คลังเก็บป้ายกำกับ: GAME_REVIEW

รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี

รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี
HallZy

ใครจะไปคิดล่ะว่า Square Enix ที่เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Final Fantasy อยากจะทำเกมแนว RPG ที่ผสมผสานกับเกมปลูกผักทำฟาร์มได้ล่ะ แต่หลังจากที่เราได้ลองเล่น Harvestella ผลงานล่าสุดจากทีม Live Wire  ก็ต้องบอกเลยว่าทีมงานสามารถนำเกมการเล่นแบบ Final Fantasy และ Rune Factory เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว แต่อย่างไรก็ตาม Harvestella เป็นเกมที่เราสามารถเล่นได้เพลิน ๆ แต่อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน 

8 | รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี

เรื่องราวใน Harvestella ผู้เล่นจะตื่นขึ้นมาในสถานที่แห่งหนึ่งที่มีคริสตัลขนาดยักษ์เรียกว่า Seaslight คอยค้ำจุนฤดูกาลทั้ง 4 อยู่ทั้งฤดใบไม้ผลิ, ฤดูร้อน, ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ซึ่งวัฐจักรนี้จะหยุดชะงักลงเมื่อ Quietus ฤดูแห่งความตายมาเยือนดินแดนนี้จนทำให้พืชผลที่ชาวเมืองปลูกเหี่ยวแห้งตายทั้งหมด ชาวบ้านก็ไม่สามารถออกไปไหนได้เลยเนื่องจากละอองแห่งความตายลอยอยู่ในอากาศ และในแต่ละปี Quietus ก็ยิ่งนานขึ้นเรื่อย ๆ คุณจะต้องหาพันธิมิตรและออกเดินทางเพื่อหาความจริงและหยุดยั้งภัยพิบัตรครั้งนี้ให้ได้ 

7 | รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี

ต้องบอกไว้เลยว่าเรื่องราวในโลก Harvestella มีเซตติ้งที่น่าสนใจไม่น้อยเลย ทั้งน่าติดตาม น่าค้นหา ตลอดการเดินของตัวละครเอกเกมจะพาคุณไปยังสถานที่และพบกับตัวละครใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่ว่าการเล่าของเกมนั้นช้าไปหน่อยในหลายจังหวะ และบางอย่างไม่จำเป็นต้องเล่าก็ได้ ตรงจุดนี้ก็อาจทำให้เกมน่าเบื่อไปบ้าง แต่ก็ยังมีจุดที่ดีอยู่ตรงที่การเล่าเรื่องช้าแบบนี้จะทำให้คุณรู้จักตัวละครอื่น ๆ ในเกมมากขึ้นทั้งนิสัยใจคอ หรือ เป้าหมายของตัวละครนั้น 

2 | รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี

แต่จุดที่ผู้เขียนไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไรในเกมนี้ก็คือตัวละครทุกตัวในเกมไม่มีเสียงพากย์ ถึงแม้ในตอนที่สร้างตัวละครผู้เล่นสามารถเลือกเสียงตัวละครเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงได้ก็ตาม การพูดคุยของตัวละครทั้งหมดในเกมจะมีกล่องข้อความ (Text box) ตลอดการเล่นตามสไตล์เกมแนว JRPG เลยเป็นจุดไม่ชอบสักเท่าไรที่เกมราคาระดับนี้แต่ดันไม่มีเสียงพากย์ตัวละครซะงั้น 

10 | รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี

อย่างที่กล่าวไปตอนแรกว่า Harvestella มีเกมการเล่นที่ผสมผสานระบบการต่อ Action RPG เข้าไว้กับเกมปลูกผัก เลยจะขอเริ่มในส่วนของระบบการต่อสู้ในเกมนี้ก่อน Harvestella มีคลาสต่าง ๆ ให้เลือกเล่นมากมายไม่ว่าจะเป็น Fighter, Mage, Avenger หรือ Shadow Walker ซึ่งสามารถเปลี่ยนคลาสไปมาได้ในระหว่างการเล่น แต่ละคลาสก็มีความจำเป็นที่ต่างกันไป เช่นมอนสเตอร์บางชนิดจะไม่ได้รับความเสียจากการโจมทางกายภาพ แต่ใช้เวทย์มนตร์สร้างความเสียหายได้ คุณก็สามารถเปลี่ยนคลาสได้ในตอนที่สู้เลย รวมถึงแต่ละสายก็มีสกิลมากมายให้อัปเกรดด้วยค่าประสบการณ์ที่ได้จากการต่อสู้ 

5 | รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี

9 | รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี

หลัก ๆ แล้วสิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้เขียนก็คือการปลูกผักทำฟาร์มและการใช้ชีวิตในโลกของ Harvestella ซึ่งมีความหลากหลายมากกว่า อย่างแรกเลยคือ ระบบวันเวลา และฤดูกาล สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการดำเนินเรื่องแล้วยังมีผลกับการปลูกพืชแต่ละชนิด ฉนั้นจะทำอะไรก็ต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ให้ดี จากนั้นผู้เล่นก็ต้องนำพืชผักเหล่านี้ไปขายเพื่อนำเงินที่ได้มาอัปเกรดฟาร์ม, อาวุธ หรือซื้อเมล็ดพันธ์ุ ที่ร้านค้าในเมือง รวมถึงมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้ทำมากมายทั้ง ทำอาหาร, ตกปลา หรือแม้กระทั่งหาของมาคราฟต์ไอเทมต่าง ๆ เพื่อให้การลงดันเจี้ยนในแต่ละครั้งสบายมากยิ่งขึ้น 

6 | รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี

ดนตรีประกอบของเกมสำหรับผู้เขียนถือว่าโอเคกับเกมแนวนี้ แต่ที่เข้าขั้นแย่มาก ๆ ก็คือจังหวะการใช้ไม่ค่อยลงตัว รู้สึกขาด ๆ เกิน ๆ ไปหน่อย แทนที่จะช่วยให้ผู้เล่นรู้สึกอินไปกับโลก Harvestella ดันสร้างความน่ารำคาญเสียมากกว่า อีกอย่างที่ไม่พูดไม่ได้เลยก็คืองานออกแบบฉากและแผนที่โดยรวมของเกมทำออกมาได้ดีเลย มีความหลากหลายน่าค้นหา รวมถึงการออกแบบตัวละครก็น่ารักและสวยถูกใจผู้เขียนมาก ๆ เรียกได้ทีมงานทำการบ้านจุดนี้มาดีพอสมควร

โดยรวมแล้วระบบการต่อสู้ของ Harvestella น่าเบื่อไม่มีความท้าทายสักเท่าไร และขาดความหลากหลายไปมากพอสมควร รวมถึงในฐานะที่เป็นเกมแนว RPG แต่ระบบสร้างตัวละครตื้นเขินสุด ๆ คุณสามารถปรับแต่งตัวละครได้แค่ เพศ, สีผิว, สีผมและเสียงพูดของตัวละคร ทั้งที่จริง ๆ แล้วเกมระดับนี้ควรจะใส่ความหลากหลายให้มากกว่านี้ สิ่งที่ทำให้เกมยังมีความสนุกอยู่ก็คือการทำฟาร์มเนี่ยแหละ ที่ทีมงานก็พยายามใส่ความหลากหลายเข้ามาทำให้เกมเพลย์ไม่น่าเบื่อจนเกินไป 

4 | รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี

ในด้าน Performance ของ Harvestella บน Nintendo Switch นั้นทำออกได้น่าประทับใจถึงแม้เฟรมเรตของเกมจะไม่ถึง 30 FPS อาจจะมีตกบ้าง แต่รายละเอียดและความสวยงามของฉากกับเอฟเฟคของเกมยังคงอยู่ครบถ้วน เมื่อเทียบกับเกมเวอร์ชั่นอื่น ๆ แต่ดความละเอียดและความคมของภาพลงมาหน่อยเพื่อให้เกมยังพอเล่นได้บนเครื่อง Nintendo Switch ถ้าหากคุณเป็นคนที่ซีเรียสกับความลื่นไหลและกราฟิกของเกม เราขอแนะนำคุณให้ซื้อเกมบนเวอร์ชั่น PC มาเล่นดีกว่า 

3 | รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี

Harvestella เป็นเกมที่ดีแต่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะบางคนอาจจะชอบ JRPG แต่ไม่ได้ชอบแนวทำฟาร์ม หรือบางคนอาจชอบทำฟาร์มแต่ไม่ได้ชอบ JRPG ฉนั้นการที่นำเกมสองแนวนี้มารวมกันจึงทำให้ Harvestella เป็นเกมเฉพาะกลุ่มสุด ๆ ถึงเกมเพลย์บางส่วนหรือการใช้ดนตรีประกอบเข้าขั้นแย่ เกมก็ทดแทนมาด้วยเรืองราวที่น่าติดตามนั่นเอง ใครที่อยากหาเกมมาเล่นฆ่าเวลาสักเกม Harvestella ก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ผู้เขียนแนะนำให้รอซื้อมาเล่นช่วงที่เกมลดราคาดีกว่า สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณทาง Square Enix ที่ส่งโค้ด Harvestella มาให้เราได้ลองเล่นกัน

ข่าว: รีวิว Harvestella สายชิลห้ามพลาด ปลูกผักทำฟาร์มในโลกแฟนตาซี มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/review-harvestella-farming-fantasy-world/

รีวิว The DioField Chronicle (Nintendo Switch) – เกมวางแผนที่สนุก แต่ต้องมาสะดุดเพราะการเล่าเรื่อง

รีวิว The DioField Chronicle (Nintendo Switch) – เกมวางแผนที่สนุก แต่ต้องมาสะดุดเพราะการเล่าเรื่อง
Alex

นับจาก Final Fantasy Tactics มา Square Enix เองก็เหมือนจะไม่ค่อยมีเกมไตเติลแนววางแผนการรบ หรือ Strategy Role-Playing Game ที่เป็นตำนานคลาสิกออกมาให้ได้เล่นกันอีกเลย จนในที่สุดปีนี้ SE เองก็ได้ฤกษ์เปิดตัวเกมวางแผนการรบออกมาให้ได้เล่นกันอีกครั้ง โดยมาในรูปแบบของตำนานบทใหม่แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ DioField กับมหาสงครามของอาณาจักร Alletain

The DioField Chronicle ถือเป็นเกม IP ใหม่ที่มีความน่าสนใจมากตั้งแต่ตอนเปิดตัวในงาน State of Play 2022 เพราะด้วยรูปแบบการเล่นที่น่าสนใจ กอปรกับเรื่องราวที่ดูน่าติดตาม ทำให้ผู้รีวิวเองรอคอยเวลาที่จะได้ลองสัมผัสมาโดยตลอด แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้เล่น The DioField Chronicle อย่างจริงจังแล้วทำให้เห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของเกมที่ชัดเจนมาก โดยในขณะที่งานด้านเกมเพลย์ที่สุดแสนจะรวดเร็วและระบบการต่อสู้แบบ Real Time Strategy หรือ RTS นั้นถือเป็นข้อเด่นที่สำคัญมากของเกม แต่ตัวเนื้อเรื่องที่ดูเหมือนจะน่าสนใจกลับถูกกำกับและถ่ายทอดออกมาอย่างไม่ละเมียดและรวดเร็วเกินไปจนผู้เล่นไม่ได้รู้สึกผูกพันธ์หรือเกิดอารมณ์ร่วมมากนัก ส่งผลให้หลายๆ พล็อตที่เป็นจุดเปลี่ยนของเกมไม่ได้สร้างผลกระทบทางความรู้สึกกับผู้เล่นสักเท่าไหร่เลย

ด้วยเหตุนี้ The DioField Chronicle จึงทำได้เพียงเกมที่สนุกพอประมาณ แต่ยังขาดความตราตรึงใจอย่างที่มันควรจะเป็น

แต่สำหรับใครที่ยังคงสนใจ The DioField Chronicle อยู่นั้นก็สามารถติดตามอ่านรีวิวแบบละเอียดกันได้ต่อด้านล่างนี้เลย

มิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน กับมหาสงครามบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์นามว่า DioField

ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ เจ้าชาย Levantia Shaytham ผู้ที่มีหน้าที่ในการสืบต่ออำนาจของราชวงค์ Shaytham แห่งอาณาจักร Alletain นั้นได้มีโอกาสพบกับหนุ่มน้อยคนหนึ่งนาม Andrias Rhondarson (Rias) เด็กชายผู้มาพร้อมพรสวรรค์มากมายที่ฉายแววจนได้มาเป็นมหาดเล็กและองครักษ์ข้างกายของพระองค์ พร้อมกับหนุ่มน้อยมากความสามารถอีกคนที่มีนามว่า Fredret Lester (Fred)

ทั้ง Rias และ Fred เป็นพระสหายที่สนิทสนมของเจ้าชาย Levantia และร่วมเล่นและเรียนรู้ไปด้วยกันตลอดช่วงเวลาที่เจ้าชายทรงเตรียมพระองค์เพื่อขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์ แต่อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าชาย Levantia ก็ถูกลอบปลงพระชนม์กระทันหันโดยผู้ไม่หวังดี ทำให้ Rias และ Fred ต้องระหกระเหินไปอยู่กับตระกูล Zoruaq นักรบผู้กล้าที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และได้มาพบกับ Izelair Wigan (Izzy) ลูกสาวของ Zoruaq ที่ต่อมาได้กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกับทั้ง Rias และ Fred และต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันจนเติบโต

Rias และ Fred ยังคงมีอุดมการณ์แน่วแน่ที่จะรักษาอาณาจักร Allentain ซึ่งเป็นอาณาจักรของสหายรักในอดีตอย่างเจ้าชาย Levantia เอาไว้ และมุ่งมั่นที่จะนำเอาความสงบสุขกลับคืนมาสู่อาณาจักร Allentain และดินแดน DioField อีกครั้ง ทั้งสองจึงได้ชักชวน Izzy ให้ออกเดินทางไปพร้อมกันเพื่อหาโอกาสในการทำตามความฝัน ก่อนที่เหตุการณ์บางอย่างจะชักนำให้กลุ่มเพื่อนรักทั้งสามได้มาเป็นทหารรับจ้างภายใต้การดูแลของดยุค William Hende ซึ่งต่อมามีเหตุการณ์จับพลัดจับผลูให้ได้จัดตั้งกลุ่มทหารรับจ้างเป็นของตนเองภายใต้ชื่อกลุ่ม Blue Foxes ที่มีจุดประสงค์เพื่อเป็นทหารรับจ้างภายใต้การบัญชาการของดยุค William Hende และเพื่อกอบกู้และรักษาอาณาจักร Allentain จากการรุกรานของจักรวรรดิ Trovelt-Schoevian

Duke William Hende in strategy room - รีวิว The DioField Chronicle
ดยุค William Hende กับแผนการรบสำหรับการโจมตีครั้งใหม่

Rias, Fred และ Izzy ต้องรวบรวมกลุ่มคนที่มีความสามารถ และมีอุดมการณ์ร่วมกัน เพื่อที่จะมาทำภารกิจยิ่งใหญ่นี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ โดยในระหว่างทางนั้น กลุ่ม Blue Foxes เองได้สร้างชื่อเสียงมากมายทั้งในด้านดีและด้านโหดเหี้ยม ก่อนที่จะกลายเป็นที่สมญานามกันไปทั่วทั้งแผ่นดิน Attelain และได้รับได้การเลื่อนขั้นจากกลุ่มทหารรับจ้างเป็นกองกำลังอัศวินพิทักษ์อาณาจักร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือของจักรวรรดิ Trovelt-Schoevian

และไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร Rias, Fred, Izzy และกลุ่ม Blue Foxes จะไม่ยอมให้จักรวรรดิ Trovelt-Shoevian ได้ในสิ่งที่ต้องการ รวมทั้งจะไม่ยอมสูญเสียอาณาจักร Attelain อันยิ่งใหญ่ ซึ่งควรจะเป็นของสหายสนิทอย่างเจ้าชาย Leventia นี้ไปอย่างแน่นอน จึงก่อเกิดเป็นมหากาพย์สงครามบนดินแดนศักดิ์สิทธิ์นามว่า DioField ใน The DioField Chronicle นั่นเอง

เรื่องราวระดับมหากาพย์ ที่ถูกเล่าและกำกับออกมาอย่างไม่คู่ควร

The DioField Chronicle ใช้วิธีการนำเสนอแบบ “เล่า” แทนการ “เล่น” เป็นหลัก หลายต่อหลายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นนั้นจะถูกเล่าผ่านทางมุมมองของผู้เล่าเรื่อง (Narrator) ซึ่งไม่ใช่ตัวละครต่างๆ ภายในเกมเลย และจะถูกเล่าผ่านไปโดยที่ผู้เล่นแทบไม่ได้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์หรือรายละเอียดภายในเหตุการณ์เหล่านั้นเลย ภารกิจหลักต่างๆ ที่เราได้ทำนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเรื่องที่ถูกเล่าในแต่บท (Chapter) เท่านั้น

story telling - รีวิว The DioField Chronicle
เรื่องราวที่เปิดเผยผ่านทางการ “เล่า” มากกว่าการ “เล่น” ของ The DioField Chronicle

นอกจากนี้หลายต่อหลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม Blue Foxes โดยตรงก็ยังถูก “เล่า” ออกมาแทนการให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งด้วยการ “เล่น” อีกด้วย นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดภายในเกม The DioField Chronicle ที่ไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์และความจำเป็นของการกระทำในคณะ Blue Foxes ได้ดีสักเท่าไหร่นักเลย

Waltaquin and the gang - รีวิว The DioField Chronicle
Waltaquin กับความลับบางอย่างของ The DioField Chronicle

อีกหนึ่งปัญหาที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการกำกับลำดับเรื่องของ Takahiro Kumagai ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้กำกับ The DioField Chronicle ในครั้งนี้ ที่โดยส่วนตัวแล้วผู้รีวิวแอบคาดหวังไว้สูงมากทีเดียวจากประสบการณ์การกำกับเกมก่อนหน้านี้อย่าง The Legend of Dragoon (PS1) และ The Last Remnant (Xbox360) ที่ทั้งสองเกมต่างก็เปรียบเสมือนเกมในตำนานบนแพลตฟอร์มของตัวเอง และถึงแม้ว่าเกมแนวประวัติศาสตร์อารยธรรมแบบ The DioField Chronicle นั้นดูจะเป็นแนวถนัดของ Takahiro Kumagai แต่การกลับมาในครั้งนี้ของเขากลับไม่สามารถเรียงร้อยเรื่องราวมหากาพย์ The DioField Chronicle ให้สมูธได้อย่างที่ควรจะเป็นเลย ในช่วงต้นเกมนั้น The DioField Chronicle สาดเทข้อมูลต่างๆ ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้เข้ามายังผู้เล่นแบบประหนึ่งยิงห่ากระสุนออกมา และอัดแน่นกันจนล้นไปหมดในทุกจุด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นกับบทที่ 1 (Chapter 1) ภายในเกม ทำให้ผู้เล่นอาจถึงขั้นประติดประต่อเรื่องราวไม่ถูกและไม่อยากเล่นต่อกันได้เลยทีเดียว แต่โชคยังดีที่เมื่อเวลาผ่านไป เนื้อหาใน Chapter หลังๆ สักประมาณ Chapter 3 เป็นต้นไปนั้นถูกลดทอนลงให้เหลือปริมาณที่เหมาะสมกับการย่อยของผู้เล่นต่อหนึ่งบทมากขึ้น จึงทำให้ตัวเกมกลับมารักษาจังหวะการเล่าเรื่องที่เหมาะสมเอาไว้ได้อีกครั้งในที่สุด

ระบบต่อสู้แบบ RTS เสน่ห์ที่ฉายแสงเด่นมากใน The DioField Chronicle

หากมองข้ามปัญหาในการเล่าเรื่องของ The DioField Chronicle ไป เราจะพบกับรูปแบบการเล่นหรือเกมเพลย์ที่มีความสนุก รวดเร็ว และน่าสนใจมาก โดย The DioField Chronicle นั้นมาพร้อมกับรูปแบบการเล่นแบบเกมวางแผนการรบที่หลายๆ คนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยเป็นแบบ Real Time Strategy หรือการต่อสู้แบบวางแผนโดยอิงตามเวลาจริง หมายความว่าตัวละครต่างๆ ทั้งฝั่งเราและศัตรูจะไม่หยุดโจมตีแล้วรอเทิร์นเหมือนพวก Turn Base แต่จะโจมตีตามจังหวะและรูปแบบจริง ทำให้สร้างความกดดันในการต่อสู้ได้ดีทีเดียว เพราะหากเราไม่ได้วางแผนให้ดี และเลือกเล่นในแต่ละด่านแบบเงอะงะ รับประกันเลยว่าผลจะจบลงไม่สวยแน่ๆ เพราะในระหว่างที่เราคิดอยู่นั้น ศัตรูของเราก็พร้อมเดินเกมอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ระบบการจัดทีมแม่ทัพและพลรองใน The DioField Chronicle
ระบบการจัดทีมแม่ทัพและพลรองใน The DioField Chronicle

ในการต่อสู้แต่ละครั้ง เราจะสามารถเลือกตัวละครหลักเข้าร่วมต่อสู้ได้ทั้งสิ้น 4 คน และจะมีอีก 4 ตัวละครที่สามารถพ่วงเข้าไปเป็นฝ่ายสนับสนุนในการต่อสู้ได้ (รวมเป็น 8 ตัวละคร) โดยจะทำหน้าที่เป็นพลรองของแม่ทัพหลักที่เราเลือกมาในการต่อสู้ครั้งนั้นๆ ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นสามารถเรียกใช้ท่าไม้ตาย (Technique) ของคนที่เราเลือกเป็นพลรองมาช่วยในระหว่างการรบได้นั่นเอง

ตัวละครที่เราเลือกไปสู้ในด่านนั้นๆ ทั้งแม่ทัพและพลรองจะได้รับค่าประสบการณ์เมื่อจบด่าน โดยแม่ทัพจะได้มากกว่าพลรอง - รีวิว The DioField Chronicle
ตัวละครที่เราเลือกไปสู้ในด่านนั้นๆ ทั้งแม่ทัพและพลรองจะได้รับค่าประสบการณ์เมื่อจบด่าน โดยแม่ทัพจะได้มากกว่าพลรอง

แต่ละยูนิตที่เราจัดทัพ จะประกอบด้วยตัวละครที่ถนัดการใช้อาวุธและรูปแบบการโจมตีที่แตกต่างกันออกไป โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ถนัดมีดสั้นและเน้นความว่องไวในการโจมตี ซึ่งมี Rias เป็นตัวละครหลัก และตามมาด้วยกลุ่มที่เน้นการโจมตีหนักหน่วงและมีความแข็งแกร่งสูง แต่จะโจมตีได้ช้ากว่า ซึ่งในกลุ่มนี้จะมี Fred เป็นตัวละครหลัก และกลุ่มพลธนูและพลแม่นปืนที่เน้นการโจมตีระยะไกลโดยอยู่ภายใต้การนำของตัวละครหลักคือ Iscarion Colchester (Isca) และสุดท้ายคือกลุ่มนักเวทย์และฮีลเลอร์ที่มีตัวละครหลักในกลุ่มเป็นนักเวทย์สาวจากตระกูล Redditch ตัวจี๊ดประจำเกมอย่าง Waltaquin Redditch (Quin) เป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง

การใช้สกิลของตัวละครแต่ละตัวที่จะได้มาจากอาวุธแต่ละชนิดที่สวมใส่ไว้ต่างกันไป - รีวิว The DioField Chronicle
การใช้สกิลของตัวละครแต่ละตัวที่จะได้มาจากอาวุธแต่ละชนิดที่สวมใส่ไว้ต่างกันไป

สิ่งที่ชอบมากๆ เมื่อพูดถึงระบบการต่อสู้ของ The DioField Chronicle นั้นคือความหลากหลายของรูปแบบการปรากฏตัวและการจัดทัพของศัตรู รวมไปจนถึงความหลากหลายในสกิลการโจมตีของศัตรูเองที่ทำให้ผู้เล่นอย่างเราจะเป็นต้องวางแผนการรบที่กระชับและรัดกุมมากๆ ไม่สามารถสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าฉากต่อสู้แล้วหวังว่าจะได้รับชัยชนะแบบไร้กังวล ในความเป็นจริงแล้ว หลายๆ การต่อสู้อาจทำให้คุณต้องกลับมาเริ่มเล่นใหม่อยู่หลายครั้งเพื่อทดลองแผนการรบที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับการต่อสู้ในด่านนั้นๆ เพื่อผลลัพธ์การต่อสู้ที่ดีที่สุด เพราะหากเราสามารถชนะด่านนั้นๆ ได้ตามเงื่อนไขที่ระบบวางไว้ เราจะได้รับไอเท็มที่จำเป็นเมื่อผ่านเงื่อนไขนั้นๆ มาเพื่อทำการพัฒนาตัวละครและฐานทัพของเราต่อไป ดังนั้นในทุกการเล่นจึงไม่เพียงแค่เล่นเพื่อให้ผ่านๆ ไปเท่านั้น แต่ยังต้องวางแผนให้เป็นการเล่นที่มีกลยุทธ์ที่ดีที่สุดเพื่อไอเท็มที่รออยู่เบื้องหน้าด้วย

อย่างไรก็ตาม The DioField Chronicle นั้นก็ยังใจดีพอที่จะมีระบบ Battle Log ไว้ให้เราสามารถเลือกเริ่มเล่นในแต่ละด่านใหม่ โดยเริ่มจากจุดที่เราทำไว้ได้ดีที่สุด ซึ่งก็ตอบโจทย์กับความยากของตัวเกม และไม่ใจร้ายกับคนเล่นเกินไปถึงขนาดที่ว่าถ้าเล่นผิดพลาดเพียงก้าวเดียวแล้วต้องมาเริ่มเล่นใหม่กันตั้งแต่ศูนย์ให้น่าขัดใจแต่อย่างใด

การพัฒนาตัวละคร กองทัพ และฐานทัพ อีกหนึ่งความท้าทายใน The DioField Chronicle

The DioField Chronicle นั้นแทบไม่ได้ให้โอกาสผู้เล่นได้โฟกัสตัวละครหลักอย่างหลากหลายเลย (โดยเฉพาะในช่วงต้นของเกม) เนื่องจากไอเท็มในการอัพเกรดพวก Skill Trees, Weapons และ Magilumic Orbs นั้นหาได้ยากมากๆ และใช้ร่วมกันในการอัพเกรดทุกตัวละคร ดังนั้นจึงเหมือนเป็นการบังคับผู้เล่นกลายๆ ให้ต้องโฟกัสการอัพเกรดไปที่ตัวละครหลักที่ตัวเองเลือกจัดทัพเอาไว้ตั้งแต่ต้น และเดินไปในแนวทางนี้ต่อไปจนจบ แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพลรองนั้นเราสามารถสลับมาเล่นตามความเหมาะสมทางกลยุทธ์ หรือยุทธศาสตร์ในด่านนั้นๆ ได้ เพื่อเป็นตัวช่วยให้เราสามารถผ่านด่านนั้นๆ ไปได้อย่างง่ายดายขึ้น

สามารถอัพเกรด Skill Tree, Magilumic Orb และ Weapon ได้ที่สถานบันในฐานทัพ - รีวิว The DioField Chronicle
สามารถอัพเกรด Skill Tree, Magilumic Orb และ Weapon ได้ที่สถานบันในฐานทัพ

กระนั้นแล้วในช่วงหนึ่งของเกม ตัวเกมเองก็จะมีการบังคับให้เราสามารถใช้ตัวละครบางตัวได้ ในขณะที่อีกบางตัวนั้นมีภารกิจของตัวเองที่ต้องแยกย้ายกันไปสะสาง ซึ่งเมื่อถึงฉากเหล่านี้ หากตัวละครที่ต้องไปทำภารกิจอื่นคือตัวละครหลักที่เราเลือกเล่นไว้แต่ต้น เราก็จะมีโอกาสเอาตัวละครอื่นไปใช้งานแทนในภารกิจของเราเพื่อเป็นการทำความเข้าใจรูปแบบการต่อสู้และสร้างกลยุทธที่หลากหลายขึ้นได้สำหรับการต่อสู้ครั้งที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง

ข้อดีนั้นเห็นได้ชัดมาก คือตัวผู้เล่นเองไม่ต้องเสียเวลาสับสนกับการเลือกอัพเกรดตัวละครมากนัก เพราะเนื่องจากทรัพยากรที่จำเป็นในการอัพเกรดนั้นมีอยู่อย่างจำกัด การที่เกมออกแบบมาให้เราไปให้สุดกับตัวละครใดตัวหนึ่งที่เลือกมาตั้งแต่แรกนั้นทำให้เราสามารถพุ่งเวลาการพัฒนาไปที่ตัวละครตัวนั้นๆ ได้เลยโดยไม่ต้องลังเล ในขณะเดียวกันก็ยังสร้างความหลากหลายในการเล่นได้จากกลุ่มพลรองที่สามารถเลือกสลับมาใช้งานได้ตามความเหมาะสม แต่ไม่จำเป็นต้องโฟกัสเรื่องการอัพเกรดตัวละครและอาวุธมากนักนั่นเอง

เมนูการอัพเกรด Skill Tree ของตัวละครแต่ละตัว โดยต้องใช้ไอเท็มที่เก็บได้จากหีบสมบัติในแต่ละด่าน - รีวิว The DioField Chronicle
เมนูการอัพเกรด Skill Tree ของตัวละครแต่ละตัว โดยต้องใช้ไอเท็มที่เก็บได้จากหีบสมบัติในแต่ละด่าน

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดและถือเป็นเสน่ห์สำคัญมากๆ ในระบบการต่อสู่ของ The DioField Chronicle นั้นคือเหล่าทวยเทพที่เราสามารถร่ายมนต์เรียกออกมาได้จากการติดตั้ง Magilumic Orbs ที่ได้มาจากเหตุการณ์ต่างๆ นั่นเอง โดยเราสามารถอัพเกรดทวยเทพเหล่านี้ได้ด้วยการใช้ไอเท็มที่เก็บได้จากหีบสมบัติในแต่ละด่านต่อสู้ ซึ่งมีทั้งการอัพเกรดพื้นที่เอฟเฟ็คของพลังเวทย์จากทวยเทพ รวมไปจนถึงพลังการโจมตี และพลังการฟื้นฟูต่างๆ ซึ่งมีรูปแบบการอัพเกรดเดียวกับ Skill Trees หรือทักษะพื้นฐานของตัวละครแต่ละตัวนั่นเอง

Magilumic Orb ที่ใส่ให้กับทัพเรา จะทำให้เราสามารถร่ายเทพมาช่วยในการโจมตีเราได้ ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตาม Magilumic Orb ที่เลือก - รีวิว The DioField Chronicle
Magilumic Orb ที่ใส่ให้กับทัพเรา จะทำให้เราสามารถร่ายเทพมาช่วยในการโจมตีเราได้ ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปตาม Magilumic Orb ที่เลือก

นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถอัพเกรดฐานทัพของตัวเองให้มีความสามารถในการพัฒนาอาวุธ อุปกรณ์ และ Magilumic Orbs มากขึ้นได้อีกด้วย รวมไปจนถึงการอัพเกรดฐานทัพเพื่อพัฒนาค่าสแตตต่างๆ แบบยกทัพ เช่นเปอร์เซ็นการได้มาซึ่งค่าประกบการณ์ต่อการต่อสู้หนึ่งครั้ง รวมไปจนถึงความแข็งแกร่งของทัพที่จะเป็นการอัพเดตสแตตแบบทั้งขบวนทีมเลย ไม่ใช่แค่ตัวละครตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้นเหมือนกันอัพเกรดสกิลทั่วไป

ทั้งหมดนี้คือปราการสำคัญที่จะทำให้เรากำชัยเหนือการต่อสู้ในทุกด่านได้ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์สำคัญของเกมมากที่ออกแบบมาให้เราสนุกไปกับการพัฒนาตัวละคร กองทัพ อาวุธ สกิล และฐานทัพแบบหลักเลี่ยงไม่ได้ เพื่อกลยุทธ์ที่หลากหลายและเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในแต่ละด่าน

The DioField Chronicle ตำนานบทใหม่จาก Square Enix ที่ยังไปไม่สุดถึงฝั่งฝัน

ชัดเจนมากว่า The DioField Chronicle นั้นคือการพยายามนำเสนอเกมในรูปแบบใหม่ๆ จาก Square Enix ในยุคหลังนี้ โดยตัวเกมเองพยายามหลีกหนีจากความเป็น Action RPG และ JRPG ในแบบถนัดที่มักเห็นอยู่บ่อยๆ ในปัจจุบัน มาเป็นการลองไอเดียของเกมในรูปแบบ RTS ที่มีรูปแบบการเล่าเรื่องและวิธีการเล่นที่แปลกใหม่ออกไปดูบ้าง อย่างไรก็ตาม การพยายามครั้งนี้ก็ไม่ถือว่าสำเร็จไปเสียทั้งหมด เพราะนอกเหนือไปจากรูปแบบการเล่นที่ต้องยอมรับว่าเป็น Real Time Strategy ที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์มาก แต่ในพาร์ทของการเล่าเรื่องนั้นกลับสอบตกจนทำให้ตัวเกมเต็มไปด้วยบาดแผลและความไม่ลื่นไหล ส่งผลต่อภาพรวมของตัวเกมมาก

รีวิว The DioField Chronicle

ส่วนตัวแล้วผู้รีวิวคิดว่า The DioField Chronicle นั้นมีโอกาสที่จะเป็น IP สร้างชื่อให้กับ Square Enix มากๆ แต่อาจจะต้องอาศัยการเรียงร้อยเรื่องราวที่ดูเป็นระบบและเหมาะสมกว่านี้หน่อย เพราะไอเดียอื่นๆ ที่ผสมเข้ามานั้นมันได้แล้ว มันขาดแค่การปรุงแต่งในส่วนของการเล่าเรื่องเท่านั้นเอง แต่ใครที่มองหาความแปลกใหม่ในเกมยุคปัจจุบันอยู่ The DioField Chronicle เองก็ถือเป็นหนึ่งในเกมที่น่าสนใจ แต่หากพลาดไปก็ไม่ถึงขนาดต้องเสียดายหรือเสียใจอะไรนะ

ขอขอบคุณ Square Enix สำหรับโค้ดรีวิวเกม The DioField Chronicle ฉบับ Nintendo Switch มา ณ โอกาสนี้

ข่าว: รีวิว The DioField Chronicle (Nintendo Switch) – เกมวางแผนที่สนุก แต่ต้องมาสะดุดเพราะการเล่าเรื่อง มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/the-diofield-chronicle-nintendo-switch-review/

Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!
Teethasade Isarankura Na Ayudhaya

Uncharted คือตระกูลเกมล่าสมบัติ แนว Action Adventure ที่ดีที่สุดที่ผมเคยเล่นมา ตัวเกมเต็มไปด้วยฉากน่าจดจำราวกับหนัง Action ที่ไม่มีการบังคับผู้เล่นให้นั่งมองคัทซีนเป็น ชม! เนื้อเรื่องที่สนุกดราม่าจัดเต็ม และ ฉากแอคชั่นสุดเร้าใจ! ผมอวยขนาดนี้ก็คงรู้แล้วว่าผมเป็นคนที่ชอบเกมซีรีย์นี้ขนาดไหน! และ คราวนี้นอกจากจะมาลงให้กับ PC แล้ว ยังมาเป็นแบบแพ็คเกจเอาไปเล่นได้แบบจุใจ!  เรามาดูกันดีกว่าว่าเพราะอะไรมันถึงได้ดีขนาดนี้!

20221101145857 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

Uncharted: Legacy of Thieves Collection มีอะไรบ้าง??

Uncharted: Legacy of Thieves Collection จะมีเกมพ่วงมาให้สองเกมได้แก่ Uncharted 4 และ UNCHARTED: The Lost Legacy แบบจัดหนักจัดเต็ม พร้อมอัพเกรดภาพแต่ยังคงความลื่น เราสามารถเล่นสองเกมนี้ได้ผ่านตัวเกมเดียว เมื่อเรากดเข้าไปเราสามารถเลือกเล่นได้ระหว่างสองเกม สลับกันไปมาได้ ในราคาแค่ 1,200 กว่าบาทเท่านั้นเอง! โดยเรียงตามภาคแล้ว Uncharted 4 จะมาก่อน UNCHARTED: The Lost Legacy ดังนั้นหากอยากเล่นก็แนะนำ Uncharted 4 ก่อนเพื่อความอิน

20221024202052 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

Uncharted 4

เรื่องราวเริ่มต้นโดยการย้อนอดีตพระเอกประจำซีรี่ย์ นาธาน เดรก กับพี่ชายของเขา แซมเป็นตัวละครใหม่ที่จะโผล่มาในภาคนี้และเติมเต็มสีสันให้กับตัวเกมได้ดีมากๆ โดยนาธาน เคยนึกว่าแซมพี่ของเขาตายไปแล้วจากการถูกยิง แต่เขาก็กลับมาเพราะถูกช่วยไว้ แต่คนที่ช่วยเขากลับเป็นพ่อค้ายารายใหญ่ที่จ้องจะเอาชีวิตของแซมหากเขาหาสมบัติไม่เจอ

20221024203034 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

แซมเลยต้องมาขอให้นาธานช่วยเหลือ นาธานที่ตั้งใจจะวางมือแล้วก็เลยต้องไปช่วยเหลือพี่ชายนักผจญภัยอีกครั้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ แซมคือตัวละครใหม่ในเกมนี้ที่ไม่เคยพูดถึงมาก่อน มันเลยทำให้เขาดูเป็นตัวละคร Plot Hole ใหญ่ๆในเนื้อเรื่อง แต่นิสัยตัวละคร ประกอบกับบทบาทของเขา ทำให้ตัวละครนี้ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดของเนื้อเรื่องเลย ทั้งตบจังหว่ะโบ๊ะบ๊ะ และ ฉลาดเหมือนกับ นาธานที่ดูโชกโชนมากขึ้น ทำให้ตัวละครนี้ไม่ดู ขัดสายตาเลยแม้แต่นิดเดียว

20221024210303 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

เกมการเล่นของเกมนี้ก็จะไม่ค่อยต่างจากภาคก่อนๆซะเท่าไหร่ คือการเข้าโคเวอร์และยิงศัตรูที่ดาหน้ากันเข้ามา แต่เกมนี้ทำตัวละครออกมาฉลาดมากๆ จนบางทีนึกว่าเป็นสคริปเลย ศัตรูจะหาทางไล่บี้เราออกจากจุดซุ่มของเราให้ได้ ทั้งการตีโอบเรา การหาทางเข้าโคเวอร์เหมือนเรา ปาระเบิด หรือ แม้กระทั้งมีศัตรูที่เกิดมาเพื่อจะมาล็อคเราโดยเฉพาะ ทำให้เกมนี้สนุก และ มันส์มากๆในแต่ละไฟต์เพราะห่ากระสุนที่พุ่งไปมา บวกกับอนิเมชั่นแล้วอย่างกับเราได้อยู่ในหนังจริงๆ

20221009215005 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

หรือ AI ของเพื่อนร่วมทีมทำได้ดีมากๆ พวกเขาจะช่วยเราทั้งการ Stealth และ การตะลุมบอล บางทีเขาจะเข้ามาช่วยผลักศัตรูที่ล็อกตัวเราอยู่ออกไปให้ หรือ ช่วยกันเทคดาวน์ท่าสวยๆ อย่างเท่ก็มี โดยในการลอบเร้นพวกเขาสามารถติ๊กศัตรูให้เราได้ หรือบางทีก็พุ่งไปเก็บให้เองเลย เรียกว่าเป็น AI ที่ดีที่สุดที่ผมเคยเล่นมาแล้วก็ได้

20221107191843 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

20221009220120 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

 

และ ทีเด็ดอีกอย่างที่ไม่พูดไม่ได้เลยคือการตัดเข้าคัตซีนเนี่ยหล่ะ ตามเกมอื่นก็อาจเป็นสคริปยาวๆ ให้เรานั่งดูฉากเท่ๆ หรือตัดฉับมาให้เราดูฉากหนัง แต่ไม่ใช่สำหรับเกมนี้ เพราะเกมนี้จะให้คุณโลดแล่นไปในเกม และ ตัดเข้าคัทซีนอย่างลื่นไหล โดยที่เรายังสามารถควบคุมทุกอย่างได้แบบไม่มีสะดุด เช่น ฉากโลดโพนบนบ้านต้นไม้ เราได้เล่นได้วิ่งได้ยิงเองตลอดเวลา แต่พอเราเหวี่ยงตัวเองเข้าหาบอส และ ต่อมันพื้นบ้านก็แตกและเข้าสู่คัทซีน แบบลื่นไหล

20221101212846 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

มาพร้อมกับระบบต่างๆ ทำให้เกมนี้สนุกขึ้นไปอีก อย่างการที่เราหลุด Stealth ไปแล้ว เราสามารถกลับมา Stealth ใหม่ได้ หรือระบบผาดโผนที่เอามาผสมกับระบบคอมแบทได้อย่างลงตัว เปิดโอกาสให้เราสามารถหาทาง ไปโจมตีศัตรูที่ซ่อนอยู่ในหลืบไกลได้ แอคชั่นที่โหมกระหน่ำการลอบเร้นที่สนุกสนาน แม้จะไม่ได้ฉีกจากขนบทำเนียมเกมแอคชั่นเดินยิงไปเท่าไหร่ แต่เกมนี้ทำได้ดีมากในแนวทางของมัน

20221101211704 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

ในการเล่นแบบ Puzzle ตัวเกมจะบอกใบ้เราตลอดเวลาไม่ต้องห่วงว่าเราจะข้ามไปไม่ได้ และ ความยากของ Puzzle จะดูลงตัวไม่มียากมาก หรือ ง่ายไป แต่ชอบติดปัญหาตรงทางไปต่อ ที่จะไม่ค่อยมีเครื่องหมายอะไรบอกเรา เราต้องหาทางไปต่อด้วยตัวเองและ อาจหลงได้ถ้าเราไม่สังเกตุให้ดีพอ

20221101205303 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

20221107194307 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

สรุปแล้ว Uncharted 4 เป็นเกมที่ดีเหมาะแก่คนที่ต้องการเกมแอคชั่น หรือ เกมเนื้อเรื่องซักเกมมากๆ ด้วยราคาที่ถูกขนาดนี้และมาเป็นแพ็คพ่วงด้วยคุณภาพระดับนี้พลาดไม่ได้แล้ว!

20221010205202 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

UNCHARTED: The Lost Legacy

เรื่องราวของเกมนี้จะเริ่มในประเทศอินเดีย ในสมัยที่ทหารเข้ามากุมอำนาจและเริ่มทำสงครามกันเอง โคลอี้ได้ว่าจ้าง เนดีน รอส มาช่วยในการหาสมบัติ แต่โชคร้ายคือ Asav เองก็ต้องการสมบัตินี้เช่นกัน ทั้ง เนดีน และ โคลอี้ ต้องช่วยกันเอาตัวรอดจากทหารของพวก Asav ที่ต้องการสมบัติชิ้นนั้นเหมือนกัน

20221101145035 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

20221101145219 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

โดยรวมแล้วเกมเพลย์ของเกมนี้ไม่ได้มีอะไรต่างไปจาก Uncharted 4 สักเท่าไหร่นัก เรายังคงต้องเข้าที่กำบัง ลอบเร้น และ ยิงศัตรูที่ขวางทางไปพร้อมกับคู่หูของเราทำให้ภาคเสริมนี้เหมือนเป็นเนื้อเรื่องเสริมมากกว่าจะเป็นอีกเกมนึงแบบเต็มที่

20221101150321 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!20221101153839 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

สิ่งที่ทำให้สองเกมนี้ดูโดดแตกต่างกันออกมาได้จริงๆก็คงเป็นเนื้อเรื่องที่ย้ายจากการหาสมบัติของศาสนาคริส ลงมาเป็นศาสนาพรามฮินดูกันบ้าง กับตัวละครของเราที่ได้เปลี่ยนจากหนุ่มหน้าเนธ กลายเป็นหญิงแกร่ง โคลอี้แทน ซึ่งการได้เห็น ตัวละครที่มีความต้องการต่างกันมาทำงานอยู่บนจอก็ไม่เลวเลย อนิเมชั่นในการเตะต่อยจะดูพริ้วไหวกว่าของ นาธานมากๆ แต่ก็เป็นแค่สิ่งเดียวที่แตกต่างจากเกมหลักเหมือนเป็นภาคเสริมมาให้ดูว่าจะเป็นยังไงถ้านาธานเป็น ผ.ญ อะไรแบบนี้มากกว่า

20221101144518 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

20221101152020 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

สรุป

Uncharted: Legacy of Thieves Collection มีราคาที่ถูกและเหมาะแก่การซื้อมากๆ เกมนี้จะคอยเติมประสบการณ์ดีๆในการเล่น ความตื่นเต้นมุขตลกเด็ดๆ มาให้เราได้บรรเทิงตลอดเวลา เรียกได้ว่าเป็นเกมที่เลือดสูบฉีดแบบไม่ให้พักเหมือนดูซีรี่ย์ดีๆ ซักเรื่องเลย อาจมีคนสงสัยว่าทำไมผมถึงให้คะแนนเกมนี้สูงขนาดนี้ทั้งๆ ที่ทั้งสองเกมก็เหมือนๆกัน ผมให้คะแนนตามความคุ้มค่าของราคา และเกมนี้คุ้มมากๆ กับราคาเท่านี้

20221010204701 1 | Uncharted 4 | Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ!

ข่าว: Review : Uncharted: Legacy of Thieves Collection เล่นกันจุใจมหาโจรขโมยสมบัติ! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/review-uncharted-legacy-of-thieves-collection/

Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!
Teethasade Isarankura Na Ayudhaya

XIII คือเกมยิงบุคคลที่ 1 บนเครื่องสมัยปี 2003 ที่มีทั้งใน PC และ Play Station 2 เป็นเกมที่อยู่ในใจของใครหลายๆ คนมานาน ด้วยภาพกราฟฟิก แบบการ์ตูนดิบๆ เถื่อนๆ ที่สามารถได้ทั้งแบบลอบเร้น และ แบบตะลุมบอน ทำให้มีหลายคนเรียกร้องให้นำเกมนี้สานต่อ หรือ Remake ลงเครื่องปัจจุบัน แต่เวลายิ่งผ่านไปความหวังของแฟนๆ ก็เริ่มหมดลง แต่ว่าคราวนี้ก็มาถึงกับ XIII Remake จะสมการรอคอยไหม มาดูในรีวิวนี้เลย

311957954 801949077672595 6560719782272810873 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

เนื้อเรื่อง

เราคือ XIII อดีตยอดฝีมือที่ความจำเสื่อม และ ถูกช่วยเหลือเอาไว้โดยผู้ดูแลชายหาด แต่เขากลับถูกตามล่าโดยกลุ่มคนปริศนา ที่พยายามจะกำจัดเขา และ พวกมันบุกมาถึงที่ๆ เขากำลังพักรักษาตัวอยู่ XIII ต้องลุกขึ้นสู้กับพวกกลุ่มคนเหล่านั้น ทั้งๆที่ความทรงจำของเขาก็ยังไม่กลับมาปกติดี

310832422 1120423825280986 1684437654509509920 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

เขาที่พยายามปะติดปะต่อความทรงจำของตัวเองจึงตัดสินใจไปยังธนาคาร ที่เขามีกุญแจอยู่ เป็นของที่ติดตัวเขามาตอนคืนสติ พอเขาไปถึง เขาก็ได้รู้ว่ากลุ่มคนที่จะมาฆ่าเขานำโดยนักฆ่า Mongoose ที่จ้องจะเก็บเราในขณะที่ XIII ยังจำอะไรไม่ได้310491634 1156389445258215 3348948587724111580 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

เนื้อเรื่องของเกมนี้เรียบง่ายไม่มีอะไรมาก ถ้าเราชอบดูหนังแอคชั่นย้อนยุคก็จะเดาเนื้อเรื่องได้ไม่ยากเลย การดำเนินเรื่องของเกมนี้จะเป็นเหมือนการ์ตูน คอมมิค เหมือนกับสไตล์ และ ธีมของเกม โดยเกมจะเล่าเรื่องเป็น Chapter ไปเรื่อยๆ มีทั้งหมด 13 Chapter เหมือนกับเกมแอคชั่นยิงปืนทั่วๆไป ที่เราจะเข้าไปในที่นึงที่มีคนเยอะๆ จัดการให้หมด และ ออกมา และเข้าไปอีกที่ และ ออกมา โดยแต่ละฉากที่เราเข้าไป มันจะมีวิธีเล่นที่แตกต่างกันออกไปตามเนื้อเรื่อง ซึ่งเพิ่มรสชาติให้กับเกมการเล่นพอสมควรเลย แต่ที่น่าเสียดายคืออะไรแบบนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นนัก

311515705 411913397803578 9118561861095737254 n 1 | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

เกมเพลย์

เดิน! ยิง! จัดการให้หมด! จบละ จริงๆ ผมข้ามไปหัวข้อถัดไปได้เลยเพราะเกมนี้คือเกมเดินหน้ายิงคล้ายๆ Doom Classic หรือ 007 Golden Eyes มากๆ รีเมคมาใหม่อีกครั้งก็ไม่ได้เปลี่ยนแนวเกมหรือวิธีการเล่นเลย มีผสม Stealth เล็กน้อย แต่ก็ตามฉบับบเกมเดินหน้ายิงทั่วไป

310878636 448138284085499 6362240507462918119 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

เรามีอาวุธให้ใช้ได้หลากหลาย หาเก็บได้จากศัตรู และ สลับเอามาใช้ได้เรื่อยๆ ด้วยกราฟฟิกแบบภาพการ์ตูน ทำให้เกมนี้มีความโดดเด่นใน Gun Fight มากกว่าเกมเก่าๆ จากยุคเดียวกัน การยิง การเข้า Cover หรือ ยิงศัตรูที่ดูเหมือนมาแบบคัตซีน เราจะต้องเล่นเองหมด ไม่เหมือนกับเกมทั่วๆ ไปทำให้ความลุ้นละทึกเวลาต่อสู้ของเกมนี้จะมาแบบ Non-Stop โดยศัตรูในเกมนี้จะมาแบบพิมพ์เดียวกันหมด แตกต่างเพียงแค่หน้าตา และ ปืนที่แบกกันมา ต้องยอมรับเลยว่าเกมนี้มีปืนให้เราเลือกเล่นเยอะมากๆ มีตั้งแต่บาซุก้า ยัน หน้าไม้ มีดปาก็ยังมี! แถมเราสามารถล็อคคอศัตรูเอามาเป็นตัวประกันได้ เอามาใช้กันกระสุน หรือ จับล็อคไม่ให้พวกตำรวจยิงเราก็ได้

312009226 567511438482139 4315948847641228634 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

วิธีการได้ปืนต่างๆ ก็คือการผ่านด่านไปเรื่อยๆ และ จะปลดล็อคอาวุธที่เอาไว้สู้กับพวกในด่านนั้นมา เช่นด่านตึกที่เราจะได้เจอสไนเปอร์เยอะๆ แต่ความท้าทายทั้งหมดก็จบทันที เมื่อต้องเจอกับ AI สุดเด๋อ สิ่งที่พวกมันทำคือการวิ่งไปวิ่งมา และ ยิงปืนมาทางเรา แบบไม่มีแบบแผน ไม่ว่าจะเป็น รปภ. ผู้ก่อการร้าย หรือ ตำรวจ ก็จะมี AI เดียวกันหมดทุกตัว ที่แย่ที่สุดคือมันแย่ด้วย

312150410 432797805460415 1351914259892193769 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

311106712 2059495734438262 4499871058390680669 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

อย่างที่บอกไปสิ่งที่ศัตรูของเราต่างกันคือจุดที่พวกเขายืน และ อาวุธที่พวกเขาถือ มันทำให้ความท้าทายของเกมนี้หายไปเยอะเลย สิ่งที่สำคัญของเกม Action คือศัตรูที่ท้าทาย และ หลากหลาย ถ้าเราต้องเล่นเกมโดยที่เจอศัตรูที่ทำอะไรเราไม่ได้ หรือศัตรูที่แค่ หาตัวเราแบบที่ย่องอยู่ด้านหน้าตัวเองยังทำไม่ได้แบบนี้คือเข้าขั้นแย่มากๆ

311203958 1224945668085683 8811706544733263705 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

เกมนี้มีการ Stealth แต่แย่มาก แย่มากกว่าการที่เราเดินยิงในเกมอีก! เพราะศัตรูนั้นหาเราไม่เจอแน่ๆ เราไม่สามารถใช้ตรรกะของความเป็นจริงในเกมนี้ได้นัก แค่เราหลบให้พ้นสายตา และ กดย่อง เราก็จะผ่านการ Stealth ได้ง่ายๆ เลย เราสามารถนำสิ่งของไปตีหัวของศัตรูได้แต่ทำยากมากจากการควบคุมที่ติดๆ ขัดๆ การเล็งปืนที่ยากแถม Hit-Box ยังทำออกมาได้แย่อีก บางทียิงเข้าไปเต็มๆ หัว ก็ทะลุไปเฉยเลย

311122107 515133873452686 153438869246025607 n 1 | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

จากองค์ประกอบต่างๆ ของ Gun Play เกมนี้จะทำให้เห็นว่าเกมนี้ไม่ได้แตกต่างจากเกมก่อนเลย แม้จะเป็น Remake แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรแม้แต่น้อย ระบบดูเก่าไปหมด เอามาหมดทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือแย่ และ ไม่ได้เอามาต่อยอดอะไรให้มันดีขึ้น บวกกับการควบคุมที่ติดขัด AI ที่ไร้ความท้าทาย ทำให้เกมนี้เหมือนให้เรามายิงเป้าเคลื่อนที่ไปเลย จาก XIII กลายเป็น Aim Lap ไปซะงั้น

311142756 673446117326836 6870047250029068033 n 1 | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

ภาพ

เกมนี้มีกราฟฟิก แบบ การ์ตูน Comic ทำให้ภาพมีความโดดเด่น และ สีสดมากๆ อนิเมชั่น และ เอฟเฟคของเกมนี้เช่น ไฟไหม้ในฉาก หรือ แสงเอฟเฟคของปืนเป็นต้น ที่เจ๋งที่สุดเลยคือตัวหนังสือกำกับข้อความ เวลาที่มีคนพูดเกมนี้จะไม่ใช่ซับขึ้นด้านล่างของจอแบบทั่วไป เกมนี้จะมีกล่องข้อความติดหัวตัวละครที่พูดอยู่เลย ถึงจะไม่ใช่อะไรใหม่ แต่ว่าเข้ากับสไตล์หนังสือการ์ตูนมากๆ รวมไปถึงเอเฟคแบบ BANG!!! NOOOO!!! ARRR!!!! แบบที่เห็นได้ตามหนังสือการ์ตูน เสียงเดินของศัตรูเราก็จะสามารถเห็นทะลุกำแพงได้ เป็นการนำกราฟฟิกมาผสมกับระบบเกมที่ลงตัวมากๆ เช่นเดียวกับเวลาเราใช้ปืนยิงไกล ยิงเข้าหัวศัตรู มันก็จะมีเอฟเฟคหน้าศัตรูตกตะลึงเล็กๆน้อยๆ

311910751 1107238596586943 2604432947086732867 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

311088290 1128046884770980 4849024650612271169 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!
311385595 1126699784654357 8088787250634139730 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

แต่ภาพของเกมนี้ปวดตามากๆ ต้องบอกก่อนว่าผมตาไม่ค่อยดีอยู่แล้ว แต่เอฟเฟคแสง และ การตัดกรอบเงาของเกมนี้เหมือนกับให้เราดูรูปภ่ายฟิล์ม ที่เปียกน้ำตัดกับวัตถุ ที่มีกรอบหนาๆ จนทำให้ภาพเกมดูปวดตามากๆ เวลาเรามองท้องฟ้า ถ้าเป็นด่านที่มืด ยังว่าไปอย่าง แต่ว่าด่านกลางวันตาแถบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆเลย

312021780 516090739971669 4556027935803829600 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

 

นอกนั้นอนิเมชั่นจะดูเกร็งๆแข็งๆ ทั้งตัวหลัก และ ตัวร้าย หรือลูกกระจ๊อก ผสมกับเสียงพากย์ที่ดูไร้อารมณ์ทำให้ความรู้สึกของการได้เล่นเกมนี้นอกจากจะไร้ความตื่นเต้นแล้ว องค์ประกรอบด้านภาพ หรือ เสียงยังทำให้เราหาวซ้ำไปอีก

311515705 411913397803578 9118561861095737254 n 2 | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

ภาพรวม

เกมนี้ไม่เหมือนกับการ Remake เป็นเหมือนกับการ Reamstered มากกว่า เพราะว่าระบบอะไรก็ไม่ต่างจากเดิมภาพอัพเกรดขึ้นจริง แต่ถ้าถูกเรียกว่า Remake มันควรจะมีอะไรต่างจากเดิม ไม่มากก็น้อย เกมนี้อัพเดตมาแค่ภาพเท่านั้น ราคาของเกมนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆเลย ทำให้ไม่คุ้มค่าที่จะซื้อมาเล่นนัก เกมนี้เหมือนกับเกมยิงปืนทั่วไปและไม่มีจุดเด่นเป็นของตนเองจนน่าเป็นห่วง มันอาจเวิร์คในสมัยก่อน แต่ไม่ใช่ในปัจจุบันที่มีเกมยิงปืนเดินหน้ายิงมากมาย แม้แต่ในธีมเดียวกันเลย

311122103 471514818269417 1840329206830470512 n | Nintendo Switch | Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่!

 

ข่าว: Review : XIII Remake เกมเดินยิงบุคคลที่ 1 จากยุคเก่ากลับมาอีกครั้งในยุคใหม่! มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/review-xiii-remake-a-dangerous-walking-game/

รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด

รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด
HallZy

เมื่อพูดถึงเกมแนว Action RPG ที่ผสมผสานกับเกมแนว Hack & Slash หลายคนจะต้องนึกถึงเกมจากทีม Platinum Games และเมื่อพูดถึงเกมจากทีมนี้ทุกคนก็จะต้องนึกถึง NieR: Automata ที่ได้คุณ Yoko Taro มากำกับเกมกันอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน Square Enix และ Platinum Games ประกาศเปิดตัวเกม NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมเวอร์ชั่นที่พอร์ตลงเครื่อง Nintendo Switch และวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา 

9 | รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด

ทีมงาน AppDisqus ก็มีโอกาสได้ลองเล่นและสัมผัสโลกของ NieR ในเครื่อง Nintendo Switch เป็นที่เรียบร้อย ก็ต้องขอบคุณทาง Square Enix ที่ส่งโค้ดมาให้เราได้ลองเล่นกัน NieR: Automata The End of YoRha จะคุ้มค่ากับการรอคอยและน่าซื้อมาเล่นบน Nintendo Switch หรือเปล่ามาดูกันเลย

ต้องเท้าความก่อนว่า NieR: Automata The End of YoRha Edition ก็คือเกมเวอร์ชั่นเดิมที่พอร์ตมาลงเครื่อง Nintendo Switch และรวม DLC ทั้งหมดของเกม ฉนั้นเนื้อเรื่องและเกมเพลย์ของเกมจะยังคงเหมือนเดิมทั้งหมด แน่นอนว่าที่ทาง Square Enix ทำเกมเวอร์ชั่นนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการเจาะกลุ่มผู้เล่น Nintendo Switch เพื่อให้แฟน ๆ หน้าใหม่มาติดตามซีรีส์นี้มากขึ้น 

6 | รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด

5 | รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด

สำหรับเรื่องราวในเกม NieR: Automata จะอยู่ในยุคที่โลกมนุษย์ล่มสลายมานานนับพันปี ผู้เล่นจะได้รับบทเป็น 2B แอนดรอยด์ทหารสาวที่ถูกสร้างขึ้นมาสำหรับการทำภารกิจต่าง ๆ บนโลกมนุษย์ เพื่อให้โลกสามารถกลับมาอยู่อาศัยได้ ตัวเกมจะเน้นการนำเสนอเรื่องราวทั้งหมดด้วยปรัชญาต่าง ๆ เริ่มเกมมาผู้เล่นจะไม่รู้เลยว่าโลกของเกมเป็นยังไง เกิดอะไรขึ้น สงครามมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ฉนั้นเกมจะเน้นให้ผู้เล่นออกสำรวจทำภารกิจเสริมต่างฉากให้มาก เพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวของเกมนั่นเอง 

สำหรับใครที่เล่น NieR: Automata The End of YoRha Edition เป็นครั้งแรกจะต้องเล่น Drakengard 1-3 หรือ Nier มาก่อนหรือเปล่า บอกตามตรงว่าไม่ต้องเล่นก็พอจะรู้เรื่องอยู่เพราะไทม์ไลน์ระหว่าง Nier กับ NieR: Automata ห่างกันหลักพันปี พูดง่าย ๆ ก็คือเกมนี้ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้เล่นใหม่อยู่พอสมควร แต่ทั้ง 2 เกมก็จะมีความเกี่ยวข้องบางอย่างที่ทำให้รู้ว่าเกมอยู่ในจักรวาลเดียวกันนั่นเอง ถ้าไปลองเล่นสักนิดก็อาจจะดีกว่าสำหรับคนที่อยากจะเก็บเรื่องราวให้ครบ 

2 1 | รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด

เกมเพลย์ใน NieR: Automata The End of YoRha Edition ก็เหมือนเกมภาคต้นฉบับตามที่กล่าวไปข้างต้น เกมมีความเป็น Hack & Slash ที่จะโยนผู้เล่นลงไปในโลก Open World ผู้เล่นสามารถเดินทางได้อย่างอิสระ รวมถึงในระหว่างการต่อสู้ก็สามารถทำคอมโบกับอาวุธได้หลากหลาย และพอต หุ่นยนต์ที่ช่วยให้สามารถต่อสู้ได้ง่ายขึ้น มีการซื้อขายหรือเก็บไอเทมเพื่อเอามาอัปเกรดอาวุธตามสไตล์เกมแนว RPG ทั่วไป

3 2 | รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด

ต้องบอกว่าเกมเพลย์ของเกมไม่ได้มีความโดดเด่นมากนัก แต่ที่ผู้เขียนชอบมากก็คือมุมกล้องของเกมที่มีจังหวะจะโคนที่ดี ในเกมนั้นจะมีการสลับระหว่างมุมกล้องปกติกับมุม Top Down หรือ Side Scrolling อยู่ตลอดเวลา แต่ไม่บ่อยจนน่ารำคาญ แถมยังใช้ในสถานการณ์ที่ดี ทำให้เกมการเล่นมีความหลากหลายพอสมควรเลย 

1 | รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด

งานศิลป์และเรื่องราวสุดลึกซึ้งนั่นแหละที่คือส่วนที่ดีที่สุดของเกมนี้ แล้วที่ไม่พูดก็คงจะไม่ได้นั่นก็คือดนตรีประกอบของเกมนี้ดีทุกเพลงและเข้ากับทุกสถาณการณ์มาก ๆ มีน้อยเกมมากที่ดนตรีประกอบจะเพราะไปหมดซะทุกเพลง เมื่อทั้งสามสิ่งนี้ถูกนำมารวมกัน มันทำให้ NieR: Automata กลมกล่อมมาก ๆ ซึ่งสามารถทดแทนกับเกมเพลย์ที่ไม่ค่อยโดดเด่นได้เลย 

7 | รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด

Performance ของ NieR: Automata The End of YoRha Edition บนเครื่อง Nintendo Switch อยู่ในระดับที่ดีมากเลย แทบไม่อยากจะเชื่อว่า Nintendo Switch ที่มีสเปกเครื่องเก่ามากแล้วจะสามารถเล่นได้ลื่นขนาดนี้ เห็นได้เลยว่าทีมผู้พัฒนาเก่งมาก ๆ ที่สามารถพอร์ต NieR: Automata ลงเครื่อง Nintendo Switch โดยที่เล่นเกมแล้วยังสนุกเหมือนเดิม ถึงแม้จะมีอาการกระตุกบ้างในจังหวะที่ในฉากมีศัตรูเยอะ แต่ก็ไม่บ่อยเท่าไร

10 | รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด

NieR: Automata The End of YoRha Edition บน Nintendo Switch สามารถเล่นได้อย่าลื่นไหล โดยรันอยู่ที่ 30 FPS แบบนิ่ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในโหมด Docking หรือ Handheld แต่ว่าที่แตกต่างกันระหว่างทั้งสองโหมดนี้ก็คือ Resolution โดยในโหมด Docking เกมจะแสดงความละเอียดที่ 1080p ส่วนโหมด Handheld เกมแสดงความละเอียดที่ 720p ซึ่งรายละเอียดของฉากในเกมหากนำไปเทียบกับเกมบนเวอร์ชั่น PS4 หรือ Xbox One จะพบว่าในเวอร์ชั่น Nintendo Switch มีการลดรายละเอียดและความคมของ Texture ไปเยอะ รวมถึงตัด Particle Effect หลายจุดออกไป นี่ก็เพื่อให้เกมสามารถเล่นบน Nintendo Switch ได้นั่นเอง หากคุณไม่ใช่เกมเมอร์สายเสพกราฟิกก็จะไม่ซีเรียสในจุดนี้

4 | รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด

8 | รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด

โดยรวมแล้ว NieR: Automata The End of YoRha Edition ถึงแม้จะมีการปรับกราฟิกของเกมให้ลดลง แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่จำเป็นเพื่อให้เกมสามารถเล่นบน Nintendo Switch ได้อย่างลื่นไหล แต่มันก็ไม่ได้ลดความสนุกของเกมลงไปเลยเพราะเกมเพลย์, เนื้อเรื่องที่ชวนน่าค้นหา, งานออกแบบสุดล้ำ และดนตรีประกอบที่เสริมโลกของเกมน่าค้นหา ทำให้ NieR: Automata เป็นอีกหนึ่งเกมที่คุณไม่ควรพลาดเลย หากคุณเป็นเจ้าของ Nintendo Switch อยู่นี่ก็เป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะได้ลองหนึ่งในเกมน้ำดีจากคุณ Yoko Taro และ Platinum Games แต่ถ้ามีเกมนี้อยู่แล้วบนแพลตฟอร์มอื่นก็มองข้าม NieR: Automata The End of YoRha Edition ไปได้เลยเพราะมันไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม 

 

ข่าว: รีวิว NieR: Automata The End of YoRha Edition เกมน้ำดีที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาด มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/review-nier-automata-the-end-of-yorha-edition/

รีวิว Valkyrie Elysium (PlayStation 5) ตำนานนักรบ Odin ที่ไม่มีอะไรให้จดจำจากซีรีส์ Valkyrie Profile

รีวิว Valkyrie Elysium (PlayStation 5) ตำนานนักรบ Odin ที่ไม่มีอะไรให้จดจำจากซีรีส์ Valkyrie Profile
Alex

ตอนที่ Square Enix ประกาศเปิดตัวเกม Valkyrie Elysium เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2565 ที่ผ่านมานั้น ในฐานะของแฟนซีรีส์ Valkyrie Profile นี่ต้องบอกว่าดีใจมากๆ และไม่ได้คาดคิดเลยว่า SE จะเอาซีรีส์นี้กลับมาลงให้กับคอนโซลในฐานะเกมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากนับรวมเกมจากซีรีส์ Valkyrie Profile ทั้งหมดแล้ว เกม Valkyrie Elysium นี้จะถือเป็นไตเติลที่ 5 จากซีรีส์ โดยก่อนหน้านี้ SE เองได้ทำเกม Valkyrie Profile ภาคที่ 4 ไว้ชื่อว่า Valkyrie Anatomia: The Origin ในรูปแบบของเกมมือถือกาชาที่ต้องเล่นแบบออนไลน์ ซึ่งก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่นัก (ปัจจุบันปิดเซิร์เวอร์ไปแล้ว) และหลังจากนั้นมา 6 ปีก็แทบไม่มีข่าวสารอะไรเกี่ยวกับซีรีส์ Valkyrie Profile ออกมาให้ได้ติดตามกันอีกเลย ทำให้หลายๆ คนคิดว่า Valkyrie Anatomia: The Origin คงเป็นเกมสุดท้ายของซีรีส์นี้แล้ว

Valkyrie Maria และเหล่า Einherjar - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
Valkyrie และเหล่า Einherjar กับการเผชิญหน้าศัตรูครั้งใหม่ที่อาจจะกลายเป็นหายนะของโลก

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด Square Enix ก็ตัดสินใจประกาศเปิดตัวเกม Valkyrie Elysium ออกมา ซึ่งจะสานต่อตำนานเทพพิทักษ์โลกและ Odin ที่มีแฟนนับล้านรอคอยอยู่ทั่วโลกแบบเซอร์ไพรส์สุดๆ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ผู้รีวิวเองก็รออย่างใจจดใจจ่อที่จะได้กลับไปร่วมเดินทางกับ Valkyrie และเหล่า Einherjar อีกครั้ง จนในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง เมื่อ Square Enix ติดต่อมาให้โอกาสได้รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5 ที่เปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา

ความรู้สึกแรกเลยหลังจากได้เล่น Valkyrie Elysium นั้นคงต้องบอกว่า “ไม่ค่อยประทับใจ” ส่วนหนึ่งอาจเพราะรูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนจาก Turn Based RPG ไปเป็น Action RPG แบบชนิดที่จะกลายไปเป็นแอคชั่นมุโซล้วนอยู่แล้ว และเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นเส้นตรงและตื้นเขินมาก ต่างจาก Valkyrie Profile ที่เคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง และถ้าใครอยากทราบเหตุผลโดยละเอียดพร้อมทั้งคะแนนรีวิว Valkyrie Elysium นั้นก็ขอเชิญติดตามรีวิวนี้กันต่อได้เลย

Valkyrie Elysium : กำเนิด Valkyrie คนใหม่

Valkyrie และ Odin - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
Valkyrie Maria คุกเข่าพร้อมน้อมรับบัญชาจากมหาเทพ Odin ใน Valhalla

Ragnarok คือจุดจบของทุกสรรพสิ่งที่ไม่เว้นแม้แต่เหล่าทวยเทพ และจากการต่อสู้ครั้งนี้เองที่ทำให้มหาเทพ Odin แทบเพรี่ยงพร้ำเสียท่าและสิ้นสลายไปกับมัน อย่างไรก็ตาม Odin ที่กำลังอ่อนแอถึงขีดสุดได้ตัดสินใจรวบรวมเอากำลังที่เหลืออยู่สร้าง Valkyrie หรือเทพผู้พิทักษ์ขึ้นมาเพื่อหมายจะให้ได้เป็นตัวแทนในการชำระล้างดวงวิญญาณที่มืดมนทั้งหลายเพื่อกอบกู้โลกกลับคืนมาอีกครั้ง และ Valkyrie ที่ถือกำหนดมาด้วยการสรรค์สร้างของ Odin ในครั้งนี้มีนามมา Maria (ชื่อในวงการ)

Maria ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเป้าหมายใหญ่ และเป็นเป้าหมายเดียวที่เธอจะถือยึดไว้เป็นตัวขับเคลื่อนในชีวิต เป้าหมายนั้นก็คือการทำทุกอย่างเพื่อรับใช้มหาเทพ Odin ผู้สร้าง ซึ่งหนึ่งในคำสั่งจาก Odin นั้นก็คือการล้างบาปให้กับเหล่าวิญญาณที่หลงทาง เพื่อกอบกู้เอาพลังของ Odin กลับคืนมา และเพื่อล้างบาปให้กับโลกใบนี้หลังสงคราม Ragnarok

แม้ Maria จะไม่เหลือความทรงจำใดๆ เลยเกี่ยวกับตัวเธอเอง แต่เธอก็ไม่สนใจและยินดีที่จะทำตามคำสั่งของ Odin ทุกอย่าง เธอไม่มีทั้งความรู้สึก ความสงสาร ความเห็นใจ หรือความเสียใจ แต่สิ่งเดียวที่เธอมีและยึดมั่นเอาไว้เสมอนั้นคือภารกิจของ Valkyrie ที่เธอจะต้องทำมันให้สำเร็จ เธอเริ่มออกเดินทางตามคำสั่งของ Odin เพื่อรวบรวมเหล่าวิญญาณกล้า Einherjarให้มาเป็นนักรบข้างกายเธอในภารกิจกอบกู้โลกนี้ พร้อมทั้งออกตามหาของสำคัญทั้ง 4 ที่จะช่วยให้ภารกิจของเธอและ Odin สำเร็จลุล่วงไปได้

เมื่อการเดินทางของ Maria คือการเรียนรู้

Vakyrie และ Einherjar ทั้ง 4 - รีวิว Valkyrie Elysium บน PS5
Valkyrie Maria กับเหล่า Einherjar ทั้ง 4

ตลอดการเดินทางเพื่อชำระบาปให้กับเหล่าดวงวิญญาณที่ยังยึดติดและการตามหาของสำคัญทั้ง 4 ของ Odin นั้น ตัว Maria เองได้สัมผัสและเข้าใจความเป็นมนุษย์ ได้เติบโตและเติมเต็มความทรงจำที่สูญหายไป และได้ใกล้ชิดทางความรู้สึกอันส่งผลให้เกิดความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเหล่า Einherjar ทั้ง 4 ของเธอมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ช่วยหล่อหลอมให้เธอกลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ค่อยๆ มี หัวใจ” และ “ความคิด” ที่เป็นของตัวเอง

ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มปริศนานาม Armand ที่โชคชะตาบางอย่างนำพาให้เขาได้มาพบกับ Maria นั้น ยิ่งทำให้เธอเริ่มกังขาในภูมิหลังและตัวตนของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่ควรรู้สึกเลยในฐานะนักรบของ Odin

Armand The Mysterious - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
Armand บุรุษปริศนากับโชคชะตาที่ทำให้ต้องมาพัวพันกับภารกิจของ Valkyrie

และการได้พบกับ Hilde หนึ่งใน Valkyrie ที่เหมือนจะเป็นปรปักษ์กับ Odin และแผนการของเขา รวมถึงการได้เผชิญกับเรื่องราวที่เกี่ยวพันไปถึง Fenrir เทพชั้นสูงที่มีดีกรีระดับเดียวกับ Odin นั้น เริ่มทำให้ Valkyrie คิดตั้งข้อสงสัยในพระประสงค์ขององค์พระบิดาผู้สร้าง

…หรือแท้จริงแล้วเธอหาใช่ผู้พิทักษ์ไม่ ….หรืออันที่จริงผู้พิทักษ์กับหุ่นเชิดนั้นคือสิ่งเดียวกัน…หรือว่าจริงๆ แล้วเธอโดนปั่นหัวให้คิดไปเช่นนั้นจากผู้ไม่หวังดีกันแน่

…เธอจะต้องหาคำตอบของเรื่องทั้งหมดนี้ให้จงได้

เนื้อเรื่องหลักที่เป็นเส้นตรงเด่ และ Side Quest ที่ช่างไร้ชีวิตชีวาและความน่าสนใจ

Valkyrie Elysium คือเกมในซีรีส์ Valkyrie ที่มีเนื้อเรื่องหลักเบาหวิวที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ถึงแม้ว่าธีมเรื่องจะดูแกรนด์มาก เพราะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ Ragnarok ที่ควรจะเล่นไปได้หลายประเด็นมากๆ แต่ผู้สร้างกลับเลือกที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดเป็นเส้นตรงแบบไม่มีชั้นเชิงอะไรเลย นี่จึงทำให้เรื่องราวของ Maria ใน Valkyrie Elysium นั้นดูอ่อนไปมากทีเดียวเมื่อเทียบกับเนื้อเรื่องของภาคหลักที่ผ่านๆ มาจากซีรีส์เดียวกัน

Einherjar ใน Valkyrie Elysium - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
Einherjar ที่เราสามารถซัมม่อนมาช่วยเหลือเราในการต่อสู้ได้ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ของซีรีส์ Valkyrie Profile มาช้านาน

ไม่เพียงเท่านั้น เนื้อเรื่องของเหล่า Einherjar ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของมนต์เสน่ห์ในโลก Valkyrie Profile นั้นก็อ่อนแอและไม่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย ไม่ได้ทำให้ผู้เล่นอย่างเรารู้สึกอยากเอาใจช่วยหรืออยากเข้าใจเหล่าตัวละครที่กลายมาเป็น Einherjar มากขึ้นเหมือนที่เคยเกิดขึ้นใน Valkyrie Profile: Lenneth และ Valkyrie Profile 2: Silmeria (ที่แม้จะมี Einherjar ให้ตามมาใช้งานมากกว่านี้ แต่เนื้อเรื่องของเหล่า Einherjar พวกนั้นก็ดูมีความหมายและความน่าสนใจกว่าเยอะ) ทั้งหมดนี้ทำให้ Valkyrie Elysium สูญเสียเทมโป้ของตัวเกมไปมากจนส่งผลให้ผู้เล่นแทบจะไม่อินไปกับสถานการณ์อะไรที่เกิดขึ้นเลย

บรรดา Side Quests ที่มีมาให้เล่นเองก็เหมือนกัน หลายต่อหลาย Side Quest ไม่ได้มีความน่าสนใจพอให้เข้าไปเล่นเลย แต่กลับเป็นเนื้อเรื่องพื้นๆ ที่เราต้องไปเล่นเพื่อเอาไอเท็มที่จะได้รับตอนจบ Side Quest แทน ยกตัวอย่างเช่น Side Quest คุณตานักสะสมหนังสือที่เราต้องไปตามหาหนังสือมาให้คุณตาที่เอาจริงๆ ไม่ได้ช่วยเสริมเนื้อเรื่องหลักอะไรเลยแม้แต่น้อย แถม Side Quest แบบนี้ยังมีให้เห็นบ่อยมากๆ ตลอดทั้งเกมอีกด้วย

Side Quests - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
Side Quests ต่างๆ ที่มีใน Valkyrie Elysium ซึ่งผู้เล่นสามารถเข้าไปเล่นเพื่อรับไอเท็มที่น่าสนใจได้

Side Quest ที่ควรจะขายเนื้อเรื่องหน่อยอย่างเรื่องภูมิหลังของตัวละคร Einherjar เช่น Eygon และ Cypher เองก็ถูกเล่าออกมาได้อย่างไม่น่าสนใจและตะกุกตะกักจนสัมผัสได้ถึงความไม่สมูธ หลายต่อหลายครั้งที่เอาเรื่องเหตุบังเอิญหรือ Coincident มาใช้มากเกินไปจนทำให้หาเหตุผลในเนื้อเรื่องนั้นๆ ไม่เจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปรากฏตัวของตัวละคร Armand เลยส่งผลให้อารมณ์ร่วมลดลงไปอีกอย่างที่ว่ามาในข้างต้น

อย่างไรก็ตาม Valkyrie Elysium ยังคงมีความพยายามในการสร้างมนเสน่ห์จากฉากจบที่หลากหลายเหมือนอย่างภาคก่อนๆ ที่ผ่านมา โดยในภาคนี้จะมาพร้อมกับฉากจบแบบ Multiple Endings ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและรูปแบบการเล่นของผู้เล่นว่าจะได้ฉากจบแบบใด

Hollow Blossom และ Verdant Blossom ของสะสมภายในเกมที่มีผลกับปลายทางยิ่งกว่า Side Quest

ในระหว่างการเล่น Valkyrie จะได้พบเจอกับ Hollow Blossom และ Verdant Blossom ซึ่งคือดอกไม้ที่กักขังเอาจิตวิญญาณของผู้คนที่สูญสิ้นไปแล้วเอาไว้ โดยเหล่ามวลหมู่ดอกไม้พวกนี้จะทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้วายชนม์ในแต่ละยุคสมัยในโลกก่อนเหตุการณ์ Ragnarok ออกมาให้กับตัว Maria ได้เข้าใจสถานการณ์มากขึ้น

แม้ในความเป็นจริง เรื่องราวที่บอกเล่าจากเศษเสี้ยวจิตวิญญาณที่ยังคงอยู่ใน Hollow Blossom และ Verdant Blossom นั้นจะเป็นน้ำเสียมากกว่าเนื้อ แต่เจ้าดอกไม้พวกนี้กลับมีผลต่อฉากจบที่เราจะได้อย่างชัดเจนที่สุด โดยทุกๆ ครั้งก่อนที่เราจะเข้าแผนที่ไปทำภารกิจหลักและภารกิจรองนั้น ตัวเกมเองจะมีเมนูขึ้นมาแจ้งจำนวนของ Hollow Blossom และ Verdant Blossom ที่มีอยู่ในฉากนั้นๆ ให้เห็นอย่างชัดเจนเพื่อให้เราสามารถตามเก็บได้จนหมด ซึ่งในตรงนี้ผู้รีวิวเองคงไม่สามารถลงรายละเอียดเยอะได้เพราะเกรงว่าจะเป็นการสปอยเนื้อหาสำคัญภายในเกมเอาได้ นอกจากจะบอกไว้ว่าพวกมันสำคัญมาก และอยากให้พยายามตามเก็บมันให้หมดนะ

ท้ายที่สุดแล้วคงต้องบอกว่า Valkyrie Elysium นั้นไม่น่าจะเหมาะกับสายเสพย์เนื้อเรื่อง แต่อาจจะถูกใจสายฟันไม่เลี้ยงหรือ Hack ‘n Slash มากกว่านั่นเอง

Action RPG ที่มีแต่แอคชั่นจนแทบไม่เหลือความเป็น RPG ในฉากต่อสู้

สำหรับแฟนซีรีส์ Valkyrie Profile นั้นคงจะคุ้นชินกันอยู่แล้วกับรูปแบบเกมเพลย์ที่ค่อนข้างไม่เสถียรและเปลี่ยนไปตามการทดลองของสตูดิโอที่เป็นผู้พัฒนาหลักของตัวเกมในภาคนั้นๆ แต่สิ่งหนึ่งที่จะเหมือนกันในแทบทุกภาคคือการมีอิลิเมนต์ของคววามเป็นเกม Dungeon Crawler หรือเกมตะลุยดันเจี้ยนอยู่ในนั้นเสมอโดยใน Valkyrie Profile: Lenneth และ Valkyrie Profile 2: Silmeria เกมเพลย์จะมีลักษณ์เป็น JRPG ที่มีกลิ่นความเป็น Action เข้ามาผสม แต่ไม่ได้เป็นสไตล์หลัก โดยยังคงยึดรูปแบบการต่อสู้แบบ Turn Based RPG เมื่อตัดเข้าฉากต่อสู้ ในขณะที่ Valkyrie Profile: Covenant of the Plume ซึ่งเป็นภาคที่ 3 ของซีรีส์นั้นจะเน้นเกมเพลย์ไปในรูปแบบของเกมวางแผนการรบหรือ SRPG คล้ายๆ กับ Final Fantasy Tactics แทนการใช้ Turn Based RPG แบบ 2 ภาคแรก ก่อนที่ในภาค 4 ที่ออกให้กับมือถืออย่าง Valkyrie Anatomia: The Origin นั้นจะกลายมาเป็นเกมกาชาไปเลย

ทาง Action จนแทระบบการต่อสู้ของ Valkyrie Elysium - รีวิว Valkyrie Elysium บน PS5
ระบบการต่อสู้ที่เน้นไปในทาง Action จนแทบไม่เหลือความเป็น RPG ของ Valkyrie Elysium

สิ่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกครั้งกับ Valkyrie Elysium ที่มีรูปแบบการเล่นหรือเกมเพลย์แบบ Action RPG โดยสมบูรณ์ และอันที่จริงต้องบอกว่าตัวเกมเองนั้นค่อนไปทาง Action จ๋า โดยเอาอิลิเมนต์ของความเป็น RPG เพียงเล็กน้อยเท่านั้นมาผสม เอาเข้าจริงผู้รีวิวเองแอบคิดว่าภาคนี้น่าจะเรียกตัวเองเป็นเกมแอคชั่นตะลุยดันเจี้ยนหรือ Dungeon Crawler มากกว่าจะเรียกระบบตัวเองว่า Action RPG เสียอีก ซึ่งนี่ทำให้เสน่ห์ของ Valkyrie Profile มันหายไปเยอะมาก และเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้รีวิวเองในฐานะแฟนเกม Valkyrie Profile รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง

การต่อสู้ใน Valkyrie Elysium - รีวิว Valkyrie Elysium บน PS5
ตัวอย่างการต่อสู้ใน Valkyrie Elysium แสดงเกจพลังการต้านธาตุของศัตรู (ฝั่งซ้ายมือ) และพลังชีวิตของศัตรู (ฝั่งขวามือ)

หนึ่งในอิลิเมนต์ของ RPG ที่ยังคงมีอยู่คือเรื่องของระบบธาตุ ที่ศัตรูทุกตัว และ Einherjar ของเราจะมีธาตุเฉพาะตัวที่จะแพ้ทางกันและกัน โดยแบ่งออกเป็นธาตุหลักเช่น สายฟ้า ไฟ น้ำ ดิน แสงสว่าง และความมืด ซึ่งศัตรูแต่ละตัวที่เราต้องเผชิญนั้นจะมีสัญลักษณ์ธาตุที่แพ้แสดงอยู่ตรงเกจเหนือหัว โดยเกจนั้นจะบอกค่าธาตุและค่าพลังชีวิตของศัตรู ซึ่งหากเราโจมตีศัตรูด้วยธาตุหรืออาวุธที่ศัตรูตัวนั้นแพ้ เกจธาตุทางซ้ายมือจะเพิ่มขึ้นจนสุดหลอด ทำให้ศัตรูเข้าสู่สถานะ Elemental Crush และไม่สามารถโจมตีได้ชั่วคราว เปิดโอกาสให้เราโจมตีพวกมันได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นนั่นเอง (ในระหว่างนี้ หากเราโจมตีศัตรูด้วยธาตุที่มันแพ้ เราจะยืดเวลาสถานะ Elemental Crush ของศัตรูออกไปได้อีกด้วยนะ)

Valkyrie Maria กับ Taika - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
Valkyrie Maria ให้โอกาส Taika ได้มาเป็นหนึ่งใน Einherjar ของเธอเพื่อช่วยกันปกป้องโลกใบนี้ต่อไป

เสน่ห์ประจำตัวทุกภาคของ Valkyrie Profile นั้นคือการเรียกใช้ Einherjar ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับระบบ “เพื่อน” ในเกม RPG เกมอื่นๆ นั่นเอง แต่ Einherjar ในซีรีส์ Valkyrie นั้นจะเป็นเหล่าดวงวิญญาณผู้กล้าที่ยังมีบ่วงอยู่ภายในโลกและต้องการมาเข้าร่วมกับ Valkyrie เพื่อการชำระล้างบาปและปกป้อง Valkyrie ซึ่งใน Valkyrie Elysium นั้น เหล่า Einherjar ก็ยังคงถือเป็นตัวละครสำคัญที่มีผลกับรูปแบบการเล่นและการดำเนินเรื่องของตัวเกม โดยเราจะเลือกซัมม่อนกี่ตัวก็ได้ตั้งแต่ 1 – 4 Einherjar ในฉากต่อสู้ แต่ต้องแลกมาด้วย Soul Gauge ที่จะลดลงตาม Einherjar ที่ซัมม่อนมา และเมื่อ Soul Gauge ลดลงหมด เราก็จะไม่สามารถซัมม่อน Einherjar มาร่วมต่อสู้ได้ ทั้งนี้ Einherjar ทุกตัวจะมีธาตุเป็นของตัวเอง ซึ่งการเลือกใช้ Einherjar ให้เหมาะกับกลุ่มศัตรูที่เจอนั้นจะทำให้การเล่นของเราเป็นเรื่องง่ายขึ้นมากเลยทีเดียว เพราะเราสามารถใช้ Einherjar ช่วยตีเพื่อเพิ่มเกจธาตุของศัตรู ในขณะที่เราเองก็โจมตีศัตรูด้วย Divine Arts ที่เป็นธาตุจุดอ่อนของพวกมันไปเรื่อยๆ ได้

Crushing Enemy - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
ศัตรูติดสถานะ Elemental Crush หลังจากที่ถูกโจมตีจนเกจธาตุเต็ม ส่งผลให้ศัตรูไม่สามารถโจมตีเราได้

ใน Valkyrie Elysium จะไม่มีการตัดฉากเมื่อเจอศัตรูอีกต่อไป ตรงกันข้าม เราจะสามารถเข้าไปโจมตีศัตรูในฉากได้ทันทีเหมือนกับเกมในสมัยปัจจุบันทั่วไป ทั้งนี้รูปแบบการโจมตีนั้นจะขึ้นอยู่กับอาวุธและ Divine Arts ที่เราเลือกสวมใส่ให้กับตัวละคร Maria ของเรา โดยอาวุธแต่ละตัวนั้นจะมีวิธีการกดปุ่มเพื่อใช้งานท่าการโจมตีต่างๆ ที่มีให้เราสามารถปลดล็อกได้จากการพัฒนาอาวุธมากมาย ซึ่งถ้าใครจินตนาการไม่ออกให้นึกถึงเกมอย่าง Devil May Cry 5 ที่การปลดล็อกสกิลหรือพัฒนาอาวุธแต่ละขั้นนั้นจะทำให้เราสามารถใช้งานอาวุธที่สวมใส่นี้ได้หลากหลายขึ้น โดยต้องจำปุ่มและจังหวะการกดให้ถูกต้องเพื่อใช้ท่าหรือสกิลที่ได้มาจากการพัฒนานั่นเอง

เพื่อกำชัยในศึกแห่งทวยเทพ Valkyrie ต้องรู้จักพัฒนาอยู่เสมอ

ความเป็น RPG ของ Valkyrie Elysium นั้นมาอยู่ในระบบซัพพอร์ตตัวละครแทบทั้งหมดเลย เพราะถึงแม้ว่า Maria จะไม่มีการเลเวลอัพเหมือนเกม RPG ทั่วไป แต่เราสามารถพัฒนาอาวุธและสกิลของตัวละคร Maria ได้ด้วยการใช้ Gem หรืออัญมณีที่ดรอปจากศัตรู หรือจากหีบสมบัติและการตีกล่องลังและของต่างๆ ในฉาก โดย Gem นั้นก็จะแบ่งออกเป็นหลายชนิด และในการใช้งานแต่ละครั้งก็ต้องผสม Gems ให้ได้ตามข้อกำหนดของสกิลหรือการพัฒนาอาวุธชนิดนั้นๆ ที่จะมีระบุเอาไว้ให้ในส่วนของรายละเอียดการพัฒนาแล้ว

อัพเกรดสกิล Valkyrie Maria - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
สกิลหลักที่สามารถอัพเกรดได้โดยการใช้ Gems ใน Valkyrie Elysium

การพัฒนาในส่วนของสกิลนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน คือ Attack, Defend และ Support ซึ่งเราสามารถพัฒนาสามสายสกิลไปด้วยกันได้อย่างอิสระ โดยแต่ละสายสกิลจะเพิ่มความสามารถให้เราแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่นสาย Attack นั้นจะเป็นการเน้นการเพิ่มพลังโจมตีในส่วนของ Physical Attack หรือการโจมตีด้วยอาวุธ และ Magical Attack หรือการโจมตีด้วยพลังเวทย์มนต์ ในขณะที่ Defend นั้นจะว่าด้วยเรื่องของการป้องกันและการเพิ่มค่าสแตตต่างๆ อย่างพลังชีวิต พลังวิญญาณ หรือ Soul Gauge และ พลังเวทย์ หรือ Arts Gauge และ Support นั้นจะว่าด้วยการพัฒนาสกิลด้านอื่นๆ ที่จะมาช่วยซัพพอร์ต Maria ซึ่งทั้ง Defend และ Support นั้นจะมีสกิลที่น่าสนใจอย่างการเลือกซัมม่อน Einherjar ของเรามาอัตโนมัติได้ในเวลาคับขัน

ในขณะที่การพัฒนาอาวุธนั้นจะสามารถอัพเกรดได้ด้วยการกด L2 ที่ผลึกคริสตัลที่ใช้สำหรับการเซฟเกม โดยนอกจากจะสามารถใช้ Gems ในการพัฒนาได้แล้ว เรายังสามารถอัพเกรดค่า Proficiency ของอาวุธได้จากการใช้งานอาวุธเหล่านั้นให้บ่อยขึ้นด้วย โดยจะไล่ระดับไปตั้งแต่แรกสุดตอนได้อาวุธมา คือระดับ G หากอาวุธประเภทนั้นๆ ถูกใช้งานบ่อยมากพอ

ค่า Proficiency ของอาวุธ - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
การใช้งานอาวุธต่างๆ บ่อยๆ จะทำให้ระดับ Proficiency ของอาวุธประเภทนั้นๆ สูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อการอัพเกรดสกิลบางอย่างของ Valkyrie ด้วย

ข้อเสียสำคัญที่เห็นเด่นชัดมากในระบบการอัพเกรดหรือพัฒนาสกิลและอาวุธนั้นคือการที่ตัวเกมกั๊ก Gem บางประเภทไว้ให้สามารถหาได้เมื่อเราเล่นเกมหลักไปถึงระดับหนึ่งแล้วเท่านั้น (เช่น Ruby ที่เริ่มหาได้ตอนประมาณ Chapter 4 ในขณะที่ Silver นั้นเริ่มหาได้ประมาณ Chapter 6 และ Black กับ Rainbow นั้นเริ่มมีมาให้เจอกันก็ Chapter 8 โน่นเลย) ซึ่งข้อกำหนดนี้ทำให้เราไม่สามารถที่จะฟาร์มสกิลและพัฒนาอาวุธได้ในช่วงเวลาที่เราต้องการ แต่กลับต้องดำเนินเนื้อเรื่องหลักไปข้างหน้าเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เริ่มมี Gem ประเภทนั้นๆ โผล่มาให้เห็นแล้วจึงจะค่อยฟาร์มได้ โดยส่วนตัวผู้รีวิวเองมองว่าเป็นระบบที่ค่อนข้างล้าสมัยมาก เพราะมันทำให้เกิดการสะดุดเวลาเล่นค่อนข้างมาก ต่างกับ RPG ในสมัยปัจจุบันที่ส่วนมากจะเน้นเพิ่มความยากแบบไดนามิกตามพัฒนาการของตัวละครในเกม แต่ปล่อยให้คนฟาร์มในสิ่งที่ต้องการได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ไม่มามีข้อกำหนดอะไรแบบนี้ที่เสี่ยงจะทำให้ประสบการณ์การเล่นนั้นสะดุดหรือติดขัดลง

Divine Arts - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
Valkyrie Maria กับการเข้าโจมตีด้วย Divine Arts ชั้นสูง

ในส่วนของ Divine Arts หรือเวทย์มนต์ต่างๆ นั้นเราสามารถเก็บได้จากหีบสมบัติหรือผ่านการทำ Side Quest ภายในเกม ซึ่งเราต้องสวมใส่ให้กับ Valkyrie ของเราเมื่อได้รับมา เราถึงจะสามารถใช้งานได้ ในส่วนนี้ผู้เล่นอาจต้องระวังให้ดีเพราะ Divine Arts หลายๆ อันไม่ได้อยู่ในเนื้อเรื่องหลัก แต่จะได้จากการทำเนื้อเรื่องรองหรือ Side Quest นะ

จุดเด่นที่สุดคือการออกแบบบอสประจำด่านที่ทั้งสวยงามและน่าสะพรึงมาก

สิ่งหนึ่งที่ Valkyrie Elysium ทำได้ดีมากๆ นั้นคืองานออกแบบตัวละคร โดยเฉพาะกับเหล่าบอสประจำด่านที่ทำออกมาได้อย่างน่าเกรงขามและน่าจดจำมากๆ

การต่อสู้กับบอสประจำฉากหรือ Naglfar และเหล่าทวยเทพนี้คือสิ่งที่ทำให้ Valkyrie Elysium ยังคงตรึงเราให้เล่นมันต่อไปได้เรื่อยๆ จนจบ ความอลังการของตัวละคร ผนวกกับรูปแบบการโจมตีและแทกติกที่เราต้องใช้ในการโค่นพวกมันลงนั้นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วในกรเล่น Valkyrie Elysium

Naglfar Taika - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
ร่าง Naglfar ของ Taika หนึ่งใน Einherjar ของ Valkyrie ใน Valkyrie Elysium

แต่แม้ระบบการต่อสู้และบอสประจำฉากจะดีสักเพียงใด Valkyrie Elysium กลับมีปัญหากับการใช้องค์ประกอบเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาแบบไม่มีที่สิ้นสุด

กว่า 20 ชั่วโมงแห่งความจำเจ

ปัญหาที่หนักกว่าเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างตื้นเขินของ Valkyrie Elysium นั้น สำหรับตัวผู้รีวิวเองคิดว่าเป็นที่ความซ้ำซากจำเจของศัตรู ฉาก และบอสประจำฉากเองด้วย อันที่จริงในเมื่อเกมไม่ได้ตั้งใจจะขายเนื้อเรื่องเป็นหลักแล้ว ผู้พัฒนาอย่าง Soleil น่าจะพัฒนาองค์ประกอบฉากและศัตรูให้มีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อมาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป

แม้ว่าระบบการต่อสู้จะสนุกสนานและรวดเร็วสักเพียงใด แต่เมื่อผู้เล่นต้องเจอกับฉากและองค์ประกอบเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา ท้ายที่สุดแล้วมันก็จะกลายเป็นความน่าเบื่อที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งใน Valkyrie Elysium นั้น นอกจากที่ฉากใหญ่แต่ละฉากจะถูกใช้สำหรับ 2 Chapter เป็นอย่างต่ำสำหรับเนื้อเรื่องหลักแล้ว เนื้อเรื่อง Side Quest เองก็ยังพาผู้เล่นกลับไปจุดเดิมแบบไม่รู้จบ โชคยังดีที่ Side Quest แต่ละครั้งนั้นไม่ยาวสักเท่าไหร่นักเลยยังพอบังคับจิตตัวเองให้เล่นใหม่ได้เพื่อของที่รออยู่ปลายทาง

Eygon Naglfar - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
ครั้งแรกที่ได้เจอกับ Naglfar ของ Einherjar แต่ละตัวอาจดูยิ่งใหญ่ แต่ครั้งถัดมามันจะกลายเป็นความซ้ำซากและไม่จำเป็นในทันที

อย่างไรก็ตาม ที่น่าตำหนิไปกว่านั้นคือหลายต่อหลายครั้งเราจะเห็นการหยิบเอาอิลิเมนต์หรือองค์ประกอบฉากเดิมๆ ที่เคยอยู่ในฉากก่อนหน้ามาใช้งานอย่างไม่พยายามจะซ่อนหรือบางทีก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ยกตัวอย่างเช่นสภาพภายในของอาคารบ้านเรือนบางแห่งที่เราสามารถเข้าไปสำรวจได้ที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่เป็นโมเดลอาคารของฉากในด่านใหม่ๆ อีกครั้งอย่างไม่เกรงใจคนเล่นเกมเลย

หรือแม้แต่ Naglfar เองที่เป็นประหนึ่งบอสประจำฉาก ใน Side Quest ของตัวละคร Einherjar นั้น เราก็ต้องกลับมาสู้กับศัตรูเหล่านี้ใหม่อีกครั้งทั้งๆ ที่เราได้จำกัดมันไปแล้ว และแม้ว่าเนื้อเรื่องใน Side Quest จะพยายามเชื่อมโยง Naglfar เหล่านั้นกลับมาผูกดวงกับ Einherjar เราใหม่อีกหนสักเพียงใด แต่ท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นความซ้ำซากจำเจที่รู้สึกได้ว่าเป็นความพยายามแบบไร้ความพยายามของผู้สร้างจริงๆ

นักรบ Valkyrie ที่ค่อนข้างน่าผิดหวังของ Odin

Maria (ชื่อในวงการ) คือ Valkyrie ที่น่าผิดหวังที่สุดในบรรดา Valkyrie ทั้งหมดจาก Odin เรื่องราวของเธอเทียบไม่ได้เลยกับเรื่องราวของ Lenneth (Valkyrie Profile: Lenneth) หรือแม้แต่ Silmeria (Valkyrie Profile 2: Silmeria) ไม่เพียงเท่านั้น เหล่า Einherjar ที่รายล้อมรอบตัวเธอก็ไม่ได้มีเนื้อเรื่องภูมิหลังที่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย หรือแม้แต่ Odin เองที่การกลับมาในครั้งนี้ก็ไร้ซึ่งชั้นเชิงโดยสิ้นเชิง เอาจริงคงต้องบอกว่า Valkyrie คู่ต่อสู้อย่าง Hilde นั้นยังดูลึกลับและมีแรงจูงใจในการกระทำที่น่าสนใจกว่า Maria และผองผู้พิทักษ์ฝั่งดีมากนัก ทำให้คิดไปได้ว่าหรือจริงๆ แล้ว Square Enix เองอาจไม่ได้ตั้งใจจะให้กำเนิด Valkyrie ภาคนี้ออกมา แต่เพียงแค่หยิบยื่นโปรเจคใหม่ให้กับสตูดิโอ Soleil ไปทำ แล้วค่อยมาครอบชื่อ Valkyrie Profile เองทีหลัง จึงไม่มีข่าวคราวอะไรหลุดออกมาก่อนวันเปิดตัวเลยว่าจะมีเกมใหม่จากซีรีส์ Valkyrie Profile ออกมา

Fensir และ Hilde - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
Fensir และ Hilde ผู้กุมความลับของมหาเทพ Odin และ Valkyrie

แม้โดยส่วนตัวแล้วผู้รีวิวอาจไม่ได้ชื่นชมการเปลี่ยนแปลงระบบการต่อสู้มาเป็น Action แทบจะเต็มตัวมากนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันคือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่เราได้จากการเล่น Valkyrie Elysium ในครั้งนี้ แต่น่าเสียดายที่ต้องมาตกม้าใต้เพราะการใช้องค์ประกอบเดิมๆ มากๆ มายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจืดชืดและไร้ความสดใหม่ ทำให้ในช่วงหลังๆ เกมดรอปลงไปเยอะมากจริงๆ แต่ตัวเนื้อเรื่องเองก็ค่อยๆ เด่นขึ้นเล็กน้อยให้เพียงพอที่ผู้เล่นจะสานต่อตำนาน Valkyrie Maria นี้ได้จนจบ

ความไร้เหตุผลของการปรากฏตัวของตัวละครบางตัวในสถานที่ต่างๆ นั้นก็เป็นอีกเรื่องที่ถือว่าน่าเป็นห่วงมากๆ ใน Valkyrie Elysium เพราะมันให้ความรู้สึกเหมือนผู้สร้างไม่ได้ปราณีตกับเรื่องราวเลย แต่กลับกลายเป็นว่าอยากใส่อะไรมาในตอนไหนก็ใส่มา ทำให้เส้นเรื่องในส่วนนั้นที่ควรจะเป็นซีนอารมณ์ของเกมกลายเป็นไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้ตามที่ผู้สร้างต้องการ ตรงกันข้าม มันกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดเจนมากๆ จนน่าขัดใจ

อีกหนึ่งสิ่งที่จะอดพูดถึงเลยไม่ได้คือความลื่นไหลของภาพที่ต้องยอมรับว่าแม้แต่บน PlayStation 5 เองก็มีเฟรมเรตตกให้เห็นอยู่ค่อนข้างบ่อยในฉากมะรุมมะตุ้มที่มีศัตรูปรากฏเยอะแยะไปหมด รวมไปถึง Einherjar ที่ซัมม่อนมาแบบจัดเต็มพร้อมท่า Divine Arts แบบชุดใหญ่ไฟกระพริบ ซึ่งในส่วนนี้อาจทำให้หลายๆ คนขัดใจอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับผู้รีวิวเองถือว่าพอเข้าใจได้ และไม่ได้ทำให้รู้สึกเสียอารมณ์ในการเล่นแต่อย่างใด

defeating fenrir - รีวิว Valkyrie Elysium บน PlayStation 5
การต่อสู้ด้วย Divine Arts และ Einherjar หนึ่งในเสน่ห์เฉพาะตัวของ Valkyrie Elysium

Valkyrie Elysium ให้ความรู้สึกเหมือนเกมที่ยังปรุงมาไม่ได้ที่ แต่ต้องนำออกมาจำหน่ายเพื่อคร่าเวลาตามกำหนดการเกมหลัก และเห็นได้ชัดเลยว่าการเปลี่ยนถ่ายสตูดิโอผู้สร้างจากเดิมที่เป็น tri-Ace มาเป็น Soleil นั้นไม่ได้มอบอนาคตที่สดในให้กับเฟรนไชส์อันเป็นที่รักนี้เลยแม้แต่น้อย หากต้องการให้สำเร็จ Square Enix อาจต้องยึดเอาแนวทางของ Enix กลับมาใช้กับ Valkyrie Elysium อีกครั้งและวางแผนการเล่าเรื่องและความลื่นไหลของเกมเพลย์ให้ได้ดีกว่านี้มากๆ เพราะในตอนนี้ แม้แต่แฟนพันธุ์แท้ Valkyrie Profile อย่างผู้รีวิวเองยังต้องพูดเลยว่า Valkyrie Elysium นั้นไม่ได้เป็นความรื่นรมย์ในการเล่นเกมสักเท่าไหร่นักเลย ตรงกันข้าม ตลอดเวลา 20 ชั่วโมงที่ใช้ไปกับตัวเกมนั้นมันทำให้เราได้แต่หวนกลับไปคิดถึง Valkyrie Profile ที่เราเคยรักมากขึ้นทุกที แทนที่จะรู้สึกผูกพันธุ์กับเกมตรงหน้าที่กำลังเล่นอยู่นี้

แต่สำหรับผู้เล่นที่เพิ่งจะมาสัมผัสประสบการณ์ Valkyrie Profile นี้เป็นครั้งแรกใน Valkyrie Elysium และชื่นชอบเกมแนว Hack ‘n Slash โดยอาจไม่ได้ยึดติดกับความสมบูรณ์ของการเล่าเรื่องแล้วล่ะก็ Valkyrie Elysium น่าจะเป็นอีกหนึ่งเกม Hack ‘n Slash ที่น่าจับตามองของปีนี้เลย และเชื่อว่ามันจะตอบโจทย์ผู้เล่นกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี

ขอขอบคุณ Square Enix สำหรับการสนับสนุนโค้ดรีวิวเกม Valkyrie Elysium เวอร์ชั่น PlayStation 5 มา ณ โอกาสนี้

ข่าว: รีวิว Valkyrie Elysium (PlayStation 5) ตำนานนักรบ Odin ที่ไม่มีอะไรให้จดจำจากซีรีส์ Valkyrie Profile มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/review-valkyrie-elysium-on-playstation5/

รีวิว The Last of Us Part 1 การกลับมาใหม่บน PlayStation 5 ของปฐมบทเกมในตำนาน

ย้อนกลับไปในปี 2013 สตูดิโอเบื้องหลังเกมสุดฮิต Crash Bandicoot อย่าง Naughty Dog และ PlayStation ได้สร้างประวัติศาสตร์สำหรับวงการเกมเอาไว้ด้วยการเปิดตัวเกมที่ยังคงได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดในโลกมาจนถึงปัจจุบันอย่าง The Last of Us ให้กับเครื่อง PlayStation 3 ในช่วงท้ายเจนเนอเรชั่น ก่อนที่ต่อมาจะนำกลับมาปรับปรุงใหม่อีกครั้งและออกจำหน่ายให้กับ PlayStation 4 ภายใต้ชื่อ The Last Of Us Remastered ซึ่งก็ยังคงประสบความสำเร็จไม่ต่างจากครั้งแรกที่วางจำหน่าย

เวลาผ่านมา 9 ปี สตูดิโอ Naughty Dog ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในการคืนชีพปฐมบทตำนานเกมแห่งยุคอีกครั้ง พร้อมทั้งทุ่มงบประมาณกว่า $70 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ สองพันสี่ร้อยห้าสิบล้านบาทไปกับงานสร้างใหม่ โดยในครั้งนี้ทางสตูดิโอไม่ได้เพียงแค่ทำการปัดฝุ่นของเดิมให้ดูดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กลับตั้งใจที่จะทำมันขึ้นมาใหม่อีกครั้งโดยอ้างอิงจากโครงสร้าง Motion Capture และเสียงพากย์เดิมที่ทีมนักแสดงชุดเก่าเคยทำเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่งจะเป็นไปได้บนคอนโซลยุคปัจจุบันอย่าง PlayStation 5 โดยมีคติพจน์ประจำการทำงานในโปรเจคนี้ว่า “นี่คือเป็น The Last of Us เวอร์ชั่นที่ควรจะเป็นอย่างแท้จริง แต่กลับยังเป็นไปไม่ได้เมื่อย้อนกลับไปในวันนั้น” เพราะสำหรับสตูดิโอ Naughty Dog และ Neil Druckmann เองเชื่อเสมอว่า The Last of Us นั้นคู่ควรกับการมีปฐมบทเวอร์ชั่นที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพื่อความสมบูรณ์ของทุกภาคที่จะตามมา

…ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ AppDisqus ก็ขอตอบตรงนี้เลยว่า “โคตรคุ้มที่จะเสียเงินเพื่อกลับมาเล่นใหม่อีกครั้ง” แต่หากใครอยากได้รายละเอียดแบบจัดเต็มก็เชิญติดตามอ่านกันต่อได้เลย…

the-last-of-us-part1-rebuild-game-data
The Last of Us Part 1 Rebuilt บน PlayStation 5

และเนื่องจาก The Last of Us นั้นเป็นการนำเกมในตำนานจากเมื่อ 9 ปีที่แล้วกลับมาคืนชีพใหม่ แถมในรอบนี้ยังเป็นการกลับมาครั้งที่ 3 ของ The Last of Us บนคอนโซลเจนเนอเรชั่นล่าสุดอย่าง PlayStation 5 ด้วย เชื่อได้ว่าสิ่งหนึ่งที่แฟนๆ ต่างก็ตั้งคำถามคือนอกจากงานภาพและโมเดลตัวละครและสถานที่ที่ได้รับการสร้างใหม่แบบยกระดับขึ้นแล้ว The Last of Us Part 1 Rebuilt นั้นยังมีอะไรเพิ่มเติมที่คู่ควรต่อการเสียเงินให้กับเกมเดียวกันนี้เป็นรอบที่ 3 อีกหรือไม่

มีอะไรใหม่บ้าง…ใน The Last of Us Part 1 Rebuilt

The Last of Us Part 1 Rebuilt นั้นนอกจากจะมีตัวเนื้อเรื่องหลักของ The Last of Us ในภาคแรกแล้ว เช่นเดียวกันกับ The Last of Us Remastered ที่ตัวเกมเองยังมาพร้อมกับ The Last of Us : Left Behind ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องรองที่สำคัญที่จะทำให้ผู้เล่นได้รู้จักกับตัวละคร Ellie อย่างในระดับลึกขึ้นกว่าเดิมที่ในเนื้อเรื่องหลักไม่สามารถขยายความในส่วนนี้ได้ และยังจำเป็นต่อการส่งต่อผู้เล่นไปยัง The Last of Us Part II ที่เปิดจำหน่ายไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาและได้คะแนนรีวิวจาก AppDisqus ไปถึง 100 คะแนนเต็มอีกด้วย

the-last-of-us-part1-include-left-behind

นอกจากเนื้อเรื่องหลักและเนื้อเรื่องรองแล้ว ตัวเกมยังรองรับการใช้งาน DualSense Controller ของ PS5 อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย โดยทางสตูดิโอ Naughty Dog ได้พัฒนาเกมในเวอร์ชั่น Rebuilt นี้ให้รองรับการใช้งานความสามารถ Super HD Rumble หรือการสั่นของจอยเกมที่มีความหนักเบาและลักษณะที่แตกต่างกันไปตามพื้นผิวสัมผัสที่ตัวละครมีปฏิสัมพันธ์ด้วยในขณะนั้น รวมไปจนถึงสภาพแวดล้อมรอบตัวของตัวละครด้วย โดยใน The Last of Us Part 1 Rebuilt นั้น ผู้พัฒนานำเอาความสามารถนี้มาใช้ได้อย่างมีเอกลักษณ์และเต็มประสิทธิภาพของมันมาก ซึ่งนอกจากจะแบ่งแยกลักษณะพื้นผิวของสิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนแล้ว ตัวจอยเองยังสั่นตอบสนองต่อสภาพดินฟ้าอากาศในเกมในรูปแบบที่ต่างกันออกไป เช่นเวลาที่ฟ้าผ่าลงมาหรือเวลาที่พายุหิมะโถมเข้าใส่อีกด้วย

นอกจาก Super HD Rumble แล้ว The Last of Us Part 1 Rebuilt ยังรองรับฟีเจอร์ Adaptive Triggers หรือการหน่วงจอยตามน้ำหนักของอาวุธที่ตัวละครกำลังใช้งานอยู่ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกม ซึ่งต้องบอกว่าความรู้สึกของการหน่วงปลายนิ้วสัมผัสเวลาที่ Joel และ Ellie เตรียมยิงธนูใส่พวก Clicker, Runner, Stalker, Bloater หรือแม้แต่ Hunter ตลอดจนเวลาคราฟต์อาวุธต่างๆ ที่โต๊ะอัพเกรดของ Joel นั้นช่างให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมและสมจริงสุดๆ ต่างจากการเล่นรอบที่ผ่านๆ มาอย่างสิ้นเชิงเลยล่ะครับ

the-last-of-us-part1-rebuild-render-modes
หน้าจอเซ็ตติ้งโหมดเรนเดอร์ภาพ โดยมีให้เลือกในโหมดความแม่นยำ และโหมดประสิทธิภาพ

ใน The Last of Us Part 1 Rebuilt บน PlayStation 5 นี้ ผู้เล่นยังสามารถเลือกปรับภาพกราฟิกได้ 2 โหมดตามความชอบส่วนบุคคลอีกด้วยครับ โดยโหมดแรกนั้นชื่อว่าโหมด “ความแม่นยำ” ซึ่งจะเหมาะกับผู้เล่นที่เน้นความคมชัดมากกว่าเฟรมเรต โดยตัวเกมจะคงความละเอียดของภาพไว้ที่ 4K ในขณะที่ลดเฟรมเรตลงที่ 30Hz คงที่ ส่วนในโหมด “ประสิทธิภาพ” นั้นตัวเกมจะเน้นความคมชัดและเฟรมเรตแบบสมดุล โดยจะตั้งเป้าหมายของเฟรมเรตไว้ที่ 60Hz คงที่ ส่วนความคมชัดนั้นจะเน้นยืดหยุ่นระหว่าง 2k – 4k ตามสถานการณ์และการประมวลผลในตอนนั้น

นอกจากโหมดการตั้งค่าแล้ว The Last of Us Part 1 Rebuilt ยังมาพร้อมกับซับไตเติลภาษาไทยแบบสมบูรณ์ทั้งในฉากคัตซีนและระหว่างเกมเพลย์ รวมไปจนถึงเมนูต่างๆ ทั้งหมดในเกม และในบางฉากยังมีการฮาร์ดซับเป็นภาษาไทยลงไปในซีนนั้นๆ เลยอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นในฉากที่บอกฤดูต่างๆ ของเกมในแต่ละช่วง ซึ่งทาง Sony เองได้เปลี่ยนคำศัพท์ฤดูจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยแบบฮาร์ดซับไตเติลลงไปเลย หรือในฉากไทม์แลปส์เองก็เช่นเดียวกัน ที่มีการฝังซับลงไปเป็นส่วนหนึ่งกับฉากนั้นของเกมเลย และที่สำคัญที่อดชมไม่ได้คือซับไตเติลภาษาไทยใน The Last of Us Part 1 นั้น เวลาที่เราเลือกปรับเป็นขนาดใหญ่ มันใหญ่ได้สะใจสมกับที่ควรเสียที ไม่ต้องมาปวดหัวปวดใจกับขนาดของซับไตเติลเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับเกมเอ็กซ์คลูซีพก่อนหน้านี้ของค่ายอย่าง Horizon Forbidden West อีกแล้ว

the-last-of-us-part-1-rebuild-thai-subtitle-sample
ตัวอย่างฉากที่มีการฝังซับไทยลงไปในซีนนั้นๆ ของเกม ซึ่งจะมีให้เห็นบ้างประปรายในตัวเกม

สุดท้ายแล้วคือโหมดการเล่นแบบใหม่ที่มีเพิ่มเข้ามาให้ตามคำเรียกร้องของแฟนๆ ที่โดยส่วนตัวผมเองคงไม่ไหวจะเล่นในโหมดนี้แน่ๆ แต่คิดว่าน่าจะถูกใจสายฮาร์ดคอร์หลายต่อหลายคนอยู่ไม่น้อย โดยโหมดที่ว่านี่คือโหมด “การตายถาวร” ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 ระดับความท้าทาย คือ

the-last-of-us-part1-rebuild-permadeath-mode
ตัวเลือกในโหมดการตั้งค่า Permadeath ซึ่งจะสามารถเลือกได้หลังจากเลือกระดับความยากที่ต้องการแล้ว
  • ทั้งเกม – ทันทีที่ตาย ไม่ว่าจะเล่นถึงไหนก็ตาม เกมจะลบเซฟของคุณทิ้งทำให้คุณต้องเริ่มเกมใหม่ตั้งแต่ต้น
  • ต่อหนึ่งองก์ – ทันทีที่ตาย คุณจะต้องเริ่มเล่นใหม่ตั้งแต่ต้นองก์นั้น ซึ่งในแต่ละองก์จะมีความยาวในการเล่นเฉลี่ยประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง
  • ต่อหนึ่งบท – ทันทีที่ตาย คุณจะต้องเริ่มเล่นบทนั้นๆ ใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งต่อหนึ่งบทจะมีความยาวเฉลี่ยประมาณ 30 – 60 นาที

สำหรับคนที่ยังไม่เคยเล่น The Last of Us มาก่อน ผมขอแนะนำให้หนีโหมดนี้ไปให้ไกล เพราะตัวเกมนั้นยากจริงจังแม้จะปรับระดับความยากเป็นระดับปานกลาง ต่อให้คิดว่าระวังตัวแค่ไหน ถ้าถูก Clicker งับคอแม้แต่ครั้งเดียวคุณก็พร้อมจะไปสวรรค์เกมโอเวอร์ได้เลย…รู้อย่างนี้แล้วอย่าหาว่าไม่เตือนนะ

the-last-of-us-speedrun-mode
Speedrun คือหนึ่งในโหมดใหม่ที่จะได้รับการปลดล็อกในทันทีที่เราจบเกมในรอบแรก

นอกจากทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว The Last of Us Part 1 Rebuilt ยังมาพร้อมกับโหมด Speedrun ที่จะมีการแทร็กเวลาการเล่นเอาไว้สำหรับคอร์เกมที่ต้องการเล่นเก็บสถิติความเร็ว โดยโหมด Speedrun จะเปิดให้เลือกเล่นได้หลังจากที่จบตัวเกมทั้งเนื้อเรื่องหลักและเนื้อเรื่องรองแล้ว 1 รอบ ตลอดจนโหมดเครื่องแต่งกายพิเศษของตัวละครหลักทั้งสองตัวอย่าง Joel และ Ellie รวมไปจนถึงโหมดโมเดลไว้ให้ดูโมเดลสามมิติของตัวละครต่างๆ ในฉากไอคอนิกสำคัญๆ ของเรื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มีเพิ่มเข้ามาใน The Last of Us Part 1 Rebuilt นั่นเอง

ในโลกอันบิดเบี้ยว…กับการตัดสินใจระหว่างสิ่งที่อยากทำ ศีลธรรม และความถูกต้อง

The Last of Us Part 1 บอกเล่าเรื่องราวของ Joel (โจเอล) ที่ต้องทนอยู่กับตัวเองอย่างเจ็บปวดมาตลอด 20 ปี หลังผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตไปในช่วงต้นของการระบาดของโรคไวรัสสมอง Cordyceps ที่มีจุดกำเนิดมาจากเชื้อรากินสมองที่ปนเปื้อนมากับอาหารนำเข้ามาจากอเมริกาใต้  การสูญเสียครั้งสำคัญครั้งนี้หล่อหลอมให้โจเอลกลายเป็นคนที่ไม่แยแสกับชีวิตคนอื่น แต่จะทำทุกอย่างเพื่อเอาตัวรอดในโลกอันบิดเบี้ยวนี้ให้ได้ไปวันๆ และหนึ่งในงานที่เขายึดเป็นงานหลักก็คือการเป็นคนส่งของที่ไม่เคยจะตั้งข้อสงสัยว่าของสิ่งนั้นคืออะไรและไม่เคยสนใจจะปฏิเสธไม่ว่าของสิ่งนั้นจะขาวหรือดำ

จนกระทั่งในวันหนึ่ง ด้วยสถานการณ์บางอย่างที่บังคับให้เขาต้องทำภารกิจส่งของที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของมนุษยชาติไปโดยสิ้นเชิง โดยของที่เขาต้องนำส่งในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่เขาเคยทำมา เพราะมันคือเด็กผู้หญิงนามว่าเอลลี่ ผู้ที่อาจเป็นตัวแปรสำคัญในการรักษาโรคไวรัสสมอง Cordyceps ให้หายไปจากโลกใบนี้ได้

the-last-of-us-part1-joel-sarah-watch
Sarah ให้นาฬิกาข้อมือเป็นของขวัญวันเกิดแก่ Joel

แม้ว่าโจเอลอาจจะยังไม่เข้าใจภารกิจนี้ดีนัก แต่ด้วยความจำเป็นบางอย่างทำให้เขาต้องตบปากรับทำภาระกิจนี้และร่วมเดินทางไปกับเด็กหญิงแปลกหน้า ที่ยังไม่รู้ว่าชะตากรรมที่รอคอยเขาและเธออยู่นั้นคืออะไร

Ellie (เอลลี่) สาวน้อยวัย 14 ปีที่รู้และตระหนักดีว่าตนอาจจะเป็นเพียงความหวังเดียวของโลกใบนี้ จึงพร้อมสำหรับภารกิจการออกเดินทางที่แสนยาวไกล ไปสู่สถานที่ๆ เธอเชื่อว่าจะสามารถใช้บางสิ่งที่เธอมีพิเศษเหนือใครให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ โดยที่ไม่คาดคิดเลยว่าเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว เธอต้องแลกมันด้วยอะไรบ้าง และด้วยความที่เธอมีนิสัยกบฎเล็กๆ ตามสไตล์สาวน้อยที่เกิดมาในโลกยุคที่สุดจะโหดร้ายและไว้ใจใครได้ยากนี้ การต้องมาเดินทางร่วมกับโจเอลซึ่งเธอเพิ่งจะรู้จักและไม่ไว้ใจเลยสักนิดจึงเป็นเรื่องที่เธอไม่เข้าใจและพยายามต่อต้านอย่างถึงที่สุด แต่เพราะทางเลือกที่มีอย่างจำกัด และเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจนและสำคัญ เอลลี่จึงจำใจยอมรับและร่วมเดินทางไปกับคณะส่งของอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

the-last-of-us-part1-ellie-first-met-joel
วินาทีแรกที่ Ellie รู้ว่าหลังจากนี้เธอต้องออกเดินทางไปกับคณะของ Joel เพื่อไปยังเป้าหมายที่วางไว้

ตลอดการเดินทางอันแสนยาวไกลที่ต้องผ่านถึง 4 ฤดู โจเอลและเอลลี่ได้ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านหิมะ และผ่านฝนไปด้วยกัน ได้รู้จักและเรียนรู้ที่จะรักและไว้ใจกันและกัน ผ่านเหตุการณ์มากมายที่หล่อหลอมสองหัวใจที่เคยต่อต้านกันให้ผูกพันกันอย่างแน่นหนา แม้จะต่างสายเลือด แต่สายใจนั้นไม่ต่างอะไรกับพ่อและลูกสาวที่พร้อมจะเคียงข้างและฝ่าฟันอุปสรรค์ไปด้วยกัน จนเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งพวกเขาก็รับรู้และตระหนักได้ว่า…พวกเขาทั้งคู่คือความหวังของกันและกันที่ไม่ว่าโลกใบนี้จะโหดร้ายสักเพียงใด แสงสว่างจากความหวังนี้ก็จะคอยส่องทางให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงเสมอ

หรือความเจ็บปวดคือหัวใจสำคัญของการเรียนรู้และเติบโต…

แผลในอดีตของโจเอลทำให้เขาเป็นคนไร้หัวใจ ความเจ็บปวดที่ฝังรากลึกมากว่า 20 ปี สอนให้เขาเลิกแยแสกับสิ่งใดๆ สำหรับเขาแล้ว การชะล้างความเจ็บปวดในหัวใจได้ คือการไม่ต้องคิดถึง ไม่ต้องจดจำ และไม่หันกลับไปมองมัน

แผลทางร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นกับเอลลี่ในระหว่างการเดินทางสั่งสมให้เด็กสาวเริ่มเรียนรู้ว่าในโลกใบนี้ ต่อให้แสร้งทำเป็นแข็งแกร่งสักเพียงใด ท้ายที่สุดแล้วเราทุกคนต่างก็ต้องการใครสักคนที่เป็นดั่งที่พึ่งทางจิตใจเมื่อบอบช้ำ และที่พักพิงเพื่อฟื้นฟูร่างกายเมื่อโดนทำร้าย และเหนือสิ่งอื่นใดคือ…เธอต้องการใครสักคนที่คอยนำทางเธอ ใครสักคนที่มาเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไป ใครสักคนที่จะรักและดูแลเธอได้อย่างที่ “พ่อ” สักคนจะมอบให้กับ “ลูก” คนหนึ่งได้ และใครคนนั้นที่เธอต้องการก็คือ “โจเอล” คนที่เธอเคยไม่ไว้ใจและต่อต้านที่จะร่วมเดินทางด้วยในวันแรกนั่นเอง

the-last-of-us-part1-elle-meets-joel-again-after-joel-sickness
Ellie กับความรู้สึกสับสน ตกใจ ตื้นตันใจ และดีใจในเวลาเดียวกัน หลังจากผ่านเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิตมา และได้กลับมาเจอ Joel อีกครั้ง…

ในขณะเดียวกัน หัวใจที่ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งของโจเอลตลอดระยะเวลาที่มีเอลลี่เคียงข้างกายก็ทำให้เขารู้ว่า ความเจ็บปวดควรเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต ไม่ใช่สิ่งที่ควรหลบหนีหรือปิดกั้น และไม่ใช่ข้ออ้างที่จะใช้ในการรั้งตัวเองไว้ แทนที่จะยอมรับความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นและพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในชีวิต

เอลลี่ไม่ใช่เพียงความหวัง แต่เธอคือยาที่เข้ามาเพื่อรักษาโรคร้ายที่กัดกินหัวใจของโจเอล ในขณะที่โจเอลไม่ใช่จุดหมาย แต่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความเป็นมนุษย์ในตัวตนของเด็กยุคหลังโรคระบาดอย่างเธอ ตราบใดที่ทั้งคู่เคียงข้างกันไป เป้าหมายก็คงไม่ไกลเกินจริง…

the-last-of-us-part1-ellie-dont-tell-me-i-will-be-safer-with-someone-else
Ellie : เพราะงั้นอย่าบอกหนูนะว่าหนูจะปลอดภัยกับคนอื่นมากกว่า…

เมื่อถึงจุดหนึ่ง…มนุษย์ยังคู่ควรต่อการแลกทุกอย่างเพื่อรักษาไว้ไหมนะ?

การเดินทาง นอกจากจะสอนให้ทั้งคู่ได้รู้จักและรักกันและกันแล้ว มันยังทำให้โจเอลต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า จากสถานการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น จากความไม่ยุติธรรมในชีวิตที่เขาได้รับ และจากความบิดเบี้ยวทุกอย่างในโลกใบนี้หลังจากที่มนุษย์ได้เผยธาติแท้ของตัวเองออกมาให้เห็นกันแล้ว มนุษย์ยังคู่ควรต่อการแลกทุกอย่างเพื่อรักษาไว้ไหม…

แน่นอนว่านอกจากโจเอลแล้ว เชื่อว่าผู้เล่นอย่างเราเองก็ต้องตั้งคำถามนี้กับตัวเองเช่นเดียวกันเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่สถานการณ์ขีดเส้นให้เราต้องเป็นผู้กำหนด แน่นอนว่าคำตอบทั้งหมดต่อบทสรุปของมหากาพย์การเดินทางนั้นย่อมต้องย้อนกลับไปยังคำถามในจุดเริ่มต้นของเรื่องราวและการผจญภัยของโจเอลและเอลลี่ว่า…ระหว่างสิ่งที่อยากทำ ศีลธรรม และความถูกต้องนั้น โจเอลและคุณได้เลือกสิ่งที่สมควรแล้วจริงๆ ใช่หรือไม่ และเราทั้งคู่จะไม่มัวแต่มานั่งสงสัยและเสียใจกับสิ่งที่เลือกจริงๆ ใช่ไหม…

เพราะเมื่อโลกพรากสิ่งที่มีค่าที่สุดไปจากโจเอล เขาก็พร้อมที่จะพรากทุกอย่างไปจากโลกใบนี้เช่นเดียวกัน…

the-last-of-us-part1-joel-ellie-giraffes
Joel และ Ellie ยืนมองฝูงยีราฟฝูงหนึ่งเดินลับตาไปอย่างมีความสุข

เนื้อเรื่องคงเดิม…แต่กระชากอารมณ์จนเจ็บหัวใจขั้นสุดด้วยตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ให้แสดงอารมณ์ทางสีหน้าและแววตาได้อย่างชัดเจน

The Last of Us นั้นถือเป็นเกมที่ทรงพลังในการเล่าเรื่องที่แทบไม่มีเกมไหนจะเทียบเคียงได้อย่างง่ายดายอีกต่อไปแล้ว อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือเทคโนโลยีในสมัยนั้นที่ยังเป็นปัญหาในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครผ่านทางสีหน้า ท่าทาง และการแสดงออกได้อย่างไม่สมบูรณ์แบบสักเท่าไหร่นัก และแม้ว่าตัวบทและการเล่าเรื่องนั้นจะสมบูรณ์สักเพียงใด บ่อยครั้งที่อารมณ์และความรู้สึกที่ตัวละครถ่ายทอดออกมากลับถูกลดทอนไปเพราะสีหน้าและแววตาของตัวละครในเรื่องเอง และแน่นอนว่าแม้แต่ Joel Miller และ Ellie Williams สองตัวเอกจาก The Last of Us เองก็ประสบปัญหาเดียวกันนี้ในหลายต่อหลายคัตซีนและไดอะล็อกในเกมเวอร์ชั่นดั้งเดิมและเวอร์ชั่น Remastered บน PlayStation 4 ทำให้ในบางฉากที่ควรดึงอารมณ์ผู้เล่นไปได้สุด กลับต้องมาสะดุดอยู่ไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม ใน The Last of Us Part 1 Rebuilt บน PlayStation 5 นั้นนับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ปัญหานี้ถูกแก้ไขออกไปอย่างหมดจด ด้วยความตั้งใจของทีมผู้สร้างเองที่ต้องการจะ “Rebuilt หรือ สร้างมันขึ้นมาใหม่” ในยุคสมัยที่คอนโซลทรงพลังขนาดนี้ การถ่ายทอดอารมณ์ทั้งหมดของตัวละครผ่านทางสีหน้า แววตา และท่าทางนั้นจึงทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติแม้จะไม่ได้มีการมากำกับ Motion Capture ใหม่แต่อย่างใด ทำให้นี่เป็นครั้งแรกของผมที่กลับมาเล่น The Last of Us แล้วรู้สึกสะเทือนใจและถึงขั้นน้ำตาคลอไปกับฉากแทบทุกฉากในเกม ยกตัวอย่างเช่นในฉากเกริ่นนำเรื่องในช่วง 15 นาทีแรกหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นกับ Sarah (ซาร่าห์) ลูกสาวแท้ๆ เพียงคนเดียวของโจเอล ซึ่งสตูดิโอ Naughty Dog ได้รีบิลด์ตัวละครขึ้นมาใหม่ได้อย่างมีมิติในการแสดงสีหน้าและท่าทางมากจนทำให้หัวใจน้อยๆ ของเกมเมอร์อย่างเราถึงขั้นเจ็บปวดไปกับเหตุการณ์ที่ประสบตรงหน้าไปด้วย

AppDisqus ได้แคปเจอร์ภาพของซีนเดียวกันนี้จาก The Last of Us Part 1 Rebuilt และ The Last of Us Remastered มาเปรียบเทียบให้เพื่อนๆ เห็นกันด้านล่างนี้ด้วย เพราะเราเชื่อว่าคงไม่มีคำอธิบายใดที่จะชัดเจนได้ดีไปกว่าการให้เพื่อนๆ ได้พิจารณาด้วยสายตาตัวเอง

the-last-of-us-part-1-rebuild-sarah-scene
the-last-of-us-remastered-sarah-scene

ในฉากเดียวกันนี้ น้ำตาจากความเจ็บปวดของโจเอลนั้นถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนขนลุก โดยไหลให้เห็นออกมาเป็นเม็ดๆ แบบคมชัดเมื่อเทียบกับฉบับ Remastered ซึ่งแน่นอนว่าส่งผ่านอารมณ์ตัวละครมาถึงผู้เล่นอย่างเราแบบเต็มรักกันไปเลยทีเดียวครับ

the-last-of-us-part-1-rebuild-joel-sarah-cried
the-last-of-us-remastered-joel-sarah-cried

เอาแค่ Prologue หรือเกมเพลย์ในช่วงอารัมภบทเราก็รู้ได้แล้วว่า Naughty Dog ไม่ได้มาเล่นๆ สำหรับการ Rebuild ในครั้งนี้ โดยเราจะเห็นคุณภาพการเปลี่ยนแปลงของโมเดลตัวละครและโมชั่นแคปเจอร์ของตัวละครทั้งหมดแบบชัดเจนมาก ซึ่งต้องขอบคุณขุมพลังของ PlayStation 5 และความตั้งใจในการรังสรรค์งานของสตูดิโอ กอปรกับฟีเจอร์ Super HD Rumble ที่เราได้สัมผัสตลอดทั้งซีเควนซ์แรกของเกมต้องบอกเลยว่าการเล่น The Last of Us ใหม่ในรอบนี้คือรู้เลยว่าจะเต็มไปด้วยอารมณ์ใหม่ๆ ที่สุดยิ่งกว่าเดิม และต้องคุ้มค่า คุ้มเวลามากๆ อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

นอกจากสีหน้าของตัวละครที่สามารถสื่อสารอารมณ์ได้อย่างชัดเจนขึ้นมากแบบสุดๆ แล้ว ทีมผู้พัฒนายังไปสุดกว่านั้นด้วยการแก้ไขเอนิเมชั่นของตัวละครในบางฉากที่เปลี่ยนอารมณ์และความรุนแรงจากเดิมไปอย่างชัดเจน หนึ่งในฉากที่ผู้รีวิวเห็นชัดเจนที่สุดคือฉากที่ Tess (เทสส์) และโจเอลได้ค้นพบความลับบางอย่างของเอลลี่โดยบังเอิญ ส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันขึ้นในกลุ่ม ซึ่งในจังหวะนี้ ใน The Last of Us Part 1 Rebuilt ทาง Naughty Dog เองเลือกที่จะตีความการกระทำของตัวละครเทสส์ใหม่ให้มีความชัดเจนทางอารมณ์มากยิ่งขึ้นด้วยการให้เทสส์จ่อปืนไปที่ตัว เอลลี่ในทันที ในขณะที่ใน The last of Us Remastered และต้นฉบับนั้น ตัวเทสส์จะไม่ได้ยกปืนขึ้นมาจ่อไปที่เอลลี่แต่อย่างใด ทำให้อารมณ์ความรุนแรงและความแข็งกระด้างในฉากนั้นลดลงไปมาก ซึ่งต้องบอกเลยว่านี่คือหนึ่งในหลายๆ จุดเล็กๆ ที่ Naughty Dog ตั้งใจเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบทางจิตใจในด้านดีกับผู้เล่นอย่างชัดเจนมากๆ โดยส่วนตัวผมเอง ยอมรับว่าหัวใจตกไปชั่ววินาทีเมื่อเห็นเทสส์จ่อปืนไปที่เอลลี่อย่างในฉบับ Rebuild นี้ ในขณะที่ตอนเล่นฉบับ Remastered หรือต้นฉบับนั้น ในฉากนี้ผมยังไม่ได้รู้สึกถึงเสี้ยววินาทีแห่งความรังเรใจและการตัดสินใจความเป็นความตายของตัวละครสักเท่าไหร่เลย

the-last-of-us-part1-rebuild-tess-pointing-gun-at-ellie
Tess จ่อปืนไปที่ Ellie ในทันทีที่ค้นพบความลับบางอย่างของตัวละครในเวอร์ชั่น The Last of Us Part 1 Rebuilt ซึ่งให้อารมณ์ที่ดุดันและส่งผลกับจิตใจคนเล่นดีมาก
the-last-of-us-remastered-tess-angst-against-ellie
Tess มอง Ellie ทันทีหลังจากค้นพบความลับของตัวละคร Ellie ใน The Last of Us Remastered และต้นฉบับ ซึ่งไม่ได้รู้สึกถึงความดุดันในการตัดสินใจเหมือนฉบับ Rebuilt

นอกจากโมเดลตัวละครที่มีการสร้างใหม่ให้มีความสมจริงขึ้นมากแล้ว งานฉาก งานแสง และงานสีสันเองก็เข้าใจว่าตั้งใจทำใหม่ทั้งหมดเช่นเดียวกัน โดยไม่ได้ให้แค่ความรู้สึกว่ามันดีขึ้นเหมือนตอนต้นฉบับไปเป็น Remastered แต่มันดูออกเลยว่ามันถูกยกเครื่องใหม่เพื่อนำมาใช้ในเวอร์ชั่น Rebuilt นี้ทั้งหมด

หนึ่งในฉากที่น่าสนใจมากคือฉากการตัดสินใจอะไรบางอย่างในสถานการณ์คับขันระหว่างโจเอล เอลลี่ และเทสส์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าบน The Last of Us Part 1 Rebuilt นั้นแสงที่ส่องกระทบเข้ามาผ่านทางกระจกประตู รวมถึงรายละเอียดเบื้องหลังของฉากทั้งหมดนั้นมันสมจริงไปหมด ซึ่งแตกต่างจากฉบับ Remasted แบบสิ้นเชิง

the-last-of-us-part1-rebuilt-joel-ellie-tess-turning-point
แสงที่ส่องจากกระจกประตูเข้ามาพาดผ่านตัวละคร Joel มีความฟุ้งและชัดเจนของมิติมากใน The Last of Us Part 1 Rebuilt
the-last-of-us-remastered-joel-ellie-tess-turning-point
ฉากเดียวกันนี้ใน The Last of Us Remastered ที่จะเห็นความแข็งกระด้างของแสงและฉากมาก

แน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงและความแตกต่างที่เห็นนี้ไม่ได้มีเฉพาะในฉากคัตซีนเท่านั้น จริงๆ แล้วต้องบอกว่าใน The Last of Us Part 1 Rebuilt นั้นเป็นเรื่องยากมากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างฉากคัตซีนออกจากเกมเพลย์ เพราะตลอดระยะเวลาที่เล่นตั้งแต่ต้นจนจบเกม ผู้รีวิวเองไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของความละเอียดของภาพเมื่อตัดสลับกันระหว่างฉากคัตซีนและฉากเกมเพลย์เลย นอกจากนี้ตัวเกมเองยังไม่มีช่วงจังหวะที่ต้องหยุดไปเพราะการดาวน์โหลดฉากหรืออะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ประสบการณ์ที่ได้นั้นมันสมูธมากจนไม่เกิดความสะดุดใดๆ ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงรู้สึกอินกับเนื้อเรื่องและตัวละครเพิ่มขึ้นมากถึงขนาดนี้เมื่อย้อนกลับมาเล่น The Last of Us อีกรอบในครั้งนี้

หนึ่งในฉากเกมเพลย์ที่จะทำให้เห็นความต่างระหว่าง The Last of Us Part 1 Rebuilt บน PS5  และ The Last of Us Remastered บน PS4 นั้นคือฉากช่วงที่เราต้องพาเอลลี่หนีจากพวกทหาร ซึ่งเป็นฉากที่โจเอลต้องวิ่งหลบซ่อนไปตามเงามืดและสภาพฟ้าฝนที่กำลังตกลงมาอย่างหนัก โดยมีเอลลี่และเทสส์วิ่งตามมาอย่างใกล้ชิด เทกซ์เจอร์ของน้ำที่ขังอยู่บนพื้น ไปจนถึงความพริ้วไหวของมันเวลาที่ตัวละครเหยียบย่ำลงไปบนปรัก เมื่อเทียบกับฉบับ Remastered แล้วต้องบอกว่าเป็นหนังคนละม้วนกันเลย และมันจะเป็นแบบนี้เหมือนกันไปตลอดทั้งเกมบนเวอร์ชั่น Rebuilt สำหรับ PlayStation 5

the-last-of-us-part1-rebuilt-water-texture
the-last-of-us-remastered-water-texture

เกมเพลย์และการควบคุมที่ผสานเทคนิกของ Next Gen เอาไว้กับของเดิมได้อย่างลงตัว

สำหรับคนที่เคยเล่น The Last of Us มาก่อนแล้ว ต้องบอกว่าใน  The Last of Us Part 1 Rebuilt ทาง Naughty Dog ยังคงคุมรูปแบบการเล่นและการบังคับไว้ให้คงเดิมแทบทุกอย่าง เพราะอะไรที่ดีอยู่แล้วก็คงไม่มีเหตุผลให้ต้องแก้ไข ตลอดการเล่นยังคงต้องอาศัย Combination Play หรือการเล่นแบบหลากหลายรูปแบบ ทั้งย่องเบา ดุดัน โจมระยะไกลและใกล้ ตลอดจนอุปกรณ์และเครื่องมือนานาชนิดสำหรับการระเบิดเขาเผากระท่อมเหมือนเดิม

แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นมาคือการเพิ่มความสมจริงในการใช้และการอัพเกรดอาวุธ ตลอดจนการไขล็อกตู้เซฟต่างๆ ที่มีการนำเอาฟังก์ชั่น Adaptive Triggers และ Super HD Rumble มาใช้งานได้อย่างฉลาดมาก ยกตัวอย่างเช่นเวลาที่เราต้องการปลดล็อกตู้เซฟที่กระจายกันอยู่ตามจุดต่างๆ ของสถานที่นั้น ใน The Last of Us Part 1 Rebuilt เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหาคำใบ้รหัสปลดตู้เซฟอีกต่อไป เพราะ Super HD Rumble จะมีการสั่นจังหวะแปลกๆ ให้เรารับทราบได้ว่าเราเลื่อนไปถึงตัวเลขล็อคที่ถูกต้องแล้ว พร้อมกับเสียงคลิกที่มีลักษณะต่างไปจากทั่วไปด้วย ซึ่งให้อารมณ์เหมือนเรากำลังลักลอบเปิดตู้เซฟอย่างแท้จริง เหมือนกับที่ Naughty Dog เคยใช้ใน Uncharted: Legacy of Thieves Collection ผลงานก่อนหน้าของค่ายที่ถูกนำมาปัดฝุ่นลงบน PlayStation 5 ไปก่อนหน้านี้แล้ว

the-last-of-us-part1-joel-unlock-safe
Joel กับการพยายามแกะรหัสตู้เซฟ ซึ่งผู้เล่นสามารถเลือกที่จะหาคำใบ้ หรือจะใช้การสั่นและเสียงจาก Super HD Rumble ล้วนๆ ในการแก้ปริศนาก็ได้

นอกจากการปลดล็อคตู้เซฟแล้ว การใช้งานอาวุธทุกรูปแบบจะมีจังหวะการหน่วงหนักเบาแตกต่างกันไปตามชนิดของอาวุธและระดับการอัพเกรดอาวุธชนิดนั้นๆ ทำให้เวลาที่เราอัพเกรดอาวุธ นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพความแรงของมันแล้ว อัดตราการดีดตัว (การถีบ) ของอาวุธเองก็จะสร้างความแตกต่างให้การผู้เล่นได้อย่างสมจริงเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดนี้คือการประยุกต์เอาความสามารถของ DualSense Controller มาใช้ได้อย่างเหมาะสมและลงตัวมาก ส่งผลต่ออารมณ์ ความกดดัน และรูปแบบการเล่นของผู้เล่นอย่างแท้จริง

นอกจากเครื่องมือสำหรับการอัพเกรดอาวุธที่เราต้องเสาะหาระหว่างการเดินทางแล้ว The Last of Us Part 1 ยังคงมาพร้อม หรียญ Pendant ของกลุ่ม Fireflies หนังสือการ์ตูนสำหรับเอลลี่ และสูตรลับการอัพเกรดความสามารถของระเบิดหรืออาวุธโจมตีระยะใกล้ ให้เราได้ตามหาเพื่อเก็บสะสมและพัฒนาความสามารถอาวุธระยะใกล้และระเบิดของเราให้ดีขึ้น

the-last-of-us-part1-fireflies-pendant-collectible
the-last-of-us-part1-comic-books-collectible

สภาพแวดล้อมของเกมนั้นถูกเพิ่มความน่ากลัวให้มากยิ่งขึ้นด้วยเสียงจากตัวหลอนประจำเกมอย่าง Clicker ศัตรูที่แทบจะทำให้เราตายในทันทีที่มันเข้ามาใกล้ (โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ของเกม) ซึ่งนอกจากเจ้าคลิกเกอร์ที่ว่านี้แล้ว ศัตรูตัวอื่นๆ ในเกมอย่าง Runner, Stalker และ Bloater เองก็น่ากลัวและมีรูปแบบการโจมตีที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เราต้องเลือกวิธีการโจมตีที่เหมาะสมกับมนุษย์กลายพันธุ์เหล่านี้ในแต่ละรูปแบบที่ไม่เหมือนกันเลย

ยกตัวอย่างเช่น Clicker จะโจมตีโดยใช้การได้ยินเป็นหลัก และด้วยเพราะเราไม่สามารถเข้าใกล้มันได้ง่ายเพราะมันเร็วและฆ่าเราได้ในจังหวะเดียว เราเลยต้องใช้การย่องเบาเข้าไปปักคอมันด้วยมีดสั้น ซึ่งได้มาจากการเก็บไอเท็มในฉากหรือการสร้างอาวุธนี้มาจากการเก็บรวบรวมสิ่งของเท่านั้น ทำให้ทรัพยากรการใช้นั้นมีอย่างจำกัดมาก ดังนั้นทุกครั้งที่ใช้เลยต้องพิจารณาให้ดีว่าควรจะเสียมีดสั้นนี้ไปไหม หรือควรจะเดินย่องเบาหนีไปดีกว่า โดยการย่องเบานั้นก็ทำได้ด้วยการเคลื่อนอนาล็อคให้เบาที่สุดเพื่อเดินให้ช้าที่สุดและส่งเสียงให้น้อยที่สุดนั่นเอง

ในขณะเดียวกัน สำหรับ Runner และ Hunter (มนุษย์นักล่า) นั้นจะมีความใกล้เคียงกันในการโจมตี โดย Runner ยังคงใช้เสียงในการระบุเป้าหมาย แต่ Hunter ใช้ประสาทสัมผัสรับรู้ของคนทั่วไปทั้งหมดในการโจมตี ในระหว่างการเล่น เราจะเรียนรู้ว่าแม้การโจมตีของศัตรูทั้งสองนี้จะมีความคล้ายกัน แต่วิธีการเลือกตอบโต้หรือจัดการของผู้เล่นนั้นต้องอาศัยความต่างกันพอประมาณ เพราะในขณะที่ Hunter จะมีรูปแบบการโจมตีแบบมนุษย์ที่ไม่ได้เน้นหมาหมู่แต่ดูความเหมาะสมของพื้นที่และสถานการณ์มากกว่า เจ้า Runner นั้นกลับตรงกันข้าม ทันทีที่ได้ยินเสียงมันจะวิ่งกรูกันเข้ามาแบบสัญชาตญาณสัตว์ป่า ดังนั้นในบางสถานการณ์ การจัดการกับ Hunter ด้วยวิธีการยิงแหลกนั้นเลยสามารถทำได้ ในขณะที่หากทำแบบเดียวกันกับ Runner แล้วย่อมไม่ต่างอะไรกับภารกิจฆ่าตัวตายชัดๆ เช่นเดียวกันกับ Bloater ที่การใช้ระเบิดไฟอาจเป็นการโจมตีที่ดูเข้าท่าที่สุดสำหรับผู้รีวิว และ Stalker ที่อาจเน้นหนีเมื่อมีโอกาส ทั้งหมดนี้ต่างก็มีรูปแบบการโจมตีเป็นของตัวเอง ซึ่งเพิ่มมิติและความหลากหลายในการเล่นให้เกิดขึ้นได้อย่างยอดเยี่ยมมาก

the-last-of-us-part1-rebuilt-runner-stealth-kill
การย่องฆ่าศัตรูกลุ่ม Runner ซึ่งเป็นวิธีการที่เหมาะสม ปลอดภัย และประหยัดทรัพยากรที่สุดกับศัตรูประเภทนี้

Listen Mode หรือโหมดการรับฟังสภาพแวดล้อมเพื่อใช้สัญชาตญาณในการวิเคราะห์หาศัตรูที่อยู่รอบตัวนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญมากๆ ในการวางแผนเอาตัวรอดในแต่ละสถานการณ์ ในช่วงแรกผู้เล่นอาจไม่เห็นความสำคัญกับการใช้งานโหมดนี้สักเท่าไหร่นัก แต่ในช่วงกลางไปถึงช่วงท้ายของเกมนั้น ความเข้มข้นและความยากของศัตรูจะบังคับให้เราต้องใช้โหมดนี้เป็นประจำเองโดยอัตโนมัติ และระยะการรับฟังนั้นสามารถอัพเกรดได้โดยการใช้อาหารเสริมที่เก็บได้ในระหว่างการเดินทาง เช่นเดียวกันพลังชีวิตและค่าสแตตสำคัญอื่นๆ ที่เหมือนจะเป็นการบังคับกลายๆ ว่าเพื่อความอยู่รอด การสำรวจแผนที่และฉากจึงถือเป็นสิ่งที่ผู้เล่นจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

the-last-of-us-part1-listen-mode
โหมดการรับฟังที่จะช่วยให้เราวิเคราะห์ตำแหน่งและปริมาณของศัตรูที่อยู่รอบข้างเรา เพื่อวางแผนการโจมตีหรือทางหนีทีไล่ที่ถูกต้องได้

เสน่ห์ที่สำคัญของ The Last of Us นั้นคือ Quick Time Event ที่จะมีมาอยู่เรื่อยๆ ภายในเกม ซึ่งเป็น Quick Time Event ที่ถูกออกแบบการเล่นมาอย่างเหมาะสมและลงตัวกับฉากแต่ละฉากที่เกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการกดปุ่มที่ขึ้นหน้าจอตามจังหวะ หรือแม้แต่การต้องพยายามจัดการกับศัตรูในฉากทั้งหมดด้วยอุปกรณ์และเครื่องที่จำกัดและสถานการณ์ที่บังคับให้เราต้องเริ่มการโจมตีในสภาพที่ผิดปกติไปจากเดิม ซึ่งทั้งหมดนี้ในแต่ละครั้งที่มีเข้ามา เรียกได้ว่าสร้างความตื่นเต้นกดดันให้เกิดขึ้นกับผู้เล่นได้มากจริงๆ

นอกจากนี้การที่ The Last of Us Part 1 นั้นแทบจะไม่ปล่อยให้ผู้เล่นเดินทางไปในโลกที่โหดร้ายนี้ตามลำพังตั้งแต่ต้นเกม มันเลยทำให้ในสถานการณ์ที่เราต้องจัดการกับทุกอย่างเพียงคนเดียว ความกดดันทั้งหมดจึงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งอารมณ์ความเหงาความอ้างว้างที่เกิดขึ้นซึ่งไม่ได้มาจากเพียงดนตรีประกอบและฉากเท่านั้น แต่ยังมาจากเกมเพลย์ที่ชาญฉลาดที่เลือกจังหวะในการปล่อยทิ้งเราให้โดดเดี่ยวได้อย่างเหมาะเจาะ พร้อมสถานการณ์ที่ซัดเข้ามาจากการอยู่เพียงลำพังที่ทำให้เราถึงขั้นอ่วมช้ำไปไม่ต่างจากตัวละครในเกมเลย

the-last-of-us-part1-rebuilt-quick-time-event
ฉาก Quick Time Event ที่มาได้ถูกจังหวะและมีความเป็นความตายของ Joel มาเป็นตัวแปรสำคัญ
the-last-of-us-part1-rebuilt-ellie-and-her-final-brutal
Ellie กับความสิ้นหวังทั้งกายใจ ที่ต้องฮึดเอาเฮือกสุดท้ายของตัวเองมาเปลี่ยนเป็นความรุนแรงขั้นสุด

แม้ว่า The Last of Us Part 1 นั้นดูเหมือนจะแก้ไขปัญหาแทบทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น และทำให้นี่คือฉบับที่คู่ควรกับ The Last of Us อย่างไร้ที่ติแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริง สตูดิโอ Naughty Dog กลับยังคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาใหญ่ที่สุดที่รั้งตัวเกมไว้จากความสมจริงแบบสมบูรณ์ได้ ปัญหาที่ว่านั้นก็คือ AI โดยเฉพาะกับศัตรูในกลุ่ม Hunter ที่แม้จะเป็นศัตรูที่ควรจะมีมันสมองและความเป็นมนุษย์ที่สุดแล้ว แต่กลับทำอะไรบางอย่างที่หลุดความเป็นมนุษย์ไปมาก ส่งผลให้เกมขาดความสมจริงไปพอควรเลยทีเดียว…

ความสมบูรณ์ที่ต้องสะดุดลงเพราะ AI และปัญหาด้านการแปลเล็กๆ น้อยๆ

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดและต้องเอามาพูดถึงมากๆ คือเรื่องของ AI ศัตรูใน The Last of Us Part 1 ที่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนมีความคาดหวังไว้สูงมากว่า Naughty Dog จะทำการแก้ไขปัญหาในส่วนนี้ในเวอร์ชั่น Rebuilt อย่างไรก็ตาม ในทุกฉากที่ศัตรูของเราคือกลุ่ม Hunter พวกศัตรูกลุ่มนี้จะเมินตัวละครที่ร่วมเดินทางไปกับเราแทบจะเสมอ ส่งผลให้ความสมจริงในฉากลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ตัวอย่างเช่นเวลาที่มีการต่อสู้กับ Hunter แค่เราพยายามหลบตัวเองไปจากสายตาของ Hunter เจ้า AI ศัตรูก็จะมองไม่เห็นเราและไม่ยอมเปิดการโจมตีในทันที ทั้งๆ ที่เพื่อนร่วมทางของเราอย่างเอลลี่หรือตัวละครตัวอื่นๆ นั้นนั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าพวกมัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เวอร์ชั่นแรกในยุคของ PlayStation 3 และแม้จะผ่านการปัดฝุ่นใหม่มาถึง 2 รอบแล้ว Naughty Dog ก็ยังคงแก้ปัญหานี้ไม่ได้เสียที ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายมากจริงๆ เพราะความสมบูรณ์แบบในองค์ประกอบอื่นๆ นั้นมันโดดเด่นและชัดเจนมากจนแทบจะร้องตะโกนอยู่แล้วว่าการกลับมาในครั้งนี้ของ The Last of Us Part 1 นั้นคือความเพอร์เฟ็กโดยสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเวอร์ชั่นที่ผู้รีวิวเล่นนี้เป็นเวอร์ชั่นแรกสุดก่อนวันวางจำหน่ายจริง เชื่อว่าเมื่อถึงวันวางจำหน่าย Naughty Dog เองน่าจะมีปล่อยแพชต์อัพเดตแก้ไขปัญหาเรื่อง AI ตามมาอีกที เพราะเอาเข้าจริงแล้วการอัพเกรดความฉลาดของ AI นั้นคือหนึ่งในหัวใจของ The Last of Us Part 1 Rebuilt เลยตามข้อมูลที่ทาง Sony ได้มีเผยออกมาก่อนหน้านี้ครับ

the-last-of-us-part1-thai-translation-issue
ปัญหาความต่อเนื่องของสรรพนามที่มีให้เห็นบ้างในบทแปลภาษาไทยของ The Last of Us Part 1 Rebuilt

นอกจาก AI แล้ว ผู้รีวิวยังพบปัญหาเรื่องการแปลและคำตกในภาษาไทยให้เห็นอยู่เป็นจังหวะ โดยเฉพาะกับปัญหาเรื่องคำตกบรรทัดซึ่งน่าจะเกิดจากการตัดคำภาษาในบนระบบ PlayStation ที่ยังไม่ดีเท่าทีควร แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงหรือทำให้เสียอารมณ์ร่วมแต่อย่างใด เต็มที่ก็อาจมีแค่อ่านยากขึ้นในบางจังหวะเท่านั้นเอง

ไม่เพียงแต่ปัญหาการตัดคำไทยจนทำให้ตกบรรทัดเท่านั้น ในบางส่วนของคำแปลยังมีการใช้คำแทนตัวที่ไม่สอดคล้องไปในทางเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นในบันทึกของตัวละครหนึ่งตัว ที่บรรทัดหนึ่งใช้คำว่า “ผม” แต่ถัดมาอีกบรรทัดดันแทนตัวเองว่า “ฉัน” ไปเสียแล้ว ซึ่งตรงนี้น่าจะเกิดจากการที่ใช้ผู้แปลหลายคน หรือไม่ก็อาจจะเป็นความผิดพลาดของตัวผู้แปลเอง แต่ก็ยังคงยืนยันว่าไม่น่าจะสำคัญอะไร เพราะปลายทางแล้วยังคงความหมายไว้ได้อย่างสมบูรณ์

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า The Last of Us Part 1 ในเวอร์ชั่น PlayStation 5 ที่ทาง AppDisqus ได้มารีวิวนี้เป็นเวอร์ชั่นก่อนวางจำหน่ายจริง ซึ่งในวันวางจำหน่ายจริงทาง Naughty Dog “อาจจะ” ปรับปรุงปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ทั้งหมดแล้วก็ได้ เราคงต้องรอดูกันอีกครั้งในวันที่ 2 กันยายน 2556 ที่จะถึงนี้

the-last-of-us-part1-joel-ellie-riding-horse
Joel และ Ellie ควบม้าเดินทางมาจนถึงหน้า University of Eastern Colorado

เอลลี่: สาบานกับหนูนะ…ว่าทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง?

แม้ตลอดการเดินทางของโจเอลและเอลลี่ เราจะได้พบกับเรื่องราวมากมายที่ทั้งน่าหดหู่และน่าประทับใจ รวมถึงน่าติดตามไปจนถึงวินาทีสุดท้ายของเกม ซึ่งความรู้สึกและประสบการณ์ร่วมทั้งหมดนี้คงขึ้นอยู่กับผู้เล่นแต่ละคนว่าจะมองมันไปในทางใด และสัมผัสมันได้ลึกแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อแน่ว่าจะเกิดขึ้นกับทุกคนคือการตั้งคำถามทันทีที่เอ็นด์เครดิตเลื่อนขึ้นมาบนหน้าจอถึงเหตุผลของการกระทำของโจเอลและตัวผู้เล่นเองมากมาย และคงรู้สึกไม่ต่างอะไรไปจากเอลลี่ที่ในแววตานั้นอาจเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ลึกๆ ข้างในคือความไว้ใจที่เชื่อว่าในทุกการกระทำของโจเอลมีเหตุผลและคำตอบของมันเองเสมอ…และมันคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับคนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเขา

the-last-of-us-part1-ellie-on-the-hill-scene
ทุกการเดินทางย่อมมีจุดหมาย ไม่ว่าจุดหมายนั้นจะเป็นเช่นไร แต่ระหว่างทางได้สอน Ellie ให้เติบโตขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

The Last of Us Part 1 คือการเดินทาง คือการเรียนรู้ คือการเติบโต และคือการฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ของโจเอลและเอลลี่ที่กระตุ้นให้ผู้เล่นอย่างเราได้คิดเสมอในทุกก้าวเดิน คิดถึงการมีอยู่ของตัวตน ถึงเหตุผลของความปรานี หรือแม้แต่ถึงสาเหตุแห่งความรุนแรง ปลายทางแห่งความเสียใจ หรือสิ่งที่ได้มาจากความเสียสละ ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่แทบไม่เคยมีเกมใดที่จะพาเราเข้าไปสำรวจจิตใจของตัวเองและตัวละครได้ลึกซึ้งเท่านี้อีกแล้ว และแม้เวลาจะผ่านไปนานถึง 9 ปี The Last Of Us ก็ยังคงเป็นเกมที่คู่ควรแก่การพูดถึงเหนือกาลเวลา

ไม่เพียงแค่โจเอลและเอลลี่เท่านั้นที่ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าจดจำนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ตัวละครอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามา ทั้งชั่วคราว และยาวนาน ต่างก็มีเรื่องราวของตัวเองที่น่าจดจำและน่าประทับใจไม่แพ้กัน และล้วนมีบทความต่อการเติบโตของโจเอลและเอลลี่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ซาร่าห์ เทสส์ มาร์ลีน บิล ทอมมี่ เดวิด และที่สำคัญคือเฮ็นรี่และแซม

the-last-of-us-part1-rebuilt-on-the-way
Joel, Sam, Ellie และ Henry สู่ปลายทางแห่งความหวังที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

The last of Us Part 1 Rebuilt นี้คือเหล้าเก่าในขวดใหม่ ที่ไม่ได้เปลี่ยนเพียงแค่ขวดของมัน แต่ยังสั่งสมเวลาในการหมักให้นานขึ้น เพิ่มรสชาติให้จัดจ้านขึ้นจากงานภาพและสีหน้าท่าทางของตัวละครที่ถูกสร้างใหม่แบบยกชุดจากความตั้งใจของทีมงานผู้ให้กำเนิด The Last of Us ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือ The Last of Us ในเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์และคู่ควรที่สุดที่เกมยอดเยี่ยมเกมนี้จะเป็น และนี่คือการตัดสินใจทุ่มทุน $70 ล้านเหรียญสหรัฐของสตูอิโอ Naughty Dog และ Sony Entertiament ที่ไม่มีอะไรให้ต้องเสียดายเลยแม้แต่น้อย…นี่คือ The Last of Us ที่จะเป็นตำนานต่อไปในคอนโซลยุค Next Gen อย่างแท้จริง

บางเรื่องราวอาจผ่านเข้ามาแล้วจากไป แต่ The Last of Us Part 1 จะเป็นเรื่องราวที่คงอยู่ตลอดไปในใจของผู้รีวิวและเกมเมอร์ทุกคน….

the-last-of-us-part1-rebuilt-joe-sarah-photo
รูปถ่ายแทนใจ และสัญลักษณ์ของการพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าของ Joel

 

ข่าว: รีวิว The Last of Us Part 1 การกลับมาใหม่บน PlayStation 5 ของปฐมบทเกมในตำนาน มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.
from:https://www.appdisqus.com/review-the-last-of-us-part-1-rebuilt-for-playstation5/

5 อันดับเกมยอดเยี่ยมแห่งปี 2020 จาก appdisqus

ในปี 2020 ที่กำลังจะผ่านไป แม้จะมีการระบาดของ Covid-19 ทั้งปี แต่ก็มีเกมดัง ๆ ออกมามากมาย และมีเกมฟอร์มยักษ์ ออกมาเพียบด้วย และถือเป็นอีกปีที่วงการเกมคึกคักมาก เพราะเกมขายดีเนื่องจากคนต้องกักตัวอยู่บ้าน ทำให้การเล่นเกมเป็นกิจกรรมอันดับต้น ๆ ที่คนทำกัน ไปดูว่ามีเกมอะไรน่าเล่นบ้างจากการจัดอันดับโดยทีมงาน appdisqus

5 Final Fantasy 7 Remake PS4

อีกเกมในตำนานที่กลับมาแบบสร้างใหม่หมด 100% เกม Final Fantasy 7 Remake และเป็นการสร้างเกมที่เอาใจแฟนๆเกมอย่างสุดๆ มีทุกอย่างที่อยากเห็นครบหมด และมีการขยายเรื่องราวใหม่ด้วย และเป็นเพียงบทแรกของตำนานเท่านั้น ยังมีภาคต่ออีกกันแน่นอน ซึ่งหลักจากเล่นแล้ว มันคือการปรับเกมให้เป็นแอ็คชั่นผสมกับ RPG แบบเดิมๆ และสำหรับแฟนที่เกิดทันเล่นต้นฉบับแล้วเกม Final Fantasy 7 Remake คือเกมยอดเยี่ยมแห่งปีที่เติมเต็มความสุขในอดีตให้สมบูรณ์แบบที่สุด

4 Animal Crossing: New Horizons

เกม Animal Crossing New Horizons เป็นแรวใช้ชีวิต ที่เล่นได้สนุกทุกวัย มีอะไรให้ทำเยอะ และอัปเดทให้ตลอด เล่นแล้วไม่เครียด และเหมาะอย่างมากๆในช่วงที่เราต้องเก็บตัวอยู่กับบ้าน เกมมีเกาะสวยงาม เต็มไปด้วยกิจกรรมมากมายให้ทำ และยังคงเป็นเกมที่เล่นได้เป็นปีโดยไม่มีเบื่อเหมือนเดิม Animal Crossing New Horizons จะเป็นอีกเกมที่ประสบความสำเร็จทำยอดขายถล่มทลายขายดีที่สุดในปี 2020 โดยเกมออกบน Nintendo Switch

3 Ghost of Tsushima

มาแนวโลกอิสระ Open World ที่ยอดเยี่ยม มีอะไรให้สำรวจมากมาย เรื่องราวที่เขียนได้ลงตัวมีความลงตัวทั้งเรื่องราว ที่สร้างอิงจากเรื่องจริง รวมทั้งรูปแบบการเล่นและเกมเพลย์ ที่อิสระมีอะไรให้สำรวจมากกว่าที่คาด ภาพในเกมสวยมาก  เป็นเกมยอดเยี่ยมอีกเกมบน PS4 ไม่ควรพลาด

2 Spider-Man: Miles Morales

เกม Marvel’s Spider-Man Miles Morales ไม่ได้เป็นภาคเสริมแต่เป็นภาคใหม่ที่สนุกกว่าเดิมมาก แม้ว่าจะมีฉากหลังในเมืองเดิม แต่เพิ่มเติมสิ่งใหม่ ๆ อย่างมากมาย ไม่ใช่ภาคอัปเดท และเกมเพลย์สนุกลงตัวมาก ๆ ต่อให้ไม่เคยเล่นภาคก่อนก็เล่นได้เลย เพราะเป็นเรื่องราวใหม่ที่มีตัวละครใหม่ แต่มีความเกี่ยวข้องกับภาคแรกด้วย เกมเพลย์มีความรวดเร็วมาก ภาพในเกมก็ยังสวยงามและดูดีทั้งบน PS4 และสุดยอดมากบน PS5

1 The Last of Us Part II

ตามคาดที่เกม The Last Of Us Part 2 จะได้รางวัลสูงสุดไป เพราะเกมยอดเยี่ยมทุกส่วน และหากเล่นจนจบบอกได้เลยว่าทึ่งกับเนื้อหาในเกมที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ แม้จะมีดราม่ากับแฟนเก่าที่บางคนรับไม่ได้กับบางอย่างในเกม แต่ความยอดเยี่ยมของเรื่องราวบอกว่าอยากมอบรางวัลออสการ์ให้ แถมด้วยเกมเพลย์ก็ปรับให้สนุกกว่าเดิมเรียกว่าไม่มีที่ติ สำหรับภาคต่อที่ยอดเยี่ยมกว่าภาคแรก มาก ๆ  ใครมี PS4 เป็นอีกเกมที่ต้องมีติดเครื่อง ด้วย

 

ข่าว: 5 อันดับเกมยอดเยี่ยมแห่งปี 2020 จาก appdisqus มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/12/24/top-5-best-game-2020-appdisqus.html

รีวิวเกม Marvel’s Spider-Man Miles Morales PS4 เปิดตำนานใหม่ไอ้แมงมุมคนใหม่

เกม Spider-Man Miles Morales หนึ่งในสิ่งที่แฟน ๆ รอคอยเพราะเป็นหนึ่งในเกมเปิดตัวบน PS5 และยังวางขายพร้อม ๆ กันบน PS4 ด้วย โดยมันเป็นการนำเกม Marvel’s Spider-Man ต้นฉบับบน PS4 ที่วางขายในปี 2018 มาต่อยอดเป็นภาคต่อที่มีตัวเอกใหม่ เป็นหนุ่มน้อยผิวสีอย่าง Miles Morales ที่มาเป็นตัวละครใหม่ในภาคนี้ (ภาพในรีวิวแคปเจอร์ภาพจาก PS4)

โดย Miles Morales เป็นหนึ่งในไอ้แมงมุม สไปเดอร์แมน ที่ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์เพิ่งจะมีผลงานในการ์ตูน อนิเมชั่น Spider-Man: Into the Spider-Verse แต่ในเกมจะอยู่ในจักรวาลเดียวกับ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ คนเดิมในเกม ถือว่าเป็นการมาแบบนี้ถือว่าฉลาดมากเพราะเป็นการเอาโลกในเกม Marvel’s Spider-Man ต้นฉบับ มาเพิ่มเติมหลายส่วนจนกลายเป็นภาคใหม่ ที่ยอดเยี่ยมมากคือไม่ต้องใช่เวลาสร้างนานด้วย

เรื่อวราวเข้มข้นสานต่อจากเดิม

หาคุณจำได้ Marvel’s Spider-Man บน PS4 ก็มีการพูดถึงตัวละคร Miles Morales อยู่ด้วยดังนั้นไม่น่าแปลกที่ทีมสร้างเกมจะสานต่อ โดยเรื่องราวของเกมยังคงเข้มข้นไม่แตกต่างจากต้นฉบับ ที่คัทซีนคุณภาพสูงราวกับได้ชมภาพยนตร์ รวมทั้งการโมชั่นแคปเจอร์ และเสียงพากย์ดี ๆ แล้วถือว่าทำให้เราสนุกและอินไปกับเกมได้เหมือนเดิม และเรื่องราวคงจะบอกอะไรไม่ได้มากเพราะเดี๋ยวจะสปอย แต่บอกไว้เลยว่ามีทั้งดราม่าเข้มข้นที่เน้นเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวละครและครอบครัวรวมทั้งมิตรภาพที่ต้องต่อสู้กับตัวร้ายจากเกมซีรีส์ สไปเดอร์แมน ที่รู้จักกันดีกลับมาหลายตัวและมีความโหดขึ้นด้วย

กราฟิกเหมือนภาคที่แล้วที่ดูดีเหมือนเดิม

จากที่ผู้เขียนเองได้เล่น Marvel’s Spider-Man Miles Morales บน PS4 ไม่ได้เล่นบน PS5 ทำให้ยังไม่ได้สัมผัสกับเวอร์ชั่นที่มีภาพที่สวยงามสุด ๆ โดยบนเวอร์ชั่น PS4 ก็ยังคงมีกราฟิกเหมือนเดิมกับภาคต้นฉบับที่ดูดีมาก ๆ อยู่แล้วเพราะรีดพลัง PS4 ได้มากที่สุดแล้ว บวกกับเกมเพลย์ที่มีความรวดเร็วเพราะต้องห้อยโหนไปตามตึกด้วยความเร็วสูงมาก แต่เกมก็แสดงผลภาพเมืองที่เต็มไปด้วยรายละเอียดสูงได้สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ ส่วนเพลงประกอบในเกมทำได้ดีตามมาตรฐานเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมด้วยเพลงธีมใหม่ ๆ รวมทั้งเพลงประกอบที่ใส่เพิ่มเข้ามาเพียบ นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยเสียงพากย์คุณภาพสูงเหมือนเดิม

รูปแบบการเล่นสนุก อัปเกรดจากภาคก่อน

เกมเพลย์ของ Marvel’s Spider-Man Miles Morales ยังคงเหมือนกับต้นฉบับ ที่เราจะรับบทเป็นไอ้แมงมุม ท่องไปในโลกกว้างแบบ Open World ที่จะสามารถพ่นใยไต่ไปตามตึก ด้วยความรวดเร็ว แบบไม่มีรอโหลดและไม่มีสะดุด เหมือนเดิม และถือเป็นความยอดเยี่ยมของรูปแบบการเล่นที่ผู้สร้างทำออกมาได้ดี และยกระดับเกมสไปเดอร์แมน และในภาคนี้ก็ยังคงอยู่ครบถ้วน แถมมีสิ่งใหม่รอท้าทายเราอีกเพียบด้วย

และความโดดเด่นของภาคนี้คือไอ้แมงมุมคนใหม่อย่าง Miles Morales ที่มีความสามารถหลัก ๆ จะเหมือนปีเตอร์ แต่จะมีการเพิ่มสกิลให้มากกว่าเดิม และแม้จะอายุน้อยกว่า แต่เก่งกว่าท่าไม้ตายหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ มีของเล่นใหม่ ๆ มาให้เลือกใช้งานไม่ว่าจะเป็นกัปดักใหม่ ๆ ที่ใช้จัดการศัตรูรวมทั้งมีอุปกรณ์เสริม เช่นโดรนของไอ้แมงมุมมาให้ใช้งานด้วย นอกจากนี้มีสกิลมากมายรอให้อัปเกรดและตั้งค่า แต่ขอไม่บอกว่ามีท่าอะไรบ้าง เพราะบางส่วนจะมีผลต่อเรื่องราวหลักในเกม อย่างไรก็ตามนอกจากส่วนของแอ็คชัน ที่จะได้ต่อสู้ด้วยความเร็วสูงมาก ๆ แล้ว เกมยังมีหลากหลายรูปแบบการเล่นมาด้วย

เช่นฉากไล่ล่าติดตามที่ผู้เล่นต้องห้อยโหนไปด้วยความเร็วสูงมาก เพื่อติดตามเป้าหมาย รวมทั้งฉากที่เราต้องรอบเร้นไม่ให้คนพบเจอ ซึ่งเกมใส่สกิลใหม่เกี่ยวกับการรอบเข้าหาข้อมูลเข้ามาด้วย รวมทั้งมีโหมดสแกนหาของที่มองแบบปรกติไม่เห็นเช่นสายไฟที่อยู่ในกำแพง เพื่อแก้ปริศนาเปิดทางไปต่อ และปริศนาในเกมทำออกมาได้ซับซ้อนพอสมควรด้วย ถือว่าดีและสนุกกว่าภาคที่แล้วพอตัว และมีความท้าทายให้ได้สัมผัสด้วย นอกจากนี้การต่อสู้ในเกมหลายส่วนผู้เล่นสามารถเลือกได้ระหว่างรอบเร้นหรือลุยแหลกก็ได้แต่หากเลือกความยากไว้สูงการลอบโจมตีย่อมดีกว่าเพราะศัตรูหลากหลายและโหดพอสมควร

สรุปโดยรวมแล้ว เกม Marvel’s Spider-Man Miles Morales ถือว่าเป็นภาคที่เพิ่มความสนุกกว่าภาคแรกอย่างมาก แม้ว่าจะมีฉากหลังในเมืองเดิม แต่เพิ่มเติมสิ่งใหม่ ๆ เข้าไปมากมายจนเหมือนเป็นเกมใหม่หมด ไม่ใช่ภาคอัปเดทเล็กน้อยตามที่คิดไว้ แต่เป็นเกมใหม่ที่มีความสนุกลงตัวมาก ๆ ต่อให้ไม่เคยเล่นภาคก่อนก็เล่นได้เลย เพราะเป็นเรื่องราวใหม่ที่มีตัวละครใหม่ และใครชอบภาคแรกอยู่แล้วก็สานต่อได้เลยเพราะเกมเพลย์แทบจะเหมือนเดิม เรียกว่าเป็นเกมสนุกอีกเกมที่ออกช่วงปลายปีที่ไม่อยากให้พลาดไป (รีวิวนี้เล่นบน PS4 )

 

ข่าว: รีวิวเกม Marvel’s Spider-Man Miles Morales PS4 เปิดตำนานใหม่ไอ้แมงมุมคนใหม่ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/11/review-marvels-spider-man-miles-morales-ps4-thai.html

รีวิวเกม Nexomon Extinction เกมแนว โปเกมอน ที่ทำออกมาได้ดีกว่าที่คาด

ไม่แปลกที่เกมดัง ๆ จะมีคนเอารูปแบบไปใช้งาน โดยเฉพาะโปเกมอน ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายมหาศาล ทำให้มีคนเอารูปแบบของเกมไปใช้งานมาตลอดเวลา 20 กว่าปีที่วางขาย ล่าสุดเกม Nexomon Extinction เกมแนวเดียวกับ โปเกมอน ที่เพิ่งออกวางขายไปไม่นาน


โดยเกม Nexomon Extinction มาแนวโปเกมอนแบบจัดเต็มและไม่อ้อมค้อมว่าแค่แรงบันดาลใจ เพราะทุกอย่างแทบจะถอดแบบมาจากโปเกมอนทุกอย่าง แต่อย่าเพิ่งร้องยี้แล้วมองข้ามเกมนี้ไปเพราะหากได้ลองเล่นเกม Nexomon Extinction มีอะไรดีกว่าที่คาดมาก ๆ ส่วนตัวเล่นครั้งแรกก็คิดว่าแค่เกมเลียนแบบ แต่พอเล่นไปกลับชอบไปเลย โดยเกม Nexomon Extinction ออกวางขายบนคอนโซลทั้ง PS4 , XBoxone , Nintendo Switch และมีวางขายบน พีซี ด้วย

กราฟิกแบบ 2D คลาสสิก ที่ดูดีแบบสองมิติ

รูปแบบการเล่นของเกม Nexomon Extinction จะนำเสนอในแบบ 2 มิติมุมมองด้านบน แบบเกม RPG คลาสสิกในตำนานอย่าง Final Fantasy หรือ Dragon Quest และแม้แต่เกมโปเกมอนที่เป็นต้นแบบของเกมเอง และเป็นภาพแบบการ์ตูน 2D น่ารักที่นิยมใช้มากในสมัยยุค 90s เหมือนภาพยุค Super Famicom หรือ PS1 ภาพประมาณเกมเล่นบนเว็บ แต่ส่วนตัวชอบเกม RPG แนวเดิม ๆ อยู่แล้วทำให้ไม่เป็นปัญหากับภาพระดับนี้ และเกมมีคัทซีนที่เป็นการ์ตูน 2D ภาพเคลื่อนไหวที่เหมือนการ์ตูนที่มีเรื่องราวน่าติดตามและส่วนนี้ถือว่าดูดีกว่าโปเกมอนนิด ๆ ด้วยเพราะมีการเล่าเรื่องที่เหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นเก่า ๆ ในอดีต ส่วนดนตรีประกอบและเสียงในเกมก็สอบผ่าน เพราะมันผสานกับรูปแบบการเล่นที่ย้อนยุคได้อย่างลงตัว แต่ไม่ได้สดใหม่และเสียงประกอบในเกมดูเรียบ ๆ ไปหน่อย

รูปแบบการเล่นก็โปเกมอนนั้นแหละ แต่ปรับให้แปลกใหม่

อย่างที่บอกหลายรอบว่าเกม Nexomon Extinction คือ โปเกมอนที่ถอดแบบมาจริงจังมาก เพราะเกมเพลย์เริ่มต้นเราจะต้องเลือกมอนสเตอร์ได้ตามธาตุ และนำไปต่อสู้กับตัว Nexomon และมีการไล่จับด้วยสิ่งที่คล้าย ๆ กับ โปเกบอลที่เกมเรียกว่า Nexotrap แล้วเอามาเป็นพวกไว้ร่วมสู้ได้ แต่เกมไม่ได้มาแบบธรรมดาเพราะมีการปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่างของเกมโปเกมอนให้เหนือและมีความแปลกใหม่กว่า

เช่นการชับตัว Nexomon ด้วย Nexotrap ต้องกดปุ่มตามจังหวะและมีเวลาจำกัดมาก โดยหากกดได้จะมีโอกาสจับได้มากกว่า แต่เกมโปเกมอนไม่ต้องกดตาม ซึ่งทำให้เกม Nexomon สนุกและแตกต่าง ส่วนเกมเพลย์หลัก ๆ คือการท่องไปในฉาก 2D ที่มีความกว้างใหญ่ และมีการแบ่งโซนเป็นเมือง และป่าที่เต็มไปด้วยพุ่มไม้และแน่นอนมีตัว Nexomon ป่าให้เราไปจับอยู่เพียบ และระหว่างทางมีตัวละคร AI มารอท้าดวลเราด้วย โดยเกมแบ่งออกเป็นโซนที่มีความแตกต่างทั้งฉาก ภูมิประเทศและแน่นอนมีตัวละคร Nexomon ใหม่ ๆ แตกต่างกันเช่นกัน

ภารกิจและฉากหลากหลายมาก

ส่วนภารกิจในเกมที่มีความหลากหลาย จำนวนมากทั้งภารกิจหลักและเสริม ที่มีมากจริง ๆ รวมทั้งความลับที่ซ่อนอยู่ในฉากที่แม้จะเป็น 2D มุมมองด้านบนแต่ก็มีการออกแบบฉากมากว้างมาก ๆ และมากขนาดเดินหลงกันได้เลย แถมยังมีอิสระในการเดินทางพอสมควร และแน่นอนว่าจะมีการใส่อุปสรรคขวางทางไว้ซึ่งเราต้องหาไอเทมเพื่อเปิดทางไปต่อ โดยเกมจะบอกว่าต้องเอาอะไรมาผสมกันถึงจะได้ของมาทำให้เล่นได้ไม่ยาก โดยในเมืองจะมีผู้คนมากมายที่จะบอกใบ้ว่าต้องไปไหน และมีหลายเอเรียให้ท่องไปด้วยเรือเช่นกัน

และแต่ละฉากมีความแตกต่างกันมาก เช่นฉากที่เหมือนกับป่าที่ดูเต็มไปด้วยอันตราย หรือถ่ำภูเขาไฟที่ร้อนแรงและป่าช้าที่เต็มไปด้วยสิ่งน่ากลัว และยังซับซ้อนพอสมควรด้วย ส่วนในเมืองของเรานอกจากจะมีคนแล้วยังมาพร้อมกับร้านค้า และยังมีสถานที่ ที่คล้ายกับ Pokemon Center ไว้จับระเบบตัว Nexomon และเติมพลังด้วยยิ่งตอกย้ำความเหมือน โปเกมอนเข้าไปอีกแต่ส่วนตัวแล้วชอบ เพราะไหน ๆ จะเหมือนแล้วก็ต้องไปให้สุดทาง

โดยรวมแล้วเกม Nexomon Extinction แม้จะดูเหมือนเกมจะถอดแบบมาจาก โปเกมอน เกือบทั้งหมดแต่ก็เพิ่มอะไรใหม่ ๆ เข้าไปบวกกับสิ่งที่เพิ่มเข้ามาถือว่าทำให้มันมีบางส่วนของเกมที่เหนือกว่าด้วย โดยเฉพาะการเล่าเรื่องของเกมที่ทำได้ดีเหมือนได้ชมการ์ตูนสนุก ๆ ด้วย และข่าวดีในเร็ว ๆ นี้ผู้สร้างจะอัปเดทภาษาไทยให้เกม Nexomon Extinction ด้วยทำให้แฟนเกมชาวไทยได้เล่นแบบรู้เรื่อง 100% ใครอยากหาเกมแนวโปเกมอนไม่ควรพลาดแถมราคาไม่แพงด้วยเรียกว่าคุ้มค่าแน่นอน

ข่าว: รีวิวเกม Nexomon Extinction เกมแนว โปเกมอน ที่ทำออกมาได้ดีกว่าที่คาด มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2020/11/03/review-nexomon-extinction-game-ps4-nintendo-switch.html