คลังเก็บป้ายกำกับ: MICROSOFT_365

Microsoft 365 เตรียมบล็อกการใช้งานไฟล์ Excel XLL add-in

Microsoft 365 เตรียมบล็อกการใช้งานไฟล์ Excel XLL add-in เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน

Microsoft กำลังพัฒนาฟีเจอร์ XLL add-in protection สำหรับผู้ใช้งาน Microsoft 365 ฟีเจอร์ดังกล่าวจะเป็นการบล็อกการใช้งานไฟล์ Excel XLL ที่ดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ตที่อาจไม่ปลอดภัย โดย XLL ไฟล์เป็น Dynamic-link libraries (DLLs) ที่ช่วยเพิ่มความสามารถของ Microsoft Excel ทำให้มีฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น Custom fuctions, Dialog box และ Toolbar อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้ก็เป็นช่องทางให้แฮ็กเกอร์ใช้งานไฟล์​ XLL เพื่อกระจายมัลแวร์ไปสู่ผู้ใช้งานได้

จากรายงานของ Cisco Talos ในเดือนมกราคม ไฟล์ XLL ถูกตรวจพบว่าเป็นช่องทางในการกระจายมัลแวร์มาตั้งแต่ปี 2017 และปัจจุบันมีแฮ็กเกอร์หลายกลุ่ม เช่น APT10, FIN7, Donot, และ TA410 ใช้งานไฟล์ XLL เป็นช่องทางในการโจมตีกันมากขึ้น สอดคล้องกับรายงานของ HP Threat Analyst ที่พบว่าการใช้งาน Excel add-ins (.XLL) เพื่อโจมตีมีอัตราเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่าในช่วงที่ผ่านมา คาดว่าการเสริมฟีเจอร์ในการตรวจสอบและป้องกันไฟล์ XLL ที่ไม่ปลอดภัยของ Microsoft 365 จะช่วยลดจำนวนการโจมตีลงได้

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/microsoft-365-to-block-downloaded-excel-xll-add-ins-to-boost-security/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-356-plans-to-block-excel-xll-add-in/

Microsoft ออกแพ็กเกจ Microsoft 365 Basic ราคา 69 บ./เดือน ได้ Office แท้ + OneDrive 100GB

ใครยังเป็นสาวกที่เหนียวแน่นของโปรแกรม Microsoft Office อยู่ (ของฟรี Google ทำอะไรเราไม่ได้) ในที่สุดวันนี้ก็กำลังจะมีโปรสุดเด็ดสุดถูกอันใหม่ออกมาแล้ว มีชื่อเรียกว่า Microsoft 365 Basic เป็นบริการใหม่ที่ Microsoft ตั้งใจเอามาแทนที่ OneDrive Standalone 100GB เดิมโดยเฉพาะ

ตอนแรก Microsoft ตั้งใจขายโปรนี้แบบให้เฉพาะพื้นที่คลาวด์ 100GB อย่างเดียว ในราคา 689 บาท/ปี หรือ 69 บาท/เดือน ให้เลือก ส่วนคนที่อยากได้ Office ด้วย (+OneDrive 1TB) เดิมต้องขยับไปใช้โปร Microsoft 365 Personal ในราคา 2,099 บาท/ปี หรือ 209 บาท/เดือน หรือสูงกว่า ถึงจะได้ Word, Excel, PowerPoint และ Outlook มาเพิ่ม

แต่ตอนนี้โปรแกรม Office จะไม่โดนกั๊กให้เฉพาะโปรใหญ่เท่านั้นแล้ว เพราะทุกโปรแกรมก็จะได้ใช้ใน Microsoft 365 Basic เหมือนกันหมด เน้นใช้งานคนเดียวได้เหมือน Personal แต่จะได้พื้นที่ OneDrive และฟีเจอร์ย่อยอื่น ๆ ที่น้อยกว่านิดหน่อยนั่นเอง แต่ก็คิดว่าก็ค่อนข้างเพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานทั่วไป

ใช้งาน Microsoft 365 Basic เราจะได้สิทธิ์อะไรบ้าง?

  1. พื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ OneDrive 100GB
  2. ใช้อีเมล Outlook แบบไม่มีโฆษณา
  3. มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา
  4. ใช้งานแอปยอดนิยม เช่น Word, Excel และ PowerPoint

Microsoft ประเทศไทย จะเริ่มเปิดวางจำหน่ายบริการ Microsoft 365 Basic ผ่านหน้าเว็บไซต์ ในวันที่ 30 มกราคม 2023 นี้เป็นต้นไป ถ้าใครใช้ OneDrive Standalone 100GB จะได้อัปเกรดอัตโนมัติ ตอนนี้ถ้าเข้าไปหน้าเว็บเลยจะยังเห็นเป็นโปรเดิมอยู่ ดังนั้นอดใจรอกันก่อนแค่ไม่กี่วันเท่านั้น

 

 

ที่มา : Microsoft

from:https://droidsans.com/microsoft-365-basic-office-onedrive-69-thb/

Microsoft 365 ออกแพ็กเกจ Basic รุ่นเล็ก 1.99 ดอลลาร์/เดือน ได้ OneDrive 100GB

ไมโครซอฟท์ออกแพ็กเกจ Microsoft 365 Basic รุ่นราคาถูก 1.99 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 19.99 ดอลลาร์ต่อปี โดยได้พื้นที่ OneDrive 100GB, Outlook แบบไม่มีโฆษณา และฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม

แพ็กเกจนี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะไมโครซอฟท์มีแพ็กเกจ OneDrive Standalone 100GB ราคา 1.99 ดอลลาร์ต่อเดือนอยู่แล้ว สิ่งที่เปลี่ยนคือชื่อแพ็กเกจมาใช้แบรนด์ Microsoft 365 และเพิ่มของที่ได้อีกหน่อย เริ่มขายวันที่ 30 มกราคม 2023 เป็นต้นไป (ผู้ใช้แพ็กเกจ OneDrive 100GB เดิมจะย้ายมาเป็นแพ็กเกจใหม่ให้อัตโนมัติ)

แพ็กเกจ Microsoft 365 Basic จะกลายมาเป็นแพ็กเกจราคาถูกที่สุดของ Microsoft 365 โดยระดับราคาถัดขึ้นไปคือ Microsoft 365 Personal ที่ 6.99 ดอลลาร์ต่อเดือน ได้พื้นที่ OneDrive 1TB และสิทธิใช้งาน Office เวอร์ชันเดสก์ท็อปด้วย

No Description

ไมโครซอฟท์ยังประกาศว่าแอพ Microsoft 365 ตัวใหม่ไอคอนสีฟ้าอมม่วง ที่มาแทนแอพ Office ของเดิม เริ่มเปิดใช้งานเวอร์ชันเว็บแล้ว (ลองใช้ได้จาก Microsoft365.com) ส่วนเวอร์ชัน Windows, Android, iOS จะตามมาช่วงสิ้นเดือนมกราคม 2023

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/132225

Microsoft จ่อเพิ่ม ChatGPT ใน Bing, Words, Powerpoint, Outlook, และบริการอื่นเพียบ

Microsoft เตรียมเอาระบบ AI ใส่ลงในแอปและโปรแกรมทำงานต่าง ๆ ด้วยการจับมือร่วมกับ OpenAI เจ้าของ ChatGPT ทำให้ในอนาคตเราอาจได้เห็น Word ที่มีฟีเจอร์ล้ำ พิมพ์แค่หัวข้อหรือระบุข้อมูลไป ตัวโปรแกรมก็จะไปหาข้อมูลและเรียบเรียงออกมาเป็นงานเขียนได้ หรือช่วยเขียนอีเมลส่งหาคนได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น งานนี้ Google มีหนาว!

bing.com

แหล่งข่าวเผยกับ The Information ว่า Microsoft ต้องการใช้ตัว ChatGPT จาก OpenAI มาใส่ในบริการต่าง ๆ ทั้ง Bing, Word, Outlook, Powerpoint, และบริการอื่น ๆ ของบริษัท

ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่า ต่อจากนี้ไป เมื่อเราพิมพ์หัวข้อที่ต้องการใน Word แล้ว ตัวโปรแกรมก็จะรวมรวมข้อมูลและนำมาเขียนเรียงออกมาเป็นงานเขียนให้เลย หรือไม่ต้องคอยเสียเวลาหาคำมาเขียนอีเมล เพราะตัว Outlook รู้จักวิธีการเขียนและพร้อมเรียบเรียงเนื้อหาได้อย่างถูกต้องอยู่แล้ว

Google กลัว Microsoft และ ChatGPT ของ OpenAI

และอีกฟีเจอร์ที่น่ากลัวสำหรับคู่แข่งใหญ่อย่าง Google คงเป็นการเพิ่ม ChatGPT ให้กับ Bing เพราะจะเป็นการ Disrupt วงการ Search Engine ที่ต่อไปนี้จะมาลิสต์เว็บไซต์เวลากดค้นหาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอแล้ว แต่ระบบต้องสามารถย่อยเนื้อหาสาระออกมาเป็นคำตอบด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติเหมือนมนุษย์ให้ได้

ข่าวนี้จึงเป็นเหมือนตอกเสายืนยันความน่ากลัวของ ChatGPT สำหรับ Google ที่พร้อมแข่งกับบริการค้นหาของกูเกิล และแอป  Productivity ต่าง ๆ ที่มีอยู่ของบริษัท เพราะทาง Google เองก็ยังมีแอปทำงานอย่าง Docs, Slides, Gmail อยู่ด้วยเหมือนกัน

ถือว่ากระแสมาแรงอย่างต่อเนื่อง และทั่วโลกก็ต้องปรับตัวรับมือการมาเยือนของระบบ AI ให้ทัน เพราะจะส่งผลต่อหลายวงการเช่นเรื่องการศึกษา ที่ล่าสุดทางนิวยอร์คก็สั่งแบน ChatGPT ไปแล้วด้วยครับ

ที่มา : appleinsider

from:https://droidsans.com/microsoft-chatgpt-openai-integration-in-apps/

Excel เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ Formula by Example เดาสูตรที่ต้องการใช้ จากผลลัพธ์ที่กรอก manual

ไมโครซอฟท์ประกาศฟีเจอร์ใหม่ให้กับ Excel ประจำเดือนธันวาคม 2022 มีของใหม่ที่น่าสนใจสองอย่างคือ Formula Suggestions และ Formula by Example ซึ่งมีผลกับผู้ใช้งาน Excel เวอร์ชันบนเว็บ

ฟีเจอร์แรก Formula Suggestions เป็นการแนะนำสูตรคำนวณ โดยเมื่อผู้ใช้งานพิมพ์ = ในเซลล์ Excel ก็จะแนะนำสูตรที่น่าจะต้องการใช้ขึ้นมา ในตอนนี้รองรับเฉพาะ SUM, AVERAGE, COUNT, COUNTA, MIN และ MAX รองรับเฉพาะเนื้อหาภาษาอังกฤษในตอนนี้ (ดูตัวอย่างท้ายข่าว)

อีกฟีเจอร์คือ Formula by Example โดยเมื่อผู้ใช้งานเริ่มใส่ข้อมูลแบบ manual แต่มีแพทเทิร์น ติดต่อกันหลายเซลล์ Excel จะแนะนำผลลัพธ์ที่เหลือให้ พร้อมกับแนะนำสูตรที่ใช้งานมาให้เพื่อยืนยัน คล้ายกับฟีเจอร์ Flash Fill

ทั้งนี้ไมโครซอฟท์ไม่ได้ระบุว่าฟีเจอร์ดังกล่าวจะมีผลกับผู้ใช้งาน Excel บนเว็บทั้งหมดเมื่อใด

ที่มา: The Verge

No Description

from:https://www.blognone.com/node/132036

ไมโครซอฟท์ส่งโซลูชั่น Azure และ Microsoft 365 ช่วยองค์กรประหยัด จ่ายน้อยกว่าแต่ได้มากกว่า

ปี 2022กำลังผ่านไปพร้อมกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหลายอย่างที่สร้างความผันผวนให้กับธุรกิจอย่างหนัก ทำให้องค์กรจำนวนมากมองหาหนทางประหยัดค่าใช้จ่ายในปี 2023 ที่จะถึงนี้ การนำพาธุรกิจให้เดินต่อ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ก็หนีไม่พ้นเรื่องของโดยการนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อน แล้วจะทำอย่างไรให้การลงทุนนั้นคุ้มค่า ไม่ต้องจ่ายซ้ำซ้อน ในขณะเดียวกันก็ต้องคงความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานสูงสุดไปพร้อมกัน การมองหาโซลูชั่นที่ปกป้ององค์กรตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ภายในไปจนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ของพนักงานจำนวนมากที่ต้องได้รับการปกป้องอย่างครบถ้วน ตามแนวทาง จ่ายน้อยกว่าแต่ได้มากกว่า (do more with less) จึงเป็นเทรนด์สำคัญสำหรับปี 2023 นี้

No Description

Azure SQL ทางเลือกที่ประหยัดกว่าไม่ว่าจะใช้ฐานข้อมูลรูปแบบใด

ระบบฐานข้อมูลคือหัวใจธุรกิจ บริการ Azure SQL เป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวมได้มากกว่า เมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น โดยเฉพาะ SQL Server ที่สามารถรันบน Azure โดยมีค่าใช้จ่ายรวมต่ำกว่าคลาวด์อื่นๆ ถึง 80% และ Enterprise Strategy Group (ESG) ยังสำรวจองค์กรต่างๆ พบว่าการใช้งานฐานข้อมูลโอเพนซอร์สอย่าง PostgreSQL หรือ MySQL บน Azure เองก็ยังมีความคุ้มค่าสูงกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน

No Description

ค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าของ Azure SQL มาพร้อมกับความปลอดภัยสูงสุด โดย Microsoft SQL มีช่องโหว่ต่ำสุดในบรรดาระบบฐานข้อมูลในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และผู้ใช้ Azure SQL ก็ได้รับการดูแลความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องตลอดการใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

กระบวนการย้ายแอปพลิเคชั่นไปยัง Azure ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายองค์กรกลัว Forrestor Consulting รายงานถึงความคุ้มค่าของการย้ายแอปพลิเคชั่นไปยัง Azure SQL ว่าสามารถคืนทุนในการย้ายได้ในช่วงเวลาเพียงไม่ถึงสามเดือนเท่านั้น แต่ในระยะยาวกลับสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มาก ทั้งค่าใช้จ่ายที่เกิดจากภาระของทีมงานไอทีที่ต้องดูแลระบบ, ค่าใช้จ่ายสำหรับการบำรุงรักษาฮาร์ดแวร์, เน็ตเวิร์ค, และสตอเรจที่สร้างภาระโดยไม่รู้ตัว ตัวบริการ Azure SQL Managed Instance ยังเข้ากันได้กับ SQL Server 2008 ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าต้องแก้ไขแอปพลิเคชั่นเพื่อใช้งาน

โครงสร้างพื้นฐานบน Azure ประหยัดกว่า เชื่อถือได้มากกว่า

สำหรับองค์กรที่ต้องการย้ายโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดขึ้นมายัง Azure ไมโครซอฟท์เปิดทางให้ประหยัดได้มากกว่า ด้วยสิทธิประโยชน์การรับแพตช์ระยะยยาว Azure Hybrid Benefit ที่ใช้งานได้กับ Azure VMware ด้วย ทำให้เซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ทั้ง Windows Server และ SQL Server ยังคงได้รับแพตช์ระยะยาวต่อไป ขณะที่องค์กรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงอีกด้วยการใช้ Reserved Instance เมื่อคาดเดาโหลดที่ต้องการใช้งานได้ แม้แต่แอปพลิเคชั่นที่รันบนลินุกซ์ก็ยังสามารถนำไลเซนส์มาใช้งานต่อเนื่องบน Azure ได้ทั้ง Red Hat และ SUSE

No Description

Microsoft Azure มาพร้อมกับเครื่องมือช่วยจัดการค่าใช้จ่ายอย่าง Microsoft Cost Management ที่แนะนำวิธีการลดค่าใช้จ่ายได้ 20-34% พร้อมกับคำแนะนำเพิ่มเติมจาก Azure Advisor

การใช้งานโครงสร้างพื้นฐานบน Azure ยังเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถใช้งานเครื่องมือเพิ่มเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบได้ เช่น Azure Site Recovery และ Azure Backup ที่ช่วยลดการเกิด downtime ที่ไม่คาดคิดได้ถึง 93% ขณะที่ Microsoft Defender for Cloud ก็ช่วยดูแลความปลอดภัยเซิร์ฟเวอร์และระบบฐานข้อมูลโดยประหยัดกว่าการใช้โซลูชั่นอื่น

Microsoft 365 Business Premium คุ้มครองทุกคนในองค์กร

องค์กรส่วนใหญ่คงใช้งาน Microsoft 365 กันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะชุดซอฟต์แวร์ Microsoft Office กลายเป็นหัวใจสำหรับการทำงานในองค์กรจำนวนมาก แต่ที่หลายองค์กรยังคงเลือกใช้โซลูชั่นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากผู้ผลิตต่างๆ ไปพร้อมกัน

No Description

Microsoft 365 Business Premium เป็นชุดเพิ่มเติมที่ใส่โซลูชั่นความปลอดภัยมาอย่างครบถ้วน เปิดทางให้องค์กรสามารถควบคุมความปลอดภัยได้อย่างเต็มรูปแบบ ตัวป้องกันไวรัสระดับองค์กรอย่าง Microsoft Defender for Business ทำให้องค์กรมองเห็นช่องโหว่ต่างๆ ว่าเครื่องของพนักงานคนใดถูกโจมตี และ Microsoft Intune ทำให้ควบคุมได้ว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่เชื่อมต่อเข้าระบบขององค์กรมีความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ สามารถจัดการเครื่องระยะไกล โดยไม่ต้องให้พนักงานนำเครื่องมาหาฝ่ายไอทีเพื่อติดตั้งซอฟต์แวร์ต่างๆ โดยโซลูชั่นทั้งหมดเชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ต้องเสียเวลาเซ็ตอัพที่ยุ่งยากและอาจจะเกิดปัญหาตามมาภายหลัง

การเลือกใช้ Microsoft 365 Business Premium ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการไลเซนส์ได้อย่างง่ายดายเพราะนับตามการใช้งานของผู้ใช้ Microsoft 365 ปกติ ช่วยประหยัดต้นทุนการดูแลไลเซนส์ซอฟต์แวร์ที่อาจจะทับซ้อนกันไปมาและต้องเสียเวลาอินทิเกรตกันเป็นเวลานานไปได้ถึง 60% ขณะที่เจ้าหน้าที่ไอทีขององค์กรสามารถให้บริการได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นจากระบบที่เชื่อมกันและเปิดให้สามารถให้บริการได้โดยอัตโนมัติ เปิดทางให้พนักงานทั้งองค์กรสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้โดยยังมีความปลอดภัยเต็มรูปแบบ

Microsoft Power Platform พัฒนาแอปพลิเคชั่นได้มากกว่าในเวลาที่สั้นลง

ต้นทุนก้อนใหญ่ของการดูแลระบบไอทีในองค์กรคือการพัฒนาแอปพลิเคชั่นภายในที่ช่วงหลังมีต้นทุนที่สูงขึ้น ปัญหาเช่นนี้ทำให้องค์กรจำนวนมากหันมาพิจารณาแพลตฟอร์ม Low Code / No Code ที่ช่วยสร้างแอปพลิเคชั่นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับความสามารถในการปรับเปลี่ยนการทำงานตามความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจได้ตลอดเวลา และ Microsoft Power Platform ก็นับเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำไม่ต่างจากโซลูชั่นเฉพาะทาง

No Description

Power Apps นับเป็นแพลตฟอร์ม Low Code No Code ชั้นนำที่ความสามารถครบถ้วน เปิดทางให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นที่ตรงความต้องการได้ในเวลาอันสั้น หรือแม้แต่ผู้ใช้ทั่วไปก็สามารถสร้างแอปพลิเคชั่นด้วยตัวเองได้

Power Automate เปิดทางให้องค์กรสามารถปรับกระบวนการทำงานที่เคยต้องใช้พนักงานมาทำขั้นตอนต่างๆ เช่น การส่งต่อเอกสาร รวบรวมข้อมูลประจำวัน หรืองานซ้ำๆ ที่เคยต้องใช้คน มาเป็นระบบอัตโนมัติที่เพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจน

บริการทั้งสองตัวยังเชื่อมต่อกับบริการอื่นๆ ของไมโครซอฟท์ได้อย่างแนบแน่น หรือบริการอื่นๆ นอกเหนือจากบริการของไมโครซอฟท์ก็ยังมี connector รองรับการทำงานมากกว่า 400 รายการ ทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชั่นทำได้ในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่ต้องลงทุนก้อนใหญ่กับการพัฒนาแอปพลิเคชั่นแบบเดิมๆ

ติดต่อตัวแทนของไมโครซอฟท์วันนี้เพื่อพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบในองค์กร เพื่อให้การลดค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น วันนี้ Microsoft เราโปรแกรมมากมายที่จะช่วยในเรื่องของการนำ Microsoft SQL Server และ VMware License มาสู่ Azure Cloud ซึ่ง Microsoft จะมีบริการ migrate ฟรี รวมถึงมี credit ให้ทดลองใช้งาน และช่วย optimize ให้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายในกรณีที่ท่านใช้ Microsoft Azure อยู่แล้วตามเงื่อนไขที่กำหนด

ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เกี่ยวกับ Microsoft SQL Server และ VMware License ได้ที่

  • aka.ms/AZTHContact หรือแชทผ่าน Facebook ที่
  • Aka.ms/ContactMSFTTH หรือโทรมาหาเรา 1800-012-821 ได้ตั้งแต่วันนี้

from:https://www.blognone.com/node/131974

จ่ายให้แพงทำไม? วันนี้ Microsoft มีทางเลือกมากมายที่ให้คุณทำธุรกิจได้พุ่งทะยานในแบบที่ประหยัดมากกว่า

ในสภาพเศรษฐกิจที่ต้องบอกว่ายังเอาแน่เอานอนไม่ได้ การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยการนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและต้องพิจารณาในรายละเอียดให้ครอบคลุม วิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนก็คือพยายามลดค่าใช้จ่ายลงให้ได้มากที่สุด เราจะทำอย่างไรให้การลงทุนทุกบาททุกสตางค์ของเราคุ้มค่า เราเชื่อว่าทุกวันนี้ใครก็อยากจ่ายน้อยแต่ได้มากกันทั้งนั้น สำหรับผู้ใช้งาน Microsoft วันนี้เราขอนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายจาก Microsoft ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดต้นทุนการทำงานได้มากขึ้น ประกอบด้วย Microsoft 365 Business Premium และแผน Bring Your Own License (BYOL) ของ Microsoft SQL Server และ VMware รวมถึงความคุ้มค่าจาก Power Platform จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้นมาติดตามกันได้เลยครับ

ความปลอดภัยที่ครบ จบในตัว

องค์กรคงคุ้นเคยกับการซื้อ License ของ Microsoft 365 กันมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยมีการแบ่งแผนการใช้งานออกเป็นหลายระดับทั้งระดับส่วนบุคคล(Personal) สิทธิพิเศษสำหรับนักเรียน หรือการใช้งานในครอบครัว แต่ในระดับธุรกิจ Microsoft 365 จะมีการแบ่งตามขนาดธุรกิจเป็น 2 ระดับใหญ่คือ Business Plan สำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง(SME) และขนาดใหญ่(Enterprise) ซึ่งอย่างหลังนี้แอปจะเป็นมีความสามารถขั้นสูงระดับองค์กรอย่างแท้จริง ตอบโจทย์ความซับซ้อนของธุรกิจทั้งเรื่องฟังก์ชันและจำนวนพนักงาน

credit : Microsoft

ในบทความนี้เราจะโฟกัสเฉพาะแผน Business ซึ่งรองรับผู้ใช้งานได้สูงสุด 300 ท่าน ก่อนอื่นเลยมาวิเคราะห์กันก่อนว่าในเมื่อ Business มีหลายทางเลือกแล้วเหตุใดจึงต้องขยับไปใช้แผนสูงสุด จากภาพประกอบด้านบนจะเห็นได้ว่า Business Basic อาจจะยังไม่โดนใจสำหรับผู้ใช้งานที่คุ้นกับการใช้โปรแกรมที่ติดตั้งในเครื่องมากกว่า ดังนั้นทางเลือกต่อมาก็คือแผน Standard จึงน่าเป็นจุดตั้งต้นที่น่าดึงดูดให้หลายองค์กร แต่รู้หรือไม่ว่าความต่างด้านราคาเพียงไม่กี่เหรียญฯระหว่าง Premium นี้กลับช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล เนื่องจากรวบรวมเครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัยมาให้อย่างครบครันทำให้ไม่ต้องหาซื้อโซลูชันอื่นเข้ามาอีก ไม่ว่าจะเป็น Antivirus หรือซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการอุปกรณ์ให้ซ้ำซ้อน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเท่านั้น เพราะยังช่วยให้แผนกไอทีของคุณทำงานได้ง่ายขึ้น สามารถบริหารจัดการเรื่องต่างๆ โดยใช้แพลตฟอร์มเดียว แถมยังไม่ต้องปวดหัวกับการต่อ Subscription จากหลายผู้ให้บริการอีกด้วย โดยฟีเจอร์ด้าน Security ที่ท่านจะได้รับมีดังนี้

1.) Microsoft Intune

โซลูชัน Microsoft Intune ถือเป็นหัวใจของ Business Premium เลยก็ว่าได้ โดยให้ความสามารถในเรื่องของ Mobile Device Management(MDM) และ Mobile Application Management (MAM) ซึ่งโซลูชันให้บริการในลักษณะของ Cloud-based นั่นหมายความว่าไม่จำเป็นต้องจัดตั้งเซิร์ฟเวอร์ควบคุมขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ที่จะได้รับอีกมากมายเช่น

  • ทีมงานไอทีของธุรกิจสามารถสร้าง Policy เพื่อควบคุมเครื่องเดสก์ท็อป สมาร์ตโฟน หรือแทปเล็ต ที่ต้องการเข้ามาใช้งานในองค์กรได้ ครอบคลุมเครื่องทั้งที่เป็นเจ้าของโดยธุรกิจ หรือเครื่องของพนักงานที่นำเข้ามาเองด้วยการทำ Policy ที่แตกต่างออกไป โดย Policy ครอบคลุมทั้งเรื่องแอปพลิเคชัน การตั้งค่าอุปกรณ์ เงื่อนไขในการเข้าถึง Multi-factors Authentication(MFA) ซึ่งสามารถ Deploy ใช้งานได้อย่างอัตโนมัติอีกด้วย
  • สามารถสร้าง Default Image ของอุปกรณ์และ Deploy ได้ผ่านระบบคลาวด์แบบรีโมต 
  • ผนวกความสามารถในการควบคุมสิทธิ์และพิสูจน์ตัวตนได้กับ Azure AD แต่ในกรณีของการมี AD อยู่ที่ On-premise ก็รองรับการทำ Azure Sync เพื่อสร้างระบบแบบ Hybrid ได้
  • รองรับอุปกรณ์ได้หลายแพล็ตฟอร์มประกอบด้วย Android, Android Open Source Project (AOSP), iOS/iPadOS, macOS และ Windows 
  • กำหนดการใช้งานแอปพลิเคชันตามแต่องค์กรจะอนุมัติด้วยความสามารถของ App Store ที่ใช้ภายในองค์กรเท่านั้น
  • ลดงานของไอทีเนื่องจากผู้ใช้งานสามารถจัดการการใช้งานด้วยตัวเองได้ผ่าน Company Portal เช่น การรีเซ็ตรหัสผ่าน ติดตั้งแอป เข้าร่วมกลุ่ม และอื่นๆ ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบสามารถปรับแต่ง Company Portal ได้ตามต้องการ
  • แอดมินสามารถควบคุมและติดตามรายได้จากศูนย์กลางผ่านคลาวด์ ทั้งเรื่องแอปพลิเคชัน ข้อมูล และสิทธิการเข้าถึง 

2.) Microsoft Defender for Office 365 

Microsoft Defender for Office 365 หรือชื่อเดิมคือ Microsoft Office 365 ATP ได้มอบความสามารถที่ช่วยขจัดพื้นผิวการโจมตีมักที่เกิดขึ้นได้บ่อยเช่น อีเมลและไฟล์เอกสารที่ซ่อนมัลแวร์เข้ามาภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นแนวหน้าของการรับมือกับภัยคุกคามเลยก็ว่าได้ หากเจาะลึกภายในของโซลูชันมีฟีเจอร์โดดเด่นดังนี้

  • Safe Attachment และ Safe Links คือไอเดียของการทำ Sandbox ให้มัลแวร์รเผยพฤติกรรม เพื่อคัดกรองไฟล์แนบในอีเมลหรือลิงก์อันตรายที่หวังลวงผู้ใช้งานในองค์กร (Phishing) ทั้งนี้ยังครอบคลุมไปถึงไฟล์ที่หมุนเวียนใน OneDrive, SharePoint และ Teams ด้วย
  • ผู้ดูแลระบบสามารถเรียกดูรายงานและปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยได้แบบเรียลไทม์ หรือภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
  • กำหนด policy การใช้งานขององค์กรได้อย่างง่ายตามคำแนะนำ รวมถึงบังคับใช้งานได้อย่างอัตโนมัติ

3.) Microsoft Defender for Business

Microsoft Defender for Business คือโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับ Endpoint ที่ถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางโดยเฉพาะ ดังนั้นการตั้งค่าของแอดมินถูกออกแบบมาให้ใช้ง่ายผ่าน Wizard อย่างเป็นขั้นเป็นตอนพร้อมกับ Policy ตั้งต้นที่ถูกออกแบบไว้พร้อมแล้ว รวมถึงมีคำแนะนำในการปฏิบัติการต่างๆด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อมูล Insight ของ Endpoint ภายใต้การดูแลเพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย อย่างไรก็ดี Defender for Business ยังรองรับแพลตฟอร์มได้หลากหลายทั้ง Windows, macOS, iOS และ Android 

4.) Microsoft Defender for Cloud

Microsoft Defender for Cloud คือการผนึกกำลังกันระหว่างโซลูชัน Cloud Security Posture Management(CSPM) และ Cloud Workload Protection Platform(CWPP) ซึ่งส่วนแรกมองถึงการตั้งค่าของคลาวด์ว่าทำได้อย่างรัดกุมหรือไม่ โดยจะมีระบบการให้คะแนนที่เทียบกับธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เมื่อทราบความเสี่ยงแล้วท่านสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น ในส่วนของ CWPP มองถึงการป้องกัน Workload ซึ่งอาศัยพลังของ Threat Intelligence เพื่อรับมือกับภัยต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพยากรของท่าน อย่างไรก็ดี Defender for Cloud ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ Azure เท่านั้นแต่ยังรองรับข้ามคลาวด์ค่ายอื่นได้เช่น AWS และ GCP หากผู้ใช้งานทำการเชื่อมต่อบัญชีของ AWS มายัง Azure Subscription ความสามารถของ Defender for Cloud ก็จะสามารถข้ามไปตรวจสอบการทำงานเหล่านั้นได้ 

5.) Azure AD Premium

เราทราบกันดีถึงความสามารถของ Active Directory ที่ใช้กันมานาน แต่เมื่อการทำงานเข้าสู่ยุคของคลาวด์ Azure AD จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อรองรับการทำงานสมัยใหม่ ทั้งนี้เมื่อประกอบความสามารถเข้ากับ Intune องค์กรจะสามารถรองรับการ Join Domain เพื่อบริหารจัดการอุปกรณ์ Mobile ได้ นอกจากนี้ Azure AD ยังรองรับระบบอื่นที่นอกเหนือจาก Windows ด้วย อย่างไรก็ดีสิ่งที่ลูกค้า Microsoft 365 Business Premium จะได้รับคือ Azure AD Premium ที่มีความสามารถเหนือกว่าเดิมเช่น การทำงานแบบ Hybrid ทรัพยากรทั้งคลาวด์และ On-premise หรือเครื่องมือบริหารจัดการขั้นสูงของแอดมินอย่าง Dynamic Group, Self-service Group Management, Microsoft Identity Manager และ Cloud Write-back เป็นต้น นอกจากนี้ยังสร้างความเป็น Conditional Access อย่างแท้จริงด้วยการรองรับทางเลือกของ MFA อย่าง SMS, Microsoft Authenticator, Software Token, Windows Hello for Business, Hardware Token, FIDO2 พร้อมความสามารถในด้านการจัดการ Policy ที่เข้มข้น

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มาพร้อมกับ Microsoft 365 Business Premium ที่ท่านจะได้รับอย่างเข้มข้น ครบเครื่องไม่ว่าจะเป็นมุมของ Email, Office, Mobile Management, Cloud และโซลูชันด้าน Identity อย่าง Azure AD Premium แต่ท่านยังได้รับความสามารถของ Data loss Prevention และ Azure Information Protection ที่จะควบคุมการใช้งานข้อมูลอีกด้วย มาถึงตรงนี้คงเห็นแล้วใช่ไหมครับว่าความต่างของราคาราว 10 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือนคุ้มค่าขนาดไหน เทียบกับความยากในการซื้อโซลูชันอื่นเข้ามาให้ได้เท่ากัน เพราะเรื่องความปลอดภัยนั้นประเมินค่าไม่ได้…

หากคุณมี License SQL Server หรือ VMWare อยู่แล้ว ย้ายขึ้นคลาวด์ประหยัดได้ทันที

Bring Your Own Microsoft SQL Server to Azure Cloud

Microsoft เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ SQL Server ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเกิดปัญหาขึ้นผู้ที่จะช่วยเหลือองค์กรได้ดีที่สุดก็คือ Microsoft เอง โดยเฉพาะหากนำ SQL Server ขึ้นสู่ระบบคลาวด์องค์กรจะได้ประโยชนอีกหลายเด้งเลยทีเดียว ประการแรก คือได้ความยืดหยุ่นของคลาวด์ที่จ่ายได้ตามจริง ทำให้ปรับเพิ่มลดทรัพยากรได้ตามต้องการ ประการที่สอง คือมีเครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัยพร้อมตอบโจทย์ด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างเต็มรูปแบบ ประการที่สาม บริหารจัดการได้ง่าย ยิ่งในรูปแบบของ PaaS ลูกค้ามีหน้าที่เพียงแค่ใช้งานและจัดการงานของตนเท่านั้น อีกทั้งหากต้องการฟีเจอร์ด้านข้อมูลขั้นสูงเช่น Data Mesh, Analytics หรือ Machine Learning ก็สามารถเชื่อมต่อข้อมูลจาก SQL Database พร้อมใช้งานได้ทันที

ด้วยข้อมูลที่กล่าวมาจึงดึงดูดให้หลายองค์กรสนใจที่จะย้าย SQL Server (เริ่มต้นที่เวอร์ชัน 2012 หรือสูงกว่า) ของตนสู่ Microsoft Azure แต่ที่ผ่านมาอาจจะยังลังเลเพราะมีข้อจำกัดว่าต้องใช้ VM หรือ PaaS ที่มาพร้อมค่าใช้จ่ายของ License แต่เรื่องนี้เป็นอดีตไปแล้วเพราะล่าสุดด้วยข้อเสนอใหม่ผู้ใช้งานเดิมที่มี License ของ SQL Server จะสามารถย้ายมาใช้งานบน Azure ได้แบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็น VM ที่ติดตั้ง SQL Server หรือ PaaS ซึ่งท่านจะได้รับข้อดีข้างต้นทั้ง 3 ประการที่กล่าวมา แต่ถ้าลูกค้าที่มี SQL Server License พร้อมกับ SA Software Assurance ท่านจะสามารถนำ License มาใช้บน Azure ได้พร้อมกับ VM ในดาต้าเซ็นเตอร์ของท่านเองสูงสุดถึง 180 วัน!

Credit : Microsoft

Bring Your Own VMware License to Azure Cloud

Microsoft Azure มีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจสามารถเติบโตไปได้อย่างมั่นคง มีความสเถียรสูงและวางแผนค่าใช้จ่ายได้ทุกระยะ ประกอบกับมีบริการขั้นสูงที่สร้างประโยชน์ต่อยอดให้ธุรกิจได้มากมายทั้ง AI/ML, Analytics, Data Governance โดยเฉพาะเครื่องมือด้าน Security ที่มีให้ครบครันไม่ต้องลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ดี VMware เป็นผู้เล่นชั้นนำในตลาด Virtualize ซึ่งมีลูกค้าอยู่มากมาย ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่จะผลักดันให้องค์กรเปลี่ยนพฤติกรรมและทักษะความคุ้นเคยที่สั่งสมมานานเพื่อหันมาใช้เครื่องมือใหม่คงทำได้ยาก ซึ่ง Microsoft ตระหนักเรื่องนี้ดีจึงได้ร่วมมือกับ VMware สร้างบริการ Azure VMware Solution เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเหล่านี้

ไอเดียของ Azure VMware Solution ก็คือโครงสร้างพื้นฐานของ Microsoft เพียงแต่ว่าใช้ซอฟต์แวร์สแต็กจาก VMware เช่น vSphere, NSX-T Data Center, vSAN และ HCX ซึ่งได้รับการการันตีโดย VMware เรียบร้อยแล้ว จึงให้ความมั่นใจได้ว่าผู้ใช้งานจะสามารถใช้โซลูชันเดียวกันของ VMware แต่อาศัยโครงสร้างพื้นฐานของ Azure เพื่อเสริมศักยภาพในการให้บริการธุรกิจได้ โดยในมุมของไอทีผู้ดูแลก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่นั่นเอง

*ล่าสุด Microsoft ได้เปิดให้ผู้สนใจทุกท่านที่มี License ของ VMware vRealize สามารถนำมาใช้งานบริการ Azure VMware Solution ต่อได้ ซึ่งท่านสามารถขอรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือในการเปลี่ยนผ่านและดูแล จากทีมงาน Microsoft และพาร์ทเนอร์ที่ดูแล Azure ได้ที่นี่ครับ

Credit : Microsoft

เพิ่มศักยภาพให้ทุกคนในองค์กรด้วย Microsoft Power Platform

จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและการแข่งขันที่สูงมากในโลกปัจจุบัน ธุรกิจองค์กรขนาดกลางและขนาดย่อมกว่า 70% ได้นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุด พึ่งพากำลังคนให้น้อยลง ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยี No/Low Code จึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่ง Microsoft เองมีโซลูชันที่ชื่อว่า ‘Power Platform’ ที่จะช่วยตอบโจทย์การทำงานข้างต้น ให้องค์กรได้ Transform ธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลได้ทันเวลา

Credit : Microsoft

เหตุผล 5 ข้อว่าทำไมองค์กรต้องใช้ Microsoft Power Platform 

  1. ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย – หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการจ้าง developer เพื่อเขียนแอปขนาดใหญ่ พัฒนาโปรแกรมต่างๆ และ Server จำนวนมาก อีกทั้งยังปรับลดเพิ่มตามความเติบโตของธุรกิจอีกด้วย
  2. ประหยัดเวลา – ด้วยการทำงานที่เชื่อมต่อกันของ Power App และ Power Automate ใน Platform Microsoft องค์กรสามารถเปลี่ยนงาน manual จากเดิมที่ใช้เวลาเขียนแอปนานนับเดือนให้เป็น workflow ที่อัตโนมัติเพื่อประหยัดเวลาเหลือเพียงไม่กี่วัน ตอบโจทย์การเข้าสู่ตลาดได้ทันต่อความต้องการ
  3. ใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องมีทักษะ Coding – ด้วยเทคโนโลยี Low Code No Code อย่าง Power Apps พนักงานไม่จำเป็นต้องพึ่งทีม IT ในการพัฒนาแอป โดยสามารถสร้างแอปด้วยการ drag & drop ฟีเจอร์และใช้ application template เพื่อการสร้างแอปได้ง่ายๆด้วยตัวเอง
  4. ยืดหยุ่นและคล่องตัว – สามารถพัฒนาแอปต่างๆที่ตอบโจยท์ความต้องการของแต่และองค์กรและเปลี่ยนแปลงการบันทึกข้อมูลแบบ traditional บนกระดาษให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลบน application ที่ง่ายต่อการตรวจสอบ การใช้งาน การเข้าถึง และการนำข้อมูลไปใช้ต่อในการทำงานร่วมกันในองค์กร
  5. มีประสิทธิภาพด้วยการเชื่อมโยงของ Platform และ มั่นใจได้ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก – Microsoft Power Platform มีความปลอดภัยที่เป็นพื้นฐานและเป็นส่วนหนึ่งของ Microsoft Cloud โดยเพื่อความสะดวกในการใช้งาน ผู้ใช้งานสามารถใช้ connector เพื่อเชื่อมต่อกับแอปต่างๆได้มากกว่า 400 รายการ นำข้อมูลและ workflow เข้าไป integrate กับระบบขององค์กรคุณได้อย่างลงตัว

และเพื่อให้การลดค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น วันนี้ Microsoft มีโปรแกรมมากมายที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องง่าย อย่างเช่นเรื่องของการนำ Microsoft SQL Server และ VMware License มาสู่ Azure Cloud นั้น Microsoft มีโปรแกรมพิเศษที่จะช่วยท่าน migrate และมี credit ให้ทดลองใช้งานฟรี รวมถึงการช่วย optimize ให้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายในกรณีที่ท่านใช้ Microsoft Azure อยู่แล้วตามเงื่อนไขที่กำหนด

ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ aka.ms/AZTHContact หรือแชท Facebook ผ่าน Aka.ms/ContactMSFTTH หรือโทรมาหาเรา 1800-012-821 ได้ตั้งแต่วันนี้

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-do-more-with-less-4-ways-save-your-cost/

ไมโครซอฟท์ประกาศพันธมิตรกับกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน 10 ปี เตรียมใช้ Microsoft 365 ระยะยาว

ไมโครซอฟท์ประกาศเป็นพันธมิตรกับกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange Group – LSEG) โดยไมโครซอฟท์จะเข้าซื้อหุ้นของ LSEG จากผู้ถือหุ้นเดิม คือ Blackstone/Thomson Reuters Consortium สัดส่วนรวม 4% ขณะที่ LSEG ก็จะหันมาใช้บริการของไมโครซอฟท์ทั้ง Microsoft 365 และ Azure

LSEG สัญญาว่าช่วงสิบปีข้างหน้าจะใช้บริการคลาวด์และซัพพอร์ตจากไมโครซอฟท์ รวมอย่างน้อย 2.8 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีโอกาสอื่นๆ รวมด้วย เช่น การเชื่อม LSEG Workspace เข้ากับ Microsoft 365 ก็น่าจะทำให้รายได้ของไมโครซอฟท์จากดีลนี้รวมสูงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์

LSEG ไม่ได้มีกิจการเฉพาะตลาดหุ้นอย่างเดียว แต่ยังขายทั้งซอฟต์แวร์และบริการข้อมูลตลาดหุ้นตลาดทุนทั่วโลก เมื่อปี 2019 LSEG ก็เข้าซื้อ Refinitiv ผู้ให้บริการข้อมูลทางการเงินรายใหญ่และมีสำนักงานขนาดใหญ่ในประเทศไทย

ที่มา – Microsoft, LSEG

No Description

ภาพโดย zerospin

from:https://www.blognone.com/node/131833

Microsoft Teams ใส่เกมไพ่ Solitaire และ Minesweeper มาในตัว ให้คนไว้เล่นคลายเครียดระหว่างพักประชุม

ขึ้นชื่อว่าเป็นการประชุมออนไลน์ แม้จะดูผ่อนคลายกว่าการประชุมแบบ face-to-face เยอะ แต่เชื่อว่ายังไงก็ต้องมีความเครียดสะสมจากการทำงานเกิดขึ้นกันบ้าง ดังนั้นระหว่างพักเบรก Microsoft เลยจัดวิธีแก้เครียดให้ชาว Work From Home ทุกคน ด้วยการใส่เกมในตำนานบน Windows ถึง 4 เกม มาให้เล่นได้ผ่านตัวแอป Microsoft Teams กันเลย

เกมที่มีให้เล่นจะประกอบด้วย Solitaire (เกมไพ่ในตำนาน), Minesweeper (เกมค้นหาระเบิด), IceBreakers และ Wordament ซึ่งวัยเก๋าที่เคยใช้ Windows รุ่นเก่า ๆ มาก่อนคงไม่มีใครไม่รู้จักเกมพวกนี้แน่นอน โดยทั้ง 4 เกมนี้จะมาในรูปแบบของแอปเสริมที่ติดตั้งได้ในตัว Microsoft Teams อีกที ชื่อว่า Games for Work สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้โดยกดที่หัวข้อ Apps พิมพ์ค้นหาคำว่า ‘Games for Work’ และกด Add to a meeting หรือดาวน์โหลดโดยตรงผ่านลิงก์นี้

ไฮไลต์เด็ดที่ตัวเกมในนี้เจ๋งกว่าเวอร์ชันปกติก็คือ สามารถชวนคนในห้องประชุมมาเล่นได้พร้อมกันสูงสุดถึง 250 คน (ตามจำนวนที่แอป Microsoft Teams รองรับ) โดยเฉพาะเกม Wordament ที่เอาไว้แย่งกันทายคำศัพท์เร็ว ๆ คล้ายกับเวลาเล่น kahoot จึงเหมาะแก่การแย่งกันเล่นและช่วยละลายพฤติกรรมไปในตัว ที่สำคัญทุกเกมในนี้จะเป็นเวอร์ชันไม่มีโฆษณากวนใจอีกด้วย

Microsoft อ้างอิงผลจากการศึกษา ซึ่งพบว่าทีมที่เล่นเกมด้วยกัน 45 นาที สามารถทำงานได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าทีมที่เลือกทำกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์แบบอื่นถึง 20% นอกจากนั้นการเล่นเกมยังช่วยเพิ่มพูดทักษะความตระหนักรู้, ช่วยให้เกิดความเห็นอกเห็นใจต่อกัน พร้อมผลักดันการมีส่วนร่วม, การสร้างทีม และการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นที่มาของการใส่ฟีเจอร์นี้ขึ้นมานั่นเอง

เกม Solitaire และ Minesweeper เวอร์ชันเก่า

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 4 เกมที่ว่ามานี้จริง ๆ มีให้โหลดเล่นฟรีอยู่แล้วด้วยบน Microsoft Store ไม่จำเป็นต้องเล่นผ่าน Microsoft Teams ก็ได้หากไม่ได้ใช้ ดังนั้นใครคิดถึงเกมวัยเก๋าเหล่านี้ ซึ่งอยู่คู่กับพีซีมาตั้งแต่สมัย Windows 3.1 เลย ก็ไปลองโหลดมาเล่นรำลึกความหลังกันได้ครับ (ดักแก่ ๆ)

 

 

ที่มา : Microsoft, Engadget

from:https://droidsans.com/microsoft-teams-puts-solitaire-minesweeper-within-app/

Microsoft เปิดตัว Microsoft Supply Chain Platform เพื่อความคล่องตัวสู่ความยั่งยืน

14 พ.ย. 2565 ที่ผ่านมา Microsoft ได้เปิดตัว Microsoft Supply Chain Platform ซึ่งรวบรวมบริการต่างๆ ของ Microsoft และโซลูชันคู่ค้าเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการจัดการซัพพลายเชน

Microsoft Supply Chain Platform ช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากบริการต่างๆ ของ Microsoft ได้แก่ Microsoft Dynamics 365, Microsoft Azure, Microsoft Teams และ Power Platform นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับบริการการทำงานร่วมกันของ Microsoft Teams
 

Supply Chain Center Console

องค์ประกอบหลักที่โดดเด่นของแพลตฟอร์มนี้คือ Microsoft Supply Chain Center ซึ่งเป็นคอนโซลการจัดการที่ขณะนี้อยู่ในขั้นแสดงตัวอย่าง ซึ่งสามารถใช้งานได้จริงกับข้อมูลซัพพลายเชนและแอปพลิเคชันที่มีอยู่ได้
 
ตามที่ Microsoft ได้กล่าวไว้ Supply Chain Center จะทำงานร่วมกับบริการการวางแผนทรัพยากรระดับองค์กร (ERP) ของ Microsoft Dynamics 365 แต่จะทำงานร่วมกับผู้ให้บริการ ERP อื่นๆ ทั้ง SAP และ Oracle พร้อมด้วยระบบซัพพลายเชนแบบสแตนด์อโลน
 
Supply Chain Center มีคุณสมบัติ Data Manager ซึ่งกล่าวกันว่าเปิดใช้งาน “data ingestion และ orchestration” ปัจจุบันสนับสนุน “native experiences” จากการเปิดตัวพันธมิตร “C.H. Robinson, FedEx, FourKites และ Overhaul”
 
Module Support
 
Supply Chain Center มาพร้อมกับโมดูลที่สร้างโดย Microsoft สองโมดูล แต่ยังสามารถใช้โมดูลที่สร้างโดยพันธมิตรได้อีกด้วย โดยโมดูลของ Microsoft ใน Supply Chain Center ประกอบด้วย:
  • โมดูล Supply and Demand Insights – ซึ่งใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อคาดการณ์ข้อจำกัดด้านอุปทาน สต็อกเกิน หรือคำสั่งซื้อที่ไม่ได้รับ โมดูลนี้มีคุณลักษณะ “Smart News Insights” ที่แสดงข้อมูลเหตุการณ์ภายนอกที่เกี่ยวข้องภายในพอร์ทัล Supply Chain Center
  • โมดูล Order Management Module – ซึ่งใช้ข้อมูลสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์และ AI เพื่อ “ตอบสนองปริมาณการสั่งซื้อในอนาคตอย่างรวดเร็ว” มีตัวเชื่อมต่อที่สร้างไว้ล่วงหน้าเพื่อทำงานกับ “การรับคำสั่งซื้อ การจัดส่ง และบริการโลจิสติกส์ของบุคคลที่สาม” ของพันธมิตร
Partner Integration Efforts
 
Microsoft Supply Chain Platform สามารถผสานรวมเข้ากับโซลูชันซัพพลายเชนอื่นๆ ได้ ซึ่ง Microsoft ได้มีความร่วมมือกับ “Accenture, Avanade, EY, KPMG, PwC และ TCS” ซึ่งเป็นผู้รวมระบบและพันธมิตรที่ปรึกษาในครั้งนี้ด้วย
 
นอกจากนี้ Microsoft Supply Chain Platform ยังทำงานร่วมกับโซลูชันซอฟต์แวร์ซัพพลายเชนต่างๆ ที่มีอยู่ อาทิเช่น Blue Yonder, Cosmo Tech, Experlogix, Flintfox, inVia Robotics, K3, O9 Solutions, SAS, Sonata, To-Increase Software” และอื่นๆ อีกมากมาย
 
Microsoft Supply Chain Platform Capabilities Coming to Dynamics 365
 
บริการ Microsoft Dynamics 365 ERP ได้เพิ่มฟังก์ชันการทำงานที่เปิดใช้งานผ่านโมดูล โมดูลเหล่านี้บางส่วนมีฟังก์ชันที่คล้ายกับความสามารถบางอย่างของ Microsoft Supply Chain Platform ทำให้ผู้ใช้ Dynamics 365 บางรายจะสามารถเข้าถึงเครื่องมือ Supply Chain Platform ได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้โมดูล Dynamics 365 Supply Chain Management เข้าถึง Supply Chain Center ได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ ผู้ใช้โมดูล Dynamics 365 Intelligent Order Management จะได้รับการเข้าถึง Supply Chain Center และโมดูลการจัดการคำสั่งซื้อโดยอัตโนมัติเมื่อเปิดตัว
 

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-launches-microsoft-supply-chain-platform-for-sustainability-mobility/