คลังเก็บป้ายกำกับ: FIFAWORLDCUP2022

[รีวิว] ติดขอบสนาม Technology Innovations ใน FIFA World Cup 2022 ที่กาตาร์

มหกรรมฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ได้เปิดฉากการแข่งขันนัดแรกของแต่ละกลุ่มแล้ว สิ่งที่ถูกกล่าวถึงกันมากที่สุดนอกเหนือจากสีสันของผลการแข่งขันนั่นก็คือ นวัตกรรมเทคโนโลยีที่นำเข้ามาใช้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา จะเห็นได้จากการยิงประตูที่ดีใจเก้อในหลายๆ ครั้ง ล้วนถูกปฏิเสธสกอร์จากการทำงานของเทคโนโลยีที่ถูกติดตัังไว้ภายในสนามฟุตบอลเพื่อรับบทบาทการเป็นผู้ช่วยให้กับผู้ตัดสินชี้ขาดได้รวดเร็วมากขึ้น ทำให้มีผลการแข่งขันที่ขาวสะอาด ไร้ซึ่งดราม่าหลังเกม ประจักษ์ชัดด้วยภาพเคลื่อนไหวแบบ 3D สู่สายตาผู้ชมทั่วทุกมุมโลก เบื้องหลังความล้ำสมัยเหล่านี้ ถูกขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมเทคโนโลยีซึ่งเข้ามามีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นการยกระดับให้กับวงการกีฬาสู่ความยั่งยืนที่ยอดเยี่ยม
 

Image Blackground : FIFA
นอกจากผลการแข่งขันที่มีทั้งการโชว์ฟอร์มสมกับราคาทีมเต็งแชมป์หรือการพลิกล็อกหักปากกาเซียนแบบช็อกโลก ยังมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันมากมาย ทั้งการตัดสินให้ลูกจุดโทษย้อนหลังหรือการใช้เทคโนโลยีการตรวจจับล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ ประสิทธิภาพได้แสดงให้เห็นกันในทุกเกมการแข่งขันโดยเฉพาะแมตท์การแข่งขันระหว่างทีมอาร์เจนติน่า กับ ซาอุดีอาระเบีย ที่มีการปฏิเสธสกอร์แม้ว่าจะส่งลูกบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายถึง 3 ครั้งโดยทีมฟ้าขาวจากทวีปอเมริกาใต้ที่มีสตาร์ดาวดังอย่าง “เมสซี่” ก็ติดกับดักเทคโนโลยีนี้ด้วยเช่นกัน
 
 

Technology Innovations

FIFA World Cup 2022 ที่กาตาร์


 

 

เทคโนโลยี AI Rihla และ Multi-Camera ทั้ง 8 สนาม

Al Rihla แปลว่า “การเดินทาง” ในภาษาอาหรับ และได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เรืออันเป็นเอกลักษณ์ และธงชาติกาตาร์

Image Credit : Adidas
Al Rihla เป็นหนึ่งในนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของทัวร์นาเมนต์นี้ ภายในลูกบอลคือระบบกันสะเทือนของ Adidas ซึ่งมีหน่วยวัดแรงเฉื่อย 500Hz เซ็นเซอร์ Inertial Measurement Unit (IMU) ตรวจจับการเคลื่อนไหวและส่งข้อมูลออกมา 500 ครั้งต่อวินาที เป็นข้อมูลเชิงลึกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในทุกองค์ประกอบของการเคลื่อนไหวของลูกฟุตบอลและใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในตัวแบบชาร์จไฟได้ เทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นสำหรับผู้เล่นและไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของลูกบอล
 
ข้อมูลจากลูกฟุตบอลจะช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลการสัมผัสที่ไม่ชัดเจนเพื่อปรับปรุงคุณภาพและความเร็วของการตัดสินใจในห้อง VAR (Video Assistant Referees) และเทคโนโลยีล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ ด้วยประสิทธิภาพของข้อมูลที่ได้รับจากลูกฟุตบอลแบบเรียลไทม์ที่มีความแม่นยำสูง จะช่วยยกระดับมาตรฐานให้กับวงการกีฬาฟุตบอลทั้งในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการถ่ายทอดประสบการณ์สู่แฟนบอล
 
เทคโนโลยี Multi-Camera ลูกฟุตบอลจะทำงานเชื่อมต่อผสานการทำงานร่วมกับกล้องแบบติดตามเฉพาะจำนวน 12 ตัวที่ถูกติดตั้งอยู่รอบขอบสนาม เพื่อรับข้อมูลที่ถูกติดตามตำแหน่งภายในสนามหญ้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปให้กับผู้จัดการทีมและผู้ตัดสินผ่านแอปของ FIFA เพื่อประเมินผลข้อมูลของผู้เล่นทั้งสองฝ่ายรวมไปถึงการบันทึกค่าสถิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขัน
 

เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ (Semi-automated offside) และการให้สกอร์ (scoring technology)

FIFA ได้ประกาศว่าเทคโนโลยีการล้ำหน้าแบบกึ่งอัตโนมัติจะถูกนำมาใช้ที่ FIFA World Cup 2022 ในกาตาร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน โดยนำเสนอเครื่องมือสนับสนุนสำหรับเจ้าหน้าที่วิดีโอแมตช์และเจ้าหน้าที่ในสนาม เพื่อช่วยให้พวกเขาทำหน้าที่ออกมาได้อย่างรวดเร็วขึ้น แม่นยำยิ่งขึ้น และการตัดสินใจล้ำหน้าที่สามารถทำซ้ำได้มากขึ้น
 
โดยหลังจากประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี VAR ในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน ได้ประกาศใน The Vision 2020-23 ว่า FIFA จะพยายามใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีในฟุตบอลอย่างเต็มที่และปรับปรุง VAR ให้ดียิ่งขึ้น ในอีกสามปีถัดมา FIFA ยังคงเป็นผู้นำด้าน “technology in the game”
 
FIFA ทำงานร่วมกับ Adidas และพันธมิตรต่างๆ เพื่อความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและผู้ให้บริการเทคโนโลยี ฟีฟ่าได้ใช้เวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาในการปรับปรุงระบบ VAR ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าแบบกึ่งอัตโนมัติเข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานการแข่งขันให้ผลออกมาขาวสะอาดมากที่สุด
 
จุดเด่น: เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ
    • ระบบแจ้งเตือนการล้ำหน้าอัตโนมัติแก่ทีมเจ้าหน้าที่ควบคุมการแข่งขันในห้องวิดีโอ VAR
    • 3D animation ช่วยปรับปรุงการสื่อสารไปยังแฟนๆ ในสนามกีฬาและผู้ชมโทรทัศน์
    • เทคโนโลยีได้รับการทดสอบเรียบร้อยแล้วในการแข่งขัน FIFA ครั้งก่อน
ข้อมูลด้านเทคนิค
แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เทคโนโลยีกล้องแบบติดตามเฉพาะ และเซ็นเซอร์ที่ถูกติดตั้งไว้ภายในลูกฟุบอล
เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัตินี้ ใช้กล้องแบบติดตามเฉพาะจำนวน 12 ตัวที่ติดตั้งอยู่ใต้หลังคาสนามกีฬาเพื่อติดตามลูกบอลและข้อมูล 29 data points ของผู้เล่นแต่ละคน 50 ครั้งต่อวินาที เพื่อคำนวณตำแหน่งที่แม่นยำในสนาม ข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้ง 29 data points ประกอบไปด้วยแขนขาและทุกส่วนของร่างกายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการล้ำหน้า โดยจะผสานการทำงานร่วมกับ Al Rihla ลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการของ Adidas ที่จะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญสำหรับการตรวจจับเหตุการณ์การล้ำหน้า ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย (IMU) ที่อยู่ภายในลูกฟุตบอล เซ็นเซอร์นี้ถูกติดตั้งวางตำแหน่งอยู่ตรงกลางลูกฟุตบอลและจะทำหน้าที่ส่งข้อมูลของลูกฟุตบอลไปยังห้องควบคุมวิดีโอ 500 ครั้งต่อวินาที ทำให้สามารถตรวจจับ kick point ได้อย่างแม่นยำสูง
 
Image Credit : FIFA
การผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ากับการรวมข้อมูลการติดตามแขนขาและลูกบอล ทำให้สามารถแจ้งเตือนเหตุการณ์ล้ำหน้าได้โดยอัตโนมัติแก่เจ้าหน้าที่ควบคุมการแข่งขันในห้องวิดีโอ (VAR) ซึ่งมีหน้าที่ทำการตรวจสอบการตัดสินที่ระบบเสนอเข้ามาการตรวจจับตำแหน่ง Kick Point และแสดงแนวเส้นสิ้นสุดวัดตำแหน่งการล้ำหน้าที่ระบบสร้างขึ้นมาให้โดยอัตโนมัติเช่นกัน ข้อมูลตำแหน่งเหล่านี้จะถูกคำนวณและแสดงออกมาในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ ที่จะทำให้เห็นส่วนประกอบเสมือนจริงของแขนขาที่ผู้เล่นถูกตรวจจับได้ กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที และหมายความว่าการตัดสินใจล้ำหน้าจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำสูง
 
Image Credit : FIFA
data points ตำแหน่งเดียวกันที่ใช้ในการตัดสินจะถูกสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติที่ให้รายละเอียดตำแหน่งแขนขาของผู้เล่นได้อย่างสมบูรณ์ โดยจะแสดงมุมมองที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์การล้ำหน้า และแสดงภาพขึ้นบนจอยักษ์ภายในสนามฟุตบอลซึ่งรวมถึงการถ่ายทอดสดทางทีวีด้วย
ตัวอย่างเหตุการณ์เกมการแข่งขันจริงที่เทคโนโลยี เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI Rihla
    • เหตุการณ์ล้ำหน้าซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่นัดแรกของการแข่งขันมีการใช้เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติให้เห็นแล้วโดยเฉพาะเกมที่อาร์เจนตินาแพ้ซาอุฯ ด้วยสกอร์ 1-2 นัดนี้ทีมอาร์เจนตินาส่งลูกฟุตบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายถึง 3 ลูก (ไม่นับลูกจุดโทษ) แต่ถูกเทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติตรวจจับว่ามีล้ำหน้าและปฏิเสธการให้สกอร์ทั้งหมด
    • เหตุการณ์ทำฟาวล์ของผู้เล่นในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะภายในกรอบเขตโทษที่ชี้วัดการให้ลูกตั้งเตะที่จุดโทษที่ผู้ตัดสินในสนามมองไม่เห็นเหตุการณ์ ตัวอย่างที่ทีมอาร์เจนติน่า ได้จุดโทษย้อนหลังเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วและเป็นประตูขึ้นนำจากการสังหารของ เมสซี่ สตาร์ดาวดังของทีม โดยการแจ้งเตือนอัตโนมัติจากเทคโนโลยี VAR
scoring technology หรือ goal line technology อีกเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นให้ถูกกล่าวถึงนั่นก็คือ การตัดสินสกอร์ที่มีข้อกังขา ผู้ตัดสินจะมีหน้าจอที่ข้อมือเพื่อช่วยตัดสินว่าการยิงประตูนั้นเป็นสกอร์หรือไม่ อันที่จริงสิ่งนี้จะดีขึ้นด้วย VAR แต่เจ้าเซ็นเซอร์ในลูกฟุตบอลบอลของ Adidas จะผสานการทำงานร่วมกับกล้องเพื่อช่วยให้แน่ใจว่าจะไม่มีการโต้เถียงเกิดขึ้นแม้ว่าผู้รักษาประตูจะรับลูกฟุตบอลจากภายในประตูซึ่งล้ำเส้นสีขาวแล้วก็ตาม
 

FIFA Player App

เป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 จะสามารถเข้าถึง FIFA Player App ได้ แอปนี้พัฒนาขึ้นโดยอิงจากผู้เล่นระดับมืออาชีพ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกของผู้เล่นในสนามและข้อมูลประสิทธิภาพทางร่างกายของผู้เล่นรายบุคคลหลังจบจากการแข่งขันทุกเกม
 
Image Credit : FIFA
FIFA Player App ประสบความสำเร็จในการทดลองใช้จริงกับผู้เล่นจากทีมต่างๆ ที่ FIFA Arab Cup 2021 และนำเสนอต่อทีมที่เข้าร่วม FIFA World Cup ในระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการของทีมล่าสุดในโดฮา FIFA Player App ได้รวบรวมข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุงและเมตริกข่าวกรองที่รวบรวมโดยทีมนักวิเคราะห์ประสิทธิภาพจาก FIFA ผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลการติดตาม ซึ่งจะพิจารณาว่าผู้เล่นเคลื่อนที่ไปรับบอลหรือไม่ เคลื่อนที่อย่างไร เทคติกเกมรุกที่กดดันคู่ต่อสู้มีรูปแบบใดบ้าง ตำแหน่งแนวรับป้องกันการถูกโจมตีอย่างไร และข้อมูลรูปแบบอื่นๆ ของเกมการแข่งขัน
 
FIFA Player App ประกอบด้วยเมตริกสมรรถภาพทางร่างกายที่รวบรวมผ่านการติดตามในสนามกีฬาผ่านกล้องแบบติดตามเฉพาะทั้ง 12 ตัว ตัวอย่างเช่น แอปจะแสดงระยะทางที่ครอบคลุมตามเกณฑ์ความเร็วต่างๆ จำนวนของการกระทำที่มากกว่า 25 กม.ต่อชม. (ประมาณ 15 ไมล์ต่อชั่วโมง) และความเร็วสูงสุด แอปนี้จะช่วยประมวลผลข้อมูลให้ผู้เล่นได้เห็นผลงานของตนเองในทุกแมตท์การแข่งขันในฟุตบอลโลกที่กาตาร์ 2022 หนนี้ ซึ่งจะให้ข้อมูลส่วนตัวสำหรับผู้เล่นแต่ละคนเพื่อดูว่าพวกเขาทำผลงานในสนามเป็นอย่างไรบ้าง ผู้เล่นสามารถย้อนดูภายหลังการแข่งขันได้สะดวกและง่ายดาย นอกจากนี้ ภาพถ่ายแอคชันต่างๆ ที่ถูกถ่ายไว้ในช่วงเวลาสำคัญของการแข่งขัน FIFA World Cup ในแต่ละนัดจะถูกบันทึกเก็บไว้และแชร์ไว้ในฐานข้อมูลของแอปเพื่อให้ผู้เล่นแต่ละคนเข้าถึงได้สะดวก ผู้เล่นจะสามารถบันทึกหรือแชร์รูปภาพต่อบนโซเชียลมีเดียพร้อมกับแนบข้อมูลค่าสถิติการแข่งขันที่พวกเขาชื่นชอบได้โดยตรงจากแอปได้เลย
 
หนึ่งในเป้าหมายของ Vision 2020-2023 ของ FIFA คือการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อให้บริการฟุตบอล ผู้เล่น และเกมการแข่งขันที่ดีที่สุด ซึ่งรวมถึงวิธีที่ FIFA ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เล่นด้วย ทีมงาน FIFA ทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดให้ปลอดภัย ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่ FIFA ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้ที่พอร์ทัลการปกป้องข้อมูลของ FIFA และใน FIFA Data Protection Pocket Guide ซึ่งจะอธิบายถึงสิทธิ์ในการปกป้องข้อมูลโดยละเอียด
 
นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง FIFA และ FIFPRO ในการพัฒนามาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการรวบรวม การปกป้อง และการใช้ข้อมูลประสิทธิภาพของผู้เล่นส่วนบุคคล ทั้งสององค์กรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนด “Charter of Player Data Rights” โดยมีเป้าหมายในการพัฒนามาตรฐานเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็แจ้งให้ผู้เล่นฟุตบอลทราบอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของนักกีฬาตามกฎหมายที่มีอยู่ เช่น European General Data Protection Regulation (GDPR) กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ สหภาพยุโรป
 
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GDPR กับ PDPA ต่างกันอย่างไร
 

เทคโนโลยี Bonocle และ Feelix Palm เพื่อเปิดโลกความบันเทิงให้กับผู้พิการทางสายตา

เพื่อให้แฟนๆ ที่เป็นผู้พิการทางสายตาสามารถเพลิดเพลินไปกับ FIFI World Cup 2022 ด้วยการนำเครื่องมือของ “Bonocle และ Feelix Palm” Bonocle เป็นแพลตฟอร์มความบันเทิงอักษรเบรลล์แห่งแรกของโลก ด้วยการใช้ฟังก์ชันการแปลงรหัสและเทคโนโลยีบลูทูธ บุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นสามารถสัมผัสกับความตื่นเต้นของการแข่งขันฟุตบอลโลกได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ

Image Credit : Bonocle
Bonocle ความบันเทิงอักษรเบรลล์ เป็นอุปกรณ์อักษรเบรลล์เซลล์เดียวแบบพกพาที่ทำหน้าที่เหมือนตัวควบคุมสำหรับสมาร์ทโฟน เป็นนวัตกรรมและออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อให้ทำงานเหมือนกับจอแสดงผลอักษรเบรลล์แบบไม่มีบรรทัด โดยใช้แอปพลิเคชันที่พัฒนาและปรับให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถทำงาน เรียนรู้ หรือเล่น ผ่านเสียงตอบรับที่สัมผัสได้ เช่น อักษรเบรลล์ ระบบสัมผัส และตัวอ่านเสียงแบบ Scree Reader/Voice Over และโต้ตอบกับแอปพลิเคชันผ่านปุ่ม การเคลื่อนไหว และเสียงพูด
 
Bonocle จะเข้ามาช่วยให้ชุมชนกลุ่มผู้พิการทางสายตาทั่วโลกได้สัมผัสกับอรรถรสบรรยากาศของมหกรรมฟุตบอลโลกในปี 2022 ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการขจัดข้อจำกัดให้แก่ผู้พิการทางสายตาและเป็นการเปิดประตูให้พวกเขาได้ทำการสำรวจโลกของเกมกีฬาด้วยความบันเทิง
 

Feelix Palm เป็นอุปกรณ์สื่อสารด้วยฝ่ามือที่มีคุณสมบัติ (tactile features) จะถูกใช้ในกาตาร์ครั้งนี้ ด้วยการใช้แรงกระตุ้นไฟฟ้า Feelix Palm นำเสนอข้อความคล้ายอักษรเบรลล์ให้กับผู้พิการทางสายตาโดยไม่จำกัดการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการได้ยิน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้คนสามารถรับข้อมูลแยกกันโดยไม่จำเป็นต้องเห็นหรือได้ยินข้อมูล Feelix Palm สื่อสารข้อมูลลวดลายสัมผัสด้วยไฟฟ้าไปยังฝ่ามือ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดื่มด่ำกับสภาพแวดล้อมได้มากขึ้นโดยรับข้อเสนอแนะแบบสัมผัสบนฝ่ามือ

Image Credit : Feelix Palm

 

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยภาคประชาชนด้วยกล้อง 15,000 ตัว

Image Credit : spfconsoles.com
Aspire Control and Command Centre เป็นศูนย์ควบคุมและสั่งการจะทำหน้าที่คอยเฝ้าตรวจสอบสนามกีฬาทั้งหมดพร้อมกัน เพื่อจับตาดูผู้เข้าชมที่คาดว่าจะมีมากกว่าหนึ่งล้านคนตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาลงจากเครื่องบินจนถึงตอนที่พวกเขาออกเดินทางจากไป ไขข้อกังวลด้านความปลอดภัยด้วยการรับประกันความปลอดภัยด้วยการติดตั้งกล้องที่มีคุณสมบัติการจดจำใบหน้าทั้งหมด 15,000 ตัวเพื่อส่งข้อมูลไปยังศูนย์ Aspire สำหรับค้นหาบุคคลจากกระทำผิดที่อาจเกิดขึ้นและเพื่อป้องกันการโจมตีของผู้ก่อการร้าย
 

นอกจากนี้ เรื่องของการถ่ายทอดสด FIFA ปรับปรุงด้านคุณภาพของการออกอากาศถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ จำนวน 64 แมทต์ จะถูกส่งสัญญาณภาพระดับ 4K เพื่อความคมชัดสูง สำหรับเครื่องรับที่รองรับเทคโนโลยี 4K เพื่อไม่ให้พลาดในทุกรายละเอียดตลอด 90 นาทีของเกมการแข่งขัน

 

เทคโนโลยีการระบายความร้อนสนามกีฬาขั้นสูง

กาตาร์ได้ปรับปรุงสนามฟุตบอล 7 ใน 8 แห่งที่ใช้แข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ครั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูงเพื่อให้สนามกีฬามีอุณหภูมิประมาณ 68 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับผู้เล่นและแฟนบอล คาดว่าจะยั่งยืนกว่าและประหยัดพลังงานกว่า 40 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเทคนิคการทำความเย็นทั่วไป ระบบทำความเย็นใช้การผสมผสานระหว่างฉนวนและการทำความเย็นแบบกำหนดเป้าหมายเพื่อทำให้เย็นลงเฉพาะในที่ที่มีผู้คนอยู่

ดร. ซาอูด อับดุลอาซิซ อับดุล กานี มีชื่อเล่นว่า ดร. คูล เป็นบุคคลสำคัญในภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ได้อธิบายว่า “การทำสนามฟุตบอลให้มีอุณหภูมิเย็นลงก็เหมือนกับการทำให้ยานยนต์เย็นลงนั่นเอง การประยุกต์ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเดียวกันในการจัดการระบายความร้อนเหล่านี้ แต่มันมีขนาดที่ใหญ่กว่ามากแค่นั้นเอง” ดร. คูล เป็นวิศวกรที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีทำความเย็นกลางแจ้งสำหรับสนามฟุตบอล FIFA World Cup Qatar 2022 ครั้งนี้ ซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาระดับปริญญาเอกเกี่ยวกับการปรับอากาศสำหรับรถยนต์
 
ดร. คูล กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เขานำเสนอให้กับเจ้าภาพกาตาร์พิจารณานั้น แตกต่างจากผู้นำเสนอรายอื่นๆ ที่นำเสนอการออกแบบสนามฟุตบอลเป็นหลัก แต่ ดร. คูล ได้นำเสนอสิ่งที่เป็น “เทคโนโลยี” เพื่อการผสานรวมเข้ากับสเตเดี้ยมในรูปแบบใหม่
 
อากาศเย็นเข้ามาทางตะแกรงบนอัฒจรรย์และหัวฉีดขนาดใหญ่บนสนาม การใช้เทคนิคการหมุนเวียนอากาศ อากาศเย็นจะถูกดึงกลับ การระบายความร้อน การกรองและผลักออก และสูบออกอีกครั้งโดยเครื่องไอพ่น นอกจากนี้ เทคโนโลยีทำความเย็นของ ดร. คูล มีความยั่งยืนมากกว่าเทคนิคที่มีอยู่ประมาณ 40% วิธีการของเขาหมายความว่าสนามฟุตบอลจะต้องเย็นลงก่อนการแข่งขันเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานของสถานที่ได้อย่างมากเมื่อเทียบกับวิธีการที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ยังทำให้อากาศบริสุทธิ์ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะไม่มีปัญหาเมื่อนั่งอยู่ภายในสนามฟุตบอล
 
สิ่งที่ยากที่สุด คือ ทำให้สนามกีฬาเย็นลงโดยที่มีการเปิดหลังคาสนามฟุตบอล เพราะนั่นคือที่ที่อากาศร้อนจากภายนอกเข้ามา นั่นเป็นเหตุผลที่มีการศึกษาว่าอากาศสามารถออกทางใดและเราจะดันและดึงกลับได้อย่างไร อากาศจะแตกต่างกันไปในแต่ละสนาม ขึ้นอยู่กับรูปร่าง ความสูง และความกว้างของสนาม ยิ่งไปกว่านั้น ดิฟฟิวเซอร์ใต้ที่นั่งยังช่วยให้มั่นใจได้ถึงความสะดวกสบายของแฟนๆ ที่จะดันอากาศออกเพื่อให้อากาศถ่ายเทอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ เซ็นเซอร์โดยรอบสนามจะรักษาอุณหภูมิให้คงที่และปรับการไหลเวียนของอากาศสำหรับที่นั่งทั้งในที่ร่มหรือกลางแดด
 
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในการระบายความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพคือคุณไม่ต้องการให้ลมจากภายนอกเข้าสู่สนามฟุตบอล เป็นเหตุผลให้การออกแบบของสนามกีฬาต้องได้รับการศึกษาและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศอุ่นเข้ามาภายในสนามฟุตบอลได้”
 
นอกจากการทำให้สนามกีฬาเย็นลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำให้พื้นที่สาธารณะอื่นๆ ในกาตาร์เย็นลง Katara Plaza เพิ่งเปิดตัวเป็นพลาซ่าเชิงพาณิชย์แบบเปิดโล่งและปรับอากาศแห่งแรกของกาตาร์ อีกโครงการหนึ่งใน Aspire Park มีทางเดินเย็นซึ่งใช้แผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงาน
 

บทสรุป

มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. – 18 ธ.ค. เป็นครั้งแรกที่ตารางปฏิทินการแข่งขันถูกเลื่อนมาอยู่ช่วงปลายปี เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพภูมิอากาศที่มีความร้อนค่อนข้างสูงของประเทศกาตาร์ ถึงแม้ช่วงเวลาดังกล่าวจะมีอุณหภูมิความร้อนน้อยที่สุดของปีก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้นักเตะจากภูมิภาคที่มีอากาศแบบอบอุ่นถึงหนาวเย็นคุ้นชิน สังเกตได้จากภาพบรรยากาศการซ้อมก่อนเริ่มเกมการแข่งขันถึงขั้นต้องใช้ปล่องลมไอน้ำเป่าช่วยคลายความร้อนภายในร่างกาย และนั้นก็เป็นคำตอบว่าทำไมจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีการระบายความร้อนสนามกีฬาขั้นสูงของ ดร. คูล 
 
ตามที่ประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน ได้ประกาศใน The Vision 2020-23 ว่า FIFA จะพยายามใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีในฟุตบอลอย่างเต็มที่และปรับปรุง VAR ให้ดียิ่งขึ้น ในอีกสามปีถัดมา FIFA ยังคงเป็นผู้นำด้าน “technology in the game”
 
การประกาศครั้งนั้นหลังจากจบ FIFA World Cup 2018 ที่รัสเซีย และมาประจักษ์ให้เห็นกันที่กาตาร์ 2022 ครั้งนี้ โดยมีนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ได้ปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น มีการนำระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามาผสานทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งภายในลูกฟุตบอลของ Adidas และประมวลผลอัตโนมัติออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ ที่ผ่านมาในเกมการแข่งขันรอบแรกของแต่ละกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงเกมการแข่งขันที่ขาวสะอาดไม่มีข้อกังขา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะมีความแม่นยำสูง แต่คำตัดสินที่เด็ดขาดยังเป็นของมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ตัดสินอยู่ดี จังหวะของเกมการแข่งขันเป็นรูปแบบข้อมูลที่มีความซับซ้อนมากกว่าที่จะส่งไม้ต่อให้เทคโนโลยีควบรวมบริบททั้งหมดไปชี้ขาดได้ ส่วนอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้าของการจัดมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไปนั้น จะมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมอะไรเพิ่มเติมเข้ามาหรือพัฒนาให้ล้ำหน้าไปกว่าเดิมเราต้องติดตามดูกันต่อไป 
 
ที่มาของข้อมูล:
 

from:https://www.techtalkthai.com/review-technology-innovations-in-fifa-world-cup-2022-qatar/

[Guest Post] vivo เปิดตัว X80 Series 5G สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดในไทย

กับแนวคิด Cinematics. Redefined. เปิดนิยามใหม่ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพ
ด้วยเทคโนโลยีจาก ZEISS ในราคาเริ่มต้น 29,999 บาท

  • vivo ประกาศเปิดตัว vivo X80 Series 5G สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดในไลน์อัป X Series อย่างเป็นทางการ โดดเด่นด้วยฟีเจอร์การถ่ายวิดีโอมืออาชีพด้วยเลนส์คุณภาพระดับโลกที่ร่วมมือพัฒนากับ ZEISS
  • เอาใจสายถ่ายคอนเทนต์วิดีโอด้วยฟีเจอร์ระดับมืออาชีพ ZEISS Cinematic Video Bokeh, Professional Portrait และ Superb Night Camera
  • สัมผัสประสบการณ์การถ่ายภาพที่เหนือกว่า ด้วยชิปประมวลผลภาพ vivo V1+ พัฒนาขึ้นโดย vivo
  • เตรียมวางจำหน่าย รุ่น ได้แก่ vivo X80 5G ที่ราคา 29,999 บาท และ vivo X80 Pro 5G ที่ราคา 39,999 บาท

กรุงเทพฯ 19 พฤษภาคม 2565 – vivo แบรนด์สมาร์ตโฟนชั้นนำระดับโลก ประกาศเปิดตัว vivo X80 Series 5G สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดจากไลน์อัป X Series ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ที่จะมายกระดับประสบการณ์ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพให้แก่ผู้ใช้งาน มาพร้อมกับเทคโนโลยีเลนส์กล้องระดับโลกที่ร่วมมือกับ ZEISS พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างที่สุดแห่งประสบการณ์การถ่ายภาพและวิดีโอบนสมาร์ตโฟน จับคู่กับชิปประมวลผลภาพระดับโปรที่พัฒนาขึ้นโดย vivo อย่างชิป vivo V1+ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อเพิ่มคุณภาพรูปถ่ายและวิดีโอบนสมาร์ตโฟนให้เหนือกว่าที่เคย พร้อมสเปกเครื่องเร็ว แรง มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งาน vivo X80 Series 5G มีให้เลือกทั้งรุ่น X80 5G เตรียมวางจำหน่ายในราคา 29,999 บาท
และ X80 Pro 5G ในราคา 39,999 บาท

มอบประสบการณ์การถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียม

vivo X80 Series 5G สมาร์ตโฟนที่รวมคุณสมบัติด้านการประมวลภาพอันดีเยี่ยมทั้งจากซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ได้รับการพัฒนาจาก X Series รุ่นก่อน รวมถึงยังคงรักษาคุณสมบัติระดับเรือธงในด้านการถ่ายภาพและวิดีโอไว้ ให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การถ่ายภาพและวิดีโอระดับมืออาชีพได้อย่างน่าทึ่ง โดยกล้องหน้าของ vivo X80 Series 5G ทั้งสองรุ่นมีความละเอียด 32MP ในขณะที่กล้องหลังของรุ่น X80 Pro 5G จะใช้กล้องหลัง 4 ตัว โดยกล้องหลักมีความละเอียดที่ 50MP ที่มาพร้อม เซนเซอร์ Ultra-Sensing GNV และ Gimbal Stabilization กล้อง Wide-Angle ความละเอียด 48MP กล้อง Portrait ความละเอียด 12MP และกล้อง Periscope ความละเอียด 8MP ในขณะที่รุ่น X80 5G จะใช้ระบบกล้องหลัง 3 ตัว กล้องหลักความละเอียด 50MP ที่มาพร้อม Ultra-Sensing Sensor กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP และกล้อง Portrait 12MP

นอกเหนือจากการพัฒนาระบบของเลนส์กล้องบน vivo X80 Series 5G แล้ว เพื่อมอบประสบการณ์การถ่ายภาพและวิดีโอระดับพรีเมียมกับเทคโนโลยี vivo X80 Series 5G ยังมาพร้อมกับชิปประมวลผลภาพที่พัฒนาขึ้นโดย vivo ในชื่อว่า vivo V1+ ซึ่งเป็นชิปที่พัฒนาด้วยระบบ AI ในตัวเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพภาพระดับมืออาชีพ อีกทั้งในรุ่น X80 Pro มีคุณสมบัติ AI Video Enhancement เข้ามาเสริมประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้อุปกรณ์สามารถสลับโหมดระหว่างวิดีโอ HDR และโหมดกลางคืนได้โดยอัตโนมัติอีกด้วย

เทคโนโลยีภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวระดับมืออาชีพพัฒนาร่วมกับ ZEISS

vivo X80 Series 5G เป็นผลงานที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการถ่ายภาพและวิดีโอระดับมืออาชีพบนสมาร์ตโฟน รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการร่วมมือเป็นพันธมิตรกันอย่างต่อเนื่องระหว่าง vivo และผู้ผลิตเลนส์กล้องชั้นนำระดับโลกอย่าง ZEISS มามอบประสบการณ์ล้ำหน้าทางเทคโนโลยีการถ่ายภาพและวิดีโอ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคบันทึกช่วงเวลาอันมีค่าได้ครบถ้วนทุกมุมมอง

โดย vivo X80 Series 5G ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายวิดีโอบนสมาร์ตโฟนจาก ZEISS ในคุณสมบัติที่ชื่อว่า ‘ZEISS Cinematic Video Bokeh’ ช่วยทำให้วิดีโอที่ถ่ายออกมามีความกว้างมากขึ้นเหมือนเอฟเฟกต์จากเลนส์ anamorphic ในอัตราส่วนภาพ 2.39:1 ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถจับภาพวิดีโอได้สวยงามสมจริง และมุมมองที่นำเสนอออกมาเสมือนการถ่ายภาพยนตร์ มาพร้อมกับคุณสมบัติสำหรับการถ่ายภาพ ZEISS Superb Portrait ที่ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้าไปอย่าง ZEISS Cinematic Style Bokeh ที่ช่วยสร้างเอฟเฟกต์แสงแฟลร์สำหรับภาพถ่ายให้ภาพออกมาเสมือนภาพจากฟิล์มบนจอภาพยนตร์ นอกจากนี้ vivo ยังพัฒนาคุณสมบัติการถ่ายภาพกลางคืนจาก ZEISS Superb Night Camera โดยการเพิ่มคุณสมบัติที่ปรับปรุงใหม่อย่างฟีเจอร์ Pure Night View ที่ทำให้ vivo X80 Series 5G สามารถเก็บภาพทิวทัศน์ยามค่ำคืนได้อย่างคมชัดสมจริง

ประสิทธิภาพการใช้งานระดับแฟลกชิป

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของ vivo ในการพัฒนาประสิทธิภาพการถ่ายภาพและวิดีโอบนสมาร์ตโฟน vivo X80 Series 5G จึงถูกออกแบบให้สเปกภายในตัวเครื่องทรงพลัง พร้อมตอบโจทย์การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพในทุกด้าน vivo X80 Pro 5G ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังชิปเซต Snapdragon 8 Gen 1 ในขณะที่รุ่น X80 5G ขับเคลื่อนด้วย MediaTek Dimensity 9000 มอบประสิทธิภาพในการประมวลผลของ CPU และ GPU ขั้นสูงสุด โดยโปรเซสเซอร์ทั้งสองชุดนี้ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อ 5G ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและยังช่วยประหยัดพลังงานกว่า X Series รุ่นก่อน อีกทั้ง X80 Series 5G ยังได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้วย RAM LPDDR5 และหน่วยความจำภายใน (ROM) UFS3.1 เพิ่มความเสถียรภาพในการใช้งานและเพิ่มขนาดความจุในการจัดเก็บข้อมูลภายในตัวเครื่องมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ X80 Pro 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4700mAh และ X80 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ 4500 mAh รองรับ FlashCharge 80W โดยที่รุ่น X80 Pro 5G ได้รับการเสริมการรองรับ Wireless FlashCharge 50W ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเต็มที่กับกิจกรรมยาวนานตลอดทั้งวัน โดยทั้งสองรุ่นติดตั้งจอแสดงผลขนาด 6.78 นิ้ว ความละเอียดระดับ 2K WQHD พร้อมอัตราการรีเฟรชสูงสุดที่ 120Hz เพื่อการใช้งานที่ลื่นไหลกว่าที่เคย

ดีไซน์ใหม่ให้ความรู้สึกเหมือนใช้กล้องมืออาชีพ

จากการมุ่งมั่นพัฒนา vivo X80 Series 5G ให้สมกับเป็นสมาร์ตโฟนระดับเรือธงที่จะสร้างสุดยอดประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพและวิดีโอบนมือถือ รูปร่างของสมาร์ตโฟน X80 Series 5G จึงแตกต่างจาก X Series รุ่นก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากกล้องถ่ายภาพมืออาชีพ ที่มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และกล้องหลักถูกจัดวางเป็นทรงกลมใหญ่แบบ Circular อยู่ด้านหลัง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการถ่ายภาพและวิดีโอระดับมืออาชีพบนสมาร์ตโฟน อีกทั้งวัสดุตัวเครื่องยังเป็นเฟรมโลหะ ฝาหลังกระจกถูกเคลือบด้วยเทคโนโลยี Fluorite AG พร้อมมอบสัมผัสสุดพรีเมียมให้แก่ผู้ใช้งาน

โดย vivo X80 Pro 5G และ X80 5G วางจำหน่ายในสี Cosmic Black และ Urban Blue ซึ่งสี Cosmic Black ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องฟ้ายามค่ำคืนและพลังอำนาจของจักรวาล โดยใช้สีดำที่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล เสริมด้วยกลิตเตอร์สีเงินที่เปรียบเหมือนดวงดาวท่ามกลางท้องฟ้าในคืนอันมืดมิด ในขณะที่สี Urban Blue ได้แรงบันดาลใจจากสีฟ้าอ่อนของท้องทะเลที่ห่างไกลจากความวุ่นวายของชีวิตในเมือง ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลายและสุนทรี

vivo X80 Series 5G ทั้งสองรุ่นจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกันในวันศุกร์ ที่ 27 พฤษภาคม 2565 โดย vivo X80 Pro 5G จำหน่ายในราคา 39,999 บาท และ vivo X80 5G จำหน่ายในราคา 29,999 บาท  vivo Brand Shop ทุกสาขา ตัวแทนจำหน่ายชั้นนำ BaNANA, IT City, CSC, Jaymart, TG FONE, KINGKONG, BKK, Singer, Big C, Maxlink, Power Mall, Stamp และ Advice และผู้ให้บริการเครือข่าย AIS, True, Dtac รวมถึง vivo Official Store บนร้านค้าออนไลน์ชั้นนำทั้ง LAZADA, Shopee, JD Central และ Thisshop

และเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสมาร์ตโฟนระดับโลกที่พร้อมจะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ผู้ใช้งานทั่วโลก ในปีนี้ vivo ยังคงเป็นผู้ร่วมผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกที่แฟนกีฬาต่างตั้งตารอคอยอย่าง FIFA World Cup เป็นสมัยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2018 จนถึงครั้งล่าสุด FIFA World Cup Qatar 2022 ในช่วงปลายปีนี้ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้แฟนฟุตบอล ทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ และเชื่อมต่อ vivo fans ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่ง vivo ได้กลายมาเป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนที่เจ้าหน้าที่ของฟีฟ่านำมาใช้งานเป็นสมาร์ตโฟนหลักอย่างเป็นทางการ (Official Smartphone) ตลอดการแข่งขันตั้งแต่ปี 2017

นอกจากนี้ vivo ประเทศไทย ยังเตรียมปล่อยภาพยนตร์สั้นเรื่องแรก The Final Escape – ทางหนีไฟ’ ที่ถ่ายด้วยสมาร์ตโฟน vivo X80 Series 5G ทั้งเรื่อง โดยฝีมือผู้กำกับชื่อดัง กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา และได้นักแสดงชายแถวหน้าของเมืองไทย บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ มาเป็นนักแสดงนำในเรื่องอีกด้วย โดย vivo จะมีการฉายภาพยนตร์สั้นดังกล่าวบนจอของโรงภาพยนตร์ ไอแมกซ์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ เป็นครั้งแรก ในงาน The Final Escape Gala Premiere วันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2565 นี้ รวมทั้งบนช่องทางเฟสบุ๊ก และยูทูบของ vivo Thailand ในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน 2565 นี้

ติดตามรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.vivo.com/th และ เฟซบุ๊ก vivo Thailand

from:https://www.techtalkthai.com/vivo-x80-series-5g-in-thailand/