คลังเก็บป้ายกำกับ: FACIAL_RECOGNITION

“NtechLab” บริษัท AI ระดับโลกผู้พัฒนา “ระบบรู้จำใบหน้า ท่าทาง เลขทะเบียนรถ” อันทรงพลัง เตรียมตั้งฐานที่ไทย ลุยตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างที่รู้กันแล้วว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) นั้นได้เติบโตขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งหนึ่งในโซลูชันที่พิสูจน์ถึงพัฒนาการได้อย่างชัดเจน นั่นคือระบบรู้จำใบหน้าและวัตถุต่าง ๆ ที่ ณ ปัจจุบัน ระบบ AI ก็สามารถดำเนินการได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย เช่น การยืนยันตัวตนในแอปหรือตามร้านค้าปลีกต่าง ๆ  หรือว่าการทำ e-KYC ดังที่เห็นกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวันนี้

ถ้าหากพูดถึงเรื่องระบบรู้จำใบหน้าแล้ว “NtechLab” คืออีกหนึ่งบริษัทระดับโลก (Global Company) ที่มีชื่อเสียงในด้านการวิเคราะห์วิดีโอและ เทคโนโลยีรู้จำใบหน้าอันทรงประสิทธิภาพที่มีชื่อว่า“FindFace Multi” แพลตฟอร์มวิเคราะห์วิดีโอสำหรับรู้จำใบหน้าและวัตถุ ซึ่งล่าสุดปี 2022 นี้เอง Financial Times ได้จัดลำดับ NtechLab เป็น 1 ใน 1,000 บริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในยุโรปอีกด้วย บทความนี้ ทีมงาน TechTalk Thai จะพามารู้จักกับ NtechLab ให้มากขึ้นกันครับ

เทคโนโลยีรู้จำใบหน้า ร่างกาย และเลขทะเบียนรถ
(Face, Body and License Plate Number Recognition)

ในวงการปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) งานประเภทหนึ่งที่กำลังมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดนั่นคือการรู้จำวัตถุ (Object Recognition) จากภาพหรือวิดีโอที่มีความชาญฉลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นรู้จำเพื่อคัดแยกว่าวัตถุอะไรอยู่ตรงไหนแล้ว ยังสามารถแจกแจงรายละเอียดได้ด้วยว่าวัตถุนั้น ๆ มี “คุณลักษณะ” ภายนอกอย่างไรบ้าง เช่น การอธิบายว่าวัตถุนั้นคืออะไร สีอะไร และอยู่ตำแหน่งใดในภาพ

Credit : YOLO: Real-Time Object Detection

ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีดังกล่าว จึงสามารถต่อยอดมาทำเป็นโซลูชันรู้จำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย อย่างเช่น ใบหน้า (Face) ร่างกาย (Body) ไปจนถึงเลขทะเบียนรถยนต์ (License Plate Number) ซึ่งหลักการทั่วไปมักจะดำเนินการเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ การตรวจหา (Detection) และการรู้จำ (Recognition) ซึ่งแปลว่าไม่ว่าจะค้นหาอะไรในภาพหรือวิดีโอ ขั้นแรกสุดคือต้องสามารถตรวจหาให้พบและคัดแยกได้ก่อนว่าวัตถุนั้นคืออะไร แล้วจึงค่อยรู้จำในขั้นตอนถัดไปว่ารายละเอียดของวัตถุนั้น ๆ คืออะไรในลำดับต่อไป

ตัวอย่างระบบรู้จำใบหน้า (Facial Recognition) ที่นิยมใช้กันมาก ๆ และน่าจะทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น นั่นคือ Face ID ที่ใช้ปลดล็อกเครื่องโทรศัพท์ iPhone ซึ่งเป็นการใช้ใบหน้าของผู้ใช้มายืนยันแทนพาสเวิร์ดว่ามีสิทธิเข้าสู่โทรศัพท์ได้จริง ๆ ซึ่งไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่ในอารมณ์ไหน เช่น เศร้า ร้องไห้ โมโห หรือว่าใส่แว่นตา ก็สามารถปลดล็อกได้อย่างแม่นยำ

NtechLab กับการเติบโตแบบก้าวกระโดด

NtechLab คือบริษัทปัญญาประดิษฐ์ที่เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์วิดีโอและเทคโนโลยีรู้จำใบหน้า โดยก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2015 ซึ่งนับถึงวันนี้บริษัทมีอายุเพียงแค่ราว 7 ปีเท่านั้น หากแต่ปัจจุบัน NtechLab มีสาขาอยู่ตามมุมเมืองของโลกกว่า 23 ประเทศแล้วทั้งในโซนตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ แอฟริกาใต้ ยุโรป รวมทั้งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรานี้ด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีกล้องที่เชื่อมโยงกับระบบรู้จำใบหน้าของทาง NtechLab อยู่ทั่วโลกกว่าสี่หมื่นตัวด้วย สิ่งนี้คือส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการใช้งานระบบรู้จำใบหน้าอย่างแพร่หลายแทบทุกภูมิภาคแล้วในโลกใบนี้

ล่าสุด Financial Times ได้มีการจัดลำดับ FT 1000 หรือหนึ่งพันบริษัทที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในยุโรปประจำปีเป็นครั้งที่ 6 ประจำปี 2022 นี้ ซึ่ง NtechLab ได้มีชื่ออยู่ในลิสต์นี้ด้วยในลำดับที่ 102 ตามที่บริษัทมีอัตราการเติบโตต่อปีทบต้นถึง 122% ในช่วงปี 2017 – 2020 ที่ผ่านมา โดยในปีที่ผ่านมานั้นส่วนที่เติบโตโดดเด่นที่สุดคือส่วนตลาดการค้าระหว่างธุรกิจ (Business to Business : B2B) ที่โตขึ้นถึง 202% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ อัลกอริธึมรู้จำใบหน้าของ NtechLab ยังได้รับการจัดอันดับในการทดสอบรู้จำใบหน้า (Face Recognition Vendor Test) ที่ดำเนินการโดยสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Institute of Standards : NIST) ของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกาหรือ FRVT 1:1 Verification ที่แข่งกันตรวจสอบว่า 2 ภาพนั้นเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ โดยการแข่งขันในปี 2021 ที่ผ่านมานั้นโมเดล AI ของ NtechLab ก็ได้ถูกจัดลำดับไว้เป็น Top-3 ของโลกเลยทีเดียว ทั้งหมดนี้ จึงพูดได้เต็มปากเลยว่า NtechLab คือหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้อย่างแน่นอน 

FindFace Multi ระบบรู้จำใบหน้าและวัตถุลักษณะท่าทางอันทรงพลัง

สำหรับผลิตภัณฑ์อันโดดเด่นของ NtechLab นั่นก็คือ FindFace Multi ที่สามารถรู้จำใบหน้า ท่าทางของมนุษย์ และวัตถุโดยเฉพาะรถยนต์และป้ายทะเบียนจากวิดีโอหรือภาพได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ ซึ่ง NtechLab เคลมด้วยว่า เทคโนโลยีรู้จำใบหน้าของบริษัทนั้นสามารถตรวจจับได้เร็วระดับ 0.1 วินาที และสามารถรู้จำใบหน้าได้แม่นยำถึง 99.99% เลยทีเดียว 

ที่สำคัญ ระบบรู้จำใบหน้าของ NtechLab ยังสามารถ “คาดการณ์” คุณลักษณะของบุคคลนั้น ๆ ออกมาได้ทันทีด้วย เช่น อายุประมาณเท่าไร มีหนวดหรือไม่ สีหน้าอารมณ์เป็นอย่างไร เพศอะไร ใส่แว่นตาไหม ใส่หน้ากากหรือไม่ อีกทั้งตรวจจับได้ด้วยว่าใบหน้านั้นเป็นคนจริง ๆ หรือเป็นภาพมาหลอก ซึ่งตามภาพด้านล่างจะเห็นว่าระบบของ NtechLab ตอบออกมาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะมี “ค่าความมั่นใจ (Confidence)” ของระบบ AI แสดงออกมาด้วย

FindFace Multi ยังรู้จำใบหน้าได้ แม้ใส่หน้ากากอนามัยอยู่ก็ตาม

สำหรับเทคโนโลยีรู้จำใบหน้า ทีมงาน NtechLab ยังบอกด้วยว่า แม้แต่คนใส่หน้ากากหรือใส่แว่นตากันแดดมาจนอาจจะแทบมองไม่เห็นรายละเอียด คนที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนได้ภาพเบลอมารู้จำ หรือว่าคนที่อายุมากขึ้นจนมีรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าแล้วก็ตาม ดังภาพด้านล่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี NtechLab ก็ยังสามารถรู้จำใบหน้าได้อย่างแม่นยำเช่นเคย ซึ่งถ้าหากอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ก็คงจะให้คำตอบออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่นอน 

Credit : NtechLab

นอกจากนี้ NtechLab ยังมีระบบรู้จำท่าทางร่างกาย และเลขทะเบียนรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมมาก ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะรถยนต์ที่สามารถบอกยี่ห้อ ประเภท (เช่น ซีดาน มินิแวน ฯลฯ) รุ่น สี ประเภทป้ายทะเบียนได้อย่างรวดเร็ว และแม่นยำ ซึ่งที่สำคัญคือสามารถรู้จำได้พร้อม ๆ กันหลายเลนรถยนต์อีกด้วย 

ตามวิดีโอด้านล่างจะเห็นได้ว่าระบบสามารถตรวจจับและรู้จำมนุษย์และรถยนต์ได้พร้อม ๆ กัน โดยโซลูชันลักษณะนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลาย ซึ่งจะสามารถต่อยอดใช้งานในภาคธุรกิจได้ เช่น การจัดการกับประตูรักษาความปลอดภัยที่อนุญาตให้เฉพาะพนักงานให้สามารถเข้าพื้นที่ได้ หรือว่ารถยนต์เลขทะเบียนที่มีบันทึกเป็น Whitelist ในระบบให้ไม้กั้นเปิดขึ้นมาได้อัตโนมัติ หรือในร้านค้าปลีกที่รับชำระเงินด้วยการสแกนใบหน้าแทน เป็นต้น

สืบค้นข้อมูล ตรวจสอบ ติดตาม ได้อย่างรวดเร็ว

อีกจิ๊กซอว์หนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีรู้จำใบหน้าหรือเลขทะเบียนรถยนต์จากการวิเคราะห์วิดีโอมักจะต้องการด้วยนั้นคือ ระบบสืบค้นข้อมูล (Search Engine) ที่สามารถสืบค้นใบหน้าหรือว่าเลขทะเบียนรถยนต์ที่ต้องการตรวจสอบติดตามได้อย่างรวดเร็ว

โดยภายในโซลูชันแพลตฟอร์มของ NtechLab นั้นจะมีหน้าจอระบบสืบค้นรองรับความต้องการไว้แล้วเรียบร้อย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสืบค้น (Search) ตามเงื่อนไขที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เช่น การค้นหาใบหน้าผู้ที่เป็นพนักงานที่เข้าพื้นที่ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ พร้อมทั้งสามารถกรองสีผม หนวดเครา หรือตามลักษณะภายนอกที่รู้จำได้เพิ่มเติม ทำให้ผู้ใช้สามารถลงลึกในรายละเอียดที่สนใจได้มากขึ้นกว่าเดิม

ตัวอย่างหน้าจอสืบค้นข้อมูล

การมีระบบรู้จำใบหน้าหรือทะเบียนรถยนต์ที่แม่นยำ และพร้อมให้สืบค้นได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ จะทำให้ผู้ใช้สามารถติดตามคนหรือรถยนต์ที่สนใจว่าได้ไปผ่านหรืออยู่ในบริเวณกล้องใด ณ เวลาใดบ้างได้อย่างสะดวก ทำให้การตรวจสอบเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วหากเกิดกรณีเหตุการณ์ใด ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการช่วยค้นหาบุคคลสูญหาย ปิดคดีความต่าง ๆ  หรือช่วยตรวจสอบเหตุการณ์ภายในร้านค้า โรงเรียน เป็นต้น

NtechLab กับมุมมองเรื่องความเป็นส่วนตัว

หลาย ๆ คนที่สนใจโซลูชันของ NtechLab อาจจะรู้สึกกังวลใจในเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) หรือว่ามีความกังวลเรื่องของข้อมูลส่วนตัวที่อาจจะไปตกอยู่ในมือของต่างชาติ หากแต่ทาง NtechLab ได้ให้ข้อมูลว่าโซลูชันจาก NtechLab นี้จะให้บริการเฉพาะตัวโซลูชันเท่านั้นในลักษณะของ Cloud-based ไม่ใช่การฝังระบบไว้ที่กล้อง ซึ่งส่วนของทรัพยากรต่าง ๆ อย่างเช่น เครื่องเซิร์ฟเวอร์ คลาวด์ ฐานข้อมูล หรือว่ากล้องต่าง ๆ นั้นจะขึ้นอยู่กับผู้ใช้เองว่าจะวางระบบไว้แบบ On Premises หรือว่าบน Private Cloud ซึ่งส่วนนี้จะถูกดูแลจัดการโดยผู้ใช้งานเองทั้งหมด ดังนั้น NtechLab จะไม่ได้มีข้อมูลของผู้ใช้ไปแต่อย่างใดทั้งสิ้น 

“มันเป็นเรื่องปกติที่มักจะมีข้อกังวลเรื่องของการใช้งานระบบรู้จำใบหน้า อย่างเช่นคนทั่วไปมักจะกลัวว่าคนเก็บข้อมูลจะสามารถสอดแนมใครก็ได้ แต่แท้จริงแล้วมันจะไม่เกิดขึ้น เพราะว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ทั้งเรื่องโซลูชันและราคาพื้นที่จัดเก็บที่ค่อนข้างแพง รวมทั้งการมีข้อมูลมหาศาลก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีข้ามคืน” Regional Director, International Business แห่ง NtechLab คุณ Dmitry Tameev กล่าว “หากเป็นภาครัฐที่มีศักยภาพก็อาจจะจัดเก็บเป็น Big Data เพื่อเอาไปวิเคราะห์ในลักษณะต่าง ๆ เช่นว่าพื้นที่ใด ๆ ในเดือนไหนมีผู้คนเพศใดเดินทางมากกว่ากัน เป็นต้น”

คุณ Dmitry Tameev
Regional Director,
International Business แห่ง NtechLab

นอกจากนี้ ระบบสืบค้นข้อมูลหลังจากตรวจจับและรู้จำได้นั้น ทาง NtechLab มีระบบพร้อม API รองรับไว้หมด ทำให้ผู้ใช้งานสามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะใช้งานผ่านหน้าจอสืบค้นข้อมูลที่ให้บริการ หรือว่าจะสร้างเป็นหน้าจอใหม่ครอบ API ของทาง NtechLab เพื่อใช้งานในลักษณะที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นก็ทำได้สะดวก ซึ่งระบบนี้ก็จะเป็นการสืบค้นภายในทรัพยากรของผู้ใช้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้ คือรูปแบบของโซลูชันจาก NtechLab ที่เชื่อว่าน่าจะตอบโจทย์ผู้ที่กังวลใจในเรื่องความเป็นส่วนตัวได้ เพราะข้อมูลทุกอย่างจะอยู่ภายในมือของผู้ใช้งานบริหารจัดการเองได้ทั้งสิ้น และเรื่องความมั่นคงปลอดภัย (Security) ต่าง ๆ ก็จะเทียบเท่ากับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของผู้ใช้งานที่วางไว้อยู่แล้วนั่นเอง

บริการในไทยผ่านพาร์ตเนอร์ “Braiven” และกลยุทธ์ในอนาคต

Braiven (อ่านว่า “เบรเว่น”) คือบริษัทสัญชาติสิงคโปร์ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม AI & IoT Orchestration สำหรับองค์กร โดยปัจจุบันมีสาขาในไทยให้บริการแล้วด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบัน Braiven คือหนึ่งในพาร์ตเนอร์ที่ NtechLab ไว้ใจให้ดูแลการขายโซลูชันและบริการหลังการขายของลูกค้าที่อยู่ในประเทศไทยอย่างครบวงจร

แม้ว่าระบบรู้จำใบหน้าอาจจะไม่ได้เป็นที่นิยมในประเทศไทยมากนัก หากแต่ปัจจุบัน NtechLab ก็เริ่มมีลูกค้าในไทยบ้างแล้ว ซึ่งปัจจุบันกำลังวางแผนที่จะเจาะตลาดกลุ่มภาครัฐซึ่งเป็นโครงการใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งการเข้ามาลุยตลาดในโซนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจจะทำให้ NtechLab มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่าเดิมในไม่กี่ปีข้างหน้านี้

คุณณัฐกรณ์ ปัถพีสิน
Support Engineer, Braiven

“ตั้งแต่ได้ให้บริการโซลูชันของ NtechLab กับลูกค้าในประเทศไทยมา ก็ยังไม่เคยพบปัญหาว่าระบบจะตรวจจับใบหน้าได้ผิดพลาดแต่อย่างใด” คุณณัฐกรณ์ ปัถพีสิน Support Engineer แห่ง Braiven ผู้ดูแลระบบให้กับทาง NtechLab กล่าว “ระบบของ NtechLab มีความเสถียรมาก ๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าหากมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นก็สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่ Braiven ทันที โดย Braiven มีทีมงานคอยสนับสนุนและแก้ไขปัญหาอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง”

“เรามองว่าประเทศไทยเป็นผู้นำในตลาดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเรากำลังวางแผนจะมาเปิดสาขาที่ประเทศไทยด้วย รวมทั้งเตรียมจ้างพนักงานท้องถิ่นไม่ว่าจะตำแหน่ง Data Scientist หรือ Engineer เพื่อเสริมตัวตนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ซึ่งพวกเราได้ทำงานกับตลาดไทยมา 4-5 ปีแล้ว” คุณ Dmitry กล่าวเสริม

น่าสนใจมากว่า NtechLab มีแผนที่จะเปิดสาขาในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งเผยว่า “น่าจะภายในปีนี้” อีกด้วย โดยมุ่งหวังที่จะใช้สาขาในไทยนี้เป็นเหมือนฮับ (Hub) ในการดูแลลูกค้าในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว ซึ่ง NtechLab เผยว่าแค่ปี 2021 ที่ผ่านมาก็มีการเติบโตแบบปีต่อปี (Year on Year : YoY) กว่า 40% แล้ว และปีนี้แค่จนถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาก็โตขึ้นกว่าเดิมราว 40% เมื่อเทียบกับปี 2021 แล้วด้วย ซึ่งกลยุทธ์การมาลุยตลาดในแถบอาเซียนนี้คาดว่าน่าจะเติบโตขึ้นไปได้อีกไกลเลยทีเดียว

สนใจใช้ FindFace จาก NtechLab ติดต่อ Braiven ได้ทันที

เรียกได้ว่า NtechLab เป็นอีกหนึ่งบริษัทแพลตฟอร์มพัฒนาเทคโนโลยีรู้จำใบหน้าและวัตถุที่ล้ำสมัยมาก ๆ เจ้าหนึ่งของโลกที่ควรจะต้องจับตามองการเติบโตและกลยุทธ์ของทาง NtechLab ที่จะมาตีในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ซึ่งไม่แน่ว่า NtechLab อาจจะมาพลิกโฉมทั้งภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นเมืองที่อัจฉริยะขึ้นในอีกขั้นหนึ่งได้อย่างรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม ก็เป็นได้

มาจนถึงจุดนี้ สำหรับใครที่อยากจะติดตามทาง NtechLab หรือว่าดูรายละเอียดโซลูชัน FindFace Multi เพิ่มเติม สามารถตามได้ทั้งช่องทางเว็บไซต์, Facebook, YouTube, Twitter, หรือ LinkedIn และถ้าหากใครสนใจอยากใช้โซลูชัน FindFace Multi จากทาง NtechLab ติดต่อ Braiven Thailand เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดความต้องการระบบและออกแบบ Use Case การใช้งานได้ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/ntechlab-ai-global-company-with-facial-recognition-solution-prepares-to-set-up-branch-in-thai-and-enter-the-southeast-asian-market/

UK เตรียมออกกฎหมายให้ชาวต่างชาติที่ต้องคดี ใช้นาฬิกาถ่ายภาพใบหน้าเพื่อรายงานตัว

กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมแห่งสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณากฎหมายที่กำหนดให้ชาวต่างชาติผู้ต้องคดีอาญา ต้องรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่โดยการถ่ายภาพใบหน้าตนเองด้วยอุปกรณ์ติดตามตัวแบบสวมใส่ข้อมือที่มีระบบรู้จำใบหน้าวันละ 5 ครั้ง

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ทำสัญญากับบริษัท Buddi Limited ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์สวมใส่ข้อมืออัจฉริยะ โดยสัญญาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานระบบติดตามตำแหน่งผ่านดาวเทียมซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งคาดว่าอุปกรณ์ของ Buddi Limited นี้เองที่จะถูกนำมาใช้งานกับการติดตามตำแหน่งผู้ต้องคดี

No Description

ในร่างกฎหมายใหม่นี้นอกเหนือจากการถ่ายภาพเพื่อรายงานตัวอย่างสม่ำเสมอแล้ว อุปกรณ์สวมใส่ดังกล่าวจะส่งข้อมูลตำแหน่งของผู้ที่สวมอุปกรณ์ให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งข้อมูลภาพถ่ายทั้งหมดรวมทั้งชื่อ, วันเกิด และสัญชาติของผู้ต้องคดีจะถูกจัดเก็บดูแลโดยกระทรวงมหาดไทยเป็นเวลา 6 ปี โดยฐานข้อมูลเหล่านี้จะถูกแบ่งปันให้กระทรวงยุติธรรมและเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้งานได้ด้วย

ทั้งนี้มีเสียงคัดค้านเกี่ยวกับร่างกฎหมายใหม่นี้เช่นกัน โดย Privacy International องค์กรอิสระที่มุ่งเน้นรณรงค์เรื่องการพิทักษ์สิทธิ์เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ได้ให้ความเห็นว่ามาตรการใหม่ที่รัฐบาลเล็งจะใช้นี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนและสร้างการเลือกปฏิบัติต่อผู้คนและได้ออกแถลงการณ์คัดค้านกฎหมายใหม่นี้

ที่มา – Gizmodo, The Guardian

from:https://www.blognone.com/node/129704

“Hey Google” ไม่จำเป็นอีกต่อไป Nest Hub Max ใช้วิธีสแกนหน้าแล้วพูดสั่งได้เลย

หน้าจออัจฉริยะ Nest Hub Max เพิ่มทางเลือกของคนที่ขี้เกียจพูดคำว่า “Hey Google” หรือ “Ok Google” ทุกครั้งก่อนสั่งงาน โดยเปิดให้สแกนใบหน้าของเราเก็บไว้ได้ เมื่อเราอยู่ในรัศมีของกล้อง Nest Hub Max ก็สามารถพูดประโยคสั่งงานได้โดยตรงเลย

ฟีเจอร์นี้เรียกว่า Look and Talk ต้องใช้การแยกแยะใบหน้า (Face Match) คู่กับการแยกแยะเสียง (Voice Match) พร้อมกัน กูเกิลบอกว่าฟีเจอร์นี้เป็นทางเลือกแบบ opt-in และวิดีโอที่ถ่ายใบหน้าของเราจะถูกเก็บในเครื่องเท่านั้น ไม่ส่งกลับเซิร์ฟเวอร์ของกูเกิลแต่อย่างใด

เบื้องหลังการทำงานของมันต้องใช้โมเดล machine learning รวม 6 ตัวจับสัญญาณต่างๆ 100 ชนิด ทั้งจากกล้องและไมโครโฟน เพื่อมาวิเคราะห์แง่มุมต่างๆ เช่น ทิศทางของศีรษะ ทิศทางของนัยน์ตา การขยับปาก ระยะความใกล้ (proximity) กูเกิลบอกว่าผู้ใช้ต้องจ้องมองจอตรงๆ และถ้าเดินผ่านเฉยๆ ก็จะไม่นับเป็น Look and Talk

ตอนนี้ Look and Talk ยังเปิดให้ใช้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

ที่มา – Google

from:https://www.blognone.com/node/128488

บริษัทสแกนหน้า Clearview AI ให้ยูเครนตรวจสอบตัวตนทหารรัสเซียฟรี บอกได้ข้อมูลหน้าจาก VK

Clearview AI เป็นบริษัทเทคโนโลยีสแกนใบหน้าจากสหรัฐ ที่ขายโซลูชันให้หน่วยตำรวจของเมืองต่างๆ ซึ่งมีประเด็นขัดแย้งเรื่องความเป็นส่วนตัว และจริยธรรมของ AI มาแล้วหลายครั้ง

ล่าสุด Clearview AI ออกมาเปิดเผยว่า ได้เปิดระบบสแกนใบหน้าให้กระทรวงกลาโหมของยูเครนใช้งานฟรี เพื่อตรวจสอบตัวตนของทหารหรือสายลับจากรัสเซียที่แฝงตัวเข้ามา รวมถึงตรวจสอบใบหน้าของผู้อพยพชาวยูเครนที่อาจพลัดหลงกับครอบครัว

Hoan Ton-That ซีอีโอของ Clearview AI ระบุว่าเป็นฝ่ายเสนอตัวเข้าไปช่วยรัฐบาลยูเครนเอง เนื่องจาก Clearview มีฐานข้อมูลใบหน้าของชาวรัสเซียกว่า 2 พันล้านภาพจากโซเชียล VK (VKontakte) ของรัสเซีย (ไม่บอกว่าได้มาอย่างไร แต่ก็น่าจะดูดมา) เครื่องมือนี้จะช่วยให้ยูเครนตรวจสอบทหารที่เสียชีวิตได้ง่ายกว่าการตรวจลายนิ้วมือ

ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า ทางการยูเครนนำเทคโนโลยีของ Clearview AI ไปใช้งานอย่างไรบ้าง

No Description

ภาพตัวอย่างหน้าจอค้นหาใบหน้าของ Clearview AI

ที่มา – Reuters

from:https://www.blognone.com/node/127607

Facebook ประกาศเตรียมปิดระบบ Face Recognition บนแพลตฟอร์ม

Facebook ประกาศเตรียมปิดระบบการจดจำใบหน้า (face recognition) ของแอป Facebook ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งรวมลบเทมเพลตข้อมูลใบหน้ามากกว่า 1 พันล้านคนออกด้วย โดยผู้ใช้งานที่เลือกเปิดโหมดจดจำใบหน้าไว้จะไม่สามารถใช้ฟังก์ชันนี้ได้อีก

Facebook ให้ข้อมูลเพิ่มว่ามากกว่า 1 ใน 3 ของผู้ใช้งาน Facebook เป็นประจำทุกวัน (DAUs – Daily active users) เลือกเปิดโหมดจดจำหน้าเอาไว้

การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลกับระบบใส่ข้อมูลบรรยายรูปภาพอัตโนมัติ (automatic alt text) ด้วย ซึ่ง Facebook บอกว่าระบบนี้ช่วยให้คนมีปัญหาทางการมองเห็นสามารถเข้าใจรูปภาพได้ รวมทั้งบุคคลที่อยู่ในภาพ อย่างไรก็ตามรายละเอียดของภาพส่วนอื่นยังทำงานได้ต่อไปตามเดิม

Facebook เริ่มนำเทคโนโลยีจดจำหน้าใบหน้ามาใช้งานบนแพลตฟอร์มตั้งแต่ซื้อกิจการ Face.com เมื่อปี 2012

Facebook เองพบปัญหาทางกฎหมายในเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อปีที่แล้วบริษัทก็จ่ายค่าปรับให้ผู้ใช้งานในรัฐอิลลินอยส์ฐานละเมิดความเป็นส่วนตัว

ที่มา: Meta ผ่าน CNBC

Face Recognition

from:https://www.blognone.com/node/125635

[FT] โรงเรียนในอังกฤษ 9 แห่ง เตรียมใช้สแกนใบหน้าจ่ายเงินค่าอาหารในโรงอาหาร

The Financial Times รายงานว่าโรงเรียนในอังกฤษ เขต North Ayrshire 9 แห่ง เตรียมใช้ระบบสแกนใบหน้าเพื่อจ่ายเงินค่าอาหารในโรงอาหาร เพื่อความรวดเร็ว และลดการสัมผัส ในขณะเดียวกันก็มีคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวตามมา

หลักๆ คือเพื่อความรวดเร็วในการจ่ายเงิน และให้นักเรียนได้รับประทานอาหารได้ไว ไม่ต้องต่อคิวยาว แต่ก็มีข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว Big Brother Watch และ Biometrics Commissioner ของอังกฤษระบุว่า ถ้าโรงเรียนติดตั้งระบบนี้ จะทำให้นักเรียนเกิดความชินชาต่อการถูกสแกนใบหน้าตามสถานที่ต่างๆ เช่น คอนเสิร์ต เทษกาลดนตรี

ด้านโรงเรียนและผู้ติดตั้งระบบ CRB Cunningham แย้งว่า ตัวฮาร์ดแวร์ไม่ได้ใช้การสแกนใบหน้าแบบ live facial recognition หรือการสแกนหน้าในกลุ่มคน และโรงเรียนต่างๆ ก็ใช้เครื่องอ่านลายนิ้วมืออยู่แล้วซึ่งเป็นไบโอเมตริกซ์ประเภทหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นการขบัยขึ้นมาอีกขั้นของการใช้งาน มากกว่าจะเป็นการติดตั้งระบบใหม่เข้าไป

No Description
ภาพจาก CRB Cunningham

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/125321

Android 12 เพิ่มฟีเจอร์ผู้พิการ ใช้กล้องหน้าถ่ายใบหน้า ยิ้ม อ้าปาก เพื่อสั่งงานโทรศัพท์

Android 12 Beta 4 เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ด้าน Accessibility สำหรับผู้พิการ ชื่อว่า “Camera Switches” เปิดให้ใช้ใบหน้าควบคุมโทรศัพท์ได้

ฟีเจอร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ Switch Access ช่วยให้คนที่อาจใช้นิ้วกดสั่งการโทรศัพท์ไม่ได้ สามารถใช้อุปกรณ์ปุ่มกดภายนอก (switch ตามชื่อ) ต่อผ่าน Bluetooth/USB เพื่อสั่งการแทนได้ (ดูคลิปประกอบ) ส่วนฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มมาคือ ใช้กล้องหน้าแยกแยะใบหน้าแทนปุ่มกด เช่น ยิ้มแปลว่า “ถัดไป” ส่วนรูปแบบใบหน้าต่างๆ มีให้เลือก 6 แบบคือ ยิ้ม อ้าปาก เลิกคิ้ว มองขึ้น มองซ้าย มองขวา

No Description

No Description

ที่มา – xda

from:https://www.blognone.com/node/124249

Tencent เตรียมใช้ facial recognition จำกัดเวลาเล่นเกมของเยาวชน ตามระเบียบรัฐบาลจีน

Tencent เตรียมใช้ระบบ “Midnight Patrol” เทคโนโลยีระบุตัวตนด้วยใบหน้า สำหรับตรวจสอบว่าผู้เล่นเป็นเยาวชนหรือไม่ โดยผู้เล่นทุกคนต้องสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตนก่อนเล่นเกม และผู้เล่นที่อายุต่ำกว่า 18 ปีจะถูกล็อกเอ้าท์ออกจากเกมอัตโนมัติหากเล่นเกมในเวลา 22.00 น. ถึง 8.00 น. ตามที่รัฐบาลจีนสั่งห้าม

รัฐบาลจีนเริ่มควบคุมการเล่นเกมในประเทศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2018 และในปี 2019 ก็ออกกฎห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี เล่นเกมช่วง 22.00 น. ถึง 8.00 น.

นอกจากนี้ยังจำกัดยอดเงินสำหรับใช้จ่ายกับ microtransaction ต่อเดือนไว้ที่ 28-57 ดอลลาร์ตามช่วงอายุ รวมถึงห้ามประชาชนทุกคนเล่นเกมที่มีเนื้อหาทางเพศที่โจ่งแจ้ง, ภาพสยดสยอง, ความรุนแรง และการพนัน

เบื้องต้น Tencent เตรียมนำระบบระบุตัวตนด้วยใบหน้า ในเกมกว่า 60 เกม รวมถึง Glory of Kings (RoV) และ Peace Elite (PUBG Mobile) แต่ยังไม่รวม League of Legends หลัง Tencent เข้าซื้อ Riot Games ในปี 2015 ก่อนพัฒนาเวอร์ชั่นมือถือ ออกมาเป็น League of Legends: Wild Rift เปิดตัวในปี 2019

ที่มา – Digital Trends

from:https://www.blognone.com/node/123602

ตรวจจับใบหน้ายังไม่พอ หลายบริษัทเทคกำลังพัฒนาระบบอ่านริมฝีปากด้วย

ปัจจุบันระบบจดจำใบหน้ามีการใช้งานทั้งในแง่ความสะดวกสบายอย่างการสแกนใบหน้าเพื่อทำธุรกรรมและการยืนยันตัวตนเพื่อความปลอดภัยในการทำกิจกรรมต่างๆ บนออนไลน์ ระบบจดจำใบหน้ายังถูกใช้งานในแง่ความมั่นคงและสอดส่องประชาชนด้วย

ล่าสุดเว็บไซต์ Motherbord ออกรายงานพบว่าตอนนี้หลายๆ บริษัทเทคโนโลยีกำลังวิจัยพัฒนาระบบอ่านริมฝีปาก เริ่มจาก Liopa เป็นสตาร์ทอัพในไอร์แลนด์ พัฒนาแอปพลิเคชั่น SRAVI (Speech Recognition App for the Voice Impaired) เป็นแอปอ่านปากเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ในกรณีที่คนไข้ต้องการอะไรบางอย่างแต่ไม่สามารถเปฃ่งเสียงพูดออกมาได้ ก็สามารถใช้แอป SRAVI ช่วยอ่านริมฝีปากคนไข้ โดยขณะนี้ SRAVI กำลังอยู่ในขั้นตอนขอใบรับรองเป็นหนึ่งในอุปกรณ์การแพทย์

อย่างไรก็ตาม ระบบอ่านริมฝีปากจะสร้างความกังวลเมื่อมันถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นที่คุกคามสิทธิพลเมืองและความเป็นส่วนตัว ซึ่ง Motherbord พบว่ามีหลายบริษัทกำลังพัฒนาระบบนี้โดยยังไม่เผยจุดประสงค์ว่าจะใช้งานกับใครบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Google, Huawei, Samsung และ Sony ต่างกำลังค้นคว้าเกี่ยวกับระบบ VSR และดูเหมือนว่าจะมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

No Description
ภาพจาก SRAVI

ตัวแอป SRAVI ก็ไม่ใช่แอปพลิเคชั่นเดียวที่ Liopa ทำ ทางบริษัทกำลังพัฒนาระบบเดียวกันร่วมกับกับหน่วยงานวิจัยด้านการป้องกันประเทศของสหราชอาณาจักรเพื่อพัฒนาเครื่องมือที่จะช่วยอ่านปากจากฟุตเทจกล้องวงจรปิด

Motherbord ยังพบบริษัทอีกแห่งหนึ่งที่อ้างว่าขายระบบ AI สำหรับการอ่านริมฝีปาก และได้การตอบรับอย่างเต็มที่ Amarjot Singh ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ ของ Skylark Labs บอกกับ Motherboard ว่าบริษัทได้นำเสนอชุดเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงการจดจำใบหน้าและอัลกอริธึมการตรวจจับความรุนแรงและอาวุธให้กับหน่วยงานตำรวจในอินเดีย

No Description
ภาพจาก Skylark Labs

เมื่อพูดถึงประสิทธิภาพของระบบอ่านริมฝีปาก ระบบสามารถจับคีย์เวิร์ดจากการพูดเป็นคำได้ แต่ยังจับคำจากการพูดยาวๆ แบบต่อเนื่องไม่ได้ดีเท่าที่ควร งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับระบบอ่านริมฝีปากที่ Google Deepmind ตีพิมพ์ออกมา ต้องย้อนไปตั้งแต่ปี 2018 พบว่า AI ยังมีความผิดพลาดในการตรวจจับคำถึง 41% การอ่านปากจากคลิปวิดีโอที่ไม่ระบุหัวข้อและบริบท มีอัตราความผิดพลาด 93% และ 86% เมื่อระบุหัวข้อ

ในการใช้ระบบอ่านริมฝีปากจับคีย์เวิร์ดจากคำพูดเป็นคำๆ พบว่าระบบประเภทเดียวกันกับที่บริษัท Liopa และ Skylark Labs ใช้มีความแม่นยำสูง จากเว็บไซต์ paperswithcode.com พบอัตราความแม่นยำตั้งแต่ 83-88%

แม้ระบบอ่านริมผีปากกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา แต่ในขณะที่โลกได้รับบทเรียนจากระบบจดจำใบหน้าแล้ว นักวิชาการหลายคนจึงออกความเห็นว่า การพัฒนาเทคโนโลยีไม่ควรส่งผลเสียต่อผู้ใช้งาน และหากพัฒนาต้องมีการเฝ้าระวังและให้คนจากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะแรก เพื่อพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้น

ที่มา – VICE

from:https://www.blognone.com/node/123254

สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯเสนอกฎหมาย ห้ามหน่วยงานรัฐ ซื้อข้อมูลใบหน้าจากบริษัทภายนอก

ที่สหรัฐฯ กำลังมีประเด็นเรื่องความความเป็นส่วนตัวโดยเฉพาะข้อมูลใบหน้าจากระบบจดจำใบหน้า เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา Buzzfeed News รายงานว่า มีหน่วยงานรัฐ ตำรวจ สถาบันการศึกษา ใช้ข้อมูลจากระบบจดจำใบหน้าของ Clearview AI อย่างแพร่หลายโดยไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรในหน่วยงานถึง 1,803 แห่งใช้แพลตฟอร์มจดจำใบหน้า โดยไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา

ล่าสุด สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ เสนอกฎหมาย Fourth Amendment is Not For Sale Act หน่วยงานจะไม่สามารถซื้อข้อมูลประชากรจากนายหน้าหรือหรือจากบริษัทภายนอกได้ หากข้อมูลนั้นได้มาจากบัญชีหรืออุปกรณ์ของผู้ใช้ หรือผ่านการหลอกลวง การละเมิดสัญญานโยบายความเป็นส่วนตัว หากกฎหมายนี้ผ่าน บริษัท Clearview AI จะไม่สามารถขายข้อมูลให้กับหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาได้อีกต่อไป

No Description
Photo Mix จาก Pixabay

มีรายงานด้วยว่า Clearview AI ใช้วิธีการหลากหลายเพื่อให้ได้ข้อมูลมา เช่น ดูดข้อมูลใบหน้าจาก Google, Facebook, Twitter และ Venmo ซึ่งบริษัทพยายามปกป้องตัวเองด้วยการบอกว่า Clearview AI รวบรวมเฉพาะภาพถ่ายที่เปิดเผยต่อสาธารณะจากอินเทอร์เน็ต

Hoan Ton-That ซีอีโอของ Clearview AI ระบุว่า คาดหวังจะได้ร่วมมือกับผู้กำหนดนโยบาย เพื่อวิธีการที่ดีที่สุดในการปกป้องข้อมูลผู้บริโภค และในขณะเดียวกันยังเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการอาชญากรรมต่างๆ ทั้งค้ามนุษย์ การก่อการร้าย การก่ออาชญากรรมต่อเด็ก

ปัจจุบันระบบจดจำใบหน้า ถูกมองในฐานะเทคโนโลยีที่น่ากลัว และคุกคามความเป็นส่วนตัวมากกว่าจะเป็นประโยชน์ มีหลายหน่วยงานและบางรัฐเริ่มแบนการใช้ระบบจดจำใบหน้าแล้ว เช่น ตำรวจ Minneapolis และ Boston, นิวยอร์กแบนการใช้ระบบจดจำใบหน้าในโรงเรียน เป็นต้น

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/122299