คลังเก็บป้ายกำกับ: Mystery

วิธีสู่ “ชีวิตอมตะ” ตามตำนานต่างๆ

ชีวิตอมตะ เป็นสิ่งทีมนุษย์ใฝ่ฝันถึงทุกยุคทุกสมัย เลยไม่น่าแปลกที่จะมีตำนานเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับวิธีสู่ชีวิตอมตะ วันนี้เราลองมาดูตัวอย่างของแต่ละตำนานกัน

 

กินนางเงือก : ญี่ปุ่น

mermaid-e1379420846331

ที่มาภาพ listverse

ในตำนานของประเทศญี่ปุ่น มีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งคล้ายนางเงือกที่เรียกว่า นินเงียว (Ningyo) ซึ่งบรรยายรูปร่างลักษณะไว้ว่า เหมือนเป็นลิงผสมปลาคาร์ฟ อาศัยอยู่ในทะเล และเมื่อถูกจับได้จะนำพาโชคร้ายมาให้หรือทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง (ว่ากันว่า ถ้าพบนินเงียวถูกพัดขึ้นมาบนชายฝั่งถือว่าเป็นลางว่าจะเกิดสงครามขึ้น)

ตำนานเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับหญิงสาวที่เรียกกันว่า “แม่ชี 800 ปี” (Eight Hundred Nun) เรื่องเล่าไว้ว่า พ่อของเธอนำเนื้อนินเงียวมาให้เธอกินโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เธอถูกสาปให้เป็นอมตะ หลังจากหลายปีผ่านไป เธอมีสามีและลูกหลายคน แต่ทั้งหมดก็ตายจากเธอไปหมด ด้วยความเศร้าเธอจึงอุทิศชีวิตให้กับพระพุทธศาสนาและกลายเป็นแม่ชี อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นเพราะคุณงามความดีที่เธอได้ทำไว้ เธอจึงได้รับการยกเว้นให้เสียชีวิตเมื่ออายุได้ 800 ปี ไม่ได้อยู่ตลอดไป

 

 

สบประมาทพระเยซู : คริสเตียน

jesus

ที่มาภาพ memmento

ในตำนานของชาวคริสเตียน เล่ากันว่ามีชายชาวยิวคนหนึ่งได้ทำการสบประมาทพระเยซูขณะกำลังเดินแบกไม้กางเขน ด้วยการทุบตีพระองค์ด้วยรองเท้าและสั่งให้รีบเดินเร็วๆ พระเยซูตอบกลับด้วยการบอกชายคนนั้นว่า ถึงแม้ตัวเขาเองจะจากไปแล้ว แต่ชายคนนี้ก็ยังต้องอยู่ต่อไปจนกว่าพระเยซูจะกลับมาอีกครั้ง

หลังจากนั้น ชายคนนั้นก็รู้ตัวว่าทำผิดไป เขาจึงเปลี่ยนชื่อเป็นโจเซฟ หันมาเป็นคริสเตียน และได้รับศีลจุ่ม แต่อย่างไรก็ตาม คำสาปนั้นยังคงติดตัวเขาอยู่ เขาไม่สามารถนั่งหรือพักผ่อนได้ยกเว้นช่วงเวลาสั้นๆ ตอนวันคริสมาส และทุกๆ 100 ปี เขาจะล้มป่วยลงและมีอาการชักอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้น เขาจะกลับมามีอายุ 30 ปีอีกครั้ง วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 

 

ทำให้เทพเจ้าโกรธ : กรีก

sisyphus-e1379417580966

ที่มาภาพ listverse

เรื่องราวหลักๆ ในตำนานกรีกโบราณทั้งหลายเกี่ยวข้องกับเรื่องของมนุษย์ที่ถูกเทพเจ้าลงโทษ อันตรายของการอหังการ หรือไม่ก็เกี่ยวกับตำนานวีรบุรุษ มีมนุษย์มากมายที่พยายามหลอกล่อหรือท้าทายเทพเจ้า ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนมากก็จะมีจุดจบถูกลงโทษไปตลอดกาล

มีเรื่องราวหนึ่งเกี่ยวชายที่ชื่อ ซิซิฟัส (Sisyphus) เขาใช้กลอุบายหลอกล่อเทพเจ้าซุส (Zeus) และจับทานาทอส (Thanatos) เทพเจ้าแห่งความตายมาขังไว้ ทำให้มนุษย์ทั้งโลกไม่มีวันตาย (เพราะเทพแห่งความตายออกไปรับวิญญาณใครมาไม่ได้) ซึ่งทำให้อาเรส (Ares) เทพแห่งสงครามโมโหมาก ดังนั้น ซิซิฟัสจึงถูกลงโทษให้กลิ้งหินก้อนใหญ่ขึ้นภูเขาทุกๆ วัน และกลิ้งมันกลับลงมาทุกๆ คืน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อีกตำนานหนึ่งพูดถึงกษัตริย์อิซิออน (Ixion) ซึ่งได้ทำการสังหารพ่อตาของตัวเอง เขาขึ้นไปยังเทือกเขาโอลิมปัสเพื่อไปขอให้เทพเจ้าซุสยกโทษให้ แต่เขากลับไปทำเรื่องผิดพลาดขึ้นเพราะดันไปยุ่งกับเฮรา ราชินีของซุสเข้า เมื่อซุสรู้เข้าจึงใช้เมฆแปลงเป็นพระนางเฮราเพื่อหลอกล่ออิซิออน หลังจากนั้น เขาก็ถูกลงโทษโดยการถูกผูกติดไว้กับกงล้อไฟชั่วนิรันดร์ (ดูเหมือนเป็นอมตะด้วยวิธีนี้จะไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่)

 

 

แร่ปรอท (Cinnabar) : ลัทธิเต๋า

Cinnabarit_01-e1379402494618

ที่มาภาพ listverse

แร่ปรอทเป็นส่วนผสมสำคัญในการทำน้ำยาอมตะในทางความเชื่อของลัทธิเต๋า มีความเชื่อกันว่า การกินวัตถุบางประเภทเช่น แร่ปรอทหรือทอง จะช่วยกำจัดสิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย และทำให้เป็นอมตะ

น่าเสียดายที่ความจริงแล้วของที่กินเข้าไปพวกนี้เป็นสารพิษ ดังนั้น ทำให้แทนที่จะมีชีวิตเป็นอมตะ กลับทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งผู้คนที่เสียชีวิตจากสาเหตุนี้ก็รวมถึงเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ถังหลายคน อย่างไรก์ตาม แนวคิดเรื่องการแปรธาตุภายนอกแบบนี้ก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นการแปรธาตุภายใน ด้วยการฝึกฝนลมปราณภายในร่างกายแทนด้วยความหวังว่าการฝึกฝนนี้จะเป็นหนทางสู่การมีชีวิตอมตะ

 

 

ลูกท้อแห่งชีวิตอมตะ : จีน

peaches-e1379420940803

ที่มาภาพ listverse

ในเรื่องตำนานมหากาพย์ ไซอิ๋ว (Journey to the West) ที่เราคงพอคุ้นชื่อกันบ้าง ลูกท้อแห่งชีวิตอมตะมีบทบาทสำคัญ ในเรื่อง ราชาวานรซึงหงอคง (Sun Wukong หรือว่าเห้งเจียนั่นเอง) ได้รับเลือกให้เป็นผู้ปกป้องลูกท้อ แต่เขากลับไปแอบกินลูกท้อเข้าไปลูกหนึ่งเสียเอง ทำให้เขาได้รับชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 1,000 ปี ในตอนแรกเขาหลบหนีไป แต่ต่อมาก็ถูกจับได้ แต่เนื่องจากเขากินผลไม้นี้เข้าไป จึงไม่สามารถมีใครประหารชีวิตเขาได้สำเร็จ

หลังจากนั้น ซึนหงอคงก็ก่อสงครามกับสวรรค์ ทำให้พระพุทธเจ้า (พระยูไล) ต้องออกโรงมากำราบซึนหงอคงด้วยตัวเอง ด้วยการหลอกล่อและขังเขาไว้เป็นเวลา 500 ปี หลังจากนั้น ก็เป็นเนื้อเรื่องการเดินทางในตำนานไซอิ๋วต่อมา

ส่วนเจ้าของๆ ลูกท้อแห่งชีวิตอมตะก็คือเง็กเซียนฮ่องเต้นั่นเอง ซึ่งต้นท้อที่ปลูกไว้นี้จะให้ผลทุกๆ 3,000 ปี และจะถูกยกให้กับเทพองค์อื่นๆ เพื่อให้มีชีวิตอยู่เป็นอมตะ

 

 

แอปเปิลทองคำ : นอร์ส

golden-apples-e1379421190673

ที่มาภาพ listverse

แอปเปิลทองคำในตำนานของชาวนอร์สแตกต่างจากแอปเปิลทองคำในตำนานกรีก เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเหล่าเทพเจ้า เทพของชาวนอร์สทั้งหมดต้องใช้แอปเปิลนี้เพื่อจะคงชีวิตอมตะและเป็นหนุ่มสาวตลอดกาล ผู้ดูแลสวนแอปเปิลนี้ก็คือ Idun เทพธิดาแห่งใบไม้ผลิ

เมื่อ Idun ถูกล่อลวงโดย Loki และถูกคุมตัวโดยยักษ์ Thiassi พร้อมกับแอปเปิล เทพเจ้าทั้งหมดก็เริ่มแก่ตัวลงและอำนาจก็เริ่มหดหาย ด้วยพลังเฮือกสุดท้ายเหล่าเทพบังคับให้ Loki คืน Idun และแอปเปิลมาได้สำเร็จ ทำให้เทพทั้งหมดกลับมาอ่อนเยาว์อีกครั้ง ส่วน Loki ก็แปลงร่างเป็นเหยี่ยวบินหนีไป

 

 

 แอมโบรเซีย (Ambrosia) : กรีก

tantalus-e1379427105704

ที่มาภาพ listverse

แอมโบรเซียคือเครื่องดื่มของเหล่าเทพเจ้ากรีก ว่ากันว่ามันมีรสชาติคล้ายกับน้ำผึ้ง แอมโบเซียถูกนำส่งไปที่เทือกเขาโอลิมปัสโดยนกพิราบ และน้ำนี้เองที่เป็นสิ่งที่ทำให้เทพเจ้าเป็นอมตะ

มีมนุษย์และมนุษย์ครึ่งเทพหลายคนที่ได้รับสิทธ์ให้ดื่มน้ำแอมโบรเซีย อย่างเช่น เฮอร์คิวลิส (Heracles) ในขณะที่มีอีกหลายคนพยายามขโมยมันแต่ก็ถูกจับได้และถูกลงโทษ อย่างเช่น แทนทาลัส (Tantalus) ส่วนบางคนก็เกือบจะได้ชีวิตอมตะแล้วแต่กลับไปทำเรื่องเสียก่อน จนทำให้ถูกริบสิทธิ์นั้นไป เช่น ไทดุส (Tydeus) ซึ่งเทพีอาเธน่า (Athena) กำลังจะมอบชีวิตอมตะให้ แต่จับได้เสียก่อนว่าไทดุสนั้นกินสมองมนุษย์ จึงยกเลิกไม่มอบชีวิตอมตะให้กับเขา

 

 

จอกศักดิ์สิทธิ์ : คริสเตียน

holy-grail-e1379426464562

ที่มาภาพ listverse

หนึ่งในตำนานที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดของชาวคริสเตียน ก็คือเรื่องราวของจอกศักดิ์สิทธิ์ มันคือจอกที่พระเยซูใช้ดื่มในช่วงอาหารมื้อสุดท้าย และมันเป็นสิ่งที่มีผู้ทำการค้นหากันอย่างกว้างขวาง นอกจากนั้น ยังเชื่อกันว่า จอกนี้ใช้รองรับเลือดของพระเยซูเมื่อถูกตรึงกางเขนอีกด้วย

ในตำนานของกษัตริย์อาเธอร์และเหล่าอัศวินได้ออกตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งผู้ที่มีวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะแตะต้องได้ ว่ากันว่า มีเพียงเซอร์กาลาฮัดเท่านั้นที่แตะต้องจอกนี้ได้ และได้รับชีวิตอมตะไป

 

 

ที่มา Listverse

from:http://www.everyday-readers.com/blog/articles/mythological-ways-to-become-immortal/

สุดยอดสิ่งของ “สุดสยอง”

พวกเราต้องเคยได้ยินเรื่องเราเกี่ยวกับสิ่งของต้องคำสาปหรือมีผีสิงสุดสยองกันมาบ้าง วันนี้เราจะมาพูดถึงของบางชิ้นนที่เชื่อกันว่ามีพลังเหนือธรรมชาติบางอย่างแฝงอยู่

ไม้เท้าผีสิง

Rare-Old-Chinese-wooden-Cane-walking-stick-Roots-shape-best-collection-adornment-free-shipping

เป็นคุณจะยอมจ่ายเงิน 65,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐเพื่อไม้เท้าเหล็กสักอันไหม? แต่อันนี้พิเศษกว่าอันอื่นนะ เพราะมันคือ “ไม้เท้าผีสิง” (Ghost Cane) ซึ่งวางขายอยู่บน eBay โดย Mary Anderson หญิงที่อาศัยอยู่ในรัฐอินเดียน่า ผู้ซึ่งหวังไว้ว่าการขายไม้เท้าอันนี้ออกไปจะช่วยให้ลูกชายวัย 6 ปีของเธอหายกลัว เนื่องจากเขาเชื่อว่าวิญญาณของปู่เขายังคงวนเวียนอยู่ในบ้าน

ไม้เท้านี้ถูกประมูลถึง 132 ครั้ง และได้รับการรับรองการประมูลซึ่งโดยมากจะไม่ยอมรับสินค้าที่เกี่ยวกับเรื่องผีหรือวิญญาณ เนื่องมาจากคุณ Anderson คนนี้ยืนยันว่า เธอขายไม้เท้านี้เพื่อให้ลูกชายหายกลัวเท่านั้น

นอกจากนั้น เธอยังขอร้องให้ผู้ที่ชนะการประมูลเขียนจดหมายมาบอกลูกชายของเธอว่า ทั้งไม้เท้าและวิญญาณยังอยู่ดีมีสุขอยู่ ปัจจุบันที่อยู่ใหม่ของไม้เท้าผีสิงนี้คือที่คาสิโน Golden Palace casino บนเกาะ Antigua ที่ๆ มันจะได้ตั้งโชว์อยู่คู่กับแซสวิสชีสย่างที่ปรากฏเป็นรูปหน้าพระแม่มารี ซึ่งถูกซื้อมาจาก eBay เช่นเดียวกันในราคา 28,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ

 

 

หีบเวทมนต์

DRE1042

เมื่อ 150 ปีก่อน Jacob Cooley สั่งให้ทาสผิวดำชาวแอฟริกัน-อเมริกันชื่อ Hosea สร้างหีบใบหนึ่งเพื่อเป็นของขวัญให้ลูกคนแรกของเขา Hosea ได้สร้างหีบไม้ขึ้นมาอันหนึ่ง แต่ด้วยเหตุใดไม่อาจทราบได้ เจ้านายของเขากลับไม่พอใจในผลงาน เขาทุบตี Hosea อย่างรุนแรงแล้วฆ่าเขาเสีย ทาสคนอื่นสาบานว่าจะล้างแค้นให้การตายของเพื่อน พวกเขาใช้เลือดแห้งๆ ของนกฮูกสาดลงบนหีบ แล้วให้นักเวทมนต์สาปหีบใบนั้นเสีย

และไม่รู้ว่าเป็นเพราะเวทมนต์หรืออย่างไร ลูกคนแรกของ Jacob Cooley ตายตั้งแต่ยังเป็นทารก และหลังจากนั้นอีก 4 ปี ก็เกิดการตายที่เกี่ยวข้องกับหีบนี้ขึ้น 17 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คำสาปได้ถูกถอนไปแล้วโดยนักเวทมนต์หญิงคนหนึ่ง และปัจจุบันนี้หีบนี้ก็ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ Kentucky History Museum ใน Frankfort

แหวนของวาเลนติโน

DSCF0385_edited

Rudolph Valentino (1895-1926) ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักแสดงหนังเงียบของฮอลลิวูดที่ิยิ่งใหญ่ที่สุด เขาเสียชีวิตโดยโรคแผลในกระเพาะอาหารเมื่ออายุได้เพียง 31 เท่านั้น แต่บางคนโทษว่าต้นเหตุของการเสียชีวิตของเขามาจากแหวนที่ซื้อมาจากร้านเครื่องประดับในปี ค.ศ.1920 แหวนวงนี้ประดับด้วยอัญมณีที่เรียกว่า ตาเสือ (Tiger’s eye) มีตำนานเล่าไว้ว่า หลังจากวาเลนติโนซื้อแหวนมา เขาก็อวดมันให้กับเพื่อนสนิทดูทันที แต่เพื่อนของเขาบอกว่า เขาเห็นภาพนิมิตของวาเลนติโนที่ซีดเผือดและดูคล้ายคนตาย ไม่ว่าเพื่อนของเขาจะเห็นภาพที่ว่าจริงหรือไม่ ภาพยนต์หลังจากนั้นของวาเลนติโนก็ล้มเหลวทางด้านรายได้ แล้วเขาก็เสียชีวืตหลังจากนั้น 6 ปี

แต่วาเลนติโนไม่ใช่เหยื่อคนเดียวของแหวนวงนี้ คนรักของเขา Pola Negri ป่วยหนักหลังจากสวมแหวน ซึ่งอาการป่วยที่ว่านี้หนักมากจนทำให้อาชีพการงานของเธอถอยหลังลงคลองและไม่เคยฟื้นกลับมาได้เต็มตัวอีกเลย อีกคนคือ Russ Colombo นักแสดงที่ถูกจ้างมาเล่นเป็นวาเลนติโนในภาพยนต์ชีวประวัติของเขาและได้สวมแหวนเช่นเดียวกัน ถูกยิงโดยอุบัติเหตุไม่กี่วันหลังจากนั้น หลังจากนั้น นักเลงที่ชื่อ Joe Casino ก็ได้เป็นเจ้าของแหวน แต่เขาปฎิเสธไม่ยอมใส่ทันจนกว่าคำสาปจะหายไป หลายปีหลังจากนั้นที่เขาตัดสินใจลองใส่แหวน ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเขาก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์

รายชื่อเหยื่อของแหวนวงนี้ยังมีอีก แต่จนถึงช่วงปี ค.ศ.1960 แหวนก็หายสาบสูญไปและหาไม่เจอว่าอยู่ที่ไหน

 

 

ภาพวาดต้องคำสาป

hqdefault-3

ภาพวาด “เด็กชายร้องไห้” (Crying Boy) ของ Bruno Amadio เป็นภาพวาดยอดนิยมที่ถูกตีพิมพ์ขึ้นมาเป็นจำนวนมากในช่วงปี ค.ศ.1950 โดนเฉพาะในแถบสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปี ค.ศ.1980 ภาพวาดนี้ก็ดึงดูดความสนใจของหนังสือพิมพ์ประเทศอังกฤษ หนังสือพิมพ์ The Sun เขียนเรื่องเกี่ยวกับนักดับเพลิงที่อ้างว่า เคยอยู่ในเหตุการณ์ที่บ้านหลายหลังถูกไฟไหม้ เหลือเพียงแต่รูปภาพนี้ที่ไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย เขาถึงกับพูดด้วยว่า ไม่มีนักดับเพลิงคนไหนกล้าแขวนถาพนี้ไว้ในบ้านของตัวเอง เพราะกลัวจะถูกไฟไหม้

หนังสือพิมพ์นี้ยังจริงจังถึงขนาดไปสัมภาษณ์สมาชิกในบ้านที่ถูกไฟไหม้และมีภาพวาดนี้อยู่ในบ้านด้วย และภายในระยะเวลา 6 เดือน The Sun ก็เป็นผู้เริ่มโครงการภาพเขียนต้องคำสาปที่แนะนำให้ผู้อ่านที่มีภาพนี้อยู่ยกภาพวาดเจ้าปัญหานี้ให้คนอื่นเสีย หรือสามารถลบคำสาปได้ด้วยการแขวนภาพเด็กผู้ชายนี้ไว้ใกล้ๆ ภาพวาดเด็กผู้หญิง หรือส่งภาพมายังสำนักพิมพ์เพื่อให้เผาทำลายเสีย

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น BBC ก็ทำการตรวจสอบภาพวาดเหล่านี้และพบว่า มันถูกเคลือบเอาไว้ด้วยสารที่กันไฟต่างหาก นี่อาจจะเป็นเหตุที่ทำให้ภาพเขียนไม่ได้รับความเสียหายเมื่อเกิดไฟไหม้ หรือจะเป็นเพราะคำสาปมีอยู่จริงกันแน่?

 

 

เตียงสองชั้นผีสิง

Screen-Shot-2013-06-11-at-2.32.09-PM

เรื่องราวของเตียงสองชั้นผีสิงนี่โด่งดังมากเสียจนกลายเป็นเรื่องสุดฮิตในโทรทัศน์ที่ฉายเกี่ยวกับปริศนาที่ยังไม่มีใครไขได้ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1987 ใน Horicon รัฐวิสคอนซิน Alan Tallman และ Debby Tallman ซื้อเตียงสองชั้นนี้มาจากร้านของมือสอง และเอาเก็บไว้ในห้องใต้ดิน หลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคม ทั้งคู่ก็ย้ายเตียงขึ้นมาไว้บนบ้าน และ 9 เดือนหลังจากนั้นตั้งแต่คืนแรกที่เตียงถูกย้ายขึ้นไป เรื่องสยองก็เกิดขึ้น

เริ่มจากเด็กๆ ในบ้านเกิดป่วยขึ้นมา หลังจากนั้นวิทยุในบ้านก็จะเปลี่ยนคลื่นไปมาเองทั้งๆ ที่ไม่มีใครไปแตะต้อง เด็กสองคนแรกที่นอนบนเตียงบอกว่าเห็นแม่มด ครอบครัว Tallmans เชิญพระมาไล่ผี แล้วทุกอย่างก็ปกติสุขอยู่สักพัก หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์หลังจากวันคริสมาตในปี ค.ศ.1988 Alan Tallman หลังมาบ้านและได้ยินเสียงเรียกเขาว่า “มานี่” เขาตามเสียงนั่นไปยังโรงรถและพบว่าไฟกำลังไหม้ เขารีบวิ่งไปหยิบถังดับเพลิง แต่เมื่อกลับมายังโรงรถอีกครั้งก็พบว่าไฟได้หายไปแล้ว หลังจากเรื่องราวสยองขวัญที่หลายครั้งต่อมา ครอบครัว Tallmans ก็คิดได้ว่า “พอกันที” แล้วจัดการเผาเตียงนั่นเสีย แล้วไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หลังจากนั้นก็ไม่เกิดเหตุการณ์แปลกๆ แบบนั้นขึ้นอีกเลย

 

 

กะโหลกกรีดร้องแห่งหอประชุม Burton Agnes

vector-wallpapers-skull-wallpaper-creepy-array-wallwuzz-hd-wallpaper-7898

เรื่องลึกลับของกะโหลกกรีดร้องเป็นเรื่องราวที่มาจากแถบสหราชอาณาจักร มีการบันทึกไว้ว่า หัวกะโหลกหลายชิ้นที่ถูกย้ายออกมาจากที่อยู่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ลึกลับที่เกี่ยวกับวิญญาณและเสียงกรีดร้องที่ไม่สามารถอธิบายได้ หนึ่งในหัวกะโหลกกรีดร้องที่มีชื่อเสียงที่สุดคือของที่หอประชุม Burton Agnesใน East Yorkshire หอประชุมนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงของราชินีอลิซาเบ็ธที่ 1 โดยท่านเซอร์ Henry Griffiths และเหล่าน้องสาวของเขา ระหว่างการก่อสร้างนั้น น้องสาวคนหนึ่งที่ชื่อว่า Anne ถูกแทงเสียชีวิตโดยบุคคลนิรนาม ก่อนที่เธอจะสิ้นใจ เธอให้พี่น้องของเธอสัญญาว่า จะตัดศีรษะของเธอออกแล้วให้เก็บไว้ในหอประชุมนี้ (อาจจะเป็นหนึ่งในคำขอก่อนตายแปลกสุดๆ เท่าที่เคยมีมา)

แต่พี่น้องของเธอก็ไม่ได้ทำตามคำขอนั้น พวกเขาฝังร่างเธอทั้งหมดเอาไว้แทน หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีเสียงครางเหมือนคนที่ถูกฝังดังไปทั่วทั้งหอประชุม พี่น้องที่แตกตื่นของ Anne รีบไปที่หลุมฝังศพของเธอและพบว่า ร่างกายที่เหลือแต่กระดูกนั้นส่วนศีรษะได้ถูกตัดแยกออกจากร่างกาย ทั้งหมดนำเอาหัวกะโหลกไปวางไว้ในหอประชุม แล้วเสียงครางต่างๆ ก็หายไป

หลังจากนั้น ลูกหลานของท่านเซอร์ Henry ที่รับสืบทอดหอประชุมต่อก็ย้ายหัวกะโหลกออก แต่ทุกครั้งที่หัวกะโหลกถูกย้ายออกไป ตึกก็จะเกิดการสั่นและเหล่ารูปภาพที่แขวนไว้ก็จะตกลงมา ในที่สุด ลูกหลานของเซอร์ Henry ก็ตกลงกันว่าจะเก็บกะโหลกเอาไว้ในตึกโดยซ่อนเอาไว้ในกำแพง ที่ซึ่งมันก็ยังคงอยู่มาจนถึงวันนี้

เก้าอี้แห่งความตาย

haunted-chair-lord_ghost

คฤหาสน์ Baleroy สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1911 ที่รัฐเพนซิลเวเนีย และด้วยความที่ตึกนี้ประกอบไปด้วยงานฝีมือมากมาย มันจึงมีค่าทั้งทางมูลค่าและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ข้าวของในคฤหาสน์นี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นของประธานาธิปดีแห่งสหรัฐอเมริกา Thomas Jefferson แต่นอกจากความมีคุณค่าของมันแล้ว คฤหาสน์ Baleroy ยังมาพร้อมกับชื่อเสียงด้านเหตุการณ์เหนือธรรมชาติอีกด้วย

George Meade Easby ผู้สืบทอดคฤหาสน์คนสุดท้าย เสียชีวิตลงในปี ค.ศ.2005 แต่ก่อนตายเขาได้อ้างว่า เขาเคยเห็นวิญญาณหลายตนวนเวียนอยู่ในบ้าน แต่เรื่องที่สยองที่สุดคือเรื่องของ “เก้าอี้แห่งความตาย” ในห้องสีฟ้า เก้าอี้นี้มีอายุกว่า 200 ปีและว่ากันว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นของแม่ทัพนโปเลียน

แน่นอนว่าถึงจะมีชื่อเสียงและเก่าแก่ เก้าอี้นี้ก็คงไม่ใช่เก้าอี้ที่คุณอยากเอามาโชว์ใคร และแน่นอนว่าคุณคงไม่อยากนั่งแน่ๆ นักสืบสวนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติหลายคนเชื่อว่า มีวิญญาณหญิงสาวสิงอยู่ในเก้าอี้ตัวนี้ที่ได้ชื่อเล่นว่า Amelia ว่ากันว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่วิญญาณ Amelia ปรากฏตัวขึ้นที่เกิดหมอกสีฟ้าขึ้นภาพในห้อง และใครที่ไปนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นจะตายทันที จนถึงวันนี้ มีคน 4 คนที่กล้านั่งลงบนเก้าอี้นั้น และแน่นอนว่าคนเหล่านั้นก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว

 

 

ชุดแต่งงานผีสิง

g258000000000000000cd51df79c4e45a7a70c4b06dfb81caebf2011f81

Anna Baker เป็นลูกสาวของ Elias Baker ชายคนสำคัญผู้ร่ำรวยในวงการเหล็กของ Blair County ในช่วงยุด 1800  Anna ได้ทุกสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเงินและอัญมณี แต่ก็เหมือนกับวัยรุ่นทั่วๆ ไป สิ่งที่เธอต้องการจริงๆ ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน นั่นคือรักแท้ ซึ่งพ่อของเธอก็คงไม่ขัดหากเธอได้พบกับชายที่เหมาะสมกับเธอ อย่างไรก็ตามเหมือนกับเรื่องราวความรักหลายๆ เรื่อง Anna กลับตกหลุมรักกับคนงานสุดหล่อที่ทำงานให้พ่อเธอแทน

แน่นอนว่าพ่อเธอต้องโกรธเป็นฝืนเป็นไฟ ว่ากันว่าเสียงร้องตะโกนด้วยความโมโหของเขาดังไปไกลหลายไมล์ เขาไม่ต้องการให้เธอแต่งงานกับคนที่ไม่เหมาะสม และแน่นอนว่าด้วยความที่เขาเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน การตัดสินใจของเขาต้องเป็นเด็ดขาด แต่ด้วยความหัวดื้อของ Anna เธอตัดสินใจว่า ถ้าเธอไม่ได้แต่งงานกับชายที่เธอต้องการ เธอจะไม่ยอมแต่งงานกับใครเลย เธออยู่เป็นโสดจนกระทั่งเสียชีวิตไป เหลือทิ้งไว้แต่ชุดแต่งงานตัวงามที่เธอเลือกไว้กับแม่ของเธอ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ใส่

จนกระทั่งไม่นานมานี้ ชุดแต่งงานที่ว่านี้ถูกตั้งแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของ Blair County ในคฤหาสน์เดิมของครอบครัว Baker ชุดแต่งงานนี้ถูกตั้งไว้ที่ห้องนอนเก่าของ Anna และแน่นอนว่าต้องตั้งไว้หน้ากระจกด้วย มันถูกเก็บเอาไว้ในตู้กระจก ที่ว่ากันว่ามักจะสั่นไปมาโดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนเชื่อกันว่าเป็นเพราะพื้นไม้ที่เก่าแล้วไม่ทั่นคง แต่คนบางคนก็เชื่อว่า เรื่องราวเหนือธรรมชาติคือคำตอบของเหตุการณ์นี้ เชื่อกันว่า Anna กำลังสวมชุดแต่งงานนี้ไว้แล้วชื่นชมตัวเองอยู่ในกระจก

 

 

Annabelle ตุ๊กตาผีสิง

annabelle3

Ed Warren และ Lorraine Warren นักสืบสวนชื่อดัง ได้รับสืบสวนเรื่องราวของ Annabelle ตุ๊กตาผีสิง ที่ช่วงต้นปี 1970 ตุ๊กตาโบราณนี้ถูกซื้อเป็นของขวัญจากแมให้กับลูกสาวที่ชื่อ Donna ซึ่งในช่วงนั้นเป็นนักเรียนที่ฝึกเป็นพยาบาลอยู่ เธออาศัยอยู่ในหอพักเล็กๆ กับเพื่อนของเธอที่ชื่อ Angie ตุ๊กตาตัวนี้ถูกวางเอาไว้บนเตียงของเธอ และหลังจากนั้น ก็มีเรื่องราวแปลกๆ เกิดขึ้น ตุ๊กตานี้ดูเหมือนจะมีพลังที่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง บางครั้ง สาวๆ จะกลับมาเจอว่าตุ๊กตาย้ายจากห้องหนึ่งไปอยู่อีกห้องหนึ่ง เคยแม้กระทั่งเจอมันนั่งไขว้ขารออยู่บนโซฟา

หลังจากนั้น บางครั้งสาวๆ จะกลับมาเจอแผ่นกระดาษที่เขียนด้วยลายมือเด็ก ซึ่งเขียนไว้ว่า “ช่วยเราด้วย” ทั้งสองไม่สามารถหาได้ว่าใครเป็นคนเขียนโน๊ตนี้หรือกระดาษเก่าๆ ที่ใช้เขียนมาจากไหนกันแน่ แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีเรื่องแปลกยิ่งกว่าเกิดขึ้น นั่นคือ มีรอยเลือดปรากฏขึ้นบนตัวตุ๊กตา ถึงตอนนี้ทั้งสองก็ติดต่อกับหมอผี ซึ่งทำให้ได้พบว่ามั้งสองอาศัยอยู่กับวิญญาณของเด็กหญิงที่ชื่อ Annabelle Higgins เด็กหญิงอายุ 7 ปี ที่ถูกฆ่าบนที่ดินที่หอพักของพวกเธอตั้งอยู่

วิญญาณของ Annabelle ย้ายไปอยู่ในตุ๊กตาเพื่อจะได้มีเพื่อน และเมื่อหญิงสาวทั้งสองได้ยินเรื่องราวของ Annabelle ทั้งคู่ก็ตัดสินใจให้วิญญาณอาศัยอยู่ในตุ๊กตาและอยู่ในหอพักของพวกเธอต่อไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการตัดสินใจที่แย่มาก อย่างน้อยก็กับเพื่อนสนิทของทั้งคู่ที่ชื่อ Lou ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของทั้งคู่และอยากให้ทิ้งตุ๊กตาไปเสีย เย็นวันหนึ่ง Lou เข้าไปในห้องนอนของ Angie และถูกทำร้ายโดยพลังที่มองไม่เห็น ซึ่งทิ้งรอยเล็บไว้บนหน้าอกของเธอ ตอนนี้เอง ที่นักสืบสวน Ed และ Lorraine เข้ามามีบทบาท

หลังจากตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้น Ed และ Lorraine Warren สรุปว่า ตุ๊กตานี้ไม่ได้ถูกสิ่งโดยวิญญาณของเด็กหญิง แต่ถูกสิ่งโดยวิญญาณชั่วร้ายที่หวังจะเข้าสิงร่างมนุษย์อีกที ตามที่พวก Warren กล่าวไว้คือ วิญญาณชั่วร้ายนี้ใช้ความเห็นใจของเด็กสาวเพื่อให้เป็นเหยื่อ เมื่อพวกเธอเผลอจะได้เข้าสิงพวกเธอแทน พวก Warrens ย้ายตุ๊กตา Annabelle ออกจากหอพักแล้วเอาไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในรัฐคอนเนตทิคัตแทน ที่ซึ่ง Annabelle ยังคงขยับตัวเองได้บางครั้ง และว่ากันว่า บางครั้งมันยังส่งเสียงขู่ใส่คนที่มาเยี่ยมชมอีกด้วย

 

 

กระจกผีสิง

MyrtlesPlantation3closeup

Myrtles Plantation เป็นสถานที่ๆ อยู่ในรัฐหลุยเซียน่า พื้นที่กว้าง 10 เอเคอร์และมีอายุกว่า 200 ปีนี้เคยเป็นที่อยู่ของบ้านหลายหลัง แต่ปัจจุบันนี้กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ชอบเรื่องเหนือธรรมชาติ ว่ากันว่า ทุกๆ คืนตอนตี 3 จะมีวิญญาณ 15 ตนออกมา วิญญาณ 4 ตนในนี้มาจากเรื่องเล่าโศกนาฏกรรมของครอบครัว Woodruff และทาสสาวที่ชื่อว่า Chloe

ในปี ค.ศ.1817 Sara Mathilda ได้รับสืบทอดพื้นที่นี้มาจากพ่อของเธอ เธอย้ายเข้ามาอยู่กับสามีของเธอที่ชื่อว่า Clark Woodruff กับลูกอีก 3 คน และทาสอีกคนที่ชื่อ Chloe คืนหนึ่ง Clark จับได้ว่า Chloe แอบฟังบทสนทนาลับของ เขาจึงตัดหูของเธอออกเสีย หลังจากนั้น Chloe ก็สวมผ้าโพกหัวสีเขียวอยู่เสมอเพื่อปกปิดร่องรอย เพื่อให้ได้รับความไว้ใจของเจ้านายคืนมา Chloe วางแผนขึ้นมา เธอทำเค้กวันเกิดให้กับลูกสาวคนโตของบ้าน แต่แอบใส่ใบ oleander ซึ่งเป็นพืชมีพิษที่พบได้ในแถวนั้น

แผนของเธอก็คือ เมื่อทั้งครอบครัวป่วย เธอจะเป็นคนเดียวที่รู้ทางแก้ และเมื่อเธอช่วยรักษาพวกเขานายจ้างก็จะกลับมาชอบเธออีกครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่าเรื่องราวผิดแผนไปหมด เมื่อ Chloe ใส่ยาพิษมากไป ทำให้ Sara และลูกสาวสองคนของครอบครัวเสียชีวิต ด้วยความตื่นตระหนก Chloe สารภาพเรื่องนี้กับทาสคนอื่นๆ ซึ่งตื่นตระหนกเช่นกันแล้วกลัวว่าจะถูกกล่าวหาว่าซ่อนตัวคนร้ายไว้ ทั้งหมดจึงพากันแขวนคอ Chloe และทิ้งร่างของเธอลงในแม่น้ำมิสซิสซิปปีเสีย

ตามประเพณีของทางนั้น เมื่อมีสมาชิกในบ้านเสียชีวิตลงกระจกทุกบานในบ้านจะต้องถูกคลุมไว้เพื่อที่วิญญาณคนตายจะได้เดินทางไปยังอีกโลกได้และไม่ถูกผูกติดไว้ในเงาของกระจกในโลกนี้ และตามประเพณีนี้ ในคืนที่ครอบครัว Woodruff ถูกวางยาพิษ กระจกทุกบานก็ถูกคลุมไว้ ยกเว้นบานหนึ่ง ซึ่งมีคนเห็นวิญญาณหญิงสาวผิวดำใส่ผ้าโผกหัวสีเขียวปรากฏขึ้น นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ยังจะได้ดูกระจกอีกบานหนึ่งในบ้าน ซึ่งว่ากันว่าวิญญาณของแม่และลูกๆ ถูกขังเอาไว้ บางคนอ้างว่าเห็นรอยมือและหน้าของเด็กๆ บนกระจก ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ก็ตาม คุณคงไม่อยากไปนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจกนี้แน่นอน

 

ที่มา Listverse

ที่มาภาพประกอบ Listverse

 

from:http://www.everyday-readers.com/blog/articles/incredibly-spooky-things/

“สิ่งก่อสร้างน่าทึ่ง” ที่ไม่น่าเชื่อว่าสร้างขึ้นในยุคโบราณ

หากพูดถึงความสำเร็จในยุคโบราณอาจจะดูมืดมนและไม่น่าสนใจเท่าไหร่ แต่กลับมีสิ่งก่อสร้างบางอย่างที่มีลักษณะโครงสร้างทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง สร้างโดยคนสมัยโบราณโดยใช้ทักษะวิศวกรรมชั้นเยี่ยมจนเรายังต้องอาย

 

 

เมืองใต้พิภพโบราณ เดอรินกูยู

derinkuyu2

ที่มาภาพ budgettoursturkey

เมืองใต้พิภพเดอรินกูยู (Derinkuyu) ถูกพบเมื่อปี ค.ศ. 1960 ที่ประเทศตุรกี เหตุก็เพราะว่าบ้านสมัยใหม่บนพื้นดินทำการซ่อมแซมเลยขุดไปจ๊ะเอ๋เข้าพอดี โชคยังดีที่ตลอดทั้ง 18 ชั้นของเมืองใต้ดินนี้ถูกทิ้งร้างไว้ และไม่ได้คลาคล่ำไปด้วยฝูงชนคนใต้ดิน ว่ากันให้ง่ายก็คือไม่มีผู้อยู่อาศัยนั่นเอง

DerinkuyuUndergroundCity

ที่มาภาพ mastertourism

 

หลังจากหลบซ่อนใต้จมูกชาวตุรกีมาหลายศตวรรษ เดอรินกูยูนี้ก็คือเมืองใต้ดินที่ประกอบกันเป็นห้องต่างๆ ที่สลับซับซ้อน สร้างเมื่อ 8 ศตวรรษก่อนคริสตกาล และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนสร้าง (สงสัยว่าจะเป็นปลวกยักษ์) เพื่อจะเข้าใจว่าทำไมมันถึงน่าทึ่งนัก ก็ลองนึกดูว่าให้เราที่มีแค่ค้อน กับสิ่ว ไปลองขุดห้องใต้ดินใหญ่ ๆ ซักห้องนึง ที่จุคนสักได้สองหมื่นคน  แถมไม่มีเครื่องมือสมัยใหม่ให้ใช้ด้วย เราจะทำได้รึเปล่า

1172870975_dee256fb0c_o

ที่มาภาพ bldgblog

 

เมืองนี้คาดว่าอาจสร้างขึ้นเพื่อเป็นหลุมหลบภัยสำหรับลี้ภัยทางสงครามหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ วิเคราะห์จากโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นหลุมหลบภัยแสนสบายในวันสิ้นโลกเลยทีเดียว มีทางไปยังแหล่งน้ำไหลใสสะอาด แถมบ่อน้ำก็ยังไม่มีจุดเชื่อมออกไปบนพื้นดินอีก เผื่อไว้ว่าจะมีผู้ประสงค์ร้ายบนพื้นดินใส่ยาพิษเข้าไป  เมืองทั้งเมืองประกอบไปด้วย เขตที่พักอาศัยส่วนตัว ร้านค้า ห้องสาธารณะ (สงสัยใช้เป็นเหมือนสวนสาธารณะ) สุสาน คลังสรรพาวุธ คอกปศุสัตว์ ช่องทางหนีฉุกเฉิน อีกทั้งยังมีโรงเรียนแถมด้วยห้องหับให้นั่งเรียนกันเรียบร้อย

1172695369_4b5ac0a09f_o

ที่มาภาพ bldgblog

ที่สุดๆ ยิ่งกว่านั้นคือ ที่พูดมาทั้งหมดนี้เขายังขุดค้นกันได้ไม่ครบเลยด้วยซ้ำ ยังมีพื้นที่ๆ ยังไม่ได้สำรวจกันอีกเยอะ ขุดไปอีกหน่อยอาจจะเจอสนามกอล์ฟ กับสนามฟุตบอลก็เป็นได้

 

 

คูหาใต้พิภพแห่ง ฮาล-ซาเฟลียนี่ แหล่งสร้างเสียงสุดน่าทึ่ง

hypogeum-malta

ที่มาภาพ themaltaexperience

ใต้ดินที่เกาะมาลทา (Malta) มีสิ่งก่อสร้างจากหินเมกาลิธ (Megalithic) ขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกกันเท่ห์ ๆ ว่า “Hypogeum of Hal-Saflieni” (คูหาใต้ดินแห่ง ฮาล-ซาเฟลียนี่) ฟัง ๆ ดูอาจจะเหมือนชื่อหนังเรื่องใหม่ซักเรื่อง (ก็เค้าตั้งให้เท่ห์นี่) สิ่งก่อสร้างนี้ถูกพบโดยบังเอิญในปี ค.ศ.1902 เมื่อคนงานขุดหลุมลึกลงไปจนเจอเพดานของห้องเข้า และที่สยองสุดๆ ก็คือ พวกเขาเจอโครงกระดูกมนุษย์เกือบ ๆ 7,000 โครง แออัดยัดเยียดอยู่ตรงหน้าทางเข้า

แต่ก็อย่างว่า คนเราก็ใช่ว่าจะกลัวตายกันทุกคน แทนที่จะวิ่งหนีเผ่นป่าราบเหล่าคนงานตัดสินใจจะเดินสำรวจรอบ ๆ แบบไม่สังเกตสักนิดว่า กระดูก 7,000 โครงด้านหน้ามันหาทางหนีตายมาก่อน  และเป็นโชคดีที่พวกเขาได้ค้นพบข้อเท็จจริงอันน่าทึ่งอย่างหนึ่ง

Malta-Hypogeum

ที่มาภาพ themaltaexperience

 

โครงสร้างใต้ดินสามชั้นสร้างด้วยหินเมกาลิธที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสร้าง (เหมือนเมืองแรก)  และที่ทำให้เราทึ่งได้อีกก็คือ เสียงของผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงกลางห้องจะสามารถสะท้อนก้องได้ยินกันทั่วถึง (ไม่แน่ใจว่าทั้งสามชั้นรึเปล่า ) โดยมันจะมีผลก็ต่อเมื่อเป็นเสียงที่อยู่ในช่วงความถี่ระหว่าง 95 – 120 เฮิร์ตซ์ พูดง่าย ๆ ก็คือ จะสะท้อนได้เฉพาะเสียงผู้ชายเท่านั้น ถ้าเป็นเสียงสาวจะเล็กจะใหญ่ก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น

hal

ที่มาภาพ malta

 

แค่นั้นยังแปลกไม่พอ ถ้าหากคุณเป็นผู้ชาย แล้วไปแผดเสียง (เน้นว่าแผด) ในความถี่ 110 เฮิร์ตซ์ เสียงที่ได้ยินทั่วถึงทั้งคูหาจะเหนี่ยวนำให้สมองรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ซึ่งเขาอธิบายไว้ว่าเสียงที่เกิดขึ้นจะไปกระตุ้นสมองในส่วนความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

พูดให้เห็นตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ ถ้าคุณอยู่ในคูหานี้ แล้วมีคนร้องเพลงตรงกลางห้องอยู่ คุณก็จะสามารถ “เข้าใกล้ประสบการณ์ทางศาสนาของตัวเอง” ได้มากขึ้น แหม ก็เล่นไปกระตุ้นสมองกันซะขนาดนั้นนี่ ข้อมูลก็มีเท่านี้ ยังไม่มีใครทราบว่าคนสร้างทำได้อย่างไร แต่ที่รู้อยู่อย่างคือ ความรู้ด้านเสียงคงเข้าขั้นเทพ ถึงได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สมัยนี้พากันงงเป็นแถบ แต่คนเราสมัยใหม่ก็ไม่น้อยหน้า ยิ่งดวดเหล้าไปเยอะ ก็ยิ่งแหกปากอย่างมีศักยภาพได้ยินก้องไปทั่วเหมือนกัน

 

 

เขื่อนโบราณมาริบที่มีอายุการใช้งานกว่าพันปี

Marib_dam

ที่มาภาพ gaiablog

เยเมน เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องฝุ่นและความแห้งแล้ง เป็นสาเหตุให้อาณาจักรเซเบียนโบราณสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อ 750 ปีก่อนคริสตกาล

เขื่อนนี้เกือบถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งอัศจรรย์ของโลกอย่างเป็นทางการแล้ว (แต่ในที่สุดก็ไม่ได้เป็น) เป็นที่ยอมรับในด้านความสามารถทางวิศวกรรมที่เยี่ยมยอดในช่วงก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม การสร้างเขื่อนใช่ว่าจะแค่โยน ๆ หินให้เป็นรูปครึ่งวงกลม (คนนะไม่ใช่บีเวอร์) แต่ต้องคำนึงถึงการสร้างคลองเพื่อส่งต่อน้ำ ประตูน้ำ ทางระบายน้ำล้น แหล่งกักเก็บน้ำ แค่นี้ยังยากไม่พอต้องคิดด้วยว่าทั้งหมดนี่ต้องกันน้ำด้วย ไม่งั้นคนที่อยู่ริมน้ำคงได้จมหายไปตอนเช้ากันหมด

6a00d83451c56869e200e54f55e65c8834-640wi

ที่มาภาพ patentpending

ชาวเซเบียนคิดเรื่องพวกนี้ได้ก่อนจะมีการคิดค้นคอนกรีตขึ้นมาเสียอีก แถมเขื่อนนี้ยังมีอายุการใช้งานมากกว่าพันปีด้วย จะเปรียบเทียบให้ว่าเขื่อนสมัยใหม่ยุคเราจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่แค่ 50 ปีเท่านั้นเอง หรือถ้าเป็นตัวเก๋าจริง ๆ ก็มีอายุถึงแค่ 100 ปี

เขื่อนใหญ่มาริบมีความยาวประมาณ 2,000 ฟุต (หรือประมาณ 600 เมตร ประมาณเขื่อนศรีนครินทร์บ้านเรา) ในช่วงที่มันใช้งานได้ เขื่อนนี้ได้เปลี่ยนเยเมนโบราณให้กลายเป็นโอเอซิสอันอุดมสมบูรณ์ ที่รู้จักกันดีในนามอาณาจักร “ชีบา” (ของราชินีชีบาผู้โด่งดัง) แต่ก็เป็นธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมดับสูญตามกาลเวลา ในที่สุดเขื่อนยักษ์องอาจแห่งนี้ก็แตกเมื่อประมาณปีคริสตศักราชที่ 600 เป็นเหตุล่มสลายของระบบเกษตรกรรม และเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้กลายเป็นทะเลทรายจนถึงทุกวันนี้

1391550

ที่มาภาพ panoramio

 

 

เมืองพูมาพุนกุ สิ่งก่อสร้างจากโครงสร้างหินประสานที่ซับซ้อน

Pumapunku2

ที่มาภาพ flickr , paleocontact

พูมาพุนกุ (Puma Punku) เป็นเมืองที่สร้างโดยชาว ธิวานากุ (Tiwanaku) ซึ่งเป็นชนเผ่าโบราณในประเทศโบลิเวีย สิ่งที่ทำให้เมืองนี้แตกต่างจากเมืองโบราณอื่นก็คือ งานสถาปัตยกรรมอันวิจิตรพิศดารที่สร้างจากหิน ซึ่งช่างหินสมัยนี้ยังต้องอิจฉา อ่านดูจะหาว่าเวอร์ ต้องไปดูรูปภาพประกอบ

pumapunku_image004

pumapunku_image002

ที่มาภาพ paleocontact

ด้วยเทคโนโลยีที่ล้าหลัง พวกเขาเริ่มสร้างงานด้วยหินขนาดใหญ่หลายพันก้อน มาต่อกันเป็นบล็อคเพื่อสร้างสิ่งก่อสร้าง จะว่าไปก็ฟังดูเหมือนเราไปต่อบ้านด้วยเลโก้นั่นแหละ เราทำสิ่งเหล่านี้ได้โดยใช้เครื่องตัดเลเซอร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือตัดที่มีศักยภาพในการตัดเป็นเส้นตรงและมีความแม่นยำสูง แต่คนโบราณเขาใช้แค่ไม้บรรทัดกับสิ่วเท่านั้น

Pumapunku

ที่มาภาพ world-mysteries

 

เพื่อจะทำให้สิ่งก่อสร้างมีพื้นฐานที่มั่นคง เหล่านักก่อสร้างโบราณใช้เหล็กยึดที่มีลักษณะเหมือนตัว I ไม่ให้หินแยกจากกันในกรณีเกิดแผ่นดินไหว

เหล็กยึดที่ว่านี้ไม่ได้ใช้แค่กับหินขนาดเล็กเท่านั้น แต่ใช้ในหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่วัดได้มีขนาดยาว 25 ฟุต กว้าง 17 ฟุต (เกือบ 40 ลูกบาศก์เมตร ประมาณบ้านหลังย่อม ๆ) ซึ่งคาดว่าน่าจะหนักประมาณ 130 ตันด้วย คนเราสมัยก่อนก็แปลก วิวัตนาการด้านล้อก็ไม่มี เครนเอยก็ยังไม่ได้สร้าง ขนาดตัวหนังสือซักตัวยังไม่ได้คิดค้นกันขึ้นมาเลย แต่กลับเคลื่อนย้ายหินขนาดใหญ่เหล่านี้ไปยังพูมาพุนกุได้ ก่อนจะค่อยๆ ตัดให้เป็นรูปร่างที่ต้องการแบบเท่ากับเป๊ะๆ ทุกก้อน

แต่ในที่สุดแล้ว ชนชาวธิวานากุนี้ก็เหมือนกลุ่มชนลี้ลับอื่น ๆ ที่หายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์เสียเฉยๆ แต่งานสถาปัตยกรรมของพวกเขาก็ยังคงสร้างความตื่นตาติ่นใจให้กับอาณาจักรที่มาอยู่ต่อ ซึ่งก็คือชาวอินคานั่นเอง ซึ่งพอมาเห็นเมืองนี้ก็คิดว่าเข้าใจว่านี่คือผลงานของพระเจ้า และคิดว่าพูมาพุนกุนี้เป็นศูนย์กลางของโลกซะอย่างนั้น

 

 

โกเบคลี เทเป สิ่งก่อสร้างที่สร้างขึ้นก่อนมนุษย์จะคิดค้นเกษตรกรรม

Gobekliphoto

ที่มาภาพ maxlab

ย้อนกลับไปที่สมัย ค.ศ. 1960 นักสำรวจในตุรกีค้นพบสิ่งก่อสร้างที่ฝังอยู่ใต้ดิน ประกอบไปด้วยเสาหินขนาดใหญ่เรียงตัวเป็นวงกลมคล้ายสโตนเฮนจ์ (Stonehenge) เสาบางต้นสูง 30 ฟุต (9 เมตรกว่า) แต่ที่ทำให้พากันช็อคตาแทบถลนก็คือ สิ่งก่อสร้างนี้มีอายุเก่าแก่กว่าสโตนเฮนจ์ร่วม 6,000 ปีได้

สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่จากหินปูนที่มีความประณีตนี้ได้รับการสลักจากหินก้อนใหญ่ในเหมืองใกล้ ๆ กันด้วยหินเหล็กไฟกับมือเปล่า  มีการสำรวจอายุของสิ่งก่อสร้างนี้ว่ามีอายุร่วม 9,000 ปีก่อนคริสตกาล โกเบคลี เทเป (Gobekli Tepe) จึงได้รับการขนานนามว่าเป็นสิ่งก่อสร้างโดยมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งเก่ากว่าเหล่าสิ่งก่อสร้างในอดีตที่เราเคยเรียนกันอยู่นานโข  พ่วงกับข้อเท็จจริงที่ว่ามันปรากฏในยุคหิน ซึ่งเราคิดว่าถ้ามนุษย์ยุคนั้นจะสร้างอะไรขึ้นมาได้มันคงป่นเป็นเถ้าธุลี ไม่เหลือให้คนยุคเราได้เห็นอีกแล้ว

gobekli-tepe

ที่มาภาพ all photography blog

 

ก็อย่างที่บอกว่าสิ่งก่อสร้างนี้มีอายุเก่าแก่ มันเก่าขนาดเกิดขึ้นมาก่อนที่มนุษย์จะคิดค้นการทำเกษตรกรรมขึ้นมาเสียอีก ว่ากันง่าย ๆ ก็คือคนในยุคนั้นยังวิ่งไล่แมมมอธแทนที่จะปลูกพืชกันอยู่เลย การค้นพบครั้งนี้ National Geographic ถึงขั้นขนานนามว่า “เหมือนไปเจอว่ามีคนสร้างเครื่องบิน 747 ในชั้นใต้ดินด้วยมีด”

Gobekli

ที่มาภาพ wikipedia1 , wikipedia2

 

การค้นพบนี้เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด เพราะที่เรารู้ๆ กันมาก็คือ มนุษยชาติเริ่มสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นหลังจากเรียนรู้วิธีการทำเกษตรกรรมกันแล้ว เหตุก็เนื่องมาจากว่า เมื่อปลูกอาหารได้เองแล้ว คนก็เริ่มมีว่างพอที่จะเอามาสร้างสิ่งก่อสร้างกัน

หลังจากนั้น ก็มีการขุดไปเจอโครงกระดูกจำนวนมากซึ่งคาดว่าน่าจะมาจากการใช้สัตว์ในการสังเวย เหล่านักโบราณคดีเชื่อว่าสิ่งก่อสร้างนี้อาจเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนา ที่เขาวิเคราะห์กันว่า ด้วยความเชื่อทางศาสนาอันแรงกล้าจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ขึ้นมา ประมาณว่าทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ แถมตอนนั้นก็ยังไม่มีเครื่องมือที่ทำจากโลหะเสียด้วยซ้ำ คาดว่าเทพเจ้าของพวกเขาคงน่ากลัวไม่หยอก ถึงทำได้ขนาดนี้ ก็ได้แต่หวังแหละว่าคงไม่มีนักโบราณคดีคนไหนไปร่ายคาถาโบราณเพื่อปลุกเทพเจ้าของพวกนี้ขึ้นมา

 

 

ที่มา Cracked
ที่มาภาพประกอบ adventure company

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/articles/shockingly-advanced-ancient-buildings-that-shouldnt-exist/

เรื่องเล่า “คำสาป” สุดสยอง

ในโลกนี้มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคำสาปมากมาย ที่ทำให้ผู้คนทั้งรู้สึกกลัวแต่ก็สนใจไปด้วย ลองมาดูเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเรื่องเล่าคำสาปสุดสยอง ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

 

คำสาปของมนุษย์น้ำแข็ง

otzi_iceman_2

ที่มาภาพ age-of-the-sage

“Otzi” หรือที่รู้จักกันในชื่อ มนุษย์น้ำแข็ง (Iceman) ถูกค้นพบที่เทือกเขาแอลป์บริเวณระหว่างประเทศออสเตรียและอิตาลีในปี ค.ศ.1991 หลังจากนั้นอีก 13 ปีให้หลัง คนที่มีส่วนรวมในการค้นพบเขาเสียชีวิตไป 7 คน บางกรณีก็เป็นการเสียชีวิตแบบธรรมดาๆ แต่มี 4 คนในจำนวนนี้ที่เสียชีวิตอย่างสยดสยองหรือแปลกประหลาดพอที่จะทำให้คนสงสัยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจจะเป็นคำสาปจริงๆ ก็ได้

Otzi_the_Iceman2

ที่มาภาพ age-of-the-sage

การตายครั้งแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ.1992 เมื่อ Rainer Henn นักนิติวิทยาซึ่งเป็นผู้นำร่างของ Otzi ใส่ในถุง ประสบอุบัติเหตุรถชนขณะกำลังเดินทางไปยังงานสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องมนุษย์น้ำแข็ง ต่อมาคือ Kurt Fritz ไกด์ภูเขาผู้นำทาง Rainer Henn ไปยัง Otzi เสียชีวิตจากเหตุการณ์หิมะถล่ม คนต่อมาคือชายที่บันทึกวิดีโอการค้นพบและกู้ร่างของ Otzi เสียชีวิตจากเนื้องอกในสมอง

Researchers-examine-Otzi

ที่มาภาพ the history blog

ยังไม่หมดเท่านี้ การเสียชีวิตของคนที่เกี่ยวข้องยังน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ รายต่อไปคือ Helmut Simon ผู้ค้นพบ Otzi เป็นคนแรก หายตัวไปในปี ค.ศ.2004 หลังจากนั้น 8 วัน มีคนพบศพเขานอนคว่ำหน้าอยู่ในธารน้ำ สาเหตุเนื่องมาจากเขาตกลงมาจากหน้าผาสูง 300 ฟุต หลังจากนั้น Dieter Warnecke หัวหน้าทีมกู้ภัยที่ค้นพบร่างของ Helmut Simon ก็เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายหลังจากงานศพของ Helmut ไม่กี่ชั่วโมง

otzi_ice1

ที่มาภาพ crystal inks

คนที่ 6 คือ Konrad Spindler เสียชีวิตจากโรคปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Sclerosis) และรายสุดท้ายในปี ค.ศ.2005 คือ Tom Lo ผู้พบเลือดของมนุษย์บนเสื้อผ้าและอาวุธของ Otzi เสียชีวิตจากโรคเม็ดเลือด ซึ่งเขาป่วยเป็นโรคนี้ในปี ค.ศ.1992 ในช่วงที่เริ่มมีการศึกษามนุษย์น้ำแข็ง

จากการศึกษามนุษย์น้ำแข็งคนนี้มีหลักฐานว่าเขาเสียชีวิตอย่างน่าสยดสยอง โดยถูกยิงด้วยธนูก่อนที่จะโดนทุบศีรษะ อีกทั้งเขาถูกทิ้งไว้บนภูเขาโดยไม่ได้ฝังอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอีกด้วย ด้วยสาเหตุนี้ ถ้าคำสาปจะมีจริงก็คงไม่น่าแปลกนัก

 

 

“คลับ 27″ คำสาปของเหล่านักดนตรี

27-e1311610450511

ที่มาภาพ gunaxin

“คลับ 27″ (27 Club) คือคำที่ใช้เรียกกลุ่มนักดนตรีและศิลปินผู้มีชื่อเสียงจากยุคต่างๆ ทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกันหมดอย่างหนึ่งคือ พวกเขาเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 27 ปี กันทุกคน

27club2Brian Jones , Jimi Hendrix , Janis Joplin , Jim Morrison , Kurt Cobain , Amy Winehouse

ที่มาภาพ Cracked , that grape juice

ตัวอย่างผู้มีชื่อเสียงที่รวมอยู่ในคลับนี้ เช่น Brian Jones เสียชีวิตจากการจมน้ำในสระ Jimi Hendrix สำลักอาเจียนตัวเองจนเสียชีวิต Janis Joplin และ Jim Morrison เสียชีวิตจากการเสพโคเคนเกินขนาด Kurt Cobain ยิงตัวตาย และ Amy Winehouse เสียชีวิตจากแอลกอฮอล์เป็นพิษ

ปัจจุบันนี้มีนักดนตรีทั้งหมด 45 คน ที่อยู่ในคลับนี้ เริ่มตั้งแต่คนแรกคือ Alexandre Levy ที่เสียชีวิตในปี ค.ศ.1892 จนถึงคนล่าสุดคือ Richard Turner ในปี ค.ศ.2011

220px-RobertJohsonRobert Johnson

ที่มาภาพ Wikipedia

หนึ่งในผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในคลับนี้ก็คือ Robert Johnson ชายผู้คิดค้นแนวเพลงบลูส์ขึ้นมา ซึ่งเสียชีวิตไปในปี ค.ศ.1938 มีตำนานเกี่ยวกับตัวเขาว่า สาเหตุที่เขาเป็นนักดนตรีที่ยอดเยี่ยมเกินกว่าใครก็เพราะเขาได้ขายวิญญาณให้กับปีศาจ นอกจากนั้นการเสียชีวิตของเขาซึ่งเชื่อกันว่าเกิดจากการวางยาพิษก็ยังไม่มีใครหาตัวคนร้ายได้จนบัดนี้ เลยเดากันว่า สำหรับปีศาจแล้ว อายุ 27 คงเป็นอายุที่กำลังดีสำหรับตามเก็บวิญญาณของพวกศิลปิน หรือเปล่า?

เข้าไปดูรายชื่อศิลปินที่เป็นสมาชิกของคลับนี้ได้ ที่นี่

 

 

งานแต่งต้องคำสาป

PH0598

Maria Vittoria dal Pozzo

ที่มาภาพ gogmsite
การได้แต่งงานถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา โดยเฉพาะผู้หญิงที่พากันจิตตกไปกับเรื่องการเตรียมการและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จนแทบจะล้มป่วยกันเลยทีเดียว แต่ถ้าใครได้อ่านเรื่องงานแต่งงานของ Maria Vittoria dal Pozzo คงจะสบายใจได้ว่างานแต่งงานของเรายังดีกว่าของสาวผู้โชคร้ายคนนี้เยอะ

เมื่อเจ้าชาย Amedeo แห่งเมือง Savoy ประกาศจะแต่งงานกับหญิงสาวที่ชื่อ Maria กษัตริย์ Victor Emmanuel ที่สอง แห่งประเทศอิตาลีคัดค้านความคิดนี้หัวชนฝา เพราะถึงแม้ Maria จะมีตำแหน่งเป็นถึงดัชเชส แต่กษัตริย์ก็หวังให้เจ้าชายแต่งงานกับหญิงที่มีเชื้อสายสูงส่งกว่านี้

maria_vittoria_dal_pozzo_anMaria และเจ้าชาย Amedeo

ที่มาภาพ ebay

อย่างไรก็ตาม เจ้าชายก็ได้จัดงานแต่งงานกับ Maria ในวันที่ 30 พฤษภาคม ปี ค.ศ.1867 และงานแต่งนี้ได้รับการบันทึกไว้ว่า เป็นสุดยอดงานแต่งที่รวมเรื่องหายนะทั้งหมดเท่าที่จะเกิดขึ้นได้ในงานเดียว

งานวันนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้เตรียมตัวฝ่ายเจ้าสาวพบว่า หญิงที่มีหน้าที่จัดเตรียมชุดได้ผูกคอตายตรงจุดที่ควรจะแขวนชุดแต่งงานเอาไว้ Maria จึงตัดสินให้ดำเนินการแต่งงานต่อไปโดยเปลี่ยนชุดเจ้าสาวเป็นชุดอื่นแทนเสีย

ในขณะที่ขบวนของเจ้าสาวกำลังเดินทางจากพระราชวังไปยังโบสถ์ พันเอกที่มีหน้าที่นำขบวนก็ตกลงจากหลังม้าและเสียชีวิตเนื่องจากอาการเป็นลมแดด หลังจากที่หาคนมานำขบวนแทนแล้ว คณะเดินทางก็ต้องหยุดอีกครั้งเมื่อประตูทางออกจากพระราชวังไม่ยอมเปิดโดยไม่ทราบสาเหตุ และเมื่อส่งคนไปดูถึงได้พบว่า คนเฝ้าประตูนอนจมกองเลือดเสียชีวิตไปแล้ว

ทันทีหลังจากพิธีการแต่งงานเสร็จสิ้น เพื่อนเจ้าบ่าวก็อวยพรให้กับคู่บ่าวสาวด้วยการยิงตัวตายโชว์ หลังจากนั้น คู่แต่งงานและแขกพากันเดินทางไปสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้ๆ (เดาว่าเพื่อเดินทางกลับไปในเมืองให้เร็วที่สุด) ผู้ร่างสัญญาแต่งงานก็เสียชีวิตกระทันหันจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ นายสถานีรถไฟผู้โชคร้ายก็เกิดโดนรถม้าของเจ้าสาวทับจนเสียชีวิตอีก

เมื่อถึงขนาดนี้ กษัตริย์ Victor Emmanuel ที่สอง ก็ยืนกรานว่าไม่ให้ใครขึ้นรถไฟกลับทั้งนั้น และให้ทุกคนกลับไปยังพระราชวังโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันเหตุร้ายอะไรที่อาจเกิดขึ้นอีก แต่ก็ยังไม่วายเกิดเรื่องอีกจนได้ เมื่อท่านเคานต์แห่ง Castiglione ก็ถูกรถม้าของคู่แต่งงานทับเช่นเดียวกัน และเสียชีวิตเนื่องจากโดนเหรียญตราที่อยู่บนเสื้อปักเข้าที่หัวใจ

ท่านเคานต์คนนี้เป็นคนสุดท้ายที่เสียชีวิตในงานแต่งงานของ Maria แต่ถ้าจะให้พูดถึงจุดสิ้นสุดของคำสาปจริงๆ ก็คืออีก 10 ปีให้หลัง เมื่อเจ้าหญิง Maria เสียชีวิตจากการคลอดบุตรเมื่ออายุได้ 29 ปี

 

 

เพลงต้องคำสาป

Frank_Sinatra-My_Way_The_Best_Of_Frank_Sinatra-Frontal

ที่มาภาพ coveralia

ในประเทศฟิลิปปินส์ มีเพลงๆ หนึ่งที่ทำให้คนร้องอาจถึงตายได้ เพลงนั้นชื่อว่า “My Way” โดย Frank Sinatra มีรายงานว่ามีคนอย่างน้อย 6 คน เสียชีวิตระหว่างมีการร้องเพลงนี้ในร้านคาราโอเกะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้

9b8cd4218f14a812_karaoke.preview

ที่มาภาพ savvysugar

ที่น่าแปลกคือ ผู้เสียชีวิตจากการร้องเพลงนี้ไม่ได้ตายจากเหตุเหนือธรรมชาติแต่อย่างใด แต่พวกเขาถูกฆาตกรรม ด้วยบางสาเหตุเพลงนี้ดูเหมือนจะทำให้คนฟิลิปปินส์เกิดพฤติกรรมรุนแรงขึ้นมาได้

มีกรณีหนึ่ง ที่ชายวัย 29 ปี ถูกยิงจนเสียชีวิตเนื่องจากร้องเพลงผิดคีย์ ส่วนอีกรายหนึ่งถูกโต๊ะข้างๆ นินทาว่าร้องเพลงไม่ได้เรื่อง เพื่อนของชายคนนี้เกิดได้ยินก็เลยโมโห และชักปืนขึ้นมาไล่ยิงคนโต๊ะข้างๆ เสียเลย

fight

ที่มาภาพ art of manliness

มีบางทฤษฎีที่เชื่อว่า เพลง “My Way” นี้อาจจะไปกระตุ้นความรุนแรงของอารมณ์เนื่องจากเพลงนี้มีความสามารถที่จะปลุกความรู้สึกทะนงตนและความเย่อหยิ่งของผู้ร้อง หรือไม่ก็มีบางอันที่บอกว่าเพลงนี้ร้องเพลงปกปิดความล้มเหลวของชีวิตผู้ร้อง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สำหรับหูของชาวฟิลิปปินส์แล้วเพลงนี้ก็คงฟังแล้วขัดอกขัดใจพอที่จะเป็นเหตุให้ฆ่าใครบางคนได้

 

 

เบอร์โทรต้องคำสาป

phone-number-0888-888-888

ที่มาภาพ blogammar

เรื่องเกี่ยวกับเบอร์โทรต้องคำสาปเป็นตำนานที่เล่ากันมานานแล้ว แต่สำหรับเบอร์โทรต่อไปนี้ที่ยืนยันกันมาแล้วว่าเป็นเบอร์ต้องคำสาปจริงๆ คือ เบอร์ 0888-888-888  ซึ่งเป็นของประเทศบัลแกเรียในช่วงต้นยุค ค.ศ.2000 และมีเจ้าของเบอร์อยู่หลายคน ซึ่งทุกคนในนั้นเสียชีวิตกันหมด

เบอร์โทรศัพท์นี้เป็นของบริษัท Mobitel บริษัทมือถือในประเทศบัลแกเรีย เจ้าของคนแรกของมัน คือ CEO ของบริษัท Mobitel เองชื่อ Vladimir Grashnov ซึ่งเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง หลังจากนั้นเบอร์นี้ก็กลายเป็นของหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่ชื่อ Konstantin Dimitrov ซึ่งถูกยิงตายในปี ค.ศ.2003 และในที่สุด เบอร์นี้ก็ตกเป็นของนักธุรกิจที่ชื่อ Konstantin Dishliev ซึ่งถูกยิงตายเช่นกันในปี ค.ศ.2005

huge.32.160680

ที่มาภาพ illustrationsource

ชาย 2 คนหลังที่เสียชีวิตนี้มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง นอกจากจะมีชื่อเหมือนกันแล้ว (Konstantin) ทั้งคู่ยังเป็นอาชญกรเหมือนกันอีกด้วย (หัวหน้าแก๊งมาเฟียและนักธุรกิจผู้ที่เป็นหัวหน้าอาณาจักรยาเสพติด) ทั้งคู่ถูกยิงเหมือนกัน ที่บริเวณที่คล้ายๆ กัน (ร้านอาหาร) นอกจากนั้นยังมีเบอร์โทรศัพท์เบอร์เดียวกันอีก

หลังจากนั้น บริษัท Mobitel ก็ระงับเบอร์นี้ไปถาวร และเมื่อถูกถามถึงความเกี่ยวข้องระหว่างเบอร์โทรศัพท์นี้กับเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ทางบริษัทก็ตอบแต่เพียงว่า “เราไม่มีความเห็น และจะไม่พูดถึงเรื่องเบอร์โทรศัพท์แค่เบอร์ใดเบอร์หนึ่ง”

 

 

ที่มา Cracked
ที่มาภาพประกอบ leidosentidocomum

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/articles/real-life-curses/

“คำถามง่ายๆ” ที่วิทยาศาสตร์ยัง “หาคำตอบไม่ได้” (Part.2)

ต่อจากบทความที่แล้ว “คำถามง่ายๆ” ที่วิทยาศาสตร์ยัง “หาคำตอบไม่ได้” (Part.1)  ลองมาดูว่ามีคำถามไหนอีกที่ดูแล้วก็เป็นคำถามธรรมดาๆ แต่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถหาคำตอบได้

 

วิธีการเล่นไพ่ Solitaire ให้ชนะ

Poker gambling cards

ที่มาภาพ the card soflife

เกมไพ่ Solitaire ที่ปัจจุบันนี้เราจะรู้จักว่าเป็นเกมเรียงไพ่ที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบปฏิบัติการ Windows ถือเป็นเหมือนเกมประจำเครื่องที่ถ้าไม่รู้จะทำอะไรก็มานั่งเล่นแก้เบื่อกันได้ ซึ่งปกติเวลาเล่นกันก็ชนะบ้าง แพ้บ้างซะเป็นส่วนใหญ่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าไม่มีทางที่คุณจะหาวิธีเล่นเกมนี้ได้ชนะทุกครั้งเลย เพราะแม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังตอบไม่ได้ว่าต้องใช้วิธีการไหนในการแก้ปัญหา Solitaire ให้ได้ทุกครั้ง

solitaire

ที่มาภาพ spoiled flush games

ตั้งแต่ปี ค.ศ.1800 เป็นต้นมา เกม Solitaire ก็ยังคงเป็นปริศนามาตลอด แม้แต่นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็ยังต้องยอมรับว่า เกม Solitaire นี้ไม่อาจหาหลักการทางคณิตศาสตร์มาคิดเป็นรูปแบบการเล่นได้ แม้แต่ค่าความเป็นไปได้ที่จะชนะเกมนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นเท่าไหร่กันแน่ นักคณิตศาสตร์เสนอว่าเปอร์เซ็นต์ในการชนะเกมนี้อยู่ที่ 80-90 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าชนะอย่างน้อย 8 ใน 10 ครั้ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครชนะได้มากขนาดนั้น

จากนั้นก็มีการเดากันว่า ความเป็นไปได้ที่จะชนะเกมนี้ไม่สามารถคำนวณได้ ซึ่งเป็นการเดาที่ออกจะทื่อๆ ไปหน่อย แต่นักคอมพิวเตอร์หลายคนก็เห็นด้วยกับข้อนี้ว่า แค่เล่นเกมนี้ในคอมพิวเตอร์จะให้ชนะได้ก็มีโอกาสน้อยเต็มที

และถ้าใครคิดว่าที่เรายังหาวิธีการเล่นเกม Solitaire ให้ชนะไม่ได้เป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์มัวแต่เอาเวลาไปศึกษาเรื่องลึกลับซับซ้อนอย่างอื่นแล้วคงต้องคิดใหม่ เพราะนักวิทยาศาสตร์สามารถไขความลับของเกมที่ซับซ้อนกว่านี้มากอย่าง เกมเศรษฐี (Monopoly) ได้แล้ว แต่สำหรับเกมที่หลักการเล่นง่ายๆ ของ Solitaire กลับไม่มีใครคิดหาทางได้

monopoly-recession

ที่มาภาพ bill shrink

 

มีสิ่งมีชีวิตอยู่กี่สายพันธุ์บนโลกนี้

Caring-Animal-Species-Clockwise-South-African-Bullfrogs-Canines-Vampire-Bats-Dolphins-Army-Ants

ที่มาภาพ web ecoist

ตอนนี้ก็เป็นศตวรรษที่ 21 แล้ว เป็นเวลานานที่เหล่านักสำรวจและนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้เดินทางออกตามหาสิ่งมีชีวิตใหม่ๆ แต่คำถามที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนโลกกี่สายพันธุ์กันแน่ ก็ยังไม่มีใครตอบได้

นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแบ่งหมวดหมู่สิ่งมีชีวิตบอกไว้เลยว่า ทุกวันนี้เรายังไม่เข้าใกล้คำตอบของคำถามที่ว่าเลยสักนิด แม้จะมีการสำรวจกันมากว่า 250 ปี แล้ว และค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆ กว่าอีก 15,000 สายพันธุ์ทุกปี นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า จำนวนทั้งหมดแล้วมีเท่าไหร่กันแน่

butterfly-types

ที่มาภาพ buzzle

ปัจจุบันนี้มีสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอยู่ประมาณ 2 ล้านสายพันธุ์ แต่เดากันว่าจำนวนที่แท้จริงบนโลกอาจจะมีตั้งแต่ 5 ล้าน จนถึง 100 ล้านเลยทีเดียว

การคาดคะเนจำนวนสายพันธุ์ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์ในตอนนั้นประมาณกันไว้ว่ามีสายพันธุ์อยู่บนโลก 400,000 ชนิด แต่ตอนนี้เราก็หาเจอได้เยอะกว่านั้นมาก ดังนั้นจึงบอกได้เลยว่าวิธีการคำนวณหาค่าประมาณนี้ใช้ไม่ได้อีกต่อไป

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้การหาจำนวนสายพันธุ์ทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ก็เพราะการวิจัยส่วนใหญ่เกินขึ้นในประเทศทางแถบตอนเหนือ หรือประเทศที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเท่านั้น ประเทศในแถบตอนใต้ เช่น ออสเตรเลีย ก็ยังคงมีสิ่งมีชีวิตที่เราไม่รู้จักอยู่อีก

แต่ปัญหาใหญ่จริงๆ ที่ทำให้การหาจำนวนยิ่งเป็นไปไม่ได้ก็เพราะ 90 เปอร์เซ็นต์ ของที่อยู่สิ่งมีชีวิตนั้นอยู่ใต้น้ำ ซึ่งมนุษย์เราเพิ่งสำรวจไปได้ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด (ถึงกับมีนักวิทยาศาสตร์บอกไว้ว่า เรามีแผนที่พื้นผิวดาวอังคารที่ละเอียดกว่าของใต้ทะเลเสียอีก) และเราก็ยังค้นพบสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลหน้าตาประหลาดอยู่ตลอดเวลา

H. intermediusPancake Batfish

ที่มาภาพ asu

 

ความยาวของแนวชายฝั่งทะเล

5_Primeiras_e_Segundas_coastline_CREDIT_Caroline_Simmonds_WWF_US

ที่มาภาพ world wild life

ภูมิศาสตร์ เป็นหนึ่งในสาขาที่ตอนสมัยเรียนเป็นวิชาที่น่าจะลึกลับน้อยที่สุด ทุกอย่างคือสิ่งที่เห็นได้เป็นรูปธรรมทั้งทวีป แม่น้ำ และภูเขา ต่างก็อยู่ตรงที่ของมันไม่เปลี่ยนแปลงไปไหนมาก อย่างไรก็ตาม วิธีการวัดโดยเฉพาะการวัดขอบชายฝั่งมีวิธีการที่หลากหลาย อย่างเช่น ชายฝั่งของประเทศสหรัฐอเมริกาในการวัดแบบเป็นทางการบันทึกเอาไว้ว่ามีความยาวประมาณ 12,380 ไมล์ ในขณะที่มีการศึกษาจากอีกที่หนึ่งวัดได้ 29,093 ไมล์ ส่วนการวัดจากของอีกหน่วยงานหนึ่งของสหรัฐกลับวัดได้ 95,471 ไมล์ ซึ่งแต่ละอันไม่ได้ใกล้เคียงกันเลยสักนิด

สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า การวัดชายฝั่งทำได้ยากและไม่มีวิธีการที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าต้องการวัดละเอียดขนาดไหน ถ้าหากวัดกันแบบใช้เส้นตรงอย่างคร่าวๆ ก็จะได้ความยาวขนาดหนึ่ง ในขณะที่ถ้าวัดโดยใช้ความละเอียดสูงก็จะได้ความยาวกว่าอีกแบบมาก

Britain-fractal-coastline-combined

ที่มาภาพ wikimedia

อีกอย่างคือตัวเลขความยาวพวกนี้อาจจะกลายเป็นตัวเลขที่เป็นทางการได้โดยการประกาศจากทางการ จริงๆ แล้วปัญหาในการวัดชายฝั่งแบบนี้ก็เป็นปัญหาทางภูมิศาสตร์กันมายาวนาน ถึงขนาดมีชื่อเป็นของตัวเองว่า “Coastline paradox” ด้วยความจริงที่ว่า ไม่ว่าคุณจะพยายามวัดด้วยความละเอียดขนาดไหน อย่างไรก็ไม่มีทางละเอียดพอที่จะวัดได้อย่างแน่ชัดนั่นเอง

 

แรงโน้มถ่วงทำงานอย่างไร

Gravity Apple

ที่มาภาพ the perfect male blog

แรงโน้มถ่วง เป็นอะไรที่เรารู้จักกันดีและเรียกได้ว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดในหลักการของจักรวาล สิ่งมีชีวิตบนโลกก็อยู่กับแรงโน้มถ่วงมาตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการ ในบรรดาแรงพื้นฐานทั้ง 4 ของโลกเรา (แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้ม แรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อน และแรงโน้มถ่วง) แรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลมากที่สุด มันเป็นแรงที่มีพลังอ่อนและมีพลังแรงได้ในเวลาเดียวกัน แรงโน้มถ่วงยึดจักรวาลของเราไว้ด้วยกัน และในขณะเดียวกันมันก็เป็นแรงที่มีพลังอ่อนที่สุดที่มีอยู่ในโลก แม้แต่พลังแม่เหล็กธรรมดาๆ 2 อันที่ดูดเข้าหากันก็ยังมีกำลังมากกว่าแรงโน้มถ่วงด้วยซ้ำ

1.1 Unified Field - Pics

ที่มาภาพ science blogs

และเพื่อให้สับสนหนักกว่านั้น แรงอื่นๆ ทั้ง 3 แรงนั้นจะถูกควบคุมโดยอนุภาคของตัวเอง ดังนั้น สำหรับแรงโน้มถ่วงแล้วมันก็ควรจะมีอนุภาคด้วยเช่นกัน แต่ปัญหาก็คือ เรายังหาอนุภาคที่ว่านี้ไม่พบ

ความลึกลับของแรงโน้มถ่วงยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เมื่อเราดูลึกเข้าไปยังขั้นอะตอม โมเลกุล หรือเล็กลงไปกว่านั้น แรงโน้มถ่วงกลับนำมาใช้กับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ นี่เป็นสาเหตุใหญ่ที่เราต้องมีทั้งฟิสิกส์และควอนตัมฟิสิกส์แยกกัน สรุปคือตอนนีันักวิทยาศาสตร์รู้เรื่องส่วนประกอบของอะตอมมากกว่ารู้ว่าเพราะเหตุใดลูกบอลที่ถูกโยนขึ้นฟ้าจะต้องร่วงกลับลงมาเสียอีก

 

ที่มา Cracked
ที่มาภาพประกอบ iruntheinternet

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/articles/simple-questions-science-cant-answer-2/

“คำถามง่ายๆ” ที่วิทยาศาสตร์ยัง “หาคำตอบไม่ได้” (Part.1)

ใครว่าคำถามที่วิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้ต้องเป็นเรื่องซับซ้อนเข้าใจยากด้วย จริงๆ แล้วยังมีคำถามธรรมดาๆ เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราที่คุณคงไม่อยากเชื่อว่า ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์ก็ยังคงหาคำตอบไม่ได้

 

ทำไมเราถึงต้องหลับ

200379584-001

ที่มาภาพ koraorganics

เป็นที่รู้ๆ กันว่าสิ่งมีชีวิตในโลกทุกชนิดจำเป็นต้องนอนหลับ (แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสายพันธุ์) ดังนั้น เราน่าจะสรุปได้ว่า การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ แต่กลับกลายเป็นว่าอะไรที่น่าจะง่ายๆ แบบนี้ นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังหาคำตอบแน่ชัดไม่ได้ว่าเพราะอะไรการหลับถึงจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต

ทุกวันนี้เรามีทฤษฎีและคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับการหลับ แต่ก็ยังไม่มีอันไหนที่พิสูจน์ได้และได้รับการยอมรับ มีบางทฤษฎีที่บอกไว้ว่า การนอนเป็นการช่วยทำความสะอาดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากสมองหลังจากผ่านการใช้งานมาทั้งวัน ส่วนบางอันอธิบายไว้ว่า การนอนหลับจะช่วยให้สมองจดจำสิ่งที่เรียนรู้มาได้ดีขึ้น เพราะมีการทดลองกับหนูว่า เมื่อหนูนอนหลับสมองของมันจะทำงานเหมือนกับตอนที่มันวิ่งอยู่ในเขาวงกตก่อนหน้านั้น

mouse,cute,mice,sleep,teddy,bear,white-8b6b5884741e30255a330275095f7720_h

ที่มาภาพ freeobjectone

แต่ทั้งสองทฤษฎีนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ เพราะสำหรับพืชและจุลินทรีย์ที่ไม่มีสมองก็ยังมีช่วงเวลาของการหลับด้วย ดังนั้น ถ้าจะโยงว่าการหลับเกี่ยวข้องกับสมองก็คงจะไม่ถูกต้อง อีกทั้งยังมีกรณีหายากที่มนุษย์บางคนป่วยเป็นโรคที่ไม่สามารถนอนหลับได้แต่ก็ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ เช่น Hai Ngoc ชายชาวเวียดนามที่อ้างว่าไม่ได้หลับมา 33 ปีแล้ว

man1Hai Ngoc ไม่เคยนอนหลับเลยมาเป็นเวลา 33 ปี

ที่มาภาพ powerbuzz

จริงๆ แล้วเมื่อไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบยีนที่เกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งทำให้มนุษย์นอนหลับเพียง 2-4 ชั่วโมงต่อวันโดยที่ไม่เกิดผลเสียใดๆ ต่อร่างกาย ทำให้อาจเป็นไปได้ว่าการนอนหลับจริงๆ แล้วอาจจะเป็นเรื่องไม่จำเป็น เป็นเพียงการเล่นตลกของร่างกายเท่านั้น ซึ่งก็ไม่มีใครบอกได้

 

 

ในระบบสุริยะจักรวาลของเรามีดาวเคราะห์ทั้งหมดกี่ดวง

splash-planets

ที่มาภาพ NASA

ตั้งแต่ดาวพลูโตถูกเตะโด่งลดขั้นลงจากการเป็นดาวเคราะห์กลายเป็นเพียงดาวเคราะห์แคระ (Dwarf Planet) เราก็รู้ได้เลยว่าสิ่งที่เรารู้มาตั้งแต่ประถมว่าระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์ 9 ดวง (ซึ่งตอนนี้เหลือแค่ 8 แล้ว) เป็นแค่เพียงการคาดเดาโดยนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น

ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้เทคโนโลยีทางด้านอวกาศของเราจะพัฒนาไปมากแล้ว ระบบสุริยะของเราเองก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่ดี พื้นที่ระหว่างดาวพุธและดวงอาทิตย์ก็ยังสว่างจ้าเกินกว่ากล้องโทรทรรศน์ที่เรามีจะมองเห็นได้ ส่วนพื้นที่หลังจากดาวพลูโตเป็นต้นไปก็มืดมิดเสียจนเรามองไม่เห็น เพราะเมื่อไกลออกไปแสงจากดวงอาทิตย์ก็ส่องไปไม่ถึง ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังคงค้นพบวัตถุใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ในขณะที่นักบินอวกาศบางคนเชื่อว่าในระบบสุริยะของเราน่าจะมีดวงอาทิตย์มากกว่า 1 ดวงด้วยซ้ำ

outer-illus

ที่มาภาพ discovermagazine

นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า ห่างจากดาวพลูโตไปน่าจะมีดาวเคราะห์ที่มีขนาดประมาณโลกของเราหรือดาวอังคารอยู่อีก แต่ก็ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ นอกจากนั้นยังมีการค้นพบวัตถุที่โคจรรอบด้วยอาทิตย์ของเราที่ชื่อ Sedna ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครแน่ใจว่ามีขนาดเท่าไหร่ แต่เชื่อกันว่าน่าจะประมาณเท่าๆ กับดาวพลูโต

compare

ที่มาภาพ discovermagazine

แต่ยังไม่หมดเท่านั้น เนื่องจากมีคนสังเกตเห็นว่าการโคจรของดาวหางไม่ได้เป็นไปตามที่คาดเดากันไว้ จึงเชื่อกันว่าจะมีดาวเคราะห์อีกดวงที่น่าจะใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีถึง 4 เท่าอยู่อีก ซึ่งดาวที่ยังไม่ค้นพบนี้ถูกตั้งชื่อไว้ก่อนแล้วว่า Tyche และอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากเกินกว่าจะค้นพบได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังมีความหวังกันอยู่ว่า ด้วยเทคโนโลยีกล้องโทรทรรศน์ของ NASA จะทำให้เราค้นพบดาวเคราะห์ใหม่ๆ ในระบบสุริยะของเราอีกหลายดวง

tyche-pic

ที่มาภาพ exohuman

 

 

ทำไมน้ำแข็งจึงลื่น

skating-450x450

ที่มาภาพ askipedia

เวลาพูดว่า น้ำแข็งเป็นสิ่งที่ลื่น ก็เหมือนกับพูดว่า น้ำทำให้เปียก นี่เป็นความรู้พื้นฐานที่ไม่ต้องให้ใครมาบอกก็ได้ แต่ถ้าถามว่า แล้วเพราะอะไรน้ำแข็งจึงลื่น กลับไม่มีใครสามารถตอบได้แน่ชัดแม้แต่นักวิทยาศาสตร์เอง

ทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่า ทำไมเราถึงเล่นสเก็ตน้ำแข็งบนน้ำแข็งได้แต่เล่นบนพื้นหินลื่นๆ ไม่ได้ คำอธิบายที่เรามีอยู่ในตอนนี้ก็คือ น้ำจะขยายตัวเมื่อมันกลายเป็นน้ำแข็ง ดังนั้นเมื่อน้ำหนักของเรากดทับลงไป มันจะกลายสภาพเป็นน้ำที่ทำให้ลื่น ฟังดูง่ายๆ แต่ทฤษฎีนี้กลับไม่ถูกต้อง เพราะมีการทดลองแล้วว่าแค่น้ำหนักของร่างกายเราไม่สามารถทำให้น้ำแข็งเปลี่ยนกลับมาเป็นน้ำเหมือนเดิมได้

FallOnIce

ที่มาภาพ thechirunner

มีทฤษฎีมากมายที่พยายามอธิบายปัญหานี้ แต่ก็ไม่มีอันไหนที่ได้รับการยอมรับ มีทฤษฎีหนึ่งที่โด่งดังมากคือ เมื่อน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง บริเวณผิวหน้าของมันจะยังคงมีสภาพเป็นน้ำอยู่เพราะมีด้านหนึ่งเป็นอากาศที่ไม่มีแรงกดพอจะทำให้มันกลายเป็นน้ำแข็งได้ มีการทดลองพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ชั้นผิวหน้าที่เป็นน้ำของน้ำแข็งก็ยังคงบางเกินไปที่จะทำให้เกิดการลื่นได้

ice-300x230

ที่มาภาพ glideidea

นอกจากนี้ ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่บอกไว้ว่า น้ำแข็งจริงๆ แล้วไม่ได้ลื่นเลยสักนิด ถึงจะฟังดูทะแม่งๆ แต่นักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ Dr.Salmeron ผู้คิดค้นทฤษฎีนี้อธิบายว่า ผิวหน้าของน้ำแข็งมีความขรุขระมาก จนกระทั่งมันกลายเป็นลื่นไปเมื่อเกิดการการเสียดสี อย่างไรก็ตาม Dr.Salmeron ก็ยอมรับว่าเขายังไม่มีอะไรที่พิสูจน์ทฤษฎีนี้ได้อยู่ดี

 

 

รถจักรยานสองล้อ (Bicycle) ทำงานได้อย่างไร

rizoma-bicycle-77011-6

ที่มาภาพ gessato

รถจักรยานถูกคิดค้นขึ้นในสมัยช่วงต้นของศตวรรษที่ 19 และในกว่า 200 ปีที่ผ่านมานี้การออกแบบพื้นฐานของมันก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จะต้องมีล้อ 2 ล้อ มีโครงที่เชื่อมล้อเข้ากับมือจับและคันบังคับ และแน่นอน จะต้องมีคนขับ

เราเข้าใจกันว่าคนที่เป็นผู้คิดค้นจักรยานขึ้นมาคงเป็นวิศวกรที่มีความรู้ความชำนาญเป็นอย่างดี แต่จากการศึกษามากว่าร้อยปีนักวิทยาศาสตร์สรุปกับว่า คนที่คิดค้นมันขึ้นมาคงเป็นพ่อมดหรืออะไรสักอย่าง เนื่องจากจักรยานคันแรกของโลกไม่ได้ออกแบบมาโดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่จักรยานที่เราใช้กันในปัจจุบันก็ไม่ได้ออกแบบมาโดยใช้หลักการอะไรทั้งนั้น แต่ใช้การเรียนรู้เองและประสบการณ์ว่าต้องออกแบบอย่างไร

draisine

ที่มาภาพ 99bikereviews

ดังนั้น เมื่อเราถามนักวิทยาศาสตร์ว่า จักรยานสามารถวิ่งได้อย่างสมดุลได้อย่างไร มันทำงานได้อย่างไร หรือเราปั่นจักรยานได้อย่างไร น่าแปลกที่นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่อาจจะตอบได้ แม้แต่นักวิจัยด้านจักรยานที่มีความรู้มากที่สุดก็ยังยอมรับว่า ถึงแม้จะมีทฤษฎีมากมายเพื่ออธิบายก็ไม่มีอันไหนเลยที่อธิบายได้โดยหลักการทางวิทยาศาสตร์

เป็นเวลานานมากที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบว่า จักรยานสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างไร ทฤษฎีที่เดากันว่าเป็นเหตุผลสำหรับอธิบายก็คือ Caster effect (ซึ่งเกี่ยวข้องกับมุมของล้อหน้าที่ทำระยะห่างจากโครง) แต่เมื่อปี ค.ศ.2011 นี้เอง ที่มีนักวิทยาศาสตร์จากมหาลัย Cornell และมหาลัยอื่นๆ ทำการทดลองโดยสร้างจักรยานที่ไม่ทำให้เกิด Caster effect ผลปรากฏว่าจักรยานหน้าตาประหลาดๆ นี้ก็ยังสามารถเคลื่อนที่ได้ตามปกติอยู่ดี

91404

ที่มาภาพ Cracked

ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์จึงกลับมาเริ่มต้นที่หนึ่งใหม่ และต้องหาเหตุผลมาอธิบายกันต่อ ดังนั้น เมื่อคุณปั่นจักรยานจงภูมิใจได้เลยว่า คุณได้นั่งอยู่บนสิ่งที่ทำลายทุกทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์และยังไม่มีใครหาคำตอบได้จนบัดนี้

 

 

ที่มา Cracked
ที่มาภาพประกอบ fanpop

บทความจากหมวดเดียวกัน

แปลและเรียบเรียงโดย
ทีมงาน everyday-readers.com

from:http://www.everyday-readers.com/blog/articles/simple-questions-science-cant-answer/