คลังเก็บป้ายกำกับ: LEADERSHIP_VISION

Paessler เสริมทัพทีมผู้นำแต่งตั้งผู้บริหารใหม่ บุกตลาดเอเชียแปซิฟิก [Guest Post]

บริษัทฯ แต่งตั้งโทเบียส เจนเชน เป็นรองประธานประจำเอเชียแปซิฟิกและอเมริกา และแมนูลา รอธ เป็นผู้จัดการดูแลช่องทางการจำหน่ายทั่วโลกและลูกค้าหลัก

กรุงเทพฯ – 13 มีนาคม 2566 – วันนี้ Paessler ผู้เชี่ยวชาญด้านการมอนิเตอร์โครงสร้างและเครือข่ายระบบไอที ประกาศแต่งตั้งโทเบียส เจนเชน เป็นรองประธานประจำเอเชียแปซิฟิกและอเมริกา และแมนูลา รอธ เป็นผู้จัดการดูแลช่องทางการจำหน่ายทั่วโลกและลูกค้าหลัก การแต่งตั้งผู้บริหารครั้งนี้จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและเปิดโอกาสการสร้างรายได้เพิ่มเติมทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิก (APAC) อีกทั้งยังทำให้ Paessler สามารถเสริมสร้างคุณค่าและมอบความสำเร็จแก่ลูกค้า ตลอดจนช่วยสนับสนุนเครือข่ายช่องทางการจำหน่ายได้อย่างคล่องตัวและทันสมัย

การเสริมทัพเพื่อตอกย้ำตำแหน่งผู้นำครั้งนี้อยู่ในจังหวะที่ Paessler ปูพรมบุกตลาดเอเชียแปซิฟิกผ่านโซลูชันชั้นนำในอุตสาหกรรมเพื่อรองรับต่อการทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชัน เป้าหมายของบริษัทในปีนี้อยู่ที่การเพิ่มความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายและมีความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์รายสำคัญมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้การมอนิเตอร์ระบบของลูกค้าได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บริษัทจึงเตรียมเปิดตัวส่วนขยายผลิตภัณฑ์แบบพิเศษอีกหลายรายการในปี 2566 นี้

โทเบียส เจนเชน จะรับผิดชอบเรื่องการพัฒนากลยุทธ์การจำหน่าย องค์กร และกระบวนการทำงานทั้งในเอเชียแปซิฟิกและอเมริกา โดยจะทำงานร่วมกับลูกค้ากลุ่มเอเชียแปซิฟิกเพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมายการมอนิเตอร์ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (OT) และอินเทอร์เน็ตออฟติงส์ (IoT) ควบคู่ไปกับการเดินหน้าสร้างธุรกิจและกลุ่มลูกค้า ตลอดจนความร่วมมือระหว่างกันทั้งในตลาดเดิมและตลาดใหม่ โทเบียสสำเร็จการศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ในเบอร์ลินและนิวยอร์กเริ่มต้นอาชีพในงานที่ปรึกษา การจำหน่ายซอฟต์แวร์ B2B และตำแหน่งบริหารด้านการขายในบริษัทหลายแห่ง เช่น Oracle, FreeMarkets, Altiris และ Symantec

แมนูลา รอธ รับภารกิจหลักด้านการสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์และผลักดันการจำหน่ายผ่านพาร์ทเนอร์ช่องทางการจำหน่ายของ Paessler และลูกค้ากลุ่มข้ามภูมิภาค ประสบการณ์กว่า 20 ปี ในการดูแลลูกค้ารายใหญ่ การพัฒนาธุรกิจ และการบริหารช่องทางการจำหน่ายทั่วโลก จะช่วยเสริมสร้างการเติบโตแก่ช่องทางการจำหน่ายของ Paessler จาก PRTG รวมถึงโซลูชันพิเศษด้านอินเทอร์เน็ตออฟติงส์ในภาคอุตสาหกรรม (IIoT) สำหรับธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมในปี 2566 นอกจากนี้ แมนูลายังมีประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการระหว่างประเทศในบริษัทข้ามชาติหลายแห่ง เช่น RS Group, Bechtle และ Insight อีกทั้งยังมีผลงานที่ชัดเจนในการบริหารพาร์ทเนอร์รายใหญ่ระหว่างประเทศ

เฮลมุต ไบเดอร์ ซีอีโอของ Paessler กล่าวว่า “Paessler มองหาผู้บริหารที่มีความพร้อมรองรับต่อตลาดในอนาคตตลอดเวลา สามารถยกระดับนวัตกรรมและขับเคลื่อนความสำเร็จทั้งสำหรับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของเรา เราจึงยินดีอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับโทเบียสและแมนูลาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทีมงาน และเชื่อว่าความเชี่ยวชาญของทั้งสองท่านจะช่วยให้เราเดินหน้าขยายโอกาสในเอเชียแปซิฟิกได้อย่างต่อเนื่องต่อไป ลูกค้าของเรากำลังยืนอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจ เกิดความต้องการใหม่ๆ และการเติบโตที่รวดเร็วในด้าน IT, OT และ IoT ดังนั้น การแต่งตั้งผู้บริหารครั้งนี้จึงถือว่าถูกเวลาเป็นอย่างยิ่ง  เรามีการปรับปรุงกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเราและให้การสนับสนุนพาร์ทเนอร์ช่องทางการจำหน่ายอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น การตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการเสริมทัพผู้บริหารในครั้งนี้จึงช่วยสร้างความมั่นใจที่มีต่อพาร์ทเนอร์ทุกรายและขับเคลื่อนการเติบโตในตลาดให้เดินหน้าต่อไป”

ในปี 2566 บริษัทมุ่งเป้าไปที่การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เช่น ส่วนเสริมผลิตภัณฑ์และโซลูชันเฉพาะทางสำหรับ IoT และภาคอุตสาหกรรม  นอกจากการมอนิเตอร์สภาพแวดล้อมระบบไอที ดั้งเดิม ทาง Paessler ยังต่อยอดโซลูชันไปสู่ตลาดแนวนิ่งอีกหลายแขนง เช่น ภาคอุตสาหกรรม สุขภาพ โทรคมนาคม และหน่วยงานภาครัฐ

โปรดดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Paessler ได้ที่ http://www.paessler.com

เกี่ยวกับ Paessler AG

Paessler เชื่อว่าการมอนิเตอร์ระบบมีบทบาทสำคัญในการลดการใช้ทรัพยากรของมนุษย์ เพราะการมอนิเตอร์ข้อมูลจะช่วยให้ลูกค้าประหยัดทรัพยากรทั้งในเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพโครงสร้างระบบ IT, OT และ IoT ตลอดจนลดการใช้พลังงานหรือการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่ออนาคตและเพื่อสิ่งแวดล้อมของเรา ดังนั้น Paessler จึงนำเสนอโซลูชันการมอนิเตอร์ระบบสำหรับธุรกิจต่างๆ ในทุกภาคส่วนและทุกขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ อีกทั้ง Paessler ยังร่วมมือกับพันธมิตรที่มีชื่อเสียง เพื่อร่วมกันจัดการกับความท้าทายในด้านการมอนิเตอร์ระบบในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงเช่นทุกวันนี้

Paessler ได้เปิดตัว PRTG Network Monitor เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเป็นการผสานองค์ความรู้เชิงลึกด้านการมอนิเตอร์ระบบเข้ากับจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมอันทันสมัย โดยในวันนี้มีผู้ใช้มากกว่า 500,000 ราย ในกว่า 170 ประเทศ ที่ใช้ PRTG เพื่อมอนิเตอร์โครงสร้างระบบ IT, OT และ IoT ที่ซับซ้อน ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของ Paessler จึงมอบศักยภาพให้แก่ลูกค้าเพื่อให้สามารถมอนิเตอร์ได้ทุกจุดที่ต้องการ และช่วยปรับปรุงการใช้ทรัพยากรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Paessler และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ที่ www.paessler.com

from:https://www.techtalkthai.com/paessler-strengthens-leadership-team-appoints-new-executives-enter-the-asia-pacific-market/

Advertisement

ถอดบทสัมภาษณ์ คุณ อยุช บาทรา ผู้อำนวยการฝ่าย Technology Enablement จาก บริษัท อินเทล คอร์ปอเรชัน

ภายในงานประกาศเปิดตัวโปรเซสเซอร์โมบายล์  Intel Core เจนเนอเรชั่น 13 รุ่นใหม่ล่าสุดเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา นำโดยคุณ Ayush Batra (อยุช บาทรา) ผู้อำนวยการฝ่าย Technology Enablement ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ บริษัท อินเทล คอร์ปอเรชัน ปัจจุบันคุณอยุช ได้ประจำอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการช่วยให้ลูกค้านำเทคโนโลยีของอินเทลมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

28 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา อินเทล ประเทศไทย ประกาศเปิดตัวโปรเซสเซอร์โมบายล์  Intel Core เจนเนอเรชั่น 13 รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ได้ผสานประสิทธิภาพและประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่าเข้าไว้ด้วยกันในแพลตฟอร์มสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ พร้อมนำเสนอ Intel® Arc จีพียูแบบใช้งานแยก นอกจากนี้ ยังเปิดตัวโปรเซสเซอร์ Intel Xeon® Scalable เจนเนอเรชั่น 4 (โค้ดเนม Sapphire Rapids) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การทำงานของดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) คลาวด์ เครือข่ายและเอดจ์ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ

“เมื่อเราพูดถึงคำว่าประสิทธิภาพ เรากำลังพูดถึงความต้องการที่จะแก้ปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ ของเหล่าลูกค้าของเรา สมมติว่าพวกเขาต้องนำ 5G มาปรับใช้กับโรงงานอัจฉริยะของพวกเขา หรือต้องการการแก้ปัญหาระบบขนส่งด้วยระบบขนส่งอัจฉริยะ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทีมของเราได้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ร่วมกับพันธมิตรของเรา” คุณอยุช ได้กล่าวไว้

คุณอยุช บาทรา ได้ทำงานอยู่ที่ อินเทล มาเป็นระยะเวลา 7 ปี และเป็นเวลา 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่าย Technology Enablement ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยก่อนหน้า บทบาทหน้าที่หลัก ๆ ของคุณอยุช คือการดูแลหน่วยงานก่อนการขาย (Presales) การขายทางเทคนิค (Technical Sale) ทั้งหมด โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Telecom

ถอดบทสัมภาษณ์

Ayush Batra (อยุช บาทรา)

ผู้อำนวยการฝ่าย Technology Enablement ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

บริษัท อินเทล คอร์ปอเรชัน

อินเทล ไม่ได้ขายเพียงแค่ผลิตภัณฑ์กลุ่ม CPU เท่านั้น แต่ก็ยังสร้างโซลูชันต่าง ๆ ให้กับเหล่าลูกค้าของอินเทลด้วยใช่หรือไม่

คุณอยุช บาทรา กล่าวว่า

สิ่งสำคัญคือ เราต้องการแก้ปัญหาของลูกค้า ร่วมกับคู่ค้า เพราะลูกค้าของพวกเราไม่เพียงแค่ซื้อชิป แต่พวกเขาซื้อโซลูชันสำหรับผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ของพวกเขา”

“ดังนั้น ทีมของเราจึงทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะแก้ปัญหาเฉพาะของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ผ่านเทคโนโลยีของอินเทล และการจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้นั้น เราต้องมีโซลูชันที่มีความยืดหยุ่นเพื่อตอบโจทย์ต่อปริมาณความต้องการเวิร์กโหลดที่แตกต่างกัน และยังตอบโจทย์ความต้องการด้านการเร่งความเร็วที่เหมาะสมในลูกค้าแต่ละราย”

โปรเซสเซอร์ Intel Xeon เจนเนอเรชัน 4 ตัวที่นำเสนอมาในวันนี้ เข้ามามีบทบาทและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในไทยภาพรวมอย่างไรบ้าง

คุณอยุช บาทรา กล่าวว่า

โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว ลูกค้าของเราในประเทศไทย รวมถึงลูกค้าทั่วไปกำลังมองหาการปรับใช้ปริมาณงานตามขนาด และปริมาณงานเหล่านั้นก็กลายเป็นความท้าทายอย่างมากเช่นกัน พวกเขาต้องการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่นปัญญาประดิษฐ์ 5G หรือกำลังมองหาระบบที่สามารถช่วยขยายประสิทธิภาพการประมวลผลระบบของพวกเขาได้ ซึ่งแพลตฟอร์ม Intel Xeon ได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้

อย่างที่คุณเห็น ปริมาณงานนั้นมีความแตกต่างกันออกไปตามลักษณะโครงสร้าง และองค์กร พวกเขาเหล่านี้กำลังมองหาพาร์ทเนอร์ที่สามารถส่งมอบประสิทธิภาพระดับสูงได้ผ่านโซลูชันที่มีคุณภาพสูงและยั่งยืน อย่างที่คุณเห็นจากการนำเสนอจากเหล่าพาร์ทเนอร์ของเรา ทุกคนต่างพูดและยึดถือคำว่า “ความยั่งยืน (Sustainability)” เป็นประเด็นสำคัญ

แพลตฟอร์ม Intel Xeon เจนเนอเรชัน 4 จึงมาพร้อมกับฟีเจอร์ความปลอดภัยใหม่ ๆ มากมายเพื่อช่วยลูกค้าแก้ปัญหาสำคัญ ๆ ด้านการประมวลผลที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็น AI, เครื่องมือวิเคราะห์, ระบบเครือข่าย, ความปลอดภัย, การจัดเก็บข้อมูล และระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง (High Performance Computing: HPC) 

ด้วยปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ หากคุณพิจารณาดู สิ่งเหล่านี้คือส่วนที่แพลตฟอร์ม Intel Xeon สามารถแก้ปัญหาเฉพาะด้านได้ ไม่ว่าจะเป็นตามเวิร์กโหลด เรากำลังนำเสนอแพลตฟอร์ม Intel 4th Gen Xeon ซึ่งเป็น Xeon ที่มีความยั่งยืนที่สุดเท่าที่เคยมีมา เรากำลังบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนเหล่านั้น และในขณะเดียวกัน เรากำลังมอบความยืดหยุ่นและโซลูชันที่สามารถปรับได้ ให้แก่ลูกค้าของเราเพื่อให้พวกเขาสามารถปรับใช้ได้ตามขนาด

Intel Xeon มาพร้อมกับฟีเจอร์ความปลอดภัยที่หลากหลาย และเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าพวกเขาสามารถมีแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ เพื่อช่วยปกป้องข้อมูลในขณะที่ปลดล็อกโอกาสใหม่สำหรับข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ”

อยากจะถามเกี่ยวกับผลการทดสอบตัวการ์ดที่ทางอินเทลได้นำเสนอบนเวที ซึ่งมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า ไม่แน่ใจว่าขึ้นอยู่กับแอปพลิเคชันใหม่ที่ถูกปรับให้เหมาะสำหรับการ์ดตัวใหม่นี้แล้วหรือไม่

คุณอยุช บาทรา กล่าวว่า

โดยทั่วไปแล้ว เวลาที่เรานำเสนอคุณสมบัติใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์ม Xeon เราก็จะทำงานร่วมกับผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์อิสระ (Independent Software Vendors) และเหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ Open Source ไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้พวกเขาและแอปพลิเคชันของพวกเขาสามารถใช้ประโยชน์จากโปรเซสเซอร์ใหม่และแพลตฟอร์มใหม่ที่เราพัฒนาขึ้นมาได้ ทั้งในแง่ของซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ และนั่นคือโซลูชันทั้งหมดที่มารวมกันเพื่อแก้ปัญหาความท้าทายของเหล่าลูกค้าของเรา”

ในงานเปิดตัวของอินเทลครั้งนี้ ได้มีพาร์ทเนอร์ต่างๆ ขึ้นมานำเสนอโซลูชันบนเวทีด้วยนั้น อยากทราบว่า Sapphire Rapids ตัวใหม่นี้จะเข้าไปอยู่ที่ Edge ด้วยหรือไม่ หรืออยู่บน Data Centre เพียงอย่างเดียว

คุณอยุช บาทรา กล่าวว่า

อย่างที่ทุก ๆ คนทราบว่าเรากำลังผลักดันให้ศูนย์ข้อมูลเข้าสู่ยุคใหม่ ตั้งแต่ Edge ไปจนถึง Hyperscale Cloud ดังนั้น เราจึงให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์จำพวก IPU และหน่วยความจำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผลิตภัณฑ์สำหรับศูนย์ข้อมูลของเรา

เหตุผลที่เราเรียกโปรเซสเซอร์ Xeon Scalable ของเราว่า “Scalable” เพราะมันได้รับการออกแบบเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของสถานที่สำหรับรองรับ Edge Computing (Edge locations) เหล่านั้นได้ โดยมันยังถูกออกแบบมาเพื่อการจัดการพลังงานและการระบายความร้อนที่ดี

ในขณะเดียวกัน เราก็ยังคงตั้งใจที่จะตอบโจทย์ความคาดหวังในการปฏิบัติงานขั้นสูง สำหรับระบบคลาวด์และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ที่จำเป็นต้องมีการประมวลผลระดับสูง ความสามารถในการ “Scale” ที่มากกว่า นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าแพลตฟอร์ม Xeon ของมีความยืดหยุ่นมาก เพื่อให้ผู้ใช้งานของเราสามารถประยุกต์ใช้งานได้อย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ”

มีผลิตภัณฑ์ในเวอร์ชันของ Edge ที่ใช้ตัว Sapphire Rapids ในพาร์ทเนอร์รายอื่น ๆ ด้วยใช่หรือไม่

คุณอยุช บาทรา กล่าวว่า

ใช่แล้ว ที่คุณได้พบในวันนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพาร์ทเนอร์ของเรา โดยพวกเขาเป็นพาร์ทเนอร์รายใหญ่ที่คุณน่าจะรู้จักในประเทศไทย นอกจากนี้ เรายังมีพาร์ทเนอร์อีกมากมายในประเทศไทยที่กำลังนำแพลตฟอร์ม Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชัน 4 ที่อยู่บนพื้นฐานของคลาวด์ไปใช้”

ผลิตภัณฑ์ Intel Xeon ได้ถูกจำหน่ายให้ผู้บริการ Edge หรือคลาวด์และลูกค้า ในประเทศไทยแล้วหรือยัง

คุณอยุช บาทรา กล่าวว่า

แพลตฟอร์มที่มีโปรเซสเซอร์ Intel Xeon สามารถพบได้แล้วในหลาย ๆ อุตสาหกรรมในประเทศไทย แม้ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชัน 4 จะเพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน แต่คุณก็สามารถพบมันได้แล้วในลูกค้าหลาย ๆ รายของเรา ในหลาย ๆ แพลตฟอร์ม โดยอินเทลมุ่งมั่นที่จะรับฟังความคิดเห็นจากเหล่าผู้ใช้และลูกค้าของเรา เพื่อทำให้ โปรเซสเซอร์ Intel Xeon เจนเนอเรชันนี้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด”

การทำงานร่วมกับ Software Vendor/Developer ซึ่งรวมไปถึงการ optimize product ให้สามารถผสานทำงานร่วมกับตัว Intel Xeon ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยปกติแล้วจะมีระยะเวลาในการดำเนินการ การเตรียมงาน และการทดสอบก่อนจะเปิดสู่สาธารณะนานแค่ไหน

คุณอยุช บาทรา กล่าวว่า

เราได้มีการเริ่มทดสอบและลองผิดลองถูกร่วมกับกล่มผู้ใช้และลูกค้าของเรามาตลอดหลายปีเพื่อให้แพลตฟอร์มที่มีโปรเซสเซอร์ Xeon สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

รายละเอียดเชิงเทคนิคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และ ISA สามารถดูได้จากที่นี่

ส่วนในเรื่องของการใช้งานและระยะเวลาในการปรับแต่งต่าง ๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและการปรับแต่งระบบของลูกค้า”

คุณอยุช บาทรา กล่าวปิดท้ายว่า

เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างมากเกี่ยวกับโปรเซสเซอร์ Intel Xeon เจนเนอเรชัน 4 นี้ เราเชื่อว่ามันจะเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยมันได้ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เวิร์กโหลดในยุคปัจจุบันเพื่อรองรับกับเทคโนโลยีเช่น 5G, AI, การวิเคราะห์ข้อมูล, microservice หรือการประมวลผลประสิทธิภาพสูง

นอกจากนี้ โปรเซสเซอร์ Intel Xeon เจนเนอเรชัน 4 ยังมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่น่าทึ่ง ซึ่งจะช่วยปกป้องข้อมูลแก่ลูกค้าและลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะหลุดรั่ว

โปรเซสเซอร์ Intel Xeon เจนเนอเรชัน 4 ของเราสามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับธุรกิจในหลาย ๆ อุตสาหกรรมได้ผ่านผลิตภัณฑ์ (SKUs) ที่หลากหลาย และเราหวังว่าจะได้ร่วมมือกับเหล่าพันธมิตรและลูกค้าของเรา เพื่อช่วยให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเรา และเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มตัว”

โปรเซสเซอร์โมบายล์และเดสก์ท็อป Intel Core เจนเนอเรชัน 13 และกราฟิก Intel Arc A-ซีรีส์ ได้วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วประเทศ

ส่วนโปรเซสเซอร์ Intel Xeon Scalable เจนเนอเรชัน 4 ก็มีวางจำหน่ายแก่ลูกค้าองค์กรธุรกิจในไทยแล้วเช่นกัน โดยสามารถสอบถามตัวแทนผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีและคลาวด์ได้แล้ววันนี้เช่นกัน

from:https://www.techtalkthai.com/interview-with-mr-ayut-batra-director-of-technology-enablement-intel/

ถอดบทสัมภาษณ์ คุณสรุจ ทิพย์เสนา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายโซลูชันองค์กร ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย

Bill Gates กล่าวว่า ChatGPT จะ “เปลี่ยนโลกของเรา”
“จนถึงตอนนี้ ปัญญาประดิษฐ์สามารถอ่านและเขียนได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาได้ โปรแกรมใหม่อย่าง ChatGPT จะทำให้งานในสำนักงานจำนวนมากมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการช่วยเขียนใบแจ้งหนี้หรือจดหมาย ซึ่งจะเปลี่ยนโลกของเรา”
 

วันที่ 14 ก.พ. 2023 ภายในงาน Meet the ChatGPT บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ได้เปิดบ้านเล่าเรื่อง ChatGPT ให้ลูกค้าและสื่อมวลชนพร้อมเผยก้าวสำคัญของ AI บนแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์ ทั้ง Azure OpenAI หรือ Collaboration Tool ต่างๆ ที่พร้อมให้ทุกองค์กรนำศักยภาพของ ChatGPTและโมเดล AI อื่นๆ มาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด
 
จากบทสัมภาษณ์ คุณสรุจ ทิพย์เสนา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายโซลูชันองค์กร ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย
 
“สิ่งที่ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นกับ ChatGPT คือ มันสามารถโต้ตอบได้เสมือนมนุษย์ เราได้เรื่องราว เรื่องเล่าที่เราต้องการค้นหากลับมาจาก ChatGPT”

คุณสรุจ สรุป 3 ประเด็นสำคัญของ ChatGPT

  1. ประเด็นแรก : ChatGPT มีศักยภาพในการตอบโต้กับมนุษย์ได้เสมือนมนุษย์ โดยสามารถให้คำตอบเช่นเดียวกับบทสนทนาที่มนุษย์ใช้สื่อสาร ทำให้มนุษย์สามารถสื่อสารพูดคุยกับเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่างๆ ได้เสมือนกำลังคุยอยู่กับคนมากที่สุด
  2. ประเด็นที่สอง : ChatGPT โต้ตอบเรื่องราวกลับมา นี่คือสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับ ChatGPT ด้วยการประติดประต่อข้อมูลกลับมาเป็นเรื่องราว บทความ เพื่อเป็นไอเดียที่สามารถนำไปต่อยอดได้
  3. ประเด็นที่สาม : ChatGPT มีศักยภาพในการอ่านข้อมูลจำนวนมหาศาล แล้วหาข้อสรุป หาจุดเด่น หาเนื้อความ เพื่อนำเสนอให้กับเราตามรูปแบบที่เราสามารถสั่งได้ อาทิเช่น เมื่อเราถาม ChatGPT ว่า ‘ดนตรี Jazz มันมาถึงยุโรปได้อย่างไร แล้วตอนเข้ามาถึงในยุโรป ดนตรี Jazz สร้างความเปลี่ยนแปลงในแวดวงดนตรีในยุโรปอย่างไร’ เราสามารถระบุรูปแบบการนำเสนอเฉพาะเจาะจงได้เพื่อให้ ChatGPT โต้ตอบข้อมูลกลับมาให้เป็นเรื่องราวที่กว้างที่สุด เช่น ให้ตอบกลับมาในรูปแบบหัวข้อ (Bulleted) และให้เรียบเรียงลำดับหัวข้อตามช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งสิ่งที่ ChatGPT โต้ตอบกลับมาจะตรงกับเงื่อนไขที่เราต้องการทุกประการ
ประเด็นสำคัญทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ในวงการเทคโนโลยีเรียกว่า “Generative AI” เป็นการสร้างข้อมูลเพิ่ม รวมถึงรูปภาพ การเขียนโค้ด และข้อมูลไอเดียต่างๆ เพื่อช่วยตัดสินใจพร้อมสื่อสารกลับมาเสมือนกำลังคุยอยู่กับคน

ทำไมเราต้องตื่นเต้นไปกับ Generative AI

“Generative AI คือ ศักยภาพที่จะทำให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ หุ่นยนต์ได้ ย้อนกลับไปก่อนที่จะมีเทคโนโลยี AI โลกเรามีรูปแบบการปฏิสัมพันธ์กับระบบคอมพิวเตอร์ด้วยวิธี Touch Interface ผ่านบนหน้าจอแบบสัมผัส และวันนี้ “Generation AI” คือ Next Wave รูปแบบใหม่ที่มนุษย์จะมีปฏิสัมพันธ์กับเครื่องแมชชีนให้สามารถโต้ตอบกลับมาได้เหมือนคนคุยกับคนมากที่สุด”
 
Bill Gates กล่าวว่า ChatGPT จะ “เปลี่ยนโลกของเรา”
“จนถึงตอนนี้ ปัญญาประดิษฐ์สามารถอ่านและเขียนได้ แต่ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาได้ โปรแกรมใหม่อย่าง ChatGPT จะทำให้งานในสำนักงานจำนวนมากมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการช่วยเขียนใบแจ้งหนี้หรือจดหมาย ซึ่งจะเปลี่ยนโลกของเรา” คำกล่าวนี้ช่วยตอกย้ำประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจาก ChatGPT
 
Microsoft เป็น Partner กับ OpenAI และสิ่งที่ Microsoft ทำมีอยู่ 2 บทบาท คือ
  1. Microsoft นำเทคโนโลยีของตนเอง ไปช่วยสนับสนุน Research Activity ของ OpenAI เช่น การสร้าง Super Computer ไปวางไว้บน Microsoft Azure ให้ OpenAI ใช้ประโยชน์ในการทำ Research
  2. Microsoft มีบทบาทในการทำ Product Price และ Product Marketing
ChatGPT คือ แอปพลิเคชัน ที่สร้างขึ้นจาก AI Model มีชื่อว่า GPT เพื่อใช้ในการสื่อสารโต้ตอบกับมนุษย์ด้วยภาษามนุษย์ (Human Language) ส่วน GPT-3 เป็น Research ของ OpenAI และ Microsoft เพื่อส่งต่อสู่ตลาดร่วมกัน รวมถึงผลิตภัณฑ์อีก 2 Model นั่นก็คือ Codex เป็น Model AI ที่เข้าใจภาษาคนแล้วแปลภาษาพูดของคนไปอยู่ในรูปแบบโค้ด Codex จะสามารถเป็นผู้ช่วยในการเขียนโค้ดแทนคนได้ และสุดท้าย คือ DALL-E เป็น Model ที่เราสามารถใช้ภาษาคนสั่งให้ AI สร้างรูปภาพต่างๆ ได้
 
ทั้ง GPT-3, Codex และ DALL-E เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความร่วมกันกันระหว่าง Microsoft และ OpenAI เพื่อนำเสนอประสบการณ์เหล่านี้ให้กับผู้คนบนโลกใบนี้

เราจะทำอะไรกับ ChatGPT ได้บ้าง

“ทั้ง 3 Model ที่กล่าวมาข้างต้น องค์กรต่างๆ สามารถนำ ChatGPT ไปทำ Used Case ในแต่ละส่วนงานที่คนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันได้ดียิ่งขึ้น เช่น Contact Center, Call Center หรือ Customer Services เป็นต้น นอกจากนี้ ChatGPT ยังสามารถทำ Data Summarization ได้อย่างยอดเยี่ยม จึงสามารถช่วยสนับสนุน Knowledge Management หรือการสรุปข้อมูลในจำนวนมากๆ ให้กระชับและเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น ส่วนประโยชน์ท้ายสุด ตรงตามชื่อ “Generative” การสร้างข้อมูลไอเดียใหม่ๆ เพื่อให้คนสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้”

เราจะดูตัวอย่าง ChatGPT ได้จากที่ใด

“ดูสิ่งที่ Microsoft ทำ เราเป็นที่แรกๆ ที่เอา Generative AI เข้ามาใช้งานให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมของ ChatGPT สำหรับช่วยยกระดับองค์กรโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ สามารถนำผลิตภัณฑ์ของ Microsoft ไปปรับใช้ได้ในทุกมิติที่คนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน

คุณสรุจ กล่าวสรุปส่งท้าย

“การนำ OpenAI และ AI Model อื่นๆ เข้าไปอยู่ในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ของ Microsoft เป็นความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยี AI อย่างชัดเจนที่สุด”
 

from:https://www.techtalkthai.com/transcribe-an-interview-with-mr-saruj-thipsena-deputy-managing-director-enterprise-solutions-microsoft-thailand/

AWS แถลงข่าวทิศทางธุรกิจในประเทศไทยในปี 2566 [Guest Post]

โดย คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager, AWS ประจำประเทศไทย

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เราเห็นการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างรวดเร็วทั่วภูมิภาคอาเซียนรวมถึงประเทศไทย องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยเริ่มหันมาใช้ระบบคลาวด์และมุ่งสู่ digital transformation เพื่อความคล่องตัวทางธุรกิจที่มากขึ้นและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจของตน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เรายังคงเห็นการเร่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากของการนำระบบคลาวด์มาใช้ในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ องค์กรรูปแบบใดขนาดไหนก็ตาม

จากข้อมูลของธนาคารโลก มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับการเติบโตที่ช้าลงในปี 2566 เนื่องจากภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลก และตามรายงานของบริษัทวิจัย Gartner แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการคลาวด์สาธารณะของประเทศไทย คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 31.8% ในปี 2566 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 20.7% ค่าใช้จ่ายสำหรับบริการคลาวด์สาธารณะโดยผู้ใช้ในประเทศไทยคาดว่าจะสูงถึง 54.4 ล้านบาทในปี 2566 เพิ่มขึ้นจาก 41.3 ล้านบาทในปี 2565

ก้าวเข้าสู่ปี 2566 AWS มองว่าเชื่อว่าระบบคลาวด์จะมีบทบาทที่สำคัญมากขึ้น ในการช่วยให้องค์กรในอาเซียนและประเทศไทยบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ และเรามุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าของเราใช้ประโยชน์จาก AWS Cloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อสร้างนวัตกรรม ลดค่าใช้จ่าย แบะช่วยเปิดตลาดให้กับหลาย ๆ ธุรกิจของไทยไปสู่ตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก

นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี

ในงาน AWS re:Invent 2022 ที่จัดขึ้นที่เมืองเมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 55,000 คน และผู้เข้าร่วมทางออนไลน์ถึง 300,000 คน แสดงให้เห็นว่าธุรกิจต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์จากคลาวด์ โดยภายในงาน Adam Selipsky, CEO ของ AWS ได้เน้นย้ำว่าข้อมูลเป็นรากฐานที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของทุกองค์กร ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ปริมาณข้อมูลจะมีมากขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของยุคดิจิทัล ทำให้การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการเติบโตของข้อมูลนั้น เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับทุกองค์กร ภายในงาน AWS re:Invent 2022 ได้มีการประกาศนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น

  • Data and Analytics – Amazon Aurora: เป็นบริการที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของ AWS และมีลูกค้า AWS หลายแสนรายที่ใช้ Amazon Aurora ที่เป็นการรวมประสิทธิภาพและความพร้อมใช้งานของฐานข้อมูลแบบดั้งเดิม ผสมผสานเข้ากับความเรียบง่าย และความคุ้มค่าของฐานข้อมูลโอเพ่นซอร์ส มีประสิทธิภาพมากกว่า MYSQL ถึงห้าเท่า และประสิทธิภาพมากกว่า PostgreSQL ถึงสามเท่า โดยมีค่าใช้จ่ายเพียงหนึ่งในสิบของฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์
  • Data and Analytics – Redshift: สามารถนำข้อมูลที่หลากหลายจากแอปพลิเคชันมาจัดเก็บในที่ต่างๆ ซึ่งต้องใช้เครื่องมือวิเคราะห์ที่เหมาะสมเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลประเภทต่าง ๆ Redshift คือคลังข้อมูลขนาดเพตะไบต์ (petabyte) ที่มีการจัดการเต็มรูปแบบ ใช้โดยลูกค้า AWS หลายหมื่นรายเพื่อจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดเอกซะไบต์ (exabyte) มันให้ประสิทธิภาพด้านราคาที่ดีกว่าคลังข้อมูลคลาวด์อื่น ๆ ถึงห้าเท่า
  • AI/ML – SageMaker: เทคโนโลยี Machine Learning ช่วยให้เราสามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ และยังช่วยสร้างข้อมูลอัจฉริยะให้กับระบบและแอปพลิเคชันต่าง ๆ AWS มีเทคโนโลยี ML และ AI ที่สมบูรณ์ที่สุด ปัจจุบัน ลูกค้าหลายหมื่นรายใช้ SageMaker เพื่อฝึกโมเดลที่มีพารามิเตอร์หลายพันล้านตัว เพื่อทำการคาดการณ์มากกว่าล้านล้านรายการทุกเดือน ซึ่ง AWS ได้ประกาศความสามารถของ Amazon SageMaker ที่เพิ่มขึ้นมาใหม่อีก 8 รายการในงาน AWS re:Invent อีกด้วย
  • Security: Amazon GuardDuty: ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานและบริการของ AWS ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยสูงสุดตั้งแต่เริ่มต้นออกแบบ เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การดูแลสุขภาพ ธนาคาร และหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น โดยโครงสร้างพื้นฐานของ AWS ได้รับการตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน
  • Security: Amazon Security Lake: AWS ประกาศเปิดตัว Amazon Security Lake แบบ preview ซึ่งเป็นบริการที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลความปลอดภัยในระดับเพตะไบต์ได้อัตโนมัติ ลูกค้าสามารถสร้างที่เก็บข้อมูลความปลอดภัยได้โดยอัตโนมัติด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง ทำให้มองเห็นข้อมูลความปลอดภัยทั้งหมดและสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของเวิร์กโหลด แอปพลิเคชัน และข้อมูล AWS Security Lake จะรวบรวมข้อมูลความปลอดภัยโดยอัตโนมัติจากโซลูชันของคู่ค้า เช่น Cisco, Crowdstrike และ Palo Alto Networks รวมถึงเครื่องมือรักษาความปลอดภัยมากกว่า 50 รายการที่รวมอยู่ใน security hub

ทิศทางธุรกิจของ AWS ในประเทศไทยในปี 2566

สำหรับทิศทางธุรกิจของ AWS ในประเทศไทยในปีนี้ จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าในธุรกิจการเงิน ธุรกิจค้าปลีก และอุตสาหกรรมการผลิต ที่คาดการณ์ว่ามีอัตราการเติบโตสูงในด้านการใช้คลาวด์ โดย AWS กำลังเพิ่มจำนวน AWS Partner และทีมงานในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2564 AWS ได้แต่งตั้งบริษัทเอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น ประเทศไทย จำกัด มหาชน (SiS) ดิสทริบิวเตอร์สินค้าไอทีชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งมีลูกค้าเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอทีมากกว่า 7,000 รายทั่วประเทศ ให้เป็นดิสทริบิวเตอร์อย่างเป็นทางการ โดย SiS จะเป็นเป็นดิสทริบิวเตอร์ของ AWS รายแรกในประเทศไทยสำหรับกลุ่มผู้ใช้บริการที่เป็นภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการเติบโตด้านดิจิทัลโดยการขยายฐานคู่ค้าและตัวแทนจำหน่าย AWS ในประเทศไทย โดยในปี 2566 นี้ SiS จะสนับสนุน reseller ในการสร้าง Solution Packages สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (small to medium-sized business: SMB) รวมถึงเว็บไซต์ การสำรองข้อมูล การย้ายข้อมูล และ VDI และสนับสนุน reseller ในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อการเข้าสู่ตลาดผ่านการสัมมนาผ่านเว็บและการมีส่วนร่วมกับลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน และเพิ่มลูกค้าใหม่ในกลุ่ม SMB

ด้านการลงทุนของ AWS ในประเทศไทย

เมื่อไม่นานมานี้ AWS ได้ประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ในประเทศไทย AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ด้วยเงินลงทุนมากกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 1.9 แสนล้านบาท) ในระยะเวลา 15 ปี ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของ AWS ในประเทศไทยจนถึงปัจจุบัน

ในปี 2565 AWS ได้ประกาศแผนเตรียมเพิ่มบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์มายังประเทศไทยด้วย AWS Local Zone แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัว Local Zones ใหม่ 10 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น (APJ) เพื่อทำให้ลูกค้าของ AWS ในประเทศไทยสามารถมอบประสิทธิภาพความเร็วในหลักหน่วยของมิลลิวินาที (single-digit millisecond) แก่ผู้ใช้ปลายทางของพวกเขาได้

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว มีส่วนทำให้เกิดช่องว่างด้านทักษะดิจิทัลที่กว้างขึ้น ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขเพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบของภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความท้าทายในปี 2566 ทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้การฝึกอบรมทักษะมีความสำคัญมากกว่าที่เคย ภาครัฐและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วอาเซียนกำลังเผชิญกับการขาดแคลนผู้มีความสามารถและทักษะด้านดิจิทัล ซึ่ง AWS กำลังแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านดิจิทัล โดยได้เริ่มฝึกอบรมบุคลากรมาแล้วกว่า 700,000 คนทั่วอาเซียนด้วยทักษะด้านระบบคลาวด์ตั้งแต่ปี 2560

from:https://www.techtalkthai.com/aws-announces-business-direction-in-thailand-in-2023/

สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวโน้มอุตสาหกรรม Semiconductor (เซมิคอนดักเตอร์) ปี พ.ศ. 2566 [Guest Post]

โดย Ganesh Moorthy ประธาน และ CEO ของ ไมโครชิพ เทคโนโลยี อิงค์

Ganesh Moorthy ประธาน และ CEO ของ ไมโครชิพ เทคโนโลยี อิงค์
  1. มองกลับไปยังปี 2565 คุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของบริษัทฯ และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โดยรวม? ความสำเร็จ และความคืบหน้าหลักของบริษัทมีอะไรบ้าง?

ผลงานของบริษัท ไมโครชิพ ดีอย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่าห่วงโซ่อุปทานจะมีข้อจำกัดสูง โดยรวมแล้วรายได้ของเราตลอดสามไตรมาสแรกของปีเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีปฏิทิน 2564 ในไตรมาสเดือนกันยายน เราทำเป้ารายได้ที่คาดการณ์จากยอดขายสุทธิประจำปีได้ 8 พันล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก และเราได้ยืนยันในแนวทางสำหรับยอดขายสุทธิรวมในไตรมาสเดือนธันวาคม 2565 อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเติบโตต่อเนื่องระหว่าง 3.0% และ 5.0% หรือการเติบโตปีเทียบปี 22.7% เราคาดหวังที่จะทำรายได้สูงเป็นสถิติใน 9 ไตรมาสติดต่อกันในไตรมาสเดือนธันวาคม 2565 เราคาดหวังว่าโมเมนตัมนี้จะดำเนินต่อไปในช่วงปีใหม่ และเรากำลังวางแผนสร้างการเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสเดือนมีนาคมเช่นกัน

  1. ในปี 2023 ไมโครชิพมีการคาดการณ์/แผนการทางธุรกิจอย่างไรบ้าง และด้านที่มุ่งเน้นอย่างไรบ้าง และกลยุทธ์และแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตคืออะไร?

หากมองผ่านตัวชี้วัดภายในของเรา เงื่อนไขทางธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง เราจึงต้องการมุ่งเน้นที่โอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน​ Systems Solution และเมกะเทรนด์ต่างๆ อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน 5G, loT, ศูนย์ข้อมูล, การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า, ความยั่งยืน และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (Advanced Driver Assistance Systems หรือ ADAS) การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เราเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีความหลากหลาย มีการเติบโตสูง มีอัตรากำไรสูง และมีการผลิตเงินสดสูงที่สุดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ เรายังได้ใช้การเพิ่มแบบปรับในการใช้ทุนเพื่อตอบสนองต่อโอกาสการเติบโตในธุรกิจของเรา ให้บริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เพิ่มส่วนแบ่งตลาดของเรา และเพิ่มกำไรขั้นต้น และเพิ่มความสามารถเพื่อให้เราได้บรรลุเป้าหมายของเรา เนื่องจากเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเติมเต็มช่องว่างในระดับการลงทุนที่ดำเนินการโดยพันธมิตรฝ่ายผลิตที่เราว่าจ้างจากภายนอกเพื่อให้ปฏิบัติงานเฉพาะทางซึ่งจำเป็นต่อผลิตภัณฑ์ของเรา

  1. เนื่องจากความต้องการของชิพลดลง ทำให้มีสินค้าคงคลังค่อนข้างสูง คุณคิดว่าแนวโน้มอุปทานของชิพในปี 2566 จะเป็นอย่างไร? เราจะสามารถอุปทานคงระดับได้เมื่อไหร่? นอกเหนือจากนี้ เราอยากทราบว่าปัญหาความไม่สมดุลของอุปสงค์/อุปทานจะดำเนินไปเป็นระยะเวลานานเท่าใด?

มีการสร้างสินค้าคงคลังที่ลูกค้าของเราตามที่เห็นในงบดุลของลูกค้า ซึ่งสินค้าคงคลังบางส่วนนั้นเราคิดว่าเกิดจากการสร้างสินค้าคงคลังไว้เผื่อตามกลยุทธ์ และบางส่วนนั้นเกิดจากชุดอุปกรณ์ที่ไม่สมบูรณ์หรือผลจากสถานการณ์แบบ golden screw ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าบางช่วงเราจะเห็นคำขอให้ถ่ายเทสินค้าคงเหลือ แต่คำขอเหล่านี้ก็เป็นส่วนเล็กน้อยของสินค้าคงเหลือจำนวนมหาศาลที่ไม่มีการสนับสนุนซึ่งเรามีอยู่ในช่วงเวลาหลายไตรมาส (เช่น สินค้าคงเหลือที่ลูกค้าต้องการซึ่งจัดส่งไปยังลูกค้าในเดือนกันยายน แต่เราไม่สามารถส่งมอบให้ได้ในไตรมาสเดือนกันยายน) ดังนั้น คำขอเหล่านี้จึงไม่มีผลกระทบที่สำคัญต่อธุรกิจของเรา

ในขณะเดียวกัน การที่ลูกค้าเราพยายามเร่งให้เราส่งของที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงบ่งชี้ว่า อุปสงค์และอุปทานยังคงไม่สมดุลกันสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อใช้ประโยชน์จากอุปทานให้ดีที่สุดและลดการสร้างสินค้าคงคลังของลูกค้า เราจึงดำเนินการจัดสรรปันส่วนอุปทานในอนาคตอย่างรอบคอบจากลูกค้าที่ระบุว่าตนเองมีสินค้าคงคลังไปยังลูกค้าที่ประสบปัญหาใกล้ขาดแคลนสินค้า

นอกเหนือจากนี้ นโยบายที่กำหนดไม่ให้ลูกค้ายกเลิกสินค้าภายใน 90 วันสำหรับสินค้า standard backlog และข้อกำหนดที่ไม่ให้ลูกค้ายกเลิกสินค้าขั้นต่ำ 12 เดือนสำหรับโครงการ Preferred Supplier Program หรือ PSP เป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเราเลือกสั่งสินค้าตามความจำเป็น เราคาดว่าอุปทานของเราจะอย่างจำกัดต่อเนื่องถึงปี 2566

  1. ช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PSP ให้เราทราบได้หรือไม่ – บริษัท ไมโครชิพ อิงค์ ได้ริเริ่มโครงการ Preferred Supplier Program หรือ PSP ในปีก่อนเพื่อแก้ปัญหาความไม่สมดุลของอุปสงค์/อุปทาน คุณจะประเมินแผนงานนี้อย่างไร และแผนงานนี้มีผลลัพธ์อย่างไร?

PSP เป็นเหมือนพันธะสัญญาระหว่างบริษัท ไมโครชิพและลูกค้าของเรา โดยลูกค้าของเราจะตกลงว่าสินค้า backlog ที่เขาสั่งนั้น  เขาจะไม่สามารถยกเลิกได้อย่างน้อย 12 เดือน แต่ในทางกลับกันลูกค้าจะได้รับสินค้าจากบริษัทเป็นอันดับแรกๆ โครงการดังกล่าวช่วยให้เราจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ได้ดีและรอบคอบขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในวัตถุดิบ การเพิ่มความจุ และการขยายแรงงานอย่างเป็นระบบระเบียบ โดยรวมแล้วลูกค้าค่อนข้างพอใจกับโครงการดังกล่าวมากๆ เนื่องจากโครงการดังกล่าวช่วยให้เขาได้รับสินค้าเป็นลำดับแรกๆ ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมมีข้อจำกัดในวงกว้าง เราจึงได้รับการสนับสนุนที่ดีและเกินการคาดหวังของเราเป็นอย่างมาก ลูกค้าบางเจ้าเลือกที่จะทำสัญญากับเราเป็นอย่างน้อย 18-24 เดือน

นับตั้งแต่เปิดใช้แผนงานในเดือนมีนาคม 2564 สินค้าคงเหลือนี้สูงขึ้นและคงระดับมากกว่า 50% ของสินค้า backlog รวมในไตรมาสเดือนกันยายน

สินค้า Backlog ที่ไม่มีการสนับสนุนของเราแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาความไม่สมดุลของอุปสงค์-อุปทาน โดยสินค้า Backlog นั้น (ซึ่งสื่อถึงสินค้าคงเหลือที่ลูกค้าต้องการซึ่งจัดส่งไปยังลูกค้าในไตรมาสที่กำหนด แต่เราไม่สามารถส่งมอบให้ได้ในไตรมาสนั้น) ได้ไต่สูงขึ้นอีกครั้ง และเราจบไตรมาสเดือนกันยายนโดยมีสินค้า Backlog ที่ไม่มีการสนับสนุนสูงที่สุดเท่าที่เคยมี ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าความจุจะเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไมโครชิพก็ยังประสบกับข้อจำกัดในโรงงานภายในและภายนอกและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง

  1. นวัตกรรมการใช้งานแบบอัจฉริยะจะขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืนและรวดเร็วของอุตสาหกรรม ในปี 2565 อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things) 5G+ ได้แพร่หลายไปทั่วโลก คุณคิดว่าเทคโนโลยีอะไรที่จะถูกนำมาปรับใช้ในวงกว้าง?

เราไม่ได้กังวลกับเทรนด์ระยะสั้นในปี 2566 มากนัก แต่เรามุ่งเน้นที่เมกะเทรนด์ทั้ง 6 ที่เรากล่าวไปข้างต้น โครงสร้างพื้นฐาน 5G, loT, ศูนย์ข้อมูล, การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า, ความยั่งยืน และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (Advanced Driver Assistance Systems หรือ ADAS) เราเชื่อว่าเทรนด์เหล่านี้จะสร้างการเติบโตของตลาดที่มั่นคงเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5-10 ปี และถึงแม้ว่าแนวโน้มหนึ่งอาจจะไม่แข็งแกร่งมากในปีนั้นๆ แต่ในระยะยาว แนวโน้มเหล่านั้นจะมีศักยภาพการเติบโตเหนือค่าเฉลี่ย

  1. ขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดักเตอร์จะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกอย่างไร และ บริษัท ไมโครชิพจะตอบสนองต่อปัญหานี้อย่างไร?

เราตระหนักถึงสภาพที่อ่อนแอลงระดับมหัพภาค ซึ่งเกิดจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และเรากำลังติดตามสภาพดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ เนื่องด้วยกระแสต้านของตัวชี้วัดและความไม่แน่นอนทางธุรกิจภายในที่แข็งแกร่งในสภาพแวดล้อมระดับมหัพภาค เราจึงได้จำลองสถานการณ์ที่เป็นไปได้จำนวนหนึ่งและตรวจติดตามตัวชี้วัดหลายประการอย่างใกล้ชิด โดยตัวชี้วัดเหล่านี้น่าจะทำให้เราสามารถดำเนินการตามที่วางแผนไว้ เมื่อพิจารณาว่าเหมาะสม อนึ่ง เป้าหมายของเราคือการรองรับภาวะถดถอยของธุรกิจของเรา หากมีสภาพแวดล้อมระดับมหภาคที่รุนแรงน้อยกว่าตามมา เราจะดำเนินการผ่านการผสมผสานระหว่าง 1) สินค้า Backlog PSP ที่แข็งแกร่ง 2) แผนรองรับอุปสงค์ที่สำคัญจากสินค้าคงเหลือที่ไม่มีการรองรับในอนาคตอันใกล้ 3) ความจำเป็นในการเติมสินค้าคงคลังภายในสำหรับจำหน่ายที่มีบันทึกว่ามีจำนวนต่ำ 4) แนวโน้มการเติบโตในอนาคตซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5) ความต้องการทุนที่ต่ำลงมากโดยปกติ และ 6) ค่าตอบแทนที่สูงและเปลี่ยนแปลงได้ที่จะรองรับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ เรายังคิดว่า ธุรกิจของเราจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวมากยิ่งขึ้นท่ามกลางภาวะอ่อนแอที่บริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นการคงการเติบโตของเราตามกลยุทธ์การเติบโตแบบยั่งยืน ที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เพิ่ม momentum ในด้านรายได้ การคงตลาดด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม ยานยนต์ ยานอวกาศ และการป้องกันประเทศ และศูนย์ข้อมูลและการสื่อสาร ซึ่งคิดเป็น 86% ของยอดขายสุทธิของเรา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดผู้บริโภคซึ่งอยู่ในหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนยังคงมีความสามารถในการฟื้นตัวสูง  และท้ายที่สุดผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของเรามีรากฐานจากเทคโนโลยีเฉพาะอย่างมาก ทำใหเมีโอกาสน้อยที่สุดที่จะรองรับปริมาณการบริโภคระดับสูง

from:https://www.techtalkthai.com/interview-about-industry-trends-semiconductor-of-the-year-2023/

Zebra Technologies ประกาศเปลี่ยนผู้นำ แต่งตั้ง Bill Burns เป็น CEO คนต่อไป

Zebra Technologies แต่งตั้ง Bill Burns ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชัน เป็น CEO คนต่อไป มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2023 Anders Gustafsson ซึ่งเป็น CEO คนปัจจุบันจะเปลี่ยนไปเป็นประธานบริหารของคณะกรรมการบริษัท Zebra Technologies
 

ด้วยประสบการณ์มากกว่า 50 ปี Zebra Technologies คือ ผู้นำโซลูชันระดับองค์กรในด้านเทคโนโลยี Barcode Printing, Barcode Scanning, เทคโนโลยี RTLS บนเครื่องพิมพ์, RFID และซอฟต์แวร์ การเปลี่ยนผู้นำครั้งนี้เป็นความสำเร็จสูงสุดของกระบวนการวางแผนสืบทอดตำแหน่งหลายปีของคณะกรรมการบริษัท
 
Bill Burns มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีในภาคส่วนเทคโนโลยี และเคยดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัทอื่นอีกสองแห่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ Zebra Technologies ตลอดอาชีพการงานของเขา เขายังคงให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม ความสามารถ และนวัตกรรมอยู่เสมอ
 
Bill Burns เป็นส่วนสำคัญของทีมผู้บริหารระดับสูงของ Zebra มาตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันทำหน้าที่ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชันของ Zebra มาเกือบ 5 ปี โดย Bill Burns ได้ขยายความเป็นผู้นำในส่วนแบ่งการตลาดของ Zebra และความสามารถในการทำกำไรทั่วทั้งธุรกิจหลัก สอดรับตามวิสัยทัศน์ Enterprise Asset Intelligence ของบริษัท และเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ของ Zebra กับลูกค้าและพันธมิตร
 
Anders Gustafsson เป็น CEO คนที่สองของ Zebra ในประวัติศาสตร์กว่า 50 ปี โดยดำรงตำแหน่ง CEO ของ Zebra มาเป็นเวลา 15 ปี บทบาทต่อไปของ Gustafsson เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำคณะกรรมการบริหารของ Zebra Technologies ในตำแหน่งประธานบริหาร
 
“ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านและแปลงการดำเนินการสู่ดิจิทัลเป็นกลยุทธ์สำหรับลูกค้าของเราทั่วโลก ปัจจุบัน ลูกค้าของเราต้องการโซลูชันของเราในการปรับปรุงเวิร์กโฟลว์ทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานที่กว้างขึ้น Bill Burns เป็นผู้นำที่เหมาะสมในการเดินหน้าพัฒนาวิสัยทัศน์ของเราต่อไป และยกระดับ Zebra ให้เป็นที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้แก่ลูกค้าและพันธมิตรของเราในแกนกลางที่มีชีวิตชีวาของเรา ตลอดจนตลาดที่อยู่ติดกันและการขยายตัวที่มีการเติบโตสูงของเรา” Anders Gustafsson CEO คนปัจจุบันของ Zebra Technologies กล่าว
 

from:https://www.techtalkthai.com/zebra-technologies-announces-leadership-change-names-bill-burns-as-next-ceo/

การลงทุนเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจ SMB หลังยุคโควิด

โดย คุณธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน เลอโนโว

เทคโนโลยีเคยเป็นหัวใจสำคัญสำหรับธุรกิจ SMB ก่อนยุคโควิด โดยมุ่งเน้นไปที่อุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ แล็ปท็อป เดสก์ท็อป โทรศัพท์มือถือและเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงอุปกรณ์เครือข่าย ความมั่นคงปลอดภัย ซอฟต์แวร์และบริการต่าง ๆ 

และหลาย ๆ ธุรกิจ SMB ต่างก็ย้ายขึ้นคลาวด์เพิ่มมากขึ้น

เมื่อธุรกิจ SMB ทั่วโลกจำนวนมากถึง 86% เร่งหันมาเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นการทำงานทางไกล (Remote work) อันเนื่องมาจากโควิด ผมคิดว่า ปัจจุบันความสนใจจึงมุ่งเน้นไปที่การพลิกโฉมธุรกิจด้วยเทคโนโลยี (Digital transformation) และเปลี่ยนไปจากแค่การจัดซื้ออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับพนักงานที่ทำงานที่บ้านเพียงเท่านั้น

จากการวัดประเมินอัตราการเปิดใช้งาน (Activation rate) หรือ การที่ผู้ใช้เปิดการใช้งานอุปกรณ์ที่พึ่งซื้อมาใหม่เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปรับแต่งซอฟต์แวร์นั้น จะเห็นได้ว่าในช่วงไตรมาสที่ผ่านมามีอุปกรณ์จัดจำหน่ายไปยังผู้ใช้ปลายทางมากขึ้นราว 20% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ต่อยอดจากเดิม ดังที่ธุรกิจ SMB หลายรายต่างเร่งเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด

ด้วยขนาดของธุรกิจ SMB ที่ต่างกันออกไป วิธีการที่ธุรกิจเหล่านั้นใช้เทคโนโลยี สถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไปตามแต่ละส่วนของโลก และความต้องการของตลาดบางแห่งในการใช้งานไอทีเฉพาะทาง ทั้งหมดนี้ สิ่งใดจะกลายเป็นทางเลือกต่อไปในด้านเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจ SMB

สร้างทีมใหม่

หากกลุ่มพนักงานไม่ร่วมมือกัน องค์กรก็จะไม่ประสบความสำเร็จ ดังที่ดีลอยท์ได้อธิบายถึงการทำงานร่วมกันว่าเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถพิสูจน์และเห็นจากการดำเนินธุรกิจต่อไปด้วยแนวคิดใหม่ ๆ และสร้างประสิทธิภาพได้จากการทำงานร่วมกันเป็นทีม

การทำงานร่วมกันนั้นมีความสำคัญมาก่อนยุคโควิดเสียอีก แต่เมื่อการทำงานจากต่างที่กลายเป็นเรื่องปกติทั่วไป ดังนั้น จึงชัดเจนว่าประเด็นนี้ยิ่งสำคัญกว่าที่เคย

เราต่างได้เรียนรู้การใช้งานอุปกรณ์ของตนในรูปแบบใหม่ ๆ ในช่วงการแพร่ระบาด และเราไม่คิดที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้นในขณะนี้

สิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือ ระบบนิเวศของอุปกรณ์ (Device ecosystem) ทั้งจอมอนิเตอร์และอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับแท็บเล็ตหรือเครื่อง PC เช่น อุปกรณ์ต่อพ่วงและอุปกรณ์จ่ายพลังงาน กล้องอัจฉริยะและระบบเสียง และสิ่งที่นอกเหนือจาก PC เพื่อใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันเฉพาะงานและซอฟต์แวร์ใหม่ระบบคลาวด์เพื่อเสริมประสบการณ์การทำงานร่วมกันและการแบ่งปันข้อมูล ซึ่งทำงานได้อย่างมั่นคงปลอดภัยทั้งหมด

นอกจากนี้ การที่คนมักใช้เวลาจ้องหน้าจออุปกรณ์มากถึงวันละ 13 ชั่วโมงในแต่ละวัน ทำให้มีงานวิจัยเพิ่มมากขึ้นที่ศึกษาว่า ผู้ใช้ควรได้รับแสง โดยเฉพาะแสงสีฟ้ามากน้อยเพียงใด และควรเปลี่ยนหน้าจออย่างไรเพื่อลดความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นได้จากการใช้งานเป็นระยะเวลานาน

จากการเริ่มต้นใหม่สู่ความก้าวหน้า

การยกระดับเทคโนโลยีในหลาย ๆ ครั้งอันเป็นผลกระทบจากโควิดนั้น เคยเป็นเรื่องของการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ ธุรกิจ SMB ขนาดย่อมได้อัปเกรดเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ใหม่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ส่วนธุรกิจ SMB ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจำเป็นต้องจัดหาคอมพิวเตอร์สำหรับพนักงานให้ทำงานที่บ้านได้ และต้องปรับปรุงเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยขององค์กร การทำงานทางไกลและความจำเป็นที่ต้องทำงานร่วมกันผ่านวิดีโอก็ได้เพิ่มความต้องการของกล้องเว็บแคมสูงถึง 4 เท่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

การพลิกโฉมครั้งใหม่นี้ส่งสัญญาณถึงการเริ่มต้นแนวทางสู่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและวัดผลได้มากขึ้นสำหรับหลายธุรกิจ SMB เมื่อถูกบีบบังคับให้ยกระดับ หลาย ๆ องค์กรต่างพบว่า เทคโนโลยีและการเข้าถึงเทคโนโลยีนั้นได้เปลี่ยนไปจากจุดที่ตนเคยรู้มาก่อน

ประเด็นหนึ่งที่เน้นเป็นพิเศษคือในแง่ของการบริการ

ก่อนยุคโควิด บริษัทหลาย ๆ แห่งใช้เพียงแค่บริการซ่อมบำรุงแก้ไขปัญหาหน้างาน แต่ปัจจุบันนี้บริการต่าง ๆ ที่เพิ่มคุณค่าสามารถสร้างความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในด้านประสิทธิภาพและโอกาสทางธุรกิจ เพราะเทคโนโลยีใหม่นั้นเข้าถึงได้มากขึ้น และเงินทุนสามารถนำไปจัดการลงทุนในพื้นที่การเติบโตแขนงใหม่และผู้มีทักษะหน้าใหม่ ยกตัวอย่างเช่น Device-as-a-service (DaaS) ที่สามารถดูแลโซลูชันไอทีที่ปรับแต่งแบบครบวงจร สำหรับค่าใช้จ่ายรายเดือนที่บริหารจัดการได้

เรายังคงพัฒนาการให้บริการไอทีสำหรับธุรกิจ SMB ให้ครอบคลุมทุกอย่างอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การติดตั้งสภาพแวดล้อมการดำเนินงานแบบมาตรฐาน (Standard operating environment) จากทางไกล บริการจัดการเครือข่าย (Network managed service) ไปจนถึงการสนับสนุนการพัฒนาซอฟต์แวร์และโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัย

ตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจ SMB ที่ใช้บริการที่ออกแบบเฉพาะองค์กร คือ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งด้านการจัดเรียง DNA ซึ่งเป็นลูกค้าของ Lenovo โดยบริษัทแห่งนี้เป็นบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความต้องการโดยเฉพาะในด้านความมั่นคงปลอดภัย การแบ่งปันข้อมูลละเอียดอ่อนอย่างทันท่วงที และความสามารถในการประมวลผลขนาดใหญ่

เนื่องจากลักษณะข้อมูลที่บริษัทจัดการนั้นมีความละเอียดอ่อนและเป็นความลับ ดังนั้น Lenovo จึงพัฒนาบริการคลาวด์ส่วนบุคคล (Private cloud) ที่อยู่ภายในคลาวด์สาธารณะ (Public cloud) เพื่อให้บริษัทสามารถควบคุมและจัดการข้อมูลที่วางไว้ที่นั่นได้ อีกทั้งยังสร้างระบบการจัดการ ID และการควบคุมสิทธิ์ให้กับองค์กรอีกด้วย เพื่อให้บริษัทสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงต่างระดับแก่พนักงานแต่ละคนได้

ธุรกิจ SMB ควรลงทุนเทคโนโลยีใหม่หรือไม่

จากที่กล่าวไปข้างต้น การลงทุนเทคโนโลยีใหม่ขึ้นอยู่กับธุรกิจ SMB เนื่องจากแต่ละธุรกิจมีความแตกต่างกันไป ทั้งในแง่ของการดำเนินงานในแต่ละอุตสาหกรรมและตลาดที่ต่างกันออกไป ผมคิดว่ามีความเสี่ยงที่จะล้าหลังเทคโนโลยี ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงยิ่งกว่าการไม่ลงทุนในระบบและบริการใหม่ ๆ ทั้งนี้ มีงานวิจัยที่รองรับคำกล่าวที่ว่า ก่อนยุคโควิด ธุรกิจ SMB รู้สึกว่า บริษัทของตนล้าหลังในด้านไอทีและจำเป็นต้องลงทุนเพิ่ม

ธุรกิจ SMB ขนาดเล็กอาจสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ด้วยอุปกรณ์ไอทีพื้นฐานที่มีความมั่นคงปลอดภัย แต่มีความเสี่ยงที่จะตามไม่ทันคู่แข่งที่เปิดรับโลกไฮบริดดิจิทัล

ส่วนธุรกิจ SMB ขนาดใหญ่อาจเผชิญหน้ากับความเสี่ยงระดับใหญ่กว่าหากองค์กรไม่ดำเนินการลงทุนเทคโนโลยีต่อไปในการช่วยส่งมอบประสบการณ์ลูกค้าที่ดีขึ้น (ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจ SMB กว่า 1 ใน 4 ต่างเห็นตรงกันว่าเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุดสำหรับไอทีขององค์กร)

โลกกำลังเปลี่ยนไป

วิธีการการดำเนินธุรกิจกำลังเปลี่ยนไป

ภูมิทัศน์เทคโนโลยีทางธุรกิจกำลังเปลี่ยนไป

ในฐานะพาร์ตเนอร์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์และผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจร สิ่งที่ Lenovo กำลังทำร่วมกับลูกค้า SMB ของเรา คือการช่วยสนับสนุนให้ SMB ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แทนที่จะมากังวลด้านไอที

คุณธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน เลอโนโว

from:https://www.techtalkthai.com/technology-investment-for-smbs-post-covid/

ถอดวิสัยทัศน์ผู้บริหาร Palo Alto : การปรับใช้ AI และระบบอัตโนมัติเพื่อกลยุทธ์เชิงรุกมากกว่าเชิงรับ

“ผู้โจมตีต้องการความถูกต้องเพียงครั้งเดียว

แต่เราต้องการความถูกต้องทุกครั้ง”

“เวลาเฉลี่ยสำหรับ Palo Alto Networks ในการแก้ไขภัยคุกคามด้านความปลอดภัยของลูกค้าคือไม่เกินหนึ่งนาที แต่นั่นยังเร็วไม่พอ”
“หนึ่งนาทียังคงนานเกินไป และนั่นทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถดำเนินการดึงข้อมูลบางส่วนจากโครงสร้างพื้นฐานของลูกค้า และใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น” Nikesh Arora – CEO ได้กล่าวไว้
 
Nikesh Arora ไม่เพียงแต่ต้องการให้ Palo Alto ดำเนินการเร่งความเร็วของการป้องกันภัยคุกคามอย่างรวดเร็วเท่านั้น เขายังต้องการให้อุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยใช้แนวทางเชิงรุกและเชิงรับมากขึ้นในการโจมตี Nikesh Arora กล่าวว่า “การใช้ AI และระบบอัตโนมัติจะเป็นหนทางสำคัญในการมอบความสามารถด้านความปลอดภัยเชิงรุกให้กับลูกค้า”
 
เหตุผลที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัย คือ การแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมความปลอดภัย ซึ่งสามารถเปลี่ยนจากการรักษาความปลอดภัยเชิงรับไปสู่เชิงรุกได้ Nikesh Arora มองว่าการปฏิวัติครั้งใหญ่ครั้งต่อไปจะเป็นเรื่องของ AI และข้อมูล และอินเทอร์เฟซที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยที่ระบบ AI จะช่วยปรับปรุงความสามารถของผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยในการวิเคราะห์ข้อมูลจากลูกค้าระดับองค์กร และระบุว่าข้อมูลใดผิดปกติและจำเป็นต้องดำเนินการ

ล่าสุด วันที่ 12 ธ.ค. 2022 ที่ผ่านมา :

Palo Alto ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามแบบอัตโนมัติ Xpanse Active Attack Surface Management (ASM) ซึ่งสามารถจัดการความเสี่ยงทางไซเบอร์โดยอัตโนมัติก่อนที่จะนำไปสู่การโจมตีทางไซเบอร์
 
Lee Klarich ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Palo Alto ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Nikesh Arora สำหรับการใช้ประโยชน์จากระบบ AI เพื่อความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และได้กล่าวเสริมว่า “หากอุตสาหกรรมการรักษาความปลอดภัยสามารถจัดการกับหลักการสำคัญ 3 ประการได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถสร้างความได้เปรียบเหนือผู้ไม่หวังดีได้” คือ
  1. การปรับใช้เทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยม
  2. การปรับใช้ AI และระบบอัตโนมัติ
  3. การปรับใช้ประโยชน์จากการผสานรวมแบบเนทีฟ (โดยที่แอปพลิเคชันใช้ API ทั่วไป)
Lee Klarich ได้เสริมข้อมูลเกี่ยวกับการโจมตีว่า “นับตั้งแต่เปิดตัว Advanced Threat Protection เมื่อต้นปีนี้ ในเดือนที่ผ่านมา เราเห็นการโจมตีที่ไม่ซ้ำกันเกือบ 6 ล้านครั้งที่ถูกตรวจพบและป้องกันเพียงเพราะพวกเขาสามารถทำการเรียนรู้ด้วยเครื่องนี้โดยคำนึงถึงการรับส่งข้อมูลของผู้ใช้จริง”
 
“จากข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (SOCs) ให้ประสบความสำเร็จนั้นจำเป็นต้องมีแนวทางใหม่ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยปล่อยให้เครื่องมือทำงาน ภายใต้การควบคุมดูแลโดยมนุษย์ และทำงานเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ”
 
“ในหนึ่งวัน ในชีวิตของ SOC เรารับเหตุการณ์ประมาณ 36 พันล้านรายการ และจาก 36 พันล้านเหตุการณ์เหล่านั้น เราใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและระบบอัตโนมัติเพื่อลดเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ประมาณ 130 เหตุการณ์ที่จะต้องได้รับการตรวจสอบ รวมถึงการใช้ระบบอัตโนมัติเสริมเข้ามาเพื่อเติมเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย”
 
 

from:https://www.techtalkthai.com/unraveling-the-palo-alto-executive-vision-deploying-ai-and-automation-for-proactive-rather-than-reactive-strategies/

[บทสัมภาษณ์] ผู้บริหารอเมซอน ภายในงาน ‘Amazon Global Selling Thailand Business Accelerator 2022’ ที่กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ทางทีม TechTalk Thai ได้เข้าร่วมสัมภาษณ์พิเศษที่เผยถึงกลยุทธ์สำหรับปี 2566 โดยคุณอนันต์ ปาลิต หัวหน้า อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ คุณเจมี่ เบรนแนน หัวหน้า อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง ประจำประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของธุรกิจไทยผ่านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ภายในงาน ภายในงาน ‘Amazon Global Selling Thailand Business Accelerator 2022’ ที่กรุงเทพฯ

บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ ได้แถลงให้เข้าใจถึงแหล่งข้อมูลใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยให้ธุรกิจไทยสร้างแบรนด์ในตลาดอื่น ๆ ทั่วโลกได้มากขึ้น ด้วยการสนับสนุนของ อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง เข้าถึงแหล่งข้อมูลและเครื่องมือสนับสนุนในทุกขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจกับ 8 คำถามดังต่อไปนี้

 

คำถามที่ 1 : “มุมมองของ Amazon แนวโน้มและโอกาสของ SMEs ในประเทศไทยสู่ e-Commerce ข้ามพรหมแดน?”

“ผมขอเริ่มจากเทรนด์ในระดับโลกที่เราสามารถมองเห็นได้ง่ายที่สุด ในทุกวันนี้เราจะเห็นว่ารูปแบบออนไลน์ด้าน e-Commerce เติบโตขึ้น 9.7% ซึ่งถือว่ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัวจากที่เราเคยคาดการณ์กันไว้ ส่งผลให้ cross-border e-commerce หรืออีคอมเมิร์ซข้ามพรหมแดน น่าจะเติบโตได้ถึง 18.4% ตามที่ได้คาดการณ์กันไว้ นี่คือโอกาสที่จะผลักดันในการเข้าสู่ Seller Online และ Cross-Border e-Commerce มีมากขึ้น”
 
“อีกหนึ่งปัจจัย คือ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้า ซึ่งเกิดขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาด Covid-19 ที่ทำให้เราได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าที่เพิ่มความนิยมในการจับจ่ายผ่านรูปแบบออนไลน์มากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามองเห็นการเติบโตที่เด่นมากชัดขึ้นทั้งของด้าน e-Commerce และ Cross-Border e-Commerce และนอกจากนั้น Amazon Global Selling ยังพยายามสร้างสภาพแวดล้อมหรือโครงสร้างต่างๆ สำหรับ Seller ในประเทศไทย เพื่อผลักดันให้เข้ามาสู่ e-Commerce ได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างที่ผมได้กล่าวบนเวทีไปแล้ว ตอนนี้เรามี Global Store ใน 22 ประเทศ เรามีการสนับสนุนมากถึง 27 ภาษา และนอกจากนั้นเรายังมีการให้บริการทั้งด้าน Air Cargo, Rider และ Delivery ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Seller ของเราได้มากขึ้น ซึ่งที่กล่าวมานี้จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทย” คุณอนันต์ ปาลิต กล่าว
 

คำถามที่ 2 : อะไรบ้างที่เป็นองค์ประกอบหลักสำหรับธุรกิจไทยประสบความสำเร็จในการทำ e-Commerce ข้ามพรหมแดน?”

“เมื่อเราพูดถึงองค์ประกอบหลักที่ทำให้ประสบความสำเร็จสำหรับประเทศไทยในมุม Seller ที่จะทำ Cross-Border e-Commerce มีอยู่ 2 ประการที่สำคัญมาก
  • ประการแรก คือ การสร้างแบรนด์ โดยที่ Amazon Global Selling มีชุดเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยให้แบรนด์ของคุณประสบความสำเร็จได้
  • ประการที่สอง คือ ต้องหาเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าของคุณให้ได้ และสร้างให้ลูกค้ามีความจงรักภักดีกับแบรนด์ของเรา (Loyalty Customer) ซึ่ง Amazon Global Selling มีเครื่องมือที่หลากหลายในการสร้างความสำเร็จนี้ได้
โดยเรามองเห็นว่าภาคธุรกิจมีการลงทุนในเรื่องของ Productivity และ Research ที่ทำให้สามารถสร้างการเติบโตและการขยายฐานลูกค้าให้มีความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์แบบยั่งยืนได้ ซึ่งนั้นหมายถึงสามารถทำ Loyalty Customer กับผลิตภัณฑ์ได้จริงๆ ถ้าคุณทำทั้งสองประการนี้ด้วยการสร้างแบรนด์และหากลุ่มลูกค้าให้เจอ คุณจะสามารถนำเข้ามาสู่เครื่องมือการทดสอบในตัวผลิตภัณฑ์จนนำไปสู่ความสำเร็จใน e-Commerce ข้ามพรหมแดนได้อย่างแน่นอน” คุณเจมี่ เบรนแนน กล่าว
 

คำถามที่ 3 :ยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ Thailand SMEs มีความโดดเด่นในเรื่องของ e-Commerce ในปี 2565?

“ยุทธศาสตร์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั่วทั้งโลกรับผลิตภัณฑ์จากประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีการส่งออกจำนวนมาก เพราะฉะนั้นเราจะต้องมองตัวสินค้าที่ส่งออกไปและใช้ประโยชน์จากตรงนี้ให้มากที่สุด อาทิเช่น Product Explorer Tools เครื่องมือที่จะช่วยให้เรามองเห็นว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ของเรา จะเข้าไปอยู่ใน Store ทั่วโลกได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเราจะทำให้แน่ใจว่า เครื่องมือจะเข้ามาช่วยสร้างความสัมพันธ์ได้เหมาะสมที่สุดกับกลุ่มลูกค้า นั่นหมายถึงการจับคู่ผลิตภัณฑ์เข้ากับ Store ที่มีอยู่ทั่วโลก และลงทุนการทำโฆษณาได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
 
Amazon Global Selling ลงทุนการให้ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับเครื่องมือเหล่านี้ เพื่อจะทำให้ Seller ของเรามียุทธศาสตร์ในการเจาะเข้าไปอยู่ในตลาดได้จริงๆ และสามารถมีศักยภาพในการทำสื่อโฆษณาถึงลูกค้าได้ทุก Store” คุณเจมี่ เบรนแนน กล่าว
 
คุณอนันต์ ปาลิต ได้กล่าวเสริมว่า “ถ้าให้มองถึงประเทศไทยในมุมของ Seller และ Productivity ต่างๆ นั้นมีความหลากหลายอย่างน่ามหัศจรรย์มาก ทุกคนจากทั่วโลกล้วนแต่รักและชื่นชอบผลิตภัณฑ์จากประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของชำ เสื้อผ้า และเครื่องประดับ เมื่อนำมาทำการจับคู่กับความเป็นไปได้ใน Selection ต่างๆ ที่ Seller ของไทยสามารถนำเสนอขายให้ลูกค้าระดับโลก โดยการผสานเข้ากับเครื่องมือ Product Explorer Tools ทำให้สามารถเจาะเข้าไปยังกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
 

คำถามที่ 4 : “คำแนะนำสำหรับ Seller ที่ไม่เคยใช้ Amazon Platform มาก่อน ถ้าอยากจะเริ่มขายกับทาง Amazon จะแนะนำอย่างไรบ้าง?”

“พูดง่ายๆ เลยก็คือ ลงมือทำเลยครับ ทางเรามีข้อมูลมากมายในรูปแบบภาษาไทย ซึ่งสามารถเข้าไปศึกษาได้บน www.amazon.co.th และเฟสบุ๊คเพจ Amazon Global Selling Thailand สำหรับคำแนะนำของผมอย่างแรกเลย คือ อยากให้ลองเข้าไปเรียนรู้ทำความเข้าใจว่าโอกาสนั้นๆ มีอะไรอยู่บ้าง โดยเฉพาะการขายข้ามพรหมแดนที่ทางเรามีโอกาสมากมายให้กับคุณ เมื่อได้เริ่มจากการทำความเข้าใจแล้ว ถัดมาคือการระบุตัวตนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกาหรือยุโรป หลังจากนั้นผมอยากจะขอเสนอว่า Amazon มีเครื่องมือและฟังก์ชันมากมายที่ Seller ควรใช้ประโยชน์สำหรับเป็นตัวช่วยเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับ Supply Chain ในการส่งสินค้าไปยังกลุ่มลูกค้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ จุดเริ่มต้นเหล่านี้จะเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับลูกค้าของเราได้อย่างยอดเยี่ยม “ คุณอนันต์ ปาลิต กล่าว
 
คุณเจมี่ เบรนแนน ได้กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยเก่งมากจริงๆ สำหรับในด้านการส่งออก เมื่อเราพูดถึง e-Commerce ข้ามพรหมแดน สำหรับ Seller ที่เคยทำเรื่องการส่งออกแล้ว แต่ยังไม่เคยทำบนแพลตฟอร์ม Amazon เคยเจอหลายๆ รายที่มีความกังวลไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี เราจะขอแนะนำว่า ก่อนที่คุณจะเริ่มต้น Log-on เข้าสู่ www.amazon.co.th สิ่งแรกที่คุณควรทำ คือ เชื่อมั่นในตัวของคุณก่อน ว่าคุณสามารถทำได้จริงๆ เอาชนะความกลัวในใจของคุณให้ได้ โดยระบบของ Amazon จะให้การสนับสนุนคุณไปตลอดเส้นทางเพื่อให้ Seller สามารถข้ามพรหมแดนบน e-Commerce ได้จริงๆ”
 

คำถามที่ 5 : “ลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากประเทศไทย และขายได้ดีบน www.amazon.com คืออะไร?”

“มีผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยจำนวนมากที่ได้รับความนิยมในอเมริกา อาทิเช่น
  • ประเภทเสื้อผ้า
  • ประเภทสุขภาพและความงาม
  • ประเภทของเล่นไม้
  • ประเภทชิ้นส่วนเครื่องยนต์
  • ประเภทเครื่องประดับ
ผลิตภัณฑ์ที่กล่าวมาเหล่านี้ที่ส่งออกจากประเทศไทย ได้รับความนิยมอย่างมากใน Amazon Store ทั่วโลก และถูกมองว่าผลิตออกมาได้อย่างมีคุณภาพ”
 

คำถามที่ 6 : “Amazon Global Selling ช่วย Seller ในประเทศไทย เรื่องของต้นทุนด้านการขนส่งสินค้าอย่างไรได้บ้าง เช่น จากประเทศไทยไปยังประเทศอเมริกา เป็นต้น เพราะค่าขนส่งสูงมาก?”

“บางทีเราอาจจะสู้ได้ไม่เก่งมากนักในเรื่องของค่าขนส่ง อันที่จริงเราตระหนักดีในส่วนของข้อจำกัดที่ Seller กำลังเผชิญอยู่ ตอนที่กำลังจะขยายธุรกิจสิ่งที่ Seller จะต้องบริหารจัดการเป็นอันดับต้นนั้นก็คือค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ทางด้าน Amazon พยายามจะปรับปรุงคุณภาพของการบริการภาคขนส่ง เราพยายามส่งมอบบริการให้มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งผมอาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดเชิงลึกมากนัก แต่ Fullfillment by Amazon FBA พยายามที่จะช่วยให้ Seller ขายและส่งไปยังประเทศปลายทางในราคาต้นทุนที่ถูกที่สุด นอกจากนี้เรายังมีชุดเครื่องมือที่หลากหลายและดีที่สุดสำหรับ Seller เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะรวมไปถึงบริการด้าน Rider ที่เข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายภาระด้านโลจิสติกส์ต่างๆ ที่อาจจะต้องเจอ” คุณอนันต์ ปาลิต กล่าว
 
คุณเจมี่ เบรนแนน ได้กล่าวเสริมว่า “บางโปรแกรมที่คุณอนันต์ กล่าวมา โดยเฉพาะในประเทศไทย เราเน้นเรื่องความหลากหลายของเครือข่าย Service Provider เพื่อสร้างความครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด จะเห็นว่าภายในงานจะมีบูธเหล่า Service Provider ที่มาจัดแสดงร่วมให้ข้อมูลในครั้งนี้ด้วย สามารถขยายข้อมูลด้านการบริการให้ทราบว่าพวกเขาจะทำอะไรอย่างไรให้ได้บ้างกับ Amazon”
 

คำถามที่ 7 : ข้อได้เปรียบและจุดแข็งของ Amazon Global Selling ที่โดดเด่นกว่าผู้เล่นรายอื่นๆ ในประเทศไทย คืออะไร?

“ผมไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถเปรียบเทียบเรากับคู่แข่งอื่นๆ ได้ เราจะพูดถึงว่า สิ่งที่ Amazon ทำในเรื่องของ Training เพื่อให้ความรู้กับ Seller ซึ่งเราเน้นในเรื่องของ Education Seller เป็นสำคัญ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านๆ มานั้น เราสร้างในเรื่องของข้อมูลและความรู้ด้านต่างๆ ที่สามารถนำมาไปใช้ใน Seller Apps ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลที่มีเนื้อหาอันเป็นประโยชน์จำนวนมาก ทั้งด้านมุมมองด้านการขายและวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ Seller จะต้องเผชิญ รวมไปถึงข้อมูลด้านโลจิสติกส์ การทำโฆษณา หัวข้อคำแนะนำต่างๆ ที่จะช่วยให้ทำ cross-border e-commerce ได้โดยเจอกับอุปสรรคน้อยที่สุด”
 
“จากมุมมองนี้เราทำไว้เพื่อ Seller ที่ครบเครื่องและหลากหลายจริงๆ เราจัดทำ Section การให้ความรู้ที่แตกต่างกันออกไปเพื่อให้เหมาะสมกับทั้ง Seller มือใหม่และ Seller เดิมที่ทำอยู่กับ Amazon มาเป็นระยะเวลานานแล้ว ซึ่งนอกจากนี้เรายังมองหามิติการขายอื่นๆ ขึ้นมาใหม่เพื่อผสมผสานอยู่ในการประชุมทั้งรูปแบบออนไลน์และรูปแบบจริงที่สามารถให้ Seller ได้พบปะแลกเปลี่ยนมุมมองกันและกันได้” คุณอนันต์ ปาลิต กล่าว
 
คุณเจมี่ เบรนแนน ได้กล่าวเสริมว่า “อย่างที่คุณอนันต์ ได้กล่าวมา Amazon เป็นบริษัทที่ให้ความใส่ใจและความสำคัญกับ Seller มากที่สุด สำหรับ Thailand Seller เรามีเสียงของผู้ขายที่รวบรวมมาวิเคราะห์ปรับปรุงและออกแบบเนื้อหาการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของ Seller ได้มากที่สุด”
 
คุณอนันต์ ปาลิต ได้กล่าวเสริมว่า “การปรับกิจกรรมต่างๆ ให้สอดรับกับความต้องการของแต่ละท้องถิ่นนั้น เราให้ความสำคัญเป็นพิเศษเพราะสามารถขยายไปยังการปรับปรุงเนื้อหาในรูปแบบภาษาไทยที่อยู่ใน Education Seller เพื่อจัดทำเนื้อหาที่ปรับมาให้เหมาะสมกับท้องถิ่นนั้นได้จริงๆ”
 

คำถามที่ 8 : “แคมเปญที่ทาง Amazon จัดทำเพื่อส่งเสริมการขาย?”

“เราทำแคมเปญต่างๆ ให้เหมาะสมกับท้องถิ่นหรือประเทศนั้นๆ โดยคำนึงถึงช่วงเวลาที่เหมาะเจาะสำหรับการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายออกมา ในส่วนของ Amazon Global Selling เราพบว่า Seller ขายในอเมริกาและยุโรป ยกตัวอย่างเช่น Amazon Prime Day เราทำขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม นอกจากนั้นก็มี Black Friday ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน ที่สนับสนุนให้ Seller เข้าร่วม อันที่จริงแล้ว เราจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขายที่หลากหลายตามภูมิภาคนั้นๆ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อมากกว่าร้อยล้านคนทั่วโลกของ Amazon เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง” คุณอนันต์ ปาลิต และ คุณเจมี่ เบรนแนน กล่าวทิ้งท้าย

เกี่ยวกับ อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง

อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง (Amazon Global Selling) เป็นหนึ่งในหน่วยธุรกิจของอเมซอนที่ช่วยธุรกิจจากทุก มุมโลกขยายธุรกิจ ด้วยการเข้าถึงลูกค้าของอเมซอนทั่วโลกและการสร้างแบรนด์ในระดับนานาชาติ

อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง 

  • เครือข่ายธุรกิจและฐานลูกค้าในระดับโลก

อเมซอน มีสำนักงานใน 22 ประเทศ เราส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่อยู่ในกว่า 200 ประเทศด้วยการขายบนเว็บไซต์ของอเมซอน ที่เข้าถึงลูกค้าทั่วโลก และผู้บริโภคที่มีความต้องดารสินค้าหลากหลายประเภท ซึ่งรวมถึงลูกค้าระดับอเมซอนไพร์ม  (Amazon Prime) กว่า 200 ล้านรายทั่วโลก และลูกค้าประเภทธุรกิจมากกว่า 5 ล้านแห่งทั่วโลก

  • โครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ชั้นนำในระดับโลก

อเมซอน  มีศูนย์คลังสินค้ากว่า 400 แห่งทั่วโลก ซึ่งช่วยให้ผู้ขายสินค้าสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าในกว่า 200 ประเทศ ผู้ขายยังสามารถใช้ประโยชน์จากบริการ Fulfillment by Amazon  (FBA) ในการนำเสนอประโยชน์จากการกระจายสินค้าให้แก่ลูกค้าเทียบเท่ากับผู้ขายที่อยู่ในประเทศนั้น ๆ

  • เครื่องมือและบริการที่ทันสมัยสำหรับการขายสินค้าในตลาดโลก

มีผู้คนมากกว่า 28,000 คนที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนพันธมิตรการขายของเราในการสร้างธุรกิจในร้านของอเมซอน และยังคงขยายและยกระดับ Amazon Small Business Academy และ Amazon Seller University อย่างต่อเนื่อง โดยนําเสนอแหล่งข้อมูลด้านการศึกษาแบบดิจิทัลและแบบตัวต่อตัวหรับผู้ประกอบการและผู้ขายในระยะเริ่มต้น โดยในปี 2564 มีการนําเสนอเนื้อหาด้านการศึกษามากกว่า 600,000 ชั่วโมง 

  • อเมซอน ลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าซื้อสินค้ากับผู้ขายและมีการสนับสนุนธุรกิจรายเล็กในวันไพร์มเดย์และตลอดปี 2564

แนวโน้มการเติบโตของการขายสินค้าในตลาดโลก

  • จดหมายแจ้งผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ระบุว่ามีธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเกือบ 2 ล้านแห่งทั่วโลกที่ขายขายสินค้าในร้านค้าของอเมซอน
  • มากกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าที่ขายในร้านค้าของอเมซอนมาจากคู่ค้าของเราซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก
  • การขายสินค้าบนอเมซอนช่วยสร้างงานมากกว่า 2 ล้านตำแหน่งทั่วโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง สามารถดูได้ที่ https://sell.amazon.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/executive-interview-amazon-global-selling-thailand-business-accelerator-2022-at-bangkok/

[Interview] วิสัยทัศน์ของระบบเครือข่ายแห่งอนาคต กับการเป็น Open Architecture ของ Aruba Networks โดยคุณ Carlos Gomez, CTO, APJ แห่ง HPE Aruba

ภายในงาน Aruba Atmosphere 2022 SEATH & INDIA ที่ผ่านมา ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้สัมภาษณ์กับคุณ Carlos Gómez Gallego ผู้ดำรงตำแหน่ง CTO, APJ แห่ง HPE Aruba ถึงทิศทางของการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ด้าน Network และ Security จาก Aruba Networks ว่าจะมุ่งไปในทิศทางใด และธุรกิจองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงไทยนี้มีแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างไรกันบ้าง จึงขอนำสรุปให้ทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

คุณ Carlos Gómez Gallego, CTO, APJ แห่ง HPE Aruba

เทรนด์ปัจจุบัน: ภูมิภาค APAC มีการใช้ Cloud สำหรับ Network และ Security มากขึ้น SD-WAN และ Zero Trust เริ่มกลายเป็นมาตรฐานหลัก

ถึงแม้ว่าภูมิภาค APAC จะเป็นภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ และมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างมาก แต่แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากซึ่งคุณ Carlos สังเกตได้นั้นก็คือการปรับไปใช้ Cloud ภายในระบบ Network และ Security ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Cloud Management ในการบริหารจัดการ Infrastructure หรือการหันไปใช้ระบบ Security ที่อยู่บน Cloud ก็ตาม รวมถึงการใช้งาน SD-WAN ที่มีองค์ประกอบจำนวนมากอยู่บน Cloud นั้นก็ถูกใช้เพื่อตอบโจทย์การทำงานที่เปลี่ยนไป เรียกได้ว่าระบบ Network ในทุกวันนี้จะขาด Cloud ไปไม่ได้อีกแล้ว

นอกจากนี้ ในการวางระบบเครือข่ายใหม่ๆ Zero Trust Networking ก็มักจะกลายเป็นแนวทางหลักที่ธุรกิจองค์กรทุกแห่งเริ่มใช้งานกันมากขึ้น เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมได้มีการรับรู้และศึกษาถึงแนวคิดดังกล่าวมาแล้วเป็นระยะหนึ่ง และในช่วงที่ผ่านมานี้ ฝั่งผู้พัฒนาเทคโนโลยีก็ได้ผสานแนวคิด Zero Trust เข้าไปในผลิตภัณฑ์หรือโซลูชันให้พร้อมใช้งานกันมากขึ้นแล้ว ทำให้แนวทางดังกล่าวถูกปรับนำไปใช้งานจริงกันได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย

ส่วน SD-WAN เองก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจ ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการ Traffic ที่ออกสู่ Internet หรือเชื่อมต่อไปยัง Cloud ตอบรับต่อแนวโน้มของภาคธุรกิจที่มีการใช้งาน Cloud กันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง HPE Aruba เองที่ได้เข้าซื้อกิจการของ Silver Peak มา ก็สามารถสร้างความแตกต่างให้กับโซลูชัน SD-WAN ของตนเองออกจากคู่แข่งรายอื่นๆ ในตลาดได้ดังนี้

  1. มีความยืดหยุ่นสูง ด้วยการเปิดให้ธุรกิจองค์กรสามารถเลือกใช้โซลูชัน SASE ได้ตามต้องการ ทำให้ในธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความต้องการด้าน Security ที่เฉพาะตัว สามารถเลือกใช้ HPE Aruba เป็น SD-WAN หลัก ให้ทำงานควบคู่ไปกับ SASE ที่ต้องการได้ หรือสามารถเลือก SSE จากผู้ผลิตหลายรายมาใช้งานร่วมกันในระบบเครือข่ายเดียวกันได้ ซึ่งก็สามารถตอบโจทย์ธุกริจองค์กรขนาดใหญ่ได้ดี
  2. การผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับระบบเครือข่าย ด้วยการรองรับการบริหารจัดการผ่าน Aruba Central ได้ทันที ทำให้ภาพของ Cloud Networking จาก Aruba นั้นครอบคลุมได้ทั้ง LAN, WLAN และ SD-WAN
  3. โซลูชัน SD-Branch ที่ช่วยลดความซับซ้อนในการวางระบบเครือข่ายที่สาขาของงอค์กรลงได้เป็นอย่างดี ด้วยอุปกรณ์ SD-WAN เพียงชุดเดียว ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งการให้บริการ LAN, WLAN, SD-WAN และ Security อย่างครบถ้วน
  4. โซลูชัน Microbranch สำหรับการเชื่อมต่อ SD-WAN ไปถึงบ้านของพนักงานหรือผู้บริหาร เพื่อแบ่งส่วนของระบบเครือข่ายภายในที่พักอาศัยให้กลายเป็นระบบเครือข่ายสำหรับการทำงานที่มั่นคงปลอดภัยได้
  5. มั่นคงปลอดภัย ในฐานะของโซลูชัน SD-WAN แรกที่ได้รับ ICSA Secure SD-WAN Certification ที่รับรองถึงความสามารถในการทำ Next-Generation Firewall และ Cybersecurity อื่นๆ สามารถทำงานได้อย่างมีมาตรฐาน

AI & ML: เทรนด์ใหญ่ของอนาคตสำหรับ Network และ Security ที่ยังมีการสร้างสรรค์ Use Case ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

เมื่อพูดถึงแนวโน้มในอนาคต คุณ Carlos ก็ได้เล่าถึงภาพของการนำ AI และ ML มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับ Network และ Security ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมด้านนี้ก็ได้ผ่านขั้นตอนของการเปลี่ยนระบบเครือข่ายให้กลายเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว และหลังจากนี้ก็จะเป็นการแข่งขันของการสร้างคุณค่าจากข้อมูลที่ผู้พัฒนาเทคโนโลยีแต่ละรายจะสามารถต่อยอดได้จากข้อมูลปริมาณมหาศาลที่มีอยู่ในมือ

คุณ Carlos เล่าว่าที่ HPE Aruba มีการรวบรวมข้อมูลด้านระบบเครือข่ายจากลูกค้าทั่วโลกเพื่อนำมาวิเคราะห์และสร้างสรรค์โซลูชันใหม่ๆ ด้วย AI และ ML อยู่ตลอด ทำให้โซลูชันของ Aruba นั้นมีความสามารถใหม่ๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอยู่เสมอจากการเรียนรู้ข้อมูลเหล่านี้ ในขณะที่ทีมงานเองก็มีการสร้างโมเดลใหม่ๆ สำหรับการทำ Network Planning, Simulation, Performance Tuning, Behavior Analytics และ Cybersecurity ในแง่มุมใหม่ๆ โดยแนวทางหนึ่งที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้มากนั้นก็คือโมเดลสำหรับตรวจสอบอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่ออยู่ภายในเครือข่าย เพื่อให้สามารถปกป้องอุปกรณ์เหล่านั้นจากการโจมตีที่หลากหลายได้โดยอัตโนมัติ ลดความเสี่ยงในองค์กรลงได้เป็นอย่างดี

Open Architecture: แนวทางของ Aruba Networks เพื่อเปิดรับการจับมือพัฒนานวัตกรรมใหม่ในอนาคต

นอกเหนือจากการคิดค้นสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยตนเองแล้ว คุณ Carlos ก็เล่าว่าอีกแนวทางหลักหนึ่งของ Aruba นั้นก็คือการเปลี่ยนระบบเครือข่ายให้กลายเป็น Platform เปิดในแบบ Open Architecture เพื่อให้สามารถเปิดรับต่อการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาเสริมความสามารถให้กับระบบ Network และ Security ของ Aruba ได้

แนวทางดังกล่าวนี้ถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดนั้นก็คือ SD-WAN ของ Aruba ที่เปิดให้สามารถเชื่อมต่อทำงานกับ SASE และ SSE จากผู้ผลิตหลายรายได้ ทำให้โซลูชันของ Aruba สามารถตอบโจทย์ได้สำหรับธุรกิจในทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรม

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ Aruba CX 10000 Series Switch with Pensando ที่ทาง Aruba ได้เปิดรับต่อการนำ Hardware และ Software จาก Pensando เข้ามาผสานเป็นส่วนหนึ่งของ Data Center Switch เพื่อก้าวไปสู่การวางรากฐานด้าน Distributed Services Architecture ตอบโจทย์ของการออกแบบ Data Center Networking แห่งอนาคต ที่จะไม่มีคอขวดจาก Network Service และ Security Service อย่างในอดีตอีกต่อไป เพราะด้วยชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงนั้น การจัดการด้าน Network และ Security สำหรับการเชื่อมต่อความเร็วระดับ 100/200/400/800GbE ก็สามารถเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพบน Switch เหล่านี้โดยตรง

แน่นอนว่าในอนาคต หากมีผู้พัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่ Aruba จะได้ร่วมมือกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านั้น ซึ่ง Aruba CX 10000 Series Switch with Pensando นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสานนวัตกรรมในระดับของ Hardware เพื่อนำเสนอสิ่งใหม่สู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว

from:https://www.techtalkthai.com/future-of-enterprise-networking-interview-with-carlos-gomez-cto-apj-hpe-aruba/