คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_NEWS

Schenker Vision 16 Pro โน๊ตบุ๊คสเปคแจ๋มที่น้ำหนักตัวเครื่องไม่ถึง 1.6kg

Schenker Vision 16 Pro ฉีกทุกกฎโน๊ตบุ๊คสเปคแรงที่ในครั้งนี้ตัวเครื่องมาพร้อมกับน้ำหนักที่พกพาสะดวกเหมาะสำหรับนักพกพาแบบสุดๆ

Schenker Vision 16 Pro
Schenker Vision 16 Pro

ตั้งแต่ในอดีตมานั้นมีน้อยครั้งมากๆ ที่ผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คจะนำเสนอโน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมกับสเปคสุดแรงในดีไซน์ตัวเครื่องบางเบา ด้วยสาเหตุที่ว่าฮาร์ดแวร์ที่แรงนั้นมักจะมาพร้อมกับความร้อนที่มากขึ้นเป็นเงาตามตัวทำให้ระบบระบายความร้อนของโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมนั้นมักจะต้องมีขนาดใหญ่ นอกไปจากนั้นแล้วผู้ใช้โน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมมักจะมีความนิยมในการอัปเกรดฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมเองในตัวด้วย(อย่างเช่นแหล่งเก็บข้อมูลภายใน) ทำให้โน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมในอดีตที่ผ่านมานั้นมักจะมาพร้อมกับขนาดใหญ่และนำหนักที่มาก

ทว่าเรื่องดังกล่าวนั้นได้เปลี่ยนไปแล้วในปัจจุบันดังจะเห็นได้จากโน๊ตบุ๊คของทาง Apple หรือ Dell ที่มาพร้อมกับฮาร์ดแวร์แรงๆ แต่สเปคนั้นไม่ได้ถูกลดลงไปตาม ล่าสุดผู้ผลิตโน๊ตบุ๊คชื่อดังจากเยอรมนีจึงได้ทำการเปิดตัวโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมรุ่นใหม่อย่าง Schenker Vision 16 Pro ออกมาให้ผู้ใช้ได้เลือกซื้อไปใช้งานกัน

Advertisementavw

สำหรับสเปคของ Schenker Vision 16 Pro นั้นจะมีดังต่อไปนี้

  • หน้าจอขนาด 16 นิ้วบนพาเนล IPS ความละเอียดระดับ 2.5K(WQHD) อัตราส่วนหน้าจออยู่ที่ 16:10 มาพร้อม refresh rate สูงสุด 240Hz
  • หน่วยประมวลผล Intel Core i7-12700H
  • หน่วยความจำแบบ DDR5-4800 ขนาด 32 GB สามารถเพิ่มได้มากสุดถึง 64GB(ตัวเครื่องมีพอร์ต SODIMM มาให้จำนวน 2 พอร์ต)
  • แหล่งเก็บข้อมูลภายใน Samsung SSD 980 Pro 1TB MZ-V8P1T0BW
  • กราฟิกชิป NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti Laptop GPU พร้อมหน่วยความจำแยกแบบ GDDR6 ขนาด 8GB
  • พอร์ตการเชื่อมต่อภายในเครื่องจะมี M.2-2280 มาให้อีกจำนวน 2 พอร์ต
  • ตัวเครื่องมีขนาดอยู่ที่ 17.1 x 353.7 x 245.3 mm (height x width x depth)
  • น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.651kg
  • แบตเตอรี่ความจุ 5168 mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว
  • การเชื่อมต่อไร้สายรองรับ Intel Wi-Fi 6 AX201 (a/b/g/h/n = Wi-Fi 4/ac = Wi-Fi 5/ax = Wi-Fi 6), Bluetooth 5.1
csm links 4367fb0aef
Left side: Kensington Lock, USB-C 3.2 Gen.2 (10 Gbps, DisplayPort-ALT mode 1.4, Power Delivery), USB-A 3.2 Gen.1 (5 Gbps), card reader, 3.5 mm stereo jack
csm rechts fb684173a5
Right side: USB-C 4.0 w/ Thunderbolt 4 (40 Gbps, DisplayPort-ALT mode 1.4, Power Delivery), USB 3.2 Gen.1 (5 Gbps), HDMI 2.1 (G-Sync compatible), power

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ถือว่ายังคงเป็นข้อเสียอยู่ก็คือเรื่องของพัดลมระบายความร้อนของตัวเครื่องขณะที่กำลังเล่นเกมนั้นพบว่าจะส่งเสียงดังมากถึง 51 dB ซึ่งถือว่าดังพอสมควร แถมในส่วนของแบตเตอรี่นั้นก็จะอยู่ที่ราวๆ 2 – 4 ชม. เท่านั้นขณะที่ทำการเล่นเกม(แต่ถ้าปรับหน้าจอให้ใช้ refresh rate 60Hz ที่ความละเอียดเดิมแล้วนั้นพบว่าสามารถเล่นเกมได้ยาวนานขึ้นเป็น 5 – 7 ชม.)

ทั้งนี้ Schenker Vision 16 Pro มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 2560 Euro หรือประมาณ 95,040 บาท แต่เชื่อว่าหากเทียบกับความสามารถระดับนี้แล้วล่ะก็นักเล่นเกมบนโน๊ตบุ๊คที่อยากได้เครื่องแรงๆ แต่น้ำหนักเบาๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/678000-schenker-vision-16-pro-shows-that-a-lightweight-laptop-does-not-have-to-sacrifice-performance

Christie Griffyn 4K35-RGB โปรเจคเตอร์ 4K สุดแจ๋มที่คุณคู่ควร

Christie Griffyn 4K35-RGB โปรเจคเตอร์ความละเอียดระดับ 4K ที่มาพร้อมกับความสว่างมากถึง 36,500 ANSI พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของแล้ว

Christie Griffyn 4K35-RGB
Christie Griffyn 4K35-RGB

ในปัจจุบันนี้นั้นต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งเลยว่ามีผู้ใช้หลายท่านเริ่มหันมามองโปรเจคเตอร์เอาไว้ใช้งานในครัวเรือนกันมากขึ้นเนื่องจากราคาที่ลดลงเป็นอย่างมากหากเทียบกับในอดีตหลายสิบปีที่ผ่านมา ล่าสุดทาง NBS จึงขอนำเสนอโปรเจคเตอร์รุ่นใหม่อย่าง Christie Griffyn 4K35-RGB ที่พกสเปคมาให้ผู้ใช้แบบจัดเต็มที่ความละเอียดถึงระดับ 4K ได้เอาไว้เป็นหนึ่งในตัวเลือกกัน

griffyn 4k32 rgb hero

Christie Griffyn 4K35-RGB นั้นนอกจากจะมาพร้อมกับความละเอียดที่ระดับ 4K แล้ว ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับหลอดไฟฉายภาพที่ให้ความสว่างสูงสุดมากถึง 36,500 lumens ตามมาด้วยการรองรับช่วงกว้างของสีแบบ Rec.2020 ถึง 98% โดยทางบริษัรับประกันว่าแหล่งกำเนิดแสงภายในตัวเครื่อง Christie Griffyn 4K35-RGB นั้นสามารถที่จะใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 50,000 ชั่วโมงเลยทีตัว

Advertisementavw

ตัวเครื่องของ Christie Griffyn 4K35-RGB นั้นจะมีขนาดอยู่ที่ 922 x 635 x 380 mm น้ำหนักตัวเครื่องจะอยู่ที่ประมาณ 81 kg ซึ่งในจุดนี้อาจจะถือว่าเป็นข้อเสียเพียงอย่างเดียวของ Christie Griffyn 4K35-RGB เพราะไม่เหมาะเท่าไรนักกับการพกพา อย่างไรก็ตามตัวเครื่อง Christie Griffyn 4K35-RGB นั้นมาพร้อมภาคจ่ายไฟที่สามารถปรับใช้แรงดันได้ 2 รูปแบบคือ 200-240 VAC หรือ 100-120 VAC

Christie Griffyn 4K35-RGB นั้นจะมาพร้อมกับพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ 12G-SDI จำนวน 4 พอร์ต, HDMI 2.0 จำนวน 2 พอร์ตและ DisplayPort 1.2 อีกจำนวน 2 พอร์ต ผู้ใช้ยังสามารถที่จำทำการซื้ออุปกรณ์เสริม 0.38:1 ultra-short throw lens และ Mirage package เพื่อให้ตัวเครื่อง Christie Griffyn 4K35-RGB นั้นแสดงผลที่ความละเอียด 4K@120Hz ได้ด้วยอีกต่างหาก 

สำหรับท่านที่สนใจ Christie Griffyn 4K35-RGB นั้นรอกันอีกไม่นานเพราะทาง Christie จะเผยราคาและวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/677995-christie-griffyn-4k35-rgb-large-venue-projector-with-36500-ansi-lumens-brightness-arrives

Huawei MateBook E Go แท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows เปิดตัวแล้ว

Huawei MateBook E Go แท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows ที่ใช้ชิป ARM เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว มาในรูปแบบของ 2-in-1 ชูจุดเด่นหน้าจอความละเอียดสูงถึง 2.5K พร้อมราคาที่น่าสนใจ

Huawei MateBook E Go
Huawei MateBook E Go

ถือว่าในปีนี้นั้นสถานการณ์ของทาง Huawei ดีขึ้นกว่าในปี 2021 จริงๆ ล่าสุดนอกจากจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงอย่าง Huawei Mate 50 Series แล้วนั้น ทาง Huawei ยังได้มีการเปิดตัวแท็บเล็ตรุ่นใหม่อย่าง Huawei MateBook E Go ออกมาด้วย โดย Huawei MateBook E Go นั้นจะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการณ์ Windows 11 ที่อยู่ในรูปแบบแท็บเล็ต 2-in-1 คือสามารถใช้งานในรูปแบบแท็บเล็ตก็ได้หรือจะเชื่อมต่อกับคีย์บอร์ดเพื่อใช้งานเป็นโน๊ตบุ๊คก็ได้

สำหรับสเปคของ Huawei MateBook E Go นั้นจะมีดังต่อไปนี้

Advertisementavw
  • หน้าจอขนาด 12.35 นิ้วใช้พาเนลแบบ IPS รองรับความละเอียดที่ระดับ 2.5K หรือ 2560 × 1600 pixels อัตราส่วนหน้าจอจะอยู่ที่ 16:10 refresh rate อยู่ที่ 120 Hz ความสว่างสูงสุดอยู่ที่ 400 nits
  • ชิปเซ็ท Qualcomm Snapdragon 8cx Gen 3
  • หน่วยความจำแบบ LPDDR4x มีให้เลือก 2 ขนาดคือ 8 GB และ 16 GB
  • แหล่งเก็บข้อมูลภายในแบบ SSD มีให้เลือก 2 ขนาดคือ 128 GB และ 512 GB
  • ขนาด 283.7 mm × 184 mm × 7.68 mm
  • น้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 710g (รวมแบตเตอรี่ด้วย)
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 และ Bluetooth 5.1
  • พอร์ตการเชื่อมต่อประกอบไปด้วย USB 3.2 Gen 1 Type-C จำนวน 2 พอร์ต โดยจะอยู่ทางด้านซ้ายของตัวเครื่อง 1 พอร์ตและทางด้านขวาของตัวเครื่องอีก 1 พอร์ต สามารถใช้งานได้ทั้งชาร์จเครื่องและต่อออกหน้าจอเสริมทั้ง 2 พอร์ต
  • 3.5 mm audio jack แบบ 2-in-1
  • รองรับการใช้งานร่วมกับปากกาสไตลัส
  • มาพร้อมระบบสแกนลายนิ้วมือโดยตำแหน่งจะอยู่ที่ปุ่มเปิดปิดเครื่อง
  • กล้องหน้าความละเอียด 800W
  • กล้องหลังความละเอียด 13 MP
  • ลำโพงจำนวน 2 ตัว
  • ไมโครโฟนจำนวน 4 ตัว
  • แบตเตอรี่ความจุ 45.84 Wh สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่อง 14 ชั่วโมง พร้อมรองรับชาร์จเร็วที่กำลังไฟฟ้าสูงสุด 65W
  • วางจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 2 สีคือ Nebula Gray หรือ Snow White

ทั้งนี้ Huawei MateBook E Go จะวางจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 2 โมเดลคือรุ่นมาตรฐานและรุ่นประสิทธิภาพสูงซึ่งข้อแตกต่างของทั้ง 2 รุ่นนี้เท่าที่มีข้อมูลก็คือรุ่นประสิทธิภาพสูงนั้นจะมาพร้อมกับหน้าจอ refresh rate อยู่ที่ 120 Hz

ทั้งนี้ Huawei MateBook E Go ที่มีการเผยราคาออกมาแล้วนั้นจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 โมเดลคือ

  • 8GB RAM/128GB standard รองรับการเชื่อมต่อเฉพาะ Wi-Fi ราคาจะอยู่ที่ 4,199 yuan หรือประมาณ 22,170 บาท
  • 16GB RAM/512GB Performance Edition องรับการเชื่อมต่อ 4G LTE ราคาจะอยู่ที่ 5,499 yuan หรือประมาณ 29,035 บาท

แน่นอนว่าในปัจจุบันนี้นั้น Huawei MateBook E Go จะยังคงวางจำหน่ายเฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/665985-huawei-matebook-e-go-is-unleashed-as-a-new-windows-on-arm-2-in-1

StarBook Mk VI โน๊ตบุ๊คสเปคแรงมีให้เลือกทั้ง Intel และ AMD

StarBook Mk VI โน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ล่าสุดของทาง Star Labs ที่ได้รับการรีเฟรชใหม่อัปเกรดสเปคแรงกว่าเดิมมีตัวเลือกทั้ง Intel และ AMD แต่ยังคงใช้ Linux เป็นระบบปฏิบัติการ

StarBook Mk VI
StarBook Mk VI

StarBook โน๊ตบุ๊คของทาง Star Labs ผู้ผลิตจากสหราชอาณาจักรเปิดตัวรุ่นรีเฟรชใหม่กับ StarBook Mk VI โดยเอาใจผู้ใช้งานที่ชื่อนชอบทั้งทางฝั่ง Intel และ AMD โดยการให้ตัวเลือกหน่วยประมวลผลสถาปัตยกรรม Alder Lake-P ของทาง Intel และ AMD Ryzen 5000U มาให้ได้เลือกกันแบบจุดใจซึ่งหน่วยประมวลผลที่เปลี่ยนมาให้เลือกในรุ่นรีเฟรชนั้นจะมีดังต่อไปนี้

  • Intel Core i3-1220P ที่มาพร้อมกับชิปกราฟิกแบบฝั่งรุ่น UHD Graphics G4 
  • Intel Core i7-1260P ที่มาพร้อมกับชิปกราฟิกแบบฝั่งรุ่น Iris Xe 96 EU
  • AMD Ryzen 7 5800U ที่มาพร้อมกับชิปกราฟิกแบบฝั่งรุ่น Vega 8
asdfasdasdasdasdasda 00012245

นอกเหนือไปจากหน่วยประมวลผลที่ได้รับการเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่แล้วนั้น สเปคในส่วนอื่นๆ ของ StarBook Mk VI จะยังคงเหมือนกับรุ่นเดิมคือ

Advertisementavw
  • หน้าจอขนาด 14 นิ้วใช้พาเนลแบบ IPS อัตราส่วน 16:9 รองรับความละเอียดที่ระดับ 1080p ความสว่างสูงสุดอยู่ที่ 400 nits
  • หน่วยความจำแบบ DDR4-3200 โดยจะมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 8 GB ไปจนถึง 64 GB
  • แหล่งเก็บข้อมูลภายในมีให้เลือก 2 แบบดังนี้คือแบบ SATA SSD ความจุ 240 GB และแบบ NVMe(มีให้เลือกทั้งแบบ PCIe3.0 และ PCIe 4.0) มีให้เลือกขนาดความจุ 480GB – 1.9TB
  • พอร์ตการเชื่อมต่อประกอบไปด้วย USB Type-C(รองรับ PD Mode) จำนวน 1 พอร์ต, USB-A 3.0 จำนวน 2 พอร์ต, USB-A 2.0 จำนวน 1 พอร์ต, HDMI, 3.5 mm audio jack และ microSD Slot จำนวนอย่างละ 1 พอร์ต
  • การเชื่อมต่อไรสายประกอบไปด้วย Wi-Fi 6E และ BT 5.3
  • fingerprint sensor
  • dual-bios (AMI + coreboot)
  • backlit keyboard
  • glass trackpad
  • dual mic array
  • แบตเตอรี่ความจุ 65Wh
  • ตัวเครื่องมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.4 kg

สิ่งที่จะลืมไปไม่ได้เลยนั้นก็คือ StarBook Mk VI จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการณ์ Linux สำหรับเครื่องในรุ่นมาตรฐานโดยจะมีให้เลือกตั้งแต่ Ubuntu, Elementary, Mint, Manjaro, MX Linux และ Zorin แต่ถ้าหากท่านใดไม่ค้นเคยกับ Linux แล้วล่ะก็ทาง Star Labs ก็จัด Windows 10 มาให้ด้วยแยกต่างหากทว่าจะต้องเสียเงินซื้อค่า License เพิ่ม

ทั้งนี้ตัวเครื่องราคาเรื่องต้นราคาต่ำสุดเป็นจะชุดที่ใช้หน่วยประมวลผล Core i3-1220P, 240 GB SSD และ 8 GB RAM ซึ่งจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 31,880 บาท สามารถที่จะสั่งซื้อผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของทาง Starbook ได้ทันที

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/662500-starbook-mk-vi-linux-based-14-inch-laptops-with-alder-lake-p-and-ryzen-5000-processors

MINISFORUM UM580 สุดยอด mini-PC ที่ราคาไม่แรงอย่างที่คิด

MINISFORUM UM580 คอมพิวเตอร์แบบ mini-PC เริ่มวางจำหน่ายแล้วมาพร้อมกับ APU สุดแรงอย่าง AMD Ryzen 7 5800H กับราคา 2x,xxx ต้นๆ เท่านั้น

MINISFORUM UM580
MINISFORUM UM580

MINISFORUM แบรนด์ผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะเปิดตัว mini-PC รุ่นล่าสุดกับ MINISFORUM UM580 ที่ตัวเครื่องมาพร้อมกับสเปคสูงสุดให้ได้เลือกกับหน่วยประมวลผลแบบ APU รุ่น AMD Ryzen 7 5800H พร้อมด้วยหน่วยความจำแบบ DDR4 ขนาด 64 GB และแหล่งเก็บข้อมูลภายในแบบ M.2 2280 ความจุ 512GB นอกไปจากนั้นยังมีรุ่นเล็กสำหรับคนงบน้อยอย่าง UM560 ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผลแบบ APU รุ่น Ryzen 5 5625U ให้ได้เลือกกันด้วย

ทั้ง MINISFORUM UM580 และ MINISFORUM UM560 นั้นจะมีขนาดตัวเครื่องเท่ากันคืออยู่ที่ 128 x 126.6 x 46.5 mm ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถที่จะเพิ่มแหล่งเก็บข้อมูลขนาด 2.5 นิ้วเข้าไปเพิ่มเติมได้อีก 1 หน่วย ตัวเครื่อง UM580 นั้นจะมาพร้อมกับอัตราการคายความร้อนสูงสุดที่ 45W ส่วน UM560 นั้นจะมีอัตราการคายความร้อนสูงสุดอยู่ที่ 25W

Advertisementavw

สำหรับพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ ของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วย 

  • 1x 3.5 mm combined headphone/microphone jack
  • 1x DMIC
  • 2x HDMI
  • 1x RJ45 (2.5 Gbps)
  • 2x USB 3.2 Gen 2 Type-A
  • 2x USB 2.0 Type-A
  • 3x USB 3.2 Gen 2 Type-C
  • 1x Clear CMOS
csm MINISFOR UM580 5800H 5 80b1b26ffd

MINISFORUM UM580 และ MINISFORUM UM560 นั้นจะเหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่เน้นเรื่องการทำงานที่ต้องการพิ้นที่ในการใช้สอยบนโต๊ะทำงานมากๆ เป็นหลัก ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่ด้วยชิปกราฟิกภายในอย่าง Vega ของทาง AMD นั้นก็แรงมากพอที่จะทำให้เล่นเกมได้อยู่

ทั้งนี้ MINISFORUM UM580 และ MINISFORUM UM560 จะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $439 หรือประมาณ 16,000 บาท ไปจนถึง $599 หรือประมาณ 21,845 บาท เริ่มวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

หมายเหตุ – ไม่ว่าคุณจะสั่งซื้อเครื่องรุ่นใดคุณก็จะได้เครื่องจ่ายไฟเทคโนโลยี GaN ที่สามารถจ่ายไฟได้สูงสุดที่กำลังไฟฟ้ามากถึง 100W เหมือนกันหมด

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/659386-minisforum-um580-amd-ryzen-7-5800h-powered-mini-pc

Realme เปิดตัวหน้าจอมอนิเตอร์เครื่องแรกของแบรนด์

Realme Flat Monitor Full HD หน้าจอมอนิเตอร์เครื่องแรกของทาง Realme ที่มีสเปคกลางๆ กับราคาที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ที่เน้นเรื่องการทำงานโดยเฉพาะ

Untitled5552
Realme Flat Monitor Full HD

ถือว่าไม่ได้เหนือความคาดหมายเท่าไรนักกับการเปิดตัวหน้าจอมอนิเตอร์เครื่องแรกของทาง Realme กับ Realme Flat Monitor Full HD หน้าจอมอนิเตอร์ที่มาพร้อมกัขนาด 23.8 นิ้ว (60.5 cm) ดีไซน์หน้าจอแบบบางรองรับความละเอียดที่ระดับ FullHD หรือ 1,920 x 1,080 pixels โดยมี refresh rate อยู่ที่ 75Hz ซึ่งไม่สูงมากนักเพราะ Realme Flat Monitor Full HD รุ่นนี้นั้นเน้นตลาดผู้ใช้ทั่วไปและตลาดสำนักงานเป็นหลัก

พาเนลหน้าจอของ Realme Flat Monitor Full HD นั้นจะเป็นแบบ TFT ทำให้มีความสว่างสูงสุดอยู่ที่ 250 nits เท่านั้น ทว่าด้วยความที่เน้นการใช้งานเรื่องการทำงานเป็นหลักทำให้ตัวหน้าจอมาพร้อมกับอัตราความคมชัดแบบปกติที่ 3,000:1 และรองรับช่วงกว้างของสีแบบ sRGB ถึง 100% โดยที่ทาง Realme ยืนยันว่ามุมมองของหน้าจอนั้นมีมากถึง 178 องศาเลยทีเดียว

Advertisementavw
csm 1658402648966 bd9ec70527

อย่างที่ได้บอกไปในตอนต้นว่า Realme Flat Monitor Full HD นั้นจะเน้นไปที่ตลาดผู้ใช้งานทั่วไปเป็นหลักทำให้ตัวหน้าจอมาพร้อมกับ Response Time ที่สูงมากถึง 8ms(ยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดว่าค่า response time นี้เป็นค่า response time แบบ GtG หรือ MPRT) อย่างไรก็ตามแต่ด้วยความที่เป็นหน้าจอสำหรับการทำงานทำให้ Realme Flat Monitor Full HD นั้นมาพร้อมกับฐานตั้งที่ดูทันสมัยใช้พื้นที่น้อยแถมยังสามารถที่จะปรับการเอียงของหน้าจอได้อีกนิดหน่อยคือเอียงมาด้านหน้าประมาณ 5 องศาและเอียงไปด้านหลังประมาณ 15 องศา

จุดเด่นของ Realme Flat Monitor Full HD นั้นจะอยู่ที่ดีไซน์ที่เป็นขอบบางโดยมีขอบหน้าเพียง 6.9mm เท่านั้น(ยกเว้นขอบทางด้านล่างที่จะมีขนาดใหญ่กว่าด้านอื่น) นอกไปจากนั้นแล้วตัวเครื่องยังมาพร้อมกับพอร์ตการเชื่อมต่อแบบครบเซ็ททั้งอดีตและปัจจุบันคือ USB Type-C, HDMI และ VGA ทั้งนี้ Realme Flat Monitor Full HD จะยังมีวางจำหน่ายแค่เพียงขนาดเดียวเท่านั้นคือ 23.8 นิ้วและวางจำหน่ายเฉพาะในประเทศอินเดียสนนราคาค่าตัวในช่วงโปรโมชันจะอยู่ที่ INR 10,999 หรือประมาณ 5,035 บาท(ราคาจริงอยู่ที่ประมาณ 5,950 บาท) โดยเริ่มวางจำหน่ายแล้วในวันที่ 29 กรกฏาคมนี้เป็นต้นไป ส่วนจะเข้าไปด้วยหรือไม่นั้นคงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/659381-realme-presents-first-desktop-monitor-with-thin-display-bezels-and-a-75-hz-refresh-rate

Alldocube iNote เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว มาพร้อม MediaTek Helio P90 และหน้าจอ 10.5 นิ้ว

Alldocube iNote แท็บเล็ตราคางาม มาพร้อมชิปเซ็ท MediaTek Helio P90 พร้อมหน้าจอขนาด 10.5 นิ้ว หน่วยความจำขนาด 8GB และแหล่งเก็บข้อมูล 128GB เพิ่มได้ผ่านทาง microSD Card เริ่มวางจำหน่ายแล้วในประเทศจีน

Untitled12748
Alldocube iNote

Alldocube ได้ประกาศเปิดตัว iNote แท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Android 11 ที่ครอบทับด้วย Cube OS(ซึ่งในช่วงเวลาอันใกล้ๆ นี้ Android 13 จะออกแล้ว) อย่างไรก็ตามทาง Alldocube เองก็ไม่ได้การันตีว่า iNote นี้นั้นจะได้รับการอัปเดทระบบปฏิบัติการณ์ Android 12 ด้วยหรือไม่(ซึ่งต้องคอยติดตามดูกันต่อไป) ถึงแม้จะไม่ได้รับการการันตีว่าจะได้รับการอัปเดทเป็นระบบปฏิบัติการณ์ Android 12 หรือไม่นั้น ทว่า Alldocube iNote นั้นก็มีความน่าสนใจอยู่ในตัวของมันเองด้วยสเปคที่แรงแต่ราคาอยู่ในระดับย่อมเยาว์

csm alldocube inote 6 c590d43e47

Alldocube iNote มาพร้อมกับชิปเซ็ท MediaTek Helio P90 ที่มาพร้อมกับแกนการประมวลผลทั้งหมด 8 แกน โดยจะแบ่งเป็นแกนประสิทธิภาพจำนวน 2 แกนใช้สถาปัตยกรรม ARM-Cortex A75 ส่วนอีก 6 แกนจะเป็นแกนประหยัดพลังงานซึ่งใช้สถาปัตยกรรม ARM-Cortex A55 ในส่วนของชิปกราฟิกนั้นจะใช้เป็นชิปกราฟิกรุ่น PowerVR GM9446 หน่วยความจำขนาด 8GB ส่วนแหล่งเก็บข้อมูลภายในความจุ 128GBG โดยสามารถที่จะขยายเพิ่มผ่านทาง microSD Card ได้อีกถึง 2TB 

Advertisementavw

ทางด้านหน้าจอตัวเครื่องนั้น Alldocube iNote มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 10.5 นิ้ว ใช้พาเนลแบบ IPS ที่มาพร้อมกับความละเอียด 1,920 x 1,080-pixel จุดเด่นที่สำคัญเลยของ Alldocube iNote นั้นก็คือหน้าจอของ Alldocube iNote รองรับการใช้งานร่วมกับปากกาสไตลัสโดยที่ตัวหน้าจอนั้นจะรองรับแรงกดได้มากถึง 4,096 ระดับ 

ทาง Alldocube ยังคงมีการวางจำหน่าย keyboard cover แยกต่างหาก โดยในการเชื่อมต่อนั้นจะใช้พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ pogo pins แม้จะยังไม่ทราบรายละเอียดในส่วนของแบตเตอรี่ของตัวเครื่อง Alldocube iNote เท่าไรนักแต่มีการคาดการณ์กันเอาไว้ว่าแท็บเล็ตจะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 7,500 mAh

ทั้งนี้สำหรับตลาดในประเทศจีนนั้น Alldocube iNote จะวางจำหน่ายที่ราคา CNY 1,099 หรือประมาณ 5,885 บาท สำหรับตลาดอื่นๆ นอกประเทศจีนนั้นทาง Alldocube ยังคงไม่มีกำหนดการที่จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเผยออกมา

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/657247-alldocube-inote-presented-with-mediatek-helio-p90-chipset-in-a-10-5-inch-tablet-chassis

Apple M2 เอาชนะ Ryzen 7 6800U บน Shadow of the Tomb Raider ได้เรียบร้อย

Apple M2 ชิปเซ็ท ARM รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทาง Apple ออกแบบเองนั้นดูเหมือนจะมาแรงแบบฉุดไม่อยู่จริงๆ ล่าสุดพบผลการทดสอบเล่นเกม Shadow of the Tomb Raider ได้ FPS ดีกว่า Ryzen 7 6800U

M2 4
Apple M2 ชิปเซ็ทรุ่นใหม่ของทาง Apple ทีแซงทุกความคาดหมาย

Apple M2 นั้นเปิดตัวออกมาได้สักพักแล้ว ซึ่งตามที่ทาง Apple และผู้ที่ได้รับโอกาสทดสอบช่วงแรกๆ นั้นต่างก็พูดออกมาเป็นคะเดียวกันว่าเจ้า Apple M2 นั้นแรงเอามากๆ หากเทียบกับการที่มาพร้อมกับแกนการประมวลผลทั้งหมด 8 แกนพร้อมด้วยแกนประมวลผลทางด้านกราฟิกอีกจำนวน 10 แกน(แน่นอนว่าทาง Apple ก็เป็นผู้ที่ออกแบบสถาปัตยกรรมแกนการประมวลผลทางด้านกราฟิกนี้เองด้วย) จากผลการทดสอบหลายๆ ที่ที่มีการเปิดเผยออกมานั้นพบว่า Apple M2 มีประสิทธิภาพสูงกว่า Apple M1 อยู่ราวๆ 18% (ได้อานิสงส์มาจากการเปลี่ยนไปใช้หน่วยความจำแบบ LPDDR5 ร่วมด้วย)

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นผลการทดสอบส่วนใหญ่ที่หลุดออกมาให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นกันนั้นมักจะเป็นผลการทดสอบประสิทธิภาพทางด้านการทำงานของส่วนแกนการประมวลผลหลักมากกว่า สำหรับ iGPU แล้วนั้นค่อนข้างที่จะหาผลการทดสอบหลุดออกมาค่อนข้างยาก(นอกเหนือไปจากผลการทดสอบด้วย 3DMark แล้วก็ไม่เคยมีหลุดออกมาอีกเลย) 

Advertisementavw

ถึงแม้จะมีผลการทดสอบหลุดออกมาไม่มากเท่าไรนักแต่จากที่ทาง Apple ได้ทำการโฆษณาเอาไว้ว่า Apple M2 10-Core GPU นั้นมีประสิทธิภาพดีกว่าแกนการประมวลผลทางด้านกราฟิกบน Apple M1 ถึง 50% เลยทีเดียว(ซึ่งเป็นไปตามที่ผลการทดสอบบน 3DMark เคยหลุดออกมา) ล่าสุดงานนี้ทาง Hardware Unboxed ก็ได้จัดการนำเอา MacBook Pro รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับ Apple M2 มาทำการรันเกมโหด(ในอดีต) อย่าง Shadow of the Tomb Raider เทียบกับ Asus ZenBook S 13 OLED ซึ่งมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล APU รุ่นใหม่ของทาง AMD อย่าง Ryzen 7 6800U ที่ภายในใช้ชิปกราฟิก Radeon 680M(สถาปัตยกรรม RDNA2) ผลจะเป็นอย่างไรนั้นไปติดตามกันเลย

Untitled8074

จากผลการทดสอบที่ความละเอียดระดับ FullHD นั้นพบว่าไม่ว่าจะปรับคุณภาพกราฟิกแบบใด Apple M2 ก็สามารถที่จะขับเฟรมเรทได้มากกว่า AMD Ryzen 7 6800U ทั้งหมด ซึ่งเฟรมเรทเฉลี่ยนั้นจะสูงอยู่กว่า 8 – 10% เลยทีเดียว(ในการทดสอบดังกล่าวนี้นั้นเปิดการใช้งาน SMAAT2X ร่วมด้วย) งานนี้นั้นเรียกได้ว่าเหนือความคาดหมายเป็นอย่างมากจริงๆ 

สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ก่อนเลยก็คือ AMD Ryzen 7 6800U นั้นมีประสิทธิภาพเทียบกับการคายความร้อนได้ถึง 25 W TDP ส่วน Apple M2 นั้นมีประสิทธิภาพเทียบกับการคายความร้อนได้ถึง 18 W TDP เท่านั้น และต้องไม่ลืมด้วยว่า macOS นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาไว้ใช้งานสำหรับการเล่นเกม(ซึ่งก็เลยทำให้ผู้พัฒนาเกมส่วนใหญ่ไม่ค่อนสนใจที่จะพัฒนาเกมสำหรับแพลตฟอร์ม macOS ออกมาให้ดีเท่าที่ควร)

งานนี้พูดได้คำเดียวว่าฝ่ายออกแบบหน่วยประมวลผลของทาง Apple นั้นสามารถทำงานออกมาได้อย่างดีจริงๆ ที่เหลือก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่าทาง Apple จะมีวิธีการใดๆ ที่จะเอามาดึงให้กับบรรดานักพัฒนาทั้งแอปพลิเคชันสำหรับการใช้งานทั่วไปและเกมมาพัฒนาให้กับ macOS แบบจริงๆ จังๆ สักที

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/657206-apple-m2-manages-to-beat-amd-ryzen-7-6800u-in-shadow-of-the-tomb-raider

Sony เปิดตัว Inzone M3 และ Inzone M9 มอนิเตอร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก PS5

Inzone M3 และ Inzone M9 มอนิเตอร์สำหรับการเล่นเกมจากแบรนด์ Sony เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ดีไซน์ได้รับแรงบันดาลใจจาก PS5 สเปคบอกได้เลยว่าแจ๋มแบบสุดๆ

Inzone
Sony Inzone M3 และ Inzone M9

เรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับหน้าจอต้องยกให้ Sony เขาเป็นหนึ่งในเสือร้ายจริงๆ ล่าสุดทาง Sony ได้ทำการเปิดตัวมอนิเตอร์สำหรับการเล่นเกมใหม่ถึง 2 รุ่นด้วยกันกับ Inzone M3 และ Inzone M9 จุดเด่นเรื่องของการเป็นมอนิเตอร์สำหรับการเล่นเกมแล้ว Inzone M3 และ Inzone M9 ยังมาพร้อมกับดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเครื่องเกมคอนโซลสุดหาซื้อยากในปัจจุบันอย่าง PlayStation 5 อีกด้วยต่างหาก

csm InZone38 54312e82cd

Inzone M3 และ Inzone M9 นั้นจะมาพร้อมกับขนาดหน้าจอเท่ากันคืออยู่ที่ 27 นิ้ว ใช้พาเนลหน้าจอแบบ IPS ที่มีความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ระดับ 400 nits(สำหรับความสสว่างหน้าจอมาตรฐาน) ตัวเครื่อง Inzone M3 นั้นจะมีสเปคต่ำกว่าและราคาถูกกว่ารุ่น Inzone M9 เพื่อให้ผู้ใช้ได้มีตัวเลือกในหลายระดับราคาเหมาะกับความต้องการในการใช้งานของตัวเอง

Advertisementavw
csm 538196c13b144098840a32c4230ee511 5f33dedbf2

Inzone M3 นั้นจะรองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 1080p โดยตัวหน้าจอจะมาพร้อมกับฟีเจอร์ Variable Refresh Rate (HDMI VRR) ที่ช่วยปรับค่า refresh rate ให้เหมาะสมกับสื่อที่กำลังใช้งานอยู่ โดยที่ค่า refresh rate ที่รองรับนั้นจะอยู่ในช่วง 240Hz – 24Hz Inzone M3 เองนั้นยังมาพร้อมกับมาตรฐาน Adaptive-Sync (VESA DP) และ NVIDIA G-SYNC เพื่อใช้ช่วยในการลด image tearing ด้วยอีกต่างหาก

Inzone M3 นั้นจะมาพร้อมกับ response time ที่น้อยมากคืออยู่ที่ 1 ms เมื่อผู้ใช้เปิดการใช้งาน Fast Mode ของตัวมอนิเตอร์ อีกทั้งตัวหน้าจอยังผ่านเกณฑ์ DisplayHDR 400 อีกด้วยต่างหาก เหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือ Inzone M3 นั้นจะมีลำโพงจำนวน 2 ตัวที่แต่ละตัวสามารถให้กำลังเสียงสูงสุดอยู่ที่ 2W อีกด้วย

csm 4cff309bb5e8cb26b2029bec7c85d4ef b86ca399b1

มาดูรุ่นใหญ่กันบ้างกับ Inzone M9 ที่รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 4K หรือ 3,840 x 2,160pixel โดยที่ความละเอียดนี้นั้นค่า refresh rate สูงสุดที่ Inzone M9 รองรับก็คือ 144Hz โดยยังคงมีมาตรฐาน  HDMI VRR อยู่เช่นเดียวกัน(ถ้าเชื่อมผ่านพอร์ท HDMI จะได้ refresh rate สูงสุดอยู่ที่ 120 ส่วน refresh rate น้อยที่สุดที่รองรับคือ 24Hz) สำหรับความสว่างของหน้าจอ Inzone M9 นั้นจะมากกว่า Inzone M3 คืออยู่ที่ 600 nits ทำให้ผ่านการรองรับตามมาตรฐาน DisplayHDR 600

เช่นเดียวกันกับ Inzone M3 ก็คือ Inzone M9 นั้นจะมี response time อยู่ที่ 1 ms เท่านั้น(หากผู้ใช้เปิดการใช้งาน Fast Mode) แถมด้วยลำโพงจำนวน 2 ตัวที่แต่ละตัวสามารถขับกำลังเสียงออกมาได้มากสุดที่ 2W ด้วยเหมือนเดิม

csm 4476962e4ef016ca0e1e4ac2d28f874f 75fa2d2447

Inzone M3 และ Inzone M9 จะมีพอร์ทการเชื่อมต่อเหมือนกันทั้งหมดดังต่อไปนี้

  • 1x 3.5 mm jack
  • 1x DisplayPort 1.4
  • 2x HDMI 2.1
  • 3x USB Type-A (Downstream)
  • 1x USB Type-B (Upstream)
  • 1x USB Type-C (DP Alt Mode, Upstream)

ทั้งนี้ Sony Inzone M9 ได้เริ่มให้เปิดทำการ pre-order กันแล้วถึง 2 โซนคือในโซน UK มีราคาค่าตัวอยู่ที่ £999 หรือประมาณ 42,925 บาท ส่วนอีกโซนหนึ่งนั้นก็คือแถบยุโรปที่ราคาค่าตัวอยู่ที่ €1,099 หรือประมาณ 40,675 บาท ทางด้านรุ่นน้องอย่าง Inzone M3 นั้นทาง Sony ยังไม่เผยวันวางจำหน่ายและราคาอย่างเป็นทางการออกมา แต่กระนั้นเองทาง TFT Central ก็แอบส่งข่าวว่า Inzone M3 นั้นจะมีราคาเปิดตัวอยู่ที่ €699 หรือประมาณ 25,865 บาท และ £599 หรือประมาณ 25,735 บาทในโซน UK ส่วนบ้านเรานั้นจะมีเข้ามาวางจำหน่ายหรือไม่คงต้องคอยติดตามกันต่อไป

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/656248-sony-inzone-m3-and-inzone-m9-gaming-monitors-announced-with-playstation-5-design-elements

มาตรฐาน PCIe 7.0 ถูกกำหนดเรียบร้อยแล้ว แบนด์วิดธ์สูงสุดมากถึง 512 GB/s

PCIe 7.0 หรือ PCI Express 7.0 ได้รับการกำหนดเป็นมาตรฐานจากทาง PCI-SIG อย่างเป็นทางการเรียบร้อย มาพร้อมแบนด์วิดธ์สูงสุดมากถึง 512 GB/s

PCIe 7.0
PCI Express 7.0

เป็นการกำหนดมาตรฐานล่วงหน้าแบบสุดๆ จริงๆ กับมาตรฐานการเชื่อมต่อของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อย่าง PCI Express ที่มีองค์กร PCI-SIG เป็นผู้กำหนด โดยหากจะว่าไปแล้วนั้นก็อาจจะดูเร็วไปหน่อยเพราะในปัจจุบันนี้นั้นเรายังคงใช้งานมาตรฐาน PCIe 4.0 เป็นหลัก ซึ่งกว่าจะได้ใช้ PCIe 5.0 นั้นตามช่วงเวลาแล้วก็น่าจะอยู่ภายในปีนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาด

อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นล่าสุดทาง PCI-SIG ได้ออกมาแถลงบอกถึงผลการตกลงมาตรฐาน PCIe 7.0 ที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุม PCI-SIG Developers Conference 2022 เป็นที่เรียบร้อยแล้วดังต่อไปนี้

Advertisementavw
PCIe 7.0 002
  • ความเร็วรวมของทั้งระบบจะอยู่ที่ 128 GT/s โดยที่หากแยกไปแต่ละช่วงแล้วนั้นพอร์ตการเชื่อมต่อแบบ x16 จะมีแบนด์วิดธ์อยู่ที่ 512 GB/s และลดลงมาเรื่อยๆ จนอยู่ที่ 32GB/s ที่พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ x1
  • ใช้การส่งสัญญาณแบบ PAM4 (Pulse Amplitude Modulation with 4 levels)
  • เพิ่ม Focus ที่ช่องของแต่ละพารามิเตอร์, low-latency และ high-reliability
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการให้พลังงานกับอุปกรณ์เชื่อมต่อ
  • สามารถใช้งานร่วมกับ PCIe เวอร์ชันก่อนหน้าได้ทั้งหมด

ตามข้อมูลที่ทาง PCI-SIG ได้บอกเอาไว้นั้นพบว่าการที่ออกมาตรฐาน PCIe 7.0 มาในแนวนี้นั้นก็เนื่องมาจากว่าต้องการให้รองรับกับการใช้งานที่เน้นเรื่องการโอนถ่ายข้อมูลสูงมากขึ้นดังจะเห็นได้จากรูปแบบของการโอนถ่ายข้อมูลในระบบ Cloud ที่ต้องใช้ความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามแต่แล้วนั้นการออกมาตรฐานใหม่มานี้ก็เพื่อที่จะกำหนดไว้ก่อนเพื่อรองรับอนาคตเท่านั้น ส่วนในการใช้งานจริงในระดับผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ นั้นจะได้ใช้เมื่อไรก็คงต้องคอยกันต่อไป

ที่มา : notebookcheck

from:https://notebookspec.com/web/655387-pci-sig-presents-pcie-70-specs-with-512-gbps-bandwidth