คลังเก็บป้ายกำกับ: GDPR

ออสเตรเลียผ่านกฎหมายลงโทษบริษัทที่ทำข้อมูลรั่วไหล ปรับเงินสูงสุด 1,200 ล้านบาท

ออสเตรเลียผ่านกฎหมายลงโทษบริษัทที่ทำข้อมูลรั่วไหล ปรับเงินสูงสุด 1,200 ล้านบาท

Credit: ShutterStock.com

รัฐสภาออสเตรเลียผ่านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยเป็นการกำหนดบทลงโทษต่อบริษัททำที่ข้อมูลรั่วไหลและเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยจะมีโทษปรับเป็นจำนวนเงิน 3 รายการ แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะสูงที่สุด ได้แก่ จำนวนเงิน 50 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท, สามเท่าของความเสียหาย หรือ 30% ของรายได้ของบริษัท โดยก่อนหน้านี้มีโทษปรับแค่ 2.22 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ หรือเพียงแค่ 53 ล้านบาทเท่านั้น ส่งผลให้หลายบริษัทไม่มีการปรับปรุงระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับข้อมูลลูกค้าเท่าที่ควร

ที่ผ่านมาหลายบริษัทในออสเตรเลียเกิดกรณีของการรั่วไหลของข้อมูลหลายครั้ง เช่น Optus ผู้ให้บริการระบบโทรคมนาคมทำข้อมูลรั่วไหล 11 ล้านรายการ และ Medibank Insurance ที่ทำข้อมูลรั่วกว่า 9.7 ล้านรายการ การเพิ่มค่าปรับในครั้งนี้จะช่วยให้ออสเตรเลียมีมาตรฐานบทลงโทษที่ใกล้เคียง General Data Protection Regulation (GDPR) ในกลุ่มประเทศยุโรปมากขึ้น โดย GDPR มีโทษปรับสถานเบา 10 ล้านยูโร หรือ ประมาณ 365 ล้านบาท และโทษหนักที่สุดคือ 20 ล้านยูโร หรือประมาณ 730 ล้านบาท หรือ 4% รายได้รวมทั่วโลกของบริษัท

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/australia-will-now-fine-firms-up-to-au50-million-for-data-breaches/

from:https://www.techtalkthai.com/australia-will-fine-firms-for-data-breaches-up-to-1200-thb/

[รีวิว] ติดขอบสนาม Technology Innovations ใน FIFA World Cup 2022 ที่กาตาร์

มหกรรมฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ได้เปิดฉากการแข่งขันนัดแรกของแต่ละกลุ่มแล้ว สิ่งที่ถูกกล่าวถึงกันมากที่สุดนอกเหนือจากสีสันของผลการแข่งขันนั่นก็คือ นวัตกรรมเทคโนโลยีที่นำเข้ามาใช้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา จะเห็นได้จากการยิงประตูที่ดีใจเก้อในหลายๆ ครั้ง ล้วนถูกปฏิเสธสกอร์จากการทำงานของเทคโนโลยีที่ถูกติดตัังไว้ภายในสนามฟุตบอลเพื่อรับบทบาทการเป็นผู้ช่วยให้กับผู้ตัดสินชี้ขาดได้รวดเร็วมากขึ้น ทำให้มีผลการแข่งขันที่ขาวสะอาด ไร้ซึ่งดราม่าหลังเกม ประจักษ์ชัดด้วยภาพเคลื่อนไหวแบบ 3D สู่สายตาผู้ชมทั่วทุกมุมโลก เบื้องหลังความล้ำสมัยเหล่านี้ ถูกขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมเทคโนโลยีซึ่งเข้ามามีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นการยกระดับให้กับวงการกีฬาสู่ความยั่งยืนที่ยอดเยี่ยม
 

Image Blackground : FIFA
นอกจากผลการแข่งขันที่มีทั้งการโชว์ฟอร์มสมกับราคาทีมเต็งแชมป์หรือการพลิกล็อกหักปากกาเซียนแบบช็อกโลก ยังมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันมากมาย ทั้งการตัดสินให้ลูกจุดโทษย้อนหลังหรือการใช้เทคโนโลยีการตรวจจับล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ ประสิทธิภาพได้แสดงให้เห็นกันในทุกเกมการแข่งขันโดยเฉพาะแมตท์การแข่งขันระหว่างทีมอาร์เจนติน่า กับ ซาอุดีอาระเบีย ที่มีการปฏิเสธสกอร์แม้ว่าจะส่งลูกบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายถึง 3 ครั้งโดยทีมฟ้าขาวจากทวีปอเมริกาใต้ที่มีสตาร์ดาวดังอย่าง “เมสซี่” ก็ติดกับดักเทคโนโลยีนี้ด้วยเช่นกัน
 
 

Technology Innovations

FIFA World Cup 2022 ที่กาตาร์


 

 

เทคโนโลยี AI Rihla และ Multi-Camera ทั้ง 8 สนาม

Al Rihla แปลว่า “การเดินทาง” ในภาษาอาหรับ และได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เรืออันเป็นเอกลักษณ์ และธงชาติกาตาร์

Image Credit : Adidas
Al Rihla เป็นหนึ่งในนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของทัวร์นาเมนต์นี้ ภายในลูกบอลคือระบบกันสะเทือนของ Adidas ซึ่งมีหน่วยวัดแรงเฉื่อย 500Hz เซ็นเซอร์ Inertial Measurement Unit (IMU) ตรวจจับการเคลื่อนไหวและส่งข้อมูลออกมา 500 ครั้งต่อวินาที เป็นข้อมูลเชิงลึกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในทุกองค์ประกอบของการเคลื่อนไหวของลูกฟุตบอลและใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในตัวแบบชาร์จไฟได้ เทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นสำหรับผู้เล่นและไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของลูกบอล
 
ข้อมูลจากลูกฟุตบอลจะช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลการสัมผัสที่ไม่ชัดเจนเพื่อปรับปรุงคุณภาพและความเร็วของการตัดสินใจในห้อง VAR (Video Assistant Referees) และเทคโนโลยีล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ ด้วยประสิทธิภาพของข้อมูลที่ได้รับจากลูกฟุตบอลแบบเรียลไทม์ที่มีความแม่นยำสูง จะช่วยยกระดับมาตรฐานให้กับวงการกีฬาฟุตบอลทั้งในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการถ่ายทอดประสบการณ์สู่แฟนบอล
 
เทคโนโลยี Multi-Camera ลูกฟุตบอลจะทำงานเชื่อมต่อผสานการทำงานร่วมกับกล้องแบบติดตามเฉพาะจำนวน 12 ตัวที่ถูกติดตั้งอยู่รอบขอบสนาม เพื่อรับข้อมูลที่ถูกติดตามตำแหน่งภายในสนามหญ้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปให้กับผู้จัดการทีมและผู้ตัดสินผ่านแอปของ FIFA เพื่อประเมินผลข้อมูลของผู้เล่นทั้งสองฝ่ายรวมไปถึงการบันทึกค่าสถิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขัน
 

เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ (Semi-automated offside) และการให้สกอร์ (scoring technology)

FIFA ได้ประกาศว่าเทคโนโลยีการล้ำหน้าแบบกึ่งอัตโนมัติจะถูกนำมาใช้ที่ FIFA World Cup 2022 ในกาตาร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน โดยนำเสนอเครื่องมือสนับสนุนสำหรับเจ้าหน้าที่วิดีโอแมตช์และเจ้าหน้าที่ในสนาม เพื่อช่วยให้พวกเขาทำหน้าที่ออกมาได้อย่างรวดเร็วขึ้น แม่นยำยิ่งขึ้น และการตัดสินใจล้ำหน้าที่สามารถทำซ้ำได้มากขึ้น
 
โดยหลังจากประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี VAR ในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน ได้ประกาศใน The Vision 2020-23 ว่า FIFA จะพยายามใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีในฟุตบอลอย่างเต็มที่และปรับปรุง VAR ให้ดียิ่งขึ้น ในอีกสามปีถัดมา FIFA ยังคงเป็นผู้นำด้าน “technology in the game”
 
FIFA ทำงานร่วมกับ Adidas และพันธมิตรต่างๆ เพื่อความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและผู้ให้บริการเทคโนโลยี ฟีฟ่าได้ใช้เวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาในการปรับปรุงระบบ VAR ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าแบบกึ่งอัตโนมัติเข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานการแข่งขันให้ผลออกมาขาวสะอาดมากที่สุด
 
จุดเด่น: เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ
    • ระบบแจ้งเตือนการล้ำหน้าอัตโนมัติแก่ทีมเจ้าหน้าที่ควบคุมการแข่งขันในห้องวิดีโอ VAR
    • 3D animation ช่วยปรับปรุงการสื่อสารไปยังแฟนๆ ในสนามกีฬาและผู้ชมโทรทัศน์
    • เทคโนโลยีได้รับการทดสอบเรียบร้อยแล้วในการแข่งขัน FIFA ครั้งก่อน
ข้อมูลด้านเทคนิค
แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เทคโนโลยีกล้องแบบติดตามเฉพาะ และเซ็นเซอร์ที่ถูกติดตั้งไว้ภายในลูกฟุบอล
เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัตินี้ ใช้กล้องแบบติดตามเฉพาะจำนวน 12 ตัวที่ติดตั้งอยู่ใต้หลังคาสนามกีฬาเพื่อติดตามลูกบอลและข้อมูล 29 data points ของผู้เล่นแต่ละคน 50 ครั้งต่อวินาที เพื่อคำนวณตำแหน่งที่แม่นยำในสนาม ข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้ง 29 data points ประกอบไปด้วยแขนขาและทุกส่วนของร่างกายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการล้ำหน้า โดยจะผสานการทำงานร่วมกับ Al Rihla ลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการของ Adidas ที่จะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญสำหรับการตรวจจับเหตุการณ์การล้ำหน้า ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย (IMU) ที่อยู่ภายในลูกฟุตบอล เซ็นเซอร์นี้ถูกติดตั้งวางตำแหน่งอยู่ตรงกลางลูกฟุตบอลและจะทำหน้าที่ส่งข้อมูลของลูกฟุตบอลไปยังห้องควบคุมวิดีโอ 500 ครั้งต่อวินาที ทำให้สามารถตรวจจับ kick point ได้อย่างแม่นยำสูง
 
Image Credit : FIFA
การผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ากับการรวมข้อมูลการติดตามแขนขาและลูกบอล ทำให้สามารถแจ้งเตือนเหตุการณ์ล้ำหน้าได้โดยอัตโนมัติแก่เจ้าหน้าที่ควบคุมการแข่งขันในห้องวิดีโอ (VAR) ซึ่งมีหน้าที่ทำการตรวจสอบการตัดสินที่ระบบเสนอเข้ามาการตรวจจับตำแหน่ง Kick Point และแสดงแนวเส้นสิ้นสุดวัดตำแหน่งการล้ำหน้าที่ระบบสร้างขึ้นมาให้โดยอัตโนมัติเช่นกัน ข้อมูลตำแหน่งเหล่านี้จะถูกคำนวณและแสดงออกมาในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ ที่จะทำให้เห็นส่วนประกอบเสมือนจริงของแขนขาที่ผู้เล่นถูกตรวจจับได้ กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที และหมายความว่าการตัดสินใจล้ำหน้าจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำสูง
 
Image Credit : FIFA
data points ตำแหน่งเดียวกันที่ใช้ในการตัดสินจะถูกสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติที่ให้รายละเอียดตำแหน่งแขนขาของผู้เล่นได้อย่างสมบูรณ์ โดยจะแสดงมุมมองที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์การล้ำหน้า และแสดงภาพขึ้นบนจอยักษ์ภายในสนามฟุตบอลซึ่งรวมถึงการถ่ายทอดสดทางทีวีด้วย
ตัวอย่างเหตุการณ์เกมการแข่งขันจริงที่เทคโนโลยี เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI Rihla
    • เหตุการณ์ล้ำหน้าซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่นัดแรกของการแข่งขันมีการใช้เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติให้เห็นแล้วโดยเฉพาะเกมที่อาร์เจนตินาแพ้ซาอุฯ ด้วยสกอร์ 1-2 นัดนี้ทีมอาร์เจนตินาส่งลูกฟุตบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายถึง 3 ลูก (ไม่นับลูกจุดโทษ) แต่ถูกเทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติตรวจจับว่ามีล้ำหน้าและปฏิเสธการให้สกอร์ทั้งหมด
    • เหตุการณ์ทำฟาวล์ของผู้เล่นในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะภายในกรอบเขตโทษที่ชี้วัดการให้ลูกตั้งเตะที่จุดโทษที่ผู้ตัดสินในสนามมองไม่เห็นเหตุการณ์ ตัวอย่างที่ทีมอาร์เจนติน่า ได้จุดโทษย้อนหลังเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วและเป็นประตูขึ้นนำจากการสังหารของ เมสซี่ สตาร์ดาวดังของทีม โดยการแจ้งเตือนอัตโนมัติจากเทคโนโลยี VAR
scoring technology หรือ goal line technology อีกเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นให้ถูกกล่าวถึงนั่นก็คือ การตัดสินสกอร์ที่มีข้อกังขา ผู้ตัดสินจะมีหน้าจอที่ข้อมือเพื่อช่วยตัดสินว่าการยิงประตูนั้นเป็นสกอร์หรือไม่ อันที่จริงสิ่งนี้จะดีขึ้นด้วย VAR แต่เจ้าเซ็นเซอร์ในลูกฟุตบอลบอลของ Adidas จะผสานการทำงานร่วมกับกล้องเพื่อช่วยให้แน่ใจว่าจะไม่มีการโต้เถียงเกิดขึ้นแม้ว่าผู้รักษาประตูจะรับลูกฟุตบอลจากภายในประตูซึ่งล้ำเส้นสีขาวแล้วก็ตาม
 

FIFA Player App

เป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 จะสามารถเข้าถึง FIFA Player App ได้ แอปนี้พัฒนาขึ้นโดยอิงจากผู้เล่นระดับมืออาชีพ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกของผู้เล่นในสนามและข้อมูลประสิทธิภาพทางร่างกายของผู้เล่นรายบุคคลหลังจบจากการแข่งขันทุกเกม
 
Image Credit : FIFA
FIFA Player App ประสบความสำเร็จในการทดลองใช้จริงกับผู้เล่นจากทีมต่างๆ ที่ FIFA Arab Cup 2021 และนำเสนอต่อทีมที่เข้าร่วม FIFA World Cup ในระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการของทีมล่าสุดในโดฮา FIFA Player App ได้รวบรวมข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุงและเมตริกข่าวกรองที่รวบรวมโดยทีมนักวิเคราะห์ประสิทธิภาพจาก FIFA ผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลการติดตาม ซึ่งจะพิจารณาว่าผู้เล่นเคลื่อนที่ไปรับบอลหรือไม่ เคลื่อนที่อย่างไร เทคติกเกมรุกที่กดดันคู่ต่อสู้มีรูปแบบใดบ้าง ตำแหน่งแนวรับป้องกันการถูกโจมตีอย่างไร และข้อมูลรูปแบบอื่นๆ ของเกมการแข่งขัน
 
FIFA Player App ประกอบด้วยเมตริกสมรรถภาพทางร่างกายที่รวบรวมผ่านการติดตามในสนามกีฬาผ่านกล้องแบบติดตามเฉพาะทั้ง 12 ตัว ตัวอย่างเช่น แอปจะแสดงระยะทางที่ครอบคลุมตามเกณฑ์ความเร็วต่างๆ จำนวนของการกระทำที่มากกว่า 25 กม.ต่อชม. (ประมาณ 15 ไมล์ต่อชั่วโมง) และความเร็วสูงสุด แอปนี้จะช่วยประมวลผลข้อมูลให้ผู้เล่นได้เห็นผลงานของตนเองในทุกแมตท์การแข่งขันในฟุตบอลโลกที่กาตาร์ 2022 หนนี้ ซึ่งจะให้ข้อมูลส่วนตัวสำหรับผู้เล่นแต่ละคนเพื่อดูว่าพวกเขาทำผลงานในสนามเป็นอย่างไรบ้าง ผู้เล่นสามารถย้อนดูภายหลังการแข่งขันได้สะดวกและง่ายดาย นอกจากนี้ ภาพถ่ายแอคชันต่างๆ ที่ถูกถ่ายไว้ในช่วงเวลาสำคัญของการแข่งขัน FIFA World Cup ในแต่ละนัดจะถูกบันทึกเก็บไว้และแชร์ไว้ในฐานข้อมูลของแอปเพื่อให้ผู้เล่นแต่ละคนเข้าถึงได้สะดวก ผู้เล่นจะสามารถบันทึกหรือแชร์รูปภาพต่อบนโซเชียลมีเดียพร้อมกับแนบข้อมูลค่าสถิติการแข่งขันที่พวกเขาชื่นชอบได้โดยตรงจากแอปได้เลย
 
หนึ่งในเป้าหมายของ Vision 2020-2023 ของ FIFA คือการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อให้บริการฟุตบอล ผู้เล่น และเกมการแข่งขันที่ดีที่สุด ซึ่งรวมถึงวิธีที่ FIFA ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เล่นด้วย ทีมงาน FIFA ทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดให้ปลอดภัย ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่ FIFA ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้ที่พอร์ทัลการปกป้องข้อมูลของ FIFA และใน FIFA Data Protection Pocket Guide ซึ่งจะอธิบายถึงสิทธิ์ในการปกป้องข้อมูลโดยละเอียด
 
นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง FIFA และ FIFPRO ในการพัฒนามาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการรวบรวม การปกป้อง และการใช้ข้อมูลประสิทธิภาพของผู้เล่นส่วนบุคคล ทั้งสององค์กรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนด “Charter of Player Data Rights” โดยมีเป้าหมายในการพัฒนามาตรฐานเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็แจ้งให้ผู้เล่นฟุตบอลทราบอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของนักกีฬาตามกฎหมายที่มีอยู่ เช่น European General Data Protection Regulation (GDPR) กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ สหภาพยุโรป
 
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GDPR กับ PDPA ต่างกันอย่างไร
 

เทคโนโลยี Bonocle และ Feelix Palm เพื่อเปิดโลกความบันเทิงให้กับผู้พิการทางสายตา

เพื่อให้แฟนๆ ที่เป็นผู้พิการทางสายตาสามารถเพลิดเพลินไปกับ FIFI World Cup 2022 ด้วยการนำเครื่องมือของ “Bonocle และ Feelix Palm” Bonocle เป็นแพลตฟอร์มความบันเทิงอักษรเบรลล์แห่งแรกของโลก ด้วยการใช้ฟังก์ชันการแปลงรหัสและเทคโนโลยีบลูทูธ บุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นสามารถสัมผัสกับความตื่นเต้นของการแข่งขันฟุตบอลโลกได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ

Image Credit : Bonocle
Bonocle ความบันเทิงอักษรเบรลล์ เป็นอุปกรณ์อักษรเบรลล์เซลล์เดียวแบบพกพาที่ทำหน้าที่เหมือนตัวควบคุมสำหรับสมาร์ทโฟน เป็นนวัตกรรมและออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อให้ทำงานเหมือนกับจอแสดงผลอักษรเบรลล์แบบไม่มีบรรทัด โดยใช้แอปพลิเคชันที่พัฒนาและปรับให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถทำงาน เรียนรู้ หรือเล่น ผ่านเสียงตอบรับที่สัมผัสได้ เช่น อักษรเบรลล์ ระบบสัมผัส และตัวอ่านเสียงแบบ Scree Reader/Voice Over และโต้ตอบกับแอปพลิเคชันผ่านปุ่ม การเคลื่อนไหว และเสียงพูด
 
Bonocle จะเข้ามาช่วยให้ชุมชนกลุ่มผู้พิการทางสายตาทั่วโลกได้สัมผัสกับอรรถรสบรรยากาศของมหกรรมฟุตบอลโลกในปี 2022 ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการขจัดข้อจำกัดให้แก่ผู้พิการทางสายตาและเป็นการเปิดประตูให้พวกเขาได้ทำการสำรวจโลกของเกมกีฬาด้วยความบันเทิง
 

Feelix Palm เป็นอุปกรณ์สื่อสารด้วยฝ่ามือที่มีคุณสมบัติ (tactile features) จะถูกใช้ในกาตาร์ครั้งนี้ ด้วยการใช้แรงกระตุ้นไฟฟ้า Feelix Palm นำเสนอข้อความคล้ายอักษรเบรลล์ให้กับผู้พิการทางสายตาโดยไม่จำกัดการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการได้ยิน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้คนสามารถรับข้อมูลแยกกันโดยไม่จำเป็นต้องเห็นหรือได้ยินข้อมูล Feelix Palm สื่อสารข้อมูลลวดลายสัมผัสด้วยไฟฟ้าไปยังฝ่ามือ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดื่มด่ำกับสภาพแวดล้อมได้มากขึ้นโดยรับข้อเสนอแนะแบบสัมผัสบนฝ่ามือ

Image Credit : Feelix Palm

 

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยภาคประชาชนด้วยกล้อง 15,000 ตัว

Image Credit : spfconsoles.com
Aspire Control and Command Centre เป็นศูนย์ควบคุมและสั่งการจะทำหน้าที่คอยเฝ้าตรวจสอบสนามกีฬาทั้งหมดพร้อมกัน เพื่อจับตาดูผู้เข้าชมที่คาดว่าจะมีมากกว่าหนึ่งล้านคนตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาลงจากเครื่องบินจนถึงตอนที่พวกเขาออกเดินทางจากไป ไขข้อกังวลด้านความปลอดภัยด้วยการรับประกันความปลอดภัยด้วยการติดตั้งกล้องที่มีคุณสมบัติการจดจำใบหน้าทั้งหมด 15,000 ตัวเพื่อส่งข้อมูลไปยังศูนย์ Aspire สำหรับค้นหาบุคคลจากกระทำผิดที่อาจเกิดขึ้นและเพื่อป้องกันการโจมตีของผู้ก่อการร้าย
 

นอกจากนี้ เรื่องของการถ่ายทอดสด FIFA ปรับปรุงด้านคุณภาพของการออกอากาศถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ จำนวน 64 แมทต์ จะถูกส่งสัญญาณภาพระดับ 4K เพื่อความคมชัดสูง สำหรับเครื่องรับที่รองรับเทคโนโลยี 4K เพื่อไม่ให้พลาดในทุกรายละเอียดตลอด 90 นาทีของเกมการแข่งขัน

 

เทคโนโลยีการระบายความร้อนสนามกีฬาขั้นสูง

กาตาร์ได้ปรับปรุงสนามฟุตบอล 7 ใน 8 แห่งที่ใช้แข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ครั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูงเพื่อให้สนามกีฬามีอุณหภูมิประมาณ 68 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับผู้เล่นและแฟนบอล คาดว่าจะยั่งยืนกว่าและประหยัดพลังงานกว่า 40 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเทคนิคการทำความเย็นทั่วไป ระบบทำความเย็นใช้การผสมผสานระหว่างฉนวนและการทำความเย็นแบบกำหนดเป้าหมายเพื่อทำให้เย็นลงเฉพาะในที่ที่มีผู้คนอยู่

ดร. ซาอูด อับดุลอาซิซ อับดุล กานี มีชื่อเล่นว่า ดร. คูล เป็นบุคคลสำคัญในภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ได้อธิบายว่า “การทำสนามฟุตบอลให้มีอุณหภูมิเย็นลงก็เหมือนกับการทำให้ยานยนต์เย็นลงนั่นเอง การประยุกต์ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเดียวกันในการจัดการระบายความร้อนเหล่านี้ แต่มันมีขนาดที่ใหญ่กว่ามากแค่นั้นเอง” ดร. คูล เป็นวิศวกรที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีทำความเย็นกลางแจ้งสำหรับสนามฟุตบอล FIFA World Cup Qatar 2022 ครั้งนี้ ซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาระดับปริญญาเอกเกี่ยวกับการปรับอากาศสำหรับรถยนต์
 
ดร. คูล กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เขานำเสนอให้กับเจ้าภาพกาตาร์พิจารณานั้น แตกต่างจากผู้นำเสนอรายอื่นๆ ที่นำเสนอการออกแบบสนามฟุตบอลเป็นหลัก แต่ ดร. คูล ได้นำเสนอสิ่งที่เป็น “เทคโนโลยี” เพื่อการผสานรวมเข้ากับสเตเดี้ยมในรูปแบบใหม่
 
อากาศเย็นเข้ามาทางตะแกรงบนอัฒจรรย์และหัวฉีดขนาดใหญ่บนสนาม การใช้เทคนิคการหมุนเวียนอากาศ อากาศเย็นจะถูกดึงกลับ การระบายความร้อน การกรองและผลักออก และสูบออกอีกครั้งโดยเครื่องไอพ่น นอกจากนี้ เทคโนโลยีทำความเย็นของ ดร. คูล มีความยั่งยืนมากกว่าเทคนิคที่มีอยู่ประมาณ 40% วิธีการของเขาหมายความว่าสนามฟุตบอลจะต้องเย็นลงก่อนการแข่งขันเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานของสถานที่ได้อย่างมากเมื่อเทียบกับวิธีการที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ยังทำให้อากาศบริสุทธิ์ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะไม่มีปัญหาเมื่อนั่งอยู่ภายในสนามฟุตบอล
 
สิ่งที่ยากที่สุด คือ ทำให้สนามกีฬาเย็นลงโดยที่มีการเปิดหลังคาสนามฟุตบอล เพราะนั่นคือที่ที่อากาศร้อนจากภายนอกเข้ามา นั่นเป็นเหตุผลที่มีการศึกษาว่าอากาศสามารถออกทางใดและเราจะดันและดึงกลับได้อย่างไร อากาศจะแตกต่างกันไปในแต่ละสนาม ขึ้นอยู่กับรูปร่าง ความสูง และความกว้างของสนาม ยิ่งไปกว่านั้น ดิฟฟิวเซอร์ใต้ที่นั่งยังช่วยให้มั่นใจได้ถึงความสะดวกสบายของแฟนๆ ที่จะดันอากาศออกเพื่อให้อากาศถ่ายเทอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ เซ็นเซอร์โดยรอบสนามจะรักษาอุณหภูมิให้คงที่และปรับการไหลเวียนของอากาศสำหรับที่นั่งทั้งในที่ร่มหรือกลางแดด
 
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในการระบายความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพคือคุณไม่ต้องการให้ลมจากภายนอกเข้าสู่สนามฟุตบอล เป็นเหตุผลให้การออกแบบของสนามกีฬาต้องได้รับการศึกษาและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศอุ่นเข้ามาภายในสนามฟุตบอลได้”
 
นอกจากการทำให้สนามกีฬาเย็นลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำให้พื้นที่สาธารณะอื่นๆ ในกาตาร์เย็นลง Katara Plaza เพิ่งเปิดตัวเป็นพลาซ่าเชิงพาณิชย์แบบเปิดโล่งและปรับอากาศแห่งแรกของกาตาร์ อีกโครงการหนึ่งใน Aspire Park มีทางเดินเย็นซึ่งใช้แผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงาน
 

บทสรุป

มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. – 18 ธ.ค. เป็นครั้งแรกที่ตารางปฏิทินการแข่งขันถูกเลื่อนมาอยู่ช่วงปลายปี เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพภูมิอากาศที่มีความร้อนค่อนข้างสูงของประเทศกาตาร์ ถึงแม้ช่วงเวลาดังกล่าวจะมีอุณหภูมิความร้อนน้อยที่สุดของปีก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้นักเตะจากภูมิภาคที่มีอากาศแบบอบอุ่นถึงหนาวเย็นคุ้นชิน สังเกตได้จากภาพบรรยากาศการซ้อมก่อนเริ่มเกมการแข่งขันถึงขั้นต้องใช้ปล่องลมไอน้ำเป่าช่วยคลายความร้อนภายในร่างกาย และนั้นก็เป็นคำตอบว่าทำไมจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีการระบายความร้อนสนามกีฬาขั้นสูงของ ดร. คูล 
 
ตามที่ประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน ได้ประกาศใน The Vision 2020-23 ว่า FIFA จะพยายามใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีในฟุตบอลอย่างเต็มที่และปรับปรุง VAR ให้ดียิ่งขึ้น ในอีกสามปีถัดมา FIFA ยังคงเป็นผู้นำด้าน “technology in the game”
 
การประกาศครั้งนั้นหลังจากจบ FIFA World Cup 2018 ที่รัสเซีย และมาประจักษ์ให้เห็นกันที่กาตาร์ 2022 ครั้งนี้ โดยมีนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ได้ปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น มีการนำระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามาผสานทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งภายในลูกฟุตบอลของ Adidas และประมวลผลอัตโนมัติออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ ที่ผ่านมาในเกมการแข่งขันรอบแรกของแต่ละกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงเกมการแข่งขันที่ขาวสะอาดไม่มีข้อกังขา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะมีความแม่นยำสูง แต่คำตัดสินที่เด็ดขาดยังเป็นของมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ตัดสินอยู่ดี จังหวะของเกมการแข่งขันเป็นรูปแบบข้อมูลที่มีความซับซ้อนมากกว่าที่จะส่งไม้ต่อให้เทคโนโลยีควบรวมบริบททั้งหมดไปชี้ขาดได้ ส่วนอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้าของการจัดมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไปนั้น จะมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมอะไรเพิ่มเติมเข้ามาหรือพัฒนาให้ล้ำหน้าไปกว่าเดิมเราต้องติดตามดูกันต่อไป 
 
ที่มาของข้อมูล:
 

from:https://www.techtalkthai.com/review-technology-innovations-in-fifa-world-cup-2022-qatar/

ออสเตรเลียเพิ่มโทษปรับกรณีข้อมูลรั่วไหลสูงสุดเป็น 50 ล้านดอลลาร์ฯ

รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมออกกฎหมายใหม่สัปดาห์นี้ เพื่อเพิ่มโทษกรณีทำข้อมูลรั่วไหลซ้ำๆ หรือร้ายแรง เพื่อตื่นตัวหลังพบการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าสูงติดต่อกันจำนวนมากในภูมิภาคนี้ โดยอัยการสูงสุดเผยว่าอัตราค่าปรับสูงสุดใหม่จะระบุในกฎหมายการรักษาความเป็นส่วนตัวปี 2022

ครั้งนี้เป็นการแก้ไขมาตราเติมที่เคยระบุไว้ในกฎหมายฉบับก่อนหน้าเมื่อปี 1988 เพิ่มจากการปรับสูงสุดที่ 2.22 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ขึ้นเป็นสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) หรือคิดจาก 3 เท่าของผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ข้อมูลดังกล่าวในทางที่ผิด หรือคิดจาก 30% ของกระแสเงินสดบริษัทในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วแต่ว่าจำนวนใดสูงสุด

อัยการสูงสุด Mark Dreyfus กล่าวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า การที่เกิดข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลติดๆ กันในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ามาตรการที่มีอยู่ไม่เพียงพอ มองว่าเป็นเพราะโทษปรับของกรณีข้อมูลรั่วไหลที่สำคัญยังโหดไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ

“เราต้องการกฎหมายที่ดีกว่านี้เพื่อควบคุมจัดการข้อมูลปริมาณมหาศาลที่บริษัทเหล่านี้ถือครองอยู่ ยิ่งปรับแรงก็ยิ่งปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้นได้ หวังว่าสภาจะผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้กรอบการทำงานของภาครัฐออสเตรเลียรับมือกับความท้าทายใหม่ในยุคดิจิตอลนี้ได้จริงๆ”

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/australia-to-increase-maximum-data-breach-penalty-to-50-million/

วิธีบล็อกคุกกี้ป๊อปอัพ (Cookie Consent Popups) ในทุกเว็บไซต์ครั้งเดียวจบ

วิธีบล็อกคุกกี้ป๊อปอัพ (Cookie Consent Popups) ในทุกเว็บไซต์ครั้งเดียวจบ
ดร.อเสข ขันธวิชัย

เชื่อว่าหลายคนหงุดหงิดกับป๊อปอัพแจ้งเตือนความยินยอมเกี่ยวกับคุกกี้ ที่จะถามทุกครั้งที่เราเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยรวม ๆ จะระบุว่าเว็บไซต์นี้มีคุกกี้ที่เข้าถึงข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์และข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ “คุณจะอนุญาตหรือไม่?” “คุณจะยอมรับหรือไม่?” และอีกหลายหลายข้อความในทำนองเดียวกัน เจ้า คุกกี้ ป๊อป อัพ หรือ Cookie Consent Popups ตัวนี้มันคืออะไร? เราควรบล็อกคุกกี้หรือไม่? และมีวิธีบล็อก คุกกี้ ป๊อป อัพ ในทุกเว็บไซต์ครั้งเดียวจบไม่ต้องมาถามอีกเลย ทำอย่างไร? บทความนี้เรามีคำตอบ

หมายเหตุ: นโยบายการใช้งานเทคโนโลยีการติดตามตัวบุคคล คุกกี้ (Cookies) ของ แอพดิสคัส.com

 

การขอความยินยอมเกี่ยวกับคุกกี้ หรือ Cookie Consent Popups คืออะไร?

คุกกี้ของเว็บไซต์มีประโยชน์ในการช่วยทำให้การทำงานเบื้องหลังมีประสิทธิภาพ สะดวกสบายสำหรับผู้ใช้งานอย่างเรา เช่น การเลือกภาษา การลงชื่อเข้าใช้ เป็นต้น หากเราปิดกั้นหรือบล็อกคุกกี้เหล่านี้จะทำให้เราต้องมาเลือกภาษาหรือลงชื่อเข้าใช้ใหม่ทุกครั้ง สำหรับบางคนก็ถือว่าสร้างความหงุดหงิดใหม่ขึ้นมาอีก ดังนั้นเราอาจต้องเลือกระหว่างการบล็อกคุกกี้ครั้งเดียวจบไม่ต้องมาถามอีกในทุกเว็บไซต์หรือความสะดวกในการใช้งานเว็บไซต์ ก่อนตัดสินใจเรามีทางเลือกให้
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าคุกกี้มีหลายประเภท และหลายวัตถุประสงค์ บทความนี้จะไม่ลงทฤษฎีหรือนิยาม ขอกล่าวง่าย ๆ ว่า คุกกี้ในการท่องเว็บไซต์ทมี 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ คุกกี้ของเว็บไซต์นั้นเอง และคุกกี้ของบุคคลที่สาม(ที่ฝังโดยเว็บไซต์นั้นเองหรือมาในรูปแบบอื่น)

  • คุกกี้ของเว็บไซต์นั้นเอง เป็นคุกกี้ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการท่องเว็บไซต์ของเรา เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานเว็บไซต์นั้น ๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น แต่ก็อาจแฝงการเก็บข้อมูลการท่องเว็บไซต์หรือข้อมูลส่วนบุคคลก็เป็นไปได้ ใช่ว่าจะปลอดภัย 100%
  • คุกกี้ของบุคคลที่สาม เป็นคุกกี้ที่สามารถติดตามการท่องอินเทอร์เน็ตของเราในทุกเว็บไซต์ เก็บข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลอื่น ๆ เพื่อนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของเรา สำหรับนำไปแสดงผลโฆษณาต่าง ๆ อย่างที่เราเคยไปค้น Google เรื่องใดเรื่องนึง แล้วพอเข้าไปเว็บไซต์อื่นจะมีโฆษณาเกี่ยวกับสิ่งที่เราค้นหาตามมาด้วยนั่นหละครับ

บล็อกคุกกี้ ป๊อปอัพ Cookie Consent Popups
หลายคนมองว่าคุกกี้ของบุคคลที่สามมันคือสปายแวร์หรือเปล่า ทำไมบราวเซอร์หรือระบบปฏิบัติการยินยอมให้มันทำได้ คำตอบคือ ไม่ใช่ครับ! มันไม่ได้มีแต่ข้อเสีย ข้อดีของคุกกี้ของบุคคลที่สาม มีหลายอย่าง เช่น มันจะเก็บข้อมูลความชื่นชอบส่วนบุคคลนำไปแสดงผลโฆษณา ก็จะทำให้โฆษณาตรงกับสิ่งที่เราชื่นชอบ ลองนึกภาพว่าเราดู YouTube แล้วโฆษณาขึ้นแต่สิ่งที่เราไม่ชอบ กับโฆษณาขึ้นแต่สิ่งที่ตรงกับรสนิยมของเรา อันไหนดีกว่ากัน รวมทั้งคุกกี้ของบุคคลที่สามจะช่วยลดจำนวนป้ายโฆษณาที่คั่นระหว่างบทความลงด้วย และลดความถี่ของ ป้ายขอความยินยอมเกี่ยวกับคุกกี้ หรือ Cookie Consent Popups ลงไปด้วย

แล้วทำไมถึงต้องมีการขอความยินยอมเกี่ยวกับคุกกี้ หรือ Cookie Consent Popups ด้วย?

คำตอบก็เพราะ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) นั่นเองครับ ที่เมื่อก่อนไม่มีไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนเข้าไม่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปนะ เขาเก็บครับ แต่เขาไม่แจ้งเราเท่านั้นเอง ความจริงแล้วผมเขียนบทความนี้เพราะความเข้าใจผิดแบบนี้หละครับ เพราะเมื่อวานไปเจอความคิดเห็นใต้โพสของสำนักข่าวนึงเข้า เขาด่าคนที่ตำหนิเขาว่าไม่คลิกเข้าไปอ่านรายละเอียดว่า “จะคลิกเข้าไปอ่านทำไม เข้าไปทีไรก็ขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลทุกครั้ง จะดูดข้อมูลเอาไปทำอะไรไม่รู้”

“Cookie consent banners are a joke,”

Sergio Maldonado, co-founder and CEO at software development firm PrivacyCloud

วิธีบล็อกคุกกี้ป๊อปอัพ (Cookie Consent Popups) ในทุกเว็บไซต์ครั้งเดียวจบ

การปิดกั้น การปฏิเสธ หรือ บล็อกคุกกี้ ขอความยินยอมในการเข้าถึงข้อมูลของเว็บไซต์ต่าง ๆ ในครั้งเดียวจบทำได้ไม่ยาก แต่การรอบรับคุกกี้เหล่านี้ทีเดียวจบในทุกเว็บไซต์ บทความนี้ไม่มีคำแนะนำนะครับ
สิ่งที่จะแนะนำคือเครื่องมือที่ชื่อว่า Consent-O-Matic ที่พัฒนาโดย Midas Nouwens และทีมงาน นักวิจัยด้านสิทธิดิจิทัล Aarhus University ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเครื่องมือนี้เกิดมาจากความเบื่อหน่ายกับนโยบายปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล GDPR ของยุโรป คล้าย พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของเรานั่นหละครับ ที่เขามองว่ามันไม่มีประโยชน์เลย และการบังคับให้เว็บไซต์ต่าง ๆ แสดง ป้ายขอความยินยอมเกี่ยวกับคุกกี้ หรือ Cookie Consent Popups แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้จริง เพราะบางเว็บไซต์อาจมีแต่ป๊อปอัพขออนุญาต พอเราปฏิเสธก็เมินคำปฏิเสธนั้น เปิดใช้งานคุกกี้เหมือนเดิม แถมน่ารำคาญด้วย โดย Consent-O-Matic จะดำเนินการตอบป๊อปอัพให้เราเองอัตโนมัติ (ค่าเริ่มต้นจะปฏิเสธทั้งหมด) เราจึงไม่ต้องมากดเองทุกครั้งที่เข้าเว็บไซต์
เมื่อติดตั้งแล้ว Consent-O-Matic จะทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของเว็บบราวเซอร์ (สำหรับ Chrome ปุ่มส่วนขยายเป็นรูปจิกซอร์ด้านบนทางขวา แล้วเลือกส่วนขยายนี้ที่มีโลโก้เป็นรูปแม่กุญแจที่มีดาวล้อมรอบ) โดยปกติ Consent-O-Matic จะทำงานอัตโนมัติทันทีเลย แต่เราสามารถเรียกส่วนขยายนี้ขึ้นมาใช้งาน เพื่อดูเมนูอื่น ๆ ซึ่งมี 2 ปุ่มหลัก ๆ ให้เลือก ได้แก่ GDPR autofill didn’t work? (ปุ่ม Let us know!) เอาไว้ใช้กรณีที่ส่วนขยายนี้ไม่ทำงานสำหรับเว็บไซต์นี้ และปุ่ม More Add-on Settings สำหรับการเข้าไปอนุญาตสำหรับคุกกี้บางประเภทที่เรามองว่าอนุญาตได้ เช่น การปรับขนาดตัวอักษร การล็อกอินเข้าใช้งาน เป็นต้น

บล็อกคุกกี้ ป๊อปอัพ Cookie Consent Popups Consent-O-Matic

สำหรับปุ่ม Let us know! มีขึ้นมาเพราะว่า ตอนนี้ Consent-O-Matic สามารถทำงานได้กับป๊อปอัพที่สร้างโดย QuantCast, OneTrust, TrustArc, Cookiebot และ Crownpeak เท่านั้น แม้เว็บไซต์ส่วนใหญ่ 58% จะใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการสร้าง แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ดังนั้นหากเราเจอเว็บไซต์ไหนที่ยังมีป๊อปอัพแสดงขึ้นมาอยู่ก็กดรายงานไปที่ปุ่ม Let us know! ได้เลยครับ

ดาวน์โหลด Consent-O-Matic รองรับบน Chrome, Firefox และ Safari

แต่หากทดลองใช้งานแล้วพบว่า Consent-O-Matic แทบไม่ได้ช่วยเราเลย ก็ยังมีเครื่องมืออีก 2 ตัวที่น่าสนใจ เพื่อน ๆ สามารถดาวน์โหลดมาทดลองใช้งานกันได้นะครับ

1. Super Agent รองรับสำหรับ Chrome, Firefox, Opera, Safari และ Edge
2. I don’t care about cookies รองรับสำหรับ Chrome, Firefox, Edge, Opera, Pale Moon, Adblock Plus, AdBlock และ uBlock Origin

 

แต่สำหรับการบล็อกคุกกี้ของบุคคลที่สามทำได้ง่ายกว่ามาก เพราะทุกเว็บบราวเซอร์จะมีการตั้งค่าเกี่ยวกับการบล็อกคุกกี้ของบุคคลที่สามอยู่แล้ว ทั้ง Chrome, Edge, Firefox, Safari และอื่น ๆ ตัวอย่างเช่นของ Google Chrome ให้เข้าไปที่การตั้งค่า (Settings) เมนู Privacy and security เมนูย่อย Cookies and other site data แล้วเลือกการตั้งค่าตามภาพ

how to block cookie consent pop ups 2 | cookie | วิธีบล็อกคุกกี้ป๊อปอัพ (Cookie Consent Popups) ในทุกเว็บไซต์ครั้งเดียวจบ

อย่างไรก็ตาม ดังที่เว็บบราวเซอร์ระบุชัดในทางเลือกการตั้งค่าทุกอันจะแนะนำให้บล็อกเฉพาะคุกกี้ของบุคคลที่สามก็พอ ไม่จำเป็นต้องบล็อกทั้งหมด เพราะมันจะสร้างประสบการณ์ในการท่องเว็บที่แย่ได้ ลองนึกภาพว่าเราต้องล็อกอินเข้าใช้ Facebook ทุกครั้ง หรือ ตั้งค่าธีมพื้นหลัง twitter ใหม่ทุกครั้ง จะเป็นอย่างไร? ที่กล่าวมาสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การใช้งานของเราเองครับ เมื่อเรารู้วิธีแล้วหากลองใช้งานแล้วเปลี่ยนใจก็เปลี่ยนกลับได้ตลอดเวลา หวังว่าบทความนี้จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีในการท่องเว็บไซต์ของทุกคนนะครับ

ข่าว: วิธีบล็อกคุกกี้ป๊อปอัพ (Cookie Consent Popups) ในทุกเว็บไซต์ครั้งเดียวจบ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/how-to-block-cookie-consent-pop-ups/

TikTok อาจโดนปรับ 27 ล้านปอนด์ ข้อหาล้มเหลวในการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้เยาว์

บริษัทโซเชียลมีเดียชื่อดัง TikTok กำลังจะโดนปรับเป็นเงินกว่า 27 ล้านปอนด์ ภายใต้กฎหมายปกป้องข้อมูลของสหราชอาณาจักร ด้วยข้อหาที่ยังปกป้องความเป็นส่วนตัวของเยาวชนบนแพลตฟอร์มตัวเองไม่เพียงพอ

โดยทางสำนักงานคณะกรรมการด้านข้อมูลหรือ ICO ได้ออกจดหมายแจ้งไปยัง TikTok และบริษัท TikTok Information Technologies UK เกี่ยวกับการสืบสวนการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งถือเป็นเอกสารทางกฎหมายที่จะออกมาก่อนทำการปรับเงินจริง

เนื้อหาระบุความเห็นของ ICO ว่า TikTok ละเมิดกฎหมายปกป้องข้อมูลของอังกฤษในช่วงระหว่างพฤษภาคม 2018 ถึงกรกฎาคม 2020 อย่างการใช้ข้อมูลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองอย่างถูกต้อง

รวมทั้งบริษัทเองก็ไม่ได้ให้ข้อมูลที่เหมาะสมเพียงพอแก่ผู้ใช้ ที่ชัดเจน โปร่งใส และเข้าใจง่าย รวมทั้งจัดการข้อมูลส่วนตัวที่ควรต้องจัดการเป็นพิเศษ แต่กลับเผยข้อมูลอย่างชาติกำเนิดหรือความเห็นทางการเมืองแม้ไม่ได้มีการร้องขอทางกฎหมาย

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/tiktok-could-be-hit-with-27m-fine/

กูเกิ้ลถูกปรับเกือบล้านดอลล์ ฐานไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายด้านการรักษาความเป็นส่วนตัว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลสหรัฐฯ มีคำสั่งให้กูเกิ้ลจ่ายค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่ายรวมมากกว่า 971,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายจากการทำผิดกฎหมายตามที่มีการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงแคลิฟอร์เนียเหนือ อ้างอิงจากสำนักข่าวรอยเตอร์

โดยระบุว่า “ทนายโจทย์จากทั้ง Boies Schiller Flexner และบริษัทอื่นๆ ร้องขอการชดใช้ค่าเสียหายมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ฯ หลังจากผู้พิพากษาศาลแขวง Susan van Keulen ในเมืองซานโจเซ่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ออกนั่งบัลลังก์เมื่อพฤษภาคม ตัดสินว่ากูเกิ้ลไม่สามารถแสดงหลักฐานบางอย่างได้ตามเวลาที่กำหนด”

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 กูเกิ้ลถูกฟ้องเกี่ยวกับเรื่องการรักษาความเป็นส่วนตัวมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ฯ จากกรณีที่ติดตามข้อมูลผู้ใช้แม้จะอยู่ในโหมดส่วนตัวหรือที่เรียกว่า Incognito ซึ่งค่าปรับครั้งนี้เป็นเพราะกูเกิ้ล “ล้มเหลวที่จะนำพยานและหลักฐานเอกสาร ข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องมาแสดงทันเวลา”

อย่างไรก็ตาม กูเกิ้ลได้ปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าว ส่วนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นที่ทนายอีกฝ่ายเรียกร้องนั้น ผู้ก่อตั้ง Boies Schiller Flexner คุณ David Boies ได้คิดค่าแรงต่อชั่วโมงอยู่ที่ 1,950 ดอลลาร์ฯ รวมเป็นเวลาที่ต้องชดใช้กว่า 49 ชั่วโมง เป็นเงินกว่า 96,000 ดอลลาร์ฯ เป็นต้น ยังไม่รวมจากบริษัทอื่นๆ อีก

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – ITPro

from:https://www.enterpriseitpro.net/google-fined-971k-for-litigation-misconduct-in-privacy-suit/

EU หรือ สหภาพยุโรป ผ่านกฏหมายควบคุม Apple, Google, Facebook และบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่นๆ

ในยุโรป ภาคีต่างๆ ได้มารวมตัวกันเพื่อส่งต่อ Digital Services Package (DSP) เป็นชุดของกฎหมายที่จะบังคับใช้ เพื่อให้บริษัทต่างๆ เช่น Apple, Google, Facebook และ Amazon ปรับแนวทางปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ มากมาย ผู้สันทัดกรณีชี้ไปที่ DSP อาจจะเป็นต้นแบบสำหรับกฎหมายของสหรัฐอเมริกาในอนาคต แต่อีกมุมมองว่ามันไปไกลกว่ากฎหมายที่เป็นมิตรต่อธุรกิจทั่วไปในสหรัฐอเมริกามาก
 

 
Digital Services Package ประกอบไปด้วยสองส่วน:
 
  • Digital Markets Act
  • Digital Services Act
กฏหมาย Digital Services Package ได้รับการเสนอในปี 2020 และได้ผ่านการรับรองโดยคณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อเร็วๆ นี้ วัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างกฏเกณฑ์ที่ครอบคลุมสำหรับเทคโนโลยีที่จะรักษาความเป็นส่วนตัวและทางเลือกในตลาด สำหรับบริษัทที่กำหนดเป้าหมาย Digital Services Package จะหมายถึงการตรวจสอบด้านกฎระเบียบจำนวนมาก
 
  1. Digital Markets Act (DMA)
เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมบริษัทที่ดำเนินการ “บริการแพลตฟอร์มหลัก” เช่น App Stores, Search Engines และอื่นๆ ว่าด้วยกรอบทางกฏหมายสำหรับสิ่งที่เรียกว่า “Gatekeepers” หรือ ผู้รักษาประตู สำหรับเป็น “consumer gateways” รักษาความสมดุลให้กับส่วนแบ่งการตลาดไม่ให้มีความได้เปรียบและเสียเปรียบที่เหนือกว่ากันมากเกินไป โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทขนาดเล็กที่มีบทบาทน้อยกว่าซึ่งอยู่ในฐานะ “Emerging Gatekeepers” ที่กำลังเติบโตสู่ฐานะของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าได้ในอนาคต โดยสหภาพยุโรปคาดว่าจะกำหนดแผนไว่ที่ 10-15 Gatekeepers
 
บทบาทหลักของ Gatekeepers
 
Gatekeepers จะมีภาระหน้าที่หลายประการเพื่อรับรองสวัสดิการของผู้บริโภคและความเป็นธรรมของตลาดดิจิทัล
 
Gatekeepers จะคอยเป็นยามเฝ้าประตูดูแลไม่อนุญาตให้ผู้เล่นใช้ตำแหน่งทางการตลาดที่มีอำนาจเหนือกว่าเพื่อให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์และบริการอื่นๆ ของตนอย่างไม่เป็นธรรม
 
ด้านการโฆษณายังเป็นจุดสนใจหลักของ DMA ซึ่งเชื่อมโยงกับกฎระเบียบให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค (GDPR) เพื่อให้แน่ใจว่ามีการเคลื่อนย้ายข้อมูลและความเป็นส่วนตัวที่มีความปลอดภัย
 
  1. Digital Services Act (DSA)
คล้ายคลึงกับ DMA แต่จะเน้นไปที่พฤติกรรมของ “intermediaries” หรือ ตัวกลาง เช่น Internet Service Providers, Cloud Services, Messaging และ Social Networks เพื่อควบคุมบทบาทของบริษัทกลุ่มเหล่านี้ในการเชื่อมต่อถึงผู้บริโภคกับการบริการและเนื้อหาออนไลน์ทั้งหมด
 
DSA กำหนดให้บริษัทบริหารจัดการเจ้าหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ดำเนินการลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย และทำงานเพื่อปกป้องสิทธิ์ของผู้บริโภคเป็นสำคัญ
 
ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้สามารถตั้งค่าสถานะเนื้อหาว่าผิดกฎหมายหรือเป็นอันตราย หรือแม้แต่การยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ “นโยบายการดูแลแพลตฟอร์ม” นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดบังคับเกี่ยวกับการห้ามใช้วิธีการกำหนดเป้าหมายโฆษณาและการติดตามผู้ใช้ที่ไม่ชัดเจน ซึ่งอย่างไรก็ตาม ไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์นี้ทั่วทั้งสหภาพยุโรปสำหรับเนื้อหาประเภทใดที่ผิดกฎหมาย เป็นเพียงกรอบการทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้มีเครื่องมือรับมือกับการป้องกันตนเอง
 
เมื่อมีกฏหมายใหม่ออกมา ย่อมมีบทลงโทษตามมา
 
  • การละเมิดกฏหมาย Digital Markets Act (DMA) อาจถูกบทลงโทษจากการค่าปรับระหว่าง 4 – 20 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ต่อปี
  • การละเมิดกฏหมาย Digital Services Act (DSA) อาจถูกบทลงโทษจากการค่าปรับสูงถึง 6 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ต่อปี
DMA จะมีผลบังคับใช้ในอีก 6 เดือนหลังจากนี้ และ DSA จะมีผลใช้งานในวันที่ 1 มกราคม 2024 แหล่งข่าวพาดพิงความรู้สึกบริษัทต่างๆ โดยมองว่ากฏหมายนี้อาจทำให้ Google และ Facebook ไม่พอใจ
 

from:https://www.techtalkthai.com/eu-passes-legislation-to-regulate-apple-google-facebook-and-other-big-tech-firms/

PDPA ฉบับย่อยง่าย อะไรที่ธุรกิจควรรู้และควรระวัง

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ Personal Data Protection Act (PDPA) นั้นกำลังจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ที่ใกล้จะถึงนี้ แม้จะมีเวลาเตรียมตัวกันมาสักพักใหญ่หลายองค์กรก็ยังมีความกังวลต่อความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิด ในบทความนี้ ขอเชิญทุกท่านมาทบทวนความรู้เกี่ยวกับ PDPA ด้วยความรู้ที่ได้รับมาจากการสัมภาษณ์คุณเธียรชัย ณ นคร ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 

PDPA เกิดขึ้นเพื่ออะไร

พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเกิดขึ้นโดยมีเป้าหมายหลักใน 2 ด้าน ด้านแรกที่เป็นที่เข้าใจกันดีคือการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูลในยุคที่ธุรกิจเก็บข้อมูลสำคัญของผู้มาใช้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ ป้องกันไม่ให้เกิดการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่ชอบที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายตามมา 

และอีกด้านหนึ่งคือการวางแนวทางการจัดการและส่งต่อข้อมูล ทั้งในระดับของการดำเนินธุรกิจและการโอนข้อมูลข้ามระหว่างองค์กร ซึ่งจำเป็นจะต้องมีกฎหมายกำกับดูแลเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางสากล และสร้างความมั่นใจให้กับองค์กรจากประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลท้องถิ่นว่าข้อมูลของลูกค้าที่พวกเขาจะส่งมอบมายังองค์กรไทยนั้นจะถูกรักษาเป็นอย่างดี 

อะไรบ้างที่อยู่ในกฎหมาย PDPA

พรบ.ฉบับนี้ได้ให้นิยามของสิ่งที่เกี่ยวข้องหลักๆ ไว้ 4 อย่าง คือ

  • ข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึงข้อมูลใดๆที่ทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นๆได้ เช่น ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์
  • ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Data) หมายถึงข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ หรือข้อมูลอื่นๆตามที่ได้ประกาศไว้ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูล
  • ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) หมายถึงบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บ ใช้ หรือเผยแพร่ข้อมูล
  • ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (Data Processor) หมายถึงบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเก็บ ใช้ หรือเผยแพร่ข้อมูลในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

ความแตกต่างระหว่าง PDPA และ GDPR 

GDPR หรือ General Data Protection Regulation นั้นเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ขึ้นหลายปีแล้วในสหภาพยุโรป แนวทางของ PDPA นั้นมีความสอดคล้องกับ GDPR อยู่หลายประการ ทว่า PDPA นั้นจะเน้นไปที่แนวทางการเก็บรวบรวม รักษา การใช้และเปิดเผยข้อมูล ในขณะที่ GDPR นั้นมีเนื้อหาหลักที่การจัดการการประมวลผลข้อมูลของธุรกิจ

ส่วนประกอบของ PDPA 

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 นั้นประกอบไปด้วย 96 มาตรา ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 หมวด ครอบคลุมการดูแลข้อมูลในด้านต่างๆ ได้แก่

  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล – หากธุรกิจต้องการเก็บข้อมูล จะต้องแจ้งวัตถุประสงค์ในการใช้งานและได้รับความยินยอมจากลูกค้า และเก็บเพียงข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้งานเท่านั้น
  • การใช้หรือเปิดเผยข้อมูล – ต้องได้รับการยินยอมและเป็นไปตามเงื่อนไขที่แจ้งไว้
  • การส่งผ่านข้อมูลไปต่างประเทศ – ประเทศปลายทางจะต้องมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอต่อการรักษาความปลอดภัย
  • การร้องเรียนโดยเจ้าของข้อมูล – มีขั้นตอนและแนวทางในการดำเนินการที่ถูกกำหนดไว้โดยเฉพาะ
  • ความผิดทางแพ่ง – จะเกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องร้องต่อศาล และศาลจะเป็นผู้กำหนดสินไหมทดแทน 
  • บทกำหนดโทษ – มีทั้งโทษอาญาและโทษทางปกครอง แปรผันตามความเสียหายและดุลยพินิจของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 

ธุรกิจต้องกังวลถึงบทลงโทษแค่ไหน

บทบัญญัติของ PDPA นั้นกำหนดโทษขององค์กรที่ไม่สามารถดำเนินการได้สอดคล้องกับหลักการไว้ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตามกฎหมายนั้นไม่มีเจตนาที่จะลงโทษขั้นสูงสุดทุกกรณี และจะพิจารณาตามปัจจัยอื่นๆ เช่น ความร้ายแรงของผลกระทบ จำนวนของข้อมูล และขนาดขององค์กร ธุรกิจจึงไม่ต้องกังวลเกินกว่าเหตุนัก

อย่างไรก็ตาม การรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของลูกค้าเป็นสิ่งที่ธุรกิจจะต้องตระหนัก และระมัดระวังในการดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลให้มากขึ้นกว่าที่เคย ซึ่งการตระหนักรู้ในประเด็นนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการแล้ว ยังส่งเสริมให้ธุรกิจมีความปลอดภัยที่ดีขึ้น และลดความเสี่ยงและความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ด้วย 

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PDPA และการสัมภาษณ์นี้ฉบับเต็มได้ที่ https://www.jrit-ichi.com/cutting/2022/04/01/1020/ 

from:https://www.techtalkthai.com/jrit-pdpa-quick-guide-what-to-know/

Facebook โดนปรับเหตุจากการทำข้อมูลรั่วไหล เป็นเงินไทยรวมกว่า 612 ล้านบาท

คณะกรรมการด้านปกป้องข้อมูลของไอร์แลนด์หรือ DPC ออกมาประกาศเมื่อวันอังคารว่า ได้สั่งปรับเจ้าของเฟซบุ๊กและ WhatsApp อย่าง Meta Platforms เป็นเงิน 17 ล้านยูโร (เงินไทยราวๆ 612 ล้านบาท)

นับเป็นผลจากกรณีซ้ำๆ ด้านการละเมิดกฎทางความปลอดภัยตามกฎหมาย GDPR ของสหภาพยุโรป มองว่า Meta ล้มเหลวในการใช้มาตรการที่เหมาะสมทั้งทางเทคนิคและนโยบายองค์กรที่ทำให้เห็นว่าพร้อมปกป้องข้อมูลผู้ใช้ในยุโรป

“โดยเฉพาะจากเหตุข้อมูลส่วนตัวรั่วไหลถึง 12 ครั้ง” ที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือน ตั้งแต่ 7 มิถุนายนถึง 4 ธันวาคม 2018 ทางฝั่ง Meta ก็ออกมาชี้แจง ว่าค่าปรับนี้เป็นแค่เรื่องในอดีต ที่ตอนนี้เราปรับปรุงขึ้นมาแล้ว ไม่ได้ชี้ว่าตอนนี้เราล้มเหลว

Meta ชี้แจงกับสำนักข่าว Associated Press ด้วยว่า “เราปฏิบัติตามกฎ GDPR อย่างเข้มงวด และน้อมรับการตัดสินใจนี้นำมาพัฒนากระบวนการของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปอีก” ก่อนหน้านี้ DPC เคยปรับบริการ WhatsApp มาแล้วถึง 225 ล้านดอลลาร์ฯ

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – THN

//////////////////

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/facebook-hit-with-17-million-euro-gdpr-fine/

Google เปิดตัวเครื่องมือ Data Privacy Audit สำหรับนักพัฒนาแอพ

Google เปิดตัวเครื่องมือ Data Privacy Audit สำหรับนักพัฒนาแอพพลิเคชัน

Credit: Google

Google ได้ประกาศเปิดตัว Checks เครื่องมือในการตรวจสอบการปฎิบัติตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของแอพพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น โดยมีความสามารถในการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อบังคับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว เช่น GDPR, LGPD และ CCPA ช่วยให้นักพัฒนามั่นใจได้ว่าแอพพลิเคชันของตนเองจะไม่ละเมิดข้อกำหนดของข้อบังคับดังกล่าว Checks เน้นการตรวจสอบ Android app ทำให้นักพัฒนาสามารถระบุการใช้งานข้อมูลของแอพที่พัฒนาได้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย Data privacy and security ที่จะบังคับใช้บน Google Play ในเดือนเมษายน 2022 นี้

ปัจจุบันบริการนี้ยังอยู่ในสถานะ Beta เท่านั้น โดยมี Free Tier ให้เลือกใช้งาน และสามารถจ่ายเพิ่มเป็นแบบ Core หรือ Premium เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบในเชิงลึกได้

ที่มา: https://www.theregister.com/2022/02/22/checks_google_app/

from:https://www.techtalkthai.com/google-releases-data-privacy-audit-tool-for-mobile-app-developer/