คลังเก็บป้ายกำกับ: Finance

แอป Streaming ยังใช้งานไม่ได้บน Android 13

ผู้ใช้แอปพลิเคชัน Streaming จาก Settrade หลายรายพบปัญหาไม่สามารถเข้าใช้งานแอปได้ หลังจากอัปเดตเป็น Android 13 โดยแอปจะหมุนค้างอยู่ที่หน้าโลโก้ และไม่สามารถไปต่อได้

ผู้ใช้ในกลุ่ม Google Pixel Thailand Club รายงานถึงปัญหา

The Haptic ได้ยืนยันปัญหานี้ด้วยเครื่อง Google Pixel 5 ที่ใช้ Android 13 รุ่นสมบูรณ์ หลังจากที่กูเกิลได้ปล่อยอัปเดตอย่างเป็นทางการไปเมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งหลังจากทดลองเข้าแอป Streaming ในวันแรกที่อัปเดต (20 ส.ค.) จนถึงวันนี้ (25 ส.ค.) ยังไม่สามารถเข้าใช้งานได้

ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการใช้บริการ Streaming สามารถเข้าใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ก่อนได้ ในระหว่างที่รอการแก้ไขจาก Settrade

from:https://thehaptic.co/2022/08/21793/

สมาคมการเงินจีนออกกฎคุมเข้ม NFT ห้ามตั้งราคาเป็นคริปโต ห้ามให้บริการตัวกลางซื้อขาย

สมาคมด้านการเงินของจีน 3 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมธนาคารจีน, สมาคมหลักทรัพย์จีน และสมาคมการเงินออนไลน์จีน ร่วมกันประกาศกฎเกณฑ์ด้าน NFT ให้กับสถาบันการเงินในจีน

เนื้อหาเป็นอย่างที่คาดเดากันได้ว่า ห้ามสถาบันการเงินจีนยุ่งเกี่ยวกับ NFT ในแง่มุมต่างๆ เช่น

  • ห้ามนำผลิตภัณฑ์ด้านการเงิน หลักทรัพย์ พันธบัตร เงินกู้ ประกัน มาผูกกับ NFT หรือแฝงตัวเป็น NFT
  • ห้ามออก NFT แบ่งเป็นชิ้นๆ หรือออกเป็นจำนวนมาก (batch) รวมถึงออก ICO แฝงตัวเป็น NFT
  • ห้ามให้บริการเป็นตัวกลางซื้อขายแลกเปลี่ยน NFT
  • ห้ามตั้งราคา NFT เป็นเงินคริปโต เช่น Bitcoin, Ethereum
  • ห้ามลงทุนใน NFT รวมถึงให้สนับสนุนทางการเงินเพื่อให้คนอื่นไปลงทุนใน NFT

กฎเกณฑ์นี้ทำให้ NFT ในจีนถูกจำกัดอยู่เพียงของสะสม ที่ต้องซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเองระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเป็นเงินจริงเท่านั้น ไม่ใช่สามารถแปลงเป็นเงินคริปโตได้

เว็บไซต์ TechCrunch รายงานว่าบริษัทเทคโนโลยีจีนจึงเลี่ยงการใช้คำว่า NFT และเปลี่ยนมาใช้คำว่า digital collectibles เพื่อให้ห่างไกลจากโลกคริปโตที่โดนรัฐบาลจีนแบน

No Description

ภาพตัวอย่าง NFT “คอนโดดิจิทัล” ที่ขายบน Alibaba – Alibaba

ที่มา – SAC, SCMP, TechCrunch

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/128059

[ลือ] Meta บุก FinTech สนใจทำสกุลเงินดิจิทัลเอง (ไม่ใช้บล็อกเชน), ปล่อยกู้ออนไลน์

Financial Times รายงานข่าววงในว่า บริษัท Meta กำลังสนใจออกฟีเจอร์ “เงินดิจิทัล” หลายอย่าง ผ่านบริษัทลูกในเครือคือ Meta Financial Technologies

ตามข่าวบอกยกตัวอย่างฟีเจอร์ด้านการเงินดังนี้

  • virtual coin
  • token
  • lending

ในกรณีของ virtual coin หรือสกุลเงินเสมือน ที่จะใช้จ่ายใน metaverse มีชื่อเล่นในกลุ่มพนักงานว่า “Zuck Bucks” แต่ทั้ง coin/token ไม่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเหมือนโครงการ Libra/Diem ที่ล้มเลิกไป รอบนี้เป็นเงินเสมือนที่รวมศูนย์ที่บริษัทอย่างเดียว ลักษณะคล้ายเงินในเกม Roblox

นอกจากนี้ยังมีไอเดียของ social tokens หรือ reputation tokens ที่เกิดจากการไปตอบคำถามใน Facebook Groups หรือกิจกรรมอื่นๆ นำไปแลกเป็นของรางวัลได้

สุดท้ายคือบริการมาตรฐานอย่างการให้กู้เงินกับผู้ประกอบการรายย่อย โดยให้อัตราดอกเบี้ยที่ดึงดูดกว่าที่อื่น

แผนการทั้งหมดยังเป็นช่วงการเริ่มต้นเท่านั้น ต่างจากแผนการเรื่อง NFT ที่ Financial Times บอกว่าคืบหน้าไปมากแล้ว และน่าจะเปิดตัว-เปิดทดสอบช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้

ที่มา – Financial Times

from:https://www.blognone.com/node/127968

รัฐสภายุโรปเสนอกฎหมายตามรอยคริปโต ทุกธุรกรรมที่ผ่านตัวกลางต้องตามตัวได้

คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและการเงินของรัฐสภายุโรป (Committee on Economic and Monetary Affairs) ลงมติรับร่างกฎหมายต่อต้านการฟอกเงินผ่านคริปโต

ร่างกฎหมายนี้กำหนดให้ ธุรกรรมคริปโตทุกรายการ ต้องมีข้อมูลของผู้ทำธุรกรรมเพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถตามรอยได้ หากเป็นกรณีซื้อผ่านตัวกลางหรือ exchange ต้องทำ KYC ทั้งหมด รวมถึงกระเป๋าเงินส่วนตัว (unhosted หรือ self-hosted wallet) กฎหมายก็ระบุให้ต้องตามรอยเช่นกัน หากกฎหมายผ่านแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลจะมีหน้าที่หาโซลูชันทางเทคนิคเพื่อให้ตามรอยได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายนี้มีข้อยกเว้นให้การทำธุรกรรมแบบ P2P ระหว่างบุคคลโดยตรงที่ไม่ผ่านตัวกลาง

เดิมทีร่างกฎหมายฉบับนี้มีข้อยกเว้นให้ธุรกรรมที่มีมูลค่าน้อยกว่า 1,000 ยูโร แต่สมาชิกกรรมาธิการลงมติยกเลิกข้อยกเว้นนี้ เท่ากับบังคับใช้ต่อทุกธุรกรรม ขั้นถัดไปร่างกฎหมายจะเข้ากระบวนการของสภายุโรป และน่าจะโหวตในที่ประชุมสภาช่วงเดือนเมษายนนี้

ที่มา – European Parliament, Coindesk, ภาพจาก European Parliament

from:https://www.blognone.com/node/127884

ยุโรปเตรียมให้อำนาจธนาคารกลางทำ “ยูโรดิจิทัล” ตั้งเป้าผ่านกฎหมายต้นปี 2023

Mairead McGuinness กรรมการยุโรปด้านการเงิน ประกาศแผนเสนอกฎหมาย “ยูโรดิจิทัล” โดยจะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะในเร็วๆ นี้ และตั้งเป้าผ่านกฎหมายในรัฐสภายุโรปช่วงต้นปี 2023

ร่างกฎหมายที่ McGuinness กล่าวถึง จะให้อำนาจกับธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank หรือ ECB) ในการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency หรือ CBDC)

ฝั่งของ ECB ก็เริ่มงานพัฒนาต้นแบบ “ยูโรดิจิทัล” ไปบ้างแล้ว โดยยังไม่ฟันธงว่าจะเลือกโซลูชันทางเทคนิคแบบใด (มีทางเลือกทั้งแบบ centralized/decentralized ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลาง) และคาดว่าจะออกต้นแบบได้ช่วงปลายปี 2023

สัปดาห์ที่แล้ว เราเพิ่งเห็นธนาคารกลางสหรัฐเสนอแนวทาง CBDC ออกมาเช่นกัน โดยเป็นสถาปัตยกรรมแบบรวมศูนย์ที่ธนาคารกลาง แต่กระจายโหนดเพื่อป้องกันปัญหาล่มเท่านั้น

ที่มา – Politico

from:https://www.blognone.com/node/127160

เมื่อโลกถูกเปลี่ยนด้วย FinTech ธุรกิจต้องเปลี่ยนตามอย่างไร

เทคโนโลยีทางการเงินหรือ FinTech นั้นเป็นเทคโนโลยีที่สัมพันธ์กับชีวิตของคนทุกคน และการเข้ามาของ FinTech ก็ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวัน วิถีการทำงาน และแนวคิดของผู้คน ธุรกิจ และรัฐไปอย่างมาก FinTech เปลี่ยนอะไรไปแล้วบ้าง อะไรที่กำลังเปลี่ยน และสำหรับผู้ที่อยากจะเปลี่ยนต้องทำอย่างไร ติดตามกันได้ในบทความนี้ 

คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.com ผู้มาให้ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจาก FinTech และแนวทางการปรับตัวสำหรับธุรกิจทั้งขนาดเล็กและใหญ่

ปัจจุบันเราอาจพูดได้ว่า FinTech นั้นไม่ใช่คลื่นลูกใหม่เสียแล้ว แต่เป็นเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันที่ทุกคนต่างก็คุ้นเคยกันดี ผู้บริโภคทั่วไปและธุรกิจห้างร้านมีการใช้งาน FinTech อย่างแพร่หลายเป็นปกติ ในขณะที่ธนาคารและสถาบันการเงินก็มีการเร่งปรับตัวและเปลี่ยนแปลงแนวคิดอย่างแข็งขัน หรือแม้แต่รัฐบาลเอง ก็ยังมีการนำ FinTech มาใช้งาน สร้างเป็นนโยบายใหม่ๆในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมไปถึงแจกจ่ายสวัสดิการให้กับประชาชนในประเทศ 

โดยในประเทศไทย มีประเภทของ FinTech ที่น่าสนใจและมีการใช้งานจริงกันแล้ว ดังนี้

Digital Banking 

การทำธุรกรรมที่เดิมเคยผูกติดอยู่กับธนาคาร เช่น การฝากและถอนเงิน โอนเงิน นั้นไม่ถูกจำกัดว่าต้องไปทำที่ธนาคาร และทำธุรกรรมกับธนาคารอีกต่อไปแล้ว ในปัจจุบันผู้ใช้สามารถทำธุรกรรมได้หลากหลายมากขึ้น โดยหนึ่งรูปแบบที่ผู้อ่านน่าจะคุ้นเคยกันดีคือการใช้งาน Mobile Banking นั่นเอง

Crowdfunding

จากเดิมที่การหาเงินทุนในการทำธุรกิจจะต้องผ่านการกู้ธนาคาร FinTech ทำให้เจ้าของธุรกิจมีทางเลือกในการระดมทุนมากขึ้น เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถลงทุนในธุรกิจที่ตนสนใจ เช่น การระดมทุนผ่าน Kickstarter ที่ได้รับผลตอบแทนเป็นผลิตภัณฑ์ หรือการลงทุนธุรกิจผ่าน Peerpower ที่มีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ซึ่งการเข้ามาอยู่ในรูปแบบของแพลตฟอร์มดิจิทัลนั้นช่วยให้การบริหารสินเชื่อเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง ทำให้ผู้ลงทุนอาจได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นไปด้วย

Cryptocurrency 

Cryptocurrency และสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นนับเป็นกลไกรูปแบบใหม่ที่นอกจากจะเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น และนำไปช่วยงานในหลายๆอุตสาหกรรมได้

Payment Technology

การชำระเงินออนไลน์ก็ยังคงเป็นเทคโนโลยีที่มีความจำเป็นและได้รับการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีความพยายามในการเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว เปิดช่องทางใหม่ๆในการชำระเงิน และเพิ่มลูกเล่น เช่น การผ่อนชำระสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคใช้งานได้อย่างสะดวกที่สุด

Enterprise Financial Software

ธุรกิจไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต่างก็ต้องมีการจัดการเกี่ยวกับการเงินและบัญชี บริการซอฟต์แวร์การเงินสำหรับองค์กรจึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่สะดวก สามารถประสานงานภายในองค์กรและจัดการเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการให้บริการในรูปแบบ Software as a Service ยังมีค่าใช้จ่ายถูกลงกว่าซอฟต์แวร์องค์กรแบบเดิมๆ 

Investment Management 

FinTech เปิดกว้างโลกของการลงทุนให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม จากที่ต้องติดต่อสถาบันการเงินและมีความรู้อย่างลึกซึ้ง ในวันนี้มีเครื่องมือและเทคโนโลยีหลายประเภทที่เข้ามาช่วยให้การลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายขึ้น อีกทั้งในหลายๆแพลตฟอร์ม เช่น Jitta, Finnomena, และ Odini ยังมีข่าวสารและระบบแนะนำการลงทุนสำหรับมือใหม่ที่อาจไม่มีความเชี่ยวชาญหรือเงินทุนมากนัก

InsurTech 

ธุรกิจประกันภัยเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่พัฒนาประสิทธิภาพขึ้นเป็นอย่างมากด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการซื้อขายกรมธรรม์ การวางแผนซื้อประกัน หรือการเคลม ที่สามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านแอปพลิเคชันและอินเทอร์เน็ต

FinTech ไม่ได้กำลังจะเปลี่ยนโลก แต่ FinTech ได้เปลี่ยนโลกไปแล้ว

โลกธุรกิจของทุกวันนี้ขยับตัวและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งปัจจัยของความเร็วเช่นนี้คือ FinTech ที่เข้ามาช่วยให้การทำธุรกรรมและการบริหารการเงินสะดวกและเร็วขึ้น ประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น FinTech คือเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานได้โดยบุคคลทั่วไป พนักงาน ไปจนถึงผู้บริหารขององค์กรขนาดใหญ่ 

คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ บริษัท TARAD.com ได้เล่าถึงประสบการณ์ในการทำธุรกิจในยุคนี้ที่ถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่วิธีการหาเงินทุนมาจัดตั้งธุรกิจที่สามารถขอสินเชื่อผ่านผู้ให้บริการ FinTech ที่ยืดหยุ่นกว่าธนาคารทั่วไปหรือระดมทุนผ่าน Crowd Funding การใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาบริหารการเงิน รวมไปถึงจัดการและอนุมัติเอกสารต่างๆในบริษัท ไปจนถึงการชำระเงินและการรับชำระเงินจากลูกค้า ที่มีตัวเลือกให้เลือกใช้มากมาย สะดวกกับทั้งผู้รับและผู้จ่าย 

และเมื่อธุรกิจมีการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นตามแนวโน้มที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็จะส่งผลให้ FinTech มีบทบาทในธุรกิจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นธุรกิจในปัจจุบันไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตามควรเตรียมวางแผนและหาช่องทางในการนำ FinTech เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจ

ผู้บริหารคือตัวแปรหลักในการผลักดันเทคโนโลยี 

หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ในการนำ FinTech หรือเทคโนโลยีใดๆเข้ามาใช้ในธุรกิจไทย คือความไม่เข้าใจและไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยีหรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน ซึ่งในจุดนี้เป็นโจทย์ที่สำคัญที่ผู้บริหารองค์กรจะต้องตีให้แตก ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกเทคโนโลยีก็จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับการทำงานขององค์กร สามารถแก้ไขปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพได้จริง 

และหลังจากเลือกเทคโนโลยีที่จะใช้ได้แล้วผู้บริหารก็ต้องมีการส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีให้เหมาะสม มีการให้ความรู้ และสนับสนุนกระบวนการเพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าเทคโนโลยี FinTech ที่นำเข้าไปใช้นั้นได้ผลจริง ทำให้ชีวิตการทำงานของพวกเขาง่ายและมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี เมื่อสมาชิกองค์กรเห็นถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีอย่างชัดเจนแล้ว การนำไปใช้งานก็จะเกิดขึ้นเองโดยสมัครใจ 

อีกแง่มุมหนึ่งที่ธุรกิจจะต้องพิจารณา คือ Mindset ที่เจ้าของธุรกิจเองมีต่อเทคโนโลยี ผู้ประกอบการหลายรายมีความกังวลด้านความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และหวงแหนไม่อยากให้รัฐเข้ามายุ่งกับระบบการเงินภายในบริษัทมากเนื่องจากอาจจะก่อให้เกิดการตรวจสอบที่ทำให้ธุรกิจเสียประโยชน์ เช่น ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น หรือทำงานได้ล่าช้า ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการทำกำไรของบริษัท โดยคุณภาวุธได้ฝากเอาไว้ว่าประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับจากการดำเนินการอย่างโปร่งใสและ FinTech นั้นมีมากกว่าที่ธุรกิจจะต้องเสียแน่นอน 

สำหรับธุรกิจใดที่กำลังมองหาเทคโนโลยี FinTech เข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ อาจลองพิจารณาจากกระบวนการทำงานในปัจจุบันก่อนว่าขั้นตอนใดที่ดำเนินในรูปแบบเดิมมายาวนาน เหตุใดจึงเป็นแบบนั้น และสามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีได้หรือไม่ ซึ่งเทคโนโลยี FinTech ในปัจจุบันนั้นเปิดกว้างต่อการทดลอง หลายๆเจ้าเปิดให้ใช้ฟรีในช่วงเวลาจำกัด และหลายๆเจ้ามีการคิดค่าบริการแบบ Pay per use ทำให้ไม่ต้องลงทุนมากในการลอง

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีสื่อและแหล่งความรู้ออนไลน์มากมายให้ธุรกิจเข้าไปศึกษาและเอาเป็นแบบอย่าง เรียกได้ว่าการเริ่มต้นนำ FinTech มาใช้งานนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย ทั้งหมดทั้งมวลจึงเป็นคำถามกลับไปที่เจ้าของกิจการเองว่า ตัวคุณเองพร้อมหรือยังที่จะเริ่มต้นลงมือเปลี่ยนแปลง

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.jrit-ichi.com/cutting/2022/02/02/767/ 

from:https://www.techtalkthai.com/jrit-ichi-fintech-changes-and-business-adoptation/

รู้จักกับ FinTech เทคโนโลยีการเงินเปลี่ยนโลก อนาคตจะเป็นอย่างไร ธุรกิจจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

FinTech หรือ Financial Technology เป็นสาขาของสตาร์ทอัพที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากทั้งผู้บริโภคและธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ เพราะการเงินและเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการเงินนั้นมีแง่มุมการให้บริการมาก สัมผัสกับวิถีชีวิตและการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย และมีความสำคัญในทุกประเทศทั่วโลก 

คุณแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด พาเราไปทบทวนว่า FinTech คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ มีการเติบโตอย่างไรในช่วงที่ผ่านมา และจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ซึ่งทีมงาน TechTalkThai ได้สรุปมาให้อ่านกันแล้วในบทความนี้ 

คุณแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด

FinTech คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ

อุตสาหกรรมการเงินนั้นเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ โดยในสมัยก่อน อุตสาหกรรมการเงินมีผู้เล่นที่สำคัญอย่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่คอยคิดค้น พัฒนา และกำหนดทิศทางของผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆเข้ามานำเสนอต่อผู้บริโภค โดยธนาคารและสถาบันการเงินเหล่านี้ก็มีความพยายามในการพัฒนา Financial Technology ออกมาให้ผู้บริโภคได้ใช้กันอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบอินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง หรือการโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์ ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง

FinTech หรือ Financial Technology นั้นไม่ได้เป็นเทคโนโลยีที่ถูกจำกัดว่าจะต้องเกิดจากบริษัทสตาร์ทอัพเสมอไป แต่สิ่งที่เรามักจะได้เห็นอยู่เสมอจากสตาร์ทอัพด้าน FinTech คือไอเดียที่แปลกใหม่ โซลูชันที่เกิดขึ้นและมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และการใช้งานที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มได้ดีเยี่ยม ที่เป็นอย่างนี้ก็อาจเพราะสตาร์ทอัพ FinTech นั้นมักมีเป้าหมายที่โฟกัสไปอย่างชัดเจน และใช้เทคโนโลยีในการปรับปรุงสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ต่างจากธนาคารและสถาบันการเงินที่ต้องโฟกัสกับตลาดหลายแง่มุม และมักมีขนาดองค์กรที่ใหญ่ ไม่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้รวดเร็วนัก

สตาร์ทอัพ FinTech ในปัจจุบันนำเสนอเทคโนโลยีที่เข้ามาให้บริการทางการเงินในหลายๆด้าน เช่น ขั้นตอนการชำระเงินออนไลน์ ระบบชำระเงินสำหรับร้านค้าออฟไลน์ (Stripe) ระบบสินเชื่อสำหรับรายย่อย ระบบดูแลการลงทุนและ AI แนะนำการลงทุน (Finnomena) กระเป๋าสตางค์ดิจิทัลครบวงจร (Alipay) ระบบบัญชีสำหรับธุกริจ ไปจนถึงธุรกิจ Cryptocurrency ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

Finnomena คือแพลตฟอร์มซื้อขายกองทุนรวมที่ใช้งานง่าย มีคำแนะนำการลงทุน และใช้ AI ในการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อคัดเลือกกองทุน

FinTech มีผลิตภัณฑ์สำหรับทุกคน

ขึ้นชื่อว่าเทคโนโลยีเกี่ยวกับการเงินแล้วก็ใช่ว่า FinTech นั้นจะมีผลิตภัณฑ์แค่สำหรับธุรกิจรายใหญ่หรือผู้ที่มีรายได้มากเท่านั้น เพราะในปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีการเงินจำนวนมากที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อผู้ใช้งานที่อาจยังไม่ได้รับการซัพพอร์ตที่ดีพอจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม เช่น บริการ Micro Lending ที่ใช้อัลกอริทึมในการพิจารณาคำขอกู้ยืมสำหรับผู้รายได้น้อยที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อแบบดั้งเดิมที่มีเกณฑ์การปล่อยกู้ที่ค่อนข้างเคร่งครัด, บริการกระเป๋าสตางค์ดิจิทัลโอนและรับเงินสำหรับผู้ไม่มีบัญชีธนาคาร, หรือแอปพลิเคชันการลงทุนที่สามารถเริ่มลงทุนได้แม้งบน้อย

นอกจากบริการแบบ B2C แล้ว FinTech เองก็มีการให้บริการในรูปแบบ B2B ด้วย และสตาร์ทอัพด้าน FinTech จำนวนไม่น้อยก็มีผลิตภัณฑ์​ที่เหมาะกับการนำไปใช้ในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใดก็ตาม เช่น PEAK โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการบัญชีบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพได้ง่ายๆ และ ICON CRM ระบบออนไลน์ที่ช่วยบริหารระบบงานขายและข้อมูลลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ 

ตัวอย่างเครื่อง Terminal จาก Square (https://squareup.com/us/en) ที่ช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กรับการชำระเงินจากหลายๆช่องทางได้อย่างปลอดภัย เชื่อมต่อกับร้านออนไลน์ อีกทั้งยังมีระบบเสริมอื่นๆ เช่น ระบบสมาชิก ระบบจัดการทีมงาน และระบบจัดการเงินสด (Credit: Clay Banks)

FinTech ใช้เทคโนโลยีอะไรบ้าง 

FinTech นั้นโดยรวมแล้วไม่มีการใช้งานเทคโนโลยีที่ตายตัว แต่จะเป็นการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาใช้พัฒนาโซลูชันตามไอเดียที่ได้คิดขึ้นมามากกว่า ซึ่งเทคโนโลยีที่มักจะพบว่ามีการใช้งานเยอะในการสร้างสรรค์ FinTech จะมี เช่น 

  • AI และ Machine Learning – ใช้ในงานวิเคราะห์ข้อมูล ทำนายผลลัพธ์ และการตัดสินใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานของหลายๆระบบ
  • Cloud – โครงสร้างพื้นฐานในการให้บริการต่างๆออนไลน์ ช่วยให้ธุรกิจสามารถพัฒนาโซลูชันได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
  • Blockchain – ช่วยเพิ่มความโปร่งใส (Transparency) ให้กับขั้นตอนการดำเนินงาน และเป็นวิธีการเก็บรักษาข้อมูลที่ปลอดภัย ปลอมแปลงไม่ได้ อีกทั้งยังมีระบบ Smart Contract ช่วยในการสร้างขั้นตอนที่ทำงานได้โดยอัตโนัมติ 

ในอนาคตเราอาจได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆชนิดอื่นเข้ามาสร้างความตื่นเต้นให้กับเทคโนโลยีการเงินอีกมาก เช่น Quantum Computing ที่จะช่วยให้การประมวลผลเร็วขึ้นและอาจจะเปลี่ยนหลายๆอย่างไป

อนาคตของ FinTech 

การเข้ามาของ FinTech กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากในอุตสาหกรรมการเงิน โดยในระยะหลังๆเราจะเห็นได้ชัดว่าธนาคาร สถาบันการเงิน หรือแม้กระทั่งหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ต่างก็ต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมมากขึ้นสำหรับนวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ๆ และโมเดลธุรกิจการเงินใหม่ๆที่เกิดขึ้นเพราะสตาร์ทอัพ FinTech 

ในช่วงแรกของกระแส FinTech หลายฝ่ายมองว่าคลื่นลูกใหม่ของวงการการเงินนี้อาจเข้ามาทำลายและแทนที่การให้บริการของธนาคารแบบเก่าอย่างสิ้นเชิง แต่ในวันนี้เราได้เห็นแล้วว่า FinTech นั้นไม่ได้ทำลาย แต่เปลี่ยนแปลงการให้บริการหลายๆอย่างของธนาคารไป และนอกจากการแข่งขันกับธนาคารแล้ว บริษัท FinTech จำนวนไม่น้อยก็ได้ปรับแนวทางมาเป็นการร่วมมือกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมเพื่อส่งมอบเทคโนโลยีที่ดีและครอบคลุมยิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้งาน ปรับปรุงการให้บริการของธนาคารให้สะดวกขึ้น ดีขึ้น และเป็นมิตรกับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น 

โดยในปัจจุบัน หากผู้บริโภคหรือธุรกิจใดสนใจนำ FinTech เข้ามาใช้งานก็สามารถติดต่อผ่านทางธนาคารที่เป็นลูกค้าอยู่ได้ทันที ซึ่งธนาคารส่วนมากจะมีความร่วมมือกับสตาร์ทอัพ FinTech อยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง และสามารถให้คำแนะนำได้ในระดับหนึ่ง

ความร่วมมือและการแข่งขันไปพร้อมๆกันของธนาคารและสตาร์ทอัพ FinTech เช่นนี้ เป็นแนวโน้มที่เราจะได้เห็นกันไปเรื่อยๆในอนาคตอย่างแน่นอน ก็ต้องมารอลุ้นกันว่าสถาบันการเงินและบริษัท FinTech จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและยกระดับบริการทางการเงินไปในทิศทางไหนต่อไป

อ่านเกี่ยวกับ FinTech เพิ่มเติมได้ที่ https://www.jrit-ichi.com/cutting/2022/01/19/691/ 

from:https://www.techtalkthai.com/jrit-ichi-get-to-know-fintech-world-disruptor/

ญี่ปุ่นเตรียมออกกฎคุมเงินคริปโต ต้องเป็นธนาคารและบริษัทโอนเงินถึงสร้าง stablecoins ได้

หน่วยงาน Financial Services Agency (FSA) ของญี่ปุ่น ที่ดูแลด้านการเงินในประเทศ เตรียมออกกฎใหม่ ในปี 2022 ควบคุมคริปโตตระกูล stablecoins หรือเหรียญที่ตรึงมูลค่าไว้เท่ากับค่าเงินในโลกความจริง โดยจะอนุญาตให้ธนาคารและผู้ให้บริการรับโอนเงิน (wire transfer service) เท่านั้นเป็นผู้ออกเหรียญ stablecoins

ยังไม่มีข้อมูลว่านอกจากเงิน stablecoins ในประเทศแล้ว ญี่ปุ่นจะยอมรับเหรียญที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้เช่น USDT ของ Tether หรือ BUSD ของ Binance และเจ้าอื่นหรือไม่ แต่หน่วยงานระบุว่าจะให้ความชัดเจนกับกฎที่เกี่ยวข้องกับเงินคริปโตมากขึ้นในปี 2022

เหตุผลของการออกกฎนี้ของญี่ปุ่นคือเป็นไปเพื่อป้องกันการเกิด “bank run” หรือเหตุที่คนแห่กันไปถอนเงินออกมาจากธนาคารพร้อมกัน เทียบได้กับถ้าคนแห่กันไปถอนเงินที่มีไว้เพื่อค้ำยันมูลค่าของ stablecoins ที่อิงกับเงินจริง ซึ่งการแห่ไปถอนเงินออกจะทำให้ stablecoins สูญเสียมูลค่า และไม่สามารถคงมูลค่าเท่ากับเงินจริงได้ ก่อให้เกิดปัญหาในการแลกเปลี่ยน และเกิดปัญหาต่อผู้ถือเงินนั้น

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/126207

สรุปกรณีบัตรเครดิตรั่ว ตัดเงินมั่ว เกิดจากอะไร ? พร้อมวิธีป้องกันที่ทำได้จริงและง่ายสุดๆ

กลายเป็นข่าวใหญ่ต้อนรับสัปดาห์ใหม่ของชาวไทยกันเลยทีเดียว กับกรณีเงินถูกหักจากบัญชีกันรัว ๆ สำหรับผู้ใช้บัตรเดบิตและเครดิต และที่สำคัญคือเกิดขึ้นกับลูกค้าของหลากหลายธนาคารไทย จนกระทั่ง ณ ตอนนี้ก็ยังสรุปต้นตอที่แท้จริงไม่ได้ ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเร่งออกแถลงการณ์ว่าไม่เกี่ยวข้องกับข่าวลือเรื่อง App ดูดเงินแต่อย่างใด แต่อาจเกิดจากความหละหลวมของผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์มากกว่า งานนี้ DroidSans จะพาไปดูความเป็นไปได้ในแง่ที่มาที่ไปและวิธีการป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับบัญชีของเราเบื้องต้นอย่างไรได้บ้าง

สาเหตุเงินถูกหัก ผู้เสียหายนับหมื่น มูลค่าทะลุ 130 ล้าน ! อาจเป็นเพราะความหละหลวมในการใช้บัตรจริง ๆ ไม่เกี่ยวกับ App ดูดเงินตามข่าวลือ

เรื่องแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อนเลย จากกรณีที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับสมาคมธนาคารไทย (ตัวแทนธนาคารทั้งหมดนั่นแหละ) ได้มีการแถลงข่าวเรื่องประเด็นปัญหานี้เอาไว้ตั้งแต่ช่วงกลางดึกของคืนวันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา คืนเดียวหลังจากตลอดวันอาทิตย์ที่เกิดปัญหาขึ้นความว่า

ไม่ได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลจากธนาคาร และไม่ใช่ App ดูดเงินอะไรตามข่าวลือที่ปรากฎ แต่อาจเกิดจากการทำธุรกรรมชำระค่าสินค้าและบริการบนร้านค้าออนไลน์ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจจดทะเบียนในต่างประเทศและอาจไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย

จากแถลงการณ์เบื้องต้นในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาจากทั้งทางธนาคารแห่งประเทศไทยและตัวแทนภาคธนาคารพาณิชย์อาจไม่ได้ผิดไปจากความเป็นไปได้จริง ๆ มากนัก เพราะจากพฤติกรรมการใช้งานจริงของชาวเน็ตไทยและรวมถึงมาตรการการคุ้มครองเรื่องความปลอดภัยของบัตร ฯ (ทุกชนิด) ในไทยนั้น ยังต้องนับว่ามีช่องว่างให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสได้อยู่มาก ซึ่งปัจจัยหรือต้นตอหลักที่ก่อให้เกิดปัญหาลักษณะดังกล่าวนั้นน่าจะเข้าสาเหตุด้าน “ความหละหลวมในการใช้บัตรทั้งโดยผู้ซื้อและร้านค้า” มากที่สุดและไม่น่าใช่กรณี App ดูดเงินอะไรทำนองที่เป็นข่าวแต่อย่างใด สาเหตุอาจเกิดจากตัวอย่างต่อไปนี้

  • ร้านค้าแบบ Offline ไม่มีการรักษาความปลอดภัยในการใช้ข้อมูลบัตรของลูกค้า | กรณีนี้ยังคงเป็นเคสที่ยอดฮิต คือผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนไม่น้อย ยังมีวิธีการบันทึกรหัสบัตรลงระบบหรือจดลงสมุดบันทึกเพื่อตัดยอดกันอยู่เลย Manual สุด ๆ
  • เครื่องรับจ่ายเงินร้านค้า ไม่อัพเกรด | อาจเป็นอีกปัจจัยที่มีส่วนทำให้ข้อมูลบัตรบนระบบไม่ปลอดภัย หากร้านค้าไม่มีการอัพเกรดหรือเปลี่ยนเครื่องรูดบัตรที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายการรับจ่ายเงินให้เป็นรุ่นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา อย่างเช่นเทคโนโลยี Contactless Payment อย่างเช่น VISA payWave ที่มีนานและก็ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยกว่า แต่ปัจจุบันแม้กระทั่งห้างร้านใหญ่ ๆ บ้านเราก็ยังทำให้ประสบการณ์การแตะจ่าย ไม่สะดวกอยู่เลย เช่นเครื่องไม่อ่าน เครื่องช้าขอเสียบบัตรดีกว่า เป็นต้น

  • ร้านค้าแบบ Online ที่ไม่มีการใช้บริการ Payment Gateway ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย | ร้านค้าออนไลน์โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำระบบเป็นเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นอิสระ แต่กลับไม่มีการทำระบบรับจ่ายเงินที่ปลอดภัย เคสนี้น่ากลัวสุด ๆ เลยแหละ เราไม่มีทางมั่นใจได้เลยว่า เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นของผู้ค้าจะไม่มีช่องโหว่ในการจัดเก็บข้อมูลบัตรของพวกเราเอาไว้
  • ผู้บริโภคเองก็ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลบัตร | งานนี้ต้องยกปัจจัยสำคัญอีกข้อหนึ่งคือพวกเราเองด้วย เป็นเจ้าของบัตรแต่อาจไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในการใช้จ่ายเงินด้วยบัตรกันมากเท่าที่ควร ทุกวันบางคงยังมีการซื้อสินค้าทางโทรศัพท์แล้วแจ้งรายละเอียดบัตรแบบปากเปล่ากันอยู่เลย วิธีการนี้บางประเทศผิดกฎหมายไปแล้วด้วยซ้ำเพราะอันตรายมาก ๆ

ในเบื้องต้นสำหรับความเสียหายทั้งหมดกรณีไม่ใช่ความผิดของผู้เสียหาย ทางธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเอาไว้อยู่ราว 10,000 กว่าบัญชีผู้เสียหาย สามารถติดต่อ Call Center ของแต่ละธนาคารเพื่อดำเนินการขอเงินคืนได้เต็มจำนวนทั้งกรณีบัตรเดบิตและเครดิต อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าจากรายงานข่าวช่วงกลางดึกของวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น มีรายงานบัญชีผู้เสียหายหลายหมื่นบัญชีไปแล้ว ซึ่งหมายความว่ายังมีบัญชีผู้เสียหายอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องรอการตรวจสอบว่าเป็นธุรกรรมที่เกิดจากมิจฉาชีพจริงหรือไม่ ก่อนจะสามารถขอคืนเงินกันได้ต่อไป

ธนาคารไทยร่วมแถลงการณ์กำหนดมาตรฐานใหม่เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านธุรกรรมบัตรทุกประเภท ทำทันที !

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากประกาศธนาคารแห่งประเทศหลังมีการหารือร่วมกันกับธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ได้มีการกำหนดมาตรฐานใหม่ที่ต้องทำร่วมกันทันทีเพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านการใช้งานบัตรเอาไว้เบื้องต้นได้แก่ 1) ยกระดับความเข้นข้นในการตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติพร้อมระงับการใช้งานทันที 2) เพิ่มช่องทางการแจ้งเตือนที่หลากหลาย 3) มาตรการการได้รับเงินคืนกรณีไม่ใช่ความผิดเจ้าของบัญชี และ 4) เร่งหารือกับผู้ให้บริการระบบบัตร สำหรับการบังคับให้ใช้การยืนยันตัวตนเพื่อทำธุรกรรมออนไลน์ (OTP) นั่นเอง

วิธีการเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัตร ฯ ของเรา กันไว้ดีกว่าตามแก้ ทำได้เลยไม่ต้องรอมาตรการรัฐ

สำหรับพวกเราในฐานะผู้ใช้งานบัตรทั้งหลาย ทีมงาน DroidSans ได้ทำรายการสรุปสำหรับวิธีเพิ่มความปลอดภัยให้แก่การใช้งานบัตรของพวกเราที่สามารถทำกันได้เองทันที ไม่ต้องรอความช่วยเหลือหรือมาตรการรัฐใด ๆ เพิ่มความปลอดภัยได้ไม่มากก็น้อยแน่นอน ดังต่อไปนี้

  • ขูดเลข CVV 3 ตัวหลังบัตรออก | เป็นวิธีการสุดคลาสสิคแต่ช่วยได้แน่นอนโดยเฉพาะกรณีการนำบัตรไปใช้รูดหรือยื่นให้พนักงานร้านค้าแบบ Offline ต้องถือบัตรของเรานั่นเอง แต่อย่าลืมหาที่จดหรือจำเอาไว้ให้ดีนะ 😆
  • ตั้งระบบแจ้งเตือนทุกการใช้จ่ายในบัญชี | อีกมาตรการที่ช่วยให้เรารับรู้ความเคลื่อนที่เกี่ยวข้องกับบัญชีของเราทุกรายการ และทุกวันนี้มีช่องทางให้เลือกได้ตามความสะดวกของเราเลยไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนผ่าน Mobile Banking App – Line Connect หรือ SMS ก็ตาม ส่วนคำแนะนำที่สำคัญที่สุดอีกข้อนึงคือ มีธนาคารจำนวนมากนำเสนอการแจ้งเตือนแบบนี้ฟรี ๆ หากธนาคารที่คุณใช้อยู่ยังขอคิดเงินสำหรับการแจ้งเตือน ต้องพิจารณาย้ายค่ายกันหน่อยแล้ว

  • ล็อคการใช้งานบัตรที่ไม่ได้ใช้เป็นประจำ | ปัจจุบันแทบจะทุกธนาคารอนุญาตให้เราสามารถล็อคหรือปิดการใช้งานบัตรชั่วคราวได้ ซึ่งช่วยเรื่องความปลอดภัยได้มากสำหรับคนที่พกบัตรหลายใบแต่อาจจะมีบางใบไม่ได้ใช้บ่อย ๆ
  • บัตรไหนรู้สึกว่าเสี่ยง ปรึกษา Call Center ธนาคารให้ตรวจสอบหรือเปลี่ยนบัตรใหม่ได้เลย | เรื่องนี้สำคัญมากถ้าเราเริ่มรู้สึกว่าพฤติกรรมของเราอย่างใดอย่างหนึ่งอาจทำให้บัตรไม่ปลอดภัย เราสามารถติดต่อให้ทางธนาคารดูแลเรื่องตรวจสอบและขอเปลี่ยนบัตรได้เสมอ

  • ตั้งค่ายืนยันตัวตนสำหรับการใช้จ่ายออนไลน์ | วิธีการยืนยันตัวตนเช่นการใช้ OTP (One-time Password) นั้นมีให้บริการสำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ด้วยบัตรมานาน แต่ยังมีผู้ใช้งานบัตรจำนวนไม่น้อยไม่ได้ตั้งค่าหรือไม่รู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่ ติดต่อธนาคารผู้ออกบัตรให้ตั้งค่าให้ได้ทันทีจะช่วยเสริมความปลอดภัยได้อีกมาก
  • เลือกผูกบัตร – ใช้บัตรกับผู้ประกอบการที่มีความน่าเชื่อถือสูงเท่านั้น | วิธีการนี้ดูไม่มีอะไรพิเศษ แต่ผู้เชี่ยวชาญจากวงการความปลอดภัยด้านข้อมูลแนะนำไปในทางเดียวกันเลยว่า เป็นหนึ่งวิธีที่สำคัญมากที่จะช่วยให้เราอยู่รอดปลอดภัยไม่ตกเป็นเหยื่อการขโมยข้อมูลบัตร เพราะผู้ประกอบการ ร้านค้าออนไลน์ เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชั่นของร้านค้านี่แหละ เป็นต้นตอชั้นดีสำหรับช่องว่างของมิจฉาชีพบนโลกไซเบอร์ กรณีที่พวกเขาไม่ได้ออกแบบหรือมีมาตรการด้านความปลอดภัยที่ดีพอในระบบการซื้อ – ขายสินค้าและบริการด้วยบัตรนั่นเอง

 

อ้างอิง: แถลงข่าว ธนาคารแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 | แถลงข่าว ธนาคารแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2

from:https://droidsans.com/background-and-measures-on-bot-issues-on-automatic-cash-out/

ยอดการใช้บัตรแตะจ่ายของคนไทยพุ่ง 3.8 ล้านครั้งต่อเดือน และช้อปออนไลน์ ทุก 2 วัน

วีซ่า ได้ออกมาเผยข้อมูลเกี่ยวกับการชำระเงินของผู้บริโภคในประเทศไทย โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการใช้จ่ายผ่านบัตรวีซ่าในรูปแบบการแตะจ่ายสูงถึง 3.8 ล้านครั้ง และสำหรับการใช้จ่ายออนไลน์ วีซ่าได้เผยข้อมูลว่าคนไทยซื้อของออนไลน์ทุก ๆ 2 วัน หรือ 14 ครั้งต่อเดือน โดยการช้อปผ่านแอปพลิเคชันได้รับความนิยมมากกว่าการช้อปผ่านเว็บไซต์

แตะจ่ายผ่านบัตรเพิ่มเป็น 3.8 ล้านครั้งในเดือนมิถุนายน

ด้วยสถานการณ์โรคระบาด แม้ว่าหลายคนทำงานที่บ้านกัน แต่อีกหลายคนยังจำเป็นต้องออกจากบ้านอยู่เสมอ แน่นอนว่าออกมาแล้วก็ต้องมีการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งหากทำด้วยเงินสดปกติก็มีความเสี่ยง แต่เดี๋ยวนี้การชำระเงินทำได้ง่ายและมีหลายรูปแบบ หนึ่งในวิธีที่นิยมมากที่สุดในขณะนี้ก็คือการชำระแบบแตะจ่าย หรือที่เราเรียนกันว่า Contactless Payment โดยทางวีซ่าได้เผยข้อมูลที่น่าสนใจออกมาว่าปัจจุบันมีการชำระเงินแบบ Contactless สูงขึ้นมา ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มียอดการใช้งานการแตะจ่ายของวีซ่าสูงถึง 3.8 ล้านครั้ง

“สถานการณ์ในปัจจุบันกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใช้การชำระเงินในรูปแบบ Contactless มากขึ้นและในอัตราที่เร็วขึ้น การชำระเงินแบบ Contactless เริ่มนำมาใช้ครั้งแรกในประเทศไทยใน พ.ศ. 2551 และมียอดผู้ใช้บริการแตะเพื่อจ่ายถึงสองล้านครั้งเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน 2563 นับจากนั้นเราได้เห็นอัตราการใช้งานอย่างก้าวกระโดด โดยเป็นเพราะการชำระเงินแบบ Contactless นั้นช่วยให้ผู้บริโภค และร้านค้ามีช่องทางการชำระ และรับชำระเงินที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางการแพร่ระบาดในครั้งนี้” คุณสุริพงษ์ ตันติยานนท์, ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทยกล่าว

โดยสาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะชำระเงินแบบแตะจ่ายนั้นแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของความปลอดภัย เพราะจากการศึกษาเรื่องทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภคประจำปีของวีซ่า (Visa Consumer Payment Attitudes Study) พบว่า กว่า 68 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ใช้งานการแตะจ่ายรู้สึกปลอดภัยจากโรคระบาดโควิด-19 มากกว่าการชำระเงินด้วยเงินสด และกว่า 28 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งานการแตะจ่ายของวีซ่าวไทย ได้เริ่มใช้งานระบบการแตะจ่ายผ่ายบัตรต่าง ๆ ไม่ว่าจะบัตรเครดิต เดบิต หรือบัตรเติมเงินต่าง ๆ ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 

ทุกวันนี้เราก็สามารถใช้งานบัตรวีซ่าเพื่อแตะจ่ายผ่านการซื้อของในห้างสรรพสินค้าหรือแตะจ่ายค่ารถโดยสารประจำทางก็ทำได้เช่นกัน และทางวีซ่ามีแผนจะขยายความครอบคลุมให้มากขึ้นอีก

นอกจากนี้ ยังมีผลการวิจัยว่า แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะลดลง คนไทยจะมีแนวโน้มจะลดการใช้จ่ายด้วยเงินสดลงด้วยเช่นกัน

ช้อปปิ้งออนไลน์โตต่อเนื่อง คนไทยช้อปออนไลน์ 14 ครั้ง ใน 1 เดือน

อย่างที่เราทราบกันดีว่าการช้อปปิ้งออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วง 2-3 ปีให้หลังมานี้ และการมาของโรคระบาดก็ทำให้คนต้องอยู่บ้านกันมากขึ้น การซื้อของต่าง ๆ ก็ต้องทำผ่านออนไลน์ ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ “แอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์” โดยข้อมูลจากทางวีซ่า ที่ได้ทำการศึกษาเรื่องทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภคประจำปี (Visa Consumer Payment Attitudes Study) พบว่า ผู้บริโภคชาวไทยเลือกช้อปผ่านแอปฯบนสมาร์ทโฟนโดยเฉลี่ยทุก 2 วัน หรือประมาณ 14 ครั้งต่อเดือน

ช่องทางในการชำระเงินของคนในแต่ละวัยก็มีความแตกต่างกัน โดยสำหรับคนใน Generation Z  (มหาลัย – เพิ่งเริ่มทำงาน) กว่า 70 เปอร์เซ็นต์เลือกที่จะใช้จ่ายผ่านกระเป๋าเงิน e-wallet ของตัวแอปเอง ในขณะที่คนยุค Baby Boomer (อายุราว 60+) มักจะใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากกว่า ด้วยตัวเลขที่ 59 เปอร์เซ็นต์ โดยข้อมูลจากการศึกษานี้ได้ระบุอีกว่า ผู้ที่เข้าร่วมทำแบบสอบถามจะมีแนวโน้มใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น เมื่อมีความั่งคั่งทางการเงินที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ผู้คนยังนิยมการช้อปปิ้งผ่านทางแอปฯมากกว่าการช้อปผ่านหน้าเว็บไซต์ ด้วยความสะดวกรวดเร็ว ค้นหาสินค้าง่าย และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์มากขึ้น ไม่ว่าจะ Shopee, Lazada, JD Central และอื่น ๆ ซึ่งทางแอปฯเหล่านี้มีการรวมสินค้าจากหลากหลายหมวดหมู่เข้าไว้ด้วยกัน และการชำระเงินก็ทำได้หลายรูปแบบ ที่สำคัญสามารถใช้เพื่อชำระบิลต่างหรือซื้อดีลอาหาร/ดีลส่วนลด รวมถึงเติมเงินหรือสมัครแพ็กเกจเสริมอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย

จากฟีเจอร์และความหลากหลายของบริการนี้บวกกับสถานการณ์ของโรคระบาดในปัจจุบัน ทำให้เราทราบเหตุผลว่าทำไมยอดผู้ใช้งานแอปพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์ถึงเพิ่มมากขึ้นและเป็นผลให้คนไทยช้อปปิ้งออนไลน์มากถึงเดือนละ 14 ครั้ง หรือ ทุก ๆ 2 วัน

สำหรับการชำระเงิน ในปัจจุบันมีช่องทางการชำระที่หลากหลายให้ผู้ใช้งานได้เลือกตามความสะดวก ซึ่งตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าคน Gen Z จะชอบการใช้จ่ายผ่านโมบายล์วอลเล็ต ไม่ว่าจะเป็น TrueMoney Wallet, Shopee Pay Wallet, Rabbit Line Pay หรืออื่น ๆ ในขณะที่ Gen Baby Boomer จะชอบการจ่ายผ่านบัตรเครดิตเสียมากกว่า แต่ในปัจจุบัน ตัวเลขจากการสำรวจของวีซ่าพบว่า 87 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคก็ยังคงเลือกใช้จ่ายผ่านแอปโมบายล์วอลเล็ตอยู่ดี แม้จะไม่ได้รับรีวอร์ดตอบแทน เช่น ส่วนลด หรือเครดิตเงินคืน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องความรวดเร็ว ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย จากการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลมากว่าผลตอบแทนในการใช้จ่าย ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยมีแอปพลิเคชั่นที่มีฟังก์ชันวอลเล็ตเฉลี่ยที่ 3.5 แอปบนมือถือ แต่เกือบ 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าพวกเขาอยากได้แอปเดียวที่ตอบโจทย์ทุกเรื่องในการทำธุรกรรมและการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การจับจ่ายซื้อของ บริการเรียกใช้ยานพาหนะ บริการด้านต่าง ๆ ตลอดจนใช้ซื้อประกัน

 

ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์

from:https://droidsans.com/contactless-payment-and-online-shopping-growing-rapidly-thailand/