คลังเก็บป้ายกำกับ: Mobile_and_Tablet_industry

AIS 5G จับมือคณะวิศวะ จุฬาฯ เปิดตัว ‘AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE Sandbox’ แห่งแรกในไทย มุ่งสนับสนุนการศึกษาต่อยอด 5G Use case สู่อุตสาหกรรม

AIS 5G และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังคงจับมือสานสัมพันธ์อันดีต่อเนื่อง หลังจากเป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ร่วมจับมือทดสอบ 5G ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน

จนล่าสุดได้ร่วมเปิดตัว ศูนย์ 5G R&D ในชื่อ “AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE Sandbox” แห่งแรกในไทย ตั้งอยู่ที่ อาคาร 100 ปี วิศวฯ จุฬา เพื่อสนับสนุนในภาคการศึกษาให้นิสิตและคณาจารย์ สามารถต่อยอดแนวคิดพัฒนา Use Case สู่ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในอนาคตบนเครือข่าย 5G

ยกระดับการศึกษายุคใหม่ เตรียมพร้อมสร้าง 5G Use Case

AIS มองว่า 5G ไม่ใช่แค่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเท่านั้น เพราะฉะนั้นการร่วมงานกับหลายหน่วยงาน เพื่อสร้าง Use Case ในการต่อยอดสู่เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ ๆ จึงเป็นสิ่งที่ AIS โฟกัสเป็นหลัก

แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น การศึกษาที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา AIS จึงมองว่า ภาคการศึกษาควรสร้างทักษะเพื่อเตรียมรองรับเทคโนโลยี 5G ที่จะเข้ามาช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่จะขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จึงเกิดเป็นการร่วมมือระหว่าง AIS และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในครั้งนี้ ซึ่งวิศวะ จุฬาฯ ก็ได้ชื่อเป็น 1 ในสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีที่เข้าไปร่วมทำงานกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น กสทช., DE หรือ ภาคเอกชน เพื่อทดลอง และทดสอบ Use Case ต่าง ๆ อยู่แล้ว

ด้าน AIS เองก็เป็นรายแรกที่เปิดให้บริการด้วยการมีคลื่นความถี่มากที่สุดคือ 1420 MHz รวมถึงยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อต่อยอด 5G ที่จะเป็นตัวเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นการจับมือร่วมกันเปิดตัวศูนย์ AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE Sandbox ก็เพื่อส่งเสริมให้นิสิต และคณาจารย์เตรียมความพร้อม ผ่านการเรียนรู้ทั้งทางทฤษฎี และปฏิบัติจริงจากการสนับสนุนของ AIS

ทั้งสามารถใช้แหล่งทำงานวิจัย แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรมบน Sandbox เพื่อที่ะต่อยอดการสร้าง Use Case ซึ่งมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมในอนาคตผ่าน 5G ได้อย่างตอบโจทย์ที่สุดต่อไปนั่นเอง

ติดตั้งสถานี 5G พร้อม 2 คลื่นความถี่ 2600 MHz และ 26 GHz สำหรับพัฒนา Use Case

AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE Sandbox เรียกว่าเป็นการเปิดตัวศูนย์ 5G R&D แห่งแรกของสถาบันการศึกษา ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่ทดลอง และทดสอบ 5G บนสภาพแวดล้อมจริงด้วย LIVE Private Network ด้วยสถานีฐาน 5G พร้อมกับ 2 คลื่นความถี่ 2600 MHz และ 26 GHz (mmWave) ที่เหมาะกับการพัฒนา Use case ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Industrial solutions, Holograms Solutions หรือ Fixed Wireless Access-FWA เป็นต้น

นอกจากนี้ AIS ยังมีการสนับสนุนอุปกรณ์ส่งสัญญาณอย่าง 5G CPE รวมถึงจัดหาองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานของเทคโนโลยี 5G พร้อมทั้งการสัมมนาเวิร์กช็อป จาก Guest Speaker หลากหลายวงการ เพื่อพัฒนาความรู้ ความชำนาญในทางเทคนิค รวมถึงการเชิญชวนร่วม Co-Develop บริการต้นแบบบน 5G อีกด้วย

5 Use cases จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬา ที่นำมาจัดแสดง

ภายในงานยังนำ Use Cases ที่สร้างโดยนิสิต และบุคลากร คณะวิศวฯ จุฬาฯ มาจัดแสดง

  • หุ่นยนต์ WALKIE: หุ่นยนต์บริการในครัวเรือน ที่สามารถทำงานบ้าน และพูดคุยตอบโต้กับคนในบ้านแบบเรียลไทม์ได้ ผ่านระบบ AI อันชาญฉลาดที่ทำงานโดย 5G ซึ่งหุ่นยนต์ WALKIE ก็ได้ไปแข่งขัน และคว้ารางวัลอันดับ 2 ของโลกจากรายการ RoboCup@Home Open Platform League มาแล้วด้วย
  • หุ่นยนต์ไข่มุก: หุ่นยนต์ Home Healthcare ช่วยฝึกการเคลื่อนไหวให้ผู้ป่วยพาร์กินสัน รักษาผู้พิการ โดยสามารถทำกายภาพตามคำแนะนำทางการแพทย์จากที่บ้านได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ผ่านการเก็บสถิติส่งต่อถึงแพทย์ผ่าน 5G
  • หุ่นยนต์ Rehab: Universal Controller หรือหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเป็นแขนกล ช่วยในการกายภาพสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ และกล้ามเนื้ออ่อนแรง สามารถส่งสถิติตรงถึงแพทย์ผ่าน 5G ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีเกมสันทนาการเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยคลายเครียดขณะทำกายภาพอีกด้วย
  • IntaniaVerse: Metaverse เพื่อการศึกษาประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการจำลองสถานที่อย่าง โรงไฟฟ้า ณ เขื่อนท่าทุ่งนา และ การฝึกและบำบัดผู้สูงวัยด้วยแอปพลิเคชันโลกเสมือนจริง นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรอบรมการสร้างโลก Metaverse ภายใต้โครงการ Chula Engineering ที่ได้ AIS ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการด้วย
  • Autonomous Shuttle Bus: รถรับส่งผู้โดยสารไร้คนขับ ที่ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ระบบ 5G เป็นตัวเชื่อมต่อในการสั่งการ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย โดยมีแผนจะนำไปวิ่งบนถนนจริงในช่วงปลายปีนี้

 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นไฮไลต์ส่วนหนึ่งของการเปิดตัว AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE Sandbox ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกว่าเป็นการมองการณ์ไกล และปูทางเตรียมความพร้อมให้บุคลากรอย่างถูกจุด ทั้งในแง่การมองการศึกษาเป็นหัวใจหลักสำคัญในการพัฒนาด้านต่าง ๆ และมองว่า 5G ไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปสนับสนุนในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมอื่นในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

ดังนั้นในอนาคตเราคงจะได้เห็นภาพการสนับสนุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ผ่านเครือข่าย 5G มากขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมภาคส่วนอื่นก็จะมีความเข้าใจในการทำงาน และการใช้ประโยชน์ในการต่อยอดจากเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยวันนี้ AIS ได้เริ่มก้าวแรกกับการศึกษาที่ได้ชื่อว่าเป็นพื้นฐาานของการพัฒนาไปก่อนแล้ว

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-5g-cu-engineering?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ais-5g-cu-engineering

เสียวหมี่ ชี้ตลาดสมาร์ทโฟนยังดี เดินหน้าส่ง Redmi Note 8 Series จับกลุ่มนักถ่ายภาพ

ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้ เรียกว่าอยู่ในช่วงทรงตัวไม่ได้มีความหวือหวาหรือร้อนแรงมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมในการใช้งานเครื่องเดิม และอายุเครื่อง (Life Cycle) ใช้งานได้นานกว่าเดิม จาก 1-1.5 ปี มาเป็น 2-3 ปี ทำให้ตลาดสมาร์ทโฟนระดับกลางมีโอกาสดีขึ้น

นายโรซัน หลัว ผู้จัดการประจำประเทศไทย เสียวหมี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ด้วยกระแส Redmi Note เป็นหนึ่งในซีรี่ย์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเสียวหมี่ในทุกตลาดทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย

โดยซีรี่ย์นี้แสดงให้เห็นถึงปรัชญาแนวคิดของเราในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง นอกจากสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่นี้จะได้ถูกออกแบบมาให้สอดรับกับแนวคิดดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์แบบจนได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าทึ่งแล้วราคายังเป็นที่น่าดึงดูดใจอีกด้วย

หลังจากการเปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับกลางในจีน Redmi Note 8 Pro เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของเสี่ยวหมี่ที่มาพร้อมกับกล้องที่คมชัดขั้นสุด 64 ล้านพิกเซล ที่มีกล้องให้มากถึง 4 ตัว พร้อมระบบระบายความร้อน LiquidCool อันทรงพลัง ทำให้เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ เหล่าเกมเมอร์ หรือผู้ที่มองหาประสบการณ์การใช้งานสินค้าคุณภาพระดับเรือธง

เอาใจคนชอบเก็บภาพกับกล้องถึง 4 ตัว

Redmi Note 8 Pro ไม่ได้มีแค่สามกล้อง แต่ให้มากถึง 4 กล้องคุณภาพจัดเต็ม กล้องหลักมอบความคมชัดและรายละเอียดขั้นสุดระดับ 64 ล้านพิกเซล คมชัดจนสามารถนำภาพที่ถูกถ่ายด้วย Redmi Note 8 Pro ในโหมด 64 ล้านพิกเซล มาทำสื่อสิ่งพิมพ์ได้จนมีขนาดใหญ่ถึง 3.26 เมตรเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังเก็บภาพแสงสียามค่ำคืนหรือในสภาวะแสงน้อยได้ดีกว่าที่เคยด้วยการรวมพิกเซลจาก 4 เป็น 1 โดยเพิ่มขนาดพิกเซลต่อจุดให้ใหญ่ขึ้นเป็น 1.6 ไมครอน

ซึ่งจะรับแสงได้ไวกว่าเดิม ส่งผลให้ภาพมีความละเอียดมากขึ้น ส่วนกล้อง ultra-wide angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างได้สวยสมบูรณ์แบบและกว้างถึง 120 องศา และเสริมทัพด้วย 2 เลนส์สำคัญ ทั้งเลนส์ macro ที่ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และเลนส์ depth ที่ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล มาผนึกกำลังกันมาสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับกล้องตัวท็อปของ Redmi และที่ล้ำไปกว่านั้น คือกล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี AI พร้อมเก็บทุกรายละเอียดที่สำคัญ ด้วยโหมด portrait selfies, scene detection และ face unlock ปรับภาพให้สวยทุกมุมมอง

Redmi Note 8 Pro นำนวัตกรรม Corning® Gorilla® Glass 5 มาใช้กับตัวเครื่องทั้งด้านหน้าและหลังเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากการตกกระแทกและการขีดข่วน และยกระดับความคงทนขึ้นอีกขั้นโดยใช้เทคโนโลยีป้องกันน้ำและป้องกันฝุ่นระดับ IP52 มีให้เลือกถึงสามสีหลายสไตล์ในแบบคุณ ไม่ว่าจะเป็น Mineral Grey, Pearl White และ Forest Green


มอบประสิทธิภาพชั้นเลิศสำหรับประสบการณ์เล่นเกมส์เหนือระดับ

Redmi Note 8 Pro มอบประสิทธิภาพการเล่นเกมส์ที่เหนือระดับ  ด้วยการนำเทคโนโลยีหน่วยประมวลผลอันทันสมัยจาก MediaTek Helio G90T ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล CPU Octa-core ความเร็วสูงสุด 2.05 GHz และเทคโนโลยีหน่วยประมวลผลกราฟฟิกล่าสุด GPU Arm Mali-G76 3EEMC4  ให้ความถี่สูงสุด 800MHz และ AI อัดแน่นถึง 1 TMACs พร้อมฟีเจอร์ LiquidCool ซึ่งเป็นรุ่นแรกในซี่รี่ย์ Redmi Note ที่ได้ใช้เทคโนโลยีนี้ ทำให้คุณสามารถใช้งานแบบไฮสปีดได้อย่างเพลิดเพลิน ไร้กังวลว่าเครื่องจะร้อนเกินไปเมื่อเล่นเกมส์  และพ่วงมาพร้อมแบตเตอรี่ความจุขั้นสุดถึง 4500 mAh ซึ่งเป็นความจุสูงที่สุดของรุ่น Redmi Note ที่มีตอนนี้ ขนมาพร้อมกับฟีเจอร์อีกมากมาย ทั้งโหมดประหยัดพลังงาน และระบบปรับความสว่างอัจฉริยะเพื่อช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ให้คุณใช้งานได้นานขึ้น รองรับระบบชาร์จเร็ว 18 วัตต์ มี IR Blaster และช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร อีกด้วย

ราคาและการจัดจำหน่าย Redmi Note 8 Pro

แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชั้นนำ

Redmi Note 8 Pro รุ่น RAM 6GB+64GB และ RAM 6GB+128GB มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Mineral Grey, Pearl White และ Forest Green จะเริ่มเปิดอย่างจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ผ่าน 3 แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ JD CENTRAL, Lazada และ Shopee ในวันที่ 10 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 น. ในราคา 7,999 บาท และ 8,999 บาท

AIS

ในวันที่ 10 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 น. เอไอเอสจะเปิดจำหน่ายรุ่น Redmi Note 8 Pro รุ่น RAM 6GB+128GB ที่เอไอเอสช็อปและเทเลวิซที่ร่วมรายการ  โดยมอบ 2 ข้อเสนอสุดพิเศษจากแพ็กเกจ AIS 4G Hot deal MAXX speed ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ Redmi Note 8 Pro สมาร์ทโฟนทรงพลังที่คมชัดขั้นสุดระดับ 64 ล้านพิกเซล ที่มีกล้องให้มากถึง 4 ตัว บนเครือข่ายคุณภาพอันดับ 1 ของประเทศ ที่เร็ว แรง และเสถียรที่สุด

  • ข้อเสนอสุดพิเศษแรก มอบส่วนลดค่าเครื่อง 3,300 บาท เหลือเพียง 5,699 บาท (จากราคาปกติ 8,999 บาท) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 1,500 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจ AIS 4G Hot deal MAX speed 449 บาท
  • ข้อเสนอสุดพิเศษที่สอง มอบส่วนลดค่าเครื่อง 4,300 บาท เหลือเพียง 4,699 บาท (จากปกติ 8,999 บาท) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจ AIS 4G Hot deal MAX speed 649 บาท

ในขณะเดียวกันเสียวหมี่จะเปิดจอง Redmi Note 8 Pro รุ่น RAM 6GB+64GB และ RAM 6GB+128GB ณ TGFone, BananaIT, BKK, Kingkong Phone และร้าน Mi Authorized Store ทั่วประเทศ ในราคา 7,999 บาท และ 8,999 บาท

ราคาและการจัดจำหน่าย Redmi Note 8

แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชั้นนำ

Redmi Note 8 รุ่น RAM 4GB+64GB และ RAM 4GB+128GB มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Space Black, Neptune Blue และ Moonlight White วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกับช่องทางออฟไลน์บน 3 แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชั้นนำ ได้แก่ JD CENTRAL, Lazada และ Shopee ในวันที่ 10 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ในราคา 5,999 บาท และ 6,999 บาท

รุ่นพิเศษสำหรับ Pre-Order ! ในวันที่ 10 – 15 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป Redmi Note 8 รุ่น RAM 3GB+32GB มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Space Black, Neptune Blue และ Moonlight White จะเริ่มเปิดให้จองอย่างเป็นทางการ (Pre-Order) ผ่านทั้ง 3 แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ชั้นนำ ได้แก่ JD CENTRAL, Lazada และ Shopee ในราคา 4,999บาท เท่านั้น

AIS

ในวันที่ 10 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 น. เอไอเอสจะเปิดจำหน่ายรุ่น Redmi Note 8 รุ่น RAM 4GB+64GB ที่เอไอเอสช็อปและเทเลวิซที่ร่วมรายการ  โดยมอบ 2 ข้อเสนอสุดพิเศษจากแพ็กเกจ  AIS 4G Hot deal MAXX speed  ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ Redmi Note 8 สมาร์ทโฟนทรงพลังที่คมชัดระดับ 48 ล้านพิกเซล และมีกล้องให้มากถึง 4 ตัว บนเครือข่ายคุณภาพอันดับ 1 ของประเทศ ที่เร็ว แรง และเสถียรที่สุด

  • ข้อเสนอสุดพิเศษแรก มอบส่วนลดค่าเครื่อง 2,700 บาท เหลือเพียง 3,299 บาท (จากราคาปกติ 5,999 บาท) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 1,500 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจ AIS 4G Hot deal MAX speed 449 บาท
  • ข้อเสนอสุดพิเศษที่สอง มอบส่วนลดค่าเครื่อง 3,700 บาท เหลือเพียง 2,299 บาท (จากปกติ 5,999 บาท) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจ AIS 4G Hot deal MAX speed 649 บาท

from:https://www.thumbsup.in.th/xiaomi-smartphone-middle-renge

10 สถิติสุดทึ่ง TikTok ปี 2019 [Infographic]

TikTok เป็นบริการวิดีโอสั้นสัญชาติจีนที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มวัยรุ่น อิทธิพลของ TikTok ที่กำลังร้อนแรงเห็นได้ชัดจากสถิติน่าสนใจ บนความชัดเจนเพราะผู้ใช้ 41% ของ TikTok มีอายุระหว่าง 16 ถึง 24 ปีเท่านั้น ท่ามกลางผู้ใช้งานรวม 500 ล้านคนทั่วโลก ใช้เวลาบนแอปเฉลี่ย 52 นาทีต่อวัน

1. ฐานผู้ใช้ TikTok

– หลังจาก TikTok เปิดตัวในเดือนกันยายน 2016 วันนี้ TikTok มีผู้ใช้งาน 500 ล้านคนทั่วโลก

– TikTok ถูกยกเป็นเว็บไซต์เครือข่ายสังคมอันดับ 9 ของโลก เหนือกว่า LinkedIn, Twitter, Pinterest และ Snapchat

– ผู้ใช้ประจำทุกวัน (active daily user) 150 ล้านรายอยู่ในประเทศจีน

2. ยอดดาวน์โหลด TikTok

– TikTok เป็นแอปที่ถูกดาวน์โหลดมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในไตรมาส 1 ปี 2019

– 3 เดือนแรกของปี 2019 มีผู้ใช้ใหม่ 188 ล้านคนเพิ่มขึ้นมาใน TikTok

– ยอดดาวน์โหลด TikTok คิดเป็นสัดส่วนเติบโต 70% เทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2018

– TikTok มีผู้ใช้บริการใหม่ประมาณ 13.2 ล้านคนในสหรัฐอเมริกาในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2019

3. อิทธิพล TikTok บน Apple App Store

– TikTok เป็นแอปที่ดาวน์โหลดมากที่สุดบน App Store ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2019

– ยอดดาวน์โหลด TikTok บน App Store มีมากกว่า 33 ล้านครั้ง เหนือกว่า YouTube และ Instagram

– TikTok ครองตำแหน่งแชมป์แอปที่ดาวน์โหลดมากที่สุดใน Apple App Store มากว่า 5 ไตรมาสติดต่อกัน

4. TikTok ปักหลักวัยรุ่น

– 41% ของผู้ใช้ TikTok มีอายุระหว่าง 16 ถึง 24 ปี

– TikTok ฮิตในกลุ่มวัยรุ่นเพราะช่วยให้ผู้ใช้สร้างและแบ่งปันวิดีโอตลกฮาในขณะที่ร้องเพลง เต้นรำ หรือซิงค์เพลงโปรด

5. ผู้ชายฮิต TikTok

– ข้อมูลปี 2018 ชี้ชัดว่า TikTok เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้เพศชายมากกว่าเพศหญิง

– ผู้ใช้ TikTok ราว 55.6% เป็นเพศชาย

– 44.4% ของผู้ใช้ TikTok เป็นเพศหญิง

6. ดู TikTok เกือบชั่วโมงทุกวัน

– เวลาใช้งาน TikTok โดยเฉลี่ยคือ 52 นาทีต่อวัน

– เวลาเฉลี่ยของ TikTok ถือว่าเทียบเท่ากับ Instagram ที่มีเวลาเฉลี่ย 53 นาที และ Snapchat ที่เวลาเฉลี่ย 49.5 นาที

– TikTok ยังคงเป็นรองเจ้าตลาดอย่าง Facebook ที่เป็นแชมป์ด้วยเวลาเฉลี่ย 58.5 นาทีต่อวัน

7. TikTok คลุมทั่วโลก

– ตั้งแต่ปี 2019 น้องใหม่ TikTok ให้บริการใน 155 ประเทศ

– TikTok รองรับ 75 ภาษา ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่

– TikTok มียอดดาวน์โหลดมากกว่า 10 ล้านครั้งโดยคนไทย และในอินเดีย มีผู้ใช้ TikTok มากกว่า 20 ล้านคน

8. ผู้ใช้ชมบ่อย

– ผู้ใช้ TikTok กว่า 68% ดูวิดีโอของคนอื่น

– 55% ของผู้ใช้ TikTok อัปโหลดวิดีโอของตัวเอง

9. ชาวอเมริกันชอบ TikTok

– ผู้ใช้กว่า 26.5 ล้านรายจาก 500 ล้านรายของ TikTok มาจากสหรัฐอเมริกา

– สถิติผู้ใช้ TikTok ในสหรัฐฯนี้รวมการดาวน์โหลด TikTok จากทั้ง Android และ iOS

– TikTok ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ชมรายการ The Tonight Show ที่สนับสนุนให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในแอป

10. จำนวนยอดชมเฉลี่ยบน TikTok

– วิดีโอบน TikTok มากกว่า 1 ล้านวิดีโอ ถูกเปิดชมทุกวันในปีที่ผ่านมา

สรุปง่ายๆ คือ TikTok มียอดชมกลมๆ 1 ล้านวิวต่อวัน

ที่มา: Oberlo

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-statistics-2019

JD.com ควง “กลุ่มเซ็นทรัล” ดันผู้ใช้แอปการเงิน Dolfin ทะลุ 4 แสนรายปีนี้

JD.com และกลุ่มเซ็นทรัลหรือ Central Group แจ้งเกิดแอปพลิเคชันบริการด้านการเงินชื่อ Dolfin กลายเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดหลังจากประกาศความร่วมมือด้านอสังหาฯ ค้าปลีก และการค้าร่วมกัน ความน่าสนใจของ Dolfin อยู่ที่ผู้ค้า ธุรกิจขนาดย่อม และผู้เช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเครือเซ็นทรัลทุกรายกำลังจะสามารถใช้งานได้ คาดว่าจะดึงผู้ใช้ทะลุ 4 แสนรายได้สบายในปีนี้

การเปิดตัวแอปพลิเคชันการเงินของ JD.com และกลุ่มเซ็นทรัลถูกวิเคราะห์ว่าเป็นความพยายามที่จะขยายการมีตัวตนในธุรกิจดิจิทัลของทั้งคู่ ตามรายงานของ Reuters ย้ำว่าเป็นการขยายธุรกิจให้ครอบคลุมรอบด้านเพื่อปักหลักในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง

ครบเครื่องเรื่องเงิน

สำหรับ Dolfin เป็นบริการที่มีฟังก์ชั่นกระเป๋าเงินดิจิทัลหรือ e-wallet ขณะเดียวกันก็มีบริการสินเชื่อดิจิทัล ผู้สนใจสามารถทำประกันภัยบนแอปได้ ร่วมกับการเลือกซื้อกองทุนเพื่อบริหารสินทรัพย์หรือ wealth management ได้เหมือนมีธนาคารขนาดย่อมในมือ

ตามข้อมูลของ JD Central Fintech ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง JD.com และ Central Group แอปนี้จะสามารถรองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต, ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของรัฐบาลไทย และบริการเติมเงิน e-wallet

JD Central Fintech ตั้งเป้าว่าจะดึงดูดผู้ใช้ประมาณ 400,000 คนให้ได้ภายในสิ้นปี 2562 และจะเพิ่มให้เป็น 1.5 ล้านคนให้ได้ในปีหน้า 2563 ประเด็นนี้ซีอีโอ JD Central Fintech อย่าง “รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์” กล่าวว่าธนาคารใหญ่ของไทยขานรับเป็นพันธมิตรของแอปแบบจัดเต็ม ทั้งธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงเทพ โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยามีกำหนดที่จะเข้าร่วมในภายหลัง

เฟส 2 ลุยผู้ค้า

สำหรับแอปพลิเคชั่น Dolfin ฝั่งผู้ค้า (merchant version) นั้นมีกำหนดเปิดให้บริการในปีหน้า ซึ่งธุรกิจขนาดย่อม และผู้เช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเครือเซ็นทรัลจะสามารถใช้งานได้

การประกาศเป้าหมายผู้ใช้แอป Dolfin ถือเป็นความคืบหน้าล่าสุดหลังจาก JD.com และกลุ่มเซ็นทรัลจัดตั้งบริษัทร่วมทุนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปลายปี 2560 โดยมุ่งเน้นให้บริการการเงินเพื่อการช็อปปิ้งและการเงินส่วนบุคคล นอกเหนือจาก JD Central Fintech แล้ว ความร่วมมือระหว่างทั้งคู่ยังรวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งกำลังแข่งขันกับแพลตฟอร์มเช่น Shopee และ Lazada เพื่อเจาะตลาดช้อปปิ้งออนไลน์ของประเทศไทยให้ดีกว่าเดิม

สำหรับ JD.com ข้อมูลน่าสนใจคือยักษ์เล็กจีนรายนี้ได้รับเงินจำนวน 550 ล้านเหรียญสหรัฐจาก Google ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายเฉพาะที่อาเซียน โดยทั้ง 2 บริษัทจะพัฒนาโซลูชั่นการช็อปปิ้งออนไลน์สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐอเมริกา และยุโรปด้วย.

ที่มา: TIA

from:https://www.thumbsup.in.th/jd-central-group-launch-financial-services-app

อะไรรุ่ง อะไรร่วง เปิดเทรนด์ Mobile Game Marketing 2020 (Infographic)

ในยุคที่ e-Sport ร้อนแรง แนวโน้มตลาดโมบายเกมทวีความน่าสนใจยิ่งขึ้นเพราะการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมคอเกมทั่วโลก สำหรับปี 2020 ที่กำลังจะถึงนี้ ข้อมูลมากมายชี้ว่าปีหน้าจะเป็นปีที่อุตสาหกรรมเกมดิจิทัลบนมือถือจะเติบโตขึ้นในอัตราที่ชัดเจน

1. สถิติปัจจุบัน : โมบายเกมครองรายได้เกินครึ่งในอุตสาหกรรมเกม

เกมมือถือ – 51%
เกมคอนโซล – 25%
เกมพีซี – 24%

2. แนวโน้มการเติบโตใน 2-3 ปีข้างหน้า : ตลาดเกมมือถือทั่วโลกในปี 2019 จะมีมูลค่าตลาด 151,900 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะถึง 165,900 ล้านเหรียญในปี 2020

ส่วนแบ่งรายรับตลาดเกมมือถือทั่วโลก
2017 – 46%
2018 – 51%
2019 – 54%
2020 – 57%
2021 – 59%

3. เทรนด์ล่าสุดในอุตสาหกรรมเกมมือถือ ได้แก่

– เกมบนคลาวด์
– เกมเสมือนจริง
– เกมข้ามแพลตฟอร์ม
– เกมที่ใช้ Blockchain
– เกมแคชชวลที่เข้มกว่าเดิม
– เกมมือถือแข่งกันได้หลายคน

4. ประเภทของเกมที่นิยม

Puzzle – 57.29%
Arcade – 55.60%
Action – 34.75%
Racing – 31.31%
Strategy – 15.79%
Adventure – 15.51%
Card – 15.44%
Board – 14.09%
Simulation – 13.72%
Word – 13.52%

 

5. Top 5 ประเทศที่มีผู้เล่นและเงินสะพัดวงการโมบายเกมมากที่สุด (หน่วย : เหรียญสหรัฐ)

สหรัฐอเมริกา
ผู้เล่น 209.5 ล้านคน
รายได้รวม 36,869 ล้าน

จีน
ผู้เล่น 586 ล้านคน
รายได้รวม 36,540 ล้าน

ญี่ปุ่น
ผู้เล่น 32.20 ล้านคน
รายได้รวม 18,952 ล้าน

สาธารณรัฐเกาหลี
ผู้เล่น 12.4 ล้านคน
รายได้รวม 6,194 ล้าน

เยอรมนี
ผู้เล่น 13.43 ล้านคน
รายได้รวม 6,012 ล้าน

6. วิธีหลักเพื่อสร้างรายได้

– โฆษณาในแอป
– โฆษณา / วิดีโอให้รางวัล
– การซื้อขายในแอป เพื่อรับไอเท็มพิเศษ เช่น เหรียญ เพชร พลังงาน เพิ่มพลัง และอื่น ๆ
– แอปเก็บค่าบริการ
– ซื้อขายตำแหน่งแสดงแบรนด์ในเกม

7. วิธีการทำโปรโมชั่นล่าสุดสำหรับเกมมือถือ

– แคมเปญลงทะเบียนล่วงหน้า
– สร้างไมโครไซต์ หรือเว็บไซต์ย่อย
– สร้างวิดีโอโปรโมท
– ทำ App Store Optimisation ให้แสดงเป็นอันดับต้นบน App Store
– Soft Launch ทดลองทำความเข้าใจกับตลาดเป้าหมาย
– Cross-Promotion จับมือกับเกมอื่นทำโปรโมชันในระยะเริ่มต้น
– การตลาดผ่านผู้มีอิทธิพล influencer
– ร่วมกับสื่ออื่น
– ทำวิดีโอโฆษณา
– การตลาดแบบดั้งเดิม (โฆษณากลางแจ้ง)
– การปรับให้เข้ากับคนท้องถิ่น
– โฆษณาบนมือถือที่วัด KPI ได้

ที่มา: : dotcominfoway

from:https://www.thumbsup.in.th/infographic-mobile-game-market-trends-2020

Liisa Andersson เปิดภารกิจแชร์จักรยานกลุ่มจิ๋วที่สุดในโลก

ไม่ต้องเน้นใหญ่ เพราะธุรกิจแชร์จักรยานกลุ่มเล็กก็สามารถแจ้งเกิดสู่สายตาชาวโลกได้โดดเด่นเช่นกัน เห็นได้ชัดจากหมู่บ้าน Skrova ในนอร์เวย์ที่มีบริการแบ่งปันจักรยานที่ได้ชื่อว่ามีขนาดเล็กที่สุดในโลก เพราะธุรกิจนี้มีจักรยานในระบบเพียง 12 คันสำหรับแบ่งปันกันเท่านั้น

บริการแชร์จักรยานขนาดจิ๋วนี้มีผู้ดูแลระบบคือ Urban Sharing หนึ่งในผู้มีบทบาทของบริษัทนี้คือ Liisa Andersson ซึ่งรับหน้าที่เป็นประธานฝ่ายปฏิบัติการหรือ Chief Operating Officer (COO) ที่ทำให้ Urban Sharing สร้างโมเดลธุรกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่เฉพาะทางได้

สำหรับ Skrova นั้นเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกลของนอร์เวย์บนเกาะเหนือของ Arctic Circle จำนวนประชากรในพื้นที่มีน้อยกว่า 200 คน เหมาะกับระบบแบ่งปันจักรยานที่เล็กที่สุดในโลกด้วยจำนวนจักรยานในระบบ 12 จักรยาน เทียบไม่ได้กับบริการ Citi Bike ในนิวยอร์กซิตี้ที่มีจักรยานในระบบ 13,000 คัน และมีแผนจะขยายเป็น 40,000 คัน รวมถึงระบบเช่าจักรยานในหางโจว ประเทศจีน ที่มีจักรยาน 84,000 คัน

Liisa Andersson, COO, Urban Sharing
Liisa Andersson, COO, Urban Sharing

ตอบการท่องเที่ยว

Liisa Andersson เล่าว่าด้วยความที่เกาะ Skrova มีจุดเด่นเรื่องธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งดึงดูดนักเดินทางได้ด้วยน้ำทะเลใสและหาดทรายขาว หมู่บ้าน Skrova จึงส่งเสริมการขี่จักรยานเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวต้องใช้รถในการเดินทาง ซึ่งจะก่อมลพิษมากกว่าการขี่จักรยาน

“เนื่องจากเกาะมีขนาดกะทัดรัด เมืองจึงพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้คนสามารถเดิน ปีนเขา หรือขี่จักรยานแทนที่จะขับรถ ไม่อย่างนั้นในช่วงฤดูท่องเที่ยว เมืองก็จะเต็มไปด้วยรถยนต์”

แม้จะมีขนาดแตกต่างกัน แต่ Liisa Andersson บอกว่าเมือง Skrova มีความคล้ายคลึงกับ Oslo ซึ่งเป็นเมืองที่มีการผลักดันให้เป็นเมืองปลอดรถยนต์ เป้าหมายของ Skrova จึงเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ชาวเมืองกำลังมองหาในเมืองใหญ่ นั่นคือการควบคุมรถยนต์เพราะผู้คนต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้น

Urban Sharing จึงเปิดตัวระบบใหม่หลังจากที่องค์กรศิลปะในท้องถิ่นนำเสนอแนวคิดในการใช้พื้นที่โฆษณาบนจักรยานเพื่อแสดงผลงานศิลปะ ตัวของ Urban Sharing เองก็มีความสนใจในการทดสอบเทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกลอยู่แล้ว จึงเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้นมา

เทรนด์แรงแชร์จักรยานกลุ่มจิ๋ว

Urban Sharing ไม่ใช่เจ้าเดียวที่ริเริ่มธุรกิจแชร์จักรยานกลุ่มย่อย เพราะวันนี้มีการแจ้งเกิดสตาร์ทอัปชื่อ Koloni ที่เน้นทำธุรกิจในพื้นที่ที่มีประชากรน้อยเช่น Pocahontas และ Iowa โดยทำระบบที่สามารถจัดการจักรยานเพียง 25 คัน ให้เพียงพอสำหรับผู้ใช้ 1,700 คน

Liisa Andersson ระบุว่าเคล็ดลับที่ทำให้บริการแชร์จักรยานกลุ่มเล็กให้บริการได้ราบรื่น คือแทนที่จะใช้จุดจอดจักรยานแบบดั้งเดิม สำหรับระบบแชร์จักรยานแบบไร้จุดจอดเต็มรูปแบบ บริษัทสามารถใช้ระบบล็อคแบบไฮบริดที่ให้ผู้ใช้สามารถจอดจักรยานในจุดจอดที่เข้าถึงง่าย หรือในพื้นที่ที่มีการทำเครื่องหมายด้วยระบบแผนที่หรือ geofence ซึ่งทำให้จักรยานไม่ถูกทิ้งไว้ริมทางเดินขวางผู้คน หรือถูกหลงลืมไปจนไม่มีการใช้งาน

แง่มุมของ Liisa Andersson สะท้อนว่าธุรกิจแชร์จักรยานต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม ระบบจึงสามารถนำไปใช้งานได้ในทุกที่และเห็นผลจริง ทำให้การแบ่งปันจักรยานเป็นเรื่องที่จับต้องได้มากขึ้นในเมืองเล็ก แทนที่จะเน้นปักหลักแต่เพียงในเมืองใหญ่

ที่มา: : FastCompany

from:https://www.thumbsup.in.th/liisa-andersson-urban-sharing

Alan Horn ซีซีโอ Walt Disney Studios โชว์วิสัยทัศน์ย้ำจุดยืน Disney+

ในงานแถลงข่าวของ Disney + (Disney Plus) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ปลายเดือนสิงหาคม นักสังเกตการณ์จำนวนไม่น้อยตื่นเต้นกับคำพูดของ Alan Horn คือซีซีโอ Walt Disney Studios คนปัจจุบันที่ให้ความเห็นตรงไปตรงมาไม่ธรรมดา หนึ่งในนั้นคือประโยคที่ว่า Let’s stop feeding Netflix ซึ่ง Horn รับมาจากซีอีโอใหญ่เพื่อปลุกใจให้บุคลากรฮอลลีวูดร่วมมือกันหยุดท่อน้ำเลี้ยงที่ทำให้ Netflix เติบโตก้าวกระโดดเสียที

งานใหญ่ครั้งล่าสุดของ Disney Plus มีกองทัพเซเลบฯผู้มีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยร่วมปรากฏตัวบนเวที งานนี้ถูกมองว่าเป็นเครื่องยืนยันถึงจุดยืน Disney Plus ที่ไม่ได้ถูกสร้างมาปั่นป่วนอุตสาหกรรม แต่จะมุ่งสร้างตลาดใหม่เพื่อต่อยอดธุรกิจของ Disney ให้ยั่งยืนต่อไป

Alan Horn หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ (chief creative officer) ซึ่งมีดีกรีเป็นประธานบริษัทร่วมของ Walt Disney Studios ย้ำว่า Disney Plus พร้อมแล้วที่จะบุกตลาดครอบครัวเพื่อชิงผู้ชมจาก Netflix ให้ได้ โดยกล่าวกลางงานที่บริษัทจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุม D23 Disney ว่าจะจัดเต็มเนื้อหาทุกขนาด ตามความต้องการที่หลากหลาย

หนังทุนต่ำได้แจ้งเกิด

Alan Horn กล่าวว่าการเปิดตัว Disney + นั้นมีจุดประสงค์ร่วม 2 ประเด็น ทั้งการเปิดทางให้สตูดิโอสามารถเดินหน้าโครงการสร้างภาพยนตร์ที่มีทุนต่ำลงได้มากขึ้น และเพื่อคานอำนาจกับ ​​Netflix ที่ครองตลาดสตรีมมิงในหลายประเทศ

ซีซีโอคนเก่งอย่าง Alan Horn เล่าว่าในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ Disney กลยุทธ์ของบริษัทก็พัฒนาขึ้นจากการเน้นทำรายได้ในโรงภาพยนตร์ มาถึงการฉายภาพยนตร์ตามงานอีเวนท์ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ Disney พัฒนาทั้งภาพยนตร์ขนาดใหญ่ทุนสูงกว่าสตูดิโออื่น ขณะเดียวกันก็พัฒนาภาพยนตร์ขนาดเล็กคู่ไปด้วย ซึ่งเขามองว่าวันนี้โลกเข้าสู่ยุคที่ภาพยนตร์ฟอร์มเล็กมีความท้าทายในตลาดยุคดิจิทัลมากกว่าที่เคยเป็นมา

Alan Horn ไม่เพียงยกตัวอย่างภาพยนตร์ฟอร์มเล็กเรื่อง Saving Mr Banks, Million Dollar Arm และอีกเรื่องคือ Queen of Katw แต่ยังเล่าถึง Bob Iger ซีอีโอ Disney ที่เอ่ยกับเขาด้วยคำว่า “Let’s start Disney+, let’s stop feeding Netflix” โดยยอมรับว่า Netflix เป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจของ Disney ถูก disrupt ซึ่งหาก Disney เริ่มเปิดบริการของตัวเอง ก็จะเท่ากับ Disney สามารถหยุด Netflix ไม่ให้เติบโตได้จากภาพยนตร์ของ Disney

แต่สำหรับ Alan Horn เขามองว่าส่วนดีที่ Disney จะได้รับ คือแพลตฟอร์มสตรีมมิงจะทำให้ภาพยนตร์ฟอร์มเล็กมีโอกาสแจ้งเกิดได้มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสที่ Disney ไม่เคยสัมผัสเลยในช่วง 2 ปีที่แล้ว

โอกาสใหม่น่าตื่นเต้น

Alan Horn ย้ำว่าทุกคนที่บริษัทตื่นเต้นกับ Disney+ อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อ Disney+ จะเป็นแหล่งรวมคอนเทนต์เหมาะกับครอบครัวทุกเรื่องที่บริษัทมี ซึ่งจะมีเนื้อหาจาก Marvel, Pixar, Lucasfilm และ National Geographic ร่วมด้วย

จุดยืนของ Disney+ ครั้งล่าสุดที่ถูกประกาศออกมากลายเป็นกระแสร้อนที่ถูกแชร์ต่อบน Twitter และ Google ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมีการประกาศข้อมูล โดยเฉพาะกำหนดการจุดพลุบริการ Disney+ ในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 และจะให้บริการแก่ผู้ชมในประเทศอื่นหลังจากนั้น เช่นชาวออสเตรเลียที่จะได้ชมในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562

สิ่งที่เราสรุปได้จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของ Disney+ และ Alan Horn คือคนทั่วโลกให้ความสนใจ Disney+ อย่างจริงจัง โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Disney กลายเป็นสตูดิโอแรกที่มีภาพยนตร์ 5 เรื่องใน 1 ปีที่ทำรายได้มากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐบนบ็อกซ์ออฟฟิศ สถิตินี้การันตีว่าเนื้อหาของ Disney ครองใจคนทั่วโลก และสิ่งนี้จะทำให้ Disney+ มีอนาคตไกลแน่นอน

ที่มา: : Yahoo

from:https://www.thumbsup.in.th/alan-horn-walt-disney-studios

Fitbit คว้าดีลรัฐบาลสิงคโปร์ ทำโครงการสาธารณสุขระดับประเทศ

ผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีสวมใส่ได้เพื่อการออกกำลังกายอย่าง Fitbit สามารถคว้าดีลความร่วมมือกับคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพของสิงคโปร์ เพื่อเป็นพันธมิตรหลักในโครงการด้านสาธารณสุขของประชาชนสิงคโปร์ กลายเป็นบันใดสู่การยกระดับโครงการ Smart Nation ของประเทศสิงคโปร์แบบไม่ธรรมดา

ข่าวนี้ถือว่าน่าสนใจมากในวงการธุรกิจสินค้ากลุ่ม wearable เพราะ ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นการร่วมมือครั้งใหญ่ครั้งแรกของรัฐบาลสิงคโปร์กับบริษัทสัญชาติอเมริกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มด้านสุขภาพบนระบบดิจิทัลในโครงการสำหรับส่งเสริมสาธารณสุขระดับประเทศ

ดันชาวสิงคโปร์สุขภาพดีขึ้น

รายงานระบุว่า โครงการนี้มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า “Live Healthy SG” ตัวโครงการออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ และการวิเคราะห์ของ Fitbit เพื่อช่วยให้ชาวสิงคโปร์มีสุขภาพที่ดีขึ้น ผ่านการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ยั่งยืน โดยจะใช้ระบบอีโคซิสเต็มส์ของ Fitbit อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะรวมทั้งตัวอุปกรณ์และบริการอื่น ที่รวมโปรแกรมหลายส่วน คำแนะนำ และการฝึกสอนสุขภาพส่วนบุคคล ที่จะนำเสนอผ่านบริการพรีเมี่ยมแบบใหม่ต่อไป

Zee Yoong Kang ประธานคณะกรรมการสาธารณสุข Health Promotion Board (HPB) ของสิงคโปร์ย้ำว่าผู้เข้าร่วมโครงการนี้จะได้รับประโยชน์จากระบบของ Fitbit ซึ่งจะมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และ machine learning เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย การกินเพื่อสุขภาพ และการนอนหลับที่มีคุณภาพกว่าเดิม โดยตัวโครงการมีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงดูดผู้คนทุกเพศทุกวัย

ปลายปีเจอกัน

คาดว่าบริการพรีเมี่ยมใหม่จากโครงการนี้จะถูกนำร่องเปิดตัวในบางตลาดช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ โดยจะเปิดให้ผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ก่อนที่โปรแกรมจะเริ่มจุดพลุเป็นทางการในปลายเดือนตุลาคม คาดว่าเวลานั้นจะมีการเปิดเผยราคาค่านาฬิกา Fitbit สำหรับโครงการนี้โดยละเอียด

เมื่อผู้ใช้คลิกลงชื่อเข้าใช้ระบบ ทุกคนจะผ่านกระบวนการให้ความยินยอมว่าตกลงที่จะแบ่งปันข้อมูลของตัวเองให้กับ HPB หรือไม่ จุดนี้ HPB ย้ำว่าจะใช้ข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และจะนำไปปรับปรุงโครงการสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับชาวสิงคโปร์ต่อไป

ที่มา: : TIA

from:https://www.thumbsup.in.th/fitbit-singapore

Disney เอาจริง! ล้างบางวงจรแชร์รหัสผ่านดูวิดีโอออนไลน์

ในช่วงนับถอยหลังที่โลกกำลังรอคอยบริการสตรีมมิ่งวิดีโอของ Disney ล่าสุดยักษ์ใหญ่คอนเทนต์บันเทิงควงแขนพันธมิตรคนสำคัญอย่าง Charter ประกาศว่าจะร่วมกันปราบปรามไม่ให้ลูกค้าแบ่งปันรหัสผ่านเพื่อชมเนื้อหาอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งแม้จะไม่มีการลงรายละเอียด แต่ก็เป็นถ้อยแถลงที่ทำให้โลกตื่นตัวไม่น้อย

Charter นั้นเป็นผู้ให้บริการเคเบิลทีวีรายหลักของสหรัฐฯ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา Charter ประกาศความร่วมมือกับ Disney ซึ่งทำให้มั่นใจว่าผู้ชมจะสามารถชมรายการจากสถานี ABC และ ESPN ได้ต่อเนื่องทุกช่องทาง รายงานย้ำด้วยว่าผลจากดีลกับ Disney ทำให้ Charter ปูทางจำหน่ายกล่อง set top box ของตัวเองในตลาดสหรัฐอเมริกาได้อย่างจริงจังต่อไป

 

ใช้ทั้งกฏและเทคนิค

ดีลระหว่าง Charter และ Disney ถูกมองว่าเป็นความคืบหน้าสำคัญของงานปราบปรามขบวนการ “แชร์ล็อกอิน” ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการคอนเทนต์มีรายได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น โดยในดีลระบุว่าทั้ง Charter และ Disney จะร่วมกันใช้ “กฎและเทคนิคทางธุรกิจ” เพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าถึงเนื้อหาโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงการแบ่งปันรหัสผ่านด้วย

คำกล่าวนี้ไม่ใช่คำขู่ เพราะแหล่งข่าวของสำนัก Bloomberg เผยว่าตั้งแต่ปี 2017 ที่ผ่านมา Charter มีนโยบายให้โปรแกรมเมอร์ลดสัญญาณสตรีมมิ่งแบบต่อเนื่องลง และกำหนดให้ลูกค้าต้องป้อนข้อมูลประจำตัวของบัญชีเพิ่มเติมถี่ครั้งมากขึ้น รายงานเดียวกันนี้เองยังระบุว่า Disney ได้ลดเงื่อนไขจำนวนเครื่องสำหรับชมสตรีมมิ่งพร้อมกันลงครึ่งหนึ่งจาก 10 เครื่องเหลือ 5 เครื่อง (ชมผ่านแอป ESPN) และยังลดลงอีกต่อเนื่องจนเหลือ 3 เครื่องที่สามารถชมได้พร้อมกันในครั้งเดียว

2 ปีต่อมา Spectrum แบรนด์ลูกของ Charter ยังคงยืนยันต่อสื่อมวลชนว่าการแชร์รหัสผ่านเป็นปัญหาสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมทีวีวันนี้ ก่อนจะเปรียบเทียบว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ความท้าทายหลักที่ผู้ให้บริการต้องเผชิญคือทุกอย่างเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมโดยไม่ทำให้ลูกค้าที่ชำระเงินถูกต้องตามกฎหมายได้รับความเดือดร้อนรำคาญ

ขณะเดียวกัน การจำกัดจำนวนเครื่องสตรีมมิ่งที่เข้มงวดยิ่งขึ้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อขบวนการแชร์รหัสผ่าน เพราะในเดือนกุมภาพันธ์ การสำรวจโดย CordCutting.com พบว่า 16.5% ของผู้ชม Hulu ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วยข้อมูลของคนอื่น แม้ว่า Hulu จะอนุญาตให้ผู้ชมเปิดอุปกรณ์สตรีมมิ่งได้ครั้งละ 1 เครื่องเท่านั้นในบริการวิดีโอ on-demand ขณะที่ Netflix ซึ่งมีแพคเกจยอดนิยมที่อนุญาตให้ผู้ชมใช้บริการสตรีมมิ่งผ่าน 2 อุปกรณ์พร้อมกัน ก็ยังมีสัดส่วนผู้แชร์รหัสผ่านในระดับเดียวกันคือราว 15%

Netflix ไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าทุกบริษัทสตรีมมิ่งทีวีจะกระตือรือร้นที่จะขจัดขบวนการแชร์รหัสผ่านเหมือนกับที่ Spectrum และ Charter มอง เพราะ Reed Hastings ซีอีโอ Netflix เคยให้สัมภาษณ์ว่าการแชร์รหัสผ่านเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วย

เสริมว่าการแบ่งปันรหัสผ่านที่ “ถูกกฎหมาย” ระหว่างสมาชิกในครอบครัวนั้น ยากมากที่จะแยกความแตกต่างจากการแชร์รหัสผ่านระหว่างคนทั่วไปที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น แนวคิดนี้ทำให้ Netflix ไม่มองว่าการแชร์รหัสผ่านเป็นปัญหาใหญ่ แล้วหันไปให้ค่ากับงานพัฒนาด้านอื่นแทน

ที่มา: : FastCompany

from:https://www.thumbsup.in.th/charter-disney-sharing-password

เปิดราคา Note10/Note10+ ตอบโจทย์ชีวิตคนทำงานและไลฟ์สไตล์ชิคๆ

ซัมซุงเปิดตัว “ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 10” (Samsung Galaxy Note 10) สมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยมในตระกูล “กาแลคซี่ โน้ต” ที่มาพร้อมกับดีไซน์อันหรูหราทันสมัย ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม และการทำงานอันแสนทรงพลัง เพื่อให้ทุกนาทีของผู้ใช้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

Samsung Galaxy Note 10 l Note 10+ มอบความต่างอย่างเหนือกว่ากับสุดยอดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม ตอบโจทย์ทุกการใช้งานด้วยปากกา S Pen เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมฟีเจอร์ Air Actions ควบคุมคำสั่งการใช้งานผ่านการเคลื่อนไหวของปากกาและการเปลี่ยนโหมดในระยะไกลได้

รวมถึงสามารถเปลี่ยนลายมือเป็นตัวพิมพ์ได้ทันที อีกทั้งยังจัดเต็มด้วยกล้องระดับโปร ProGrade Camera ให้ภาพและวิดีโออัจฉริยะไปอีกขั้นราวกับมืออาชีพ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมนวัตกรรม ZoomIn Mic เน้นเสียงในวิดีโอที่ต้องการให้ชัดขึ้นขณะซูม มอบประสิทธิภาพทรงพลังด้วย SuperFast Charging พร้อมเชื่อมต่อการทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดายผ่าน Samsung Dex

เปิดราคาที่เมืองไทย

  • กาแลคซี่ โน้ต 10 ราคา 32,900 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Aura Glow, Aura Pink และ Aura Black
  • กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส รุ่นความจุ 256GB ราคา 37,900 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Aura Glow, Aura White และ Aura Black
  • กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส รุ่นความจุ 512GB ราคา 40,900 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Aura Glow, Aura White และ Aura Black

โดยซัมซุงเปิดให้จองล่วงหน้าแล้ววันนี้ เริ่มต้นเพียง 15,900 บาท พร้อมรับสิทธิ์ประกันจอแตกนาน 1 ปี เมื่อจองผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย และสามารถเลือกเพิ่มความจุเป็น 512GB เมื่อจองกาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส รุ่นความจุ 256GB หรือเลือกรับหูฟังไร้สาย กาแลคซี่ บัดส์ มูลค่า 4,990 บาทฟรีเมื่อจองกาแลคซี่ โน้ต 10

เมื่อจองกาแลคซี่ โน้ต ทุกรุ่นรับสิทธิ์ประกันจอแตกนาน 1 ปี เมื่อจองผ่านซัมซุงแบรนด์ช็อป เว็ปไซต์ Samsung.com และร้านค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2562 เท่านั้น

โปรโมชั่นค่ายมือถือ

AIS

เฉพาะช่วงสั่งซื้อล่วงหน้าเท่านั้น! รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 16,000 บาท เริ่มต้นเพียง 16,900 บาท จากราคาปกติ 32,900 บาท เมื่อจอง Samsung Galaxy Note 10 (256 GB) พร้อมสมัครแพ็กเกจ AIS HOT DEAL MAXX 1,549 บาทขึ้นไป และชำระค่าบริการล่วงหน้า 5,500 บาท พร้อมชมฟรี! คอนเทนท์ความบันเทิงระดับโลกจาก HBO และ Warner TV ผ่านแอปฯ AIS PLAY แบบไม่คิดค่าเน็ต นานสูงสุด 6 เดือน มูลค่า 1,194 บาท และประกันจอแตกนาน 1 ปี มูลค่า 6,500 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 7,694 บาท สำหรับลูกค้าเอไอเอสรายเดือน ทั้งลูกค้าปัจจุบัน เปิดเบอร์ใหม่ หรือเปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน พิเศษสำหรับลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิม รับส่วนลดเพิ่มอีก 1,000 บาท

  • พิเศษยิ่งกว่า! สำหรับลูกค้าเอไอเอสเซเรเนด และใช้หรือสมัครแพ็กเกจ 1,499 บาทขึ้นไป รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 15,000บาท เหลือเพียง 17,900 บาท จากราคาปกติ 32,900 บาท โดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการล่วงหน้า เฉพาะช่วงสั่งซื้อล่วงหน้าเท่านั้น

ลูกค้าเอไอเอสสามารถสั่งจองเครื่องได้ทาง www.ais.co.th/SamsungNote10  ตั้งแต่วันที่ 8 – 23 สิงหาคม 2562 โดยสามารถเลือกชำระเงินเต็มจำนวนสำหรับการจัดส่งถึงบ้าน หรือชำระเงินมัดจำ จำนวน 2,000 บาท สำหรับการรับเครื่องที่ AIS Shop หรือร้านเทเลวิซ ที่ร่วมรายการ โดยรับเครื่องได้ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ AIS Call Center 1175

Dtac

ดีแทคจัดโปรโมชั่น ส่วนลดค่าเครื่อง Galaxy Note10 | Note 10+ สำหรับลูกค้าที่สั่งจองเครื่องล่วงหน้า ดังนี้

* Samsung Galaxy Note10 256GB จากปกติ 32,900 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 15,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,999 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 17,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,499 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 18,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,299 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 19,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,099 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 27,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 899 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 29,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 699 บาท

* Samsung Galaxy Note10+ 256GB จากปกติ 37,900 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 20,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,999 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 22,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,499 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 23,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,299 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 24,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,099 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 32,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 899 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 34,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 699 บาท

* Samsung Galaxy Note10+ 512GB จากปกติ 40,900 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 23,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,999 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 25,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,499 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 26,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,299 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 27,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,099 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 35,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 899 บาท

ราคาเครื่องพิเศษเพียง 37,900 บาท เมื่อสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 699 บาท

พิเศษสำหรับลูกค้า ดีแทค บลูเมมเบอร์ (Blue Member) รับส่วนลดเพิ่ม 2,000 บาท และลูกค้า ดีแทค โกล์ดเมมเบอร์ ( Gold Member )รับส่วนลดเพิ่ม 1,000 บาท โดยมีอายุการใช้งาน 18 เดือนขึ้นไปพร้อมเอกสิทธิ์พิเศษ บริการ Galaxy Butler X จากทางซัมซุง 1 ปี ได้แก่ บริการรับ-ส่งเครื่องซ่อมถึงบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ประกันจอแตกกรณีตกแตกร้าวและขยายความคุ้มครองประกันหน้าจอให้รวมกรณีรอยขีดข่วน ส่วนลด 50% ค่าอะไหล่และค่าแรง กรณีงานซ่อมนอกเหนือจากเงื่อนไขการรับประกัน ณ ศูนย์บริการที่ร่วมรายการ

นอกจากนี้ ยังมีการรับประกันจอแตกจากทางซัมซุง 1 ปี โปรโมชั่นพิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่สั่งจองเครื่อง Samsung Galaxy Note10 | Note10+ ผ่านช่องทางเว็บไซต์ ดีแทคhttps://www.dtac.co.th/samsung-galaxy-note10  ในวันที่ 8 สิงหาคม 2562 เวลา 10.30 น.ถึง 23 สิงหาคม 2562 เวลา 17.00 น. และรับสินค้าได้ก่อนใครตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562 ที่สำนักงานบริการดีแทคตามสาขาที่ลูกค้าเลือกรับ หรือเลือกจัดส่งถึงบ้าน ดีแทคพร้อมวางจำหน่าย Galaxy Note10+ ตั้งแต่ 24 สิงหาคม และ Galaxy Note10 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน  เป็นต้นไป ที่สำนักงานบริการดีแทค ทั่วประเทศ

from:https://www.thumbsup.in.th/price-note10-note10-in-thailand