คลังเก็บป้ายกำกับ: IPHONE_14_PRO_MAX

นักวิเคราะห์ชี้ iPhone 14 Pro/Pro Max อาจยอดส่งมอบลดลง 15-20 ล้านเครื่อง จากปัญหาภาคการผลิตในจีน

Ming-Chi Kuo วิเคราะห์เอาไว้ว่า Apple ปีนี้ต้องกุมขมับเพราะต้องทนทุกข์กับยอดส่งมอบมือถือ iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ที่อาจลดลงสูงสุดราว 15-20 ล้านเครื่อง จากปัญหาการประท้วงของพนักงานในโรงงาน Foxconn ในเมืองเจิ้งโจว ประเทศจีน ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกค้าที่ไม่สามารถซื้อมือถือหันไปซื้อรุ่นที่ราคาถูกกว่า หรือเลือกซื้อมือถือค่ายอื่นไปเลย ทำให้แอปเปิลเสียโอกาสในการทำเงินจากรุ่นสูงๆ พวกนี้ไป

โดยเค้าระบุว่าโรงงาน iPhone ในช่วงเดือนพฤศจิกายนมีกำลังผลิตเพียง 20% เท่านั้น และจะค่อย ๆ ขยับเพิ่มมากขึ้นเป็น 30 – 40% ในเดือนธันวาคม แต่ก็จะยังไม่เพียงพอตามเป้าที่ Apple ตั้งเอาไว้ได้ โดยรุ่นยอดฮิตอย่าง iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ตัวทำเงินชั้นดีของค่ายเมื่อมียอดส่งมอบน้อยลง ก็จะถูดลดรายได้สำคัญตรงนี้ไปด้วย อาจส่งผลให้ Apple มีรายได้ iPhone 14 Pro Series ลดลงไปราว 20 – 30% จากการคาดการณ์ของตลาดครับ

แม้ Apple จะผลิตไอโฟนได้ไม่ทันตามกำหนด แต่ก็ยังไม่ได้ลดการสั่งซื้อชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อนำมาประกอบแต่อย่างใด ทำให้ตอนนี้ Apple มีชิ้นส่วนเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก และอาจส่งผลให้มีการปรับลดการสั่งซื้อในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2023

สุดท้าย Kuo ยังวิเคราะห์เอาไว้ว่า ลูกค้าส่วนมากที่ไม่สามารถสั่งซื้อ iPhone 14 Pro/Pro Max จะไม่ได้คอยรอจนกว่าจะมีของ แต่อาจหันไปดูทางเลือกอื่นอย่างเช่น iPhone 14 และ iPhone 14 Plus ที่มีราคาถูกกว่า หรือไปเลือกซื้อมือถือจากค่ายอื่นไปเลยก็ได้ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นใหญ่ที่ Apple คงหวั่น ๆ อยู่บ้างครับ

 

ที่มา : Ming-Chi-Kuo

from:https://droidsans.com/iphone-14-pro-shipment-may-fall-due-to-production-delay-from-foxconn-riot/

CEO เสียวหมี่โพสต์อวด Xiaomi 13 ตัวธรรมดา จะแบตอึดกว่า iPhone 14 Pro Max ซะอีก

CEO และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Xiaomi ออกมาโพสต์ยาวร่ายถึงมือถือเรือธงรุ่นใหม่ของค่าย Xiaomi 13 Series โดยระบุว่ามือถือตัวเริ่มต้นตระกูลอย่าง Xiaomi 13 ธรรมดานั้น จะมีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ต่อการชาร์จยาวนานมาก ถึงขึ้นเอาชนะแชมป์แบตอึดตอนนี้อย่าง iPhone 14 Pro Max ตัวท็อปสุดของ Apple ได้เลยทีเดียว

Lei Jun ช่วงนี้ก็จะโพสต์อะไรในเว็บ Weibo บ่อย ๆ หน่อย เพราะว่าใกล้ถึงช่วงเปิดตัวมือถือ Xiaomi 13 Series ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้แล้ว โดยล่าสุดได้มีการพูดถึงการใช้งานแบตเตอรี่ บอกว่ามือถือรุ่นใหม่จะมีความอึด ทน ใช้งานได้ยาวนาน ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดต้องคอยชาร์จบ่อย ๆ กันเลย แล้วก็ไปพูดถึงความสำคัญของการอกแบบดีไซน์ให้ตัวเครื่องยังไม่หนาจนเกินไป และก็ต้องให้สามารถถือเครื่องได้สบายมือ ทั้งนี้จากข้อมูลที่เผยออกมาก่อนหน้า คาดว่า Xiaomi 13 จะพกแบตความจุ 4500mAh มาในเครื่องครับ

 

โดย Xiaomi 13 จะยังมีดีไซน์ที่มีคุณสมบัติน่าใช้งานตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว Lei Jun ยังจะโพสต์ภาพโชว์ความอึดของแบตด้วยภาพผลทดสอบระยะการใช้งาน DOU จากภาพจะแสดงข้อมูลระยะเวลาวันที่ใช้งานได้ของมือถือแต่ละรุ่น พบว่า Xiaomi 13 ตัวเริ่มต้นของซีรีส์ได้คะแนนไป 1.37 ซึ่งเป็นแต้มที่สูงกว่ามือถือ iPhone 14 Pro Max ตัวท็อปสุดจากฝั่ง Apple ที่ได้ไปเพียง 1.28 คะแนนซะอีก

นอกจากนี้ CEO เค้ายังพูดถึงว่าที่ผ่านมาบริษัทมุ่งหน้าพัฒนามือถือที่จะมีอายุการใช้งานแบตยาวนานมากขึ้น มีเป้าหมายได้อยู่ได้ 2 วันเต็ม ๆ ซึ่งตอนนี้ก็ได้ประสบความสำเร็จพร้อมนำมาใช้งานแล้วในมือถือรุ่นใหม่ของค่ายนั่นเอง ก็หวังว่าจะเป็นไปได้ตามที่เค้าบอกนะครับ เพราะก่อนหน้านี้มีพูดคุยกันว่าระบบ MIUI 14 นั้นจะมาพร้อมความเบาบาง ไม่เปลืองทรัพยากรมือถือเท่ารุ่นก่อน ๆ อย่างนี้ต้องลองมาดูตอนได้เครื่องมารีวิวกันแล้วล่ะ

 

ที่มา : gizmochina

from:https://droidsans.com/ceo-brags-xiaomi-13-battery-last-longer-than-iphone-14-pro-max/

รีวิว เคสกันกระแทก iPhone 14 Pro Max จาก DEVILCASE ป้องกันตกกระแทกตามมาตราฐานกองทัพสหรัฐ แต่มาพร้อมดีไซน์สวยหรูดูแพงสุดๆ

สวัสดีครับ กลับมาพับกับการรีวิวอุปกรณ์เสริมที่น่าสนใจกับพวกเราทีมงาน MobileOcta อีกครั้งนะครับ วันนี้เรามีเคสที่น่าสนใจจาก DEVILCASE มารีวิวให้ชมกันครับ 

เพราะหลังจากที่ Apple เปิดตัว iPhone 14 Series รุ่นใหม่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ที่แม้ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนระดับท็อปของตลาดทั้งด้านความเร็วแรงที่เพิ่มขึ้น การใช้งานที่ฉลาดขึ้น หรือกล้องถ่ายภาพที่สวยงามขึ้นกว่าเดิม ขณะเดียวกันทางด้านราคาก็ปรับแพงขึ้นเฉลี่ย 3,000 – 4,000 บาทด้วยครับ โดยเฉพาะ iPhone 14 Pro Max ตัวท็อปสุดความจำ 1TB เปิดตัวที่ราคาแพงเป็นสถิติที่ 66,900 บาท 

ดังนั้นหากคุณได้เป็นเจ้าของ iPhone 14 Series เครื่องหรูของคุณแล้ว ก็ต้องเลือกใช้เคสที่เหมาะสม สามารถปกป้องไอโฟนสุดรักของคุณให้ดีที่สุดด้วยครับ เพราะถ้าทำตกกระแทกขึ้นมา รับรองว่าน้ำตาไหลแน่นอนครับ วันนี้เรามาดูกันครับว่าเคสของ DEVILCASE นี้จะมีอะไรน่าสนใจ และใช้แล้วดีกับไอโฟน 14 ของเราอย่างไรบ้างครับ โดยรุ่นที่เราได้มารีวิวนี้จะเป็นเคสของรุ่น iPhone 14 Pro Max ครับ

Devilcase

ก่อนอื่นมาดูจุดเด่นของ เคส iPhone 14 Pro Max ของ DEVILCASE กันก่อนครับ 

  • ผ่านการทดสอบการตกกระแทกที่ความสูงตามมาตราฐานของกองทัพสหรัฐ หรือ MIL-STD-810G ด้วยการออกแบบสไตล์ Matrix พิเศษ ซึ่งเป็นโครงสร้างดูดซับแรงกระแทกที่ยอดเยี่ยม
  • ผ่านการตรวจสอบจาก SGS ซึ่งเป็นการยืนยันว่าวัสดุงานประกอบจะปราศจากสารพิษที่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ แถมยังใช้วัสดุต้านแบคทีเรียอีกด้วย
  • วัสดุเป็นประเภทคอมโพสิตพิเศษ ที่เรียกว่า MatriFlex ซึ่งเป็นวัสดุต้านแบคทีเรีย ปลอดสารพิษ และทนทานต่อการขีดข่วนได้ดีครับ 

โดยวันนี้เราได้มาทดสอบทั้งหมด 4 รุ่น คือ DEVILCASE Guardian PRO 2, Guardian Pro, Guardian มาตราฐาน, และ Guardian มาตราฐาน เวอร์ชั่น MagSafe ครับ โดยรายละเอียดแต่ละรุ่นจะมีดังนี้เลยครับ

DEVILCASE Guardian PRO 2

DEVILCASE Guardian PRO 2 รุ่นนี้ดูแล้วจะเป็นรุ่นที่ส่วนตัวคิดว่าน่าใช้สุดครับ เพราะจะมีลูกเล่นมากกว่าเคสรุ่นอื่นครับ โดยสีที่เราได้มารีวิวนี้จะเป็นสีดำด้านครับ ให้อารมณ์ที่พรีเมี่ยมมากทีเดียว 

ในกล่องจะนอกจากเคส iPhone 14 Pro Max แล้ว ยังมีห่วงคล้องสำหรับห้อยโทรศัพท์สองชิ้น และตัวบัมเปอร์สำรองอีก 2 ชิ้น สามารถถอดเปลี่ยนได้ครับ รวมถึงยังมีอุปกรณ์สำหรับถอดบัมเปอร์ และสายคล้องซึ่งเป็นสายแบบนิ่ม สามารถปรับระดับได้

ส่วนตัวผู้รีวิวลองแล้วต้องบอกว่าชอบเคสตัวนี้มากครับ เพราะมาพร้อมดีไซน์ที่สวยหรู และการมีพื้นผิวแบบด้านแบบนี้จะช่วยให้เกิดรอยนิ้วมือได้ยาก วัสดุเป็น MatriFlex หรือ Non-Toxic Thermoplastic Polyester Elastomer ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และให้ความรู้สึกแน่นๆ เฟิร์มๆ ใส่แล้วรู้สึกแน่นหนา มั่้นคง จับได้เข้ามือดีสุดๆ 

และแม้ว่ากล้องของ iPhone 14 Pro Max จะยื่นออกมาเยอะพอสมควร แต่เคส DEVILCASE Guardian PRO 2 จะมีส่วนกรอบกล้องยื่นออกมาสูงกว่าเลนส์อีกนิดครับ ดังนั้นมั่นใจได้ว่า แม้คุณจะวางโทรศัพท์บนโต๊ะ หรือพื้นผิวใดๆ เลนส์กล้องไอโฟนสุดรักของคุณก็จะไม่เกิดริ้วรอยใดๆ ให้มัวหมองแน่นอนครับ 

นอกจากนี้อีกหนึ่งจุดเด่นคือในส่วนของสายคล้องที่มีวัสดุเป็น Polyester ที่นุ่มนวล ใส่คล้องคอหรือคล้องไหล่ก็ไม่ระคายเคือง และสามารถปรับความยาวของสายได้ตามต้องการ ทำให้ใช้ได้สะดวกทุกเพศทุกวัย ไปเที่ยวที่ไหนที่อยากถ่ายภาพก็สะพายไหล่ไว้ หยิบกล้องไอโฟนถ่ายได้ทุกที่ทุกเวลา สะดวกมากๆ ครับ 

DEVILCASE Guardian PRO 

ถัดมาเป็นในส่วนของตัวรอง DEVILCASE Guardian PRO ซึ่งจะมีดีไซน์ที่แทบไม่ต่างจากตัว PRO 2 เลยครับ แค่ตัดในส่วนของที่คล้องสายออกไปเท่านั้น 

DEVILCASE Guardian PRO สีที่เราได้มารีวิวนี้จะเป็นสีม่วง ซึ่งเมื่อใช้กับไอโฟน 14 แล้วต้องบอกว่าสวยมากครับ ถ่ายรูปแล้วขึ้นกล้องสุดๆ วัสดุยังเน้น TPU สี Matte ด้าน เนื้อเดียวกันเลยครับ ให้สัมผัสที่นุ่มละมุน และปกป้องสมาร์ทโฟนของเราได้ดีเช่นกัน 

ในส่วนของกรอบกล้องก็ยังมีการยื่นออกมาปกป้องเลนส์กล้องได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมกับการออกแบบด้วยอลูมิเนียมมันวาว ดูเปล่งประกายมาก รวมถึงยิ่งทำให้มือถือดูแพงขึ้นไปอีกครับ 

ปุ่มต่างๆ สามารถกดได้ง่าย ไม่นิ่มเกินไปจนเผลอกดโดยไม่ตั้งใจ แต่ก็ไม่แข็งจนใช้งานได้ยาก รวมถึงด้านข้างยังมีช่องเจาะสำหรับใส่สายคล้องข้อมือที่ชอบได้ด้วย สายแฟชั่นที่ชอบ Custom Accessories ตัวเองน่าจะชอบครับ รวมถึงยังมีโลโก้ DEVILCASE สวยๆ บ่งบอกสไตล์ที่เป็นตัวเราอีกด้วย

DEVILCASE Guardian รุ่นมาตรฐาน

และถ้าชอบใส่เคสกันกระแทกแบบใส โชว์สีสันบอดี้ iPhone 14 Series สวยๆ ใสๆ แนะนำรุ่นนี้เลยครับ DEVILCASE Guardian รุ่นมาตราฐาน ที่มาพร้อมกับวัสดุงานประกอบแบบ “พลาสติกคอมโพสิต” ที่ทนต่อรอยขีดข่วนระดับ 4H ช่วยให้เคสใสกันกระแทกของคุณสามารถสวยใส ไร้รอยได้ยาวนานยิ่งขึ้น

และนอกจากจะปกป้องตัวเครื่องแล้ว ใส่ส่วนของเลนส์กล้องก็ได้รับการปกป้องอย่างเต็มรูปแบบเช่นกันครับ โดยมีกรอบอลูมิเนียมยกสูงกว่าเลนส์กล้อง ที่ทั้งแข็งแรง และสวยงาม เพิ่มความหรูหรามีระดับของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี 

ทางผู้ผลิตยังยืนยันว่า DEVILCASE Guardian รุ่นมาตราฐาน นี้ได้ผ่านการทดสอบการตกกระแทกที่ความสูง 1.2 เมตรเป็นจำนวน 26 ครั้งโดยไม่สร้างริ้วรอยให้กับไอโฟนอีกด้วยครับ เพราะได้รับมาตราฐาน MIL-STD-810G ของกองทัพสหรัฐเช่นเดียวกับรุ่นอื่นด้วยครับ 

และนอกจากจะโปร่งใสดูส่องประกายสวยงามร่วมกับฝาหลังสมาร์ทโฟนของคุณแล้ว บริเวณขอบยังเป็นแบบขอบนิ่ม ช่วยปกป้องตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี และด้านหลังให้สัมผัสแบบพื้นผิว Texture ทำให้ไม่ลื่นหลุดมือได้ง่าย และยังป้องกันการเกิดคราบ ทำความสะอาดได้ง่าย

DEVILCASE Guardian รุ่นมาตรฐาน พร้อม MagSafe 

และรุ่นสุดท้ายที่เราได้มารีวิวก็คือ DEVILCASE Guardian รุ่นมาตราฐาน พร้อม MagSafe ซึ่งจะมีทุกอย่างเหมือน DEVILCASE Guardian รุ่นมาตราฐาน เลยครับ แต่จะเพิ่มในส่วนของแม่เหล็กสำหรับใช้งานที่ชาร์จไร้สาย MagSafe ของ Apple เข้ามาด้วยนั่นเอง 

ดีไซน์โดยรวมของรุ่นนี้ยังเป็นเคสใสกันกระแทกที่สวยงาม โดยเพิ่มฟังค์ชั่นการรองรับแม่เหล็กดูดไร้สายของ Apple แถมยังให้แรงดูดมากกว่าเคสซิลิโคนของ Apple เองด้วยครับ 

โดยจากการทดสอบของแบรนด์ระบุว่า DEVILCASE Guardian รุ่นมาตราฐาน พร้อม MagSafe จะให้แรงดูดสูงสุดที่ 1.19kpf (หน่วยวัดแรงดูด) ในขณะที่เคสซิลิโคนของ Apple จะทดสอบได้ที่ 0.97kpf และเคสใสธรรมดาทั่วไปจะทดสอบได้ที่ 0.75 kpf เท่านั้น ดังนั้นถ้าอยากได้เคสใสที่ดูดแรงๆ ไม่หลุดง่าย รุ่นนี้ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีครับ 

บริเวณกล้องหลัง ยังได้รับการปกป้องด้วยที่ครอบวัสดุเป็นอลูมิเนียมที่แข็งแรง และสวยงามลงตัวสุดๆ รวมถึงปุ่มต่างๆ บนเคสยังใช้วัสดุเป็นอลูมิเนียมที่ตอบสนองได้ดี กดง่าย ใช้งานได้จริงเหมือนกับเคสของค่ายตัวอื่นๆ ด้วยครับ

ส่วนบริเวณที่โปร่งใสด้านหลังยังใช้วัสดุกันรอยขีดข่วนที่เปร่งประกายสวยงาม และทนทานต่อการตกกระแทก MIL-STD-810G เช่นเดียวกัน

บทสรุป

โดยสรุปนะครับ ผู้รีวิวค่อนข้างชอบเคส iPhone 14 Pro Max จากค่าย DEVILCASE มากทีเดียวครับ โดยเฉพาะในด้านการปกป้องขั้นสุดทั้งในด้านการตกกระแทกตามมาตราฐาน MIL-STD-810G ของกองทัพสหรัฐ และการปกป้องเลนส์กล้องไอโฟนที่นูนออกมา

รวมถึงด้านการออกแบบที่ค่อนข้างสวยหรู ลงตัว มีสีสันให้เลือกหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ แถมยังปลอดภัยต่อผู้ใช้ด้วยวัสดุปราศจากสารพิษตามมาตราฐาน SGS และต้านแบคทีเรียได้ดี ทำให้สามารถซื้อฝากคนที่คุณรักได้อย่างมั่นใจว่าจะปลอดภัย ไร้กังวลแน่นอนครับ 

สำหรับการรีวิวก็ต้องขอจบเพียงเท่านี้ จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ 😀

.fb-background-color {
background: #ffffff !important;
}
.fb_iframe_widget_fluid_desktop iframe {
width: 100% !important;
}

from:https://www.mobileocta.com/review-iphone-14-pro-max-shockproof-case-from-devilcase/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=review-iphone-14-pro-max-shockproof-case-from-devilcase

เปรียบเทียบการใช้งานจริง Galaxy Z Fold4 กับ iPhone 14 Pro Max เรือธงจอพับ-ไม่พับ ต่างกันยังไงบ้าง

หากสนใจอยากซื้อมือถือเรือธงซักตัวนึง ก็ไปได้สองทาง อย่าง iOS ก็จะได้เป็น iPhone 14 Pro Max แต่ถ้าพร้อมลุยเทคโนโลยีใหม่ด้วยมือถือจอพับระบบ Android ก็จะได้เป็น Samsung Galaxy Z Fold4 ซึ่งแน่นอนว่านอกจากสเปคบนกระดาษที่ต่างกันแล้ว การใช้งานจริงก็ย่อมต่างกันสุด ๆ อีก แต่ว่าในทั้งสองรุ่นนั้นมีจุดเด่น จุดด้อย การใช้งานต่างกันขนาดไหน คราวนี้เราจะพามาดูกันทีละเรื่องไปเลย

ความแรง CPU และความจุ RAM

เลือกซื้อมือถือก็ต้องดูที่ความแรงกันอยู่แล้ว ซึ่งจากผลทดสอบพบว่าชิป A16 Bionic ใน iPhone 14 Pro Max นั้นมีความแรงทะลุขึ้นมาจากชิป Snapdragon 8 Gen 2 ใน Samsung Galaxy Z Fold4 แต่ความแรงในมือถือตอนนี้เรียกได้ว่าอยู่จุดสูงสุดที่ครอบคลุมทุกการใช้งานไปหมดแล้ว หมายความว่าไม่ว่าจะใช้งานด้านไหนก็คงไม่รู้สึกต่าง เว้นแต่จะเอาไปเล่นเกมกราฟิกระดับสูงสุดกันจริง ๆ คงจะพอเห็นความต่าง


 

แต่ลองมาดูด้านหน่วยความจำ RAM ด้านใน จะเห็นว่า Galaxy Z Fold4 ให้มา RAM 12GB ในขณะที่ iPhone 14 Pro Max ให้มา RAM 6GB ต่างกันอยู่ถึงเท่าตัว ซึ่งจะพอเห็นความต่างเวลาเราต้องเปิดแอปพลิเคชันพร้อมกันเยอะ ๆ ยิ่งแรมเยอะก็จะทำให้มือถือเราเปิดใช้งานได้ลื่นมากขึ้น ซึ่ง RAM ที่เยอะใน Galaxy Fold4 ก็จะมาตอบโจทย์ด้านการเปิดทำงานหลายสิ่งพร้อมกันนี่แหละ

ตารางเทียบสเปค Galaxy Z Fold4 กับ iPhone 14 Pro Max

Galaxy Z Fold4 iPhone 14 Pro Max
หน้าจอแสดงผล (จอหลัก & จอนอก) Dynamic AMOLED 2X OLED Super Retina XDR
ขนาด จอหลัก 7.6 นิ้ว
จอนอก 6.2 นิ้ว
6.7 นิ้ว
ความละเอียด จอหลัก 2176 x 1812
จอนอก 2316 x 904
2796 x 1290
รีเฟรชเรท จอหลัก 1Hz – 120Hz
จอนอก 48-120Hz
1-120Hz
ความสว่างหน้าจอ สูงสุด 1,200 nits สูงสุด 2,000 nits
กระจกนิรภัย จอหลัก Ultra Thin Glass
จอนอก Gorilla Glass Victus+
Ceramic Shield
CPU Snapdragon 8+ Gen 1 A16 Bionic
GPU Adreno 730 Apple GPU (5-core)
RAM 12GB 6GB
ROM 256GB / 512GB / 1TB
128GB / 256GB / 512GB / 1TB
กล้องหลัง Wide : 50MP (f/1.8) Dual Pixel AF, OIS
Ultrawide : 12MP (f/2.2) กว้าง 123˚
Telephoto : 10MP (f/2.4), AF, OIS, 3x optical zoom
Wide : 48MP (ƒ/1.8), dual pixel PDAF, OIS
Ultrawide : 12MP (ƒ/2.2), 120°, dual pixel PDAF
Telephoto : 12MP (ƒ/2.8), PDAF, OIS, 3x optical zoom
กล้องหน้า ด้านใน : กล้องใต้จอ 4MP (f/1.8)
ด้านนอก : 10MP (f/2.2)
12MP ( ƒ/1.9)
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ด้านข้าง ไม่มี
การเชื่อมต่อ 5G (sub‑6 GHz/mmWave), LTE
Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6e, dual-band, Wi-Fi Direct
Bluetooth 5.2, ultra-wideband
5G (sub‑6 GHz and mmWave), LTE
Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac/6, dual-band, hotspot
Bluetooth 5.3, Ultra Wideband
สแกนใบหน้า มี FaceID
ลำโพง ลำโพงคู่แบบสเตอริโอ ลำโพงคู่แบบสเตอริโอ
มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IPX8 IP68 (ลงน้ำจืดได้ 6 เมตร)
แบตเตอรี่ 4400 mAh
การเล่นวิดีโอ สูงสุด 20 ชั่วโมง
การเล่นวิดีโอ สูงสุด 29 ชั่วโมง
ชาร์จไว 25W 20W
ชาร์จไร้สาย 15W 15W
ระบบปฏิบัติการ One UI 4.1.1 บนพื้นฐาน Android 12L iOS 16
น้ำหนัก 263 กรัม 240 กรัม
ราคาเริ่มต้น 59,000 บาท 44,900 บาท

ใช้งานหลายอย่างพร้อมกัน Multitask

มาเข้าเรื่อง Multitask หรือทำงานหลายอย่างพร้อมกันเลย จุดนี้ต้องยอมรับว่า Galaxy Z Fold4 มีความเหนือกว่า เพราะนอกจากจะมีพื้นที่จอเยอะกว่าแล้ว ยังออกแบบระบบมาให้แบ่งหน้าจอได้จำนวนมาก จะเทียบดูข้อมูล ดึงตัวหนังสือภาพลากไปมาระหว่างแอปก็ทำได้ง่าย ไม่ต้องคอยสลับแอปทีละหน้า ๆ ให้วุ่นวาย ในขณะที่ iPhone 14 Pro Max นั้นมีพื้นที่จอเล็กกว่า แถมไม่สามารถแบ่งครึ่งหน้าจอได้เลย ทำได้แต่ดึงหน้าลงมาข้างล่างเพื่อทำให้กดจอสะดวกด้วยมือเดียวได้เท่านั้น แล้วก็เหลือด้านบนดำ ๆ เอาไว้…เพื่อ!?

ความอึดแบตเตอรี่

อีกเรื่องสำคัญที่ผู้ใช้งานเป็นห่วงเวลาจะซื้อ คือความจุแบตว่าจะอยู่ได้ตลอดทั้งวันหรือไม่ จากสเปคจะเห็นว่า Apple เคลมไว้เลยว่า iPhone 14 Pro Max ใช้งานดูวิดีโอได้ยาวนานถึง 29 ชั่วโมงจากแบตความจุ 4323mAh ส่วนรุ่น Galaxy Z Fold4 มีระบุไว้ว่าใช้ดูวิดีโอได้นานเพียง 20 ชั่วโมง จากแบตความจุ 4400mAh ดังนั้นแม้จะเห็นว่ามีความจุใกล้เคียงกัน แต่จากระบบและรูปแบบของมือถือที่ต่างกันนั้นก็ใช้ไฟกันไปคนละแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Galaxy Z Fold4 ที่มีทั้งสองหน้าจอและฟังก์ชันการใช้งานที่มีมาก ยิ่งทำให้ต้องใช้พลังงานมากไปด้วย

ส่วนความอึดของ iPhone 14 Pro Max นั้นก็ต้องยกให้เค้าเลยจริง ๆ เพราะมีการจัดการซอฟต์แวร์ภายในให้อย่างยอดเยี่ยม ลองดูจากผลการทดสอบของทาง Droidsans ที่จับมือถือมาเผาแบตเทียบกันดู ก็พบว่า iPhone 14 Pro Max นั้นเป็นรุ่นที่แบตอึดมากที่สุดแล้ว แบตเต็ม 100% สามารถใช้งานยาว ๆ ต่อเนื่องกันได้ราว 10 ชั่วโมง

Dynamic Island ปะทะ Under Display Camera

Dynamic Island ก็ถือเป็นจุดว้าวที่เปิดตัวมากับ iPhone 14PM และอาจมีส่วนดึงดูดให้หลาย ๆ คนเสียตังค์ซื้อมาลองเล่นกันไปแล้ว แต่หลังจากที่ทดลองใช้กันไปซักพักก็จะพบว่า มันไม่ได้มีส่วนสำคัญอะไรที่ช่วยในการใช้งานมือถือตามเดิมมาก อย่างเรื่องการแสดงข้อมูลก็เป็นข้อมูลสถานะเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เราได้มองเห็นขยับไปมาหน่อยนึง และแจ้งเตือนสถานะอย่างอื่นอีก ซึ่งเมื่อต้องแลกมากับการกินหน้าจอขณะดูคลิปหรือเล่นเกมแล้ว บางคนอาจมองว่ามันไม่คุ้ม

ส่วน Galaxy Z Fold4 นั้นใช้กล้องหน้าของจอด้านในเป็นแบบ Under Display Camera หรือซ่อนกล้องไว้ใต้หน้าจอนั่นเอง เรียกได้ว่ามาคนละแนววเลย เพราะเค้าเน้นซ่อนกล้องไว้ให้ไม่เกะกะสายตา ซึ่งจะตัดปัญหากินพื้นที่หน้าจอไปได้ แต่กลายเป็นว่าเกิดเป็นปัญหาอื่นขึ้นมาแทน เพราะภาพที่ถ่ายออกมานั้นยังมีคุณภาพไม่ค่อยดีนัก ภาพออกเป็นฝ้า ๆ สีจาง ๆ แต่ก็แก้ได้โดยการหันไปใช้กล้องหลังกับจอด้านนอกดูภาพเวลาจะเซลฟี่เอาแทน

ความสะดวกในการพกพา

ปกติมือถือเครื่องหลักเราก็จะต้องพกติดตัวลอดเวลาอยู่แล้ว และถึง iPhone14PM จะมีจอกว้างและขนาดที่หนักพอตัว (สมความเป็น Pro Max) แต่ก็ยังอยุ่ในเกณฑ์ที่คนคุ้นชินมากพอที่จะพกไปไหนมาไหนโดยใส่กระเป๋ากางเกงได้

ต่างกันกับ Galaxy Z Fold4 ที่หนักขึ้นมาอีกราว 20 กรัม ซึ่งลองยกดูก็จะรู้สึกของความหนักของมันได้ทันที อาจทำให้ใช้งานมือเดียวลำบากสำหรับบางคน และใส่ร่วมกับกางเกงหลวม ๆ ไม่ได้ นอกจากนี้รูปทรงเวลาพับนั้นมีความเรียวยาวเป็นทรงกระบอก ทำให้ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วมีรอยนูนขึ้นมามาก

ดังนั้นแม้ Galaxy Z Fold4 จะมีฟังก์ชันหลากหลาย จอใหญ่สะใจแต่ก็ต้องแลกมากับการพกพาที่ลำบากขึ้นมาหน่อยนึงนะ

ประกันเครื่อง

ของ Apple เค้าก็จะมีประกันให้เลือกซื้อสำหรับคนไม่อยากจ่ายแพงหากต้องส่งเครื่องซ่อม เป็น AppleCare+ ราคา 8,290 บาท ทำให้เพิ่มเวลาคุ้มครองเป็น 2 ปี มีค่าธรรมเนียมซ่อมจอและกระจกด้านหลังเครื่อง ราคา 1,000 บาท แต่หากส่วนอื่นเสียหายมีค่าซ่อม 3,300 บาท

ส่วน Samsung ก็มีประกัน Samsung Care+ สำหรับ Galaxy Z Fold Series ราคา 7,999 บาท สำหรับ 1 ปี หรือ 13,799 บาทสำหรับ 2 ปี และเปิดให้ไปซ่อมจอแตกครั้งแรกได้ฟรี ๆ และหากมีความเสียหายมากเกินจะเปลี่ยนแค่อะไหล่ ก็สามารถเปลี่ยนเครื่องได้ในราคา 4,499 บาท ซึ่งก็ถือว่าใจป๋ามากเมื่อดูจากราคาเต็มเครื่อง

การใช้งานใน Ecosystem

เมื่อเป็น Apple คนก็ต้องนึกถึง Ecosystem ของเค้ากันเสมอ ที่ขึ้นชื่อว่ามีการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ได้อย่างราบลื่น ซึ่งก็ต้องยอบรับว่าระบบเค้าทำมาดีมาก ๆ ดังนั้นหากเป็นคนที่ใช้สินค้าของ Apple อยู่แล้ว ทั้ง iPad Mac ยังไงก็นี้ไปใช้มือถือรุ่นอื่นแล้วไม่ฟินเท่าใช้ iPhone 14 Pro Max แต่จะมีติดก็เรื่องส่งไฟล์ผ่านสาย เพราะยังให้ช่อง Lightning ที่มีความไวโอนข้อมูลแค่ USB 2.0 อยู่เลย ดังนั้นจะหวังพึ่งระบบของ Apple ในการส่งต่อข้อมูลกับอุปกรณ์นอกระบบลำบากมาก เช่นถ้ามีคอม Windows สักเครื่องก็คือเสียเวลาย้ายข้อมูล

ส่วน Galaxy Z Fold4 ด้วยความที่เป็นระบบ Android ก็มีตัวเลือกมากมายว่าจะเชื่อมต่อส่งโอนข้อมูลผ่านทางไหนบ้าง มีเยอะจนบางทีก็งงว่าควรเลือกอันไหนดี  แถมพวกอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่าง Galaxy Watch และ Galaxy Tab ที่เชื่อมต่อกันได้ราบลื่นแล้ว และไม่ได้จำกัดแค่ของซัมซุงด้วย แต่ยังสามารถเชื่อมต่อ Windows ได้ผ่าน แอป Your Phone ด้วย

กล้องถ่ายภาพ

คราวนี้ iPhone 14 Pro Max ได้อัปเกรดกล้องหลักเป็น 48MP ซึ่งก็พัฒนาการถ่ายภาพไปได้ดีมาก ๆ อย่างเพิ่มช่วงการซูมระยะ 2 เท่าเข้ามา และยังถ่ายออกมาได้รายละเอียดคมชัดจากจำนวนพิกเซลที่มากขึ้นด้วย แต่กล้องตัวใหม่นี้ดันมีระยะโฟกัสที่ไกลมาก ๆ ราว 20 ซม. ได้ ทำให้จ่อกล้องเข้าใกล้วัตถุมากไม่ได้ เช่นถ่ายภาพอาหาร ก็จะเข้าใกล้ไม่ได้ ถ้าเปิด Macro ก็จะทำพื้นหลังเบลอไม่ได้อีก เลยต้องมาจบที่กดซูม 2 เท่า แล้วยืนถ่ายไกล ๆ เอา กลายเป็นว่าถ่ายยากขึ้นซะงั้น?

สำหรับ Galaxy Z Fold4 เป็นมือถือจอพับก็สามารถใช้จุดนี้มาเป็นประโยชน์เวลาถายภาพได้ อย่างการใช้กล้องหลักมาถ่ายเซลฟี่ ที่รับรองว่าจะได้ภาพระดับเทพสวยเกินใครแน่นอนเวลาถ่ายออกมา สามารถตั้งกางทำมุมให้ได้องศาใหม่ ๆ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเสริมได้เลย

อีกอย่างคือสีสันของกล้องเซลฟี่ ที่ iPhone 14 Pro Max รอบนี้ไม่มีการแต่งอะไรมาให้แม้แต่น้อย สีที่ได้ออกมามีความดิบ จริงจัง เอามาก ๆ ใครที่ชินกับความสวยงามสไตล์ไอโฟนรอบนี้บอกได้เลยว่าคงมีชะงักกันไป ในขณะที่ผั่งซัมซุงก็ยังคงสไตล์สีสันสดใส แบบที่คนทั่วไปน่าจะชอบเอาไว้เหมือนเดิม

การถ่ายวิดีโอ

สุดท้ายเรื่องการถ่ายวิดีโอ ยังคงต้องให้ iPhone 14 Pro Max เป็นแชมป์อยู่ ที่ทั้งสีสัน เนื้อภาพ การปรับแสง ความนิ่งของวิดีโอ ยังไม่สามารถมีมือถือค่ายไหนมาล้มเค้าลงได้ แถมยิ่งมีฟีเจอร์ใหม่เพิ่มเข้ามาเป็น Action Cam ที่ทำให้วิดีโอนิ่งราว Go Pro และไม่ได้ติดภาพย้วยอะไรด้วย

ส่วนวิดีโอของ Galaxy Z Fold4 นั้นแม้จะถ่ายวิดีโอได้ดีแต่ก็ยังมีคุณภาพสู้ของไอโฟนไม่ได้ แถมโหมดกันสั่น Stredy Cam เค้าก็ถ่ายได้ชัดสุดแค่ 1080P 60fps เท่านั้น ในขณะที่ของ iPhone ได้ถึง 2.8K 60fps และเรื่องการนิ่ง ความสวยงามของเนื้อภาพนั้นก็ยังดีได้ไม่สุดเหมือนอีกค่าย

สรุป

สุดท้ายแล้วทางเลือก iPhone 14 Pro Max ก็เหมือนมือถือสุดคุ้นเคย ที่เน้นการทำหน้าที่หลักให้ดี และก็เน้นพัฒนาฟังก์ชั่นหลักมากกว่าจะสรรหานวัตกรรมใหม่ ๆ มานำเสนอให้เราได้ลองกัน โดยมีระบบที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็จะเป็นระบบปิด ที่ถึงแม้จะใช้งานได้ลื่นไหลดี แต่ก็จำกัดไว้ให้สินค้าของ Apple เท่านั้น

ส่วน Galaxy Z Fold4 นั้นจะมีความพิเศษที่รูปแบบของมือถือ ที่การเปิดกางและพับได้นั้นกลายมาเป็นจุดแข็ง เปิดให้เราได้ลองใช้มือถือในรูปแบบใหม่ ช่วยในเรื่องการถ่ายภาพ และหน้าจอที่ใหญ่กับการรองรับปากกา Stylus นั้นก็ช่วยเรื่องการ Multitasking ได้เป็นอย่างดี ทำให้เราได้ใช้งานมือถือได้คุ้มค่ามากกว่าเดิม

แต่สุดท้ายแล้วรุ่นไหนจะเหมาะกับใครก็ต้องมาดูไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ว่าเน้นการใช้งานมือถือแบบไหน หรือว่าจะลองเปลี่ยนไปใช้แบบไหนแล้วดีกว่าเดิม ก็ต้องมานั่งนึกกันดี ๆ ก่อนลงมือซื้อครับ ถูกใจตัวไหนไปเลยโลดด

from:https://droidsans.com/galaxy-z-fold4-iphone-14-pro-max-comparison/

iOS 16.2 Beta แก้ปัญหาความลื่นไหลจอ ProMotion 120Hz ของ iPhone 13 Pro, 14 Pro

Apple ปล่อย iOS 16.2 Beta ให้นักพัฒนาทดสอบ ซึ่งมีการแก้ […] More

from:https://www.iphonemod.net/ios-16-2-beta-fix-promotion-120hz-issue.html

แสงจ้าเกิน…iPhone 14 Pro อัปเดต iOS 16.2 ปิดจอ Always On Display ให้มืดสนิทได้แล้ว

ฟีเจอร์ว้าวสะท้านโลกอย่าง Always On Display ที่ Apple เปิดตัวไปใน iPhone 14 Pro ปี 2022 มีปัญหาใหญ่อยู่อย่างนึงหลังผู้ใช้งานได้ลองสัมผัสกััน คือการที่หน้าจอ Always On นั้น มีความสว่างจนเกินไป จนเกือบดูเหมือนเปิดหน้าจอทิ้งไว้อยู่ นอกจากการรบกวนสายตาแล้วยังจะดูดแบตให้หมดไวกว่าเดิมอีกตั้งหาก ซึ่ง Apple ก็ได้รับฟังและแก้ไขปัญหานี้ผ่านอัปเดต iOS 16.2 แล้วซะที

แต่ก่อนผู้ใช้งาน iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max จะเจอปัญหากับฟีเจอร์จอติดตลอด หรือ Alway-On Display บ่นกันว่ามันเปิดสว่างจ้าเกินไป เนื่องจาก Apple ได้ใส่ลูกเล่นอะไรมาเยอะ ทำให้ส่วนของจอที่สว่างนั้นมีมากกว่ามือถือฝั่ง Android ที่มันเป็นตัวหนังสือเรียบๆ  หรือกราฟิกขนาดกลาง ๆ ไม่ใหญ่จนเกินไป

โดยฟีเจอร์ Always-On ของ Apple ได้มีเทคนิคเปลี่ยนภาพพื้นหลังให้ดำมืดลงไป และมีการตัดขอบวัตถุหลักให้สว่างกว่าพื้นหลัง เพื่อโชว์ความเด่นขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมวางพวกแจ้งเตือนต่าง ๆ ไว้ด้านล่างของจอ แต่ก็ไม่สามารถตั้งค่าอะไรมากได้นอกจากนี้

อัปเดต iOS 16.2 เพิ่มฟีเจอร์ตั้งค่า Always-On Display

ตอนนี้ iPhone 14 Pro ที่อัประบบปฏิบัติการไปเป็น iOS 16.2 จะสามารถตั้งค่า Always-On ได้แล้ว โดยการไปที่แอป Setting > Display and Brightness > Always On Display ก็จะเห็นตัวเลือกให้เปิด/ปิด ‘Show Wallpaper’ และมีอีกตัวเลือกให้เปิดปิด ‘Show Notifications’ ที่จะทำให้เราเลือกได้ว่าจะไม่ต้องแสดงภาพวอลเปอร์เวลาล็อกหน้าจอมั้ย และเลือกว่าจะให้ขึ้นการแจ้งเตือนด้วยหรือไม่

ซึ่งหากเลือกปิด Wallpaper หลังล็อกหน้าจอก็จะขึ้นเป็นจอดำ จะขึ้นวิดเจ็ตต่าง ๆ และนาฬิกาบอกเวลาเท่านั้น ซึ่งก็จะคล้ายกับจอของมือถือ Android ที่เราเห็นกันตามปกติ ทำให้ต่อไปนี้ผู้ใช้ไม่ต้องกดเปิดโหมด “Do not Disturb” เพื่อปิดให้จอมืดอีกแล้ว คงแก้ปัญหากวนใจของใครหลายคนได้เยอะเลยครับ

 

ที่มา : 9to5mac

from:https://droidsans.com/iphone-14-pro-alway-on-display-custom-ios-16-2/

iPhone 14 Pro, 14 Pro Max ที่ Apple ไทย สินค้าเริ่มขาดแคลนแล้ว!

ของเริ่มขาด! iPhone 14 Pro, 14 Pro Max เกือบทุกสี ทุกคว […] More

from:https://www.iphonemod.net/iphone-14-pro-14-pro-max-out-of-stock-14nov-22.html

เปรียบเทียบกล้องเรือธงไอโฟน vs แอนดรอยด์ iPhone 14 Pro Max, Galaxy S22 Ultra, vivo X80 Pro, OPPO Find X5 Pro, Xiaomi 12S Ultra

ได้เวลาจับตัวมือถือท็อปของทั้งระบบ iOS และ Android มาเจอกัน ปีนี้มีรุ่นส่งเข้าชิงเป็น iPhone 14 Pro Max, Galaxy S22 Ultra, vivo X80 Pro, OPPO Find X5 Pro, Xiaomi 12S Ultra แต่ละค่ายบอกได้เลยว่าภาพสวยกันไปคนละแบบ แต่รุ่นไหนเด่นอะไร โทนสีของภาพเป็นแบบไหน เราลองมาดูความแตกต่างกันได้ครับ

มือถือในรุ่นปัจจุบันก็มีการแข่งขันด้านกล้องกันอย่างดุเดือด พร้อมนำเอาลูกเล่นต่าง ๆ เข้ามาเสริม อย่างการจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับแบรนด์กล้องต่าง ๆ และการคิดค้นเทคโนโลยีประมวลผลภาพแบบใหม่มาในมือถือ อย่าง iPhone 14 Pro Max ก็มีการใช้ระบบประมวลผลภาพ Photonic Engine ร่วมกับเทคโนโลยี  Deep Fusion พร้อมยกเครื่องกล้องชุดใหญ่ ใช้กล้องหลักความละเอียด 48MP

OPPO Find X5 Pro ก็เป็นผลงานระหว่างการร่วมมือกับแบรนด์กล้องสัญชาติสวีเดน Hasselblad ทาง vivo X80 Pro 5G ก็ใช้กล้องที่พัฒนาร่วมกับแบรนด์ ZEISS ส่วน Xiaomi 12s Ultra ก็ไม่น้อยหน้าควงคู่มากับ LEICA ขอโชว์พาวบ้าง และสุดท้ายพี่ใหญ่อย่าง Samsung Galaxy S22 Ultra ถึงไม่ต้องพกแบรนด์ไหนมาโชว์ แต่ตัวเทคโนโลยีกล้องเค้าไปไกลมาก

ตารางเปรียบเทียบสเปคกล้อง iPhone 14 Pro Max, Galaxy S22 Ultra, vivo X80 Pro, OPPO Find X5 Pro, Xiaomi 12S Ultra

iPhone 14 Pro Max Galaxy S22 Ultra vivo X80 Pro OPPO Find X5 Pro Xiaomi 12S Ultra
กล้องหลัก 48MP (f/1.78), 1.22µm, dual pixel PDAF, sensor-shift OIS 108 MP (f/1.8), 0.8µm,  PDAF, Laser AF, OIS 50MP (f/1.57), PDAF, Laser AF, OIS 50MP (f/1.7), 1.0µm, โฟกัส PDAF หลายวัตถุ, ระบบกันสั่น OIS SLR-Level 5-Axis Stabilization 50MP (f/1.9), 1.6µm,  Dual Pixel PDAF, Laser AF, OIS
กล้องอัลตราไวด์ 12MP (f/2.2)  1.4µm มุมกว้าง 120˚, dual pixel PDAF 12 MP (f/2.2),  1.4µm มุมกว้าง  120˚,  dual pixel PDAF, Super Steady video 48 MP (f/2.2), มุมกว้าง 114˚,  AF 50MP (f/2.2),  1.0µm, มุมกว้าง 110.3°, โฟกัส PDAF หลายวัตถุ 48 MP (f/2.2), 0.8µm, มุมกว้าง 128˚, Dual-Pixel PDAF
กล้องเทเลโฟโต้ 12MP (f/2.8),  3x optical zoom, PDAF, OIS 10 MP (f/2.4),  1.12µm, 3x optical zoom, dual pixel PDAF, OIS

Periscope: 10MP (f/4.9),  1.12µm, Optical Zoom 10x, dual pixel PDAF, OIS

12 MP (f/1.9), 1.22µm,  2x optical zoom, Dual Pixel PDAF

Periscope: 8 MP (f/3.4), 1.0µm, 5x optical zoom, PDAF, OIS

13 MP (f/2.4), 2x optical zoom, PDAF Periscope: 48 MP (f/4.1),  0.8µm, 5x optical zoom, PDAF, OIS
กล้องหน้า 12 MP (f/1.9) 40MP (f/2.2), 0.7µm, PDAF 32 MP (f/2.5), 0.8µm 32 MP (f/2.4), 0.8µm 32 MP (f/2.4), 0.7µm

ทีนี้เราลองมาเทียบการทดลองถ่ายภาพจริงกันบ้างว่าแต่ละรุ่นออกมาเป็นยังไง แต่ต้องขอชี้แจงว่าในการทดสอบเราใช้โทนทีของแต่ละค่ายที่ให้มา ของ iPhone 14 Pro Max ใช้โปรไฟล์สี Standard, Galaxy S22 Ultra โหมด Auto Scene, OPPO Find X5 Pro โทนสีหลักของ Hasselblad, vivo X80 Pro 5G ใช้โหมด ZEISS Natural Color,  Xiaomi 12s Ultra ใช้โหมด LEICA Authentic

กล้องเลนส์ Wide





เลนส์กล้องหลักเป็นตัวที่คนทั่วไปใช้มากที่สุด เวลาจะหยิบถ่ายอะไรไว ๆ จากภาพชุดนีก็จะเห็นว่าค่ายต่าง ๆ จัดการกับแต่ละโทนสียังไง ทาง iPhone 14 Pro Max มีการปรับคอนทราสต์สูง เห็นเส้นและลวดลายต่าง ๆ เด่นชัด ส่วนค่ายอื่นอาจยังไม่เห็นความต่างกันมาก ให้มาลองเทียบกันในชุดภาพถัดไป





ภาพชุดนี้น่าจะเป็นตัวบ่งบอกความต่างของโปรไฟล์สีแต่ละค่ายได้ดี ดูของ iPhone 14 Pro Max ยังมีกลิ่นอายประจำค่าย โทนสีออกไปทางเหลืองนิดนึง แต่สีดูคอนทราสต์เด่นชัด ให้อารมณ์ความจริงจัง ดราม่า ถัดมาเป็น Galaxy S22 Ultra สีอวบอิ่มดูสดใส ใบไม้ด้านหลังสีเขียวชัดมาก แต่มีบางโมเมนต์ตัดขอบวัตถุเหลี่ยมเกินไปหน่อย

จากนั้น Find X5 Pro ของ OPPO ก็มาในโทนกลาง ๆ ไม่อวบอื่มหรือซีดไป ทำให้สีดูเป็นธรรมชาติ ไม่เน้นคอนทราสต์มากเท่าใหร่ ส่วน vivo x80 Pro มาด้วยโปรไฟล์สีสว่าง โทนดูขาว ๆ ตามฉบับ ZEISS ส่วน Xiaomi 12S Ultra ถ่ายออกมาสีออกโทนน้ำเงิน-ม่วง มีคอนทราสต์สูง แบบ LEICA แถมใบหน้าอาจมีการเกลี่ยเพื่อความสวยงามเยอะไปนิดนึง แต่ด้วยความที่เลนส์กล้องขนาดใหญ่ 1 นิ้ว ถ่ายแล้วหลังละลายกว่าใครเพื่อน

กล้องเลนส์ Wide + HDR





ลองมาใช้โหมด HDR ในกล้องหลักกันหน่อย ฉากนี้ก็มีจุดเด่นเป็นสีสันของอาคารศาลเจ้า และมุมมืดด้านในที่ตัดกับท้องฟ้าที่มีแสงสว่างจ้าสุด ๆ ลองส่องดูจะเห็นว่า บางรุ่นมีหลุดไปบ้าง อย่าง iPhone ถ่ายแล้วท้องฟ้าสว่างเกินจนกลายเป็นสีขาว ซึ่งลองกดใหม่ 2-3 รอบก็ยังแก้ไม่หาย ส่วน Samsung แม้จะยังคงท้องฟ้าและตัวศาลเจ้าเอาไว้ได้ แต่กลับยกแสงนางแบบจนดูสว่างจ้าไปด้วย

ส่วนอีก 3 รุ่นที่เหลือทำได้ดีพอ ๆ กัน อย่าง vivo OPPO และ Xiaomi ที่เก็บรายละเอียดครบทั้งท้องฟ้าและนางแบบ และยังมีเฉดสีไล่เลี่ยกัน





ชุดนี้มีความละเอียดสูงมาก ไอโฟนลองแล้วเบลอภาพพื้นหลังมาให้น้อยที่สุด แต่ยังเก็บรายละเอียดในทั้งพื้นที่สว่างและมือของภาพได้ดี เช่นเดียวกันกับ vivo และ Samsung ส่วน OPPO และ Xiaomi ภาพออกมาคล้ายกัน แต่เสียวหมี่มีจับโฟกัสพลาดไปเล็งพุ่มไม้ด้านหลังแทน





ลองมาส่องภาพแบบ indoor โดยกล้องหลัก พบว่าสไตล์ vivo สีแบบขาว ๆ กลับชูห้องสีทึมให้ดูสว่างและสดใสขึ้นมาได้ ออกมาคล้ายกับของ Samsung ที่สีขาวดูเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติ ส่วนภาพจาก iPhone กลายเป็นว่าติดเขียวนิด ๆ และ OPPO กับ Xiaomi ดึงสีไปทางแดงม่วง และไม่ค่อยดึงภาพให้สว่างเท่าไร

กล้องเลนส์อัลตราไวด์





พอลองเปลี่ยนมาใช้เลนส์ ultra-wide ในซีนเดียวกัน ก็จะเห็นความต่างของสี ซึ่งกล้องที่ดีเวลาเปลี่ยนเลนส์แล้วควรมีโทนแบบเดียวกัน หรือไม่ต่างกันมาก ซึ่งพอลองดูแล้วก็พบว่าแต่ละค่ายก็ยังพอคงสไตล์เหมือนกล้องหลักไว้ได้อยู่ แต่ของ OPPO มีการปรับสีให้สว่างมากขึ้น จากโทนแดงในเลนส์ wide กลายเป็นออกเหลืองมาหน่อย แต่ที่สีเปลี่ยนเยอะอาจเป็นเพราะพอขยายมุมแล้วมีแสงไฟด้านบนเข้ามาในภาพ





อัลตราไวด์ชุดนี้เป็นภาพนางแบบยืนอยู่ในสถานที่มีรายละเอียดเยอะ และมี dynamic range สูง แต่ละรุ่นมีความบิดเบี้ยวของภาพตามองศาเลนส์พอ ๆ กัน แต่จะเห็นว่า iPhone 14 Pro Max มีการขยับแสงภาพให้สว่างมากทั้งภาพ ทำเอาสีรองเท้า และตึกด้านหลังรายละเอียดหายไปบ้าง แต่ก็รักษาสกินโทนให้สีสวยไว้ได้ ส่วน Xiaomi ก็มีหลุดตึกหายไปเหมือนกัน แต่ภาพส่วนอื่นยังดูมืดไม่สมดุล ในขณะที่ Samsung มีภาพสีสดแต่ยอมปล่อยวัตถุคนมืดลงไปได้ ทำให้นางแบบที่เป็นจุดเด่นของภาพโดนกลบไป แต่สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ดันสวยแทน

ส่วน vivo เก็บ Dynamic Range ได้ดี จุดที่สว่างสุดอย่างตัวตึกยังเก็บรายละเอียดครบ ส่วนที่มืดก็ยังดึงให้สว่างได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกันกับ OPPO ที่ต้องขอชมว่าแม้เจอซีนจัดการยากแต่ยังรักษาสีสันไว้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เข้มและไม่จืดเกินไป





ลองมาดูสีสันตึกและท้องฟ้าจากเลนส์อัลตราไวด์ พบว่าแต่ละค่ายพาโทนไปคนละทางเลย ของ OPPO และ Samsung นี่ไปทางภาพสีสด ดึงให้ตึกออกมาดูสีแดงสว่าง แต่สีกระเบื้องพื้นต่างกัน อย่าง OPPO นี่พาดึงพื้นให้ขาวสว่างไปเลย ส่วนรุ่นที่เหลือนั้นปล่อยให้ตึกสีออกเข้ม ทาง Apple ชูสีส่วนต่าง ๆ น้อยที่สุด แต่ไปเด่นตรงท้องฟ้าที่มีสีน้ำเงินเข้ม ส่วนท้องฟ้าค่ายอื่นออกสีฟ้าเบา ๆ มากกว่า

โหมดถ่ายภาพบุคคล Portrait





โหมด Portrait นี่คนก็น่าจะใช้บ่อยกันไม่น้อย เวลาอยากถ่ายภาพคนให้เด่นชัด มีพื้นหลังเบลอ ๆ ซีนนี้เป็นมุมเปิดประตูมาเจอแสงข้างนอก โดยยังมีพื้นหลังเป็นในห้องแสงน้อย แว๊บแรกเห็นความแตกต่างเป็นการแต่งหน้าจากระบบ ที่ vivo กับ Xiaomi นี้เกลี่ยนหน้าเนียนมาก ๆ รองลงมาเป็น Samsung และ OPPO ที่ปัดหน้าให้พอดี ๆ

ส่วนความคอนทราสต์ของภาพเก็นเด่นชัดมากใน iPhone และ Xiaomi ทำให้ภาพดูแข็งไปหน่อย ส่วนโทนสี Samsung OPPO vivo นั่นถือว่าออกมาคล้าย ๆ กัน แต่ของ iPhone มีภาพโทนอุ่นกว่า ส่วน Xiaomi ภาพออกสีฟ้าเด่นชัดแบบ LEICA





ให้นางแบบนั่งในฉากบนโต๊ะอาหารครึ่งตัว ชุดนี้เหมาะกับกล้องสีสดอย่าง Samsung ทำให้สีเส้นผมและใบหน้าดูอวบอิ่ม ส่วน OPPO ก็ออกมาสวยเป็นธรรมชาติแม้ไม่ได้เร่งสีเท่าไหร่ โทนคล้าย ๆ กับ vivo อีกแล้ว ต่างกันตรงการเกลี่ยหน้าที่ vivo ปรับหน้ามาเห็นได้ชัด ส่วน Xiaomi ก็ยังคงจัดหน้ามาแน่น แต่ก็มาด้วยโทนสีเย็น ออกขาวฟ้าเป็นเอกลักษณ์ ในขณะที่ iPhone เน้นความสว่าง สีออกเหลือง และใบหน้าชัดสมจริงไม่ได้แต่งอะไร

ในด้านการตัดขอบ Xiaomi และ vivo รอบนี้ตัดได้ไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่ ขอบวัตถุมีจุดมัวเป็นเส้นเห็นได้อย่างชัดเจน ดีขึ้นก็เป็น OPPO ที่ตัดสินใจตัดขอบโดยไม่ค่อยใช้เบลอเส้นขอบ แต่ถ้าเลือกตัดพลาดก็มีส่วนภาพเกินแปลก ๆ  ส่วน Samsung และ iPhone ตัดได้ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ มีการใช้เบลอมาเฉพาะจุดที่จำเป็นอย่างตามเส้นผม ทำให้เหมือนว่าผมถูกเบลอไปตามระยะถ่ายของกล้อง

โหมดถ่ายภาพบุคคล Portrait + HDR





พอลองถ่ายซีนนี้แบบ Portrait HDR แล้วพบว่า iPhone ปรับค่าคอนทราสต์บนตัวคนน้อยที่สุด ทำให้ตัวคนดูสว่างขึ้นมาทุกส่วน สังเกตได้จากแสงเงาบนใบหน้าและเส้นผม ส่วนค่ายที่ปรับคอนทราสต์สูงสุดเป็น Xiaomi ที่ความสว่างต่างกันมาก ดูคล้ายแสงสปอตไลต์ฉายลงจากด้านบน และด้านหลังยังมีระเบิดแสงบนท้องฟ้า สว่างวาบทำรายละเอียดหาย

ส่วนด้านโทนสี iPhone ดูไม่เน้นความอิ่มตัวของสีเท่าค่ายอื่น บางคนอาจมองว่าซีดไปหน่อย ส่วน Samsung ปรับสีเข้มคล้าย ๆ กับบน vivo x80 ที่ช็อตนี้ดูไม่ค่อยเห็นเป็นโปรไฟล์สี ZEISS แบบที่เคยเห็น ส่วน OPPO ดูสีอยู่กึ่งกลางทั้ง 5 รุ่น ในขณะที่ Xiaomi สียังออกฟ้าม่วง เย็น ๆ อยู่ตามสไตล์ LEICA

และก็เหมือนเดิม เรื่องการเกลี่ยใบหน้าก็เห็นว่า Xiaomi และ vivo ใส่เอฟเฟกต์มาเยอะสุด ดูหน้าเนียนเรียบไปเลย ในขณะที่เจ้าอื่นยังเห็นพื้นผิวได้อยู่บ้าง

กล้องหน้าถ่ายภาพเซลฟี่





การเซลฟี่ด้วยกล้องหน้าก็คือเป็นอีก 1 โหมดปราบเซียน และเป็นตัวชี้ชัดความเด่นของกล้องแค่ละรุ่นได้ดีครับ สิ่งแรกที่สังเกตได้คือการปรับผิวหน้าให้สวยงามขึ้น iPhone นี่เรียกได้ว่าเป็นหน้าสด แทบไม่ตกแต่งอะไรมาให้ เห็นรอยผิวชัดเจนมากที่สุด รองลงมาเป็น vivo ที่เห็นผิวหนังชัดแต่ก็มีการปรับให้ดูเรียบเนียนมากขึ้น ส่วนตัวคิดว่ากำลังดีดูเป็นธรรมชาติ

ความชัดรองลงมาเป็น Samsung ที่ปรับหน้ามาพอเห็นร่องรอยดูสมจริงอยู่ระดับนึง พอ ๆ กันกับ Xiaomi โดยมีความต่างอยู่ที่โทนสีซะมากกว่า ส่วนรุ่นที่แต่งหน้าให้เวลาเซลฟี่เยอะสุด คือ OPPO ที่ให้เครื่องมาแน่น ดูผิวเกลี่ยเรียบไปเยอะอยู่

อีกเรื่องคือการเบลอพื้นหลัง จะสังเหตุเห็นได้ว่า Samsung เบลอให้เยอะกว่าใคร ทำให้ภาพดูมีมิติ ส่วน iPhone ไม่ค่อยปรับเบลอเท่าไหร่ ภาพชัดกันทุกส่วน  ส่วนเรื่องโทนสีแต่ละรุ่นยังคงเป็นเหมือนกล้องหลังอยู่ทุกตัว

ถ่ายภาพอาหาร





พอมาดูหมวดภาพถ่ายอาหาร จานนี้ก็ถือว่าจัดการให้สวยยากเพราะไม่ค่อยมีสีสันเยอะ และในร้านที่ถ่ายก็มีแสงสีออกเหลืองอุ่น ๆ อยู่แล้วด้วย แต่จะเห็นว่า Samsung ปรับสีจัดจ้านดูดราม่ามาก เหมือนใส่ฟิลเตอร์สีลงไป มีสีดูเทียบเคียงกับ iPhone เลย ซึ่งต้องขอแจ้งไว้ว่ากล้อง iPhone 14 Pro Max นี้ต้องหันไปใช้เลนส์ซูม x2 เพราะว่ากล้องหลักมีระยะถ่ายใกล้ขนาดนี้ไม่ได้





ลองมาดูฉากถ่ายอาหารหลายจานจากด้านบน แต่ละรุ่นยังคงจุดเด่นเอาไว้อยู่ อย่าง iPhone ที่ยังเน้นดึงภาพให้สว่างเข้าไว้ กลายเป็นว่าออกมาภาพคล้าย vivo ที่มีโปรไฟล์สีเย็น ๆ และสว่างทั่วกัน ส่วน Xiaomi นี่ถ่ายแล้วกลายเป็นว่าไม่ค่อยดึงแสงขึ้น ทำภาพออกมามืด

โหมดถ่ายภาพกลางคืน Night Mode





ซีนนี้จะใช้ลองโหมดถ่ายภาพตอนกลางคืนกัน อันนี้เราไม่ได้กำหนดค่าวินาทีเลย ให้แต่ละเครื่องกำหนดค่าชัตเตอร์กันไป ตัว iPhone ก็เห็นได้ว่ามีความสว่างขึ้นมาจากรุ่นก่อน ๆ มาก และแต่ละรุ่นก็สว่างใกล้เคียงกัน แต่ Xiaomi ให้ภาพโดยรวมค่อนข้างมืดกว่ารุ่นอื่นในบางส่วน





ส่วนซีนนี้เป็นภาพที่มืดที่สุดตอนกดถ่าย เห็นได้ชัดเลยว่า iPhone 14 Pro Max ภาพสว่างที่สุด รองลงมานี่ยกให้ vivo กับ OPPO ที่ดูสูสีกัน จากนั้น Samsung และ Xiaomi สว่างน้อยลงมาตามอันดับ แต่ด้านโทนสีในที่มืดกลายเป็นว่า vivo จับสีใด้อวบอิ่มได้มากที่สุด ส่วน iPhone ดูสว่างมากแต่ก็ดูซีดมากพอกัน





เทียบภาพเซ็ตสุดท้ายกันด้วยภาพตึกและเมืองกรุงยามค่ำคืน ดูเหมือนว่า Samsung จะถ่ายภาพแบบนี้ออกมาแล้วดูสว่างที่สุด ในขณะที่ vivo ก็สว่างพอกัน แต่มีติดสีขาวฟุ้ง ๆ ทั่วจอครับ ส่วน OPPO ดูท้องฟ้ามืดที่สุดเพราะดูเหมือนจะเน้นแสงจากด้านล่างท้องถนนมากกว่า และก็ต้องชื่นชม iPhone ที่ปรับสว่างขึ้นได้มากขึ้นเยอะ พร้อมใส่ sharpness เข้ามาเสริมให้ภาพคมชัดด้วย

ทั้งหมดนี้ก็จะถือเป็นการลองเทียบกล้องมือถือเรือธงของค่ายดังทั้งฝั่งไอโฟน และแอนดรอยด์ สามารถพูดได้ว่าแต่ละรุ่นมีจุดเด่นและจุดด้อยต่างกันไป ทั้งมู้ดและโทนของภาพก็เป็นคนละแนวเลย สุดท้ายแล้วหากใครจะเลือกซื้อมือถือจากกล้อง ก็ควรเลือกสไตล์ที่ตรงใจเราที่สุด และอาจดูฟีเจอร์ลูกเล่นกล้องอื่น ๆ เช่นโหมดแสง เอฟเฟกต์ และการซูมไว้ด้วยนะ

from:https://droidsans.com/flagship-phone-camera-comparison-2022/

Apple เซ็ง! iPhone 14 Pro Series อาจไม่พอขายช่วงเทศกาล หลังโรงงานในจีนถูกสั่งปิดเพราะ COVID-19

Apple ยืนยัน! iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max อาจผลิต และจัดส่งได้น้อยลงในช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่เรียกผู้คนให้ออกมาจับจ่ายกันได้มากที่สุดของปี เหตุเป็นเพราะผู้ผลิตรายใหญ่ของ Apple ในจีนอย่าง Foxconn โดนสั่งล็อกดาวน์ปิดโรงงานหนึ่งอาทิตย์เซ่นมาตรการ ‘โควิดเป็นศูนย์’ ของทางการจีน

Apple ได้ออกมาแถลงผ่านเว็บไซต์ของตัวเองว่า มาตรการป้องกัน COVID-19 ของทางการจีนได้ส่งผลกระทบชั่วคราวทำให้โรงงาน ณ เมืองเจิ้งโจว ผลิต iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ได้น้อยลงกว่า 30% ส่งผลให้ลูกค้าที่สั่ง iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max บนร้านค้าออนไลน์ของ Apple ในสหรัฐฯ อาจต้องรอกันนานกว่าปกติถึง 3 – 4 สัปดาห์เลยทีเดียว

มาตรการล็อกดาวน์โรงงาน Foxconn ของทางการจีนจะมีผลถึงวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำให้สถานการณ์การผลิตดีขึ้นกว่าตอนนี้หรือเปล่า ตอนนี้ถ้าใครกำลังมองหา หรือสนใจ iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max อยู่ อาจต้องรอนานกันสักหน่อย เพราะ Apple Store ของไทยก็แจ้งว่าอาจต้องรอของนาน 4 – 5 สัปดาห์ด้วยเช่นกัน

 

ที่มา: MacRumors, TheGuardian

from:https://droidsans.com/apple-iphone-14-pro-series-lower-shipments/

เปรียบเทียบ iPhone X ถึง iPhone 14 ที่ผ่านมา มีอะไรเพิ่มเข้ามา มีอะไรหายไปบ้างนะ?

ในตอนนี้ iPhone ในดีไซน์แบบ Notch Display ได้เดินทางมาถึง iPhone 14 กันแล้ว ซึ่งก็ได้ผ่านการปรับดีไซน์แบบ Minor Change หลายต่อหลายครั้ง และในทุก ๆ ครั้งที่รุ่นใหม่เปิดตัว ก็มักจะมีฟีเจอร์เด่น ๆ ที่ใส่มาเพื่อขายเครื่องรุ่นนั้นโดยเฉพาะ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ผู้ใช้หลาย ๆ คนสับสนว่า “รุ่นไหนเพิ่มอะไรมาบ้างนะ ?” วันนี้เราเลยได้รวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบ iPhone ในดีไซน์แบบรอยบากทุกรุ่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาว่าได้เพิ่ม ตัด หรือลดฟีเจอร์ไหนไปบ้าง เพื่อไขข้อสงสัยให้ทุกคนได้กระจ่างกัน

อยากดูรุ่นไหน กดกระโดดข้ามไปดูรุ่นนั้นได้เลย

iPhone X

iPhone X ถือเป็นการนับศักราชใหม่ด้วยการพลิกรูปโฉมแบบหมดจดนับตั้งแต่ปี 2007 มาพร้อมกับอะไรหลาย ๆ อย่างที่ถือเป็น “ครั้งแรก” บน iPhone อย่างเช่น

  • จอ Super Retina HD OLED ไร้ขอบมีรอยบาก
  • กล้องหน้า TrueDepth ที่รวมเซ็นเซอร์ไว้กว่า 6 ตัว เพื่อเก็บใบหน้าผู้ใช้งานแบบ 3 มิติ
  • สร้างมาตรฐานปลดล็อกตัวเครื่องแบบใหม่ Face ID แทนที่ Touch ID บนปุ่ม Home ที่ใช้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ iPhone 5s
  • มาพร้อมกับชิปเซ็ต Apple A11 Bionic พร้อมชิป Neural Engine เป็นครั้งแรก

iPhone XR / XS / XS Max

ถัดมา 1 ปี Apple ได้เปิดตัว iPhone X  รุ่นใหม่ได้แก่ iPhone XS พร้อมแตกไลน์อัพใหม่ 2 รุ่น อาทิ รุ่นพรีเมียมจอใหญ่อย่าง XS Max และ XR รุ่นเริ่มต้นโดยทั้ง 3 รุ่นได้มีการอัปเกรด (และดาวน์เกรด) แบบ Minor Change ไม่ทิ้งลายจาก iPhone X รุ่นก่อนมากนัก โดยเฉพาะ iPhone XS / XS Max ที่เรียกได้ว่าเหมือนกับ iPhone X แทบจะ 80% เลยก็ว่าได้ ซึ่งถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแบบสเปคประปราย แต่สิ่งที่ 3 รุ่นได้อัปเกรดเหมือนกันก็คือ

  • ชิปเซ็ตประมวลผลตัวใหม่อย่าง Apple A12 Bionic ซึ่งมาพร้อมกับชิป Neural Engine รุ่นที่ 2
  • กล้องหลัก Wide-Angle ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่ใช้เซ็นเซอร์ใหม่ที่ใหญ่กว่ารุ่นก่อน 30%  และมีค่า ISO ที่กว้างกว่าเดิม 
  • รองรับการประมวลผลภาพ HDR แบบใหม่ “Smart HDR” ที่จะช่วยปรับแสง ดึงรายละเอียดภาพออกมาได้ดีขึ้นไม่ว่าถ่ายในแดดจ้า ๆ หรือที่แสงน้อย
  • เพิ่มฟีเจอร์ Advanced bokeh และ Depth Control ในกล้อง Portrait Mode ที่สามารถปรับความเบลอ และระยะตื้นลึกของภาพได้อิสระมากขึ้น
  • เป็นครั้งแรกที่ iPhone รองรับ 2 ซิม ผ่านเทคโนโลยี eSIM
  • อัดวิดีโอกล้องหน้าที่ความละเอียด 1080p ที่ 60fps และอัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอได้แล้ว

สิ่งที่ถูกดาวน์เกรดลงไปส่วนใหญ่จะมีในเฉพาะรุ่น iPhone XR โดยมีการตัดฟีเจอร์ ลดสเปค และลดเกรดวัสดุ เพื่อดั้มป์ราคาให้เบากว่าเดิมเกือบ 1 เท่า โดยสิ่งที่ถูกลดลงไปมีดังนี้

  • ใช้จอ Liquid Retina HD IPS LCD ความละเอียด HD+ แทน OLED แต่ก็ทดแทนมาด้วยขนาดจอที่ใหญ่กว่ารุ่น XS เป็น 6.1 นิ้ว
  • มีกล้องหลังแค่ตัวเดียว แต่ยังใช้ฟีเจอร์กล้องได้ครบครันโดยใช้ Software ช่วย
  • ลดเกรดวัสดุจาก Stainless Steel ขัดเงา เป็น Aluminum แทน
  • ตัด 3D Touch ออก ใช้ Haptic Touch แทนซึ่งภายหลังก็ได้กลายมาเป็นมาตรฐานของ iPhone รุ่นใหม่ ๆ

ตารางเทียบสเปค iPhone X, iPhone XR และ iPhone XS / XS Max

สเปค / รุ่น IPHONE X IPHONE XR IPHONE XS / XS MAX
หน้าจอแสดงผล Super Retina HD OLED 60 Hz Liquid Retina HD (IPS LCD) 60 Hz Super Retina HD OLED 60 Hz
ขนาดจอแสดงผล 5.8″ 6.1″ XS – 5.8″
XS Max – 6.5″
ความละเอียด 2436 x 1125 458ppi 1792 x 828 326 ppi XS – 2436 x 1125 458 ppi
XS Max – 2688 x 1242 458 ppi
CPU A11 Bionic A12 Bionic A12 Bionic
RAM 3GB 3GB 4GB
ความจุ 64GB / 256GB 64GB

128GB

256GB

64GB

256GB

512GB

กล้องหลัก  12MP (Wide) f/1.8, 1.22µm, กันสั่น OIS 12MP (Wide) f/1.8, 1.4µm, กันสั่น OIS 12MP (Wide) f/1.8, 1.4µm, กันสั่น OIS
กล้อง Ultra Wide X X X
กล้อง Telephoto 12 MP f/2.4, 1.0µm, กันสั่น OIS X 12 MP f/2.4, 1.0µm, กันสั่น OIS
Optical Zoom x2 X x2
Digital Zoom x10 x5 x10
กล้องหน้า 7MP f/2.2 TrueDepth 7MP f/2.2 TrueDepth 7MP f/2.2 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS
การถ่ายวิดีโอ กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 1080p @ 30 fps

กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 1080p @ 30 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 1080p @ 30 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

การเชื่อมต่อ Wi-Fi 5

Blutooth 5.0

5G X

(4G LTE)

ระบบ Dual SIM X

(ผ่าน eSIM)

(ผ่าน eSIM)

ลำโพง ลำโพง Stereo ลำโพง Stereo ลำโพง Stereo

รองรับ Spartial Audio และ Dolby Atmos

มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP67

(ทนน้ำลึกสูงสุด 1 เมตร 30 นาที)

IP67

(ทนน้ำลึกสูงสุด 1 เมตร 30 นาที)

IP68

(ทนน้ำลึกสูงสุด 2 เมตร 30 นาที)

แบตเตอรี่ 2716 mAh 2942 mAh Xs: 2658 mAh
Xs Max: 3174 mAh
ชาร์จไว 15W
ชาร์จไร้สาย Qi Wireless Charge 7.5W

 

iPhone 11 Series

ปี 2019 Apple เปิดตัว iPhone รุ่นใหม่โดยนับรุ่นเลขรุ่นต่อจาก iPhone X Series และข้ามรุ่นที่ 9 ไปแบบงง ๆ โดยเปิดตัวด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ iPhone 11 ซึ่งเป็นรุ่นมาตรฐานที่มีการอัปเกรดจาก iPhone XR อีกนิดหน่อย เช่น

  • อัปเกรดชิปเซ็ตประมวลผลตัวใหม่อย่าง Apple A13 Bionic ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม 50% – 60% พ่วงด้วยชิป Neural Engine รุ่น 3
  • เพิ่มกล้อง Ultrawide เข้าสู่ครอบครัว iPhone เป็นครั้งแรก
  • เปลี่ยนเซ็นเซอร์กล้องหน้าใหม่เป็นกล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
  • กันน้ำกันฝุ่นดีกว่าเป็นมาตรฐาน IP68 หมดทุกรุ่นแล้ว
  • เพิ่มโหมดถ่ายรูปกลางคืน และมีฟีเจอร์ใหม่อย่าง Deep Fusion เข้ามาช่วยประมวลผลรูปถ่ายให้มีคุณภาพดีขึ้น

iPhone 11 Pro และ Pro Max เป็นซีรีส์รุ่นท็อปออกมาให้มีความชัดเจนมากขึ้นภายใต้คำจำกัดความว่า “Pro” ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ใช้งานระดับสูง ได้รับการอัปเกรดที่เหมือนกับ iPhone 11 แต่มากกว่า

เพราะ iPhone 11 Pro และ Pro Max มาพร้อมกับหน้าจอแบบใหม่ Super Retinal Display XDR ที่สว่างขึ้นกว่าเดิมเกือบ 2 เท่า มีกล้องหลัง 3 ตัวเป็นครั้งแรกของ iPhone อีกทั้งยังได้แบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น อึดขึ้นอีกด้วย

ตารางเทียบสเปค iPhone XR/XS Series กับ iPhone 11 Series

สเปค / รุ่น iPhone 11 iPhone XR iPhone 11 / 11 Pro และ 11 Pro Max iPhone XS / XS MAX
หน้าจอแสดงผล Liquid Retina HD (IPS LCD) 60 Hz Liquid Retina HD (IPS LCD) 60 Hz Super Retina XDR OLED 60 Hz Super Retina HD OLED 60 Hz
ขนาดจอแสดงผล 6.1″ 6.1″ 11 Pro – 5.8″ XS – 5.8″
11 Pro Max – 6.5″ XS Max – 6.5″
ความละเอียด 1792 x 828 326 ppi 1792 x 828 326 ppi 11 Pro – 2436 x 1125 458 ppi XS – 2436 x 1125 458 ppi
11 Pro Max – 2688 x 1242 458 ppi XS Max – 2688 x 1242 458 ppi
CPU A13 Bionic A12 Bionic A13 Bionic A12 Bionic
RAM 4GB  3GB 4GB 4GB
ความจุ 64GB

128GB

256GB 

64GB

128GB

256GB

64GB

256GB

512GB

64GB

256GB

512GB

กล้องหลัก  12MP (Wide) f/1.8, 1.4µm, กันสั่น OIS 
กล้อง Ultra Wide 12 MP, f/2.4, มุมกว้าง 120˚ X 12 MP, f/2.4, มุมกว้าง 120˚ X
กล้อง Telephoto X X 12 MP f/2.0, 1.0µm, กันสั่น OIS 12 MP f/2.4, 1.0µm, กันสั่น OIS
Optical Zoom x2 X x2 x2
Digital Zoom x5 x5 x10 x10
กล้องหน้า 12MP f/2.2 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS 7MP f/2.2 TrueDepth 12MP f/2.2 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS 7MP f/2.2 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS
การถ่ายวิดีโอ กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 4K @ 60 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 1080p @ 30 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 4K @ 60 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 1080p @ 30 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

การเชื่อมต่อ Wi-Fi 6
Bluetooth 5.0
Wi-Fi 5
Bluetooth 5.0
Wi-Fi 6
Bluetooth 5.0
Wi-Fi 5
Bluetooth 5.0
5G X (4G LTE)
ระบบ Dual SIM (ผ่าน eSIM)
ลำโพง ลำโพง Stereo

รองรับ Spartial Audio และ Dolby Atmos

ลำโพง Stereo ลำโพง Stereo

รองรับ Spartial Audio และ Dolby Atmos

ลำโพง Stereo

รองรับ Spartial Audio และ Dolby Atmos

มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68

(ทนน้ำลึกสูงสุด 2 เมตร 30 นาที)

IP67

(ทนน้ำลึกสูงสุด 1 เมตร 30 นาที)

IP68

(ทนน้ำลึกสูงสุด 2 เมตร 30 นาที)

IP68

(ทนน้ำลึกสูงสุด 2 เมตร 30 นาที)

แบตเตอรี่ 3110 mAh  2942 mAh 11 Pro: 3046 mAh Xs: 2658 mAh
11 Pro Max: 3989 mAh Xs Max: 3174 mAh
ชาร์จไว 18W  15W 11 Pro: 18W 15W
11 Pro Max: 20W
ชาร์จไร้สาย Qi Wireless Charge 7.5W 

iPhone 12 Series

iPhone 12 Series เปิดตัวมาด้วยการใช้ดีไซน์แบบใหม่ที่จากเดิมเป็นขอบมน เปลี่ยนมาใช้ขอบตัวเครื่องแบบเหลี่ยมที่ทำให้นึกถึง iPhone 4 – 5s อีกทั้งยังเปิดตัวไลน์อัพใหม่อย่าง iPhone 12 mini ที่เป็นซีรีส์สำหรับ iPhone ขนาดเล็ก 5.4 นิ้ว ใช้งานมือเดียวสะดวก แต่ยังได้สเปคแบบเดียวกับเครื่องไซซ์ปกติ ส่วนสเปคหลัก ๆ ที่ได้รับการอัปเกรดมีดังนี้

  • อัปเกรดพาเนลจอภาพเป็น OLED Super Retina XDR ทุกรุ่น
  • ใช้วัสดุกระจกใหม่  Ceramic Shield Screen ทนกว่า iPhone 11 Series ถึง 2 เท่า
  • ได้ชิปใหม่ Apple A14 Bionic
  • รองรับ 5G เป็นครั้งแรก
  • MagSafe ชาร์จแบบไร้สายได้ไวกว่าเดิมจากสูงสุด 7.5W เป็น 15W
  • ฟีเจอร์ใหม่ถ่ายวิดีโอแบบ Dolby Vision HDR 4K@30fps

iPhone 12 Series ยังเริ่มสร้างความแตกต่างระหว่างรุ่นมาตรฐาน และรุ่น Pro ให้มีความชัดเจนมากขึ้นด้วยการเก็บฟีเจอร์กล้องบางอย่างไว้ให้ในรุ่น Pro เท่านั้น ซึ่งสเปคพิเศษของใน iPhone 12 Pro Series มีดังนี้

  • เซ็นเซอร์วัดระยะวัตถุ LiDAR Scanner
  • โหมดถ่ายภาพ Portrait ตอนกลางคืน
  • ฟีเจอร์ถ่ายภาพระดับสูง ProRaw

ตารางเทียบสเปค iPhone 11 Series กับ iPhone 12 Series

สเปค / รุ่น iPhone 12 / 12 mini iPhone 11 iPhone 12 Pro / 12 Pro Max iPhone 11 / 11 Pro และ 11 Pro Max
หน้าจอแสดงผล Super Retina XDR OLED 60 Hz Liquid Retina HD (IPS LCD) 60 Hz Super Retina XDR OLED 60 Hz Super Retina XDR OLED 60 Hz
ขนาดจอแสดงผล 12 – 6.1″ 6.1″ 12 Pro – 6.1″ 11 Pro – 5.8″
12 mini – 5.4″ 12 Pro Max – 6.7″ 11 Pro Max – 6.5″
ความละเอียด 12 – 2532×1170 460 ppi 1792 x 828 326 ppi 12 Pro – 2532 x 1170 460 ppi 11 Pro – 2436 x 1125 458 ppi
12 Mini – 2340×1080 476 ppi 12 Pro Max – 2778 x 1284 458 ppi 11 Pro Max – 2688 x 1242 458 ppi
CPU A14 Bionic A13 Bionic A14 Bionic A13 Bionic
RAM 4GB 4GB  6GB 4GB
ความจุ 64GB

128GB

256GB 

64GB

128GB

256GB 

128GB

256GB

512GB

64GB

256GB

512GB

กล้องหลัก  12MP (Wide) f/1.6, 1.4µm, กันสั่น OIS 12MP (Wide) f/1.8, 1.4µm, กันสั่น OIS  iPhone 12 Pro
12MP (Wide) f/1.6, 1.4µm, กันสั่น OIS
12MP (Wide) f/1.8, 1.4µm, กันสั่น OIS
iPhone 12 Pro Max
12MP (Wide) f/1.6, 1.7µm, กันสั่น OIS แบบ Sensor Shift
กล้อง Ultra Wide 12 MP, f/2.4, มุมกว้าง 120
กล้อง Telephoto X X iPhone 12 Pro

12 MP f/2.0, 1.0µm, 52mm, กันสั่น OIS

12 MP f/2.0, 1.0µm, 52mm, กันสั่น OIS
iPhone 12 Pro Max

12 MP f/2.2, 1.0µm, 65mm, กันสั่น OIS

Optical Zoom x2 x2 iPhone 12 Pro:

ซูมเข้า: x2 ซูมออก: x2

x2
iPhone 12 Pro Max: 

ซูมเข้า: x2.5 ซูมออก: x2.5

Digital Zoom x5 x5 x12 x10
กล้องหน้า 12MP f/2.2 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS
การถ่ายวิดีโอ กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 4K @ 60 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

การเชื่อมต่อ Wi-Fi 6
Blutooth 5.0
5G X

(4G LTE)

X

(4G LTE)

ระบบ Dual SIM (ผ่าน eSIM)
ลำโพง ลำโพง Stereo รองรับ Spartial Audio และ Dolby Atmos
มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 (ทนน้ำลึกสูงสุด 2 เมตร 30 นาที)
แบตเตอรี่ 12 : 2815 mAh 3110 mAh  12 Pro: 2815 mAh 11 Pro: 3046 mAh
12 mini : 2227 mAh 12 Pro Max: 3687 mAh 11 Pro Max: 3989 mAh
ชาร์จไว  20W 18W  12 Pro: 20W 11 Pro: 18W
12 Pro Max: 22W 11 Pro Max: 20W
ชาร์จไร้สาย Qi Wireless Charge 7.5W
MagSafe fast wireless charging 15W
Qi Wireless Charge 7.5W  Qi Wireless Charge 7.5W
MagSafe fast wireless charging 15W
Qi Wireless Charge 7.5W

 

iPhone 13 Series

iPhone 13 Series มีการปรับเปลี่ยนในเรื่องดีไซน์นิดหน่อย มีการลดขนาดของรอยบากให้เล็กลงจากในรุ่นก่อน 20% เปลี่ยน Layout กล้องจากแนวตั้งมาเป็นแนวทแยงเพื่อให้รับแสงได้มากกว่าเดิม 47% มาพร้อมจอแสดงผลที่สว่างกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย

ในซีรีส์นี้ยังได้ใส่ชิปเซ็ตประมวลผล Apple A15 Bionic รุ่นใหม่ที่ช่วยให้คุณภาพภาพถ่าย และวิดีโอดีขึ้น และประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น พ่วงด้วย Neural Engine รุ่นใหม่ที่ประมวลผลข้อมูลรวดเร็วกว่าเดิม 44% และทำให้เราได้โหมดกล้องใหม่ ๆ อย่าง Cinematic mode ให้ได้ลองเล่นกันทุกรุ่น แถมยังถ่ายวิดีโอ HDR Dolby Vision ได้สูงสุด 60fps บนความละเอียด 4K ด้วย

ในรุ่น Pro รอบนี้ได้สร้างความแตกต่างด้วยการเลือกใช้พาเนลที่จอ OLED ตัวใหม่ที่มีรีเฟรชเรตแบบ ProMotion ลื่นไหลสูงสุดกว่า 120Hz และใช้ชิปประมวลผล Apple A15 Bionic ที่มีชิป GPU มากกว่าในรุ่นมาตรฐานจาก 4 คอร์ เป็น 5 คอร์ ด้วยประสิทธิภาพชิปประมวลผลที่ดีกว่าทำให้ iPhone 13 Pro Series สามารถถ่ายวิดีโอในคุณภาพระดับสูงอย่าง ProRes ที่ความละเอียด 4k@30fps ได้ อีกทั้งยังใส่กันสั่นแบบ Sensor Shift ให้กับกล้องหลักในรุ่น Pro ด้วย

ตารางเทียบสเปค iPhone 12 Series กับ iPhone 13 Series

สเปค / รุ่น iPhone 13 / 13 mini iPhone 12 / 12 mini iPhone 13 Pro / 13 Pro Max iPhone 12 Pro / 12 Pro Max
หน้าจอแสดงผล Super Retina XDR OLED 60Hz Super Retina XDR OLED 60Hz Super Retina XDR 120Hz Super Retina XDR OLED 60Hz
ขนาดจอแสดงผล 13 – 6.1″ 12 – 6.1″ 13 Pro – 6.1″ 12 Pro – 6.1″
13 mini – 5.4″ 12 mini – 5.4″ 13 Pro Max – 6.7″ 12 Pro Max – 6.7″
ความละเอียด 13 – 2532 x 1170 460 ppi 12 – 2532 x 1170 460 ppi 13 Pro – 2532 x 1170 460 ppi 12 Pro – 2532 x 1170 460 ppi
13 mini – 2340 x 1080 476 ppi 12 mini – 2340 x 1080 476 ppi 13 Pro Max – 2778 x 1284 458 ppi 12 Pro Max – 2778 x 1284 458 ppi
CPU A15 Bionic
(GPU 4 คอร์)
A14 Bionic A15 Bionic
(GPU 5 คอร์)
A14 Bionic
RAM 4GB 4GB  6GB 6GB
ความจุ 128GB

256GB

512GB

64GB

128GB

256GB 

128GB

256GB

512GB

1TB

128GB

256GB

512GB

กล้องหลัก  12MP (Wide) f/1.6, 1.7µm, กันสั่น OIS แบบ Sensor Shift 12MP (Wide) f/1.6, 1.4µm, กันสั่น OIS 12MP (Wide) f/1.5, 1.9µm, กันสั่น OIS แบบ Sensor Shift iPhone 12 Pro
12MP (Wide) f/1.6, 1.4µm, กันสั่น OIS
iPhone 12 Pro Max
12MP (Wide) f/1.6, 1.7µm, กันสั่น OIS แบบ Sensor Shift
กล้อง Ultra Wide 12 MP, f/2.4, มุมกว้าง 120˚ 12 MP, f/2.4, มุมกว้าง 120˚ 12 MP, f/1.8, มุมกว้าง 120˚ 12 MP, f/2.4, มุมกว้าง 120˚
กล้อง Telephoto X X 12 MP f/2.8, 77mm, กันสั่น OIS iPhone 12 Pro
12 MP f/2.0, 1.0µm, 52mm, กันสั่น OIS
iPhone 12 Pro Max
12 MP f/2.2, 1.0µm, 65mm, กันสั่น OIS
Optical Zoom x2 x2 ซูมเข้า: x3 ซูมออก: x2
ช่วงซูม: x6
iPhone 12 Pro
ซูมเข้า: x2 ซูมออก: x2
iPhone 12 Pro Max
ซูมเข้า: x2.5 ซูมออก: x2.5
Digital Zoom x5 x5 x15 x10
กล้องหน้า 12MP f/2.2 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS 12MP f/2.2 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS 12MP f/2.2 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS 12MP f/2.2 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS
การถ่ายวิดีโอ กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 4K @ 60 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 4K @ 60 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 4K @ 60 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 4K @ 60 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

การเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 Blutooth 5.0
5G
ระบบ Dual SIM (ผ่าน eSIM)
ลำโพง ลำโพง Stereo รองรับ Spartial Audio และ Dolby Atmos
มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 (ทนน้ำลึกสูงสุด 2 เมตร 30 นาที)
แบตเตอรี่ 13: 3240 mAh 12 : 2815 mAh 13 Pro: 3095 mAh 12 Pro: 2815 mAh
13 mini : 2438 mAh 12 mini : 2227 mAh 13 Pro Max: 4352 mAh 12 Pro Max: 3687 mAh
ชาร์จไว 13: 23W 20W 13 Pro: 23W 12 Pro: 20W
13 mini : 18W 13 Pro Max: 27W 12 Pro Max: 22W
ชาร์จไร้สาย Qi Wireless Charge 7.5W
MagSafe fast wireless charging 15W

 

iPhone 14 Series

เดินทางมาถึง iPhone 14 Series รุ่นล่าสุดแล้ว ซึ่งรุ่นมาตรฐานในรอบนี้ มีสเปคที่คล้ายกันกับ iPhone 13 และ iPhone 13 mini แบบสุด ๆ ยกเว้นขนาดหน้าจอที่ iPhone 14 Series ได้ตัดรุ่นเล็กไซซ์มินิออกไป และเพิ่มซีรีส์จอใหญ่ที่ห่างหายไปนานอย่าง iPhone 14 Plus ขนาด 6.7 นิ้วเข้ามาแทน

ด้านชิปเซ็ตประมวลผลก็มีความต่างเพียงนิดเดียว เพราะแค่เปลี่ยนมาใช้ชิป A15 Bionic 5 คอร์ จากเดิมที่มีแค่ 4 คอร์ อีกทั้งยังมีฟีเจอร์หลายหลายที่เพิ่มเข้ามาดังนี้

  • กล้องถ่ายภาพอัปเกรดให้ถ่ายในที่แสงน้อยดีขึ้น
  • โหมดถ่ายวิดีโอกันสั่นแบบ Action Mode
  • ฟีเจอร์ส่ง SOS ผ่านดาวเทียม
  • ระบบตรวจจับการชน Crash Detection

iPhone 14 Pro Series ถือว่าได้สร้างความแตกต่างอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะได้อัปเกรดสเปคหลากหลายที่รุ่นมาตรฐานไม่มี เช่น

  • Dynamic Island
  • พาเนลจอแบบใหม่ LTPO OLED
  • รองรับการแสดงผลแบบ Always-on Display
  • เพิ่มความละเอียดกล้องหลักไปที่ 48MP จากความละเอียดเดิม 12MP
  • Photonic Engine

ตารางเทียบสเปค iPhone 13 Series กับ iPhone 14 Series

สเปค / รุ่น iPhone 14 / 14 Plus iPhone 13 / 13 mini iPhone 14 Pro / 14 Pro Max iPhone 13 Pro / 13 Pro Max
 
หน้าจอแสดงผล Super Retina XDR  60Hz Super Retina XDR 60Hz LTPO Super Retina XDR 120Hz Super Retina XDR 120Hz
ขนาดจอแสดงผล 14 – 6.1″ 13 – 6.1″ 14 Pro – 6.1″  13 Pro – 6.1″
14 Plus – 6.7″  13 mini – 5.4″ 14 Pro Max – 6.7″  13 Pro Max – 6.7″
ความละเอียด 14 – 2532 x 1170 460 ppi  13 – 2532 x 1170 460 ppi 14 Pro – 2556 x 1179 460 ppi  13 Pro – 2532 x 1170 460 ppi
14 Plus – 2778 x 1284 458 ppi 13 Mini – 2340 x 1080 476 ppi 14 Pro Max – 2796 x 1290 460 ppi  13 Pro Max – 2778 x 1284 458 ppi
CPU A15 Bionic
(GPU 5 คอร์)
A15 Bionic
(GPU 4 คอร์)
A16 Bionic  A15 Bionic
(GPU 5 คอร์)
RAM 6GB 4GB 6GB  6GB
ความจุ 128GB

256GB

512GB

128GB

256GB

512GB

128GB

256GB

512GB

1TB

128GB

256GB

512GB

1TB

กล้องหลัก  12MP (Wide) f/1.5, 1.9µm, กันสั่น OIS แบบ Sensor Shift  12MP (Wide) f/1.6, 1.7µm, กันสั่น OIS แบบ Sensor Shift 48MP (Wide) f/1.8, 1.22µm, กันสั่น OIS แบบ Sensor Shift, Quad Pixel 12MP (Wide) f/1.5, 1.9µm, กันสั่น OIS แบบ Sensor Shift
กล้อง Ultra Wide 12 MP, f/2.4, มุมกว้าง 120˚ 12 MP, f/2.4, มุมกว้าง 120˚ 12 MP, f/2.2, มุมกว้าง 120˚ 12 MP, f/1.8, มุมกว้าง 120˚
กล้อง Telephoto X X 12 MP f/2.8, 77mm, กันสั่น OIS 12 MP f/2.8, 77mm, กันสั่น OIS
Optical Zoom ซูมเข้า: x2 ซูมออก: x2 x2 ซูมเข้า: x3 ซูมออก: x2
ช่วงซูม: x6
ซูมเข้า: x3 ซูมออก: x2
ช่วงซูม: x6
Digital Zoom x5 x5 x15  x15
กล้องหน้า 12MP f/1.9 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS 12MP f/2.2 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS 12MP f/1.9 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS + AutoFocus  12MP f/2.2 TrueDepth + กันสั่น gyro-EIS
การถ่ายวิดีโอ กล้องหลัง: 4K @ 60 fps, กันสั่น Action mode

กล้องหน้า: 4K @ 60 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 4K @ 60 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

กล้องหลัง: 4K @ 60 fps, กันสั่น Action mode

กล้องหน้า: 4K @ 60 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

กล้องหลัง: 4K @ 60 fps

กล้องหน้า: 4K @ 60 fps

อัดวิดีโอแบบเสียงสเตอริโอ

การเชื่อมต่อ Wi-Fi 6
Blutooth 5.3
Wi-Fi 6
Blutooth 5.0
Wi-Fi 6
Blutooth 5.3
Wi-Fi 6
Blutooth 5.0
5G ✓ 
ระบบ Dual SIM
(ผ่าน eSIM)
ลำโพง ลำโพง Stereo
รองรับ Spartial Audio และ Dolby Atmos
มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68
(ทนน้ำลึกสูงสุด 2 เมตร 30 นาที) 
แบตเตอรี่ 14: 3279 mAh 13: 3240 mAh  14 Pro: 3200 mAh  13 Pro: 3095 mAh
 14 Plus: 4323 mAh 13 mini : 2438 mAh  14 Pro Max: 4323 mAh 13 Pro Max: 4352 mAh
ชาร์จไว ยังไม่มีรายละเอียด  13: 23W ยังไม่มีรายละเอียด   13 Pro: 23W
13 mini : 18W 13 Pro Max: 27W
ชาร์จไร้สาย Qi Wireless Charge 7.5W
MagSafe fast wireless charging 15W

 

และนี่คือทั้งหมดของสเปค iPhone รุ่นรอยบากทุกรุ่นที่เราได้รวบรวมมาเปรียบเทียบให้ชมกัน นอกจากเราจะได้รู้เรื่องฟีเจอร์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นแล้ว เรายังได้เห็นพัฒนาการของ iPhone ในแต่ละปีที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ ด้วย

หลัก ๆ แล้วใครที่ยังถือ iPhone 12 Series อยู่ อาจจะยังไม่คุ้มค่าที่อัปเกรดสักเท่าไหร่ เพราะชิป A14 ก็ยังแรงใกล้ ๆ ชิปรุ่นท็อปในยุคนี้อยู่ แถมฟีเจอร์กล้องที่ได้มา เมื่อเทียบกับ iPhone 14 Series ก็ถือว่ายังไม่ขาดสักเท่าไหร่

แต่หากใครที่กำลังถือ iPhone X Series ลงไปแล้วล่ะก็ อาจจะถึงคราวที่ต้องอัปเกรดกันแล้ว เพราะไม่มีทั้งกล้อง Ultrawide, โหมดถ่ายภาพกลางคืน อีกทั้งชิป A11 และ A12 Bionic ที่ตกรุ่นไปหลายปีแล้ว และในอนาคตเราจะได้เห็น Apple เข็นฟีเจอร์ และสเปคอะไรใหม่มาเพื่อผู้ใช้งานกันอีก ต้องคอยติดตามกันครับ

 

อ้างอิง: Apple, GSMArena

from:https://droidsans.com/from-iphone-x-to-i-phone-14-compare/