คลังเก็บป้ายกำกับ: ECOMMERCE

Alibaba เตรียมตั้งรกรากในตุรกี ทั้งศูนย์กลางขนส่งสินค้า และดาต้าเซ็นเตอร์

ประธานบริษัท Alibaba Group Holding Ltd. คุณ Michael Evans กล่าวว่า ตัวเองเตรียมลงทุนกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในตุรกี เพื่อตั้งฮับโลจิสติกในสนามบินเมืองอิสตันบูล และตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้กับเมืองหลวงของตุรกีด้วย

Evans ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Sabah เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า “เรามีแผนที่จะลงทุนอย่างจริงจังในสนามบินอิสตันบูล ที่ที่เราจะสามารถวางแผนการส่งออกของการค้าออนไลน์ในฐานะฮับกลางไปยังภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง หรือแม้แต่เอเชียตะวันออกได้

ที่อาลีบาบาเล็งตุรกีเป็นที่ขยายธุรกิจตัวเองเพราะมีความสามารถในการผลิตที่แข็งแกร่ง ที่พร้อมสนับสนุนอีคอมเมิร์ซ และเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนบริษัทในยุโรปและตะวันออกกลางได้ โดยคาดว่าการขยายธุรกิจการค้าและบริการคลาวด์ที่นี่จะช้วยเพิ่มรายได้ของบริษัทโดยรวม

Evans ในฐานะอดีตผู้บริหาร Goldman Sachs Group Inc. ได้เรียกร้องตุรกีมาตลอดให้ปรับปรุงกฎหมายการค้าที่ “เป็นอุปสรรค” ต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะสร้างใหม่จะเป็นที่ที่ใหญ่ที่สุดของตุรกีในเมือง Temelli ใกล้กับเมืองหลวงของ Ankara

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – DCK

from:https://www.enterpriseitpro.net/alibaba-plans-logistics-hub-at-istanbul-airport-turkey/

มังกรฟ้า พัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ 3 กลุ่มธุรกิจ จำหน่ายลอตเตอรี่-ดรากอน แร์-ฟู้ดทรัค เป้าหมายใน 3ปีขอเป็นมากกว่าซูเปอร์แอปฯ

พชรล์ เมสสิยาห์พร กรรมการผู้จัดการ บริษัมมังกรฟ้า ล็อตเตอรี่ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ใช้ระยะเวลาราว 6 เดือน ในช่วงที่หยุดดำเนินธุรกิจชั่วคราว เพื่อปรับปรุงฟีเจอร์แอปพลิเคชันมังกรฟ้าเพิ่มเติม โดยพัฒนาสู่การเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ รองรับกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการในรูปแบบครือข่ายชุมชนออนไลน์ ที่ปัจจุบันมียอดสมาชิกผู้ใช้บริการ (ดาวน์โหลด) จำนวน 4 ล้านราย

No Description

สำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ “มังกรฟ้า” วางแนวคิดการดำเนินธุรกิจ online to offline สร้างโอกาส สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้กับผู้มีส่วนร่วมผ่าน 3 โมเดลธุรกิจหลัก คือ

No Description

1.ธุรกิจอีมาร์เก็ตเพลส จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลของจริง จากผู้ค้ารายย่อยต่างๆ ที่สนใจนำสลากฯ เข้ามาจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มมังกรฟ้า โดยปัจจุบันมีกลุ่มตัวแทนจำหน่ายสลาก ให้บริการบนแพลตฟอร์มมากกว่า 1,000 ราย และคาดว่าจะมีจำนวนตัวแทนขายสลากฯ เพิ่มขึ้นเป็น 4,000-5,000 ราย ซึ่งบริษัทจะมีส่วนแบ่งรายได้จากค่าบริการอัตรา 3% ต่อการสแกนสลากฯ 1 ฉบับ

No Description

2.ธุรกิจดรากอน แรร์ (Dragon Rare) แพลตฟอร์มจำหน่ายเช่าบูชาสินค้ากลุ่มเครื่องราง วัตถุมงคลต่างๆ วางแนวคิดเป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับผู้ซื้อและผู้ขาย และยังสามารถเปิดให้สนทนา สอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในรูปแบบเครือข่ายชุมชนออนไลน์ ซึ่งขณะนี้มีรายการสินค้ามากกว่า 100 ชิ้น พร้อมวางแผนขยายกลุ่มผู้ขายและจำนวนสินค้าเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

  1. ธุรกิจฟู้ดทรัค (Food Truck) วางแนวคิดสร้างรายได้แบบ 24 ชั่วโมงต่อวันจากการขายอาหารผ่านรถขนส่งสินค้าขนาดเล็ก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนารถต้นแบบจำนวน 2 คันเพื่อรองรับการให้บริการได้อย่างครบวงจร ที่นอกเหนือจากการขายอาหารแล้วลูกค้ายังสามารถเลือกซื้อสลากฯออนไลน์จากหน้าร้านฟู้ดทรัค ด้วยเช่นกัน

No Description

สำหรับรถฟู้ดทรัค ดังกล่าว วางราคาลงทุนเริ่มต้นต่อคันอยู่ที่ 2.5 แสนบาท ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจสั่งจองฟู้ดทรัค จำนวน 500 ราย และคาดพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี 2567

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังดำเนินดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนควบคู่กับสังคม ในโครงการ ‘พรมังกรฟ้า’ โดยจะมอบทุนสมทบหนึ่งบาทจากการซื้อสลากฯทุกใบให้กับโครงการที่ได้รับการถูกโหวตมากที่สุดเพื่อให้พรมังกรฟ้าเข้าไปสนับสนุน โดยโครงการล่าสุด คือ การส่งเสริมและสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่มีแรงบันดาลใจในการแสดงโขน ผ่านหุ่นละครเล็กบ้านคลองบางหลวง

พชรล์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นธุรกิจแพลตฟอร์มมังกรฟ้า เกิดจากความการต้องการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงลึก (Pain Point) ของผู้บริโภคในภาพรวมการซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลจำหน่ายเกินราคา 80 บาทต่อฉบับ ด้วยจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบการซื้อขายในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งมังกรฟ้า มีจุดเด่นธุรกิจที่แตกต่างไปจากผู้ให้บริการจำหน่ายสลากออนไลน์รายอื่นในตลาดซึ่งอยู่ในรูปแบบการจัดซื้อสลากฯ เพื่อจำหน่ายเองในรูปแบบออนไลน์

No Description

ขณะที่ธุรกิจแพลตฟอร์มมังกรฟ้าจะอยู่ในตลาดอีคอมเมิร์ซอย่างชัดเจน ซึ่งพบว่ามีอัตราการเติบโตต่อเนื่องตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 โดยข้อมูลจาก Google-Economy SEA 2021 และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ระบุในปี 2562 ตลาดอีคอมเมิร์ซ มีมูลค่า 165,000 ล้านบาท ในปี2563 อยู่ที่ 396,000 ล้านบาท ในปี 2564 อยู่ที่ 693,000 ล้านบาท และในปี2565 อยู่ที่ 900,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายธุรกิจในปี 2566 จะมีรายได้ธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มมังกรฟ้า อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นมาร์จินราว 1-2% ส่วนธุรกิจดรากอน แรร์ คาดรายได้อยู่ที่ 500 ล้านบาท โดยบริษัทยังจะพัฒนาแพตฟอร์มมังกรฟ้า ให้เป็นมากกว่าซูเปอร์แอปพลิเคชัน ให้ได้ในอีก3 ปีข้างหน้า

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131887

“ซื้อของออนไลน์” จะโตช้าลงในปี 66 ค่าครองชีพพุ่ง-อิ่มตัว โตได้แค่ 6% ลดจากปีก่อนที่โต 2 หลัก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดมูลค่าตลาด E-Commerce ปี 65-66 จะเติบโตชะลอลง อาจขยายตัวแค่ 4-6% ในปี 2566 ต่ำสุดเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมาที่ขยายตัวเฉลี่ย 26% ต่อปี

สาเหตุสำคัญคือ

  • จำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่โตช้าลง เพราะเริ่มอิ่มตัวหลังจากที่เข้ามาจำนวนมากในช่วงโควิด-19 
  • ค่าครองชีพและราคาสินค้าปรับสูงขึ้น กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคให้มีการใช้จ่ายอย่างจำกัด 
  • ธุรกิจ E-Commerce เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงรอบด้าน 
  • ระบบโลจิสติกส์ หรือการจัดส่งสินค้าที่อาจล่าช้าและมีต้นทุนที่สูงขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า กลุ่มสินค้าจำเป็นอย่างพวกอาหารสด อาหารแห้งและเครื่องดื่ม รวมถึงของใช้ส่วนตัว ซึ่งมีสัดส่วนการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นในช่วงที่เกิดการระบาดของ โควิด-19 ผู้บริโภคจะยังคงมีแนวโน้มใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกในระยะข้างหน้าจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในยุค New normal

ขณะที่ กลุ่มสินค้าแฟชั่น สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม การใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์อาจจะไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นเร็ว เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นรองลงมาในภาวะที่กำลังซื้อผู้บริโภคมีจำกัดและต้องเลือกใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น อีกทั้งสินค้ากลุ่มนี้ก็มีสัดส่วนมูลค่าตลาดออนไลน์ที่สูงเมื่อเทียบกับสินค้าอื่นๆ อยู่พอสมควรแล้ว 

ภายใต้สถานการณ์กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังเปราะบางหรือมีจำกัด KResearch ให้คำแนะนำในการทำตลาดออนไลน์เอาไว้ดังนี้

  • คัดสรรสินค้ามาจำหน่าย ที่จะต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความคุ้มค่าคุ้มราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นสินค้าที่ทำการซื้อมาขายไป การคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามเทรนด์หรือสถานการณ์ต่างๆ ได้ทัน นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายในการปรับตัวของผู้ประกอบการ
  • ช่องทางการขายที่หลากหลาย การทำการตลาดแบบ Omni-channel หรือการเชื่อมแพลตฟอร์มออนไลน์-ออฟไลน์ เข้าด้วยกันมีความสำคัญ อีกทั้งยังเป็นการป้องกันความเสี่ยงในกรณีที่แพลตฟอร์มล่มหรือมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานใหม่ในอนาคต โดยเฉพาะการให้บริการที่หันมาเน้นทำกำไรมากขึ้นหลังจากที่มีการขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี  
  • การให้บริการแก่ลูกค้าที่ดีสม่ำเสมอ การควบคุมหรือรักษาคุณภาพในการให้บริการแก่ผู้บริโภคตลอด Supply chain ตั้งแต่พนักงานขายสินค้าออนไลน์ ไปจนถึงพนักงานจัดส่งสินค้า เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และความประทับใจในการซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น และอาจทำให้ผู้บริโภคกลับมาซื้อซ้ำได้

มองไปข้างหน้า จากแนวโน้มการหดตัวของประชากรไทยในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า จะมีผลต่อปริมาณ การบริโภคหรือการใช้จ่ายในภาคค้าปลีกที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเติบโตได้จำกัด และน่าจะส่งผลต่อภาพการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในภาพรวมที่รุนแรงขึ้นอีก นอกจากนี้ การเฝ้าระวังหรือติดตามการระบาดของโควิด ที่แม้ว่ามุมหนึ่งอาจจะหนุนให้ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาด้านรายได้หรือกำลังซื้อของผู้บริโภค 

ดังนั้น นอกเหนือจากตลาดในประเทศ ผู้ประกอบการ E-commerce ที่มีศักยภาพอาจมองหาตลาดใหม่ และขยายช่องทางการตลาดออนไลน์ไปยัง Cross-border E-commerce ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ตอบโจทย์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่หลายรายเริ่มมีการขยายตลาด Cross-border E-commerce ซึ่งน่าจะเป็นการช่วยสนับสนุนหรือผลักดันให้สินค้าของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขยายตลาดไปต่างประเทศได้มากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post “ซื้อของออนไลน์” จะโตช้าลงในปี 66 ค่าครองชีพพุ่ง-อิ่มตัว โตได้แค่ 6% ลดจากปีก่อนที่โต 2 หลัก first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/thai-ecommerce-outlook-2023/

YouTube กำลังก้าวขาสู่โลก E-Commerce ด้วย 2 ฟีเจอร์ที่จะปั้น Shorts ให้เหมาะกับการช้อปปิ้ง

Youtube กำลังสนใจตลาด Social Commerce เตรียมส่ง 2 ฟีเจอร์ที่จะทำให้ Shorts เหมาะกับการช้อปปิ้ง หาช่องรายได้ใหมหลังได้เงินโฆษณาลดลง

YouTube แพลตฟอร์มคอนเทนต์วิดีโอทีใหญ่ที่สุดในโลก กำลังก้าวขาสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซด้วยการทดลอง 2 ฟีเจอร์ด้านการช็อปปิ้งใน YouTube Shorts หรือแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นคล้าย TikTok ในช่วงปี 2023 ที่กำลังจะถึง

The Financial Times รายงานว่า Youtube กำลังจะเพิ่มฟังก์ชันใหม่ใน Shorts ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าได้ทันทีระหว่างที่กำลังเลื่อนดูวิดีโอบนแพลตฟอร์ม ทั้งนี้ ยังมีรายงานอีกด้วยว่า YouTube เคยทดลองการไลฟ์ขายสินค้าไปแล้ว

ตอนนี้ YouTube กำลังทดลองจ่ายส่วนแบ่งให้กับครีเอเตอร์บน Shorts ที่ทำการขายสินค้าผ่านลิงก์ในวิดีโอ (สำหรับครีเอเตอร์ที่ถูกเลือกจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ) โดยที่ผู้ชมจากสหรัฐฯ อินเดีย บราซิล แคนาดา และออสเตรเลีย สามารถซื้อของผ่าน Shorts ได้แล้ว และในช่วงต้นปีหน้า YouTube วางแผนจะจ่ายส่วนแบ่งสำหรับโฆษณาที่แสดงระหว่างวิดีโอบน Shorts ให้กับครีเอเตอร์ถึง 45% ของรายได้ที่ทำได้

สาเหตุที่ทำให้ YouTube ต้องตัดสินใจกระจายช่องทางการหารายได้ก็เป็นเพราะปัจจุบัน รายได้จากโฆษณาลดลงซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินกันว่าเป็นครั้งแรกหลังจากบริษัทแม่อย่าง Alphabet รายงานผลประกอบการของ YouTube แยกต่างหากในปี 2020 โดยในช่วงไตรมาส 3 ปี 2022 รายได้จากโฆษณา YouTube ลดลงเหลือ 7,100 ล้านดอลลาร์ จากที่เคยทำได้ 7,200 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ลดลงราว 1.8%

นอกจากนี้ ตลาดโฆษณาออนไลน์ในช่วงหลายปีให้หลังที่ค่อนข้างซบเซาและเศรษฐกิจโลกภาพรวมที่ผจญปัญหาเงินเฟ้อต่อเนื่องก็ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ YouTube ทบทวนเรื่องช่องทางการหารายได้

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา คู่แข่งเจ้าอื่น ๆ ต่างก็ลงมาเล่นในตลาด Social Commerce หรือการซื้อขายบนสื่อสังคมออนไลน์กันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook ที่มาพร้อมฟีเจอร์ Marketplace หรือ TikTok ที่งัด TikTok Shop มาสู้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ YouTube จะหันมาจริงจังกับ Social Commerce ซึ่งเป็นตลาดที่คาดว่าจะโตได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2025 

ที่มา – Financial Times, Alphabet

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post YouTube กำลังก้าวขาสู่โลก E-Commerce ด้วย 2 ฟีเจอร์ที่จะปั้น Shorts ให้เหมาะกับการช้อปปิ้ง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/youtube-will-expand-to-ecommerce-market/

Google เปิดรายงาน e-Conomy SEA Report 2022 เศรษฐกิจดิจิทัลไทยโต17%

Google เปิดรายงาน e-Conomy SEA Report 2022 เศรษฐกิจดิจิทัลไทยโต17% กว่า 50% ของผู้บริโภคนิยมใช้บริการซื้อของออนไลน์ 

รายงานของ Google ประเทศไทย ระบุว่า มูลค่าสินค้ารวมเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตสู่ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 20% จากปีที่ผ่าน 

โดย แจ็คกี้ หวาง Country Director, Google ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฉบับที่ 7 ในปีนี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วภูมิภาคมากยิ่งขึ้น หลังจากที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคในช่วงเวลาอันยากลำบากที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทยปีนี้การเติบโตจากภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย รวมทั้ง ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยยังคงมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากอินโดนีเซีย

รายงานฉบับนี้ได้เจาะลึกถึงแนวโน้มและข้อมูลเชิงลึกในภาคธุรกิจต่างๆ ได้แก่ อีคอมเมิร์ซ การท่องเที่ยวออนไลน์ การขนส่งและบริการส่งอาหารออนไลน์ สื่อออนไลน์ และบริการด้านการเงินดิจิทัล รวมทั้งครอบคลุมถึงสถานะและแนวโน้มของการระดมทุนในภาคเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของเศรษฐกิจดิจิทัลโดยเน้นย้ำถึงบทบาทของผู้บริโภค ธุรกิจ นักลงทุน และภาครัฐในการพัฒนาสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

สำหรับประเทศไทย คาดว่าเศรษฐกิจดิจิทัลจะมีมูลค่าสินค้ารวมสูงถึง 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 โดยมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 17% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มีมูลค่าอยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถึงแม้ว่าต้องรับมือกับความท้าทายต่างๆ ก็ตาม ทั้งนี้คาดว่าในปี 2568 มูลค่าสินค้ารวมเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะแตะ 5.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 15% และคาดว่าจะเติบโตขึ้น 2 เท่า มีมูลค่าประมาณ 1-1.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี2573 อีคอมเมิร์ซ บริการส่งอาหารออนไลน์ และการซื้อของสดออนไลน์ เป็นบริการดิจิทัล 3 อันดับแรกที่มีอัตราการใช้บริการสูงที่สุดในกลุ่มคนไทยที่อยู่ในเขตเมือง

ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัลไทยมีดังนี้

อีคอมเมิร์ซ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย คิดเป็น 63% ของมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวมในปี 2565 โดยตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย ในขณะที่อัตราการใช้บริการอีคอมเมิร์ซของไทยอยู่ที่ 94% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคฯ รองจากสิงคโปร์  

  • ภาคธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตขึ้น 8% จากปีก่อน โดยมีมูลค่าสินค้ารวมสูงถึง 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และคาดว่าจะแตะ 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 
  • 23% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยตั้งใจจะใช้บริการอีคอมเมิร์ซมากยิ่งขึ้นในช่วง 12 เดือนข้างหน้า 

การขนส่งและบริการส่งอาหารออนไลน์ โดยรวมคาดว่ามีมูลค่าสินค้ารวมแตะ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 เพิ่มขึ้น12% จากปี 2564 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นถึง 20%  หรือแตะ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568

  • ตลาดบริการส่งอาหารออนไลน์กลับสู่แนวโน้มการเติบโตในทิศทางเดิมหลังจากที่มีการเติบโตถึง 3 เท่าในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยคาดว่าจะเติบโต 11% มีมูลค่าสินค้ารวมอยู่ที่ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และคาดว่าจะแตะถึง 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ซึ่งจะทำให้ตลาดบริการส่งอาหารออนไลน์ของไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย 
  • ภาคการขนส่งคาดว่าจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง และคาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 36% มีมูลค่าสินค้ารวมอยู่ที่ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และพุ่งขึ้นสู่ระดับ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568

สื่อออนไลน์ (บริการวิดีโอออนดีมานด์ เพลงออนดีมานด์ เกม) มีการเติบโตที่ชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมาที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์สืบเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 โดยในปี 2565 มีการเติบโต 10% และมูลค่าสินค้ารวมอยู่ที่ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ การเติบโตของเพลงออนดีมานด์และวิดีโอออนดีมานด์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ด้านโฆษณาออนไลน์ยังคงรักษาการเติบโตไว้ได้คงเดิม ส่วนเกมออนไลน์พบว่าการใช้บริการลดลงเนื่องจากผู้คนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติแล้ว ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภาคธุรกิจสื่อออนไลน์จะเติบโต 12% หรือคิดเป็นมูลค่า 7  พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 

การท่องเที่ยวออนไลน์ คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งจากการที่ผู้คนออกเดินทางท่องเที่ยวหรือออกไปทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้านกันมากขึ้น ซึ่งมีระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมีการเติบโต 139% จากปี2564 คิดเป็นมูลค่าสินค้ารวม 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ 22% หรือมีมูลค่าสินค้ารวมที่  9  พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 การค้นหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในไทยแตะระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการเดินทางท่องเที่ยวที่ถูกอั้นไว้ ทั้งนี้ คาดว่าภาคการท่องเที่ยวจะค่อยๆ ฟื้นตัว และใช้เวลาอีกหลายปีในการฟื้นตัวสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิด-19 ในปี 2562 เนื่องจากมีความท้าทายหลายประการ เช่น ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น การขาดแคลนของอุปทาน และมาตรการจำกัดการเดินทางของประเทศจีนที่ยังคงดำเนินต่อไป เป็นต้น ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ได้รับผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูงขึ้น 

บริการด้านการเงินดิจิทัล (Digital Financial Services: DFS) ซึ่งได้แก่ การชำระเงิน การโอนเงินต่างประเทศ การกู้ยืม การลงทุน และประกัน เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักในปี 2565 เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้นหลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

  • การเติบโตของบริการด้านการเงินดิจิทัลจากนี้ไปจนถึงปี 2568 จะถูกขับเคลื่อนโดยการกู้ยืมและการลงทุนซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compounded Annual Growth Rate: CAGR) ประมาณ 40% และ 45% ตามลำดับ บริการธนาคารดิจิทัล (Digibank) ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยยังคงมีความภักดีต่อผู้ให้บริการด้านการเงินที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างยาวนาน พิจารณาจากยอดเงินฝากในปัจจุบันและการลงทุนในหลายด้าน 

การลงทุนด้านเทคโนโลยี มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

  • มูลค่าการซื้อขายตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของปี 2564 จนถึงครึ่งแรกของปี 2565 เพิ่มขึ้น 15% การระดมทุนในภาคเทคโนโลยียังคงแข็งแกร่ง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นแหล่งรวมการลงทุนด้านเทคโนโลยี ถึงแม้ว่านักลงทุนจะระมัดระวังมากขี้นในสภาวะเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบัน
  • การลงทุนในบริการด้านการเงินดิจิทัล (Digital Financial Services: DFS) มีสัดส่วนการลงทุนสูงที่สุดในประเทศไทย โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 การลงทุนในบริการด้านการเงินดิจิทัลแซงหน้าอีคอมเมิร์ซขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนเกือบครึ่งของการลงทุนทั้งหมดในไทยเช่นเดียวกับทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มูลค่าการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนระดับ Series-C จำนวนมากในภาคธุรกิจบริการด้านการเงินดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Google เปิดรายงาน e-Conomy SEA Report 2022 เศรษฐกิจดิจิทัลไทยโต17% first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/google-releases-e-conomy-sea-report-2022/

[Guest Post] อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง ผลักดัน โครงการใหม่เพื่อเร่งการเติบโตอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนในปี 2565 และกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

บริษัทร่วมมือกับรัฐบาลไทย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยให้ขยายฐานธุรกิจไปทั่วโลก เติบโต และกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย วันที่ 17 สิงหาคม 2565อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง (Amazon Global Selling) ทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลไทยอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้รับโอกาสจากอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศมากขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ขยายฐานธุรกิจไปทั่วโลก และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย

ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสที่เปิดกว้างอย่างมากจากอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2564 ผู้ขายจากประเทศไทยสามารถสร้างรายได้ประมาณ 110,000 ล้านบาทผ่านอีคอมเมิร์ซที่ขายตรงให้ผู้บริโภค และอาจเพิ่มขึ้นเป็น 219,800 ล้านในปีพ.ศ. 2569  บาท หากเป็นไปตามแนวโน้มการเติบโตในปัจจุบัน การวิจัยจาก AlphaBeta ระบุว่า หากผู้ประกอบการ MSMEs ของไทยสามารถเร่งอัตราการส่งออกผ่านอีคอมเมิร์ซได้มากขึ้น รายได้ของผู้ประกอบการที่ขายให้กับผู้บริโภคผ่านอีคอมเมิร์ซอาจเพิ่มเป็น  485,000 ล้านบาทต่อปีภายในปีพ.ศ.2569

ผู้ประกอบการไทยแสดงความสนใจในการยกระดับธุรกิจโดยการขยายตลาดไปทั่วโลก และต้องการการสนับสนุน ทั้งนี้ อเมซอนตอบรับความต้องการนี้โดยการกระชับความร่วมมือในประเทศไทย ตลอดจนปรับปรุงบริการสนับสนุนสำหรับ MSMEs ไทย เมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และอเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเต็มวัน เชิญให้ผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ และผู้ผลิต ทั้งสิ้นกว่า 210 ราย รวมถึงผู้ชมอีกหลายร้อยท่านผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างความรู้ และแนะนำแนวทางในการประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามประเทศ ตลอดจนแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ขายที่ประสบความสำเร็จแล้ว

ดร.ณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซ ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโดยในปีที่ผ่านมา มูลค่าเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 75 คิดเป็นมูลค่า 693,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมเลือกใช้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในการสร้างรายได้จากช่องทางนี้ ซึ่งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ดีพร้อม ส่งเสริมทักษะสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชนในการเข้าถึงตลาดออนไลน์ตั้งแต่ระลอกแรกของการแพร่ระบาด ซึ่งช่วยให้หลายกิจการมีรายได้เพิ่มขึ้นท่ามกลางสภาวะวิกฤต

เจมี่ เบรนแนน หัวหน้าทีมของ อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง ในประเทศไทย กล่าวว่า “อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง จะเดินหน้าสร้างโอกาสใหม่ๆ เพื่อความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทย และสนับสนุนโครงการที่ดีพร้อมกำลังทำอย่างต่อเนื่อง เราต้องการที่จะช่วยให้ผู้ขายชาวไทยเร่งปรับตัวสู่ระบบดิจิทัล และนำเสนอสินค้าและแบรนด์ไทยที่มีเอกลักษณ์สู่ลูกค้าทั่วโลกมากยิ่งขึ้น เราจะร่วมมือมากขึ้นกับรัฐบาลไทยในการขับเคลื่อนอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนในประเทศไทย”

ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมกับ อเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง จะมีสิทธิเข้าร่วมโครงการบ่มเพาะธุรกิจ (Business Accelerator Programs) และหากลงทะเบียนกับอเมซอนโกลบอลเซลลิ่งภายใน 90 วัน จะมีโอกาสเข้าร่วมโครงการ Jumpstart Program ซึ่งออกแบบให้ผู้ขายสร้างยอดขายสูงได้ในปีแรกของการทำธุรกิจกับอเมซอน ทีมงานของอเมซอน โกลบอล เซลลิ่ง ในประเทศไทยทุ่มเทที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ขายที่ต้องการสร้างแบรนด์กับอเมซอน ในช่วงแรกของการทำธุรกิจผ่านอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ นอกจากนั้นผู้ขายไทยรายใหม่จะได้รับสิทธิใช้บริการ Fulfillment by Amazon (FBA) เพื่อจัดส่งและฝากสินค้าไว้ที่คลังสินค้าของอเมซอน เมื่อส่งสินค้าครั้งแรกในมูลค่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ อเมซอน โกลบอล เซลลิ่งได้ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นใน “มหกรรมอีคอมเมิร์ซแห่งประเทศไทย” ที่จัดโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในเดือนกรกฎาคม และ สิงหาคมปีนี้  ทีมงาน อเมซอน โกลบอลเซลลิ่ง ในประเทศไทยหวังว่าการสนับสนุนโครงการเหล่านี้ และโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนรัฐบาลไทยขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม และบริการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการยุคใหม่

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-amazon-global-saling-ecommerce/

เจาะเมกะเทรนด์ E-commerce และโอกาสทางธุรกิจของ “aCommerce” หรือ ACOM

เมื่อก่อนถ้าอยากซื้อสินค้า คุณอาจต้องเดินทางออกจากบ้านไปที่ร้าน และหากต้องการสินค้าหลาย ๆ อย่าง คุณก็ต้องเดินเข้าออกหลาย ๆ ร้าน จนกว่าจะได้สินค้าที่ต้องการ แต่ปัจจุบันนี้ การเดินทางของคุณอยู่แค่เพียงปลายนิ้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม จนทำให้การซื้อขายออนไลน์หรือ E-commerce เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของยุคนี้ก็ว่าได้ 

acommerce

คำถามคือ แล้วธุรกิจอะไรที่ตอบโจทย์ ทั้งกระแส “New Normal” และเป็น “Mega Trends” ที่จะเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว และคว้าโอกาส ในวันที่ทุก ๆ ธุรกิจกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล?

วันนี้ brand inside จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นบริษัทที่ให้บริการสนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจร (End-to-end E-commerce Enabler) ให้กับแบรนด์ต่าง ๆ ทั้งระดับประเทศและระดับโล

ที่สำคัญ บริษัทนี้กำลังจะ IPO เข้ามาเป็นหุ้นน้องใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งจะถือเป็นหุ้นที่เป็นเหมือนตัวแทนการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตัวแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ACOM คือใคร?

บริษัท เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) หรือ ACOM ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 จากการเล็งเห็นโอกาสในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งยังขาดตัวกลางที่เป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ รวมถึงการเชื่อมต่อแบรนด์และผู้บริโภคให้สามารถทำการซื้อขายในช่องทางออนไลน์ โดยที่ ณ ขณะนั้นโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เอื้ออำนวยและรู้จักกันในวงกว้างนัก หรือพูดง่าย ๆ ว่า ถ้าแบรนด์อยากตีตลาดในช่องทางออนไลน์ แต่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีต่าง ๆ ACOM ก็จะเป็นคนกลางที่เชื่อมต่อช่องว่างระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคนั่นเอง 

นับตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการ ACOM ได้เชื่อมต่อแบรนด์ของลูกค้าผู้ใช้บริการกับผู้บริโภคไปแล้วกว่า 12 ล้านราย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการ E-commerce ในระดับภูมิภาค ภายใต้พันธกิจที่จะช่วยเหลือแบรนด์ ให้สามารถสร้างการมีส่วนร่วม และทำธุรกรรมกับผู้บริโภค ตลอดจนการจัดส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทุกที่ ทุกเวลา และทุกวิธีการ เพื่อลดความยุ่งยากในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซและเพิ่มยอดขายสินค้าได้ตามเป้าหมาย

ในช่วงแรกของการเริ่มต้นธุรกิจ ACOM ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซตามความต้องการของลูกค้าเฉพาะส่วน (Value Added Services) ต่อมาในปี 2560 บริษัทฯ ได้พัฒนาจากการให้บริการรูปแบบเดียว เป็นการให้บริการอย่างครบวงจร (End-to-end Service) ก่อนจะมีการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการเสริมทีมงานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี ในปี 2562 

ทำให้ ACOM มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้แบรนด์ของลูกค้าสามารถขายได้ในหลากหลายช่องทางการขายออนไลน์ โดยเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์ทางการเชื่อมต่อ (Application Programing Interfaces หรือ APIs) แล้วกว่า 300 รายการ ซึ่งประกอบด้วยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-commerce Platform) ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ผู้ให้บริการรับชำระเงิน แพลตฟอร์มสินค้าคงคลังและลูกค้าสัมพันธ์ และเครื่องมือระบบนิเวศทางธุรกิจอื่น ๆ ที่ให้บริการในรูปแบบต่าง ๆ แก่ผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรของบริษัทฯ ในพื้นที่ 5 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ และพร้อมขยายไปยังเวียดนามตามสัญญาความร่วมมือกับ DKSH

ปัจจุบัน ACOM ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ การพัฒนาร้านค้าออนไลน์ ระบบบริหารการจัดการคลังสินค้าและการจัดส่ง ไปจนถึงขั้นตอนการดูแลลูกค้า และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เรียกได้ว่าบริษัทฯ ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถสร้างธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้อย่างครบวงจร ผ่านการสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าแบบไร้รอยต่อในช่องทางต่าง ๆ ที่ยังคงสอดคล้องกับตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์นั้น ๆ โดยสามารถแบ่งบริการและผลิตภัณฑ์ของ ACOM ในปัจจุบันได้เป็น 3 กลุ่ม 

  1. EcommerceIQ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีของบริษัทฯ ที่เชื่อมต่อเครือข่ายอีคอมเมิร์ซและประมวลผลข้อมูล ภายใต้แพลตฟอร์มคลาวด์ครบวงจรเพียงแพลตฟอร์มเดียว ใช้ในการจัดการสินค้าและสินค้าคงคลัง ประมวลผลคำสั่งซื้อและการชำระเงิน จัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อและใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานอย่างมีประสิทธิภาพ  
  2. EcommerceIQ SaaS (Software as a Service) เป็นผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งในแพลตฟอร์ม EcommerceIQ ซึ่งมีคุณสมบัติในการบริการการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถทำความเข้าใจผู้บริโภค (Client Analytics) และคู่แข่งของตน (Market Insight) 
  3. บริการเสริมตามความต้องการของลูกค้า (Value Added Services) ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ เช่น การพัฒนาร้านค้าออนไลน์ (Webstore) การจัดการคลังสินค้าบนตลาดซื้อขาย (Marketplaces) เป็นต้น

จากข้อมูลของ EuroMonitor ปัจจุบัน ACOM เป็นผู้ให้บริการสนับสนุนการประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (End-to-end E-commerce Enabler) รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อพิจารณาจากยอดขายสินค้ารวม (Gross Merchansise Value หรือ GMV) ในปี 2563 โดยบริษัทฯ มีส่วนแบ่งตลาด 16.5% ซึ่งมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่อันดับ 2 และ 3 รวมกัน เป็นผลจากจุดเด่นที่สามารถให้บริการได้อย่างครบวงจร ขณะเดียวกันก็สามารถปรับรูปแบบให้เหมาะสมตามความต้องการของผู้ใช้บริการ ซึ่งมีกลุ่มสินค้าที่หลากหลาย ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค แฟชั่น ความงาม ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ความโดดเด่นเหล่านี้ ทำให้ที่ผ่านมา ACOM สามารถเพิ่มยอดขายสินค้าจากต้นทางไปยังปลายทาง (EMV) ของลูกค้า 10 อันดับแรกได้ปีละ 71.7% (ปี 2562-2564) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ที่ใช้บริการกับบริษัทฯ มาหลายปี และยังมีลูกค้าใหม่อีกกว่าร้อยรายที่เข้ามาในช่วงปี 2563-2564 ซึ่งน่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่สามารถเพิ่มการเติบโตให้กับ ACOM ในช่วง 2-3 ปีนับจากนี้

acommerce

สร้างการเติบโต ตามเทรนด์อีคอมเมิร์ซ

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีกว่า 54.2% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (เมื่อพิจารณาจากมูลค่ายอดขายรวมของสินค้าทั้งหมดที่ขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ในปี 2559-2563) และคาดว่าจะยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 19.8% (ปี 2563-2568)

ในขณะที่ตลาดผู้ให้บริการสนับสนุนอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปี 62.4% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2559-2563) และคาดว่าตลาดจะมีการเติบโตต่อไปในอนาคตอีก 5 ปี (2563-2568) ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีถึง 35.7% และจะมีมูลค่าตลาดเป็น 10,740 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2568 หรือเติบโตขึ้นเกือบ 5 เท่าจากปัจจุบัน 

จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซอย่าง ACOM ที่จะช่วยเชื่อมต่อระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค และสร้างการเติบโตไปพร้อมกับเทรนด์ดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้นในทุกอุตสาหกรรม  โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ นับตั้งแต่ปี 2556 ACOM ได้ใช้งบลงทุนแล้วกว่า 850 ล้านบาท เพื่อพัฒนา EcommerceIQ และ EcommerceIQ SaaS ที่เปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา 

ไม่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ แต่ ACOM ยังวางแผนขยายฐานลูกค้าผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรอย่างต่อเนื่อง  โดยจะขยายพื้นที่ให้บริการไปยังประเทศใหม่ ๆ และกลุ่มสินค้าประเภทอื่น ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโต สามารถสร้างอัตรากำไรและกระแสเงินสดสูง เช่น กลุ่มของเล่น บ้านและสวน

acommerce

ย้อนกลับไปที่คำถามในตอนต้นของบทความที่ว่า แล้วธุรกิจอะไรที่ตอบโจทย์ทั้งกระแส “New Normal” และเป็น “Mega Trends” ที่จะเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว และคว้าโอกาส ในวันที่ทุก ๆ ธุรกิจกำลังปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล?

คำตอบคงหนีไม่พ้น ธุรกิจผู้ให้บริการธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อย่างที่ ACOM กำลังทำ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงในการทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโต จนอาจเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่อยู่ในเมกะเทรนด์ดังกล่าวอย่างแท้จริง …

References

– ร่างแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวนฉบับเต็มของ บมจ.เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป ซึ่งได้ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th

www.crunchbase.com/organization/acommerce

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจาะเมกะเทรนด์ E-commerce และโอกาสทางธุรกิจของ “aCommerce” หรือ ACOM first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/acom-trend-e-commerce/

J&T Express ระดมทุนเพิ่ม 8 หมื่นล้านบาท อุ่นเครื่องก่อนเดินหน้า IPO ในตลาดหุ้นฮ่องกง

J&T Express ระดมทุนได้เพิ่มกว่า 2.5 พันล้านเหรียญ (8 หมื่นล้านบาท) อุ่นเครื่องก่อน IPO ในตลาดหุ้นฮ่องกง เตรียมสู้ศึกขยายกิจการในจีนและลาตินอเมริกา

J&T Express

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า J&T Express บริษัทขนส่งจากอินโดนีเซียระดมทุนได้เพิ่มเติมกว่า 2.5 พันล้านเหรียญ หรือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ก่อนที่จะเปิดตัว IPO ในตลาดหุ้นฮ่องกงภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022

เงินระดมทุนก้อนนี้มาจากกลุ่มทุนทั้งที่เคยลงทุนใน J&T Express มาก่อนหน้านี้ เช่น Boyu Capital, Hillhouse Capital Group, Sequoia Capital และ Tencent และกลุ่มทุนหน้าใหม่ เช่น SIG China

เตรียมสู้ศึก E-Commerce และ Logistic ที่เชี่ยวกราก

สาเหตุที่ J&T Express ต้องติดเครื่องหาเงินระดมทุนก้อนโตเพราะบริษัทมีแผนจะจริงจังกับการขยายธุรกิจในจีนและลาตินอเมริกามากขึ้น จากเดิมที่บริษัททำธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก รวมถึงเป็นการอุ่นเครื่องเตรียมเข้า IPO ในตลาดหุ้นฮ่องกงในปีหน้า

J&T Express บุกตลาดจีนตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งแน่นอนว่าด้วยเศรษฐกิจจีนที่มีการแข่งขันสูงในตลาด E-Commerce และ Logistic จึงทำให้บริษัทต้องเจอคู่แข่งใหญ่ๆ เช่น S.F. Holding (ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Kerry Express) Alibaba และ JD.com  

การระดมทุนครั้งนี้จึงเป็นการเสริมแกร่งให้กับ J&T Express กับการขยายกิจการในจีน

นอกจากนี้ J&T Express ยังมีแผนจะขยายกิจการไปยังตลาดลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูงในด้าน E-Commerce โดยมีรายงานจากทาง Reuters ว่า J&T Express กำลังพูดคุยกับคู่ค่าคนสำคัญอย่าง Shopee ซึ่งได้เข้าไปชิมลางในตลาดลาตินอเมริกามาแล้วก่อนหน้านี้

ที่มา – Reuters, Techinasia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post J&T Express ระดมทุนเพิ่ม 8 หมื่นล้านบาท อุ่นเครื่องก่อนเดินหน้า IPO ในตลาดหุ้นฮ่องกง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/jtexpress-raised-2500-m-usd-before-ipo-in-hongkong/

ในอีก 5 ปี E-Commerce ไทยอาจโตได้มากกว่าเท่าตัว แล้วตรงไหนคือโอกาส?

E-Commerce คืออุตสาหกรรมที่พูดได้เต็มปากว่าได้รับอานิสงส์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เต็มๆ หากจะตีเป็นตัวเลขชัดๆ E-Commerce เติบโตจากช่วงก่อนโควิดถึง 80% พูดกันง่ายๆ ก็คือเกือบเท่าตัว

แต่ที่น่าจับตาคือทิศทางของ E-Commerce ว่าหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งทาง KKP Research โดยกลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร ก็ได้ออกรายงานพูดถึงแนวโน้มและโอกาสในสมรภูมิ E-Commerce ไทยไว้อย่างน่าสนใจ 

ทิศทาง E-Commerce ไทย เติบโตต่อเนื่องไป 5 ปี

หลังจากนี้การเติบโตในภาพรวมของ E-Commerce ไทยและอาเซียนจะไม่ใช่การกระโดดแบบ 80% อย่างที่ผ่านมาในช่วงโควิดอีกต่อไป แต่จะเป็นการเติบโตในระดับที่ยังเรียกได้ว่าสูงและมีต่อเนื่อง

ขนาดของตลาด E-Commerce จะโตขึ้นปีละ 20% ต่อเนื่อง 5 ปี จากการประเมินของ KKP Research 

  • ปี 2021 ตลาด E-Commerce มีขนาด 3 แสนล้านบาท
  • ปี 2025 ตลาด E-Commerce มีขนาด 7.5 แสนล้านบาท

ด้วยตัวเลขขนาดนี้ ตลาดค้าปลีกออนไลน์ในปี 2025 จะมีสัดส่วนเป็น 16% ของตลาดค้าปลีกรวม พูดง่ายๆ ทุกๆ การช้อปปิ้ง 100 บาท จะมี 16 บาท ที่เป็นเราจ่ายไปกับการซื้อของออนไลน์

เทียบกับเพื่อนบ้าน ตลาด E-Commerce ไทยใหญ่แค่ไหน?

KKP Research ให้คำตอบว่า ตลาด E-Commerce ไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 ในอาเซียน ตามหลังอินโดนีเซีย แต่เมื่อหากวัดว่าผู้ใช้แต่ละคนซื้อของมากแค่ไหน ไทยยังอยู่ในอันดับ 4 ตามหลัง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย 

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาด E-Commerce ไทย ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการเติบโต ยังมีโอกาสอีกมากมาย และที่สำคัญ ตลาด E-Commerce ของไทย (รวมถึงอาเซียน) ยังมี 3 ปัจจัยสนับสนุนให้เติบโตได้สูง คือ

  • การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ปัจจุบันอยู่ที่ 80%)
  • การใช้งานมือถือและโซเชียลอย่างเข้มข้น (อาเซียนมีจำนวนผู้ใช้ Facebook ต่อประชากรสูงที่สุดในโลก)
  • ความแพร่หลายของบริการชำระเงินออนไลน์ (ไทยมีการใช้ Mobile Banking สูงที่สุดในโลก และมีการชำระเงินผ่านมือถือสูงที่สุดในโลก อันดับ 2)

ภูมิทัศน์ตลาดค้าปลีกที่เปลี่ยนไป: ค้าปลีกดั้งเดิม-ธุรกิจข้างเคียง ต้องปรับตัว

แน่นอนว่าเมื่อการเปลี่ยนแปลงของค้าปลีกเกิดขึ้นมากขนาดนี้ กลยุทธ์ของธุรกิจค้าปลีกย่อมต้องไม่เหมือนเดิม KKP Research ชี้ให้เห็นว่าหลังจากนี้สูตรสำเร็จ 3 ข้อที่เคยเป็นหัวใจของการค้าปลีกจะเปลี่ยนไป

  • ทำเลใกล้ผู้บริโภค ถูกแทนที่ด้วย การส่งสินค้าถึงบ้าน
  • ความน่าเชื่อถือของผู้ขาย ถูกแทนที่ด้วย คะแนนรีวิวและยอดขาย
  • ประสบการณ์หน้าร้าน ถูกแทนที่ด้วย online support

เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่อุตสาหกรรมค้าปลีกตรงๆ เท่านั้น แต่ยังนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่อุตสาหกรรมข้างเคียงของธุรกิจค้าปลีกอีกด้วย

  • ค้าปลีกและร้านอาหารขนาดใหญ่ที่มีหน้าร้าน อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ สื่อดั้งเดิม ถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาด
  • ธุรกิจคลังสินค้า บรรจุภัณฑ์ ขนส่ง และโฆษณาออนไลน์ จะเติบโตขึ้น

รัฐอยู่ตรงไหนของการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลของประเทศ?

เมื่อตลาด E-Commerce ของไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเติบโต KKP Reseach จึงวิเคราะห์ว่าภาครัฐสามารถเข้ามามีบทบาทสนับสนุนให้ภาคธุรกิจใหม่ให้เติบโตด้วยความมั่นคงได้ด้วยมาตรการด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบ เช่น

  • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับโลจิสติกส์และคลังสินค้า
  • สนับสนุนการชำระเงินออนไลน์และการจัดเก็บภาษีให้เป็นระบบและมีความโปร่งใส
  • ขยายตลาดค้าปลีกออนไลน์สู่ตลาดภูมิภาค โดยลดขั้นตอนและกฎระเบียบของการค้าข้ามพรมแดน

ท้ายที่สุดจะเห็นได้ว่าทิศทางของตลาด E-Commerce ไทย ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ผลักให้ธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมไปจนถึงธุรกิจอื่นๆ ต้องปรับตัวกันยกใหญ่เพราะภูมิทัศน์ของการค้าปลีกหลังจากนี้จะมีการค้าปลีกออนไลน์เข้ามาแย่งส่วนแบ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเริ่มต้นเติบโตได้อย่างมั่นคงแน่นอนว่าคงไม่พ้นรัฐที่จะต้องเข้ามาบทบาทสนับสนุนหลายๆ อย่าง เพื่อคว้าโอกาสใหม่ๆ จากทั้งในและนอกประเทศต่อไป

เข้าถึงรายงาน ‘ตีแผ่สมรภูมิ E-Commerce ไทย ตรงไหนคือโอกาส’ โดย KKP Researh ได้ ที่นี่

ที่มา – KKP Research โดยกลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ในอีก 5 ปี E-Commerce ไทยอาจโตได้มากกว่าเท่าตัว แล้วตรงไหนคือโอกาส? first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kkp-research-on-thai-ecommerce/

ผู้สูงอายุติดใจซื้อของออนไลน์ ลองใช้ App ครั้งแรกเพียบ – ข้อมูลจากผลวิจัยผู้บริโภคชาว ASEAN

หลังจากที่พวกเราต้องอยู่กับสถานการณ์ Covid-19 ที่ขึ้น ๆ ลง ๆ หรือช่วงหลังนั้นย่ำแย่จนยังไม่เห็นทางสว่าง สถานการณ์เช่นนี้เวลาปีกว่าได้บีบบังคับให้ผู้บริโภคต้องหาช่องทางเอาตัวรอดในฐานะผู้ซื้อ ซึ่งล่าสุดมีรายงานที่น่าสนใจเป็นอย่างมากว่า ผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียนทั้งหมดพากันปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์ม E-commerce ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุที่คโดยค่าเฉลี่ยแล้วเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงกว่ามาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการนั้นอาจได้ประโยชน์หากสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ได้

สถานการณ์ Covid-19 ที่ยังมองไม่เห็นตอนจบ บีบบังคับให้ผู้บริโภคทั่วอาเซียนปรับตัวเข้าหาการบริโภคผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเต็มรูปแบบ

ในขณะที่สถานการณ์โรคระบาด Covid-19 ในปัจจุบันนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นตอนไหน แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดีเอาเสียเลยต่อผู้คนทั้งโลก แต่ดูเหมือนจะมีวงการหนึ่งที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์เช่นนี้ไปเต็ม ๆ นั่นคือบรรดาแพลตฟอร์ม ธุรกิจและบริการบนโลกออนไลน์ทั้งหลายที่มีอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เหตุก็เพราะที่ผู้คนออกไปไหนไม่ได้ ยิ่งออกยิ่งอันตรายต้องช่วยกันอยู่บ้านหยุดเชื้อแบบนี้นี่แหละ และหนึ่งในธุรกิจดิจิทัลที่ได้รับอานิสงฆ์จากผู้บริโภคทั่วไปสูงที่สุดก็คือบรรดา E-commerce แพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์การบริโภคในชีวิตประจำวันที่ออกไปไหนไม่ได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน เสื้อผ้าหน้าผม ซื้อของเข้าบ้าน ยันเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์อิเล็คทรอกนิกส์ชิ้นใหม่เลยล่ะ

จากรายงานของ Bain & Co บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังของโลกร่วมกับ Facebook ทำการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของชาวอาเซียนกว่า 8,600 คนใน 6 ประเทศได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปนส์ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์และประเทศไทยในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาซึ่งสถานการณ์ Covid-19 เข้าสู่จุดวิกฤติกันอย่างทั่วถึง พบว่าผู้บริโภคกว่า 47% ลดการใช้จ่ายแบบ Offline ลงไปมากเพราะความไม่สะดวกและปลอดภัยจากการออกนอกบ้าน ในขณะที่ราว ๆ 30% นั้นให้ข้อมูลว่าพวกเขามีการซื้อขายแบบ Online เพิ่มขึ้นมากในช่วงเวลาเดียวกัน

ผลวิจัยชี้ 84% เริ่มใช้งาน Apps ใหม่ ๆ เป็นครั้งแรก ส่วนผู้ใหญ่ – สูงอายุปรับตัวได้ไวซื้อของออนไลน์กันเองเป็นแล้วแถมติดใจ

ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือผู้บริโภคชาวอาเซียน 42% ยอมรับว่าพวกเขาเริ่มเคยชินกับการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแบบออนไลน์แล้วหลังค้นพบว่ามันสะดวกสบายมาก ๆ ซึ่ง 84% จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดยังยอมรับอีกว่าพวกเขาพิจารณาที่อาจจะใช้วิธีการซื้อสินค้าออนไลน์ต่อไปแม้มาตรการ Lockdown หรือสถานการณ์โควิดจะจบลงแล้วก็ตามเพราะด้วยรูปแบบการบริโภคสินค้าจากที่บ้าน หรือ “At-home Consumption” นั้นอาจช่วยให้พวกเขาสะดวกสบายไม่ต้องออกไปข้างนอกบ่อย ๆ

สำหรับเทรนด์ในแง่การเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์นั้น รายงานฉบับนี้พบความน่าสนใจเป็นพิเศษว่าผู้บริโภคอายุช่วง 45 – 54 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงพิเศษแต่ไม่เคยได้ให้ความสำคัญกับการซื้อขายบนโลกดิจิทัลมากนัก ปัจจุบัน 78% ของคนกลุ่มนี้เริ่มเปิดใจลอง Apps และบริการออนไลน์เป็นครั้งแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นกลุ่มกำลังซื้อสูงสุด ๆ อย่างวัยใกล้เกษียณ 55+ นั้นได้เผยด้วยว่าพวกเขาพิจารณาที่จะซื้อสินค้าและบริการออนไลน์มากขึ้นไปอีกเช่นกัน แม้ว่า Covid-19 จะจบลงแล้วก็ตามหลังจากติดใจความสะดวกสบายซึ่งอาจเป็นสิ่งที่วัยของพวกเขาค้นหานั่นเอง

วิกฤติคือโอกาสมีอยู่จริง ! สำหรับผู้ประกอบการหลายกลุ่มหากปรับตัวสู่โลกออนไลน์อย่างเหมาะสม

จากการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการซื้อขายบนโลกออนไลน์ของผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียนของเรา ชี้ให้เห็นถึงโอกาสใหม่ในวิกฤติโรคระบาดที่ผู้ประกอบการหน้าเก่า – หน้าใหม่อาจพอจะมีช่องทางให้อยู่รอดได้ หรืออาจถึงขั้นพาให้ธุรกิจน้อยใหญ่เติบโตสวนกระแสในช่วงเวลาแบบนี้ได้เลย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจใด ๆ ก็ได้ที่ปรับตัวมาค้าขายออนไลน์จะอยู่รอดเสมอไป ขึ้นอยู่กับจังหวะและความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจด้วย ที่สำคัญทั้งบริษัทผู้จัดทำแบบสำรวจ และพวกเราเองก็ขอยืนยันแบบเดียวกับคนทั้งโลกว่าสถานการณ์โรคระบาดนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากกว่าดีอย่างแน่นอน

อันที่จริงแล้วมีการสำรวจความคิดเห็นจากฝั่งผู้ประกอบการชาวอาเซียนในกลุ่ม 6 ชาติเดียวกัน โดยเจ้าของแพลตฟอร์มอย่าง Lazada เป็นผู้จัดทำดัชนีความเชื่อมั่นด้าน Digital Commerce ซึ่งมีข้อสรุปที่น่าสนใจมากว่า ผู้ประกอบการกว่า 52% บนแพลตฟอร์มของพวกเขามียอดขายออนไลน์ที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญตลอดครึ่งแรกของปี 2021 ในขณะที่ราว 70% เชื่อว่าพวกเขาสามารถมีผลประกอบที่ดีขึ้นไปอีกในไตรมาสหน้านี้ได้ในระดับ 10 – 30% เลยทีเดียว โดยกลุ่มธุรกิจที่โดดเด่นบนโลกออนไลน์ได้แก่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อิเล็คทรอนิกส์ และสินค้าแฟชั่น

ผู้บริโภคชาวอาเซียนเปิดรับสินค้า แบรนด์ และบริการใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ จุดเด่น สิทธิประโยชน์ และความน่าเชื่อถือโดยไม่สนใจว่าต้องเป็นแบรนด์ดั้งเดิมแต่อย่างใด สิ่งสำคัญที่สุดคือกลยุทธ์ด้านคุณค่าในราคาที่จ่าย

อีกประเด็นสำคัญของเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าและบริการใหม่ ๆ บนโลกออนไลน์ของผู้บริโภคชาวอาเซียน ที่ชาวเน็ตประเทศไทยก็น่าจะเป็นเหมือนกัน คือ “ผู้บริโภคบนโลกออนไลน์กำลังมองหาคุณค่าที่สูงที่สุดในราคาที่จ่าย โดยไม่ได้ยึดติดว่าต้องเป็นสินค้าหรือบริการที่ถูกที่สุดเสมอไป แต่หมายความว่าต่อให้มันเป็นสินค้าที่มีราคาสูง หากนำเสนอความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์และมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคได้ พวกเขาก็พร้อมจ่าย” นั่นเอง

เจ้าของแพลตฟอร์มล้วนเป็นรายใหญ่และต่างชาติ ยังคงเป็นข้อสังเกตที่ภาครัฐและเอกชนในภูมิภาคอาเซียนต้องร่วมกันผลักดัน

ถึงแม้ว่าจากผลการศึกษาชุดนี้จะแสดงให้เห็นโอกาสไม่มากก็น้อยสำหรับบรรดาผู้ประกอบรายเล็ก – ใหญ่ที่กำลังเร่งปรับตัวเข้าสู่วิธีการใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเพื่อให้อยู่รอดหรือเพื่อให้ธุรกิจยังสามารถเติบโตไปได้อีกซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดีนั้น ก็มีข้อสังเกตเล็ก ๆ ในภาพรวมที่ทั้งภาครัฐและนโยบายของภูมิภาคอาเซียนของเราอาจจะต้องระวังให้ดีนั่นคือ การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม หรือนวัตกรรมการบริโภคออนไลน์ ที่เป็นของภูมิภาคเรา ยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัดมาก ๆ โดยที่ยังพอเห็นบ้าง จะมาจากตลาดฝั่งอินโดนีเซียที่ตลาดใหญ่พอจะสร้างระบบนิเวศน์ของตัวเองขึ้นมาได้

หากดูความนิยมในประเทศไทยเราเป็นตัวอย่าง ถือเป็นกรณีศึกษาที่ค่อนข้างชัดเจนในตัวเลยว่าบริการออนไลน์เพื่อการบริโภคที่มีลักษณะแบบ Content-based (แพลตฟอร์มสนับสนุนการซื้อ – ขายโดยใช้เนื้อหานำ) อย่างเช่น Facebook – Instagram – Line เจ้าของเทคโนโลยีก็จะมาจากชาติตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก หรือไม่ก็ญี่ปุ่น (เกาหลี) ในกรณีของ Line เป็นต้น ส่วนบริการออนไลน์เพื่อการบริโภคประเภท Market-based (แพลตฟอร์มที่ใช้ตลาดเป็นตัวนำ) อย่างเช่น E-commerce ชื่อดังต่าง ๆ ไม่ว่าจะ Shopee – Lazada นั้นก็มีเจ้าของที่แท้จริงมาจากชาติมหาอำนาจอย่างนักลงทุนชาวจีนเป็นหลักเช่นกัน

ถึงแม้ว่าชาวเน็ตอาเซียนทั้งผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากศักยภาพของแพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้ปรับตัวได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และผู้ประกอบการเองก็โยกย้าย ปรับวิธีการ หาช่องทางได้ง่ายเพื่อการอยู่รอดของธุรกิจได้เป็นอย่างดี แต่ปัญหาการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มจากนอกกลุ่มอาเซียนนั้นอาจนับเป็นโจทย์สำคัญสำหรับทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องเข้ามาจัดการ หากต้องอาศัยแพลตฟอร์มและวิธีการแบบนี้ต่อไปในระยะยาวอาจจะมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพได้ และยังไม่นับรวมปัญหาในระยะสั้น (ปัจจุบัน) ที่ภาครัฐเองก็เริ่มจะมีปัญหาจากการที่แพลตฟอร์มต่างชาติเหล่านี้ เข้ามากวาดรายได้ไปอย่างมหาศาลแต่กลับไม่สามารถจัดเก็บภาษีเข้าประเทศได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสียเท่าไหร่อีกด้วย

 

 

อ้างอิง: Bain & Company | Lazada Insider

from:https://droidsans.com/covid-19-changing-sea-consumer-to-ecommerce/