คลังเก็บป้ายกำกับ: EDUCATION

“ถ้าจบไม่ตรงสาย จะเป็น Developer ได้ยังไง” กับคุณลิ่ว วสันต์ ลิ่วลมไพศาล ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone

งานนักพัฒนาอย่าง Developer หรือ Software Engineer กำลังได้รับความนิยม เงินเดือนก็ค่อนข้างสูง แต่จบไม่ตรงสาย จะเปลี่ยนมาสายนี้ได้อย่างไร คำถามนี้น่ากลายเป็นหนึ่งคำถามยอดฮิตไปแล้วในปัจจุบัน

คุณลิ่ว วสันต์ ลิ่วลมไพศาล ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ CTO ของ MFEC บริษัทให้คำปรึกษา พัฒนาและวางระบบไอทีองค์กรชั้นนำของไทย ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ไม่ได้จบมาทางสาย Computer Science แต่มีความสนใจจะพัฒนาทักษะด้านโปรแกรมมิ่ง ไปจนถึงหางานด้านนี้อย่างจริงจัง

No Description

คิดว่าคนที่จบไม่ตรงสายและอยากเป็น Dev ควรจะเริ่มต้นยังไงดี?

ลองเริ่มต้นเขียนโค้ดและรันโปรแกรมดูเลยว่าชอบไหมและเข้ากับเราไหม เช่น ทุกวันนี้มีแพลตฟอร์มฝึกเขียนโปรแกรมอย่าง CodeWars หรือ IDE ออนไลน์อย่าง CodePen เราสามารถลงมือทำเลยได้เพราะปัจจุบันการซื้อคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องเล็กลง คอมพิวเตอร์อยู่กับเราในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และราคาก็ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อน

อีกอย่างหนึ่งคือการลองลงคอร์สเรียนระยะสั้นหรือคลิปวิดีโอ Tutorial ต่าง ๆ ใน YouTube ที่มีอยู่แล้วและฟรีค่อนข้างเยอะ หรือถ้าจะซื้อคอร์สเรียนที่ต้องเสียเงินก็หาได้ง่าย

ส่วนถ้าเราลองเรียนคอร์ส Basic Programming ซักคอร์สนึงไม่ยาวนัก ก็เป็นจุดเริ่มต้นอีกส่วนที่ดีและมีราคาไม่แพง ถ้ารู้สึกว่ายังไม่ใช่ ให้ลองถามตัวเองดูก่อนว่าเราอาจจะต้องการคอร์สที่มีคนช่วยแนะนำและสามารถถามตอบคำถามระหว่างทางหากเราติดปัญหา ซึ่งราคาอาจจะสูงหน่อยซักประมาณ 10,000-20,000 บาทหรือเรียน onsite ราว 50,000-100,000 บาท แต่การเรียนคอร์สแบบนี้ก็จำเป็นที่จะต้องคิดให้มากขึ้น

ก่อนฝึกโค้ดดิ้งหรือลงเรียนสักภาษา ควรทำความเข้าใจภาพรวมของการทำงานคอมพิวเตอร์ก่อนไหม เช่น ระบบ binary การคอมไพล์ต่างๆ เพื่อปูพื้นแบบ 0 ก่อนไป 1

อันนี้เป็นเรื่องที่เถียงกันยังไม่จบว่าเราควรให้คนเรียนแบบ top-down หรือ bottom-up กันดี มุมมองของคุณลิ่วคือไม่จำเป็นนัก เราสามารถสอนให้คนเข้าใจการควบคุมคอมพิวเตอร์ได้โดยคนควบคุมไม่ต้องเข้าใจคอมพิวเตอร์ไปทั้งหมดว่าภายในมันทำงานอย่างไร และความเข้าใจอย่างจำกัดก็สร้างมูลค่าได้แล้ว

No Description

เรื่องการคิด algorithm รู้สึกมันเหมือนการทำโจทย์เลขที่อาจต้องใช้ความคุ้นเคยและคลุกคลีกับมันบ่อยๆ ควรฝึกควบคู่ไปกับการเรียนภาษาโค้ดดิ้งแค่ไหน อย่างไร

ถ้าโจทย์แบบ algorithm เพียวๆ หลายคนอาจจะเรียกว่า leetcode ล้อไปกับชื่อเว็บฝึกเขียนโปรแกรมชื่อดังที่ใช้ฝึกสัมภาษณ์งานบริษัทใหญ่ๆ คุณลิ่วแนะนำว่า ถ้าเป็นคนทำงานเขียนโปรแกรมอยู่แล้วก็ควรฝึกพวกนี้เป็นช่วง ๆ เพราะหลายครั้ง การฝึกพวกนี้ต้องคลุกคลี การฝึกเป็นช่วง ๆ จะทำให้เราเจอปัญหาใหม่ ๆ แล้วนึกออกว่าถ้าจะแปลงปัญหาให้กลายเป็นคำสั่งที่คอมพิวเตอร์เข้าใจจะแปลงอย่างไร

อย่างไรก็ตาม คุณลิ่วบอกว่าไม่น่าจะต้องกังวลกับการออปติไมซ์ หรือต้องเขียนโปรแกรมให้ทำงานเร็วที่สุด งานส่วนมากไม่ต้องการความรู้ algorithm ขนาดนั้น ขนาดข้อมูลที่เจอ ถ้าไม่ใช่องค์กรขนาดใหญ่จริงๆ เช่น ธนาคาร เราอาจจะไม่ได้เจอปัญหาระดับที่ต้องออปติไมซ์มาก แม้จะเขียนไม่ดีไปบ้างแต่ก็พอชดเชยด้วยการขยายขนาดเซิร์ฟเวอร์ไปได้ แต่แน่นอนว่าคนที่ทำได้ดีก็ได้เปรียบในงานที่ยากขึ้นไปมากกว่า ถ้าฝึกข้อยากๆ ได้ก็ฝึก แต่คุณลิ่วมองว่าทำข้อระดับที่ไม่ยากมากแต่ฝึกเพื่อให้ใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว เข้าใจข้อจำกัดและฟีเจอร์ของภาษาได้ดีก็เพียงพอกับการทำงานส่วนมาก

อีกจุดหนึ่งคือแพลตฟอร์มฝึกเขียนโปรแกรมอย่าง LeetCode หรือ ​CodeWar นั้นเมื่อเราทำโจทย์เสร็จแล้ว ตัวแพลตฟอร์มจะมีเฉลยที่เขียนมาเป็นอย่างดีให้อ่าน ทำให้ได้เรียนรู้โค้ดจากคนอื่น เราอาจจะไม่เคยรู้ว่าภาษาที่เราใช้มีฟังก์ชั่นในตัวที่ไม่ต้องเขียนเอง หรือเทคนิคการเขียนบางอย่างที่ไม่ใช่แค่โค้ดเร็วขึ้น แต่อาจจะทำให้โค้ดสวยขึ้น อ่านง่ายขึ้นอีกด้วย

No Description

กระบวนการเรียนรู้ควรเป็นยังไง? หรือจะเลือกคอร์สเรียนยังไงดี?

เลือกวิธีเรียนให้เหมาะกับรูปแบบที่ตัวเองชอบ บางคนชอบฟัง Lecture หรือดูคนสอนทางวิดีโอ บางคนชอบอ่านเองจะได้ปรับระดับความเร็ว-ช้าในการเรียนได้ แต่การอ่านหนังสือก็จะมีข้อจำกัดเพราะอาจข้ามขั้นตอนไปบ้างทำให้ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ ส่วนการดูวิดีโอเราจะเห็นทุกขั้นตอนในการทำอยู่แล้ว

ส่วนเวลาที่เรามีคำถามและค้นหาใน Google โดยเฉพาะใน Stack Overflow ต้องระวังปัญหาอย่างนึงคือการสนใจแค่การหาคำตอบและ Copy & Paste คำสั่งมา แต่กลับไม่สามารถทำความเข้าใจว่าคำตอบที่คนมาตอบเขาเสนอแนวทางมาให้นั้นเขากำลังทำอะไร ทำให้หลายคนมองการเขียนโปรแกรมกลายเป็นการลองหาเฉลยมาลองไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ผลที่ต้องการ แต่กลับมองข้ามข้อสำคัญคือการ Copy & Paste คำตอบนั้นเราต้องการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนที่เคยเจอปัญหาเดียวกับเราว่าเขาแก้ปัญหาอย่างไรหากเราเข้าใจเราก็จะปรับเปลี่ยนได้เวลาที่เราเจอปัญหาใหม่ ๆ หรือได้โจทย์ใหม่ ๆ ซึ่งการประยุกต์ใช้เป็นเรื่องสำคัญเพราะงานโปรแกรมมิ่งถือว่าเป็นงานสร้างสรรค์

การค้นหาคำตอบโดยไม่พยายามเข้าใจคอนเซปต์ว่าแต่ละอันมีที่มาที่ไปยังไงเชื่อมโยงไปถึงการศึกษาไทยที่เน้นการให้คำตอบมากกว่ากระบวนการคิดด้วย

เลือกเรียนภาษาโปรแกรมมิ่งจากอะไร?

ภาษาที่เลือกเรียนจะเป็นตัวกำหนดว่าจะเจองานประเภทไหน เพราะฉะนั้นคนที่สนใจควรศึกษางานที่ต้องการทำก่อน แต่แนะนำว่าในช่วงแรก ควรเลือกเรียนแค่ภาษาใดภาษาหนึ่งก่อน

ภาษายุคใหม่ส่วนมากจะเป็น JavaScript และ TypeScript เพราะเป็นภาษาที่มีคนใช้เยอะและมักใช้กับการทำงานเป็น Full Stack Developer แต่งานจำนวนมากในโลกความเป็นจริงก็ยังใช้ภาษา PHP กันเยอะมากทั้งงานเว็บและอีคอมเมิร์ชทั้งหลาย ถ้าทำงานในระดับองค์กรก็ใช้ Java ส่วนด้าน Data หรือ AI นั้นก็แทบจะจำเป็นต้องเรียนภาษา Python ยืนพื้นไว้

ข่าวดีก็คือในตลาดแรงงานยังขาด Developer ในทุก ๆ ภาษาอยู่ และภาษาโปรแกรมมิ่งต่าง ๆ ก็มักมีแนวคิดที่หยิบยืมกันไปมาได้ การเรียนภาษาใหม่หลังจากคล่องภาษาแรกแล้วจึงง่ายขึ้นพอสมควร

หลังจากภาษาได้แล้ว เข้าใจ syntax แก้ปัญหาต่าง ๆ แล้ว ควรเรียนรู้อะไรต่อ เช่น เฟรมเวิร์ค ทูลส์ต่างๆ

โดยทั่วไปแล้วการทำงานมักจะไม่สามารถหยุดที่การเขียนโปรแกรมภาษาใดภาษาหนึ่ง ยกตัวอย่าง ถ้าคนอยากทำงาน Full Stack Developer เราอาจจะเขียน TypeScript ได้คล่องพอสมควรก็ต้องไปเรียน SQL ต่อ สำหรับเฟรมเวิร์คต่าง ๆ ถ้าตอนนี้เองที่ครองตลาดอยู่ก็คงเป็น React หรือ Vue ก็สามารถเลือกฝึกได้

สำหรับคนทำเว็บไซต์ เครื่องมือหนึ่งที่ควรฝึกให้คล่อง ๆ คือ Inspector Tools ในเบราว์เซอร์เราเอง เพื่อให้เราตอบคำถามได้ว่าเบราว์เซอร์เราส่งข้อมูลอะไรไปกลับเซิร์ฟเวอร์บ้าง

เครื่องมือที่ควรเรียนค่อนข้างแน่นอนทุกวันนี้ เช่น Git หรือ Docker/Docker-Compose ก็เป็นสิ่งที่ Developer หนีกันไม่พ้น

Soft Skills อะไรบ้างที่เป็นประโยชน์และคนจบไม่ตรงสายสามารถพัฒนาได้?

ทักษะที่เป็นประโยชน์กับการเป็น Developer อย่างแรกคือการทำงานด้วยความแม่นยำและความชัดเจน เพราะการทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นการทำงานกับอุปกรณ์ที่ทำงานแบบตายตัว การสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เลยไม่เหมือนกับการสื่อสารกับคนปกติที่ไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น เวลามีปัญหาเราต้องอธิบายปัญหาในรูปแบบที่ชัดเจนที่สุด ไม่ใช่แค่บอกว่ารันโค้ดแล้วคอมพิวเตอร์ไม่ทำงาน ถ้าเราขอความช่วยเหลือในอินเทอร์เน็ต เราจำเป็นต้องบอก error code ตรง ๆ ต้องบอกขั้นตอนการทำงานว่าทำอย่างไรจึงเกิด error นั้น เราไม่สามารถสื่อสารได้ว่า มันทำไม่ได้ หรือบอกว่าเราเจอ error โดยไม่บอกว่า error อะไร

การฝึกสังเกตและความละเอียดก็เป็น Soft Skills อีกอย่างหนึ่ง อย่างถ้าเกิด error ขึ้น เราต้องดูสิ่งที่โชว์บนหน้าจอให้ละเอียดจะได้รายงานปัญหาได้ถูก และต้องรู้วิธีสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ รู้ว่าเวลามีปัญหาแล้วเราต้องจัดการยังไง

No Description

คนที่จบไม่ตรงสายจะเตรียมความพร้อมยังไงให้เป็น Candidate ที่น่าสนใจพอ ๆ กับคนที่จบตรงสาย?

ถ้านับงานเฉพาะด้านแล้ว คนจบตรงสายไม่ได้ได้เปรียบขนาดนั้นเพราะเทคโนโลยีที่ใช้งานมักต้องการความเชี่ยวชาญกับเทคโนโลยีบางตัว เช่น React, NodeJS ที่ได้รับความนิยมทุกวันนี้ หรืองานจำนวนมากต้องการผู้ที่ปรับแต่ง WordPress ได้คล่อง ๆ ซึ่งไม่ใช้ความรู้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยนัก แม้แต่มหาวิทยาลัยเองก็เริ่มปรับหลักสูตรมากขึ้น ช่วงหลังเราเริ่มเห็นวิชาที่สอนเนื้อหาตรงเพื่อใช้ในการทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่น บางที่ก็มีวิชาที่สามารถนำไปใช้ทำงานเป็น Full Stack Developer ที่กำลังได้รับความนิยม โดยรวมก็เป็นคำถามว่าการออกแบบหลักสูตรระดับมหาวิทยาลัยควรจะมีวิชาพื้นฐานเยอะ ๆ หรือจะเน้นไปที่ทักษะที่ได้ใช้ในการทำงานโดยตรง

ส่วนคนจบไม่ตรงสายแล้วมาเรียนเปลี่ยนสายงานสามารถเลือกเรียนเฉพาะวิชาที่ตรงกับการทำงานจริงๆ อาจจะสามารถเรียนจบภายใน 3 เดือนก็ได้

ทั้งนี้ เมื่อเจองานที่ลึกมากขึ้น ตรงนี้คนจบตรงสายจะได้เปรียบมากกว่า เช่น ถ้าโจทย์คือการสร้างเว็บไซต์ที่รองรับผู้ใช้จำนวนมาก ๆ คนจบตรงสายจะรู้วิธีสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ได้มากกว่าเพราะรู้เรื่องการทำงานและเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ ไม่ได้รู้แค่งานเฉพาะด้าน เช่น การเขียนโปรแกรม อย่าง Front End หรือ Back End เท่านั้น แต่สามารถทำความเข้าใจว่าคอขวดของการทำงานคืออะไร หรืออย่างประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์ คนที่เข้าใจพื้นฐานของโปรโตคอลต่าง ๆ ก็จะเห็นภาพได้ง่ายกว่าว่าคนร้ายโจมตีอย่างไร จุดใด หรือเข้าใจระบบป้องกันต่าง ๆ เช่น ไฟร์วอลล์นั้นทำงานอย่างไร จนสามารถออกแบบหรือพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ทำงานร่วมกับระบบเหล่านั้นได้ดีขึ้น

คนที่จบไม่ตรงสายเมื่อต้องการทำงานที่ลึกขึ้นอาจจะต้องกลับไปเรียนความรู้พื้นฐานไปด้วยขณะที่ทำงาน ซึ่งอาจจะใช้เวลามากหน่อย ไม่ใช่เหมือนตอนเรียนเขียนโปรแกรมที่จบ 3 เดือนแล้วทำงานได้เลย

No Description

ปัญหาที่คนไม่ได้จบตรงสายอาจจะเจอมีอะไรบ้าง และจะแก้ได้ยังไง?

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าการเรียนคอร์สเฉพาะทางเพื่อเขียนโปรแกรมทำให้สามารถเริ่มทำงานได้เลยก็จริง แต่มักมีปัญหาจากการขาดความรู้พื้นฐานบางอย่าง ทำให้มีข้อจำกัดในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงการที่เราจะไม่รู้ว่าปัญหานั้น ๆ เกิดขึ้นมาจากส่วนไหน บางครั้งอาจจะอธิบายปัญหาด้วยคำเรียกเฉพาะทางไม่ถูก เช่น ทำเว็บได้แต่ไม่ได้เข้าใจว่า HTTP Request หน้าตาเป็นอย่างไร เห็น error แล้วแต่บอกไม่ได้ว่า error มันเกิดจากตรงไหน

วิธีแก้ปัญหาคือต้องไปหาความรู้พื้นฐานมากขึ้นระหว่างทำงานไปด้วย ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยหลายแห่งก็มีโครงการเปิดให้คนทำงานลงเรียนบางวิชากันได้แล้ว

เป็นไปได้ไหมที่คนจบไม่ตรงสายจะเก่งเท่าหรือเก่งกว่าคนที่จบตรงสาย?

เป็นไปได้ เพราะถ้าเราทำงานกับเรื่องเฉพาะทางที่เราทำอยู่ตลอด เราก็จะทำงานได้คล่องกว่าและดีกว่า ยกตัวอย่างคนเรียนตรงสายอาจจะได้ใช้ React อยู่เทอมเดียว แต่คนจบไม่ตรงสายอาจจะเรียนทำเว็บอย่างเดียว 3 เดือนเต็ม เจอ error ทุกรูปแบบ ทำให้แก้ปัญหามาทุกรูปแบบก็ทำให้จัดการกับงานได้คล่องกว่า

มองว่าอนาคตของสาย Developer จะเป็นอย่างไรบ้าง

คำว่า Developer จะถูกใช้เยอะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะปัจจุบันก็มีคนจบไม่ตรงสายที่เรียนเขียนโปรแกรมมากขึ้นและจะมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งในอนาคตน่าจะมีเทคโนโลยีที่ทำให้การเขียนโค้ดเป็นเรื่องง่ายขึ้น อย่างตอนนี้ที่มีการเอา AI มาช่วยเขียนโค้ด ทำให้คนเข้าถึงการสายงาน Developer ได้มากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ตำแหน่งงานในสายอื่นอาจจะควบตำแหน่ง Developer มากขึ้นเรื่อย ๆ ในบางระดับ อย่างทุกวันนี้เองเราเห็นการใช้งาน Excel กับซับซ้อนมากในโลกธุรกิจ ซึ่งคนพัฒนาไฟล์ Excel เหล่านั้นก็มักไม่ใช่คนจบคอมพิวเตอร์โดยตรงเหมือนกัน รูปแบบเดียวกันนี้ในอนาคตคนทำงานที่เชี่ยวชาญหน้าที่เฉพาะอื่น ๆ ก็น่าจะมีเครื่องมือที่ทำให้ทำงานเหมือนเป็นคนพัฒนาซอฟต์แวร์ไปในตัว คนทำงานตำแหน่งต่าง ๆ จะควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น จนหลายครั้งก็กลายเป็นซอฟต์แวร์เต็มตัวใช้งานกันในองค์กร

ในช่วงนี้ก็เริ่มมีกระแส No Code/ Low Code เข้ามาด้วยที่ทำให้เราสามารถเขียนโค้ดจำนวนน้อย ๆ แบบเดียวกับการใช้ Excel แต่สร้างซอฟต์แวร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยที่ตำแหน่งของเขาอาจจะไม่ใช่ Developer โดยตรง

สำหรับ Developer แบบเต็มเวลาจริง ๆ ก็จะเจอกับความเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้น เราอาจจะต้องเตรียมตัวว่าภาษาหรือเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมสูงอยู่ช่วงหนึ่งอาจจะเปลี่ยนไปภายในเวลาไม่กี่ปี แล้วเราก็ต้องเรียน stack ใหม่อีกครั้ง แต่ความเปลี่ยนแปลงแบบนี้ก็อาจจะไม่จริงกับทุกคนนัก ทุกวันนี้บริการจำนวนมากที่เราใช้งานกันก็ยังเป็นเทคโนโลยีเดิม ๆ ที่ใช้มาแล้วหลายสิบปี PHP ยังมีการใช้งานสูงมาก หรือฐานข้อมูลที่หลายคนอาจจะตื่นเต้นกับ NoSQL กันพักใหญ่แต่ความรู้ SQL ก็ยังใช้งานกันจนทุกวันนี้ และอาจจะได้ใช้มากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี

คำแนะนำในการหางาน โปรโมทตัวเองลง Resume เช่น อัพผลโหลดงานลง Github ฯลฯ

สำหรับคนที่ยังไม่เคยทำงานเลยคิดว่าควรเขียนให้ชัดว่าถนัดเทคโนโลยีตัวใด การอัพโหลดผลงานลง GitHub สามารถทำได้เลยและถ้าคิดว่าเป็นโปรเจคที่ใหญ่พอก็อาจจะใส่ไว้ใน Resume ได้ด้วย แต่ควรระวังว่าเราเข้าใจโปรเจคครบถ้วนดีไหม ถ้าใส่โปรเจคลงไปแต่คนสัมภาษณ์ขอเปิดโค้ดมาถาม หรือขอให้ไล่กระบวนการทำงานแล้วตอบไม่ได้ก็จะดูไม่ดี ตอนเรียนเราอาจจะแบ่งกลุ่มหรือแบ่งงานกันทำ แต่หลังจากเสร็จแล้วก็ควรรู้ว่าเราจำเป็นต้องเข้าใจทั้งโปรเจคโดยเฉพาะโปรเจคที่ขนาดไม่ได้ใหญ่มากในวิชาเรียน เราอาจจะต้องลองเปิดโค้ดเพื่อนมานั่งดูให้เข้าใจว่าทำงานอย่างไรและให้เพื่อนอธิบายกันในกลุ่มให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าทำอะไรไปบ้าง

เรื่องหนึ่งคือแพลตฟอร์มฝึกเขียนโปรแกรมอย่าง CodeWar หรืองานแข่งเขียนโปรแกรมอย่าง Google CodeJam ตลอดจนเว็บสอนเขียนโปรแกรม นั้นมักมี profile ของผู้ใช้เหมือนกัน เราสามารถใส่ข้อมูลพวกนี้เข้าไปเพื่อให้คนอ่านเห็นว่าเราเรียนอะไรมาแล้วบ้าง รูปแบบก็คล้ายๆ การแนบใบรับรองที่ได้จากการอบรม แต่คนอ่านจะเข้าไปดูโค้ดที่เราเคยเขียน หรือระดับคะแนนได้เลย

ใครที่มีประสบการณ์ด้านนี้หรือเป็น Developer / Engineer มานานแล้วมีคำแนะนำให้กับคนนอกสายที่สนใจ สามารถคอมเมนท์ไว้ได้เลยครับ

ส่วนใครที่สนใจหางานประจำด้านโปรแกรมมิ่งและด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ เข้ามาดูงานได้เลยที่ Blognone Jobs

from:https://www.blognone.com/node/131603

Stack Overflow เผยสถิติผู้ชมเดือนละ 100 ล้านคน, เตรียมทำหลักสูตร-ใบรับรองทักษะเขียนโปรแกรม

Prashanth Chandrasekar ซีอีโอของ Stack Overflow ให้สัมภาษณ์กับ ZDNet เล่าสถานการณ์ในปัจจุบัน และแผนธุรกิจในอนาคต

  • ตอนนี้ Stack Overflow มีคลังข้อมูลคำถาม-คำตอบด้านเทคนิครวม 50 ล้านเรื่อง มีผู้เข้าชมเดือนละ 100 ล้านคน ติด Top 50 เว็บไซต์ที่มีคนเข้าเยอะที่สุดในโลก
  • หัวข้อที่เติบโตเร็วมากคือเรื่องคลาวด์ ทั้ง AWS, Microsoft Azure, Google Cloud โดขึ้น 50% ทุกปีมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ส่วนเรื่อง containerization, cloud-native services ก็มาแรงเช่นกัน
  • โมเดลธุรกิจมีทั้งการขายโฆษณาบนหน้าเว็บ และ Stack Overflow for Teams เป็นการนำซอฟต์แวร์ถาม-ตอบมาให้บริการกับลูกค้าองค์กรที่อยากได้ชุมชนถาม-ตอบแบบเดียวกัน แต่ไม่ต้องการเผยแพร่โค้ดของตัวเองต่อสาธารณะ แล้วคิดค่าบริการแบบ SaaS ตอนนี้มีลูกค้า 15,000 ราย ตัวอย่างลูกค้ารายใหญ่คือไมโครซอฟท์
  • ไม่หวั่นว่าเทรนด์ low-code, no-code, การใช้ AI เขียนโปรแกรมจะทำให้งานโปรแกรมเมอร์ลดลง แต่กลับกันด้วยซ้ำคือคนหน้าใหม่ๆ จำเป็นต้องเข้ามาเรียนรู้วิชาเขียนโปรแกรมมากขึ้น รู้ว่าระบบต่างๆ ทำงานอย่างไร
  • เมื่อคนเข้ามาเรียนรู้เรื่องการเขียนโปรแกรม เรื่องเทคนิคมากขึ้น จำเป็นต้องมีใบรับรองว่ามีทักษะความสามารถมากพอสำหรับไปทำงานจริงๆ ซึ่งตอนนี้ Stack Overflow กำลังพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้และใบรับรองทักษะอยู่ โดยอาศัยทรัพยากรจากบริษัทแม่ Prosus (ขายกิจการปี 2021) ที่รวม Stack Overflow อยู่ในกลุ่มธุรกิจการศึกษา และจะประกาศข้อมูลรายละเอียดต่อไป

ที่มา – ZDNet

from:https://www.blognone.com/node/131390

กระทรวง อว. เปิดตัว “คลังหน่วยกิตแห่งชาติ” คนทำงานเรียนคอร์สแล้วสะสมหน่วยกิตได้ เริ่มกลางปี 2566

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศโครงการนำร่องเพื่อทำ “คลังหน่วยกิตแห่งชาติ” (National Credit Bank System) ให้คนทุกช่วงวัยสามารถเรียนหลักสูตรต่างๆ หรือนำประสบการณ์ทำงาน มาเทียบโอนและสะสมหน่วยกิตไว้ที่คลังหน่วยกิตแห่งชาติ แล้วนำขอรับปริญญาบัตรจากสถาบันอุดมศึกษาของไทยได้

ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. ระบุว่าโครงการนี้มีเพื่อสนับสนุนนโยบายเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เรียนหลักสูตรต่างๆ ในมหาวิทยาลัยหรือหน่วยฝึกอบรมอื่นๆ ที่ได้รับการรับรอง แล้วมาสะสมหน่วยกิตไว้ที่ National Credit Bank System ได้

โครงการนำร่องจะเริ่มต้นช่วงกลางปี พ.ศ. 2566 โดยมีมหาวิทยาลัย 4 แห่งเข้าร่วมคือ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยมีบริษัท SkillLane สตาร์ตอัพด้านการเรียนรู้ออนไลน์ของไทย เป็นผู้พัฒนาระบบเชื่อมต่อคลังหน่วยกิตของแต่ละสถาบันเข้าด้วยกัน

No Description

No Description

No Description

ภาพกราฟิกอธิบายการใช้งาน NCBS ของกระทรวง อว.

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/131007

กลุ่มอมรินทร์ เข้าซื้อหุ้น 51% ของ Dek-D คิดเป็นมูลค่าดีล 204 ล้านบาท

บริษัท อมรินทร์บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของอมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง ประกาศเข้าลงทุนในบริษัท เด็กดี อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด คิดเป็น 51% ของหุ้นทั้งหมด โดยจะลงทุนเป็นมูลค่ารวมไม่เกิน 204 ล้านบาท

เด็กดี อินเตอร์แอคทีฟ เป็นเจ้าของเว็บไซต์ Dek-D.com ที่ดำเนินการมาแล้วกว่า 23 ปี และยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และธุรกิจคอนเทนต์ สื่อโฆษณา

กลุ่มอมรินทร์มองว่าการลงทุนนี้ จะสามารถนำมาต่อยอดกับธุรกิจของกลุ่มบริษัทได้เป็นอย่างดี คาดว่าดีลทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายน 2567

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

No Description

from:https://www.blognone.com/node/130902

Amazon เลิกขาย Glow อุปกรณ์ VDO Call เรียนออนไลน์ สำหรับเด็ก

Amazon ได้หยุดการขาย Amazon Glow อุปกรณ์สำหรับวิดีโอคอลล์ สำหรับให้คนในครอบครัวติดต่อกับเด็ก โดยมีฟังก์ชันรองรับการเรียนการสอน ซึ่งสินค้าถูกถอดออกจากเว็บของ Amazon แล้ว

ตัวแทนของ Amazon บอกว่าจะชี้แจงการเปลี่ยนแปลงนี้กับลูกค้าที่ซื้อ Glow ไปเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม Amazon ยังคงไม่หยุดพัฒนาและทดลองไอเดียใหม่ ๆ ที่น่าสนใจสำหรับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

Amazon Glow เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว เป็นอุปกรณ์ที่มีหน้าจอแนวตั้งสำหรับให้เด็กวิดีโอคอลล์ แล้วแสดงเนื้อโดยฉายโปรเจกเตอร์ลงบนพื้นโต๊ะ ทำให้สามารถโต้ตอบแสดงผลได้ สินค้ามีจำนวนรีวิวใน Amazon ประมาณ 500 รีวิว ซึ่งไม่สูงสำหรับสินค้าแบรนด์ Amazon เอง จึงอาจบอกได้ว่าขายไม่ดีมากนัก

ที่มา: The Verge

from:https://www.blognone.com/node/130755

YouTube เปิดให้แอพสายการศึกษา ฝังคลิปได้แบบไม่มีโฆษณา ไม่มีลิงก์ ไม่มีแนะนำคลิป

YouTube เปิดตัว YouTube Player for Education ที่อนุญาตให้ฝังตัวเล่นคลิปของ YouTube ลงในแอพเพื่อการศึกษา แบบไม่มีโฆษณา ไม่มีลิงก์ ไม่มีการแนะนำคลิปอื่นๆ เพื่อไม่ให้ผู้ชมคลิปเสียสมาธิหรือถูกรบกวนจากสิ่งเหล่านี้

YouTube Player for Education จะช่วยให้ YouTube กลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับโฮสต์คลิปวิดีโอเพื่อการศึกษา แล้วให้บริการผ่านแอพตัวอื่นๆ ได้ง่ายกว่าเดิม กูเกิลบอกว่าที่ผ่านมามี YouTube embedded player ที่ใช้ใน Google Classroom อยู่แล้ว และนำมาต่อยอดรวมถึงเปิดให้องค์กรภายนอกใช้ด้วย

เบื้องต้นกูเกิลยังเปิดให้เฉพาะพาร์ทเนอร์บางรายในสหรัฐ เช่น EDpuzzle, Purdue University, Purdue Global ใช้งาน

นอกจากนี้ กูเกิลยังจะเปิดให้เจ้าของช่องเพื่อการศึกษา สามารถ “ขายคอร์ส” จากช่องได้เลย โดยผู้ชมที่ซื้อคอร์สสามารถดูคลิปได้แบบไม่มีโฆษณา และเปิดคลิปในแบ็คกราวน์ได้ (เหมือน YouTube Premium) ตอนนี้ยังมีเฉพาะในสหรัฐและเกาหลีใต้

ที่มา – YouTube Blog

No Description

from:https://www.blognone.com/node/130308

Canva เปิดตัว Whiteboards ทำงานร่วมกันได้! คล้ายฟีเจอร์ Freeform ใน iPadOS 16

เปิดตัวแล้ว! Canva Whiteboards สามารถทำงานร่วมกันได้ คล […] More

from:https://www.iphonemod.net/canva-whiteboards-launch.html

Duolingo เปิดตัว Duolingo Math แอปสอนคณิตศาสตร์

Duolingo บริษัทผู้พัฒนาแอปสอนภาษาในชื่อเดียวกัน เปิดตัว Duolingo Math แอปสอนคณิตศาสตร์สำหรับเด็กๆ ซึ่งตอนนี้เริ่มเปิดให้ลงชื่อทดลองใช้งานได้แล้ว

Duolingo Math สอนเนื้อหาสำหรับนักเรียนเกรด 3 ที่เริ่มตั้งแต่พื้นฐานอย่างการดำเนินการทางคณิตศาสตร์ทั้งการคูณ, การหาร, เศษส่วน, เส้นจำนวน, การหาพื้นที่, เส้นรอบรูป, มุม, การบอกเวลา, การวัดระยะ เป็นต้น

เนื้อหาโจทย์ต่างๆ ถูกออกแบบให้ผู้ใช้ค่อยๆ ทำความเข้าใจและตอบคำถามแต่ละข้อด้วยเวลาสั้นๆ ไล่เรียงไปตามลำดับ และเช่นเดียวกับ Duolingo ซึ่งเป็นแอปสอนภาษา มันมีระบบแจ้งเตือนที่คอยเตือนให้ผู้ใช้กลับมาเรียนหากผู้ใช้เว้นว่างจากการเปิดแอปไปนาน

No DescriptionDuolingo Math

ในตอนนี้ Duolingo Math ยังอยู่ในช่วงการทดลองให้ใช้งานโดยจำกัดเฉพาะผู้ใช้ iPhone และ iPad เท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปลงทะเบียนเพื่อขอทดลองใช้งาน Duolingo Math ได้ที่นี่

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/130074

AIS จับมือวิศวะ จุฬา เผยโฉม AIS 5G PLAY GROUND & 5G GARAGE Sandbox พื้นที่ 5G R&D สำหรับภาคการศึกษา

การมาถึงของเทคโนโลยี 5G ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของความเร็วการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถืออย่างเดียว แต่ยังเป็นใบเบิกทางที่เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อีกมากมาย อย่างไรก็ตามในแง่การใช้งานจริงของธุรกิจ ประโยชน์ของ 5G ยังต้องได้รับการพัฒนาและต่อยอดอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม

ดังนั้นทาง AIS จึงร่วมกับภาคการศึกษาอย่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยโฉม AIS 5G PLAY GROUND และ AIS 5G GARAGE ที่นับว่าเป็น Sandbox เป็นแห่งแรกในพื้นที่การศึกษา ให้เป็นพื้นที่การทดลอง วิจัยและเรียนรู้ และพัฒนา use case บนเครือข่ายจริงสำหรับนิสิตและอาจารย์

No Description

คุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศของ AIS ระบุว่าทาง AIS และคณะวิศวะ จุฬามีความร่วมมือกันมานานแล้ว โดยเฉพาะนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2018 ที่มีการทดลอง AIS 5G Sandbox ที่คณะก่อนเริ่มให้บริการจริงในปี 2020 และหลังจากนั้น ทั้ง 2 หน่วยงานก็มีความร่วมมือด้วยกันมาตลอด

No Descriptionคุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศของ AIS

AIS 5G PLAY GROUND และ 5G GARAGE นี้ตั้งเป้า เป็นพื้นที่เรียนรู้ ทดลอง ทดสอบ 5G บนสภาพแวดล้อมจริงด้วยเทคโนโลยีต่างๆทั้ง AI, ML, VR, AR, MR, IoT, Metaverse, Robotic และอื่นๆ เท่าที่นิสิตนักศึกษาและอาจารย์จะทำได้

จุดเด่นของพื้นที่ทดลอง 5G แห่งนี้คือการมี Live Private Network แบ่งเน็ตเวิร์คแยกเป็นของคณะวิศวะ จุฬา โดยเฉพาะ ไม่ได้ใช้ร่วมกับใคร ด้วยคลื่น 2600 MHz และ คลื่น 26 GHz (mmWave) สำหรับการพัฒนา Use case ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Industrial solutions, Holograms Solutions หรือ Fixed Wireless Access-FWA เพราะช่วงความถี่อย่าง 26 GHz มีปริมาณ Bandwidth มหาศาลและความหน่วงต่ำมาก

No Description

นอกจากโครงข่ายแล้ว AIS ยังสนับสนุนอุปกรณ์ส่งสัญญาณอย่าง 5G CPE ไปจนถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างการทำงานของเทคโนโลยี 5G พร้อมทั้งการสัมมนา workshop จาก guest speaker หลากหลายวงการ เพื่อพัฒนาความรู้ ความชำนาญในทางเทคนิค ทั้ง Hard Skill และ Soft Skill รวมไปถึงการเชิญชวนร่วม Co-Develop บริการต้นแบบบน 5G ด้วย

No Description

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะไม่ได้มีประโยชน์แค่เป็นพื้นที่ให้อาจารย์หรือนิสิตใช้ทดลองหรือทดสอบเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ให้ฝั่งวิชาการ ที่อาจจะเชี่ยวชาญในเชิงทฤษฎี งานวิจัย ได้ผนวกองค์ความรู้เชิงลึกกับคนที่ใช้งานจริง ซึ่งที่ผ่านมา นอกจากภาคเอกชน วิศวะ จุฬาก็ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐด้วย เช่น กสทช. หรือกระทรวงดิจิทัล เพื่อทดสอบทดลอง use case ต่างๆ

No Descriptionศ. ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โจทย์ของเทคโนโลยี 5G ยังคงอยู่ที่การหา use case และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ในแต่ละอุตสาหกรรมหรือธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือระหว่าง AIS และคณะวิศวะ จุฬาในครั้งนี้ นับเป็นก้าวเดินที่ตอบโจทย์ ไม่เพียงในแง่ธุรกิจ แต่ยังส่งเสริมภาคการศึกษา เปิดโอกาสในการเรียนรู้ในแง่การใช้งานจริง ส่งเสริมการพัฒนา use case ของ 5G ให้มากขึ้น และเป็นแหล่งบ่มเพาะบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่จะมาร่วมกันพัฒนาประเทศให้เติบโตได้ต่อไป

from:https://www.blognone.com/node/130021

กระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ ปรับหลักสูตรการเน้นทักษะเทคโนโลยี รองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล

กระทรวงศึกษาธิการร่วมมือกับกระทรวงอื่นๆ ในประเทศเกาหลีใต้ เตรียมจัดฝึกอบรมเเละผลิตบุคคลากรที่มีความสามารถด้านอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยตั้งเป้าไว้ที่ 1 ล้านคนภายในปี 2026

ซึ่งจะปรับหลักสูตรการศึกษา โดยเพิ่มชั่วโมง หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศเป็น 2 เท่าสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาและกำหนดให้โรงเรียนดำเนินการศึกษาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 

โดยชั่วโมงเรียนจากปัจจุบัน 17 ชั่วโมงเป็น 34 ชั่วโมงในโรงเรียนประถมศึกษา และ 34 ชั่วโมงเป็น 68 ชั่วโมงในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นภายในปี 2568

“ในโรงเรียนประถมศึกษา นักเรียนจะได้เรียนรู้การทำความคุ้นเคยกับภาษาคอมพิวเตอร์โดยรวมผ่านกิจกรรมที่เน้นการเล่นเป็นหลัก นักเรียนมัธยมต้นจะได้เรียนรู้วิธีจัดการกับปัญหาในชีวิตจริงด้วยการเขียนโค้ด ในขณะที่นักเรียนมัธยมปลายจะได้รับการฝึกอบรมเพื่อสร้างอัลกอริธึม” โอ ซอก-ฮวาน ผู้อำนวยการสำนักงานวางแผนและประสานงานของกระทรวงกล่าว

กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลในท้องถิ่น ซึ่งรวมไปถึงปัญญาประดิษฐ์ บล็อกเชน ซอฟต์แวร์ทั่วไป บิ๊กดาต้า เมตาเวิร์ส คลาวด์  ความปลอดภัยทางไซเบอร์ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ 5G และ 6G รวมถึงอื่นๆ จะต้องใช้แรงงานที่มีทักษะ 738,000 คน 

ภายใน 5 ปีถัดไปความต้องการนี้อาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากอุตสาหกรรมอื่นๆจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลเช่นกัน

จากจำนวน 1 ล้านคนนั้น 160,000 คน จะเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือผู้สำเร็จการศึกษาระดับวิทยาลัย 710,000 คนในระดับปริญญาตรี และ 130,000 คนในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก

เพื่อเป็นการสนับสนุนการศึกษาดิจิทัล กระทรวงจะยกเลิกการจำกัดโควต้านักเรียนในแผนกต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดิจิทัล เพื่อให้โรงเรียนสามารถเปิดหรือขยายแผนกได้เพิ่มขึ้น

เนื่องจากอุตสาหกรรมดิจิทัลต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูง กระทรวงยังวางแผนที่จะขยายบัณฑิตวิทยาลัยที่มีความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ ความเป็นจริงเสมือน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และบิ๊กดาต้า

นอกจากนี้ กระทรวงยังจะแนะนำหลักสูตรติวเข้มในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในปีหน้า เพื่อบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับสาขาวิชาอื่นๆ เช่น มนุษยศาสตร์และสังคมศึกษาเพื่อการศึกษาแบบคอนเวอร์เจนซ์

อ้างอิง koreaherald 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ ปรับหลักสูตรการเน้นทักษะเทคโนโลยี รองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/south-korean-ministry-of-education-adjust-focusing-on-technology-skills-support-for-the-digital-industry/