ถ้าเมนบอร์ดคอมพิวเตอร์ของเราไม่เซฟวันและเวลา รวมทั้งให้เรากด F1 ถึงจะเปิดเข้าหน้า Windows ได้ ให้สันนิษฐานว่าถ่าน CMOS หมดแล้วซื้อมาเปลี่ยนได้เลย

6. ชิ้นส่วนในคอมบางชิ้นอาจจะเสียหาย

how to upgrade your laptop 11532459426699

ถ้าเราเช็คปัญหาทั้งหมดแล้วโน๊ตบุ๊คก็ยังเปิดไม่ติด หรือเปิดมาแล้วมีแต่เสียงพัดลมอย่างเดียวไม่เห็นภาพบนหน้าจอเลยแม้จะแก้ตามวิธีที่ผู้เขียนนำเสนอไปแล้วก็ตาม ให้สันนิษฐานได้เลยว่าชิ้นส่วนภายในเครื่องสักชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสายแพหน้าจอ, ชิ้นส่วนบนเมนบอร์ดเสียหายจนเครื่องทำงานผิดพลาด ไม่สามารถบูตตัวเองขึ้นมาทำงานได้ตามปกติ ซึ่งถ้ามาถึงขั้นนี้ก็ต้องยกไปศูนย์บริการหรือโทรเรียกช่างให้เข้ามาให้บริการแบบ On site service แทน ซึ่งทางช่างก็จะนำเครื่องไปซ่อมบำรุงตามขั้นตอนก่อนจะส่งกลับมาให้เราอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบางแบรนด์ก็จะมีโน๊ตบุ๊คสำรองให้ผู้ใช้เอาไว้ใช้ทำงานระหว่างซ่อมด้วย

13a socket limit uk

จะเห็นว่าวิธีแก้ปัญหาโน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติดนั้น ผู้ใช้อย่างเราก็สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ และมีอาการเสียวน ๆ อยู่ภายใน 6 ข้อนี้เป็นหลัก ซึ่งอย่างแย่ที่สุด คือชิ้นส่วนภายในเครื่องเสียหายจนต้องส่งช่างให้เอาไปซ่อมตามขั้นตอนไป ซึ่งถ้าเราสามารถแก้ปัญหาเครื่องเปิดไม่ติดได้ก็จะช่วยเซฟเงินและเวลาไปได้มาก

อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนถอดสายแบตเตอรี่ที่แนะนำไปในบทความนี้ ผู้เขียนขอแนะนำว่าให้หาผ้าหรือพื้นยาง เช่น ยางรองเขียนมารองเท้าเอาไว้ก่อนจะเริ่มทำตามขั้นตอนนี้ เพื่อไม่ให้เท้าของเราแตะพื้นที่อาจจะไม่ได้เป็นฉนวนไฟฟ้าแล้วทำให้ไฟฟ้าที่ค้างอยู่ในเครื่อง หรือไฟฟ้าสถิตย์ที่ตัวเราข้ามไปถึงตัววงจรแล้วเกิดอาการไฟลัดข้ามวงจรจนเกิดความเสียหายมากขึ้น


บทความที่เกี่ยวข้อง

windows 10 cover

upgrade laptop cover

laptopstand cover

from:https://notebookspec.com/web/598528-6-way-to-repair-sleep-laptop

รีวิว ASUS ZenBook Flip S UX371 สุดยอด 2-in-1 Notebook จอ OLED 4K สเปก Core i Gen 11 ได้ Intel EVO ฟีเจอร์เพียบ

ASUS ZenBook Flip S UX371 นั้นถือเป็น 2-in-1 Notebook ที่ได้ความบางเบาเน้นความพรีเมียมรุ่นล่าสุด โดดเด่นด้วยชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) ประสิทธิภาพสูง มี AI ในตัว พร้อมหน้าจอ OLED 4K Ultra HD ที่ดีที่สุด อีกทั้งได้ปากกา Stylus ใช้วาดรูปขีดเขียนอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่มีความครบเครื่องอย่างสุดรุ่นนึงในตลาด ณ ตอนนี้ 

จากดีไซน์ที่สวยงามหรูหราสีสัน Jade Black แซมด้วย Red Copper พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่แน่นมากๆ กว่า 2-in-1 Notebook ทั่วไป กับขนาดหน้าจอ 13.3″ ตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดเน้นการพกพามากกว่ารุ่น 14″ โดยมีน้ำหนักที่ 1.2 กิโลกรัม และบางเฉียบเพียง 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น จัดเต็มหรูหราตามสไตล์ของ ZenBook จากทาง ASUS ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้การใช้งานประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม

ASUS ZenBook Flip S

สเปกเต็มๆ ของ ASUS ZenBook Flip S UX371 ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7-1165G7 ที่เป็นสถาปัตยกรรมที่การผลิต 10 นาโนเมตร เทคโนโลยี SuperFin มาพร้อมความเร็ว 2.80 – 4.70 GHz ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธร์ด โดยมีการ์ดจอออนบอร์ดเป็น Intel Iris Xe Graphics ประสิทธิภาพแรงลื่นที่สุดเทียบเท่าการ์ดจอแยกได้เลยควบคู่กับแรมขนาด 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz และ SSD M.2 PCIe NVMe ความจุ 1TB

ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอกระจกสัมผัส 13.3″ รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้ถึง 4096 ระดับ พาเนลจอเป็นเทคโนโลยี OLED แสดงผลได้ดีกว่า IPS ที่ความละเอียด 3840 x 2160 พิกเซล พร้อมกับ Windows 10 แท้ในตัว ประกัน 3 ปี On-site Service และประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty ในปีแรกมาให้ ตัวเครื่องเองผ่านการทดสอบเรื่องความทนทานระดับ US MIL-STD 810G Military-Grade Standard ด้วย

VDO Review ASUS ZenBook Flip S UX371

NBS Verdict

ASUS ZenBook Flip 13 UX371 นับว่าเป็น 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.3″ กับความเบา 1.2 กิโลกรัม และบางเฉียบเพียง 13.9 มิลลิเมตร เหนือชั้นด้วยหน้าจอระดับมืออาชีพจากเทคโนโลยี OLED หน้าจอยังได้รับรองตามมาตรฐาน PANTONE Validated สำหรับความเป็นที่สุดในเรื่องความแม่นยำของสี พร้อมรองรับ HDR ที่จัดเต็มไปด้วยสเปกและฟีเจอร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

ASUS ZenBook Flip S

จากชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) ที่จะเน้นความแรงลื่น สเปกใหม่สุดๆ ซึ่งมาพร้อมความแรงที่มากขึ้นและพลัง AI ช่วยทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ  อาทิ Word, Excel, Power Point หรือ Photoshop / Premiere Pro ที่ทำให้งานที่เราทำนั้นลื่นไหลและไวกว่าเดิม อีกทั้งมีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงการ์ดจอแยก ทำงานร่วมกับแรมขนาด 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ซึ่งเหลือเฟือกับการใช้งานแน่นอน

พร้อมดีไซน์ดูหรูหราสวยงาม โดยเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์ แน่นอนว่าหน้าจอหลักพับได้ 360 องศา มีปากกา ASUS Active Pen มาด้วย ลำโพงยังเป็น Harman/Kardon เสียงดีชัดเจน อีกทั้งติดตั้ง IR 3D Camera ระบบไบโอเมตริกซ์ทำงานร่วมกับ Windows Hello แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ ที่สำคัญได้มี ASUS NumberPad 2.0 ต่อยอดมาจากปีก่อน ติดตั้งแทนที่ทัชแพดแบบเดิมๆ

ASUS ZenBook Flip S

โดดเด่นด้วยความทนทานระดับ MIL-STD-810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าพกพาไปใช้งานไปไหนมาไหนเผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นเครื่องก็ไม่พังง่ายแน่นอน พอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันเท่าที่ตัวเครื่องจะให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A และ Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต อย่างไรก็ตามน่าเสียดายที่ตัดช่องต่อหูฟังออกไป แต่ก็ยังดีมีสายแปลง USB-C to 3.5 มาให้ด้วย สำหรับราคาก็เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสุดยอด 2-in-1 Notebook กับราคา 55,990 บาท จริงๆ ก็ถือว่าไม่แพงเลย เพราะทุกอย่างสุดทางจริงๆ

ข้อดี ASUS ZenBook Filp S UX371

  • สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) พร้อมได้ Intel EVO
  • สเปกอื่นๆ ก็มีความแรงลื่นจัดเต็มด้วยแรมขนาด 16GB และ SSD ความเร็วสูง 1TB
  • หน้าจอความละเอียด 4K Ultra HD พาเนล IPS รองรับ HDR พร้อมทัชสกรีนได้
  • ติดตั้ง Thunderbolt 4 จำนวน 3 พอร์ต รองรับทุกๆ การเชื่อมต่อ
  • เล่นเกม 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอได้ดีเยี่ยมกว่ารุ่นก่อนๆ ใช้งานทั่วไปลื่นไหลสบายมาก
  • ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ทนทานต่อการใช้งาน
  • น้ำหนักเบา 1.2 กิโลกรัม เหมาะสำหรับคนที่ชอบนำไปใช้งานนอกสถานที่บ่อยๆ
  • หน้าจอสัมผัสมัลติทัชลื่นมาก รองรับแรงกดได้หลายระดับ พร้อม Stylus สามารถใช้วาดรูปได้ดี
  • เป็นโน๊ตบุ๊คที่มีคุณสมบัติ 2-in-1 Notebook ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ
  • รองรับการใช้งานกับปากกาสไตลัส ASUS Active Pen บันเดิลมาให้เลย
  • มาพร้อมสแกนใบหน้า 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • ฟีเจอร์ ASUS AI Noise Cancelation เทคโนโลยีตัดเสียง รบกวนแบบ AI ขั้นสูง
  • ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงคุณภาพดี
  • มีไฟ Backlit Keyboard สวยงาม รวมถึงใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานประมาณ 10 – 11 ชั่วโมง
  • บานพับ ErgoLift 360° ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงยิ่งขึ้นเวลาใช้งาน
  • ตัวเครื่องสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายโหมด กางหน้าจอได้ 360 องศา
  • มาพร้อม ASUS NumberPad 2.0 ที่เปลี่ยนทัชแพดธรรมดาเป็นปุ่มกดตัวเลข LED
  • มี Windows 10 แท้ และ โปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ในตัวเครื่อง
  • อแดปเตอร์เป็นมาตรฐาน USB-C แล้ว ใช้สะดวกพกพาง่าย
  • มี Windows 10 แท้มาให้พร้อมใช้งานทันที
  • ประกัน 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ 1 แรก เคลมผ่าน 7-11 ได้
  • มีอุปกรณ์เสริมอย่างซองเคสใส่เครื่องและสายแปลง USB-C to หูฟัง 3.5 ให้ทันที

ข้อสังเกต ASUS ZenBook Filp S UX371

  • การแกะอัพเกรดทำได้ยาก ทำได้แต่ SSD
  • จอกระจกทำให้เวลาใช้งานกลางแจ้งเจอแสงสะท้อน
  • มีการตัดพอร์ตช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไป 

Specification

ASUS ZenBook Flip 13 UX371 มีอยู่ 1 สเปกในตอนนี้ คือ Intel Core i7-1165G7 (2.80 – 4.70GHz) ราคา 55,990 บาท ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 10nm SuperFin ที่แรงขึ้นมากพร้อมด้วย AI ช่วยทำงานบางอย่างในตัว เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากอย่าง Intel Iris Xe Graphic ได้แรม 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB 

ASUS ZenBook Flip S

หน้าจอขนาด 13.3″ ทัชสกรีน เป็นพาเนล OLED คุณภาพสูง ความละเอียด 4K UHD แบบกระจก ได้รับการรับรองคุณภาพโดย PANTONE รวมถึง ช่วงสี DCI-P3 100% มาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในวงการภาพยนตร์ – นอกจากนี้ยังได้รับการรับรอง VESA Display HDR™ 500 True Black สำหรับสีดำเข้มและช่วงสีที่กว้างขึ้น และยังมีเทคโนโลยีถนอมสายตาที่ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ในการช่วยกรอกแสงสีฟ้า ทำให้การจอภาพ OLED บนเครื่อง Zenbook Flip S นี้เหมาะสำหรับทั้งการทำงานและความบันเทิงเป็นอย่างยิ่ง

แม้ขอบจอบางเฉียบ NanoEdge ทั้ง 4 ด้าน แต่ก็ยังติดตั้งกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว รองรับการใช้งาน VDO Call พร้อมกล้อง IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ไว้สแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งาน ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลยพร้อมพับปรับได้ 360 องศา พร้อมบันเดิลปากกา Stylus อย่าง ASUS Active Pen มาให้เลยในกล่องเลย

ASUS ZenBook Flip S

พอร์ตการเชื่อมต่อมีมาตามนี้คือ 2 x Thunderbolt  4 USB, 3.2 Type-A, HDMI พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 Gig+ (802.11ax) ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ในตัว การรับประกัน 3 ปี On-site Service รวมถึงถ้าลงทะเบียนในเว็บไซต์ ปีแรกจะมีประกันอุบัติเหตุมาให้ด้วย (Perfect Warranty) หน้าสเปกเต็มๆ ของ ASUS ZenBook 14 UX425 ได้ตามนี้เลย

รวมไปถึง ASUS ZenBook Flip S UX371 ยังให้ในส่วนของอุปกรณ์บันเดิลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซองใส่อย่างดี ที่ช่วยให้ตัวเครื่องไม่เป็นรอยเวลาที่เราใส่กระเป๋าปกติ อีกทั้งยังได้ปากกามาในตัวเป็นมาตรฐานของ 2-in-1 Notebook นอกจากนั้นจากการที่ตัดช่องต่อหูฟังและไมค์มาตรฐานออกไป ก็เลยทำให้บันเดิลส่วนของ USB-C to 3.5 มาทันที ปิดท้ายก็คือ USB-A to LAN ไว้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตแบบมีสายด้วย 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 6
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 2
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 4

Hardware / Design

ASUS ZenBook Flip S UX371 นับว่าเป็น 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.3″ เหนือชั้นด้วยหน้าจอระดับมืออาชีพจากเทคโนโลยี OLED หน้าจอยังได้รับรองตามมาตรฐาน PANTONE Validated สำหรับความเป็นที่สุดในเรื่องความแม่นยำของสี พร้อมรองรับ HDR ที่จัดเต็มไปด้วยสเปกและฟีเจอร์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) ที่จะเน้นความแรงลื่น สเปกใหม่สุดๆ

พร้อมดีไซน์ดูหรูหราสวยงาม  โดยเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่สายทำงานและไลฟ์สไตล์ แน่นอนว่าหน้าจอหลักพับได้ 360 องศา มีปากกา ASUS Active Pen มาด้วย ลำโพงยังเป็น Harman/Kardon เสียงดีชัดเจน อีกทั้งติดตั้ง IR Camera ระบบไบโอเมตริกซ์ทำงานร่วมกับ Windows Hello แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ ที่สำคัญได้มี ASUS NumberPad 2.0 ต่อยอดมาจากปีก่อน ติดตั้งแทนที่ทัชแพดแบบเดิมๆ

ASUS ZenBook Flip S

งานประกอบก็เป็นแบบ Unibody ที่แทบจะไร้รอยต่อเลยทีเดียว วัสดุเป็นโลหะตลอดทั้งตัวเครื่อง เลือกใช้สีสันเป็น Jade Black และขอบตัวเครื่องใช้เป็น Red Copper ด้านหลังมีความสวยงามเรียบง่ายแต่ดูแพงจากการเสริมความมันวาวตามสไตล์ของ ZenBook ส่วนขอบด้านหน้าก็ทำมิติเพื่อให้เปิดจอได้ง่าย อีกทั้งตัวเครื่องเองก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ

ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งาน ASUS ZenBook Flip S UX371 เครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่ครบเครื่องสุดๆ โดดเด่นด้วยหน้าจอ OLED ที่แสดงผลภาพได้เหนือชั้นกว่าพาเนล IPS

ในส่วนของเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift 360° แบบ 2 แกน ซึ่งเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 2 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอที่ 135 องศาขึ้นไปจะช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้นจากพื้นเล็กน้อยแต่ได้ผลมาก

จากการที่มีบานพับแบบพิเศษ โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง ที่หากเรากางหน้าจอมากกว่านั้นก็จะรองรับการใช้งาน Multi-Mode อื่นๆ เรียกได้ว่าฟีเจอร์นี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อนบน 2-in-1 Notebook พร้อมดีไซน์ที่ดูสวยวามหรูหรา กับความเบา 1.2 กิโลกรัม และบางเฉียบเพียง 13.9 มิลลิเมตร

ASUS ZenBook Flip S

ซึ่งบานพับ ErgoLift 360° ที่ว่านี้นั้นทาง ASUS ได้ทำการวิจัยออกมาเป็นอย่างดี ว่ามันจะช่วยให้เราใช้งานโน๊ตบุ๊คนั้นสามารถที่จะพิมพ์ได้อย่างสบาย แถมเวลาที่กางบานพับออกมานั้นมันจะทำให้ส่วนของฐานคีย์บอร์ดมีระยะห่างกับฐานตั้งซึ่งทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนของตัวเครื่องนั้นมีการดูดลมเย็นเข้าไปช่วย พร้อมกันนั้นยังให้เสียงที่ดีขึ้นด้วย แน่นอนว่าบานพันนี้มีกลไกแบบฟันเฟืองโลหะที่มีความแม่นยำพร้อมความทนทาน จากการทดสอบใช้งานได้ถึง 20,000 ครั้งด้วยกัน

นอกจากนี้ใต้เครื่องก็เรียกได้ว่าไม่มีช่องระบายอากาศให้เห็นเลย สำหรับ ASUS ZenBook Flip S UX371 ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ ซึ่งไม่ว่าจะกางหน้าจอแบบไหนก็จะไม่บังลมจากช่องระบายความร้อนเลย ทำให้สเปกแรงแบบนี้ก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ แม้จะมีพัดลมเพียงตัวเดียวก็สามารถจัดการความร้อนภายในได้เป็นอย่างดี พร้อมเพิ่มความพิเศษที่สามารถเก็บปากกา ASUS Active Pen ไว้ที่ฝาหลังตัวเครื่องด้านบนด้วยแม่เหล็กแบบพิเศษ

ASUS ZenBook Flip S

อีกทั้งตัวเครื่อง ASUS ZenBook Flip S UX371 เองก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งานครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน จัดว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่ครบเครื่องสุดๆ รุ่นนึงในตลาดปลายปี 2020 – ปีหน้า 2021 ได้เลย 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 53
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 83
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 49
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 25
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 26
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 18
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 16
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 71
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 73

Keyboard / Touchpad

ในส่วนของคีย์บอร์ด ASUS ZenBook Flip S UX371 ที่ได้การดีไซน์แบบ edge-to-edge ทำให้มีพื้นที่สำหรับปุ่มฟังก์ชั่นพิเศษทั้งแถวทางด้านขวาของตัวเครื่อง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ติดตั้งคีย์บอร์ดเป็นปุ่มพลาสติกสีเดียวกับตัวเครื่องสกรีนตัวอักษรสีเทาเข้ม มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีขนาดใหญ่พอดีกับนิ้วมือตัดขอบมน ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น พร้อมไฟส่องสว่างทำให้เราใช้งานในที่แสงน้อยหรือมืดๆ ได้ดีกว่าไม่มี

ในส่วนการสัมผัสให้การสัมผัสที่นุ่มกำลังดี การตอบสนองทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วกันและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด ปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่ขอบเครื่องด้านซ้ายตามสไตล์ของ 2-in-1 Notebook ส่วนปุ่ม Fn ที่เป็นทางลัดต่างๆ ติดตั้งอยู่ชุดคีย์บอร์ดแถวบนเป็นมาตรฐาน ใช้งานได้สะดวก ซึ่งเราสามารถจับภาพหน้าจอ ล็อกเว็บแคมไม่ให้ถูกใช้งาน หรือเข้าถึงแอป MyASUS ได้ทันที ผ่านปุ่มฟังก์ชันที่ให้มา

ASUS ZenBook Flip S

ตัวทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่มากๆ เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ดีไซน์ออกมาแบบไม่มีปุ่มแยกโดยเป็นชิ้นเดียวทั้งคลิกซ้ายคลิกขวา ซึ่งขอบรอบๆ มีกรเล่นสีสันเป็นสีมันวาวสะดุดตา พร้อมตัวทัชแพดเองจะมีสีเข้มกว่าตัวเครื่องด้วย การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ตัวซอฟต์แวร์ที่ให้มาสามารถควบคุมจัดการได้ดี ใช้งานแบบมัลติทัชร่วมกับ Windows 10 ได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด

ส่วนที่เป็นไฮไลท์ก็คือ ASUS ZenBook Flip S UX371 มีแผงปุ่มตัวเลขที่ซ่อนอยู่ในทัชแพดครับ โดยใช้ชื่อเรียกว่า NumberPad 2.0 ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการแตะไอคอนตรงมุมขวาบนของทัชแพดค้างไว้ 1 วินาที เส้นไฟสำหรับแบ่งพื้นที่ของแต่ละปุ่มก็จะปรากฏขึ้นมาให้ใช้งานเป็น Numpad ได้ทันที ซึ่งแม้ว่าจะมีปุ่มขึ้นมาแล้ว ผู้ใช้ก็ยังสามารถใช้ทัชแพดในการเลื่อนเคอร์เซอร์ได้อยู่ แต่หากมีการจิ้มลงบนพื้นที่ของแต่ละปุ่มเพื่อคลิกซ้าย ก็จะเปรียบเสมือนการกดปุ่มตัวเลขด้วย

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 20
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 21
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 23

Screen / Speaker

ASUS ZenBook Flip S UX371 ติดตั้งขอบจอบางเฉียบ NanoEdge ทั้ง 4 ด้าน ถือว่าดีที่สุดในตลาดด้วยพาเนล OLED ที่เหนือชั้นกว่า IPS ในทุกๆ ด้าน มาพร้อมความละเอียด 4K Ultra HD (3840 x 2160 พิกเซล) เป็นจอกระจกที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ที่ให้ภาพคมชัด สวยงามทุกมุมมอง ด้วยความแม่นยำและความสดใสของสีที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับการรับรองคุณภาพโดย PANTONE รวมถึง ช่วงสี DCI-P3 100% มาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในวงการภาพยนตร์

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 7

นอกจากนี้ยังได้รับการรับรอง VESA Display HDR 500 True Black สำหรับสีดำเข้มและช่วงสีที่กว้างขึ้น และยังมีเทคโนโลยีถนอมสายตาที่ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ในการช่วยกรอกแสงสีฟ้า ทำให้การจอแสดงผลนี้เหมาะสำหรับทั้งการทำงานและความบันเทิงเป็นอย่างยิ่ง รองรับทัชสกรีนทั้งนิ้วมือและ ASUS Pen อีกจากการที่เป็น 4K Ultra HD ด้วยความเรียบเนียนของหน้าจอที่เหนือชั้นกว่า Full HD (1920 x 1080) เดิมๆ หลายเท่าตัว อย่างไรก็ตามจากการที่เป็นจอกระจกก็จะมีอาการสะท้อนแสงบ้าง ตามแต่มุมมองการวางที่เราต้องหลีกเลี่ยงแล้วแต่สถานการณ์อีกที 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 11
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 10
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 22

แม้ขอบจอจะบางเฉียบแต่ก็ได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมและไมโคโฟแบบคู่ไว้ด้านบนเหมือนเดิม เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การใช้งานที่สมบูรณ์แบบด้วย ASUS AI Noise Cancelation เทคโนโลยีตัดเสียง รบกวนแบบ AI ขั้นสูง เวลาที่เราใช้งานประชุมทางไกลหรือ VDO Call นั่นเอง โดยยังมีกล้องอินฟราเรด IR 3D Camera ระบบไบโอเมตริกซ์ทำงานร่วมกับ Windows Hello ได้อย่างราบรื่นช่วย และง่ายดายเพียงแค่มอง ไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ ช่วยเรื่องของความปลอดภัยและความสะดวกสบายได้เป็นอย่างดี 

s1 ux371
s2 ux371
s3 5

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ ASUS ZenBook Flip S UX371 ให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 100% และ AdobeRGB ที่ 97% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันนั้นดีมากกว่า 2-in-1 Notebook รุ่นอื่นๆ พอตัว ซึ่งมีความเที่ยงตรงของสีสูง ส่วนความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 500 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่ามีความสว่างในระดับสูงมากๆ ทำให้เมื่อคาลิเบตหน้าจอแล้วสามารถไปทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงได้มาตรฐานระดับมืออาชีพเลยทีเดียว ส่งผลให้มีคะแนนรวมอยูท่ี 4.0 คะแนน ถือว่าสูงกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปี 2020 นี้เลย

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 77
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 78
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 79

ตัวลำโพงเป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง Harman/ Kardon ให้เสียงที่ดีในระดับหนึ่ง มีทั้งเสียงเบสที่มีน้ำหนัก ไม่ใช่ใส่แต่เสียงกลาง เสียงแหลมออกมาอย่างเดียว โดยตัวลำโพงจะอยู่บริเวณใต้ตัวเครื่องซ้ายและขวาลักษณะยิงลงพื้น ทำให้เสียงที่ค่อนข้างดังพอสมควร แยกรายละเอียดได้ซ้ายขวาได้ดี โดยรวมถือในส่วนของลำโพงถือว่าทำออกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

ASUS ZenBook Flip S

Connector / Thin And Weight

ASUS ZenBook Flip S UX371 ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครันตามมาตรฐานของ 2-in-1 Notebook ระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นพอร์ต USB 3.2 Type-A จำนวน 1 พอร์ต ไว้สำหรับการเชื่อมต่อกับแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์ภายนอกไว้ถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็ว และมีพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ 2 พอร์ต แน่นอนว่ารองรับการชาร์ไฟเข้าเครื่องทั้ง 2 พอร์ต ทั้งอแดปเตอร์อื่นๆ ที่เป็น PD หรือ Power Bank รวมถึงต่อหน้าจอแยก 4K / 8K อีกด้ว

ASUS ZenBook Flip S

ทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมีพอร์ท HDMI มาให้ ไว้สำหรับเชื่อมต่อไปยังทีวีหรือโปรเจ็คเตอร์ได้ทันที แต่หากใครที่ต้องการใช้พอร์ต Lan ก็ไม่ต้องไปหาซื้ออแดปเตอร์แปลง USB to Lan แยกแต่อย่างใด เพราะในส่วนของบันเดิลมีมาให้แล้วนั่นเอง โดยเป็นโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นของ ASUS ที่เลือกตัดช่องเชื่อมต่อหูฟังเป็นแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรออกไป แต่ก็ยังดีที่มีตัวแปลงสาย USB-C to 3.5mm มาให้ด้วย อย่างไรก็ตามเป็นได้ต้องหาซื้อ USB-C Hub มาเพิ่มเติมก็จะดีมากๆ 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 62

ขนาดของ 2-in-1 Notebook ตัวนี้ถือว่ามีมิติที่ค่อนข้างเล็กและบางเบา น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.2 กิโลกรัม และตัวอแดปเตอร์ที่ชาร์จเองก็มีขนาดเล็ก กะทัดรัดซึ่งเมื่อรวมเข้าไปด้วยกันแล้วน่าจะมีหนักราวๆ 1.4 กิโลกรัม ถือว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลยทีเดียว เพราะปกติแล้วโน๊ตบุ๊ค 13.3″ แค่ตัวเครื่องก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 1 กิโลกรัมขึ้นไปอยู่แล้ว ซึ่ง ASUS ZenBook Flip S UX371 เป็น 2-in-1 Notebook ออกแบบมาเพื่อตอบสนองในเรื่องของการพกพาใส่กระเป๋าไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ เช่นเอาไปใช้ตามร้านกาแฟ หรือออฟฟิศชิลๆ เลยล่ะ

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 61
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 63
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 47

Multi-Mode

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ASUS ZenBook Flip S UX371 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี พร้อมปากกา ASUS Active Pen ที่รองรับแรงกดถึง 4096 ระดับ (10 – 30 กรัม) และด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 98

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู YouTube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 97

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 29
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 27
ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 34

สำหรับ ASUS ZenBook Flip S UX371 วางใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง แข็งแรงสามารถหมุนเปิดปิดได้เป็นพันๆ หมื่นๆ ครั้ง อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน รวมไปถึง 2-in-1 Notebook รุ่นนี้ยังมีที่เก็บปากกา ASUS Active Pen แบบพิเศษที่เป็นลักษณะแม่เหล็กที่ขอบตัวเครื่องด้านบน (ตัวปากกาจะเป็นทรงแท่งกลมแต่จะมีด้านนึงแบน) ช่วยทำให้เวลาเราถือใช้งานไปไหนมาไหนตัวปากกาก็จะติดไปด้วย แต่ยังไงก็ต้องเรื่องระวังหลุดหายด้วย 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 85

Performance / Software  

ASUS ZenBook Flip S UX371สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.70 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด เป็นมาตรฐาน LPDDR4X 4266 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความเร็วสูง ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 ux371.   c2 4

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 3

อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ และเป็นรุ่นเกรดสูงความเร็วสูง โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home Single Language มาตั้งแต่แกะกล่อง ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows เลยครับ ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

cine15 3.   cine 20

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U Series รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

ssd 4

ด้านของ Storage เป็น SSD มาตรฐาน NVMe PCIe ระดับบน ความจุ 1TB ที่ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark ก็พบว่าความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 3257 MB/s ส่วนความเร็วในการเขียนก็อยู่ที่ 3087 MB/s ด้านของความเร็วในการอ่านเขียนไฟล์ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดีมากๆ สามารถใช้งานทั่วไปได้เหลือเฟือ ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ เร็วกว่ามาตรฐาน SATA 3 หลายเท่าตัว

pc10 ux371

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4742 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คทีมีชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 และสเปกจัดเต็ม ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาในสเปกที่เป็น Intel Core i Gen 11 รุ่นอื่นๆ

game ux371

ทดสอบเกมสำหรับ ASUS ZenBook Flip S UX371 สเปก Intel Core i Gen 11 ได้คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i7-1165G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 16GB LPDDR4x4266 MHz รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 56 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 29 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 62  ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 35 เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้พอตัว อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ดีขึ้นกว่ารุ่น Core i Gen 10 มากๆ แล้ว

myasus ux371

ASUS ZenBook Flip S UX371 เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง MyASUS (โดยเปิดเครื่องมาเจอเลยพร้อมมี Hotkey ให้กดใช้งาน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน รวมไปถึงโหมดพัดลมและโปรไฟล์สีการแสดงผลอีกด้วย

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ ASUS ZenBook 14 UX425 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปีปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาดประมาณ 4000 mAh ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 10 – 11 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) ด้วยการทดสอบปรับเป็น Power Saver Mode แล้วดู Youtube ยาวๆ

ซึ่งคาดว่าจะทำได้นานยิ่งกว่านั้นปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน ว่าเปิดโปรแกรมอะไร อย่างถ้าใช้ Microsoft Edge ก็จะใช้งานได้ยาวนานกว่า Chrome นั่นเอง อีกทั้งมีฟังก์ชั่นชาร์จเร็ว ที่สามารถชาร์จไฟกลับคืนให้กับแบตเตอรี่ 0 ไปจนถึง 60% ในเวลาเพียง 49 นาที ทำให้เครื่องกลับมาพร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วย

batt ux371

อุณหภูมิภายในของชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ล่าสุดได้ทดสอบดูผ่านทางโปรแกรม Hardware Monitor โดยมีความร้อนสูงสุดคือ 97 องศาเซลเซียส จากการเล่นเกมและประมวลผลงานต่อเนื่อง ซึ่งถ้าใช้งานทั่วไปจะอยู่ที่ 30 – 50 องศาเซลเซียสโดยประมาณ ด้วยการทดสอบให้ห้องแอร์ปรับอากาศที่ 25 – 27 องศาเซลเซียส

temp ux371

เรียกได้ว่าระบบระบายความร้อนของ ASUS ZenBook Flip S UX371 เครื่องนี้มีอุณหภูมิที่ไม่ถึงกับเย็นมาก เพราะจากการที่ตัวเครื่องเน้นความบางสุดๆ อย่างไรก็ตามไม่ได้ส่งผลให้ตัวเครื่องเสียหายหรือมีปัญหาหน่วงหรือกระตุกแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็น Intel Notebook รุ่นใหม่ที่จัดการความร้อนได้ดีในระดับที่เราไม่ต้องกังวลแล้ว

โดยตัวเครื่องมีความรู้สึกว่าร้อนอยู่บ้างเวลาใช้งานหนักๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวลมากนัก เพราะเวลาใช้งานจริงๆ เราคงไม่ได้เอาไปเล่นเกมหรือประมวลผลงานหนักๆ ต่อเนท่องยาวนานอยู่แล้ว จากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คพกพาบางเบา ไม่ใช่ Gaming Notebook

Conclusion / Award

ASUS ZenBook Flip S UX371 เป็นอีก 2-in-1 Notebook ที่น่าสนใจมากๆ ทั้งจากราคาที่ไม่สูงจนเกินไปหากเทียบกับทุกสิ่งที่ได้ทั้งตัวหน้าจอที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยี วัสดุงานประกอบความทนทานขั้นสูง และสเปกภายในจนได้ Intel EVO การันตรีเรื่องประสิทธิภาพโดยรวมทีเดียว ด้วยราคาเพียง 55,990 บาท แต่ได้โน๊ตบุ๊คระดับสูงของทาง ASUS ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความพรีเมียมหรูหรา โดดเด่น และมีสไตล์มากๆ เหนือชั้นกว่า 2-in-1 Notebook หลายๆ รุ่น จากการที่เป็น ZenBook S Series

ที่สำคัญเพราะทาง ASUS เลือกใช้สเปคประสิทธิภาพจากการใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) อย่าง Core i7-1165G7 โดยมีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่ทั้งแรงขึ้นพร้อมมี AI ช่วยทำงานส่งเสริมประสบการณ์ใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่สนับสนุน รวมไปถึงการทำงานหนักๆ หรือเล่นเกม 3 มิติ ก็ทำได้ดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งสเปกอื่นๆ ก็จัดเต็มด้วยหน่วยความจำขนาด 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB 

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 38

ซึ่งเหนือกว่าในเรื่องฟีเจอร์ที่ครบเครื่องมากกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในกลุ่มที่ใกล้เคียงกัน ทั้ง NumberPad 2.0 และ 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello และ ASUS AI Noise Cancelation เทคโนโลยีตัดเสียง รบกวนแบบ AI ขั้นสูง ช่วยเรื่องการ VDO Call ได้ดีมากๆ มีน้ำหนักเพียง 1.2 กิโลกรัมและบางเพียง 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีความทนทานมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปชัดเจน

โดดเด่นที่สุดคงเป็นเรื่องหน้าจอพาเนล OLED คุณภาพสูงมาก มีความละเอียด 4K Ultra HD ที่แสดงผลได้อย่างลื่นไหล พร้อมผ่านการตรวจสอบและได้รับการรับรองคุณภาพโดย PANTONE รวมถึง ช่วงสีจากการทดสอบจริงๆ ได้ sRGB 100% นอกจากนี้ยังได้รับการรับรอง VESA Display HDR 500 True Black และยังมี การรับรองจาก TÜV Rheinland ในการช่วยกรอกแสงสีฟ้า ที่สำคัญเป็นระบบสัมผัสที่รองรับการใช้งานมัลติทัชรองรับการใช้ปากกา ASUS Active Pen ที่ใช้สำหรับงานวาดรูป รองรับแรงกดได้หลายระดับเสมือนวาดบนกระดาษเลยจริงๆ เลยทีเดียว

ASUS ZenBook Flip S UX371 Review 80

การออกแบบดีไซน์ของ ASUS ZenBook Flip S UX371 ที่ดูแล้วเรียบหรูจากสีสัน Jade Black / Red Copper และใช้วัสดุคุณภาพดีตลอดทั้งตัวเครื่อง งานประกอบก็เรียบร้อย มิติตัวเครื่องก็เล็กกระชับบางเบา พกพาสะดวก แบตใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 – 11 ชั่วโมง โดดเด่นด้วย ErgoLift 360° พร้อมความทนทาน รวมไปถึงมีประกันถึง 3 ปี แบบ On-site ซ่อมฟรีถึงบ้าน พร้อมประกันอุบัติเหตุใน 1 ปีแรกด้วย อีกทั้งได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ซึ่งตรงนี้ดีกว่าหลายๆ รุ่นชัดเจนมากๆ 

ASUS ZenBook Flip S

เอาเป็นว่าใครต้องการสุดยอด 2-in-1 Notebook ที่เก่งและครบเครื่องรอบด้านล่ะก็ ASUS ZenBook Flip S UX371 เป็นตัวเลือกแรกๆ แน่นอน อย่างไรก็ตามข้อจำกัดก็พออมีอย่าง การแกะอัพเกรดทำได้ยาก และในส่วนของจอกระจกทำให้เวลาใช้งานกลางแจ้งเจอแสงสะท้อน รวมถึงมีการตัดพอร์ตช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรออกไป แต่ตรงนี้พอเป็นเรื่องยอมรับและแก้ไขได้ไม่ยากนัก 

Awards

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับกลุ่ม 2-in-1 Notebook ด้วยกัน ซึ่ง ASUS ZenBook Flip S UX371 ก็ได้รับรางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ZenBook Flip S UX371 มีความโดดเด่นเรื่องความพรีเมียมพรูหรา รวมถึงหน้าจอขอบบางแบบบางพิเศษ ที่ทำให้สามารถใช้งานจอขนาด 13.3″ ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน  ด้วยการที่ตัวเครื่องมีความบางและน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ที่เชื่อได้เลยว่าทาง ASUS ได้ใส่ใจในส่วนของรายละเอียดนี้เป็นอย่างมาก ประกอบกับวัสดุหลักในการผลิตยังให้ในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน และยังบ่องบอกได้ถึงความสวยงามหรูหราอีกด้วย ฉะนั้นในเรื่องของรางวัล Best Design ทำให้ได้ไปอย่างไม่ยากเย็น

NBS award 7 Design

Best Performance

ด้วยสเปก ASUS ZenBook Flip S UX371 ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ตัวล่าสุด อย่าง Intel Core i7-1165G7 ที่มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz รวมไปถึง SSD M.2 PCIe NVMe ความเร็วสูงความจุ 1TB ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสเปกโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ผลคะแนนที่ออกมานั้นทำได้อยู่ในช่วงเดียวกัน หรือบางจุดก็มากกว่าซะด้วย

 award new performance 

Best Mobility

ความบางเบาพกพาสะดวกคือจุดเด่น ด้วยมิติที่มีขนาดเล็กกระทัดรัดมากๆ ขอบจอบางเฉียบทั้ง 4 ด้าน ตัวเครื่องบางเฉียบ เบาเพียง 1.2 กิโลกรัม บางเฉียบที่ 13.9 มิลลิเมตร ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ และนอกจากความบางเบา ยังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ทนทานต่อการใช้งาน จากการใช้วัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง รวมไปถึงแบตเตอรี่ก็สามารถใช้งานได้ยาวนาน 10 – 11 ชั่วโมง เรียกได้ว่าไม่ต้องพกอแดปเตอร์ไปมาก็ยังได้ ทำให้เป็น 2-in-1 Notebook ที่ลงตัวมาก ๆ สำหรับผู้ที่มองหาโน๊ตบุ๊คบางเบาเน้นความพรีเมียมมาใช้งานในระดับจริงจัง

NBS award 4 Mobility

Best Graphic

สุดทางจริงๆ สำหรับหน้าจอแสดงผลหลักของ ASUS ZenBook Flip S UX371 ที่เป็นหน้าจอพาเนล OLED ขนาด 13.3″ บนความละเอียด 4K Ultra HD ให้ค่าขอบเขตสี sRGB 100% และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ รองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วมือและ ASUS Active Pen ซึ่งใช้งานหน้าจอของเราสมบูรณ์แบบด้วยความเรียบเนียน สนับสนุนการทำงานหลากหลายโปรแกรม ส่งผลให้เราเปลี่ยนประสบการณ์ใช้งานโน๊ตบุ๊คแบบเดิมๆ ไปตลอดกาล กับหน้าจอที่แสดงผลอะไรได้มากกว่า พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ๆ ที่คาดว่ารุ่นต่อไปจะใช้ OLED ทั้งหมด

award new Graphic

 

 

from:https://notebookspec.com/web/552777-review-asus-zenbook-flip-s-ux371-i7-g11

ASUS TUF Gaming A15 FA506 / A17 FA706 แนะนำ 3 จุดเด่น ที่ทำให้เป็นสุดยอด AMD Notebook คุ้มค่าแห่งปี 2020

ASUS TUF Gaming A15 FA506 / A17 FA706 จัดว่าเป็นกระแสจริงๆ ซึ่งเป็น Gaming Notebook ปี 2020 ที่ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000H Series ที่มีความเจ๋งมากมาย มาพร้อมกับประสิทธิภาพความแรงจากการที่ได้เทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรมโค้ดเนม Renoir สุดล้ำหน้า ที่ส่งผลให้มีความแรงที่มากกว่าขึ้น ความร้อนที่น้อยลง แบตเตอรี่ยาวนานกว่า

ASUS TUF Gaming A15

อีกทั้ง ASUS TUF Gaming A15 FA506 / A17 FA706 ก็มีชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000H อยู่หลายรุ่นทั้ง Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H / Ryzen 9 4900H มาพร้อมประสิทธิภาพที่สูงตามการใช้งาน สำหรับตลาดโน๊ตบุ๊คทั้งตัวแรงรหัส H (High Power) สำหรับคอเกมเน้นแรงลื่น หรือทำงานหนักๆ ที่ให้ความทรงพลังมากกว่ารุ่นก่อนๆ ซึ่งแบ่งออกเป็นรุ่นต่างๆ พร้อมสเปกดังนี้

  • Ryzen 9 4900H (3.30GHz – 4.40GHz ,8 core/16 thread ,TDP 35-54W )
  • Ryzen 7 4800H (2.90GHz – 4.20 GHz ,8 core/16 thread ,TDP 45W )
  • Ryzen 5 4600H (3.00GHz – 4.0 GHz ,6 core/12 thread ,TDP 45W)

นับได้ว่า AMD Ryzen 4000H Series เป็นชิปประมวลผลยอดนิยม ที่ได้ความสดใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำ 3 จุดเด่น ของ ASUS TUF Gaming A15 FA506 / A17 FA706 ที่ทำให้เป็นสุดยอด AMD Notebook แห่งปี 2020 ที่หลักๆ แล้วมีรุ่นต่างๆ ให้เลือกซื้อมากมายหลายสเปกด้วย อีกทั้งรุ่นใหม่ๆ ยังมาพร้อมโปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 อย่าง Word / Excel / Power Point ให้เราใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องอีกด้วย

ASUS TUF Gaming A15

ASUS TUF Gaming A15 FA506 / A17 FA706 รุ่นสเปกที่ขาย


1. ชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000H และสเปกอื่นๆ จัดเต็ม

ASUS TUF Gaming A15 FA506 / A17 FA706 มาพร้อมกับชิปประมวลผล Ryzen 5 4600H (3.00 GHz up to 4.00 GHz, 8 MB L3 Cache) ทำงานแบบ 6 Core/ 12 Thread หรือ Ryzen 7 4800H (2.90 GHz up to 4.20 GHz, 8 MB L3 Cache) ทำงานแบบ 8 Core/ 16 Thread และมีตัวเลือกแรงสุดๆ เป็น Ryzen 9 4900H (3.30 GHz up to 4.40 GHz, 8 MB L3 Cache) ทำงานแบบ 8 Core/ 16 Thread เช่นกัน

ASUS TUF Gaming A15

ส่วนการ์ดจอแยกจะเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti / GTX 1660 Ti / RTX 2060  มีความแรงให้เลือกมากมาย แรมได้มาขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ Single Channel (8GB x 1 แถว) มาพร้อมกับที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB ที่มีความลื่นไหล

ส่วนรุ่นท็อปสุดจะได้เป็นแรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ Dual Channel (8GB x 2 แถว) ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมหรือทำงานเข้าไป อีกทั้งรองรับการอัพเกรด SSD M.2 และ HDD 2.5″ ด้วย ซึ่งที่ไม่ใช่แค่ลื่นไหล แต่ใหญ่เพียงพอในการสำรองไฟล์ต่างๆ ด้วย

ASUS TUF Gaming A15

ยกตัวอย่างการทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ด้วยสเปก ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H มีการ์ดจอแยกระดับ Gaming อย่าง GTX 1660 Ti ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4,942 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไป โดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็น Gaming Notebook สเปก AMD Ryzen 400H ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คปีก่อนๆ มากพอตัว 

ต่อกันที่การทดสอบเฟรมเรมในการเล่นเกม ก็ทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 60 – 100 FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ประกอบไปด้วย Resident Evil 3 Remake / Battlefield V / FarCry 5 ที่เป็นเกมออฟไลน์ที่กินทรัพยกร รวมไปถึงเกมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง PUBG / DOTA 2 / Overwatch ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย

ASUS TUF Gaming A15

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง RE 3 / BF V/ FarCry 5 ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด !!! จากกราฟตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าเฟรมเรทที่ออกมานั้นมีความลื่นไหลสุดๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว

ซึ่งถ้าอยากให้เฟรมเรทลื่นไหลกว่านี้ก็สามารถเลือกปรับกราฟิกระดับกลางๆ ก็ได้ โดยในส่วนของ RE 3 ซึ่งเป็นเกมออกใหม่ล่าสุด เราปรับกราฟิกในเกมเป็น MAX ที่ใช้แรมการ์ดจอไปกว่า 12GB ซึ่งเกินกว่าตัวการ์ดจอที่ 6GB แต่ก็ยังทำเฟรมเรทได้ลื่นไหลน่าเหลือเชื่อจริงๆ

ต่อกันที่เกมออนไลน์อย่าง PUBG / Overwatch / DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็ไม่มีอาการช้าหรือหน่วงเลย  

2. ฟีเจอร์ Gaming เพียบ ได้หลายอย่างเหนือชั้นกว่า

รวมไปถึง ASUS TUF Gaming A15 FA506 / A17 FA706 โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้าคือได้หน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD ที่ 1920 x 1080 พิกเซล พาเนล IPS เกรดคุณภาพดี รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลอย่างที่สุดด้วย พร้อมเทคโนโลยี Adaptive Sync ทำให้ภาพไม่ฉีกขาด (Tearing)

มีลำโพงคุณภาพสูงระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 เรียกได้ว่าเพียงพอต่อการใช้งานที่หลากหลายของเราแน่นอน 

พร้อมติดตั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว อีกทั้งหลายๆ รุ่นใหม่ยังได้ Office Home & Student 2019 (Word / Excel / Power Point) ไปใช้งานฟรีๆ ด้วย การรับประกัน 2 ปี ส่งเคลม 7-11 และที่สำคัญเมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย อุ่นใจจัดเต็ม จัดได้ว่าเป็นมาตรฐานการรับประกันของทาง ASUS ปกติ

ASUS TUF Gaming A15 FA506 Review 8

ดีไซน์ได้ขอบหน้าจอบาง slim bezel Nano-Edge นั่นก็ทำให้ตัวเครื่องมิติโดยรวมมีความเล็กกระทัดรัดลง จัดได้ว่าเป็น Notebook ที่สเปกแรงมากๆ แต่น้ำหนักเบาๆ พกพาสะดวก อีกทั้งแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมงโดยประมาณ และร้อนน้อยด้วยเมื่อใช้งานหนักๆ 

ASUS TUF Gaming A15

ได้ระบบระบายความร้อน ASUS Intelligent Cooling ปรับการทำงานได้สามโหมด อีกทั้งยังมี Anti-Dust Cooling ช่องระบายฝุ่นที่อยู่ด้านข้างฮีทซิ้งค์ทั้งสองฝั่ง ช่วยให้เครื่องสามารถทำงานได้เสถียรยาวนาน แน่นอนว่าด้วยความที่เป็น TUF Gaming ก็จะได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810H โดยสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิและความชื้นสูง ส่งผลให้มีความทนทานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป 

ฝาด้านล่างตัวเครื่องเป็นพลาสติกโพลีเมอร์ผสมซิลิคอนคาไบด์ สินแร่ที่มักถูกใช้ผสมกับวัสดุอื่นๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มคุณสมบัติการทนทานต่อความร้อน พบได้ในเบรก/คลัทช์ของรถยนต์ และแผ่นเซรามิกในเสื้อเกราะกันกระสุน นอกจากวัสดุที่แข็งแกร่งทนทานน่าเหลือเชื่อ ฝาด้านล่างยังถูกออกแบบเพื่อเสริมความแข็งแกร่งอีกขั้น ด้วยรูปทรงหกเหลี่ยมแบบรังผึ้ง (Honeycomb) ที่บริเวณช่องระบายความร้อน

รวมไปถึงมีไฟ RGB คีย์บอร์ด แบบ All Zone ปุ่ม WASD ทำไฮไลท์ไว้ สามารถรองรับการกดได้ 20 ล้านครั้ง Travel Key 1.8 mm การวางเลเอาท์จะเหมือนกับคีย์บอร์ดแยกจริงๆ อีกทั้งยังมีช่องด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีช่องดูดลมอีกช่องช่วยนำพาอากาศเย็นเข้าไปอีก

3. ดีไซน์เฉียบ ดุดัน มีเอกลักษณ์

ASUS TUF Gaming A15 FA506 / A17 FA706 เป็น AMD Notebook ต่อยอดรุ่นก่อนหน้าได้อย่างดีเยี่ยมในหลายๆ ส่วน เริ่มจากกดีไซน์โดดเด่นด้วยฝาโลหะพ่นทรายให้พื้นผิวสีเทาที่สวยงาม โลโก้ TUF Gaming ที่เรียบหรูสลักด้วยเลเซอร์ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมการออกแบบสไตล์รังฝังที่ยอมรับว่าสวยงามจริงๆ  อย่างในเรื่องของขอบหน้าจอบาง slim bezel Nano-Edge นั่นก็ทำให้ตัวเครื่องมิติโดยรวมมีความเล็กกระทัดรัดลง

แม้เป็น ASUS TUF Gaming A15 FA506 เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ แต่ก็มีความใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ แบบสมัยก่อนๆ มาก ส่วนน้ำหนักก็อยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม จัดได้ว่าเป็น Notebook ที่สเปกแรงมากๆ แต่น้ำหนักเบาพกพาสะดวก ส่วน ASUS TUF Gaming A17 FA706 ก็เบาเพียง 2.6 กิโลกรัมเท่านั้น

ASUS TUF Gaming A15

ดีไซน์การออกแบบของ ASUS TUF Gaming A15 FA506 เรียกได้ว่ายกระดับกว่ารุ่นก่อนหน้านี้มาแบบเหนือชั้น ฝาหลังจอแบบใหม่สีสัน Fortress Gray ใช้วัสดุเป็นโลหะผสมแบบอลูมิเนียมอัลลอยทั้งชิ้นพร้อมโลโก้ TUF Gaming บริเวณกึ่งกลาง และหมุดยึดสี่มุม

ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและเรียบหรูในเวลาเดียวกัน ส่วนด้านหลังตัวเครื่องออกแบบให้มีช่องระบายความร้อนแบบ 3 ทิศทาง ด้วยสองช่องขนาดใหญ่ด้านหลัง พร้อมอีก 1 ช่องด้านซ้าย ฟินระบายความร้อนเป็นสีทองแดง การันตีเรื่องของการระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยม

ส่วนด้านในจะเป็นพลาสติกแบบมีลวดลายคล้ายโลหะปัดเสี้ยนให้สัมผัสผิวไม่เรียบ ที่นอกสายสวยงามแล้วคือเป็นลายนิ้วมือได้ยาก นับว่าเป็รอะไรที่น่าประทับใจมากๆ ทั้งภายนอกและภายใน ที่ดูแล้วลงตัวกว่ารุ่นก่อนหน้าไปอีกขั้น ทางด้านพับตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้เป็นแบบบานพับคู่วัสดุเป็นพลาสติกแข็งแรง พร้อมมีการตัดช่องเป็น V-Sharp ช่วงให้อากาศไหลผ่านได้ดีขึ้น และมีช่องระบายอากาศด้านบนคีย์บอร์ดเพิ่มเข้ามา

ASUS TUF Gaming A15

สรุป ASUS TUF Gaming A15 FA506 / A17 A706 ดีเยี่ยมทั้งการเล่นเกมหลากหลายเกม รวมไปถึงทำงานและความบันเทิงดูหนังฟังเพลง ทั้งในเรื่องของดีไซน์การออกแบบที่ล้ำหน้า ขอบจอบาง มีไฟคีย์บอร์ด RGB งานประกอบและวัสดุที่เยี่ยมยอด ประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้น ผ่านการทดสอบและได้รับการรับรอง MIL-STD-810H ครบครันกับการใช้งาน สมกับเป็น Gaming Notebook มีความเป็น TUF Gaming ที่ไม่ใช่แค่สวยงามดุดัน แต่เน้นประสิทธิภาพต่อราคาที่คุ้มค่าด้วย

 

 

 

from:https://notebookspec.com/web/552256-asus-tuf-gaming-a15-fa506-a17-fa706-3-t

รีวิว MSI Creator 15 ดีไซน์สุดพรีเมียม สเปก Gaming ด้วย Core i7-10875H + RTX Series ได้จอทัช 4K เริ่ม 72,990 บาท

MSI Creator 15 เป็นโน้ตบุ๊คอีกรุ่นที่ทั้งสเปกและดีไซน์ เป็นการต่อยอดมาจาก MSI GS66 Stealth ที่เป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ แต่ในส่วนของ MSI Creator 15 จะเป็นสาย Content Creator ซึ่งให้ฟีเจอร์บางอย่างที่มากกว่า ที่เน้นความบางเบาหรูหรา ด้วยสีสันตัวเครื่องเป็นเทา Carbon Gray ตลอดทุกส่วน ให้ความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ที่มักเป็นสีดำ

โดดเด่นด้วยโลโก้ MSI ฝาหลังเป็นแบบการยิงเลเซอร์ฝังลงไป ให้ความพรีเมียมเรียบเนียนอย่างที่สุด ได้ความแรงไม่เป็นรอง Gaming Notebook / Mobile Workstation เครื่องหนักๆ หนาๆ โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวก ที่รักษาความเป็น Notebook เพื่องานสร้างสรรค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 2.1 กิโลกรัม บางที่ 19.8 มิลลิเมตร

MSI Creator 15

สเปกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i7 Gen 10H อย่างที่รุ่น Core i7-10875H ส่วนการ์ดจอก็เป็น NVIDIA GeForce RTX 2060 / RTX 2070 Max-Q ได้แรมขนาด 32GB DDR4 และ SSD ต้องจัดเต็มที่ 1TB มาพร้อมการเชื่อมต่อที่ครบครันด้วย Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในขณะนี้

ที่สำคัญคือได้หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูง ความละเอียด Full HD / 4K UHD ที่รองรับการทัชสกรีน เรียกได้ว่าส่วนสเปกฮาร์ดแวร์จัดเต็มแบบสุดๆ ไปเลย พร้อมได้ระบบระบายความร้อน Cooler Boost Trinity+ และ ระบบเสียง Duo Wave Speaker ที่ยกมาจาก MSI GS66 Stealth ก็ว่าได้ สนนราคาเริ่มต้น 72,990 บาท

NBS Verdict

แง่ของการดีไซน์ MSI Creator 15 มีเอกลักษณ์และทันสมัย สมกับเป็นรุ่นพี่ท็อปสุดรุ่นตระกูล Content Creator จาก MSI  ด้วยโลหะวัสดุอลูมิเนียมและสีสัน Carbon Grey และยังมาพร้อมความบาง เบาพกพาง่ายมาก ทั้งราคาและสเปกภายในถือว่ามีความเหนือชั้น รองรับทุกการใช้งานได้ลื่นไหล ได้ทั้งชิปประมวลผล Intel Core i7 Gen 10 รุ่นแรงพิเศษอย่าง i7-10875H

และการ์ดจอที่แรงระดับ Gaming ตัวท็อปอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 / RTX 2070 Super Max-Q และแรมที่ขนาด 32GB DDR4 Bus 32000MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่แรงกว่า ยังไงใครต้องการโน๊ตบุ๊คเน้นทำงานขั้นสูงเป็นหลัก หรือจะเล่นเกมหนักๆ ก็ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เรียกได้ว่าถ้างบถึงแบบไม่ติดขัดก็นับว่าน่าซื้อสุดๆ 

MSI Creator 15

ในส่วนของหน้าจอก็จัดได้ว่าเป็นหน้าจอโน๊ตบุ๊คที่ดีที่สุดในตลาด ด้วยความละเอียด Full HD / 4K UHD ขนาด 15.6″ ซึ่งสมบูรณ์ด้านการแสดงสีสัน ความสว่าง ความแม่นยำเรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่ดีมากๆ เหมาะกับงานระดับมืออาชีพแบบสุดๆ ขอบหน้าจอก็บางเฉียบตัวเครื่องก็เล็กกระทัดรัด พร้อมรองรับการทัชกรีนอีกด้วย

เน้นพกพาสุดๆโดยแบตเตอรี่จากการใช้งานจริงๆ ทดสอบได้ที่ 5:30 ชั่วโมง กับน้ำหนักเพียง 2.1 กิโลกรัม ที่เบาเทียบเท่ากับรุ่นจอ 15.6″ พร้อมทั้งตัวเครื่องยังมีพอร์ต Thunderbolt 3 ซึ่งเป็น USB-C ที่ต้องบอกว่าเป็นพอร์ตที่ดีที่สุดแล้ว นอกจากนี้การเชื่อมต่อไร้สายยังเป็น Wi-Fi 6 AX  ที่ปลอดภัยและแรงกว่าเดิม 3 เท่าอีกด้วย

MSI Creator 15

สรุปง่ายๆ สำหรับการมาของ MSI Creator 15 เหมาะสำหรับคนหรือใครที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 17.3″ สายทำงาน Content Creator จริงจัง อาทิ Youtuber และ Streamer รวมถึงงานประเภท ทำภาพเคลื่อนไหว 3D ด้วย Ray Tracing, การตัดต่อวีดีโอขั้นสูง 4K, การตกแต่งภาพที่ซับซ้อน, การออกแบบกราฟิกระดับสูง, การสร้างภาพสถาปัตยกรรม และการถ่ายทอดสด (Streaming) เต็มรูปแบบ ก็ตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

เน้นประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุด ในงบประมาณเริ่มต้น 72,990 บาท ที่สามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก หรือถ้าจะเล่นเกมบ้างก็สามารถทำได้ดีลื่นไหล ทั้งจากรูปลักษณ์และใช้งานจริง สมราคาค่าตัว เหมาะกับคนที่งบถึงเงินถึงและต้องการประสบการณ์ใช้งานที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คสเปกทั่วไป หรือกรณีที่อยากได้สเปกแรงแต่ไม่อยากได้ดีไซน์แบบ Gaming Notebook

ข้อดี MSI Creator 15

  • ดีไซน์การออกแบบสวยงามถูกใจ งานประกอบแน่นวัสดุดี แนวเรียบหรู สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับสูง
  • หน้าจอ 15.6″ แต่ตัวเครื่องเบาเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพ โดยมีน้ำหนักเพียง 2.1 กิโลกรัมเท่านั้น
  • สเปคแรงสุดๆ ด้วย Core i7-10875H และการ์ดจอ RTX 2060 / RTX 2070 Super Max-Q
  • หน้าจอแสดงผลพาเนล IPS เกรดสูง sRGB ใกล้เคียง 100% ที่ความละเอียด Full HD / 4K Ultra HD 
  • จัดเต็มเรื่องแรมที่ 32GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe ที่ 1TB ไม่ต้องอัพเกรดอะไรแล้ว
  • มี Windows 10 แท้ พร้อมซอฟ์ตแวร์ Creator Center ที่ดี ใช้งานได้ทันที
  • ประสิทธิภาพดีทั้งการทำงานด้วยโปรแกรม Adobe และการเล่นเกม 3 มิติหนักๆ ได้สบาย
  • คีย์บอร์ดใช้งานได้ดี มีไฟส่องสว่างใช้งานได้จริง
  • มีการเชื่อมต่อไร้สายแบบ Wi-Fi 6 AX ใหม่ล่าสุด
  • ตัวเครื่องทนทานระดับ MIL-STD 810G ทำให้มั่นใจได้เลยว่าตัวเครื่องจะมีความแข็งแรง
  • มี Fingerprint สแกนลายนิ้วมือใช้งานผ่านทาง Windows Hello ได้รวดเร็ว ปลอดภัย
  • การจัดการความร้อนในส่วนของการ์ดจอทำได้ดี
  • ให้พอร์ต Thunderbolt 3 มา 1 พอร์ต รองรับการใช้งานมืออาชีพ
  • มีช่อง SD Card Reader ที่ช่างภาพ ช่างวีดีโอ สาย Content มักใช้งานบ่อยๆ
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครันไม่ว่าจะเป็น USB 3.2, HDMI และ Mini DisplayPort 1.2

ข้อสังเกต MSI Creator 15

  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานประมาณ 5:30 ชั่วโมง แต่ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว
  • ความร้อนของชิปประมวลผล CPU เมื่อทำงานหนักๆ ต่อเนื่องอุณหภูมิค่อนข้างสูง

Specification

MSI Creator 15 ใช้ชิปประมวลผลตัวท็อปสุดเป็น Intel Core i7-10875H ความเร็ว 2.30 – 5.10 GHz ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ประสิทธิภาพไว้ใจได้ พร้อมการ์ดจอรุ่นใหม่ที่แรงลื่นและร้อนน้อยสุดๆ อย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) หรือ RTX 2070 Max-Q (8GB GDDR6) ที่ทั้ง 2 อย่างนี้ระดับ Gaming Desktop ตัวไฮเอนด์

มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe จำนวน 2 สล็อต โดยตามสเปกได้ติดตั้งมาแล้วที่ความจุ 1TB (รองรับการอัพเกรดอีก 1 ตัวทันที) ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 32GB แบบ DDR4 Bus 3200MHz ขนาด 16GB จำนวน 2 แถว พร้อมรองรับ Dual Channel

MSI Creator 15

นอกจากนี้มาพร้อมจอแสดงผลแบบด้าน 15.6″ ที่ความละเอียด Full HD หรือ 4K Ultra HD พาเนลคุณภาพสูง IPS สีสดใสมุมมองกว้าง ขอบเขตสีใกล้เคียง sRGB 100% รวมถึงเป็นหน้าจอที่ได้มาตรฐาน Delta-E < 2 มีการคาลิเบรตสีทีละตัวมาจากโรงงาน

มีการรับรองจากมาตรฐาน CalMan พร้อมเทคโนโลยี MSI True Color Technology ปรับโปรไฟล์สีให้ตรงกับการใช้งานได้ทุกรูปแบบ ที่สำคัญรองรับการทัชสกรีนทำให้ง่ายต่องานสร้างสรรค์ แน่นอนว่ามาพร้อมระบบปฎิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันทีด้วย

ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C Gen2 และ Thunderbolt 3 (รองรับ DisplayPort / PD charging) อย่างละ 1 ช่อง, 1 x Type-A USB3.1, 1x RJ45, 1x (4K @ 60Hz) HDMI บอกเลยว่าจัดเต็มมากๆ

ส่วนช่องหูฟัง Hi-Res Audio และไมค์แบบแจ็คทอง 3.5 มิลลิเมตรเป็นแบบแยกออกจากกัน เอาใจ Gaming Headset ทีเดียว การเชื่อมต่อไร้สายก็จะมีมาตรฐาน Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1 รวมไปถึงมี Killer Doubleshot Pro ทำให้เล่นเกมได้ไม่สะดุดทั้ง LAN และ Wi-Fi

สนนราคา MSI Creator 15 อยู่ที่ 72,990 – 89,990 บาท พร้อมการรับประกันมาตรฐาน MSI จำนวน 2 ปี ถือว่าเป็น Notebook สาย Content Creator ระดับสูงจากทาง MSI อีกหนึ่งรุ่นที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะไม่ใช่แค่แรงแต่บางเบาแต่ฟีเจอร์จัดเต็มด้วย

Hardware / Design

สำหรับ MSI Creator 15 มีรายละเอียดต่างคล้ายกับ MSI GS66 Stealth เกือบทุกส่วน มีความพิเศษมากๆ เลยก็คือ เรื่องของดีไซน์ที่ความเบาบางที่ดีเยี่ยม แต่รองรับประสิทธิภาพที่แรงกว่าเดิม ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คประสิทธิภาพสูงแต่บางเบาขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด เพราะได้ความละเอียด 4K Ultra HD ถูกวางตำแหน่งต่อยอดมาจาก MSI Prestige 15 ที่เน้นความบางเบาที่มากกว่านั่นเอง

เรื่องของการดีไซน์ที่เน้นความบางเบา พกพาได้สะดวก โดยยังรักษาความเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 2.1 กิโลกรัม ทำให้ถือมือเดียวได้สบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันพรีเมียมด้วยวัสดุอะลูมิเนียม ตลอดทั้งตัวเครื่อง พร้อมขอบโลหะที่เข้ารูปและด้านหน้ามีความมนทำให้วางมือได้อย่างสบายๆ 

MSI Creator 15

สำหรับฝาหลังและดีไซน์ทั้งหมดของ MSI Creator 15 มีการปรับให้เรียบหรูยิ่งขึ้นไปอีก กับพื้นผิวเรียบๆ พร้อมกับใช้สีเทา Carbon Gray ตลอดทั้งตัวเครื่อง ที่คาดหลายคนต้องชอบมากกว่าเดิม ตั้งแต่โลโก้ ขอบตัวเครื่อง ทัชแพด แกนบานพับ ช่องระบายความร้อน โดยจะมีพื้นที่ตัวเครื่องด้านหลังสีจะมีความสว่างกว่าส่วนอื่นๆ เล็กน้อย

ซึ่งดูแล้วแตกต่างจาก Gaming Notebook  ของทาง MSI รุ่นอื่นๆ ที่ต้องเป็นสีดำสีแดง เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง แน่นอนว่าจะเอาไปเล่นเกมก็ดุดัน จะเอาไปทำงานก็ลงตัวทีเดียว ปุ่มเปิดปิดเครื่อง MSI Creator 15 ถูกติดตั้งบริเวณมุมขวาบนของคีย์บอร์ด พร้อมไฟ LED แสดงสถานะการทำงาน โดยมีความเรียบเนียนไปกับตัวเครื่อง พร้อมการติดตั้งช่องลมโปร่งขนาดใหญ่เพื่อให้ช่วยระบายความร้อนที่ดีกว่าเดิม

MSI Creator 15

MSI Creator 15ใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อน MSI Cooler Boost Trinity+ ขจัดความร้อนได้ดีกว่าเดิม เพิ่มเติมด้วยการระบายอากาศที่ดีขึ้นถึง 10% เน้นความบางด้วยการนำใบพัดขนาด 0.1 มม. มาใส่ไว้ ทำให้ได้อุณหภูมิที่ดีที่สุดในขณะเล่นเกม

ด้วยพัดลม 3 ตัวที่แตกต่างกัน เป่าไล่ลมร้อนผ่านชุดระบายที่แยกการระบายความร้อนระหว่างชิปประมวลผลและการ์ดจอ หายห่วงได้เลยในเรื่องของอุณหภูมิ และความทนทานในการใช้งานฮาร์ดแวร์ในระยาวไม่ว่าจะเล่นเกมหนักแค่ไหนก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความร้อนสะสม

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 57

ด้านฐานล่างตัวเครื่องของ MSI Creator 15 รุ่นนี้เป็นอลูมิเนียมเรียบๆ ซึ่งดูแล้วเป็นหนึ่งด้วยกับตัวเครื่องกับงานประกอบที่เรียบร้อย พร้อมมียางรองขนาดใหญ่ 2 จุด ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ช่วยส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี

ด้วยการดูดลมเย็นจากช่องเหนือคีย์บอร์ดและใต้ตัวเครื่อง ซึ่งมีช่องระบายอากาศเป่าลมร้อนออกถึง 4 จุด อยู่ทางด้านหลังและด้านข้างของตัวเครื่อง อย่างละ 2 ช่อง ส่วนงานประกอบก็เนียบเหมือนเดิม เรื่องนี้ไว้ใจทาง MSI เค้าได้เลย อีกทั้งยังได้ความทนทานระดับ MIL-STD 810G ซึ่งเป็นมาตรฐานความทนของวัตถุสำหรับด้านการทหารทีเดียว 

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 76

รวมถึงยังมีฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share กับคนทำงานที่ต้องการนำเสนองานต่างๆ ให้คนที่ต้องนั่งอยู่ตรงข้าม คือการกางหน้าจอได้ 180 องศา และกดปุ่ม F12 แล้วสามารถหมุนจอไปฝั่งตรงข้ามได้ทันที ส่งผลให้คนนั่งฝั่งตรงข้ามที่เรากำลังนำเสนองานดูได้อย่างสะดวกที่สุด นับว่าเป็นอีกหนึ่งความใสใจที่ MSI ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี สมกับเป็นโน้ตบุ๊คเพื่อการทำงานพร้อมนำเสนองานอย่างแท้จริง

โดยรวมแล้ว MSI Creator 15 ไม่ใช่แค่ดีไซน์ให้ประสิทธิภาพแรงแต่ในประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยมด้วย ที่แม้ราคาดูสูงกว่ารุ่นอื่นๆ ในตลาด แต่จัดเต็มทุกฟีเจอร์จริงๆ อย่างที่ Creator Notebook ทั่วไปไม่สามารถให้ประสบการณ์การใช้งานแบบนี้ได้ ต่อยอดความสำเร็จของ MSI Modern / MSI Prestige ขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามมีรุ่นราคาถูกสุด 72,990 บาท ทำให้หลายคนจับต้องได้ง่ายขึ้น

Keyboard / Touchpad

ปุ่มเปิดปิดเครื่อง MSI Creator 15 ถูกติดตั้งบริเวณมุมขวาบนของคีย์บอร์ด พร้อมไฟ LED แสดงสถานะการทำงานเหนือคีย์บอร์ดติดตั้งช่องลมโปร่งขนาดใหญ่เพื่อให้ช่วยระบายความร้อนที่ดีกว่าเดิมพร้อมติดตั้งลำโพงเอาไว้ส่วนของที่วางข้อมือทั้งซ้ายและขวา ซึ่งดูแล้วก็มีความสวยงามลงตัวเป็นอย่างดี 

ซึ่งด้วยไฟ LED สีขาว เข้ากับตัวปุ่มสีดำขอบโปร่งแสงเป็นอย่างดี ดูแล้วสะอาดตา พรีเมียมสุดๆ แน่นอนว่าไม่มีชุด Numpad อยู่แล้ว จากการที่ตัวเครื่องมีมิติที่ลงนั่นเอง จากการใช้งานจริงถือว่าปุ่มเด้งรับกับนิ้วดีมากๆ รวมไปถึงมี Hotkey แถวบน พร้อมมีปุ่มเรียก Creator Center ใช้งานสะดวกด้วย 

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 11

ทัชแพดมีขนาดใหญ่โตมาก โดยเป็นลักษณะผือผ้าออกแนวยาวๆ ดูเป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่อง ตัวปุ่มคลิกเป็นแบบชิ้นเดียวกับทัชแพด โดยการควบคุมสามารถทำได้เป็นอย่างดี ส่วนปุ่มคลิกทั้งซ้ายขวาก็อาจจะมีความแข็งพอดีๆ การใช้งานโดยจัดได้ว่าอยู่ในระดับลงตัว ใช้งานได้สะดวกสำหรับการวางบนตัก หรือเล่นในร้านกาแฟ

โดยการควบคุมมีการตอบสนองได้ดี เข้ากับตัวเครื่องโดยรวมให้ความนุ่นมือมากๆ แทบไม่ต้องมีเมาส์มาใช้งานเลยก็ได้ นอกเหนือจากนี้ยังมีฟีเจอร์อย่างสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ไว้ให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งอีกด้วย

Screen / Speaker

MSI Creator 15 มีหน้าจอแสดงผลขนาด 15.6″ แบบจอกระจกรองรับการทัชกรีน ซึ่งรุ่นทดสอบเป็นความบะเอียด Full HD ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ รองรับ Refresh Rate ที่ 60Hz ทำให้ภาพปรากฏออกมามีความลื่นไหลแบบสุดๆ กว่าที่เคยมีมา พร้อมได้เป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง โดยให้มุมมองที่กว้างเกือบ 180 องศา

สีสันก็สดใสสมจริง sRGB ใกล้เคียง 100% มากๆ เมื่อใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีทั้งทำงานและเล่นเกม ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่าหลายๆ รุ่น พร้อมกางได้ถึง 180 องศา เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่ง

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 14

อีกทั้งแม้ขอบหน้าจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้ง Webcam และไมโครโฟนแบบคู่มาปกติที่ขอบด้านบน  นอกจากนี้ยังมีการที่ใส่ยางขอบจอแบบติดเนียนตามตลอดแนวขอบจอเลย ทำให้ช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ฉะนั้นมั่นใจเรื่องความแข็งแรงทนทานได้เลย

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 60
MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 12
MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 13

โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 95% และ AdobeRGB ที่ 70% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันที่ดีมากๆ ได้ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 400 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ คือเพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแน่นอน รวมไปถึงกรณีที่นำไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพ ก็ถือว่าเหมาะสมมากๆ ทีเดียว

s1 4
s2 4
s3 4

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับช่องมุมซ้ายแถวล่างและช่องกลางจะมีแสงสว่างที่ลดลงไปสูงสุดที่ 8% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 32
MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 21
MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 18

ระบบเสียงก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ด้วยลำโพงแบบ Duo Wave Speaker ที่ติดตั้งมุมของตัวเครื่องด้านใน โดยมีซอฟแวร์ปรับแต่งเสียง Nahimic เวอร์ชั่น 3 สู่ระบบเสียงที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นเกมจากฝรั่งเศส ทำให้มีการปรับแต่งเสียงที่ดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปอย่างชัดเจน สนับสนุน VR และ 3D เต็มรูปแบบใช้เล่นเกมนี่บันเทิงได้เต็มอารมณ์ ยิ่งถ้าต่อหูฟังเสียบผ่าน Audio Boost ยิ่งได้อรรถรสในการเล่นเกมได้ดีขึ้นไปอีกระดับ ด้วยการที่เป็นแจ๊คแบบชุบทองคำ จะช่วยเพิ่มรายละเอียดของคุณภาพเสียงอีกด้วย พร้อมมีฟีเจอร์ Hi-Res Audio ด้วยชิปเสียงต่างหาก

Connector / Thin And Weight

MSI Creator 15 จัดว่าเป็น Creator Notebook หน้าจอ 15.6″ ปี 2020 ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 1 ช่อง ,USB 3.2 Type-C และ Thunderbolt 3 อย่างละ 1 ช่อง รองรับ DisplayPort / PD charging ในตัว พร้อมด้วย HDMI ไว้เชื่อมต่อหน้าจอภาายนอก และ  RJ45 (Gigabit Ethernet) และ Mic-in/Headphone-out ขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร

นอกเหนือจากนั้นยังมีการเพิ่มเติมส่วนของ SD Card Reader มาตรฐานเทคโนโลยี UHS-III อย่างที่ MSI GS66 Stealth ไม่มีด้วย (แต่ก็โดนตัด USB 3.2 Type-A ไป 2 ช่อง) อย่างไรก็ตามพอร์ตการเชื่อมต่ออาจจะชิดกันไปหน่อย เวลาเชื่อมต่อพร้อมๆ กันอาจจะติดกันได้ แต่ก็เข้าใจได้แค่ต้องระวังในการเชื่อมต่อหลายๆ พอร์ตหน่อยเท่านั้นเอง

MSI Creator 15

ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX ที่ดีที่สุด สำหรับการพกพา ก็ถือว่าทำได้ดี ด้วยน้ำหนัก 2.1 กิโลกรัม ที่สำคัญอแดปเตอร์จ่ายไฟที่ 180 Watt นั้น มีขนาดที่เล็กและเบาลงกว่า Gaming Notebook ทั่วไปในสเปกแรงพอๆ กันเลยทีเดียว รวมๆ กันแล้วหนักเพียง 2 โลนิดๆ เท่านั้น จัดได้ว่ามีความสะดวกสบายในการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่มากๆ

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 38
MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 47
MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 77

Inside / Upgrade

การแกะทั้งฝาล่างทั้งหมดของ MSI Creator 15 สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไขน็อตไม่กี่ตัว หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แงะแกะทีละส่วนขึ้นอย่างช้าๆ เพียงเท่านี้ก็จะแกะฝาล่างได้ไม่ยากเย็น ส่วนประกอบภายในอื่นๆ เห็นได้ชัดถึงฮีท์ไปป์ขนาดใหญ่ 6 เส้น พัดลม 3 ตัว แยกระหว่างหน่วยประมวลผลและชิปกราฟิกกันไปเลย ทำให้ความร้อนที่เกิดจากหน่วยประมวลผลและชิปกราฟิกนั้นต่างก็มีเส้นทางในการระบายความร้อนแยกจากกันต่างหาก

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 1

พร้อมเห็นว่าช่องติดตั้งแรมที่ใส่มาแล้ว 16GB x 2 ซึ่งถ้าจะอัพเกรดสูงสุดเพิ่มเป็น 64GB ก็สามารถทำได้ทันที รวมไปถึงสามารถเพิ่มการอัพเกรด SSD ได้อีก 1 ช่อง โดยใส่มาแล้ว 1TB จำนวน 1 ตัว ซึ่งอนาคตเราสามารถทำ Raid 0 ได้ด้วย ที่ต้องบอกว่าสำหรับการใช้งานทั่วไปเหลือเฟือมากๆ

รวมถึงลำโพงของที่ให้มาดอกค่อนข้างใหญ่ เป็นแบบ Duo Wave Speaker เสียงที่ดังฟังชัดเอามากๆ พร้อมกับคุณสมบัติที่ขยับไปมาได้ ทำให้ได้เสียงทุ่มเพิ่มเข้ามา ในส่วนของแบตเตอรี่ก็มีขนาดใหญ่โตมากๆ สมกับสเปกที่ใส่แบบจัดเต็มมา โดยรวมแล้วถือว่า MSI มีความใส่ใจรายละเอียดในทุกๆ จุดเลยทีเดียวทั้งภายนอกและภายใน สมกับเป็น Gaming Notebook ระดับไฮเอนด์จริงๆ 

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 3
MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 2
MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 4
MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 5
MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 6
MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 7

Performance / Software

โดย MSI Creator 15 มาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นยอดนิยมของ Gaming Notebook อย่าง Intel Core i Gen 10 H อย่าง Core i7-10875H เน้นนำไปใช้งานหนักๆ มากกว่ารุ่นยอดนิยมอย่าง Core i7-10750H ที่ใช้กันในหลายแบรนด์ ไม่จะเป็นการโปรเซสหรือเล่นเกม 3 มิติ ที่กินทรัพยากรสูง

โดยมีความเร็วในการประมวลผลอยู่ที่ 2.30 GHz แต่สามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้สูงสุดถึง 5.10 GHz เป็นซีพียูแบบ 8 Core 16 Threads  มาพร้อมแรมภายในขนาด 32GB DDR4 Bus 3200MHz แบบ 16GB x 2 แถว ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้แบบสบายๆ

c1 3.   c2 3

กราฟิกการ์ดเป็นแบบออนบอร์ดอย่าง Intel UHD Graphics 630 ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3 มิติ ก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงๆ ก็สนับสนุนการเล่นเกมได้ในระดับนึงเหมือนกัน

โดยมีการ์ดจอแยกรุ่นใหม่ตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) ที่ต้องบอกว่าแรงกว่า GTX Series ที่สำคัญคือยังปลดปล่อยความร้อนออกมาน้อยด้วย ตอบสนองในส่วนของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ 3 มิติ หรือเกมที่กินทรัพยากรได้เป็นอย่างดีทีเดียว เรียกว่าสำหรับเกมออนไลน์สามารถทำได้ลื่นไหลแน่นอน แต่ยังไงไปดูผลทดสอบอีกทีดีกว่าด้านล่าง

g1 2.   g2 1

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับสูงสุดๆ เป็นที่น่าประทับใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าพอตัว รวมไปถึงตัวกราฟิกการ์ดเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอระดับบน ที่เน้นการทำงานเป็นหลัก สมกับเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10875H จริงๆ

c15.   c20

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe PCIe ระดับสูงจากทาง Samsung ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 3361 MB/s และเขียนที่ 3087 MB/s  ซึ่งถ้าใครอยากใส่ SSD M.2 NVMe PCIe ก็มีว่างอีก 1 ช่องทันที แน่นอนว่ารองรับการอัพเกรดแบบ Raid ด้วย 

ssd 3

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 5,170 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมมีการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 เรียกได้ว่าสมกับ Creator Notebook ระดับสูงจริงๆ 

pc 1

MSI Creator 15 สเปกตัวเริ่มต้น อย่าง Intel Core i7-10875H + NVIDIA GeForce RTX 2060 ด้วยเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 7 เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยมากกว่า 90 – 100+ FPS ขึ้นไปแทบทุกเกม ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย ประกอบกับยังใช้แรม 32GB DDR4 รวมไปถึง SSD NVMe ระดับสูงก็ส่งผลช่วยด้วย

game test 3

ทดสอบเกมกินทรัพยากรพอตัวอย่าง Resident Evil 3 Remake / Battlefield V / FarCry 5 / GTA V ก็สามารถเล่นได้ดีที่ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล โดยกราฟิกปรับระดับสูงสุดทั้งหมด ตามภาพด้านบน ที่ต้องบอกว่าภาพก็สวยจนน่าประทับใจ เรียกได้ว่าเหลือๆ กับการตอบสนองความต้องการเล่นเกมได้สมบูรณ์ที่สุดแล้ว พร้อมรองรับฟีเจอร์ DLSS / Ray Tracing อย่าง RTX Series ก็ให้ภาพสวยงาม แต่ก็ต้องแลกกับการกินทรัพยากรเครื่องเพิ่มเติมด้วย ซึ่งในการทดสอบจะไม่ได้เปิดในส่วนนี้นะครับ

เกมออนไลน์กินสเปกน้อยลงมาอย่าง DOTA 2 / Overwatch รวมไปถึง PUBG ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมดให้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งนี้การตั้งค่าความละเอียดของภาพก็อยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทอยู่ที่ราวๆ 130 ขึ้นไปตลอด ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ แบบไร้กังวล

A Creator Mode1 copy

ที่สำคัญยังมี Creator Center เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่ออกแบบและพัฒนาโดย MSI ซึ่งคล้ายกับ Dragon Center เป็นโปรแกรมที่เป็นจุดเด่นของ MSI ที่เป็น Gaming Notebook ก็ถูกมาปรับใช้ใน MSI Creator 15 นี้ด้วย จุดเด่นคือใช้งานง่ายและสามารถช่วยเหลือ และ จัดการการปรับแต่งตั้งค่า MSI Notebook ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลน์ของทาง MSI ก็ว่าได้ ซึ่งแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน โดยหน้าเมนูมีอาทิเช่น

  • Creator Mode : ศูนย์รวมโปรแกรม ที่ใช้รองรับการทำงานร่วมกับ Creator Center
  • System Monitoring : ตรวจสอบสถานะเครื่อง (ประสิทธิภาพ,ความเร็วของพัดลม,ความร้อน)
  • System Tuner : ปรับแต่งตั้งค่าการใช้งานต่างๆของ MSI Notebook
  • Battery Master : ปรับแต่งการชาร์จแบตเตอรี่ให้เหมาะกับการใช้งาน
  • Tools & Help : ติดต่อ MSI และ ฟังก์ชั่นช่วยเหลือต่างๆ ที่จำเป็น

ล่าสุดทาง NVIDIA ผู้ผลิตการ์ดจอ (GPU) รายใหญ่และผู้นำด้านนวัตกรรมด้านคอมพิวเตอร์ไอทีของโลก ได้มีการนำเสนอแพลตฟอร์มอย่าง NVIDIA Studio ที่จะเปลี่ยนให้ Notebook ที่ใช้การ์ดจอ NVIDIA GeForce ที่ปกติแล้วใช้ทำงานหรือเล่นเกม

Creator 15 A10SX

สามารถขับเคลื่อนได้เทียบเท่า Notebook การ์ดจอ NVIDIA Quadro ที่เป็น Workstation ระดับสตูดิโอราคาแพง ด้วยการเพิ่มพลังการประมวลผล การแสดงภาพได้สีสันที่มากกว่า รองรับการทำงานหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บที่รวดเร็วได้รวดเร็วขึ้น เพื่อให้เราสร้างสรรค์งานคุณภาพได้จากที่ทุกๆ ที่

ส่งผลให้ MSI Creator 15 รุ่นนี้สามารถที่จะเลือกติดตั้ง Studio Driver เพื่อใช้งานซอฟต์แวร์สร้างสรรค์ อาทิ Autodesk / Photoshop / Lightroom / Premiere Pro / OBS Studio / Unreal Engine 4 ก็สามารถทำได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถเทียบประสิทธิภาพจากวีดีโอด้านล่างนี้ได้เลย (ซอฟต์แวร์ที่รองรับดูเพิ่มเติมได้)

hqdefault

 

สำหรับการที่เราใช้งานเป็น Studio Driver แทนที่ ส่งผลให้ MSI Creator 15 ทำงานได้เต็มที่ยิ่งขึ้น อีกทั้งมีปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) มาช่วยจัดการงานต่างๆ ให้ลื่นไหลอย่างที่สุด พร้อมเร่งการแสดงภาพที่เที่ยงตรงโดยการปลดล็อคคุณสมบัติที่ให้รองรับการใช้สี 30 บิต

สามารถสร้างเฉดสีกว่า 1,000 ล้านเฉดสี ในแอพพลิเคชั่น OpenGL ให้กับการ์ดจอ GeForce (จากปกติเป็นระบบสี 24 บิต ที่รองรับเฉดสีได้ถึง 16.7 ล้านสี) ซึ่งจะไร้รอยต่อระหว่างไล่เฉดสี ทำให้ได้ภาพที่สวยงาม พร้อมรองรับการงาน HDR ขั้นสูงได้ (High Dynamic Range)

แน่นอนว่า MSI Creator 15 รองรับการใช้งาน Studio Driver ได้ทันที ดูได้จากการที่จะมี Badge (สติ๊กเกอร์) มาที่ตัวเครื่องทันทีด้วย ซึ่งเราเอง สามารถเลือกใช้งานไดร์เวอร์ได้ตามความต้องการนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง NVIDIA ที่พัฒนาต่อยอดร่วมกับแบรนด์คอมพิวเตอร์อย่าง MSI นั่นเอง

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 45

ทำให้เมื่อเราใช้งาน MSI Creator 15 ก็จะมีความรวดเร็วแม่นยำขึ้นแบบชัดเจน อย่างงานตัดต่อวีดีโอ โดยสามารทำได้ลื่นไหลกว่าเดิม ตัวอย่างเช่นการสนับสนุนการถอดรหัสวิดีโอในโปรแกรม Premiere Pro ที่มีดึงพลังการประมวลผลของการ์ดจอมาช่วยชิปประมวลผลด้วย

ในด้านการทำงานต่างๆ ก็ทำให้ประสิทธิภาพของมันดีขึ้นกว่าการใช้ Game Ready Driver แบบเดิมๆ นอกจากนี้การที่เราใช้งาน Studio Driver การ์ดจอจะจัดการความร้อนได้ดีขึ้น ทำให้เย็นลงไปกว่าก่อนหลายองศาเซลเซียสทีเดียว

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้ใน MSI Creator 15 เครื่องนี้เป็นแบบฝังตามปกติ ส่วนของการทดสอบระยะเวลาใช้งานของแบตเตอรี่โดยตั้งค่าความสว่างหน้าจอและเสียงให้ระดับต่ำ พร้อมเลือกโหมด Super Battery ของ MSI แล้วเล่นเว็บสลับกับดู Youtube แล้ว

โปรแกรม BatteryMon แจ้งระยะเวลาใช้งานต่อเนื่องในเงื่อนไขดังกล่าวราวๆ 5:30 ชั่วโมงโดยประมาณ ซึ่งจากการทดสอบล่าสุดพบว่าแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวกว่า Gaming Notebook ทั่วไปจริงๆ อย่างไรก็ตามเวลาใช้งานจริงโดยปรับความสว่างหน้าจอและเสียงให้อยู่ในระดับที่มากกว่านี้ จะทำให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาใช้งานยาวนานได้สั้นกว่าเป็นไปได้

batt 3

นอกจากนี้ทางด้านอุณหภูมิสำหรับ MSI Creator 15 เครื่องนี้ที่ให้ฮีทไปป์มาทั้งหมด 6 เส้น Cooler Boost TRINITY+ เวอร์ชั่นล่าสุด ได้พัดลม 3  ตัว ช่องระบายความร้อน 4 ช่อง เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คอีกรุ่นที่มีการระบายความร้อนได้ดีมากเมื่อใช้งานแบบปกติจะอยู่ที่ประมาณ  40 – 50 องศาเซลเซียส ภายในห้องปรับอากาศอุณหภูมิประมาณ 25 – 27 องศาเซลเซียส จากนั้นทำการทดสอบเบิร์นให้เครื่องทำงาน 100% โดยทางทีมงานได้ทำการเล่นเกมหนักๆ เป็นเวลานานๆ  ซึ่งได้เปิดโหมดเร่งรอบพัดลมสูงสุดไว้ 

temp 1

ชิปประมวลผล Intel Core i7-10875H ได้ทำการรีดประสิทธิภาพ 100% ทดสอบด้วยโปรแกรม Benchmark และเล่นเกมต่อเนื่อง เพื่อทำให้ความร้อนสูงสุดที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าทำได้ดีเยี่ยมเลย โดยอยู่ที่ 100 องศาเซลเซียส เรียกได้ชุดระบายความร้อนจาก MSI ทำหน้าที่ได้เยี่ยมยอด แม้ว่าความร้อนจะดูสูงแต่ไม่มีผลต่อการใช้งานแต่อย่างใด

ซึ่งในส่วนของการ์ดจออย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 นับว่าควบคุมความร้อนได้ดีมาก ร้อนสุดที่ 85 องศาเซลเซียส* (ใช้งานทั่วไปอยู่ที่ 40 – 50) ส่วนตัวเครื่องภายนอกนั้นรับรู้สัมผัสได้ถึงความร้อนเล็กน้อย ในส่วนนี้ถือว่าให้ประสบการณ์ที่น่าพอใจทีเดียว แต่เรื่องเสียงพัดลมดังเวลาเร่งสุดๆ ก็ยอมรับเลยว่าดังเอาเรื่องอยู่ แต่ก็ช่วยระบายความร้อนได้จริงๆ

Conclusion / Award

MSI Creator 15 จัดว่าเป็น Creator Notegook ประสิทธิภาพสูง ฟีเจอร์เพียบ ดีไซน์น้ำหนักเบาพกพาสะดวก เพราะด้วยตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาเพียง 2.1 กิโลกรัมเท่านั้น แถมได้สเปคสุดแรง Intel Core i Gen 10 รหัส H ล่าสุดกับ Core i7-10875H และการ์ดจอ GeForce RTX 2060 จัดเต็มด้วยแรวมขนาด 32GB พร้อม SSD M.2 ความเร็วสูงความจุ 1TB บอกเลยประสิทธิภาพสูงเหมือนยก Desktop PC ไปใช้งานทีเดียว 

โน๊ตบุ๊ก MSI Creator 15 ที่เป็นสาย Content Creator ซีรีส์ท็อปสุด (รองลงมาจะเป็น Prestige / Modern ตามลำดับ) มาพร้อมคุณสมบัติอันเหมาะสมในการใช้งานผ่านซอฟต์แวร์ในสร้างสรรค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทาง Adobe ที่มีโปรแกรมเช่น hotoshop, Premiere Pro, Illustrator และอื่นๆอีกมากมาย 

MSI Creator 15

ดีไซน์ตัวเครื่องออกแบบมาตอบโจทย์โดนใจสุดๆ จากการที่วัสดุเป็นอลูมิเนียมอัลลอยด์สีเทา Carbon Gray  ซึ่งดูแล้วมีความลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ เน้นความเรียบง่ายที่เชื่อว่าหลายคนต้องชื่นชอบ ซึ่งแตกต่างจากรุ่น MSI GS66 Stealth ที่จะเป็นสีดำชัดเจน

โดย MSI Creator 15 จะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 15.6″ 4K Ultra HD หรือ Full HD รองรับการทัชสกรีน ขอบเขตสี 95% sRGB  ลำโพงเลือกเทคโนโลยี Duo Wave Speaker ระบบเสียง Nahimic 3 รองรับระบบเสียงแบบ Hi-Res จัดเต็ม รวมไปถึงแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้ 5:30 ชั่วโมง 

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 35

การระบายความร้อนตัวเครื่องเป็นแบบ Cooler Boost Trinity+ ที่มีพัดลม 3 ตัว ฮีทไปป์ 6 เส้น ขนาดใหญ่ ช่องระบายความร้อน 4 ช่องหมดห่วงเรื่องตัวเครื่องร้อน แม้ว่าใช้งานจริงๆ ก็อาจจะมีความร้อนสูงหน่อยเวลาใช้งานหนักๆ แต่ไม่มีผลต่อการใช้งาน

นอกจากนี้มาพร้อมกับ Windows 10 แท้พร้อมใช้งานอีกด้วย ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อก็มีมาให้ครบครันหายห่วงทั้ง Thunderbolt 3, USB 3.2 Type-A x3, RJ45, HDMI, Mini-DisplayPort รูหูฟังกับไมค์แบบแยกออกจากกัน แต่น่าเสียดายที่ตัดช่อง SD Card Reader ออกไปด้วย ซึ่งเข้าใจว่าไม่เหลือที่แล้ว

MSI Creator 15 i7 RTX2060 Review 43

โดยราคาของ MSI Creator 15 สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 72,990 บาทพร้อมประกัน 2 ปีเต็ม จัดได้ว่าเป็น Creator Notebook สไตล์บางเบาที่ราคาอยู่ในระดับสูง ซึ่งถ้าเทียบกับประสิทธิภาพ รวมไปถึงประสบการณ์การทำงานได้สมบูรณ์แบบ หรือถ้าเอาไปเล่นเกมก็ตอบสนองได้เยี่ยมยอด 

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 15.6 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง MSI Creator 15 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i7-10875H ความเร็ว 2.30 – 5.10 GHz ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด ประสิทธิภาพไว้ใจได้ แรงรองเพียง Core i9 พร้อมการ์ดจอตัวตัวแรงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2060 (8GB GDDR6) มีที่เก็บข้อมูลรองรับการติดตั้ง SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB แบบ DDR4 แน่นอนทั้งตัวเครื่องนั้นแทบไม่ต้องอัพเกรดอะไร ลื่นไหลที่สุดอย่างไร้กังวล รองรับการทำงานต่างๆ พร้อมๆ กันได้หลายๆ งาน อีกทั้งเพื่อการทำงานสูงสุดยังได้หน้าจอ 4K UHD ที่ทัชสกรีนได้อีกด้วย

award new performance

Best Design

เรื่องของรูปร่างหน้าตาก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ MSI Notebook มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ซึ่งจุดเด่นในข้อนี้ก็เห็นได้ชัดเจนใน MSI Creator 15 ที่มีดีไซน์ของตัวเครื่องสวยงามโฉบเฉี่ยวในมิติที่เล็กกระชับลงกว่า Creator Notebook ทั่วไป ขอบจอบางเฉียบ แต่มีการออกแบบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ออกแนวดุดันและเรียบหรูมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้การตัดสีดำสนิทตลอดทั้งตัวเครื่อง รวมไปถึงไฟคีย์บอร์ดก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ซึ่งในจุดของรูปร่างหน้าตาเชื่อได้ว่าหลายๆ คนที่เป็นคนทำงานสร้าง Content ต้องชื่นชอบอย่างแน่นอน

award new Design 

Best Mobility

ปัจจัยสำคัญของด้านการพกพาบางเบาก็คือขนาดที่กะทัดรัด ที่ 2.1 กิโลกรัม แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานกว่า 5:30 ชั่วโมง และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่ครอบคลุม ซึ่ง MSI Creator 15 ตอบโจทย์ทั้งสามด้านได้อย่างครบถ้วนครับ กับตัวเครื่องบางเบา และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่รองรับทั้ง WiFi 6 AX (2×2) รวมถึง Bluetooth 5.1 หรือหากต้องการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริม ตัวเครื่องก็ยังมีพอร์ตที่ครบครันสำหรับการใช้งานทั่วไปด้วยเช่นกัน ที่สำคัญจากการที่มีพอร์ต Thunderbolt 3 เทคโนโลยี USB PD (USB Power Delivery) ทำให้ชาร์จไฟได้สะดวกด้วย

NBS award 4 Mobility

 

from:https://notebookspec.com/web/552572-review-msi-creator-15-core-i7-10875h

รีวิว Acer Swift 5 สเปก Core i Gen 11 แรงล้ำบางเบา ได้ Intel EVO พร้อมเคลือบสาร Antimicrobia เริ่มต้น 33,990 บาท

Acer Swift 5 รุ่นล่าสุด เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบารูปแบบใหม่ ได้แพลตฟอร์ม Intel EVO ที่ไม่ใช่แค่บางเบาแบบสุดๆ แต่ยังได้ยกระดับการใช้งานด้วยฟีเจอร์เคลือบสาร Antimicrobial ป้องกันแบคทีเรียที่หน้าจอ Corning Gorilla Glass รวมไปถึงส่วนอื่นๆ ของตัวเครื่อง อย่างที่ไม่เคยมีโน้ตบุ๊คแบบนี้มาก่อนบนโลกเลย พร้อมได้สเปกที่แรงลื่นขึ้นจากการที่เป็น Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม 10 นาโมเมตร Tiger Lake

โดดเด่นด้วยได้พอร์ต Thunderbolt 4 ที่โอนไฟล์ไว ชาร์จไฟได้ ต่อจอแยกก็ได้ 4K / 8K สนนราคาเริ่มต้น 33,990 บาท เป็นสเปก Intel Core i5 และ Core i7 จะอยู่ที่ 41,990 บาท โดยทั้ง 2 รุ่นติดตั้งแรมขนาด 16GB มาเลย ได้ประกัน 3 ปี (On-site Service ในปีแรก) พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมงด้วย สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) ที่ประกอบไปด้วย Word / Excel / Power Point ใช้งานยาวๆ ติดเครื่องได้เลยทันที 

Acer Swift 5

VDO Review

Coming soon 

NBS Verdict

Acer Swift 5 (SF514-55) สเปก Core i Gen 11 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คซีรีส์หนึ่งที่มีน้ำหนักเบาที่สุดรุ่นหนึ่ง จากความเบาเพียง 1 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าหนักว่ารุ่นก่อนเล็กน้อย จากการที่จอเป็นกระจักทัชสกรีนได้ และบางเฉียบที่ 14.95 มิลลิเมตร กับมาตรฐานหน้าจอขนาด 14″ใช้พาเนลแบบ IPS ความละเอียด Full HD

เรียกได้ว่าเป็น Ultrabook รุ่นใหม่ได้ Intel EVO ที่น่าสนใจจริงๆ มาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตร SuperFin ซึ่งมี AI ช่วยทำงานมนตัวไปอีกขั้น อีกทั้งยังมาพร้อมมาตรฐานพอร์ต Thunderbolt 4 ที่ดีที่สุด และแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 13 ชั่วโมง

Acer Swift 5

ที่สำคัญยังได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ด้วย ซึ่งแม้ประสิทธิภาพก็คงจะสู้โน๊ตบุ๊คที่เน้นความคุ้มค่าต่อประสิทธิภาพอย่าง Acer Nitro 5 ไม่ได้ในราคาที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็จัดว่าทำงานหนักๆ หรือเล่นเกมได้ดีกว่ารุ่นก่อนๆ ทั้งหมด และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ หน้าจอ ได้ค่าขอบเขตสีระดับ sRGB 91% นั่นเอง พร้อมจอกระจกทัชสกรีนมีการเคลือบสาร Antimicrobial และส่วนอื่นๆ ของตัวเครื่องอีกด้วย

Acer Swift 5

Acer Swift 5 ปี 2019 สเปก Core i Gen 11 รุ่นไม่มีการ์ดจอแยกได้มีการออกมาจำหน่ายก่อน สำหรับราคาเมื่อเทียบกับฟีเจอร์ถือว่าไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ ไม่ว่าจะเป็น ความเบา งานประกอบ วัสดุ สเปก และฟีเจอร์อื่นๆ สนนราคาเริ่มต้นที่ 33,990 บาท และ 41,990 บาท (คาดว่ารุ่นการ์ดจอแยก MX Series จะตามมาภายหลัง)

ที่จะว่ากันตามจริง ซื้อเพียงรุ่นเริ่มต้นก็เหลือๆ ในการใช้งานทั่วไปแล้วล่ะ อย่างเล่นเน็ต ดูหนังฟังเพลง ทำงานเอกสาร รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอ โดยเมื่อเทียบกับหลายๆ แบรนด์โน๊ตบุ๊คในรุ่นที่ใกล้เคียงกันนับว่าคุ้มค่ามากๆ เหมาะที่สุดสำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คเบาที่สุด แต่ให้ประสิทธิภาพดีสุดช่วงงบประมาณ 30,000 บาทขึ้นไปเลยทีเดียว

จุดเด่น Acer Swift 5

  • น้ำหนักเบา 1 กิโลกรัม พกพาสะดวกเหมาะสำหรับคนที่ชอบนำไปใช้งานนอกสถานที่บ่อยๆ
  • เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ รุ่นหนึ่งที่เบาที่สุดในตลาด ขอบจอบาง ตัวเครื่องเทียบเท่ารุ่น 13″
  • หน้าจอ Corning Gorilla Glass และตัวเครื่อง คลือบสาร Antimicrobial ป้องกันแบคทีเรีย
  • มีดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ Swift 5 มีความหรูหรา เกินราคา
  • วัสดุทำจากอลูมิเนียมเกรดดีตลอดทั้งตัวเครื่องที่มีความแข็งแรง งานประกอบดูแน่นหนา
  • สเปกโดยรวมให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ลื่นไหลรวดเร็ว จาก Core i Gen 11
  • แรมจัดเต็ม 16GB และได้ SSD M.2 ที่มีความรวดเร็วในการใช้งานเหลือเฟือ
  • หน้าจอความละเอียด Full HD พาเนล IPS สีสันสวยงามเนียนตา พร้อมทัชสกรีน
  • ติดตั้ง Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax ใหม่สุดๆ พร้อมรองรับ MIMO
  • มีพอร์ต Thunderbolt 4 มาตรฐานใหม่ ใช้งานได้หลากหลาย อาทิ ชาร์จไฟ PD / ต่อจอแยก
  • มีสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ใช้งานร่วมกับ Windows Hello
  • มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 ติดตั้งมาให้ทันที
  • แบตเตอรี่อยู่ได้นานสามารถใช้งานติดต่อกันได้สูงสุด 13 ชั่วโมง
  • ประกัน 3 ปี (On-site ปีแรก) ส่งศูนย์ซ่อมไวใน 3 ชั่วโมง
  • ได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท)

ข้อสังเกต Acer Swift 5

  • อัพเกรดอุปกรณ์ได้เพียง SSD เพราะแรมฝั่งบอร์ดมาแล้ว
  • มีน้ำหนักมากกว่ารุ่นก่อนเล็กน้อย แต่ไม่มีผลต่อการใช้งาน
  • ตัวเครื่องและอแดปเตอร์ที่ให้มา ยังไม่เป็นมาตรฐาน USB-C 

Specification

Acer Swift 5 สเปก Core i Gen 11 มาพร้อมกับ 2 สเปก 2 ราคา และมี 2 สีให้เลือก โดยเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-1135G7 (2.40 – 4.20GHz) หรือ Intel Core i7-1165G7 (2.80 – 4.70GHz) ซึ่งเป็นชิปประมวลผลใช้พลังงานไฟต่ำมาก มีความเร็วในการประมวลผลที่ดีและสามารถเร่งประสิทธิภาพขึ้นไปได้ที่ต้องบอกว่าแรงมากๆ เป็นซีพียูแบบ 4 Core 8 Threads ทำงานได้หลากหลาย

ที่เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลหนักก็รองรับได้อย่างสบายๆ พร้อมการ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ทั้ง Intel Iris Xe Graphics ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และด้วยการที่เป็นสถาปัตยกรรม Tiger Lake Lake เทคโนโลยีการผลิต 10 นาโนเมตรรุ่นใหม่ล่าสุด ทำให้ร้อนน้อยกว่าเดิม พร้อมประสิทธิภาพของ AI ที่เร็วขึ้น 2.5 – 3 เท่า นับว่าก้าวกระโดดจาก Acer Swift 5 รุ่นก่อนพอตัวเลยทีเดียว

Acer Swift 5

มาพร้อมแรมภายในขนาด 16GB LPDDR4X 4266 MHz ทั้ง 2 สเปก และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB / 1TB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ที่มีมาให้ รองรับการสำรองไฟล์ต่างๆ ได้แบบสบายๆ สนับสนุนการทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ  ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ

ส่วนความบันเทิงดูหนังฟังเพลง ชม Netflix ก็สบายๆ ไปอีก และพอที่จะใช้งานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอก็ลื่นไหลกว่า Gaming Notebook รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติก็ลื่นไหลพอตัว จากการที่มีการ์ดจอออนชิป Intel Iris Xe Graphics ที่แรงพอๆ กับ MX350 หรือมากกว่าเลยทีเดียว จากการที่มี AI มาช่วย

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ เช่น Thunderbolt 4 (เป็น USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery), USB 3.2 Type-A x 2, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0

ได้ประกันจะเป็นแบบ 3 ปี โดยปีแรกเป็นแบบ On-site Serive ซ่อมฟรีถึงบ้าน และกรณีส่งซ่อมตามศูนย์ก็จะซ่อมอย่างรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมงอีกด้วย ที่สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) มาใช้งานทันที นับว่าคุ้มค่าจริงๆ ที่เหนือกว่าหลายๆ แบรนด์

Hardware / Design

Acer Swift 5 (SF514-55) เป็นโน๊ตบุ๊คที่เบามากๆ โดยมีน้ำหนักแค่ 1 กิโลกรัมเท่านั้น (แต่รุ่นก่อนเบา 990 กรัม) ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ชื่นชอบโน๊ตบุ๊ครูปทรงกะทัดรัด พกพาง่าย ทำจากวัสดุที่แข็งแกร่งทนทาน เรียกได้ว่าถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ที่เบาที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดก็ว่าได้ ส่วนความบางอาจจะไม่มาก

โดยอยู่ที่ 14.95 มิลลิเมตร แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่ามาตรฐานโน๊ตบุ๊คพกพามาตรฐานระดับสูงอยู่ดี อีกทั้งในรุ่นใหม่นี้ได้ดีไซน์พิเศษโดยมียางรองขอบเครื่องด้านหลังช่วยยกตัวเครื่องให้เอียงสูงขึ้นเมือเรากางหน้าจอ ส่งผลให้พิมพ์ง่ายขึ้นและมุมมองดีขึ้นด้วย พร้อมเพิ่มสีสันให้เลือกอีก 2 สี Mist Green (เครื่องรีวิวตามภาพ) และ Safari Gold และแซมด้วยสีทองตามจุดต่างๆ ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง

Acer Swift 5

บ่งบอกถึงสไตล์ผู้ใช้งาน กับการที่ตัวเครื่อง Acer Swift 5 มีน้ำหนักน้อยกว่า 1 กิโลกรัม แน่นอนว่าง่ายและสะดวกที่สุดต่อการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ อีกทั้ง Acer Swift 5 ยังผลิตจากวัสดุอุปกรณ์ที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ตัวฐาน บริเวณที่วางมือ และฝาครอบทำจากอลูมิเมียนผสมแม็กนีเซียมอัลลอยด์ให้น้ำหนักเบาเป็นพิเศษแต่ก็ยังแข็งแรงและทนทาน

ซึ่งนอกเหนือจากทำให้เรามั่นใจในการใช้งานที่ดูแล้วไม่แตกหักง่ายๆ ยังเสริมภาพลักษณ์ที่ดูสวยงาม หรูหรา ทั้งๆ ที่ราคาไม่แพงจนเกินไปด้วย ตามมาตรฐาน Acer ที่ปกติแล้วดีไซน์จะสวยงามแบบเรียบๆ พร้อมความทนทานที่ให้ได้มากกว่า ส่วนอแดปเตอร์แทบไม่ต้องพกติดไปด้วย เพราะใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานกว่า 13 ชั่วโมง จากการใช้งานจริงๆ (Acer เคลมไว้ 17 ชั่วโมง)

Acer Swift 5

นับได้ว่าเป็นมาตรฐานของโน้ตบุ๊คสายพกพาแต่ประสิทธิภาพสูงเพียงพอ จากแต่ก่อนที่เราต้องคอยพกพาโน๊ตบุ๊คน้ำหนักกิโลกว่า ๆ หรือถ้ารวมอแดปเตอร์ด้วยก็อาจจะปาเข้าไปเป็น 2 กิโลกรัมได้เลย เพราะเบามากๆ ถือมือเดียวสบาย หยิบถือติดตัวไปใช้งานตามร้านกาแฟหรือ Co Working Space ก็ประทับใจสุดๆ

ด้านล่างของตัวเครื่องถูกออกแบบมาให้ดูเรียบง่าย ด้านข้างทั้งสองด้านฝั่งผู้ใช้จะเป็นในส่วนของลำโพง ขึ้นไปที่เป็นตะแกงแถบยาวเป็นส่วนช่องดูดอากาศเย็นเข้าไปหมุนเวียนเพื่อทำความเย็นให้กับตัวเครื่องเพื่อระบายออกทางด้านหลังแทน

เรียกได้ว่า Acer Swift 5 เครื่องนี้ได้รับการใส่ใจในการออกแบบเป็นดี สำหรับตัวเครื่องฮาร์ดแวร์และดีไซน์นั้นมีความน่าประทับใจในทุกมิติจริงๆ เพราะดูแล้ว Acer ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับ Ultrabook รุ่นล่าสุด ที่ราคาไม่แพงแต่ภาพลักษณ์โดยรวมนั้นทำได้เป็นอย่างดี

Acer Swift 5

Acer Swift 5 สเปก Core i Gen 11 เครื่องนี้ได้รับการใส่ใจในการออกแบบเป็นดี สำหรับตัวเครื่องฮาร์ดแวร์และดีไซน์นั้นมีความน่าประทับใจในทุกมิติจริงๆ เพราะดูแล้ว Acer ทำการบ้านมาเป็นอย่างดีกับ Ultrabook รุ่นล่าสุด ที่ราคาไม่แพงแต่ภาพลักษณ์โดยรวมนั้นทำได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

โดดเด่นแตกต่างที่สุดจะเป็นฟีเจอร์การเคลือบสารต้านจุลชีพซิลเวอร์ไอออนตามมาตรฐาน BPR และ EPA บนพื้นผิวตัวเครื่อง คีย์บอร์ด บานพับ เครื่องอ่านลายนิ้วมือ และแม้แต่ฉลาก ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ กว่า 99.9% ได้อย่างสม่ำเสมอในการทดสอบกับแบคทีเรียประเภทต่างๆ ภายใต้มาตรฐานการทดสอบ JIS Z 2801 และ ISO 22196 ยางหุ้มทำจากวัสดุต้านจุลชีพที่มีซิลเวอร์ไอออน

Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 10
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 11
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 14
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 15
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 16
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 41
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 38
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 45
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 48
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 49
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 51
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 65

Keyboard / Touchpad

Acer Swift 5 สเปก Core i Gen 11 ได้คีย์บอร์ดที่ติดตั้งมาให้เป็นแบบ Chiclet Keyboard  ตัวอักษรเป็นสีทองเข้ากับตัวเครื่องโดยรวมเป็นอย่างดี ซึ่งมาพร้อมไฟ Backlit สีขาวให้ความรู้สึกหรูหราไม่เหมือนกับฝั่ง Gaming Notebook ซึ่งระยะเว้นระหว่างปุ่มพิมพ์ทำออกมาได้พอดีไม่ชิดกันมากเกินไปและระยะยุบตัวของปุ่มพิมพ์นั้นค่อนข้างดี ผิวสัมผัสของปุ่มแต่ละปุ่มนั้นให้ความรู้สึกที่ติดนิ้ว

Acer Swift 5

ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมขวาบน สีกลืนไปกับเครื่อง ซึ่งแม้ว่าเราจะไปเผลอกดระหว่างการใช้งานก็ไม่ได้ทำให้เครื่องปิดแต่อย่างใด (ต้องกดค้างซัก 3 วินาทีถึงจะมีเมนูของ Acer ขึ้นมา) แน่นอนว่ายังมี Fingerprint ติดตั้งมาให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ให้พร้อมเข้าใช้งาน

Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 55

ทัชแพดถูกออกแบบมาให้มีขนาดที่ใหญ่กำลังดีอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมทำให้เวลาพิมพ์งานมือจะไม่เผลอไปสัมผัสกับทัชแพด โดยจะซ่อนปุ่มคลิกซ้ายและคลิกขวาเอาไว้ทำให้ดูเรียบง่ายหรูหรา จากการทดสอบแล้วทัดแพชนี้รองรับ Gesture Control ได้ดีและมีการตอบสนองที่รวดเร็วซึ่งเป็นข้อดีของการใช้งานนอกสถานที่ที่ส่วนใหญ่ต้องใช้ทัชแพดมากกว่าการใช้เม้าส์อยู่แล้ว

Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 32
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 36
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 34

Screen / Speaker

Acer Swift 5 สเปก Core i Gen 11 ได้หน้าจอเป็นแบบด้านรองรับการทัชสกรีนด้วยนิ้วมือปกติ Antimicrobial Corning Gorilla ที่มีความทนทานสูง ขนาด 14″ ความละเอียด Full HD หรือ 1920 x 1080 พิกเซล พาเนล IPS ขอบจอบางเฉียบ ให้สัดส่วนการแสดงผลที่ 90 ที่เหมาะกับการทำงานหรือความบันเทิงแบบสุดๆ ด้วยสีสันที่สมจริงเรียบเนียมและมุมมองที่กว่า 178 องศา

Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 19

อีกทั้งยังมี Acer Color Intelligence เทคโนโลยีนี้จะปรับแกมม่าและความอิ่มตัวสีแบบเรียลไทม์ ช่วยปรับสี ความสว่าง และความอิ่มตัวสี โดยไม่มีภาพขาดและความอิ่มตัวของสีเกิน รองรับการทัชสกรีนช่วยในการเรื่องการนำเสนอได้อย่างลงตัว ไม่ต้องละมือไปจับทัชแพดไปมา อีกทั้งดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การรับชมอย่างสมบูรณ์แบบ

Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 20
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 17
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 18

การทดสอบประสิทธิภาพหน้าจอของ Acer Swift 5 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คที่ใช้หน้าจอพาเนล IPS ที่ดีกว่า TN แน่นอน แต่เพื่อการีวิวจำเป็นต้องทดสอบหน้าจอแบบละเอียดๆ ด้วยเครื่องมือที่เป็นทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่าง Spyder5Elite โดยให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 91% ส่วน AdobeRGB ที่ 70% ดูจากที่เส้นสีของหน้าจอจะเป็นสีแดง

เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันจัดว่ามีความแม่นยำที่สูงใกล้เคียงระดับ sRGB 100% มากๆ โดยได้ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 340 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คราคาระดับนี้ เพียงพอต่อการใช้งานทั่วๆ ไปแน่นอน หรือจะเอาไปทำภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นความเที่ยงตรงก็ดีเป็นระดับมืออาชีพได้เลย

s1 3
s2 3
s3 3

 

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางหน้าจอแถวล่างเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ แต่สำหรับช่องมุมขวาบนจะมีแสงสว่างที่ลดลงไประดับ 13% ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

ในส่วนของลำโพงที่ติดตั้งมาเป็นแบบสเตอริโอ 2W x 2 มาพร้อมระบบเสียง Acer TrueHarmony โดยเป็นลำโพงขนาดเล็กอยู่ทางด้านล่างฝั่งผู้ใช้มุมซ้ายและขวาของตัวเครื่องอัดลงพื้นให้สะท้อนขึ้น จากการทดสอบลำโพงพบว่าเสียงที่ออกมาค่อนข้างดีน่าประทับใจ แยกรายละเอียดได้ในระดับหนึ่ง ถือได้ว่ามีเสียงที่ดังชัดเจน โดยเน้นไปโทนกลางเป็นหลักตามสไลต์ลำโพงจากโน๊ตบุ๊คทั่วไป นอกจากนี้ยังมีเสียงที่ค่อนข้างดังกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปอีกด้วย

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง Acer Swift 5 (SF514-55) นี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความครบครับระดับนึง แม้ว่าจะเป็นเครื่องที่มีการออกแบบมาให้เป็นเครื่องที่มีขนาดความบางเพียง 14.95 มิลลิเมตรและน้ำหนักเบา แต่เรื่องพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ นั้น ก็มีมาให้มากพอ ไม่ว่าจะเป็น

USB 3.2 Type-A ที่ 2 ช่อง  และ HDMI พร้อมช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐานและ Card Reader ที่สำคัญยังให้พอร์ตอย่าง Thunderbolt 4 ที่เป็น USB 3.2 Type-C + DisplayPort + Power Delivery (ชาร์จไฟเข้าเครื่องได้)ในตัวอีกด้วย โดยรวมแล้วต้องบอกว่าพอเพียงสำหรับการใช้งานทั่วไปทีเดียว

Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 54

ขนาดของตัวเครื่องและสายชาร์จ เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″รุ่นก่อนๆ ถือได้ว่าเล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1กิโลกรัมเท่านั้น และเมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์ไซส์เล็กเข้าไปด้วย ก็จะมีหนักไม่ถึง 1.2 กิโลกรัม ซึ่งตรงนี้ต้องบอกว่านอกจากตัวเครื่องที่บางเบาแล้ว ในส่วนของอแดปเตอร์เองก็มีขนาดที่เล็กและเบามากๆ สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่สุดอีกรุ่นหนึ่ง สาวๆ น่าจะชอบกัน หยิบใส่กระเป๋าไปใช้งานข้างนอกสบายๆ

Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 52
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 42
Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 1

Inside / Upgrade

การแกะเครื่องเพื่ออัพเกรด Acer Swift 5 นั้นสามารถทำได้ง่าย โดยเฉพาะในส่วนของแรมและฮาร์ดดิสก์เพียงแค่ไขน็อตทุกตัวรอบฝาล่างออก (สามารถเจาะทะลุสติ๊กเกอร์ Acer ได้เลย ไม่ต้องกังวลว่าประกันจะหลุด) จากนั้นใช้บัตรแข็งค่อยๆ รูดถอดออกที่ละส่วน จากด้านหลังมาด้านหน้าทีละข้าง งานประกอบการจัดวางตำแหน่งดูแล้วเรียบง่าย โดยอาศัยพัดลม 1 ตัว ดูดลมเย็นจากใต้ตัวเครื่องจากนั้นถ่ายเทความร้อนออกไปให้โดนฮีทไปป์แบบ 2 เส้น พร้อมฟินสีดำทางด้านหลังของตัวเครื่อง ที่ซ่อนช่องระบายความร้อนไว้อย่างเรียบเนียน

Acer Swift 5 Core i Gen 11 1

ซึ่งหน่วยความจำแรมเป็นแบบฝั่งเมนบอร์ดมาเลย โดยติดตั้งขนาด 16GB LPDDR4X Dual Channel (8GB x 2) แบบฝังบอร์ด ส่วน SSD M.2 NVMe PCIe ติดมาแล้วที่ 1TB โดยมีการติดตั้งเหนือแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ส่วนอื่นๆ ก็ประกอบฮาร์ดแวร์อื่นๆ ถือว่ามีงานประกอบที่เรียบร้อยเป็นอย่างดี อีกทั้งยังดูแล้วในอนาคตยังทำความสะอาดได้ง่ายด้วย โดยรวมแล้วการแกะตัวเครื่อง Acer Swift 5 เพื่ออัพเกรด SSD อีก 1 ตัว แต่ก็จำเป็นต้องถอดของเดิมออกด้วย (จริงๆ ไม่อัพเกรดแล้วก็ได้) รวมถึงทำความสะอาดภายในก็สามารถทำได้สะดวกทีเดียว

Acer Swift 5 Core i Gen 11 2
Acer Swift 5 Core i Gen 11 3
Acer Swift 5 Core i Gen 11 4

Performance / Software 

Acer Swift 5 สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.30 – 4.70 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด เป็นมาตรฐาน LPDDR4X 4266 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 2.   c2 2

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g1 1

อีกทั้งได้ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ และเป็นรุ่นเกรดกลางค่อนไปทางสูง โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home Single Language มาตั้งแต่แกะกล่อง ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows เลยครับ ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

cine15 2.   cine20 2

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U Series รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

ssd 2

ตัวเก็บข้อมูลของเครื่องที่เลือกใช้ SSD ก็ทำคะแนนออกมาได้อย่างรวดเร็วเป็นที่น่าพอใจบนขนาดความจุ 1TB แบบ M.2 NVMe ระดับกลางๆ แน่นอนว่าเร็วกว่า SSD M.2 SATA 3 แบบทั่วไป ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ ที่ต้องบอกว่าความเร็วระดับการอ่านที่ราวๆ 2147 MB/s และเขียนที่ 1979 MB/s เป็นระดับความเร็วในการเขียนอ่านทำงานโดยรวมที่น่าประทับใจ จัดว่าเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ระดับกลางค่อนบน

pc10 1

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4933 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คทีมีชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 และสเปกจัดเต็ม ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาในสเปกที่เป็น Intel Core i Gen 11 รุ่นอื่นๆ มีการ์ดจอออนชิปอย่าง Intel Iris Xe ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คในสเปกออนชิปรุ่นก่อนหน้านั่นเอง

ทดสอบเกมสำหรับ Acer Swift 5 สเปก Core i Gen 11 คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลพอได้ จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-1165G7 การ์ดจอ Iris Xe Graphics ประกอบกับใช้แรม 16GB LPDDR4X รวมไปถึง SSD ความเร็วสูงก็ส่งผลช่วยด้วย

game test 2

สำหรับเกมออนไลน์ปัจจุบันอย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 75 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 41  และในส่วนของเกม Overwatch / PUBG ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 98 / 36 ซึ่งลดลงต่ำสุดที่ 57 / 18 กันเลยทีเดียว นั่นก็เป็นเพราะเป็นเกมออนไลน์ที่กินทรัพยากรพอตัวเหมือนกัน แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงกับรุ่นการ์ดจอแยกแล้ว 

acer

นอกจากนี้ทาง Acer Swift 5 สเปก Core i Gen 11 เองก็ยังมีในส่วนของซอต์ฟแวร์ที่จะเป็นตัวช่วยในการใช้งานของเราอีกด้วยอย่าง Acer Care Center (เปิดเครื่องมาพร้อมใช้งานทันที) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสเปกภายใน หรือเช็คสถานะการทำงานส่วนต่างๆ ของเครื่อง รวมไปถึงยังสามารถ ตรวจเช็คสถานะเครื่องกับข้อมูลแคชต่างๆ ก็ทำการลบทิ้งได้ตรงนี้เลย หรือเช็คอัพเดทซอฟ์ตแวร์และไดร์เวอร์ต่างๆ ของเครื่องก็สามารถทำผ่านตรงนี้ได้เช่นกัน ที่สำคัญถ้าใครต้องการ Backup หรือ Recovery ข้อมูลภายในก็จัดการได้เลย

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Acer Swift 5 สเปก Core i Gen 11 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายรุ่น ที่ความจุ 3600mAh โดยสามารถใช้งานจริงต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 13 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบปกติ (ดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต) และคาดว่าจะระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่จะเปลี่ยนแปลงตามการใช้งานของแต่ละคน โดยอาจจะขึ้นอยู่กับหลายๆ ตัวแปร ส่วนช่องระบายความร้อนจะอยู่ด้านบนของฐานเครื่องบริเวณขาพับจอ โดยออกแบบให้ซ่อนตัวเอาไว้ด้านหลังติดกับกรอบอะลูมิเนียมของจอ ถึงพับจอก็ไม่เห็นช่องระบายความร้อนเลย

batt 2

อุณหภูมิปกติของเครื่องจะอยู่ที่ 30 – 50 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าชิปประมวลผลจะร้อนที่สุดที่ 96 องศาเซลเซียส นับว่าระบบระบายความร้อนของ Acer Swift 5 สเปก Core i Gen 11 เครื่องนี้ทำออกมาได้ดี แม้ชิปประมวลผลจะดูว่าร้อน แต่ก็สามารถจัดการระบบระบายความร้อนออกมาอย่างน่าประทับใจ ไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อการใช้งาน ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเพราะชุดระบายความร้อนจาก Acer ที่ดี และชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake ใหม่ล่าสุด 10 นาโนเมตร ที่แม้ตัวเครื่องจะบางเบาสุดๆ ก็ตาม

temp

Conclusion / Award

สเปก Acer Swift 5 (SF514-55) รุ่นล่าสุดนี้ ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานพกพาพรีเมียม ได้ฟีเจอร์เคลือบสาร Antimicrobial ป้องกันแบคทีเรียตลอดทั้งตัวเครื่อง กับราคาไม่สูงเกินไปที่คุ้มค่ามากๆ ด้วยการติดตั้งชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม 10 นาโมตร อย่าง Tiger Lake ที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าไปอีกระดับ พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวแรงอย่าง Iris Xe Graphics แรมก็เป็นมาตรฐาน ขนาด 16 GB การเข้าถึงข้อมูลได้ไวด้วยที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 ความเร็วสูงที่ความจุ 512GB / 1TB ทำให้ความลื่นไหลทั้งระบบ

Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 9

Acer Swift 5 มีระบบปฏิบัติการ Windwos 10 ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานทันที สนนราคาต่อสเปกต่อสิ่งที่ได้ทั้งหมดแล้วก็ถือว่าราคาไม่แพงเลย เหมาะสำหรับคนทำงานพนักงานออฟฟิศหรือนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการโน๊ตบุ๊คบางเบาที่สุด ที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คปกติ ทำให้เราสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ อีกทั้งประสิทธิภาพก็เทียบเท่ากับ Gaming Notebook แล้วในหลายๆ ส่วน เพราะมี AI เข้าช่วยประมวลผล 

Acer Swift 5 Core i Gen 11 Review 63

จะเห็นว่า Acer Swift 5 ได้อะไรที่เหนือกว่าโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นด้วยกัน ทั้งความเบาอย่างที่สุด ราคาที่คุ้มค่า และประกันสูงสุดถึง 3 ปีด้วยกัน ซึ่งปีแรกได้เป็นแบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน ทำให้กรณีที่เครื่องมีปัญหา แค่โทรไปก็จะมีเจ้าหน้าที่ Acer มาจัดการให้ถึงหน้าบ้านทีเดียว ไม่ต้องเสียเวลาไปเคลมแบบเดิมๆ อีกต่อไป หรือส่งศูนย์ก็ซ่อมด่วนๆ ใน 3 ชั่วโมง ถ้าเกินกว่านั้นก็มีเครื่องสำรองให้กลับไปใช้งานที่บ้านด้วย สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) ใช้งานติดเครื่องยาวๆ ไปเลย

Acer Swift 5

Acer Swift 5 ได้เทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้สาย Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ใหม่ล่าสุด พร้อมรองรับ MU-MIMO มาติดตั้ง ส่งผลให้เรานั้นจะได้สัมผัสกับความสามารถของระบบไร้สายในระดับที่แรงอย่างจริงจัง พูดๆ ง่ายคือแรงกว่าเดิมถึง 3 เท่า พร้อมมีมาตรฐาน Thunderbolt 4 ที่เป็นพอร์ตที่ดีที่สุด แต่ก็ยังแอบน่าเสียดานอยู่เล็กน้อยที่พอร์ตการชาร์จไฟยังเป็นมาตรฐานเดิมๆ ถ้าได้เป็น USB-C และอแดปเตอร์ก็เป็น USB-C ด้วย น่าจะมีความวมบูรณ์แบบกว่านี้ไปอีก 

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับเครื่องในกลุ่มของโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14 นิ้วด้วยกัน ซึ่ง Acer Swift 5 สเปก Core i Gen 11 ก็ได้รางวัลต่างๆ ดังนี้ 

Best Design

นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ Acer Swift 5 ปี 2019 สเปก Core i Gen 11 ในเรื่องของดีไซน์การออกแบบมที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ด้วยการที่ตัวเครื่องมีความบางและน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ที่เชื่อได้เลยว่าทาง Acer ได้ใส่ใจในส่วนของรายละเอียดนี้เป็นอย่างมาก ประกอบกับวัสดุหลักในการผลิตยังใช้เป็นอลูมิเนียมที่ให้ในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน และยังบ่องบอกได้ถึงความสวยงามหรูหราอีกด้วย ฉะนั้นในเรื่องของรางวัล Best Design ทำให้ได้ไปอย่างไม่ยากเย็น

NBS award 7 Design  

Best Value

ถึงแม้ Acer Swift 5 เป็นโน๊ตบุ๊คสเปก Intel Core i Gen 11 สายทำงานราคาสามหมื่นบาท ที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่ง ด้วยราคาขาย 33,990 บาท ที่มาพร้อมสเปกใหม่อย่าง Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 รวมถึงมีแรม 16GB เป็นมาตรฐาน พร้อมด้วย SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB / 1TB แถมมีสแกนลายนิ้วมือ พร้อมดีไซน์แบบฉบับโน๊ตบุ๊คบางเบา และยังได้ Office 2019 ใช้งานยาวๆ ติดเครื่องฟรีๆ ที่สำคัญประกันยังมีระยะถึง 3 ปี แบบ On-stie Service เราจึงมอบรางวัล Best Value ไปให้เลยอย่างไม่ต้องสงสัย

award new value

Best Mobility

สำหรับ Acer Swift 5  สเปก Core i Gen 11 ที่มีความบางเพียง 14.95 มิลลิเมตร เบาเพียง 1 กิโลกรัม จัดได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีน้ำหนักเบามากๆ แน่นอนว่าจะไม่เป็นภาระในการนำออกไปใช้งานนอกสถานที่ และความบางของตัวเครื่องก็ยังมีความบางเฉียบ เหนือกว่าโน๊ตบุ๊คในกลุ่มขนาดหน้าจอ 14″ ด้วยกันในหลายๆ ตัว และสำหรับระยะเวลาในการใช้งานแบตเตอรี่ก็ถือได้ว่ามีความน่าประทับใจที่สูงสุด 13 ชั่วโมง อีกทั้งเรื่องความสะอาดยังได้เคลือบสาร Antimicrobial ป้องกันแบคทีเรียตลอดทั้งตัวเครื่องด้วย จึงได้รางวัลไปอย่างสมบูรณ์แบบ

NBS award 4 Mobility

 

 

 

from:https://notebookspec.com/web/552324-review-acer-swift-5-spec-core-i-gen-11

รีวิว Lenovo YOGA Slim 9i สเปก i7-1165G7 แรงล้ำฟีเจอร์เพียบ พรีเมียมด้วยวัสดุหนังแท้และกระจก บางเบา 1.2 โล

Lenovo YOGA Slim 9i เป็นโน๊คบุ๊คบางเบาระดับไฮเอนด์ ที่ได้แพลตฟอร์ม Intel EVO ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) ที่มี AI ช่วยทำงานในตัว โดดเด่นด้วยการ์ดจอออนชิปที่แรงสุดๆ อย่าง Iris Xe Graphics ได้จอสัมผัสพาเนล IPS คุณภาพสูงขนาด 14″ ที่ดีที่สุดด้วยความละเอียด 4K Ultra HD (3840 x 2160 พิกเซล) ที่ความสว่าง 500 nits พร้อมเทคโนโลยี HDR VESA400 ที่ให้สีสันสดใสสมจริงยิ่งกว่า และมาตรฐาน Dolby Vision

อีกทั้งด้านเสียงก็ยังมีลำโพงที่มาพร้อมเทคโนโลยี Dolby Atmos Speaker System ระบบ 3D ที่ให้เสียงคุณภาพอย่างสุดๆ นอกจากนั้น Lenovo YOGA Slim 9i ยังมากับตัวเครื่องสีสันโดดเด่นอย่าง Shadow Black ดีไซน์ให้ความพรีเมียม โดยโครงสร้างโดยรวมผลิตจากอลูมิเนียม กระจกเป็นวัสดุภายใน และหนังคุณภาพสูงเป็นส่วนของฝาหลัง ให้ความสวยงามแต่ยังคงความแข็งแรงทนทาน และบางเฉียบแค่ 13.9 มิลลิเมตร หนักเพียง 1.2 กิโลกรัมเท่านั้น

Lenovo YOGA Slim 9i

ในส่วนของพอร์ตเชื่อมมีทั้ง Thunderbolt 4 จำนวน 3 พอร์ต ที่รองรับการชาร์จไฟ โอนถ่ายข้อมูลความเร็วสูง และการเชื่อมต่อหน้าจอภายนอกความละเอียด 4K / 8K พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน และยังชาร์ตไวด้วยเทคโนโลยี RapidCharge ที่สำคัญได้กล้อง IR พร้อม Time of Flight (TOF) และ Ambient Light Sensor (ALS) ที่ช่วยล็อคเครื่องอัตโนมัติ ประกันเป็นแบบ 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน สนนราคาที่ 59,990 บาท

VDO Review Lenovo YOGA Slim 9i

NBS Verdict

เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่ทุกๆ คนให้ความสนใจอย่าง Lenovo YOGA Slim 9i ที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่น Lenovo YOGA Slim Series รุ่นก่อนหน้าได้เป็นอย่างดีมาพร้อมความสมบูรณ์แบบพร้อมเปลี่ยนซีรีส์เป็น YOGA

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งาน สมกับเป็น Ultrabook ระดับสูงของทาง Lenovo ที่ทุกคนเชื่อมั่น พร้อมกันนั้นยังได้ในส่วนของแฟลตฟอร์ม Intel EVO ด้วย

Lenovo YOGA Slim 9i

Lenovo YOGA Slim 9i เป็นโน๊ตบุ๊คสายพกพาบางเบาอีกรุ่นที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านของความกะทัดรัดของตัวเครื่อง ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คยุคก่อนๆ น้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัมนิด ๆ ขอบจอบางเฉียบที่ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม

พอร์ตการเชื่อมต่อเป็น Thunderbolt 4 ทั้งหมด ให้การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ดีที่สุด อีกทั้งการใช้งานคีย์บอร์ดก็ยังคงยอดเยี่ยม นับได้ว่าเป็นจุดเด่นของ Lenovo ที่ทำมาได้ดีโดยตลอด ถอดแบบมาจาก ThinkPad เลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าระบบความปลอยภัยก็จัดเต็มด้วย 

Lenovo YOGA Slim 9i

ส่วนประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องก็ยังครบครันทั้งแง่ของชิปประมวลผลทรงพลังด้วย Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) รุ่นล่าสุด รวมถึงแรม 16 GB และ SSD M.2 NVMe PCIe ในเครื่องอีก 1TB หน้าจอ 14″ คุณภาพสูงพาเนล IPS ความละเอียด 4K UHD เนียนตา พร้อม Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที

ที่ทำให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ตอบโจทย์ทั้งการทำงานทั่วไป การใช้งานเพื่อความบันเทิง ตอบโจทย์ได้หมด เอาเป็นว่าใครกำลังมองหาโน้ตบุ๊คที่ให้มากกว่าสเปกล่ะก็ Lenovo YOGA Slim 9i ตอบสนองความต้องการได้หมดแน่นอน แม้กระทั่งการเล่นเกมออนไลน์ 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอ 4K อย่างที่โน้ตบุ๊คบางเบารุ่นก่อนๆ ไม่สามารถทำได้เลย

จุดเด่น

  • มีดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ Lenovo Yoga มีความหรูหรา พรีเมียม
  • วัสดุทำจากอลูมิเนียม หนัง และกระจก ที่มีความแข็งแรง งานประกอบแน่นหนา
  • น้ำหนักเบา ขอบจอบาง มีความกระทัดรัด พกพาสะดวกเหมาะ 
  • สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) พร้อมได้ Intel EVO
  • สเปกอื่นๆ ก็มีความแรงลื่นจัดเต็มด้วยแรมขนาด 16GB และ SSD ความเร็วสูง 1TB
  • หน้าจอความละเอียด 4K Ultra HD พาเนล IPS รองรับ HDR พร้อมทัชสกรีนได้
  • ติดตั้ง Thunderbolt 4 จำนวน 3 พอร์ต รองรับทุกๆ การเชื่อมต่อ
  • มาพร้อมสแกนใบหน้า ใช้งานผ่านทาง Windows Hello
  • รองรับ Rapid Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ถึง 80% ภายใน 1 ชั่วโมง
  • ลำโพงทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้เสียงที่ดีมาก จำลอง 3D ได้
  • มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 และ Office 2019 ติดตั้งมาให้ทันที 
  • ประกัน 3 ปี แบบ On-site Service

ข้อสังเกต

  • ตัดพอร์ต HDMI, SD Card Reader ออกทั้งหมด
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานน้อยกว่าที่เคลมไว้ 

Specification

Lenovo YOGA Slim 9i มีอยู่ 1 สเปกในตอนนี้ คือ Intel Core i7-1165G7 (2.80 – 4.70GHz) ราคา 59,990 บาท ที่เป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ 11 nm SuperFin ที่แรงขึ้นมากพร้อมด้วย AI ช่วยทำงานบางอย่างในตัว เพิ่มเติมด้วยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน การ์ดจอเป็นออนชิปรุ่นใหม่ที่ดีขึ้นมากอย่าง Intel Iris Xe Graphic ได้แรม 16GB LPDDR4X Bus 4266 MHz แบบฝังบอร์ด และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB 

Lenovo YOGA Slim 9i

หน้าจอขนาด 14″ ทัชสกรีน เป็นพาเนล IPS คุณภาพสูง ความละเอียด 4K UHD แบบกระจก พร้อมได้มุมมองที่กว้างและสีสันสดใส มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว รองรับการใช้งาน VDO Call พร้อมกล้อง IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ไว้สแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งาน ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้  ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย

มีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ตามความบางเฉียบของตัวเครื่องทั้ง Thunderbolt 4 (USB 3.2 Type-C) จำนวน 3 พอร์ต และช่องต่อหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรเท่านั้น ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 (2×2 802.11 ax) ที่ดีกว่ารุ่นก่อน 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.1 ใหม่ล่าสุด การรับประกัน 3 ปี แบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน นอกจากนี้ยังได้บันเดิลส่วนของ USB-C Hub เพื่อเพื่มการเชื่อมต่อ และซอฟต์เคสแบบพรีเมียม ที่สามารถใส่อแดปเตอร์และ Hub ได้เลย 

Lenovo YOGA Slim 9i Review 170
Lenovo YOGA Slim 9i Review 171
Lenovo YOGA Slim 9i Review 168

Hardware / Design

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Lenovo YOGA Slim 9i จัดว่าเป็น Notebook ระดับสูงในขนาดหน้าจอ 14″ ที่เน้นความหรูหราบางเบา เนื่องด้วยขอบจอที่บางกว่าปกติ ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็กพอๆ กับโน๊ตบุ๊คจอ 13.3″ ส่งผลให้เป็น Notebook ปี 2020 ที่ดูเล็กกระทัดที่สุด เหมาะกับคนที่ต้องการสุดยอดโน๊ตบุ๊คเน้นเดินทางบ่อยๆ

Lenovo YOGA Slim 9i

ด้วยดีไซน์ออกมาได้ขอบหน้าจอบางเฉียบทั้ง 4 ด้าน ส่วนของตัวเครื่องทั้งหมดจะใช้เป็นอลูมิเนียมสีดำคุณภาพเป็นวัสดุหลัก ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา พร้อมสีสันที่โดดเด่นด้วยสีดำ Shadow Black ส่งผลให้ภาพลักษณ์โดยรวมของตัวเครื่องดูหรูหราให้อารมณ์พรีเมียมสุดๆ

ซึ่งที่ดูเจ๋งและโดดเด่นที่สุดคือฝาหลังเป็นหนังแท้ที่เพิ่มความหรูหราไปด้วยในตัว ที่ผลิตด้วยมืออย่างพิถีพิทันผ่านกระบวนการประกอบและการตรวจสอบ 20 ขั้นตอน กระบวนการพิเศษนี้ช่วยให้หนังคงรูปลักษณ์ดั้งเดิมตามธรรมชาติซึ่งทำให้แต่ละเครื่องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากนี้ภายในยังเป็นที่พักฝ่ามือกระจกแบบขอบจรดขอบ โดยมีลวดลายพิเศษเป็นจุดแบบสมมาตร พร้อมด้วย Glass Sense Touchpad ใหม่ทั้งหมดให้รูปลักษณ์ที่หรูหราในขณะที่ให้พื้นที่ผิวที่ใช้งานได้มากขึ้น 50% และการตอบสนองแบบสัมผัสได้ดียิ่งขึ้น 

Lenovo YOGA Slim 9i Review 111

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ YOGA จะมีอยู่ 1 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย ส่วนโลโก้ Lenovo จะอยู่บริเวณบานพับด้านนอกและด้านในใต้หน้าจออย่างละจุด ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป

ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะงานประกอบทั้งหมดแทบจะเป็นชิ้นเดียวกัน แบบ Unibody ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ซึ่งจากการใช้งานจริงพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือค่อนข้างยาก ฉะนั้นหายห่วงเรื่องความสะอาดได้เลย หรือถ้าจะเช็ดก็ง่ายดาย

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Lenovo YOGA Slim 9i เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ทรงประสิทธิภาพในการทำงานทั่วไปเน้นการพกพา เพราะมีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.2 กิโลกรัมเท่านั้น

มาพร้อมความบางเพียง 13.9 มิลลิเมตรเท่านั้น บอกได้เลยว่าบางสุดๆ แบบที่หารุ่นเปรียบเทียบได้ยาก ซึ่งการที่จะบางขนาดนี้ได้ ฮาร์ดแวร์ภายในจำเป็นต้องฝังบอร์ดเกือบทั้งหมด จะมีเพียง SSD M.2 ที่สามารถอัพเกรดได้ (จริงๆ 1TB ก็ไม่อัพแล้วก็ได้นะ)

Lenovo YOGA Slim 9i

นอกเหนือจากนี้ Lenovo YOGA Slim 9i ยังมีการออกแบบภายในโดยใช้พัดลมระบายความร้อนแบบ 1 ตัว ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ โดยดูดลมเย็นจากใต้ตัวเครื่องพร้อมทั้งช่องคีย์บอร์ด ทำให้การทำงานแบบเต็มประสิทธิภาพก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ ในการใช้งานไปแทบจะไม่รู้สึกถึงความร้อนภายใน ส่วนใต้ตัวเครื่องก็มาพร้อมงานประกอบเรียบร้อยมาตรฐานโน๊ตบุ๊ค Lenovo ระดับสูง

สำหรับ Lenovo YOGA Slim 9i ถือว่าเป็นการต่อยอดซีรีส์ YOGA จากที่ผ่านมา 2-in-1 ของทาง Lenovo นั้นก็จะใช้เป็น YOGA อยู่แล้ว อย่างรุ่นก่อนหน้านี้จะเป็น Lenovo YOGA แต่ในปี 2019 – 2020 ที่ผ่านมา ได้ปรับเป็นซีรีส์ YOGA คือเป็นโน๊ตบุ๊คระดับบนของ Lenovo แล้ว 

โดยถ้าเป็น YOGA S (Slim) ก็คือจะเป็นโน๊ตบุ๊คเน้นความบางเบา ส่วนถ้าเป็น YOGA C (Convertible) ก็จะเป็น 2-in-1 Notebook ที่พับหน้าจอได้ 360 องศานั่นเอง แน่นอนว่าทำให้ Lenovo YOGA Slim 9i เป็น Notebook เน้นความบางเบาพรีเมียมระดับสูงนั่นเอง

Lenovo YOGA Slim 9i Review 96
Lenovo YOGA Slim 9i Review 124
Lenovo YOGA Slim 9i Review 125
Lenovo YOGA Slim 9i Review 112
Lenovo YOGA Slim 9i Review 107
Lenovo YOGA Slim 9i Review 103
Lenovo YOGA Slim 9i Review 146
Lenovo YOGA Slim 9i Review 147
Lenovo YOGA Slim 9i Review 148
Lenovo YOGA Slim 9i Review 149
Lenovo YOGA Slim 9i Review 162
Lenovo YOGA Slim 9i Review 144

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ด Lenovo YOGA Slim 9i นั้นตัวปุ่มเป็นสีเดียวกับตัวเครื่องคือสีดำ พร้อมตัวอักษรโปร่งแสง มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีความโค้งรับกับนิ้วมือได้พอดีสไตล์ Lenovo ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น กับมาตรฐานคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์ ก็ยังเด้งตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกด

ในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว ในส่วนของกลางคืนไฟแบ็คไลท์อัจฉริยะจะปรับความสว่างของไฟคีย์บอร์ดของเราแบบเรียลไทม์ตามแสงโดยรอบในห้อง ช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี่และลดอาการปวดตา ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่ขอบตัวเครื่องขวา พร้อมไฟส่องสว่างแสดงสถานะ เรียกได้ว่าออกมาได้อย่างสวยงามและลงตัวจริงๆ 

Lenovo YOGA Slim 9i

ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นเป็นแบบซ่อนปุ่มเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คปัจจุบันหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งมีความโดดเด่นและต่างจากทัชแพดในโน้ตบุ๊คทุกๆ รุ่น จากการที่บริเวณพักฝ่ามือกระจกแบบขอบจรดขอบพร้อมด้วย Glass Sense Touchpad ใหม่ทั้งหมดให้รูปลักษณ์ที่หรูหราและขนาดใหญ่พิเศษ ให้สัมผัสได้ดียิ่งขึ้นจากการสั่นการตอบสนองแทนการกดคลิกแบบเดิมๆ 

Lenovo YOGA Slim 9i

Lenovo YOGA Slim 9i Review 105
Lenovo YOGA Slim 9i Review 167
Lenovo YOGA Slim 9i Review 166

Screen / Speaker

จอของ Lenovo YOGA Slim 9i ถือว่าดีที่สุดในตลาดด้วยความละเอียด 4K Ultra HD (3840 x 2160 พิกเซล) เป็นจอกระจกพาเนล IPS ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ที่ให้ภาพคมชัด สวยงามทุกมุมมอง เมื่อประกอบกับขอบจอที่บางเฉียบ กว่า 95% เป็นหน้าจอแสดงผล ทำให้ไม่ว่าจะการใช้งานทั่วไป การเปิดหน้าเว็บ การชมภาพยนตร์ ซีรีส์ ดูเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น ด้วยความเรียบเนียนของหน้าจอที่เหนือชั้นกว่า Full HD เดิมๆ หลายเท่าตัว 

Lenovo YOGA Slim 9i

ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของ IR Camera ไว้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อเข้าใช้งานได้ Windows 10 ได้รวดเร็วปลอดภัย อีกทั้งยังมีส่วนของ Lenovo Smart Assist เพื่อเปิดใช้งานคุณสมบัติที่ชาญฉลาดขึ้นเช่นการแจ้งเตือนความ shoulder-surfing privacy alerts และการล็อกหน้าจออัตโนมัติเมื่อเราเดินออกไป โน้ตบุ๊คของเราจะปิดและมีเสียงเตือนด้วยหากมีการเคลื่อนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วย

พร้อมขอบด้านบนยังมีกล้องไว้ VDO Call และไมโครโฟน 2 ตัวที่ซ่อนเอาไว้อย่างเรียบเนียน ที่สำคัญได้ฟีเจอร์ TrueBlock Privacy Shutter ทำให้เราเลือกเปิดปิดเว็บแคมได้อย่างปลอดภัยที่สุด โดยในส่วนของปุ่มเปิดปิดการใข้งานของกล้องนั้นอยู่บริเวณด้านข้างของตัวเครื่อง ซึ่งเราสามารถเลื่อนสไลด์ไปมาได้อย่างง่ายดาย ให้ความสะดวกในการใช้งาน

Lenovo YOGA Slim 9i

อย่างไรก็ตามจอกระจกของ Lenovo YOGA Slim 9i เองก็ยังมีเงาสะท้อนที่เกิดขึ้นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อใช้งานกลางแจ้ง หรือเมื่อมีแสงอยู่ในมุมตรงกับจอภาพ ซึ่งอาจทำให้ไม่สะดวกกับการใช้งานอยู่บ้างเหมือนกัน ทางแก้ก็คืออาจจะต้องพยายามเลี่ยงมุมที่อาจเกิดแสงสะท้อนกับจอได้ก็จะเป็นการดีที่สุด อย่างเช่นในร้านกาแฟก็จะไฟประดับเยอะ ก็ต้องเลือกมุมดีๆ หน่อย แต่ก็ไม่ลำบากอะไรมากมาย

Lenovo YOGA Slim 9i Review 113
Lenovo YOGA Slim 9i Review 130
Lenovo YOGA Slim 9i Review 129

ให้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 100% ส่วน AdobeRGB ที่ 84% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่น่าประทับใจ ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 500 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ทำได้ดีเช่นกัน

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องบนกลางจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ที่สุด แต่สำหรับช่องขวาซ้ายจะมีแสงสว่างที่ลดลงแค่ระดับ 11% เท่านั้น ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

s1 2
s2 2
s3 2

ด้านของลำโพง Lenovo YOGA Slim 9i มีเทคโนโลยี Dolby Atmos ให้เสียงที่ดีมาก และสามารถจำลองเสียง 360 องศาได้ โดยมีลำโพงติดตั้งบริเวณด้านล่างซ้ายขวาขอบตัวเครื่องอีกด้วย ในเรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้น ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้ ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานดูหนังฟังเพลงแบบสบายๆ แล้ว ส่วนใครจะเอาไปต่อกับหูฟังหรือลำโพงเพิ่ม ก็สามารถทำได้หากว่าต้องการคุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้นไปอีก

Lenovo YOGA Slim 9i Review 109
Lenovo YOGA Slim 9i Review 101
Lenovo YOGA Slim 9i Review 102

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง Lenovo YOGA Slim 9i นี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่มีการกระชับพื้นที่มากๆ เพราะทั้งตัวเครื่องตัดพอร์ตเกือบทั้งหมดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น HDMI / LAN หรือแม้กระทั่ง USB  Type-A แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นกับตัดช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตรออกไปแต่อย่างใด โดยเลือกที่จะใส่พอร์ต Thunderbolt 4 สุดล้ำจำนวน 3 พอร์ต ซึ่งเป็นมาตรฐานของสเปก Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) นั่นเอง

ซึ่งนอกเหนือจากโอนถ่ายข้อมูลความเร็วสูง รองรับการชาร์จไฟผ่านทางอแดปเตอร์ที่เป็น USB-C พร้อมต่อหน้าจอภายนอก 4K / 8K และการชาร์จไฟผ่านทาง Power Bank ที่เป็น PD ด้วย ซึ่งนับว่าตรงนี้ให้ทาง Lenovo ยังใส่ใจ เพราะก็ยังบันเดิลส่วนของ USB-C Hub ที่รองรับพอร์ต USB-A / HDMI / VGA มาด้วย อย่างไรด็ตามแนะนำว่าอาจจะมีการซื้อ USB-C Hub เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อใช้งานจริงๆ อีกที 

Lenovo YOGA Slim 9i

ขนาดของตัวเครื่อง Lenovo YOGA Slim 9i และสายชาร์จ USB-C ที่ 65W เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊ค 14″ ทั่วไปถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.2 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีหนักราวๆ 1.4 กิโลกรัมเท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คเน้นประสิทธิภาพแต่พกพาได้เก่งในยุคปัจจุบันทีเดียว

Lenovo YOGA Slim 9i Review 140
Lenovo YOGA Slim 9i Review 133
Lenovo YOGA Slim 9i Review 169

Performance / Software

Lenovo YOGA Slim 9i สเปก Core i Gen 11 เมื่อตรวจสอบข้อมูลของชิปประมวลผลด้วยโปรแกรม CPU-Z ก็พบว่าข้อมูลขึ้นมาครบถ้วนเลยครับ โดยเลือกใช้ชิป Intel Core i7-1165G7 ที่มี 4 คอร์ 8 เธรดสำหรับการประมวลผล ความเร็วที่ 2.40 – 4.70 GHz มีค่า TDP ในการปลดปล่อยความร้อนสูงสุดแค่ 12W – 28W เท่านั้น ซึ่งจัดว่าต่ำมากสำหรับชิป Core i7 ในโน๊ตบุ๊ค ทำให้ตัวเครื่องโดยรวมไม่ร้อนจนเกินไป ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการใช้สถาปัตยกรรมการผลิตที่ระดับ 10 นาโนเมตร อย่าง Tiger Lake เทคโนโลยีสุดล้ำ SuperFin Willow Cove

ที่ต้องบอกว่าสร้างมาตรฐานประสิทธิภาพที่มากกว่าชิปประมวลผลรุ่นก่อนๆ แรงเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปมากๆ หรือถ้างานที่ต้องประมวลผลจริงจังก็รองรับได้อย่างสบายๆ ส่วนแรมได้ขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด เป็นมาตรฐาน LPDDR4X 4266 MHz ตามเทคโนโลยีของ Intel Core i Gen 11 ที่ผ่านการปรับแต่งให้เหนือชั้น  พร้อมให้ที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่สามารถขับเคลื่อนระบบปฏิบัติการ Windows 10 แบบลื่นไหลอย่างที่สุด ในทุกๆ การทำงาน

c1 1. c2 1

การ์ดจอเป็นแบบออนบอร์ดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Iris Xe Graphics ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับที่ก้าวกระโดดกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ในระดับเบื้องต้นหรือระดับสูง รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงอย่าง 4K / 8K ได้แบบไม่มีปัญหา เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มพลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ มองหาความบันเทิง หรือการเล่นเกมเปี่ยมอรรถรส  ประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับการ์ดจอแยกเลยทีเดียว ซึ่งสามารถเล่นเกม 3 มิติ พอได้บ้าง เดี๋ยวไปดูผลทดสอบกันอีกที

g2

อีกทั้งได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ และเป็นรุ่นเกรดสูงความเร็วสูง โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home Single Language มาตั้งแต่แกะกล่อง ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows เลยครับ ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

cine15 1.   cine20 1

สำหรับโปรแกรมทดสอบ CINEBENCH 15 / 20 ที่เน้นในเรื่องของพลังชิปประมวลผล คะแนนก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เปรียบเทียบกับชิปประมวลผลที่เป็นรหัส U Series รุ่นก่อนหน้าแล้ว ก็ทำได้ดีกว่าเล็กน้อย รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ ไม่น่าเป็นห่วงนัก รวมไปถึงตัวการ์ดจอเองก็มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดิม เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นใช้งานเต็มกำลัง และการ์ดจอที่อัพเกรดใหม่ที่เน้นการทำงาน 3 มิติที่ดียิ่งขึ้น

ssd 1

ด้านของ Storage เป็น SSD มาตรฐาน NVMe PCIe ระดับบน ความจุ 1TB ที่ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark ก็พบว่าความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 3365 MB/s ส่วนความเร็วในการเขียนก็อยู่ที่ 2984 MB/s ด้านของความเร็วในการอ่านเขียนไฟล์ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดีมากๆ สามารถใช้งานทั่วไปได้เหลือเฟือ ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ เร็วกว่ามาตรฐาน SATA 3 หลายเท่าตัว

pc10

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4742 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คทีมีชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 11 และสเปกจัดเต็ม ทำให้มีคะแนนพุ่งกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาในสเปกที่เป็น Intel Core i Gen 11 รุ่นอื่นๆ

game test 1

ทดสอบเกมสำหรับ Lenovo YOGA Slim 9i สเปก Intel Core i Gen 11 ได้คะแนนและเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 เกมออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Core i7-1165G7 ที่ทำงานร่วมกับการ์ดจอ ออนชิปอย่าง Iris Xe Graphics ได้ดีเยี่ยม ประกอบกับใช้แรม 16GB LPDDR4x4266 MHz รวมไปถึง SSD ก็ส่งผลช่วยด้วย

สำหรับเกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่เฉลี่ยที่ 64 แต่ฉากตะลุมบอนกันก็เฟรมเรทลดลงไปที่ 36 (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้) และในส่วนของเกม Overwatch / PUBG ที่ปรับ Low ทดสอบแล้วจะมีเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 92 / 38 ซึ่งต่ำสุดอยู่ที่ 27 / 29 เฟรมเรทก็ทำออกมาได้ลื่นไหลกว่าที่คาดไว้พอตัว อย่างไรก็ตามด้วยตัวเครื่องที่บางเบาสุดๆ ทำให้เป็นข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ดีขึ้นกว่ารุ่น Core i Gen 10 มากๆ แล้ว

lenovo 1

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ Lenovo Vantage ก็เรียกได้ว่าเป็นซอฟแวร์ที่มีประโยชน์มาก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการและควบคุมในหลายๆ ส่วนของเครื่องได้ เรียกได้ว่าค่อนข้างละเอียดมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอัพเดทไดร์เวอร์ล่าสุด การเปิดปิดอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง ตั้งค่าทัชแพด การเชื่อมต่อไร้สาย แบตเตอรี่ กล้องเว็บแคม ระบบเสียง และ IR Camera ที่ต้องบอกว่าซอฟต์แวร์ต่างๆ นั้นไม่ได้ติดตั้งมาให้หนักเครื่องเปล่าๆ แต่สามารถใช้งานได้จริง และใช้งานได้ดีอีกด้วย

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Lenovo YOGA Slim 9i เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่จากการทดสอบด้วยการเปิด Wi-Fi และปรับเป็น Power Saver Mode ทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ 8 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานอย่างการดูภาพยนตร์และเล่นอินเตอร์เน็ต ซึ่งเวลาอาจจะปรับเปลี่ยนตามการใช้งานของแต่ละคน นอกจากนี้ตัวเครื่องยังรองรับการชาร์จผ่านทาง Power Bank ที่เป็นมาตรฐาน PD (Power Delivery ) อีกด้วย

batt 1

อุณหภูมิปกติของชิปประมวลผลจะอยู่ที่ 30 – 40 – 50 องศาเซลเซียส แต่พอรีดประสิทธิภาพเต็มที่จะเห็นว่าเครื่องจะร้อนที่สุดไม่เกิน 96 องศาเซลเซียส (ร้อนกว่านี้ตัวเครื่องจะลดความเร็วการทำงานลง) ถือว่าทำได้ดีไม่แตกต่างจากรุ่นก่อนๆ แต่ด้วยการที่ระบบระบายความร้อนของ Lenovo YOGA Slim 9i ไม่ได้ออกแบบมาให้ทำงานหนักๆ ตลอดเวลา เหมือน Gaming Notebook ที่เป็นตัวหนาๆ หนักๆ

temp2 1

อย่างไรก็ตามตัวเครื่องไม่ได้เกิดอาการค้าง หน่วง หรือมีปัญหาแต่อย่างใด แม้ว่าชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) รุ่นล่าสุดจะแรงขึ้น ระบบระบายความร้อนสามารถจัดการได้ดีตามมาตรฐานเวลาใช้งานหนักๆ ประสิทธิภาพทำได้ดีอย่างต่อเนี่อง แต่ถ้าใช้งานเบาๆ คือพัดลมแทบไม่หมุนเลย ทำงานได้เงียบมากๆ

Conclusion / Award

Lenovo YOGA Slim 9i นับว่าเป็นการต่อยอดจาก Lenovo YOGA Series ในหลายจุดๆ ไม่ใช่แค่เพียงดีไซน์ภายนอก แต่สเปกภายในที่ดีขึ้นด้วย จากการเลือกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake) ที่ทรงพลังยิ่งกว่า รวมไปถึงการ์ดจอออนชิปที่ดีขึ้นและใช้งาน 3 มิติได้จริง ให้ความแรงลื่นอย่างที่โน้ตบุ๊คบางเบาสมัยก่อนไม่สามารถให้ได้ จนได้ Intel EVO การันตรีเรื่องประสิทธิภาพโดยรวมทีเดียว

อีกทั้งได้ปรับเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น IR Camera / TrueBlock Privacy Shutter /  Lenovo Smart Assist  ซึ่งใช้งานได้ดีใช้งานจริงๆ ด้านของความปลอดภัย รวมถึงตอกย้ำความน่าซื้อขึ้นไปอีกด้วยการติดตั้งโปรแกรม  Office Home & Student 2019 (Word / Excel / Power Point) มูลค่า 4,299 บาท มาให้ใช้งานติดเครื่องกันยาวๆ 

Lenovo YOGA Slim 9i

อย่างไรก็ตาม Lenovo YOGA Slim 9i อาจจะยังไม่ใช่โน๊ตบุ๊คที่ออกแบบและผลิตขึ้นมาสำหรับทุกคน ด้วยราคา 59,990 บาท ที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสเปกอย่างเดียว แต่ความจริงคือเน้นประสบการณ์ใช้งานเรื่องความบางเบาและพกพา พร้อมความพรีเมียมมากกว่า จากวัสดุที่หาหาไม่ได้ในโน้ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ แน่นอน 

อีกทั้งจากการได้พอร์ตเชื่อมต่อ Thunderbolt 4 จำนวน 3 พอร์ต แต่ก็พร้อมตัดพอร์ตอื่นๆ ออกไปหมดเหมือนกัน กับประกันแบบ 3 ปี On-site Service ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชูเรื่องของนวัตกรรมของทาง Lenovo ที่คุ้มค่าอีกหนึ่งรุ่น ส่วนตัวเองก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ได้สัมผัสและรีวิวโน๊ตบุ๊คแบบนี้เหมือนกัน

Lenovo YOGA Slim 9i

Award

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่มเครื่องบางเบา ขนาดหน้าจอ 14″ ซึ่ง Lenovo YOGA Slim 9i ได้รับรางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Performance

ด้วยสเปก Lenovo YOGA Slim 9i ใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ตัวล่าสุด อย่าง Intel Core i7-1065G7 ที่มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB LPDDR4 Bus  4266 MHz รวมไปถึง SSD ความเร็วสูง PCIe NVMe ความจุ 1TB ก็ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของตัวเครื่องนี้มีความน่าประทับใจ ทั้งจากในการใช้ทำงานจริงๆ รวมไปถึงการทดสอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในสเปกโน๊ตบุ๊คเครื่องอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ผลคะแนนที่ออกมานั้นทำได้อยู่ในช่วงเดียวกัน หรือบางจุดก็มากกว่าซะด้วย

award new performance

Best Design

ดีไซน์โดยรวมของ Lenovo YOGA Slim 9i มีความโดดเด่นเรื่องสีสัน รวมถึงหน้าจอขอบบางแบบบางพิเศษ ที่ทำให้สามารถใช้งานจอขนาด 14″ ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน  ด้วยการที่ตัวเครื่องมีความบางและน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ที่เชื่อได้เลยว่าทาง Lenovo ได้ใส่ใจในส่วนของรายละเอียดนี้เป็นอย่างมาก ประกอบกับวัสดุหลักในการผลิตยังใช้เป็นอลูมิเนียม กระจกและหนังแท้ ได้ความสวยงามหรูหรา ฉะนั้นในเรื่องของรางวัล Best Design ทำให้ได้ไปอย่างไม่ยากเย็น

award new Design

Best Ultrabook

ปัจจัยสำคัญของด้าน Mobility ก็คือขนาดที่กะทัดรัด บางแค่ 13.9 มิลลิเมตร เบาเพียง 1.2 กิโลกรัม ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นาน และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่ครอบคลุม ซึ่ง Lenovo YOGA Slim 9i ตอบโจทย์ทั้งสามด้านได้อย่างครบถ้วนครับ กับตัวเครื่องบางเบา และการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่รองรับทั้ง WiFi 6 AX รวมถึง Bluetooth 5.1 ส่วนแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง แทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์กันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าพกพาสะดวกเน้นเอาไปทำงานนอกสถานที่ได้สบายๆ

award new best Ultrabook

 

 

from:https://notebookspec.com/web/551371-review-lenovo-yoga-slim-9i-corei7

Acer Promotion 2020 : Just for You ซื้อ Notebook รับ Cashback สูงสุด 2,000 บาท พร้อมแนะนำรุ่นน่าซื้อ แรง ! คุ้ม !

 

Acer Promotion 2020 “Just For You” Season of Smile ยิ้มรับความสุขช่วงปลายปี 2020 รับ Cashback สูงสุด 2,000 บาท ทั้งลดราคาทั้ง Cash Back มูลค่าสูงสุด 2,000 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ Acer หรือ Predator ที่ร่วมรายการ และลงทะเบียนผ่านเฟซบุ๊กเพจ Acer Thailand ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2563 ถึง วันที่ 10 มกราคม 2564 ง่ายๆ เพียงเท่านี้เอง โดยรายละเอียดรุ่นต่างๆ ตามภาพด้านล่างนี้เลย

Acer Promotion 2020

ยกขบวนสินค้าไอทีรุ่นเด็ด จาก Acer Promotion 2020 สเปคโดนใจ ทั้งโน๊ตบุ๊คที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในตระกูล Aspire, โน๊ตบุ๊คเล่นเกมลื่นทำงานด้วย Nitro 5 โน๊ตบุ๊คเรียบหรูบางเบาในตระกูล Swift โน๊ตบุ๊คที่ให้อิสระในการใช้งาน ไปจนถึง Predator เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสำหรับผู้ชื่นชอบความแรงที่พร้อมทะยานด้วยดีไซน์และสเปคที่จัดเต็ม รวมไปถึงมี Gaming Gear รุ่นใหม่ๆ มากมาย 

รวมถึงขบวนออลอินวันพีซี เดสก์ท็อปพีซี มอนิเตอร์ และโปรเจคเตอร์ มาให้เลือกสรรเป็นอุปกรณ์คู่ใจรับเปิดเทอม พร้อมสิทธิพิเศษมากมายเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ Acer ทุกรุ่น และลงทะเบียนสินค้าผ่าน Facebook/AcerThailand ซึ่งนอกจาก Acer Promotion 2020 เราจะมาแนะนำ Acer Notebook 5 รุ่นน่าซื้อ แรง ! คุ้ม ! สเปกเป็น Intel Core i Gen 10 / Core i Gen 11 ด้วย 

Acer Promotion 2020 รวม 5 Notebook น่าซื้อ


Acer Promotion 2020 Acer Promotion 2020 Acer Promotion 2020 Acer Promotion 2020

Acer Promotion 2020 : Acer Swift 3X (Gen 11) ราคา 26,990 บาท

Acer Swift 3x (Acer Swift 3X) เป็นหนึ่งใน Acer Promotion 2020 ที่น่าสนใจมากๆ โดยมาพร้อมสเปกใช้ชิป Intel Core i Gen 11 Tiger Lake สถาปัตยกรรม 10nm SuperFin มี AI ช่วยทำงานในตัว ใช้การ์ดจอออนชิปตัวพิเศษที่แรงที่สุดอย่าง Intel Iris Xe Max (DG1) ซึ่งตอนนี้มีอยู่เพียงสเปกเดียวคือ Core i5-1135G7 ที่ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธรด ที่ความเร็วสูงสุด 4.2 GHz รองรับการทำงานหนักๆ แบบมืออาชีพได้สบายๆ

Acer Swift 3x มาพร้อมหน้าจอ 14″  หน้าจอความละเอียด FullHD พาเนล IPS แบบจอด้าน โดยมีน้ำหนักเพียง 1.37 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB

Acer Promotion 2020

รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็พอได้เลย เหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่บางเบาพกพาสะดวก แต่ได้ประสิทธิภาพที่สูง 

เรียกได้ว่า Acer เสนอ Acer Swift 3x ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบารูปแบบใหม่อย่าง Ultrabook มาสู่ท้องตลาด ไม่ใช่แค่บางเบาแบบสุดๆ แต่ยังได้ยกระดับการใช้งานได้สเปกที่แรงลื่นขึ้นจากการที่เป็น Intel Core i Gen 11 Tiger Lake โดดเด่นด้วยได้พอร์ต Thunderbolt 4 ที่ดีที่สุดโอนไฟล์ไว ชาร์จไฟได้ ต่อจอแยกก็ได้ สนนราคา 26,990 บาท

สำหรับตัวเครื่อง Acer Swift 3x วัสดุเป็นอลูมิเนียมคุณภาพสูง ตัวเครื่องบางเบาพกพาสะดวกด้วยน้ำหนักเพียง 1.37 กิโลกรัม ขนาดบางเฉียบ  ได้ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ Screen-to-Body น่าประทับใจสูงสุดกว่า 84% เป็นหน้าจอแสดงผล ทำให้ตัวเครื่องเล็กกระทัดรัด พร้อมเพิ่มสีสันให้เลือกอีก 2 สี  Safari Gold / Steam Blue ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างไม่ซ้ำใคร

Acer Promotion 2020

แบตเตอรี่ของ Acer Swift 3x ใช้งานยาวนานสามารถชาร์ตได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมงในการชาร์ต 30 นาที หรือถ้าชาร์จแบตเตอรี่เต็มๆ 100% ก็จะสามารถใช้งานได้ 17.5 ชั่วโมงทีเดียว ส่วนอแดปเตอร์แทบไม่ต้องพกติดไปด้วย นับได้ว่าเป็นการเปลี่ยนความรู้สึกแบบแต่ก่อน ที่เราต้องคอยพกพาโน๊ตบุ๊คน้ำหนักกิโลกว่า หรือถ้ารวมอแดปเตอร์ด้วยก็จะมีน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัมเท่านั้นเอง

Acer Promotion 2020 : Acer Swift 5 (Gen 11) ราคา 33,990 – 41,990 บาท

Acer Swift 5 (SF514-55) เป็นหนึ่งใน Acer Promotion 2020 ที่จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาระดับพรีเมียมรุ่นล่าสุด ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย อาทิ ฟีเจอร์ป้องกันแบคทีเรียล้ำๆ ที่หน้าจอและทัชแพด โดยสเปกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake-U เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 nm+ มี AI ช่วยประมวลผลการทำงาน

แบ่งเป็นสเปกอย่าง Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 ซึ่งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ หลายเท่าตัว ที่มี Intel Xe Graphics การ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ตัวแรง ในส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็ยังมาพร้อมกับ Wi-Fi 6 AX (GIG+) แบบ Dual-band และ Bluetooth 5.0 และ USB ได้มาตรฐานเป็น 3.2 Gen 2 อีกทั้งได้ได้การเชื่อมต่อที่ดีที่สุดอย่าง Thunderbolt 4 อีกด้วย 

Acer Promotion 2020

Acer Swift 5 (SF514-55) มาพร้อมหน้าจอ 14″ แบบทัชสกรีน ความละเอียด Full HD ใช้พาเนลเป็น IPS เกรดสูง sRGB 100% โดยมีน้ำหนักเพียง 970 กรัมเท่านั้น ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 16GB มาตรฐาน LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB ที่แรงลื่นใช้งานได้ทันที ไม่ต้องกังวลเรื่องการอัปเกรด

รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เบาที่สุด โดยมีทั้งรุ่นการ์ดจอออนชิปและการ์ดจอแยกให้เลือก แน่นอนว่ายังมี Fingerprint ติดตั้งมาให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ให้พร้อมเข้าใช้งาน

Acer Promotion 2020

สำหรับตัวเครื่อง Acer Swift 5 (SF514-55) ทำจากแมกนีเซียมลิเธียมและแมกนีเซียมอลูมิเนียมคุณภาพสูง ตัวเครื่องบางเบาพกพาสะดวกด้วยน้ำหนักที่น้อยกว่า 1 กก. ขนาดบางเฉียบ 14.95 มม. ได้ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ Screen-to-Body น่าประทับใจสูงสุด 90% ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความเล็กกระชับมากๆ

แบตเตอรี่ใช้งานยาวนานสามารถชาร์ตได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมงในการชาร์ต 30 นาที หรือถ้าชาร์จแบตเตอรี่เต็มๆ 100% ก็จะสามารถใช้งานได้ 17 ชั่วโมง พร้อมเพิ่มสีสันให้เลือกอีก 2 สี Mist Green และ Safari Gold ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง

Acer Swift 5 (SF514-55) ได้ในส่วนของประกัน 3 ปี (On-site Service ในปีแรก) พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมงด้วย แน่นอน สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) ไปพร้อมใช้งานอีกด้วย  ยังไงคนไหนมองหาโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ได้สเปกแรงๆ ลองดูเป็น Acer Swift 5 (SF514-55) รุ่นนี้ได้เลย 

Acer Promotion 2020 : Acer Swift 5 (Gen 10) ราคา 30,990 บาท

Acer Swift 5 รุ่นก่อนหน้านี้ อีกหนึ่ง Acer Promotion 2020 สเปกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 อย่าง Core i5-1035G1 / Core i7-1065G7 ใช้การ์ดจอออนชิปอย่าง Iris Graphics G7 หรือมีรุ่นการ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce MX350 มาพร้อมหน้าจอ 14″ Full HD พาเนล IPS เกรดสูง sRGB 97% โดยมีน้ำหนักเพียง 990 กรัมเท่านั้น

ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 8GB LPDDR4X แบบออนบอร์ด และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็พอได้เลย เหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เบาที่สุด แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง +

Acer Promotion 2020

ได้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ทันที ทำงานพื้นฐานได้แบบสบายๆ สนับสนุนการทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ  ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ

ส่วนความบันเทิงดูหนังฟังเพลง ชม Netflix ก็สบายๆ ไปอีก และพอที่จะใช้งานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอก็พอได้บ้าง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติก็ลื่นไหล จากการที่มีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX350 (2GB GDDR5) ที่แรงพอๆ กับ GTX 960M เลยทีเดียว

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ เช่น Thunderbolt 3 (เป็น USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery), USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 

ได้ประกันจะเป็นแบบ 3 ปี โดยปีแรกเป็นแบบ On-site Serive ซ่อมฟรีถึงบ้าน และกรณีส่งซ่อมตามศูนย์ก็จะซ่อมอย่างรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมงอีกด้วย ที่สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) มาใช้งานทันที นับว่าคุ้มค่าจริงๆ ที่เหนือกว่าหลายๆ แบรนด์

Acer Promotion 2020

เรียกได้ว่าถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ที่เบาที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดก็ว่าได้ ส่วนความบางอาจจะไม่มาก โดยอยู่ที่ 14.95 มิลลิเมตร แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่ามาตรฐานโน๊ตบุ๊คพกพามาตรฐานระดับสูงอยู่ดี อีกทั้งในรุ่นใหม่นี้ได้ดีไซน์พิเศษโดยมียางรองขอบเครื่องด้านหลังช่วยยกตัวเครื่องให้เอียงสูงขึ้นเมือเรากางหน้าจอ

ส่งผลให้พิมพ์ง่ายขึ้นและมุมมองดีขึ้นด้วย วัสดุจากอลูมิเมียนผสมแม็กนีเซียมอัลลอยด์ให้น้ำหนักเบาเป็นพิเศษแต่ก็ยังแข็งแรงและทนทาน กับสีสัน Charcoal Blue พร้อมแซมด้วยสีทองตามจุดต่างๆ เหมาะทั้งหนุ่มๆ หรือสาวๆ ยุคใหม่ที่ดูทันสมัยสวยงามลงตัว ส่วนสี Moonstone White นับว่าเป็นอีกสีที่ดูหรูหราไม่แพ้กัน เน้นขาวๆ สะอาดๆ

Acer Promotion 2020 : Acer Nitro 5 ราคา 31,990 – 41,990 บาท

ยังมาแรงใน Acer Promotion ครั้งนี้ กับการที่ถูกใจใครหลายๆ คน ซึ่งต้องการ Gaming Notebook ชิปประมวลผล Intel Core i รุ่นใหม่ในตลาด โดยเป็นโน๊ตบุ๊คเล่นเกมหน้าจอ 15.6″ – 17.3″ ราคาคุ้มค่า ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นหลากหลาย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม และประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง โดยมีการอัพเกรดหลายๆ อย่างด้วยกัน ในราคาที่ไม่แพงเลย

Acer Promotion 2020

สำหรับ Acer Nitro 5  จะเป็นสเปก Intel เลือกใช้ชิปประมวลผล Core i5-10300H / Core i7-10750H เป็นขุมพลังหลัก ทำงานร่วมกับการ์ดจอระดับ Gaming หลากหลายรุ่นอย่าง NVIDIA GeForce / GTX 1650 (4GB GDDR5) / GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) / RTX 2060 (6GB GDDR6) ที่แรงลื่นกว่าเดิมแน่นอน

ในส่วนของแรมจัดเต็มมาในทุกๆ รุ่น ให้เลยที่ 16GB DDR4 Bus 2933MHz แบบ 1 แถว ได้ SSD M.2 NCMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดสูง รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลทั้งการเล่นเกมหรือทำงาน แน่นอนว่าได้ Windows 10 ใช้งานได้ทันที ซึ่งแบ่งได้ตามรุ่นตามราคาได้ดังนี้

สำหรับ Acer Nitro 5 มาพร้อมหน้าจอขนาด 15.6″ หรือ 17.3″ แบบ Screen-to-Body เป็น 80% ด้วยขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร บนความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) ที่เลือกใช้ พาเนล IPS ให้มุมมองที่คมชัด สีสันสวยสดงดงามสมจริง

Refresh Rate ที่ 144Hz แบบ 3ms ให้การแสดงผลได้ลื่นไหลกว่ารุ่น 60Hz โดยพื้นผิวจอเป็นแบบจอด้าน Anti-Glare ช่วยลดแสงสะท้อนเวลาเรานำโน๊ตบุ๊คไปทำงานข้างนอก เหมาะกับการใช้งานทั่วไปหรือการเล่นเกม ดูหนังก็ทำได้ย่อมทำได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมได้มาตรฐานขอบเขตสี NTSC 72% ด้วย

Acer Nitro 5 จัดว่าเป็น Gaming Notebook ดีไซน์มีการปรับปรุงใหม่ให้มีความโฉบเฉี่ยวมากกว่าเดิม ด้วยเส้นสายลวดลายที่ดูดุดันกว่าที่เคย โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม หรือ 2.6 กิโลกรัมสำหรับรุ่น 17.3″ และที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว

Acer Promotion 2020

ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo

นอกจากนี้ Acer Nitro 5 ยังมีเทคโนโลยี Acer CoolBoost และช่องระบายความร้อนแบบจัดเต็ม 4 ช่องทาง แบ่งเป็นทางด้านหลัง 2 ช่อง และซ้ายขวาอย่างละ 1 ช่อง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและระบายความร้อนด้วยพัดลมคู่ เมื่อมีการใช้งานที่หนักหน่วง CoolBoost จะเพิ่มความเร็วพัดลมมากขึ้น 10%

และการระบายความร้อน CPU/GPU มากขึ้น 9% เมื่อเทียบกับโหมดอัตโนมัติ (ตามที่ Acer เคลมไว้) พร้อมจัดการระบบของเราแบบเรียลไทม์ด้วยซอฟต์แวร์ NitroSense ซึ่งครอบคลุมถึงอุณหภูมิ ความเร็วพัดลมและอีกมากมาย

Acer Promotion 2020

Acer Nitro 5 ติดตั้งคีย์บอร์ดแบบ Full Size มาให้ผู้ใช้งานได้ใช้กันได้อย่างสบายๆ พร้อมกับการตอบสนองของปุ่มแบบทันทีด้วยระยะการกด 1.6 มม. ติดตั้งปุ่มแป้นคีย์ตัวเลข (Numpad) โดยตัวปุ่มจะเป็นสีดำ มีฟอนต์เป็นสีแดง รวมไปถึงแป้นปุ่มตรงตัวอักษร WASD และปุ่มทิศทาง รวมถึงปุ่ม NitroSense จะมีขอบเป็นไฮไลน์เด่นออกมา

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับไฟ RGB แบบ 4 โซน ดูแล้วเป็น Gaming Notebook สวยงาม เอามาเล่นตอนกลางคืนสบายๆ อีกทั้งเรื่องการกดการสัมผัสบนคีย์บอร์ดที่ปุ่มมีความติดมือ ดีกว่าโน๊ตบุ๊คธรรมดาทั่วไปแน่นอน จะเอาไปเล่นเกมหรือทำงานก็ตอบสนองได้ดีเยี่ยม

Acer Promotion 2020 : Predator Helios 300 ราคา 49,990 – 59,990 บาท

Acer Predator Helios 300 เป็นหนึ่งใน Acer Promotion 2020 กับการเป็น Gaming Notebook จัดเต็ม มาพร้อมกับหลากหลายสเปกและราคา หลักๆ แล้วเป็นชิปประมวลผลเป็น Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ส่วนการ์ดจอเริ่มต้นเป็น NVIDIA GeForce RTX 2060 (6GB GDDR6) / RTX 2070 Max-Q (8GB GDDR6)

พร้อมแรมขนาด 16GB / 32GB DDR4 Bus 2933 MHz ที่เก็บข้อมูลเป็นแบบ SSD M.2 แบบ NVMe PCIe ที่ความจุ 512GB – 1TB รวมถึงยังใส่ฮาร์ดดิสก์ 2.5″ ได้อยู่ จัดว่าให้สเปกมาเหลือเฟือในการใช้งานทั่วไปมากๆ แต่เหมาะสำหรับการเล่นเกมแบบสุดๆ

Acer Promotion 2020

มีตัวเลือกหน้าจอขนาด 15.6″ หรือ 17.3″ แบบด้าน ความละเอียด Full HD พาเนลคุณภาพ IPS ตอบสนองที่ 144Hz 3ms แถมตัวเครื่องยังมีลำโพง 2.0 ชาแนล บนซอฟแวร์เสียง DTS:X Ultra ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C จำนวน 1 ช่อง, USB 3.2 Type-A จำนวน 3 ช่อง, HDMI, mini-DisplayPort, ช่องเสียบหูฟังไมค์ขนาด 3.5 มิลลิเมตร พร้อมด้วยช่องสาย Lan RJ45 พร้อม E2600 Ethernet Controller

Acer Predator Helios 300 (2020) จะมีหน้าจอขนาดใหญ่ที่ 15.6″ และ 17.3″ แต่กลับมีความเล็กลงจากมิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดจากการที่ขอบจอบาง จากการที่ขอบจอบางที่ 7.9 มิลลิเมตร มีพื้นที่การแสดงผลที่ 79% โดยได้ความแรงไม่แพ้ Gaming Notebook เครื่องหนักๆ หนาๆ แบบแต่ก่อน

โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่พกพาได้สะดวก รักษาความเป็นเกมเมอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้พกพาพอได้ หรือหยิบใส่กระเป๋าแบบสบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันมีพลังด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง กับน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม และ 2.9 กิโลกรัม ตามลำดับ

Acer Promotion 2020

คีย์บอร์ดถือว่าเป็นมาตรฐานของ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ / 17.3″ โดยบริเวณด้านขวาของชุดคีย์บอร์ดยังมีการทำปุ่ม Hotkey พิเศษ เรียกซอฟต์แวร์ PredatorSense ขึ้นมาได้ ทำให้สะดวกยิ่งขึ้นไปอีกเวลาที่จะปรับแต่งการใช้งานโหมดต่างๆ รวมไปถึงการปรับรอบพัดลมหรือปรับสีไฟคีย์บอร์ดด้วย

อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยปุ่ม WASD, PredatorSense และปุ่มทิศทางที่จะมีขอบที่โปร่งแสงแบบพิเศษที่เป็นโทนฟ้าต่างจากปุ่มคีย์บอร์ดอื่นๆ ที่สำคัญไฟคีย์บอร์ด LED ก็เป็นแบบ RGB แบ่ง 4 โซน เราสามารถตามใจของผู้ใช้หลากหลายรูปแบบ ผ่านทางซอฟต์แวร์ PredatorSense หรือจะปรับเป็นสีเดียวนิ่งๆ ก็ทำได้

 

from:https://notebookspec.com/web/552179-acer-promotion-2020-justforyou-cashback

Notebook RAM 16GB แนะนำรุ่นน่าซื้อ หน้าจอ 14″ สเปก Core i / Ryzen เน้นพกพาบางเบา ประสิทธิภาพสูง เริ่ม 25,990 บาท

Notebook RAM 16GB เน้นทำงานน่าซื้อ หน้าจอ 14″ ช่วงปลายปี 2020 จากการที่ได้หน่วยความจำแรม 16GB นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ในการเลือกซื้อมาเพื่อใช้งานหนักๆ หรือเปิดโปรแกรมเยอะๆ โดย Notebook ที่มาพร้อมกับสเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 / AMD Ryzen 4000 ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพที่ดี

มาพร้อมดีไซน์ตัวเครื่องที่บางเบา พกพาสะดวก เหลือเฟือในการใช้งานระดับพื้นฐานหรืองานหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานทั่วไปอย่างงานเอกสาร Word, Excel, Power Point, เล่นอินเตอร์เน็ต, Social, Online, ดูหนัง, Youtube, Netflix โดยรวมแล้วมีความลื่นไหลไม่สะดุด

Notebook RAM 16GB

สเปกอื่นๆ โน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นที่นำมาแนะนำก็จะมาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 14″ ที่สนับสนุนการใช้งานทุกรูปแบบ บนความละเอียด Full HD ที่ให้ภาพคมชัดเรียบเนียน โดยหลักๆ แล้วจะได้เป็นพาเนล IPS คุณภาพดีเยี่ยม บางรุ่นระดับ sRGB 100% ที่ให้ภาพสดสวยสมจริงสุดๆ ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB

และบางรุ่นยังได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ซึ่งประกอบไปด้วย Word / Excel / Power Point มาให้ฟรีๆ ติดเครื่องใช้งานยาวๆ ทันที ในส่วนของการพกพาก็ทำได้เยี่ยมยอด โดยมีน้ำหนักเบาสุดแค่ 990 กรัมเท่านั้น พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานสุดที่ 8 – 10 ชั่วโมงด้วยกัน

ในบทความนี้เราจะมาแนะนำ Notebook RAM 16GB รุ่นน่าซื้อ หน้าจอ 14″ สเปก Core i / Ryzen เน้นพกพาบางเบา ประสิทธิภาพสูง เริ่ม 25,990 บาท ส่วนจะมีรุ่นไหนบ้าง ไปติดตามชมกันต่อได้เลย

Notebook RAM 16GB แนะนำ 5 รุ่นน่าซื้อ

Notebook RAM 16GB

MSI Modern 14 ราคา 25,990 บาท

MSI Modern 14 เป็น Notebook RAM 16GB บางเบารุ่นใหม่หน้าจอ 14″ ตัวแรงลื่น สีดำ Onyx Black หรือฟ้า Blue Stone เคลือบพื้นผิวด้วยเทคโนโลยี Sandblasting พ่นเนื้อทรายละเอียด ให้สัมผัสที่เรียบเนียน โดยมาพร้อมกับประสิทธิภาพจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4700U

ให้ความแรงลื่น ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอออนชิป Radeon 7 ในส่วนของสเปกแรมได้มาขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB จัดเต็ม ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด สนับสนุนทั้งทำงานและเล่นเกมที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ

Notebook RAM 16GB

สำหรับ MSI Modern 14 ได้หน้าจอแสดงผลพาเนล IPS มาตรฐานความละเอียด Full HD ที่จะช่วยให้เหล่าครีเอเตอร์ได้เติมเต็มประสบการณ์ในด้านการสร้างสรรค์ผลงานได้มากยิ่งขึ้น บางเฉียบโดยมีพื้นที่แสดงผลกว่า 90% จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี

ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งได้ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ครบครันตามสไตล์ของ MSI ที่จัดเต็ม ไม่เกรงใจใคร ในราคาเพียง 25,900 บาทเท่านั้น จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คแรม 16GB หน้าจอขนาด 14″ ที่น่าสนใจมากๆ ทีเดียว

สเปกที่จัดเต็มตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 เป็นมาตรฐานอีกด้วยพร้อมซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI มิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับ

Notebook RAM 16GB

การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันพรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียม ตลอดทั้งตัวเครื่อง ที่สำคัญคือตัวเครื่องมีความพรีเมียมและบางเบาอย่างที่สุด รวมถึงยังได้มาตรฐาน Military Grade มีความทนทานในการใช้งานเป็นพิเศษมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วๆไป ในเรื่องของการทน ฝุ่น ละอองน้ำ และการกระแทก ในส่วนของแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง

มีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนความบางตัวเครื่องอยู่ที่ 15.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่า MSI นำเสนอโน๊ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ ท้าชนกับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างสบายๆ เลยครับ สำหรับการเปิดปิดฝาของหน้าจอก็ทำได้ง่ายเพราะขอบตัวเครื่องด้านหน้าได้มีการเว้นร่องเว้าเอาไว้สวยงาม พร้อม Ergonomics View Design ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น

ส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี ที่ช่วยยกตัวให้สูงขึ้นจากพื้นที่ 5 องศา ส่งผลให้พัดลมสามารถดูดลมเย็นเข้าไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งการเอียงของตัวเครื่องเล็กน้อยนั้น ก็ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง

Huawei MateBook 14 ราคา 25,990 – 29,990 บาท

Huawei MateBook 14 เป็น Notebook RAM 16GB กับการที่ได้สเปกไม่เหมือนใคร ด้วยประสิทธิภาพชิปประมวลผลตัวแรงระดับ Gaming ด้วย AMD Ryzen 4000H อีกได้จัดเต็มแรมมาขนาด 16GB พร้อมด้วยที่เก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แน่นอนว่ารองรับการทำงานได้เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คที่เป็นรุ่นใกล้เคียงกัน ได้ประกันเป็น 2 ปี ตามมาตรฐานของ Huawei

โดย Huawei MateBook 14 มีความโดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่ดูสวยงามพรีเมียม ซึ่งเป็นหน้าจอขนาด 14″ รองรับความละเอียดที่ระดับ 2160 x 1440 พิกเซล ที่มีอัตราส่วน 3:2 น้ำหนักตัวเครื่องก็จะอยู่ที่ 1.49 กิโลกรัม มีความบางเพียง 15.9 มิลลิเมตร สเปกแบ่งเป็น 2 หลักๆ คือ AMD Ryzen 5 4600H ราคา 25,990 บาท

Notebook RAM 16GB

ส่วนอีกสเปกเป็น AMD Ryzen 7 4800H ราคา 29,990 บาท เหนือชั้นกว่าที่ได้หน้าจอเป็นทัชสกรีนด้วย สำหรับสเปกอื่นๆ เหมือนกันหมด พร้อมด้วยฟีเจอร์ ที่สำคัญสำหรับคนที่ใช้มือถือ Huawei ยังมีฟีเจอร์ Huawei Share ไว้ใช้งานโอนไฟล์ไปมา และขึ้นหน้าจอมือถือบน Huawei MateBook D14 ก็ยังได้อีกด้วย

ส่วนแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 16GB DDR4 Bus 2666MHz ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานพื้นฐานหรืองานหนักๆ แน่นอน ในส่วนของการ์ดจอออนชิปอย่าง Radeon 6 / Radeon 7 ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 2 มิติได้ดีเยี่ยม ส่วนทำงาน 3 มิติก็พอได้ รวมไปถึงเล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ แต่ก็ต้องปรับกราฟิกในไม่สูงจนเกินไป

Notebook RAM 16GB

สำหรับที่เก็บข้อมูลเป็นความเร็วสูงแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ ที่สำคัญมีการติดตั้งช่วยให้เราเปิดเครื่องและล็อกอินเข้าใช้งานได้ทันที ทั้งปลอดภัย รวดเร็ว และใช้งานง่าย มาพร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ Huawei

แน่นอนว่าวัสดุตัวเครื่องของ Huawei MateBook 14 เลือกใช้เป็นอะลูมิเมียมอัลลอยด์ ซึ่งมีงานประกอบที่ยอดเยี่ยม ทนทานแน่นหนา ที่สำคัญยังเป็นแบบ Unibody นั่นก็คือแทบจะไร้รอยต่อ ประกอบด้วยกันเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ก็คือ ฝาหลัง ตัวเครื่องด้านใน และฝาล่างเท่านั้น ทั้งจากที่ดูด้วยตาเปล่าและการสัมผัส จากขั้นตอนขั้นรูปด้วยเครื่องจักร CNC

พร้อมพื้นผิวเป็นแบบลื่นไหลเรียบสุดๆ ด้วยวิธีการอโนไดซ์หลายขั้นตอน ทำให้ได้สัมผัสความเนียนอย่างที่สุด และเป็นรอยนิ้วมือได้ยากกว่าปกติ ที่สำคัญตัวเครื่องรอบๆ ได้มีการทำตัดขอบแบบ Daimond Cut บอกได้ถึงงานดีไซน์ที่ยกให้เป็นระดับโน๊ตบุ๊คพรีเมียมอย่างแต่มาในราคาที่แสนจะคุ้มค่า เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ สเปกภายใน และฟีเจอร์ต่างๆ ที่ได้

ASUS ZenBook 14 UM425IA ราคา 29,990 บาท

ASUS ZenBook 14 UM425IA เป็น Notebook RAM 16GB ดีไซน์บางเบารุ่นใหม่ล่าสุด สเปก AMD Ryzen 4000U มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว โดดเด่นด้วยความบางเฉียบสุดๆ เพียง 14 มม. และเบามากๆ ที่น้ำหนัก 1.22กก. เท่านั้น เรียกได้ว่ามีการปรับปรุงจากรุ่นก่อนทั้งหมด

แต่ยังมาพร้อมพอร์ทเชื่อมต่อครบครัน ได้แก่ HDMI, USB Type A, USB Type-C และ microSD card reader นำเสนอนวัตกรรมขอบจอบาง4 ด้าน ให้อัตราส่วนขนาดจอต่อตัวเครื่องที่ 90% พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 22 ชม. พร้อมดีไซน์ใหม่ในสีเทา (Pine Grey) ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

Notebook RAM 16GB

ชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง AMD 4000U series ซึ่งได้ Ryzen 7 4700U เป็นตัวเลือกที่แรงลื่น ได้หน่วยความจำแรมสูงสุดที่ 16GB DDR4 Bus 3200 MHz ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB โดดเด่นด้วยการรับประกันแบบ 3 ปี On-site Service

รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 (802.11ax) ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย

โดย ASUS ZenBook 14 UM425IA วัสดุหลักเป็นอะลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ปี 2020 เพิ่มสีสันให้กับรายละเอียดแบบเนี๊ยบเฉียบตลอดทั้งตัวเครื่อง

Notebook RAM 16GB

ที่สำคัญตัวเครื่องก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งานว่าเครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของ ASUS ZenBook 14 UM425IA ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 3 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 140 องศา

จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้นจากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง รวมไปถึงในการเข้าใช้งานก็สามรถทำได้ง่ายและปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้าผ่านทาง 3D IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello นั่นเอง

Lenovo Yoga Slim 7i Pro 14 ราคา 34,990 – 41,990 บาท

Lenovo Yoga Slim 7i Pro 14 เป็น Notebook RAM 16GB ที่ได้แพลตฟอร์ต Intel EVO พร้อมดีไซน์การออกแบบโดยรวมนั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาหน้าจอ 14″ แบบสมัยก่อนอยู่พอสมควร เนื่องด้วยขอบจอที่บางกว่าปกติ ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็กพอๆ กับโน๊ตบุ๊คจอ 13.3″

ส่งผลให้ Lenovo Yoga Slim 7i Pro 14 เป็นอีกหนึ่ง Ultrabook ปลายปี 2020 ที่ดูเล็กกระทัดที่สุด โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.4 ด้วยดีไซน์ออกมาได้ขอบหน้าจอบาง ส่วนของตัวเครื่องทั้งหมดจะใช้เป็นอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ส่งผลให้ภาพลักษณ์โดยรวมของตัวเครื่องดูหรูหราให้อารมณ์พรีเมียมสุดๆ

Notebook RAM 16GB

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย และมุมใต้หน้าจอด้านซ้ายเท่านั้น ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะงานประกอบทั้งหมดแทบจะเป็นชิ้นเดียวกัน

แบบ Unibody ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ซึ่งจากการใช้งานจริงพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือค่อนข้างยาก ฉะนั้นหายห่วงเรื่องความสะอาดได้เลย หรือถ้าจะเช็ดก็ง่ายดาย โดดเด่นด้วยสีสันใหม่ไม่ซ้ำใครอย่าง Slate Grey ที่ให้ความหรูหราสมกับเป็นโน๊ตบุ๊คระดับสูงของ Lenovo 

Notebook RAM 16GB

สเปกของ Lenovo Yoga Slim 7i Pro 14 ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 สถาปัตยกรรม Tiger Lake ที่เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร Super Fin ซึ่งมี AI ช่วยประมวลผลในตัว ได้การ์ดจออนชิปตัวแรงอย่าง Iris Xe Graphic ส่วนการ์ดจอแยกติดตั้งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce MX450 อีกด้วย

ด้านแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 16GB LPDDR4X Bus 3733MHz และที่เก็บข้มูลแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB – 1TB ที่ทั้งมีพื้นที่เยอะและลื่นไหล เพียงพอกับการใช้งาน มาพร้อม Windows 10 และซอฟต์แวร์จากทาง Lenovo Vantage ที่ช่วยในการจัดการปรับแต่ง

อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือหน้าจอ โดย Lenovo Yoga Slim 7i Pro 14 ใช้หน้าจอขนาด 14″ ความละเอียดระดับ 2.2K ที่ 2240 x 1400 พิก้ซล อัตราส่วน 16:9 ขอบจอบางเฉียบ พาเนลจอแบบ IPS เกรดสูง ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา  พอร์ตเชื่อมต่อมี Thunderbolt 4 เป็นมาตรฐาน พร้อม Wi-Fi 6 AX (2 x 2) นอกจากนี้ยังมี 3D IR Camera

สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello ของ Windows 10 เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนใบหน้า สำหรับประกันเป็น 3 ปี On-site Service ที่ทุกคนมั่นใจ ปิดท้ายเรื่องความคุ้มค่าพร้อมใช้งานทันทีด้วยโปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ด้วย

Acer Swift 5 (SF514-55) ราคา 33,990 – 41,990 บาท

Acer Swift 5 (SF514-55) เป็นหนึ่งใน Notebook RAM 16GB ที่จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาระดับพรีเมียมรุ่นล่าสุด ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย อาทิ ฟีเจอร์ป้องกันแบคทีเรียล้ำๆ ที่หน้าจอและทัชแพด โดยสเปกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake-U เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 nm+ มี AI ช่วยประมวลผลการทำงาน

แบ่งเป็นสเปกอย่าง Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 ซึ่งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ หลายเท่าตัว ที่มี Intel Xe Graphics การ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ตัวแรง ในส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็ยังมาพร้อมกับ Wi-Fi 6 AX (GIG+) แบบ Dual-band และ Bluetooth 5.0 และ USB ได้มาตรฐานเป็น 3.2 Gen 2 อีกทั้งได้ได้การเชื่อมต่อที่ดีที่สุดอย่าง Thunderbolt 4 อีกด้วย 

Swift%205%2055TA%20Green c

Acer Swift 5 (SF514-55) มาพร้อมหน้าจอ 14″ แบบทัชสกรีน ความละเอียด Full HD ใช้พาเนลเป็น IPS เกรดสูง sRGB 100% โดยมีน้ำหนักเพียง 970 กรัมเท่านั้น ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 16GB มาตรฐาน LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB ที่แรงลื่นใช้งานได้ทันที ไม่ต้องกังวลเรื่องการอัปเกรด

รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เบาที่สุด โดยมีทั้งรุ่นการ์ดจอออนชิปและการ์ดจอแยกให้เลือก แน่นอนว่ายังมี Fingerprint ติดตั้งมาให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ให้พร้อมเข้าใช้งาน

Swift%205%2055TA%20Green bk

สำหรับตัวเครื่อง Acer Swift 5 (SF514-55) ทำจากแมกนีเซียมลิเธียมและแมกนีเซียมอลูมิเนียมคุณภาพสูง ตัวเครื่องบางเบาพกพาสะดวกด้วยน้ำหนักที่น้อยกว่า 1 กก. ขนาดบางเฉียบ 14.95 มม. ได้ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ Screen-to-Body น่าประทับใจสูงสุด 90% ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความเล็กกระชับมากๆ

แบตเตอรี่ใช้งานยาวนานสามารถชาร์ตได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมงในการชาร์ต 30 นาที หรือถ้าชาร์จแบตเตอรี่เต็มๆ 100% ก็จะสามารถใช้งานได้ 17 ชั่วโมง พร้อมเพิ่มสีสันให้เลือกอีก 2 สี Mist Green และ Safari Gold ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง

Acer Swift 5 (SF514-55) ได้ในส่วนของประกัน 3 ปี (On-site Service ในปีแรก) พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมงด้วย แน่นอน สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) ไปพร้อมใช้งานอีกด้วย  ยังไงคนไหนมองหาโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ได้สเปกแรงๆ ลองดูเป็น Acer Swift 5 (SF514-55) รุ่นนี้ได้เลย 

from:https://notebookspec.com/web/552086-recommend-notebook-ram-16gb-screen-14-i

รีวิว Lenovo IdeaPad Flex 5 14 สเปก Core i7 + MX330 อีกหนึ่ง 2-in-1 Notebook แรงลื่นคุ้มค่า หน้าจอทัช มีปากกา

Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็น 2-in-1 Notebook ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอทัชสกรีนขนาด 14″  มาพร้อมขุมพลังชิปประมวลผล Intel Core i5-1035G1 หรือ Core i7-1065G7 ที่เป็น Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Ice Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 10 นาโนเมตร ที่แรงลื่นและมี AI ในตัวช่วยประมวลผล

พร้อมมีการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce MX330 มาให้อีกด้วย ส่วนสเปกอื่นๆ ก็มาพร้อมกับหน่วยความจำแรมขนาด 8GB และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมกับ Windows 10 ในตัว  ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ 25,900 บาท ประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี ตามมาตรฐาน Lenovo

Lenovo IdeaPad

ตัวเครื่องบางเพียง 17.9 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.5 กิโลกรัม มาพร้อมกับความเรียบหรูระดับพรีเมี่ยม เป็นโน๊ตบุ๊คที่บางที่สุดรุ่นนึงจากทาง Lenovo บานพับ 360 องศา หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล IPS ขอบบาง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล

รองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง Lenovo Active Pen ที่มีเทคโนโลยี Palm-Rejection ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติขณะเขียนเหมือนการเขียนปากกาบนกระดาษ ให้เสียงนุ่มจากลำโพงคุณภาพพร้อมมีเทคโนโลยี Dolby Audio ให้เสียงที่ดี

NBS Verdict : Lenovo IdeaPad Flex 5

Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ทัชสกรีนมีปากกา ประเภท 2-in-1 Notebook ที่แม้ว่าอาจจะไม่บางเบาที่สุดในรุ่นขนาด 14″ ด้วยกัน แต่ก็นำเสนอออกมาได้อย่างลงตัวในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านของความกะทัดรัดของตัวเครื่อง ในดีไซน์ที่สวยงามเรียบง่ายคงความเอกลักษณ์ของ Lenovo ได้เป็นอย่างดี อย่างการออกแบบขอบจอบางเฉียบที่ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจ

สำหรับสเปกต้องยอมรับเลยว่ามีความแรงลื่นตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นก่อนๆ อีกทั้งการใช้งานคีย์บอร์ดก็ยังคงยอดเยี่ยม นับได้ว่าเป็นจุดเด่นของ Lenovo ที่ทำมาได้ดีโดยตลอด รวมไปถึงฟีเจอร์ TrueBlock Privacy Shutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้อง ถอดแบบมาจาก ThinkPad เลยก็ว่าได้

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 16

เชื่อได้เลยว่าแฟนๆ ของ Lenovo ต้องชื่นชอนกันแน่นอน ส่วนแบตก็ใช้งานได้ยาวนาน 8 ชั่วโมงด้วยกัน ในราคาเริ่มต้นที่ 22,990 – 29,990 บาท นับว่ามีราคาคุ้มค่าไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ Lenovo IdeaPad Slim 5i 14 ได้ประสิทธิภาพที่ตอบสนองในทุกๆ การใช้งาน มาจากชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 อย่าง Core i5-1035G1 / Core i7-1065G7 โดยทำงานร่วมกับการ์ดจอแยกรุ่นใหม่อย่าง NVIDIA GeForce MX350 ที่มีความแรงอัพเกรดจากรุ่นก่อนอย่าง MX250 พอตัว

อีกทั้งในส่วนของแรมเองก็ติดตั้งมาขนาด 8GB / 16GB DDR4 Bus 3200MHz พร้อมได้ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มาใช้งานเก็บข้อมูล ส่งผลให้ประสบการณ์ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต หรือใช้งานเอกสาร อาทิ Word / Excel / Power Point ที่ยอดเยี่ยมไม่มีสะดุด เหมาะมากๆ กับนักเรียนนักศึกษา คนทำงานที่ต้องการโน๊ตบุ๊คงบ 20,000 – 30,000 ที่เน้นทำงานใช้งานพื้นฐานเป็นหลัก แต่ก็อาจจะเล่นเกมบ้างนั่นเอง 

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 54

จุดเด่น Lenovo IdeaPad Flex 5

  • มีดีไซน์ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์ Lenovo IdeaPad Flex มีความหรูหรา พรีเมียม
  • วัสดุทำจากอลูมิเนียมและพลาสติกคุณภาพดีตลอดทั้งตัวเครื่องที่มีความแข็งแรง งานประกอบแน่นหนา
  • น้ำหนักเบา ขอบจอบาง พกพาสะดวกเหมาะสำหรับคนที่ชอบนำไปใช้งานนอกสถานที่บ่อยๆ
  • ใช้งานจริงลื่นไหลแบบสุดๆ ด้วย Core i Gen 10 + MX330 + RAM 16GB + SSD 512GB
  • เล่นเกม 3 มิติ หรือตัดต่อวีดีโอพอได้ ใช้งานทั่วไปลื่นไหลสบายมาก
  • ติดตั้ง USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง รองรับกับอุปกรณ์ใหม่ๆ และชาร์จ USB PD
  • มีฟีเจอร์ TrueBlock Privacy Shutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้อง
  • เปิดฝาโน๊ตบุ๊คขึ้นมา เครื่องจะเปิดใช้งานทันที ไม่ต้องกดปุ่ม Power
  • รองรับ Quick Charge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้รวดเร็ว
  • มีอุปกรณ์ช่วยเก็บปากกาสไตลัสให้ติดกับตัวเครื่อง
  • อแดปเตอร์ให้มาเป็นมาตรฐาน USB-C แล้ว (แต่พอร์ตชาร์จเดิมๆ ก็ยังอยู่)
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานเกือบๆ 10 ชั่วโมง
  • ลำโพงทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Dolby Audio ให้เสียงที่ดีประทับใจ
  • มีระบบปฏิบัติการ Windows 10 ติดตั้งมาให้ทันที
  • ประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ Lenovo 

ข้อสังเกต

  • แรมเป็นแบบฝั่งบอร์ดไม่สามารถอัพเกรดได้
  • ตัวเครื่องหนาและหนักกว่าโน๊ตบุ๊คจอ 14″ สเปกใกล้เคียงกัน
  • เป็นจอพาเนลระดับกลางๆ เพราะค่า sRGB ไม่สูงถึง 90%
  • จอกระจกทำให้เวลาใช้งานกลางแจ้งเจอแสงสะท้อน

Specification

สเปกของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ตัวที่เราได้รับมารีวิว ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i7-1064G7 ที่เป็นการทำงานแบบ 4 Core 8 Thread ความเร็ว 1.3GHz (เร่งไปได้สูงสุดที่ 3.9GHz) เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร การ์ดจอออนชิปเป็น Intel Iris Plus Graphic อีกทั้งมีการ์ดจอแยกอย่าง NVIDIA GeForce MX330 ด้านแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz และฮาร์ดดิสก์แบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ทั้งมีพื้นที่เยอะและลื่นไหล เพียงพอกับการใช้งาน

Lenovo IdeaPad

อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือหน้าจอ โดย Lenovo YOGA C640 ใช้หน้าจอขนาด 14″ รองรับการทัชสกรีนทั้งนิ้วมือและปากกา ความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080) อัตราส่วน 16:9 ขอบจอบางเฉียบ พาเนลจอแบบ IPS ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ซึ่งจัดว่าเป็นสเปคจอที่เหมาะสำหรับการใช้งานแทบทุกรูปแบบ มาพร้อม Windows 10 Home Single Language และซอฟต์แวร์จากทาง Lenovo Vantage ที่ช่วยในการจัดการปรับแต่ง

พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB Type-A 3.1 ที่เป็นมาตรฐาน จำนวน 2 พอร์ต ส่วนอีกพอร์ตจะเป็น USB 3.1Type-C ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. และ HDMI ยังมีมาให้ นอกจากนี้ยังมี Fingerprint สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello ของ Windows 10 เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนนิ้วอีกด้วย สำหรับประกันเป็น 2 ปี ตามมาตรฐาน Lenovo โดยมีอีกสเปกที่ราคาถูกกว่าเป็น Core i5-1035G1 

Hardware / Design

สำหรับ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 รุ่นที่ต่อยอด Flex Series รุ่นก่อนหน้า มาดีไซน์โดยรวมถือว่าปรับปรุงจากรุ่นก่อนๆ ในตระกูลของ 2-in-1 Notebook เตัวเครื่องบางลง น้ำหนักเบาลง โดยมีชื่อว่า Platinum Grey ออกสีเทาเข้ม

ซึ่งต้องยอมรับงานประกอบตัวเครื่องดีมากๆ ด้วยบอดี้ภายในเป็นแบบซอฟต์ทัชสัมผัสพรีเมียม ส่วนฝาหลังเป็นโลหะเรียบเนียน ทำให้ตัวเครื่องดูเนี้ยบหรูสวยงาม แต่ก็ยังให้ความทนทานไปพร้อมๆ กัน

Lenovo IdeaPad

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย และมุมใต้หน้าจอด้านซ้ายเท่านั้น ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป

ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะงานประกอบทั้งหมดแทบจะเป็นชิ้นเดียวกัน แบบ Unibody ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ซึ่งจากการใช้งานจริงพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือค่อนข้างยากทีเดียว

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ทรงประสิทธิภาพในการทำงานทั่วไปเน้นการพกพา เพราะมีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น

มาพร้อมความบางเพียง 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น บอกได้เลยว่าพกพาบางเบาสะดวกกับการที่เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ที่พับหน้าจอได้ 360 องศานอกจากนี้ตัวเครื่องยังให้ที่เสียบปากกากับรู USB ทำให้เรามีที่วางปากกาส่วนตัวดูดีไม่เหมือนใคร

Lenovo IdeaPad

มิติตัวเครื่องการถือจับตัวเครื่องสามารถจับถือได้อย่างสะดวกด้วยมือเดียว กดลงแรงๆ ตรงคีย์บอร์ดก็ไม่ได้รู้สึกยวบหรือบุบลงไป เหมาะกับการพกพาไปทำงานนอกสถานที่บ่อยๆ หรือจะใช้งานเป็นโหมดเป็นแท็ปเล็ตพรีเซนต์งานก็ถือว่าทำได้ดี แต่หากถือนานๆ ก็เมื่อยนิดหนึ่งเพราะตัวเครื่องหนักกว่าแท็บเล็ตปกติอยู่พอสมควร

มีการออกแบบภายในโดยใช้พัดลมระบายความร้อนแบบ 1 ตัว ในการท่ายเทความร้อนออกไปจากช่องทางใต้หน้าจอ ทำให้การทำงานแบบเต็มประสิทธิภาพก็ยังถ่ายเทความร้อนได้อย่างรวดเร็วน่าประทับใจ ในการใช้งานไปแทบจะไม่รู้สึกถึงความร้อนภายใน ส่วนใต้ตัวเครื่องก็มาพร้อมงานประกอบเรียบร้อยมาตรฐานโน๊ตบุ๊ค Lenovo

Lenovo IdeaPad

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 40
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 15
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 12
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 22
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 23
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 24
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 30
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 33
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 39

Keyboard / Touchpad

คีย์บอร์ด Lenovo IdeaPad Flex 5 14 นั้นตัวปุ่มเป็นสีดำเข้มกว่าตัวเครื่อง พร้อมตัวอักษรโปร่งแสง มีการออกแบบมาให้ปุ่มมีความโค้งรับกับนิ้วมือได้พอดีสไตล์ Lenovo ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น กับมาตรฐานคีย์บอร์ด 4 แถวขนาด Full Size อีกทั้งด้านการใช้งานในการพิมพ์

ก็ยังเด้งตอบสนองได้เป็นอย่างดีทั้งขนาดแป้นพิมพ์ที่รับกันนิ้วและช่องว่างระหว่างแป้นที่ทำให้มีความแม่นยำในการกดในส่วนของไฟ LED Backlit ก็สามารถใช้งานได้ดีทีเดียว ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมขวาบนพร้อมไฟส่องสว่างแสดงสถานะ

Lenovo IdeaPad

ทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ส่วนดีไซน์นั้นก็ใช้เป็นแบบไม่มีปุ่มแยกออกมาเช่นเดียวกับโน๊ตบุ๊คปัจจุบันหลายๆ รุ่น การใช้งานจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ที่สำคัญการเข้าใช้งานผ่านทาง Windows Hello ของ Windows 10

ยังสามารถทำได้ด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ที่ติดตั้งอยู่มุมล่างซ้ายของคีย์บอร์ด แน่นอนว่าทำให้เราไม่ต้องกรอกรหัสแบบเดิมๆ อีกต่อไป แถมยังปลอดภัยและรวดเร็วด้วย ซึ่งจากการใช้งานจริงแล้ว ถือว่าทำได้ดีได้ไวมากๆ ไม่ต่างจากสมาร์ทโฟนในตลาดปัจจุบันเลย

Screen / Speaker

หน้าจอของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็นแบบกระจกขนาด 14″ พาเนล IPS ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ที่ให้ภาพคมชัด สวยงามทุกมุมมอง เมื่อประกอบกับขอบจอที่บางเฉียบทั้ง 3 ด้าน ทำให้มีความเล็กกระชับ อย่างไรก็ตามใช้งานกลางแจ้งอาจจะปัญหาเรื่องของจอกระจกที่สะท้อนบ้าง แต่เราก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้

ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีที่สมจริงพร้อมรายละเอียดที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ทำให้การทำงานต่างๆ เปิดหน้าเว็บ การชมภาพยนตร์ ซีรีส์ รวมถึงการเล่นเกมดูเต็มอารมณ์มากยิ่งขึ้น ส่วนขอบจอด้านบนจะเป็นตำแหน่งของกล้องหน้าและไมโครโฟน 2 ตัวที่ซ่อนเอาไว้อย่างเรียบเนียน

Lenovo IdeaPad

อีกทั้งใส่ยางขอบจอมาตลอดแนวของจอเลย ต่างจากโน๊ตบุ๊คอื่นๆ ที่มักจะติดตั้งมาเป็นจุดๆ ในบางตำแหน่งเท่านั้น ซึ่งยางนี้จะมีประโยชน์ก็ในการซับแรงกระแทกที่เกิดในเวลาที่จอพับอยู่ได้ และที่ถึงแม้ขอบจอจะบางแต่ก็ยังติดตั้งกล้องเว็บแคมไปอยู่บริเวณขอบจอด้านบนของหน้าจอได้

ที่สำคัญยังมาพร้อมฟีเจอร์ TrueBlock Privacy Shutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องที่ทำให้เรามั่นใจว่ากล้องจะเห็นในเวลาที่เราต้องการใช้งานเท่านั้น การใช้งานก็ง่ายมากๆ ด้วยการใช้นิ้วเลื่อนเปิดหรือปิดการใช้งานเท่านั้น

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 6
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 7
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 41

ห้ขอบเขตความกว้างของสีสันเทียบเท่ากับมาตรฐาน sRGB ที่ 60% และ AdobeRGB ที่ 45% เรียกได้ว่าให้ประสิทธิภาพเรื่องของสีสันอยู่ในระดับที่น่าประทับใจมาก ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่เกือบๆ 250 cd/m2 ซึ่งจัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานความสว่างของหน้าจอในโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ พอสู้แสงกลางแจ้งได้ รวมไปถึงการทำงานภาพกราฟิกหรือตกแต่งภาพที่เน้นมืออาชีพมากๆ ก็ทำได้ดีเช่นกัน

s1
s2
s3

ต่อกันที่วัดความสว่างของหน้าจอตามตำแหน่งต่างๆ โดยแบ่งเป็น 9 ช่อง เทียบจากช่องกลางที่ปกติแล้วจะให้ความสว่างที่มากที่สุด ที่จะเห็นได้ว่าช่องกลางของจอเป็น 0% ก็คือแสดงความสว่างได้เต็มที่ที่สุด แต่สำหรับช่องมุมซ้ายบนจะมีแสงสว่างที่ลดลงแค่ระดับ 11%

ในการทดสอบก็เพื่อให้เราใช้งานอย่างระมัดระวังสำหรับคนที่บังเอิญจำเป็นต้องใช้งานภาพถ่าย หรืองานกราฟิกอื่นๆ ปิดท้ายด้วยคะแนน 4.0 เมื่อทดสอบด้านการแสดงผลต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ผ่านทางอุปกรณ์ Spyder5Elite

ด้านของลำโพงสเตอรีโอของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ใช้เป็นแบรนด์คุณภาพอย่าง Dolby Audio ให้เสียงที่ดี โดยถูกติดตั้งบริเวณด้านซ้ายขวาขอบตัวเครื่อง ในเรื่องของความดังของเสียงเรียกว่าทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว ส่วนในเรื่องคุณภาพเสียงนั้น ถือว่าดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปแบบรู้สึกได้ ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานดูหนังฟังเพลงแบบสบายๆ แล้ว 

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 10
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 8
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 9

Using Experience

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ตอบสนองได้อย่างหลากหลายจากการที่เป็น 2-in-1 Notebook ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการพับใช้งานถึง 4 รูปแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Notebook / Stand / Tent / Tablet ที่ทีมงานของเรานั้นนำไปใช้งานอะไรบ้าง และรูปลักษณ์เมื่อเปลี่ยนไปใช้โหมดต่างๆ นั้น จะมีลักษณะเป็นอย่างไร

Lenovo IdeaPad

Notebook Mode เป็นรูปแบบธรรมดาทั่วไปเหมือนกับโน๊ตบุ๊คปกติ เน้นสำหรับการใช้งานทั่วไป เล่นอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงงานเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้คีย์บอร์ดและทัชแพดในการควบคุมเหมือนโน๊ตบุ๊คปกติ

Stand Mode เน้นใช้งานที่ระบบจอสัมผัสของตัวเครื่องอย่างเดียวและวางไว้บนพื้นที่ราบ โดยรูปแบบการใช้งานนี้จะเน้นไปทางการใช้งานแอพพลิเคชั่นของ Windows เอง หรือเน้นไปทางการดู YouTube หรือชมภาพยนตร์เป็นหลัก พร้อมรองรับการทำงานแบบมัลติทัชได้พร้อมกันมากสุดที่ 10 จุดพร้อมกัน

Tent Mode ค่อนข้างจะคล้ายกับ Stand Mode ก่อนหน้านี้ แต่จะอยู่ในรูปทรงตั้งเครื่องเอาไว้เป็นลักษณะสามเหลี่ยม ใช้ในการวิวดูข้อมูลการแสดงผลหน้าจอเป็นหลัก อีกทั้งยังสามารถจับพาดหรือเกาะกับสิ่งของรอบๆ ได้

Tablet Mode ด้วยการพับหน้าจอกลับแบบ 360 องศา จนฝาหลังและฐานใต้เครื่องมาติดกัน เราก็จะได้แท็บเล็ตที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งเรามีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เหมาะสำหรับการเอาไว้เล่นเกมหรือดู E-Book อย่างที่แท็บเล็ตอื่นๆ ทั่วไปในตลาดสามารถทำได้

Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 42
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 43
Lenovo ideaPad Flex 5 14 Review 45

อย่างไรก็ตามสำหรับ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ก็ต้องบอกว่าวางใจได้เลยเรื่องความทนทาน เพราะมีการออกแบบบานพับที่สามารถเปิดปิดหรือปรับระดับได้อย่างลื่นไหลได้เหมือนใหม่ทุกครั้ง แข็งแรงสามารถหมุนเปิดปิดได้เป็นพันๆ หมื่นๆ ครั้ง อย่างไม่มีปัญหาแน่นอน ตามสไตล์และฟีเจอร์ของ Lenovo ที่มีการต่อยอดตระกูล YOGA มาอย่างยาวนานหลายปี

Lenovo IdeaPad

สำหรับปากกาสไตลัส Lenovo Active Pen มีความสามารถเหมือนกันกับสไตลัสของ 2-in-1 Notebook ปกติ โดยมีปุ่มบนตัวสไตลัสจำนวน 2 ปุ่มทางด้านข้าง  และที่สำคัญสไตลัสนี้ยังรองรับระดับแรงกดได้มากถึง 4,096 ระดับเลยทีเดียวอันนี้การันตีได้จากผู้ใช้งานนักวาดการ์ตูนหลายคนทีเดียว หรือจะใช้ไว้จดงานเขียนหนังสือก็สามารถทำได้สบายๆ เรียกได้ว่าจะลืมการใช้กระดาษแบบเดิมๆ ไปเลย อีกทั้งมีอุปกรณ์ที่ช้วยให้เราติดปากกาสไตลัสกับตัวเครื่องได้อีกด้วย

สำหรับใครที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คบางเบาซักตัวที่พกพาสะดวกในราคาไม่แพง และมีความสามารถครบครันทั้งในเรื่องของการทำงานทั่วไปหรือแท็บเล็ตที่ทำงานร่วมกับโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการ Windows 10 ส่วนสเปคก็ถือว่าดีมากๆ รองรับการทำงานไม่ว่าจะเป็นในเรื่องงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง หรือเล่นเกม 3 มิติ ก็ยังพอได้ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ก็สามารถทำได้ดีและเป็นหนึ่งใน 2-in-1 Notebook เน้นบางเบาพรีเมียม ที่เป็นตัวเลือกน่าซื้ออันดับต้นๆ เลยทีเดียว

Connector / Thin And Weight

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง Lenovo IdeaPad Flex 5 14 นี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาที่มีการกระชับพื้นที่มากๆ แต่ยังมีพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 พอร์ต (รองรับการชาร์จไฟ) ที่ติดตั้งอยู่ทางด้านซ้าย พร้อมติดตั้งพอร์ต USB 3.1 Type-C จำนวน 1 พอร์ต (รองรับการใช้งาน DisplayPort, Power Delivery) และ HDMI ไว้เชื่อมต่อแสดงผลหน้าจอภายนอกอยู่ทางด้านขวา พร้อมช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร

Lenovo IdeaPad

ขนาดของตัวเครื่องและอแดปเตอร์ชาร์จไฟ (หัวชาร์จให้มาเป็น USB-C แล้ว) เมื่อเทียบกับขนาดของโน๊ตบุ๊ค 14″ แบบยุคก่อนๆ ถือได้ว่ามีมิติที่เล็กกว่าพอสมควร ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องเปล่านั้น อยู่ที่ 1.5 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับตัวก้อนอแด็ปเตอร์เข้าไปด้วย ก็จะมีหนักราวๆ 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่มีความเบามากๆ เลย แน่นอนว่าตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ สมกับเป็นโน๊ตบุ๊คเน้นประสิทธิภาพในยุคปัจจุบันทีเดียว

Performance / Software .  

Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ที่ได้รับมารีวิวเป็นสเปกขายจริง ได้ชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดระดับสูงอย่าง Intel Core i7-1065G7 สถาปัตยกรรม Ice Lakeใหม่ล่าสุด ทำงานแบบ 4 Core / 8 Thread ความเร็ว 1.30 – 3.90 GHz เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร

มีค่า TDP ที่ 10 – 15 – 25Watt ที่เน้นความแรงกว่า Ice Lake 10 นาโนเมตร รองรับการใช้งานทั่วไปได้สบายๆ ส่วนแรมก็ให้มาเป็นแบบ 16GB DDR4 Bus 3200 MHz อีกทั้งได้ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ได้ทั้งขนาดที่ใหญ่ใส่ไฟล์ได้เยอะ

c1.   c2

โดยมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home Single Language มาตั้งแต่แกะกล่อง ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์ Windows เลยครับ ส่วนถ้าต้องการเคลียร์เครื่อง ก็สามารถใช้งานฟังก์ชัน Reset this PC ที่อยู่ใน Settings ของ Windows 10 ได้เลยโดยไม่ต้องฟอร์แมต SSD เพื่อลง Windows ใหม่

กราฟิกการ์ดเป็นแบบออนชิปอย่าง Intel Iris Plus G7 ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีที่สุดของกราฟิกชิปในทุกรุ่น ที่ให้พลังในการประมวลผลที่ดีในระดับหนึ่ง อย่างในเรื่องของกราฟิก 2 มิตินั้นก็รองรับได้อย่างสบายๆ หรือถ้าเป็น 3  มิติก็ต้องบอกว่ารองรับการทำงานได้ดีเยี่ยม รองรับการทำงานกับหน้าจอความละเอียดสูงได้แบบไม่มีปัญหาระดับ Ultra HD กรณีเชื่อมต่อหน้าจอแยก แบบสบายๆ ลื่นไหล อย่างที่สเปกรุ่นก่อนๆ ทำไม่ได้

สำหรับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX โดยปกติแล้ว จะให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าการ์ดจอออนชิปของชิปประมวลผลอยู่เสมอๆ แต่ก็จะเป็น Series รองกว่าการ์ดจออย่าง NVIDIA GeForce GTX / RTX แน่นอน อย่างไรก็ตามการมาของ NVIDIA GeForce MX330 ที่ติดตั้งใน Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ยังคงพื้นฐานสถาปัตยกรรม Pascal ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการ Notebook การ์ดจอแยกที่ไม่เน้นเล่นเกมเป็นหลัก หรืออาจจะเล่นบ้างก็เล่นได้ลื่นไหลนั่นเอง

g1 g2

ส่วนการทดสอบพลังประมวลผลด้วยโปรแกรม Cinebench ก็ให้ผลคะแนนในส่วนของ CPU ได้ดีตามระดับของ Core i7 Gen 10 ส่วนด้านของ OpenGL ก็คะแนนพุ่งกว่าเครื่องที่ใช้ชิปออนบอร์ดทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าตอบโจทย์ในส่วนของงานประมวลผลหนักๆ ได้อย่างสบายๆ รวดเร็วทันใจแบบสุดๆ สมกับเป็นชิปประมวลผลตัวบนในรุ่นประหยัดพลังงาน ที่ใกล้เคียงกับตระกูล H ทีเดียว โดยดีขึ้นกว่า Core i7 Gen 8 รุ่นก่อนหน้าประมาณนึง

cine15.   cine20

ด้านของ Storage เป็น SSD มาตรฐาน NVMe ระดับบน ความจุ 512GB ที่ทำการทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark ก็พบว่าความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 3225MB/s ส่วนความเร็วในการเขียนก็อยู่ที่ 2953 MB/s ด้านของความเร็วในการอ่านเขียนไฟล์ก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ดีมากๆ

สามารถใช้งานทั่วไปได้เหลือเฟือ ยิ่งเมื่อนำไปใช้เทียบกับฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุนแล้วละก็จะเห็นถึงประสิทธิภาพทั้งในด้านการทดสอบและในด้านการใช้งานจริงที่แตกต่างกันอย่างเห็นเห็นได้ชัด เรียกได้ว่าเปิดอะไรปุ๊บก็ติดปั๊บ เร็วกว่ามาตรฐาน SATA 3 หลายเท่าตัว

ssd

การทดสอบประสิทธิภาพกับโปรแกรม PCMark 10 Advance ซึ่งสามารถทำคะแนนการทดสอบรวมได้มากถึง 4137 คะแนน ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ

และจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คทีมีชิปประมวลผลเป็น Intel Core i Gen 10 พร้อมมีการ์ดจอแยก ทำให้มีคะแนนพุ่งใกล้เคียงโน๊ตบุ๊คบางเบาในสเปกที่เป็น Intel Core i Gen 10H ที่เป็นสเปก Gaming ทีเดียว

pc10

ทดสอบเกมสำหรับ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เผยถึงเฟรมเรมในการเล่นเกมทำออกมาน่าสนใจมากๆ โดยเฉลี่ยของเฟรมเรท (FPS) จากทั้ง 3 ออนไลน์ เกมที่ได้ทดสอบมีค่าเฟรมเรทเฉลี่ยค่อนข้างลื่นไหล น่าประทับใจทีเดียว เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมมาก

ซึ่งตรงนี้ก็สามารถชี้วัดความสามารถในการเล่นเกมที่กราฟิกละเอียดๆ และภาพสวยๆ ได้ลื่นไหลเป็นอย่างดีเลย จากการที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-1065G7 ที่สามารถรีดพลัง NVIDIA GeForce MX330 ประกอบกับยังใช้แรม 16GB DDR4 รวมไปถึง SSD ความเร็วสูงก็ส่งผลช่วยด้วย

game test

เกมออนไลน์อย่าง DOTA 2 ก็จัดการทดสอบแบบปรับสุดหมด ซึ่งเป็นความละเอียดที่จะสามารถเล่นให้ลื่นได้ สำหรับรายละเอียดภาพอื่นๆ ก็เรียกได้ว่าเปิดทุกอัน  ผลที่ได้ออกมาก็คือสามารถเรนเดอร์ได้อย่างไหลลื่นในระดับเฟรมเรทที่สูงสุด แม้กระทั่งฉากตะลุมบอนกันก็สบายๆ ค่าเฟรมเรทเฉลี่ยอยู่ที่ 66 ขึ้นไปตลอด (อยากลื่นกว่านี้ก็ปรับกลางๆ ได้)

แต่ในส่วนของเกมอื่นๆ อย่าง Overwatch / PUBG ที่ปรับ Low ได้เฉลี่ยอยู่ที่ 125 / 53 นับได้ว่าตัวเครื่องของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 สามารถดึงประสิทธิภาพได้มากกว่าโน๊ตบุ๊คที่สเปกใกล้เคียงกัน ซึ่งสรุปโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเล่นได้สบายๆ อยู่ คาดว่าถ้าปรับ Medium ก็น่าจะเล่นได้ลื่นๆ ภาพสวยขึ้นอีกนิดพอได้อยู่

lenovo

ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ Lenovo Vantage ก็เรียกได้ว่าเป็นซอฟแวร์ที่มีประโยชน์มาก ช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการและควบคุมในหลายๆ ส่วนของเครื่องได้ เรียกได้ว่าค่อนข้างละเอียดมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นอัพเดทไดร์เวอร์ล่าสุด

การเปิดปิดอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่อง ตั้งค่าทัชแพด การเชื่อมต่อไร้สาย แบตเตอรี่ กล้องเว็บแคม ระบบเสียง และ Fingerprint ที่ต้องบอกว่าซอฟต์แวร์ต่างๆ นั้นไม่ได้ติดตั้งมาให้หนักเครื่องเปล่าๆ แต่สามารถใช้งานได้จริง และใช้งานได้ดีอีกด้วย

Battery / Heat / Noise

แบตเตอรี่ของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็นแบบฝังไว้ในเครื่องเหมือนกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ตัวแบตเตอรี่มีขนาด ประมาณ 4,000 mAh สามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานประมาณเกือบ 10 ชั่วโมงต่อเนื่องในการใช้งานแบบดู YouTube ผ่าน Wi-Fi โดยปรับเป็น Power Saver Mode

ถือได้ว่าเป็น 2-in-1 Notebook หน้าจอ 14″ อีกรุ่นหนึ่งเลยที่มีแบตเตอรี่ที่ใช้ได้ยาวนานในระดับที่ดีเยี่ยม ในการใช้งานจริงก็ถือว่าน่าประทับใจแล้ว พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ทั้งวันได้เลย พร้อมได้ฟีเจอร์ Rapid Charge ที่ชาร์จไฟเพียง 15 นาที ใช้งานได้ถึง 2 ชั่วโมง

batt

ผลการตรวจสอบอุณหภูมิขณะเครื่องทำงานปกติ มีเปิดโปรแกรมทำงานอยู่ด้วยบางส่วน โดยทดสอบเมื่ออยู่ในห้องแอร์อุณหภูมิประมาณ 26 องศา พบว่าความร้อนของ CPU จะอยู่ในช่วง 30 – 40 – 50 องศา ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับปกติของโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ใช้ชิป Core i7-1065G7

ส่วนถ้าเป็นอุณหภูมิหลังจากทดสอบงานประมวลผลหนักๆ แล้ว จะเห็นว่าอุณหภูมิสูงสุดของ CPU นั้นพุ่งไปสูงสุดที่ 96 องศาเซลเซียส แม้อาจจะดูว่าอุณหภูมิของ CPU ค่อนข้างสูง แต่ความร้อนที่แผ่ออกมานั้นก็ไม่ได้รบกวนการทำงานแต่อย่างใด รวมไปถึงถ้าไม่ใช้งานหนัก ตัวเครื่องเองก็ระบายความร้อนออกไปได้อย่างรวดเร็วดี ส่วน GPU ร้อนสุดเพียง 76 องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าทำได้ดีทีเดียว

temp2

Conclusion / Award

สรุปรีวิว Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็นอีกหนึ่ง 2-in-1 Notebook หน้าจอขนาด 14″ มาพร้อมความสมบูรณ์แบบ โดยจัดว่าเป็นรองในส่วนซีรีส์ YOGA ที่จะเน้นความหรูหราและบางเบาที่มากกว่า แต่จริงๆ แล้วก็มีความ่าสนใจไม่แพ้กันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์การออกแบบ ภาพลักษณ์ วัสดุ งานประกอบ รวมไปถึงสเปคประสิทธิภาพและประสบการณ์ใช้งานต่างๆ อาทิ การใช้งานปากกาและแบตเตอรีที่ใช้งานได้ยาวนาน 

จากสเปกชิปประมวลผล Intel Core i7-1065G7 ที่แม้ว่าจะไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Intel Core i Gen 11 แต่ก็ยังได้ความแรงลื่นที่อตบโจทย์การใช้งานในราคาคุ้มค่าอยู่ อีกทั้งยังมีการ์ดจอแยก NVDIA GeForce MX330 ช่วยประมวลผลงานหรือเกม 3 มิติ พร้อมได้แรมขนาด 16GB และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่ได้ความเร็วระดับสูง  

Lenovo IdeaPad

ที่นอกจากความบางเบาพรีเมียมแล้วก็ยังสามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสัมผัสขนาด 14″ แบบ Full HD พาเนล IPS ที่ได้ขอบเขตสีระดับกลางๆ แต่ก็ตอบสนองรองรับการใช้งานมัลติทัชที่ลื่นเสมือนใช้สมาร์ทโฟนแถมยังรองรับการใช้ปากกา Stylus ใช้งานวาดรูป

ได้มาตรฐานแรงกดได้หลายระดับเสมือนวาดบนกระดาษเลยจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ตอบสนองคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คสักเครื่องที่ไว้ใช้ทำงานและหน้าจอสัมผัสวาดรูปได้เป็นอย่างดีเลย ต่อยอดความสำเร็จจาก IdeaPad Flex รุ่นก่อนๆ ได้เป็นอย่างดี

Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เป็นโน๊ตบุ๊คสายพกพาบางเบาอีกรุ่นที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านของความกะทัดรัดของตัวเครื่อง ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คยุคก่อนๆ น้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัม ขอบจอบางเฉียบที่ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม

อีกทั้งการใช้งานคีย์บอร์ดก็ยังคงยอดเยี่ยม นับได้ว่าเป็นจุดเด่นของ Lenovo ที่ทำมาได้ดีโดยตลอด ก็พอมีข้อสังเกตอยู่บ้างจอเป็นจอกระจกทำให้ใช้งานกลางแจ้งค่อนข้างลำบากนิดหนึ่งเพราะแสงสะท้อนเวลาใช้งาน แต่ถ้าใช้งานในห้องธรรมดาก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

Lenovo IdeaPad

ซึ่งทางหากใครที่ซื้อมาเพื่อทำงานทั่วไป จดโน้ต หรือวาดรูปต่างๆ ไม่ได้เล่นเกมกินที่สเปคมากนัก บอกเลยครับว่า Lenovo IdeaPad Flex 5 14 เครื่องนี้ตอบโจทย์ที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ เพราะแทบเป็นโน๊ตบุ๊คไม่กี่รุ่นที่หน้าจอรองรับการใช้งาน Stylus ที่สามารถรู้แรงกดของเดาได้หลายระดับในราคาระดับนี้

ซึ่งจากการใช้งานสามารถทำได้ดีจริงๆ รวมไปถึงเอามาใช้งานออฟฟิศ ดูหนังฟังเพลง หรือเล่นเกมออนไลน์เบาๆ ก็ลงตัวทีเดียว จบในเครื่องเดียวสบายๆ ที่สำคัญแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานเกือบๆ 10 ชั่วโมง รวมไปถึงยังมีฟีเจอร์ Rapid Charge ที่ชาร์จไฟเพียง 15 นาที ใช้งานได้ถึง 2 ชั่วโมง

Lenovo IdeaPad

Awards

โดยในครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบการให้รางวัลกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่มไฮบริดโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ซึ่ง Lenovo IdeaPad Flex 5 14 ก็ได้รับรางวัลต่างๆ ดังนี้

Best Design

ดีไซน์โดยรวมของ Lenovo IdeaPad Flex 5 14 มีความโดดเด่นเรื่องสีสัน รวมถึงหน้าจอขอบบางแบบบางพิเศษ ที่ทำให้สามารถใช้งานจอขนาด 14″ ภายในตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปที่ใช้จอขนาดเดียวกัน  ด้วยการที่ตัวเครื่องมีความบางและน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ

ที่เชื่อได้เลยว่าทาง Lenovo ได้ใส่ใจในส่วนของรายละเอียดนี้เป็นอย่างมาก ประกอบกับวัสดุหลักในการผลิตยังใช้เป็นอลูมิเนียมที่ให้ในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน และยังบ่องบอกได้ถึงความสวยงามหรูหราอีกด้วย ฉะนั้นในเรื่องของรางวัล Best Design ทำให้ได้ไปอย่างไม่ยากเย็น

NBS award 7 Design

Best Mobility

ความบางเบาคือจุดเด่น ด้วยตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกระทัดรัดมากๆ บางแค่ 17.9 มิลลิเมตร เบาเพียง 1.5 กิโลกรัม ทำให้เป็นโน๊ตบุ๊คที่เหมาะมากๆ สำหรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ และนอกจากความบางเบา ยังมีความแข็งแกร่งอีกด้วย จากการใช้วัสดุคุณภาพดีตลอดทั้งตัวเครื่อง ตามมาตรฐานของ Lenovo ที่ทุกคนไว้ใจได้ 

ทำให้เป็น 2-in-1 Notebook ที่ลงตัวมาก ๆ สำหรับผู้ที่มองหาโน๊ตบุ๊คบางเบาซักเครื่องมาใช้งานในระดับจริงจัง ที่สำคัญแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง แทบไม่ต้องพกอแดปเตอร์กันเลยทีเดียว หรือจะพกไปก็ได้เพราะเป็น USB-C ที่เราสามรถนำไปชาร์จสมาร์ตโฟนก็สามารถทำได้ในอันเดียว

NBS award 4 Mobility

 

from:https://notebookspec.com/web/551595-review-lenovo-ideapad-flex-5-14-i7

Intel EVO Notebook แนะนำ 5 รุ่นน่าซื้อ สเปก Core i Gen 11 ที่มีความล้ำหน้า การันตีความแรงลื่น ดีไซน์บางเบา ใช้งานสะดวก แบตเตอรี่ยาวนาน

Intel EVO Notebook ถือว่าเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานใหม่ของโน๊ตบุ๊คนับจากนี้ไป ด้วยแพลตฟอร์มบนโน๊ตบุ๊กที่มีการใช้ชื่อว่า Intel Evo ที่เป็นแบรนด์ต่อเนื่องจาก Project Athena โดยโน๊ตบุ๊กที่จะใช้แพลตฟอร์ม Intel Evo ได้ต้องใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 (Tiger Lake)

Intel EVO Notebook

ซึ่งในตลาดตอนนี้ก็มีพร้อมขายกันหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ต่างๆ อาทิ Acer / ASUS / HP / Dell / Lenovo (ในอนาคต Intel EVO Notebook จะมีตัวเลือกกันเยอะกว่านี้อีก) แน่นอนว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่เน้นความบางเบา พกพาสะดวก แต่ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่สูง โดยหลักๆ แล้ว Intel Evo มีเงื่อนไขคุณสมบัติประสบการณ์การใช้งาน ได้แก่

  • ประสิทธิภาพสูง ใช้ชิปประมวลผล Core i5 / i7 ขึ้นไป, แรม 8GB ขึ้นไป, หน่วยความจำเป็น SSD NVMe 256GB ขึ้นไป
  • ประสิทธิภาพดีพอแม้ทำงานด้วยแบตเตอรี่ ใช้งานที่จอ Full HD ได้นานกว่า 9 ชั่วโมง
  • ชาร์จเร็ว ใช้เวลาชาร์จ 30 นาทีใช้งานได้นาน 4 ชั่วโมง รองรับการชาร์จเร็วผ่าน USB-C (USB Power Delivery)
  • เปิดเครื่องต่ำกว่า 1 วินาที แล้วต้องพร้อมทำงานแทบจะทันที (Connected Standby และ Lucid Sleep)
  • มีฟีเจอร์ด้าน AI เช่น มีไมโครโฟนรับเสียงจากระยะไกล, ฟีเจอร์เร่งความเร็ว Deep Learning Boost
  • รองรับพอร์ต Thunderbolt 3, เชื่อมต่อเน็ตผ่าน Wi-Fi 6 (AX) Gig+  และมีตัวเลือกใช้เครือข่าย Gigabit LTE
  • Ultrabook / 2-in-1 Notebook ดีไซน์บางเบา และใช้ Precision Touchpad / รองรับปากกา

ซึ่งบทความนี้เราจะมาแนะนำ Intel EVO Notebook น่าซื้อ 5 รุ่น สเปก Core I Gen 11 ที่มีความล้ำหน้า การันตีความแรงลื่น ดีไซน์บางเบา ใช้งานสะดวก แบตเตอรี่ยาวนาน ที่แบ่งเป็น 5 รุ่น จาก 5 แบรนด์ด้วยกัน เพื่อจะได้เป็นตัวเลือกให้กับหลายๆ คนที่กำลังเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คที่บางเบาและได้ประสิทธิภาพสูง ฟีเจอร์รอบด้าน กับการได้แพลตฟอร์ม Intel Evo  ที่จะมีรุ่นอะไรบ้างนั้นไปชมกันต่อเลย

Intel EVO Notebook

Intel EVO Notebook แนะนำ 5 รุ่นน่าซื้อ

Acer Swift 5

Acer Swift 5 (SF514-55) เป็นหนึ่งใน Intel EVO Notebook จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายบางเบาระดับพรีเมียมรุ่นล่าสุด ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย โดยสเปกใช้ชิป Intel Core i Gen 11 สถาปัตยกรรม Tiger Lake-U เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 nm+ ที่มี Intel Xe Graphics การ์ดจอออนชิปรุ่นใหม่ตัวแรกตัวแรง

แบ่งเป็นสเปกอย่าง Core i5-1135G7 / Core i7-1165G7 ซึ่งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ หลายเท่าตัว ในส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็ยังมาพร้อมกับ Wi-Fi 6 AX (GIG+) แบบ Dual-band และ Bluetooth 5.0 และ USB ได้มาตรฐานเป็น 3.2 Gen 2 อีกทั้งได้ได้การเชื่อมต่อที่ดีที่สุดอย่าง Thunderbolt 4 อีกด้วย 

Intel EVO Notebook

Acer Swift 5 (SF514-55) มาพร้อมหน้าจอ 14″ แบบทัชสกรีน ความละเอียด Full HD ใช้พาเนลเป็น IPS เกรดสูง sRGB 100% โดยมีน้ำหนักเพียง 970 กรัมเท่านั้น ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 16GB มาตรฐาน LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB ที่แรงลื่นใช้งานได้ทันที ไม่ต้องกังวลเรื่องการอัปเกรด

รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็ทำได้ยอดเยี่ยมเหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เบาที่สุด โดยมีทั้งรุ่นการ์ดจอออนชิปและการ์ดจอแยกให้เลือก แน่นอนว่ายังมี Fingerprint ติดตั้งมาให้ใช้งานร่วมกับ Windows Hello ให้พร้อมเข้าใช้งาน

Intel EVO Notebook

สำหรับตัวเครื่อง Acer Swift 5 (SF514-55) ทำจากแมกนีเซียมลิเธียมและแมกนีเซียมอลูมิเนียมคุณภาพสูง ตัวเครื่องบางเบาพกพาสะดวกด้วยน้ำหนักที่น้อยกว่า 1 กก. ขนาดบางเฉียบ 14.95 มม. ได้ดีไซน์ขอบจอบางเฉียบ Screen-to-Body น่าประทับใจสูงสุด 90% ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความเล็กกระชับมากๆ

แบตเตอรี่ใช้งานยาวนานสามารถชาร์ตได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้งานได้ถึง 4 ชั่วโมงในการชาร์ต 30 นาที หรือถ้าชาร์จแบตเตอรี่เต็มๆ 100% ก็จะสามารถใช้งานได้ 17 ชั่วโมง พร้อมเพิ่มสีสันให้เลือกอีก 2 สี Mist Green และ Safari Gold ที่ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง

Acer Swift 5 (SF514-55) ได้ในส่วนของประกัน 3 ปี (On-site Service ในปีแรก) พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมงด้วย แน่นอน สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) ไปพร้อมใช้งานอีกด้วย  ยังไงคนไหนมองหาโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ได้สเปกแรงๆ ฟีเจอร์ป้องกันแบคทีเรียล้ำๆ กว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไปล่ะก็ ลองดูเป็น Acer Swift 5 (SF514-55) รุ่นนี้ได้เลย 

Lenovo YOGA Slim 7i Carbon

Lenovo Yoga Slim 7i Carbon เป็นหนึ่งใน Intel EVO Notebook ซึ่งเป็นไฮไลท์สำคัญของไลน์ผลิตภัณฑ์ Yoga มีความโดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ที่สวยงามและความแข็งแกร่ง ให้ความคล่องตัวในการใช้งานด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 966 กรัมบนหน้าจอขนาด 13.3 นิ้วแบบ 16:10  และบางเพียงแค่ 14.25 มิลลิเมตร ทำให้เหนือชั้นกับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่อย่างที่สุด 

ให้ความเหมาะมือจึงสามารถพกพาไปได้ในทุกที่ ตัวเครื่องที่สวยงามเรียบหรูนี้มาพร้อมกับความทนทานด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์สีขาว Moon White ซึ่งผ่านการทดสอบ 9 อย่าง ความทนทานเทียบได้กับมาตรฐานในระดับ MIL-STD-810G โดยมาพร้อมกับการรับประกันแบบ 3 ปี แบบ On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน

จากการที่มาพร้อมกับแพลตฟอร์ม Intel Evo ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ถึงความอัจฉริยะของเครื่องด้วยเทคโนโลยีที่ผ่านการออกแบบและทดสอบแล้วว่าให้การตอบสนอง ประสิทธิภาพการใช้งานแบตเตอรี่และความสามารถในการชาร์จที่ดีและเร็วขึ้น

Intel EVO Notebook

ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 จึงให้การทำงานที่เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมได้เทคโนโลยีกราฟฟิก Intel Iris Xe ช่วยให้เครื่องแสดงผลเร็วขึ้น 3 เท่า และสามารถจัดการความร้อนได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ผ่านการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 และการส่งถ่ายข้อมูลผ่านพอร์ต Thunderbolt 4 ที่มีมาให้ถึง 2 พอร์ต ความจุแบตเตอรี่สูงถึง 50 วัตต์

ทำให้ YOGA Slim 7i Carbon รองรับการเล่นวีดีโอต่อเนื่องได้นานถึง 15 ชั่วโมง หรือใช้ทำงานทั่วไปได้นานถึง 13 ชั่วโมง อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วอย่าง Rapid Charge Boost ให้ประสิทธิภาพแบตเตอรี่สำหรับใช้งานเพียงพอถึง 2 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 15 นาที

Intel EVO Notebook

หน้าจอความละเอียดแบบ 2560×1600 Quad HD รองรับการแสดงผลกว่า 4 ล้านพิกเซล และความสว่างขนาด 300 nit ช่วยให้ทุกตัวหนังสือและทุกภาพคมชัดแม้ใช้งานกลางแจ้ง ค่าสีแสดงผลแบบ 100% sRGB colour gamut และรองรับ Dolby Vision HDR ให้สีสันสวยงามสมจริง ถนอมสายตาด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการรองรับสิทธิบัตร TÜV Rheinland Eye Comfort Certified ว่าสามารถช่วยลดการเมื่อยล้าของตา

คุณภาพเสียงจากลำโพง 2x2W Dolby Atmos  ให้อรรถรสการฟังในแบบ 3 มิติ พร้อมมีเทคโนโลยีการจัดการเครื่องอย่าง Lenovo Q-Control ที่ใช้เทคโนโลยีระบายความร้อน  Lenovo Intelligent Thermal System 4.0 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและจัดการพลังแบตเตอรี่ ในส่วนของระบบปฏิบัติการได้ Windows 10 ใช้งานได้ทันที อีกทั้งมีโปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,290 บาท) ไปให้ใช้งานอีกด้วย

ASUS ZenBook 14 Ultralight UX435

ASUS ZenBook 14 UX435 เป็น Intel EVO Notebook สเปก Intel Core i Gen 11 Tiger Lake ที่เน้นความกะทัดรัด พกพาสะดวก ถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊ค 2 จอสุดล้ำ ได้ดีไซน์ตัวเครื่องขอบจอบาง จากการใช้หน้าจอแสดงผล 14″ ขอบบางแบบ NanoEdge ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพสูงซึ่งทำให้ ZenBook รุ่นนี้กลายเป็นโน๊ตบุ๊คมิติตัวเครื่องเทียบเท่าขนาด 13.3″ เท่านั้น เบาสุดเพียงแค่ 980 กรัม ส่วนตัวเครื่องก็บางเพียง 14.9 มิลลิเมตรเท่านั้น

โดดเด่นด้วย NumberPad 2.0 ที่เป็นแป้นตัวเลข ติดตั้งแทนที่ทัชแพดแบบเดิมๆ สเปกอื่นๆ ก็คาดว่าน่าสนใจด้วยหน่วยความจำแรมแรม 8GB พร้อมที่เป็นข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ในตัว ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย ส่วนประกันเป็น 3 ปี On-site และปีแรกมีประกันอุบัติเหตุด้วย

Intel EVO Notebook

วัสดุหลักเป็นอลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ด้วยสีสันอย่างสีเทา อย่าง Pine Grey ให้ความหรูหราพรีเมียมไม่เหมือนใคร ตัวเครื่องเองก็ผ่านการทดสอบเรื่องความทนทานระดับ US MIL-STD 810G Military-Grade มาอยู่แล้ว วัสดุเป็นลิเธียมอัลลอยด์ที่ดีกว่าอลูมิเนียมอัลลอยด์ 

ได้ความปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้า 3D IR Camera ใช้งานผ่านทาง Windows Hello ที่สะดวกและง่ายกว่าการกรอกรหัสผ่านแบบเดิมๆ ตัวลำโพง ASUS ZenBook 14 UX435 เป็นแบบสเตอริโอเลือกใช้ลำโพง 2 ตัว ระบบเสียง Harman/Kardon ให้ที่เสียงที่ดีมากทั้งความดังและคุณภาพ รวมไปถึงแบตเตอรี่เองก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 17 ชั่วโมงตามที่ทาง ASUS เคลมไว้

ด้วยการออกแบบตัวเครื่องที่เน้นเป็นสุดยอดโน๊ตบุ๊คที่หรูหราบางเบา แต่ก็ยังมาพร้อมความคุ้มค่าทำให้ ASUS ZenBook 14 UX425 มีความบางเบาที่สุด โดยบางเพียง 14.9 มิลลิเมตร และน้ำหนักแค่ 980 กรัม สามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คระดับสูง หรือคนทำงานพนักงานออฟฟิศที่เน้นใช้งานทั่วไปให้ประสิทธิภาพพอตัว

Intel EVO Notebook

ASUS ZenBook 14 UX435 ในเรื่องพอร์ตเชื่อมต่อก็ถือว่ามีความครบครันตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คบางเบา อาทิ พอร์ต USB 3.1 Type-A จำนวน 1 พอร์ต โดดเด่นด้วยการติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ 2 พอร์ต แน่นอนว่ารองรับการชาร์ไฟเข้าเครื่องทั้ง 2 พอร์ต ทั้งอแดปเตอร์อื่นๆ ที่เป็น PD หรือ Power Bank รวมถึงต่อหน้าจอแยก 4K / 8K อีกด้วย

ทางด้านพอร์ตการเชื่อมต่อหน้าจอก็จะมี HDMI มาให้ ส่วนช่องอ่าน micro-SD Card จะอยู่ด้านขวามือตัวเครื่อง ซึ่งการเชื่อมต่อหูฟังเป็นแบบ Combo ไมค์และหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรแบบปกติ และตัวอแดปเตอร์ที่ชาร์จเองก็มีขนาดเล็กเป็นหัว USB-C กะทัดรัดซึ่งเมื่อรวมเข้าไปด้วยกันแล้ว 

Dell Inspiron 13 7306

Dell Inspiron 13 7306 จัดว่าเป็นหนึ่งใน Intel EVO Notebook ที่เป็น 2-in-1 Notebook รุ่นใหม่ล่าสุด ได้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ซึ่งเป็นโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ปลายปี 2020 หน้าจอ 13.3″ ขอบจอบางเฉียบ ความละเอียด Full HD / Ultra HD รองรับการทัชสกรีนและปากกา โดยมีช่องเก็บตรงบานพับในตัวที่ดูหรูหราไม่ซ้ำใคร

มาพร้อมกับขนาดตัวเครื่องที่บางเบาเล็กกระทัดรัด ที่เบาเพียง 1.27 กิโลกรัม และบางที่ 16.74 มิลลิเมตร ขอบจอก็บางเฉียบ แรมขนาด 8GB / 16GB DDR4 พร้อม SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB สำหรับความละเอียดหน้าจอก็เป็นพาเนล WVA ให้ภาพคมชัดสวยงามสมจริง พร้อมใช้งานด้วย Windows 10 และมีซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย

Intel EVO Notebook

มาพร้อมดีไซน์ที่เรียบๆ แต่แฝงความหรูหรา ที่สำคัญคือติดตั้งพอร์ต Thunderbolt 4 มาให้พร้อมใช้งานด้วย สนนราคา Dell Inspiron 13 7306 อยู่ที่ 42,990 บาท กับรุ่น Core i7-1165G7 ได้จอ Ultra HDส่วนถ้าเป็นรุ่น Core i5-1135G7 ได้จอ Full HD จะอยู่ที่ 33,990 บาท

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Dell Inspiron 13 7306 นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.3″ ในแบบยุคก่อนๆ เนื่องด้วยตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ โดยได้เลือกติดตั้งกล้อง IR มาเพื่อช่วยสแกนใบหน้าเพื่อเข้าใช้งาน Windows 10 อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย

Intel EVO Notebook

เรียกได้ว่าถอดแบบมาจากรุ่นพี่อย่าง Dell XPS 13 ที่เป็นรุ่นพี่ได้เป็นอย่างดี ทำให้ห้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ที่สำคัญ 2-in-1 Notebook มีการดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ โดยติดตั้งอยู่ที่บานพับ ซึ่งอาศัยแม่เหล็กในการเก็บอีกที เรียกว่า Pen Garage อย่างที่น่าไม่ได้ใน 2-in-1 Notebook รุ่นอื่นๆ 

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ สีสันจะเป็น Element Black ออกแนวดำๆ เทาๆ เหมาะกับทั้งสาวๆ หรือหนุ่มๆ วัยทำงานยุคนี้ แล้วจะใช้เป็นอลูมิเนียมคุณภาพสูงตลอดทั้งตัวเครื่องเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือบานพับก็เป็นอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทานไม่ต่างจากตัวเครื่อง คอยทำหน้าที่หมุนหน้าจอได้ถึง 360 องศา ไว้ใช้ Multi Mode ทำให้ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

HP ENVY 13

อีกหนึ่ง Intel EVO Notebook จาก HP Notebook ที่มีความน่าสนใจมากๆ กับ HP ENVY 13 สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 11 ที่พร้อมความพรีเมียมหรูหรา และฟีเจอร์ความปลอดภัยจัดเต็ม ได้ความบางและเบามากๆ เน้นพกพา กับน้ำหนักเพียง 1.17 กิโลกรัมเท่านั้น

นับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ ของ HP ที่เบาและบางที่สุดก็ว่าได้ ส่วนตัวคีย์บอร์ดนั้นก็ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ให้ส่วนลำโพงเป็น Bang & Olufsen ที่จัดว่าคุณภาพเสียงดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป อีกทั้งยังได้ซอฟต์แวร์การทำงาน Office Home & Student 2019 (Word / Excel / Power Point) มูลค่า 4,299 บาทฟรีๆ ด้วย

Intel EVO Notebook

HP ENVY 13 มี 2 สเปกให้เลือกคือรุ่น Core i5-1135G7 หรือ Core i7-1165G7 มาพร้อมกับชิปกราฟิก NVIDIA GeForce MX450 ที่ให้ประสิทธิภาพแรงพอๆ กับ GTX 960M ทำให้เล่นเกม 3 มิติออนไลน์ ได้ลื่นในระดับนึงทีเดียว สำหรับสเปกอื่นๆ ก็ยังติดตั้งแรมขนาด 8GB / 16GB DDR4 และที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB เป็นมาตรฐาน

โดยหน้าจอเป็นความละเอียด Full HD ที่ได้พาเนล IPS คุณภาพสูง แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ส่วนการรับประกัน 3 ปีแบบ On-site Service ตามมาตรฐานของ HP ที่ทุกคนมั่นใจ มีฟีเจอร์อย่างสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ติดตั้งไว้มุมขวาล่างของคีย์บอร์ดไว้ให้ใช้งานกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งด้วย

Intel EVO Notebook

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ HP ENVY 13 จัดได้ว่าเป็น Ultrabook หน้าจอ 13.3″ ที่น่าสนใจอยู่พอสมควร จากการที่มีบางเบา ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา ส่วนของวัสดุทั้งหมดจะใช้เป็นอลูมิเนียมคุณภาพสูงเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา รวมไปถึงดูหรูหรามีราคา

ที่สำคัญก็คือในส่วนของดีไซน์การเปิดตัวหน้าจอและคีย์บอร์ดที่จะทำมุมอย่างเหมาะสมเวลาเปิด ทำให้เวลาที่ใช้งานนั้นผู้ใช้จะรู้สึกว่าตัวเครื่องมีการระบายอากาศทางด้านล่างของโน๊ตบุ๊คออกไปอย่างรวดเร็วและให้ความรู้สึกสะดวกสบายมากขึ้นเวลาพิมพ์ ส่วนสีสันได้เป็นสีเงิน Natural Silverโดยบานพับเป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ที่แลดูแข็งแรงทนทานเข้ากับเครื่อง อาศัยระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมเพียงตัวเดียวก็เอาอยู่แบบสบายๆ 

แพลตฟอร์ม Intel EVO Notebook นี้จะมาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i5 หรือ i7 เจนเนอเรชั่น 11 สุดล้ำสมัยที่ได้รับการติดตั้งกราฟิก Intel Iris Xe ที่ดีเทียบเท่าการ์ดจอแยก พร้อมส่งมอบประสิทธิภาพโดยรวมที่รวดเร็ว และประสบการณ์ที่สมจริงยิ่งกว่าเดิม ในทุกๆ ด้านของการใช้งาน อย่างการพกพา การตอบสนอง และแบตเตอรี่ยาวนาน

อย่างไรก็ตามไม่ใช่โน๊ตบุ๊กบางเบาทุกรุ่นที่จะได้แพลตฟอร์มนี้ ตรงนี้เราต้องตรวจกันอีกที ซึ่งดูง่ายๆ ผ่านทางสติ๊กเกอร์ที่แปะไว้ที่ตัวเครื่องได้เลย ซึ่งที่เรานำมาแนะนำในบทความนี้ 5 รุ่น เป็น Intel EVO Notebook อย่างแน่นอนครับ โดยในตลาดตอนนี้ก็มากกว่า 5 รุ่นนี้ด้วย ไว้โอกาสหน้าเราจะมาแนะนำกันใหม่อีกที 

Lenovo YOGA Slim 9i Review 122

 

from:https://notebookspec.com/web/551472-intel-evo-notebook-buyer-guide-5-models