คลังเก็บป้ายกำกับ: KBANK

เพราะ ESG คือเรื่องใหญ่: KBank เร่งเครื่องพาลูกค้าเปลี่ยนผ่าน สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน

เจาะกลยุทธ์ด้าน ESG ปี 2566 ของ ธนาคารกสิกรไทย เตรียมตัวทำอะไรบ้างเพื่อสร้างการเติบโตที่สอดคล้องกับยุคสมัยและสร้างผลตอบแทนระยะยาวอย่างยั่งยืน

สิ่งแวดล้อม กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง ๆ วงการวิทยาศาสตร์หยิบยกประเด็นนี้มาพูดถึงกันมากขึ้น เวทีระหว่างประเทศพยายามประชุมเพื่อหาทางออกร่วมกัน ผู้บริโภคถามหาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเก่า แม้แต่ฝั่งนักลงทุนเองก็เริ่มเอาความยั่งยืนเข้ามาเป็นเกณฑ์พิจารณาคู่กับผลประกอบการ คำถามในแวดวงธุรกิจที่ตามมาก็คือว่า แล้วบริษัทควรจะวางกลยุทธ์ธุรกิจต่อไปอย่างไรในโลกที่ปัจจัยแวดล้อมในการทำธุรกิจเปลี่ยนไป?

วันนี้ Brand Inside จะพาไปดูว่า ธนาคารกสิกรไทย วาดภาพกลยุทธ์ด้าน ESG ปี 2566 เอาไว้อย่างไร เตรียมตัวทำอะไรบ้างเพื่อสร้างการเติบโตที่สอดคล้องกับยุคสมัยและสร้างผลตอบแทนระยะยาวอย่างยั่งยืน

เปิดแนวคิด ทำไมธุรกิจต้องสนใจสิ่งแวดล้อมและสังคม?

“ปกติแล้วปลายปีแบบนี้บริษัทจะต้องออกมารายงานทิศทางธุรกิจไปจนถึงผลกำไรให้ผู้ถือหุ้นฟัง แต่ปีนี้เราเปิดโจทย์อีกแบบหนึ่ง คือรายงานทิศทางธุรกิจที่นอกเหนือจากเรื่องกำไร” คุณกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เริ่มต้นการแถลงกลยุทธ์ ESG ปี 2566 ด้วยประโยคที่สะท้อนบริบทการทำธุรกิจในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

ทุกวันนี้ลูกค้าหันมาสนใจตลอดว่าสิ่งที่บริษัททำกระทบต่อความเป็นอยู่ในระยะยาวอย่างไร นักลงทุนใช้เกณฑ์ ESG เข้ามาพิจารณาการลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลทั้งในและต่างประเทศออกมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ภาคธุรกิจต้องปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง สิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช้แค่เรื่องที่วางไว้ข้าง ๆ ธุรกิจอีกต่อไป แต่เป็น ‘เรื่องธุรกิจ’ เลยต่างหาก

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ในปีหน้าจะมีการเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ในตลาดยุโรปกับสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนเกินกำหนด หากธุรกิจปรับตัวไม่ทันจะทําให้ต้นทุนสูงขึ้น ใช้เงินลงทุนมากขึ้น กระทบความสามารถแข่งขัน นอกจากนี้ยังอาจสูญเสียความน่าเชื่อถือ ชื่อเสียง และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ อีกด้วย เห็นได้ชัดว่าถ้าไม่เริ่มปรับตัวตอนนี้อาจสายเกินไป คุณกฤษณ์อธิบายต่อ

ดังนั้น ธนาคารกสิกรไทยจึงวางกลยุทธ์โดยขับเคลื่อนธุรกิจด้วย ESG นำพาลูกค้าและธุรกิจไทยเดินหน้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และตั้งเป้าเป็นธนาคารชั้นนำด้าน ESG ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแน่นอนว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมคือปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวคนเดียว ธนาคารจึงเริ่มจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคารก่อนและขยายออกไปด้วยการชวนให้ลูกค้าและพันธมิตรใน ecosystem เปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน

เจาะกลยุทธ์ ธนาคารกสิกรไทยทำอะไรบ้าง?

ESG เป็นหลักการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Society and Governance) ซึ่งธนาคารกสิกรไทยวางกลยุทธ์สำหรับการดำเนินธุรกิจปี 2566 ที่คำนึงถึงหลัก ESG ให้ ครอบคลุมทุกด้าน

ด้านสิ่งแวดล้อม

ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยปรับการดำเนินงานของธนาคาร เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจากการดำเนินงานของธนาคารเป็นศูนย์ หรือ Net Zero

solar farm solar cell

และมีความมุ่งมั่นที่ใหญ่กว่านั้นคือการช่วยให้ลูกค้าธุรกิจของธนาคารมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกันโดยธนาคารทำการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อของธนาคาร จัดลำดับกลุ่มอุตสาหกรรมเร่งด่วน และวางแผนกลยุทธการลดก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy) 

ซึ่งปีนี้วางแผนไปได้ 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และกลุ่มเหมืองถ่านหิน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 27% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร (Portfolio Emission)

นอกจากนี้ ธนาคารยังสนับสนุนสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Financing (Loan) and Investment) โดย 3 ไตรมาสที่ผ่านมาของปี 2565 ธนาคารให้สินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนไปแล้วกว่า 16,000 ล้านบาท และเตรียมจัดสรรเงินทุนต่อเนื่องรวม 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 

มากไปกว่านั้น ธนาคารได้พัฒนาบริการ Beyond Financial Solutions โดยผสานเทคโนโลยีและความร่วมมือกับพันธมิตรสร้างความร่วมมือทั้ง Ecosystem ออกโครงการที่เป็นมากกว่าบริการทางการเงินเพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงไลฟ์สไตล์กรีนได้ง่ายยิ่งขึ้น และกระจายสู่วงกว้างได้มากขึ้น อาทิ โครงการ SolarPlus ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟให้ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และโครงการส่งเสริมการเช่าใช้งานรถมอเตอร์ไซด์ไฟฟ้า EV Bike ที่สนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลาย ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพให้ไรเดอร์กลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ด้านสังคม

กสิกรไทยเน้นบทบาทการสร้างการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง โดยในปี 2565 (ข้อมูล ณ เดือนมค.-กย.) ธนาคารปรับปรุงกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ โดยใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณา  การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการทำงานด้วยการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร และประสานความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งมอบบริการสินเชื่อควบคู่กับการให้ความรู้ ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของลูกค้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

โดยได้ปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายเล็กมากกว่า 5 แสนราย และเล็งขยายสินเชื่อรายเล็กให้ได้ 1.9 ล้านราย ภายในปี 2568 นอกจากนี้ ธนาคารยังมีบทบาทให้ความรู้ทางการเงินและความปลอดภัยทางไซเบอร์ ผ่านการออกแคมเปญสื่อสารที่จะสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ โดยคาดว่าจะเข้าถึงลูกค้าได้กว่า 10 ล้านราย ในปี 2566 

ด้านธรรมาภิบาล

หรือการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใส ธนาคารให้ความสำคัญเรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณา ESG credit เพื่อที่เม็ดเงินสินเชื่อที่ปล่อยออกไปจะไม่สร้างผลกระทบเชิงลบให้แก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยได้กำหนดให้สินเชื่อโครงการและเครดิตเชิงพาณิชย์ของลูกค้าผู้ประกอบการขนาดกลางขึ้นไป ต้องเข้าสู่การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ทั้ง 100% แล้ว

ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างไร?

แน่นอนกว่าการปรับตัวตอบรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจใหม่เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย (KResearch) ได้ให้คำแนะนำที่ผู้ประกอบธุรกิจจะสามารถหยิบไปใช้ได้เอาไว้ ดังนี้

  • ประเมินความเสี่ยงด้าน ESG รอบด้าน เพื่อกำหนดแผนธุรกิจขององค์กรที่จะช่วยคว้าโอกาสใหม่และลดความเสี่ยงระยะยาว เพื่อสร้างกำไร ศักยภาพแข่งขัน ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง และความอยู่รอด
  • ปรับตามเทรนด์ที่โลกจับตา เช่น ร่วมลงทุนกับนักลงทุน ทำธุรกิจกับคู่ค้า และให้ความสำคัญกับลูกค้าที่มีพฤติกรรมให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม
  • ลดก๊าซเรือนกระจก ลงทุนในเทคโนโลยีการผลิต เปลี่ยนการใช้พลังงาน ใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน เพื่อเพิ่มประสิทธิการผลิตและลดต้นทุนจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก

วัดและจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการรายงานในแบบ 56-1 และการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมถึงการรายงานต่อหน่วยงานภาครัฐที่นับวันจะทวีความจำเป็นมากขึ้น

สรุป

จะเห็นได้ว่าธนาคารกสิกรไทยพยายามตีโจทย์ในการแก้วิกฤติสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการโอบรับความร่วมมือจากทั้ง Ecosystem ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ลูกค้ารายใหญ่ ธุรกิจรายย่อย และประชาชนทั่วไป ด้วยตระหนักว่าปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวคนเดียว จึงต้องวางตัวเป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่างให้กับธุรกิจอื่น ๆ และชักชวนทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกัน

ด้วยกลยุทธ์ด้าน ESG ที่ครอบคลุมทุกประเด็น จึงเห็นได้ชัดว่า ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้นำและแบบอย่างในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปที่เรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นทั้งความเสี่ยงสำหรับผู้ที่ไม่ปรับตัว เป็นวิถีชีวิตแบบใหม่เป็นแนวทางและโอกาสในการทำธุรกิจในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เพราะ ESG คือเรื่องใหญ่: KBank เร่งเครื่องพาลูกค้าเปลี่ยนผ่าน สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbank-esg-strategy-2023/

รีวิว K Point KLUB สนามบินสุวรรณภูมิ ใช้ K Point 1,500 คะแนน แลกเข้าไปนั่งสบายรอไฟลต์บิน

หลังจากการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาคึกคัก คนเริ่มเดินทางกันเยอะขึ้น ทำให้ต้องเผื่อเวลาเดินทางถ้ามาขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนใหญ่ก็มาก่อนเวลาและก็อยากจะมีที่นั่งพักสบายๆ ก่อนขึ้นเครื่อง

วันนี้ Brand Inside มารีวิว K Point KLUB @สุวรรณภูมิ ของธนาคารกสิกรไทย ที่เพิ่งเปิดล่าสุด มีวิธีใช้บริการง่ายมาก แค่แลกใช้คะแนนสะสม K Point 1,500 คะแนน ผ่าน K PLUS ก็สามารถเข้าไปใช้บริการ นั่งรอไฟลต์บินสบายๆ มีอุปกรณ์ปลั๊กไฟให้ชาร์จแบต นั่งทำงาน ฟรี Wi-Fi พร้อมด้วยกาแฟและขนมอร่อยๆ ไว้ทานรองท้อง เรียกว่าเป็นจุดนั่งพักผ่อน นัดเพื่อนที่สนามบินสุวรรณภูมิ

จะขึ้นเครื่องที่เกทไหนก็สามารถเข้าไปนั่งพักผ่อนที่ K Point KLUB ได้  เพราะมีบริการ 2 ฝั่ง ตั้งอยู่ที่ชั้น 4 อาคารขาออกต่างประเทศ ทั้งฝั่ง East ใกล้ Concourse A และฝั่ง West ใกล้ Concourse G เปิดให้บริการทุกวัน 24 ชั่วโมง ตามไปดูรีวิวเต็มๆ ภายใน K Point KLUB กับ Brand Inside ได้เลย!

K Point KLUB @สนามบินสุวรรณภูมิ

สำหรับการแลก e-coupon มีขั้นตอนง่าย ๆ คือ เข้าไปที่ K PLUS เลือกเมนู K+ market และกดไอคอน K Point KLUB จากนั้นก็จะมีคูปองให้ซื้อ 3 แพ็คเกจ (เข้าใช้งานได้ 2 ชั่วโมง) คือ

ขั้นตอนการแลกคะแนนง่าย ๆ คือ เข้าไปที่ K PLUS เลือกเมนู K+ market และกดไอคอน K Point KLUB และกดใช้ K Point แลกคูปอง จากนั้นก็จะได้ QR Code มาเพื่อสแกนเข้าใช้งาน และใช้แลกกาแฟกับขนมใน  K Point KLUB ได้ด้วย มี 3 แพ็คเกจ ให้เลือกคือ

  • K Point 1,500 คะแนน เข้าใช้บริการพร้อมเลือกขนมและเครื่องดื่มได้ 2 ชิ้น
  • K Point 1,800 คะแนน เข้าใช้บริการพร้อมเลือกขนมและเครื่องดื่มได้ 3 ชิ้น
  • K Point 2,100 คะแนน เข้าใช้บริการพร้อมเลือกขนมและเครื่องดื่มได้ 4 ชิ้น

KBank ที่มีคะแนน K Point อยู่ สามารถมาใช้บริการกันได้ง่ายๆ สะดวกสบายมาก และถ้ามีเพื่อนไปด้วย แต่เพื่อนไม่มี K Point ก็สามารถแลกคะแนน K Point ให้เพื่อนเข้ามาใช้บริการพร้อมกันได้

K Point KLUB @สนามบินสุวรรณภูมิ

เมื่อผ่านประตูอัตโนมัติเข้ามาแล้วจะมีที่นั่งให้เลือกหลายโซน ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะใหญ่สำหรับคนที่มากับชาวแก๊ง โต๊ะริมสำหรับคนรักความสงบ โซนปีกเครื่องสำหรับคนอยากเอนหลังชิล ๆ ไปจนถึงโซนไพรเวทที่จำลองที่นั่งชั้นธุรกิจสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ซึ่งจุดสำคัญก็คือที่นี่มีปลั๊กไฟเยอะมาก ใครที่กังวลว่าแบตจะหมดก่อนถึงปลายทางก็ชาร์จไปให้เต็มที่ได้เลย

K Point KLUB @สนามบินสุวรรณภูมิ

K Point KLUB @สนามบินสุวรรณภูมิ

นอกจากนี้ K Point KLUB ยังมีจุด Konnect Pod จะประชุมออนไลน์ก็ได้ จะทำงานแบบโฟกัสก็ดี ตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบ Workation หรือ เที่ยวไปทำงานไป ที่กำลังเป็นเทรนด์ในโลกการทำงานแบบใหม่ และแน่นอนว่ามีอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ให้บริการนักเดินทางด้วย

สำหรับใครที่ต้องเดินทางไกลก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหิว เพราะ K Point KLUB มีอาหารและเครื่องดื่มให้เติมพลังก่อนออกบิน โดยมีทั้งขนมจากต่างประเทศสุดพิเศษ ไปจนถึงกาแฟ Nespresso ให้เติมความสดชื่นก่อนเดินทาง ซึ่งหากใครหิวก็สามารถนำ QR Code ที่ใช้สแกนตรงทางเข้านั่นแหละ มาสแกนที่ตู้เพื่อรับขนมและเครื่องดื่มด้วยตัวเองได้เลย 

เพื่อให้การเดินทางราบรื่นไม่มีสะดุด K Point KLUB ได้ติดตั้งจอแสดงเที่ยวบินเพื่อให้ผู้เข้าใช้ติดตามสถานะเที่ยวบินของตัวเองได้ตลอดเวลา และหากใครที่เดินทางไปต่างประเทศแล้วรู้สึกว่าแลกเงินไปไม่พอก็ไม่ต้องห่วงเพราะ K Point KLUB มีตู้แลกเงินให้บริการใน 3 สกุลเงินหลัก คือ ดอลลาร์ ยูโร และเยน

K Point KLUB @สนามบินสุวรรณภูมิ

หลังจากพักผ่อนและเติมความสดชื่นกันแล้ว ก่อนเดินทางก็ต้องชาร์จพลังงานให้เต็มถัง วอร์มเครื่องให้ร้อนก่อนไปเที่ยวจริงด้วย Interactive wall ฉากถ่ายรูปแบบ Interactive ที่จะพาเราไปถ่ายรูปกับแลนด์มาร์คต่างประเทศ ทั้งไทม์สแควร์ในอเมริกา ภูเขาไฟฟูจิที่ญี่ปุ่น หรือคัปปาโดเกียในตุรกี ถ่ายเสร็จสามารถสแกน QR เพื่อเซฟรูปเข้าโทรศัพท์ได้เลย

K Point KLUB @สนามบินสุวรรณภูมิ

สรุป

K Point KLUB ถือว่าเป็นจุดนัดพบหรือนั่งพักรอที่ได้ทั้ง Relax Refresh และ Recharge ตอบโจทย์คนเดินทางไปต่างประเทศจากสนามบินสุวรรณภูมิได้ดีทีเดียว ใครมีคะแนนสะสม K Point อยู่อย่าลืมแวะมาเปิดประสบการณ์ดีๆ ก่อนการเดินทางที่นี่กันได้เลย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รีวิว K Point KLUB สนามบินสุวรรณภูมิ ใช้ K Point 1,500 คะแนน แลกเข้าไปนั่งสบายรอไฟลต์บิน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/review-k-point-klub-at-suvarnabhumi-airport-by-kbank/

กสิกรไทยเดินหน้าด้าน ESG อัดฉีดเงินทุนเพื่อความยั่งยืน 2 แสนล้านบาท ปล่อยสินเชื่อช่วยลูกค้ารายเล็กเข้าถึงทางการเงินได้ 1.9 ล้านราย

กสิกรไทยขับเคลื่อนด้วย ESG เดินหน้าปรับการดำเนินงานของธนาคารและเสริมศักยภาพลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero อัดฉีดสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนไปแล้วกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้าไปสู่ 2 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 พร้อมขับเคลื่อนสังคมช่วยลูกค้ารายเล็กให้เข้าถึงสินเชื่อ

kbank

ในปี 2565 (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน) ปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายเล็กกว่า 5 แสนราย มูลค่ากว่า 2.3 หมื่นล้านบาท เล็งขยายสินเชื่อรายเล็กให้ได้ 1.9 ล้านราย ภายในปี 2568 ขณะเดียวกันทุกสินเชื่อโครงการและเครดิตเชิงพาณิชย์ของลูกค้าขนาดกลางขึ้นไป เข้าสู่กระบวนการประเมินความเสี่ยง ESG ครบ 100% แล้ว และพร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือทั้ง Ecosystem เพื่อให้ลูกค้า สังคม และประเทศ เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

กฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากบริบทการดำเนินธุรกิจทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงมุ่งสู่วิถีแห่งความยั่งยืนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยที่ผู้บริโภคนำประเด็นความยั่งยืนมาประกอบการตัดสินใจ นักลงทุนใช้เกณฑ์ ESG ประกอบการพิจารณาลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลทั้งในและต่างประเทศออกมาตรการด้าน ESG ที่ภาคธุรกิจต้องปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากธุรกิจปรับตัวไม่ทันจะทําให้ต้นทุนในอนาคตสูงขึ้น ต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาสินค้าและบริการสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน แต่หากปรับตัวได้ทันก็จะสามารถคว้าโอกาสไว้ได้ 

ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารที่ดำเนินธุรกิจบนหลักการธนาคารแห่งความยั่งยืน (Bank of Sustainability) มาอย่างต่อเนื่อง จึงเล็งเห็นความสำคัญจำเป็นเร่งด่วนและโอกาสต่อเศรษฐกิจไทย ได้ประกาศ KBank ESG Strategy 2566 วางยุทธศาสตร์เรื่องการขับเคลื่อนธุรกิจบนหลักการ ESG โดยกำหนดกลยุทธ์การทำงานที่เป็นระบบ เน้นการวัดผล และพัฒนาการดำเนินงานตามหลักการและมาตรฐานสากล พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน ESG ของกลุ่มธนาคารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำพาลูกค้าและธุรกิจไทยเดินหน้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน โดยมีแผนงานและเป้าหมายในมิติต่าง ๆ ดังนี้

kbank

มิติสิ่งแวดล้อม ธนาคารกสิกรไทยประกาศความมุ่งมั่นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Commitment) ทั้งในการดำเนินงานของธนาคาร (Scope 1 และ 2) และในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร (ขอบเขตที่ 3) โดยในปี 2565 มีการดำเนินงาน แล้ว ได้แก่

  • ปรับกระบวนการทำงานของธนาคาร (Scope 1 และ 2) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ทยอยเปลี่ยนรถยนต์เป็น EV ติดตั้ง Solar Roof บนอาคารสำนักงาน และสาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยในครึ่งปีแรกของปี 2565 สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 13.52% (เทียบปีฐาน 2563) และตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคารอย่างต่อเนื่อง สู่เป้าหมาย Net Zero ใน Scope  1 และ 2 ภายในปี 2573
  • ดำเนินการเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร (Scope 3) เริ่มจากการประเมินก๊าซเรือนกระจกในพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อของธนาคาร ศึกษาความเป็นไปได้และความซับซ้อนในการปรับเปลี่ยนโดยพิจารณาบริบทของประเทศ และนำมาจัดลำดับกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเร่งด่วน ซึ่งในปี 2565 ธนาคารประเมินและจัดทำแผนกลยุทธการลดก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy) จำนวน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และกลุ่มเหมืองถ่านหิน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 27% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร (Portfolio Emission) และเตรียมขยายการทำงานร่วมกับลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญอื่น ๆ ตามลำดับ เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ตามเป้าหมายของประเทศไทย
  • สนับสนุนสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Financing (Loan) and Investment) ธนาคารให้สินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนในปี 2565 ไปแล้วกว่า 16,000 ล้านบาท และเตรียมจัดสรรเงินทุนด้านความยั่งยืนรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวอย่างต่อเนื่องรวม 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2573
  • พัฒนาบริการ Beyond Financial Solutions ผสานเทคโนโลยีและความร่วมมือกับพันธมิตร เชื่อมต่อความร่วมมือตลอดซัพพลายเชน ออกโครงการที่เป็นมากกว่าบริการทางการเงินเพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงไลฟ์สไตล์กรีนได้ง่ายยิ่งขึ้น และกระจายสู่วงกว้างได้มากขึ้น อาทิ โครงการ SolarPlus ติดตั้งโซลาร์รูฟให้ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และโครงการส่งเสริมการเช่าใช้งาน EV Bike ที่ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลายและช่วยให้ไรเดอร์กลุ่มผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยธนาคารจะเดินหน้าขยายโซลูชั่นเหล่านี้ไปสู่ลูกค้าในวงกว้างต่อเนื่อง

kbank

มิติสังคม ธนาคารกำหนดยุทธศาสตร์สร้างการเข้าถึงบริการทางการเงินและการให้ความรู้ทางการเงินและไซเบอร์ (Financial Inclusion and Financial/Cyber Literacy) ด้วยการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาการให้สินเชื่อ โดยใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาจากความเสี่ยง การประเมินความสามารถในการชำระเงิน    การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งความรวดเร็วในการติดตามการชำระคืนหนี้และการฟื้นฟู การทำงานด้วยการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร และประสานความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งมอบบริการสินเชื่อควบคู่การให้ความรู้ ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของลูกค้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน   เกิดเป็นผลการดำเนินงานและเป้าหมาย ดังนี้

  • สร้างการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial inclusion) แก่ลูกค้ารายเล็ก (Small-pocket Customers) ได้แก่ ลูกค้าบุคคลที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจไม่มีบัญชีเงินเดือน ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีเอกสารยืนยันรายได้ โดยธนาคารจะพิจารณาอนุมัติจากข้อมูลอื่น ๆ ประกอบ รวมถึงลูกค้าธุรกิจที่มีรายได้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาทต่อปี โดยในปี 2565 (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน) ธนาคารให้สินเชื่อลูกค้ารายเล็กเป็นจำนวนกว่า 500,000 ราย มูลค่าสินเชื่อกว่า 23,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายปี 2568 จะให้ลูกค้ารายเล็กจำนวน 1,900,000 ราย เข้าถึงสินเชื่อได้
  • ให้ความรู้ทางการเงินและความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Financial and Cyber Literacy) ด้วยการออกแคมเปญสื่อสารที่จะสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ เข้าถึงลูกค้าได้ 10 ล้านราย ในปี 2566
  • ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้า ปกป้องทรัพย์สินของลูกค้า การให้บริการที่ปลอดภัย และดูแลอย่างทันท่วงที ด้วยการส่งมอบบริการที่มีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการความเสี่ยง และการกำกับดูแลมาตรฐานการให้บริการอย่างครอบคลุม

มิติธรรมาภิบาล ธนาคารให้ความสำคัญเรื่องเกณฑ์การพิจารณาตามหลัก ESG เพื่อดูแลให้สินเชื่อที่ปล่อยไปจะไม่สร้างผลกระทบเชิงลบแก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ทุกสินเชื่อโครงการและเครดิตเชิงพาณิชย์ของลูกค้าผู้ประกอบการขนาดกลางขึ้นไป ต้องเข้าสู่กระบวนการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ทั้ง 100% โดยในปี 2565 (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน) มีสินเชื่อที่ผ่านกระบวนนี้ กว่า 340,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ธนาคารทำงานโดยนำหลักการ ESG เข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการ พบว่ามีความท้าทายสำคัญในประเด็นการจัดการที่ต้องพิจารณาจากมิติที่หลากหลาย ดังนั้น หัวใจของการขับเคลื่อนธุรกิจบนหลักการธนาคารแห่งความยั่งยืน คือ ต้องรักษาสมดุลการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง และต้องมีแผนสำรองอยู่เสมอ เพื่อพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง

กฤษณ์ กล่าวตอนท้ายว่า ธนาคารเป็นต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจ จึงถือเป็นภารกิจที่จะต้องทำเรื่องนี้ต่อไปให้มากขึ้น ด้วยมาตรฐานที่สูงขึ้น และขอชวนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะความยั่งยืนเป็นงานที่ไม่สิ้นสุดและทำคนเดียวไม่ได้ โดยธนาคารพร้อมจะเป็นผู้สร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้น ผ่านการประสานศักยภาพทั้งด้านเทคโนโลยี พันธมิตร และความร่วมมือกับภาคส่วนสำคัญต่าง ๆ  ใน Ecosystem เพื่อช่วยให้ลูกค้า สังคม และประเทศ เดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กสิกรไทยเดินหน้าด้าน ESG อัดฉีดเงินทุนเพื่อความยั่งยืน 2 แสนล้านบาท ปล่อยสินเชื่อช่วยลูกค้ารายเล็กเข้าถึงทางการเงินได้ 1.9 ล้านราย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbank-esg/

KBank เดินหน้าส่งเสริมเยาวชน เปลี่ยนแนวคิดให้เป็นธุรกิจ สร้างสังคมที่ดีขึ้นผ่าน โครงการ AFTERKLASS

ธนาคารกสิกรไทย (KBank) เดินหน้าผลักดันเยาวชนไทยที่กำลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ให้ได้มีโอกาสเรียนรู้และมีวิธีคิดในการทำธุรกิจที่สามารถจับต้องได้ ต่อยอดได้ ผ่านโครงการ STARTUP FOR BETTER SOCIETY HACKATHON 2022 ภายใต้แบรนด์ AFTERKLASS 

AFTERKLASS

โดยจัดเป็นรูปแบบของ Bootcamp หรือเป็นการเข้าค่ายเพื่อเรียนรู้ ปรับพื้นฐาน ทำให้เยาวชนรู้จักเขียนแผนธุรกิจ โดยใช้ระยะเวลา 3 วันตั้งแต่ 26-28 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา การแข่งขันแบบ Hackathon ในวันสุดท้ายด้วยการนำเสนอไอเดียและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาธุรกิจ ผลิตสินค้าหรือบริการที่ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น ต่อหน้ากรรมการตามแบบฉบับธุรกิจ Start Up ภายใต้แนวคิดการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์กรสหประชาชาติ โดยเป้าหมาย SDGs ที่ทางโครงการนำมาเป็นโจทย์หลักให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้คิดและเสนอไอเดียธุรกิจเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาคมโลกให้ดียิ่งขึ้น 

นายรวี อ่างทอง ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสื่อสารและองค์การสัมพันธ์ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทยมีความตั้งใจที่จะดำเนินโครงการเพื่อสังคมผ่านแพลตฟอร์ม AFTERKLASS มาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้ความรู้ทางการเงิน การลงทุน การทำธุรกิจแก่เยาวชนไทย อายุระหว่าง 15 – 20 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย และเติบโตไปเป็นกลุ่มคนทำงานที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม 

กลุ่มคนรุ่นใหม่นี้มีความสนใจเกี่ยวกับการประกอบอาชีพอิสระ การเป็นผู้ประกอบการ รวมทั้งการใช้ไอเดียเพื่อสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทำให้การดำเนินธุรกิจแตกต่างไปจากเดิม ธนาคารจึงได้จัดกิจกรรม AFTERKLASS Business Kamp: START UP FOR BETTER SOCIETY HACKATHON 2022 เพื่อสร้างทักษะ ความรู้ แนวคิดและหลักการทำธุรกิจให้แก่เยาวชนกลุ่มมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่สนใจจะสร้างนวัตกรรมธุรกิจใหม่ พร้อมแข่งขันชิงเงินรางวัล ภายใต้โจทย์การแข่งขันในปีนี้  START UP FOR BETTER SOCIETY โดยตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมและประเทศ

AFTERKLASS

ผลจากการแข่งขันทำให้ได้ 8 ทีมที่ได้นำเสนอไอเดียแบบสตาร์ทอัพและเข้าชิงรางวัลมีและมีทีมที่น่าสนใจดังนี้ 

  1. ทีม Being Gimmic เสนอแพลตฟอร์มการศึกษาเพื่อให้มีเนื้อหาหลักสูตรที่หลากหลายชื่อ EduFlex (เอ็ดดูเฟล็ก) อยากให้นักเรียนเข้าถึงได้ จึงทำแพลตฟอร์มให้มีราคาถูก จะเปิดให้ใช้ฟรีเพื่อทดลองและสร้างฐานลูกค้าก่อน สามารถคืนทุนได้ภายใน 2 ปี ใช้โมเดลเดียวกับ YouTube คือวัดที่ยอดคนดู ยอดไลค์ ยอดผู้ติดตาม สำหรับครูที่จะมาสอนคือเครือข่ายด้านการศึกษาที่ทีมมีอยู่ มีทั้งอาจารย์และรุ่นพี่ โดยเริ่มจากทำโครงการแบบนำร่องไปก่อนค่อยเรียกนักเรียนเข้ามา ก่อนจะโปรโมตให้ใช้แอปในภายหลัง ปัญหาของนักเรียนมัธยม คือห้องเรียนไม่พอ วิชาที่มีอยู่ไม่ตอบโจทย์ ต้องหาเรียนเพิ่ม ต้องซื้อคอร์สที่แพงมากและไม่หลากหลาย ทีมนี้ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัลมูลค่า 20,000 บาท
  2. ทีม DKRG เสนอการแก้ปัญหาโปรตีนที่มีอยู่ในท้องตลาดราคาแพง จึงอยากทำโปรตีนทางเลือกภายใต้ชื่อโครงการ “หนอนติดล้อ” คือชื่อเดิมที่เคยคิดจะผลิตโปรตีนขายแบบรถพ่วงข้างจึงใช้ชื่อนี้มาตลอด โดยสำรวจโปรตีนแล้วพบว่าหนอนนกสามารถนำมาผลิตทำโปรตีนได้ ทำให้ต้นทุนลดลง เนื่องจากมีอาหารเหลือทิ้งทุกวัน จึงวางแผนจะตั้งฟาร์มให้ใกล้กับศูนย์คัดแยกขยะ เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งหนอน โดยรวบรวมเศษอาหารเหลือมาเลี้ยงหนอนนก จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการสกัดผงโปรตีน 

ทีม DKRG จะทำหน้าที่ซัพพลายเออร์ดีลกับลูกค้าคือบริษัทเวย์โปรตีน ซึ่งบริษัทเวย์โปรตีนในไทยมีมูลค่าตลาด 527 ล้านบาทก่อนจะมุ่งสู่ตลาดโลก จากการทำแบบสอบถามผู้ที่บริโภคผงเวย์โปรตีนเป็นประจำ จำนวน 30 คน มี 23 คน รับได้ สำหรับสารอินทรีย์ที่ให้หนอนกิน อาจมีข้อห่วงใยเรื่องความสะอาด ทีมจะมีการแปรรูปก่อนและฆ่าเชื้อโรค จุดเด่นของผลิตภัณฑ์คือสามารถผลิตผงโปรตีนในราคาที่ถูกลง ลดเศษอาหารอินทรีย์ไ้ด้ด้วย ทีมนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท

AFTERKLASS

  1. ทีม Single Lead เสนอทางแก้ปัญหาหลักสูตรด้านไอทีสำหรับเด็กมัธยมมีน้อย ไม่หลากหลาย ชื่อแพลตฟอร์ม KnowHere จะพาไปท่องโลกความรู้เทคโนโลยีให้สนุกและมีคุณภาพ ทีมอยากยกระดับหลักสูตรด้านไอทีอย่างมีคุณภาพและฟรี เราสำรวจพบว่าคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมีเวลาว่างน้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน เสียเวลาเรียนในสิ่งที่ไม่สนใจแถมต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มอีก จึงคิดแพลตฟอร์ม KnowHere ขึ้นมาตอบโจทย์คนสนใจเรียนไอทีที่มีเวลาน้อย ไม่มีใครให้ถาม ไม่รู้จะเริ่มยังไง โดยออกแบบเป็นระบบส่งงาน และมีคนช่วยตรวจ ใครตรวจจะได้ค่าพลังงานเพิ่ม และหารายได้จากการจัดการแข่งขัน ทีมนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 เงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท
  2. ทีม Better Together เสนอทางแก้ปัญหาคนไทยที่ต้องการแก้บน แต่ไม่รู้ว่าจะหาวัตถุดิบอย่างไร หาซื้อที่ไหน จึงคิดแอปศรัทธา (Sattha) เพื่อให้คนใช้บริการได้ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่มีความเชื่อและศรัทธาและชอบบนบานศาลกล่าว จะมีปัญหาคือไม่มีเวลาจัดเตรียม เตรียมนานไม่มีความรู้ว่าซื้อที่ไหน ซื้ออะไรได้บ้าง จึงคิดแอปมาช่วยแก้ปัญหาเพื่อจัดเตรียมสินค้าการแก้บน โดยแบ่งออกเป็น 3 แบบคือหมวดหมู่สินค้า หาร้าน เลือกสถานที่รับสินค้าได้ด้วยตัวเอง ทีมนี้ได้รับรางวัล Inspire for Better Society เงินรางวัลมูลค่า 10,000 บาท

AFTERKLASS

เปิดความคิดเห็นจากกรรมการหลังการตัดสิน

ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (บีคอน วีซี) บริษัทในเครือกสิกรไทย (KBank), เชษฐพันธุ์ ศิริดานุภัทร Managing Director, KLabs, ดร.รณกร ไวยวุฒิ ผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

สาเหตุที่ทีม DKRG ทีมที่คิดค้นโปรตีนจากหนอนนก หรือทีมหนอนติดล้อได้รางวัลที่ 1 เนื่องจากเป็นคะแนนโหวต มีทั้งคะแนนการมีส่วนร่วมที่ค่อนข้างดี แผนไอเดียค่อนข้างชัดเจน ถ้าเทียบในระดับมัธยมต้นถือว่า เกินมาตรฐาน เพราะโครงการเน้นเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ต้นทุนของทีมคือเอาของเหลือมาทำให้เป็นประโยชน์ การเกาะธีมของโครงการตาม SDGs ที่ทำเรื่อง Better Society ถือว่าตอบโจทย์มากที่สุด ตอบคำถามได้ดี ข้อมูลครบ

สำหรับจุดที่เป็นความยากของการตัดสินใจเพื่อเลือกทีมผู้ชนะนั้น บางคนทำได้ดีในวันสุดท้าย แต่ก่อนหน้านั้นอาจทำคะแนนได้ไม่ดี จึงทำให้เสียโอกาสได้ เขาก็จะเรียนรู้ว่า ต้องพยายามเก็บคะแนนอย่างสม่ำเสมอ สำหรับครั้งนี้มีการพิชชิ่งของน้องๆ ในระดับมัธยม อาจจะมีคำถามที่ค่อนข้างกดดันสำหรับน้องๆ แต่ทุกทีมก็ทำได้ดีมากสำหรับวัยนี้ สำหรับการผลักดันให้เด็กเก่งมากขึ้น จะต้องอาศัยประสบการณ์และใช้เวลามากกว่านี้

คุยกับทีมที่คิดโปรตีนทางเลือก “หนอนติดล้อ” และทีมคิดค้นแอป “ศรัทธา”

บทสัมภาษณ์ ทีมที่ได้รางวัลชนะเลิศ DKRG “หนอนติดล้อ” มาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย 4 คนและโรงเรียนปัญญารัตน์ 1 คน

AFTERKLASS

ตอนแรกไม่ได้จะทำผงเวย์โปรตีน อยากทำ snack bar เพื่อตอบโจทย์คนฐานะยากไร้ ที่หาโปรตีนไม่ได้ แต่เวย์โปรตีนผลิตได้ง่ายกว่า สามารถเอาไปผสมอาหารเด็กและอาหารฉุกเฉินสำหรับคนขาดอาหารในถิ่นทุรกันดารได้

จากการร่วมเรียนรู้ในค่าย AFTERKLASS กระบวนการที่เป็นธุรกิจค่อนข้างยาก กว่าจะกลั่นกรองไอเดียออกมายากมาก มันจะมีจุดบกพร้องแต่ละขั้นตอน และต้องหาจุดเด่นแต่ละขั้นตอน ความยากลำบากคือต้องวางแผนก่อน ต้องช่วยกันคิด ออกมาเป็นผลงาน หาข้อมูลคือความเหนื่อยอย่างยิ่ง ต้องตรวจสอบข้อมูล กว่าจะสรุปแผนการตลาดออกมา ต้องประเมินต้นทุนให้ดี จะคิดกำไรต้องคิดกับคู่แข่งด้วย อุปสรรคอย่างหนึ่งคือความกดดัน เวลาจำกัด เรามีแค่ห้าคน ต้องใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการตลาดเยอะมาก บางจุดไม่สามารถคำนวณได้อย่างแม่นยำ 100% ทางทีมก็อยากพัฒนาโมเดลไปถึงจุดที่มันอยู่ได้ด้วยตัวเอง เป็นธุรกิจที่คืนกำไรได้ 3-5 ปี เลี้ยงตัวเองได้

เวทีนี้ ทำให้ได้ความรู้ด้านเศรษฐกิจและกระบวนการทางธุรกิจ เมนทอร์ช่วยตักเตือน ทำให้เรารู้ว่าจะทำสตาร์ทอัพจริงๆ ต้องมีแผนที่ชัดเจน เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่นแบบทีมเวิร์ค 

อยากแนะนำรุ่นน้องในปีหน้าว่า อย่ากลัวที่จะสมัคร การสมัครเข้ามา ไม่ได้แข่งขันเพื่อเอาเงินที่ชนะไปทำอย่างอื่น การเข้าร่วมโครงการเพื่อเพิ่มความรู้และเพิ่มโอกาสของตัวเองในอนาคตได้ เราสามารถนำทักษะที่ได้ไปประยุกต์ใช้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านธุรกิจเท่านั้น และเพิ่มเครือข่ายมากขึ้นด้วย 

AFTERKLASS

บทสัมภาษณ์ทีม Better Together ทำแอปศรัทธาหาของแก้บน จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา นนทบุรี 4 คน กสิณธร เซนต์ปีเตอร์ 1 คน รู้จักกันจากเรียนพิเศษ 

แอปศรัทธาได้แรงบันดาลใจมาจากการพูดคุยกับเพื่อน ถ้าเข้ารอบนี้ได้ จะบนบานที่นั่นที่นี่ จนนำมาสู่ความคิดที่จะทำแอปนี้ หลังเข้าร่วมโครงการ ได้เรียนรู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนเยอะมาก ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจมากขึ้น ได้ไอเดียใหม่เยอะขึ้น ช่วงแรกติดปัญหาหลายส่วนทั้งปัญหาของโจทย์ที่เราต้องการแก้ไข ความรู้ด้านการเงิน ยอมรับว่า 2 วันแรกทำได้น้อยมาก ทำงานได้ดีขึ้นวันที่สาม 

สำหรับใครที่อยากเรียนรู้รุ่นต่อไป ใครอยากทำธุรกิจแนวสตาร์ทอัพ ที่นี่สอนได้เยอะ

ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองขาดอะไร ก็อยากให้มาเรียนรู้ที่นี่ ได้ความรู้เพิ่มเติมกลับบ้านไปด้วย ได้ทักษะด้านธุรกิจเยอะมาก เข้มข้น 

AFTERKLASS

บทสัมภาษณ์ทีมพี่เลี้ยง: AFTERKLASS ผลักดันให้มีความกล้า เข้าใจโลกธุรกิจมากขึ้น

เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ CEO & Learning Designer, BASE Playhouse เล่าถึงวิธีออกแบบกระบวนการของค่าย AFTERKLASS ว่า ปีนี้จัดมาเป็นปีที่ 3 แล้ว มีการคัดเลือกเยอะมาก เราให้น้องโชว์ความสามารถให้เห็นตั้งแต่คัดเลือกเลย ดูว่าเขามีความเข้าใจในเรื่องนวัตกรรมมากน้อยแค่ไหน มีแบบทดสอบ Soft Skill หรือทักษะในการอยู่ร่วมกับสังคมอย่างไรเพื่อทำให้แน่ใจว่าสามารถพัฒนาต่อได้จริง มีแรงปรารถนาที่จะทำตามเป้าหมายจนจบกระบวนการได้ สำหรับการ Hackathon นี้ ไม่ค่อยเอามาใช้กับเด็กมัธยม เพราะต้องอาศัยความรู้เยอะมากในเวลาที่จำกัด ต้องทำกระบวนการให้สนุกและรีดความสามารถเขาออกมา

AFTERKLASS

อานันท์ กุลปิยะวาจา Hackathon Designer, BASE Playhouse เล่าถึงการออกแบบกระบวนการต่างจากมหาลัย วัยทำงาน ต้องทำให้สนุก ทันสมัย อัพเดต มีประโยชน์ ต้องมีความหมายให้เอาไปใช้ได้จริง ให้เขาได้เจอเมนทอร์ เจอคำถาม คิดและหาคำตอบ ต้องออกแบบให้ง่ายกับเขาด้วย

AFTERKLASS

น้องเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างไรบ้าง นับตั้งแต่วันแรกที่เข้าร่วมโครงการถึงจบโครงการ อานันท์เล่าว่ากระบวนการคิดของน้องเปลี่ยนไปแน่นอน หลายคนเจอคำถาม อึ้ง ไม่กล้าตอบ เมื่อเขารู้ว่าหนีไม่พ้น ก็ต้องพยายามค้นหาคำตอบ วันแรกมาพร้อมกันเลย 5 คน หลังจากนั้นจึงเริ่มแบ่งงานกันทำ แบ่งทีม การ Hackathon ทำให้เพิ่มทักษะการคิด การสื่อสาร

ด้านเมธวินระบุว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนมากคือวิธีคิดของเด็ก ทำให้เขาได้เห็นว่าสิ่งที่ทำอยู่ บางคนเอาเนื้อหาในห้องเรียนมาใช้ เช่นโอลิมปิกชีวะ ประยุกต์ความรู้จากในห้องเรียนสามารถทำให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้ ได้รับคำแนะนำจากกรรมการ ทำให้เห็นศักยภาพเพิ่มขึ้น ทำให้เด็กมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ทำให้เด็กรู้ว่าแม้จะเป็นเรื่องยาก แต่สามารถทำได้ ไม่ยากเกินตัว ทำให้เขาตั้งเป้าหมายตัวเองสูงขึ้น สามารถสร้างคุณค่าให้คนรอบข้างได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น ถือเป็นสร้างคนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอีก 

AFTERKLASS

สรุป

KBank ผลักดันเยาวชนไทยผ่านโครงการ AFTERKLASS STARTUP FOR BETTER SOCIETY HACKATHON 2022 โดยเป็นปีแรกที่มีความตั้งใจปลูกฝังแนวคิดการทำธุรกิจให้กับเยาวชนที่จะอยู่ร่วมกับโลกอย่างยั่งยืน ด้วยการนำ SDGs (Sustainability Development Goals) มาเป็นแนวคิดหลักในการสร้างแผนธุรกิจ และพัฒนาธุรกิจที่ช่วยทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น โดยมีทีมพี่เลี้ยงคอยดูแลให้การสนับสนุนให้คำปรึกษา ตลอด 3 วัน มีทีมคณะกรรมการให้ความคิดเห็น เสนอแนะประเด็นที่แหลมคมเพื่อนำไปปรับใช้ต่อยอดให้สมบูรณ์มากขึ้น 

ทีมที่ได้รับคัดเลือกรอบ Hackathon มี 8 ทีมด้วยกัน มีทั้งด้านการเกษตรที่ต้องการช่วยเหลือ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผ่านแพลตฟอร์ม SoluLong ตามด้วยการศึกษาที่เป็นเรื่องใกล้ตัว ที่นักเรียนมัธยมต่างพยายามหาทางอุดช่องว่างจากปัญหาที่เผชิญทั้งหลักสูตรที่มีน้อย เช่น แพลตฟอร์ม EduFlex เพิ่มหลักสูตรไอทีด้วยแพลตฟอร์ม KnowHere เพื่อแชร์ความรู้สำหรับนักเรียนด้วยกัน 

ในด้านสังคม ก็มีทีมเยาวชนที่หาทางแก้ปัญหาบริจาคไม่โปร่งใสผ่านแพลตฟอร์ม Dedication ทีม DKRG เสนอโปรตีนทางเลือกจากหนอนนกเพื่อแก้ปัญหาโปรตีนราคาแพงและช่วยคนในสังคมที่ขาดแคลนอาหาร ทีม Startosphere แก้ปัญหาขยะล้นเกิน ให้นำมาแปรรูปเป็นการ์ดสำหรับนักเรียนที่ต้องผลิตเป็นจำนวนมากกว่าล้านใบต่อปี ทีม Classy เสนอทางแก้ปัญหาคนที่มีโรคร้ายอยู่ในวาระสุดท้ายแต่ยังทำฝันไม่สำเร็จ ด้วยโปรเจกต์สานฝัน ทำฝันให้เป็นจริง ทีม Better Together แก้ปัญหาคนไทยที่ต้องการแก้บนโครงการ AFTERKLASS ด้านการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยเพื่อยกระดับทักษะทั้งการเงิน ธุรกิจ  อาชีพ และการเรียนรู้ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้รู้จักโลกการทำธุรกิจ รวมถึงมองเห็นปัญหาในสังคมและหาทางแก้ปัญหาเพื่อร่วมสร้างสังคมให้ดีขึ้น สอดคล้องกับเจตนารมย์ของธนาคารกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KBank เดินหน้าส่งเสริมเยาวชน เปลี่ยนแนวคิดให้เป็นธุรกิจ สร้างสังคมที่ดีขึ้นผ่าน โครงการ AFTERKLASS first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbank-afterklass-startup-for-better-society-hackathon-2022/

KLOUD TOP PICKS โครงการจาก KBank ช่วยโปรโมทร้านเด็ดในสยามให้ปัง

สยามสแควร์กลับมามีชีวิตอีกครั้ง บนพื้นที่ทำเลทองใจกลางกรุงเทพฯ นี้ ยังมีร้านอาหารอร่อย ๆ ร้านค้าแบรนด์เล็ก ๆ ที่ปรับตัวในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสยามสแควร์ KBank ได้เปิดโครงการ KLOUD TOP PICKS ให้ร้านค้าในสยามสแควร์ได้มีโอกาสใช้พื้นที่และช่องทางสื่อสารของตึก KLOUD by KBank ซึ่งมีที่ตั้งโดดเด่นอยู่ใจกลางสยามฯ มาโปรโมทร้านฟรี ๆ

มาดูกันว่าทั้งเจ้าของร้าน และคนซื้อที่มาเดินเที่ยวเล่นที่สยามฯ จะได้อะไรดี ๆ จากโครงการ KLOUD TOP PICKS ของ KBank กันบ้าง

KBank

KLOUD TOP PICKS โครงการช่วยร้านเด็ด

KLOUD TOP PICKS คือโครงการของธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ร้านค้ารายย่อยสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ผ่านการใช้จอ 3D บนอาคาร KLOUD by KBank ที่ตั้งอยู่ใจกลางสยามสแควร์มาช่วยประชาสัมพันธ์ร้านค้าเหล่านั้น รวมถึงช่องทางสื่ออื่น ๆ เช่น LINE: @KLOUDbyKBank, สื่อ POP ที่ติดตั้งอยู่ที่ร้าน และอื่น ๆ

เหตุผลที่ KBank เลือกวิธีนี้เพราะใช่ว่าร้านค้าทุกร้านจะมีงบประมาณซื้อสื่อโฆษณาใจกลางสยามสแควร์ที่เป็นแหล่งรวมของคนรุ่นใหม่ และมีการจับจ่ายมหาศาลในพื้นที่นี้ โดยทางธนาคารอยากให้ร้านเล็ก ๆ ที่ไม่ได้เป็นแบรนด์ใหญ่โตได้มีพื้นที่ในการโชว์สินค้า และบริการของตัวเอง เพื่อสร้างการเป็นที่รู้จัก เพิ่มโอกาสในการขายได้มากยิ่งขึ้น โดยระยะแรกจะเริ่มต้นประชาสัมพันธ์ให้กับร้านค้าต่าง ๆ ที่อยู่ในสยามสแควร์ก่อน

KBank

แนะนำ 5 ร้านเด็ดจากโครงการ KLOUD TOP PICKS

  • TaKoZa ทาโกยากิที่อยู่คู่สยามสแควร์มานาน ด้วยรสชาติและราคาที่ไม่แพง
  • ERR ร้านน้องใหม่สไตล์เกาหลี มีเครื่องดื่ม ชาผลไม้โคลด์บูรว์ไนโตร / กาแฟโคลด์บูรว์ไนโตร / ของหวาน Korea Bingsu & Taiwan Bingsu และอื่น ๆ
  • Amai Soft Serve ร้านไอศกรีมน่ารัก ๆ น่านั่ง
  • ร้าน Mamil ร้านเสื้อผ้าแฟชั่นเครื่องประดับที่ถูกใจสาว ๆ
  • ร้านก๋วยเตี๋ยวปิรันย่า @สยาม ร้านก๋วยเตี๋ยวในตำนานของชาวสยามสแควร์ มีเมนูอร่อยเด็ดเพียบ

แต่ละร้านจะมีโปรโมชันพิเศษสำหรับโครงการนี้โดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้า และทำให้ลูกค้าได้โปรดี ๆ และได้อิ่มอร่อยกับเมนูเด็ดจากร้านไซส์จิ๋วแต่แจ๋ว เช่น ร้าน TaKoZa จะมีชุด Takoyaki 5 ลูก + ชามะนาว ราคา 99 บาท และร้าน Mamil ให้สิทธิ์ลดราคาเสื้อผ้าทุกชิ้น 99 บาท เป็นต้น

“เรารู้สึกดีที่ KBank ติดต่อเข้ามา ด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ดูน่าสนใจในสื่อต่าง ๆ เป็นทางเลือกใหม่ให้ร้านมีคนมาช่วยทำตลาดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย” เอ-พิมล โชติพุฒศิลป์ เจ้าของร้าน ERR กล่าว

นอกจากนี้ ERR ยังใช้เทคนิคการบริหารธุรกิจ เช่น การใช้สิ่งของที่ดีที่สุดให้ลูกค้า, การตั้งราคาที่เหมาะสมกับพื้นที่ และกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการสร้างคาแรคเตอร์ให้กับแบรนด์เพื่อช่วยเหลือในการสื่อสาร เมื่อรวมกับการช่วยประชาสัมพันธ์ของ KBank ย่อมช่วยให้การทำตลาดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

KBank KBank

สรุป

KLOUD TOP PICKS ถือเป็นการนำพื้นที่ตึก KLOUD by KBank ที่ตั้งบนทำเลทองใจกลางสยามของ KBank มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับฝั่งร้านค้าได้อย่างสร้างสรรค์ เพราะบริเวณนั้นมีผู้คนมากมายเดินผ่าน และสามารถเห็นร้านที่ถูกโปรโมทได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้ KBank เข้าไปมีส่วนร่วมในพื้นที่ที่ตนเองอยู่ ทำให้ภาพของ KBank เด่นชัดในบทบาทของความเป็นธนาคารที่สนับสนุนร้านค้ารายย่อยเหล่านี้เสมอ เป็นการเกื้อหนุนดูแลกันเพื่อให้ธุรกิจเล็ก ๆ เหล่านี้ได้ดำเนินไปต่อได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และการแข่งขัน

ร้านค้าในสยามสแควร์ที่สนใจอยากร่วมโปรโมทร้านค้าบนพื้นที่สื่อใจกลางสยามสแควร์ของ KBank โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คลิก: http://www.kloudbykbank.com/toppicks_register

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KLOUD TOP PICKS โครงการจาก KBank ช่วยโปรโมทร้านเด็ดในสยามให้ปัง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kloud-top-picks-kbank/

กสิกรจับมือสถาบันการศึกษาเปิดตัว KBTG Kampus เตรียมสร้าง Tech Education Ecosystem ยกระดับบุคลากรไอที

โครงการเทคโนโลยีน่าสนใจที่เราอยากเอามาแนะนำเป็นโครงการที่ถูกจัดขึ้นโดย KBTG ประเทศไทยได้ประกาศเปิดตัว KBTG Kampus ซึ่งจัดขึ้นมาเป็นพิเศษให้คนไทยได้พัฒนาคุณภาพการศึกษาและยกระดับบุคลากรทางด้านไอทีในการเรียนรู้ ให้ต่อยอดไปได้ถึงอาชีพการงานในอนาคตค่ะ โดยการเรียนมีด้วยกัน  3 หลักสูตร ClassNest , Apprentice , Co-Research และยังร่วมผลักดันอุตสาหกรรม Tech Education Ecosystem ในไทยด้วย

KBTG ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นที่แรกเปิดตัว KBTG Kampus เพื่อผลักดันเยาวชน และพัฒนาศักยภาพของนิสิตนักศึกษาหรือบุคคลทั่วไปที่กำลังหาโอกาสการทำงานในสายอาชีพด้านเทคโนโลยีให้เติบโตขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๆ เพื่อแก้ปัญหาทางการศึกษาในประเทศไทยอย่าง Ecosystem ให้ได้ครบหลักสูตรองค์ความรู้ที่มีถึง 3 โปรแกรม

1. KBTG Kampus ClassNest

ออกแบบพัฒนาหลักสูตร Bootcamp เพื่อปั้นบุคลากรเทคฯ รุ่นใหม่ โดยปีที่ผ่านมา KBTG Kampus ClassNest ได้จัด Bootcamp มาแล้ว 2 หลักสูตรด้วยกัน คือ Java
Software Engineering ที่ทำร่วมกับ Skooldio และ Cyber Security ทำร่วมกับ Thrive Venture Builder ซึ่งมีผู้สมัครรวมแล้วกว่า 1,000 คนและในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ KBTG กำลังจะเปิดตัว Bootcamp ให้แก่ Developer มือใหม่ที่อยากจะมีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษา Go กับ Go Software Engineering Bootcamp หลักสูตร 2 เดือนเต็ม โดยร่วมกับ KMITL และ Thrive Venture Builder สำหรับผู้ที่เรียนจบ Bootcamp นี้

สามารถเก็บ Nano Credit สมัครเรียนปริญญาโทหรือผู้ที่กำลังเรียนปริญญาตรีอยู่กับ KMITL ก็สามารถนำหน่วยกิตจาก Bootcamp ไปนับเป็นหน่วยกิตรวมได้เช่นกัน โดย KBTG จะสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งยังสามารถยื่นคะแนน Post-Test ตรงเข้าสัมภาษณ์รอบสุดท้ายกับ KBTG ได้เลยหากได้รับการบรรจุเข้าเป็นพนักงานและผ่านการทดลองงานก็จะได้รับเงินค่าเล่าเรียนคืนเต็มจำนวน ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่ 21 ตุลาคม-13 พฤศจิกายน 2565 ได้ที่ KBTG Kampus

2. KBTG Kampus Apprentice 

เปิดให้นิสิตนักศึกษาระดับชั้นปีที่ 3-4 ได้เข้ามาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานและพัฒนาทักษะผ่านการปฏิบัติงานจริงที่ KBTG โดยสามารถเก็บหน่วยกิตการศึกษาจากการทำงาน และนำผลงานไปใช้เป็นโปรเจคจบ และเข้าทำงานกับ KBTG ได้ทันทีหลังจบการศึกษา โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการทดลองงานอีก ซึ่งปัจจุบัน KBTG ร่วมมือกับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำร่องโปรแกรม Apprentice กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ใน 2 สาขา ได้แก่ Data Science และ Software Engineering และจะขยายผลไปยังคณะและมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในอนาคต ทดแทนการเรียนในห้องเรียนด้วยการสัมผัสโลกทำงานจริงเป็นเวลารวม 2,000 ชั่วโมง 

3. KBTG Kampus Co-Research

ต่อยอดความร่วมมือจากโครงการ Tech Kampus สู่การทำงานวิจัยร่วมกันระหว่าง KBTG พันธมิตร และมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนางานวิจัยด้านเทคโนโลยี เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและธุรกิจ S-Curve ใหม่ ๆ พร้อมยกระดับขีดความสามารถและขับเคลื่อนการทำวิจัยทางด้าน DeepTech จากรั้วมหาวิทยาลัยออกมาสู่โลกภายนอก

ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างผลกระทบต่อผู้ใช้งานจริงในระดับภูมิภาค เช่น งานวิจัย Thai NLP นำมาใช้งานจริงกับ Chatbot ของเพจเฟสบุ๊ก KBank Live ช่วยลดระยะเวลาในการคอยของลูกค้าได้มากกว่า 300,000 ชั่วโมงต่อปี รวมถึงงานวิจัยและพัฒนา Voice Recognition Algorithm วิจัยโปรเจคงาน Contactless งานวิจัยด้าน Eyeball Tracking ที่จะเป็นประโยชน์ต่อ UX/UI Designer และล่าสุด KBTG ได้มีการจับมือกับ MIT Media Lab เพื่อร่วมกันวิจัย Deep Tech ร่วมกัน โดยส่งตัวแทนพนักงานไปทำงานวิจัยที่ประเทศสหรัฐอเมริการ่วมกับคุณพัทน์ ภัทรนุธาพร ซึ่งเป็น KBTG Fellow ด้วย

ช่วงที่ผ่านมามีโครงการ การเรียนรู้ออกมาให้เราได้เลือกเรียนเยอะมากถ้าสนใจกันก็อย่าลืมไปสมัครเรียนกันดูนะคะ  สิ่งที่น่าสนใจในการเรียนคือเราสามารถเก็บหน่วยกิตการศึกษาจากการทำงาน และนำผลงานไปใช้เป็นโปรเจ็คจบได้ทันทีเลยค่ะ เรียกว่าไม่เสียเวลาแถมได้ประโยชน์มาก ใครสนใจทางเทคโนโลยีนี่ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งลองไปศึกษากันดูนะคะ 

 

ที่มา : อีเมลประชาสัมพันธ์

from:https://droidsans.com/kbtg-launch-program-kbtg-kampus-digital-skills-tech/

ดีแทค ชิงเค้กตลาดเกม 30,000 ล้านบาท ยกเครื่องแพลตฟอร์มเติมเกม หวังเงินสะพัดมากกว่า 400 ล้านบาท

ดีแทค เกาะกระแสตลาดเกมโต 30,000 ล้านบาท ยกเครื่อง Gaming Nation แพลตฟอร์มเติมเกมให้สะพัดมากกว่า 400 ล้านบาท พร้อมพาร์ตเนอร์ KBTG สร้างการเติบโตอีกทาง

dtac

ดีแทค ขับเคลื่อนตลาดเกมให้เติบโต

ฮาว ริเร็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค เล่าให้ฟังว่า ตลาดเกมในประเทศไทยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2021 มีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ผ่านผู้เล่นเกมในไทยกว่า 20 ล้านคน ทำให้ตลาดเกมมีโอกาสธุรกิจอยู่มาก

ดีแทค จึงพัฒนา Gaming Nation แพลตฟอร์มเกมที่ประกอบด้วยบริการเติมเงินในเกมที่ครอบคลุมกว่า 40 เกม และพื้นที่สังคมสำหรับผู้ชื่นชอบเล่นเกม เพื่อชิงโอกาสธุรกิจดังกล่าว จนในปี 2021 มีเงินสะพัดในระบบกว่า 400 ล้านบาท, มีผู้เข้าชมแพลตฟอร์ม 7 ล้านราย และมีผู้ลงทะเบียนใช้บริการ 5 แสนราย

“ตลาดเกมยังเติบโต และใหญ่กว่าที่หลายคนคาดการณ์ ทำให้ตลาดนี้มีความสำคัญ ซึ่ง Gaming Nation ถือเป็นผู้เล่นใหม่ ผ่านการก่อตั้งมาราวหนึ่งปีครึ่ง เน้นให้คุณค่าใหม่ ๆ กับตลาด และในปลายปีนี้จะปรับปรุง Gaming Nation ให้ดีขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ และสร้างการเติบโตให้กับแพลตฟอร์ม

Gaming Nation 2.0 ที่ปรับปรุงใหม่

สำหรับการปรับปรุงครั้งนี้ ดีแทค ให้ชื่อว่า Gaming Nation 2.0 โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ประกอบด้วยการปรับปรุงหน้าตาเว็บไซต์ใหม่ พร้อมกับเพิ่ม Gaming Naiton Play หรือบริการเล่นเกมในรูปแบบ Cloud Gaming และบริการ ทักแชท เติมเลย ที่สามารถเติมเกมผ่านการพูดคุยอัตโนมัติในระบบได้

ขณะเดียวกัน Gaming Nation 2.0 ยังเตรียมงบประมาณกว่า 20 ล้านบาท เพื่อทำโปรโมชันในการเติมเกมต่าง ๆ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2022 ทั้งเตรียมจัดการแข่งขันเกมชิงรางวัลรวมกว่า 2 แสนบาท เพื่อเพิ่มการรับรู้ และกระตุ้นการใช้บริการให้มากขึ้น

ร่วมมือ KBank ยกระดับภาพลักษณ์การใช้งาน

ล่าสุด Gaming Nation ประกาศความร่วมมือกับ MAKE by KBank หนึ่งในบริการ กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG เพื่อพัฒนาสิทธิประโยชน์ร่วมกัน เนื่องจากทั้งสองบริการมีแนวคิดเรื่องการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า แต่เพื่อจูงใจลูกค้า จึงเตรียมให้เงินคืนสูงสุด 300 บาท กับลูกค้าใหม่ที่สมัครเข้ามา

สรุป

ตลาดเกมยังเติบโตต่อเนื่อง และการเติมเกมยังไม่มีท่าทีจะหยุดง่าย ๆ แม้การระบาดของโรคโควิด-19 จะทุเลาลงแล้ว จึงไม่แปลกที่ดีแทคจะฉวยโอกาสนี้ยกระดับแพลตฟอร์มเติมเกม Gaming Nation ให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มการเติบโตของธุรกิจ และยกระดับอุตสาหกรรมเกมไปด้วยกัน

ทั้งนี้ Gaming Nation ไม่ได้ใช้งานได้เฉพาะลูกค้า ดีแทค แต่ผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือเครือข่ายอื่น ๆ สามารถใช้งานได้เช่นกัน โดย 35% ของจำนวนผู้ใช้ทั้งหมดเป็นลูกค้านอกเครือข่าย และตัวเงินในการเติมเกมแต่ละครั้งมากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 5-10 เท่า

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ดีแทค ชิงเค้กตลาดเกม 30,000 ล้านบาท ยกเครื่องแพลตฟอร์มเติมเกม หวังเงินสะพัดมากกว่า 400 ล้านบาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/dtac-gaming-nation-2/

เจาะลึกแคมเปญ #KPLUS #ดีสารพลัส ตีตลาดสุดแหวกแนวด้วย The 8scape มินิซีรีส์ระทึกขวัญ

เจาะลึก แคมเปญ #KPLUS #ดีสารพลัส ตีตลาดสุดแหวกแนวด้วย The 8scape มินิซีรีส์ระทึกขวัญ ฝีมือ ป้อง-ไพรัช คุ้มวัน ผู้กำกับเด็กใหม่ ซีซั่น 2

นับวัน Online Marketing ยิ่งเป็นช่องทางการตลาดที่ขาดไม่ได้ของแบรนด์ แต่นานวันไปก็กลายเป็นว่าแคมเปญบนโลกออนไลน์เริ่มขาดจุดเด่น มองไปทางไหนก็ไม่มีใครแตกต่าง ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ที่ขึ้นชื่อเรื่องการออกนอกกฎเกณฑ์ จึงต้องฉีกแนว หันไปทำตลาดออนไลน์ด้วยแนวทางที่ไม่เหมือนใคร

KBank ลุยโลกการตลาดออนไลน์ด้วยการทำ Branded Video Marketing ทำการตลาดด้วยวิดีโอที่สร้างสรรค์โดยแบรนด์ที่ไม่ได้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของตัวเองโดยตรง แต่บอกเล่าข้อดีของผลิตภัณฑ์ได้อย่างน่าสนใจ ภายใต้แคมเปญ #KPLUS #ดีสารพลัส สร้างมินิซีรีส์ระทึกขวัญ 8 ตอนในชื่อ The 8scape ร่วมมือกับ ป้อง-ไพรัช คุ้มวัน ผู้กำกับมือฉมังที่เคยฝากผลงานชื่อดังอย่าง เด็กใหม่ ซีซั่น 2 เอาไว้ พูดได้ว่านี่คือความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและไม่เคยมีแบรนด์ไหนเคยทำมาก่อน

การทำ Branded Video Marketing มีข้อดีกว่าการตลาดออนไลน์แบบทั่วไปคือสามารถส่งต่อคุณค่า แนวคิด จุดแข็งของแบรนด์ หรือแม้แต่ข้อดีของผลิตภัณฑ์ ได้อย่างลื่นไหล จับใจ ดูจริง ผู้ฟังจะไม่รู้สึกถูกยัดเยียด แถมมีแนวโน้มแชร์ต่อมากกว่า เพราะผู้ฟังจะรู้สึกว่านี่คือคอนเทนต์ไม่ใช่โฆษณา

ความน่าสนใจของแคมเปญนี้อยู่ที่สถานการณ์ชวนระทึก แต่แค่ #เปิดKPLUSก่อน ก็พลิกสถานการณ์ได้ ตอบโจทย์ทุกความต้องการทางการเงิน

มินิซีรีส์เรื่องนี้ผูกโยงเรื่องราวได้อย่างสนุก ขายผลิตภัณฑ์ของตัวเองอย่างไม่น่าเบื่อ ด้วยการใส่ฟีเจอร์ของ K PLUS เข้ามาช่วยตัวเอกให้รอดในจังหวะคับขันได้อย่างพอดิบพอดี เช่น จังหวะที่ต้องซื้ออาวุธเพื่อป้องกันตัวแต่ก็ไม่มีเงิน ก็เปิด K PLUS ก่อน และใช้บริการ K PAY LATER ซื้อตอนนี้ จ่ายตอนนู้น รอดจากสถานการณ์ได้แบบหวุดหวิด

นอกจากนี้ ยังมีการเล่นกับฟีเจอร์ของ K PLUS อีกหลายครั้งในเรื่องเพื่อสะท้อนคอนเซ็ปต์ K PLUS ดีสารพลัส ซึ่งหมายถึงการที่ K PLUS มีฟีเจอร์หลากหลายสามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ได้สารพัด เช่น เปิดบัญชีออนไลน์ ขอสินเชื่อ ไปจนถึงโอนเงินระหว่างประเทศ ช่วยให้รอดพ้นได้จากทุกสถานการณ์ด้านการเงิน

พูดง่ายๆ ว่า นี่คือการทำ Branded Video Marketing ของ KBank ที่ทั้งแหวกแนว ไม่จำกัดตัวเองอยู่ในกรอบ พยายามทำอะไรใหม่ๆ อย่างที่เคยเป็นมาตลอด ซึ่งในคราวนี้ก็สะท้อนผ่านการทำการตลาดที่ทั้งสามารถบอกเล่าเรื่องราว สร้างความรับรู้แบรนด์ และนำเสนอบริการได้อย่างครบจบแต่ไม่น่าเบื่อ ด้วยมินิซีรีส์ระทึกขวัญขนาด 8 ตอน ตอนละ 15 วินาที เท่านั้น

นอกจากนี้ K PLUS ยังสร้างประสบการณ์ร่วมบนโลกออฟไลน์ ด้วยการทํา Flash Mob ที่ใจกลาง กรุงเทพฯ ทั้งย่านอารีย์ สีลม และสยามสแควร์ เพื่อโปรโมตซีรีส์ The 8scape รวมถึงส่งหน้ากากจากในซีรีส์ บรรจุในกล่องลายไม้มาเซอร์ไพรส์ทีมงาน Brand Inside ด้วย นับว่าเป็นการทําการตลาดที่น่าสนใจและไม่อยู่ในกรอบ สมกับเป็น KBank

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า KBank คือเบอร์ 1 เรื่องดิจิทัลแบงกิ้งอย่างไม่ต้องสงสัย โดยปัจจุบัน K PLUS มีผู้ใช้กว่า 19 ล้านราย เป็นลูกค้าที่ใช้งานประจำกว่า 80% มีปริมาณธุรกรรมต่อเดือนกว่า 2,800 ล้านรายการ และคาดว่า สิ้นปีนี้จะมีจำนวนผู้ใช้งาน K PLUS กว่า 20 ล้านราย และมีปริมาณธุรกรรมรวมตลอดปี 2565 กว่า 30,000 ล้านรายการ 

รับชม “The 8scape” 8 เรื่องราวไล่ล่าสุดระทึก ลุ้นกับตัวละครที่ต้องเอาชีวิตให้รอดจากฆาตกร พร้อมหวีดสนั่น 8 ตอนรวด บน KBank Live ทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง Facebook, TikTok, YouTube, Twitter, LINE และ Instagram

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจาะลึกแคมเปญ #KPLUS #ดีสารพลัส ตีตลาดสุดแหวกแนวด้วย The 8scape มินิซีรีส์ระทึกขวัญ  first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/k-plus-the-8scape-campaign/

กสิกรมาแล้ว! ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก ยืนยันช่วยลูกค้า ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อย

หลัง กนง. มีมติขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1% ต่อปี ธนาคารกรุงเทพและทีเอ็มบีธนชาตทยอยขึ้นดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ถ้วนหน้า แต่กสิกรไทยหรือ KBank ใจดี ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากให้ แต่ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับรายย่อย

KBank, กสิกรไทย

ด้านกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุ ธนาคารตอบสนองการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวของแบงก์ชาติ แต่เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องและเพิ่มกำลังซื้อ และช่วยเหลือลูกค้ารายย่อย และผู้ประกอบการรายเล็กในภาวะเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง

ธนาคารจึงปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำให้สูงขึ้น 0.10% – 0.50% ส่วนเงินกู้เพื่อให้กระทบลูกค้ารายย่อยน้อยที่สุด ธนาคารจึงส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยปรับเพิ่มดอกเบี้ยสินเชื่อเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ 0.25% มีผล 3 ตุลาคม 2565 ดังนี้

อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับเพิ่ม 0.25% จาก 5.47% เป็น 5.72%

อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับเพิ่ม 0.25% จาก 5.84% เป็น 6.09%

ที่มา – KBank

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กสิกรมาแล้ว! ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก ยืนยันช่วยลูกค้า ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้รายย่อย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kasikorn-bank-raise-interest-rate/

KBank แนะลงทุนเพื่อการเปลี่ยนโลก ครั้งเเรกกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

KBank แนะเจ้าของธุรกิจ-นักลงทุน เปลี่ยนธุรกิจให้เป็น Net Zero เพื่อโลก ครั้งเเรกกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เรื่องการเปลี่ยนเเปลงของสภาวะอากาศจากนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เหตุจากสถานการณ์ใกล้ตัว เช่น น้ำท่วม พายุที่ทวีความรุนเเรงมากขึ้น ขั้วโลกเหนือที่น้ำเเข็งละลายเร็วกว่าเดิม สิ่งที่เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคนทั่วทุกมุมโลก 

นอกจากประชาชนทั่วไปจะรวมมือช่วยกันลดสภาวะการเปลี่ยนเเปลงของสภาพอากาศได้เเล้ว ด้านธุรกิจเเละนักลงทุนเองก็สามารถช่วยเปลี่ยนโลกนี้ให้มีสภาวะที่ดีขึ้นได้อีกด้วย 

ซึ่งด้านของ KBank Private Banking ได้ผนึกกำลัง Lombard Odier ระบุว่าการลงทุนอย่างยั่งยืนคือ “ทางรอด” ทั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือกับ GC เพื่อตอกย้ำแนวคิด Net Zero สร้างความเติบโตให้ทั้งธุรกิจและพอร์ตลงทุน โดยความยั่งยืนของโลกสามารถสร้างการเติบโตที่มั่นคงให้กับทั้งธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว โชว์ผลตอบแทน 3 ปี ของกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี พร้อมแนะนักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่ ปรับแนวคิดการลงทุนมุ่งสู่ Net Zero พิจารณาพอร์ตการลงทุนใหม่ และเสริมพอร์ตด้วยกองทุนเปลี่ยนโลก

โดย นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า “การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ รวมถึงสร้างความเสี่ยงแก่ภาคธุรกิจและการลงทุนอย่างมหาศาล ในฐานะผู้นำด้านบริการบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ธนาคารเชื่อว่า การลงทุนจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะเปิดประตูทางออกสำหรับวิกฤตินี้ ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง ผ่านการสนับสนุนธุรกิจที่ปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 

นายแม็กซีม เพอเคอ Head of Sustainable Investment, Lombard Odier Investment Managers กล่าวเสริมว่า “การบริหารพอร์ตการลงทุนเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนบนกรอบแนวคิด ESG อาจไม่เพียงพอที่จะเฟ้นหาธุรกิจที่จะเป็นผู้ชนะได้ เนื่องจากมาตรวัด ESG คำนึงถึงบทบาทของบริษัทในฐานะพลเมืองของสังคม (Corporate Citizenship) เช่น การปฎิบัติต่อพนักงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และชุมชนท้องถิ่น แต่การลงทุนเพื่อความยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยเกณฑ์ในการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในอนาคต (Forward-looking Metrics)

ในระบบเศรษฐกิจที่ลดการพึ่งพาคาร์บอนไดออกไซด์ลง เช่น แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ความสามารถของบริษัทในการบริหารจัดการต้นทุน การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และการใช้ประโยชน์จากโอกาสต่างๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่มี กล่าวคือ เราต้องให้ความสำคัญกับโมเดลธุรกิจ (Business Model) ของบริษัทที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต ควบคู่ไปกับแนวปฏิบัติ (Business Practice) ของบริษัทในปัจจุบัน”

ทั้งนี้ KBank Private Banking ได้นำเสนอโอกาสในการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ผ่านกองทุน K-CLIMATE เป็นครั้งแรกในปี 2563 ซึ่งกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 10% อีกทั้งยังมีความผันผวนที่ต่ำกว่าดัชนีตัวชี้วัด นอกจากนี้ กองทุนหลักยังได้รับการรับรองเป็น Article 9 Fund โดย EU Sustainable Finance Disclosure Regulation (SFDR) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของกองทุนเพื่อความยั่งยืนที่ต้องมีเป้าหมายและดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืนโดยตรงอีกด้วย

หนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่มุ่งผลักดันเรื่อง Net Zero อย่างจริงจัง คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC โดย ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กร กล่าวว่า “ด้วยบทบาทของผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล GC สานต่อการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ มุ่งสู่ เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และเราให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของธุรกิจเดิม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในขณะเดียวกันก็ได้ปรับโครงสร้างของธุรกิจ ด้วยการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิต ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น พลาสติกชีวภาพ พลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง และเคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง จากการเข้าซื้อกิจการ allnex ผู้นำระดับโลกในธุรกิจผลิตภัณฑ์สารเคลือบผิว (Coating Resins) และสารเติมแต่งสำหรับงานอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายสำหรับใช้กับวัสดุ ทุกประเภท เป็นต้น

ทั้งนี้ GC คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำเพื่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนสามารถสร้างผลตอบแทนในเชิงธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม” 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KBank แนะลงทุนเพื่อการเปลี่ยนโลก ครั้งเเรกกับกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kbank-recommends-investing-to-change-the-world/