คลังเก็บป้ายกำกับ: NBTC

กสทช. ย้ำ สนับสนุนซื้อฟุตบอลโลกทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยใส่ใจสุขภาพ

กสทช. ลงสนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การสนับสนุนซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก (รอบสุดท้าย) ปี 20222 กับ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) วงเงิน 600 ล้านบาท ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และหวังสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยใส่ใจสุขภาพ

ฟุตบอลโลก

กสทช. ย้ำ ต้องหาคนมาช่วยซื้อถึงจ่ายเงินให้

ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการกสทช. กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การสนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก (รอบสุดท้าย) ปี 2022 ระหว่างสำนักงาน กสทช. กับ กกท. ทางสำนักงานได้สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนวิจัย และพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ในการซื้อลิขสิทธิ์จำนวน 600 ล้านบาท เพื่อให้ กกท. นำไปใช้ซื้อลิขสิทธิ์การแข่งขันดังกล่าว

การสนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์ในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน และคนด้อยโอกาส สามารถเข้าถึง และรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลก (รอบสุดท้าย) ปี 2022 ได้อย่างทั่วถึง และเท่าเทียม และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และโอกาสในการได้สิทธิ์การถ่ายทอดการแข่งขัน โดยออกอากาศผ่านกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ทุกประเภทที่อยู่ในการกำกับดูแลของสำนักงาน กสทช. ที่ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ สำหรับ กกท. สามารถสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสรับชมการแข่งขันกีฬาที่สำคัญ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนในการพัฒนาศักยภาพทางด้านกีฬา

ทั้งนี้ กกท. มีหน้าที่ต้องจัดหางบประมาณส่วนที่ขาดเพื่อให้ครอบคลุมการซื้อลิขสิทธิ์ทั้งหมด และลงนามในสัญญาการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก (รอบสุดท้าย) ปี 2022 กับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ให้แล้วเสร็จ เพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์ดังกล่าว ส่วนรายละเอียดตามข้อตกลงความร่วมมือระบุให้ กกท. ดำเนินการร่วมกับกองทัพบก และโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ที่สำคัญการสนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์ยังทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และสร้างแรงจูงใจบันดาลใจให้กับเยาวชน และประชาชนหันมาสนใจกีฬา และใส่ใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น

“สำนักงาน กสทช. หวังว่าการสนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก (รอบสุดท้าย) ปี 2022 ตามมติที่ประชุม กสทช. ครั้งนี้ นอกจากจะช่วยส่งเสริมให้ประชาชน และคนด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงการรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาสำคัญในระดับโลกโดยทั่วถึง และเท่าเทียม ยังเป็นการสนับสนุนให้มีการรับชมเนื้อหารายการที่ถูกลิขสิทธิ์ และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านงบประมาณสนับสนุนให้มีการจับจ่าย หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กสทช. ย้ำ สนับสนุนซื้อฟุตบอลโลกทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยใส่ใจสุขภาพ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nbtc-fifa-world-cup-2022/

NT ร่วมมือ กสทช. เตือนภัยเครื่องหมาย + ก่อนรับสายพึงระวังภัยจากมิจฉาชีพ

NT จับมือ กสทช. เตือนภัยประชาชนก่อนรับสายโทรศัพท์จากต่างประเทศ พบมีเครื่องหมาย + นำหน้าพึงระวัง หากน่าสงสัยวางสายทันที พร้อมวางมาตรการสกัดเหตุหวังตัดตอนปัญหามิจฉาชีพระบาดหนักในประเทศ

NT

นางสาวโชติกา ไพจ์ศรีผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า ขณะนี้มิจฉาชีพได้ปรับช่องทางในการโทรมาหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อ ด้วยการใช้วิธีการโทรเข้าจากต่างประเทศ NT จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. แจ้งเตือนประชาชนให้ระวังก่อนการรับสายเบอร์โทรจากต่างประเทศทุกครั้ง

หากมีหมายเลขโทรศัพท์ที่เรียกเข้าขึ้นต้นด้วย +698+66 ซึ่งเป็นสายที่โทรจากเบอร์มือถือไทยที่ใช้บริการโรมมิ่งจากต่างประเทศ และ +697 ซึ่งเป็นสายโทรผ่านระบบ VoIP (Voice over Internet Protocol) เข้ามาจากต่างประเทศให้พึงสังเกต หากไม่ได้มีการติดต่อธุรกิจจากต่างประเทศ หรือไม่มีญาติพี่น้องอยู่ต่างประเทศ

รวมถึงไม่ได้มีการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ให้วางสายทันทีและงดโทรกลับไปที่เบอร์ดังกล่าว เพื่อป้องกันการเกิดค่าใช้จ่ายเรียกเก็บจากผู้ให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศและเหตุอันอาจจะก่อให้เกิดการเสียทรัพย์สินในอนาคต

ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมสกัดการโทรเข้าจากต่างประเทศ NT ได้ดำเนินการป้องกันการเกิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยปรับรูปแบบหมายเลขโทรศัพท์ระหว่างประเทศขาเข้าให้มีรูปแบบตามมาตรฐานโทรคมนาคมของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU-T) รูปแบบเดียว คือ มีเครื่องหมาย “+” นำหน้าตามด้วยรหัสประเทศ เช่น +381631900756 

พร้อมแจ้งให้ประชาชนรับทราบและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง หากพบความน่าสงสัยหรือไม่มีเหตุอันควรตามข้อมูลข้างต้นให้งดรับสายในทุกกรณี และสามารถแจ้งมายัง NT Contact Center 1888 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อระงับการโทรจากหมายเลขต้นทางที่มีความผิดปกติและประสานไปยังผู้ให้บริการโครงข่ายในต่างประเทศให้ตรวจสอบและระงับการโทรของหมายเลขต้นทางมายังปลายทางในประเทศไทย

สำหรับประชาชนผู้ใช้บริการที่ถูกหลอกลวงสามารถแจ้งความได้ที่สถานีตำรวจเพื่อให้ดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/nt-joins-hands-with-nbtc-to-warn-before-answering-calls/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nt-joins-hands-with-nbtc-to-warn-before-answering-calls

กสทช. จัดให้! ใช้งบ 600 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 ดูผ่านฟรีทีวีได้ทุกแพลตฟอร์ม

กสทช. อนุมัติเงินกองทุน กทปส. 600 ล้านบาท ให้ กกท. ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 20 พ.ย.–18 ธ.ค. 2022 ให้คนไทยได้ดูผ่านฟรีทีวีทุกแพลตฟอร์ม

กสทช.

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ กสทช. จ่าย

ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ที่ประชุม กสทช. โดยกรรมการเสียงข้างมาก มีมติอนุมัติสนับสนุนเงินงบประมาณแก่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย หรือ FIFA World Cup Final 2022 ตามจำนวนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

“กสทช. โดยกรรมการเสียงข้างมาก อนุมัติเงินจากกองทุน กทปส. 600 ล้านบาท (รวมภาษี และอากรอื่นใด) ให้คนไทยทุกคนสามารถรับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 ทั้ง 64 นัด ผ่านฟรีทีวีทุกแพลตฟอร์ม ส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิของคนพิการ ผู้มีรายได้น้อย และคนด้อยโอกาสให้เข้าถึงหรือรับรู้และใช้ประโยชน์อย่างเสมอภาค”

การดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) ทั้งการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็น 1 ใน 7 รายการที่กำหนดไว้ในประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 (Must Have)

ย้อนรอยการดำเนินการสุดล่าช้า

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า การสื่อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้ายมีมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท และมีการดำเนินการค่อนข้างล่าช้า หรืออีก 2 สัปดาห์การแข่งขันจะเริ่มขึ้น แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ออกมา แสดงให้เห็นถึงความไม่ตื่นตัวของการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก

เช่นเดียวกับฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศไทยมีการจัดซื้อลิขสิทธิ์ค่อนข้างล่าช้าเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายมี 9 องค์กรเอกชนรวมเงินกันซื้อลิขสิทธิ์ รวมถึงฟุตบอลยูโร 2020 ที่มีการจัดซื้อลิขสิทธิ์ล่าช้า จนสุดท้ายมีแบรนด์รองเท้า Aerosoft เป็นผู้ทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์ก่อนการแข่งขันเริ่มเพียงไม่กี่วัน

กระแสฟุตบอลโลกที่เริ่มไม่ดีเหมือนก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสการทำตลาดผ่านฟุตบอลโลกในประเทศไทยไม่ดีเหมือนครั้งก่อนหน้าปี 2018 สังเกตจากความคึกคักของแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ที่แทบไม่มีการนำฟุตบอลโลกมาช่วยสื่อสารแบรนด์ รวมถึงสื่อต่าง ๆ ยังไม่มีการโปรโมตการแข่งขันนี้มากนัก

สรุป

นับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2018 เป็นต้นมา การแข่งขันฟุตบอลรายการใหญ่ล้วนถูกให้ความสำคัญน้อยลงทั้งผู้ชม และแบรนด์สินค้าต่าง ๆ หรือมนต์ขลังของกีฬาฟุตบอลจะค่อย ๆ หายไป ผ่านการที่ผู้บริโภคมีสื่อความบันเทิงที่หลากหลายจนไม่จำเป็นต้องเฝ้ารอมหกรรมการแข่งขันเหมือนในอดีต

อ้างอิง // กสทช.

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กสทช. จัดให้! ใช้งบ 600 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2022 ดูผ่านฟรีทีวีได้ทุกแพลตฟอร์ม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nbtc-fifa-world-cup/

แบงค์ชาติ/ปปง./กสทช. วางมาตรการฝากเงินผ่านตู้อัตโนมัติ ยืนยันตัวตนด้วย OTP ผ่านโทรศัพท์

หลังจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ออกมาตรการบังคับให้มีการยืนยันตัวตนก่อนฝากเงินในเครื่องรับฝากอัตโนมัติ จนกระทั่งผู้ใช้ต้องมีบัตรเดบิตของธนาคารจึงใช้งานได้ ล่าสุด ปปง. และธนาคารแห่งประเทศไทยก็ปรับมาตรการ เป็นการยืนยันตัวตนผ่าน OTP ของโทรศัพท์มือถือโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

มาตรการใหม่นี้ผู้ใช้จะต้องกรอกหมายเลขบัตรประชาชน และหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่หน้าเครื่อง จากนั้นรอรับ OTP เพื่อยืนยันตัวตนก่อนฝากเงิน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เนื่องจากกสทช.และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ทุกรายได้การสนับสนุน

มาตรการนี้เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย

ภาพโดย mrganso

from:https://www.blognone.com/node/131325

realme 10 Pro 5G ผ่านการรับรองจากกสทช.แล้ว เตรียมเปิดตัวในไทยเร็วๆ นี้

realme กำลังจะเปิดตัว realmr 10 (RMX3630) ที่ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ท MediaTek Helio G99 ที่อินโดนีเซียในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นสมาร์ตโฟนเครื่องเดียวที่จะเปิดตัวในวันพุธหน้าหรือไม่ เนื่องจาก realme 10 Series ยังรวมถึง realme 10 5G (RMX3663) และ realme 10 Pro+ (RMX3687) ด้วย

และล่าสุดมีข้อมูลของ realme 10 Pro 5G อีกรุ่นได้ผ่านการรับรองจากหน่วยงานกสทช.บ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

realme 10 Pro 5G

สำนักงาน กสทช. ได้ให้การรับรองสมาร์ตโฟน realme หมายเลขรุ่น RMX3661 หรือ realme 10 Pro 5G เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยภาพตัวเครื่อง และข้อมูลสเปกออกมาในตอนนี้

realme 10

แต่สำหรับ realme 10 ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะมาพร้อมจอแสดงผลแบบ Super AMOLED โดยมีอัตรารีเฟรชเรท 90Hz ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ท MediaTek Helio G99 จับคู่กับ RAM สูงสุด 16GB โดยที่จริงมี RAM สูงสุด 8GB และรองรับความจำเสมือนอีก 8GB (Dynamic RAM) สามารถรันแอปพร้อมกันสูงสุด 18 แอปได้อย่างราบรื่น

และ Madhav Sheth รองประธานของ Realme ยังได้เผยว่า realme 10 จะมีกล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และกล้องเซลฟี่ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และใช้แบตเตอรี่ความจุ 5,000 mAh รองรับชาร์จไว 33W สามารถชาร์จ 50% ภายในเวลา 28 นาที

ที่มา : Gsmarena

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/realme-10-pro-5g-gets-nbtc-certified-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=realme-10-pro-5g-gets-nbtc-certified-2

กสทช. เสียงข้างน้อยโพสต์ความเห็น อธิบาย 7 เหตุผลที่ไม่ควรให้ควบรวม DTAC-True

ศาสตราจารย์พิรงรอง รามสูต หนึ่งใน กสทช. เสียงข้างน้อย ในกรณีควบรวม DTAC/True โพสต์แสดงความเห็นของตัวเองผ่าน Facebook โดยให้เหตุผล 7 ข้อที่ยืนยันว่าไม่ควรอนุญาตให้เกิดการควบรวม

เหตุผลหลักๆ คือการแข่งขันในตลาดจะลดลง เหลือผู้เล่นรายใหญ่แค่ 2 ราย และเงื่อนไขการบรรเทาผลกระทบที่ออกมา ไม่น่าจะช่วยเพิ่มระดับของการแข่งขันในตลาดได้

ที่มา – Facebook Pirongrong Ramasoota

วันนี้ประชุมยาวที่สุดในชีวิตคือ 11 ชั่วโมงเศษ

ต้องขอโทษน้องๆนักข่าวที่มารอ คือหมดสภาพพพพ ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้จริงๆเพราะแบตหมดเกลี้ยงค่ะ ขอโทษจริงๆค่ะ

เลยขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้อธิบายถึงเหตุผลที่สงวนความเห็น และเป็นเสียงส่วนน้อยในการพิจารณาการรวมธุรกิจระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ในการประชุมกสทช. นัดพิเศษในวันนี้นะคะ

ในทางกฎหมาย การตัดสินใจสงวนความเห็นที่จะรับทราบการรวมธุรกิจ และยืนยันที่จะไม่อนุญาต เพราะเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นการถือครองธุรกิจประเภทเดียวกันซึ่งสามารถส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในแง่การลดหรือจำกัดการแข่งขัน การคุ้มครองผู้บริโภค และการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามข้อ 8 ของประกาศ กทช. เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องค่ะ

เหตุผลสนับสนุนมี 7 ข้อหลักดังต่อไปนี้ค่ะ

1) เมื่อรวมธุรกิจ TRUE และ dtac แล้ว จะทำให้เกิดบริษัทใหม่ (NewCo) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) และบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) ดังนั้น ทั้ง TUC และ DTN จะกลายเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีความความสัมพันธ์กันทางนโยบาย หรืออำนาจสั่งการเสมือนเป็นหน่วยธุรกิจเดียวกัน (Single Economic Entity) ที่ไม่มีการแข่งขันระหว่างกันตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ทั้งนี้ ก่อนการรวมธุรกิจ TUC มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 31.99 และ DTN มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 17.41 ภายหลังการรวมธุรกิจ NewCo จะมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 49.40 และทำให้ในตลาดเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 2 ราย หรือเกิดสภาวะ Duopoly

2) SCF Associates Ltd. ที่ปรึกษาอิสระจากต่างประเทศซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแข่งขันและนโยบายการสื่อสารระดับโลกสรุปว่า จากการศึกษาแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบเชิงลบต่อผู้บริโภคมากกว่าข้อดีที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งมาตรการเฉพาะเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก็ไม่สามารถเป็นจริงได้ทั้งหมดในบริบทของตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทย เช่น การสนับสนุนให้เกิดผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNO) รายใหม่, การส่งเสริมการแข่งขันในตลาดค้าส่ง, การร่วมใช้คลื่น (Roaming) และการโอนคลื่นความถี่ (Spectrum Transfer) เป็นต้น
ในบริบทของเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องลดช่องว่างทางดิจิทัลอย่างประเทศไทย โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นอุปกรณ์ที่คนใช้มากที่สุดเพื่อเชื่อมต่อออนไลน์ การรวมธุรกิจซึ่งจะนำไปสู่การกระจุกตัวของตลาด และโอกาสที่ค่าบริการจะสูงขึ้น จึงไม่สมควรอนุญาตด้วยเหตุผลเพื่อการพัฒนาประเทศที่ต้องพึ่งพิงตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการแข่งขันสูงและเป็นตัวกระตุ้นทางเศรษฐกิจ

3) การบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรวมธุรกิจภายใต้เงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะต่างๆ ที่บังคับผู้ขอรวมธุรกิจนั้น ไม่น่าจะช่วยเพิ่มระดับการแข่งขันในตลาดได้ และอาจเป็นไปได้ยากในภายหลังจากการควบรวม โดยในส่วนของ กสทช. ก็จะต้องใช้อำนาจทางกฎหมายและทรัพยากรในการกำกับดูแลอย่างมาก โดยไม่อาจคาดหมายได้ว่าเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะจะส่งผลให้เกิดการแข่งขันในตลาดได้เช่นเดียวกับที่เคยมีอยู่ก่อนการควบรวมหรือไม่

4) ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่แสดงถึงประโยชน์ต่อสาธารณะ จากเอกสารประกอบการขอรวมธุรกิจ ยังไม่ชัดเจนและเพียงพอ

5) การรวมธุรกิจมีโอกาสนำไปสู่การผูกขาดและกีดกันการแข่งขัน ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 40, 60, 61 และ 75 และขัดต่อแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 ที่ต้องเพิ่มระดับการแข่งขันของการประกอบกิจการโทรคมนาคม

6) การให้รวมธุรกิจจะส่งผลกระทบกว้างขวางและต่อเนื่องในระยะยาว อีกทั้งยังหวนคืนไม่ได้ เพราะตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยอยู่ในภาวะอิ่มตัว ทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดและเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดได้ยาก เช่นกรณีการรวมธุรกิจของเม็กซิโกและฟิลิปปินส์ ตามรายงานของที่ปรึกษาอิสระจากต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะหวนคืนจากภาวะผูกขาดโดยผู้ประกอบการหนึ่งหรือสองรายไปสู่สภาพการแข่งขันก่อนการรวมธุรกิจ

7) หนึ่งในผู้ขอรวมธุรกิจมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจใกล้ชิดกับกลุ่มธุรกิจครบวงจร (Conglomerate) รายใหญ่ ซึ่งครอบครองตลาดสินค้าและบริการในระดับค้าปลีกและค้าส่งของทั้งประเทศ จึงมีโอกาสที่จะขยายตลาดโดยใช้กลยุทธ์ขายบริการแบบเหมารวม ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกันกับผู้ประกอบการรายอื่น
จึงเรียนมาเพื่อทราบค่ะ

from:https://www.blognone.com/node/131051

กสทช. “รับทราบ” DTAC ควบรวม True ประธานลงสองเสียง ต้องแยกแบรนด์ไปอีก 3 ปี

กสทช. ลงมติรับทราบการควบรวมระหว่าง DTAC และ True พร้อมกับระบุมาตรฐานควบคุมหลังควบรวมแล้วให้ลดราคาค่าบริการโดยเฉลี่ยลง

การออกเสียงครั้งนี้ครั้งแรกออกเสียงเท่ากัน 2 ต่อ 2 โดยงดออกเสียงหนึ่งเสียง ทำให้ประธานกสทช. มีอำนาจออกเสียงชี้ขาดอีกรอบกลายเป็น 3 ต่อ 2

นอกจากการรับทราบแล้ว ทางกสทช. ก็ระบุเงื่อนไขต่างๆ หลังการควบรวม ได้แก่ การกำหนดค่าบริการที่ต้องต่ำลงโดยเฉลี่ย การควบคุมต้นทุนที่ต้องมีการตรวจสอบ โดยทั้งสองบริษัทต้องให้บริการแยกแบรนด์กันไปอีก 3 ปี นอกจากนี้ทั้งสองบริษัทจะต้องไม่ลดจำนวนเสาสัญญาณ

ที่มา – Brand Inside

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131037

กสทช. ไฟเขียวควบรวม ทรู-ดีแทค พร้อมเงื่อนไขต้องลดค่าบริการเฉลี่ย 12% แยกแบรนด์กัน 3 ปี

ที่ประชุม กสทช. หารือเป็นเวลา 11 ชม. เพื่อพิจารณาการควบรวมธุรกิจระหว่าง บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กับ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ล่าสุดที่ประชุมมีมติรับทราบการควบรวมระหว่างสองบริษัท พร้อมกำหนดเงื่อนไขเบื้องต้น เช่น ค่าบริการเฉลี่ยลดลง 12% และแยกแบรนด์ในการทำตลาดเป็นเวลา 3 ปี

nbtc

รับทราบการรวมธุรกิจระหว่าง ทรู-ดีแทค

กสทช. มีมติการพิจารณาการควบรวมธุรกิจระหว่าง บมจ. ทรู คอร์ปอรเชั่น กับ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น โดยที่ประชุมเห็นชอบประเด็นการพิจารณาว่าการรวมธุรกิจกรณีนี้เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกับตามข้อ 8 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 โดยนัยของผลตามข้อ 9 ของประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม และให้พิจารณาดำเนินการตามประกาศฉบับปี 2561 หรือไม่ โดยมีผลของการลงมติดังนี้

ที่ประชุมเสียงข้างมาก (ประธาน กสทช. และ กสทช. ต่อพงศ์ฯ) มีมติเห็นว่าการรวมธุรกิจในกรณีนี้ ไม่เป็น การถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันตามข้อ 8 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 (ประกาศฉบับปี 2549) โดยนัยของผลตามข้อ 9 ของประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม (ประกาศฉบับปี 2561) และให้พิจารณาดำเนินการตามประกาศฉบับปี 2561 โดยรับทราบการรวมธุรกิจและเมื่อ กสทช. ได้รับรายงานการรวมธุรกิจแล้ว กสทช. มีอำนาจกำหนดเงื่อนไข/มาตรการเฉพาะตามข้อ 12 ของประกาศฉบับปี 2561

ที่ประชุมเสียงข้างน้อย (กสทช. รองศาสตราจารย์ ดร. ศุภัชฯ และ กสทช. ศาสตราจารย์ ดร. พิรงรองฯ) มีมติเห็นว่ากรณีนี้เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันและให้พิจารณาดำเนินการพิจารณาตามข้อ 8 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2459 โดย กสทช. อาจสั่งห้ามการถือครองกิจการหรือกำหนดมาตรการเฉพาะตามหมวด ๔ ของประกาศดังกล่าว

กสทช. พลอากาศโท ดร. ธนพันธุ์ฯ ของดออกเสียง เนื่องจากยังมีประเด็นปัญหาการตีความในแง่กฎหมายจึงยังไม่สามารถพิจารณาได้อย่างชัดเจนจึงของดออกเสียง โดยจะขอทำบันทึกในภายหลัง

อนึ่ง เนื่องจากการลงมติที่ประชุมดังกล่าวข้างต้นมีคะแนนเสียงเท่ากัน ดังนั้น ประธานที่ประชุมได้ใช้อำนาจตามข้อ 41 ของระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. 2555 ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด

กำหนดเงื่อนไขเพื่อควบคุมการควบรวม

นอกจากนี้ที่ประชุมพิจารณาข้อกังวล (Point of concern) จำนวน 5 ข้อ และเห็นชอบ เงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะดังนี้

ข้อกังวลเรื่องอัตราค่าบริการและสัญญาการให้บริการ มีเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ดังนี้

  • การกำหนดเพดานราคาของอัตราค่าบริการเฉลี่ย
    • อัตราค่าบริการเฉลี่ยลดลงร้อยละ 12 โดยใช้วิธีการเฉลี่ยราคาใหม่ ด้วยการถ่วงน้ำหนักตามจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละรายการส่งเสริมการขาย (WEIGHTED AVERAGE) ภายใน 90 วันหลังจากมีการควบรวม)
    • ให้มีทางเลือกของราคาที่แยกรายบริการเพื่อให้เป็นทางเลือก
    • ให้นำส่งข้อมูลต้นทุนและข้อมูลที่จำเป็นโดยให้มีหน่วยงานตรวจสอบ
    • ให้ผู้แจ้งการรวมธุรกิจประกาศให้ผู้ใช้บริการรับทราบ เพื่อมีการตรวจสอบและมีบทลงโทษกรณีทำไม่ได้ เช่น ปรับเป็นจำนวนร้อยละของรายได้ หรือปรับเป็นขั้นบันได และเพิกถอนใบอนุญาต
  •  การกำหนดราคาค่าบริการ โดยใช้ราคาเฉลี่ยทางเศรษฐศาสตร์ (Average Cost Pricing)
    • ให้นำส่งข้อมูลตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2564 ให้ครบถ้วน โดยให้แยกรายละเอียดเป็นรายเดือน และนำส่งสำนักงาน กสทช. ทุก 3 เดือน หรือเมื่อ กสทช. ร้องขอ เพื่อใช้ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน โครงสร้างอัตราค่าบริการ และนำมาคำนวณหาต้นทุนรวมเฉลี่ย ซึ่งเป็นราคาในตลาดที่มีการแข่งขัน (Average Cost Pricing) และต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC) ที่เป็นปัจจุบันและถูกต้อง
    • จัดให้มีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญด้านการสอบทาน (Verify) ข้อมูลโครงสร้างต้นทุน อัตราค่าบริการ หรือข้อมูลด้านอัตราต่างๆ ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในต่างประเทศมาไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยให้ กสทช. เป็นผู้กำหนด และให้ผู้ยื่นคำร้องรวมธุรกิจเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการจัดหาและจัดจ้างที่ปรึกษา ทั้งนี้ ที่ปรึกษาจะต้องไม่มีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับผู้ยื่นคำร้องขอรวมธุรกิจ เพื่อสอบทาน (Verify) ความถูกต้องของข้อมูล ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน โครงสร้างอัตราค่าบริการ และนำมาคำนวณหาต้นทุนเฉลี่ย (AC) และต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC) ที่ถูกต้องของแต่ละรายบริการ เช่น บริการเสียง บริการข้อมูล บริการส่งข้อความ เป็นต้น เมื่อมีการรวมธุรกิจให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน
    • จัดให้มีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ เพื่อทำหน้าที่สอบทาน (Verify) ความถูกต้องของข้อมูล ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน โครงสร้างอัตราค่าบริการ และนำมาคำนวณหาต้นทุนเฉลี่ย (AC) และต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC) ที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันของแต่ละรายบริการ เช่น บริการเสียง บริการข้อมูล บริการส่งข้อความ เป็นต้น ปีละ 4 ครั้ง (รายไตรมาส) โดยต้องจัดให้มีที่ปรึกษาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี หรือตลอดระยะเวลาอายุใบอนุญาตสิ้นสุดลงในกรณีที่อายุใบอนุญาตน้อยกว่า 10 ปี โดยให้ กสทช. เป็นผู้กำหนด และให้ผู้ยื่นคำร้องรวมธุรกิจเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจากการจัดหาและจัดจ้างที่ปรึกษา ทั้งนี้ ที่ปรึกษาจะต้องไม่มีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับผู้ยื่นคำร้องขอรวมธุรกิจ
    • จะต้องมีการกำหนดและแสดงอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แยกตามรายบริการ (Unbundle) เช่น บริการเสียง บริการข้อมูล บริการส่งข้อความ เป็นต้น หรือการส่งเสริม การขายแบบแยกรายบริการ (Unbundle Package) เพื่อให้ผู้ใช้บริการปลายทางได้รับทราบก่อน โดยให้กำหนดอัตราค่าบริการตามต้นทุนเฉลี่ยรายบริการ (Average Cost Pricing) โดยคิดราคาตามที่มีการใช้งานจริง โดยจะต้องไม่มีการกำหนดการซื้อบริการขั้นต่ำไว้ ทั้งนี้ การกำหนดอัตราตามต้นทุนเฉลี่ยรายบริการ (Average Cost Pricing) ให้นำไปใช้กับกรณีค่าบริการส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการใช้บริการรายการส่งเสริมการขายแบบแยกรายบริการ (Unbundle Package) และการส่งเสริมการขายแบบรวมรายบริการ (Bundle Package) ด้วย
    • จะต้องจัดช่องทางการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย ครอบคลุมและง่ายต่อการเลือกซื้อ เปลี่ยนแปลง (เพิ่ม ลด) การใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ตามความต้องการของผู้ใช้บริการปลายทาง โดยปราศจากข้อจำกัด ทั้งนี้ ต้องแสดงรายละเอียดของบริการ อัตราค่าบริการแยกตามรายบริการ หรืออัตราค่าบริการแบบส่งเสริมการขาย ตลอดจนวิธีการ เงื่อนไขการเลือกรับบริการไว้โดยชัดแจ้ง และเป็นปัจจุบัน
  • การคงทางเลือกของผู้บริโภค การกำหนดให้บริษัท TUC และ บริษัท DTN ยังคงแบรนด์การให้บริการแยกจากกัน เป็นระยะเวลา 3 ปี
  • สัญญาการให้บริการ บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องคงไว้ซึ่งเงื่อนไขของสัญญาและข้อตกลงระหว่างบริษัทและผู้ใช้บริการ รวมถึงผลประโยชน์ที่ได้รับตามที่ได้มีการทำสัญญาหรือข้อตกลงไว้ตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา เว้นแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญาที่เป็นคุณหรือเป็นประโยชน์และได้รับการยินยอมจากผู้ใช้บริการแล้ว
  • การประชาสัมพันธ์การให้บริการเพื่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ ภายหลังการรวมธุรกิจ บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้ใช้บริการทราบถึงการคงไว้ซึ่งคุณภาพในการให้บริการและค่าบริการที่เป็นธรรม และจะต้องกำหนดแนวทางการปฏิบัติเพื่อรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการหลังการรวมธุรกิจ โดยสำนักงาน กสทช. อาจกำหนดแนวทางและระยะเวลาการดำเนินการ รวมถึงเงื่อนไขในการปฏิบัติในเรื่องการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้บริษัท TUC และบริษัท DTN ดำเนินการต่อไป

ข้อกังวล อุปสรรคการเข้าสู่ตลาด – ขาดประสิทธิภาพการแข่งขัน และการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย มีเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ดังนี้

  • เงื่อนไขบังคับก่อน (Ex Ante)
    • ให้ผู้ยื่นคำร้องขอรวมธุรกิจจัดทำแผนการจัดให้มีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน (MVNO) โดยจะต้องมีรายละเอียด ดังนี้
      • จัดให้มีหน่วยธุรกิจเพื่อให้บริการโครงข่ายแก่ผู้ให้บริการ MVNO โดยมีการแยกระบบการบริหารจัดการ ระบบบัญชี ออกจากหน่วยธุรกิจหลักที่เกิดขึ้นจากการรวมธุรกิจในครั้งนี้
      • จัดให้มีระบบการให้บริการโครงข่ายที่พร้อมรองรับการเข้าใช้บริการโครงข่ายสำหรับผู้ให้บริการ MVNO ภายหลังจากมีการรวมธุรกิจโดยทันที
      • อนึ่งการดำเนินการจะต้องมีความพร้อมในการดำเนินงานทันที เมื่อเกิดการรวมธุรกิจ
    • ให้ผู้ยื่นร้องขอรวมธุรกิจ ผู้รับใบอนุญาตจากการรวมธุรกิจ ตลอดจนบริษัทที่อยู่ภายใต้อำนาจควบคุม จัดให้มีแผนการแยกการบริหารจัดการ ระบบบัญชี สำหรับให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่กับบริการโทรศัพท์เคลื่อน โดยให้เสนอแผนดังกล่าวต่อ กสทช. ก่อนการรวมธุรกิจ
  • มาตรการเฉพาะภายหลังการรวมธุรกิจ (Ex Post)
    • ผู้รับใบอนุญาตที่เกิดขึ้นจากการรวมธุรกิจตลอดจนบริษัทย่อยที่อยู่ภายใต้การควบคุม ต้องดำเนินการให้ผู้รับใบอนุญาต MVNO สามารถใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่นได้เช่นเดียวกับตนเอง
    • ผู้รับใบอนุญาต MVNO จะต้องได้รับสิทธิในการใช้บริการจากคลื่นความถี่ในทุกย่านของผู้รวมธุรกิจที่มีสิทธิในการใช้งานทั้งสิทธิทางตรงและสิทธิที่ได้รับช่วงมาภายใต้มาตรฐานเทคโนโลยีเดียวกัน
    • การเข้าใช้บริการโครงข่ายสำหรับผู้รับใบอนุญาต MVNO จะต้องได้รับการประกันสิทธิ ในการได้รับบริการภายใต้คุณภาพการให้บริการ (QoS) ตามมาตรฐานการให้บริการที่ กสทช. กำหนด
    • จะต้องไม่ปฏิเสธการให้บริการแก่ผู้ได้รับใบอนุญาต MVNO อันเกิดมาจากเหตุผลความไม่เพียงพอของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่ กสทช. กำหนด
    • จะต้องพร้อมให้ผู้รับใบอนุญาต MVNO ที่ขอเข้าใช้โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ สามารถเริ่มให้บริการได้ภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันที่ขอเข้าใช้บริการ
    • บริษัท TUC และ DTN จะต้องจัดให้มีบริการโครงข่ายโทรคมนาคม โดยมีขนาดความจุ (Capacity) อย่างน้อยร้อยละ ๒๐ ของโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งหมดของตนเองให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือนที่ไม่มีความเกี่ยวโยงกันกับบริษัท TUC และ DTN เมื่อมีคำขอรับบริการดังกล่าว
    • อัตราค่าตอบแทนการขายส่งบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สำหรับผู้ให้บริการ MVNO ให้ไม่เกินอัตราค่าบริการที่เสนอขายเฉลี่ยต่อหน่วยของแต่ละบริการตามสิทธิการใช้งานของทุกรายการส่งเสริมการขายหักด้วยอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของอัตราค่าบริการที่เสนอขายเฉลี่ยต่อหน่วยของราคาขายปลีกสำหรับบริการแบบส่งเสริมการขาย (Bundle Package) หรือราคาเฉลี่ยขายต่อหน่วยสำหรับรายบริการ (Unbundle) ที่มีการใช้งานจริง (เช่น เสียง ข้อมูล บริการข้อความ เป็นต้น) (retail – 30%) ที่ผู้รับใบอนุญาตหรือบริษัทย่อยที่อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของนิติบุคคลที่เกิดขึ้นจากการยื่นคำร้องขอรวมธุรกิจในครั้งนี้ให้บริการแก่ผู้ใช้บริการปลายทาง
    • ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องไม่กำหนดเพดานขั้นต่ำของการเข้าซื้อรายบริการ เช่น เสียง ข้อมูล บริการข้อความ เป็นต้น ของผู้รับใบอนุญาต MVNO ทั้งนี้ การเรียกเก็บค่าบริการให้เป็นไปตามการใช้งานที่เกิดขึ้นจริง
  • ข้อกังวลคุณภาพการให้บริการ มีเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ดังนี้
    • บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องคงคุณภาพในการให้บริการดังนี้
      • คุณภาพของสัญญาณในการให้บริการ
        • บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องไม่ลดคงจำนวนระบบสื่อสัญญาณ (cell sites) ของทั้งสองบริษัทลงจากเดิม เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานของบริการที่ให้ประชาชนได้รับให้ไม่ต่ำไปกว่าเดิม และจะต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐานของบริการตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคม อย่างเคร่งครัด
      • คุณภาพในการให้บริการลูกค้า
        • บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้นจากการรวมธุรกิจเพื่อให้คุณภาพในการให้บริการต่อผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่าเดิม เช่น จำนวนเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอเพื่อรองรับการให้บริการทั้งในส่วนของศูนย์บริการ และพนักงานรับสาย (Call center) รวมถึงขนาดพื้นที่ของศูนย์บริการลูกค้าที่สามารถรองรับการเข้ามาติดต่อของผู้ใช้บริการ
        • ความครอบคลุมของโครงข่าย บริษัท TUC และ/หรือบริษัท DTN จะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อการประกอบกิจการด้วยเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๕ ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 3 ปี และร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 5 ปีนับจากวันที่รวมธุรกิจ
  • ข้อกังวลการถือครองคลื่นความถี่/การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน มีเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ดังนี้
    • การถือครองคลื่นความถี่ บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับใช้งานคลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคม อย่างเคร่งครัด (การใช้คลื่นความถี่ตามมาตรา 41 วรรคสี่ มาตรา 44/1 และมาตรา 44/3 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
    • การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Infrastructure Sharing) บริษัท TUC และบริษัท DTN จะต้องให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่นเช่าใช้โครงข่ายโทรคมนาคมของตนเองในการประกอบกิจการโทรคมนาคม และจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้โครงข่ายโทรคมนาคม ของ กสทช. อย่างเคร่งครัด
  • เศรษฐกิจของประเทศ นวัตกรรมและความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital divide) มี
    • ความครอบคลุมของโครงข่าย บริษัท TUC และ/หรือบริษัท DTN จะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อการประกอบกิจการด้วยเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 3 ปี และร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 5 ปีนับจากวันที่รวมธุรกิจ
    • จัดให้มีรายการส่งเสริมการขายในราคาต่ำเป็นพิเศษสำหรับผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยให้มีการประชาสัมพันธ์ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้รับทราบอย่างทั่วถึง
    • เสนอแผนการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นรูปธรรมภายใน 60 วันหลังจากได้รับแจ้งเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ และเริ่มดำเนินการตามแผนภายใน 1 ปี

อ่านรายละเอียดเต็ม ๆ ได้ที่นี่ NBTC Press Release 201065 20.30

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กสทช. ไฟเขียวควบรวม ทรู-ดีแทค พร้อมเงื่อนไขต้องลดค่าบริการเฉลี่ย 12% แยกแบรนด์กัน 3 ปี first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nbtc-true-dtac/

ดีแทค และ กสทช. ขอส่งกำลังใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากอิทธิพลพายุโนรู มอบความช่วยเหลือ ขยายระยะเวลาการชำระค่าบริการ และอายุการใช้งานให้ลูกค้าดีแทค

สถานการณ์ฝนตกหนักน้ำท่วม จากอิทธิพลของพายุโนรู ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ดีแทคและสำนักงาน กสทช. ขอแสดงความห่วงใยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ ให้สามารถติดต่อสื่อสารถึงญาติพี่น้อง และติดตามข่าวสารและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

dtac

โดยลูกค้าระบบรายเดือน ขยายระยะเวลาการชำระค่าบริการออกไปอีก 5 วัน นับจากวันครบกำหนดชำระ ลูกค้าระบบเติมเงิน ได้รับอายุการใช้งานเพิ่มอีก 5 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. ถึง 4 ต.ค. 2565 ซึ่งดีแทคจะส่ง SMS มอบความช่วยเหลือไปที่มือถือของท่านโดยตรง ทั้งลูกค้าดีแทคทั้งแบบเติมเงินและรายเดือน ที่อยู่ในจังหวัด อ่างทอง ชัยภูมิ เลย อยุธยา ปราจีนบุรี สุโขทัย ตาก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ดีแทค คอลเซ็นเตอร์ โทร 1678

ทั้งนี้ ดีแทคได้จัดทีมเข้าดูแลสัญญาณในพื้นที่น้ำท่วมเพื่อดูแลสถานีฐานให้บริการได้ต่อเนื่อง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกันนี้ดีแทคได้ประสานงานและร่วมมือกับ กสทช. เพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และพร้อมสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/dtac-and-nbtc-send-their-support-to-flood-victims-of-tropical-storm-noru/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=dtac-and-nbtc-send-their-support-to-flood-victims-of-tropical-storm-noru

บอร์ด กสทช.ขอประเมินผลกระทบ-แนวทางป้องกันผูกขาดกรณีควบรวมทรู-ดีแทค เพิ่มเติม

ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ในการประชุมบอร์ด กสทช.วันนี้ได้มีวาระพิจารณารายงานการขอรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลดังต่อไปนี้ คือ

  1. ผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและวิเคราะห์กรณีการรวมธุรกิจระหว่างทั้งสองบริษัทจำนวน 4 คณะ
  2. ผลสรุปการจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวงจำกัด 3 กลุ่ม
  3. รายงานการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์กรณีการรวมธุรกิจฯ โดยสำนักงาน กสทช.
  4. ร่างผลการศึกษาของที่ปรึกษาวิเคราะห์การรวมธุรกิจฯ โดยศูนย์บริการวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  5. รายงานของที่ปรึกษาอิสระในการจัดทำความเห็นประกอบรายงานการรวมธุรกิจฯ โดยบริษัท หลักทรัพย์ฟินันซ่า จำกัด

หลังจากได้รับฟังข้อมูลดังกล่าวจากสำนักงาน กสทช. ทางบอร์ดกสทช.ทั้ง 5 คน มีความเห็นร่วมกันว่า ข้อมูลที่นำเสนอมายังไม่ครบถ้วนและรอบด้านเพียงพอ ยังขาดข้อมูลสำคัญในหลายประเด็นเพื่อประกอบการพิจารณาผลกระทบในด้านต่างๆ และเพื่อนำไปสู่มาตรการในการป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเป็นการป้องกันผลกระทบและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อตลาดและอุตสาหกรรม ตลอดจนประชาชนผู้ใช้บริการ จึงมีมติให้ทางสำนักงาน กสทช. ไปทำการวิเคราะห์ที่มีหลักฐานทางวิชาการและข้อมูลเชิงประจักษ์รองรับเพิ่มเติมในประเด็นต่อไปนี้

  • วิเคราะห์โครงสร้างการรวมธุรกิจของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ๊คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด โดยให้รวมถึงผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมทั้งหมดที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท โทเทิ่ล แอ๊คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด และ New Co (ชื่อบริษัทใหม่หากมีการควบรวมแล้ว) มีอำนาจควบคุม
  • วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการบริหารจัดการ การดำเนินธุรกิจ การแข่งขันในตลาดของผู้รับใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคมที่บริษัท New Co เข้าเป็นผู้มีอำนาจควบคุม
  • วิเคราะห์ผลดีอันเกิดจากการประหยัดเนื่องจากขนาด (economies of scale) อย่างเป็นรูปธรรมและแนวทางในการส่งต่อผลดีดังกล่าวไปยังผู้บริโภคอย่างประเมินได้ชัดเจน
  • วิเคราะห์การถือครองคลื่นของบริษัท New Co ว่าก่อให้เกิดการได้เปรียบและมีผลต่อการแข่งขันในตลาดหรือไม่ อย่างไร
  • วิเคราะห์แนวทางในการลดอัตราค่าบริการ การรักษาคุณภาพการบริการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภคในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
  • วิเคราะห์มาตรการการส่งเสริม MVNO (บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือน) และเสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎเกณฑ์ เพื่อให้ MVNO สามารถเกิด คงอยู่ และแข่งขันได้ในตลาดเพื่อเพิ่มระดับการแข่งขันให้สูงขึ้น รวมทั้งทางเลือกให้ผู้บริโภค

ทั้งนี้ บอร์ด กสทช. มองว่าข้อมูลดังกล่าวมีความจำเป็นสำหรับการออกแบบมาตรการเพื่อป้องกันการผูกขาดตลาดโทรคมนาคม หรือการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลของ กสทช. ตามกฎหมายโดยให้สำนักงาน กสทช. รายงานความคืบหน้าของการดำเนินงานที่มอบหมายต่อ กสทช. โดยเร็ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post บอร์ด กสทช.ขอประเมินผลกระทบ-แนวทางป้องกันผูกขาดกรณีควบรวมทรู-ดีแทค เพิ่มเติม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nbtc-study-true-dtac/