คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

อดีตประธานาธิบดีจีนรุ่นที่ 3 เจียง เจ๋อหมิน บิดาแห่งโรงงานโลกถึงแก่อสัญกรรมแล้ว

สิ้นแล้ว เจียง เจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 96 ปี

Jiang Zemin

เจียง เจ๋อหมิน (Jiang Zemin) ขึ้นเป็นประธานาธิบดีจีนคนที่ 5 ตั้งแต่ปี 1993 ถึง 2003 ดำรงตำแหน่งยาวนาน 9 ปี 353 วัน เจียง เจ๋อหมินจากไปด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและอวัยวะภายในล้มเหลว

ขึ้นสู่อำนาจหลังเหตุการณ์นองเลือดเทียนอันเหมิน บิดาแห่งการเปลี่ยนจีนให้กลายเป็นโรงงานโลก

เจียง เจ๋อหมิน ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงเวลาที่จีนเผชิญความท้าทายสูง ทั้งเหตุการณ์นองเลือดเทียนอันเหมินในปี 1989 จนทำให้โลกโดดเดี่ยวจีน ทั้งการพยายามสานต่อนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจในยุคเติ้ง เสี่ยวผิงที่ถูกต่อต้านในช่วงแรกๆ ไปจนถึงปัจจัยภายนอกที่มีทั้งวิกฤตด้านการเมือง ความมั่นคง การล่มสลายของสหภาพโซเวียต และในด้านเศรษฐกิจคือวิกฤตการณ์ทางการเงิน 1997-1998

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์เทียนอันเหมิน ทำให้โลกหันหลังให้จีน ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ก็ไม่ราบรื่นนัก จีนเริ่มปรับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาภายใต้ยุคเจียง เจ๋อหมิน เขาเป็นผู้นำจีนคนแรกที่ได้เยือนสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1997 ถือเป็นครั้งแรกของการเยือนจากผู้นำระดับสูงของจีนในรอบ 12 ปี ส่งผลให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น

เจียง เจ๋อหมินกล่าวไว้ก่อนที่จะเยือนสหรัฐอเมริกาว่า เขาต้องการเยือนสหรัฐฯ ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นมิตร เขาต้องการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนชาวจีนและสหรัฐอเมริกาเพื่อจะช่วยให้สหรัฐฯ และจีนร่วมมือกันได้มากขึ้น การเยือนครั้งนั้นทำให้เขาได้พบปะกับผู้นำสหรัฐฯ บิล คลินตัน

ในด้านเศรษฐกิจ เขาพาจีนผ่านพ้นวิกฤตทางการเงินมาได้และยังทำให้จีนหันเข้าหาโลกด้วยการเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) เปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ พลิกชีวิตชาวจีนให้กลายเป็นแรงงานโลก เนื่องจากได้รับสิทธิพิเศษทั้งด้านการค้า ด้านภาษี จนนำไปสู่การสร้างงาน สร้างอาชีพและในที่สุดจีนกลายเป็นแหล่งซัพพลายเชนของโลก

จีนกลายเป็นฐานการผลิตหลักของโลกและกำลังจะล่มสลายในยุคหลังโควิดระบาด หลายประเทศได้รับบทเรียนมหาศาลจากการผูกติดกับจีนมากไป ไม่กระจายความเสี่ยงไปยังประเทศอื่นๆ มากพอจนทำให้ซัพพลายเชนเกิดภาวะชะงักงันเมื่อจีนใช้นโยบาย Zero Covid เข้มข้น

เจียงชูนโยบายหลักคือ Three Represents (นโยบายสามตัวแทน) นโยบายนี้ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญจีนช่วงปี 2002 ด้วย เป็นนโยบายที่ทำให้นักธุรกิจหรือผู้ประกอบการชาวจีน ตลอดจนพนักงานระดับสูงของบริษัทข้ามชาติเข้ามาร่วมวงอยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้

สิ่งนี้ช่วยขยายฐานทางการเมืองจีนได้กว้างขวางมากขึ้น แต่ในยุคสี จิ้นผิง นักธุรกิจทั้งหลายที่ร่วมวงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่างระส่ำระสายกันถ้วนหน้า โดนผู้นำจีนทุบไม่หยุดด้วยข้ออ้างที่ว่าบริษัทเทคจีนยักษ์ใหญ่กำลังจะขยายอำนาจกินรวบประเทศมากเกินไป ด้วยเหตุผลนี้ส่งผลให้ต้องถูกชะลอการเติบโตไว้

โลกหลังยุคเจียง เจ๋อหมิน ยุคที่อยู่ภายใต้การปกครองที่ไม่มีวาระสิ้นสุดของสี จิ้นผิง กำลังถูกท้าทายทุกรูปแบบ การพบปะกันระหว่างสี จิ้นผิงและโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐอเมริกา อาจทำให้ความสัมพันธ์ด้านการเมือง ความมั่นคงที่กำลังร้อนแรงนั้นผ่อนคลายลงบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งทางเศรษฐกิจจะยุติลง รอดูบทบาทใหม่ต่อจากนี้ของจีนเมื่อโควิดคลี่คลาย การเมืองภายในลงตัว จีนจะไม่ใช่แหล่งซัพพลายเชนหลักของโลกอีก แต่จะพลิกตัวเองให้เปลี่ยนไปจากเดิมแค่ไหน ต้องติดตาม

ที่มา – Financial Times, Social Change and Political Reform in China: Meeting the Challenge of Success, Jiang Zemin: On the “Three Represents”, Jiang Zemin, Leader Who Guided China Into Global Market, Dies at 96, Reuters, China’s former president Jiang Zemin, who ruled after Tiananmen, dies at 96, FMPRC.GOV.CN, มังกรผงาด: 70 ปีการเมืองสาธารณรัฐประชาชนจีน (ค.ศ. 1949-2019)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อดีตประธานาธิบดีจีนรุ่นที่ 3 เจียง เจ๋อหมิน บิดาแห่งโรงงานโลกถึงแก่อสัญกรรมแล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/former-china-leader-jiang-zemin-legacy/

Tom Ford ขึ้นเป็นเศรษฐีหมื่นล้านคนใหม่ หลังขายกิจการให้ Estée Lauder มูลค่ากว่าแสนล้านบาท

Tom Ford ขายกิจการให้ Estée Lauder ส่งผลให้เขาขึ้นเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้านรายใหม่ทันที

Tom Ford

Estée Lauder เข้าซื้อกิจการ Tom Ford ด้วยเงินสดราว 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐและผ่อนชำระอีก 300 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะจ่ายในช่วงเดือนกรกฎาคม 2025 มูลค่าของการทำข้อตกลงนี้อยู่ที่ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐรวมอีก 250 ล้านเหรียญสหรัฐที่ Estée Lauder จะได้รับจาก Marcolin แบรนด์แว่นตาสัญชาติอิตาลีที่ถือลิขสิทธิ์โดย Tom Ford ด้วย

Forbes ประเมินว่า Ford จะได้รับเงินสดจากการขายราว 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาทหลังหักภาษี โดยคาดว่าการซื้อขายนี้จะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 ซึ่ง Ford มีหุ้นอยู่ราว 64% มีบ้าน 2 หลัง หลังหนึ่งอยู่ที่ Holmby Hills ในลอสแอนเจลิส และที่ Upper East Side นิวยอร์ก มูลค่ารวม 65 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2.3 พันล้านบาท รวมๆ แล้ว Ford จะมีสินทรัพย์ในครอบครองราว 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 4.29 หมื่นล้านบาท

Ford ไม่ใช่ผู้ทำเงินจากการขายกิจการได้รายเดียวเท่านั้น แต่ยังมี Zegna ค้าปลีกสินค้าหรูสัญชาติอิตาเลียนที่ถือหุ้นบริษัทอยู่ 15% ประเมินว่าจะมีรายได้ก่อนหักภาษีราว 345 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้าน Domenico De Sole หุ้นส่วนทางธุรกิจยาวนานของ Ford ก็ถือหุ้นกว่า 11% มูลค่าราว 259 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ Grupo Americo Amorim กลุ่มทุนจากโปรตุเกสที่ก่อตั้งโดย Kong of Cork (Americo Amorim ผู้ล่วงลับไปเมื่อปี 2017) ก็เป็นเจ้าของหุ้นราว 10% มูลค่าราว 230 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปี 2021 ที่ผ่านมา Ford รายงานว่า มีรายได้จากยอดขายราว 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ กำไรอยู่ที่ 96 ล้านเหรียญสหรัฐ Tom Ford มีหน้าร้านราว 98 แห่ง ในหลายประเทศด้วยกัน อาทิ จีน อิตาลี ญี่ปุ่น รัสเซีย สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรรับเอมิเรตส์ ฯลฯ

ทำไม Estée Lauder ต้องซื้อ Tom Ford?

การทำความตกลงเพื่อเข้าซื้อกิจการ Tom Ford มูลค่า 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐนี้ Ford จะยังดูแลแบรนด์ต่อไปจนจบปี 2023 แบรนด์ Tom Ford แข็งแกร่งอย่างมากในหลายเรื่อง ทั้งน้ำหอม เครื่องสำอางค์ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ขณะที่ Estée Lauder เมื่อเจอพิษโควิดเข้าไปก็ทำให้ยอดขายตกอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะในเอเชียที่ต้องรับมือกับนโยบายควบคุมโควิดเข้มข้น ยอดขายในจีนก็ตกต่ำอย่างมาก

Tom Ford ร่วมทำโปรเจกต์พัฒนาน้ำหอมกับเครื่องสำอางร่วมกับ Estée Lauder ตั้งแต่ปี 2005 แล้ว ภายใต้ชื่อแบรนด์ของ Tom Ford เอง เขายังบอกเลยว่า Estée Lauder ถือเป็นหุ้นส่วนที่พิเศษสำหรับเขามากๆ นับตั้งแต่วันแรกที่เขาได้เริ่มก่อตั้งบริษัท เขาแทบจะรอดูก้าวต่อไปของแบรนด์ Tom Ford ไม่ไหวแล้ว

Estée Lauder กำลังให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำหอมเป็นอันดับต้นๆ การเข้าซื้อกิจการที่โด่งดังในเรื่องการผลิตสินค้าประเภทน้ำหอมก็เกิดขึ้นมาแล้วหลายปี ตัวอย่างเช่น ช่วงก่อนหน้านี้ในปี 1999 ก็เข้าซื้อกิจการบริษัท Jo Malone บริษัทน้ำหอม เครื่องสำอางชื่อดังของอังกฤษ ในปี 2014 ก็ซื้อกิจการ Le Labo อาณาจักรน้ำหอมที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 การเข้าซื้อ Le Labo ทำให้ยอดขายน้ำหอมเติบโตอย่างมาก

นอกจากนี้ ในปี 2015 ก็ซื้อกิจการ Frédéric Malle ผู้ที่เก่งกาจ เชี่ยวชาญ จัดจ้านในเรื่องน้ำหอม เกิดและเติบโตในตระกูลที่ทำงานอยู่ในอตุสาหกรรมน้ำหอมมาตลอด ตาของ Frédéric Malle ก็คือ Serge Heftler เป็นผู้ก่อตั้งและผู้ริเริ่มผลิตน้ำหอมของ Christian Dior มาก่อน แม่ก็เป็น Art Director อยู่ที่นั่น ตัวเขาเองก็คลุกคลีอยู่วงการน้ำหอมมากว่า 30 ปี จากนั้นในปี 2016 Estée Lauder ก็ซื้อแบรนด์ Kilian น้ำหอมแบรนด์หรูจากฝรั่งเศส และล่าสุดก็คือการเข้าซื้อ Tom Ford

รู้จัก Tom Ford

Tom Ford ปัจจุบันอายุ 61 ปี เกิดที่ออสติน เมืองหลวงของรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา แต่ใช้ชีวิตวัยเด็กที่ซานตาเฟ รัฐนิวเม็กซิโก จากนั้นจึงเริ่มวัยมหา’ลัยที่นิวยอร์ก เริ่มเรียนสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ จากนั้นจึงย้ายสายมาเรียนด้านสถาปัตยกรรม Ford สนใจด้านแฟชั่นและเริ่มงานแรกหลังเรียนจบกับดีไซเนอร์ Cathy Hardwick ที่ช่วงนั้นเน้นออกแบบชุดกีฬา โดยเฉพาะชุดว่ายน้ำ บิกินี่

จากนั้น Ford ก็ได้ทำงานกับบิ๊กแบรนด์อย่าง Gucci และได้ขึ้นเป็น Creative Director ของ Gucci ตลอดระยะเวลาราว 10 ปีกับตำแหน่งนี้เขาสามารถเพิ่มยอดขายให้เติบโตได้เกือบ 1,200% หรือเกือบ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ จาก 230 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 1994 สู่ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2003 ทำให้แบรนด์ Gucci เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่กอบโกยกำไรมากที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก

Ford ก่อตั้งแบรนด์ของตัวเอง แบรนด์ Tom Ford ในเดือนเมษายน 2005 เขาไม่ได้เดินสายอาชีพเฉพาะดีไซเนอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้กำกับหนังด้วย เขากำกับหนังเรื่อง A Single Man และ Nocturnal Animals เขาจะยังดูแลแบรนด์ Tom Ford ต่อไปในปี 2023 แต่หลังจากนี้ยังไม่เปิดเผยว่าเขาจะทำอะไรต่อ

อ้างอิง – Forbes, The New York Times (1), (2), Tom Ford, Estée Lauder (1), (2), (3), (4), Fragrantica, Galerie Dior

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Tom Ford ขึ้นเป็นเศรษฐีหมื่นล้านคนใหม่ หลังขายกิจการให้ Estée Lauder มูลค่ากว่าแสนล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/tom-ford-become-a-new-billionaire-after-estee-lauder-acquisition/

อวสานลูกอมกล่องเหล็กในตำนาน บริษัท Sakumaseika เลิกผลิตลูกอม Sakuma’s Drops แล้ว

ภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจย่ำแย่หลังโควิดระบาด ทุบญี่ปุ่นหนักหน่วงและค่อยๆ สอยสินค้าและร้านค้าในญี่ปุ่นร่วงต่อเนื่อง ล่าสุด ก็ลามมาถึงลูกอมระดับตำนาน “Sakuma’s Drops” ลูกอมที่ถูกผลิตให้โลกรู้จักมาอย่างยาวนาน 114 ปี

Sakuma's Drops

ด้านบริษัท Sakumaseika ระบุว่าไม่ได้ขึ้นราคาสินค้าและยังคงรสชาติเดิมที่มีอยู่ 8 รสมานานแล้ว บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งยังไม่ตัดสินใจที่จะขึ้นราคาสินค้าเพิ่มเช่นกัน แม้ราคาต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันพวกเขาก็กลัวจะเสียลูกค้าด้วย หลังการตัดสินใจเลิกผลิต Sakuma’s Drops ส่งผลกระทบต่อพนักงานนับร้อยคนที่อยู่ในสายการผลิตแน่นอน แต่ทางบริษัทก็ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

กว่าจะเป็นลูกอมระดับตำนาน 114 ปี ผ่านอะไรมาบ้าง?

บริษัทก่อตั้งก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1

บริษัท Sakumaseika ก่อตั้งโดย Sojiro Sakuma ตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุคเมจิที่ 41 หรือในปี 1908 หลังสงครามโลกครั้ง 2 สิ้นสุดลง Shinnosuke Yokokura ก็จัดตั้งเป็นธุรกิจเต็มตัว ชื่อบริษัท Sakuma Seika Co. เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 1948 ยุคโชวะที่ 23 หลังจากนั้น 10 ปีจึงเริ่มพัฒนาลูกอมรสผลไม้ครั้งแรก ชื่อว่า Canlop Cocktail เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปี 1958

ต่อมาจึงเริ่มผลิตลูกอมแก้ไอและค่อยๆ สร้างโรงงานที่ Hachioji โตเกียว และพัฒนาลูกอมเพื่อสุขภาพตัวแรก คือลูกอมที่มีส่วนผสมโยเกิร์ตและวิตามินซี เป็นลูกอมที่มีรสชาติกลมกล่อมและดีต่อสุขภาพในช่วงปี 1980

จากนั้นลูกอมกล่องเหล็กในตำนานนี้ก็ปรากฏตัวให้โลกรู้จักผ่านภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชันเรื่อง Grave of the Firefiles หรือ “สุสานหิ่งห้อย” ในปี 1988 ลูกอมถือเป็นตัวแทนแห่งความหวังท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 จากหนังโศกนาฏกรรมที่ดัดแปลงมาจากหนังสือกึ่งอัตชีวประวัติของ Akiyuki Nosaka ในช่วงปี 1967 เขาเป็นทั้งนักเขียน นักร้อง นักแต่งเพลงและยังเป็นสมาชิกวุฒิสภาของญี่ปุ่นด้วย หนังเรื่องนี้ผลิตโดย Studio Ghibli เล่าถึงชีวิตของสองพี่น้องในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหนังที่ถูกยกย่องว่าเป็นหนังสงครามที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

ลูกอมกล่องเหล็กถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ที่เน้นให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นและเพิ่งจะครบรอบ 114 ปีในปี 2022 นี้เอง

บริษัท Sakuma Seika แสดงความขอบคุณที่ทุกคนให้การสนับสนุนการเดินทางอย่างยาวนานของลูกอมระดับตำนานนี้ ลูกอม Sakuma’s Drops เกิดขึ้นในยุคที่ลูกอม ช็อคโกแลต บิสกิตเป็นสินค้าหายาก จนกระทั่งผู้คนคุ้นเคยกับวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นมากขึ้น ลูกอมชนิดที่เคยหายากในยุคหนึ่งได้เดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวยาวนานถึง 114 ปี ยังคงรูปแบบเดิมท่ามกลางสังคมและค่านิยมที่กำลังเปลี่ยนแปลง ก้าวสู่โลกยุคใหม่ที่ทุกคนหาของหวานทานง่ายขึ้น

Hiroshi Matsuzawa เจ้าของร้านขนม ของทานเล่นในย่านดังของโตเกียวพูดถึง Sakuma’s Drops ว่าเป็นที่นิยมมากในลูกค้าที่สูงวัย แต่เด็กๆ ยุคใหม่นั้นมีสินค้าตัวใหม่มาปรนเปรอมากมายหลากหลายกว่ายุคก่อนมาก หลายคนที่เป็นแฟนคลับลูกอมชนิดนี้เมื่อทราบข่าวการเลิกผลิตต่างก็แสดงความเสียดาย เศร้าใจกับสิ่งที่คุ้นเคยในวัยเด็กกำลังจะหายไป

ผลสำรวจจากบริษัท Tokyo Shoko Research ระบุว่า บริษัท Sakumaseika ได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงหลังโควิดระบาด โดยเฉพาะปีงบประมาณ 2021 ขาดทุนกว่า 150 ล้านเยน หรือประมาณ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 36.8 ล้านบาท ธุรกิจประสบปัญหาจากต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้นแต่ยังไม่ขึ้นราคาสินค้า อีกทั้งแรงงานขาดแคลนและยังมียอดขายที่น้อยลงด้วย

บริษัทคู่แข่งอย่าง Rival Sakuma Confectionery Co ที่แยกตัวออกจากบริษัท Sakumaseika หลังสิ้นสุดสงคราม แต่ยังเดินหน้าผลิตสินค้าคล้ายกันและมีชื่อ Sakuma Drops เหมือนกัน บรรจุในกระป๋องคล้ายกันแต่เป็นสีเขียวยังพูดถึงเรื่องนี้ว่า ในฐานะที่เป็นคู่แข่งกัน ทางบริษัทก็รู้สึกเสียใจที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ทางบริษัทก็จะพยายามอย่างหนักกับการหาหนทางใหม่ๆ เพื่อผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมา

Nikkei Asia รายงานว่าทางบริษัทมีแผนที่จะปิดหน้าร้านในวันที่ 20 มกราคม และบริษัทจะยังคงอยู่ต่อไปเพื่อดูแลการชำระเงินและอื่นๆ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการผลิตหรือการขายลูกอมอีก ส่วน Reuters รายงานว่าเป็นการเลิกกิจการ ส่วน Yahoo News ระบุว่า บริษัท Sakuma Seika จะยุติการดำเนินกิจการอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคม 2023

ที่มา – Reuters, Nikkei Asia, Yahoo News, Sakuma Seika (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อวสานลูกอมกล่องเหล็กในตำนาน บริษัท Sakumaseika เลิกผลิตลูกอม Sakuma’s Drops แล้ว first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/the-end-of-the-legend-114-years-of-sakumas-drops/

ศรีนานาพร SNNP ตั้งโรงงานขนมขาไก่ เจเล่ เบนโตะที่เวียดนาม คาดรายได้กว่า 2 พันล้านภายใน 5 ปี

เวียดนามเนื้อหอม ใครๆ ก็ไปเวียดนาม ยักษ์ใหญ่ทุนไทย “ศรีนานาพร” หรือ SNNP ก็มาตั้งโรงงานใหม่ที่นี่ สำหรับใครที่มองว่าปัจจัยสำคัญคือแรงงานต่ำ อย่าเข้าใจผิดนะ อ่านบทความนี้มีคำตอบ 

SNNP

ล่าสุด บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ตั้งโรงงานผลิตสินค้าในเวียดนาม ตั้งเป้าเป็นฐานการผลิตสินค้ากลุ่มขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มครบวงจรในปี 2566 โดยโรงงานขนาด 20,000 ตารางเมตร เฟสแรก ผลิตขนมขึ้นรูปและขนมปังแท่งแบรนด์โลตัส (ซึ่งก็มีผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันดีคือ ขาไก่) จากนั้นจะเพิ่มการผลิตสินค้าแบรนด์ เบนโตะ เยลลี่พร้อมดื่มและเยลลี่คาราจีแนนแบรนด์เจเล่

ฐากร ชัยสถาพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ระบุว่า บริษัทได้ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มมาเป็นระยะเวลามากกว่า 30 ปี โดยสร้างแบรนด์ต่างๆ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

1) กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยว ได้แก่ เบนโตะ โลตัส เบเกอรี่เฮ้าส์
2) กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ได้แก่ เจเล่ และเมจิกฟาร์มเฟรช

ฐากร ชัยสถาพร SNNP
ฐากร ชัยสถาพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP

ศรีนานาพรตั้งเป้าจะเติบโตในระดับอาเซียน  จากการเข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV โดยเริ่มต้นที่กัมพูชาและเวียดนามภายใต้กลยุทธ์ที่เรียกว่า Localization Strategy โดยประเทศเวียดนามได้เริ่มเข้าไปเปิดตลาดร่วมกับบริษัท Chance and Challenge Co., Ltd. หรือ CAC พันธมิตรนำเข้าขนมขบเคี้ยวจากไทยยาวนานกว่า 15 ปี ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้บริโภค เป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง มีความเชี่ยวชาญในการกระจายสินค้าครอบคลุมร้านค้า 140,000 แห่ง ผ่านช่องทางแบบเดิมและอีก 8,275 ร้านค้าผ่านช่องทางสมัยใหม่

หลังจากที่บริษัทเห็นถึงศักยภาพในการขยายโอกาสทางการตลาดในประเทศเวียดนาม ที่มีความพร้อมั้งด้านแรงงาน วัตถุดิบ และภูมิประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมภาคการผลิตแข็งแกร่ง บริษัทจึงก่อตั้งโรงงานผลิตสินค้าภายใต้ชื่อบริษัท S.T.Food Marketing (STFM) ถือหุ้น 100% ผ่าน บจก. SNNP International ซึ่งถือหุ้นโดยบริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) 99.9% ตั้งอยู่ที่จังหวัดบินห์เซือง (Binh Duong) ในนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่เศรษฐกิจ

วิโรจน์ วชิรเดชกุล SNNP
วิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP

เรียกว่าเวียดนามสิงคโปร์อินดัสเทรียลพาร์คหรือ VSIP ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญในภาคใต้ของเวียดนามห่างจากโฮจิมินห์ 30 กิโลเมตร ด้วยพื้นที่รวม 20,000 ตารางเมตร เพื่อผลิตสินค้าเยลลี่พร้อมดื่ม ปลาหมึกอบ ปลาหมึกเส้น ขนมขึ้นรูป ขนมปังแท่ง และจำหน่ายในประเทศเวียดนาม พร้อมส่งออกไปยังประเทศในกลุ่ม CLMV และรวมไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

โรงงานจะเริ่มผลิตสินค้าในเฟสแรกคือ ประเภทขนมขึ้นรูปและขนมปังแท่งภายใต้แบรนด์ “โลตัส” ในไตรมาส 4 ของปี 2565 เฟสที่ 2 คือผลิตสินค้าประเภทปลาหมึกอบ ปลาหมึกเส้น และปลาเส้นภายใต้แบรนด์ “เบนโตะ” ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 และเฟสที่ 3 จะผลิตสินค้าเยลลี่พร้อมดื่มและเยลลี่คาราจีแนนภายใต้แบรนด์ “เจเล่” ภายในไตรมาส 3 ของปี 2566

SNNP

SNNP ตั้งเป้าว่าภายในปี 2566 โรงงานที่เวียดนามจะเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญภายใต้แบรนด์สินค้าต่างๆ ของบริษัทครบวงจร ผลิตสินค้าและทำการตลาดในเวียดนาม หลังทำตามแผนครบทุกเฟสจะส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ต่อไป ปัจจุบัน SNNP มีโรงงาน 6 แห่ง 3 ประเทศ แบ่งเป็นไทย 4 แห่ง กัมพูชา 1 แห่ง และเวียดนาม 1 แห่ง

ส่วนปี 2564 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดรายได้จากการขายจากประเทศเวียดนาม 300 ล้านบาท ส่วนช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 รายได้อยู่ที่ 218 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโต 67% YoY สัดส่วนรายได้หลักขาองกลุ่มสินค้าขนมขบเคี้ยว 93% และเครื่องดื่ม 7% ตั้งเป้ายอดขายในเวียดนามทะลุ 2,000 ล้านบาท เติบโต 7 เท่าภายใน 5 ปี และอาจจะเร็วกว่าที่คาดการณ์ได้อีก

สำหรับรายได้ส่งออกช่วงครึ่งแรกปี 2022 นั้น แบ่งเป็นประเทศ CLMV 77% อินโดนีเซีย 4% และอื่นๆ 19% รวม 591 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังคาดว่า 5 ปีถัดไปยอดขายจะเพิ่มราว 40% จากฐานรวม หรือราว 8,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี หรือ 40-60% อาจเร็วกว่านั้นเป็น 50:50 สัดส่วนการผลิตและจัดจำหน่ายอยู่ที่ 80% ขณะที่นำเข้าไทยราว 20%

SNNP
การตั้งโรงงานผลิตขนมที่เวียดนามไม่ใช่เพราะค่าแรงถูก เพราะเขาเน้นเครื่องจักรผลิต และยังมองเห็นเทรนด์ปัญหาขาดแคลนแรงงานกำลังจะมาแน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเวียดนามมีตลาดใหญ่ มีศักยภาพทำให้องค์กรเติบโตได้มากและยังมีภาษีดึงดูดการลงทุนสูง โดยช่วง 2 ปีแรก ภาษีเงินได้นิติบุคคล 0% หลังจากนั้นอีก 4 ปีก็จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล 50%

คนเวียดนามนิยมวัฒนธรรมและสินค้าจากไทยมาก แม้จะผลิตที่เวียดนามก็จะพิมพ์ชื่อแบรนด์เป็นภาษาไทยเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ซึ่งเมื่อโลกปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์มากขึ้น การผลิตที่ใดก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว ซึ่ง SNNP ก็ไม่ได้มีตลาดอยู่เฉพาะประเทศ CLMV เท่านั้น แต่ยังมีส่งออกไปยังยุโรปและอเมริกาด้วย แต่ฐานการผลิตจัดจำหน่ายแบบ Full System นี้จะอยู่ที่เวียดนามและกัมพูชา ส่วนประเทศอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกก็คือฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ส่วนจีนก็น่าสนใจแต่การเดินทางยังไม่สะดวกมากนัก

SNNP

โดย SNNP จะทำเป็นโมเดล 3 ระบบ คือ 1) Full System อยู่ที่เวียดนาม กัมพูชา 2) คือ Joint Venture เป็นลักษณะร่วมทุนกัน ไม่มีโรงงานผลิต และ 3) Export/ Distribution คือส่งออกหรือจัดจำหน่าย ซึ่งถ้ายอดขายดีก็จะค่อยๆ มาเป็นโมเดลที่ 2 คือร่วมทุนต่อไป 

การมาตั้งโรงงานที่เวียดนามของ SNNP นี้ เน้นใช้เครื่องจักรทำงานมากกว่าใช้แรงงาน เนื่องจากมองว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้า เรื่องแรงงานจะเริ่มมีปัญหา สำหรับปัจจัยความสำเร็จนั้น SNNP มองว่าอยู่ที่คุณภาพสินค้าเป็นอันดับ 1 ซึ่งเวียดนามถือว่ามีตลาดขนมที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเบนโตะถือว่านิยมเป็นอันดับ 1 ตามด้วยขนมโลตัส/ ขาไก่ และเจเล่

SNNP เติบโตจากธุรกิจครอบครัว ตั้งเป้าจะเป็นบริษัทระดับภูมิภาคและเป็นบริษัทระดับโลกต่อไป สำหรับต้นปีนี้จะผลิตขาไก่รสเนื้อ รสซอสพริกเวียดนาม และเบนโตะรสซอสเวียดนาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ศรีนานาพร SNNP ตั้งโรงงานขนมขาไก่ เจเล่ เบนโตะที่เวียดนาม คาดรายได้กว่า 2 พันล้านภายใน 5 ปี first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/snnp-production-base-in-vietnam/

Rishi Sunak นายกอังกฤษคนแรกเชื้อสายอินเดีย แถมรวยกว่ากษัตริย์ชาลส์ที่ 3

Rishi Sunak คือนายกอังกฤษคนแรกที่ไม่ใช่คนผิวขาว เป็นคนเชื้อสายอินเดีย แถมยังรวยกว่ากษัตริย์ชาลส์ที่ 3 อีก เรื่องเซอร์ไพรส์ของ Sunak มีหลายเรื่องด้วยกัน ทั้งอายุ ทั้งเชื้อชาติ และฐานะ

Rishi Sunak
25/10/2022. London, United Kingdom. Prime Minister Rishi Sunak arrives in Downing Street. Picture by Lauren Hurley / No 10 Downing Street

Sunak ถือเป็นผู้นำวัยหนุ่ม เขาอายุ 42 ปี เขาเป็นผู้นำอังกฤษอายุที่น้อยที่สุดในรอบ 200 ปี หลัง Sunak ได้ขึ้นเป็นผู้นำอังกฤษคนล่าสุด Narendra Modi นายกรัฐมนตรีอินเดียยังทวีตแสดงความยินดีกับ Sunak ด้วย ฝั่งอังกฤษก็มี Sunak ขึ้นเป็นนายกฯ ฝั่งอเมริกาก็มี Harris ที่มีเชื้อสายอินเดีย เป็นรองประธานาธิบดี

ท่ามกลางความปั่นป่วนวุ่นวายของอังกฤษตอนนี้ ถือว่า Sunak เข้ามารับเผือกร้อนต่อจาก Liz Truss เช่นกัน ทั้งวิกฤตค่าครองชีพแพง เงินเฟ้อสูง ไหนจะข้อเรียกร้องให้ลภาษี ลดการใช้งบประมาณ ไปจนถึงข้อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่

Sunak มาจากเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของอังกฤษเซาท์แทมป์ตัน หลังจากทำงานอยู่ในแวดวงการเงินน Golman Sachs และยังร่วมก่อตั้งบริษัทการเงินด้วย จากนั้นเขาก็เริ่มเข้าสู่สภาในปี 2015 และเริ่มเป็นรัฐมนตรีคลังในช่วงโควิดระบาดนี่เอง

ในส่วนของความมั่งคั่ง ร่ำรวยนั้น

Sunak แต่งงานกับลูกสาวมหาเศรษฐีชาวอินเดีย Akshata Murty ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ยอมเสียภาษีเนื่องจากเป็นชาวต่างชาติ อีกทั้งฐานะที่ร่ำรวยของ Sunak นี้ถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษคนแรกที่ร่ำรวยกว่ากษัตริย์เสียอีก

ทั้ง Sunak และภรรยามีทรัพย์สินในครอบครองกว่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท เป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 177 ของอังกฤษ ขณะที่กษัตริย์ชาลส์ที่ 3 และพระมเหสีหรือสมเด็จพระราชินีคามิลลามีสินทรัพย์ในครอบครองราว 350 ล้านปอนด์หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท

คำกล่าวหลังขึ้นเป็นนายกอังกฤษ

เขาบอกว่าประเทศชาติกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ปัญหาด้านพลังงาน ไปจนถึงการล่มสลายของซัพพลายเชน การขึ้นมาเป็นผู้นำอังกฤษจากการคัดเลือกภายในพรรค เขาจะต้องแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดไปก่อนหน้านี้ ซึ่งแน่นอนว่านี่จะเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องเริ่มทำทันที

เขาจะทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพและฟื้นความมั่นใจกลับคืนมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากแน่นอน แต่ประชาชนก็ได้เห็นทุกสิ่งที่เขาได้ลงมือทำในช่วงโควิดไปแล้วว่า เขาได้ปกป้องประชาชนและธุรกิจต่างๆ มากมายเพียงใด รัฐบาลภายใต้การดูแลของเขา จะไม่ทอดทิ้งมรดกหนี้ให้แก่รุ่นลูก รุ่นหลานให้ต้องตามชดใช้

เขาจะรวมประเทศให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้รวมแค่คำพูดสวยหรู แต่จะลงมือทำให้ดู รัฐบาลนี้จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อตรงและทำให้ประชาชนไว้วางใจ เขาให้สัญญาว่าจะทำให้ NHS หรือระบบบริการสุขภาพแห่งชาติแข็งแกร่ง มีโรงเรียนที่ดีขึ้น มีถนนที่ปลอดภัย ปกป้องสิ่งแวดล้อม ทำเศรษฐกิจให้ดี โอบรับโอกาสจากการออกจากสหภาพยุโรป ที่จะสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างนวัตกรรมให้ผู้คน

เขาเข้าใจว่านี่คือช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก รัฐบาลสูญเสียเงินนับพันล้านปอนด์เพื่อต่อสู้กับโควิดระบาด สงครามที่โหดร้าย เขาจะรื้อฟื้นความเชื่อมั่นจากผู้คนให้คืนกลับมา เขาพร้อมที่จะนำพาประเทศสู่อนาคต ให้ความต้องการของประชาชนอยู่เหนือการเมืองและสร้างรัฐบาลที่เป็นตัวทนประชาชนที่ดีที่สุด ถ้าเราร่วมมือกัน เราจะสามารถคว้าความสำเร็จจากสิ่งที่เหลือเชื่อได้

เราจะสร้างอนาคตให้สมกับที่หลายคนทุ่มเทเสียสละมา เราจะเติมเต็มทุกวันด้วยความหวัง

Rishi Sunak
25/10/2022. London, United Kingdom. Prime Minister Rishi Sunak arrives at No10 Downing Street. 10 Downing Street. Picture by Simon Walker/ No 10 Downing Street

ที่มา – Nikkei, Quartz, The National News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Rishi Sunak นายกอังกฤษคนแรกเชื้อสายอินเดีย แถมรวยกว่ากษัตริย์ชาลส์ที่ 3 first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/rishi-sunak-richer-than-united-kingdom-monarch/

Xi Jinping อยู่ต่อ ขึ้นเป็นผู้นำจีนสมัย 3: เน้นพึ่งพาตัวเอง ทำให้ประเทศทันสมัยมากขึ้น

Xi Jinping ได้อยู่ต่อ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีจีนสมัยที่ 3

การขึ้นเป็นผู้นำสมัย 3 ของสี เกิดขึ้นได้หลังแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงปี 2018 ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี เนื้อหาสำคัญที่แก้ไขคือการปลดล็อควาระในการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี

Xi Jinping

การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวส่งผลต่อการขยายอำนาจและบทบาทของผู้นำจีนได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด สี จิ้นผิง สามารถครองเก้าอี้ผู้นำได้ตราบนานเท่านานเท่าที่เขาต้องการ สี จิ้นผิงไม่เพียงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแต่ยังควบตำแหน่งประธานกรรมาธิการกลางกองทัพจีนด้วย สี จิ้นผิงขึ้นสู่อำนาจอย่างเป็นทางการในปี 2012 จวบจนปัจจุบันเขาอายุ 69 ปีแล้ว

คำกล่าวของสี จิ้นผิงที่พยายามสร้างความมั่นใจว่าแม้จะเป็นผู้นำหน้าเดิมมาสองสมัยติดต่อกันแล้ว แต่จีนก็จะไม่เป็นรัฐโบราณ ดึกดำบรรพ์ ผ่านสุนทรพจน์ของเขาในวันนี้ว่า “เปิดเส้นทางจีนสู่ความทันสมัย เข้าสู่ยุคแห่งความยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต”

ด้านรองศาสตราจารย์ Yang Zhang จาก School of International Service จาก American University ระบุว่า สี จิ้นผิงในการปกครองสมัยที่ 3 นี้จะกลายเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง เพราะเขารวบอำนาจและวางคนของเขาไว้ในคณะกรรมาธิการถาวรของจีนไว้หมดแล้ว

คนของสี จิ้นผิง ไม่จำเป็นต้องได้รับความนิยมจากประชาชน แค่ภักดีต่อสี ก็พอ

รองศาสตราจารย์ Yang ยังชี้ให้เห็นอีกว่า สี จิ้นผิงส่งสัญญาณชัดเจนว่าเขาไม่ได้ต้องการความนิยมจากประชาชน แต่ต้องการความจงรักภักดีที่มีต่อเขา คำกล่าวนี้สะท้อนจากตัวเก็ง Li Qiang อดีตประธานพรรคเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับ Xi Jinping ที่คาดว่าน่าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี

Li Qiang คือคนที่ดูแลการล็อคดาวน์เซี่ยงไฮ้ยาวนาน 2 เดือนและปล่อยให้ชาวบ้านหิวโหยเพราะขาดแคลนอาหาร แถมยังเป็นมหานครที่ถูกปลุกปั่นด้วยความคั่งแค้นอย่างมากของผู้คนเพราะรัฐดำเนินนโยบาย Zero Covid เข้มข้นแบบไม่ผ่อนปรน

สำหรับสมัยที่ 3 ของสี จิ้นผิงนี้ อย่างที่เขาบอกว่า เปิดเส้นทางจีนสู่ความทันสมัย ถ้าเราดูสมรภูมิเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ ยึดหัวหาดไว้หมดแล้วโดยมีจีนพร้อมท้าทายอำนาจตลอดเวลา คำกล่าวของสี สะท้อนให้เห็นว่า เขากำลังเอาจริงกับการทำชาติให้ทันสมัยและพร้อมต่อกรกับการปะทะกันครั้งนี้ หลายบริษัทยักษ์ใหญ่ก็กำลังระวังการดำเนินนโยบายของสหรัฐที่เพิ่งต่อต้านเทคโนโลยีจากจีนเช่นกัน ดังนั้น ขณะที่จีนต้องรับมือสหรัฐ จีนภายใต้สี จิ้นผิงก็กำลังทะยานขึ้นสู่ความเป็นใหญ่ในโลกแบบพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เนื่องจากหลายชาติก็กำลังกระจายซัพพลายเชนไปยังชาติอื่น

ที่มา – Washington Post, SCMP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Xi Jinping อยู่ต่อ ขึ้นเป็นผู้นำจีนสมัย 3: เน้นพึ่งพาตัวเอง ทำให้ประเทศทันสมัยมากขึ้น first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/xi-jinping-in-third-era/

วิจัยจาก Meta & Bain Company: สิงคโปร์ อินโดโดดเด่น ดึงดูดนักลงทุน Fintech ดี สวนทางไทย

งานวิจัยเผย สิงคโปร์-อินโดฯ โดดเด่น ดึงดูดนักลงทุนได้มาก ขณะที่ไทยยังทำได้ในระดับต่ำ ผู้บริโภคชอปออนไลน์มากขึ้นแต่ก็มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น อินฟลูเอนเซอร์ คอนเทนต์ครีเอเทอร์สำคัญ ยังถือเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการจับจ่ายใช้สอย

e-commerce, online shopping

Meta จับมือกับเบนคอมพานี สำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคดิจิทัลกว่า 16,000 คนและข้อมูลเชิงลึกจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทต่างๆ กว่า 20 คนจาก 6 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม พบว่า ภูมิภาคนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตในทิศทางบวกกว่าภูมิภาคอื่นๆ แม้เผชิญผลกระทบลบหลายด้าน มีการใช้จ่ายออนไลน์เพิ่มขึ้นและผู้บริโภคเปิดรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เสมอ

อาเซียนได้รับผลกระทบเงินเฟ้อและสงครามรัสเซีย-ยูเครนน้อย ยังมีทิศทางเติบโตดีกว่าภูมิภาคอื่น

asean growth

โดยดิเรก เกศวการุณย์ พาร์ทเนอร์ บริษัท เบนแอนด์ คอมพานี พูดถึงภาพรวมในระดับมหภาค สถานการณ์ปัจจุบันถึงอนาคตหลังจากเกิดโควิดระบาดจนถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครน พบว่าสำหรับในอาเซียนทั้งในเรื่องอัตราเงินเฟ้อและจีดีพีมีทิศทางที่ดีกว่าภูมิภาคอื่น (เทียบกับสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน อินเดีย) ในอาเซียนมีปัจจัยบวกหลายด้าน หลังจากที่หลายประเทศเริ่มหาทางกระจายซัพพลายเชนหลากหลายมากขึ้น ครัวเรือนเราจะเพิ่มมากขึ้น อัตราการเติบโตด้านการลงทุนในภูมิภาคก็เพิ่มขึ้น

Continued investment in asean

Long-term prospects in the region

ธุรกิจด้าน E-Commerce หลังจากศึกษาร่วมกับ Meta มา 5 ปีแล้ว พบว่า อัตราการเติบโตโดยรวมยังแข็งแกร่ง แต่ช่วงปี 2021-2022 เติบโตช้าลงเนื่องจากปัจจัยหลัก 3 เรื่อง คือแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ซัพพลายเชนคือมีกำลังซื้อแต่การล็อคดาวน์ยาวนานของจีน ทำให้สินค้าออกสู่ตลาดล่าช้า ไม่ทันความต้องการของผู้บริโภค และการล็อคดาวน์ยาวนานภายในประเทศทำให้ผู้บริโภคอยากกลับมาใช้จ่ายในเชิงกายภาพมากขึ้น ไปห้างมากขึ้น ก็ส่งผลให้ใช้จ่ายออนไลน์ลดลง

Digital Consumers คือบุคคลที่มีการใช้จ่ายออนไลน์ไม่ว่าจะสินค้าหรือบริการอย่างน้อย 1 ครั้ง จากประชากรอายุมากกว่า 15 ปี มีการเพิ่มจำนวนขึ้นมาก สำหรับในไทยก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Digital Consumers in asean

ส่วนเรื่องการใช้จ่ายออนไลน์ของผู้บริโภคในไทยแบ่งออกเป็นอาหาร เครื่องดื่ม การดูแลส่วนบุคคล การบริโภคในครัวเรือน เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว บางหมวดหมู่มีการขยับลดลง เช่น เสื้อผ้า โดยรวมค่าใช้จ่ายออนไลน์ต่อคนเฉลี่ยอยู่ที่ 44 USD หรือประมาณ 1,675 บาทในปี 2021 และลดลงเล็กน้อยในปี 2022 โดยรวมประมาณ 43 USD หรือประมาณ 1,637 บาท นี่คือค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อปี ทุกหมวดหมู่ แต่บางรายก็ใช้จ่ายมากกว่านี้

อินฟลูเอนเซอร์ คอนเทนต์ครีเอเทอร์ ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค

แพร ดำรงค์มงคลกุล Country Director ของ Facebook ประเทศไทยจาก Meta ระบุว่า ผู้บริโภคมีการใช้ออนไลน์แพลตฟอร์มหลากหลายมากขึ้น ถ้าเทียบจากปี 2021 มี 7.9 แพลตฟอร์ม ส่วนปี 2022 เพิ่มเป็น 15.3 แพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ส่วนไทยมีการใช้ 8.6 แพลตฟอร์ม เพิ่มเป็น 16.4 แพลตฟอร์ม สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอยเยอะขึ้น ซื้อของหลากหลายมากขึ้น มีทั้งชอปปิงหรือพูดคุยกับแบรนด์โดยตรง มีทั้งทำความเข้าใจสินค้านั้นๆ

Thai consumers shopping more platforms

ความคาดหวังของผู้บริโภคคืออยากได้ทุกอย่าง (Omni-channel) มีทั้งไปเทสต์การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือน้ำหอมจากหน้าร้าน แต่อาจจะกลับมาซื้อออนไลน์เพราะมีแรงหนุนจากโปรโมชั่นต่างๆ นอกจากออฟไลน์และออนไลน์แล้ว ยังมีช่องทางอื่นที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ เพิ่ม เรียกว่าเป็น Alternative channels เช่น พูดคุยกับแบรนด์ต่างๆ หรือ Live Buying คือซื้อจากไลฟ์สด หรือ Group buy รวมกลุ่มเพื่อซื้อของได้มากขึ้น

Consumers journey

สำหรับเส้นทางการจับจ่ายใช้สอยของลูกค้าคือ เริ่มจากการค้นพบ (Discovery) ลูกค้าจะใช้โซเชียลมีเดียค้นพบสินค้าหรือแบรนด์ใหม่ๆ กว่า 48% และค้นพบสินค้าต่างๆ ผ่านช่องทางวิดีโอด้วย

จากนั้น จึงเริ่มประเมิน (Evaluation) พบว่า 49% ใช้โซเชียลมีเดียในการเปรียบเทียบข้อมูลสินค้า จากนั้นก็ดูคอมเมนท์ ดูการรีวิวเพื่อช่วยการตัดสินใจ และดูการรีวิวของ Influencer เป็นพิเศษเพื่อช่วยตัดสินใจ ซึ่งวิดีโอคือสื่อที่ผู้บริโภคนิยมค่อนข้างสูง 40% ผู้บริโภคกล่าวว่าใช้สำหรับค้นพบสินค้าและประเมินสินค้า เทรนด์ที่กำลังมาแรงคือ Content Creator ราว 34% มีการซื้อของต่างๆ มากขึ้นจากครีเอเตอร์ จากนั้นจึงนำไปสู่การซื้อ

Singapore & Malaysia dominate fintech investment

Fintech มาแรง สิงคโปร์และอินโดนีเซียครองพื้นที่นี้

ดิเรกพูดถึงเทรนด์ในอนาคตว่า ประชากรในไทยหรืออาเซียนเป็น Digital Consumers มากขึ้น เปิดรับเทคโนโลยีและวิธีการซื้อขายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เทรนด์ในอนาคต ทั้ง Fintech หรือ Web 3.0 ไม่ว่าจะคริปโต NFTs หรือ DeFi อาเซียนถือเป็นแถวหน้าสำหรับมิตินี้

เราจะเห็นว่าการลงทุนทั้ง Private Equity (การลงทุนในหุ้นนอกตลาดหรือหุ้นที่ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) หรือ Venture Capital (การร่วมทุน) ถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว จะเห็นการลงทุนในเทคโนโลยีและพื้นที่ใหม่ๆ ต่อเนื่องมากขึ้น สำหรับในอาเซียนนั้น สิงคโปร์ยังดึงดูดการลงทุนอย่างมาก รองลงมาคืออินโดนีเซีย สำหรับไทยยังมีสัดส่วนที่ต่ำอยู่ แต่ถ้าเราสามารถสร้างนวัตกรรมและสร้างสตาร์ทอัพใหม่ๆ มากขึ้น ก็จะดึงดูดนักลงทุนมากขึ้น

PE & VC

อันดับแรกที่คนลงทุนอย่างมากคือ Fintech ถือว่าสิงคโปร์และอินโดนีเซียครองตลาดทั้งภูมิภาค มีการเติบโตด้าน fintech อย่างมาก แบ่งเป็นสัดส่วนได้ดังนี้ สิงคโปร์ 60% อินโดนีเซีย 19% มาเลเซีย 10% เวียดนาม 4% ฟิลิปปินส์ 4% ส่วนไทยรั้งท้ายอยู่ที่ 2% นอกจาก Fintech ก็ตามด้วย eCommerce, Edtech, Healthtech และอื่นๆ

ปัจจุบันประสบการณ์ Metaverse ยังเป็น 2D อยู่ทั้งในแง่ซื้อขาย สื่อสาร เกม NFTs แต่ 2-3 ปีข้างหน้าจะดีขึ้น ส่วนอีก 10-15 ปีข้างหน้าก็จะพัฒนาไปอีก เรียกว่าไม่ได้เร็วไปหรือช้าไป

โดยสรุป 6 ธีมหลักที่ธุรกิจต้องรู้

  1. อาเซียนยังดึงดูดนักลงทุนอยู่ แม้จะยังมีปัจจัยลบอยู่บ้าง
  2. อัตราเงินเฟ้อยังเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา จะทำอย่างไรให้ควบคุมได้และอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
  3. ซัพพลายเชน เป็นสิ่งสำคัญ เราจะทำอย่างไรให้หลากหลายเพื่อไม่ให้เกิดสินค้าขาดตลาด
  4. การมอง Customer Journey แบบบูรณาการคือ ต้องทำให้เป็น Omni-channel และไร้รอยต่อ
  5. นอกจาก e-commerce ก็มีเทรนด์อื่นๆ ที่เป็นโอกาสในการลงทุนและคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ
  6. ต่อจากนี้ เตรียมทีม เตรียมบุคลากรอย่างไรให้ทำธุรกิจปัจจุบันไปต่อได้ และสามารถไปลงทุนธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคตได้ด้วย

ที่มา – SYNC Southeast Asia 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วิจัยจาก Meta & Bain Company: สิงคโปร์ อินโดโดดเด่น ดึงดูดนักลงทุน Fintech ดี สวนทางไทย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/sync-southeast-asia-report-2022/

เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องท่องจำ KBank ชูโครงการน่านเพาะพันธุ์ปัญญา ต้นแบบที่ทำให้เยาวชนมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ทำความรู้จัก “โครงการน่านเพาะพันธุ์ปัญญา” ที่มีหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวหน้าโดยธนาคารกสิกรไทยเล็งเห็นปัญหาจากระบบการศึกษาที่ครูเป็น “ผู้สอน” และนักเรียนเรียนรู้แบบท่องจำจากตำรา ซึ่งไม่สามารถสร้างทักษะทำให้ผู้คนรักการเรียนรู้อย่างแท้จริงจึงเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้น โครงการนี้สะท้อนภาพชัดเจนของการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ ที่ครูทำหน้าที่เป็น “โค้ช” ช่วยให้นักเรียนเป็น “นักวิจัย” ลงมือค้นคว้าหาคำตอบในสิ่งที่สนใจด้วยตนเอง การศึกษาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำราหรือฟังแค่คำบอกเล่าจากปากคำของครูผู้สอนอีกต่อไป

จุดเริ่มต้นมาจากโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาซึ่งริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2556-2561 ในการเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ คิดวิเคราะห์ปัญหาได้ จากความสำเร็จดังกล่าวธนาคารกสิกรไทยจึงร่วมมือกับศูนย์พี่เลี้ยงมหาวิทยาลัยพะเยาผลักดันให้โครงการ “น่านเพาะพันธุ์ปัญญา” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2562-2565 

น่านเพาะพันธุ์ปัญญา

บอกลาการศึกษาแบบเก่า เริ่มต้นที่ครู เบ้าหลอมสำคัญในการพัฒนาการเรียนรู้

ครูคือกลุ่มคนสำคัญ ครูอยู่ใกล้ชิดมากที่สุด นักเรียนจะชอบ จะรัก หรือเกลียดการเรียนรู้ก็มาจากครูนี่แหละ กระบวนการเรียนรู้เพื่อการเพาะพันธุ์ปัญญานี้ ต้องให้ครูละทิ้งระบบอำนาจ สร้างพื้นที่ปลอดภัยและจัดกระบวนการ จัดบรรยากาศให้เด็กรักการเรียนรู้ เด็กจะมีความรู้สึกว่าการเรียนหนังสือมีประโยชน์ เพราะความรู้ได้นำไปใช้ เด็กจะได้ความรู้จากการทำงาน โดยเห็นภาพกว้างจากความสัมพันธ์ที่เป็นโจทย์ของชุมชน ชีวิตจริงของพ่อแม่ การกระทำของมนุษย์ที่เราไม่รู้เท่าทันจนใช้ทรัพยากรเกินเลยความยั่งยืนได้ เด็กอยู่ในพื้นที่คือผู้รับผิดชอบพื้นที่ของเขาในอนาคต ให้การทำโครงงานคือการเรียนรู้พื้นที่เพื่อเข้าใจความเปลี่ยนแปลงและหาทางเยียวยาให้ได้ 

ความสำเร็จเบื้องต้นจึงเป็นการเปลี่ยนการรับรู้ของครูใหม่ ให้เด็กเรียนรู้ตามความต้องการของเขาเอง ทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ครูต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ว่า อยากให้เด็กทำตามความต้องการของเด็กมากกว่าความต้องการของครูที่ต้องการชนะ คือให้เด็กได้เรียนรู้ชีวิตจริงและนำมาพัฒนาโครงการได้

ก่อนจะมีโครงการน่านเพาะพันธุ์ปัญญา มีโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาใหญ่มาก่อน คือการทำโครงการฯ ทั่วประเทศรวม 18 จังหวัด 80 โรงเรียน เป็นการร่วมมือระหว่าง KBank กับ สกว. และ 8 มหาวิทยาลัย จึงเกิดความคิดว่าเมื่อจบโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาแล้ว น่าจะหาพื้นที่ที่ทำได้เต็มพื้นที่มากขึ้น ธนาคารกสิกรไทยสนใจจังหวัดน่านและน่านเองก็มีปัญหาเรื่องทำร้ายทรัพยากรจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและเป็นต้นน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา น่านจึงเป็นพื้นที่เริ่มต้นสำหรับทำโครงการนี้

รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์
รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ผู้ถ่ายทอดกระบวนการเพาะพันธุ์ปัญญาและกรรมการกำกับดูแลทิศทางการดำเนินงานโครงการน่านเพาะพันธุ์ปัญญา

การนำหลักการ SEEM มาใช้กับโครงการน่านเพาะพันธุ์ปัญญา หลังจากที่มี STEM เข้ามา สถาบันทุกแห่งก็ถูกเกณฑ์ให้เรียน STEM คือ โรควิธีคิดของมนุษย์ที่ต้องการชนะธรรมชาติ เป็นวิธีคิดแบบวิศวกรแต่วิศวกรอาศัยวิธีวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เพื่อสร้างเทคโนโลยีไปตอบสนองกิเลสของคนมีสตางค์ เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อพิชิตธรรมชาติ 

เช่น ร้อนไปก็ต้องการเครื่องปรับอากาศ แต่ไม่เกิดความยั่งยืน ก่อนหน้า STEM เรามีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจริงๆ แล้วคือเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ STEM เป้าหมายคือใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อตอบสนองกิเลสของมนุษย์ จึงตัดตัว T ทิ้งไป คือสร้างฐานคิดบนนิเวศวิทยา (Ecology) เพื่อให้คนอยู่กับทรัพยากรได้ กลายเป็น SEEM ตัด T ออกเพื่อให้มีแนวคิดที่รักษาความยั่งยืนไว้ ไม่ได้คิดแต่เทคโนโลยีอย่างเดียว 

ก่อนจะมีโครงการ Eduthon โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาเริ่มต้นจากทีมพี่เลี้ยงให้เข้าใจการศึกษาและเข้าใจปัญหาการศึกษาก่อน ความสำเร็จของโครงการสมัยที่ไม่มีโควิด ส่วนใหญ่เป็นความสำเร็จที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลค่อนข้างมาก คือการโค้ชระหว่างพี่เลี้ยงและเด็ก พี่เลี้ยงไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา ไม่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการงานของเขา ทำให้กลายเป็นเพื่อน ทำให้ครูไว้ใจและรู้สึกเหมือนลูกเหมือนหลาน 

แต่หลังจากโควิดระบาด จากที่เคยเริ่มโครงการน่านเพาะพันธุ์ปัญญาในช่วงปีแรก ไม่พบปัญหาใดๆ เนื่องจากเมื่อทำโครงการดังกล่าวทั่วประเทศได้สำเร็จ น่านก็ไม่น่าจะประสบปัญหาได้ แต่เมื่อเกิดโควิดระบาด ต้องมีมาตรการ Social Distancing ไม่สามารถโค้ชระหว่างปฏิบัติการได้เหมือนก่อนหน้า กระบวนการดังกล่าวจึงมีความท้าทายมากขึ้น ว่าจะเพาะพันธุ์ปัญญาอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จต่อผู้เรียน จนนำไปสู่การคิดค้นโครงการ Eduthon สร้างการเรียนรู้จากการลงพื้นที่ 

น่านเพาะพันธุ์ปัญญา
นักเรียนเตรียมแข่งขันโจทย์ “ความลับของบ้านฉัน”

โควิด-19 ปัจจัยเร่งสำคัญที่ผลักดันให้เกิดโครงการ Eduthon

โควิดระบาดทำให้เกิดความท้าทายในการฝึกฝนนักเรียนและการให้คำปรึกษา การเรียนรู้ทำได้ยากลำบากขึ้น ขณะเดียวกันก็ผลักดันให้เกิดวิธีคิดในการสร้างการเรียนรู้รูปแบบใหม่ รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ผู้ถ่ายทอดกระบวนการเพาะพันธุ์ปัญญาและกรรมการกำกับดูแลทิศทางการดำเนินงานโครงการน่านเพาะพันธุ์ปัญญา เล่าถึงที่มาของโครงการ Eduthon ว่า ปัญหาจากโควิดระบาด ทำให้ไม่สามารถลงพื้นที่ได้ จึงนำไปสู่การคิดค้นหาวิธีที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้เร็วที่สุด 

จึงใช้วิธีการแบ่งการเรียนรู้ออกเป็นสองกลุ่ม บ้านเหนือกับบ้านใต้ของน่าน ให้เด็กจากเหนือไปใต้ จากใต้ไปเหนือ ให้เด็กไปดูทรัพยากรว่ามีอะไรบ้าง เมื่อไปเจอแล้ว มีความคิดอย่างไรกับความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรที่บ้านตัวเองมีกับสิ่งที่บ้านอื่นมี ทางโครงการต้องการสร้างเด็กให้เข้าใจความสัมพันธ์ของทรัพยากร ชีวิต อาชีพ ธรรมชาติ เนื่องจากอาชีพหรือการทำมาหากินในปัจจุบันตัดขาดกับธรรมชาติ 

เช่น ภูเขาหัวโล้นเพราะทำอาชีพปลูกข้าวโพด ที่เป็นพืชเชิงเดี่ยว บางคนเป็นครอบครัวทำอาชีพปลูกข้าวโพดเพื่อใช้หนี้จึงมองไม่เห็นปัญหา เพราะนั่นคืออาชีพของเขา ถ้าต้องการให้คนน่านเห็นปัญหา ต้องทำให้เด็กเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพกับทรัพยากรให้ได้ เขาไปเห็นอะไรมา ต้องนำเสนอแนวคิดที่เขาไปเห็นสิ่งต่างๆ ที่ต่างจากบ้านเขา มีแนวคิดในการใช้ทรัพยากรกับอาชีพเชื่อมโยงกันอย่างไร 

น่านเพาะพันธุ์ปัญญา
นักเรียนเตรียมแข่งขันโจทย์ “ความลับของบ้านฉัน”

เรื่องนี้ทำให้เห็นได้ว่า เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ธรรมชาติกับทรัพยากรในพื้นที่ที่เขาอยู่ ได้เห็นความสำคัญของความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างผู้คน สิ่งแวดล้อมรอบตัว และการลงพื้นที่ที่ทำให้เห็นและสัมผัสผู้คนที่ทำมาหากินในอาชีพต่างๆ เขาจะสามารถนำความรู้จากสิ่งที่เขาได้เรียน วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสภาพจริง จนนำไปสู่การหาทางแก้ปัญหา การพัฒนาพื้นที่บ้านเกิด การพัฒนาทรัพยากรในพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัย 

กระบวนการเรียนรู้เช่นนี้เมื่อรวมเข้ากับวิธีการเรียนแบบน่านเพาะพันธุ์ปัญญา คือ RBL (Research-based Learning) กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการ “ถามคือสอน” คือการตั้งคำถามกับผู้เรียน “สะท้อนคิดคือเรียน” ทำให้ผู้เรียนสะท้อนความคิดจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ สิ่งที่ค้นพบระหว่างทางของการเรียน และ “เขียนคือคิด” คือการสรุปยอดความคิด การเรียนรู้ คือการฝึกฝนให้คิดเป็นและมองหาทางออกของปัญหาผ่านการคิดค้นจนสามารถวิเคราะห์ได้ 

ทั้งโครงการ Eduthon และกระบวนการแบบ RBL เช่นนี้เอง ที่จะช่วยตัดวงจรเรียนจบการศึกษาในหลักสูตรออกมาแต่หางานทำไม่ได้ ต้องแสวงหาโอกาสในเมืองหลวง เมืองใหญ่ที่เจริญกว่า การเรียนรู้เช่นนี้ผลักดันและส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถหาทางเลี้ยงชีพตนเองได้จากบ้านเกิดของตัวเอง จากทรัพยากรที่ตัวเองมีอยู่ตั้งแต่ในวัยเรียนด้วยซ้ำ โดยไม่จำเป็นต้องอพยพไปตั้งถิ่นฐานต่างบ้านต่างเมืองแบบที่การศึกษายุคเก่าเป็น

อาจารย์สุธีระ มองว่า การกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้เมื่อไม่ได้ใช้รางวัลเป็นตัวนำ ทำให้เด็กเห็นคุณค่าทางการเรียน จึงเรียนรู้ จากเมื่อก่อนคือการเรียนเพื่อล่ารางวัล เรียนเพื่อให้คุณครูได้รางวัลนั้น นักเรียนมีชื่อติดป้ายไวนิล ซึ่งงานวิจัยระบุว่านี่คือ Punished by Reward หรือการให้รางวัลเด็กเป็นสิ่งผิด คือแรงขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจ (Motivation) มากกว่าสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) เป็นการใช้ความอยากเป็นตัวตั้ง เมื่อประสบความสำเร็จจากความอยากหรือความต้องการนั้น จะรู้สึกอยากหรือรู้สึกต้องการมากขึ้นเหมือนยาเสพติด 

ถ้าเด็กได้รางวัล เด็กจะไม่กล้าทำสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น เพราะกลัวจะพลาด ทุกคนตั้งความหวังไว้ที่เขา เด็กกลุ่มนี้จะเริ่มกลัวทำสิ่งที่ยากขึ้น กลัวแพ้และไม่ทำของยาก นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Fixed Mindset เมื่อมันเสพติดแล้ว เด็กจะไม่ไปต่อเพราะระบบรางวัล บางคนก็ไปได้ แต่ระบบรางวัลทำร้ายคนอีก 90% การศึกษาแบบล่ารางวัลนี่เองที่เป็นการทำร้ายเด็ก ทำให้เด็กดูถูกตัวเองว่าไม่มีความสามารถ 

สำหรับบทบาทของธนาคารกสิกรไทยในการร่วมผลักดันโครงการน่านเพาะพันธุ์ปัญญานี้ ต้องขอขอบคุณที่ธนาคารฯ เห็นความสำคัญของการศึกษา ถือว่าเป็นโครงการที่ธนาคารฯ เข้ามาลงทุนค่อนข้างมาก ธนาคารฯ ไม่ได้เพียงให้ทุนเท่านั้นแต่ยังให้โอกาสและให้อิสระในการทำงาน ธนาคารฯ ไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงว่าโครงการต้องไปทิศทางใด แต่ธนาคารเห็นความสำคัญของการศึกษาที่สร้างผลประโยชน์ต่อส่วนรวมและจังหวัดมากกว่าจะสร้างผลประโยชน์ให้กับธนาคาร 

ดร.อดิศวร์ หลายชูไทย
ดร.อดิศวร์ หลายชูไทย เลขานุการบริษัท และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารจะทำธุรกิจหวังกำไรอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องขับเคลื่อนประเทศให้เจริญก้าวหน้าด้วย

ดร.อดิศวร์ หลายชูไทย เลขานุการบริษัท และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ผู้คร่ำหวอดอยู่ในกสิกรไทยมากว่า 20 ปีเล่าถึงสาเหตุที่ธนาคารกสิกรถึงให้ความสำคัญกับโครงการนี้ สมัยที่คุณบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณของ KBank ดำรงตำแหน่งซีอีโอ ได้วางรากฐานทางความคิดว่าเราเป็นธนาคาร เป็นธุรกิจจะทำธุรกิจหวังกำไรอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศให้เจริญเติบโตด้วยการเอาใจใส่กับคนรอบข้างด้วย 

ธนาคารต้องสำนึกเสมอว่าเราเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ตามจริงแล้วการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนคือการศึกษา เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเทศ เราเชื่อกันมาตั้งนานแล้ว เรามีโครงการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) 

30 กว่าปีที่แล้วเชิญนักวิชาการมาหาคำตอบกัน ก็พบว่าการศึกษาคือกลไกสำคัญในการพัฒนา ดังนั้นพัฒนาการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ

คำว่าเพาะพันธุ์ปัญญา ประธานกิตติคุณของธนาคาร เป็นคนตั้งให้ โครงการนี้ถูกตั้งชื่อในปี 2555 เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ว่าเรามีความเชื่อ ปลูกฝังกันอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นโครงการจากการคุยกับทาง สกว. จบลงที่ สกว. กับ KBank ลงเงินสนับสนุนโครงการกันคนละครึ่ง กลายเป็นโครงการที่ใหญ่มาก ตอนนั้นก็ใช้คำว่า Research-based Learning (RBL) กันตั้งแต่ตอนนั้น เป็นที่มาของโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา เป็นโครงการที่ทำกันอย่างยาวนานถึง 10 ปี

การเรียนรู้ในอดีตคือการท่องจำ เรื่องนี้ทำให้มีปัญหาในการพัฒนา ถ้าคนวิเคราะห์และแยกไม่ออกเรื่องเหตุและผล ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ทำให้แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ 10 ปีผ่านไป ทำให้เห็นว่าการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน 

มีตัวอย่างจากจังหวัดศรีสะเกษ เด็กน้อยสามารถแสดงความคิดเห็น เล่าเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลออกมาจนคนฟังแล้วน้ำตาไหล สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการคิดของเด็กเหล่านี้ไม่เหมือนทั่วไป ดังนั้นอย่าว่าคนไทยไม่เก่ง อย่าว่าเด็กที่ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ ไม่เก่งเท่าอยู่กรุงเทพฯ สิบปีที่ผ่านไป ทำให้เห็นว่ากระบวนการเพาะพันธุ์ปัญญาทำให้เห็นว่าสามารถพัฒนาเด็กให้แตกต่างได้ กระบวนนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง สิ่งที่ได้ค้นพบมี 2 เรื่องสำคัญ

หนึ่ง กระบวนการนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
สอง ครูทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 

น่านเพาะพันธุ์ปัญญา
ช่วงสะท้อนคิด ในทรรศนะชาวเพาะพันธุ์ปัญญา หนึ่งในกระบวนการแบบ RBL (Research-based Learning)

ถ้าครูทำหน้าที่เหมือนโค้ชหรือ Facilitator เป็นคนโยนอาหารสมอง กระตุ้นสมองให้เด็กมากกว่าสอนให้ท่องจำ เมื่อไรที่ครูเป็นโค้ช เมื่อมีปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้น กระบวนการเรียนรู้ได้เกิดขึ้นแล้ว นักเรียนเป็นผลผลิตสะท้อนความสามารถและความใส่ใจของครู ทำให้รู้สึกยกย่องครู เพราะโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาไม่ได้อยู่ในหลักสูตร ครูต้องจัดการเวลาของตัวเองและนักเรียนให้ได้ ซึ่งความสำเร็จที่มากไปกว่าการสร้างการเรียนรู้อย่างยั่งยืนนี้ก็คือมีแนวโน้มที่กระบวนการเรียนรู้เช่นนี้จะถูกบรรจุในระบบการศึกษาด้วย เราเชื่อว่าโครงการเล็กๆ ที่ทำต่อเนื่อง ถ้าได้ผลก็กระจายไปสู่ผู้อื่นได้

ถ้าน่านเพาะพันธุ์ปัญญาปิดไปแล้ว คือจะเข้าไปสู่ระบบการศึกษาไทย เรียกว่า Education Sandbox คือการทดลองให้ทำเรื่องนี้ ถ้าเห็นผลว่ามันดีจริงจะถูกนำไปใช้ได้แพร่หลายมากขึ้น หลายเรื่องที่ทำให้เกิดนวัตกรรมคือแก้ปัญหา จนนำไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมได้

ผลงานจากการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ RBL และโครงการ Eduthon

นักเรียน 6 ทีมที่ได้รับชัยชนะจากการแข่งขันโจทย์ “ความลับของบ้านฉัน” มีดังนี้ เริ่มต้นจากระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคารที่ต้องการพัฒนาโกโก้ให้ดีขึ้นเพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคง หลังสังเกตจากการลงพื้นที่และสอบถามข้อมูลจากเกษตรกรที่เริ่มปลูกโกโก้อย่างแพร่หลายพบว่า เกษตรกรยังขาดความรู้เรื่องการพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโกโก้ ที่ต้องเน้นการหมักโกโก้ นักเรียนพบว่าการเรียนในห้องเรียนคือการเรียนจากตำรา แต่การเรียนจากโครงการสอนให้ได้เรียนรู้จากการประยุกต์ความรู้มาปรับใช้กับชีวิตจริงและอาจนำไปต่อยอดอาชีพในอนาคตได้

โรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา ต้องการพัฒนาข้าวหลามรสชาติใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นของฝากจากท้องถิ่น ที่มีแต่ข้าวหลามรสชาติเดิมและต้องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับข้าวหลามให้สามารถทานได้สะดวกโดยไม่ต้องผ่ากระบอกทานให้ยากลำบากแบบที่คุ้นชินกัน 

ขณะที่โรงเรียนนาหมื่นพิทยาคม ต้องการทำถุงผ้าทอดับกลิ่น โดยนำเศษผ้าเหลือใช้จากผ้าทอที่หมู่บ้านเน้นผลิตเป็นสินค้า จะเหลือเศษผ้าทิ้งเป็นจำนวนมาก และการเติบโตของร้านคาเฟ่ในท้องถิ่นที่เกิดขึ้นหลายแห่ง จากการลงพื้นที่ได้เรียนรู้การแปรรูปกากกาแฟ พบว่ากาแฟมีคุณสมบัติดูดซับกลิ่นได้ จึงคิดว่าจะพัฒนากาแฟมาอัดเป็นก้อนใส่ในเศษผ้าทอและเย็บเป็นถุงผ้าทอดับกลิ่นเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน

น่านเพาะพันธุ์ปัญญา
ส่วนหนึ่งของผลผลิตท้องถิ่นที่นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า เพิ่มรายได้เสริมให้ชุมชน

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนปัวทำผงปรุงรสมะแขว่น เนื่องจากมะแขว่นเป็นพืชเฉพาะถิ่น มีรสชาติแปลก มีกลิ่นแรง คล้ายผงหม่าล่าและพริกไทย นักเรียนอยากพัฒนามะแขว่นให้เป็นผงปรุงรสที่หลากหลายและสร้างมูลค่าให้กับพืชจากท้องถิ่นของตัวเอง

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 อยากพัฒนาเศษอาหารเหลือเพื่อทำปุ๋ยหมัก เพราะเป็นปัญหาของโรงเรียนและอยากใช้ประโยชน์จากขยะได้ และโรงเรียนจุนวิทยาคม (จ.พะเยา) สร้างการรับรู้อัตลักษณ์คุณค่าข้าวก่ำจากดินภูเขาไฟเพื่อเพิ่มมูลค่าและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ข้าวก่ำเป็นพืชท้องถิ่น ในพื้นที่เพาะปลูกเป็นดินภูเขาไฟที่ทำให้เกิดแร่ธาตุมากขึ้น หายาก มีประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและยังได้รับมาตรฐานจากกรมการข้าวและฐานออร์แกนิกส์ไทยแลนด์แล้ว นักเรียนอยากสร้างการรับรู้เพื่อให้คนเห็นคุณค่าและเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวในท้องถิ่นตัวเอง

น่านเพาะพันธุ์ปัญญา

สรุป 

จากโครงการตัวอย่างการเรียนรู้ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า เด็กสามารถนำกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวไปพัฒนาทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเองเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เสริมรายได้ให้คนในชุมชนได้ การเรียนรู้เช่นนี้ทำให้เด็กเห็นความสำคัญของความสัมพันธ์จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวและสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีเพื่อให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

ภาพที่ใหญ่กว่านั้น คือ โครงการน่านเพาะพันธุ์ปัญญามีฐานคิดที่จะช่วยให้นักเรียนเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโลก ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่แย่งชิงความเป็นที่ 1 อีกต่อไป หากแต่เป็นการคิดโดยอิงบริบทพื้นที่และธรรมชาติ นั่นคือ นักเรียนได้ไปสู่การเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) แล้ว

ทิศทางการพัฒนาการศึกษาหลังจบโครงการน่านเพาะพันธุ์ปัญญา คือการพัฒนาหลักสูตรใน Sandbox ไม่ต้องมีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน ทดลองเพื่อนำนวัตกรรมความรู้ดังกล่าวไปเปลี่ยนโลกแห่งการศึกษาได้ในอนาคต ในส่วนนี้จะมีสถาบัน TDRI เข้ามาร่วมผลักดันและนำไปสู่ พ.ร.บ. เพื่อการศึกษา ที่แต่ละจังหวัดสามารถทำได้ โดยรับฟังความคิดเห็นคนในจังหวัด และค่อยๆ พัฒนาเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องท่องจำ KBank ชูโครงการน่านเพาะพันธุ์ปัญญา ต้นแบบที่ทำให้เยาวชนมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nan-project-with-research-based-learning-and-eduthon-by-kbank/

ถอดบทเรียน “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็นผู้ว่าฯ กทม. ทำงานเหมือน SME ทำธุรกิจ

พูดถึง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” คนทั่วประเทศรู้จักดีว่าเขาทำหน้าที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ที่มาจากการเลือกตั้ง ชนะการเลือกตั้งแบบคะแนนทิ้งห่างคู่แข่งอันดับ 2 อย่างมาก เวลานี้ทำงานมาแล้วกว่า 4 เดือน งานหลักที่ถูกพูดถึงที่สุดหนีไม่พ้น การรับมือและแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่สิ่งที่คนทำธุรกิจโดยเฉพาะ SME น่าจะสนใจและนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้ คือแนวคิดการทำงานแบบ SME ของชัชชาติ

งาน Digital SME Conference Thailand 2022 จัดโดย Digital Tips มี SME จากทั่วประเทศจำนวนไม่น้อยมาร่วมงาน และหนึ่งในวิทยากรที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โดยเขาบอกว่า SME คือหนึ่งในหน่วยธุรกิจหลักของไทยที่มีกว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศ แม้จะเป็นหน่วยธุรกิจเล็กๆ แต่สร้างเม็ดเงินคิดเป็น 34% ของ GDP

ชัชชาติ ได้เปรียบตัวเองว่าเหมือนกับ SME เพราะเริ่มต้นการทำงานด้วยตัวคนเดียว ไม่มีเงินทุนมากมาย เปิดตัวการทำงานในชุมชนเล็กๆ เน้นการเดินเพื่อรับรู้ความต้องการของประชาชน ลงพื้นที่จริงและที่สำคัญคือไม่มีสังกัดจึงทำงานได้อิสระ ต่างจาก Large Enterprise (LE) ซึ่งเหมือนกับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ท่านอื่นๆ ที่มีสังกัดพรรคการเมือง

ดังนั้นจึงขอนำเสนอแนวคิดในการเริ่มต้นทำงานสไตล์ชัชชาติ ที่ SME น่าจะนำไปประยุกต์ใช้ได้ โดยเริ่มต้นจาก 3 คำถามสำคัญ

เราเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะทำหรือไม่?

คำถามแรกก่อนเริ่มต้นลงมือทำ ต้องถามตัวเองก่อนว่า เราเชี่ยวชาญในเรื่องที่จะทำหรือไม่ จะอาศัย Passion อย่างเดียวไม่พอ และอาจจะไม่รอด ต้องมีองค์ความรู้ ต้องรู้ว่าทำอย่างไร สำหรับชัชชาติเอง ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการบริหารคน บริหารเมือง กรณึศึกษาในต่างประเทศจำนวนมาก หาแนวร่วม หาทีมงาน รับฟังและเรียนรู้จากคนที่รู้ คนที่เก่ง ซึ่งมีอยู่เยอะมาก

สำหรับ SME ก็เช่นเดียวกัน หลายคนเริ่มต้นจากตัวเองหรือคนในครอบครัว หากเป็นการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ถามตัวเองว่า นี่คือเรื่องที่เชี่ยวชาญหรือไม่ หาความรู้มากพอหรือยัง เพราะ Passion ใครก็มีได้ แต่ความรู้ ความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญ คือตัวชี้วัดโอกาสในความสำเร็จ

สิ่งที่เราทำเกี่ยวข้องกับโลกหรือไม่?

ตอบคำถามข้อแรกได้แล้ว มาดูคำถามข้อที่ 2 คือ สิ่งที่เราทำเกี่ยวข้องกับโลกหรือไม่ คือ เป็นเรื่องที่ตลาดมีความต้องการ มีโอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่ทำต่อๆ กันมา บางครั้งต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ และเคารพในสิ่งที่ไม่รู้ เรียกว่านำความรู้จากข้อแรกมาปรับใช้ให้เข้ากับโลก

เช่น ในการทำงานของผู้ว่าฯ (รวมถึงการทำธุรกิจของ SME) การสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญ ต้องหลากหลายและตรงเป้าหมาย ต้องรู้ว่า Facebook เหมาะกับคนที่อายุมากหน่อย Twitter คือวัยรุ่น Instagram คือคนหนุ่มสาวแฟชั่น และ TikTok คือกลุ่มเด็ก อะไรที่ไม่รู้ต้องลอง อะไรที่ลองแล้วต้องเรียนรู้

สนุกกับสิ่งที่ทำอยู่หรือไม่?

คำถามที่ 3 คือ สนุกกับสิ่งที่ทำหรือไม่ การเป็นผู้ว่าฯ มีภารกิจ มีความคาดหวัง นอกจากการตั้งใจทำงานให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว ต้องสนุกกับสิ่งที่ทำด้วย ถ้าไม่สนุกคือ จบเลย ลักษณะเดียวกับ SME ที่เป็นธุรกิจของตัวเอง ต่างจากมนุษย์เงินเดือน ที่ต่อให้ไม่สนุกก็ต้องทำและได้เงินเดือนตอบแทน แต่ SME ถ้าไม่สนุก คือ จบเช่นกัน

เมื่อถาม 3 คำถามแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ การทำ Design Thinking โดยสิ่งที่ต้องมีสำหรับการทำธุรกิจ SME ประกอบด้วย Empathize, Define, Ideate, Prototype และ Test เป็น 5 ขั้นตอนที่ ชัชชาติ ใช้ในการทำงานจริง และนำมาปรับใช้กับ SME ได้

  • Empathize คือการเข้าใจผู้อื่น ร่วมทุกข์ร่วมสุข ทั้งกับ ทีมงาน/พนักงาน และ ประชาชน/ลูกค้า
  • Define เข้าใจปัญหาและความต้องการที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่ตรงจุด เช่น กทม. ปัญหาไม่ใช่ไม่มีเงิน แต่ไม่มีใจ เช่น น้ำท่วมมีโครงการอุโมงยักษ์แต่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเพราะท่อตัน ดังนั้นต้องมองปัญหาให้ออก การทำ SME ก็เช่นเดียวกัน
  • Ideate ต้องระดมสมอง คิดเยอะๆ หลายๆ คนช่วยกันคิดยิ่งดี หาคำตอบที่หลากหลาย อย่าตกหลุมรักกับคำตอบแรก
  • Prototype เร่ิมทำจากเล็กๆ ก่อนเพื่อดูโอกาสและความเป็นไปได้
  • Test ขยายตลาดทดสอบทดลอง และพร้อมปรับเปลี่ยนหากไม่สามารถตอบโจทย์ได้

ชัชชาติ บอกว่า หลายครั้งที่เรากระโดดไปข้อ 3 เลย คือ Ideate แต่ลืม 2 ข้อแรก และทำให้พลาดโอกาส คือ ไม่เข้าใจเพื่อร่วมงาน/กลุ่มเป้าหมาย และไม่เข้าใจปัญหา ทำให้ตอบโจทย์ผิด ผลลัพธ์ก็ยากที่จะเกิดขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ถอดบทเรียน “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็นผู้ว่าฯ กทม. ทำงานเหมือน SME ทำธุรกิจ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/chatchart-bangkok-governor-for-sme/

รู้จักเศรษฐีอันดับ 1 ของเวียดนาม เจ้าอาณาจักร Vingroup ร่ำรวยจากการขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

เปิดประวัติมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของเวียดนาม Pham Nhat Vuong เจ้าอาณาจักรแห่ง Vingroup อดีตเด็กยากจน นักเรียนทุนรัสเซีย เริ่มรวยขึ้นมาได้จากการทำธุรกิจขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้คนยากจนในยูเครน 

Vingroup billionaire owner

เริ่มต้นวัยเด็กด้วยฐานะยากจน เก่งคณิตศาสตร์ มุ่งสู่การเป็นนักเรียนทุนของรัสเซีย

ถ้าไทยมีเศรษฐีที่ร่ำรวยเฟื่องฟูได้หลังโล้เรือสำเภามาจากเมืองจีน พร้อมเริ่มต้นชีวิตด้วยเสื่อผืน หมอนใบ Pham Nhat Vuong เศรษฐีเวียดนามก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีชีวิตลำเค็ญไม่แพ้ใคร เขาเกิดในครอบครัวที่ยากจนแต่ก็สร้างความสำเร็จจากความสามารถด้วยทักษะทางคณิตศาสตร์ จนสามารถรับทุนไปศึกษาต่อในมอสโก รัสเซียได้จาก Geological Prospecting Institute ในปี 1993

จากนั้นเขาก็แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ใน Kharkiv ของยูเครน ที่แห่งนี้เขาพบเห็นคนยากจนข้นแค้นมากมาย ธุรกิจที่เขาทำอันดับแรกคือการทำร้านอาหารขนาดเล็กโดยกู้ยืมเงินมาเปิดร้านราว 10,000 เหรียญสหรัฐ จากนั้นในปี 1995 เขาก็กู้ยืมอีกครั้งเพื่อก่อตั้งบริษัท TechnoCom เป็นผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ Mivina เขาบอกชาวยูเครนยากจนและหิวโหยมาก

ด้วยรสชาติที่กลมกล่อม กอรปกับคนฐานะยากจนในยูเครนมหาศาลและระดับราคาบะหมี่ฯ ที่คนเข้าถึงได้ ทำให้ไม่นานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเขาก็กลายเป็นที่นิยม ยอดขายเติบโตต่อเนื่อง จนในที่สุดเขาก็ขายแบรนด์ Mivina ให้กับบริษัท Nestle ด้วยมูลค่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 4.53 พันล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนราว 30.10 USD ต่อบาท) หลังจากปิดดีลสำเร็จเขาก็กลับมาสร้างอาณาจักร Vingroup ที่เวียดนาม

Vinfast
VinFast

ร่ำรวยจากการขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในยูเครน สู่การเป็นมหาเศรษฐีอันดับที่ 472 ของโลก

Pham ติดอันดับเป็นมหาเศรษฐีครั้งแรกในปี 2012 มีสินทรัพย์ในครอบครองราว 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ปัจจุบัน Pham อายุ 54 ปี เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 472 ของโลก เขาเป็นประธานบริษัท Vingroup บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม

Pham ร่ำรวยจากการทำธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและสามารถขายกิจการให้เนสท์เล่สำเร็จ แต่เขาเริ่มสร้างอาณาจักร Vingroup มาตั้งแต่ปี 2001 แล้ว ด้วยการเริ่มตั้งบริษัทพัฒนารีสอร์ต Vinpearl ก่อนเป็นสิ่งแรก จากนั้นหนึ่งปีต่อมาจึงตั้งบริษัท Vincom เป็นบริษัทที่สร้างอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ และเริ่มเปิดรีสอร์ตแห่งแรกอีกหนึ่งปีต่อมา

ปี 2010 Pham ยังเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป เขาเริ่มเอาบริษัท Vinpearl กับ Vincom มารวมกัน กลายเป็น Vingroup หรือจุดเริ่มต้นของอาณาจักรที่มาจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จากนั้น 7 ปีให้หลัง ก็เริ่มก่อตั้งบริษัท VinFast และเริ่มผลิตรถยนต์แบรนด์เวียดนามครั้งแรก หลังจากนั้น 1 ปีให้หลังเขาก็เริ่มผลิตสมาร์ทโฟนแบรนด์ Vsmart ผลิตครั้งแรกของเวียดนามอีกเช่นกัน

นี่ก็คือประวัติความยิ่งใหญ่ของ Pham Nhat Vuong เศรษฐีเวียดนามที่รวยที่สุดในประเทศ รวยติดอันดับ Top 500 ของโลก

ที่มา – Inventure, Periz, Forbes (1), (2), Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รู้จักเศรษฐีอันดับ 1 ของเวียดนาม เจ้าอาณาจักร Vingroup ร่ำรวยจากการขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/get-to-know-vietnam-billionaire-the-owner-of-vingroup/