คลังเก็บป้ายกำกับ: FIFA

รักษ์โลก หรือแค่ ลวงโลก? เจาะลึกคำกล่าวอ้าง “ฟุตบอลโลก 2022” จะ เป็นกลางทางคาร์บอน

ฟุตบอลโลก 2022 ที่ กาตาร์ จะ ‘เป็นกลางทางคาร์บอน’ ได้จริงอย่างที่เจ้าภาพและ FIFA อ้างได้หรือไม่ เมื่อทุ่มงบลงทุนสูงครั้งประวัติศาสตร์?

“FIFA World Cup Qatar 2022 จะเป็นบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เป็นกลางทางคาร์บอน” นี่คือคำมั่นสัญญาที่ทางผู้จัดอย่าง สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) และ กาตาร์ ให้คำมั่นสัญญากับประชาคมโลกเอาไว้เมื่อ 3 ปีก่อน ในฐานะเจ้าภาพบอลโลกชาติแรกที่มาจากตะวันออกกลาง และเป็นประเทศที่เล็กที่สุดที่เคยจัดบอลโลก

ถ้าย้อนไปบอลโลก 4 ปีก่อน หลายคนคงได้รู้จักชื่อเมือง Kaliningrad ของรัสเซีย เพราะนี่คือเมืองที่ตั้งอยู่ไกลโพ้นและโดดเดี่ยวจากแผ่นดินใหญ่รัสเซียไปทางตะวันตกเป็นระยะทางกว่า 600 กิโลเมตร หรือประมาณจากกรุงเทพเชียงใหม่ ถูกกั้นเอาไว้ด้วยเพื่อนบ้านอย่างลิทัวเนีย โปแลนด์ และเบลารุส 

แล้วถ้าถอยหลังไปอีก 4 ปี บราซิลก็เคยสร้างสนามเพื่อจัดแข่งขันบอลโลกกลางป่าอเมซอน และโดยทั่วไปแล้วการแข่งขันบอลโลกจะถูกจัดขึ้นกระจายไปตามเมืองต่าง ๆ ของประเทศเจ้าภาพ หมายความว่าในบอลโลกครั้งที่ผ่านมาจะต้องมีการเดินทางไกล ๆ เกิดขึ้นไม่มากก็น้อยเพื่อชมการแข่งขันทั้งทัวร์นาเมนต์ 

แต่ในการแข่งขันคราวนี้ กาตาร์ประกาศว่า สนามกีฬาทั้ง 8 แห่ง จะต้องอยู่ภายในรัศมี 50 กิโลเมตรจากใจกลางกรุงโดฮา และเข้าถึงได้ด้วยขนส่งสาธารณะและรถบัสที่จัดเตรียมไว้เพื่อลดปริมาณการเดินทางที่เกิดขึ้น

ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่ทั้งหน่วยงานรัฐและบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันประกาศความตั้งใจสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) จนแม้แต่การแข่งขันกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งสามารถดึงดูดแฟนบอลเกือบ 3 ล้านคนทั่วโลกให้หลั่งไหลเข้ามาอย่างบอลโลก ก็ยังต้องประกาศความตั้งใจดังกล่าวออกมาเหมือนกัน

นอกจากจัดสนามแข่งขันให้อยู่ใกล้และเข้าถึงได้ผ่านขนส่งสาธารณะ คณะกรรมการจัดการแข่งขันยังเสนอวิธีการอื่น ๆ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสร้างสนามชั่วคราวจากคอนเทนเนอร์ที่สามารถถอดไปใช้ในประเทศอื่นได้ ให้บริการรถบัสไฟฟ้า ออกแบบอาคารที่ช่วยลดการใช้พลังงาน ไปจนถึงการใช้ระบบทำความเย็นที่ประหยัดพลังงานกว่าเดิม 40%

FIFA World Cup Qatar 2022 การลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ที่กลายเป็นคำถาม

FIFA ประกาศในรายงานว่า มีการปล่อยคาร์บอนรวม ๆ 3.6 ล้านตัน นับตั้งแต่เริ่มสร้างสนามและสิ่งอำนวยความสะดวกจนจบการแข่งขัน โดยทางผู้จัดจะทำการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอน (Carbon Offset) ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

แต่หากลองย้อนดูงบลงทุนที่แต่ละประเทศใช้ในการจัดบอลโลกครั้งก่อน ๆ จะพบแนวโน้มบางอย่างที่น่าสนใจ 

    • ปี 2002 ลงทุน 7,000 ล้านเหรียญ (ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้)
    • ปี 2006 ลงทุน 4,300 ล้านเหรียญ (เยอรมนี)
    • ปี 2010 ลงทุน 3,600 ล้านเหรียญ (แอฟริกาใต้)
    • ปี 2014 ลงทุน 15,000 ล้านเหรียญ (บราซิล)
    • ปี 2018 ลงทุน 11,600 ล้านเหรียญ (รัสเซีย)
    • ปี 2022 ลงทุน 220,000 ล้านเหรียญ (กาตาร์)

จากการรายงานของสื่อหลายสำนัก นี่คือตัวเลขที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และยังแพงกว่าฟุตบอลโลกปี 2014 ที่บราซิลเกือบ 1400% นั่นหมายความว่าน่าจะมีการก่อสร้าง การขนส่ง และปล่อยมลพิษมหาศาล แถมโปรเจ็กต์ต่าง ๆ ก็เริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 2010 หลังจากได้สิทธิ์จัดบอลโลก แล้วจึงเพิ่งมาประกาศว่าอยากจะจัดงานแบบเป็นกลางทางคาร์บอนในอีก 10 ปีให้หลัง

พอข้อเท็จจริงต่าง ๆ ดูผิดสังเกต ประกอบกับว่าที่ผ่านมา กาตาร์และคณะผู้จัดถูกตั้งคำถามในประเด็นอื้อฉาวหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาก่อสร้างสนามบอลโลก การแบนปลอกกัปตันทีมแขนสีรุ้งที่เป็นการรณรงค์เรื่องความหลากหลายเชิงสัญลักษณ์ หรือแม้กระทั่งการโดนประธาน FIFA คนเก่าออกมาแฉว่าได้เป็นเจ้าภาพอย่างไม่โปร่งใสโดยมีอดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศสอย่างนิโคลาส์ ซาร์โกซี เข้ามาเอี่ยว 

ทำให้งานนี้ บรรดาสื่อใหญ่ระดับโลกหลายเจ้า องค์กรไม่แสวงผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ออกมาตั้งคำถามกับกาตาร์เรื่อง Greenwashing หรือการฟอกเขียวให้คนเชื่อว่าการแข่งขันสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าความเป็นจริงเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง

ซึ่งแม้แต่ดาวเตะอย่าง Morten Thorsby จากสโมสร Union Berlin ในศึกบุนเดสลีกา ก็ยังออกมาลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึง FIFA ร่วมกับเพื่อนร่วมอาชีพคนอื่น ๆ เพื่อเรียกร้องให้ FIFA ยกเลิกคำกล่าวอ้างเกินจริงที่ว่าบอลโลกครั้งนี้มีความเป็นกลางทางคาร์บอน

sssกองกลางชาวนอร์เวย์ ของสโมสร Union Berlin

พยายามรักษ์โลกหรือพยายามลวงโลก?

แม้ว่าทางผู้จัดจะพยายามติดป้ายว่าการแข่งขันครั้งนี้ “เป็นกลางทางคาร์บอน” แต่เอาเข้าจริง ในบรรดาสนามแข่งขันทั้งแปด มีถึง 7 แห่ง ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากศูนย์ แถมมีระบบปรับอากาศในสนามเสร็จสรรพ และยังต้องสร้างระบบขนส่งทั้งรถไฟใต้ดินและถนน 8 เลนเชื่อมต่อสนาม

ในขณะที่รัสเซีย เจ้าภาพเมื่อ 4 ปีก่อน ก็ยังสร้างสนามใหม่แค่ครึ่งเดียวของทั้งหมดตอนจัดฟุตบอลโลก ยังไม่นับว่าการแข่งขันนี้มีแฟนบอลกว่า 3 ล้านคนที่ต้องเดินทางตลอดการแข่งขัน มีการนำเข้าหญ้าสนามฟุตบอลที่จะต้องเลี้ยงดูด้วยน้ำทะเลกลั่นจืดเป็นหมื่นลิตร ทำให้คำกล่าวอ้างเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนของเจ้าภาพตกอยู่ในคำถาม

Carbon Market Watch (CMW) หน่วยงานไม่แสวงผลกำไรด้านสิ่งแวดล้อมที่จับตาในเรื่องตลาดซื้อขายคาร์บอน จะมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาทำการศึกษาโปรเจ็กต์ฟุตบอลโลก 2022 และออกรายงานชี้ถึงรอยรั่วในคำกล่าวอ้างของผู้จัด 

โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่ด้านนโยบายขององค์กรออกมาประกาศว่า “ฟุตบอลโลก ไม่มีทางเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ แม้จะพยายามแค่ไหนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็จะสูงแบบมีนัยสำคัญอยู่ดี นี่เป็นธรรมชาติของการแข่งขันที่นำพาแฟนกีฬาจากทั่วโลกมาไว้ที่เดียวกัน”

พยายามแทบตาย ปล่อยคาร์บอนมากกว่าเก่า

ความตลกร้ายอย่างหนึ่งที่ Carbon Market Watch พูดถึงตั้งแต่ในหน้าแรก ๆ ของรายงาน คือการที่ฟุตบอลโลก 2022 ซึ่งกินเวลาแค่ 45 วัน ปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 3.6 ล้านตัน มากกว่าบอลโลกครั้งก่อนกว่า 40% ทั้ง ๆ ที่บอกว่าใช้นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมหลายอย่างในการก่อสร้างและการจัดงาน แถมยังมากกว่าที่ประเทศเล็ก ๆ อย่างไอซ์แลนด์ปล่อยออกมาในเวลา 1 ปี (3 ล้านตัน)

ปัญหาที่ CWM ชี้ให้เห็นคือ ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมไปไกลกว่าเมื่อ 4 ปีก่อน แต่ผลลัพธ์คือเจ้าภาพก่อมลพิษมากกว่าเดิมมหาศาล แล้วค่อยใช้เงินแก้ปัญหาซื้อคาร์บอนเครดิตตามหลัง ทั้ง ๆ ที่สามารถจัดการแข่งขันได้ยั่งยืนกว่านี้ด้วยการไม่สร้างสนามใหม่จำนวนมากอย่างที่ทำอยู่ หรือกระทั่งว่า FIFA สามารถเลือกเจ้าภาพที่พร้อมกว่านี้ได้ มิหนำซ้ำยังหยิบเอาป้ายความยั่งยืนมาใช้ทำการตลาดอีกต่างหาก

ประเมินผลกระทบต่ำเกินจริง

ความน่ากังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่าบอลโลกปีนี้ปล่อยมลพิษมากกว่าเมื่อก่อน เพราะตัวเลขดังกล่าวที่ FIFA ยกมา ดูเหมือนจะน้อยกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ โดย FIFA ระบุในรายงานแสดงผลกระทบของตัวเองว่า ปริมาณก๊าซที่ปล่อยออกมาในการแข่งขันปริมาณ 3.6 ล้านตัน จะมีการซื้อเครดิตคาร์บอนมาชดเชยทั้งหมด เพื่อให้รวม ๆ แล้วการแข่งขันนี้ปล่อยคาร์บอนสุทธิที่ศูนย์ 

แต่เมื่อ CMW เข้าไปศึกษาจากหลักฐานที่มีอยู่ ก็ได้พบว่าจริง ๆ แล้ว การแข่งขันครั้งนี้อาจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 5.2 ล้านตัน ‘สูงกว่าปริมาณที่ผู้จัดจะซื้อเครดิตมาชดเชย’ ส่วน Mike Berners-Lee ผู้เชี่ยวชาญจาก Lancaster University บอกว่า FIFA ประเมินต่ำไปโข เพราะจากการศึกษาเจาะลึกลงไป การแข่งขันอาจปล่อยก๊าซได้มากกว่า 10 ล้านตันเลยทีเดียว

ข้อเท็จจริงตรงนี้ทำให้ Gilles Dufrasne หนึ่งให้ผู้จัดทำรายงานของ CMW ออกมาโจมตี FIFA และผู้จัดว่า “คำมั่นสัญญาเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนนั้นไม่ควรค่าให้เชื่ออย่างเด็ดขาด นี่คือตัวอย่างที่โจ่งแจ้งของการลวงโลกว่ารักษ์โลก (greenwashing)”

สร้างมาตรฐานมารับรองผู้ขายเครดิตคาร์บอนเอง

ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ เจ้าภาพอาจจะชดเชยคาร์บอนที่ปล่อยไปได้ไม่หมดอยู่ดี ต่อให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกแค่ 3.6 ล้านตันตามที่อ้างก็ตาม เพราะเมื่อ CMW เข้าไปดูว่าผู้จัดฟุตบอลโลกซื้อเครดิตคาร์บอนจากไหน ก็พบว่ามีการระบุเอาไว้ในรายงานว่า จะต้องซื้อเครดิตคาร์บอนกว่าครึ่งจากโครงการที่ถูกรับรองโดยมาตรฐานที่ผู้จัดตั้งขึ้นมาเอง ไม่ใช่มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล ซึ่งพอเจาะลงไปก็พบว่าหน่วยงานนี้มีเครดิตคาร์บอนไม่พอขาย

ปกติแล้ว หากเราทำโครงการปลูกป่าหรืออนุรักษ์ป่าไม้ที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ เราก็สามารถเปลี่ยนเป็นเครดิตโดยให้หน่วยงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น Gold Standard หรือ Verra ให้เข้ามารับรอง หากช่วยดูดซับได้ 1 ตัน ก็จะได้รับ 1 เครดิต ที่สามารถนำไปขายให้ผู้ปล่อยมลพิษ เช่น ผู้จัดฟุตบอลโลก หรือ ธุรกิจต่าง ๆ เพื่อชดเชยคาร์บอนได้

แต่สิ่งที่กาตาร์ทำคือ ตั้งมาตรฐาน Global Carbon Council (GCC) ขึ้นมาเอง เพื่อรับรองเครดิตให้กับโครงการในภูมิภาคของตนโดยเฉพาะ โดยมีองค์การเพื่อการวิจัยและพัฒนาแห่งภูมิภาคอ่าว (GORD) เป็นผู้ดูแล ประเด็นคือหน่วยงานนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของ Qatari Diar บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของกาตาร์เป็นเจ้าของ

การกระทำนี้ย้อนแย้งหลักการที่ปกติแล้วจะต้องให้บุคคลที่ 3 เข้ามาเป็นผู้รับรองมาตรฐานของโปรเจ็กต์ผลิตเครดิตคาร์บอนเพื่อให้มีความโปร่งใสในการรับรอง เพราะผู้รับรองเครดิตกับเกี่ยวข้องกับผู้ซื้อเครดิตโดยตรง จึงไม่แปลกที่กาตาร์ต้องเจอกับคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ แถมที่ผ่านมา กาตาร์ก็มีประวัติด้านสิ่งแวดล้อมไม่ดี มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวมากที่สุดในโลกอันดับ 2 และยังมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากธุรกิจก๊าซและน้ำมัน

FIFA ระบุในรายงานเองว่าจะซื้อเครดิตของ GCC อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็คือ 1.8 ล้านเครดิต (จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด 3.6 ล้านตัน) ด้วยเหตุผลว่าจะพัฒนาภูมิภาคอ่าวซึ่งประกอบด้วย กาตาร์ บาห์เรน โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้ยั่งยืน

แต่เมื่อ CMW เข้าไปเช็กในเว็บไซต์ของ GCC กลับพบว่า มีคาร์บอนเครดิตจำหน่ายเพียง 550,000 เครดิต เท่านั้น และที่เป็นประเด็นเข้าไปอีกก็คือเครดิตคาร์บอนจำนวนไม่น้อยได้มาจากโครงการด้านพลังงานสะอาด

เพราะ ‘โครงการด้านพลังงานสะอาดขนาดใหญ่’ เป็นโปรเจ็กต์ที่มาตรฐานสากลอย่าง Verra และ Gold Standard ไม่รับรองเครดิตให้ เนื่องจากปัจจุบันแหล่งพลังงานหมุนเวียนมีจำนวนมากพอจนไม่ได้อยู่ในจุดที่จะลงทุนแล้วเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมเท่าโครงการอื่น แถมโครงการดังกล่าวไม่ได้ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ได้โดยตรงเหมือนโครงการอนุรักษ์ป่าหรือโครงการดักจับก๊าซทิ้ง จึงเป็นคำถามว่าเอาเข้าจริงแล้วการชดเชยคาร์บอนด้วยเครดิตของ GCC สามารถชดเชยมลพิษที่ก่อได้จริงหรือไม่

ก๊าซเรือนกระจก มาจากการเดินทางของคนดูมากที่สุด จริงหรือ?

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ FIFA ดูน้อยกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญประเมิน คือเรื่องของก๊าซที่ปล่อยออกมาจากการก่อสร้างสนามกีฬาใหม่ 7 สนาม 

เดิมที FIFA เขียนรายงานว่า กิจกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดมาจากแฟนบอล โดยจะมาจากการเดินทาง 52% (1.76 ล้านตัน) และที่พักอาศัย 20% (7.3 แสนตัน) ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ได้แก่ การก่อสร้างสนามถาวร 18% (6.5 แสนตัน) และการก่อสร้างสนามชั่วคราว 4.5% (1.6 แสนตัน) 

แต่ปัญหาคือ CMW บอกว่าก๊าซเรือนกระจกจากการก่อสร้างสนามถาวรอาจสูงถึง 1.6 ล้านตัน พอ ๆ กับมลพิษจากการเดินทาง ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า การกระทำของ FIFA เป็นเหมือนเป็นการโยนความผิดให้ผู้เข้าชมกีฬา

มลพิษมหาศาล จากสนามใหม่ที่อาจไม่มีคนใช้

ปัญหาเรื่องสนามไม่ได้จบอยู่แค่มลพิษตอนสร้าง แต่การใช้งานหลังการสร้างก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะต้องไม่ลืมว่ากาตาร์มีประชากรอยู่ราว 3 ล้านคนเท่านั้น แถมก่อนได้สิทธิจัดการแข่งขัน กาตาร์มีสนามขนาดใหญ่ระดับเดียวกับที่สร้างใหม่ขึ้นมาแค่ 1 สนาม เลยเกิดข้อสงสัยว่าสนามใหม่อีก 7 สนาม จะใช้งานคุ้มสร้างหรือไม่ สมกับที่ชูธงเรื่องความยั่งยืนหรือเปล่า

ผู้จัดมีการวางแผนกันว่าหลังจากบอลโลกจะมีการนำสนามไปใช้หลาย ๆ แบบ เช่น เปลี่ยนเป็นคอมมูนิตี้ด้านกีฬา ใช้เป็นสนามเหย้าใหม่ของทีมกีฬาหลาย ๆ ทีม หรือแม้แต่ถอดเอาไปใช้ในประเทศอื่นในกรณีของ Stadium 974 สนามชั่วคราวที่สร้างจากตู้คอนเทนเนอร์

Stadium 974

ในบราซิล สนามกีฬาหลายแห่งที่ถูกสร้างเพื่อฟุตบอลโลก 2014 ถูกใช้งานแบบไม่คุ้มงบสร้าง ถึงขนาดที่บางสนามก็ถูกเอาไปจอดรถบัสด้วยซ้ำ กรณีเดียวกันนี้เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้ เจ้าภาพฟุตบอลโลก 2010 เช่นเดียวกัน 

นอกจากนี้ กาตาร์ก็เคยเจอกรณีสนามร้างหลังโดยตรง เพราะในปี 2015 กาตาร์เคยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ World Handball Championship และได้ทุ่มงบสร้างสนาม Lusail Iconic Stadium ขนาด 15,000 ที่นั่ง แต่หลังจากนั้นสนามก็ถูกใช้งานแบบเต็มที่น้อยครั้ง (ก่อนที่จะกลายมาเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันฟุตบอลโลก 2022)

Simon Chadwick ศาสตราจารย์ด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกกีฬาจาก SKEMA Businss School ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า แม้แต่ Al Sadd SC หนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่คนกาตาร์นิยมมากที่สุด มีสนามเหย้าที่จุคนได้ 15,000 คน ก็มีผู้เข้าชมแมตช์การแข่งขันไม่เกิน 1,000 คน เป็นปกติ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสนามจำนวนมากที่สร้างขึ้นสำหรับบอลโลกถึงไม่ก่อประโยชน์ และยังสร้างโทษแก่สิ่งแวดล้อม

ผู้เชี่ยวชาญวิจารณ์ว่า สิ่งก่อสร้างจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานในการแข่งขันฟุตบอลโลกแค่ครั้งเดียว ส่วนการใช้หลังจากนั้นก็เหมือนแค่วางแผนไปพอเป็นพิธี ขัดแย้งกับความยั่งยืนที่ FIFA พยายามโปรโมตอย่างหนัก

ความย้อนแย้งอีกเรื่องของสนามแข่งขันคือการที่สนามชั่วคราวก่อมลพิษในการสร้างมากกว่าสนามถาวร โดยมีข้อมูลในรายงานของ CMW ว่า การสร้างสนามถาวรก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกที่ 270,000 ตัน ในขณะที่การสร้าง Stadium 974 ที่เป็นสนามชั่วคราวกลับก่อมลพิษถึง 438,000 ตัน ซึ่งทำให้ข้อหาที่ว่าผู้จัด ‘ลวงโลกว่ารักษ์โลก’ สนเปลือกนอกมากกว่าผลกระทบจริง ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

กีฬายังเป็นวัฒนธรรมอันเข้มข้น แล้วตรงไหนคือทางออก?

ถึงที่สุดแล้ว Simon Chadwick มองว่า ถ้าอยากลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้ได้จริง ๆ ในการแข่งขันที่ใหญ่ขนาดนี้ ผู้จัดจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ตอนแรก แต่สิ่งที่ FIFA และประเทศเจ้าภาพทำคือสร้างไปก่อน แล้วพอคิดอยากจะรักษ์โลก ก็ค่อยหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองตามหลัง เห็นได้ชัดจากการสร้างสนามจำนวนมากแล้วค่อยคิดว่าจะเอาไปทำอะไรต่อทีหลัง ซึ่งสุดท้ายก็ใช้งานไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป 

เขาวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า “ผ่านไป 10 ปีหลังจากได้สิทธิ์จัดการแข่งขัน (แล้วจึงประกาศว่าจะเป็นกลางทางคาร์บอน) ออกจะช้าไปหน่อยสำหรับการจัดการแข่งขันที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม”

CMW หน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทในการทำการศึกษาครั้งนี้ ให้คำแนะนำสำหรับการจัดงานขนาดใหญ่ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด ก่อนจะพึ่งพาการชดเชยคาร์บอน โดยไม่ต้องเคลมว่าเป็นกลางทางคาร์บอน เพราะ “คำกล่าวอ้างเรื่องนี้มักจะเป็นที่ถกเถียงอยู่เสมอ โดยเฉพาะในงานใหญ่ ๆ ที่มีการสร้างสนามจำนวนมากและอาศัยการชดเชยคาร์บอนอย่างหนัก (ในการสร้างความเป็นกลาง) อย่างฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์”

เอาเข้าจริงแล้วคอนเซ็ปต์เรื่อง Carbon Offset ก็ยังตกอยู่ในคำถามด้วยซ้ำว่าเป็นการลดคาร์บอนแค่ในกระดาษ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริง ๆ คือ บริษัทหนึ่งปล่อยคาร์บอนออกมาแล้วไปซื้อเครดิตจากโปรเจ็กต์ที่จะ ‘ค่อย ๆ ดูดซับคาร์บอนไปเรื่อย ๆ ในอนาคต’’ แม้ในกระดาษ คาร์บอนอาจจะเท่ากับ 0 แต่ในโลกของความเป็นจริง ก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยออกมาสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจริง ๆ ก่อนจะถูกดูดซับ

ก่อนหน้านี้ งานโอลิมปิก ปี 2020 ที่โตเกียว ก็เคยเจอข้อวิจารณ์แบบเดียวกับฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ เพราะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 4.38 ล้านตัน ทั้ง ๆ ที่อ้างว่าจะเป็นการแข่งขันที่รักษ์โลกที่สุดในประวัติศาสตร์โดยไม่แม้แต่จะแบนแก้วพลาสติกในสนาม

ต่อมา โอลิมปิกส์จึงได้วางแนวทางที่สร้างผลกระทบน้อยลงจากการจัดงาน และออกมาบอกว่า ในอนาคตจะจัดงานในประเทศที่มีสนามและโครงสร้างพื้นฐานพร้อมอยู่แล้ว เช่น ในประเทศที่เคยจัดการแข่งขันกีฬาใหญ่มาก่อน และจะไม่ผลักดันให้เจ้าภาพสร้างสนามที่ไม่มีแผนใช้งานที่ชัดเจนในอนาคต 

อย่างในปีนี้ โอลิมปิกก็เลือกจัดงานโอลิมปิกฤดูหนาวในปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองที่เคยจัดงานโอลิมปิกฤดูร้อนมาก่อนในปี 2008 ส่วนปี 2026 งานโอลิมปิกในเมืองมิลานและคอร์ติน่าจะมีการสร้างสนามเพิ่มแค่ 1 สนาม และจะไม่สร้างสนามกีฬาเพิ่มเติมอีกในการแข่งขันโอลิมปิกที่ลอสแองเจลิสในปี 2028

สรุปแล้ว สิ่งที่จะมีผลใหญ่หลวงในการสร้างความยั่งยืนคือการลดขนาดการแข่งขันและสร้างสนามใหม่ให้น้อยที่สุดมากที่สุด ตรงกับคำแถลงของหนึ่งในผู้เขียนรายงานของ Carbon Market Watch ที่ว่า “สนามที่ยิ่งยืนที่สุดก็คือสนามที่ยังไม่ได้สร้าง ผู้จัดงานกีฬานานาชาติจะต้องกระหายที่จะใช้ของเดิมที่มีอยู่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ท้ายที่สุด กรณีการลวงโลกว่ารักษ์โลกของ ฟุตบอลโลกปี 2022 ที่กาตาร์ แสดงให้เห็นว่ามีวิธีการไม่น้อยที่ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถ ‘ฟอกเขียว’ การกระทำของตัวเองได้ จึงเป็นบทเรียนให้กับเราในฐานะผู้บริโภคและพลเมืองของสังคมในการติดตามและตระหนักอยู่เสมอต่อคำว่า Net-Zero หรือ คำว่ารักษ์โลกจอมปลอม ที่สุดท้ายแล้ว นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์จริง ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นทรัพยากรส่วนร่วมของสังคมอย่างแยบยล

อ่านรายงานเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – BBC, The Guardian, Bloomberg, DW(1)(2), France24, Fast Company, WIRED, Dezeen (1)(2), Front Office Sport, PIER

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รักษ์โลก หรือแค่ ลวงโลก? เจาะลึกคำกล่าวอ้าง “ฟุตบอลโลก 2022” จะ เป็นกลางทางคาร์บอน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/is-world-world-cup-2022-really-carbon-neutral/

[รีวิว] ติดขอบสนาม Technology Innovations ใน FIFA World Cup 2022 ที่กาตาร์

มหกรรมฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ได้เปิดฉากการแข่งขันนัดแรกของแต่ละกลุ่มแล้ว สิ่งที่ถูกกล่าวถึงกันมากที่สุดนอกเหนือจากสีสันของผลการแข่งขันนั่นก็คือ นวัตกรรมเทคโนโลยีที่นำเข้ามาใช้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมา จะเห็นได้จากการยิงประตูที่ดีใจเก้อในหลายๆ ครั้ง ล้วนถูกปฏิเสธสกอร์จากการทำงานของเทคโนโลยีที่ถูกติดตัังไว้ภายในสนามฟุตบอลเพื่อรับบทบาทการเป็นผู้ช่วยให้กับผู้ตัดสินชี้ขาดได้รวดเร็วมากขึ้น ทำให้มีผลการแข่งขันที่ขาวสะอาด ไร้ซึ่งดราม่าหลังเกม ประจักษ์ชัดด้วยภาพเคลื่อนไหวแบบ 3D สู่สายตาผู้ชมทั่วทุกมุมโลก เบื้องหลังความล้ำสมัยเหล่านี้ ถูกขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมเทคโนโลยีซึ่งเข้ามามีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นการยกระดับให้กับวงการกีฬาสู่ความยั่งยืนที่ยอดเยี่ยม
 

Image Blackground : FIFA
นอกจากผลการแข่งขันที่มีทั้งการโชว์ฟอร์มสมกับราคาทีมเต็งแชมป์หรือการพลิกล็อกหักปากกาเซียนแบบช็อกโลก ยังมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขันมากมาย ทั้งการตัดสินให้ลูกจุดโทษย้อนหลังหรือการใช้เทคโนโลยีการตรวจจับล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ ประสิทธิภาพได้แสดงให้เห็นกันในทุกเกมการแข่งขันโดยเฉพาะแมตท์การแข่งขันระหว่างทีมอาร์เจนติน่า กับ ซาอุดีอาระเบีย ที่มีการปฏิเสธสกอร์แม้ว่าจะส่งลูกบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายถึง 3 ครั้งโดยทีมฟ้าขาวจากทวีปอเมริกาใต้ที่มีสตาร์ดาวดังอย่าง “เมสซี่” ก็ติดกับดักเทคโนโลยีนี้ด้วยเช่นกัน
 
 

Technology Innovations

FIFA World Cup 2022 ที่กาตาร์


 

 

เทคโนโลยี AI Rihla และ Multi-Camera ทั้ง 8 สนาม

Al Rihla แปลว่า “การเดินทาง” ในภาษาอาหรับ และได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เรืออันเป็นเอกลักษณ์ และธงชาติกาตาร์

Image Credit : Adidas
Al Rihla เป็นหนึ่งในนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของทัวร์นาเมนต์นี้ ภายในลูกบอลคือระบบกันสะเทือนของ Adidas ซึ่งมีหน่วยวัดแรงเฉื่อย 500Hz เซ็นเซอร์ Inertial Measurement Unit (IMU) ตรวจจับการเคลื่อนไหวและส่งข้อมูลออกมา 500 ครั้งต่อวินาที เป็นข้อมูลเชิงลึกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในทุกองค์ประกอบของการเคลื่อนไหวของลูกฟุตบอลและใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในตัวแบบชาร์จไฟได้ เทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นสำหรับผู้เล่นและไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของลูกบอล
 
ข้อมูลจากลูกฟุตบอลจะช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลการสัมผัสที่ไม่ชัดเจนเพื่อปรับปรุงคุณภาพและความเร็วของการตัดสินใจในห้อง VAR (Video Assistant Referees) และเทคโนโลยีล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ ด้วยประสิทธิภาพของข้อมูลที่ได้รับจากลูกฟุตบอลแบบเรียลไทม์ที่มีความแม่นยำสูง จะช่วยยกระดับมาตรฐานให้กับวงการกีฬาฟุตบอลทั้งในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการถ่ายทอดประสบการณ์สู่แฟนบอล
 
เทคโนโลยี Multi-Camera ลูกฟุตบอลจะทำงานเชื่อมต่อผสานการทำงานร่วมกับกล้องแบบติดตามเฉพาะจำนวน 12 ตัวที่ถูกติดตั้งอยู่รอบขอบสนาม เพื่อรับข้อมูลที่ถูกติดตามตำแหน่งภายในสนามหญ้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปให้กับผู้จัดการทีมและผู้ตัดสินผ่านแอปของ FIFA เพื่อประเมินผลข้อมูลของผู้เล่นทั้งสองฝ่ายรวมไปถึงการบันทึกค่าสถิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขัน
 

เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ (Semi-automated offside) และการให้สกอร์ (scoring technology)

FIFA ได้ประกาศว่าเทคโนโลยีการล้ำหน้าแบบกึ่งอัตโนมัติจะถูกนำมาใช้ที่ FIFA World Cup 2022 ในกาตาร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน โดยนำเสนอเครื่องมือสนับสนุนสำหรับเจ้าหน้าที่วิดีโอแมตช์และเจ้าหน้าที่ในสนาม เพื่อช่วยให้พวกเขาทำหน้าที่ออกมาได้อย่างรวดเร็วขึ้น แม่นยำยิ่งขึ้น และการตัดสินใจล้ำหน้าที่สามารถทำซ้ำได้มากขึ้น
 
โดยหลังจากประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี VAR ในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน ได้ประกาศใน The Vision 2020-23 ว่า FIFA จะพยายามใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีในฟุตบอลอย่างเต็มที่และปรับปรุง VAR ให้ดียิ่งขึ้น ในอีกสามปีถัดมา FIFA ยังคงเป็นผู้นำด้าน “technology in the game”
 
FIFA ทำงานร่วมกับ Adidas และพันธมิตรต่างๆ เพื่อความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมและผู้ให้บริการเทคโนโลยี ฟีฟ่าได้ใช้เวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาในการปรับปรุงระบบ VAR ให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีล้ำหน้าแบบกึ่งอัตโนมัติเข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานการแข่งขันให้ผลออกมาขาวสะอาดมากที่สุด
 
จุดเด่น: เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติ
    • ระบบแจ้งเตือนการล้ำหน้าอัตโนมัติแก่ทีมเจ้าหน้าที่ควบคุมการแข่งขันในห้องวิดีโอ VAR
    • 3D animation ช่วยปรับปรุงการสื่อสารไปยังแฟนๆ ในสนามกีฬาและผู้ชมโทรทัศน์
    • เทคโนโลยีได้รับการทดสอบเรียบร้อยแล้วในการแข่งขัน FIFA ครั้งก่อน
ข้อมูลด้านเทคนิค
แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เทคโนโลยีกล้องแบบติดตามเฉพาะ และเซ็นเซอร์ที่ถูกติดตั้งไว้ภายในลูกฟุบอล
เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัตินี้ ใช้กล้องแบบติดตามเฉพาะจำนวน 12 ตัวที่ติดตั้งอยู่ใต้หลังคาสนามกีฬาเพื่อติดตามลูกบอลและข้อมูล 29 data points ของผู้เล่นแต่ละคน 50 ครั้งต่อวินาที เพื่อคำนวณตำแหน่งที่แม่นยำในสนาม ข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้ง 29 data points ประกอบไปด้วยแขนขาและทุกส่วนของร่างกายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการล้ำหน้า โดยจะผสานการทำงานร่วมกับ Al Rihla ลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการของ Adidas ที่จะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญสำหรับการตรวจจับเหตุการณ์การล้ำหน้า ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย (IMU) ที่อยู่ภายในลูกฟุตบอล เซ็นเซอร์นี้ถูกติดตั้งวางตำแหน่งอยู่ตรงกลางลูกฟุตบอลและจะทำหน้าที่ส่งข้อมูลของลูกฟุตบอลไปยังห้องควบคุมวิดีโอ 500 ครั้งต่อวินาที ทำให้สามารถตรวจจับ kick point ได้อย่างแม่นยำสูง
 
Image Credit : FIFA
การผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ากับการรวมข้อมูลการติดตามแขนขาและลูกบอล ทำให้สามารถแจ้งเตือนเหตุการณ์ล้ำหน้าได้โดยอัตโนมัติแก่เจ้าหน้าที่ควบคุมการแข่งขันในห้องวิดีโอ (VAR) ซึ่งมีหน้าที่ทำการตรวจสอบการตัดสินที่ระบบเสนอเข้ามาการตรวจจับตำแหน่ง Kick Point และแสดงแนวเส้นสิ้นสุดวัดตำแหน่งการล้ำหน้าที่ระบบสร้างขึ้นมาให้โดยอัตโนมัติเช่นกัน ข้อมูลตำแหน่งเหล่านี้จะถูกคำนวณและแสดงออกมาในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ ที่จะทำให้เห็นส่วนประกอบเสมือนจริงของแขนขาที่ผู้เล่นถูกตรวจจับได้ กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที และหมายความว่าการตัดสินใจล้ำหน้าจะสามารถทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำสูง
 
Image Credit : FIFA
data points ตำแหน่งเดียวกันที่ใช้ในการตัดสินจะถูกสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติที่ให้รายละเอียดตำแหน่งแขนขาของผู้เล่นได้อย่างสมบูรณ์ โดยจะแสดงมุมมองที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์การล้ำหน้า และแสดงภาพขึ้นบนจอยักษ์ภายในสนามฟุตบอลซึ่งรวมถึงการถ่ายทอดสดทางทีวีด้วย
ตัวอย่างเหตุการณ์เกมการแข่งขันจริงที่เทคโนโลยี เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI Rihla
    • เหตุการณ์ล้ำหน้าซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่นัดแรกของการแข่งขันมีการใช้เทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติให้เห็นแล้วโดยเฉพาะเกมที่อาร์เจนตินาแพ้ซาอุฯ ด้วยสกอร์ 1-2 นัดนี้ทีมอาร์เจนตินาส่งลูกฟุตบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายถึง 3 ลูก (ไม่นับลูกจุดโทษ) แต่ถูกเทคโนโลยีการล้ำหน้ากึ่งอัตโนมัติตรวจจับว่ามีล้ำหน้าและปฏิเสธการให้สกอร์ทั้งหมด
    • เหตุการณ์ทำฟาวล์ของผู้เล่นในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะภายในกรอบเขตโทษที่ชี้วัดการให้ลูกตั้งเตะที่จุดโทษที่ผู้ตัดสินในสนามมองไม่เห็นเหตุการณ์ ตัวอย่างที่ทีมอาร์เจนติน่า ได้จุดโทษย้อนหลังเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วและเป็นประตูขึ้นนำจากการสังหารของ เมสซี่ สตาร์ดาวดังของทีม โดยการแจ้งเตือนอัตโนมัติจากเทคโนโลยี VAR
scoring technology หรือ goal line technology อีกเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นให้ถูกกล่าวถึงนั่นก็คือ การตัดสินสกอร์ที่มีข้อกังขา ผู้ตัดสินจะมีหน้าจอที่ข้อมือเพื่อช่วยตัดสินว่าการยิงประตูนั้นเป็นสกอร์หรือไม่ อันที่จริงสิ่งนี้จะดีขึ้นด้วย VAR แต่เจ้าเซ็นเซอร์ในลูกฟุตบอลบอลของ Adidas จะผสานการทำงานร่วมกับกล้องเพื่อช่วยให้แน่ใจว่าจะไม่มีการโต้เถียงเกิดขึ้นแม้ว่าผู้รักษาประตูจะรับลูกฟุตบอลจากภายในประตูซึ่งล้ำเส้นสีขาวแล้วก็ตาม
 

FIFA Player App

เป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 จะสามารถเข้าถึง FIFA Player App ได้ แอปนี้พัฒนาขึ้นโดยอิงจากผู้เล่นระดับมืออาชีพ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกของผู้เล่นในสนามและข้อมูลประสิทธิภาพทางร่างกายของผู้เล่นรายบุคคลหลังจบจากการแข่งขันทุกเกม
 
Image Credit : FIFA
FIFA Player App ประสบความสำเร็จในการทดลองใช้จริงกับผู้เล่นจากทีมต่างๆ ที่ FIFA Arab Cup 2021 และนำเสนอต่อทีมที่เข้าร่วม FIFA World Cup ในระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการของทีมล่าสุดในโดฮา FIFA Player App ได้รวบรวมข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุงและเมตริกข่าวกรองที่รวบรวมโดยทีมนักวิเคราะห์ประสิทธิภาพจาก FIFA ผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลการติดตาม ซึ่งจะพิจารณาว่าผู้เล่นเคลื่อนที่ไปรับบอลหรือไม่ เคลื่อนที่อย่างไร เทคติกเกมรุกที่กดดันคู่ต่อสู้มีรูปแบบใดบ้าง ตำแหน่งแนวรับป้องกันการถูกโจมตีอย่างไร และข้อมูลรูปแบบอื่นๆ ของเกมการแข่งขัน
 
FIFA Player App ประกอบด้วยเมตริกสมรรถภาพทางร่างกายที่รวบรวมผ่านการติดตามในสนามกีฬาผ่านกล้องแบบติดตามเฉพาะทั้ง 12 ตัว ตัวอย่างเช่น แอปจะแสดงระยะทางที่ครอบคลุมตามเกณฑ์ความเร็วต่างๆ จำนวนของการกระทำที่มากกว่า 25 กม.ต่อชม. (ประมาณ 15 ไมล์ต่อชั่วโมง) และความเร็วสูงสุด แอปนี้จะช่วยประมวลผลข้อมูลให้ผู้เล่นได้เห็นผลงานของตนเองในทุกแมตท์การแข่งขันในฟุตบอลโลกที่กาตาร์ 2022 หนนี้ ซึ่งจะให้ข้อมูลส่วนตัวสำหรับผู้เล่นแต่ละคนเพื่อดูว่าพวกเขาทำผลงานในสนามเป็นอย่างไรบ้าง ผู้เล่นสามารถย้อนดูภายหลังการแข่งขันได้สะดวกและง่ายดาย นอกจากนี้ ภาพถ่ายแอคชันต่างๆ ที่ถูกถ่ายไว้ในช่วงเวลาสำคัญของการแข่งขัน FIFA World Cup ในแต่ละนัดจะถูกบันทึกเก็บไว้และแชร์ไว้ในฐานข้อมูลของแอปเพื่อให้ผู้เล่นแต่ละคนเข้าถึงได้สะดวก ผู้เล่นจะสามารถบันทึกหรือแชร์รูปภาพต่อบนโซเชียลมีเดียพร้อมกับแนบข้อมูลค่าสถิติการแข่งขันที่พวกเขาชื่นชอบได้โดยตรงจากแอปได้เลย
 
หนึ่งในเป้าหมายของ Vision 2020-2023 ของ FIFA คือการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อให้บริการฟุตบอล ผู้เล่น และเกมการแข่งขันที่ดีที่สุด ซึ่งรวมถึงวิธีที่ FIFA ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เล่นด้วย ทีมงาน FIFA ทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดให้ปลอดภัย ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการที่ FIFA ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลได้ที่พอร์ทัลการปกป้องข้อมูลของ FIFA และใน FIFA Data Protection Pocket Guide ซึ่งจะอธิบายถึงสิทธิ์ในการปกป้องข้อมูลโดยละเอียด
 
นวัตกรรมนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง FIFA และ FIFPRO ในการพัฒนามาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการรวบรวม การปกป้อง และการใช้ข้อมูลประสิทธิภาพของผู้เล่นส่วนบุคคล ทั้งสององค์กรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนด “Charter of Player Data Rights” โดยมีเป้าหมายในการพัฒนามาตรฐานเหล่านี้ ในขณะเดียวกันก็แจ้งให้ผู้เล่นฟุตบอลทราบอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับสิทธิ์ความเป็นส่วนตัวของนักกีฬาตามกฎหมายที่มีอยู่ เช่น European General Data Protection Regulation (GDPR) กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ สหภาพยุโรป
 
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GDPR กับ PDPA ต่างกันอย่างไร
 

เทคโนโลยี Bonocle และ Feelix Palm เพื่อเปิดโลกความบันเทิงให้กับผู้พิการทางสายตา

เพื่อให้แฟนๆ ที่เป็นผู้พิการทางสายตาสามารถเพลิดเพลินไปกับ FIFI World Cup 2022 ด้วยการนำเครื่องมือของ “Bonocle และ Feelix Palm” Bonocle เป็นแพลตฟอร์มความบันเทิงอักษรเบรลล์แห่งแรกของโลก ด้วยการใช้ฟังก์ชันการแปลงรหัสและเทคโนโลยีบลูทูธ บุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นสามารถสัมผัสกับความตื่นเต้นของการแข่งขันฟุตบอลโลกได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ

Image Credit : Bonocle
Bonocle ความบันเทิงอักษรเบรลล์ เป็นอุปกรณ์อักษรเบรลล์เซลล์เดียวแบบพกพาที่ทำหน้าที่เหมือนตัวควบคุมสำหรับสมาร์ทโฟน เป็นนวัตกรรมและออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อให้ทำงานเหมือนกับจอแสดงผลอักษรเบรลล์แบบไม่มีบรรทัด โดยใช้แอปพลิเคชันที่พัฒนาและปรับให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถทำงาน เรียนรู้ หรือเล่น ผ่านเสียงตอบรับที่สัมผัสได้ เช่น อักษรเบรลล์ ระบบสัมผัส และตัวอ่านเสียงแบบ Scree Reader/Voice Over และโต้ตอบกับแอปพลิเคชันผ่านปุ่ม การเคลื่อนไหว และเสียงพูด
 
Bonocle จะเข้ามาช่วยให้ชุมชนกลุ่มผู้พิการทางสายตาทั่วโลกได้สัมผัสกับอรรถรสบรรยากาศของมหกรรมฟุตบอลโลกในปี 2022 ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการขจัดข้อจำกัดให้แก่ผู้พิการทางสายตาและเป็นการเปิดประตูให้พวกเขาได้ทำการสำรวจโลกของเกมกีฬาด้วยความบันเทิง
 

Feelix Palm เป็นอุปกรณ์สื่อสารด้วยฝ่ามือที่มีคุณสมบัติ (tactile features) จะถูกใช้ในกาตาร์ครั้งนี้ ด้วยการใช้แรงกระตุ้นไฟฟ้า Feelix Palm นำเสนอข้อความคล้ายอักษรเบรลล์ให้กับผู้พิการทางสายตาโดยไม่จำกัดการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการได้ยิน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้คนสามารถรับข้อมูลแยกกันโดยไม่จำเป็นต้องเห็นหรือได้ยินข้อมูล Feelix Palm สื่อสารข้อมูลลวดลายสัมผัสด้วยไฟฟ้าไปยังฝ่ามือ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดื่มด่ำกับสภาพแวดล้อมได้มากขึ้นโดยรับข้อเสนอแนะแบบสัมผัสบนฝ่ามือ

Image Credit : Feelix Palm

 

เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยภาคประชาชนด้วยกล้อง 15,000 ตัว

Image Credit : spfconsoles.com
Aspire Control and Command Centre เป็นศูนย์ควบคุมและสั่งการจะทำหน้าที่คอยเฝ้าตรวจสอบสนามกีฬาทั้งหมดพร้อมกัน เพื่อจับตาดูผู้เข้าชมที่คาดว่าจะมีมากกว่าหนึ่งล้านคนตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาลงจากเครื่องบินจนถึงตอนที่พวกเขาออกเดินทางจากไป ไขข้อกังวลด้านความปลอดภัยด้วยการรับประกันความปลอดภัยด้วยการติดตั้งกล้องที่มีคุณสมบัติการจดจำใบหน้าทั้งหมด 15,000 ตัวเพื่อส่งข้อมูลไปยังศูนย์ Aspire สำหรับค้นหาบุคคลจากกระทำผิดที่อาจเกิดขึ้นและเพื่อป้องกันการโจมตีของผู้ก่อการร้าย
 

นอกจากนี้ เรื่องของการถ่ายทอดสด FIFA ปรับปรุงด้านคุณภาพของการออกอากาศถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ จำนวน 64 แมทต์ จะถูกส่งสัญญาณภาพระดับ 4K เพื่อความคมชัดสูง สำหรับเครื่องรับที่รองรับเทคโนโลยี 4K เพื่อไม่ให้พลาดในทุกรายละเอียดตลอด 90 นาทีของเกมการแข่งขัน

 

เทคโนโลยีการระบายความร้อนสนามกีฬาขั้นสูง

กาตาร์ได้ปรับปรุงสนามฟุตบอล 7 ใน 8 แห่งที่ใช้แข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ครั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูงเพื่อให้สนามกีฬามีอุณหภูมิประมาณ 68 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับผู้เล่นและแฟนบอล คาดว่าจะยั่งยืนกว่าและประหยัดพลังงานกว่า 40 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเทคนิคการทำความเย็นทั่วไป ระบบทำความเย็นใช้การผสมผสานระหว่างฉนวนและการทำความเย็นแบบกำหนดเป้าหมายเพื่อทำให้เย็นลงเฉพาะในที่ที่มีผู้คนอยู่

ดร. ซาอูด อับดุลอาซิซ อับดุล กานี มีชื่อเล่นว่า ดร. คูล เป็นบุคคลสำคัญในภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ ได้อธิบายว่า “การทำสนามฟุตบอลให้มีอุณหภูมิเย็นลงก็เหมือนกับการทำให้ยานยนต์เย็นลงนั่นเอง การประยุกต์ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเดียวกันในการจัดการระบายความร้อนเหล่านี้ แต่มันมีขนาดที่ใหญ่กว่ามากแค่นั้นเอง” ดร. คูล เป็นวิศวกรที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีทำความเย็นกลางแจ้งสำหรับสนามฟุตบอล FIFA World Cup Qatar 2022 ครั้งนี้ ซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาระดับปริญญาเอกเกี่ยวกับการปรับอากาศสำหรับรถยนต์
 
ดร. คูล กล่าวเสริมว่า สิ่งที่เขานำเสนอให้กับเจ้าภาพกาตาร์พิจารณานั้น แตกต่างจากผู้นำเสนอรายอื่นๆ ที่นำเสนอการออกแบบสนามฟุตบอลเป็นหลัก แต่ ดร. คูล ได้นำเสนอสิ่งที่เป็น “เทคโนโลยี” เพื่อการผสานรวมเข้ากับสเตเดี้ยมในรูปแบบใหม่
 
อากาศเย็นเข้ามาทางตะแกรงบนอัฒจรรย์และหัวฉีดขนาดใหญ่บนสนาม การใช้เทคนิคการหมุนเวียนอากาศ อากาศเย็นจะถูกดึงกลับ การระบายความร้อน การกรองและผลักออก และสูบออกอีกครั้งโดยเครื่องไอพ่น นอกจากนี้ เทคโนโลยีทำความเย็นของ ดร. คูล มีความยั่งยืนมากกว่าเทคนิคที่มีอยู่ประมาณ 40% วิธีการของเขาหมายความว่าสนามฟุตบอลจะต้องเย็นลงก่อนการแข่งขันเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานของสถานที่ได้อย่างมากเมื่อเทียบกับวิธีการที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ยังทำให้อากาศบริสุทธิ์ซึ่งส่งผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จะไม่มีปัญหาเมื่อนั่งอยู่ภายในสนามฟุตบอล
 
สิ่งที่ยากที่สุด คือ ทำให้สนามกีฬาเย็นลงโดยที่มีการเปิดหลังคาสนามฟุตบอล เพราะนั่นคือที่ที่อากาศร้อนจากภายนอกเข้ามา นั่นเป็นเหตุผลที่มีการศึกษาว่าอากาศสามารถออกทางใดและเราจะดันและดึงกลับได้อย่างไร อากาศจะแตกต่างกันไปในแต่ละสนาม ขึ้นอยู่กับรูปร่าง ความสูง และความกว้างของสนาม ยิ่งไปกว่านั้น ดิฟฟิวเซอร์ใต้ที่นั่งยังช่วยให้มั่นใจได้ถึงความสะดวกสบายของแฟนๆ ที่จะดันอากาศออกเพื่อให้อากาศถ่ายเทอย่างนุ่มนวล นอกจากนี้ เซ็นเซอร์โดยรอบสนามจะรักษาอุณหภูมิให้คงที่และปรับการไหลเวียนของอากาศสำหรับที่นั่งทั้งในที่ร่มหรือกลางแดด
 
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในการระบายความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพคือคุณไม่ต้องการให้ลมจากภายนอกเข้าสู่สนามฟุตบอล เป็นเหตุผลให้การออกแบบของสนามกีฬาต้องได้รับการศึกษาและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศอุ่นเข้ามาภายในสนามฟุตบอลได้”
 
นอกจากการทำให้สนามกีฬาเย็นลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำให้พื้นที่สาธารณะอื่นๆ ในกาตาร์เย็นลง Katara Plaza เพิ่งเปิดตัวเป็นพลาซ่าเชิงพาณิชย์แบบเปิดโล่งและปรับอากาศแห่งแรกของกาตาร์ อีกโครงการหนึ่งใน Aspire Park มีทางเดินเย็นซึ่งใช้แผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพลังงาน
 

บทสรุป

มหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. – 18 ธ.ค. เป็นครั้งแรกที่ตารางปฏิทินการแข่งขันถูกเลื่อนมาอยู่ช่วงปลายปี เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพภูมิอากาศที่มีความร้อนค่อนข้างสูงของประเทศกาตาร์ ถึงแม้ช่วงเวลาดังกล่าวจะมีอุณหภูมิความร้อนน้อยที่สุดของปีก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้ทำให้นักเตะจากภูมิภาคที่มีอากาศแบบอบอุ่นถึงหนาวเย็นคุ้นชิน สังเกตได้จากภาพบรรยากาศการซ้อมก่อนเริ่มเกมการแข่งขันถึงขั้นต้องใช้ปล่องลมไอน้ำเป่าช่วยคลายความร้อนภายในร่างกาย และนั้นก็เป็นคำตอบว่าทำไมจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีการระบายความร้อนสนามกีฬาขั้นสูงของ ดร. คูล 
 
ตามที่ประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน ได้ประกาศใน The Vision 2020-23 ว่า FIFA จะพยายามใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีในฟุตบอลอย่างเต็มที่และปรับปรุง VAR ให้ดียิ่งขึ้น ในอีกสามปีถัดมา FIFA ยังคงเป็นผู้นำด้าน “technology in the game”
 
การประกาศครั้งนั้นหลังจากจบ FIFA World Cup 2018 ที่รัสเซีย และมาประจักษ์ให้เห็นกันที่กาตาร์ 2022 ครั้งนี้ โดยมีนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ได้ปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น มีการนำระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามาผสานทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งภายในลูกฟุตบอลของ Adidas และประมวลผลอัตโนมัติออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบ 3 มิติ ที่ผ่านมาในเกมการแข่งขันรอบแรกของแต่ละกลุ่มเทคโนโลยีเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงเกมการแข่งขันที่ขาวสะอาดไม่มีข้อกังขา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะมีความแม่นยำสูง แต่คำตัดสินที่เด็ดขาดยังเป็นของมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ตัดสินอยู่ดี จังหวะของเกมการแข่งขันเป็นรูปแบบข้อมูลที่มีความซับซ้อนมากกว่าที่จะส่งไม้ต่อให้เทคโนโลยีควบรวมบริบททั้งหมดไปชี้ขาดได้ ส่วนอนาคตอีก 4 ปีข้างหน้าของการจัดมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไปนั้น จะมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมอะไรเพิ่มเติมเข้ามาหรือพัฒนาให้ล้ำหน้าไปกว่าเดิมเราต้องติดตามดูกันต่อไป 
 
ที่มาของข้อมูล:
 

from:https://www.techtalkthai.com/review-technology-innovations-in-fifa-world-cup-2022-qatar/

FIFA เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ตรวจจับล้ำหน้า เริ่มใช้ในฟุตบอลโลก 2022

FIFA หรือ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ประกาศนำเทคโนโลยีใหม่แบบกึ่งอัตโนมัติ (semi-automated) เพื่อใช้ตรวจจับการล้ำหน้าของผู้เล่นขณะแข่งขัน ซึ่งบอกว่าจะช่วยให้การตัดสินถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเริ่มใช้เทคโนโลยีนี้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ในเดือนพฤศจิกายน

การทำงานของระบบดังกล่าว จะมีเซ็นเซอร์อยู่ที่ลูกบอลเพื่อระบุพิกัดตำแหน่ง ทำงานร่วมกับกล้องอีก 12 ตัวในสนาม รวมทั้งจับข้อมูลตำแหน่งผู้เล่นแต่ละคนออกมา 29 จุดของร่างกาย เพื่อดูว่ามีส่วนใดที่ล้ำหน้าหรือไม่ ข้อมูลถูกเก็บที่ระดับ 50 ครั้งต่อวินาที และคำนวณการล้ำหน้าอัตโนมัติ เพื่อแจ้งเตือนไปยังผู้ตัดสินในสนาม

ข้อมูลดังกล่าวยังถูกนำมาสร้างเป็นวิดีโอ 3D เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบทันที และภาพวิดีโอนี้จะออกอากาศระหว่างการถ่ายทอดสดเป็นข้อมูลสำหรับผู้ชมด้วย

Pierluigi Collina ประธานผู้ตัดสินของ FIFA บอกว่า ระบบนี้อาจเหมือนการใช้หุ่นยนต์มาเป็นผู้ตัดสิน แต่เขายืนยันว่าผู้ตัดสินหลักในสนามทั้งหมดยังคงมีบทบาทและรับผิดชอบต่อการตัดสินในทุกนัดเหมือนเดิม

ดูวิดีโออธิบายการทำงานได้จากลิงก์นี้

ที่มา: FIFA

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/129241

Real Madrid, Liverpool และสโมสรฟุตบอลชั้นนำ โพสต์สนับสนุน และเข้าร่วม EA Sports FC

จากข่าวการแตกหักระหว่าง EA และ FIFA ล่าสุดทีมสโมสรชั้นนำของโลก เช่น Real Madrid, Livepool, Borussia Dortmund และทีมจาก MLS ลีกฟุตบอลอาชีพของสหรัฐอเมริกา ต่างโพสต์บนโซเชียลมีเดียของตัวเองในลักษณะให้การสนับสนุน และเข้าร่วมใน EA Sports FC เกมฟุตบอลเสมือนจริงเกมใหม่ของ EA

ทีมสโมสรเหล่านี้ยังโพสต์ว่า เตรียมพบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเดือน ก.ค. 2023 ซึ่งบางทีมในที่นี้เคยร่วมกันจัดตั้ง European Super League การแข่งขันฟุตบอลสโมสรยุโรปที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับ สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป หรือ UEFA จน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA ไม่พอใจ และเตรียมสั่งแบน แต่สุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็ไม่เกิดขึ้น

แม้จะไม่ได้ร่วมมือกับ FIFA แล้ว แต่ EA ได้เซ็นสัญญากับนักฟุตบอล, สโมสร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อทำให้ตัวเกม EA Sports FC ได้ข้อมูลจริงเหมือนกับที่ใช้ในเกม EA FIFA มาตลอด นอกจากนี้ EA ยังยืนยันว่า การไม่มี FIFA เข้ามาเกี่ยวข้องจะช่วยปลดล็อคความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเกมฟุตบอลเสมือนจริงหลังจากนี้

สำหรับเกม FIFA 23 ที่จะเปิดตัวในเดือน ก.ย. 2022 จะเป็นเกมภาคสุดท้ายที่ EA และ FIFA ทำงานร่วมกัน ส่วน FIFA จะทำงานกับนักลงทุน, นักพัฒนา และบริษัทจัดจำหน่าย เพื่อให้บริการเกมฟุตบอลที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับฟุตบอลโลกในช่วงไตรมาส 3 2022 และจะเปิดตัวเกมฟุตบอลเสมือนจริงของตัวเองที่มีชื่อ FIFA ในปี 2023

อ้างอิง // IGN, HITC

alt="easportsfc"

from:https://www.blognone.com/node/128443

ไขข้อข้องใจ EA FIFA 23 เป็นเกมสุดท้ายที่ทำร่วมกัน, EA ออกเกมเองปี 2023, FIFA ออกปี 2024

จากข่าว EA แยกทาง FIFA มีความสับสนพอสมควรเรื่องอนาคตของเกมที่เรารู้จักกันในชื่อ EA FIFA ว่าตกลงแล้วภาคไหนคือภาคสุดท้ายกันแน่

EA FIFA 23 ที่จะเปิดตัวในครึ่งหลังของปี 2022 จะเป็นภาคสุดท้ายที่ EA ยังทำภายใต้ชื่อแบรนด์ FIFA อยู่ โดยอยู่ภายใต้การต่อสัญญาพิเศษที่ FIFA ยอมขยายเวลาให้ EA ใช้ชื่อแบรนด์

หลังจากนั้นช่วงกลางปีหน้า 2023 เราจะเห็น EA เปิดเผยรายละเอียดของเกม EA Sports FC (ซึ่งน่าจะชื่อว่า EA Sports FC 24 ตามธรรมเนียมเดิมที่นับตามฤดูกาลแข่งขันถัดไป แต่ยังไม่ยืนยัน) ข้อมูลเดียวที่ทราบตอนนี้คือจะมีทั้งฟุตบอลชายและหญิงอยู่ในเกมเดียวกัน

ฝั่งของ FIFA ระบุว่าจะออกเกมจำลองการเตะฟุตบอล (simulation football) ที่ชื่อ FIFA ในปี 2024 (อาจใช้ชื่อ FIFA 24 หรือ FIFA 25 ยังไม่ยืนยันเช่นกัน แต่ถ้าไม่ต้องการให้ตัวเลขภาคเกมขาดตอน น่าจะเป็น FIFA 24) โดยบอกแค่ว่ากำลังเจรจาอยู่กับบริษัทเกมและนักลงทุนหลายราย

ระหว่างรอเกมใหม่ของ FIFA เราจะได้เห็นเกมฟุตบอลประเภทอื่น (non-simulation) ใต้แบรนด์ FIFA ในช่วงปี 2022-2023 ไปพลางๆ ก่อน ดังนี้

  • ไตรมาส 3/2022 – เกมที่เกี่ยวกับ FIFA World Cup Qatar 2022
  • ไตรมาส 4/2022 – เกมที่เกี่ยวกับ FIFA World Cup Qatar 2022 เพิ่มเติมจากเกมแรก
  • ไม่ระบุช่วงเวลา – เกมที่เกี่ยวกับ Women’s World Cup 2023

ที่มา – EA, FIFA

No Description

from:https://www.blognone.com/node/128423

FIFA ตอกกลับ EA: เกมฟุตบอลของแท้ต้องมีชื่อ FIFA และมันจะเริ่มตั้งแต่ภาค FIFA 23

FIFA หรือ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ออกแถลงอย่างเป็นทางการหลัง EA ประกาศนำชื่อ FIFA ออกจากเกมฟุตบอล พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น EA Sports FC ว่า FIFA อยู่ระหว่างร่วมมือกับนักพัฒนา, นักลงทุน และผู้จัดจำหน่าย ในการพัฒนาเกมฟุตบอลเสมือนจริงที่ใช้ชื่อ FIFA โดยจะเริ่มตั้งแต่ภาค 2023 เป็นต้นไป

“เกมฟุตบอลของแท้ที่มีชื่อแบรนด์ FIFA จะกลับมามอบความสนุกให้เกมเมอร์ และแฟนฟุตบอลทุกคนอย่างแน่นอน” Gianni Infantino ประธาน FIFA กล่าว พร้อมเปิดเผยแผนการพัฒนาเกมฟุตบอลของ FIFA ว่า ก่อนที่เกมฟุตบอลเสมือนจริงจะเปิดตัวจะมีเกมฟุตบอลแนวอื่นที่มีชื่อ FIFA ติดอยู่ออกมาให้เล่นกันก่อนภายในไตรมาส 3 2022

ทั้งนี้ FIFA ยืนยันว่า ลิขสิทธิ์การใช้ชื่อ FIFA ในเกมหลังจากนี้จะเปลี่ยนเป็นรูปแบบ Non-Exclusive จากเดิมที่มอบให้กับ EA เพียงรายเดียว ส่วนเกมที่จะเปิดตัวมาก่อนตัวเกมฟุตบอลเสมือนจริงจะเป็นเกมที่ให้ประสบการณ์เล่นใหม่ ๆ และมีเนื้อหาเพื่อช่วยกระตุ้นการรับรู้ของการแข่งขันฟุตบอลโลก หรือ FIFA World Cup Qatar 2022

Gianni Infantino ประธาน FIFA เสริมว่า FIFA 23, FIFA 24, FIFA 25, FIFA 26 และหลังจากนั้นจะยังมีอยู่ ที่สำคัญคือมาพร้อมกับชื่อ FIFA แปะอยู่ในเกม ซึ่งมันจะคงอยู่ตลอดไป และเป็นเกมฟุตบอลเสมือนจริงที่ดีที่สุดอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

อ้างอิง // Eurogamer, FIFA

alt="fifa"ภาพจาก FIFA

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/128412

EA ประกาศรีแบรนด์เกมฟุตบอล EA FIFA เป็น EA Sports FC ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นไป

EA ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว หลังมีข่าวสัปดาห์ก่อน ว่าเกมฟุตบอล EA FIFA จะเปลี่ยนชื่อเป็น EA Sports FC ตั้งแต่ปี 2023 ซึ่งประเด็นว่า EA ต้องการรีแบรนด์เกมฟุตบอลนี้ มีข่าวมาตั้งแต่ปี 2021

นอกจากชื่อที่เปลี่ยน ในส่วนอื่นของเกมน่าจะยังเหมือนเดิม เพราะ EA บอกว่ายังคงมีพาร์ตเนอร์มากกว่า 300 ราย ทั่วโลก ทำให้มีข้อมูลผู้เล่นมากกว่า 19,000 คน จากกว่า 700 ทีมฟุตบอล ใน 100 สนามแข่งขัน และลีกมากกว่า 30 รายการทั่วโลก ซึ่งรวมทั้ง Premier League, LaLiga, Bundesliga และ UEFA

David Jackson รองประธาน EA Sports ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า นอกจากการเปลี่ยนมาสร้างแบรนด์ใหม่เพื่ออนาคตระยะยาวของ EA แล้ว การไม่ต้องอยู่ในข้อตกลงกับ FIFA ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างประสบการณ์เกมฟุตบอลในแบบใหม่ ๆ ที่เดิม FIFA ไม่อนุญาตได้อีกด้วย (แต่ไม่ได้ระบุว่าคืออะไร)

ที่มา: BBC และ EA

alt="EA Sports FC"

from:https://www.blognone.com/node/128403

FIFA เปิดตัว FIFA+ บริการสตรีมมิ่งสำหรับฟุตบอล ทั้งถ่ายทอดสดและบันทึกการแข่งขัน

FIFA เปิดบริการสตรีมมิ่งของตัวเองในชื่อ FIFA+ (มีทั้งเว็บและแอพมือถือ) มีเนื้อหาเกี่ยวกับฟุตบอล ทั้งการถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกจากประเทศต่างๆ, บันทึกการแข่งขันระดับนานาชาติ และเนื้อหาออริจินัลจากนักฟุตบอลชื่อดัง

  • ถ่ายทอดสด FIFA บอกว่าตลอดทั้งปี 2022 จะมีถ่ายทอดฟุตบอลสดมากถึง 40,000 แมตช์ แบ่งเป็นฟุตบอลชาย 29,000 แมตช์ ฟุตบอลหญิง 11,000 แมตช์ จากกว่า 100 ประเทศ (แต่ยังไม่บอกว่ามีประเทศใดและลีกใดบ้าง)
  • บันทึกการแข่งขันฟุตบอลโลกในอดีตทั้งชายและหญิง ย้อนกลับไปถึงปี 1950s ความยาวรวมกัน 2,000 ชั่วโมง
  • FIFA+ Originals หลายรายการ จากนักฟุตบอลชื่อดัง เช่น Ronaldinho, Dani Alves, Ronaldo Nazário, Romelu Lukaku, Lucy Bronze, Carli Lloyd

นอกจากคอนเทนต์แบบวิดีโอแล้ว ยังมี Match Centre รวมสถิติการแข่งขัน, ข่าวสารฟุตบอล, ควิซ, โหวต และเกมแฟนตาซีฟุตบอลด้วย

ในเบื้องต้น FIFA+ ยังเป็นบริการฟรี แต่ยังไม่ยืนยันว่าในช่วงที่มีการแข่งขันรายการสำคัญๆ อย่างฟุตบอลโลกช่วงปลายปี 2022 จะมีการถ่ายทอดสดผ่าน FIFA+ หรือมีโมเดลเก็บเงินด้วยหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือการที่ FIFA หันมาทำสตรีมมิ่งเอง เราย่อมเห็นคอนเทนต์ของ FIFA ไปอยู่บนแพลตฟอร์มวิดีโออื่นๆ น้อยลงตามไปด้วย

No Description

ที่มา – FIFA via Fortune

from:https://www.blognone.com/node/128036

[ลือ] EA ตัดสินใจทิ้งชื่อ FIFA เปลี่ยนชื่อเกมเป็น EA Sports Football Club

Jeff Grubb นักข่าวของเว็บเกม Giant Bomb อ้างแหล่งข่าวว่า EA ตัดสินใจเดินหน้าแผนการเลิกใช้ชื่อเกม FIFA หลังตกลงสัญญาฉบับใหม่กับ FIFA ไม่ได้ โดยชื่อใหม่คือ EA Sports Football Club หรือ EA Sports FC ตามที่เคยหลุดออกมาก่อนหน้านี้ และเป็นชื่อที่ EA จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไปเรียบร้อยแล้ว

ในอีกด้าน องค์กร FIFA เองก็ปรับแก้รายละเอียดเครื่องหมายการค้าของชื่อ FIFA ให้ครอบคลุมถึง “วิดีโอเกม” ด้วย เป็นสัญญาณว่าเราจะได้เห็น FIFA ทำเกมเอง หรือหาบริษัทอื่นมาทำเกมภายใต้ชื่อ FIFA ในอนาคต ซึ่งตรงกับแนวทางของ FIFA ที่บอกว่าไม่ต้องการให้บริษัทใดมาผูกขาดชื่อเพียงรายเดียว

Jeff Grubb ยังคาดว่า EA ควรจะออกมาแถลงเรื่องนี้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้น

ที่มา – Jeff Grubb (Twitch) via Ars Technica

from:https://www.blognone.com/node/127784

Crypto.com ประกาศเป็นสปอนเซอร์ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์

บริษัทเทรดคริปโต Crypto.com ประกาศเข้าเป็นสปอนเซอร์ของฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ช่วงปลายปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกของบริษัทคริปโตที่ก้าวขึ้นมาเป็นสปอนเซอร์เทศกาลกีฬาใหญ่ระดับฟุตบอลโลก

ก่อนหน้านี้ไม่นาน Crypto.com เพิ่งเซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์สนามแข่งบาสเก็ตบอล L.A. Lakers โดยซื้อสิทธิชื่อสนามเป็น Crypto.com Arena รวมถึงเป็นสปอนเซอร์กีฬาชนิดอื่นๆ อย่างรถแข่ง ฮอกกี้น้ำแข็งด้วย

Crypto.com จะเข้ามาเป็นแพลตฟอร์มเทรดคริปโตอย่างเป็นทางการของฟุตบอลโลก 2022 นอกจากการโชว์โลโก้ที่ข้างสนามแล้ว บริษัทยังระบุว่าจะมีกิจกรรมอื่นๆ สำหรับลูกค้าที่เทรดคริปโตบนแพลตฟอร์มด้วย

No Description

ที่มา – FIFA, Crypto.com

from:https://www.blognone.com/node/127756