คลังเก็บป้ายกำกับ: MACBOOK_PRO

[ลือ] Mac Pro ซีพียู Apple Silicon จะเริ่มขายปีหน้า

Mark Gurman แห่ง Bloomberg ให้ข้อมูลในจดหมายข่าวรายสัปดาห์ Power On ตอนล่าสุด ว่าด้วยสินค้าตระกูล Mac ที่เตรียมขายในอนาคตอันใกล้นี้ มีรายละเอียดดังนี้

เริ่มที่ Mac Pro ซึ่งเป็นไลน์สินค้าตัวเดียวที่ยังไม่มีรุ่นซีพียู Apple Silicon ข้อมูลที่เขามีคือแอปเปิลเริ่มทดสอบ Mac Pro ใหม่แล้ว โดยคอนฟิกที่มีคือ 24 คอร์ซีพียู, 76 คอร์กราฟิก และแรม 192GB มีตัวเลือกให้อัพเกรดได้เป็น 48 คอร์ซีพียู, 152 คอร์กราฟิก, แรม 256GB

อย่างไรก็ตามเขาให้ข้อมูลว่า Mac Pro ซีพียู Apple Silicon จะยังไม่วางขายภายในปีนี้

ส่วนสินค้าอื่นที่คาดว่าจะขายภายในปีนี้คือ MacBook Pro ซีพียู M2 Pro และ M2 Max รวมทั้ง Mac mini ที่เป็น M2 ด้วย

ที่มา: 9to5Mac

from:https://www.blognone.com/node/131094

72 คีย์ลัด macOS กดถนัดมือประหยัดเวลาทำงานแน่นอน อัพเดทปี 2022

คีย์ลัด macOS มีวิธีกดเยอะมาก! ใช้เป็นบอกเลยว่าประหยัดเวลาสุดๆ

Share image Edit Name 2macos 1

นอกจากคีย์ลัด Windows ที่แนะนำไปเมื่อก่อนหน้านี้ ผู้อ่านหลายท่านที่ใช้ Apple MacBook เป็นพีซีประจำตัวก็คงอยากทราบวิธีกดคีย์ลัด macOS อย่างแน่นอน ซึ่งคีย์ลัดของฝั่ง macOS ก็จะใช้ปุ่ม Command, Option, Control, Shift ซึ่งไม่ต่างกับ Windows ที่ต้องการ Ctrl, Alt, Shift ซึ่งถ้าใครใช้ MacBook มานานก็น่าจะคุ้นเคยกับคีย์ลัดเหล่านี้แล้ว แต่ถ้าใครมีความคิดหรือเพิ่งเปลี่ยนมาใช้ macOS ใหม่ๆ ก็น่าจะสับสนพอดูว่าควรกดคีย์ลัดอะไรอย่างไรบ้าง ซึ่งอันที่จริง หากเราจับทางและเข้าใจว่าต้องเริ่มกดจากปุ่มไหนรวมกับปุ่มไหน มันก็จะง่ายขึ้นแน่นอน

Advertisementavw

Screenshot 2022 10 19 105436

ซึ่งปุ่มสำหรับใช้กดคีย์ลัดบนแป้นคีย์บอร์ด MacBook, iMac นอกจากจะมีตัวอักษรกำกับแล้วก็ยังมีไอคอนโลโก้ให้เห็นชัดเจน ข้อดีคือเมื่อใช้โปรแกรมใน macOS ทำงานแล้วเรามักเห็นโลโก้คีย์ลัดเหล่านี้มากกว่าชื่อเต็มเพราะประหยัดพื้นที่การแสดงผลและได้ความสวยงาม หน้าต่างรวมคำสั่งไม่ต้องยื่นออกมายาวจนบดบังสิ่งอื่นที่แสดงผลอยู่บนหน้าจอ ซึ่งถ้าผู้ใช้จำไอคอนเหล่านี้ได้และกดจนคล่องล่ะก็ มันจะช่วยประหยัดเวลาและใช้คำสั่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

คีย์ลัด macOS

72 คีย์ลัด macOS ใช้สะดวกทำงานสบาย ประหยัดเวลาไปเยอะ!

ผู้อ่านที่มีความคิดจะย้ายไปใช้ระบบปฏิบัติการ macOS หรือใช้มาระยะหนึ่งแล้วไม่แน่ใจว่าคีย์ลัด macOS มีอะไรให้ใช้งานบ้างล่ะก็ ผู้เขียนก็ขอจำแนกคีย์ลัดทั้ง 72 คีย์เป็น 4 หมวดหมู่ใหญ่ให้เลือกอ่านได้ตามความสนใจ ซึ่งมีหมวดหมู่ดังนี้

  1. คีย์ลัดพื้นฐาน ได้ใช้ประจำ
  2. คีย์ลัดคุมตัวเครื่อง
  3. คีย์ลัดใช้กับ Finder
  4. คีย์ลัดสำหรับงานเอกสาร

magic keyboard pewz4toce72a medium

1. คีย์ลัด macOS พื้นฐาน ได้ใช้ประจำ

ilya pavlov wbXdGS D17U unsplash

  1. Command+Z – ยกเลิกคำสั่งก่อนหน้านี้ หรือถ้ากด Shift+Command+Z จะเป็นทำซ้ำ
  2. Command+X – คำสั่ง Cut เลือกตัดสิ่งที่ต้องการไปเก็บใน Clipboard
  3. Command+C – คำสั่ง Copy คัดลอกสิ่งที่ต้องการเข้า Clipboard
  4. Command+V – คำสั่ง Paste วางสิ่งใน Clipboard ล่าสุดลงในแอพฯ หรือเอกสารได้
  5. Command+A – เลือกทุกสิ่งบนหน้าจอ ณ ตอนนั้น
  6. Command+F – หาสิ่งที่ต้องการในเอกสาร ถ้ากดหน้า Desktop จะเปิดหน้า Find
  7. Command+G – ค้นหาเพิ่มเติมโดยเน้นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ค้นหาไปก่อนหน้า
  8. Command+H – ซ่อนหน้าต่างแอพฯ ที่เปิดอยู่หน้าสุด ณ ปัจจุบัน แต่ถ้าดูเฉพาะแอพฯ ปัจจุบันอย่างเดียวแล้วซ่อนแอพฯ อื่นทิ้ง ให้กด Command+Option+H
  9. Command+M – ซ่อนหน้าต่างแอพฯ ที่เปิดอยู่เก็บลง Dock ไป ถ้าปิดหน้าต่างทั้งหมดของแอพฯ ที่เปิดอยู่อันหน้าสุด ให้กด Command+Option+M
  10. Command+O – เปิดใช้สิ่งที่เลือก หรือเปิด Dialog ขึ้นมาเพื่อเลือกไฟล์ที่ต้องการเปิด
  11. Command+P – สั่งปริ้นท์เอกสารที่เปิดอยู่ ณ ตอนนี้
  12. Command+S – สั่งเซฟเอกสารที่ใช้งานอยู่ ณ ตอนนี้
  13. Command+T – เปิดแท็บใหม่ขึ้นมาใช้งาน
  14. Command+W – ปิดหน้าต่างที่อยู่หน้าสุดทิ้งไป ถ้าปิดทุกหน้าต่างของแอพฯ นั้นให้กด Command+Option+W
  15. Option+Command+Esc – สั่งปิดแอพฯ ที่ใช้งานอยู่แบบ Force quit
  16. Command+Space bar – เปิด/ปิดคำสั่งค้นหา Spotlight search ซึ่งใช้ค้นทั้งเครื่อง
  17. Command+Control+Space bar – เปิดหน้าต่าง Character Viewer ดู Emoji หรือสัญลักษณ์ต่างๆ มาใช้งานได้
  18. Command+Control+F – เปิดใช้แอพฯ นั้นๆ แบบเต็มหน้าจอ (หากแอพฯ นั้นรองรับ)
  19. Command+Tab – สลับไปยังแอพฯ ที่เปิดอยู่แล้วผู้ใช้สลับมาใช้งานบ่อยที่สุด
  20. Command+Shift+5 – (macOS Mojave เป็นต้นไป) สั่งแคปภาพหน้าจอ เลือกเป็นภาพนิ่งหรือวิดีโอก็ได้ ถ้ากดเลข 3 จะสั่งบันทึกวิดีโอหน้าจอ ส่วนเลข 4 เป็นภาพนิ่ง
  21. Command+Shift+N – สร้างแฟ้ม (Folder) ใหม่ในหน้าต่าง Finder
  22. Command+Comma (,) – เปิดหน้าต่างตั้งค่าของแอพฯ ที่ใช้งานอยู่
2. คีย์ลัด macOS คุมตัวเครื่อง

giorgio trovato v bri4iVuiM unsplash

  1. กดปุ่ม Power – ถ้ากดแล้วปล่อยทันทีเป็น Wake/Sleep แบบ iPhone ถ้ากดค้าง 1.5 วินาที จะสั่งให้ MacBook เข้าโหมด Sleep ถ้ากดค้างจะสั่งปิดเครื่อง
  2. Command+Option+ปุ่ม Power – สั่งให้ MacBook ตัดเข้าโหมด Sleep
  3. Control+Shift+ปุ่ม Power – สั่งให้หน้าจอ MacBook เข้าสู่โหมด Sleep
  4. Control+ปุ่ม Power – เปิดหน้าต่างเลือกคำสั่ง Restart, Sleep, Shut Down เครื่อง
  5. Control+Command+ปุ่ม Power – บังคับ MacBook ให้ Restart เครื่องโดยไม่เซฟข้อมูลในเอกสารหรือตัวเอกสารที่เปิดอยู่
  6. Control+Command+Q – ล็อคหน้าจอ MacBook โดยทันที
  7. Shift+Command+Q – Log out จาก Account ที่ใช้ในเครื่อง MacBook นั้นๆ อยู่ ซึ่งระบบจะถามก่อนว่าผู้ใช้ยืนยันการ Log out นี้ไหม หากไม่ต้องการให้เครื่องถามเช่นนี้ ให้กด Command+Shift+Option+Q
3. คีย์ลัด macOS ใช้กับ Finder

macos big sur finder icon

  1. Command+D – ทำสำเนาไฟล์ (Duplicate) ที่เลือก
  2. Command+E – ตัดการเชื่อมต่อกับไดรฟ์หรือดิสก์ที่ต่อกับ MacBook อยู่
  3. Command+F – ใช้ Spotlight search ในหน้าต่างโปรแกรม Finder
  4. Command+I – เปิดหน้าต่าง Get Info ของไฟล์นั้นๆ เพื่อดูข้อมูลและรายละเอียด
  5. Command+N – เปิดหน้าต่าง Finder อันใหม่
  6. Shift+Command+C – เปิดหน้าต่าง Computer ใหม่ขึ้นมาใช้งาน
  7. Shift+Command+D – เปิดแฟ้ม Desktop ขึ้นมาใช้งาน
  8. Shift+Command+F – เปิดหน้าต่าง Recents เพื่อดูว่าได้เปิดหรือแก้ไขไฟล์ใดไปบ้าง
  9. Shift+Command+G – เปิดหน้าต่างไปยังโฟลเดอร์ขึ้นมา
  10. Shift+Command+H – เปิดแฟ้ม Home ของบัญชีผู้ใช้นั้นๆ ที่ใช้งานเครื่องอยู่ 
  11. Shift+Command+I – เปิด iCloud Drive 
  12. Shift+Command+K – เปิดหน้าต่าง Network 
  13. Shift+Command+N – สร้างแฟ้มใหม่ขึ้นมา
  14. Shift+Command+O – เปิดแฟ้ม Documents
  15. Shift+Command+R – แสดงหรือซ่อนหน้าต่างแสดงตัวอย่าง (Preview pane) ในหน้าต่าง Finder
  16. Shift+Command+T – แสดงหรือซ่อน Tab bar ของ Finder
  17. Shift+Command+U – เปิดแฟ้ม Utilities ขึ้นมาใช้งาน
  18. Option+Command+L – เปิดโฟลเดอร์ Downloads
  19. Command+Y – ใช้คำสั่ง Quick Look เพื่อดูตัวอย่างไฟล์ที่ต้องการ
  20. Command+1 – ดูไฟล์ต่างๆ ในหน้าต่าง Finder แบบไอคอน
  21. Command+2 – ดูไฟล์ต่างๆ ในหน้าต่าง Finder แบบเรียง List
  22. Command+3 – ดูไฟล์ต่างๆ ในหน้าต่าง Finder แบบคอลลัมน์
  23. Command+4 – ดูไฟล์ต่างๆ ในหน้าต่าง Finder แบบแกลลอรี่ภาพ
4. คีย์ลัด macOSสำหรับงานเอกสาร

ryan snaadt fuYY1F3bCiQ unsplash

  1. Command+B – ทำตัวอักษรที่เลือกให้เป็นตัวหนาหรือเปิดคำสั่งพิมพ์ตัวหนา
  2. Command+Iทำตัวอักษรที่เลือกให้เป็นตัวเอียงหรือเปิดคำสั่งพิมพ์ตัวเอียง
  3. Command+K – เพิ่มลิ้งค์เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์
  4. Command+Uขีดเส้นใต้ตัวอักษรที่เลือกหรือเปิดคำสั่งพิมพ์แล้วมีขีดเส้นใต้
  5. Command+T – แสดงหรือซ่อนหน้าต่าง Fonts
  6. Command+D – เลือกโฟลเดอร์บน Desktop จากกล่องโต้ตอบ “เปิด” หรือ “บันทึก”
  7. Control+Command+D – แสดงหรือซ่อนคำแปลของคำที่เลือกเอาไว้
  8. Shift+Command+เครื่องหมายโคลอน (:) – แสดงหน้าต่างสะกดคำและแกรมม่า
  9. Command+เครื่องหมายเซมิโคลอน (;) – ค้นหาคำที่สะกดผิดในเอกสาร
  10. Option+Delete – ลบคำที่อยู่ทางซ้ายไอคอนแสดงจุดที่กำลังพิมพ์อยู่ ( | )
  11. Control+A – ย้ายกลับไปยังจุดเริ่มต้นของบรรทัดหรือย่อหน้านั้นๆ
  12. Control+E – ย้ายไปยังจุดสิ้นสุดบรรทัดหรือย่อหน้านั้นๆ
  13. Control+F – ย้ายหนึ่งตัวอักษรไปข้างหน้า
  14. Control+B – ย้ายหนึ่งตัวอักษรไปข้างหลัง
  15. Option+Command+F – ใช้คำสั่งค้นหาในโปรแกรมเอกสาร
  16. Option+Command+T – แสดงหรือซ่อนคำสั่ง Toolbar ในแอพฯ
  17. Option+Command+C – คัดลอกการตั้ง Format ของเอกสารนั้นไปไว้ใน Clipboard
  18. Option+Command+V – นำการตั้ง Format ของเอกสารที่เซฟเอาไว้ใน Clipboard มาใช้งานกับเอกสารอีกชุดหนึ่ง
  19. Option+Shift+Command+V – Paste แล้วปรับ Format เดิมของเอกสารให้เข้ากับ Format ใหม่ที่คัดลอกมาใช้งาน
  20. Option+Command+เครื่องหมายคำถาม (?) – เปิดหน้าต่าง Help ขึ้นมาใช้งาน

ab fhmRqhD dYg unsplash

จะเห็นว่าคีย์ลัด macOS นั้นจะมีให้ใช้งานเยอะและแยกไปตามหมวดการทำงานอีกด้วย ซึ่งถ้าผู้ใช้คนไหนคิดจะเปลี่ยนหรือเปลี่ยนมาใช้ MacBook สักระยะหนึ่งแล้วอยากรู้ว่าเราควรกดคีย์ลัดมันอย่างไรดีเพื่อให้ใช้งานได้ลื่นไหลยิ่งขึ้น ก็ทดลองกดตามแล้วลองเลือกใช้งานคีย์ลัดตามความถนัดของแต่ละคนได้เลย ทีนี้ก็จะทำงานได้สะดวกรวดเร็วและประหยัดเวลาอีกด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง

USB C cover

Share image Edit Name 3icloud 1

Share image Edit Name 3macbook 1

from:https://notebookspec.com/web/671391-72-macos-shortcut-keys

3 สเต็ปเทพดึงรูปจาก iCloud ไม่เกี่ยง Windows, Android ฉบับง่ายทำได้ด้วยตัวเอง!! อัพเดทปี 2022

ดึงรูปจาก iCloud ไม่ยากอย่างที่คิด แค่ 3 ขั้นตอนนี้ก็เอาภาพมาใช้ได้แล้ว!

Share image Edit Name 3icloud 1

คนที่เคยใช้อุปกรณ์ Apple ไม่ว่าจะ iPhone, iPad แต่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ก็มีภาพหรือคลิปที่ถ่ายเก็บเอาไว้แต่ไม่รู้ว่าจะดึงรูปจาก iCloud ได้อย่างไร และมีวิธีไหนบ้างถึงจะโหลดกลับมาใช้งานได้สะดวกๆ ไม่ต้องซื้อเสียเงินซื้อสินค้าของ Apple กลับมาเพื่อดึงภาพ, คลิป หรือโน๊ตบางอย่างออกมาใช้งานให้เปลืองเงิน ก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยระบบปฏิบัติการอื่นไม่ว่าจะ Windows, Android ก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน ซึ่งทาง Apple เองก็มีเว็บไซต์ iCloud ให้อดีตผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ล็อคอินเข้ามาใช้บริการได้ด้วย ด้านรูปแบบการใช้งาน ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการใช้งานในแอพฯ ของทาง Apple เลย

Advertisementavw

หรือถ้าใครใช้ iPhone, iPad, MacBook ควบคู่กับระบบปฏิบัติการ Windows อยู่ ก็ไม่ยุ่งยากเหมือนในอดีตอีกแล้ว นั่นเพราะทาง Apple ก็พัฒนาโปรแกรมให้ดึงภาพจาก iCloud ได้โดยตรง เพียงแค่ตั้งค่าในไม่กี่คลิ๊ก ก็พร้อมใช้งานได้ทันทีและสะดวกพอสมควร จัดว่าไม่แพ้ MacBook เลยทีเดียวและยังมีให้โหลดมาใช้งานใน Microsoft Store โดยตรงอีกด้วย

ดึงรูปจาก iCloud

3 สเต็ปเทพดึงรูปจาก iCloud ง่ายๆ ไม่ต้องเป็นอุปกรณ์ Apple ก็โหลดได้!

สำหรับวิธีการดึงรูปจาก iCloud ในตอนนี้จัดว่าง่ายมาก เพียงไม่กี่ขั้นตอนก็ได้ภาพที่เคยเซฟเก็บเอาไว้กลับมาใช้งานได้แล้ว และยังอัพโหลดภาพกลับเข้าไปเก็บใน iCloud ที่เรามีอยู่ได้อีกด้วย โดยวิธีการดึงรูปนั้นจะมี 3 วิธีหลักๆ ดังนี้

  1. โหลดจากเว็บไซต์ iCloud โดยตรงได้เลย
  2. โหลดโดยใช้แอพฯ หรือโปรแกรมของ Apple
  3. โหลดภาพจาก Shared Album ที่เพื่อนแชร์ให้ก็ได้!

1. โหลดจากเว็บไซต์ iCloud โดยตรงได้เลย

 

icloud 1

วิธีแรกที่ง่ายสุดและใช้งานได้ทุกระบบปฏิบัติการ คือ ไปโหลดภาพมาจากเว็บไซต์ iCloud โดยตรง ซึ่งขั้นตอนนี้จะทำในโน๊ตบุ๊คหรือสมาร์ทโฟนก็ได้ โดยระบบจะให้ผู้ใช้ล็อคอิน Apple ID และยืนยันตัวด้วย Two-Factor Authentication ก่อนจะปลดล็อคให้ผู้ใช้เข้าไปดึงรูปหรือเปิดโน๊ตที่บันทึกเอาไว้ได้ตามต้องการ หากผู้ใช้คนไหนย้ายมาใช้ระบบปฏิบัติการ Android แล้ว Apple จะเปลี่ยนจากการส่งคำยืนยันเป็นหน้าต่างแจ้งเตือนใน iPhone เป็น SMS ให้ผู้ใช้กรอกเพื่อล็อคอินแทน

Screenshot 2022 08 29 155602 1

เมื่อล็อคอินแล้ว ที่หน้าแรกของเว็บไซต์ iCloud จะมีแอพฯ พื้นฐานของ macOS ที่ถูกแบ็คอัพขึ้น iCloud ให้กดเปิดใช้งานแบบออนไลน์ และยังใช้โปรแกรมทำงานเอกสารของ Apple อย่าง Pages, Numbers, Keynote ได้ด้วย ส่วนการดึงภาพจาก iCloud ให้คลิกไอคอนแอพฯ รูปภาพ (Photos) เพื่อเปิดดูภาพที่ถูกแบ็คอัพเอาไว้ออกมา

Screenshot 2022 08 29 130833 1 1

 

หน้า UI แอพฯ รูปภาพบนเว็บไซต์ iCloud จะเหมือนเวอร์ชั่นแอพฯ ใน macOS สามารถดาวน์โหลด, อัพโหลด, ลบภาพที่แบ็คอัพเอาไว้ได้ตามสะดวก โดยขั้นตอนใช้งานบนเว็บไซต์ นอกจากจะแตะเลือกเพียงภาพที่ต้องการภาพเดียว, กด Ctrl ค้างแล้วคลิกเลือกหลายๆ ภาพพร้อมกัน หรือแม้แต่กด Ctrl+A เพื่อเลือกทุกภาพที่แบ็คอัพเอาไว้ก็ได้

Screenshot 2022 08 29 161618

 

เมื่อได้ภาพที่ต้องการแล้ว จะมีไอคอนให้เลือกสิ่งที่ต้องการทำกับภาพใน iCloud ของเราได้ 7 อย่างด้วยกัน โดยไล่จากซ้ายได้แก่

  1. รูปเมฆพร้อมลูกศรชี้ขึ้น – อัพโหลดภาพจากในคอมพิวเตอร์ขึ้น iCloud
  2. กรอบสี่เหลี่ยมและเครื่องหมายบวก – เพิ่มภาพที่เลือกไปยังอัลบั้มที่ต้องการ
  3. รูปหัวใจ – เลือกเป็นภาพโปรด
  4. กรอบสี่เหลี่ยมมีลูกศรชี้ขึ้น – แชร์
  5. รูปเมฆพร้อมลูกศรชี้ลง – ดาวน์โหลดรูปจาก iCloud เข้ามาในคอมของเรา
  6. รูปถังขยะ – ลบภาพที่เลือกทิ้งไป
  7. วงกลมมี 3 จุดตรงกลาง – ตั้งค่าตัวเลือกการดาวน์โหลดภาพจาก iCloud โดยเลือกได้ 2 แบบ
    1. ดาวน์โหลดต้นฉบับ – โหลดไฟล์ภาพต้นฉบับ ความละเอียดสูงสุดจาก iCloud
    2. ใช้งานร่วมกันได้ดีที่สุด – โหลดภาพที่นำไปใช้งานได้ทุกระบบปฏิบัติการ จะเป็นไฟล์นามสกุล .jpg, .HEIF, H.264, .HEVC

Screenshot 2022 08 29 13 35 52 85 40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12 1
Screenshot 2022 08 29 13 35 56 62 40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12 1

ถ้าใช้ผ่านเบราเซอร์ในสมาร์ทโฟน เมื่อล็อคอินเว็บไซต์ iCloud และเปิดเจอภาพที่ต้องการแล้ว ให้กดไอคอนวงกลมมี 3 จุดตรงกลางก่อน แล้วแตะคำว่า “ดาวน์โหลด” แล้วเบราเซอร์ก็จะดึงรูปจาก iCloud มาเก็บไว้ในมือถือให้ใช้งานได้แล้ว

2. โหลดโดยใช้แอพฯ หรือโปรแกรมของ Apple

Screenshot 2022 08 29 141341 1

วิธีดึงภาพจาก iCloud ถ้าเป็นระบบของ Apple เองก็ทำได้ไม่ยาก ซึ่งทาง Apple ก็แนะนำวิธีทำเอาไว้บนหน้าเว็บไซต์ของตัวเองด้วย โดยแยกตามระบบปฏิบัติการไป ได้แก่ iOS, macOS และ Windows ซึ่งขั้นตอนใช้งานไม่ซับซ้อนเลย หากแยกตามระบบปฏิบัติการจะเป็นดังนี้

ระบบปฏิบัติการ iOS, iPadOS
  1. แตะคำสั่ง Settings เลือก Apple ID ของตัวเองด้านบน
  2. แตะคำสั่ง iCloud แล้วเลือก Photos
  3. เลือก Download and Keep Originals
ระบบปฏิบัติการ macOS
  1. เปิดแอพฯ Photos
  2. เลือกคำสั่ง Photos คลิกที่ตัวเลือก Preferences 
  3. คลิกคำว่า iCloud แล้วคลิกคำสั่ง Download Originals to this Mac

pc ios 15 iphone 12 pro icloud photos hero 1

ส่วนผู้ใช้ที่ใช้โน๊ตบุ๊คหรือพีซีระบบปฏิบัติการ Windows ควบคู่กับ iOS หรือเคยใช้ก็ดึงรูปจาก iCloud กลับมาใช้งานได้โดยโปรแกรม iCloud ที่ทาง Apple ทำมาเพื่อระบบปฏิบัติการ Windows โดยเฉพาะ สามารถโหลดผ่านทาง Microsoft Store ได้เลย หากผู้ใช้คนไหนสนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

Screenshot 2022 08 29 150846 1

icloud2 1
icloud3 1
icloud4 1
icloud5 1

วิธีใช้งานโปรแกรม iCloud ของ Windows ก็จัดว่าใช้งานได้ง่ายมาก เมื่อติดตั้งแล้วโปรแกรมจะให้กรอก Apple ID ส่วนตัวตามปกติ แล้วกด Sign In และยืนยันตัวผ่านระบบ Two-Factor Authentication ให้เรียบร้อย จากนั้นระบบจะให้ผู้ใช้ตั้งค่าว่าต้องการ Sync ข้อมูลอะไรจาก iCloud เข้ามาในพีซีบ้าง ซึ่งเลือกได้ทั้ง iCloud Drive, Photos, Contacts and Calenders, Bookmarks และ Passwords ในส่วนนี้เราสามารถเลือกเชื่อมต่อข้อมูลได้ตามต้องการแล้วค่อยกด Apply ด้านล่าง

เมื่อปล่อยให้ iCloud จัดการเชื่อมต่อข้อมูลจนขึ้นหน้าต่าง “Setup is Complete” ในภาพล่างซ้ายแล้ว ให้กด Done จากนั้นผู้ใช้ก็สามารถดึงรูปจาก iCloud ได้ตามต้องการเหมือนเป็นไดรฟ์ในคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งถ้าตั้ง Sync ทุกอย่างเอาไว้ในเครื่องจะแยกเป็น 2 ไดรฟ์ด้วยกัน ได้แก่

  1. iCloud Drive – เปิดดูข้อมูลใน iCloud ทั้งหมด ได้แก่ เอกสารจากโปรแกรม Pages, Numbers, Keynote และบางรูปภาพที่ Sync เอาไว้
  2. iCloud Photos – เปิดดูและดึงรูปทั้งหมดจาก iCloud ได้ทั้งหมดเหมือนไดรฟ์หนึ่งในโน๊ตบุ๊ค ถ้าต้องการใช้งานก็ใช้คำสั่ง Copy&Paste เข้ามาในเครื่องแล้วใช้งานได้เลย

 

Screenshot 2022 08 29 13 11 16 76 40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12 1
Screenshot 2022 08 29 13 11 27 49 40deb401b9ffe8e1df2f1cc5ba480b12 1
Screenshot 2022 08 29 13 11 34 93 b783bf344239542886fee7b48fa4b892 1
Screenshot 2022 08 29 13 32 20 66 b783bf344239542886fee7b48fa4b892

ด้านผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android หากต้องการดึงรูปจาก iCloud ผ่านเบราเซอร์โดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ URL ใหม่ตั้งแต่ต้นก็สามารถเซฟหน้าเว็บให้เป็นไอคอนแอพฯ บนจอสมาร์ทโฟนได้ด้วย โดยมีวิธีการดังนี้

  1. เปิดหน้าเว็บไซต์ iCloud (หรือเว็บไซต์ที่ต้องการก็ได้เช่นกัน)
  2. แตะเครื่องหมาย 3 จุดแนวตั้งมุมบนขวามือ เลือก “Add to Home screen”
  3. ระบบจะขึ้นหน้า Add to Home screenโชว์ไอคอนขนาด 1×1 ขึ้นมา ให้กด ADD ได้เลย
  4. เมื่อกด ADD แล้วกลับมาหน้า Home screen จะเห็นไอคอนเว็บไซต์ที่สั่งเซฟเอาไว้ เช่น iCloud อยู่บนหน้าจอและมีไอคอนรูปเบราเซอร์ Google Chrome ห้อยอยู่มุมล่างขวามือ เมื่อแตะแล้วจะโหลดเข้าหน้าเว็บไซต์ iCloud ทันที

ซึ่งขั้นตอนการเซฟหน้าเบราเซอร์ที่ต้องการให้เป็นไอคอนบน Home screen นั้นจัดว่าสะดวกรวดเร็วมาก เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องเข้าหน้าเว็บไซต์ใดเป็นประจำก็เอาวิธีนี้ไปใช้งานได้เลย ไม่ต้องพิมพ์ให้เสียเวลา

3. โหลดภาพจาก Shared Album ที่เพื่อนแชร์ให้ก็ได้!

mikayla mallek 3iT3dnmblGE unsplash 1

ส่วนวิธีดึงรูปจาก iCloud ที่เป็น Shared Albums ซึ่งเราไม่ได้เป็นเจ้าของแต่คนรู้จักแชร์มาให้กดดูได้ด้วยกัน ซึ่งวิธีดึงภาพมาใช้งานทำได้ทั้ง iOS, iPadOS, macOS รวมถึง Windows ด้วย โดยมีวิธีการแยกตามระบบปฏิบัติการดังนี้

ระบบปฏิบัติการ iOS, iPadOS
  1. เปิดแอพฯ Photos ในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต เลือกแท็บ Albums
  2. เลื่อนหน้าจอลงมาที่แถบ Shared Albums แล้วเลือกอัลบั้มที่ต้องการ
  3. เลือกภาพหรือคลิปที่ต้องการ จากนั้นกดปุ่ม Share (รูปกล่องสี่เหลี่ยมมีลูกศรชี้ขึ้น)
  4. แตะตัวเลือก Save Image หรือ Save Video เพื่อเซฟไว้ในเครื่อง
ระบบปฏิบัติการ macOS
  1. เปิดแอพฯ Photos เลือกคำสั่ง Shared Album ตรงแถบคำสั่งฝั่งซ้ายมือของหน้าต่างโปรแกรม
  2. เลือกภาพหรือวิดีโอที่ต้องการ แล้วเลือกคำสั่ง Import เพื่อเซฟเอาไว้ใน MacBook ได้เลย
ระบบปฏิบัติการ Windows
สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows 10 หรือ 11
  1. คลิก Start Menu > iCloud Shared Albums
  2. ดับเบิ้ลคลิก Shared Album ที่ต้องการเพื่อเปิดอัลบั้มนั้นๆ
  3. ดับเบิ้ลคลิกภาพหรือคลิปที่ต้องการ จากนั้น Copy ไฟล์ดังกล่าวแล้ว Paste ไว้ในโฟลเดอร์อื่นในเครื่องของเราได้เลย
สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows 7
  1. เปิดหน้าต่าง Windows Explorer แล้วสังเกตตัวเลือก iCloud Photos ที่แถบฝั่งซ้ายมือ
  2. ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ Shared folder จากนั้นดับเบิ้ลคลิ๊กอัลบั้มที่มีภาพหรือวิดีโอที่ต้องการ
  3. ดับเบิ้ลคลิกภาพหรือคลิปที่ต้องการ จากนั้น Copy ไฟล์ดังกล่าวแล้ว Paste ไว้ในโฟลเดอร์อื่นในเครื่องของเราได้เลย

andrew neel cckf4TsHAuw unsplash

จะเห็นว่าวิธีการดึงรูปจาก iCloud หรือแม้แต่ไฟล์เอกสารที่เคยเซฟเอาไว้ก็สามารถดึงกลับมาใช้งานได้โดยไม่ต้องมี iPhone, iPad หรือแม้แต่ MacBook สักชิ้นเดียวเลยก็ได้ ขอแค่รู้ว่าต้องเข้าทางไหน ทำอย่างไรก็เพียงพอแล้ว ซึ่งวิธีดึงรูปที่แนะนำไปในบทความนี้แล้ว ถ้า iCloud ของใครกำลังจะเต็มเพราะมีไฟล์ภาพเยอะเกินไปแล้วไม่อยากเสียเวลานั่งไล่ลบเองทีละภาพ ก็เปิดคอมพิวเตอร์แล้วไล่ลบภาพทิ้งไปก็ได้และสะดวกกว่ามาก

อย่างไรก็ตา ในมุมของผู้เขียนมองว่าในยุคนี้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถเปิดใช้อินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลาและยังรับส่งไฟล์ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการจ่ายซื้อพื้นที่ Cloud ส่วนตัวเอาไว้เซฟงานเก็บเอกสารต่างๆ เป็นการลงทุนที่คุ้มอย่างแน่นอน โดยเฉพาะคนที่มีไฟล์งานสำคัญอยู่ก็แนะนำให้ลงทุนซื้อเพิ่มแค่ตัวเริ่มต้นก็ได้ แล้วใช้วิธีแชร์ไฟล์ใน Cloud Drive แทน จะสะดวกกว่าใช้แฟลชไดรฟ์อย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

macbook gaming cover

Share image Edit Name 3macbook 1

USB C cover

from:https://notebookspec.com/web/663779-3-step-download-photo-from-icloud

MacBook Pro 14, 16 นิ้ว พร้อมชิป Apple M2 จะเริ่มผลิตปลายปีนี้

อัปเดตรายละเอียดสินค้าใหม่ในกลุ่ม MacBook Pro 14 และ 16 นิ้ว โดย Ming Chi-Kuo บอกว่า Apple จะเริ่มต้นผลิต MacBook Pro รุ่นใหม่หน้าจอ 14 และ 16 นิ้วในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

สำหรับชิป Apple M2 กลุ่ม M2 Pro และ M2 Max จะผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยี 3nm และคาดว่า Apple จะเริ่มวางจำหน่าย MacBook Pro 14 และ 16 นิ้วรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับชิปซีรีส์ M2 ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2023 ครับ

macbook-pro

 

ข่าว: MacBook Pro 14, 16 นิ้ว พร้อมชิป Apple M2 จะเริ่มผลิตปลายปีนี้ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/apples-m2-powered-14-and-16-inch-macbook-pros-to-start-production-in-q4-2022/

6 แอพฯ แคปหน้าจอ Mac ใช้ได้ฟรีไม่เสียสักบาท ฟังก์ชั่นเยอะ อัพเดทปี 2022

แคปหน้าจอ Mac ทำได้ง่ายๆ จะภาพนิ่งหรือคลิปก็ได้หมด!

Share image Edit Name 3macbook 1

การแคปหน้าจอ Mac เพื่อเอาภาพไปใช้งานเป็นอีกเรื่องสำคัญซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักใช้งานกัน ไม่ว่าจะแคปหน้าจอส่งข้อมูลให้เพื่อนที่รู้จักได้รับรู้ด้วยกันหรือจะใช้เพื่อเหตุผลทางกฏหมายก็ตาม ฟังก์ชั่นนี้ก็กลายเป็นสิ่งจำเป็นของใครหลายๆ คนโดยปริยาย ซึ่งบางคนก็อาจจะกดคีย์ลัดเหล่านี้ของ MacBook จนคล่องไปแล้วก็ได้

Advertisementavw

อย่างไรก็ตาม คนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows มาก่อนแล้วย้ายมาใช้ macOS อาจจะไม่ทราบหรือหลงกดปุ่มผิดโดยเอาความเข้าใจเดิมมาปรับใช้อาจจะเกิดเป็นเรื่องปกติ แต่ระบบปฏิบัติการ macOS มีคำสั่งลัดแยกเฉพาะของตัวเอง ซึ่งกดแตกต่างจากฝั่ง Windows ไปคนละแบบ แต่ก็ใช้งานได้ไม่ยากนั่นเพราะถ้าเริ่มกดคีย์ลัด ก็จะเริ่มจากปุ่มหลักอย่างปุ่ม Command เหมือนกับปุ่ม Windows บนคีย์บอร์ดนั่นเอง

แคปหน้าจอ Mac

แคปหน้าจอ Mac แบบภาพนิ่งด้วยคีย์ลัดของ macOS

macos big sur safari screenshot window 1

คีย์ลัดสำหรับผู้ที่เปลี่ยนมาใช้ macOS หรือยังใช้งานไม่ถนัดแล้วต้องการแคปหน้าจอเอาไว้ใช้งานก็กดได้ไม่ยาก โดยหลักๆ จะต้องกด Shift+Command และตัวเลข 3~6 บนแป้นคีย์บอร์ดเพื่อเลือกรูปแบบการแคปหน้าจอที่ต้องการใช้ ซึ่งรูปแบบการทำงานจะมีดังนี้

คีย์ลัดที่กด การทำงาน
Shift+Command+เลข 3 แคปภาพทั้งหน้าจอ เหมือนกด Print Screen หรือ Windows+Print Screen
Shift+Command+เลข 4 แคปภาพเพียงบางส่วนของหน้าจอ เมื่อกดแล้วเคอร์เซอร์ของเมาส์จะกลายเป็นเครื่องหมายบวกให้ลากคลุมพื้นที่ที่ต้องการบันทึกภาพหน้าจอ
Shift+Command+เลข 4+Spacebar เลือกแคปภาพเพียงหน้าต่างหนึ่งบนหน้าจอ เมื่อกดแล้วระบบจะให้เลื่อนเคอร์เซอร์เมาส์ไปเลือกหน้าต่างที่ต้องการแคปหน้าจอ เมื่อคลิกแล้วจะแคปภาพหน้าจอนั้นเอาไว้ 
Shift+Command+เลข 4+ลากเมาส์ แคปภาพหน้าจอเฉพาะกรอบเมนูที่ต้องการ เมื่อกดแล้วให้เลื่อนเคอร์เซอร์เมาส์ไปกรอบเมนูที่ต้องการแล้วคลิกซ้าย
Shift+Command+เลข 5 เปิดคำสั่ง Screenshot แคปหน้าจอ
Shift+Command+เลข 6 แคปภาพบริเวณ Touch Bar ของ MacBook
(เฉพาะเครื่องที่มี Touch Bar)

หากใครไม่ถนัดใช้คีย์ลัดดั้งเดิมเหล่านี้เพื่อแคปภาพหน้าจอล่ะก็ ทาง Apple เองก็เปิดฟังก์ชั่นให้ผู้ใช้ตั้งค่าคีย์ลัดใหม่ให้กดได้ถนัดมือยิ่งขึ้น โดยกดไอคอน 2f77cc85238452e25cb517130188bf99 มุมบนซ้ายของหน้าจอ > System Preferenes > Keyboard > Shortcuts แล้วกดตั้งค่าคีย์ลัดได้ตามถนัดเลย ส่วนภาพแคปหน้าจอจะถูกเซฟเก็บเอาไว้บนหน้า Desktop เป็นไฟล์ .png และปัจจุบันนี้ macOS ยังแคปหน้าจอเป็นคลิปในคำสั่ง Screen Recording ได้ โดยไฟล์จะถูกเซฟเป็น .mov

อย่างไรก็ตาม ทาง Apple จะไม่ให้แคปภาพหน้าจอของแอพฯ บางประเภท เช่น ภาพจาก DVD Player คาดว่าป้องกันปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์นั่นเอง

แคปหน้าจอ Mac เป็นคลิปด้วย 6 แอพฯ น่าใช้ โหลดติดเครื่องไว้สะดวกแน่นอน

ผู้ใช้คนไหนอยากได้แอพฯ แคปจอเป็นวิดีโอเอาไว้เสริมใช้งานนอกเหนือจากฟังก์ชั่นของตัว macOS ณ ตอนนี้ก็มีแอพฯ ฟรีให้เลือกใช้งานได้ทั้งหมด 6 แอพฯ ด้วยกัน เป็นแอพฯ แบบติดตั้งไว้ในเครื่องหรือจะใช้งานออนไลน์ก็ได้เช่นกัน โดยมีแอพฯ ดังนี้

  1. QuickTime Player
  2. Open Broadcaster Software
  3. VLC Media Player
  4. Apowersoft Online Screen Recorder
  5. Digiarty Screen Recorder
  6. TechSmith Capture

1. QuickTime Player

09f1e8b942a0453fbe7c3b6b2371c6c5

QuickTime Player เป็นโปรแกรมแคปหน้าจอ Mac เป็นคลิปวิดีโอซึ่งอยู่กับระบบปฏิบัติการ macOS มาอย่างยาวนานและมีติดตั้งมาให้ในเครื่องตั้งแต่เริ่มต้นใช้งานเลย ส่วนวิธีบันทึกหน้าจอเป็นคลิปก็ใช้งานได้ง่ายมาก เมื่อเปิดแอพฯ แล้วก็เลือกที่ File > New Screen Recording ก็จะมีหน้าต่างบันทึกหน้าจอให้เลือกอัดหน้าจอได้ ว่าต้องการอัดคลิปเฉพาะพื้นที่ที่กำหนดหรืออัดทั้งหน้าจอก็ได้ ยิ่งถ้าใครใช้ iPhone, iPad ร่วมกับ MacBook ด้วย ก็ใช้กล้องของอุปกรณ์นั้นบันทึกคลิปแล้วเอามาเซฟไว้ใน MacBook ต่อเลยก็ได้ แล้วใช้ QuickTime Player ตัดต่อคลิปต่อจนเสร็จก็ได้เช่นกัน

2. Open Broadcaster Software

OBSDemoApp2610

Open Broadcaster Software หรือ OBS ที่สตรีมเมอร์รู้จักกันดีและนิยมโหลดมาใช้งานก็รองรับระบบปฏิบัติการ macOS เช่นกัน ซึ่งข้อดีของโปรแกรมนี้ คือเป็นโปรแกรมฟรีไม่กินทรัพยากรเครื่องมากเกินไป มีฟังก์ชั่นปรับแต่งการทำงานได้หลากหลายทั้งเลือกพื้นที่แคปหน้าจอหรือแคปทั้งหน้าจอก็ได้ เมื่อได้หน้าจอที่ต้องการก็กด Start Recording ได้ทันที ตั้งค่า Output ได้ว่าต้องการให้เซฟวิดีโอเป็นไฟล์เป็นนามสกุลใด และยังนำไปใช้สตรีมมิ่งได้ด้วย ขอแค่ MacBook เครื่องนั้นๆ ติดตั้ง macOS 10.13 ขึ้นไปก็โหลดมาใช้งานได้เลย หากใครจะใช้ MacBook มาไลฟ์สตรีมด้วยก็น่าโหลดโปรแกรมนี้มาใช้มาก

3. VLC Media Player

playback medium

VLC Media Player เป็นโปรแกรมฟรีสำหรับแคปหน้าจอ Mac ได้ง่ายๆ และข้อดีคือโปรแกรมนี้ใช้งานได้ฟรีไม่ต้องเสียเงินและโปรแกรมก็ไม่กินทรัพยากรเครื่องมาก เปิดโปรแกรมขึ้นมาใช้งานได้สบายๆ รองรับ codec ยอดนิยมของวิดีโอต่างๆ ได้ ใช้งานได้หลากหลายระบบปฏิบัติการ ทั้ง Windows, macOS, Linux, iOS, Android ก็ใช้งานได้หมด รวมทั้งมีฟีเจอร์เสริมต่างๆ ทั้งปรับ EQ หรือจะเปิด Subtitle ตอนดูหนังก็ได้เช่นกัน ส่วนวิธีการอัดคลิปจอ MacBook ก็ทำได้ง่ายๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. เปิดหน้าโปรแกรม กดที่คำสั่ง View > Advanced Controls
  2. กด Ctrl+C หรือเลือกที่ Media แล้วเลือก Open Capture Device
  3. ตั้งค่า Capture Device เป็น Desktop
  4. เลือก Convert / Save แล้วกด Save เมื่อกด Start จะเริ่มอัดหน้าจอทันที

จัดเป็นโปรแกรมน่าใช้ที่เอาไว้ดูคลิปก็ได้หรือจะอัดหน้าจอก็ดีเช่นกัน ถ้าใครต้องการโหลดมาใช้งานก็คลิกที่นี่แล้วโหลดมาใช้งานได้เลย

4. Apowersoft Online Screen Recorder

online

หากไม่อยากโหลดโปรแกรมแคปหน้าจอ Mac มาติดตั้งไว้ในเครื่อง ก็มีโปรแกรม Apowersoft Online Screen Recorder ให้ใช้งานได้เช่นกัน ซึ่งใช้ได้ง่ายมากและอัดได้แบบไม่จำกัดอีกด้วย แค่กดปุ่ม Start Recording หน้าเว็บไซต์ จากนั้นเลือกหน้าจอที่ต้องการบันทึกเป็นคลิปแล้วกด Share ตัว Apowersoft จะเริ่มบันทึกหน้าจอทันที เมื่อพอใจแล้วก็สั่ง Save คลิปดังกล่าวเก็บเอาไว้ใน MacBook หรือจะเลือกอัพโหลดขึ้น Cloud ก็ได้ จัดว่าใช้งานได้ง่ายมาก หรือจะโหลดแอพฯ มาติดตั้งเอาไว้ใน MacBook ของเราก็ได้เช่นกัน ถ้าใครต้องการทดลองใช้งานสามารถคลิกใช้งานได้ที่นี่

5. Digiarty Screen Recorder

m2 pic 1

Digiarty Screen Recorder นี้ก็เป็นโปรแกรมแคปหน้าจอ Mac ที่น่าใช้ และทางผู้ผลิตก็พัฒนาให้ใช้งานกับ MacBook ชิป Apple M1 ได้แล้วด้วย โดยแอพฯ นี้ นอกจากแคปหน้าจอ Mac ได้แล้ว ยังดึงภาพจากกล้อง Webcam มาคู่กันได้, มีฟังก์ชั่น PiP และเลือกพื้นที่ที่ต้องการแคปได้ง่ายๆ รองรับทั้ง macOS, iOS ครบถ้วน รวมทั้งมีฟีเจอร์พิเศษเสริมสำหรับผู้ที่สอนออนไลน์ โดยเปิด Paint Tool ขึ้นมาเพื่อวาดและจดสิ่งที่ต้องการเน้นได้แบบง่ายๆ และเซฟไฟล์ออกมาเป็น MP4 ให้เอาไปใช้งานต่อได้อีกด้วย ซึ่งถ้าใครต้องการทดลองใช้งานก็กดดาวน์โหลดได้ที่นี่

6. TechSmith Capture

Screenshot 2022 08 19 093244

TechSmith Capture เป็นแอพฯ ที่เปลี่ยนชื่อจากแอพฯ ชื่อ Jing ซึ่งผู้ใช้บางคนอาจเคยโหลดมาใช้งานกันก่อนหน้านี้แล้ว โดยโปรแกรมนี้โหลดมาใช้งานได้ฟรีและเซฟเป็นไฟล์ .MP4 ให้เอาไปใช้งานต่อได้ง่ายๆ สามารถตั้งค่าแคปได้ว่าจะบันทึกทั้งหน้าจอหรือจะเลือกเป็นพื้นที่บางส่วนบนหน้าจอก็ได้ โดยแอพฯ นี้เป็นทีมพัฒนาเดียวกับโปรแกรม Snagit และ Camtasia ซึ่งต้องจ่ายเงินเพื่อใช้งานนั่นเอง ถ้าใครต้องการทดลองใช้โปรแกรมนี้ก็คลิกดาวน์โหลดที่นี่ได้เลย

mohammadreza alidoost NkofDppdCQw unsplash 1

จะเห็นว่าวิธีแคปภาพหน้าจอ Mac นั้นง่ายดายมาก จะใช้แอพฯ หรือฟังก์ชั่นติด macOS หรือจะโหลดโปรแกรมเสริมมาติดตั้งเพื่อใช้งานก็ได้ ซึ่งแอพฯ ที่เลือกมาจะเน้นให้เป็นโปรแกรมฟรีเป็นหลัก ซึ่งถ้ารวมโปรแกรมที่ต้องจ่ายเงินซื้อก็จะมีเยอะกว่านี้และมีฟีเจอร์เสริมอื่นๆ อีกหลายอย่างด้วย ทว่าส่วนตัวผู้เขียนเองก็คิดว่าโปรแกรมฟรีที่ยกตัวอย่างมาก็มีฟีเจอร์ค่อนข้างครบเครื่องแล้ว โดยเฉพาะใครที่เน้นแคปหน้าจอเป็นคลิปสอนการใช้งานคอมพิวเตอร์ต่างๆ เท่านี้ก็เพียงพออย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

Share image Edit Name 2laptop7 1

macbook reset cover

macbook gaming cover

from:https://notebookspec.com/web/662042-6-capture-mac-screen-pic-and-clip

6 สายชาร์จ MacBook น่าใช้ น่ามีติดกระเป๋า ทำงานต่อเนื่องชิลๆ แค่ 99 บาทก็ซื้อได้แล้ว

สายชาร์จ MacBook ดีๆ สักเส้นไม่ต้องซื้อของ Apple ก็ได้ แบรนด์อื่นดีๆ มีให้เลือกเพียบ!

USB C cover

กระแสของ MacBook Pro และ MacBook Air ชิป Apple M2 จัดว่าร้อนแรงจนผู้ใช้หลายคนหมายตา แต่ผู้เขียนคิดว่าสายชาร์จ MacBook ทั้งสองรุ่นแบบเดิมที่ติดกล่องมาแม้จะเพียงพอแต่หากพกไปทำงานเชื่อว่าอาจจะมีคนคิดเหมือนผู้เขียน คือ “ขอสายชาร์จ MacBook เส้นสำรองใส่กระเป๋าไปดีกว่า สายพังก็ไม่ค่อยน่าเสียดายด้วย” ดังนั้นบางคนเมื่อสั่งซื้อเครื่องแล้ว ก็อาจจะเปิดเว็บซื้อสินค้าออนไลน์แล้วเริ่มสั่งสาย USB-C to C เพิ่มมาอีกเส้นอย่างแน่นอน

Advertisementavw

อันที่จริง แฟนคลับ Apple บางคนอาจคิดเลือกซื้อ MagSafe 3 มาใช้ แต่เมื่อสืบราคาจากหน้าเว็บไซต์ของ Apple จะเห็นว่าสาย MagSafe 3 to USB-C ความยาว 2 เมตร มีราคาถึง 1,590.- บาท จนบางคนอาจจะรู้สึกว่ามันแพงเกินไปบ้าง และฟังก์ชั่นของใช้ชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างเดียวแม้บางคนอาจค้านว่ามันมีฟีเจอร์ดีดตัวสายออกเมื่อมีคนมาสะดุดสายแล้วไม่ลาก MacBook ของเรากระเด็นตกโต๊ะไปก็ตามแต่ก็ยังแพงอยู่ดี ผิดกับราคาสาย USB-C to C หรือสาย Thunderbolt 3 หรือ 4 ซึ่งราคาถูกกว่าหรือแพงไล่เลี่ยกันแต่มีฟีเจอร์เยอะกว่า อย่างใช้ต่อหน้าจอ, โอนถ่ายข้อมูลและชาร์จแบตเตอรี่ได้พร้อมๆ กัน ซึ่งคิดทบทวนแล้วก็ยังคุ้มค่ากว่าอยู่ดี

สายชาร์จ Macbook

สายชาร์จ MacBook ต้องสเปคประมาณไหนถึงจะชาร์จได้ดี?

Screenshot 2022 07 22 155545

ทาง Apple ได้ระบุสเป็คการชาร์จแบตเตอรี่ของ MacBook Air, MacBook Pro รุ่นใหม่บนหน้าเว็บไซต์เอาไว้ว่า “หากต้องการชาร์จแบตเตอรี่ให้ MacBook Air, MacBook Pro ได้ดีที่สุด ควรใช้อแดปเตอร์หรือพอร์ตจากหน้าจอที่ค่าวัตต์เท่ากันหรือมากกว่าอแดปเตอร์ที่มีมาให้ในกล่อง”

เมื่อไล่ดูข้อมูลแล้ว จะเห็นว่า MacBook Air และ MacBook Pro ชิป Apple M2 ทั้งสองรุ่นนี้รองรับกำลังชาร์จแตกต่างกันอย่างชัดเจน คาดว่าเพราะฮาร์ดแวร์ภายในเครื่อง, พัดลมระบายความร้อน ฯลฯ แต่ข้อดีคือ พอร์ต MagSafe 3 ซึ่งถูกนำกลับมาติดตั้งให้โน๊ตบุ๊คทั้งสองเครื่องนั้นรองรับหัว MagSafe เวอร์ชั่นเก่าได้หลากหลายรุ่น โดยอแดปเตอร์ที่ Apple แนะนำเป็นดังนี้

Screenshot 2022 07 22 155617

MacBook Air ชิป Apple M2 รุ่นใหม่จะถือว่าค่อนข้างได้เปรียบเวลาเลือกสายชาร์จ MacBook และอแดปเตอร์ชาร์จไฟอันใหม่ คาดว่าเพราะฮาร์แวร์ภายในมีแต่ชุดเมนบอร์ดกับแบตเตอรี่และหน้าจอของตัวเครื่องเท่านั้น จึงไม่ต้องใช้อแดปเตอร์วัตต์สูงมากก็ได้ จะชาร์จผ่านพอร์ต MagSafe หรือ USB-C ก็ใช้กำลังไฟเท่ากัน โดยเริ่มต้นที่ 30 วัตต์เท่านั้น ส่วนกำลังชาร์จที่สูงกว่านี้แล้ว Apple แนะนำมีดังนี้

  1. 30W USB-C Power Adapter เปิดตัวมากับ MacBook Air โมเดลปี 2018 เป็นต้นไป
  2. 30~45W MagSafe Power Adapter with MagSafe 2 style connector หรือหัวชาร์จ MagSafe แบบหัวตรงหรือจะเป็นหัวพับตัว L ก็ใช้งานได้ทั้งคู่ ได้แก่
    1. MacBook Air ที่วางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2012~2017
    2. MacBook Air จอ 13 นิ้ว ที่วางจำหน่ายช่วงปี 2008~2011
    3. MacBook Air จอ 11 นิ้ว ที่วางจำหน่ายช่วงปี 2010~2011 

Screenshot 2022 07 22 161555

ด้าน MacBook Pro ชิป Apple M2 รุ่นใหม่นี้จะต้องใช้อแดปเตอร์กำลังชาร์จสูงสักหน่อย เพราะตัวเครื่องมีชิ้นส่วนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าค่อนข้างเยอะ ดังนั้นทาง Apple จึงแนะนำอแดปเตอร์ดังนี้

กลุ่มอแดปเตอร์ USB-C พร้อมสาย USB-C to C หรือเป็นสาย MagSafe

  1. Apple 140W USB-C Power Adapter กับสาย USB-C to MagSafe 3 วางจำหน่ายพร้อม MacBook Pro จอ 16 นิ้ว โมเดลปี 2021
  2. Apple 96W USB-C Power Adapter กับสาย USB-C วางจำหน่ายพร้อม MacBook Pro จอ 16 นิ้ว โมเดลปี 2019
  3. Apple 87W USB-C Power Adapter กับสาย USB-C วางจำหน่ายพร้อม MacBook Pro จอ 15 นิ้ว โมเดลปี 2016 เป็นต้นไป
  4. Apple 67W หรือ 96W USB-C Power Adapter กับสาย USB-C to MagSafe 3 ซึ่งวางจำหน่ายคู่ MacBook Pro จอ 14 นิ้ว โมเดลปี 2021
  5. Apple 61W USB-C Power Adapter กับสาย USB-C วางจำหน่ายพร้อม MacBook Pro จอ 13 นิ้ว โมเดลปี 2016 เป็นต้นไป

กลุ่มอแดปเตอร์หัวสาย MagSafe แบบถอดสายไม่ได้

  1. 85W MagSafe Power Adapter with MagSafe 2 style connector วางจำหน่ายพร้อม MacBook Pro จอ 15 นิ้ว โมเดลปี 2012~2015
  2. 85W MagSafe Power Adapter with MagSafe 2 style connector (ทั้งแบบหัว MagSafe ตรงและหัวพับตัว L) 
  3. 60W MagSafe Power Adapter with MagSafe 2 style connector (ทั้งแบบหัว MagSafe ตรงและหัวพับตัว L) วางจำหน่ายพร้อม MacBook Pro จอ 13 นิ้ว โมเดลปี 2012~2015
  4. 60W MagSafe Power Adapter with MagSafe หัวตรง วางจำหน่ายพร้อม MacBook Pro จอ 13 นิ้ว โมเดลปี 2009

จะเห็นว่า MacBook Air และ MacBook Pro ทั้งสองรุ่นนั้นรองรับหัวชาร์จ MagSafe ย้อนหลังกลับไปจนโมเดลที่วางจำหน่ายได้ถึงเมื่อ 10 ปีก่อนเลยทีเดียว แต่จะรองรับกำลังชาร์จไฟแตกต่างกันไป ดังนั้นถ้าใครมี MacBook เครื่องเก่าที่ใช้ไม่ได้แล้วแต่สายชาร์จยังดีอยู่ ก็เอาสายเก่ามาชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเครื่องได้เช่นกัน

และแม้กำลังชาร์จจะสูงกว่าหน้าสเปคอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร เนื่องจากภายในเครื่องจะมีระบบจัดการกำลังการชาร์จแบตเตอรี่ให้เหมาะสมติดตั้งมาให้อยู่แล้ว ดังนั้นแม้กำลังชาร์จจะสูงกว่าที่กำหนดไปบ้างก็ไม่มีปัญหา เพราะระบบการจัดการชาร์จจะปรับกำลังไฟชาร์จให้เอง

สเปคสายชาร์จ MacBook ทั้ง 6 เส้น

สเปคสายชาร์จ MacBook รูปแบบสายและความยาว โอนถ่ายไฟล์,
การต่อหน้าจอ, ฟีเจอร์พิเศษ
โปรโตคอลชาร์จ ราคา
(บาท)
Eloop S8 1.5 เมตร USB-C to C มีหัวครอบแปลงเป็น USB-A

1.5 เมตร

USB 2.0

480Mbps

QC 3.0

QC 4.0

Power Delivery 100W

รองรับกำลัง
การจ่ายไฟ 5A

99
ZMI AL301 1.5 เมตร USB-C to C

1.5 เมตร

ระบบป้องกันตัวสายร้อนเกินแล้วเกิดระเบิด QC 3.0

Power Delivery 100W

รองรับกำลัง
การจ่ายไฟ 5A

139
Baseus
USB-C 100W
USB-C to C

1.2~2 เมตร

USB 2.0

480Mbps

Power Delivery 100W

รองรับกำลัง
การจ่ายไฟ 5A

1.2 เมตร
165 บาท

2 เมตร
195 บาท

llano laptop adapter charger อแดปเตอร์ติดสาย MagSafe มี IC ป้องกันการชาร์จไฟเกิน, ลัดวงจร กำลังชาร์จ
45~60 วัตต์

รองรับกำลัง
การจ่ายไฟ 3.05~3.65A

45 วัตต์
599 บาท

60 วัตต์
659 บาท

Baseus THUNDERBOLT 4 USB-C to C
รองรับ Thunderbolt 4

มีชิป USB-IF chip 8436

1 เมตร

โอนถ่ายข้อมูล 40Gbps

ต่อหน้าจอแยก 8K 60Hz

QC 3.0

Power Delivery 2.0 กำลังชาร์จ 100W

889
Belkin
Thunderbolt 4 Pro
USB-C to C
รองรับ Thunderbolt 4

1 เมตร

โอนถ่ายข้อมูล 40Gbps

ต่อหน้าจอแยกความละเอียดสูงได้

Power Delivery 100W 1,773 บาท

6 สายชาร์จ MacBook น่าใช้ ติดกระเป๋าเอาไว้ทำงานแล้วดี

ผู้ใช้คนไหนที่มองหาสายชาร์จ MacBook เส้นใหม่หรือเส้นสำรองมาติดกระเป๋าเอาไว้เผื่อใช้ชาร์จแบตเตอรี่หรือโอนไฟล์เข้าออกเครื่องอยู่ล่ะก็ ผู้เขียนมีสายชาร์จ MacBook น่าใช้จากแบรนด์ชั้นนำมาแนะนำทั้งหมด 6 รุ่นด้วยกัน ได้แก่

  1. Eloop S8 1.5 เมตร (99 บาท)
  2. ZMI AL301 1.5 เมตร (139 บาท)
  3. Baseus USB-C 100W (165~195 บาท)
  4. llano Laptop Adapter Charger (599~659 บาท)
  5. Baseus THUNDERBOLT 4 (889 บาท)
  6. Belkin Thunderbolt 4 Pro (1,773 บาท)
1. Eloop S8 1.5 เมตร (99 บาท)

b1a150c3ef1631ba68d3c426866f6ec1

Eloop S8 1.5 เมตร เส้นนี้เป็นหัวสายชาร์จ MacBook แบบ USB-C to C มีหัวครอบแปลงเป็น USB-A เอาไว้ใช้โอนถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วระดับ USB 2.0 480Mbps ได้ด้วย มีความยาว 1.5 เมตร ในตัวสายมี E-Mark Chip สำหรับคุมการจ่ายไฟให้เสถียรขึ้น รองรับ QC 3.0, QC 4.0 และ Power Delivery ระดับ 100 วัตต์ รองรับกำลังการจ่ายไฟ 5A หากจับคู่กับอแดปเตอร์ดีๆ สักอันก็ชาร์จ MacBook Air และ MacBook Pro ได้สบายๆ

สเปคของ Eloop S8 1.5 เมตร
  • สายแบบ USB-C to C มีหัวครอบแปลงเป็น USB-A ความยาว 1.5 เมตร
  • ใช้โอนถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วระดับ USB 2.0 480Mbps ได้
  • รองรับ QC 3.0, QC 4.0 และ Power Delivery 100 วัตต์ รองรับกำลังการจ่ายไฟ 5A
  • ราคา 99 บาท (beztgadget Shopee)
2. ZMI AL301 1.5 เมตร (139 บาท)

3e7785728c2f47e8a75cfd4476f5557b

สายชาร์จ MacBook จากแบรนด์ราคาประหยัดแต่คุณภาพดีน่าซื้อมาติดกระเป๋า แนะนำ ZMI AL301 1.5 เมตร เส้นนี้เลย โดยตัวสายยาว 1.5 เมตร รองรับโปรโตคอลชาร์จเร็ว QC 3.0 และ Power Delivery รองรับกำลังชาร์จสูงสุด 100 วัตต์ รองรับการจ่ายไฟได้ 5A พร้อมระบบป้องกันตัวสายร้อนเกินแล้วเกิดระเบิดอีกด้วย แต่ที่น่าสังเกตคือสายนี้ใช้ถ่ายโอนไฟล์ไม่ได้เหมือนสายอื่น ดังนั้นถ้าใครจะหาเอาไว้ชาร์จอย่างเดียวก็ไม่มีปัญหา

สเปคของ ZMI AL301 1.5 เมตร
  • สายแบบ USB-C to C ความยาว 1.5 เมตร
  • มีระบบป้องกันตัวสายร้อนเกินแล้วเกิดระเบิด
  • รองรับ QC 3.0 และ Power Delivery 100 วัตต์ รองรับกำลังการจ่ายไฟ 5A
  • ราคา 139 บาท (YouPin TH Shopee)
3. Baseus USB-C 100W (165~195 บาท)

a423681c00dadafe692ded1249da1157

สายชาร์จ MacBook อีกแบรนด์ที่น่าใช้ไม่แพ้แบรนด์อื่น ผู้เขียนแนะนำเป็น Baseus USB-C 100W เส้นนี้เพราะเป็นสายถักหัวอลูมิเนียมสวยงามพร้อมฟีเจอร์ป้องกันตัวสายร้อนเกินจนเกิดความเสียหายกับชิป E-Marker ในหัวสายแล้ว ยังใช้ถ่ายโอนไฟล์ได้ด้วยความเร็ว USB 2.0 480Mbps ได้อีกด้วย รองรับการชาร์จแบบ Power Delivery 100 วัตต์ รองรับการจ่ายไฟได้ 5A เช่นกัน นับเป็นสาย USB-C to C น่าใช้อีกเส้นหนึ่ง

สเปคของ Baseus USB-C 100W
  • สายแบบ USB-C to C ความยาว 1.2~2 เมตร
  • ใช้โอนถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วระดับ USB 2.0 480Mbps ได้
  • รองรับ Power Delivery 100 วัตต์ รองรับกำลังการจ่ายไฟ 5A
  • ความยาว 1.2 เมตร 165 บาท ส่วนสายยาว 2 เมตร 195 บาท (Baseus Shopee Mall)
4. llano Laptop Adapter Charger (599~659 บาท)

 

c66891120c311e943df72b8374c979ae

llano laptop adapter charger ตัวนี้เป็นอแดปเตอร์สาย MagSafe แบบถอดสายไม่ได้แต่ก็น่าใช้ไม่ว่าจะพกใส่กระเป๋าเอาไปชาร์จตอนนั่งทำงานตามร้านกาแฟหรือซื้อไปทิ้งไว้ที่ออฟฟิศก็ดีทั้งคู่ ในตัวอแดปเตอร์มี IC ป้องกันการชาร์จไฟเกินหรือลัดวงจรมาแบบครบเครื่อง รองรับการจ่ายไฟได้ตั้งแต่ 3.05~3.65A เลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับค่าวัตต์ หากใครอยากได้อแดปเตอร์พร้อมสายทรงนี้อยู่ก็แนะนำรุ่นนี้เลย

สเปคของ llano laptop adapter charger
  • อแดปเตอร์ติดสาย MagSafe แบบถอดสายไม่ได้เลือกหัวตรงหรือหัว L ได้
  • กำลังชาร์จ 45~60 วัตต์ รองรับกำลังการจ่ายไฟ 3.05~3.65A
  • แบบ 45 วัตต์ 599 บาท แบบ 60 วัตต์ 659 บาท (Llano Shopee Mall)
5. Baseus THUNDERBOLT 4 (889 บาท)

9eec65a05d9f9b557f9961e65a398cbd

 

หากใครหาสาย Thunderbolt เอาไว้ใช้งานได้หลากหลายทั้งต่อหน้าจอแยก, โอนไฟล์และชาร์จแบตเตอรี่ให้ MacBook ของเราได้ด้วย แนะนำเป็นสาย Baseus THUNDERBOLT 4 เส้นนี้แทนจะดีกว่า ตัวสายยาว 1 เมตร ติดตั้งชิป USB-IF chip 8436 มาให้ในตัว ถ่ายโอนข้อมูลได้เร็ว 40Gbps ต่อหน้าจอแยกได้ความละเอียดสูงสุด 8K 60Hz รองรับ Power Delivery 2.0, QC 3.0 รองรับกำลังชาร์จได้ 100 วัตต์ ถือว่าสเปคต่อราคาน่าสนใจเป็นอย่างมาก 

สเปคของ Baseus THUNDERBOLT 4
  • สาย Thunderbolt 4 ความยาว 1 เมตร มีชิป USB-IF chip 8436
  • ใช้โอนถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วระดับ 40Gbps ต่อหน้าจอแยก 8K 60Hz ได้
  • รองรับ Power Delivery 2.0, QC 3.0 100 วัตต์
  • ราคา 889 บาท (muffinzstore Shopee)
6. Belkin Thunderbolt 4 Pro (1,773 บาท)

18ffbb2d174a557309712c2dd7f6bd5c

สายชาร์จ MacBook แบรนด์ชั้นนำซึ่งผู้ใช้หลายคนเชื่อมั่นอย่าง Belkin Thunderbolt 4 Pro ความยาว 1 เมตรเส้นนี้เช่นกัน เพราะตัวสายนอกจากโอนไฟล์ได้รวดเร็วถึง 40Gbps, ต่อหน้าจอแยกความละเอียดสูงได้ก็ยังเป็นสายชาร์จ MacBook กำลังชาร์จ 100 วัตต์ ได้อีกโดยชาร์จผ่านระบบการชาร์จ Power Delivery ได้อีกด้วย ซึ่งถ้าใครมั่นใจและชื่นชอบแบรนด์นี้ก็คุ้มจะซื้อมาใช้งานอย่างแน่นอน และข้อดีคือสายนี้คือใช้สายนี้ต่อ MacBook เข้ากับหน้าจอพร้อมฟีเจอร์ USB Hub ก็ไม่ต้องหา USB-C Mulitport Adapter มาใช้งานก็ได้

สเปคของ Belkin Thunderbolt 4 Pro
  • สาย Thunderbolt 4 ความยาว 1 เมตร 
  • ใช้โอนถ่ายข้อมูลด้วยความเร็วระดับ 40Gbps ต่อหน้าจอแยกความละเอียดสูงได้
  • รองรับ Power Delivery 100 วัตต์
  • ราคา 1,773 บาท (Superiphone1234 Shopee)

Screenshot 2022 07 22 182158

หากใครซื้อ MacBook เครื่องใหม่มาแทนโน๊ตบุ๊คเครื่องเดิมแล้วไม่อยากให้สาย MagSafe เดิมในกล่องเก่าหรือเสียเร็วล่ะก็ ผู้เขียนก็แนะนำให้ซื้อสายชาร์จ MacBook เอาไว้ใช้สักเส้นได้เลย และยิ่งสายไหนเป็น Thunderbolt 3 หรือ 4 ก็ยิ่งมีประโยชน์ เพราะเอามาต่อหน้าจอแยกแล้วใช้ทำงานได้สะดวก ยิ่งถ้าจอนั้นเป็น Hub ด้วยก็ยิ่งโอนไฟล์สะดวกขึ้นอีก เรียกว่าคุ้มและดีไม่ต้องเป็นสายแท้จาก Apple ก็ใช้งานได้ดีไม่แพ้กันอย่างแน่นอน

from:https://notebookspec.com/web/658638-6-macbook-charging-cable

Apple M2 Pro, Max อาจเปิดตัวปลายปีนี้ หรือกลางปีหน้า

หลังจาก Apple เปิดตัวชิป Apple M2 ใน MacBook Air และ MacBook Pro รุ่นใหม่ไปแล้ว ก็มีข่าวเพิ่มเติมว่า Apple อาจจะเปิดตัวรุ่นแรงกว่า ได้แก่ Apple M2 Pro และ Apple M2 Max ในช่วงปลายปี 2022 หรือกลางปี 2023 นี้

Mark Gurman – Bloomberg กล่าวว่า MacBook Pro 14 และ 16 นิ้วรุ่นใหม่ กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแล้ว Gurman บอกว่าดีไซน์โดยรวมและฟีเจอร์ต่าง ๆ ของตัวเครื่องจะยังเหมือนเดิม ปรับปรุงเฉพาะสเปกภายในเครื่องให้ทันสมัยมากขึ้นเท่านั้น

จุดเปลี่ยนส่วนใหญ่จะเน้นไปที่กราฟิกเป็นหลัก เหมือนกับ Apple M2 – Mark Gurman

ที่น่าตั้งตารอคือชิปที่แรงกว่า M Ultra ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Apple กำลังพัฒนาขิปตัวท็อปอย่าง Apple M Extreme ด้วย แต่ยังไม่รู้ว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ครับ เราน่าจะได้เห็นชิปรุ่นนี้ใน Mac Pro กัน

ข่าว: Apple M2 Pro, Max อาจเปิดตัวปลายปีนี้ หรือกลางปีหน้า มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/m2-pro-and-m2-max-macbook-pro-expected-between-fall-2022-and-spring-2023/

Apple เตรียมเพิ่ม MacBook Pro (รุ่นมี Touch Bar), iMac และ iPad Pro บางรุ่น ให้เป็นสินค้ารุ่นเก่า สิ้นเดือนนี้

รู้สึกเหมือนเพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้เองสำหรับ MacBook Pro รุ่นแรกที่มากับฟีเจอร์ Touch Bar ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2016 ซึ่งล่าสุดได้มีรายงานว่า MacBook รุ่นดังกล่าว กำลังจะถูก Apple นำไปใส่ไว้ในรายชื่อของสินค้ารุ่นเก่า (Vintage) วันที่ 31 กรกฎาคมนี้แล้ว รวมถึงสินค้าอื่น ๆ อย่าง iPad Pro และ iMac รุ่นอื่น ๆ ด้วย

Apple ได้ทำการดีไซน์ MacBook Pro รุ่นนี้ขึ้นมาเมื่อปี 2016 และเพิ่มฟีเจอร์ Touch Bar เข้าไปแทนที่ปุ่มฟังก์ชันเดิม พร้อมเปลี่ยนพอร์ตชาร์จจาก MagSafe เป็น USB Type-C แทน รวมไปถึงรองรับ Touh ID, ขยายขนาดของแทร็กแพดและเปลี่ยนคีย์บอร์ดให้เป็นแบบ Butterfly รุ่นที่สองด้วย

ซึ่งในอีกไม่กี่วันนี้ MacBook Pro ปี 2016 ทั้งหน้าจอ 13 นิ้ว และ 15 นิ้ว ที่มี Touch Bar เป็นรุ่นแรก จะถูกเพิ่มในรายชื่อสินค้ารุ่นเก่า (Vintage) ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้แล้ว

และไม่ใช่แค่ MacBook Pro รุ่นนี้เท่านั้นที่ถูกเพิ่มรายชื่อ แต่ยังรวมไปถึงสินค้าอื่น ๆ ที่ถึงเวลาของมันแล้วด้วย

สินค้า APPLE ที่จะกลายเป็น “สินค้ารุ่นเก่า”

  • iPad Pro 9.7 นิ้ว (รุ่น Wi-Fi, Wi-Fi + Cellular)
  • iMac 27 นิ้ว (รุ่น Retina 5K เปิดตัวปลายปี 2015)
  • iMac 21.5 นิ้ว (เปิดตัวปลายปี 2015)
  • MacBook 12 นิ้ว (เปิดตัวต้นปี 2016)
  • MacBook Air รุ่น 13 นิ้ว (เปิดตัวต้นปี 2015)
  • MacBook Pro รุ่น 15 นิ้ว (เปิดตัว 2016)
  • MacBook Pro รุ่น 13 นิ้ว (รุ่น Thunderbolt 4 พอร์ต เปิดตัว 2016)
  • MacBook Pro รุ่น 13 นิ้ว (รุ่น Thunderbolt 2 พอร์ต เปิดตัว 2016)

สินค้ารุ่นเก่า (Vintage) หมายถึงอะไร?

สำหรับสินค้าที่ถูกเพิ่มชื่อเป็นสินค้ารุ่นเก่า (Vintage) ซึ่งหมายถึงเป็นสินค้าที่หยุดวางจำหน่ายมานานกว่า 5 ปี แต่ไม่ถึง 7 ปี นั้น จะยังสามารถนำไปซ่อมที่ศูนย์บริการได้ หากทางศูนย์บริการยังมีอะไหล่เหลืออยู่ ส่วนสินค้าล้าสมัย (Obsolete) เป็นสินค้าที่หยุดวางจำหน่ายมานานกว่า 7 ปี และจะไม่สามารถรับบริการจากทาง Apple หรือจากตัวแทนได้อีกต่อไปครับ

ถ้าหากว่าตอนนี้ใครกำลังใช้รุ่นนี้อยู่แต่อยากจะเปลี่ยนไปใช้รุ่นใหม่แล้ว ทาง Apple ก็มี MacBook Pro 3 รุ่นที่วางจำหน่ายบนเว็บไซต์อยู่ คือ MacBook Pro รุ่น 16 นิ้ว (2021) MacBook Pro ขนาด 14 นิ้ว (2021) และ MacBook Pro รุ่น 13 นิ้วรุ่น M2 ที่เพิ่งออกใหม่ครับ

 

ที่มา : 9to5mac

from:https://droidsans.com/macbook-pro-with-touch-bar-becoming-vintage-july-31/

แกะ MacBook Pro M2 มันคือเครื่องเก่าที่เปลี่ยนแค่ชิปเท่านั้น

Apple เริ่มวางจำหน่าย MacBook Pro M2 อย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าทาง iFixit ไม่พลาดนำเครื่องมาชำแหละให้เราได้ชมกัน แต่ความตะลึงตึงตึงก็คือ MacBook Pro M2 รุ่นนี้ คือ MacBook Pro M1 แทบทุกอย่าง ยกเว้นชิปใหม่แค่นั้นเลยครับ

iFixit บอกว่าชิ้นส่วนของเครื่อง MacBook Pro M2 แทบจะเหมือนเดิมทุกอย่าง แทบจะบอกไม่ได้เลยว่ามีตรงไหนที่เปลี่ยนไปบ้าง ถึงแม้ว่าภายในอย่างชิป และชิ้นส่วนเล็ก ๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่โดยรวมยังเหมือนเดิมครับ นอกจากนี้ iFixit ยังถอดเมนบอร์ดของ MacBook Pro M1 และ M2 มาสลับกัน ใส่ด้วยกันได้ แต่หลายฟังก์ชันไม่สามารถใช้งานได้ เช่น คีย์บอร์ด, Touch ID และ Trackpad เป็นต้น

แม้ว่าเราจะสามารถย้ายบอร์ดจากอีกเครื่อง ไปอีกเครื่องได้ก็จริง แต่ไม่สามารถใช้งานได้ ทาง iFixit บอกว่า Apple พยายามป้องกันการซ่อมด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ iFixit ยังยืนยันเรื่องการประมวลผลของ SSD ที่ช้าลงเนื่องจาก Apple ใช้ชิป NAND ใน MacBook Pro M2 รุ่น 256GB แบบตัวเดียว ในขณะที่ MacBook Pro M1 มีการใช้ชิป NAND แบบ 2 ตัว ทำให้ความสามารถในการอ่านและเขียน เร็วกว่า Apple M2 ใน MacBook Pro รุ่นใหม่ถึง 2 เท่า ซึ่ง Apple ก็ยังไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ แต่ iFixit มองว่าปัญหาน่าจะมาจากเรื่องขาดแคลนชิป

iFixit สรุปว่า Apple ได้พลาดโอกาสที่จะเปิดตัวอุปกรณ์ที่ถึงเวลาอัปเกรดไปแล้วด้วย

ข่าว: แกะ MacBook Pro M2 มันคือเครื่องเก่าที่เปลี่ยนแค่ชิปเท่านั้น มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/ifixit-tears-down-13-inch-m2-macbook-pro/

พบ MacBook Pro 13″ M2 รุ่นล่าง ใช้ SSD ความเร็วช้ากว่า MBP 13″ รุ่นเก่า M1 เท่าตัว

ช่อง YouTube สายเทคโนโลยีคือ Max Tech กับ Created Tech ทดสอบ SSD ของ MacBook Pro 13″ M2 รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว พบว่าในเครื่องรุ่นล่างสุด สตอเรจ 256GB ใช้ SSD ที่มีอัตราเร็วในการอ่าน-เขียน ลดลงจาก MacBook Pro 13″ M1 รุ่นเดิม (ที่เป็นบอดี้เดียวกัน ต่างกันแค่ชิป)

  • อัตราเร็วในการอ่าน M2 1,446 MB/s เทียบกับ M1 2,900 MB/s
  • อัตราเร็วในการเขียน M2 1,463 MB/s เทียบกับ M1 2,215 MB/s

จากการลองแกะเครื่องพบว่า รุ่น M2 ใช้ SSD รุ่นที่มีชิปหน่วยความจำ NAND ตัวเดียว ส่วนรุ่นเก่า M1 ใช้ SSD ที่เป็น NAND 128GB สองตัว จึงน่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไม SSD ของรุ่น M1 เร็วกว่าประมาณเท่าตัว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้เกิดเฉพาะคอนฟิกรุ่น 256GB เท่านั้น เพราะผลทดสอบรุ่น M2 512GB พบว่ามีอัตราเร็วในการอ่าน-เขียนใกล้เคียงกับรุ่น M1

ที่มา – MacRumors

from:https://www.blognone.com/node/129135