คลังเก็บป้ายกำกับ: MEDICAL

งานวิจัยพบแม่ใช้กัญชาระหว่างตั้งครรภ์เกี่ยวข้องกับปัญหาพฤติกรรมลูกแม้เด็กโตถึง 12 ปี

โครงการวิจัย Adolescent Brain Cognitive Development Study (ABCD) รายงานพบความเกี่ยวข้องระหว่างการที่แม่ใช้กัญชาระหว่างตั้งครรภ์และปัญหาพฤติกรรมในเด็ก โดยรายงานระบุว่าความเกี่ยวข้องนี้ยังพบได้แม้เด็กจะมีอายุในช่วง 11-12 ขวบแล้วก็ตาม

ก่อนหน้านี้ ABCD เคยรายงานถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการที่แม่ใช้กัญชาระหว่างตั้งครรภ์กับเด็กมีปัญหาพฤติกรรมในช่วง 9-10 ขวบมาก่อนแล้ว รายงานนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ระยะเวลาผ่านมาอีกสองปีก็ยังคงมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ ปัญหาใหญ่คือมีแม่ตั้งครรภ์ใช้กัญชาสูงขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2002 พบการใช้งาน 3% และเพิ่มเป็น 7% ในปี 2017

ABCD ติดตามเด็กจำนวน 12,000 เพื่อติดตามพัฒนาการระยะยาว มีการเก็บภาพ MRI สมองเป็นระยะ และเก็บข้อมูลด้าจิตวิทยา, สภาพแวดล้อม, และความรับรู้ของเด็ก เพื่อหาปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็กและพัฒนาการด้านอารมณ์

ที่มา – NIH

No Description

ภาพโดย My 420 Tours

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130366

นักวิจัยญี่ปุ่นสร้างเกมมือถือช่วยให้ผู้เล่นตรวจอาการต้อหินของตนเองได้

นักวิจัยจาก Tohoku University ร่วมกับ Sendai Television พัฒนาเกมมือถือชื่อ Meteor Blaster ที่เมื่อเล่นเกมแล้วผู้เล่นสามารถประเมินตนเองได้ว่ามีอาการของโรคต้อหินหรือไม่ภายหลังจากเล่นเกมนี้ไปประมาณ 5 นาทีเท่านั้น

ตัวเกมนั้นก็ตรงตามชื่อคือเป็นเกมยิงอุกกาบาต โดยเป็นเกมบนเว็บที่สามารถเล่นได้โดยไม่ต้องติดตั้งแอปใดๆ ลงในโทรศัพท์ สามารถใช้มือถือเข้าไปยังหน้าเว็บเพื่อเล่นเกมได้ทันทีที่นี่

No Descriptionภาพจากหน้าจอเกม Meteor Blaster

สำหรับโรคต้อหินนั้น เกิดจากความเสื่อมของขั้วประสาทตา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียลานสายตาและการมองเห็นถาวรได้ การประเมินอาการของโรคนี้จึงให้ความสำคัญเรื่องการมองเห็นบริเวณลานสายตา (อันหมายถึงบริเวณที่ดวงตามองเห็นและรับภาพได้นอกเหนือไปจากจุดที่กำลังโฟกัสภาพ) ว่ายังปกติดีหรือไม่ ซึ่งเกม Meteor Blaster นี้ก็ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจประเมินเรื่องนี้เป็นหลัก

รูปแบบการเล่นเกมนั้นผู้เล่นต้องคอยเล็งจังหวะที่อุกกาบาตเคลื่อนที่ผ่านศูนย์เล็งของปืนเพื่อกดปุ่ม “Shoot” ยิงทำลายอุกกาบาต โดยผู้เล่นไม่สามารถหันปืนไปมาได้ทำได้แค่รอจังหวะให้อุกกาบาตเคลื่อนผ่านมาเท่านั้น ในระหว่างนั้นจะมีจุดสีขาวปรากฏขึ้นมาสลับไปตามตำแหน่งต่างๆ บนหน้าจอเกมเป็นระยะ ผู้เล่นจะต้องกดปุ่ม “Capture” เก็บภาพหน้าจอทุกครั้งเมื่อสังเกตเห็นจุดสีขาวเหล่านั้น ซึ่งจุดสีขาวนี้เองเป็นตัวทดสอบการมองเห็นบริเวณลานสายตาในขณะที่สายตาของผู้เล่นจดจ่อโฟกัสอยู่บริเวณตำแหน่งศูนย์เล็งของปืนเพื่อรอจังหวะยิงทำลายอุกกาบาต

เพื่อให้การประเมินตรวจสอบมีประสิทธิภาพ ผู้พัฒนากำหนดให้ผู้เล่นเล่นเกมนี้โดยถือโทรศัพท์ในแนวนอนและถือห่างจากดวงตาประมาณ 30 เซนติเมตรในระหว่างการเล่น

No Descriptionคำแนะนำการเล่นเกมเพื่อให้ประเมินอาการโรคต้อหินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเล่นเกมจบทั้ง 4 ด่าน เกมจะแสดงผลการประเมินคะแนนการมองเห็นในบริเวณต่างๆ ของลานสายตา โดยระบุคะแนนตั้งแต่ 1-5 โดยคะแนน 1 หมายถึงดีมาก หากผู้เล่นได้คะแนนสูงในพื้นที่ไหนก็อาจบ่งชี้ได้ว่ามีปัญหาการมองเห็นในบริเวณนั้นของลานสายตา หรือกล่าวโดยนัยคือเสมือนมีจุดบอดเกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นผลมาจากโรคต้อหิน

No Descriptionเมื่อเล่นเกมจบแล้ว นอกจากสรุปผลคะแนนของเกม ยังมีผลประเมินการมองเห็นบริเวณต่างๆ ของลานสายตาทั้งตาข้างซ้ายและขวา

ศาสตราจารย์ Toru Nakazawa ซึ่งมีส่วนในการพัฒนาเกมนี้ให้ข้อมูลว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคต้อหินประมาณ 4.65 ล้านคน แต่ 90% ของผู้ป่วยไม่ได้พบแพทย์เพื่อทำการรักษาเนื่องจากพวกเขาเข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นกับดวงตาของพวกเขานั้นเป็นเรื่องปกติเมื่อมีอายุมากขึ้น ทั้งที่จริงแล้วหากรู้ตัวเร็วและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ก็มีโอกาสที่จะป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ หากรอให้อาการเด่นชัดจนรู้สึกตัวว่ามีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันเมื่อนั้นก็มักจะสายเกินไปแล้ว

ตอนนี้ผู้พัฒนาได้จดสิทธิบัตรเกม Meteor Blaster นี้แล้วเรียบร้อย

ที่มา – SoraNews24

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130139

นักวิจัยเริ่มทดลองใช้หนังหมูมาทำกระจกตาเทียมปลูกถ่ายให้คนกลับมามองเห็นได้

นักวิจัยสร้างกระจกตาเทียมด้วยคอลลาเจนจากหนังหมู นำมาทดลองปลูกถ่ายให้อาสาสมัคร 20 ราย ทำให้ผู้รับการปลูกถ่ายได้การมองเห็นกลับคืนมา

งานวิจัยนี้ประกอบไปด้วยสมาชิกทีมวิจัยจากหลายสถาบันใน 3 ประเทศ อันได้แก่สวีเดน, อิหร่าน และอินเดีย โดยมีการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาเทียมแล้วเฝ้าติดตามผลหลังการผ่าตัดนาน 2 ปี ก่อนมีการสรุปผลวิจัย

ที่มาของงานวิจัยนี้มาจากสาเหตุที่ว่าผู้ป่วยซึ่งต้องการรับการปลูกถ่ายกระจกตานั้นมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านคนทั่วโลก แต่กระจกตาที่จะนำมาปลูกถ่ายให้ได้นั้นมีจำนวนจำกัดเพราะต้องรอให้มีผู้บริจาคเท่านั้น โดยที่ผ่านมามีผู้สูญเสียการมองเห็นจากปัญหากระจกตาแค่ราว 1 ใน 70 คนเท่านั้นที่ได้รับโอกาสปลูกถ่ายกระจกตาใหม่ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงได้พยายามคิดหาทางสร้างกระจกตาเทียมจากเนื้อเยื่อชนิดอื่นทดแทนการใช้กระจกตาจากร่างกายมนุษย์

ก่อนหน้านี้เมื่อ 10 กว่าปีก่อนมีงานวิจัยพัฒนาการสร้างกระจกตาเทียมจากคอลลาเจนมาก่อนแล้ว แต่งานวิจัยดังกล่าวยังต้องอาศัยคอลลาเจนี่ได้จากร่างกายมนุษย์มาหลอมให้เป็นทรงกระจกตาและจะต้องทำในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวยังทำให้การผลิตกระจกตาเทียมทำได้ในปริมาณที่จำกัด

แต่งานวิจัยใหม่นี้ใช้คอลลาเจนเกรดเพื่อการแพทย์ซึ่งได้มาจากหนังหมู นำมาทำขึ้นรูปเป็นกระจกตาเทียม ซึ่งไม่เพียงจะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกและยังสามารถผลิตเป็นจำนวนมากได้ง่ายเนื่องจากหาวัตถุดิบได้ไม่ยากแล้ว กระจกตาเทียมที่ทำขึ้นมานี้ยังสามารถเก็บไว้ระหว่างรอการนำไปปลูกถ่ายได้นานถึง 2 ปี แตกต่างจากการปลูกถ่ายกระจกตาที่รับบริจาคจากร่างกายคนในปัจจุบันที่เมื่อได้กระจกตามาแล้วจะต้องปลูกถ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์เท่านั้น

No Descriptionกระจกตาเทียมที่สร้างจากคอลลาเจนที่ได้จากหนังหมู

นอกจากนี้จากที่แต่เดิมการปลูกถ่ายกระจกตาใหม่นั้นจะต้องทำการผ่าตัดนำเอากระจกตาเดิมที่เสียหายของผู้รับการปลูกถ่ายออกเสียก่อนจึงจะทำการปลูกถ่ายของใหม่ให้ได้ แต่เทคนิคการผ่าตัดใส่กระตาเทียมของทีมวิจัยนี้สามารถปลูกถ่ายสอดเข้าไปในกระจกตาเดิมของผู้รับการปลูกถ่ายได้เลย ซึ่งกล่าวได้ว่าการผ่าตัดมีความยุ่งยากน้อยลง น่าจะทำให้การปลูกถ่ายกระจกตาเทียมสามารถทำได้แพร่หลายมากขึ้น

ทีมวิจัยได้ทดลองนำร่องปลูกถ่ายกระจกตาเทียมที่สร้างจากคอลลาเจนของหมูนี้ให้กับอาสาสมัคร 20 ราย โดย 14 รายในกลุ่มดังกล่าวสูญเสียการมองเห็นทั้งหมดไปก่อนเข้าร่วมการทดลอง ผลปรากฎว่าทั้ง 20 คนได้รับการมองเห็นกลับคืนมาหลังได้กระจกตาเทียมโดยไม่มีผลข้างเคียงอาการแทรกซ้อนใดๆ หลังการผ่าตัดปลูกถ่าย

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาเทียมแบบใหม่ของทีมวิจัยนี้ไม่จำเป็นต้องเอาเนื้อเยื่อกระจกตาเดิมของผู้รับการปลูกถ่ายออกไปทั้งหมด ทำให้แผลหลังการผ่าตัดนั้นหายเร็วขึ้น โดยทั่วไปแล้วผู้รับการปลูกถ่ายกระจกตาที่ได้รับบริจาคมาจากคนอื่นนั้นจะต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันหยอดตานานหลายปีเพื่อป้องกันการต่อต้านเนื้อเยื่อกระจกตาที่ถูกปลูกถ่ายลงไปใหม่ แต่ผู้ร่วมงานวิจัยนี้ใช้ยากดภูมิคุ้มกันแค่ 8 สัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว

No Descriptionภาพถ่ายจาก 2 ใน 20 อาสาสมัครที่ร้บการปลูกถ่ายกระจกตาเทียม 4 เดือนหลังการผ่าตัด

ขั้นตอนต่อไปคือการยกระดับการทดลองวิจัยทั้งในแง่จำนวนผู้เข้าร่วมการทดลองและการตรวจสอบเชิงลึกที่เข้มข้นยิ่งขึ้นให้แน่ใจว่ากระจกตาเทียมนี้สามารถใช้งานได้จริงอย่างปลอดภัยกับร่างกายคน จึงจะสามารถต่อยอดนำไปปรับใช้จริงในวงกว้างในท้ายที่สุด

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของงานวิจัยการปลูกถ่ายกระจกตาเทียมที่สร้างจากหนังหมูได้ที่นี่

ที่มา – New Atlas – 1, 2

from:https://www.blognone.com/node/129932

นักวิจัย MIT พัฒนาต้นแบบชุดทดสอบภูมิคุ้มกัน COVID-19 เพื่อให้คนทดสอบได้เองง่ายๆ

นักวิจัย MIT พัฒนาชุดทดสอบภูมิคุ้มกัน COVID-19 สำหรับให้คนใช้งานทดสอบด้วยตนเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน

ชุดทดสอบนี้เป็นชุดทดสอบแบบ lateral flow test หรืออธิบายอย่างง่ายก็คือมีลักษณะการใช้งานคล้ายกับชุดทดสอบการติดเชื้อ COVID-19 ที่จะต้องหยดของเหลวที่ผสมกับส่วนผสมทางเคมีลงบนแผ่นทดสอบแล้วรอให้สารละลายซึมไปตามแผ่นทดสอบก่อนจะตรวจดูว่ามีแถบสีปรากฎขึ้นหรือไม่ สิ่งที่แตกต่างกันมีแค่เพียงของเหลวที่ใช้ในการทดสอบภูมิคุ้มกันนี้จะใช้หยดเลือดในการทดสอบ

No Descriptionภาพอธิบายการใช้งานชุดทดสอบภูมิคุ้มกัน COVID-19

กลไกการการทำงานของเชื้อไวรัสนั้นมันจะใช้โปรตีนหนาม (spike protein) ซึ่งก็มีความหมายตามชื่อคือเป็นโครงสร้างโปรตีนที่มีรูปร่างเป็นหนามกระจายอยู่รอบๆ ตัวเซลล์ไวรัสไปเกาะติดกับโปรตีนที่มีอยู่แล้วตามปกติบนพื้นผิวของเซลล์ร่างกายมนุษย์ โดยโปรตีนหนามของไวรัสนั้นเรียกอีกอย่างว่า RDB (Receptor Binding Domain) ส่วนโปรตีนที่เป็นเป้าหมายการเกาะของไวรัสนั้นก็คือ ACE2 (Angiotensin-Converting Enzyme) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่บนผิวเซลล์หลายชนิดในร่างกายมนุษย์ ซึ่งภูมิคุ้มกันในร่างกายคนจะพยายามยับยั้งกระบวนการยึดเกาะระหว่าง RDB และ ACE2 นี้

ชุดทดสอบภูมิคุ้มกันของ MIT นี้จะตรวจหาแอนติบอดี้ที่คอยทำหน้าที่ไปเกาะโปรตีนหนามของไวรัส SARS-CoV-2 เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มันไปยึดเกาะกับ ACE2 ได้สำเร็จ ยิ่งหากในร่างกายมีแอนติบอดี้มากก็ยิ่งทำให้การติดเชื้อเกิดได้ยากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ในการใช้งานชุดทดสอบ ผู้ใช้จะต้องนำตัวอย่างเลือดมาผสมกับสารละลายและใส่แผ่นวัสดุที่มีโปรตีนหนามของไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งผ่านการแช่แข็งมาแล้วและถูกทำเครื่องหมายด้วยอนุภาคทองคำเอาไว้ โดยอนุภาคทองคำนี้จะเป็นตัวช่วยให้เกิดแถบสีปรากฎบนแผ่นกระดาษของชุดทดสอบ จากนั้นเมื่อทิ้งไว้ระยะเวลาหนึ่งจึงค่อยหยดสารละลายทั้งหมดลงบนชุดทดสอบภูมิคุ้มกัน โดยแถบกระดาษในชุดทดสอบนี้จะมีเส้นแสดงผลการทดสอบที่สำคัญ 3 เส้น

  • เส้นแสดงผลแรกจะคอยดึงดูด RBD โปรตีนหนามของไวรัสส่วนที่เป็นอิสระที่ไม่โดนแอนติบอดี้ในเลือดมาประกบติด ซึ่งก็เป็นเส้นแสดงผลตัวแปรควบคุมของชุดทดสอบ หากผลการทดสอบไม่พบเส้นนี้ปรากฎขึ้นมาแสดงว่าในสารละลายไม่มีองค์ประกอบของโปรตีนหนามจากไวรัส SARS-CoV-2 ผสมอยู่ (ซึ่งย่อมทำให้การตรวจหาแอนติบอดี้ไม่สามารทำได้)
  • เส้นที่แสดงผลเส้นที่สองจะคอยตรวจจับ RDB ส่วนที่โดนแอนติบอดี้เกาะเอาไว้ หากในตัวอย่างเลือดที่นำมาทดสอบมีแอนติบอดี้อยู่มากก็จะทำให้เส้นที่ 2 ของชุดทดสอบนี้แสดงผลมีสีเข้มยิ่งขึ้น แปลว่าผู้ทำการทดสอบมีระดับภูมิคุ้มกัน COVID-19 สูงนั่นเอง หากเส้นนี้จางก็แปลว่ามีภูมิคุ้มกันอยู่น้อย
  • เส้นแสดงผลเส้นสุดท้ายจะคอยตรวจจับอนุภาคทองคำอิสระเพื่อใช้ยืนยันว่าในสารละลายมีส่วนผสมของอนุภาคทองคำที่จำเป็นสำหรับการแสดงผลของแถบสีบนแผ่นกระดาษอยู่จริง

No Description

ทั้งนี้ในกระบวนการผลิตชุดทสอบสามารถเปลี่ยนโปรตีนหนามของไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ใดๆ เข้าไปใช้ผสมกับสารละลายเพื่อผสมกับเลือดตัวอย่างก็ได้ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตชุดทดสอบนี้เพื่อตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันไวรัส COVID-19 ได้ทุกสายพันธุ์ทั้งที่มีอยู่ในตอนนี้และที่จะมีใหม่ในอนาคต

ในตอนนี้ทีมวิจัยได้ทำการขอจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีการตรวจสอบภูมิคุ้มกันนี้แล้วและกำลังมองหาความร่วมมือจากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบเพื่อขอการรับรองจาก FDA และดำเนินการผลิตออกจำหน่ายต่อไป

ที่มา – MIT News

from:https://www.blognone.com/node/129815

นักวิจัยใช้ใยแก้วนำแสงสร้างเซ็นเซอร์ติดเตียงผู้ป่วยเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ

นักวิจัยจาก University of South Australia พัฒนาเซ็นเซอร์โดยใช้ใยแก้วนำแสงติดผ้าปูเตียงสำหรับปูบนเตียงผู้ป่วย สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของร่างกายผู้ป่วยเพื่อช่วยเฝ้าระวังไม่ให้ผู้ป่วยเกิดแผลกดทับจากการนอนบนเตียงด้วยท่าทางเดิมเป็นเวลานานเกินไป

ตัวเส้นใยแก้วที่ใช้เป็นเซ็นเซอร์นี้ถูกออกแบบให้ติดตั้งเป็นแนวต่อเนื่องกระจายไปทั่วพื้นที่ของเตียง เมื่อผู้ป่วยนอนบนเตียงที่ติดตั้งชุดเซ็นเซอร์นี้ไว้ แรงกดทับจากน้ำหนักของร่างกายคนจะไปทำให้ใยแก้วเกิดการยืดตัวหรือโค้งงอตามตำแหน่งต่างๆ ที่มีแรงกดทับกระทำกับมัน

No Descriptionผู้ร่วมการทดลองนอนบนผ้าปูเตียงที่ติดเซ็นเซอร์ใยแก้วนำแสงไว้

ในระหว่างการใช้งานเซ็นเซอร์จะมีการปล่อยแสงเข้าสู่ปลายด้านหนึ่งของใยแก้วนำแสง และใช้เครื่องตรวจสอบการกระเจิงของแสงต่อเข้ากับปลายอีกด้านหนึ่งของเส้นใยแก้ว เมื่อผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนท่าทางการนอนก็จะทำให้เส้นใยแก้วเกิดการขยับ ส่งผลให้รูปแบบการยืดตัวและโค้งงอของเส้นใยแก้วตามตำแหน่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและทำให้ลักษณะการกระเจิงของแสงที่ตรวจได้มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

No Descriptionเมื่อเส้นใยแก้วมีการยืดตัวหรือโค้งงอจะส่งผลให้การกระเจิงของแสงภายในเส้นใยแก้วเปลี่ยนแปลงไปด้วย

โดยอาศัยหลักการตรวจสอบการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ป่วยตามที่กล่าวมา หากเซ็นเซอร์พบว่าผู้ป่วยนอนนิ่งในท่าเดิมเป็นเวลาต่อเนื่องกันนานเกินไปก็จะทำการแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยทำการเปลี่ยนท่าทางการนอนของผู้ป่วยเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ

ทั้งนี้นอกจากจะสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ป่วยที่นอนอยู่บนเตียงได้แล้ว เซ็นเซอร์ใยแก้วนำแสงนี้ยังไวพอที่จะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของแรงกดทับแม้เพียงเล็กน้อยในระดับที่สามารถรับรู้ถึงการเต้นของหัวใจและการหายใจของคนได้ด้วย

ทีมนักวิจัยคิดว่าเซ็นเซอร์ใยแก้วนำแสงนี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสะดวกสบายมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งจะต้องติดเซ็นเซอร์ที่เชื่อมต่อสายสัญญาณเข้ากับร่างกายของผู้ป่วยโดยตรง หรือหากเปรียบเทียบกับวิธีการใช้กล้องวงจรปิดจับภาพผู้ป่วยเพื่อช่วยตรวจสอบการเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว ก็ถือว่าการใช้เซ็นเซอร์ใยแก้วนำแสงนี้จะช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วยได้ดีกว่า

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของงานวิจัยนี้เพิ่มได้ที่นี่

ที่มา – New Atlas

from:https://www.blognone.com/node/129799

นักวิจัยค้นพบว่าหมูหายใจทางรูก้นได้ เตรียมจะทดลองวิจัยกับคนต่อไป

นักวิจัยจากญี่ปุ่นค้นพบว่าหมูสามารถรับเอาออกซิเจนเข้าทางรูทวารหนักได้แทนการหายใจตามปกติทางจมูกและปาก ซึ่งนี่อาจนำไปสู่แนวทางใหม่สำหรับการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ

ทีมนักวิจัยพบจาก Tokyo Medical and Dental University ได้ทำการทดลองอัดของเหลวที่มีส่วนผสมของออกซิเจนเข้าทางรูทวารหนักผ่านไปยังลำไส้ของหมู ทำให้มันสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้แม้ไม่มีการหายใจด้วยปอด กล่าวคือร่างกายของหมูสามารถรับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านลำไส้

ซึ่งการวิจัยทดลองนี้มาจากการสังเกตธรรมชาติของปลาชนิดหนึ่ง ก่อนจะเริ่มทดลองกับสัตว์ขนาดเล็กอย่างหนู และมาสู่การทดลองกับหมูในงานวิจัยล่าสุด ซึ่งอนาคตก็เตรียมจะทำการทดลองกับร่างกายคนเป็นลำดับถัดไป

No Description

จุดเริ่มต้นนี้ทั้งหมดทั้งมวลมาจากการสังเกตปลาโลชซึ่งเป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่มีความพิเศษตรงที่มันสามารถหายใจผ่านลำไส้ได้เมื่อตกอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน โดยเนื้อเยื่อบริเวณลำไส้ของปลาโลชจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างตัวเองทำให้ปลาหายใจได้ และจากจุดนั้นก็ทำให้นักวิทยาศาสตร์เกิดความสงสัยว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะสามารถหายใจผ่านทางลำไส้ได้แบบเดียวกับปลาโลชหรือไม่

จากการสังเกตปลาจึงนำมาซึ่งการทดลองที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ของ Tokyo Medical and Dental University ร่วมกับ Nagoya University Graduate School และแผนกศัลยแพทย์ทางเดินหายใจของ Kyoto University นำเอาหนูที่อยู่ในภาวะขาดออกซิเจนมารับการอัดก๊าซออกซิเจนผ่านทางรูทวารหนัก ซึ่งก็พบว่าหนูที่ได้รับการอัดก๊าซมีชีวิตรอดอยู่ได้นานกว่าหนูอีกกลุ่มที่ขาดออกซิเจนแต่ไม่ได้รับการอัดก๊าซ

จากนั้นทีมวิจัยได้ทดลองเพิ่มเติมโดยการลอกเยื่อเมือกในลำไส้ออกจากหนูเพื่อดูว่ามันจะสามารถรับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ ซึ่งผลการทดลองก็พบว่าหนูมีชีวิตรอดอยู่ได้นานกว่าเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่รับการอัดก๊าซเฉยๆ โดยไม่ได้ลอกเยื่อเมือกออก ทั้งนี้การทดลองในขั้นตอนนี้ไม่เพียงแต่จะพบว่าหนูมีชีวิตรอดได้นานขึ้นเท่านั้น แต่ยังพบว่าหนูไม่แสดงอาการหอบและไม่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นด้วย

No Descriptionการลอกเยื่อเมือกในลำไส้ของหนูออกก่อนการทดสอบให้ออกซิเจน

หลังผ่านกระบวนการทดลองในขั้นตอนที่ลอกเยื่อเมือกออกจากลำไส้ของหนูแล้ว ทีมวิจัยจินตนาการว่าเมื่อลอกเยื่อเมือกออกย่อมทำให้เกิดความรู้สึกระคายเคืองดังนั้นอาจจะดีกว่าหากสามารถทำการให้ออกซิเจนในรูปแบบของเหลวแทนการให้ในสถานะก๊าซ จึงเกิดการทดลองในขั้นถัดมาโดยเปลี่ยนจากการอัดก๊าซออกซิเจนเป็นการอัดของเหลวทำละลายออกซิเจนเข้าไปแทน โดยใช้สาร perfluorodecalin ที่มีคุณสมบัติสามารถทำละลายออกซิเจนปริมาณมากได้ (สารนี้เคยใช้สำหรับการให้ออกซิเจนแก่ทารกแรกเกิดที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ และใช้เป็นเลือดเทียมเพื่อช่วยในกระบวนการแลกเปลี่ยนออกซิเจนระดับเนื้อเยื่อ) ซึ่งก็ได้ผลลัพธ์ว่าหนูสามารถหายใจด้วยการรับออกซิเจนในรูปแบบของเหลวได้เช่นกัน

No Descriptionภาพอธิบายการทดสอบให้ออกซิเจนในรูปแบบของเหลวผ่านทวารหนักให้หนู

งานวิจัยทดลองทั้งหมดที่ทำกับหนูทดลองดังที่กล่าวมานั้นได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปีก่อน และปีนี้ทีมวิจัยได้เปลี่ยนมาทดลองกับหมูซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และก็พบว่าหมูสามารถหายใจด้วยการรับออกซิเจนผ่านทางรูทวารหนักทั้งในสถานะก๊าซและของเหลวได้เช่นเดียวกัน โดยหมูที่มีขนาดตัว 50 กิโลกรัมสามารถรับออกซิเจนผ่าทางทวารหนักและมีชีวิตรอดอยู่ได้นาน 30 นาทีแม้จะอยู่ในภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวที่ปกติแล้วมีความรุนแรงในระดับที่ทำให้ตายได้

ทีมวิจัยกำลังพิจารณาวางแผนเพื่อจะเริ่มทดลองกับร่างกายคนในลำดับถัดไป ซึ่งหากได้ผลเชิงบวกเหมือนการทดลองกับหนูและหมูดังเช่นก่อนหน้านี้ ก็อาจนำไปสู่เทคนิคการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการหายใจด้วยวิธีการใหม่เพิ่มเติมจากที่ในปัจจุบันมีอยู่ 2 วิธี คือการใช้เครื่องช่วยหายใจอัดอากาศเข้าสู่ร่างกายคนผ่านทางจมูกและปาก และการใช้เครื่อง ECMO ซึ่งเป็นการดึงเอาเลือดออกจากร่างกายผู้ป่วยมาเข้าเครื่องปอดเทียมเพื่อรับออกซิเจนก่อนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ร่างกาย

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจากเอกสารงานวิจัยได้ที่นี่

ที่มา – Vice

from:https://www.blognone.com/node/129775

นัก MIT วิจัยสร้างแผ่นสติ๊กเกอร์แปะผิวใช้เก็บภาพอัลตร้าซาวด์แบบต่อเนื่องนาน 48 ชั่วโมง

นักวิจัยจาก MIT ได้พัฒนาแผ่นสติ๊กเกอร์แปะผิวหนังเพื่อใช้สำหรับบันทึกภาพอัลตร้าซาวด์ของอวัยวะภายในร่างกายมนุษย์ได้ต่อเนื่องนาน 48 ชั่วโมง

แผ่นสติ๊กเกอร์ดังกล่าวถูกเรียกว่า BAUS (bioadhesive ultrasound) เป็นแผงรับภาพอัลตร้าซาวด์ขนาดเล็กใกล้เคียงกับสแตมป์ (ขนาด 2*3 เซนติเมตร) ในการใช้งานก็เพียงแค่แปะแผ่น BAUS ลงบนผิวหนังในตำแหน่งที่ต้องการบันทึกภาพอัลตร้าซาวด์ของอวัยวะที่อยู่ภายใน และทำการเชื่อมต่อแผ่น BAUS เข้ากับอุปกรณ์แปลงสัญญาณเพื่อการบันทึกและวิเคราะห์ผล

ตัวแผ่น BAUS สามารถบันทึกภาพอัลตร้าซาวด์ของหัวใจ, ปอด, หลอดเลือด, อวัยวะระบบทางเดินอาหาร รวมถึงกล้ามเนื้อ ทำให้มันสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เป็นต้นว่า การบันทึกภาพเพื่อใช้วิเคราะห์ประเมินการทำงานของหัวใจและปอดในระหว่างการออกกำลัง หรือการทำงานของกล้ามเนื้อในระหว่างการฟื้นฟูร่างกายก็สามารถทำได้เช่นกัน

No Descriptionแผ่น BAUS (bioadhesive ultrasound)

No Descriptionตัวอย่างภาพอัลตร้าซาวด์จากการใช้แผ่น BAUS เพื่อดูภาพหัวใจ, ปอด, หลอดเลือด และกล้ามเนื้อ

ตัวแผ่น BAUS ประกอบไปด้วยแผงรับสัญญาณภาพอัลตร้าซาวด์ และแผ่นเกาะติดผิวหนังซึ่งทำมาจากพอลิเมอร์ที่มีความอ่อนตัวซึ่งบรรจุไฮโดรเจลไว้ด้านใน ทั้งนี้การคงสภาพไฮโดรเจลไว้ภายในมิให้ระเหยออกไปเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ภาพอัลตร้าซาวด์มีความชัดเจน หากไฮโดรเจลรั่วหรือระเหยออกไปก็จะทำให้ภาพอัลตร้าซาวด์ที่บันทึกได้มีคุณภาพด้อยลง

ตัวแผ่นเกาะติดที่ถูกออกแบบมาพิเศษนี้จะทำหน้าที่ยึดเกาะกับผิวหนังมนุษย์ด้วยความแนบแน่นแม้ในขณะที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ใช้ โดยในตอนนี้มันมีอายุการใช้งานราว 48 ชั่วโมงก่อนที่ความสามารถในการยึดเกาะผิวหนังจะเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ

No Descriptionผลการทดสอบประสิทธิภาพการยึดติดบนผิวหนังของแผ่น BAUS ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

ทีมวิจัยได้ทดลองใช้งานแผ่น BAUS กับอาสาสมัครจำนวนหนึ่ง ซึ่งพบว่ามันสามารถทำงานได้ดีแม้ในขณะที่ผู้ร่วมทดสอบจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนอิริยาบถนั่ง, ยืน, เดิน, วิ่ง หรือขี่จักรยาน

ในตอนนี้แผ่น BAUS ยังต้องทำงานโดยการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นอยู่ตลอดเวลา แต่นักวิจัยตั้งเป้าที่จะปรับปรุงให้มันสามารถทำงานและเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นได้แบบไร้สาย ซึ่งจะทำให้สามารถนำไปฝังเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์สวมใส่อื่นได้ด้วย หรืออาจทำให้สามารถจำหน่ายตามร้านยาให้ผู้คนสามารถหาซื้อไปใช้งานได้เองคล้ายพลาสเตอร์ปิดแผล

ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลงานวิจัยเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – MIT News

from:https://www.blognone.com/node/129619

นักวิจัยพัฒนาวัสดุเคลือบผิวชนิดใหม่ที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้เองโดยไม่ต้องใช้น้ำยาใดๆ

ทีมวิจัยจาก University of British Columbia (UBC) พัฒนาวัสดุเคลือบผิวชนิดใหม่ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ได้ 99.7% ภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเข้าช่วย

วัสดุเคลือบผิวนี้มีส่วนประกอบของทองแดงและสังกะสี โดยคุณสมบัติพิเศษของมันคือผิวสัมผัสที่มีความขรุขระเล็กในระดับนาโนเมตร ซึ่งความขรุขระของพื้นผิวนี้เองที่จะไปเจาะทำลายผนังเซลล์ของเชื้อแบคทีเรียที่เกาะติดอยู่กับมัน ทำให้เชื้อแบคทีเรียเหล่านั้นตายไปเอง

การพัฒนาสารเคลือบผิววัตถุที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อด้วยตัวของมันเองนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว ในปัจจุบันสารเคลือบผิวที่ฆ่าเชื้อเองนั้นจะทำจากทองแดงล้วน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ได้เกือบหมดในเวลาราว 2 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อเทียบกับผลงานวิจัยใหม่จาก UBC แล้ว สารเคลือบผิวแบบใหม่สามารถฆ่าเชื้อได้เร็วกว่า ซ้ำยังมีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำกว่าการใช้ทองแดงล้วน

ในทางวิทยาแบคทีเรียแล้ว บรรดาแบคทีเรียนั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ โดยจำแนกจากผลการทดสอบย้อมสีกรัม ซึ่งเป็นการย้อมสีเซลล์แบคทีเรีย กลุ่มของแบคทีเรียที่มีผนังเซลล์หนาจะย้อมสีติดเห็นได้เด่นชัดเรียกว่า Gram-positive ในขณะที่แบคทีเรียชนิดที่มีผนังเซลล์บางนั้นจะย้อมสีไม่ค่อยติดซึ่งจะถูกเรียกว่า Gram-negative โดยกลุ่มแรกนั้นจะตายช้ากว่าเมื่อมีการฆ่าเชื้อเนื่องจากมีผนังเซลล์ที่หนากว่านั่นเอง ดังนั้นการประเมินประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อของวัสดุหรือสารต่างๆ จึงมักพิจารณาจากผลในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Gram-positive เป็นสำคัญ

สำหรับเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus นั้นก็เป็นหนึ่งในแบคทีเรียกลุ่ม Gram-positive เป็นเชื้อที่พบได้ทั่วไปตามผิวหนังของมนุษย์ แต่หากมีการปนเปื้อนกับอาหารก็อาจก่อให้เกิดปัญหาอาหารเป็นพิษได้ ที่สำคัญเชื้อแบคทีเรียตัวนี้คือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดอาการติดเชื้อในสถานพยาบาล

ทีมวิจัยมองเรื่องการประยุกต์ใช้สารเคลือบผิวชนิดใหม่นี้โดยเน้นไปที่การใช้งานกับวัตถุสิ่งของต่างๆ ในสถานพยาบาลเป็นสำคัญ โดย ดอกเตอร์ Amanda Clifford หัวหน้าทีมวิจัยของ UBC มองว่าการที่พื้นผิววัตถุสามารถฆ่าเชื้อได้เองจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อของผู้ป่วยลงได้มาก และผลดีสืบเนื่องที่ตามมาก็คือจะช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาผู้ป่วยตามไปด้วย

ในตอนนี้ทีมวิจัยได้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรชั่วคราวแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยให้สารเคลือบผิวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อประเภทอื่นอย่างเช่น ไวรัส ให้ได้ด้วย และหวังว่าจะสามารถนำผลงานวิจัยเหล่านี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริงในที่สุด

ที่มา – EurekAlert ผ่าน Interesting Engineering

No Description

from:https://www.blognone.com/node/129597

Sunny Balwani ผู้บริหาร Theranos ถูกตัดสินผิดทุกข้อหา

Sunny Balwani อดีตซีอีโอ Theranos และยังเป็นแฟนกับ Elizabeth Holmes ผู้ก่อตั้งบริษัท ถูกตัดสินว่ามีความผิดฉ้อโกงและร่วมกันฉ้อโกงรวม 12 ข้อหา นับว่าเป็นการปิดฉากหนึ่งของมหากาพย์สตาร์ตอัพครั้งนี้

ทั้ง Holmes และ Balwani ต้องรอผู้พิพากษาทกำหนดโทษอีกครั้ง โดย Holmes ถูกตัดสินว่ามีความผิดตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาและก็ยังรอกำหนดโทษอยู่

Theranos เป็นสตาร์ตอัพสุขภาพที่อ้างว่ามีเทคโนโลยีในการตรวจหาโรคต่างๆ จำนวนมากด้วยเลือดเพียงหยดเล็กๆ และบริษัทได้รับเงินทุนจำนวนมาก สามารถเซ็นสัญญาตั้งศูนย์ตรวจเลือดกับร้านขายยารายใหญ่อย่าง Walgreens แต่สุดท้ายกลับใช้เครื่องมือตรวจเลือดจากบริษัทอื่นและนำเลือดปริมาณน้อยๆ จากคนไข้ไปเจือจางเพื่อรายงานผลจนผลที่ได้คลาดเคลื่อนไปมาก

ที่มา – The Verge

No Description

from:https://www.blognone.com/node/129288

วิจัยชี้ สูบ “กัญชา” เสี่ยง “นกเขาไม่ขัน” มากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า เเพทย์กังวล เเม้บริโภคเพียงเล็กน้อย อาจเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น

นโยบายเรื่อง “ปลดล็อกกัญชา” ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยหาเสียงไว้กับพี่น้องประชาชนไว้วันนี้เป็นจริงเเล้ว….หลายฝ่ายตอบสนองนโยบาย โดยการจำหน่าย จ่าย เเจก ต้นกัญชา ขายกัญชาอบเเห้งตามริมถนน ทุกวันนี้หาซื้อ “กัญชา” ง่ายพอๆกับซื้อหน้ากากอนามัย เเต่….

การปลดล็อก “กัญชา” เพื่อสนองนโยบายหาเสียงครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อเด็กเเละเยาวชน ไร้ซึ่งความผิดชอบ

ปรากฏให้เห็นตามสื่อฯถึงผลกระทบที่มีต่อคนที่ไม่ทราบว่าอาหารหรือเครื่องดื่มมีส่วนผสมของใบกัญชา  เเล้วบริโภคหรือดื่มเข้าไปส่งผลทำให้หัวใจเต้นเร็ว เเพทย์ผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนร่างกายเราวิ่งอยู่ตลอด 3-4 ชั่วโมง หัวใจเต้นอยู่ที่ 180 ครั้ง/วินาที ไม่มีหยุดพัก หัวใจเต้นเร็ว ทำงานหนัก ด้วยฤทธิ์ของสารทำให้ชีพจรผ่อนเเรงลงไม่ได้ เกิดภาวะช็อกอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้  

ทีมงาน Brand Inside ได้พูดคุยกับ ผศ.นพ.สหภูมิ ศรีสุมะ อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ถึงประโยชน์เเละผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาเมื่อนำกัญชาไปใช้

ประโยชน์การนำสารสกัด “กัญชา” มาใช้ทางการเเพทย์ 

ผศ.นพ.สหภูมิ เล่าวว่า สารสกัดของ THC CBD มีการนำมาใช้ในทางการเเพทย์  ปัจจุบันกรมการเเพทย์ก็มีการอบรม ออกคำแนะนำเเละข้อบ่งชี้ออกมา  ค่อนข้างชัดเจน  ข้อบ่งชี้หลัก 6 ข้อ ต้องย้ำก่อนว่าทั้ง 6 ข้อ เป็นการรักษาเสริม ไม่เป็นการรักษาเเรกเริ่มต้นเด็ดขาด เป็นการใช้เสริมจากการรักษาปกติ 

ข้อที่ 1 อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการรับยาเคมีบำบัด 

ข้อที่ 2 กลุ่มของโรคลมชักที่ดื้อยา จะเป็นเรื่องของการใช้ CBD 

กลุ่มของโรคลมชักที่ดื้อยา ก็จะมีการพิจารณาสาร CBD ในการรักษาเพิ่มเติมคุมอาการชักให้ดีขึ้น 

ข้อที่ 3 อาการของปวดเส้นประสาท 

ข้อที่ 4 โรคทางระบบประสาท เป็นอาการเกร็งกล้ามเนื้อของระบบประสาท ที่เรียกว่า MS  

ข้อที่ 5 เป็นเรื่องของภาวะ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดเป็นคนน้ำหนักตัวน้อยในผู้ป่วยเอสด์ที่รับประะทานยาต้านไวรัส 

ข้อที่ 6 เพื่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยที่รับการรักษาเเบบประคับประคอง เช่นอาการนอนไม่หลับ อาการปวด ในผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีการเบื่ออาหาร อาจจะได้ประโยชน์จากการนำสาร THC มาใช้

ผลกระทบจากการใช้ “กัญชา” เกินขนาด

ทำให้เกิดอาการหลอนประสาทได้ง่าย มีอาการมึนงง หากจำเป็นต้องใช้ควรอยู่ในการดูเเลของเเพทย์ ซึ่งจริงๆเเล้วไม่มีขนาดตายตัวที่ระบุใช้สำหรับทุกคน ไม่เหมือนยาอื่นๆ ที่เราบอกว่าทานยาพาราเซตามอลขนาดเท่านี้ ก็จะได้ผลกับคนส่วนใหญ่ เเต่ว่าในผู้ป่วยที่ต้องใช้สารสกัดจากกัญชา ต้องค่อยๆเพิ่มปริมาณจากต่ำไปสูง 

การใช้ตามระบบคลินิก “กัญชาทางการเเพทย์” มีความปลอดภัยมีคำเเนะนำที่ถูกต้อง ส่วนที่รายงานออกมาตามข่าว นั้นก็เพราะไปหาซื้อเเละใช้กันเอง ไม่มีคนดูเเล พอเจ็บตัวมาคนขายก็หายไปแล้ว 

ข้อมูลจากการศึกษาในต่างประเทศหลังจากที่มีการ “ปลดล็อกกัญชา” พบผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้น หลังเสพกัญชาจะมีภาวะหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้น 5 เท่า เพราะหัวใจเต้นเร็วเเละเเรง ส่วนในอาหารหรือเครื่องดื่มเมื่อคนบริโภคเข้าไปแล้วฤทธิ์จะออกช้ากว่าการสูบ เเต่ผลกระทบต่อร่างกายไม่ต่างกัน 

สูบ “กัญชา” เเล้วทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อม

การศึกษาวิจัยในต่างประเทศมีการเก็บข้อมูลไว้ว่า จำนวนคนไข้ 3,000 คน เป็นกลุ่มที่ใช้กัญชา 1,000 คน ไม่ใช้กัญชา 2,000 คน พบว่า 

             “ในกลุ่มที่ใช้กัญชามีปัญหาเรื่องการเเข็งตัวของอวัยวะเพศถึง 69.1%                                       ขนาดที่กลุ่มที่ไม่ใช้กัญชามีปัญหาเรื่องอวัยะเพศเเข็งตัวเพียง 34%                                                              ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ “นกเขาไม่ขัน”                                                            ในกลุ่มของผู้ใช้กัญชามีมากกว่าถึง 2 เท่าของคนทั่วๆไป”

อ่านเพิ่มเติม: “กัญชา” ช่วง สุญญากาศ จะให้จับข้อหาอะไรมิทราบ https://brandinside.asia/marijuana-freedom-thaipeople/

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วิจัยชี้ สูบ “กัญชา” เสี่ยง “นกเขาไม่ขัน” มากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า เเพทย์กังวล เเม้บริโภคเพียงเล็กน้อย อาจเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/effect-of-cannabis-medical/