คลังเก็บป้ายกำกับ: IPHONE_14_PRO

Apple เผยรายได้จากมือถือไตรมาส 1 ปี 2023 ลดลงจากปีก่อน เหตุเพราะ iPhone 14 Pro ผลิตไม่ทัน

วันนี้ทาง Apple ได้เปิดเผยตัวเลขรายได้ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งตัวเลขในกลุ่มธุรกิจมือถือ iPhone ทำให้นักวิเคราะห์ผิดหวังจากรายได้ที่ลดลงไป และล่าสุด Tim Cook ซีอีโอคนดังก็ได้ออกมายืนยันกับนักวิเคราะห์แล้วว่า สาเหตุที่ทำให้ตัวเลขรายได้รวมของแผนก iPhone ลดลงเป็นเพราะ iPhone 14 Pro ขาดตลาดหนัก ผลิตไม่ทันขาย

สิ่งที่ Tim Cook ออกมายืนยันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจสักเท่าไหร่ เพราะเมื่อช่วงปีที่แล้วมือถือซีรีส์ท็อปสุด และยอดนิยมที่สุดอย่าง iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max เกิดขาดตลาดอย่างหนักในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ชาวตะวันตกมักจะออกมาจับจ่ายซื้อของขวัญ จนส่งกระทบทำให้รายได้รวมของไตรมาส 1 ปี 2023 ลดลงไปกว่าหมื่นล้านเหรียญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว

  • รายได้รวมจาก iPhone ไตรมาส 1 ปี 2023 : $65.78 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • รายได้รวมจาก iPhone ไตรมาส 1 ปี 2022: $71.63 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

iPhone 14 Pro Series

จากตัวเลขที่กล่าวมาด้านบน นักวิเคราะห์คาดว่า iPhone 14 Pro แค่รุ่นเดียวส่งผลให้บริษัทมีรายได้รวมที่ลดลงกว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้นักวิเคราะห์ยังได้ถาม Tim Cook ว่าปัญหาการขาดแคลน iPhone 14 Pro ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ, ไป iPhone ซื้อรุ่นอื่น หรือยกเลิกการซื้อด้วยหรือไม่ Tim Cook ก็ได้ตอบว่าเขายังไม่มีข้อมูลที่จะตอบคำถามเหล่านี้ พร้อมเสริมว่าถึงแม้ว่าจะมีปัญหาขาดแคลนตัวเครื่องเกิดขึ้น แต่ยอดขายทั่วโลกยังคงเติบโตเรื่อย ๆ

ทั้งนี้ตัวเลขรายได้โดยรวมไตรมาสแรกปี 2023 ของ Apple อยู่ที่ $117.15 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตกลงกว่า 5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และมีผลกำไรอยู่ที่ $29.99 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ น้อยลงกว่า 13% ในตอนนี้สถานการณ์ขาดแคลน iPhone 14 Pro ได้กลับมาปกติเป็นที่เรียบร้อย คาดว่าในไตรมาสหน้าอาจจะได้เห็นตัวเลขที่ดีขึ้นบ้าง

 

ที่มา: 9to5mac

from:https://droidsans.com/apple-q1-2023-iphone-revenue-decline/

Apple เปิดตัว Fursat ภาพยนตร์มิวสิคัลที่ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก ถ่ายด้วย iPhone 14 Pro

มารับชมภาพยนตร์ที่ถ่ายด้วย iPhone 14 Pro ทั้งเรื่อง […] More

from:https://www.iphonemod.net/apple-fursat-musical-movie-shot-on-iphone-14-pro.html

เปรียบเทียบ Samsung Galaxy S23, S23+, S23 Ultra กับ iPhone 14 Pro Series ใครจะชนะในศึกครั้งนี้

การกลับมาของ Samsung Galaxy S23 / S23+ / S23 Ultra ในครั้งนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ เพราะเค้าได้ยกเครื่องสเปคใหม่แบบจัดเต็ม ในดีไซน์เดิมที่เราคุ้นเคย ในเมื่อระดับท็อปจากฝั่งแอนดรอยด์เขาเปิดตัวมากันขนาดนี้ มันก็อดไม่ได้ที่จะต้องมาเปรียบเทียบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Apple iPhone 14 Pro Series เราก็จะมาเปรียบเทียบกันชัด ๆ หมัดต่อหมัดว่า มือถือเรือธงจาก 2 ค่ายตัวท็อปจะมีจุดที่แตกต่างกันอย่างไร เผื่อใครที่ยังลังเล จะได้ตัดสินใจกันถูกนั่นเอง

เปรียบเทียบ Samsung Galaxy S23 กับ iPhone 14 Pro 

Galaxy S23 Series vs iPhone 14 Pro Series

การกลับมาในครั้งนี้ของมือถือเรือธงรุ่นเริ่มต้นอย่าง Samsung S23 ยังมากับสเปคโดยรวมที่เรียกได้ว่า ยังคง “เหนือกว่า” iPhone 14 รุ่นมาตรฐานในหลายแง่มุม จนดูเหมือนไม่แฟร์หากต้องมาเทียบกัน เราจึงตัดสินใจเลือก iPhone 14 Pro มาเทียบกันแบบจัง ๆ ว่า ในระดับราคาที่ห่างกันหนึ่งหมื่นบาท Samsung Galaxy S23 จะทำได้ดีกว่ายังไงบ้าง  

จอแสดงผล

Samsung Galaxy S23 Screen
iPhone 14 Pro Screen

ในเรื่องของจอแสดงผล Samsung Galaxy S23 มาพร้อมกับจอ Dynamic AMOLED 2X ที่แพ้ให้กับ OLED Super Retina XDR อย่างราบคาบทั้งในเรื่องของความละเอียด ที่ถึงมาว่าจะมาในขนาดจอเดียวกัน แต่พาเนลจากฝั่ง Samsung ทำความละเอียดได้น้อยกว่านิดหน่อย แถมยังดันรีเฟรชเรทลงต่ำสุดได้เพียง 48 – 120Hz ต่างจาก iPhone 14 Pro ที่ดันไปได้ต่ำสุด ๆ ตั้งแต่ 1 – 120Hz

กล้องถ่ายภาพ และวิดีโอ

Samsung-Galaxy-S23-Camera
iPhone 14 Pro Camera

หากเทียบกันในด้านสเปคหน้ากระดาษแล้ว Samsung Galaxy S23 และ iPhone 14 Pro เรียกได้สูสีกันอยู่พอสมควร เพราะกล้องของทั้งสองรุ่นมีด้วยกันทั้งหมด 3 ตัว ซึ่งกล้องทั้ง 3 เลนส์กันมีจุดดีจุดด้อยที่ต่างกันออกไป

Samsung-Galaxy-S23-Camera 2

Samsung Galaxy S23 มาพร้อมกับกล้องหลักที่ความละเอียดสูงกว่าอยู่ที่ 50MP ซึ่งใน iPhone 14 Pro ได้แค่เพียง 48 ล้านพิกเซล แต่ iPhone 14 Pro มาเหนือกว่าในส่วนของกล้อง Telephoto ที่มาพร้อมกับความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ส่วน Samsung S23 ให้มาแค่ 10MP เท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าจะละเอียดน้อยกว่า แต่รูรับแสงกว้างกว่า ซึ่งอาจจะชดเชยข้อด้อยตรงนี้ได้

นอกจากนี้ ในเรื่องของงานวิดีโอ Samsung Galaxy S23 ยังถือไพ่ที่ยังคงเหนือกว่าแบบเห็น ๆ ในเรื่องของความละเอียด เพราะในตอนนี้ Galaxy S23 สามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดที่ความละเอียด 8K@30FPS แล้ว ในขณะที่ iPhone 14 Pro ยังคงถ่ายได้แค่เพียง 4K@60FPS เหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตาม ฟากของ iPhone 14 Pro มีโหมด ProRes ถ่ายวิดีโอคุณภาพระดับสูงมากลบข้อเสียในข้อนี้ไปได้แบบฉิวเฉียด

ส่วนในด้านของกล้องหน้า Galaxy S23 ได้ขยับสเปคกล้องหน้าให้มีความละเอียดกว่ารุ่นก่อนจาก 10MP เป็น 12MP ให้เทียบเท่ากับ iPhone 14 Series เป็นที่เรียบร้อย แต่เมื่อเทียบกันแล้ว กล้อง 12MP ของฝั่ง Samsung มีค่ารูรับแสงที่แคบกว่า อาจทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยออกมาด้อยกว่านิดหน่อย

แต่อย่างไรก็ตาม เราจะดูกันที่สเปคหน้ากระดาษไม่ได้ เพราะทั้งสองค่ายต่างใช้ซอฟต์แวร์ปรับจูนให้ภาพถ่ายออกมาในสไตล์ของแบรนด์นั้น ๆ ต้องมารอดูตัวอย่างภาพของจริงก่อน ว่าชอบกล้องในสไตล์ไหนมากกว่ากัน

ประสิทธิภาพ

Samsung-Galaxy-S23-Snapdragon 8 Gen 2 for Galaxy

Samsung S23 มีภาษีที่ดีกว่าในด้านชิปประมวลผลที่ใหม่กว่า อย่าง Snapdragon 8 Gen 2 ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ แถมยังเป็นชิปตัวท็อปรุ่นพิเศษที่ทาง Samusng จับมือกับ Qualcomm ร่วมกันปรับจูนประสิทธิภาพให้มีความแรงจัดเต็มยิ่งกว่าเดิม ในฟากของ iPhone 14 Pro ก็มาพร้อมกับชิป A16 Bionic ที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของมือถือยุคนี้

แต่เอาเข้าจริงประสิทธิภาพของชิปทั้งสองรุ่นอาจจะห่างกันไม่ค่อยมาก จะเลือกฝั่งไหนก็ยังคงเล่นเกมกราฟิกโหดได้ลื่น ๆ อยู่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Snapdragon 8 Gen 2 for Galaxy ที่ถูกปรับให้แรงกว่าเดิมจะทำความแรงแซง Apple A16 Bionic ได้หรือไม่ ต้องมารอลุ้นผลทดสอบกันเร็ว ๆ นี้

Apple A16 Bionic

สิ่งที่ต่างกันจนอาจส่งผลต่อเรื่องประสิทธิภาพ เห็นจะเป็นเรื่องของ RAM ที่ทางฝั่ง Samsung ให้มาที่ 8GB ส่วน iPhone 14 Pro มีเพียงแค่ 6GB ซึ่งอาจทำให้ Galaxy S23 และ Galaxy S23+ ทำได้ดีกว่าในเรื่อง Multi-Tasking สามารถสลับแอปไปมาได้อย่างรวดเร็วทันใจ ไม่ต้องมาคอยรอโหลดเข้าแอปใหม่

แบตเตอรี่และการชาร์จ

Battery

ทั้งสองรุ่นล่าสุดนี้ ทาง Samsung ได้เพิ่มความจุของแบตเตอรี่ให้นิดหน่อย ทำให้ Galaxy S23 มีความจุมากขึ้นอยู่ที่ 3,900 mAh กลับกันในฟากของ Apple ไม่เคยออกมาเผยตัวเลขแบตเตอรี่อย่างเป็นทางการ แต่ถ้าอ้างอิงจาก GSMArena แล้ว พบว่าตัวเลขแบตเตอรี่ของ iPhone 14 Pro ดันน้อยกว่า Galaxy S23 ที่ 700 mAh (3,200 mAh)  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวเลขแบตเตอรี่ไม่ได้เป็นมาตรกำหนดว่าจะอึดหรือไม่อึดเสมอไป ต้องวัดกันอีกทีจากประสิทธิภาพชิปของ Snapdragon 8 Gen 2 for Galaxy ว่าจะซดแบตกันสักแค่ไหน

ด้านการชาร์จนั้น Galaxy S23 ทำความเร็วการชาร์จผ่านสายได้ดีกว่าที่ 25W (iPhone 14 Pro 20W) ส่วนการชาร์จไร้สายนั้นทั้ง Galaxy S23 และ iPhone 14 Pro Series ทำได้สูงสุด 15W เท่ากัน

สเปค Galaxy S23 iPhone 14 Pro
 
หน้าจอแสดงผล Dynamic AMOLED 2X OLED Super Retina XDR
ขนาด 6.1 นิ้ว 6.1 นิ้ว
ความละเอียด 2340 x 1080 FHD+  2532 x 1170
รีเฟรชเรท 48 – 120Hz 1- 120Hz
ความสว่างหน้าจอ ยังไม่มีรายละเอียด สูงสุด 2,000 nits
กระจกนิรภัย Gorilla Glass Victus 2 Ceramic Shield
CPU Snapdragon 8 Gen 2
for Galaxy
A16 Bionic
RAM LPDDR5 8GB 6GB
ความจุ UFS 3.1 128GB / UFS 4.0 256GB 128GB / 256GB / 512GB / 1TB
กล้องหลัง กล้องหลัง 3 ตัว

Wide : 50MP Dual Pixel AF, OIS, (f/1.8)
Ultrawide : 12MP มุมกว้าง 120 องศา (f/2.2)
Telephoto : 10MP, OIS, Optical Zoom 3x (f/2.4)
กล้องหลัง 3 ตัว

Wide : 48MP (ƒ/1.8), dual pixel PDAF, OIS

Ultrawide : 12MP (ƒ/2.2), 120°, dual pixel PDAF

Telephoto : 12MP (ƒ/2.8),  PDAF, OIS, 3x optical zoom

กล้องหน้า 12MP (f/2.2) 12MP (f/1.9)
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ Ultrasonic สแกนนิ้วใต้จอ ไม่มี
สแกนใบหน้า มี Face ID
สแกนใบหน้าแบบ 3D
การเชื่อมต่อ 5G / Wi-Fi 6E / Bluetooth 5.3 / NFC / USB Type-C 5G / Wi-Fi 6 / Bluetooth 5.3 / NFC (เฉพาะ Apple Wallet) / Ultra-Wideband  / Lightning
ลำโพง ลำโพงคู่สเตอริโอ ลำโพงคู่สเตอริโอ
มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 IP68
แบตเตอรี่ 3,900 mAh 3,200 mAh
ชาร์จไว 25W 20W
ชาร์จไร้สาย 15W 7.5W / MagSafe 15 W
ระบบปฏิบัติการ Android 13 ครอบทับด้วย One UI 5.1 iOS 16
ขนาด / น้ำหนัก 70.9 x 146.3 x 7.6 มม.
167g
71.5 x 147.5 x 7.9 มม.

206 กรัม

ราคาเริ่มต้น 30,900 บาท 41,900 บาท

 

เปรียบเทียบ Samsung Galaxy S23+ / S23 Ultra กับ iPhone 14 Pro Max

Galaxy S23 Series vs iPhone 14 Pro Series 2

การแข่งขันระหว่าง Samsung Galaxy S23+, Galaxy S23 Ultra และ iPhone 14 Pro Max เรียกได้ว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดมาก ๆ เลยทีเดียว เพราะทั้ง 3 รุ่นนี้ต่างมาพร้อมกับจอที่ใหญ่ และสเปคที่จัดเต็มแบบไม่มีใครยอมใคร ถึงแม้จะมีจุดด้อยบางอย่าง แต่อีกฝ่ายก็พร้อมที่จะเอาสเปคด้านอื่นมาเข้าสู้ ส่วนจะมีอะไรน่าสนใจบ้างเรามาดูกัน

จอแสดงผล

Samsung-Galaxy-S23 Plus Screen

โดยรวมแล้วนอกจาก Samsung S23+ จะมีจอแสดงผลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจากรุ่นมาตรฐานจาก 6.1 นิ้ว เป็น 6.6 นิ้ว แต่สเปคในด้านความละเอียด และความสว่างต่าง ๆ ยังคงเหมือนกันทุกอย่าง ซึ่งนี่เป็นข้อเสียเปรียบให้กับ iPhone 14 Pro Max อย่างชัดเจนในทุก ๆ ด้าน เพราะรุ่นคู่แข่งมาพร้อมกับจอที่ใหญ่กว่า ละเอียดกว่า แถมยังมีรีเฟรชเรทที่ดีกว่า ทำให้ในรอบนี้ Samsung S23+ แพ้ iPhone 14 Pro Max แบบขาดลอย

 

ส่วน Galaxy S23 Ultra ถือว่ามาเหนือในด้านของความละเอียดของจอภาพ เพราะเค้าให้ความละเอียดมาถึง 2K (QHD+) ต่างจาก iPhone 14 Pro Max ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นตัวท็อปที่สุดแต่ก็ยังให้จอความละเอียดมาแค่ FHD+ ตามมาตรฐานเท่านั้น 

 

นอกจากนี้แล้ว ขนาดของจอแสดงผลของ Samsung S23 Ultra ยังใหญ่กว่า iPhone 14 Pro Max รุ่นท็อปสุดด้วย (S23U 6.8 นิ้ว / iPhone 14 Pro Max 6.7 นิ้ว) แต่ถึงแม้ว่าจอของฝั่ง Samsung จะใหญ่กว่า ละเอียดกว่า แต่ทาง Apple ก็ชดเชยมาด้วยจอที่สว่างสูงสุด 2,000 nits

 

กล้องถ่ายภาพและวิดีโอ

Samsung S23 Ultra เปิดศักราชใหม่ด้วยการยกระดับการถ่ายภาพในที่แสงน้อยให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้ปรับปรุงการซูมแบบดิจิตอล 100 เท่าให้นิ่งในระดับที่ดีจนน่าขนลุก ซึ่งนอกจากจะเด่นในด้านฟีเจอร์แล้ว ด้านฮาร์ดแวร์ก็ถือว่ายังได้เปรียบ iPhone 14 Pro Max ที่เพิ่งอัปเกรดกล้องหลังจาก 12MP เป็น 48M ด้วย 

 

ที่ได้เปรียบกว่าเป็นเพราะกล้องหลังใน Galaxy S23 Ultra ได้มีการปรับปรุงอัปเกรดเซนเซอร์กล้องหลังใหม่ ที่มีความละเอียดโคตรสูง 200MP พร้อมอัปเกรดเซนเซอร์อัลตราไวด์เป็นเซนเซอร์รุ่นที่ใหม่กว่าอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีกล้อง Telephoto 2 ตัว มากกว่า iPhone 14 Pro Max ที่มีเพียงแค่ 1 ตัวเท่านั้น ทำให้การถ่ายภาพแบบซูมไกลนั้นทำได้ไกลกว่า และดีกว่ามาก ๆ

 

กล้องหลังของ Samsung S23+ ยังคงมีสเปคที่เหมือนกับรุ่นมาตรฐานทุกประการ ซึ่งเมื่อเทียบกับ iPhone 14 Pro Max ก็ถือว่าแลกกันไปคนละหมัด สองหมัด แต่ถึงอย่างนั้น iPhone 14 Pro Max ก็ถือว่ายังแพ้ Samsung Galaxy S23+ แบบขาดลอยในเรื่องอของการซูม เพราะ S23+ ซูมแบบดิจิทัลได้สูงสุดถึง 30 เท่า โดยที่แทบจะไม่สั่น ในขณะที่ iPhone 14 Pro Max ซูมได้สูงสุดเพียง 15 เท่า แถมตอนถ่ายยังสั่นเป็นเจ้าเข้าอีกด้วย

 

ส่วนสเปคกล้องหน้าของ Samsung Galaxy S23 Ultra นั้น ใช้เซนเซอร์เดียวกับรุ่นน้องทั้ง 2 รุ่น ถึงแม้ว่าในสองรุ่นน้องจะเรียกว่าเป็นการอัปเกรด แต่ในรุ่นท็อปถือเป็นการดาวน์เกรดลดสเปคจากกล้อง 48MP เหลือเพียง 12MP ทำให้ครั้งนี้จากที่กล้องหน้าของ S22 Ultra ที่เคยเหนือกว่า iPhone 14 Pro Max ในรุ่นนี้กลับกลายเป็นจุดที่ด้อยกว่าเสียอย่างนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ขอปักธงว่าคุณภาพของรูปถ่ายของใครด้อยกว่าใคร ต้องมารอดูกันว่า คุณภาพรูปถ่ายจากกล้องหน้าของรุ่นใดจะทำได้ดีกว่ากัน

 

ในเรื่องของงานวิดีโอนั้น iPhone 14 Pro Max เก่งกว่าในเรื่องของฟีเจอร์พิเศษระดับมืออาชีพอย่าง ProRes ที่สามารถถ่ายวิดีโอได้แบบเต็มคุณภาพ ลดการบีบอัด ทำให้ได้ไฟล์วิดีโอแบบ RAW ง่ายต่อการปรับสีในโปรแกรมตัดต่อ แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้ก็จำกัดอยู่เพียงแค่ความละเอียด 4K@30FPS เท่านั้น

 

กลับกันถึงแม้ว่า Samsung Galaxy S23+ และ Samsung S23 Ultra จะไม่สามารถถ่ายวิดีโอแบบไฟล์ RAW ได้ แต่ก็มีการทดแทนด้วยความสามารถในการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 8K@30FPS ซึ่งพัฒนาจากรุ่นก่อน ที่ทำไว้ได้สูงสุด 8K@24FPS ส่วนคุณภาพจะสู้ได้หรือไม่ได้ ต้องรอติดตามผลทดสอบกล้องกันอีกทีเร็ว ๆ นี้

 

ประสิทธิภาพ

iPhone 14 Pro Max มาพร้อมกับชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุดจากฝั่ง Apple อย่าง A16 Bionic ซึ่งถือเป็นชิปจากฝั่งมือถือที่แรงที่สุดเป็นอันดับ 1 ส่วน Snapdragon 8 Gen 2 ได้ภาษีที่ดีกว่านิดหน่อยจาก GPU ที่แรงกว่า แต่โดยรวมแล้วยังตามหลังกันไม่มาก แต่อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าชิป Snapdragon 8 Gen 2 ที่มากับ Samsung Galaxy S23+ และ S23 Ultra เป็นชิปรุ่นพิเศษที่มีการปรับแต่งให้แรงยิ่งขึ้น ซึ่งจะแรงแซงหน้าคู่แข่งคนสำคัญมั้ย ต้องรอติดตามผล Bechmark กันอย่างใกล้ชิดอีกที

 

ส่วนเรื่อง Multi-Tasking ในฝั่ง Samsung ก็ยังหายห่วง เพราะเขาให้ RAM มาสูงสุดถึง 8-12GB ซึ่งมากกว่า iPhone 14 Pro Max ที่มีให้ราว ๆ 6GB ดังนั้น เรื่องความเร็วในการสลับใช้งานแอปต่าง ๆ ต้องบอกว่าเร็วเหลือ ๆ ไม่มีปัญหาต้องรอแอปเปิดใหม่ให้กวนใจแน่นอน  

แบตเตอรี่และการชาร์จ

Samsung Galaxy S23 Ultra ยังคงมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh เหมือนเดิม ส่วน Samsung Galaxy S23+ ก็ได้เพิ่มความจุเป็น 4,700 mAh ซึ่งถ้าเทียบกันในด้านความจุแล้ว ยังไงก็ถือว่าชนะ iPhone 14 Pro Max แบบขาดลอยอยู่ดี ส่วนแบตรุ่นไหนจะอึดกว่ากันนั้น อาจจะยังตอบไม่ได้เพราะต้องดูประสิทธิภาพการจัดการพลังงานของชิป Snapdragon 8 Gen 2 For Samsung Galaxy เสียก่อนว่าจะมีปัญหาเรื่องกินไฟ แบตไหลหรือไม่

แต่ในด้านการชารจ์ไร้สายทั้ง Galaxy S23+ และ Galaxy S23 Ultra ยังคงเสมอกับ iPhone 14 Pro Max เพราะทั้ง 3 รุ่นสามารถชาร์จไร้สายได้สูงสุด 15W เท่ากัน แต่การชาร์จผ่านสาย Galaxy S23 ทั้งสองรุ่นก็ยังถือว่าเป็นแชมป์อยู่ดี เพราะทั้งสองรุ่นชาร์จได้ที่กำลังไฟสูงสุด 45W มากกว่า iPhone 14 Pro Max ไปแบบครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว

 

สเปค Galaxy S23+ Galaxy S23 Ultra iPhone 14 Pro Max
 
หน้าจอแสดงผล Dynamic AMOLED 2X OLED Super Retina XDR
ขนาด 6.6 นิ้ว 6.8 นิ้ว 6.7 นิ้ว
ความละเอียด 2340 x 1080 FHD+  3088 x 1440 QHD+  2778 x 1284
รีเฟรชเรท 48 – 120Hz 1 – 120Hz 1- 120Hz
ความสว่างหน้าจอ ยังไม่มีรายละเอียด ยังไม่มีรายละเอียด สูงสุด 2,000 nits
กระจกนิรภัย Gorilla Glass Victus 2 Ceramic Shield
CPU Snapdragon 8 Gen 2
for Galaxy
A16 Bionic
RAM 8GB 8GB / 12GB 6GB
ความจุ 256GB / 512GB 256GB / 512GB / 1TB 128GB / 256GB / 512GB / 1TB
กล้องหลัง กล้องหลัง 3 ตัว

Wide : 50MP Dual Pixel AF, OIS, (f/1.8)

Ultrawide : 12MP มุมกว้าง 120 องศา (f/2.2)

Telephoto : 10MP, OIS, Optical Zoom 3x (f/2.4)

กล้องหลัง 4 ตัว

Wide : 200MP (f/1.7) PDAF, OISUltrawide : 12MP (f/2.2) กว้าง 120°, Dual Pixel AFTelephoto : 10MP (f/2.4), Dual Pixel AF, OIS, Optical Zoom 3xPeriscope Telephoto :10MP (f/4.9), Dual Pixel AF, OIS, Optical Zoom 10x
กล้องหลัง 3 ตัว

Wide : 48MP (ƒ/1.8), dual pixel PDAF, OIS

Ultrawide : 12MP (ƒ/2.2), 120°, dual pixel PDAF

Telephoto : 12MP (ƒ/2.8),  PDAF, OIS, 3x optical zoom

กล้องหน้า 12MP (f/2.2) 12MP (f/1.9)
เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ Ultrasonic สแกนนิ้วใต้จอ ไม่มี
สแกนใบหน้า มี Face ID
สแกนใบหน้าแบบ 3D
การเชื่อมต่อ 5G / Wi-Fi 6E / Bluetooth 5.3 / NFC / USB Type-C / Ultra-Wideband 5G / Wi-Fi 6 / Bluetooth 5.3 / NFC (เฉพาะ Apple Wallet) / Ultra-Wideband / Lightning
ลำโพง ลำโพงคู่สเตอริโอ ลำโพงคู่สเตอริโอ
มาตรฐานทนน้ำทนฝุ่น IP68 IP68
แบตเตอรี่ 4,700 mAh 5,000 mAh 4,323 mAh
ชาร์จไว 45W 20W
ชาร์จไร้สาย 15W 7.5W / MagSafe 15 W
ระบบปฏิบัติการ Android 13 ครอบทับด้วย One UI 5.1 iOS 16
ขนาด / น้ำหนัก 76.2 x 167.8 x7.6 มม.
196g
78.1 x 163.4 x 8.9 มม.
233g
77.5 x 160.7  x 7.85
240 กรัม
ราคาเริ่มต้น 37,900 บาท 43,900 บาท 44,900 บาท

สรุปการเปรียบเทียบ

Samsung Galaxy S23 เทียบกับ iPhone 14 Pro

ในราคาที่ต่างกันถึงหลักหมื่น Samsung Galaxy S23 ถือว่าชนะในเรื่องของความคุ้มค่า

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s23-series-vs-iphone-14-pro-series/

IDC เผย ปลายปี 2022, iPhone ขายได้น้อยลง แต่ก็ยังมากกว่าแบรนด์อื่น!

IDC รายงาน ช่วงไตรมาสปลายปี 2022, Apple ขาย iPhone ได้น […] More

from:https://www.iphonemod.net/iphone-holiday-2022-quarter-drop-sales-idc-report.html

Apple ยอมรับแล้ว iPhone 14 Pro มีปัญหาจอเป็นเส้นเขียว กำลังหาทางแก้ไขอยู่

มีผู้ใช้ iPhone 14 Pro บางรายแจ้งว่าพบปัญหาจอติดเส้นเขียว เวลาเปิดมือถือขึ้นมา แม้จะไม่ได้ส่งผลต่อการใช้งานอะไร แต่ก็ไม่ใช่อาการปกติของมือถือ ซึ่งในที่สุดทาง Apple ก็ออกมารับทราบปัญหานี้แล้ว พร้อมเร่งตรวจสอบหาทางแก้ไขบั๊คนี้อยู่ คาดว่าคงปล่อยเป็นอัปเดตออกมาเร็ว ๆ นี้ครับ

iPhone 14 Pro จอขึ้นเส้นสีเขียว

iphone 14 pro max green screen จอ เส้นเขียว
iphone 14 pro max green screen จอ เส้นเขียว

iphone 14 pro max green screen จอ เส้นเขียว

ปัญหา iPhone 14 Pro ขึ้นเส้นสีเขียวนั้นเคยมีคนเจอมาตั้งแต่เดือนที่แล้ว โดยจะมีอาการแบบนี้เวลาผู้ใช้เพิ่งเปิดเครื่องแล้วกำลังขึ้นหน้าโหลด จากต้นทางใน Reddit เค้าว่ากันว่าจะเกิดขึ้นกับรุ่นที่ใช้จอ LG

iphone 14 pro max green screen จอเส้นเขียว แก้ไข support

ล่าสุดหลังมีคนติดต่อ Apple ไปก็ได้ความมาว่า Apple รับรู้ปัญหานี้แล้ว คาดว่าเป็นบั๊กที่เกิดมาจากอัปเดต iOS 16.2 (แต่เวอร์ชันเก่าบางคนก็เป็นเหมือนกัน) ดังนั้นทางทีมวิศวะของ Apple ก็เร่งหาทางแก้ไขมาในอัปเดตเวอร์ชันใหม่กันอยู่ครับ

 

ที่มา : Reddit, macrumor

from:https://droidsans.com/apple-iphone-14-pro-green-line-problem-confirm/

Apple เตรียมปล่อย iOS แก้ปัญหาจอขีดเขียวใน iPhone 14 Pro เร็ว ๆ นี้

MacRumors รายงานข้อมูลอ้างอิงจากเอกสารภายในว่า Apple กำ […] More

from:https://www.iphonemod.net/iphone-14-pro-horizontal-lines-flashing-on-fix-report.html

LeEco S1 Pro มือถือได้แรงบันดาลใจจาก iPhone 14 Pro เหมือนยัน Dynamic Island

LeEco S1 Pro สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เพิ่งเปิดตัวไปในประเทศจีน มีจุดเด่นที่ใครเห็นก็ต้องชะงัก เป็นดีไซน์เครื่องแสนคุ้นเคย เลียนแบบมาจาก iPhone 14 Pro ของ Apple ชัด ๆ ด้วยตรงเครื่องขอบเหลี่ยม เรียงกล้องเอียงในโมดูลแสนคลาสสิก แถมด้านบนจอยังมีช่องเจาะรูแสดงสถานะเหมือน Dynamic Island ด้วย ส่วนสเปคเครื่องเป็นยังไงเรามีข้อมูลครบ

LeEco S1 Pro มาพร้อมกับจอ  LCD ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียดให้มาระดับ HD+ ความละเอียด 720 x 160 รีเฟรชเรต 60Hz ส่วนระบบปฏิบัติการใช้ Android เวอร์ชันอะไรยังไม่มีระบุไว้ แต่เค้ารองรับ Huawei Mobile Services (HMS) แทนระบบของกูเกิล (GMS)

รุ่นนี้ใช้ชิป Unisoc T7150 ผลิตบนสถาปัตยกรรม 12 นาโนเมตร ประกอบไปด้วยแกน Cortex-A75@1.8GHz x 4 และแกน Cortex-A55@1.8GHz x4 ส่วนตัว GPU ประมวลผลด้านกราฟิกเป็นรุ่น Imagination 9446@800MHz มาพร้อมกับหน่วยความจำ RAM 4/6/8GB และ ROM 64/128/256 GB

แบตเตอรี่ข้างใน 5000mAh รองรับการชาร์จ 10W ระบบกล้องมีทั้งหมด 2 ตัว กล้องหน้า 5MP และ กล้องหลัง 13MP ส่วนกล้องตัวอื่น ๆ ไม่มีข้อมูลครับ

ราคา LeEco S1 Pro 

LeEco S1 Pro ตอนนี้เปิดจองแล้วในประเทศจีน มีรุ่น RAM 8GB + ROM 128GB ราคาอยู่ที่ 899 หยวน หรือประมาณ 4,400 บาท คาดว่าคงไม่นำมาขายต่างประเทศครับ

 

ที่มา : gizmochina

from:https://droidsans.com/leeco-s1-pro-iphone-14-pro-lookalike-phone-launch/

Xiaomi 13 Pro ความแรงยืนหนึ่ง ทดสอบเล่น Genshin Impact ได้ลื่นที่สุด คุมความร้อนดีเยี่ยม

Xiaomi 13 Series ที่เปิดตัวไปเมื่อท้ายปี 2022 ก็มีคนเอาเครื่องไปทดสอบเล่น Genshin Impact เทียบประสิทธิภาพกับมือถือรุ่นอื่น ๆ แล้ว พบว่ามีความแรงสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 เอาชนะมือถือระดับท็อปสุดของแอปเปิล iPhone 14 Pro Max ไปได้ โดยมีสถิติค่า FPS อุณหภูมิ และการประหยัดพลังงานดีมาก ๆ เป็นมือถือที่อึดรุ่นนึงเลย

Xiaomi 13 Pro มือถือที่เหมาะกับเล่น Genshin Impact

Xiaomi 13 Pro ตามงานเปิดตัวบอกว่าได้ปรับปรุงระบบระบายความร้อน Xiaomi Dynamic Performance Scheduling 2.0 ที่ช่วยให้เล่นเกมได้ลื่นขึ้น และก็คงจะเป็นไปตามที่เคลม เพราะผลทดสอบล่าสุดชี้ว่า Xiaomi 13 Pro มีประสิทธิภาพในการเล่นเกมสูงที่สุดไปแล้ว

เฟรมเรทสูง เครื่องไม่ร้อน

ผลทดสอบเผยให้เห็นว่า Xiaomi 13 Pro เล่นเกมเกนชินแล้วเครื่องไม่ร้อนเท่ารุ่นอื่น มีอุณหภูมิเพียง 39.3 องศาเท่านั้น ส่วนของ iPhone 14 Pro Max เครื่องร้อนขึ้นไปได้ถึง 46.7 องศา ต่อมาในด้านความลื่นต่างกันนิดเดียว Xiaomi ได้เฉลี่ยเฟรมเรทอยู่ที่ 59.4 fps ส่วน iPhone อยู่ที่ 59.3 fps พอ ๆ กันทั้งคู่แทบไม่เห็นความต่าง

อีกสองผลทดสอบคือเรื่องพลังงานวัตต์ และตัวคำนวณประสิทธิภาพพลังงานการใช้พลังงานเทียบกับเฟรมเรทที่ได้ ซึ่งก็ได้ผลออกมาน่าพอใจ ไม่มีการกินไฟอย่างสิ้นเปลือง เรียกได้ว่ารีดประสิทธิภาพชิปออกมาได้เต็มที่สุด ๆ

Xiaomi 13 ใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 2 ตัวล่าสุด

ก็ต้องยกความดีความชอบส่วนนึงให้กับชิป Snapdragon 8 Gen 2 ตัวใหม่จาก Qualcomm ที่ไม่มีปัญหาเรื่องจัดการพลังงาน และความร้อน ทำให้ได้ออกมาเป็นมือถือเรือธงสเปคแรงอย่างนี้ครับ ส่วนสเปคด้านอื่นก็มีจอเทพ OLED E6 LTPO และระบบกล้อง 50MP + 50MP + 50MP ที่ได้ Leica มาร่วมพัฒนาด้วย ลองดูความเทพกล้องเค้าได้ในคลิปเลย

 

ที่มา : Golden_reviewer, gizchina

from:https://droidsans.com/xiaomi-13-pro-genshin-impact-performance/

เผยโรงงานของ Foxconn กลับมาผลิตระดับ 90% ของกำลังผลิตสูงสุดแล้ว

Henan Daily สื่อท้องถิ่นในจีนรายงานว่าผู้บริหาร Foxconn ยืนยันว่าตอนนี้โรงงานในภาพรวม กลับมาที่กำลังการผลิตระดับ 90% ของกำลังการผลิตสูงสุดแล้ว ซึ่งถือว่ากลับมาสู่ภาวะที่ปกติ จากก่อนหน้านี้เกิดปัญหาการระบาดของโควิด 19 ทำให้ไม่สามารถผลิตได้เต็มกำลัง

ข้อมูลระบุว่าโรงงาน Foxconn ที่เจิ้งโจว ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของ iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ตัวเลขล่าสุดมีพนักงานประมาณ 2 แสนคน และโรงงานพยายามเร่งกลับมาเดินการผลิต เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอสำหรับเทศกาลตรุษจีน

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าผลจากการต้องปิดโรงงานช่วงปลายปี ทำให้ไม่สามารถผลิต iPhone ได้ตามที่ต้องการสำหรับขายช่วงปลายปีราว 6 ล้านเครื่อง

ที่มา: Bloomberg

from:https://www.blognone.com/node/132085

ผู้ใช้ iPhone 14 Pro บางรายเจอปัญหาจอขีดเขียว คาดว่าเป็น Bug ของ iOS 16

จอเขียวยังไม่จบ ขีดเขียวมาแล้ว! ผู้ใช้ iPhone 14 Pro, 1 […] More

from:https://www.iphonemod.net/some-iphone-14-pro-user-found-horizontal-line-issue.html