คลังเก็บป้ายกำกับ: INDIA

อินเดียกำหนดให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรองรับระบบ NavIC ระบบดาวเทียมระบุพิกัดของอินเดียเอง

อินเดียได้ออกข้อกำหนดให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพาอื่นที่จะทำตลาดในอินเดียให้รองรับระบบนำทางด้วยดาวเทียมของอินเดียที่ชื่อ NavIC (Navigation with Indian Constellation) (หรือก็คือระบบ GPS ที่เป็นของอินเดียเอง) เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2023 เป็นต้นไป

มาตรการผลักดันการใช้งานระบบ NavIC ล่าสุดที่กำหนดให้ผู้ผลิตชิปและผู้ผลิตอุปกรณ์พกพาสำหรับขายในอินเดียให้ผนวกชิปรองรับการใช้งานกับดาวเทียม NavIC นั้นย่อมเพิ่มโจทย์ในการทำงานให้บริษัทไอที ทั้งเรื่องต้นทุนชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งจะต้องทำงานแข่งกับเวลาให้ทันเดือนมกราคมปีหน้า

รายงานข่าวระบุว่าในการประชุมแบบปิดในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ตัวแทนของ Apple, Xiaomi และ Samsung ซึ่งเข้าร่วมการประชุมต่างก็แสดงความเห็นคัดค้านกฎใหม่นี้ ด้วยเหตุผลด้านต้นทุนและการแจ้งข้อกำหนดที่กระชั้นชิดมีเวลาทำงานที่น้อยเกินไป ที่สำคัญเรื่องนี้กระทบแผนงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และแผนการตลาดของหลายบริษัท ทั้งนี้ตัวแทน Samsung ระบุว่าในตอนนี้บริษัทวางแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ล่วงหน้าไปถึงปี 2024 แล้ว

กลุ่มผู้ผลิตสมาร์โฟนต้องการให้ทางการอินเดียยืดระยะเวลาบังคับใช้กฎใหม่นี้ไปเป็นปี 2025 เพื่อให้มีเวลาพัฒนาฮาร์ดแวร์รวมทั้งทำการทดสอบให้พร้อมใช้งานจริง ซึ่งทำให้การหารือเรื่องนี้ระหว่างกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์กับรัฐบาลอินเดียยังไม่ได้ข้อสรุปที่ลงตัวในขณะนี้และจะมีการนัดประชุมเพื่อหาทางออกร่วมกันอีกครั้ง

NavIC เป็นระบบระบุพิกัดโดยดาวเทียม 7 ดวงของ ISRO (Indian Space Research Organisation) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยด้านอวกาศของรัฐบาลอินเดีย ระบบนี้จะเน้นบริเวณประเทศอินเดียและพื้นที่โดยรอบภายในระยะห่างประมาณ 1,500 กิโลเมตรจากเส้นพรมแดน พื้นที่ปฏิบัติการรวมส่วนต่อขยายครอบคลุมตั้งแต่เส้นละติจูด 30 องศาเหนือไปจนถึง 50 องศาเหนือ และเส้นลองจิจูด 30 องศาตะวันออกไปจนถึง 130 องศาตะวันออก

No Descriptionพื้นที่การใช้งานระบบดาวเทียม NavIC

เป้าหมายการใช้งานของ NavIC นั้นจะใช้เพื่อระบบนำทางทั้งภาคพื้นดิน, ทางเรือ และทางอากาศ รวมทั้งใช้ประโยชน์เพื่อการบริหารจัดการรับมือภัยพิบัติ, การติดตามตรวจสอบระบบจราจร รวมทั้งเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการระบุเวลา ซึ่งโครงการนี้ใช้เงินลงทุนไปราว 174 ล้านเหรียญ เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2006 และเพิ่งเปิดใช้งานไปเมื่อปี 2018 แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการบังคับผู้ผลิตอุปกรณ์ว่าจะต้องรองรับระบบ NavIC นี้

ในปัจจุบันนี้ระบบระบุพิกัดด้วยดาวเทียมที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุดคงไม่พ้น GPS ของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีพื้นที่ใช้งานครอบคลุมทั่วโลก แต่ก็ยังมีดาวเทียมเพื่อการระบุพิกัดสำหรับใช้ประโยชน์เพื่อการนำทางอื่นๆ ทั้ง Galileo ของสหภาพยุโรป, GLONASS ของรัสเซีย รวมถึง Beidou ของจีน ซึ่งล้วนแล้วแต่ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานทั่วโลกเหมือน GPS ในขณะที่ญี่ปุ่นก็ใช้ระบบดาวเทียมของตนเองที่ชื่อ QZSS เพียงทว่ามันครอบคลุมพื้นที่ใช้งานเน้นเฉพาะบริเวณประเทศตนเองคล้าย NavIC

ที่มา – Reuters – 1, 2

from:https://www.blognone.com/node/130635

Apple เริ่มผลิต iPhone 14 ในอินเดียแล้ว หลังเปิดตัวได้ไม่ถึง 3 สัปดาห์

หลังจากเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา Apple ได้เริ่มผลิต iPhone 14 ในอินเดียแล้วหลังผ่านมาไม่ถึง 3 สัปดาห์ จากก่อนหน้านี้ที่มีรายงานว่า Apple วางแผนว่าจะเลื่อนมาผลิตในอินเดีย 2 เดือนหลังเปิดตัว

ปกติ Apple มักจะเริ่มผลิตในอินเดียภายหลังจากการเปิดตัวไปราว 6-9 เดือน แต่ Apple ได้ร่วมมือกับบริษัทซัพพลายเออร์เพื่อเร่งการผลิตในอินเดียและลดความล่าช้าจากการผลิตในจีน

Foxconn ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ของ Apple ก็กำลังศึกษาวิธีการขนส่งชิ้นส่วนจากจีนเพื่อมาผลิตยังอินเดียโดยต้องคำนึงถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานการเก็บความลับสินค้าของ Apple ร่วมด้วย

ที่มา: Bloomberg

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130621

WiPro ผู้ให้บริการไอทีรายใหญ่ในอินเดีย ไล่พนักงานออกหลายร้อยคนหลังพบไปรับงานคู่แข่ง

Rishad Premji ประธานบริษัท Wipro ผู้ให้บริการไอทีรายใหญ่ของอินเดีย ไปพูดในงานสัมมนาผู้บริหาร AIMA โดยพูดถึงประเด็นการที่พนักงานไปรับงานนอก (moonlighting) ว่าช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเขาไล่พนักงานออกไปแล้วถึง 300 ฐานไปรับงานนอกจากบริษัทคู่แข่ง

ตัว Premji เคยทวีตถึงเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่าการรับงานนอกเป็นการโกง (cheating) จนกลายเป็นการเปิดประเด็นว่าตัว Premji เองก็ทำงานหลายองค์กรไปพร้อมกัน แม้ว่าองค์กรส่วนมากจะเป็นบริษัทในเครือของ Wipro เอง และอีกส่วนเป็นองค์กรภายใต้มูลนิธิ Azim Premji Foundation ที่สร้างจากเงินบริจาคของ Azim Premji ผู้ก่อตั้ง Wipro ผู้เป็นพ่อของ Rishad Premji

Nascent Information Technology Employees Senate (NITES) กลุ่มแรงงานไอทีอินเดีย แสดงความไม่เห็นด้วย โดยระบุว่านายจ้างนั้นจ้างงานตามชั่วโมงทำงาน และการที่พนักงานจะไปทำงานอะไรนอกเวลาก็เป็นสิทธิ์ของพนักงาน

อุตสาหกรรมไอทีอินเดียโดยรวมมีท่าทีพยายามกันพนักงานไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัทอื่นค่อนข้างมาก Infosys ผู้ให้บริการไอทีรายใหญ่อีกราย มีสัญญาห้ามพนักงานไปทำงานกับลูกค้าเป็นเวลา 6 เดือนและห้ามไปทำงานกับคู่แข่งในช่วง 1 ปีหลังลาออก ผู้ให้บริหารของ Tata Consulting และ Infosys ก็เคยออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่พนักงานไปรับงานนอกเช่นกัน

ที่มา – The Register

No Description

ภาพโดย Innovalabs

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130576

Proton ประกาศปิดเซิร์ฟเวอร์ VPN ในอินเดีย หลังกฎหมายเก็บข้อมูลผู้ใช้งานมีผล

Proton VPN เป็นผู้ให้บริการ VPN รายล่าสุด ที่ประกาศปิดเซิร์ฟเวอร์ในอินเดีย หลังจากทางการมีข้อกำหนดให้ผู้ให้บริการ VPN ในประเทศ ต้องเก็บข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อลูกค้า, อีเมล, IP ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยต้องเก็บข้อมูลอย่างน้อย 5 ปี และให้ข้อมูลกับหน่วยงานดูแลเมื่อมีการร้องขอ

ก่อนหน้านี้ ExpressVPN ก็ประกาศปิดเซิร์ฟเวอร์ในอินเดีย รวมถึงผู้ให้บริการ VPN หลายรายก็ใช้แนวทางนี้ นั่นคือลูกค้ายังใช้งานได้ตามเดิม แต่ไม่ได้เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งในประเทศ

ที่ผ่านมาทางการอินเดียได้ข้อกำหนดเรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์หลายหัวข้อ ซึ่งเป็นการควบคุมอินเทอร์เน็ตในระดับเดียวกับจีนและรัสเซีย

ที่มา: WSJ

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130569

Foxconn จับมือ Vedanta ตั้งโรงงานผลิตชิปและจอภาพในอินเดีย ลงทุนกว่า 7 แสนล้านบาท

Foxconn ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมมือกับ Vedanta บริษัทด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ ประกาศเดินหน้าร่วมลงทุนกว่า 7 แสนล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์และจอแสดงผลในเมืองคุชราฏทางตะวันตกของประเทศอินเดีย มุ่งหวังสร้าง Silicon Valley ของประเทศให้เป็นจริงให้ได้

การร่วมทุนกันในครั้งนี้จะใช้เงินลงทุนสร้างโรงงานผลิตจอแสดงผลราว 437,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะแยกไปสร้างโรงงานผลิตชิปประมวลผลอีก 277,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองบริษัทก็จะทำงานร่วมกับรัฐบาลอินเดียอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกในการผลิตให้ได้มากที่สุด

ฝั่ง Foxconn ก็จะเป็นพาร์ทเนอร์ด้านเทคนิคการผลิตต่าง ๆ ส่วน Vedanta ก็จะเป็นผู้คอยดูแลด้านค่าใช้จ่ายใหญ่ ๆ ในโครงการ เบื้องต้นคาดว่าโปรเจกต์ดังกล่าวจะสามารถสร้างอาชีพให้ผู้คนในเมืองได้มากกว่า 100,000 ตำแหน่งเลยทีเดียว และน่าจะเริ่มการผลิตได้ภายในระยะไม่เกิน 2 ปีนี้ครับ 

แผนนี้นับว่าเป็นการลงทุนครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยในประเทศอินเดีย ซึ่งก็ประจวบเหมาะในขณะนี้ที่กำลังมีวิกฤติขาดแคลนชิปอยู่พอดี แล้วประเทศผลิตชิปสำคัญอย่างไต้หวันก็กำลังมีปัญหากับจีนอยู่อีก อินเดียก็เลยอยากคว้าโอกาสนี้ไว้ รีบลงทุนในด้านเซมิคอนดักเตอร์เพื่อให้ตัวเองได้มีช่องการเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตชิปครับ

แต่ Vedanta ไม่ได้นับว่าเป็นบริษัทแรกที่จะตั้งโรงงานผลิตชิปในประเทศอินเดียนะครับ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีทั้งบริษัท ISMC เข้ามาตั้งโรงงานผลิตชิปในรัฐกรณาฏกะ และบริษัทจากสิงคโปร์ IGSS Ventures ก็เข้ามาตั้งโรงงานในรัฐทมิฬนาฑูด้วย

 

ที่มา : reuters

from:https://droidsans.com/foxconn-vedanta-semiconductor-display-plant-india/

Foxconn ร่วมมือบริษัทท้องถิ่นเตรียมสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งแรกในอินเดีย

บริษัทสัญชาติอินเดีย Vedanta และ Foxconn ประกาศร่วมลงทุนมูลค่า 19.4 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสร้างโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งแรกในอินเดียในรัฐคุชราต โรงงานจะเริ่มผลิตได้ภายในปี 2024

บริษัททั้ง 2 ได้ลงนามกับรัฐบาลรัฐคุชราตเพื่อโรงงานเพื่อผลิตชิปและหน้าจอ โดย Vedanta ถือหุ้น 63% และ Foxconn ถือหุ้น 37% ในส่วนการผลิตชิป ส่วนฝั่งการผลิตกระจกสำหรับหน้าจอ Vedanta เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด

การตั้งโรงงานได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอินเดียเพื่อส่งเสริมให้อินเดียสามารถผลิตผลิตชิปภายในประเทศ ในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว รัฐบาลอินเดียได้อนุมัติแผนกระตุ้นให้นักลงทุนผู้ผลิตชิปเข้ามาลงทุนในอินเดียที่ใช้งบประมาณราว 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หลังจากที่ความต้องการไมโครชิปเพื่อผลิตสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ รถยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ในอินเดียมีเพิ่มมากขึ้น

ที่มา: Financial Times

from:https://www.blognone.com/node/130401

บริษัทสตาร์ทอัพอินเดียพัฒนาหมวกกันน็อคกรองมลพิษ พร้อมเชื่อมแอปผ่านบลูทูธ

Shellios Technolabs บริษัทสตาร์ทอัพในกรุงเดลี ประเทศอินเดียผลิตหมวกนิรภัยสำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ (หมวกกันน็อค) ที่สามารถฟอกอากาศเพื่อป้องกันมลพิษโดยใช้ชื่อว่า PUROS

หมวกนิรภัยมีระบบกรองอากาศอยู่ที่ด้านท้ายหมวก ประกอบด้วยพัดลมมอเตอร์บัสเลส BLDC รวมถึงตัวกรองอนุภาคที่มีประสิทธิภาพสูง (HEPA) และวงจรไฟฟ้าที่จะดึงอากาศจากภายนอกเข้าสู่ระบบกรองก่อนที่จะเข้าถึงตัวผู้ขับขี่ วัสดุภายนอกทำจากไฟเบอร์กลาสทำให้มีความทนทานเป็นพิเศษ

No Description

ทางบริษัทอ้างว่าหมวกนิรภัยสามารถป้องกันมลพิษตามมาตรฐานได้ถึง 80% อ้างอิงจากผลทดลองของ NABL (National Accreditation Board for Testing and Calibration Laboratories) และมีประสิทธิภาพป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ถึง 99% นอกจากนี้ยังมีพอร์ตชาร์จ micro-USB และแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อกับบลูทูธเพื่อแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาที่ควรทำความสะอาดหมวก

หมวกนิรภัยได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรแล้วและวางขายแล้วในอินเดียในราคาราว 2,050 บาท

ที่มา: The Indian Express

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130226

บริษัทเทครายใหญ่เริ่มย้ายฐานการผลิตออกจากจีน หวั่นปัญหาการเมืองและซัพพลายเชน

The New York Times เขียนบทความพิเศษที่ชี้ว่า บริษัทเทคโนโลยีใหญ่หลายเจ้าเริ่มทยอยเคลื่อนย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศจีนแล้วโดยมีสาเหตุจากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนตั้งแต่สงครามการค้าสมัยประธานาธิบดี Donald Trump และกดดันมากขึ้นหลัง Nancy Pelosi เยือนไต้หวัน ไปจนถึงค่าแรงของจีนที่แพงมากขึ้น และกำแพงภาษีที่มีมาตั้งแต่สมัย Trump

นอกจากนี้ การหยุดชะงักของซัพพลายเชนจากมาตรการ Zero-Covid ที่ล็อคดาวน์ทั้งเมืองตั้งแต่ 2020 และปัจจุบันก็ยังมีอยู่เนืองๆ ทำให้โรงงานในจีนหลายแห่งถูกปิดยังทำให้บริษัทเทคโนโลยีกังวลว่าจะเกิดปัญหาด้านซัพพลายเชนอีกในอนาคต

จีนเป็นฐานการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาเป็นระยะเวลานานเพราะมีแรงงานที่มีฝีมือและมีกำลังการผลิตมาก แต่การผลิตของจีนเริ่มหดตัวลงหลังบริษัทใหญ่เริ่มมองหาฐานการผลิตใหม่ เศรษฐกิจจีนยังซบเซาลงจากมาตรการล็อคดาวน์ด้วย

บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google, Microsoft และ Amazon เริ่มย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามแทน รวมถึง Foxconn ซัพพลายเออร์เจ้าใหญ่ของ Apple ก็เตรียมสร้างโรงงานที่เวียดนามด้วย อย่างไรก็ตาม Apple นอกจากจะมีโรงงานในเวียดนามอยู่แล้ว ยังวางแผนจะเริ่มผลิต iPhone ใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในเดือนนี้บางส่วนในอินเดียด้วยแม้โรงงานส่วนใหญ่จะยังคงอยู่ในจีน

ที่มา: New York Times

No Descriptionรูปจาก Apple

from:https://www.blognone.com/node/130181

CP ยื่นข้อเสนอมูลค่าราว 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อ Metro ห้างค้าส่งของอินเดีย

The Economic Times สื่อของอินเดียรายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อซื้อกิจการของ Metro Cash and Carry ห้างค้าส่งของอินเดียที่ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งข้อเสนอของ CP Group สูงว่าคู่แข่งที่ให้ความสนใจเหมือนกันอย่าง Reliance Retail ห้างค้าปลีกของอินเดียที่ยื่นไปราว 7 ร้อยล้านเหรียญหรือราว 2.5 หมื่นล้านบาท

metro india

Bloomberg รายงานข่าวตั้งแต่เดือนที่แล้วว่า CP Group แสดงความสนใจซื้อห้าง Metro แข่งกับ Reliance ของมหาเศรษฐี Mukesh Ambani ขณะที่การยื่นราคาครั้งนี้ The Economic Times ก็ระบุว่าตัวเลขของ CP Group ตรงกับราคาที่ JP Morgan และ Golman Sachs ประเมินไว้

การซื้อกิจการ Metro ของ CP Group ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เนื่องจาก CP ลงทุนใน Lots ห้างค้าปลีกของอินเดียอยู่แล้ว ซึ่งจากยุทธศาสตร์ของเจ้าสัวที่ต้องการเพิ่มรายได้จากต่างประเทศ การซื้อ Metro ก็ตอบโจทย์โดยตรง

อย่างไรก็ตามดีลนี้อาจจะเผชิญอุปสรรคอยู่ เนื่องจากกฎหมายด้านการค้าปลีกของอินเดีย ห้ามไม่ให้บริษัทอีคอมเมิร์ซ ที่มีต่างชาติเป็นเจ้าของ ทำการตุนสินค้าจากหลายหลายแบรนด์และขายตรงให้กับผู้บริโภค เพื่อปกป้องธุรกิจค้าปลีกไปจนถึงร้านสะดวกซื้อท้องถิ่น ซึ่ง Metro แม้จะเป็นขายส่ง แต่ก็มีการขายสินค้าในลักษณะ cash and carry ที่ผู้บริโภคสามารถเดินเข้าไปซื้อสินค้าได้หลากหลาย การขาย Metro จึงถูกต่อต้าน รวมถึงภาครัฐอาจตีตกดีลดีลนี้ด้วย

Metro เข้ามาทำธุรกิจในอินเดียตั้งแต่ปี 2003 ส่วนสาเหตุการขายก็เกิดจากการแข่งขันที่สูง จากคู่แข่งที่ทุนหนาอย่าง Reliance และ Amazon

ด้านโฆษกของ Metro ปฏิเสธจะให้ความเห็นนี้

ที่มา – The Economic Times

 

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post CP ยื่นข้อเสนอมูลค่าราว 3.6 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อ Metro ห้างค้าส่งของอินเดีย first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/cp-offer-for-metro-india-wholesaler/

อินเดียปฏิเสธข่าว ไม่แบนสมาร์ทโฟนราคาถูกที่มาจากจีน

นาย Rajeev Chandrasekhar รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเทคโนโลยีของอินเดียปฏิเสธว่า รัฐบาลอินเดียไม่ได้มีแผนที่จะควบคุมไม่ให้มีการนำสมาร์โฟนราคาถูก (กลุ่มราคาตั้งแต่ประมาณ 5,300 บาทลงไป) จากบริษัทสัญชาติจีนมาขายในอินเดีย หลังจากมีรายงานจาก Bloomberg ว่าอินเดียกำลังศึกษาแนวทางที่จะควบคุมการนำเข้าสมาร์ทโฟนราคาถูกจากจีน

บริษัทวิจัยตลาดสมาร์ทโฟน Counterpoint เผยว่าบริษัทสมาร์ทโฟนของจีนอย่าง Xiaomi และ Realme ครองตลาดมือถือในอินเดีย ส่วนบริษัทผลิตสมาร์ทโฟนราคาถูกของอินเดียเองอย่าง Micromax, Lava และ Karbonn กลับมีส่วนแบ่งการตลาดน้อยมากหลังสมาร์ทโฟนที่นำเข้าจากจีนมีประสิทธิภาพสูงกว่าและสามารถขายในราคาถูกกว่า

ก่อนหน้านี้รัฐบาลอินเดียก็ได้สั่งแบนแอปพลิเคชันของจีนไปหลายแอป รวมถึงการทำธุรกิจของจีนในอินเดียก็ลำบากขึ้น

ที่มา: TechCrunch

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130100