คลังเก็บป้ายกำกับ: Marketing

สิ่งที่แบรนด์ควรรู้ในการจัดสรรงบการตลาดบนโซเชียลอย่างมีคุณค่า

โซเชียลมีเดียทำให้แบรนด์และธุรกิจมีแพลตฟอร์มในการมีส่วนร่วมกับลูกค้า แต่แทนที่จะแค่รักษาความสัมพันธ์ของคุณกับลูกค้าที่มีอยู่ คุณยังสามารถใช้เพื่อค้นหาและเปลี่ยนแปลงเป็นการซื้อขายที่มีคุณค่าได้

การขายบนโซเชียลมีเดียเป็นกลยุทธ์การสร้างความสนใจในตัวสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้แบรนด์สามารถโต้ตอบกับผู้มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ด้วยกลยุทธ์นี้ แบรนด์ต้องใช้การรับฟังจากโซเชียลเพื่อเรียนรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของพวกเขากำลังพูดถึงอะไรทางออนไลน์

พวกเขาใช้ข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากการฟังทางสังคมเพื่อเชื่อมต่อและสร้างความสัมพันธ์อย่างแท้จริงผ่านการสนทนาทางสังคมที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ชมของพวกเขา การขายทางสังคมเป็นการนำประสบการณ์การทำธุรกรรมที่ลูกค้าและบริษัททำร่วมกัน ซึ่งนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นและเกิดการค้าชายกันในระยะยาวมากยิ่งขึ้น ซึ่งต่อไปนี้คือเคล็ดลับที่จะช่วยทีมขายของคุณในการเริ่มต้นบนโซเชียลมีเดีย

1. รูปโปรไฟล์ต้องดูน่าเชื่อถือ

รูปภาพของคุณมีความสำคัญในโลกดิจิทัลเช่นเดียวกับในโลกแห่งความเป็นจริง รูปโปรไฟล์ของคุณเป็นสิ่งแรกที่ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าจะได้เห็น สร้างความประทับใจด้วยภาพถ่ายที่ดูเป็นมืออาชีพที่ต้องสร้างความสมดุลระหว่าง ความน่าเชื่อถือและความเป็นมิตร สร้างโปรไฟล์โดยคำนึงถึงผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นลูกค้า

2. หาบทสนทนาที่เกี่ยวกับแบรนด์เพื่อหากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง

Social listening เพื่อใช้ในการขายและติดตามผลนั้นเป็นกลยุทธ์ที่มีคุณภาพเป็นอย่างมากนการทำความเข้าใจว่าผู้มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าว่าต้องการอะไร ตรวจสอบการสนทนาที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับแบรนด์เพื่อดูว่าลูกค้าปัจจุบันประสบปัญหาใดบ้าง และการตรวจสอบโซเชียลมีเดียยังช่วยให้สามารถติดตามการสนทนาที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่จะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงกลยุทธ์การขายผ่านโซเชียลได้

3. เลือกช่องทางที่เหมาะกับแบรนด์

เครือข่ายสังคมคือความความสำคัญทางด้านสถานที่และเวลา เมื่อแบรนด์เริ่มหากลุ่มลูกค้าที่จะติดตามได้เหมาะสมแล้ว แบรนด์ต้องให้การช่วยเหลือที่มีคุณค่าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นอันดับแรกเลือกเครือข่ายของแบรนด์อย่างชาญฉลาด ซึ่งมีหลายวิธีในการใช้งานโซเชียลมีเดียในการรักษาเครือข่าย:

  • แบ่งปันความเชี่ยวชาญของคุณ
  • เสนอวิธีแก้ปัญหา
  • ให้ความสำคัญกับลูกค้าอยู่เสมอ
  • ใช้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดเป้าหมายเนื้อหาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

4. สร้างความไว้วางใจด้วยการแบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จ

อาจเน้นย้ำถึงคุณลักษณะที่น่าประทับใจของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้า ให้ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อแสดงหลักฐานที่จะสนับสนุนแบรนด์ของคุณ แสดงเรื่องราวความสำเร็จต่างๆหรือรีวิวจากลูกค้าปัจจุบันของคุณ แชร์เรื่องราวเหล่านี้ไปยังไซต์ของคุณก็จะสามารถช่วยสร้างความน่าไว้วางใจในการซื้อขายกับแบรนด์ได้

5.  ติดตามผลลัพธ์ผ่านโซเชียล

วิธีที่ดีที่สุดในการทำให้การขายผ่านโซเชียลดีขึ้นคือการเรียนรู้จากความพยายามที่มีอยู่ ค้นคว้าและให้ความสนใจกับเมตริกการขายทางโซเชียลที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ของคุณให้ได้มากที่สุด รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากความพยายามที่ผ่านมาทั้งของแบรนด์เองและของคู่แข่ง ให้ดูว่าสิ่งใดได้ผลและไม่ได้ผล

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-brand-manage-benefit?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=how-to-brand-manage-benefit

เพิ่มกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกด้วย keyword ของแบรนด์

ไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวในการสร้างโพสต์ที่มีคุณค่าบนโซเชียลมีเดีย แต่หนึ่งในความไม่ตายตัวนั้น มีกลยุทธ์นึงที่สามารถเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งกลยุทธ์นั้นถูกเรียกว่า กลยุทธ์การตลาดเชิงรุกหรือ proactive marketing strategy

กำหนด bandwidth ของทีม

การสร้างกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกหมายถึงการยกระดับกลยุทธ์โซเชียลมีเดียของแบรนด์ พิจารณาว่าทีมใช้เวลาเท่าใด ในการมีส่วนร่วมเชิงโต้ตอบ (เช่น การตอบสนองต่อแท็กและการกล่าวถึง) ปริมาณอินบ็อกซ์รายวันเป็นอย่างไร อาจต้องการจัดลำดับความสำคัญในการสร้างรูปแบบธุรกิจเพื่อขยายรูปแบบของทีมต่อไป

ระบุการสนทนาที่ให้คุณค่ากับองค์กรของคุณและสร้างคีย์เวิร์ดของแบรนด์

ตัดสินใจว่าการสนทนาใดสามารถนำเสนอโอกาสที่ใหญ่ที่สุดสำหรับทีม ต่อไปนี้คือกรณีการใช้งานคีย์เวิร์ดของแบรนด์ที่เป็นไปได้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม:

  • หากบริษัทจัดกิจกรรมจำนวนมาก (แบบสดหรือแบบดิจิทัล) ให้ใช้คีย์เวิร์ดของแบรนด์เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมแบบสดระหว่างกิจกรรม
  • หากคุณได้รับความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จำนวนมากบนโซเชียล คุณสามารถใช้คีย์เวิร์ดของแบรนด์เพื่อจัดระเบียบข้อความเหล่านั้นได้
  • หากคุณทำงานร่วมกับพันธมิตรทางการตลาดร่วม คุณสามารถสร้างคำสำคัญสำหรับแบรนด์เฉพาะสำหรับคู่ค้าได้หลายคำ เพื่อสร้างความสัมพันธ์เชิงรุกผ่านโซเชียล

ปรับปรุงและแก้ไขคียเวิร์ด

เมื่อคุณทดสอบกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก คุณจะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าคียเวิร์ดบางคำมีประโยชน์มากกว่าคำอื่นๆ ลองใช้ตัวเลือกการค้นหาขั้นสูงเพื่อปรับแต่งผลลัพธ์ของคุณ ต้องย้ำว่าสิ่งนี้เป็นการทดสอบและเรียนรู้ จึงอาจต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะทำได้ถูกต้อง หากคุณยังไม่ได้บทสนทนาที่คุณต้องการในระหว่างการใช้คียเวิร์ดในครั้งก่อนหน้า ให้ลองใช้ชุดคียเวิร์ดใหม่ต่อไปเรื่อยๆ

ที่มา : rockcontent.com

from:https://www.thumbsup.in.th/proactive-marketing-keyword?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=proactive-marketing-keyword

นับจากนี้ทุกพื้นที่จะมีแต่โฆษณา! Instagram เพิ่มโฆษณาใหม่ บนหน้า Profile และ หน้า Explore

Instagram เพิ่มเติมจุดโฆษณาอีก 2 จุด และอัปเดตฟีเจอร์ด้านการโฆษณาเพิ่มเติม หลังจากประกาศผลประกอบการแล้วรายได้ไม่เข้าเป้า 

ล่าสุด Instagram ประกาศเพิ่มเติมจุดโฆษณาเพิ่มเติม คือ หน้า Explore ที่เอาไว้ใช้ค้นหาคอนเทนต์หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยในภาพที่ทาง Instagram ยกมาเป็นตัวอย่าง โฆษณาจะถูกแสดงเป็นโพสต์ขนาดใหญ่ที่มีการกำกับเอาไว้ว่า sponsored

นอกจากนี้ หน้าโปรไฟล์ผู้ใช้ คือ จุดโฆษณาใหม่อีกหนึ่งจุด โดยถ้าเราเข้าไปดูโปรไฟล์ของผู้ใช้รายอื่น (ที่เปิด public และมีอายุเกินเกณฑ์) และคลิกเข้าไปดูรูป เมื่อสไลด์ลงเพื่อดูโพสต์ที่เก่ากว่า ก็มีโอกาสที่จะเจอโฆษณาเข้ามาแทรกระหว่างทาง

instagram
source: Instagram

อัปเดตโฆษณาอีกหนึ่งอย่างคือ การเพิ่มระบบ Multi-advertiser ในโพสต์โฆษณาแบบเดิม โดยหลังจากนี้เมื่อผู้ใช้ชมโฆษณาอันหนึ่ง แพลตฟอร์มจะแสดงโฆษณาอื่นๆ ที่วิเคราะห์แล้วว่าเราอาจจะสนใจมาให้เห็นเพิ่มเติมในช่อง You might like

ส่วนอย่างสุดท้าย คือ โฆษณาแบบ AR ที่เราจะเห็นโฆษณาที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ได้

source: Instagram

คำถามคือ ทำไม Instagram ถึงต้องเพิ่มพื้นที่โฆษณาจากที่เยอะอยู่แล้วให้เยอะเข้าไปอีก? 

ถ้าเราลองไปดูผลประกอบการที่ผ่านมาของ Meta ก็จะเห็นภาพชัดยิ่งขึ้น

ไตรมาส 2/2022 บริษัท Meta มีกำไรลดลง 35% จากปีก่อน ในขณะที่รายได้ลดลงเล็กน้อย จุดน่าสนใจคือ รายได้จากโฆษณา ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทก็ลดลงราว 1.5% เช่นกัน เหลือ 2.81 หมื่นล้านเหรียญ จาก 2.85 หมื่นล้านเหรียญในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แถมราคาหุ้น Meta ก็ร่วงลงมาแล้วกว่าครึ่งหนึ่งจากช่วงต้นปี

source: Meta

ทั้งนี้ Meta ให้เหตุผลเกี่ยวกับการที่นักการตลาดใช้จ่ายในการโฆษณาลดลงเอาไว้ 2 เรื่อง คือ

  1. การอัปเดตเรื่องความเป็นส่วนตัวของ iOS เมื่อปีที่แล้ว ทำให้ Meta ติดตามข้อมูลผู้ใช้ได้ยากขึ้น
  2. เศรษฐกิจย่ำแย่ ทำให้บริษัทต่างๆ หั่นงบโฆษณาลง

การหันมาเพิ่มจุดโฆษณาของ Instagram ในจุดต่างๆ ที่ไม่ใช่ Reels เป็นเหมือนการยอมรับว่า Reels ยังสู้ TikTok ไม่ได้ ซึ่ง Mark Zuckerberg ก็เคยพูดกับนักลงทุนเอาไว้ว่า “Reels ยังไม่สามารถสร้างเงินได้เร็วเท่ากับพื้นที่หน้าฟีดหรือ Stories” แต่เขาก็ให้คำมั่นว่า “ในอนาคตอันใกล้ ยิ่ง Reels เติบโตได้เร็วเท่าไหร่ รายได้ก็จะยิ่งไหลมาจากจุดโฆษณาซึ่งตอนนี้ทำเงินได้ดี (ไปยัง Reels) ได้เร็วเท่านั้น”

ที่มา – Meta, Instagram, TechCrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post นับจากนี้ทุกพื้นที่จะมีแต่โฆษณา! Instagram เพิ่มโฆษณาใหม่ บนหน้า Profile และ หน้า Explore first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/instagram-add-new-ads-surfaces/

Bitkub Blockchain Technology ผนึก BKFC Thailand

เขย่าวงการกีฬาต่อสู้ เปิดตัว NFT คอลเล็กชันพิเศษพร้อมพาแฟนคลับเก็บโมเมนต์สำคัญบนสังเวียนในรูปแบบดิจิทัล

กรุงเทพมหานคร, 23 สิงหาคม 2565 – Bitkub Blockchain Technology ผู้สร้างและดำเนินการ Bitkub Chain เครือข่ายบล็อกเชนที่ได้รับความนิยมของไทย และ ผู้ให้บริการ Bitkub NFT แพลตฟอร์มศูนย์รวม NFT ในรูปแบบตลาดแรกที่เป็นที่นิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย ผนึก BKFC Thailand งานการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่จัดขึ้นเป็นประจำในประเทศไทย ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้น และได้รับการจดสิทธิบัตรแล้วตามกฎ BroughtonRules เขย่าวงการกีฬาการต่อสู้ เปิดตัว NFT คอลเล็กชันพิเศษพร้อมพาแฟนคลับเก็บโมเมนต์สำคัญบนสังเวียนในรูปแบบดิจิทัล

BKFC Thailand คือ งานการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่จัดขึ้นเป็นประจำในประเทศไทย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ครอบคลุมรูปแบบการชกมวยแบบสนับดั้งเดิม โดยการแข่งขันทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้นและได้รับการจดสิทธิบัตรตามกฎ Broughton Rules โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ เป็นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับนักกีฬาสังกัด BKFC Thailand ซึ่งเป็นคอลเล็กชัน NFT พิเศษ ที่จะเปิดโอกาสให้แฟนคลับได้เชื่อมต่อและเก็บโมเมนต์นักกีฬาไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบวิดิโอหรือภาพไฮไลท์ก็ตาม ทำให้ NFT ของ BKFC Thailand ไม่เหมือนใครและเป็นของแท้ดั้งเดิม ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้บนเครือข่าย Bitkub Chain ทำให้มีความรวดเร็ว, ปลอดภัยและโปร่งใส

“ในฐานะแพลตฟอร์มด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของคนไทย ผมมีความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในเชิงดิจิทัลและผมเชื่อว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้ จะทำให้แฟนคลับสามารถใกล้ชิดและเข้าถึงนักกีฬาสังกัด BKFC Thailand ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้กับแวดวงกีฬาการต่อสู้ในครั้งนี้ จะสามารถยกระดับศิลปะการต่อสู้ซึ่งอยู่กับคนไทยและประเทศไทยมาอย่างยาวนานให้ทันสมัยและก้าวไปอีกขั้น เปรียบดั่งการเจียระไนเพชรด้วยเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต” คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าว

“ผมเชื่อว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้ จะเป็นการเสริมแกร่งระบบนิเวศของ Bitkub Chain โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มฐานผู้ใช้งานที่เป็นคอกีฬาการต่อสู้ ซึ่งการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาร่วมประยุกต์ใช้ในครั้งนี้ จะทำให้แฟนคลับสามารถเก็บสะสมโมเมนต์สำคัญบนสังเวียน รวมถึงการนำ NFT ไปทำให้เกิดการใช้งานจริงบน Bitkub Chain” คุณภาสกร ปานนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด กล่าว

“We are forward thinking company and we are moving into the future. So, to work with Bitkub is fantastic to adopt the tech space and it is something that we are really excited about. I really feel delighted when the fans is waiting for the QR Code. There is not only to capture the moment, but our NFT can also create more utility as well” คุณ Nick Chapman CEO BKFC Thailand กล่าว

“การร่วมมือในครั้งนี้ จะสามารถเปิดโอกาสให้แฟนคลับได้มีส่วนร่วมกับโมเมนต์สำคัญบนสังเวียนการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่าทางหรือการน็อกเอ้าต์ของนักกีฬาในสังกัด BKFC และผมเชื่อว่าแฟน ๆ ทั่วทุกมุมโลกอยากจะเก็บโมเมนต์ครั้งสำคัญนี้ไว้ ทำให้สามารถสร้างมูลค่าให้กับวงการมวยในประเทศไทยเป็นอย่างมาก” คุณวรรธนัย วรรธนะกุล CEO BKFC Thailand กล่าว

ติดตามข่าวสารและข้อมูลการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ของ Bitkub Chain ได้ที่
Website: https://www.bitkubchain.com/
Facebook: https://www.facebook.com/bitkubchainofficial
Twitter: https://twitter.com/bitkubchain
Discord: ​​https://discord.gg/WkJ6j279
Telegram (พูดคุยกับคอมมูนิตี้): https://t.me/BitkubChainOfficial
Telegram (อัปเดตข่าวสารสำคัญ): https://t.me/+jiM6dAP5cxUzZTM1

และ BKFC Thailand ได้ที่

Website: www.bkfc.com/thailand
Youtube: BKFC Thailand
Facebook: @bkfcthailand
Instagram: @bkfcthailand
TikTok: @bkfcthailand

from:https://www.techtalkthai.com/bitkub-blockchain-technology-with-bkfc-thailand/

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาออนไลน์ VSM365 | Softde’but Webinar Ep.13 ในหัวข้อ ” SMS Marketing เทคนิคทำการตลาดในรูปแบบ ให้บริการลูกค้าแบบ O2O2O (Online to Offline to Online) ที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมแนะนำ solutions การสื่อสารระดับโลก “

ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วม งาน VSM365 | Softde’but Webinar Ep.13  ในหัวข้อ “ SMS Marketing เทคนิคทำการตลาดในรูปแบบ ให้บริการลูกค้าแบบ O2O2O (Online to Offline to Online) ที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมแนะนำ solutions การสื่อสารระดับโลก ”

โดยงานจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2565 เวลา 10.00 – 12.00 น.

ลงทะเบียนได้ที่ http://line.me/ti/p/~@vsm365

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ : VSM365 | Softde’but Webinar Ep.13  ในหัวข้อ ” SMS Marketing เทคนิคทำการตลาดในรูปแบบ ให้บริการลูกค้าแบบ O2O2O (Online to Offline to Online) ที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมแนะนำ solutions การสื่อสารระดับโลก “

ผู้บรรยาย : คุณ ศุภพร ชัยวิสุทธิ์ –  Partnership  Development Manager (Infobip Thailand)

วันเวลา : วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2565 เวลา 10.00 – 12.00 น.

ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ : http://line.me/ti/p/~@vsm365

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ:

  1. แนวโน้มพฤติกรรมและการปรับตัวของลูกค้าหลังยุคโควิด
  2. การทำการตลาด/การให้บริการลูกค้าแบบ O2O2O
  3. กลยุทธ์และเคล็ดลับ เพื่อเข้าใจและเข้าถึงกลุ่มลูกค้า, ปิดการขาย, customer services, และ brand loyalty
  4. รู้จักกับ tools ที่จะมาช่วยให้การตลาดและการบริการลูกค้าของคุณเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพ

แจกใบ e-Certificate และของรางวัล

ลุ้นรับรางวัล Limited Edition จาก Infobip Thailand ฟรี ! เพียงร่วมสนุกตอบคำถามภายในงาน พร้อมรับใบ e-Certificate สำหรับผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่

https://www.vsm365.com/th/news/TechTalkThai-VSM365-Softde%E2%80%99but-ep-13-sms-infobip

ช่องทางการติดต่อ

ศูนย์รวมซอฟต์แวร์ที่ได้รับการคัดสรรมาเพื่อธุรกิจและองค์กรของคุณ ได้ที่

 salesorder@vsm365.com หรือ Add Line @VSM365

ติดต่อฝ่ายขาย : 095-536-5945, 062-463-6616,  092-696-6941, 061-419-3974

WWW.VSM365.COM

https://www.facebook.com/vsm365

from:https://www.techtalkthai.com/vsm365-softdebut-webinar-ep-13-sms-marketing/

10 บริษัทที่ใช้เงินโฆษณามากสุดในไทย มีใครบ้าง? สำนักนายกฯ เปย์หนักกว่า Shopee-L’Oréal

Nielsen เผยข้อมูลบริษัทและอุตสาหกรรมที่ใช้เงินกับการโฆษณามากที่สุด 20 อันดับแรก สำหรับครึ่งแรกของปี 2022 ในสื่อหลักต่าง ๆ ในกว่า 10 ตลาดในเอเชียแปซิฟิกโดยเก็บข้อมูลจากโซลูชัน Nielsen Ad Intelและที่น่าสนใจคือมีข้อมูลของประเทศไทยอยู่ด้วย

Arnaud Frade, Head of Commercial Growth ของ Nielsen APAC กล่าว “โดยภาพรวมของสื่อที่มีความซับซ้อนและหลากหลายในปัจจุบัน ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเนื้อหามากขึ้นผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ มากกว่าที่เคย เพื่อให้ก้าวนำหน้าคู่แข่งอยู่เสมอ ธุรกิจต่าง ๆ ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับการโฆษณาที่เชื่อถือได้ เพื่อพัฒนากลยุทธ์สื่อที่มีประสิทธิภาพและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง”

โดยในปีนี้ 10 อันดับแรก คือ 

  1. Unilever (Thai) Holdings 
  2. Nestle (Thai) Ltd. 
  3. Procter & Gamble (Thailand) 
  4. Mass Marketing Co., Ltd. 
  5. Mono Shopping Co., Ltd. 
  6. Coca-Cola (Thailand) 
  7. Tri Petch Isuzu Sales Co., Ltd. 
  8. Toyota Motor Thailand Co., Ltd. 
  9. GMM CJ O Shopping Co., Ltd. 
  10. Colgate-Palmolive (Thailand) Ltd. 

ส่วน 10 อันดับถัดมา คือ

11. Lazada Co., Ltd.
12. Reckitt Benckiser (Thailand) Co., Ltd.
13. สำนักนายกรัฐมนตรี
14. Shopee (Thailand) Co., Ltd.
15. L’Oréal (Thailand) Ltd.
16. Beiersdorf (Thailand) Co., Ltd.
17. Bangkok Broadcasting & TV
18. Suntory PepsiCo Beverage (Thailand) Co., Ltd.
19. RS Mall Co., Ltd.
20. Unicharm (Thailand) Co., Lt

Nielsen Ad Intel ได้เปิดเผยว่าขณะที่อันดับของบริษัทที่ทำการโฆษณาจะแตกต่างกันไปตามตลาด แต่ผู้ที่ทำการโฆษณามากที่สุดอยู่ในภาคส่วนสินค้าอุปโภคบริโภค การค้าปลีก การสื่อสาร และอาหารในทุกตลาดที่รายงาน นอกจากนี้ยังพบว่า รัฐบาลเป็นภาคส่วนที่มีการเพิ่มการใช้จ่ายสำหรับการโฆษณาในครึ่งแรกของปีอีกด้วย

ที่มา – Nielsen

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post 10 บริษัทที่ใช้เงินโฆษณามากสุดในไทย มีใครบ้าง? สำนักนายกฯ เปย์หนักกว่า Shopee-L’Oréal first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/top-ad-spending-2022-thailand/

นักการตลาดต้องรู้! เด็กสมัยนี้ ใช้ Social ตัวไหนมากสุด Youtube นำโด่ง TikTok มาแรง FB ขาลง

นักการตลาดห้ามพลาด เปิดผลสำรวจ เด็กสมัยนี้ติด Social ตัวไหนมากที่สุด ใช้อินเทอร์เน็ตกันหนักแค่ไหน แต่ละเพศใช้ต่างกันอย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้

สิ่งที่น่าปวดหัวอย่างหนึ่งของธุรกิจและนักการตลาดในยุคนี้คือความเปลี่ยนแปลงของโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนไปไม่เว้นแต่ละวัน และนอกจากความเปลี่ยนแปลงจากผู้ให้บริการแล้วหนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาในเรื่องนี้คือ การใช้โซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่

ล่าสุด ศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) เปิดเผยข้อมูลผ่านรายงาน Teens, Social Media and Technology 2022 ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียที่มีอายุระหว่าง 13-17 ปี เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับ 7 ปีก่อน ทั้งในแง่แพลตฟอร์ม อุปกรณ์ ไปจนถึงระยะเวลาใช้งาน

สิ่งที่ชัดที่สุดจากรายงานฉบับนี้คือ แพลตฟอร์มยอดนิยมที่เปลี่ยนไป โดยมีข้อน่าสังเกต ดังนี้

  • Youtube คือแพลตฟอร์มเบอร์ 1 ที่คนกว่า 95% ใช้งาน
  • Facebook ไม่ได้เป็นเบอร์ 1 อีกต่อไป จากปี 2014-2015 กว่า 71% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าตนใช้งาน Facebook จนตอนนี้ ร่วงลงมาเหลือ 32% กลายเป็นแพลตฟอร์มอันดับ 5
  • TikTok มาแรง เป็นแพลตฟอร์มเบอร์ 2 ที่มีผู้ใช้งาน 67% (พอๆ กับ Facebook ในอดีต)
  • Instagram เป็นแพลตฟอร์มเบอร์ 3 มีผู้ใช้ 62% 

Facebook ขาลง เรื่องจริงหรือคิดไปเอง?

ถ้าลองมาเจาะลึก Facebook ดูชัดๆ ก็จะพบว่านี่คือช่วงขาลงอย่างเห็นได้ชัด 

  • 67% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมดระบุว่า ไม่ได้ใช้ Faccebook 
  • มีแค่ 32% ที่บอกว่ายังใช้งานแพลตฟอร์มนี้อยู่ 
  • มีแค่ 2% ที่ระบุว่าใช้งานเป็นประจำ

ถ้าสงสัยว่าตัวเลขเหล่านี้น้อยแค่ไหน หากลองเทียบกับ Youtube และ TikTok ที่เป็นเบอร์ 1 และ 2 ณ เวลานี้จะเห็นภาพชัดเจน

  • Youtube: จากคนทั้งหมด มี 95% ที่ใช้งาน และมี 19% ที่ใช้งานเป็นประจำ
  • TikTok: จากคนทั้งหมด มี 67% ที่ใช้งาน และมี 16% ที่ใช้งานเป็นประจำ

แม้ดูเหมือนว่า Facebook จะหมดมนต์ขลังลงในสายตาผู้ใช้งานยุคใหม่ แต่จุดน่าสนใจก็คือแพลตฟอร์มอื่นๆ ของ Meta ทั้ง Youtube และ Instagram ก็ยังสามารถเติบโตได้ดี

การใช้ถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นมหาศาล

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงหลังผ่านมา 7 ปี คือ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ถี่ขึ้น 

  • ปี 2014-2015 มี 92% ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตทุกวัน และมี 24% ที่ใช้งานเป็นประจำ 
  • ปี 2022 คนกว่า 97% ใช้งานทุกวัน และมีกว่า 46% ที่ใช้งานเป็นประจำ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นประจำเพิ่มขึ้นมาจากการเข้าถึงสมาร์ทโฟน ซึ่งในเรื่องนี้ศูนย์วิจัยพิวระบุว่า จากเดิมคนใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์ราว 73% แต่ปัจจุบันกลับทะยานไปเป็น 95% (ในขณะที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจากคอมพิวเตอร์เพิ่มจาก 87% เป็น 90% เท่านั้น

TikTok ติ๊กต็อก
ภาพจาก Shutterstock

อีกหนึ่งอย่างที่นักการตลาดและแบรนด์ต้องจับตาให้ดีคือการใช้งานแพลตฟอร์มที่แตกต่างกันออกไปตามเพศ โดยข้อมูลจากรายงานชี้ว่า 

  • ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะใช้งาน Youtube, Twitch และ Reddit มากกว่า 
  • ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะใช้งาน Instagram, Snapchat และ TikTok มากกว่า

ข้อสังเกตที่ต้องทราบก็คือ หนึ่ง รายงานฉบับปี 2014-2015 ยังไม่มีการเก็บข้อมูลการใช้งาน Youtube, WhatsApp, Twitch และ Reddit ส่วน TikTok ก็เพิ่งจะเริ่มทำตลาดในระดับโลกเมื่อปี 2018 

และ สอง รายงานฉบับนี้จัดทำโดยศูนย์วิจัยพิว ระหว่างวันที่ 14 เมษายน ถึง 4 พฤษภาคม 2022 แบบออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นวัยรุ่นชาวอเมริกัน 1,314 คน ซึ่งแม้จะมีความแตกต่างกับพื้นที่อื่นๆ อยู่บ้าง แต่ก็สะท้อนให้เห็นภาพกว้างๆ โดยเฉพาะในประเด็นการสูญเสียความนิยมของ Facebook และการทะยานขึ้นมาของ TikTok ในหมู่ผู้ใช้ยุคใหม่

ที่มา – Pew Research Center, AdWeek

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post นักการตลาดต้องรู้! เด็กสมัยนี้ ใช้ Social ตัวไหนมากสุด Youtube นำโด่ง TikTok มาแรง FB ขาลง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/teen-and-social-media-survey-2022/

[Guest Post] “Value of Branding” กุญแจไขความลับสู่การเป็นแบรนด์ที่คนรักและศรัทธา

“ทำไมผู้หญิงจำนวนมากยินดีจ่ายเงินหลักแสน – หลักล้าน เพื่อเป็นเจ้าของกระเป๋าแบรนด์เนมหนึ่งใบ”
“ทำไมน้ำเปล่าถึงสามารถตั้งราคาที่แตกต่างกันได้ ตั้งแต่ขวดละ 5 บาท ไปจนถึงหลักร้อยบาทต่อขวด และยังมีคนมากมายเต็มใจจ่ายในราคานี้” 

เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลเสมอ และบ่อยครั้งที่มนุษย์ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ต่อให้เป็นเรื่อง “Value for Money” ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะคนเราจะรู้สึกดีใจและภูมิใจทุกครั้งที่สามารถซื้อสินค้าได้ในราคาถูกและคุ้มค่า ด้วยเหตุนี้ การสร้างแบรนด์จึงสำคัญ เพราะ Branding คือ การสร้างคุณค่าทางอารมณ์ และนี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมแบรนด์อย่าง Chanel และน้ำดื่ม Evian จึงมีอายุมากกว่า 100 ปี และมีคนมากมายพร้อมจ่ายเพื่อสินค้าเหล่านี้

เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลเสมอ และบ่อยครั้งที่มนุษย์ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ต่อให้เป็นเรื่อง “Value for Money” ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะคนเราจะรู้สึกดีใจและภูมิใจทุกครั้งที่สามารถซื้อสินค้าได้ในราคาถูกและคุ้มค่า ด้วยเหตุนี้ การสร้างแบรนด์จึงสำคัญ เพราะ Branding คือ การสร้างคุณค่าทางอารมณ์ และนี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมแบรนด์อย่าง Chanel และน้ำดื่ม Evian จึงมีอายุมากกว่า 100 ปี และมีคนมากมายพร้อมจ่ายเพื่อสินค้าเหล่านี้

จากการตีตราสินค้า (Brand) เพื่อแยกที่มาของสินค้าในอดีตถึงปัจจุบัน Brand เป็นองค์รวมของความหวัง ความทรงจำ เรื่องราว หรือความสัมพันธ์ ที่หล่อหลอมรวมกันและส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภค แสดงให้เห็นว่าแบรนด์จึงเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่อธิบายได้ และสามารถไปถึงจุดที่ยากจะประเมินค่าได้ หากแบรนด์นั้นสามารถสร้างช่องว่างระหว่าง “Willingness to Pay (จุดที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อซื้อสินค้า) และ “Actual Price (ราคามาตรฐานจริง) เพราะยิ่งแบรนด์มีมูลค่าสูงเท่าไร ช่องว่างระหว่างทั้งสองจุดก็จะห่างมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการสร้างมูลค่าแบรนด์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่สามารถเริ่มต้นด้วยการส่งมอบคุณภาพและความรู้สึก เกินความคาดหมาย จากการซื้อสินค้าหรือใช้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความรู้สึกเชิงบวกให้เกิดขึ้นในใจผู้บริโภค

ปูทางสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ด้วยการสร้าง Functional Value ควบคู่ Emotional Value ให้ได้

“Functional Value” และ “Emotional Value” เปรียบได้กับพลังแห่งหยินและหยางในโลกของธุรกิจที่ต้องการสมดุล การสร้าง Functional Value เป็นการสร้างมูลค่าหรือคุณค่าจากประโยชน์ที่ได้จากการใช้สินค้าหรือบริการ เป็นโซลูชันที่สามารถแก้ไข Pain Point ให้ลูกค้าได้ ในขณะที่การสร้าง Emotional Value เป็นคุณค่าทางด้านจิตใจและความรู้สึกที่ก่อให้เกิดความผูกพันและความไว้ใจกันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์สินค้า ซึ่งการรักษาสมดุลที่ดีระหว่าง Functional Value และ Emotional Value จะทำให้เกิด Willingness to Pay เป็นการสร้างความภักดี (Loyalty) และความได้เปรียบทางธุรกิจ (Advantage) ให้ธุรกิจสามารถแข่งขัน รวมถึงสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“Brand Strength Pyramid” ลำดับขั้นสู่การเป็น Iconic Brand ที่แข็งแกร่งและโดดเด่น

Brand เป็นการเชื่อมโยงความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อสินค้าหรือบริการ ที่เปรียบได้กับความรู้สึกของมนุษย์เวลารักหรือชอบใครสักคนมากๆ ก็ยากที่จะบอกเหตุผลได้ว่าเพราะเหตุใด ดังนั้น บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK จึงขอนำเสนอโมเดล “Brand Strength Pyramid” ที่ใช้สร้าง Emotional Connection ให้เกิดขึ้นในใจของลูกค้า     เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รักและศรัทธา ซึ่งโมเดลนี้ประกอบด้วย 3 ลำดับขั้น คือ

  • Trust: Performing Brand
    คือ การสร้างแบรนด์ ต้องเริ่มจากการสร้างความเชื่อใจ (Trust) ที่สามารถเริ่มต้นด้วย การส่งมอบสินค้าและบริการที่เหนือความคาดหมายอย่างสม่ำเสมอ หากแบรนด์ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อใจให้เกิดขึ้นในความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมาย ก็เท่ากับว่าแบรนด์ได้ปิดประตูความสำเร็จที่จะไต่ขึ้นไปสู่ระดับ Brand Love หรือ แบรนด์อันเป็นที่รัก
  • Love: Engaging Brand
    คือ การเพาะเมล็ดพันธ์ุแห่ง Brand love ในใจกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายให้ได้ถึงระดับ Emotional Level ที่สามารถทำได้ผ่านกิจกรรมการสื่อสารทางการตลาด การสร้างแบรนด์ด้วยระบบ CRM รวมถึงงานโฆษณาที่สามารถถ่ายทอดจุดยืนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน และสร้างความประทับใจต่อผู้ที่พบเห็นอย่างลึกซึ้ง 
  • Respect: Iconic Brand
    คือ การขึ้นสู่ยอดพีระมิดของการสร้างแบรนด์ ด้วยการเป็น Iconic Brand ที่ทรงอิทธิลต่อสังคมและโด่งดัง ซึ่งการจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดนี้ได้ก็ต่อเมื่อแบรนด์นั้นมีการทุ่มเทให้กับการทำกิจกรรมต่างๆ ที่นอกเหนือจากการทำการตลาดในรูปแบบต่างๆ ทั่วไป การโฆษณา รวมถึงต้องได้รับการพิสูจน์แล้วว่าที่ผ่านมาแบรนด์นั้นๆ มิได้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังอุทิศตนและมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนหรือยกระดับสังคมให้ดีขึ้นได้

ด้วยเหตุนี้ แบรนด์ชั้นนำระดับโลกจึงให้ความสำคัญกับการสร้าง Brand Connection กับผู้คนที่ลึกลงไปถึงระดับความเชื่อ ความรู้สึก เพราะสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นมูลค่าของแบรนด์และทำให้มูลค่าของแบรนด์นั้นๆ ไม่สามารถตีเป็นมูลค่าที่แท้จริงทางบัญชีได้ ซึ่งความแข็งแกร่งระดับ “Iconic Brand” แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้คนมีให้กับแบรนด์ สินค้า แม้ว่าบริษัทจะต้องเผชิญกับภาวะยอดขายตกต่ำแค่ไหน แต่สุดท้ายแบรนด์นี้จะกลับมาได้ในที่สุด ซึ่งทางการตลาดเรียกสิ่งนี้ว่า Goodwill หรือ ค่าความนิยม ที่ทำให้คนยินดีจ่ายเงินให้กับแบรนด์สินค้านี้มากขึ้นด้วยเหตุผลทางอารมณ์ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Value of Branding จึงสำคัญ ทำไมจึงมีบริษัทจำนวนมากมายยินดีจ่ายเงินหลักล้านเพื่อ Brand Book เพียงเล่มเดียว และทำไมบทบาทของที่ปรึกษาทางการตลาดจึงสำคัญ ยกตัวอย่างแบรนด์สินค้าที่ประสบความสำเร็จในระดับ Iconic Brands อาทิ Nike, Tesla และ Apple เป็นต้น 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทฯ สามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ Website: www.bluebik.com
หรือ ติดตามข่าวสารผ่านทางโซเชียลมีเดียได้ที่ Facebook Page: Bluebik Group และ LinkedIn: Bluebik Group

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-bbik-value-of-branding/

แบรนด์ควรทำการตลาดอย่างไร ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย

แน่นอนว่าในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ผู้บริโภคย่อมเข้มงวดกับการใช้จ่ายมากขึ้น เมื่อยอดขายลดลง ธุรกิจมักจะลดต้นทุน และเลื่อนการเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ ตั้งแต่การจ้างบุคคากรใหม่ๆ งบการพัฒนาสินค้าและบริการ รวมไปถึงงบการตลาด

แม้ว่าการควบคุมต้นทุนจะเป็นเรื่องที่ดีในสภาวะที่เศรษฐกิจไม่เอื้อ แต่หากลดต้นทุนไม่ถูกจุดจนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไปกระทบผู้บริโภคก็อาจส่งผลให้แบรนด์สูญเสียลูกค้าประจำในระยะยาว

ข้อมูลจาก Harvard Business review ระบุไว้ว่าผู้บริโภคไม่ได้ใช้จ่ายน้อยลง เพียงแต่ปรับวิธีการเลือกซื้อ หากแบรนด์เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคได้ตรงจุด เหล่าผู้บริโภคก็ยินดีที่จะจ่าย โดย HBR ได้หยิบยกวิธีแบ่งลูกค้าออกเป็น 4 กลุ่ม เพื่อวิเคราะห์ความต้องการ ดังนี้

  1. กลุ่มเปราะบาง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางการเงินมากที่สุด โดยจะลด เลื่อน เปลี่ยนการใช้จ่ายทุกประเภทให้น้อยลง แม้ว่าโดยทั่วไปจะเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย-ปานกลาง ที่กังวลถึงสถานการณ์ด้านสุขภาพและรายได้ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง
  2. กลุ่มที่รอการฟื้นตัว กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ แต่มีความหวังว่าในระยะยาวเศรษฐกิจจะดีขึ้น แม้จะลดการรายจ่าย แต่พร้อมซื้อเมื่อเป็นสินค้าที่จำเป็น 
  3. กลุ่มที่มีฐานะดี กลุ่มที่สามารถเอาชนะสภาวะทางเศรษฐกิจได้ในปัจจุบันและอนาคต มีความมั่นคงทางการเงิน 
  4. กลุ่มที่อยู่กับปัจจุบัน กลุ่มนี้มีรายได้ปานกลาง โดยส่วนมากจะเลื่อนการซื้อครั้งใหญ่ออกไปเช่น รถ, คอนโด โดยทั่วไปมีอายุน้อย มักเช่ามากกว่าเป็นเจ้าของ ใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์มากกว่าสิ่งของ ดังนั้นพฤติกรรมการบริโภคโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าผู้บริโภคอยู่กลุ่มใด สิ่งที่จะให้ความสำคัญมากที่สุดมักเป็นเรื่องที่นำไปสู่การมีความเป็นอยู่ที่ดี โดยเราจะแบ่งสินค้าออกเป็น 4 ประเภท

  • สินค้าจำเป็น หรือสินค้าที่อยู่ในปัจจัย 4 อาหาร ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค
  • สินค้าไม่จำเป็นแต่สมเหตุสมผล เช่น อุปกรณ์สำหรับ Work From Home, เครื่องฟอกอากาศ
  • สินค้าที่ไม่ฉุกเฉิน เช่น การทานอาหารนอกบ้าน การใช้บริการทำความสะอาด
  • สินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าต่างๆ ที่ไม่จำเป็นแต่ซื้อเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนตัว

เมื่อเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มแล้ว แต่ละแบรนด์ต้องแบ่งว่ากลุ่มไหนเป็นลูกค้าหลัก เพราะแบรนด์ควรมุ่งเน้นทรัพยากรทางการตลาดในการรักษาความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าหลัก เพื่อรักษาให้คงผ่านภาวะถดถอยและเข้าสู่ระยะฟื้นตัวได้

from:https://www.thumbsup.in.th/marketing-during-recession?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=marketing-during-recession

รู้จัก Karen’s Diner ร้านอาหารธีมมนุษย์ป้า เสิร์ฟเบอร์เกอร์สุดแจ่ม พร้อมบริการหยาบคายดั่งไฟนรก

โอ้พระเจ้า แคเรน! น่าจะเป็นคำที่ใช้อธิบายร้านอาหารสุดแหวกแนวอย่าง Karen’s Diner ในซิดนีย์ได้ดีที่สุด เพราะร้านมาในธีมร้านอาหารมนุษย์ป้า (Karen) พร้อมเสิร์ฟเมนูเบอร์เกอร์สุดแจ่ม แถมด้วยบริการสุดห่วยดุจมนุษย์ป้าผู้ไม่สนสังคมเป็นคนมาเสิร์ฟให้เอง

ร้านนี้ก็เหมือนกับร้านสไตล์อเมริกันยุค 50s ทั่วไป ที่ตกแต่งด้วยหลอดไฟนีออนตัดกันเบาะหนังสีฉูดฉาดที่พร้อมเสิร์ฟอาหารแนว Comfort Food ทานง่าย สบายใจ แต่คุณจะสบายใจได้ไม่นานนักเพราะสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้คือบริการ ‘ชั้นเลิศ’ จากพนักงานในบทมนุษย์ป้าที่พร้อมจะขย้ำคุณตลอดเวลา

แค่ก้าวไปในร้านก้าวแรก สิ่งที่อาจจะได้ยินจากพนักงานอาจจะเป็น “จองไว้ด้วยหรอ?” “บอกชื่อมาดิ” “เบนหรอ ชื่อห่วยดีนะ” “นั่นชื่อแม่นายไม่ใช่หรอ?” และต้องย้ำไว้เลยว่านี่แค่ก้าวแรกเท่านั้น

ภายในร้าน พนักงานจะบริการดุจดั่งว่าโลกนี้เป็นเหมือนละคร ทำหน้าบึ้งตึงและเสียงดังตลอดเวลา พูดได้ว่าแหวกทุกขนบของงานบริการ ถ้าโชคดีหน่อยก็อาจจะได้เจอแค่พนักงานที่ไม่สนใจไยดี หรือไม่ให้ความช่วยเหลือ หรือถ้าโชคร้ายก็จะได้เจอกับพนักงานที่หยาบคายดั่งไฟนรก

ผู้จัดการทั่วไปของสาขาในซิดนีย์อย่าง Mitch Ransley ยอมรับว่า “นี่คือแนวคิดที่ทั้งอาจจะเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้นะ และมันก็น่าแปลกใจมากที่ดูเหมือนว่าคนจำนวนมากจะชอบทารุณกรรมตัวเอง” 

“พวกเขาชอบที่จะถูกสบถใส่ พวกเขาชอบตะโกนใส่พนักงานในขณะที่พนักงานก็ตะโกนด่าพวกเขากลับ”

Ransley พูดถึงสาเหตุที่ Karen’s Diner ประสบความสำเร็จจนถึงขั้นมีสาขาในสหรัฐฯ อังกฤษ และนิวซีแลนด์ หลังจากเปิดให้บริการสาขาแรกที่ออสเตรเลียเมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า “ในหลายๆ คุณต้องมีพิธีรีตองมากไป คุณต้องใส่สูทผูกไทด์ คุณต้องมารยาทตลอดเวลา แต่มาที่นี่คุณจะรู้สึกกะปรี้กะเปร่า คุณสามารถเป็นตัวเองหรือกระทั่งเป็นตัวเองในเวอร์ชันยักษ์เวอร์ชันมารก็ยังได้”

“แต่แน่นอนว่าทุกอยากต้องมีกฎเสมอ พนักงานห้ามล้อเลียนผู้พิการ ห้ามเหยียดเชื้อชาติ และพูดจาในเชิงเหยียดเพศ” Ransley ระบุ

ที่มา – euronews, ManchesterEveningNews

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รู้จัก Karen’s Diner ร้านอาหารธีมมนุษย์ป้า เสิร์ฟเบอร์เกอร์สุดแจ่ม พร้อมบริการหยาบคายดั่งไฟนรก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/get-to-know-karens-diner/