คลังเก็บป้ายกำกับ: NASA

NASA ปล่อยจรวด Artemis I ขึ้นสู่อวกาศเพื่อส่งยานไปดวงจันทร์แล้ววันนี้

ในที่สุดหลังจากเลื่อนมาหลายครั้ง วันนี้ NASA ก็ได้ปล่อยจรวด SLS ของโครงการ Artemis I ขึ้นสู่อวกาศแล้วเป็นที่เรียบร้อยเมื่อเวลา 1:47 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับ 13.47 น. ในวันนี้ตามเวลาประเทศไทย) จากฐานปล่อยจรวด 39B ที่ Kennedy Space Center ใน Florida

จรวด SLS (Space Launch System) นี้จะพายาน Orion ขึ้นสู่อวกาศ โดยยาน Orion นี้จะเดินทางมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ และเดินทางเลยดวงจันทร์ไปเป็นระยะราว 40,000 ไมล์ ก่อนเดินทางกลับสู่โลกโดยไม่มีนักบินอวกาศไปด้วย โดยจะใช้เวลาในการทำภารกิจทั้งหมด 25 วันครึ่ง ซึ่งนี่คือภารกิจทั้งหมดของ Artemis I

No Descriptionที่มาภาพ: NASA, CC BY-NC-ND 2.0

ทั้งนี้หลังการปล่อยจรวด SLS เมื่อยาน Orion ขึ้นไปถึงระดับวงโคจรของมันก็ได้กางแผงโซลาร์เซลล์ออก และจากนั้นในช่วง 90 นาทีหลังการปล่อยจรวด ระบบขับเคลื่อนของจรวดส่วนบนได้เริ่มทำงานเพื่อส่งแรงผลักยาน Orion ให้พ้นจากวงโคจรของโลกเพื่อมุ่งหน้ายังดวงจันทร์ได้สำเร็จตามขั้นตอนที่ได้วางแผนไว้ หลังจากนั้นยาน Orion ก็ได้แยกตัวจากจรวด SLS และเคลื่อนที่ต่อไปโดยใช้โมดูลบริการ (service module) ของตัวยานเอง ซึ่งเป็นอุปกรณ์สร้างแรงขับซึ่งได้รับความร่วมมือพัฒนาโดย ESA (องค์การอวกาศยุโรป)

No Descriptionภาพโลกจากมุมมองของยาน Orion ในขณะที่เคลื่อนตัวออกห่างจากโลกเพื่อมุ่งสู่ดวงจันทร์ (ที่มาภาพ: ช่อง YouTube ของ NASA)

หลังจากนี้โมดูลบริการจะทำหน้าที่สร้างแรงขับเพื่อพายาน Orion เคลื่อนที่มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ไปอีกจนถึงช่วงเวลา 8 ชั่วโมงหลังการปล่อยจรวด หลังจากนั้นเจ้าที่ของ NASA จะทำการปรับแก้เส้นทางการเคลื่อนที่ให้ถูกต้องอีกครั้ง ทั้งนี้ยาน Orion มีกำหนดที่จะเดินทางไปถึงดวงจันทร์ในวันที่ 21 พฤศจิกายน ก่อนจะเคลื่อนเข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์ต่อไป

ที่มา – NASA

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131517

เลื่อนหลายครั้งแต่ยังไม่เลิก NASA กำหนดแผนยิงจรวด Artemis I คืนวันที่ 13 พฤศจิกายน

หลังจากเลื่อนมาหลายครั้ง NASA ได้โพสต์บล็อกอัพเดตแผนการปล่อยจรวด Artemis I เป็นช่วงกลางดึกคืนวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้

ช่วงเวลาที่เอื้อให้ปล่อยจรวดได้มีระยะเวลา 69 นาที เริ่มตั้งแต่เวลา 0.07 น. ของวันที่ 14 พฤศจิกายนตามเวลาท้องถิ่น และในกรณีที่ต้องเลื่อนการปล่อยจรวดออกไปอีก NASA ได้เตรียมแผนสำรองโดยเลือกช่วงเวลาตั้งแต่ 1.04 น. ของวันที่ 16 พฤศจิกายน หรือไม่ก็เวลา 1.45 น. ของวันที่ 19 พฤศจิกายน โดยแผนสำรองใน 2 วันดังกล่าวนั้นจะมีกรอบเวลาที่สามารถปล่อยจรวดได้ 2 ชั่วโมงในแต่ละรอบ

ในช่วงเวลานี้ NASA ได้การซ่อมแซมความเสียหายของระบบป้องกันความร้อน, ชาร์จและเปลี่ยนแบตเตอรี่บนจรวด, ตรวจสอบ payload และระบบระงับการปล่อยจรวด โดย NASA กำลังพิจารณาที่จะเคลื่อนจรวดกลับสู่ฐานปล่อยในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้

No Description

ที่มา – NASA Artemis

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131172

NASA แถลงผลโครงการ DART ภาพถ่ายยืนยันดาวเคราะห์น้อยเปลี่ยนแนวโคจรหลังการชน

เกี่ยวกับโครงการ DART หลังตัวยานพุ่งชนดาวเคราะห์น้อย Dimorphos เมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา และมีการเก็บข้อมูลด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศและยานอื่นๆ ตอนนี้ NASA ได้ยืนยันแล้วว่าการโคจรของดาวเคราะห์น้อย Dimorphos มีการเปลี่ยนแปลงหลังการชน ถือได้ว่าการทดสอบนี้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของมัน

NASA ได้วิเคราะห์ภาพถ่ายหลายภาพเพื่อตรวจการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยหลังการชนและได้เผยแพร่บทความอธิบายการสรุปผลวิเคราะห์ภาพเหล่านั้น โดยดาวเคราะห์ Dimorphos มีคาบการโคจรเร็วขึ้น 32 นาที

ดาวเคราะห์น้อย Dimorphos ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 160 เมตร นั้นโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยอีกดวงที่มีขนาดใหญ่กว่าที่มีชื่อว่า Didymos โดยก่อนหน้านี้คาบการโคจรของมันใช้เวลา 11 ชั่วโมง 55 นาที แต่หลังการชนของยาน DART ทำให้ Dimorphos ใช้เวลาการโคจรลดลงเหลือ 11 ชั่วโมง 23 นาที (NASA ระบุว่าตัวเลขคาบการโคจรใหม่นี้อาจมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2 นาทีต่อรอบ)

วิธีที่ NASA ใช้ในการตรวจสอบคาบการโคจรของดาวเคราะห์น้อยนั้นคือใช้วิธีตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของความสว่างที่สังเกตได้ กล้องโทรทรรศน์อวกาศจะมองเห็นความสว่างที่เกิดจากแสงอาทิตย์ตกกระทบพื้นผิวดาวเคราะห์น้อย Didymos และ Dimorphos และสะท้อนกลับมายังกล้อง

ในช่วงที่ดาวเคราะห์น้อยทั้ง 2 ดวงสะท้อนแสงอาทิตย์กลับมาทั้งคู่ก็จะวัดค่าความสว่างได้ค่าหนึ่ง แต่ในช่วงจังหวะที่ดาวเคราะห์น้อย Dimorphos (อันเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงเล็กซึ่งเป็นเป้าการชนของยาน DART) โคจรอ้อมด้านหลัง Didymos ช่วงจังหวะนั้นจะมีแค่ดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่เท่านั้นที่สะท้อนแสงกลับมายังกล้อง ทำให้ค่าความสว่างรวมที่กล้องโทรทรรศน์ตรวจจับได้มีค่าลดน้อยลง

No Descriptionภาพแสดงให้เห็นว่าในช่วงที่ดาวเคราะห์น้อย Dimorphos (ดวงเล็กที่โคจรไปรอบๆ ) เคลื่อนที่อ้อมผ่านด้านหลังของดาวเคราะห์น้อย Didymos (ดวงใหญ่ที่อยู่ศูนย์กลางของภาพ) จะทำให้ค่าความสว่างที่เกิดจากการสะท้อนแสงอาทิตย์มายังกล้องลดน้อยลง

NASA เก็บข้อมูลค่าความสว่างที่วัดได้จากการส่องดาวเคราะห์น้อยทั้งคู่ และวัดระยะเวลาระหว่างจังหวะที่ค่าความสว่างรวมลดน้อยลงแต่ละครั้ง ซึ่งค่าเวลานี้เองคือคาบการโคจรของ Dimorphos โดยใช้วิธีนี้ในการหาคาบการโคจรทั้งในช่วงก่อนการชนของยาน DART และหลังการชน

No Descriptionลูกศรสีเทาชี้จังหวะเวลาที่ค่าความสว่างควรจะลดลงหากคาบการโคจรของ Dimorphos ยังเป็น 11 ชั่วโมง 55 นาที, ลูกศรสีเหลืงชี้จังหวะเวลาที่ค่าความสว่างของดาวเคราะห์น้อยลดลงจริงซึ่งให้ผลการคำนวณคาบการโคจร 11 ชั่วโมง 23 นาที, บน: การเก็บข้อมูลค่าความสว่างของดาวเคราะห์น้อยทั้งคู่ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน ถึงวันที่ 6 ตุลาคม, ล่างซ้าย: ข้อมูลของวันที่ 29 กันยายน, ล่างขวา: ข้อมูลของวันที่ 4 ตุลาคม

เดิมที NASA ตั้งเป้าว่าภารกิจ DART ควรทำให้คาบการโคจรของ Dimophos มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างน้อย 73 วินาที ดังนั้นการทำให้คาบการโคจรลดลงได้ถึง 32 นาทีจึงเรียกว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังจากนี้นักวิทยาศาสตร์จะยังคงเก็บข้อมูลต่อไปโดยศึกษาเรื่อง Ejecta เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติของดาวเคราะห์น้อยให้มากขึ้น

ที่มา – NASA

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130918

NASA ปล่อยภาพจากกล้อง James Webb และ Hubble ที่บันทึกภาพการชนของยาน DART

หลังจากที่ไม่กี่วันก่อน NASA แถลงข่าวความสำเร็จของโครงการ DART ยืนยันการพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยเป้าหมาย ซึ่งตามที่แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ว่านอกเหนือจากข้อมูลภาพที่ได้จากกล้อง DRACO บนยาน DART เองแล้ว ได้มีการใช้กล้อง James Webb และกล้อง Hubble ร่วมบันทึกข้อมูลด้วยนั้น ล่าสุด NASA ได้ปล่อยภาพที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศทั้ง 2 ตัวออกมาแล้ว

ภาพที่ได้จากกล้อง James Webb นั้นเป็นภาพถ่ายแบบโดยใช้ NIRCam อันเป็นหนึ่งใน 4 เครื่องมือบันทึกภาพของกล้อง James Webb โดย NIRCam นี้เป็นการถ่ายภาพบันทึกคลื่นในช่วงใกล้ความถี่คลื่นอินฟราเรด ภาพที่บันทึกไว้นั้นแสดงให้เห็นถึง Ejecta ซึ่งหมายถึงเศษฝุ่นที่เกิดขึ้นจากการชนและพุ่งกระจายออกรอบตำแหน่งการชน (สามารถดูภาพ timelapse ได้จากเว็บไซต์ของ NASA) โดยกล้อง James Webb ได้ทำการบันทึกภาพการชนนี้รวม 10 ครั้งในระยะเวลา 5 ชั่วโมงคาบเกี่ยวก่อนและหลังการชนของยาน DART

ส่วนกล้อง Hubble นั้นก็สามารถบันทึกภาพ Ejecta ได้เช่นกัน โดยเห็นรูปร่างของ Ejecta แตกต่างจากที่กล้อง James Webb บันทึกไว้ได้เล็กน้อย โดยกล้อง Hubble บันทึกภาพด้วยคลื่นแสงที่มองเห็นได้ ซึ่งแสงจากการชนยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้กระทั่งในช่วงเวลา 8 ชั่วโมงหลังการชน โดยหลังจากนี้กล้อง Hubble จะยังคงเก็บข้อมูลต่อเนื่องไปอีก 3 สัปดาห์

No Descriptionซ้าย: ภาพจากกล้อง Hubble, ขวา: ภาพจากกล้อง James Webb พร้อมเส้นแสดงทิศทางการชนของยาน DART

ภาพที่บันทึกได้จากกล้อง Hubble เปรียบเทียบกันใน 3 ช่วงเวลาที่บันทึกภาพ

นอกจากภาพที่บันทึกไว้ได้โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb และ Hubble แล้ว ยังมีภาพถ่ายจากดาวเทียม LICIACube ของ ASI (องค์การอวกาศของอิตาลี) ซึ่งถูกส่งไปพร้อมกับยาน DART ก่อนที่ดาวเทียมจะแยกตัวออกจากยาน DART ในช่วงก่อนการชนไม่นาน โดยภาพดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในช่วงไม่กี่นาทีหลังยาน DART พุ่งเข้าชนดาวเคราะห์น้อย Dimorphos

No Descriptionภาพที่บันทึกได้โดยดาวเทียม LICIACube ในช่วงไม่กี่นาทีหลังการชน

ภาพถ่ายเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องหลังจากนี้ไปจะช่วยให้ทราบว่าวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยมีการเปลี่ยนแปลงไปตามที่ได้คำนวณวางแผนไว้หรือไม่

ที่มา – NASA – 1, 2

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130705

NASA ยืนยันการทดสอบยาน DART พุ่งชนดาวเคราะห์น้อยสำเร็จตามเป้าหมาย

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา NASA ได้ถ่ายทอดสดสัญญาณภาพจากการทดสอบโครงการ DART ซึ่งเป็นการทดสอบเทคโนโลยีปกป้องโลกด้วยการส่งยานอวกาศไปชนดาวเคราะห์น้อย โดยภาพจากยาน DART เองที่ถ่ายทอดสดมายังโลกแสดงให้เห็นการเคลื่อนที่เข้าพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยตรงตามเป้าหมาย

ยาน DART ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อ 10 เดือนก่อน หลังการเดินทางอันยาวนานเป็นระยะทางร่วม 11 ล้านกิโลเมตร ในการเดินทางช่วงสุดท้ายระบบนำทางได้พายานที่มีมวล 570 กิโลกรัม มุ่งหน้าหาดาวเคราะห์น้อย Dimorphos อันเป็นเป้าหมายการชน โดยมีกล้อง DRACO ที่ติดตั้งบนยานทำหน้าที่คอยบันทึกภาพช่วงเวลาสุดท้ายก่อนการชน

ภาพจากกล้อง DRACO ซึ่งบันทึกภาพนิ่งด้านหน้าตัวยานทุกๆ 1 วินาที เผยให้เห็นการเคลื่อนที่ของยานตรงเข้าหาใจกลางดาวเคราะห์น้อย Dimorphos ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 160 เมตร ด้วยความเร็ว 22,530 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเวลา 6.14 น. เช้าวันนี้ (ตามเวลาประเทศไทย)

และวันนี้ Google ก็ได้ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จในการชนดาวเคราะห์น้อยของโครงการ DART นี้กับเขาด้วยเล็กๆ น้อยๆ หากค้นหาข้อมูลด้วยคำค้นหาว่า “NASA DART” ก็จะเจอยาน DART ลอยมาชนหน้าจอ

No Description

ช่วงระยะเวลาหลังจากนี้จะเป็นการเก็บข้อมูลหลังการชน เพื่อตรวจสอบว่าวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยมีการเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่ NASA ตั้งเป้าว่าการชนของยาน DART ในครั้งนี้ควรจะทำให้แนวโคจรของดาวเคราะห์น้อยเปลี่ยนแปลงไปราว 1% ซึ่งจะทำให้คาบการโคจรของมันใช้เวลาน้อยลงประมาณ 10 นาที นอกจากนี้จะมีการใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศอีกหลายตัวช่วยกันเก็บข้อมูลหลังการชน เพื่อวิเคราะห์รายละเอียดของดาวเคราะห์น้อยเพิ่มเติม และนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงโมเดลการคำนวณเชิงจลนศาสตร์ รวมทั้งเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยบกับตัวดาวเคราะห์น้อยเองด้วย

ทางด้าน ESA จะติดตามศึกษาข้อมูลของดาวเคราะห์น้อยไปอีกอย่างน้อย 4 ปี โดยเน้นหนักไปที่ร่องรอยการชน และการคำนวณหาค่ามวลของดาวเคราะห์น้อยให้แม่นยำยิ่งขึ้น

ที่มา – NASA

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130633

ภารกิจ NASA สำเร็จ! ส่งยานอวกาศ Dart พุ่งชนดาวเคราะห์น้อย ในการทดสอบป้องกันโลกเป็นครั้งแรก

ภารกิจ NASA สำเร็จ! ส่งยานอวกาศ Dart พุ่งชนดาวเคราะห์น้อย ในการทดสอบป้องกันโลกเป็นครั้งแรก
Noppinij

เมื่อเวลา 19.14 น. ตามเวลา EDT นาซ่าได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทำภารกิจ ส่งยานอวกาศเข้าไปกระแทกดาวเคราะห์น้อยด้วยความตั้งใจที่จะเปลี่ยนวิธีวงโคจร เป็นภารกิจเพื่อทำทดสอบการปกป้องโลก

ยานอวกาศชื่อว่า Double Asteroid Redirection Test หรือชื่อย่อ ” Dart” เป็นยานอวกาศขนาดโคลีเซียม มูลค่า 325 ล้านดอลลาร์ มีน้ำหนักประมาณ 1,200 ปอนด์ เป็นผลงานการผลิตที่เปิดตัวมาในปี 2021 แต่ทีมงาน NASA ทำงานภายใต้โครงการนี้มานานกว่า 7 ปีแล้ว

ยานอวกาศ Dart ใช้เวลาเดินทางกว่า 306 วัน เพื่อไปถึงปลายทางที่อยู่ไกลจากโลกถึง 6.8 ล้านไมล์ ด้วยวิถีการเดินทางที่ถูกวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์และทีมงาน NASA

เป้าหมายเพื่อพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยที่ชื่อว่า Dimorphos (ดิมอร์ฟอส) มันเป็นเคราะห์น้อยที่โคจรวนรอบดาวอีกหนึ่งดวงที่มีชื่อว่า Didymos เหมือนเป็นดวงจันทร์บริวาร ซึ่งดาวเคราะห์น้อยคู่นี้เป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างจะเหมาะสมอย่างมากสำหรับการทดสอบดังกล่าว เนื่องจากพวกมันอยู่ในจุดที่ไม่เป็นภัยคุกคามต่อโลก และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการสังเกตการณ์ได้ง่ายเมื่อมันเดินทางมาใกล้มากขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

การทดสอบนี้จะเน้นไปที่ดาวเคราะห์ Dimorphos เป็นหลัก เพราะวิถีโคจรปกติของมันจะหมุนรอบดาว Didymos ด้วยความเร็วรอบ 11.9 ชั่วโมง และนั้นคือตัวเลขเป้าหมายของนาซ่าในการทดสอบว่าการพุ่งชนของ Dart จะสามารถเปลี่ยนแปลงวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไปจากปกติได้หรือไม่

ในเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันจันทร์ ยานอวกาศ Dart ทำการพุ่งเข้าชน Dimorphos ด้วยความเร็ว 14,400 ไมล์ต่อชั่วโมง ก่อนจะกระแทกกลายเป็นฝุ่นฟุ้งเหมือนไข่สีเทาและหายไปเหลือไว้แค่รอยเปื้อนจางๆ เสียงไชโยโห่ร้องของสมาชิกในทีมทดสอบนาซ่าดังลั่นไปทั่วห้องควบคุมที่ Johns Hopkins University Applied Physics Laboratory ในรัฐแมริแลนด์

นักวิทยาศาสตร์ของนาซ่าได้ประเมินเอาไว้ว่า วงโคจรของ Dimorphos จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ประมาณ 10 นาที ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มากเพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนเส้นทางดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดเท่ากัน หากดาวดวงนั้นมันกำลังมุ่งหน้ามายังโลก และเราสามารถเปลี่ยนแปลงการโคจรของมันได้ก่อนเกิดการชนโลกสักสองสามปี

หน่วยงานอวกาศ Nasa หวังเอาไว้ว่า ยานอวกาศอย่าง Dart จะสามารถใช้หันเหดาวเคราะห์น้อยที่กำลังเดินทางมาคุกคามโลกได้ในสักวันหนึ่ง ให้โลกมีโอกาสได้ต่อสู้กับสิ่งที่เคยกำจัดไดโนเสาร์ให้หมดจากโลกนี้ออกไป

ที่มาของข้อมูล : Cnet, Independent

ข่าว: ภารกิจ NASA สำเร็จ! ส่งยานอวกาศ Dart พุ่งชนดาวเคราะห์น้อย ในการทดสอบป้องกันโลกเป็นครั้งแรก มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/nasa-dart-asteroid-defence-change-trajectory/

จรวด Artemis I เลื่อนแผนการยิง 27 กันยายน รอบนี้เป็นเพราะพายุเข้า

ภารกิจยิงจรวด Artemis I รอบใหม่ 27 กันยายน มีเหตุให้ไม่ได้ยิงอีกแล้ว รอบนี้ [ยัง] ไม่มีอะไรพัง แต่ต้องเลื่อนเนื่องจากมีพายุ Ian จะขึ้นฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาเดียวกัน

NASA ระบุว่าตัดสินใจเลื่อนการยิงจรวดวันที่ 27 กันยายนแล้ว และกำลังประเมินสถานการณ์สภาพอากาศอีกครั้ง ว่าจะต้องนำจรวดกลับเข้าโรงเก็บ Vehicle Assembly Building ด้วยหรือไม่

ตามแผนของ NASA โอกาสยิงครั้งถัดไปคือวันที่ 2 ตุลาคม

ที่มา – NASA

No Description

ภาพโดย Eric Bordelon / NASA

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130602

กล้อง James Webb และ Hubble จะร่วมเก็บข้อมูลการชนดาวเคราะห์น้อยโครงการ DART ด้วย

อีกไม่ถึง 72 ชั่วโมงก็จะถึงกำหนดการชนของยาน DART ซึ่งเป็นการทดสอบเทคโนโลยีปกป้องโลกด้วยการเอายานอวกาศพุ่งชนดาวเคราะห์น้อย โดยภารกิจนี้จะมีการใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ James Webb (JWST) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ร่วมเก็บข้อมูลจากการทดสอบด้วย

การทดสอบของโครงการ DART นี้เป็นการส่งยานอวกาศไปชนดาวเคราะห์น้อย Dimorphos เพื่อจำลองเหตุการณ์ในกรณีที่มีเทหวัตถุเคลื่อนที่พุ่งเข้าหาโลกว่าจะสามารถส่งยานอวกาศไปชนมันเพื่อเบี่ยงทิศทางการเคลื่อนที่ให้เบนออกไม่พุ่งหาโลกได้หรือไม่ ซึ่งการทดสอบนี้จะมีการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อมาศึกษาและวิเคราะห์พัฒนาโครงการในอนาคต

No Descriptionภาพจำลองยาน DART ก่อนการชนดาวเคราะห์น้อย

กล้อง James Webb จะสังเกตการณ์จากตำแหน่งปัจจุบันของมันซึ่งอยู่ที่จุด L2 (หมายถึงจุดลากรางจ์จุดที่ 2 ซึ่งเป็นจุดที่หลบดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลังโลกทำให้ไม่โดนแสงอาทิตย์รบกวนในการถ่ายภาพอวกาศ ทั้งนี้จุดลางกรางจ์คือจุดที่มีความพิเศษอธิบายแบบง่ายๆ คือจุดที่สามารถทำให้ยานอวกาศหรือดาวเทียมหรือวัตถุใดๆ สามารถคงตำแหน่งอยู่ได้เสถียรเมื่อเทียบกับระบบที่มันอ้างอิงอยู่ไม่เคลื่อนที่ไปมาอย่างไร้รูปแบบจนเกินควบคุม) ส่วนกล้อง Hubble จะทำการบันทึกข้อมูลจากวงโคจรต่ำรอบโลก ทั้งนี้กล้องโทรทรรศน์อวกาศทั้งคู่จะไม่ได้เน้นการบันทึกภาพจังหวะการชนของยาน DART โดยตรง แต่เน้นการค้นหาวัตถุส่องสว่างในช่วงเวลาประมาณ 15 นาทีหลังการชน

การค้นหาและบันทึกภาพวัตถุส่องสว่างที่กระจัดกระจายหลังการชนของกล้อง James Webb และกล้อง Hubble จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถประเมินปริมาณฝุ่นที่เกิดจากการชนโดยอาศัยค่าความสว่างและระยะเวลาการส่องสว่างของวัตถุเหล่านั้นมาประกอบการคำนวณ ผลการประเมินจะทำให้พอทราบสภาพพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการคำนวณเชิงจลนศาสตร์ของโมเดลการชน ซึ่งจะทำให้ระบบป้องกันโลกอันเป็นเป้าหมายของโครงการ DART นี้ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีกล้องจากยานอวกาศอีกลำที่จะทำหน้าที่ค้นหาวัตถุส่องสว่างหลังการชนเช่นเดียวกับกล้อง James Webb และกล้อง Hubble นั่นคือกล้อง LORRI ซึ่งติดอยู่บนยาน Lucy Probe ที่กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางไปยังกลุ่มดาวเคราะห์น้อย Trojan ซึ่งเป็นกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่โคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่บนวงโคจรเดียวกันกับดาวพฤหัสบดี

เนื่องจากตำแหน่งการชนจริงนั้นอยู่ห่างจากโลก 11 ล้านกิโลเมตร และห่างจากจุด L2 ประมาณ 9.7 ล้านกิโลเมตร ฉะนั้นแล้วภาพที่จะได้จากกล้อง James Webb และกล้อง Hubble จะไม่ใช่ภาพระยะใกล้ของการทดสอบ ซึ่งหน้าที่นั้นจะเป็นหน้าที่ของกล้อง DRACO ที่อยู่บนตัวยาน DART เอง โดยกล้อง DRACO นี้จะเก็บภาพทุก 1 วินาทีในช่วงการเคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมายก่อนการชน และยังมีกล้องอีกตัวที่อยู่บนยาน LICIACube อันเป็นยานอวกาศอีกลำที่ถูกส่งไปพร้อมกับยาน DART เพื่อไปทำหน้าที่เก็บภาพและข้อมูลในระยะใกล้ชิดโดยเฉพาะที่ระยะห่างประมาณ 40-80 กิโลเมตรจากตำแหน่งการชน

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมติดตามการถ่ายทอดสดของ NASA ได้หลากหลายช่องทางทั้งเว็บไซต์, Twitter, Facebook และช่อง YouTube นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์แสดงภาพจำลองการเดินทางของยาน DART แบบเรียลไทม์ด้วย การถ่ายทอดสดจะเริ่มเวลา 5.00 น. วันที่ 27 กันยายนนี้ตามเวลาประเทศไทย

ที่มา – Gizmodo

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130593

NASA กำหนดวันยิงจรวด Artemis I ครั้งใหม่ 27 กันยายนนี้

NASA ประกาศกำหนดวันยิงจรวด Artemis I อีกครั้ง เป็นวันที่ 27 กันยายน ในเวลา 11:37 a.m. EDT ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับเวลา 22:37น. ในไทย มีกรอบเวลาการยิงจรวด (launch window) 70 นาที จรวดมีกำหนดกลับสู่โลกวันที่ 5 พฤศจิกายน

ในครั้งนี้ NASA ยังประกาศแผนสำรองพร้อมกันด้วย หากไม่สามารถยิงจรวดได้ตามกำหนดแรก โดยจะเลื่อนเป็นวันที่ 2 ตุลาคม เวลา 2:52 p.m EDT มีกรอบเวลา 109 นาที

โครงการ Artemis I เพื่อยิงจรวดโคจรรอบดวงจันทร์ ประกาศยกเลิกการยิงไปแล้ว 2 ครั้ง โดยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ยกเลิกไปเนื่องจากพบปัญหาเครื่องยนต์ตัวหนึ่งมีอุณหภูมิสูง รวมทั้งพบปัญหาเชื้อเพลิงรั่ว และเมื่อคืนวันที่ 3 กันยายน ก็ยกเลิกอีกครั้ง

ที่มา: NASA

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130389

จีนดำเนินภารกิจไปดวงจันทร์ต่อ ส่งยานไปอีก 3 ลำใน 10 ปี หลังพบแร่ใหม่จากดวงจันทร์

Liu Jizhong เจ้าหน้าที่ศูนย์สำรวจดวงจันทร์และอวกาศจีนเปิดเผยว่า องค์การ National Space Adminictration (NASA ของจีน) ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินภารกิจ Chang’e (Chang’e lunar program) ต่อโดยส่งยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์ไปดวงจันทร์เพิ่มอีก 3 ลำในช่วง 10 ปีต่อจากนี้ ภายหลังจากที่จีนค้นพบแร่ดวงจันทร์ใหม่จากตัวอย่างที่เก็บมาจากภารกิจ Chang’e-5

แร่ที่เพิ่งค้นพบถูกตั้งชื่อว่า Changesite-(Y) สำนักข่าวซินหัวของจีนอธิบายว่ามีลักษณะเหมือนคริสตัลโปร่งแสงและไม่มีสีที่มีก๊าซฮีเลียม-3 อยู่ภายใน ซึ่งคาดการณ์ว่าก๊าซดังกล่าวอาจเป็นแหล่งพลังงานในอนาคต การค้นพบแร่นี้ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ 3 ที่ค้นพบแร่ใหม่จากดวงจันทร์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจีนมุ่งดำเนินภารกิจอวกาศตั้งแต่การตั้งสถานีอวกาศเทียนกง การริเริ่มภารกิจไปดาวอังคารไปจนถึงภารกิจไปดวงจันทร์ จีนยังตั้งเป้าหมายสร้างสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์อีกด้วย

ภารกิจไปดวงจันทร์รวมทั้งการสำรวจเพื่อค้นหาแร่ใหม่ ๆ ในอวกาศอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้การแข่งขันและความกดดันระหว่างสหรัฐอเมริกและจีนเข้มข้นขึ้น หลังจากภารกิจ Altemis I ของสหรัฐล่าช้าและ NASA กล่าวหาว่าจีนขโมยเทคโนโลยีอวกาศและสร้างขยะอวกาศจากชิ้นส่วนจรวดของจีน

ที่มา: Bloomberg

ภาพจาก Unsplash ของ NASA

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130349