คลังเก็บป้ายกำกับ: IPHONE_14_SERIES

เปรียบเทียบ Samsung Galaxy S23, S23+, S23 Ultra กับ iPhone 14 Pro Series ใครจะชนะในศึกครั้งนี้

การกลับมาของ Samsung Galaxy S23 / S23+ / S23 Ultra ในครั้งนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ เพราะเค้าได้ยกเครื่องสเปคใหม่แบบจัดเต็ม ในดีไซน์เดิมที่เราคุ้นเคย ในเมื่อระดับท็อปจากฝั่งแอนดรอยด์เขาเปิดตัวมากันขนาดนี้ มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องมาเปรียบเทียบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Apple iPhone 14 Pro Series เราก็จะมาเปรียบเทียบกันชัด ๆ หมัดต่อหมัดว่า มือถือเรือธงจาก 2 ค่ายตัวท็อปจะมีจุดที่แตกต่างกันอย่างไร เผื่อใครที่ยังลังเล จะได้ตัดสินใจกันถูกนั่นเอง

เปรียบเทียบ Samsung Galaxy S23 กับ iPhone 14 Pro 

Galaxy S23 Series vs iPhone 14 Pro Series

การกลับมาในครั้งนี้ของมือถือเรือธงรุ่นเริ่มต้นอย่าง Samsung S23 ยังมากับสเปคโดยรวมที่เรียกได้ว่า ยังคง “เหนือกว่า” iPhone 14 รุ่นมาตรฐานในหลายแง่มุม จนดูเหมือนไม่แฟร์หากต้องมาเทียบกัน เราจึงตัดสินใจเลือก iPhone 14 Pro มาเทียบกันแบบจัง ๆ ว่า ในระดับราคาที่ห่างกันหนึ่งหมื่นบาท Samsung Galaxy S23 จะทำได้ดีกว่ายังไงบ้าง  

จอแสดงผล

Samsung Galaxy S23 Screen
iPhone 14 Pro Screen

ในเรื่องของจอแสดงผล Samsung Galaxy S23 มาพร้อมกับจอ Dynamic AMOLED 2X ที่แพ้ให้กับ OLED Super Retina XDR อย่างราบคาบทั้งในเรื่องของความละเอียด ที่ถึงมาว่าจะมาในขนาดจอเดียวกัน แต่พาเนลจากฝั่ง Samsung ทำความละเอียดได้น้อยกว่านิดหน่อย แถมยังดันรีเฟรชเรทลงต่ำสุดได้เพียง 48 – 120Hz ต่างจาก iPhone 14 Pro ที่ดันไปได้ต่ำสุด ๆ ตั้งแต่ 1 – 120Hz

กล้องถ่ายภาพ และวิดีโอ

Samsung-Galaxy-S23-Camera
iPhone 14 Pro Camera

หากเทียบกันในด้านสเปคหน้ากระดาษแล้ว Samsung Galaxy S23 และ iPhone 14 Pro เรียกได้สูสีกันอยู่พอสมควร เพราะกล้องของทั้งสองรุ่นมีด้วยกันทั้งหมด 3 ตัว ซึ่งกล้องทั้ง 3 เลนส์กันมีจุดดีจุดด้อยที่ต่างกันออกไป

Samsung-Galaxy-S23-Camera 2

Samsung Galaxy S23 มาพร้อมกับกล้องหลักที่ความละเอียดสูงกว่าอยู่ที่ 50MP ซึ่งใน iPhone 14 Pro ได้แค่เพียง 48 ล้านพิกเซล แต่ iPhone 14 Pro มาเหนือกว่าในส่วนของกล้อง Telephoto ที่มาพร้อมกับความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ส่วน Samsung S23 ให้มาแค่ 10MP เท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าจะละเอียดน้อยกว่า แต่รูรับแสงกว้างกว่า ซึ่งอาจจะชดเชยข้อด้อยตรงนี้ได้

นอกจากนี้ ในเรื่องของงานวิดีโอ Samsung Galaxy S23 ยังถือไพ่ที่ยังคงเหนือกว่าแบบเห็น ๆ ในเรื่องของความละเอียด เพราะในตอนนี้ Galaxy S23 สามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดที่ความละเอียด 8K@30FPS แล้ว ในขณะที่ iPhone 14 Pro ยังคงถ่ายได้แค่เพียง 4K@60FPS เหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตาม ฟากของ iPhone 14 Pro มีโหมด ProRes ถ่ายวิดีโอคุณภาพระดับสูงมากลบข้อเสียในข้อนี้ไปได้แบบฉิวเฉียด

ส่วนในด้านของกล้องหน้า Galaxy S23 ได้ขยับสเปคกล้องหน้าให้มีความละเอียดกว่ารุ่นก่อนจาก 10MP เป็น 12MP ให้เทียบเท่ากับ iPhone 14 Series เป็นที่เรียบร้อย แต่เมื่อเทียบกันแล้ว กล้อง 12MP ของฝั่ง Samsung มีค่ารูรับแสงที่แคบกว่า อาจทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยออกมาด้อยกว่านิดหน่อย

แต่อย่างไรก็ตาม เราจะดูกันที่สเปคหน้ากระดาษไม่ได้ เพราะทั้งสองค่ายต่างใช้ซอฟต์แวร์ปรับจูนให้ภาพถ่ายออกมาในสไตล์ของแบรนด์นั้น ๆ ต้องมารอดูตัวอย่างภาพของจริงก่อน ว่าชอบกล้องในสไตล์ไหนมากกว่ากัน

ประสิทธิภาพ

Samsung-Galaxy-S23-Snapdragon 8 Gen 2 for Galaxy

Samsung S23 มีภาษีที่ดีกว่าในด้านชิปประมวลผลที่ใหม่กว่า อย่าง Snapdragon 8 Gen 2 ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ แถมยังเป็นชิปตัวท็อปรุ่นพิเศษที่ทาง Samusng จับมือกับ Qualcomm ร่วมกันปรับจูนประสิทธิภาพให้มีความแรงจัดเต็มยิ่งกว่าเดิม ในฟากของ iPhone 14 Pro ก็มาพร้อมกับชิป A16 Bionic ที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของมือถือยุคนี้

แต่เอาเข้าจริงประสิทธิภาพของชิปทั้งสองรุ่นอาจจะห่างกันไม่ค่อยมาก จะเลือกฝั่งไหนก็ยังคงเล่นเกมกราฟิกโหดได้ลื่น ๆ อยู่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Snapdragon 8 Gen 2 for Galaxy ที่ถูกปรับให้แรงกว่าเดิมจะทำความแรงแซง Apple A16 Bionic ได้หรือไม่ ต้องมารอลุ้นผลทดสอบกันเร็ว ๆ นี้

Apple A16 Bionic

สิ่งที่ต่างกันจนอาจส่งผลต่อเรื่องประสิทธิภาพ เห็นจะเป็นเรื่องของ RAM ที่ทางฝั่ง Samsung ให้มาที่ 8GB ส่วน iPhone 14 Pro มีเพียงแค่ 6GB ซึ่งอาจทำให้ Galaxy S23 และ Galaxy S23+ ทำได้ดีกว่าในเรื่อง Multi-Tasking สามารถสลับแอปไปมาได้อย่างรวดเร็วทันใจ ไม่ต้องมาคอยรอโหลดเข้าแอปใหม่

แบตเตอรี่และการชาร์จ

Battery

ทั้งสองรุ่นล่าสุดนี้ ทาง Samsung ได้เพิ่มความจุของแบตเตอรี่ให้นิดหน่อย ทำให้ Galaxy S23 มีความจุมากขึ้นอยู่ที่ 3,900 mAh กลับกันในฟากของ Apple ไม่เคยออกมาเผยตัวเลขแบตเตอรี่อย่างเป็นทางการ แต่ถ้าอ้างอิงจาก GSMArena แล้ว พบว่าตัวเลขแบตเตอรี่ของ iPhone 14 Pro ดันน้อยกว่า Galaxy S23 ที่ 700 mAh (3,200 mAh)  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวเลขแบตเตอรี่ไม่ได้เป็นมาตรกำหนดว่าจะอึดหรือไม่อึดเสมอไป ต้องวัดกันอีกทีจากประสิทธิภาพชิปของ Snapdragon 8 Gen 2 for Galaxy ว่าจะซดแบตกันสักแค่ไหน

ด้านการชาร์จนั้น Galaxy S23 ทำความเร็วการชาร์จผ่านสายได้ดีกว่าที่ 25W (iPhone 14 Pro 20W) ส่วนการชาร์จไร้สายนั้นทั้ง Galaxy S23 และ iPhone 14 Pro Series ทำได้สูงสุด 15W เท่ากัน

สเปค Galaxy S23 iPhone 14 Pro
 
หน้าจอแสดงผล Dynamic AMOLED 2X OLED Super Retina XDR
ขนาด 6.1 นิ้ว 6.1 นิ้ว
ความละเอียด 2340 x 1080 FHD+  2532 x 1170
รีเฟรชเรท 48 – 120Hz 1- 120Hz
ความสว่างหน้าจอ ยังไม่มีรายละเอียด สูงสุด 2,000 nits
กระจกนิรภัย Gorilla Glass Victus 2 Ceramic Shield
CPU Snapdragon 8 Gen 2
for Galaxy
A16 Bionic
RAM LPDDR5 8GB 6GB
ความจุ UFS 3.1 128GB / UFS 4.0 256GB 128GB / 256GB / 512GB / 1TB
กล้องหลัง กล้องหลัง 3 ตัว

Wide : 50MP Dual Pixel AF, OIS, (f/1.8)
Ultrawide : 12MP มุมกว้าง 120 องศา (f/2.2)
Telephoto : 10MP, OIS, Optical Zoom 3x (f/2.4)
กล้องหลัง 3 ตัว

Wide : 48MP (ƒ/1.8), dual pixel PDAF, OIS

Ultrawide : 12MP (ƒ/2.2), 120°, dual pixel PDAF

Telephoto : 12MP (ƒ/2.8),  PDAF, OIS, 3x optical zoom

กล้องหน้า 12MP (f/2.2) 12MP (f/1.9)
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ Ultrasonic สแกนนิ้วใต้จอ ไม่มี
สแกนใบหน้า มี Face ID
สแกนใบหน้าแบบ 3D
การเชื่อมต่อ 5G / Wi-Fi 6E / Bluetooth 5.3 / NFC / USB Type-C 5G / Wi-Fi 6 / Bluetooth 5.3 / NFC (เฉพาะ Apple Wallet) / Ultra-Wideband  / Lightning
ลำโพง ลำโพงคู่สเตอริโอ ลำโพงคู่สเตอริโอ
มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 IP68
แบตเตอรี่ 3,900 mAh 3,200 mAh
ชาร์จไว 25W 20W
ชาร์จไร้สาย 15W 7.5W / MagSafe 15 W
ระบบปฏิบัติการ Android 13 ครอบทับด้วย One UI 5.1 iOS 16
ขนาด / น้ำหนัก 70.9 x 146.3 x 7.6 มม.
167g
71.5 x 147.5 x 7.9 มม.

206 กรัม

ราคาเริ่มต้น 30,900 บาท 41,900 บาท

 

เปรียบเทียบ Samsung Galaxy S23+ / S23 Ultra กับ iPhone 14 Pro Max

Galaxy S23 Series vs iPhone 14 Pro Series 2

การแข่งขันระหว่าง Samsung Galaxy S23+, Galaxy S23 Ultra และ iPhone 14 Pro Max เรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดมาก ๆ เลยทีเดียว เพราะทั้ง 3 รุ่นนี้ต่างมาพร้อมกับจอที่ใหญ่ และสเปคที่จัดเต็มแบบไม่มีใครยอมใคร ถึงแม้จะมีจุดด้อยบางอย่าง แต่อีกฝ่ายก็พร้อมที่จะเอาสเปคด้านอื่นมาเข้าสู้ ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจบ้างเรามาดูกัน

จอแสดงผล

Samsung-Galaxy-S23 Plus Screen

โดยรวมแล้วนอกจาก Samsung S23+ จะมีจอแสดงผลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นมาตรฐานจาก 6.1 นิ้ว เป็น 6.6 นิ้ว แต่สเปคในด้านความละเอียด และความสว่างต่าง ๆ ยังคงเหมือนกันทุกอย่าง ซึ่งนี่เป็นข้อเสียเปรียบให้กับ iPhone 14 Pro Max อย่างชัดเจนในทุก ๆ ด้าน เพราะรุ่นคู่แข่งมาพร้อมกับจอที่ใหญ่กว่า ละเอียดกว่า แถมยังมีรีเฟรชเรทที่ดีกว่า ทำให้ในรอบนี้ Samsung S23+ แพ้ iPhone 14 Pro Max แบบขาดลอย

 

ส่วน Galaxy S23 Ultra ถือว่ามาเหนือในด้านของความละเอียดของจอภาพ เพราะเค้าให้ความละเอียดมาถึง 2K (QHD+) ต่างจาก iPhone 14 Pro Max ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นตัวท็อปที่สุดแต่ก็ยังให้จอความละเอียดมาแค่ FHD+ ตามมาตรฐานเท่านั้น 

 

นอกจากนี้แล้ว ขนาดของจอแสดงผลของ Samsung S23 Ultra ยังใหญ่กว่า iPhone 14 Pro Max รุ่นท็อปสุดด้วย (S23U 6.8 นิ้ว / iPhone 14 Pro Max 6.7 นิ้ว) แต่ถึงแม้ว่าจอของฝั่ง Samsung จะใหญ่กว่า ละเอียดกว่า แต่ทาง Apple ก็ชดเชยมาด้วยจอที่สว่างสูงสุด 2,000 nits

 

กล้องถ่ายภาพและวิดีโอ

Samsung S23 Ultra เปิดศักราชใหม่ด้วยการยกระดับการถ่ายภาพในที่แสงน้อยให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้ปรับปรุงการซูมแบบดิจิตอล 100 เท่าให้นิ่งในระดับที่ดีจนน่าขนลุก ซึ่งนอกจากจะเด่นในด้านฟีเจอร์แล้ว ด้านฮาร์ดแวร์ก็ถือว่ายังได้เปรียบ iPhone 14 Pro Max ที่เพิ่งอัปเกรดกล้องหลังจาก 12MP เป็น 48M ด้วย 

 

ที่ได้เปรียบกว่าเป็นเพราะกล้องหลังใน Galaxy S23 Ultra ได้มีการปรับปรุงอัปเกรดเซนเซอร์กล้องหลังใหม่ ที่มีความละเอียดโคตรสูง 200MP พร้อมอัปเกรดเซนเซอร์อัลตราไวด์เป็นเซนเซอร์รุ่นที่ใหม่กว่าอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีกล้อง Telephoto 2 ตัว มากกว่า iPhone 14 Pro Max ที่มีเพียงแค่ 1 ตัวเท่านั้น ทำให้การถ่ายภาพแบบซูมไกลนั้นทำได้ไกลกว่า และดีกว่ามาก ๆ

 

กล้องหลังของ Samsung S23+ ยังคงมีสเปคที่เหมือนกับรุ่นมาตรฐานทุกประการ ซึ่งเมื่อเทียบกับ iPhone 14 Pro Max ก็ถือว่าแลกกันไปคนละหมัด สองหมัด แต่ถึงอย่างนั้น iPhone 14 Pro Max ก็ถือว่ายังแพ้ Samsung Galaxy S23+ แบบขาดลอยในเรื่องอของการซูม เพราะ S23+ ซูมแบบดิจิทัลได้สูงสุดถึง 30 เท่า โดยที่แทบจะไม่สั่น ในขณะที่ iPhone 14 Pro Max ซูมได้สูงสุดเพียง 15 เท่า แถมตอนถ่ายยังสั่นเป็นเจ้าเข้าอีกด้วย

 

ส่วนสเปคกล้องหน้าของ Samsung Galaxy S23 Ultra นั้น ใช้เซนเซอร์เดียวกับรุ่นน้องทั้ง 2 รุ่น ถึงแม้ว่าในสองรุ่นน้องจะเรียกว่าเป็นการอัปเกรด แต่ในรุ่นท็อปถือเป็นการดาวน์เกรดลดสเปคจากกล้อง 48MP เหลือเพียง 12MP ทำให้ครั้งนี้จากที่กล้องหน้าของ S22 Ultra ที่เคยเหนือกว่า iPhone 14 Pro Max ในรุ่นนี้กลับกลายเป็นจุดที่ด้อยกว่าเสียอย่างนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ขอปักธงว่าคุณภาพของรูปถ่ายของใครด้อยกว่าใคร ต้องมารอดูกันว่า คุณภาพรูปถ่ายจากกล้องหน้าของรุ่นใดจะทำได้ดีกว่ากัน

 

ในเรื่องของงานวิดีโอนั้น iPhone 14 Pro Max เก่งกว่าในเรื่องของฟีเจอร์พิเศษระดับมืออาชีพอย่าง ProRes ที่สามารถถ่ายวิดีโอได้แบบเต็มคุณภาพ ลดการบีบอัด ทำให้ได้ไฟล์วิดีโอแบบ RAW ง่ายต่อการปรับสีในโปรแกรมตัดต่อ แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้ก็จำกัดอยู่เพียงแค่ความละเอียด 4K@30FPS เท่านั้น

 

กลับกันถึงแม้ว่า Samsung Galaxy S23+ และ Samsung S23 Ultra จะไม่สามารถถ่ายวิดีโอแบบไฟล์ RAW ได้ แต่ก็มีการทดแทนด้วยความสามารถในการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 8K@30FPS ซึ่งพัฒนาจากรุ่นก่อน ที่ทำไว้ได้สูงสุด 8K@24FPS ส่วนคุณภาพจะสู้ได้หรือไม่ได้ ต้องรอติดตามผลทดสอบกล้องกันอีกทีเร็ว ๆ นี้

 

ประสิทธิภาพ

iPhone 14 Pro Max มาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดจากฝั่ง Apple อย่าง A16 Bionic ซึ่งถือเป็นชิปจากฝั่งมือถือที่แรงที่สุดเป็นอันดับ 1 ส่วน Snapdragon 8 Gen 2 ได้ภาษีที่ดีกว่านิดหน่อยจาก GPU ที่แรงกว่า แต่โดยรวมแล้วยังตามหลังกันไม่มาก แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าชิป Snapdragon 8 Gen 2 ที่มากับ Samsung Galaxy S23+ และ S23 Ultra เป็นชิปรุ่นพิเศษที่มีการปรับแต่งให้แรงยิ่งขึ้น ซึ่งจะแรงแซงหน้าคู่แข่งคนสำคัญมั้ย ต้องรอติดตามผล Bechmark กันอย่างใกล้ชิดอีกที

 

ส่วนเรื่อง Multi-Tasking ในฝั่ง Samsung ก็ยังหายห่วง เพราะเขาให้ RAM มาสูงสุดถึง 8-12GB ซึ่งมากกว่า iPhone 14 Pro Max ที่มีให้ราว ๆ 6GB ดังนั้น เรื่องความเร็วในการสลับใช้งานแอปต่าง ๆ ต้องบอกว่าเร็วเหลือ ๆ ไม่มีปัญหาต้องรอแอปเปิดใหม่ให้กวนใจแน่นอน  

แบตเตอรี่และการชาร์จ

Samsung Galaxy S23 Ultra ยังคงมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh เหมือนเดิม ส่วน Samsung Galaxy S23+ ก็ได้เพิ่มความจุเป็น 4,700 mAh ซึ่งถ้าเทียบกันในด้านความจุแล้ว ยังไงก็ถือว่าชนะ iPhone 14 Pro Max แบบขาดลอยอยู่ดี ส่วนแบตรุ่นไหนจะอึดกว่ากันนั้น อาจจะยังตอบไม่ได้เพราะต้องดูประสิทธิภาพการจัดการพลังงานของชิป Snapdragon 8 Gen 2 For Samsung Galaxy เสียก่อนว่าจะมีปัญหาเรื่องกินไฟ แบตไหลหรือไม่

แต่ในด้านการชารจ์ไร้สายทั้ง Galaxy S23+ และ Galaxy S23 Ultra ยังคงเสมอกับ iPhone 14 Pro Max เพราะทั้ง 3 รุ่นสามารถชาร์จไร้สายได้สูงสุด 15W เท่ากัน แต่การชาร์จผ่านสาย Galaxy S23 ทั้งสองรุ่นก็ยังถือว่าเป็นแชมป์อยู่ดี เพราะทั้งสองรุ่นชาร์จได้ที่กำลังไฟสูงสุด 45W มากกว่า iPhone 14 Pro Max ไปแบบครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

 

สเปค Galaxy S23+ Galaxy S23 Ultra iPhone 14 Pro Max
 
หน้าจอแสดงผล Dynamic AMOLED 2X OLED Super Retina XDR
ขนาด 6.6 นิ้ว 6.8 นิ้ว 6.7 นิ้ว
ความละเอียด 2340 x 1080 FHD+  3088 x 1440 QHD+  2778 x 1284
รีเฟรชเรท 48 – 120Hz 1 – 120Hz 1- 120Hz
ความสว่างหน้าจอ ยังไม่มีรายละเอียด ยังไม่มีรายละเอียด สูงสุด 2,000 nits
กระจกนิรภัย Gorilla Glass Victus 2 Ceramic Shield
CPU Snapdragon 8 Gen 2
for Galaxy
A16 Bionic
RAM 8GB 8GB / 12GB 6GB
ความจุ 256GB / 512GB 256GB / 512GB / 1TB 128GB / 256GB / 512GB / 1TB
กล้องหลัง กล้องหลัง 3 ตัว

Wide : 50MP Dual Pixel AF, OIS, (f/1.8)

Ultrawide : 12MP มุมกว้าง 120 องศา (f/2.2)

Telephoto : 10MP, OIS, Optical Zoom 3x (f/2.4)

กล้องหลัง 4 ตัว

Wide : 200MP (f/1.7) PDAF, OISUltrawide : 12MP (f/2.2) กว้าง 120°, Dual Pixel AFTelephoto : 10MP (f/2.4), Dual Pixel AF, OIS, Optical Zoom 3xPeriscope Telephoto :10MP (f/4.9), Dual Pixel AF, OIS, Optical Zoom 10x
กล้องหลัง 3 ตัว

Wide : 48MP (ƒ/1.8), dual pixel PDAF, OIS

Ultrawide : 12MP (ƒ/2.2), 120°, dual pixel PDAF

Telephoto : 12MP (ƒ/2.8),  PDAF, OIS, 3x optical zoom

กล้องหน้า 12MP (f/2.2) 12MP (f/1.9)
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ Ultrasonic สแกนนิ้วใต้จอ ไม่มี
สแกนใบหน้า มี Face ID
สแกนใบหน้าแบบ 3D
การเชื่อมต่อ 5G / Wi-Fi 6E / Bluetooth 5.3 / NFC / USB Type-C / Ultra-Wideband 5G / Wi-Fi 6 / Bluetooth 5.3 / NFC (เฉพาะ Apple Wallet) / Ultra-Wideband / Lightning
ลำโพง ลำโพงคู่สเตอริโอ ลำโพงคู่สเตอริโอ
มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 IP68
แบตเตอรี่ 4,700 mAh 5,000 mAh 4,323 mAh
ชาร์จไว 45W 20W
ชาร์จไร้สาย 15W 7.5W / MagSafe 15 W
ระบบปฏิบัติการ Android 13 ครอบทับด้วย One UI 5.1 iOS 16
ขนาด / น้ำหนัก 76.2 x 167.8 x7.6 มม.
196g
78.1 x 163.4 x 8.9 มม.
233g
77.5 x 160.7  x 7.85
240 กรัม
ราคาเริ่มต้น 37,900 บาท 43,900 บาท 44,900 บาท

สรุปการเปรียบเทียบ

Samsung Galaxy S23 เทียบกับ iPhone 14 Pro

ในราคาที่ต่างกันถึงหลักหมื่น Samsung Galaxy S23 ถือว่าชนะในเรื่องของความคุ้มค่า

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s23-series-vs-iphone-14-pro-series/

Foxconn เผย มกราคมนี้เดินหน้าผลิต iPhone 14 Pro Series เต็มกำลัง ไม่ขาดตลาดอีกต่อไป

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Foxconn เป็นเบื้องหลังที่สำคัญในการผลิต iPhone เกือบครึ่งนึงทั่วโลก และช่วงเดือนก่อน Foxconn ก็ได้เจอมรสุมความวุ่นวายจากมาตรการล็อกดาวน์ COVID-19 จากทางการจีน รวมถึงแรงงานประท้วงหยุดงานจากสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ไลน์การผลิตของ iPhone 14 Pro Series หยุดชะงัก ขาดตลาด อีกทั้งทำให้ความสัมพันธ์ และความเชื่อมั่นของลูกค้ารายใหญ่อย่าง Apple ต้องสั่นคลอน ล่าสุด Foxconn ได้พยายามฟื้นคืนความเชื่อมั่นหลังสถานการณ์โรคระบาดเริ่มคลี่คลาย พร้อมประกาศแผนเดินหน้าผลิต iPhone เต็มกำลังในช่วงท้ายเดือนธันวาคม – ต้นเดือนมกราคมนี้

Foxconn ได้รายงานว่าปัญหา COVID-19 ที่ทำให้สายการผลิต iPhone 14 หยุดชะงักนั้นจะเริ่มคลี่คลายในเดือนมกราคมปีหน้า โดยทางโรงงานก็ได้เริ่มจ้างพนักงานใหม่ ๆ เพื่อเดินหน้าเร่งฟื้นฟูกำลังการผลิตให้เทียบเท่ากับในช่วงก่อนโรค COVID-19 ระบาด ซึ่งหากกระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น คาดว่าจะช่วยให้ปัญหาขาดแคลนสินค้าทั้ง iPhone 14 Pro และ 14 Pro Max บรรเทาลงไปได้บ้าง

ทั้งนี้ Foxconn ยังได้รายงานผลประกอบการในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมามีตัวเลขอยู่ที่ 551.1 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งลดลงกว่า 29% เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคมในปีเดียวกัน และลดลง 11% เมื่อเทียบกับ พ.ย. ปี 2021 ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ เป็นเพราะการประท้วงของแรงงานที่ทำให้สายการผลิตได้หยุดชะงัก จนทำให้ยอดจัดส่งได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งคาดว่ารายได้ในไตรมาสที่ 4 นี้จะค่อนข้างทรงตัว และมีแนวโน้มที่จะทรงตัวต่อไปในปี 2023 ด้วย

มิตรภาพที่เริ่มสั่นคลอนของ Foxconn และ Apple จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ Apple ไปมองหาลู่ทางโยกย้ายสายการผลิตเข้าไปในประเทศอินเดีย และเวียดนาม ซึ่ง Foxconn และทางการจีนอาจไม่ยอมง่าย ๆ อาจพยายามเจรจาหาข้อตกลงให้ Apple อยู่ต่อแน่นอน

 

ที่มา: Reuters, CNBC, GizmoChina

from:https://droidsans.com/foxconn-to-resume-full-production-iphone-14-pro-series/

ใครว่าแป้ก! Apple ทุบสถิติ เติบโตสูงเป็นประวัติการณ์ในตลาดจีน ครองส่วนแบ่งมือถือกว่า 25% เดือนตุลาคม 2022

ตลาดมือถือในจีนเป็นอะไรที่ดุเดือด และคุกรุ่นกันอยู่ตลอดเวลา แบรนด์ในบ้านต่างแข็งแรง และแข่งขันกันเองเพื่อแย่งพื้นที่การตลาดอย่างไม่ลดละ แต่ในช่วงนี้เองนักวิเคราะห์ก็ได้ออกมาพูดว่าตลาดมือถือค่อนข้างเงียบเหงาเนื่องจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่นความตึงเครียดของเศรษฐกิจในภาพรวมของจีน และมาตรการล็อกดาวน์ COVID-19 ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่ Apple กลับสวนกระแสตลาด ทุบสถิติส่วนแบ่งการตลาดของตัวเองจนแตะ 25% ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

Counterpoint Research ได้รายงานว่า Apple ได้ทุบสถิติตัวเอง แตะยอดส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนในตลาดจีนกว่า 25% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเติบโตสูงกว่า 21% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนก่อนหน้า และในขณะที่ยอดขายมือถือรวมในจีนตกลงกว่า 15% แต่ Apple ก็ไม่สะท้าน ยอดตกลงแค่ 4% เท่านั้น

นักวิเคราะห์อย่าง Ming Qi ยังได้เสริมด้วยว่า iPhone 14 Series มีกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดีในจีน โดยเฉพาะในซีรีส์ Pro ที่ทำยอดขายได้ดีกว่า iPhone 13 Pro Series ในช่วง 5 เดือนแรก และ iPhone 14 Pro Max ยังได้ครองตำแหน่งสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดในเดือนตุลาคมที่จีนด้วย ส่วน iPhone 13 ก็ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีอยู่ เพราะสเปคที่ไม่ค่อยต่างจากรุ่นใหม่เท่าไหร่

 

ที่มา: Appleinsider, GizmoChina, Counterpoint Research

from:https://droidsans.com/apple-reaches-highest-peak-monthly-market-share-china/

นักวิเคราะห์ชี้ iPhone 14 Pro/Pro Max อาจยอดส่งมอบลดลง 15-20 ล้านเครื่อง จากปัญหาภาคการผลิตในจีน

Ming-Chi Kuo วิเคราะห์เอาไว้ว่า Apple ปีนี้ต้องกุมขมับเพราะต้องทนทุกข์กับยอดส่งมอบมือถือ iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ที่อาจลดลงสูงสุดราว 15-20 ล้านเครื่อง จากปัญหาการประท้วงของพนักงานในโรงงาน Foxconn ในเมืองเจิ้งโจว ประเทศจีน ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกค้าที่ไม่สามารถซื้อมือถือหันไปซื้อรุ่นที่ราคาถูกกว่า หรือเลือกซื้อมือถือค่ายอื่นไปเลย ทำให้แอปเปิลเสียโอกาสในการทำเงินจากรุ่นสูงๆ พวกนี้ไป

โดยเค้าระบุว่าโรงงาน iPhone ในช่วงเดือนพฤศจิกายนมีกำลังผลิตเพียง 20% เท่านั้น และจะค่อย ๆ ขยับเพิ่มมากขึ้นเป็น 30 – 40% ในเดือนธันวาคม แต่ก็จะยังไม่เพียงพอตามเป้าที่ Apple ตั้งเอาไว้ได้ โดยรุ่นยอดฮิตอย่าง iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ตัวทำเงินชั้นดีของค่ายเมื่อมียอดส่งมอบน้อยลง ก็จะถูดลดรายได้สำคัญตรงนี้ไปด้วย อาจส่งผลให้ Apple มีรายได้ iPhone 14 Pro Series ลดลงไปราว 20 – 30% จากการคาดการณ์ของตลาดครับ

แม้ Apple จะผลิตไอโฟนได้ไม่ทันตามกำหนด แต่ก็ยังไม่ได้ลดการสั่งซื้อชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อนำมาประกอบแต่อย่างใด ทำให้ตอนนี้ Apple มีชิ้นส่วนเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก และอาจส่งผลให้มีการปรับลดการสั่งซื้อในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2023

สุดท้าย Kuo ยังวิเคราะห์เอาไว้ว่า ลูกค้าส่วนมากที่ไม่สามารถสั่งซื้อ iPhone 14 Pro/Pro Max จะไม่ได้คอยรอจนกว่าจะมีของ แต่อาจหันไปดูทางเลือกอื่นอย่างเช่น iPhone 14 และ iPhone 14 Plus ที่มีราคาถูกกว่า หรือไปเลือกซื้อมือถือจากค่ายอื่นไปเลยก็ได้ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นใหญ่ที่ Apple คงหวั่น ๆ อยู่บ้างครับ

 

ที่มา : Ming-Chi-Kuo

from:https://droidsans.com/iphone-14-pro-shipment-may-fall-due-to-production-delay-from-foxconn-riot/

ยอดส่งมอบมือถือพรีเมี่ยมฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไตรมาส 3 โตขึ้น 29% ค่าย Apple ทำยอดพุ่งพรวด

ช่วงนี้ตลาดมือถือเริ่มกลับมาอีกรอบ (แม้จะยังไม่กลับมาดีเหมือนเดิม) โดยปกติแล้วมือถือระดับเริ่มต้น-ระดับกลางมักจะเป็นตัวชูโรงที่ทำให้ยอดส่งออกมือถือจากค่ายต่าง ๆ เพิ่มขึ้น…แต่สำหรับปีนี้มาแปลก เพราะจากการสำรวจตลาดมือถือฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ พบว่ามือถือระดับพรีเมี่ยมมียอดส่งมอบสูงขึ้นกว่าไตรมาส 3 ปีที่แล้วถึง 29%

Counterpoint Research ออกมาเผยข้อมูลยอดส่งมอบมือถือในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2022 ฝั่งประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เก็บข้อมูลจากประเทศหลัก ๆ คือ ไทย, อินโดนีเชีย, ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม) ว่าในช่วงนี้แม้ยอดส่งมอบรวมของมือถือจะยังคงหดตัว แต่ก็มีการกระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัดของมือถือระดับพรีเมี่ยม ราคาตั้งแต่ 401 – 600 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 15,000 – 21,700 บาท มียอดส่งมอบสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 29% นำโดย iPhone 14 Series และมือถือเรือธงจากค่ายอื่น ๆ

ส่วนสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้มือถือระดับนี้ขายดีมากขึ้น ก็เพราะว่าเทคโนโลยี 5G เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานอยากเปลี่ยนมาใช้มือถือที่รองรับ 5G ด้วย แต่ถ้าดูข้อมูลยอดส่งมอบของ 2 ค่ายเจ้าตลาด จะพบว่า Samsung มียอดส่งมอบมือถือร่วงจากปี 2021 อยู่ที่ -13% ส่วนคู่แข่งอย่าง Apple กลับมียอดส่งมอบพุ่งพรวดถึง 63%

แต่อย่างที่บอกไป แม้ว่ายอดส่งมอบมือถือระดับพรีเมี่ยมจะสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ แต่ยอดส่งมอบรวมของมือถือทั้งหมดในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงติดลบอยู่ที่ -10% หากเทียบกับปี 2021 สาเหตุก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม ๆ คือเศรษฐกิจซบเซาและภาวะเงินเฟ้อนั่นเอง

ไม่แน่ว่าช่วงไตรมาส 4 ตลาดมือถืออาจกลับมาคึกคักอีกรอบ เพราะน่าจะมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นในช่วง Black Friday และช่วงเทศกาลปลายปีครับ

 

ที่มา : CounterpointResearch

from:https://droidsans.com/iphone-dominates-premium-phone-shipments-southeast-asia/

Dynamic Island ใน iPhone 14 Pro มีประโยชน์อะไร พร้อมเผยเคล็ดลับความลื่นไหลของแอนิเมชั่น

กระแสตื่นเต้น Dynamic Island ถือว่ามาเร็วและแรงสมใจ Apple ที่จู่ ๆ โผล่มาช็อกโลกโดยไม่บอกกล่าว จากข่าวลือ “กล้องรูเจาะ” กลายเป็น “กล้องบนเกาะ” ไปซะอย่างนั้น เมื่อพี่แกเล่นใหญ่ยืนยันจะคงขอบบังจอต่อไป แต่เพิ่มฟีเจอร์ใช้งานที่มีประโยชน์จริงขนาดนี้ คนก็ต้องสงสัยกันเป็นธรรมดา ว่าคิดยังไงถึงกล้าทำ และที่สำคัญคือพัฒนายังไงให้รอยบังที่น่ารำคาญ กลายเป็นนวัตกรรมสุดว้าวในสายตาผู้ใช้งานได้ เราลองมาทำความเข้าใจกันครับ

Dynamic Island เกิดมาทำไม

เท่าที่ผ่านมา iPhone จะมีระบบแจ้งสถานะต่าง ๆ หลายรูปแบบ อย่างเวลาเริ่มชาร์จแบต เปิดปิดโหมดเงียบ ก็จะมีหน้าแจ้งเตือนขึ้นมาตรงกลางแว็บนึง เวลาโทรกับใครหรือเปิดใช้งานแอปแผนที่ก็จะมีสัญลักษณ์ขึ้นมาด้านซ้ายบน แล้วถ้าเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นอย่าง Airpod ก็จะมีหน้าขึ้นมาอีกแบบนึง อยู่ตรงกลางด้านล่างจอ เป็นต้น

Dynamic Island ใน iPhone 14 Pro/Pro Max ก็จะเป็นการรวบหน้าสถานะเหล่านี้ไว้ในที่เดียวกันตรงกล้องหน้า ที่แต่ก่อนเป็นพื้นที่ Notch สีดำเฉย ๆ ตอนนี้จึงกลายเป็นเกาะที่ลอยเด่นอยู่บนจอที่สามารถแสดงข้อมูลแจ้งเตือนและสถานะต่าง ๆ พร้อมรองรับการสัมผัสเพื่อใช้งาน เปิดปิดฟังก์ชันต่าง ๆ ได้เลย ซึ่งสาเหตุที่เรากดใช้งานมันได้ก็เพราะว่าส่วนสีดำมันเป็นจอภาพ ที่ Apple ถมดำเอาไว้ เพื่อจะสร้างส่วนนั้นเป็น Dynamic Island นั่นเอง

ทีนี้เวลามีแจ้งเตือนสถานะจากระบบหรือแอปหลาย ๆ อย่างก็จะไปขึ้นแสดงตรง Dynamic Island แทน ยกตัวอย่างถ้ากดจับเวลาก็จะมีไอค่อนนาฬิกาคอยบ่งบอกว่าใช้เวลาไปนานเท่าไรแล้ว หรือถ้าเรากำลังฟังเพลงอยู่ ก็จะมีภาพอัลบัมเพลง พร้อมมีสัญลักษณ์คลื่นเสียงแสดงเอาไว้ และยังมีรองรับรูปแบบแสดงสถานะอื่น ๆ อีกมากมาย

ลักษณะของ Dynamic Island มีอยู่ 3 แบบหลัก ๆ แบบแรกคือหน้าหลักที่มีแสดงสถานะ 1 อย่าง แบบที่สองคือเพิ่มไอค่อนแยกไปด้านขวาเวลาแสดงสถานะ 2 อย่าง แบบที่สามคือหน้าต่างขยายเวลาเรากดค้างไว้ให้เราสั่งการหรือดูข้อมูลเพิ่มเติม โดยเมื่อเรากดไอค่อนที่แสดงผล ตัวมือถือก็จะพาเราไปหน้าของแอปนั้นทันที แปลว่าเค้าออกแบบมาเพื่อให้เราใช้งานในมือถือได้อย่างคล่องแคล่วมากขึ้นจากการ multitask สลับแอปไปมา



Apple ยังบอกไว้ด้วยว่าจะมีการเปิดตัว Live activity API ให้ผู้พัฒนานำไปใช้ ทำให้รองรับแอปและฟีเจอร์อื่น ๆ ได้อีก  ไม่ได้จำกัดแค่การแจ้งสถานะในตัวระบบเท่านั้น เรื่องนี้ก็ถือว่า Apple เลือกได้ถูกทาง เพราะยิ่งมีฟังก์ชันการใช้งานมากขึ้นเท่าไหร่ คนก็จะยอมรับในประโยชน์ของ Dynamic Island มากขึ้นเท่านั้น

วิธีการพัฒนา Dynamic Island ให้เคลื่อนไหวได้อย่างนุ่มนวล

ฟีเจอร์ดี ๆ จะใส่ใจแค่เพียงฟังก์ชันการใช้งานอย่าวเดียวไม่ได้ แต่ยังต้องคำนึงถึงประสบการณ์จากผู้ใช้ด้วย ทาง Apple ก็โฆษณาเอาไว้ว่าดีไซน์แอนิเมชั่นออกมาให้ดูและรู้สึกเป็นเหมือนของเหลว เคลื่อนไปมาดูมีชีวิตชีวา โดยเค้ามีเคล็ดลับสร้างความรู้สึก “ลื่นไหล” ได้โดยเทคโนโลยี Dynamic Sub-pixel Anti-aliasing มาช่วยลบรอยหยักของพิกเซล ให้ทุกความเคลื่อนไหวดูนุ่มนวลและคมชัดมากกว่าแอนิเมชั่นไหน ๆ ที่เคยมีมาใน iOS

Sub-pixel Anti-aliasing เป็นเทคนิคการสร้างความคมชัดของภาพ ทำได้โดยการแบ่งส่วนพิกเซลลึกถึงขึ้นหลอดแสดงสี RGB เพื่อให้ดูเหมือนว่าภาพมีความละเอียดมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า

 

ดูจากตัวอย่าง (a) จะเป็นภาพการแบ่ง pixel แบบเต็มตัวตามปกติ ทำให้วัตถุดูมีรอยหยักตรงขอบชัดจนเกินไป พอแบ่งตามแท่งสีที่มีในพิกเซลก็จะได้ภาพ (b) และ (c) ที่มีรอยหยักขอบน้อยกว่า เพราะถือว่าภาพละเอียดขึ้น 3 เท่าครับ

ซี่งวิธีนี้ส่วนมากจะนำมาใช้กับตัวอักษรในจอที่มีความละเอียดต่ำ เพื่อแบ่งพิกเซลให้ได้มากขึ้น ทีนี้พอนำมาใช้แบ่งกับหน้าจอมือถือรุ่นใหม่ที่มีความละเอียดสูงอยู่แล้ว ยิ่งทำให้ Dynamic Island มีความคมชัดสูงเข้าไปอีก เหมาะกับแอนิเมชั่นเด้งดึ๋งทั้งหลายแหล่ที่เค้าดีไซน์เอาไว้

ขอบของ Dynamic Island ที่ดูเนียนมากขึ้นเพราะ Sub-pixel Anti-aliasing

Dynamic Island ฟีเจอร์ใหม่ที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ

การเปิดตัวรูปแบบการใช้งานใหม่ขั้น Dynamic Island ถึงจะน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็ยังมีปัญหาบางอย่างที่อาจจะขัดใจหลาย ๆ คนได้ เรื่องแรกคือการใช้งานจริง เวลากดแตะที่ไอค่อนสถานะ จะเป็นการเปิดตัวแอปนั้นขึ้นมาทันที แต่ถ้าต้องการกดเรียกหน้าขยายกว้างของ Dynamic Island กลับกลายเป็นว่าเราต้องกดค้างเอาไว้ ทำให้ถ้าต้องการกดสั่งอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เราต้องกดค้างให้เสียเวลานานกว่าซะอย่างงั้น เลยคิดว่ามันขัดกันแปลก ๆ

อีกปัญหาคือเรื่องขนาดและตำแหน่ง ที่เมื่อเทียบกับ iPhone รุ่นก่อนแล้วพบว่ามีการกินพิ้นที่มากกว่าเดิม เพราะมีการเว้นช่องระยะห่างมาจากขอบจอด้านบนอีก เวลาใช้งานแอปต่าง ๆ ก็จะโดนบดบังอยู่ดี

สุดท้ายแล้ว Dynamic Island ก็เป็นเพียงฟีเจอร์แสดงสถานะและการแจ้งเตือน ที่ถือว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ในการใช้งานมือถือ ไม่ใช่ว่าเราจะมาคอยจับขยับพวกแจ้งเตือนอะไรอย่างนี้ทั้งวัน…พอมาชั่งน้ำหนักความสำคัญกับพื้นที่หน้าจอที่ถูกบดบังไปแล้ว หลายคนก็อาจคิดว่ามันไม่คุ้มกันอยู่ดี เพราะฉะนั้นใครสนใจซื้อ iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ก็ต้องยอมรับเรื่องพวกนี้ก่อนจะตัดสินใจซื้อนะ จุดเริ่มต้นนวัตกรรม มันก็ต้องเจอทางขรุขระระหว่างทางเป็นธรรมดา

ที่มา theverge, researchgate

from:https://droidsans.com/dynamic-island-iphone-14-pro-idea-execution/

เผยผลทดสอบชิป Google Tensor G2, Snapdragon 8 Gen 1, Apple A16 ในมือถือ Pixel, Samsung, และ iPhone ล่าสุด

Google เปิดตัว Pixel 7 Series ที่ใช้ขุมพลัง Tensor G2 รุ่นใหม่ที่ผลิตบนฐาน 5 นาโนเมตร นับเป็นชิปในมือถือค่ายดังในช่วงท้ายปี หลังจากที่ Samsung และ Apple ได้เปิดตัวมือถือเรือธงของตนเองไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ได้มีคะแนนทดสอบความแรงมือถือเหล่านี้ออกมา ให้เราได้เห็นเทียบกันชัด ๆ แล้วครับ

Tensor G2 นี้จริง ๆ แล้วใช้ผลิตบนฐาน 5 นาโนเมตรเท่านั้น ไม่ได้เป็น 4 นาโนเมตรตามที่เป็นข่าวออกมาก่อนหน้านี้นะ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสียประสิทธิภาพในการประมวลผลไปมากเท่าไร เพราะ TSMC ก็เคยบอกเองว่าชิป 4nm ที่บริษัทผลิตนั้นก็เหมือนเป็นการอัปเกรดมาจากชิป 5nm ทำให้แรงขึ้นมาเพียง 11% เท่านั้น

เปรียบเทียบชิป Tensor 2, Tensor 1, Snapdragon 8 Gen 1, และ Apple A16

เมื่อลองทดสอบความแรงชิปแล้ว พบว่า ชิป A16 Bionic ใน iPhone 14 Pro ได้คะแนนนำสูงลิ่วในการประมวลแบบ single และ multi-core CPU เนื่องจากมีค่า Clock ที่ค่อนข้างสูง ส่วนชิป Tensor G2 ก็มีความแรงขึ้นมามากกว่าชิปตัวเก่า และยังสามารถพอสู้กับ Snapdragon 8 Gen 1 ได้บ้าง แต่ส่วนมากแล้ว SD 8 Gen 1 จะชนะครับ

 

แต่ว่าชิป Tensor G2 ยังมีความสามารถในการประมวลผลที่น่าพึงพอใจ พอที่จะสู้กับชิปของ Qualcomm และ Apple ได้อยู่ ดูจากการทดสอบก็จะพบว่า Tensor G2 ยังสามารถประมวลผลภาพหนัก ๆ ได้ไม่มีปัญหา อย่างการเรนเดอร์ภาพ 3D หนัก ๆ ก็ยังรอดอยู่ แต่ว่าเมื่อจับมาทดสอบประมวลภาพ 20 นาทีก็จะมีอุณภูมิพุ่งขึ้นสูง ร้อนจี๋ เหมือนกับมือถือรุ่นอื่น ๆ ครับ

สรุปแล้วหากใช้งานมือถือ Pixel 7 และ Pixel 7 Pro ก็คงจะไม่ได้รู้สึกว่ามือถือมีความช้า สู้รุ่นอื่นไม่ได้แต่อย่างใด เพราะนอกจากความแรงจะยังมากเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ยังมีการใส่ระบบ machine learning ของ Google เพื่อรองรับฟีเจอร์พิเศษต่าง ๆ ของเค้า และพัฒนาให้ประหยัดแบตมากขึ้นด้วย แต่จะยังไม่ใช่มือถือตัวแรงที่สุดแห่งยุคครับ

 

ที่มา : phonearena

from:https://droidsans.com/google-tensor-2-snapdragon-8-gen-1-a16-test-score/

Apple ตรึงราคา iPhone 14 Series ไม่ให้แพงไปกว่านี้ แม้ต้นทุนชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นราว 20%

จริง ๆ แล้ว iPhone 14 Series ในปีนี้ไม่ได้มีการเพิ่มราคาขึ้นมาจากรุ่นก่อนเลย เมื่อเทียบราคาในสหรัฐฯ แต่ที่ในไทยมีราคาสูงขึ้นก็เพราะว่าค่าเงินไทยอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์นั่นเองครับ และเมื่อแกะดูภายในตัวเครื่อง iPhone 14 Series ก็สังเกตได้ว่า ชิ้นส่วนที่ใช้ในประกอบตัวเครื่องมีราคาสูงขึ้นมาราว ๆ 20% เมื่อเทียบกับ iPhone 13 Series แปลว่าแอปเปิลยอมแบกรับต้นทุนไว้เองเยอะมาก ๆจากการลองแกะดูชิ้นส่วนภายใน iPhone 14 Series ที่แม้ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก แต่ก็จะเห็นว่าแต่ละชิ้นมีราคาสูงขึ้นไปมาก ดูอย่าง iPhone 14 Pro Max ตัวท็อปสุดมีราคาต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 501 ดอลลาร์ต่อเครื่อง ต่างจากเท่าที่ผ่านมาที่รุ่น Pro Max จะมีต้นทุนอยู่ที่ 400 – 450 ดอลลาร์ แปลว่ามีต้นทุนในการผลิตเพิ่มมากขึ้นมาราว ๆ 60 ดอลลาร์ได้ในปีนี้ ทำให้รุ่น iPhone 14 Pro Max เป็นไอโฟนที่มีต้นทุนการผลิตแพงที่สุดในรอบ 4 ปี

โดยในสหรัฐฯ iPhone 14 Pro Max มีราคาขายอยู่ที่ 1,099 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับตอนที่เปิดตัว iPhone XS Max ไปเมื่อปี 2018 ซึ่งการที่ต้นทุนสูงแต่ยังสามารถตรึงราคาไว้ได้อย่างนี้ ก็เพราะว่า Apple เป็นผู้แบกรับต้นทุนการผลิตเอาไว้ ไม่ให้ภาระตกไปอยู่กับผู้บริโภคนั่นเอง

และเมื่อเจาะลึกมาดูกันจริง ๆ จะรู้ว่าราคาชิ้นส่วนที่สูงขึ้นมาที่สุด คือตัวชิปประมวลผล A16 Bionic ตัวใหม่ในรุ่น iPhone 14 Pro และ Pro Max ที่มีราคาอยู่ที่ 110 ดอลลาร์ แพงขึ้นกว่าชิป A15 ของปีที่แล้วราว 2.5 เท่า

แถมชิ้นส่วนกล้องก็ใช้ตัวใหม่เป็นเซนเซอร์ CMOS ของ Sony ซึ่งนอกกว่าจะมีขนาดใหญ่ขึ้น 30% แล้ว ยังมีราคาแพงขึ้น 50% ที่ 15 ดอลลาร์ต่อชิ้นด้วย

หากมองในภาพรวม ก็จะพบว่า Apple จัดซื้อชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิต iPhone 14 Series จากในสหรัฐฯ เองมากที่สุด เพิ่มมาจากปีที่แล้วถึง 10% นับเป็น 32.4% ของต้นทุนชิ้นส่วนทั้งหมด และลดการสั่งซื้อชิ้นส่วนจากเกาหลีลงไปเหลือเพียง 24.8% ในปีนี้ ทั้งที่เคยเป็นประเทศที่เคยส่งมอบชิ้นส่วนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในปีที่แล้วนอกจากนี้ Apple ยังพยายามหลีกเลี่ยงการพึ่งพาการผลิตในประเทศจีนแต่อย่างเดียว โดยการหันไปสร้างฐานการผลิตใหม่ในประเทศอื่นอย่างอินเดีย และประเทศในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อตอบรับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่ยังไม่จบไม่สิ้นซะทีด้วย

เรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความฉลาดของ Apple ที่ตั้งสินค้าตัวเองให้เป็นแบรนด์พรีเมี่ยม ขายราคาสูงเอาไว้ ทำให้มีพื้นที่ราคาไว้รองรับเผื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจแบบนี้ขึ้น ซึ่งต่างกับมือถือแบรนด์อื่น ๆ อีกหลายรายที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจส่งผลกับราคาสินค้าโดยตรง ทำให้ช่วงนี้เราเห็นราคามือถือหลายเจ้าขึ้นกันรัว  ๆ ทั้งที่สเปคก็ไม่ได้พิเศษพิโสอะไรมากมายครับ

 

ที่มา : nikkei, iFixit

from:https://droidsans.com/iphone-14-higher-cost-iphone-13-20-percent/

เปรียบเทียบสเปค Pixel 7 Series กับ iPhone 14 Series มือถือระดับเรือธงจาก Google และ Apple แห่งปี 2022

Google เพิ่งเปิดตัว Pixel 7 และ Pixel 7 Pro สองสมาร์ทโฟนตัวใหม่ล่าสุดปิดท้ายปี 2022 และแน่นอนว่าเราก็อดจะมาเทียบกับ iPhone 14 และ iPhone 14 Pro ที่เพิ่งออกมาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาไม่ได้ คราวนี้เราเลยขอจับยักษ์ Android ชนยักษ์ iOS ดูสเปคให้เห็นกันชัด ๆ ไปเลยว่าใครมาเหนือในด้านไหน งานนี้ใครจะร่วงใครจะรอดก็มาดูกันได้ตรงนี้

เปรียบเทียบสเปค PIXEL 7 และ IPHONE 14

ถ้าให้เทียบกันรุ่นต่อรุ่นเลย คู่แรกก็จะได้เป็น Pixel 7 กับ iPhone 14 และ iPhone 14 Plus มือถือรุ่นเริ่มต้นของซีรีส์จากทั้งสองค่าย ที่เหมาะสำหรับใครที่ต้องการเลือกซื้อมือถือรุ่นใหม่ล่าสุดปี 2022 โดยเป็นรุ่นที่ราคาไม่แพงมากที่สุด แต่ยังได้ของใหม่ที่การันตีคุณภาพ และอายุการใช้งานได้ยาวนาน ซึ่งแต่ละรุ่นก็จะมีฟีเจอร์ จุดเด่นในการใส่มาในมือถือต่างกันออกไป แต่ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือตัวสเปคเครื่องที่ให้มานั่นเอง

Pixel 7 iPhone 14 iPhone 14 Plus
หน้าจอแสดงผล AMOLED  OLED Super Retina XDR
ขนาด 6.3 นิ้ว 6.1 นิ้ว 6.7 นิ้ว
ความละเอียด  2400 x 1080 2532 x 1170 2778 x 1284
รีเฟรชเรท 90Hz 60Hz
ความสว่างหน้าจอ สูงสุด 1400 nits สูงสุด 1,200 nits
กระจกนิรภัย Gorilla Glass Victus Ceramic Shield
CPU  Tensor G2 A15 Bionic
RAM 8GB 6GB
ROM 128GB / 256GB 128GB / 256GB / 512GB
กล้องหลัง Wide : 50MP (f/1.85)
Ultrawide : 12MP  (f/2.2) 114°
Wide : 12MP (f/1.5), กันสั่น Sensor-shift OIS
Ultrawide : 12MP  (f/2.4)
กล้องหน้า 10.8MP (f/2.2) 12MP (f/1.9)
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ใต้หน้าจอ ไม่มี
สแกนใบหน้า มี  FaceID
การเชื่อมต่อ 5G (sub‑6 GHz/mmWave)
Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e
Bluetooth 5.3
5G (sub‑6 GHz/mmWave) with 4×4 MIMO8
Gigabit LTE with 4×4 MIMO and LAA8
Wi‑Fi 6 (802.11ax) with 2×2 MIMO
Bluetooth 5.3
Ultra Wideband
ลำโพง ลำโพงคู่แบบสเตอริโอ ลำโพงคู่แบบสเตอริโอ
มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 (ลงน้ำจืดได้ 1.5 เมตร ไม่เกิน 30 นาที) IP68 (ลงน้ำจืดได้ 6 เมตร ไม่เกิน 30 นาที)
แบตเตอรี่ 4,355 mAh
การเล่นวิดีโอ สูงกว่า 24 ชั่วโมง
การเล่นวิดีโอ สูงสุด 20 ชั่วโมง การเล่นวิดีโอ สูงสุด 26 ชั่วโมง
ชาร์จไว 30W 20W
ชาร์จไร้สาย 15W
ระบบปฏิบัติการ Android 13 iOS 16
น้ำหนัก 197 กรัม 172 กรัม  203 กรัม
ราคาเริ่มต้น 599 ดอลลาร์ (~22,400 บาท) 32,900 บาท 37,900 บาท

จอแสดงผล

องค์ประกอบสำคัญอย่างจอ ทางฝั่ง iPhone 14 ใช้  OLED Super Retina XDR รีเฟรชเรต 60Hz ส่วน Pixel 7 ใช้จอ AMOLED  90Hz ในด้านสีสันและความสวยงามนั้นคงเอามาเทียบแล้วสวยงามกันทั้งคู่ แต่ความลื่นของ Pixel 7 นั้นให้มาสูงกว่า แถมยังมีหน้าจอสว่างมากกว่าด้วยถึง 1400 นิต แต่ไอโฟนสว่างสุดแค่ 1200 แต่ไม่ว่ายังไงก็แสงจ้าสู้แดดข้างนอกได้แน่นอนทั้งคู่

Pixel 7 มีความละเอียดจอน้อยกว่ารุ่นอื่นทั้งหมด ส่วนในด้านขนาดของจอ Pixel 7 ใหญ่กว่า iPhone 14 ธรรมดาเล็กน้อย แต่ก็ใหญ่ไม่สู้ iPhone 14 Plus ที่เค้าออกมาเพื่อใช้จอใหญ่อยู่แล้ว อันนี้แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคน

กล้องถ่ายภาพและวิดีโอ

ข้อนี้คงเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายสำหรับคนต้องการซื้อมือถืออยู่เหมือนกัน ด้าน Pixel 7 เปิดตัวมาพร้อมกับกล้องหลัก 50MP และกล้องอัลตราไวด์ 12MP ทาง iPhone 14 และ 14 Plus มีกล้องหลัก 48MP และกล้องอัลตราไวด์ 12MP จะเห็นได้ว่าในด้านสเปคแล้วทั้งสองฝั่งให้กล้องมาใกล้เคียงกันมาก ๆ มีแค่กล้องหลักในไอโฟน 14 ที่ให้ความละเอียดน้อยกว่าถึง 2 ล้านเมกะพิกเซล ซึ่ง Pixel 7 ยังนำพาฟีเจอร์เด็ด ๆ มาอย่าง Guided Frame ช่วยผู้พิการถ่ายเซลฟี่ด้วยเสียง Photo Unblur ระบบ AI แก้ภาพเบลอหลังถ่าย Macro Focus ถ่ายภาพมาโครแม้ไร้เลนส์มาโคร Super Res Zoom ซูมเก่งด้วยระบบ AI ซูมแค่ไหนก็ยังคม และ Cinematic Blur ถ่ายวิดีโอได้อย่างมีมิติ ด้วยการเบลอพื้นหลังเหมือนถ่ายด้วย DSLR

ชิปประมวลผล

ชิปเซ็ตของทั้งสองค่ายเป็นรุ่นพิเศษเหมือนกันทั้งคู่ ในแง่ที่ตัวบริษัทผลิตออกมาเอง ซึ่งใน iPhone 14 และ 14 Plus ใช้ชิป A15 Bionic ตัวเดิมของปีที่แล้ว แม้มีการอัปเกรดมาหน่อย แต่ผลทดสอบออกมาก็พบว่าต่างกันไม่มาก ส่วนชิป Tensor G2 ใน Pixel 7 เค้าเคลมว่ามีการพัฒนาให้แรงขึ้น 20% แต่จากผลทดสอบที่หลุดออกมาเผยว่ามีความแรงสู้ชิปทั้ง A15 Bionic และ Snapdragon 888 ไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นคงมีความแรงเพียงพอการใช้งาน แต่ไม่ใช่รุ่นสุดของยุคนี้

แบตเตอรี่และการชาร์จ

Pixel 7 ให้แบตความจุ 4,355 mAh ที่ระบุว่าสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 24 ชั่วโมง ส่วน Apple แม้ไม่ระบุความจุแบตอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีแจ้งเวลาการใช้งานดูวิดีโอในรุ่น iPhone 14 ได้ 20 ชั่วโมง iPhone 14 Plus ได้ 26 ชั่วโมง ดังนั้น Pixel  จึงอยู่กึ่งกลางของอายุการใช้งานต่อการชาร์จ

มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น

มือถือทั้งสองค่ายมีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 แต่ว่าฝั่ง iPhone 14 ระบุว่าสามารถอยู่ในน้ำลึก 6 เมตรได้ 30 นาที ส่วน Pixel 7 ไม่ได้ระบุอะไร ตรงนี้ก็ดูเหมือนว่า Apple จะประกอบมือถือมาให้ระบบปิดแน่นมาก จนทนแรงดันน้ำได้ค่อนข้างลึก แต่ที่แน่ ๆ เลยก็ไม่ควรเอาไปลงน้ำโดยเฉพาะอยู่แล้ว เผื่อมีเล็ดลอดเข้าไปในเครื่อง เสียหายขึ้นมาไม่คุ้มเสียเวลา

เปรียบเทียบ PIXEL 7 PRO กับ IPHONE 14 PRO และ IPHONE 14 PRO MAX

ตัว Pixel 7 Pro ก็จะถือเป็นรุ่นสเปคดีขึ้นมา เทียบเท่าได้กับตระกูล Pro ในไอโฟนอย่าง iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max เหมาะสำหรับใครงบสูงขึ้นมาแล้วอยากจัดเต็มเวลาซื้อมือถือเครื่องใหม่ อยากจับเทคโนโลยีขั้นดีที่สุดแห่งยุค ลองมาดูกลุ่มมือถือเหล่านี้น่าจะมีถูกใจกันบ้างครับ

Pixel 7 Pro  iPhone 14 Pro iPhone 14 Pro Max
หน้าจอแสดงผล AMOLED LTPO OLED Super Retina XDR
ขนาด 6.7 6.1 นิ้ว 6.7 นิ้ว
ความละเอียด 3120 x 1440 2556 x 1179 2796 x 1290
รีเฟรชเรท 10 – 120Hz 1 – 120Hz
ความสว่างหน้าจอ 1500 nits สูงสุด 2,000 nits
กระจกนิรภัย  Gorilla Glass Victus Ceramic Shield
CPU Tensor G2 A16 Bionic
RAM 12GB 6GB
ROM 128GB / 256GB 128GB / 256GB / 512GB / 1TB
กล้องหลัง Wide : 50MP (f/1.85),
Ultrawide : 12MP 114° (f/2.2), Auto focus
Telephoto : 48MP (f/3.5), Optical Zoom 5x
Wide : 48MP (ƒ/1.8), dual pixel PDAF, OIS
Ultrawide : 12MP 120° (ƒ/2.2), dual pixel PDAF
Telephoto : 12MP (ƒ/2.8),  PDAF, OIS, 3x optical zoom
กล้องหน้า 11.1MP (f/2.2) 12MP ( ƒ/1.9)  PDAF
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ใต้หน้าจอ ไม่มี
การเชื่อมต่อ 5G (sub‑6 GHz/mmWave)
Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e
Bluetooth 5.3
5G (sub‑6 GHz and mmWave) with 4×4 MIMO8
Gigabit LTE with 4×4 MIMO and LAA8
Wi‑Fi 6 (802.11ax) with 2×2 MIMO
Bluetooth 5.3
Ultra Wideband
สแกนใบหน้า มี  FaceID
ลำโพง ลำโพงคู่แบบสเตอริโอ ลำโพงคู่แบบสเตอริโอ
มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 IP68 (ลงน้ำจืดได้ 6 เมตร ไม่เกิน 30 นาที)
แบตเตอรี่ 5000W การเล่นวิดีโอ สูงสุด 23  ชั่วโมง การเล่นวิดีโอ สูงสุด 29  ชั่วโมง
ชาร์จไว 30W 20W
ชาร์จไร้สาย 15W
ระบบปฏิบัติการ Android 13 iOS 16
น้ำหนัก 212 กรัม 215 กรัม 255 กรัม
ราคาเริ่มต้น 899 ดอลลาร์ (~33,600 บาท) 41,900 บาท 44,900

จอแสดงผล

จอของ Pixel 7 Pro รุ่นนี้ใช้จอเป็น AMOLED LTPO ขนาด 6.7 นิ้ว รีเฟรชเรท 10 – 120Hz ส่วน iPhone 14 Pro และ 14 Pro Max มีขนาด 6.1 และ 6.7 นิ้ว แบบ OLED Super Retina XDR แต่รีเฟรชเรทเก่งกว่าตรงที่สามารถลดเฟรมเรทลงไปได้ต่ำสุดถึง 1 เฟรม สูงสุด 120 เฟรม แปลว่าไอโฟนอาจได้เปรียบเรื่องการประหยัดแบตจากหน้าจอ

กล้องถ่ายภาพและวิดีโอ

pixel 7 Pro ให้กล้องมาทั้งหมด 3 ตัว กล้องหลัก 50MP กล้องอัลตราไวด์ 12MP กล้องเทเลโฟโต้ 48MP ซึ่ง Pixel 7 Pro ยังนำพาฟีเจอร์เด็ด ๆ มาอย่าง Guided Frame ช่วยผู้พิการถ่ายเซลฟี่ด้วยเสียง Photo Unblur ระบบ AI แก้ภาพเบลอหลังถ่าย Macro Focus ถ่ายภาพมาโครแม้ไร้เลนส์มาโคร Super Res Zoom ซูมเก่งด้วยระบบ AI ซูมแค่ไหนก็ยังคม และ Cinematic Blur ถ่ายวิดีโอได้อย่างมีมิติ ด้วยการเบลอพื้นหลังเหมือนถ่ายด้วย DSLR

ส่วน iPhone 14 Pro และ 14 Pro Max ให้กล้องมาทั้งหมด 3 ตัว กล้องหลัก 48MP กล้องอัลตราไวด์ 12MP กล้องเทเลโฟโต้ 12MP จะเห็นได้ว่ากล้องหลักและกล้องเทเลโฟโตของไอโฟนมีความละเอียดน้อยกว่า แต่แน่นอนว่าไอโฟนก็มากับระบบกล้องเด็ด ๆ อย่างอื่นไม่แพ้กัน ตรงนี้ต้องมาเทียบกันอย่างละเอียดอีกที

ชิปประมวลผล

ขึ้นชื่อว่า Pixel 7 Pro แต่ก็ยังคงใช้ชิป Tensor G2 ตัวเดียวกันเหมือนรุ่น Pixel 7 ธรรมดา ซึ่งจากที่มีข้อมูลทดสอบกันออกมาพบว่าแรงไม่เท่า Snapdragon 888 และ A15 Bionic ดังนั้นพอเอามาเทียบกับชิป A16 Bionic รุ่นใหม่ใน iPhone 14 Pro และ 14 Pro Max ก็คงไม่ต้องบอกว่าแรงสู้ Apple ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ความแรงชิปไม่ได้เป็นตัวระบุการใช้งานจริง ยังต้องดูเรื่องการปรับแต่งจากผู้ผลิต ว่า Google ทำมาดี เข้ากับระบบซอฟต์แวร์แค่ไหนด้วย

แบตเตอรี่และการชาร์จ

Apple ระบุว่า iPhone 14 Pro สามารถใช้งานดูวิดีโอได้ยาวนานสูงสุด 23  ชั่วโมง ส่วน iPhone 14 Pro Max ดูวิดีโอยาวนานถึง 29 ชั่วโมง ส่วนด้าน Pixel 7 Pro มีความจุแบต 5000 mAh ใช้ได้ยาวนาน 24 ชั่วโมง ถือว่าชนะไอโฟน 14 แต่ยังไม่อึดเท่า 14 Pro Max

ทั้งหมดนี้ก็เป็นการจับสเปคของมือถือ Pixel 7 Series มาชนกับ iPhone 14 Series ที่เพิ่งเปิดตัวมาท้ายปี 2022 ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งนอกจากจะดูว่ามีความต่างในด้านประสิทธิภาพ ความแรง ความสวยงามหน้าจอ ฯลฯ แล้ว ก็ยังต้องดูในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานจริงด้วย อย่าง Google ก็จะใส่นวัตกรรม ฟีเจอร์แปลกใหม่เข้ามา ใช้งานได้ใน ecosystem ของแอนดรอยด์ ส่วน Apple แน่นอนว่า ecosystem เค้าจัดเต็มมาแต่ไหนแต่ไร แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน ยังไงก็ไปดูข้อมูลเปิดตัว Pixel 7 และ Pixel 7 Pro เต็ม ๆ ประกอบการตัดสินใจ กันได้ครับ

from:https://droidsans.com/pixel-7-iphone-14-series-comparison/

Apple เผยสาเหตุทำไมระบบ Crash Detection ใน iPhone 14 ตรวจจับการชนไม่ได้เสมอไป

iPhone 14 Series รุ่นใหม่มีฟีเจอร์เด่นที่เรียกว่า Crash Detection หรือ การตรวจจับการชนกัน ที่เกิดมาเพื่อรองรับอุบัติเหตุรถชน โดยตัว iPhone จะสามารถตรวจจับการชนแล้วติดต่อไปยังหน่วยงานให้มาช่วยเหลือได้ ล่าสุดก็มีคนลองเอามือถือ iPhone 14 ไปอยู่ในรถเพื่อทดลองขับชนกันจริง ๆ ผลปรากฏว่ามีการตรวจจับการชนแตกต่างกันไป บางสถานการณ์รู้ว่าชน บางรอบก็ไม่รู้ว่าชน ร้อนถึง Apple ต้องออกมาชี้แจงสาเหตุของผลการทดลองดังกล่าวครับ

สื่อต่างประเทศ Wall Street Journal เค้าได้ทำการทดลองเอา iPhone 14 Pro Max, และ Pixel 6 ใส่ไว้ในรถเก่า ๆ คันนึง แล้วก็ให้คนขับรถอีกคันใส่ Apple Watch Ultra และมัด iPhone 14 และ Google Pixel ไว้ในรถ แล้วขับพุ่งชนกับรถคันแรกที่จอดเอาไว้อยู่ เพื่อดูว่าอุปกรณ์เครื่องไหนจะสามารถตรวจจับการชนแล้วขึ้นแจ้งเตือนได้บ้าง

หลังจากทดลองชนกันไป ผลปรากฏว่า iPhone 14 ในรถที่เป็นคันวิ่งชนนั้น สามารถตรวจจับได้ว่ารถวิ่งไปชนสิ่งของอย่างอื่น โดยได้แสดงการเตือนขึ้นมาบน Apple Watch Ultra ที่คนขับใส่อยู่ แต่ Pixel กลับไม่ขึ้นระบุว่าเกิดการชนขึ้น

แต่ที่น่ากังวลกว่าก็คือว่า iPhone 14 Pro Max และ Pixel 6 ในรถคันที่จอดนิ่ง ๆ แล้วถูกชน กลับไม่ตรวจจับว่ามีการชนเกิดขึ้น และไม่ได้ขึ้นหน้าแจ้งเตือนอะไรเลย ทั้งที่ก็ทดสอบชนรุนแรงจนซากรถเสียหายไปหนักอยู่ และเมื่อทำการทดลองซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ผลออกมาว่า Pixel ในคันที่ขับชนสามารถตรวจจับได้แล้ว แต่ถ้าสองเครื่องในคันที่ถูกชนยังคงนิ่ง ไม่มีขึ้นจอขึ้นสถานะว่าถูกชนอีกเช่นเคย

ในเมื่อลองสองรอบ มือถือในรถที่ถูกชนก็ไม่ระบุว่าเกิดอุบัติเหตุทั้งสองรอบ แถมมาเป็นเหมือนกันกับมือถือจากสองรุ่นด้วย แน่นอนว่าก็น่าสงสัยว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

และพอลองติดต่อสอบถามไปยัง Apple ก็ได้คำตอบว่า การทดสอบดังกล่าวไม่ได้มีคุณสมบัติการชนตรงไปตามลักษณะที่ระบบ Crash Detection จะสามารถตรวจจับได้ ตัวมือถือเลยไม่ระบุว่าเกิดเหตุรถชนขึ้นครับ

พอมาดูรายละเอียดแล้ว ก็จะพบว่าระบบ Crash Detection จะดูข้อมูลจากหลายด้านเพื่อให้รู้ว่าตอนนี้เครื่องมือถือกำลังอยู่ในรถจริง ๆ อย่าง Gyroscope และ accelerometer ก็จะตรวจจับการเคลื่อนไหวของตัวรถว่ามีการเคลื่อนแล้วหยุดกระทันหันหรือเปล่า และมี Barometer ตรวจจับการเปลี่ยนความดันอากาศภายในรถในกรณีที่ถุงลมนิรภัยทำงาน

ส่วนไมค์โครโฟนก็จะตรวจวัดระดับเสียงดังที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังดูถึงข้อมูลอย่างการเชื่อมต่อ Bluetooth หรือ Carplay เพื่อตรวจจับว่ามือถือกำลังอยู่ในรถ และยังดูข้อมูลระยะทางการเคลื่อนที่ของรถจาก GPS ด้วย

แต่เมื่อรถที่ถูกนำมาทดสอบไม่มีทั้งระบบเชื่อมต่อ Bluetooth ไม่ได้เคลื่อนที่อยู่ในระหว่างการชน ทำให้ iPhone 14 ไม่รู้ว่าตัวมันกำลังอยู่บนรถที่ถูกชน ก็เลยไม่มีการแจ้งเตือนว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นซะอย่างงั้น

แต่ก็จะมาโทษเค้ามากก็ไม่ได้ เพราะ Apple เองก็ระบุไว้แล้วว่า Crash Detection มันจับทุกรูปแบบการชนไม่ได้หรอกนะ ถึงกับขึ้นเตือนไว้แล้วในหน้าตั้งค่าเลย

ดังนั้นขณะนี้รูปแบบตรวจจับการชนของรถ ยังรองรับแค่การชนประเภทที่ตัวคันรถเคลื่อนไหวอยู่ หากจอดอยู่นิ่ง ๆ แล้วมีรถวิ่งพุ่งชนนี่คงไม่สามารถตรวจจับได้ ก็จะมาหวังให้ฟีเจอร์นี้เป็นตัวการันตีความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุร้ายไม่ได้ 100% เพราะฉะนั้นก็ควรตั้งสติมีสมาธิบนท้องถนนอยู่ตลอดเวลา อย่าไปเผลอขับชนใครเค้า และที่ซวยกว่านั้นคือจอดอยู่นิ่ง ๆ ก็อย่าให้ใครเผลอมาขับชน เพราะมือถือยังตรวจจับไม่เป็นนั่นเอง

ที่มา : gsmarena, Wall Street Journal

from:https://droidsans.com/apple-crash-detection-fail-explain/