คลังเก็บป้ายกำกับ: DRM

Xbox Series X|S เลิกบังคับเล่นแผ่น Xbox One ต้องต่อเน็ต ใส่แผ่นเล่นแบบออฟไลน์ได้แล้ว

Xbox Series X|S รองรับการเล่นแผ่นเกมจาก Xbox One มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่ผ่านมาจำเป็นต้องต่อเน็ตเพื่อตรวจสอบ online compatibility check ก่อนเสมอ ถือเป็นกระบวนการตรวจสอบสิทธิ (DRM) แบบหนึ่ง

ล่าสุด Eden Marie วิศวกรของไมโครซอฟท์ยืนยันว่าตั้งแต่อัพเดตเวอร์ชัน 2206 ที่ออกช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ได้ปรับเอา online compatibility check ออกไปสำหรับแผ่นเกมจำนวนมาก (vast majority) โดยอิงจากฐานข้อมูลของไมโครซอฟท์เองว่าเกมใดไม่จำเป็น แต่บางเกมถึงแม้ไม่ต้องตรวจสอบสิทธิแล้ว อาจยังจำเป็นต้องต่อเน็ตเพื่ออัพเดตเวอร์ชันของเกมก่อน

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้คนที่มีแผ่นเกม Xbox One อยู่แล้ว สามารถใส่แผ่นแล้วเล่นได้เลยโดยไม่ต้องต่อเน็ตใดๆ กลับสู่ยุคคอนโซลแบบเก่าอีกครั้ง

No Description

ที่มา – Gamespot

from:https://www.blognone.com/node/130596

Deathloop คะแนนรีวิวดี แต่ผู้เล่นบน Steam รีวิวถล่มเพราะปัญหาประสิทธิภาพ DRM

Deathloop เป็นเกมดังเกมล่าสุดที่ได้รับคะแนนรีวิวจากนักวิจารณ์สูง (บางสำนักให้ 10/10 ส่วนคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 88/100 บน Metacritic) แต่ถูกแฟนๆ รีวิวถล่มบน Steam ด้วยเหตุผลเรื่องประสิทธิภาพและ DRM (คะแนนรีวิวบน Steam ปัจจุบันอยู่ที่ 71% ขยับขึ้นมาจากวันแรกๆ ที่อยู่ราว 60 กว่าเปอร์เซ็นต์)

Deathloop เป็นเกมยิง FPS ที่มีแนวคิดเรื่อง time loop พัฒนาโดย Arkane Studios ในเครือ Bethesda (ผลงานเก่าคือซีรีส์ Dishonored) ลง 2 แพลตฟอร์มคือ PS5 (เป็นสัญญาเอ็กซ์คลูซีฟตั้งแต่ก่อนไมโครซอฟท์ซื้อ Bethesda) และพีซี

ปัญหาของเกมอยู่ที่เวอร์ชันพีซี เมื่อผู้เล่นพบว่ามีปัญหาประสิทธิภาพและเฟรมเรต แม้ใช้พีซีที่สเปกค่อนข้างแรงแล้วก็ตาม ส่วนสาเหตุของปัญหาก็เป็นเรื่องเดิมๆ คือระบบป้องกันสิทธิ DRM จาก Denuvo ที่เคยสร้างประเด็นขัดแย้งมาแล้วมากมาย (ข่าวเก่าเรื่อง Resident Evil Village, FFXV และ Doom Eternal)

ประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกม โดยเฉพาะบนพีซี มักส่งผลกระทบต่อยอดขายเกมที่ช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์แรกๆ เป็นช่วงกอบโกยยอดขาย จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรดาค่ายเกมต้องใส่ DRM เข้ามาป้องกันไว้ก่อน แต่ในบางกรณีอย่าง Doom Eternal นักพัฒนาก็ยอมถอด DRM ออกไปในช่วงหลังตามเสียงเรียกร้องของผู้เล่น

ที่มา – GameRant

from:https://www.blognone.com/node/124825

Ubisoft ปิดเซิฟเวอร์ DRM ทำเกม Might & Magic X: Legacy เล่นไม่ได้ แถมลบเกมจากสโตร์หลังแฟนๆ โวย

Ubisoft ปิดบริการออนไลน์ของเกมเก่าหลายเกม เมื่อวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งการปิดบริการออนไลน์นี้ ทำให้ระบบ DRM (Digital Rights Management) ตรวจสอบสิทธิ์แบบออนไลน์ว่าเกมที่ผู้เล่นกำลังเล่นเกมที่เป็นของแท้อยู่ ใช้งานไม่ได้ ทำให้ผู้เล่น เล่นเกมเก่าบางเกม เช่น Might & Magic X: Legacy ที่ออกในปี 2014 ต่อไม่ได้

แม้จะมีผู้เล่นหาวิธีแก้ไฟล์ LevDialog.xml ในโฟลเดอร์ Steam ของเกมเพื่อให้เล่นต่อได้หลังมีการเช็คสิทธิ์หลังจบบทแรกของเกม แต่ผู้เล่นก็ยังไม่สามารถเล่นภาคเสริม The Falcon & The Unicorn ได้อยู่ดี มิหนำซ้ำ Ubisoft ยังขายเกมนี้บน Steam และ Ubisoft Store ต่อไป ท่ามกลางเสียงก่นด่าของผู้เล่น

ล่าสุดแทนที่ Ubisoft จะแก้ปัญหาเรื่องเซิร์ฟเวอร์ DRM แต่กลับใช้วิธีลบเกมออกไปจากหน้าร้านค้า Steam และหน้า Ubisoft Store แทน ทำให้ผู้เล่นยิ่งส่งเสียงก่นด่าดังขึ้นไปอีก บางคนถึงกับสัญญาว่าจะไม่ซื้อเกม Ubisoft อีกแล้วเลยทีเดียว เพราะเหมือนโดนทิ้งความรับผิดชอบไปดื้อๆ

No Description

DRM เป็นระบบเจ้าปัญหามายาวนาน เพราะทำให้ผู้เล่นที่เล่นของแท้ต้องประสบปัญหาหากเซิฟเวอร์ที่ใช้เช็คสิทธิ์ในการเล่นถูกปิด แถมบางระบบเช่น Denuvo อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพเกมอีกด้วย ในขณะที่ผู้เล่นเถื่อน ก็ยังสามารถแฮกระบบได้หลังจากเกมออกไปแล้วระยะหนึ่ง และเล่นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเซิฟเวอร์เช็คสิทธิ์จะถูกปิด บริษัทจัดจำหน่ายเกม คงต้องพัฒนาและปรับปรุงวิธีตรวจสอบสิทธิ์กันต่อไป

ที่มา – Eurogamer via Kotaku

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/123587

Crash Bandicoot 4 ออกเวอร์ชันพีซี บังคับต่อเน็ตเพื่อเช็ค DRM, โดนแคร็กแล้ว

เมื่อกลางปีที่แล้ว Activision ออกเกม Crash Bandicoot 4: It’s About Time บนแพลตฟอร์มคอนโซลเจนก่อน (PS4, Xbox One) มาถึงเดือนนี้ Crash Bandicoot 4 ออกเวอร์ชันคอนโซลเจนใหม่ (PS5, Xbox Series X) และพีซี

ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่เวอร์ชันพีซี ที่ต้องซื้อผ่าน Battle.net ของ Activision Blizzard เท่านั้น แถมยังบังคับต่อเน็ตตลอดเวลาด้วยเหตุผลเรื่อง DRM (ตัวเกมเป็นเกมออฟไลน์ที่ไม่ต้องใช้เน็ตแต่อย่างใด) ในขณะที่เวอร์ชันคอนโซลไม่มีข้อบังคับเรื่องต่อเน็ตแบบเดียวกันนี้

การบังคับต่อเน็ตย่อมทำให้แฟนๆ เกมไม่พอใจ แถมยังมีจังหวะเซิร์ฟเวอร์ Battle.net ล่มชั่วคราว ทำให้เข้าเกมไม่ได้อีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ มีกลุ่มแคร็กเกมชื่อ Empress ระบุว่าสามารถแคร็ก Crash 4 เพื่อตัดระบบเช็คการต่อเน็ตได้แล้วด้วย

No Description

ที่มา – PCGamer, Ars Technica

from:https://www.blognone.com/node/121910

id Software ยอมถอด Denuvo ซอฟต์แวร์ DRM ออกจาก Doom Eternal แล้ว

ราวสัปดาห์ที่แล้ว id Software ได้เพิ่ม Denuvo ซอฟต์แวร์ DRM เข้าไปในตัวเกม Doom Eternal ซึ่ง Denuvo ก็ขึ้นชื่อเรื่องการเพิ่มภาระของตัวเครื่องอยู่แล้ว และก็แน่นอนว่าส่งผลต่อประสิทธิภาพของ Doom Eternal ตามมา จนทำให้ตัวเกมถูกถล่มด้วยรีวิวเชิงลบบน Steam

ล่าสุด id Software ผู้พัฒนายอมถอด Denuvo ออกจากตัวเกมแล้วในอัพเดตครั้งต่อไป พร้อมระบุว่าอย่างน้อย ๆ จะยอมให้ผู้เล่นที่เล่นเนื้อเรื่องออฟไลน์ไม่จำเป็นต้องมีโปรแกรมป้องกันการโกง รวมถึงยืนยันว่าโปรแกรมป้องกันโกงตัวหน้าจะต้องตรงกับความคาดหวังของผู้เล่น

Marty Stratton ผู้กำกับบริหารของเกมยืนยันด้วยว่า ปัญหาประสิทธิภาพของตัวเกมที่ผู้เล่นเจอ ไม่ได้เกิดจาก Denuvo แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโค้ดในการจัดการพื้นที่ VRAM ซึ่งจะถูกแก้ไขในอัพเดตถัดไป

ที่มา – r/Doom via Polygon

from:https://www.blognone.com/node/116474

นักวิจัยแครก Widevine L3 สำเร็จ, ดูดสตรีม MPEG ออกมาเล่นข้างนอกได้

David Buchanan นักวิจัยความปลอดภัย ประกาศความสำเร็จในการแครก Widevine L3 ซอฟต์แวร์จัดการ DRM ที่ฝังอยู่ในแอนดรอยด์และ Chrome เพื่อรองรับการเล่นไฟล์เข้ารหัส จากบริการสตรีมมิ่งต่างๆ เช่น Netflix, HBO, หรือ PrimeVideo

Buchanan ระบุว่าการอิมพลีเมนต์กระบวนการ AES-128 ของ Widevine L3 มีช่องโหว่ Differential Fault Analysis ที่เปิดทางให้แฮกเกอร์สังเกตพฤติกรรมของตัวถอดรหัสเมื่อผู้โจมตีใส่ข้อมูลที่ผิดพลาดเข้าไป และสามารถกู้คืนกุญแจเข้ารหัสกลับมาได้ในที่สุด ทำให้สามารถดูดสตรีมออกมาเล่นข้างนอกอุปกรณ์ได้

อย่างไรก็ดี Widevine L3 นั้นเป็นระดับการถอด DRM ต่ำสุดของทาง Widevine บริการต่างๆ มักรองรับเฉพาะสตรีมคุณภาพต่ำเท่านั้น ตัวซีพียูที่ใช้ถอดรหัสเองก็ไม่ต้องมี Trusted Execution Environment (TEE) แต่อย่างใด การแครกสตรีมที่ L3 ได้สำหรับผู้ให้บริการเองคงไม่ใช่ความเสี่ยงที่เกินคาดนัก โดยสตรีมคุณภาพสูงมักต้องการ Widevine L1 ที่การประมวลผลข้อมูลสตรีมทั้งหมดต้องทำใน TEE เท่านั้น

ที่มา – @David3141593, ZDNet

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/107363

อธิบาย Widevine DRM กว่าจะได้ L1 เพื่อดู Netflix HD ต้องเสียเงินเท่าไหร่?

Widevine DRM หรือ Widevine Digital Right Management น่าจะเริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่มีการพบว่า Pocophone และมือถือจีนอีกหลายรุ่นหลายยี่ห้อ (vivo, OPPO, Xiaomi) ไม่สามารถดู Netflix ที่ความละเอียดสูงได้ เนื่องจากติด DRM ที่เป็นตัวป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้เกิดความหงุดหงิดสำหรับคนที่อยากดูหนังดูซีรีย์แบบเต็มความละเอียดพอสมควร วันนี้เลยจะมาอธิบายเพิ่มเติมอีกหน่อยถึง Widevide DRM และการได้สิทธิ์ L1 มาใช้งานนั้น ต้องเสียอะไรเท่าไหร่

เรื่อง Widevide DRM นี้พี่พัดได้มีการอธิบายแบบคร่าวๆไปแล้วรอบนึงนะครับ อันนี้จะมาลงลึกกันอีกหน่อยให้เข้าใจกันมากขึ้น ใครอยากอ่านโหมดที่ง่ายๆหน่อยแนะนำอ่านของพี่พัดนะ ส่วนบทความนี้จะมีความยากขึ้น ศัพท์เทคนิคมากขึ้นหน่อย โดยอ้างอิงรายละเอียดจากทาง Android Authority ที่เคยเขียนเรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่เมื่อคราว OnePlus 5T มีปัญหาเมื่อปลายปีที่ผ่านมานั่นเอง

Widevine ทำงานอย่างไร?

Widevine ได้ทำการปกป้องเนื้อหาที่ถูกสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ตไปเล่นบนอุปกรณ์ต่างๆของผู้ใช้โดยใช้วิธีตามมาตรฐานของอุตสาหกรรมทั้ง CENC encryption, licensing key exchange และ adaptive streaming quality ซึ่งวิธีเหล่านี้ทำให้ผู้ให้บริการ เช่น Netflix, Amazon สามารถสตรีมข้อมูลภาพและเสียงความละเอียดสูงหรือต่ำโดยอ้างอิงจากระบบรักษาความปลอดภัยของเครื่องฝั่งรับได้ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการขโมยไฟล์จากเครื่องฝั่งรับ หากมีระดับความปลอดภัยไม่ถึงเกณฑ์ก็จะสามารถรับภาพที่ความละเอียดต่ำได้เท่านั้น โดยทาง Widevine จะแบ่งระดับความปลอดภัยออกเป็น 3 ระดับคือ L3, L2, และ L1​ และตัวที่ได้รับ L1 เท่านั้นถึงจะสามารถสตรีมวิดีโอความละเอียดสูงได้นั่นเอง

และเพื่อให้ได้ความปลอดภัยระดับ L1 เนื้อหาภาพและเสียงทั้งหมดจะต้องถูกประมวลผล เข้ารหัส และควบคุมภายใต้ TEE (Trusted Execution Environment) ของ processor หรือใช้ระดับฮาร์ดแวร์ในการประมวลผล เพื่อป้องกันการคัดลอกไฟล์เนื้อหา โดยชิปเซทที่ใช้ ARM Cortex-A (มือถือแทบทุกรุ่นในท้องตลาดในปัจจุบัน) จะมีการใช้ TrustZone เทคโนโลยีด้วยกันทั้งหมด แบ่งฮาร์ดแวร์ที่อนุญาตให้ OS ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Android) สร้าง TEE สำหรับ DRM หรือแอปอื่นๆที่ต้องการความปลอดภัยได้

ส่วนระดับ L2 ต้องการเพียงการเข้ารหัสแต่การประมวลผล video ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ภายใต้ TEE ซึ่งถ้ามีใครได้ระดับนี้ไปก็น่าจะไม่สามารถดูเนื้อหาที่ติด DRM ได้อยู่ดี

และระดับ L3 จะเป็นพวกอุปกรณ์ที่ไม่มี TEE หรือการประมวลผลวิดีโออยู่นอก TEE ไปเลยตามที่เห็นๆกันในมือถือจีนปัจจุบัน

ใครเอา Widevine ไปใช้ได้ และมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?

ปัจจุบันเราจะเห็นสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์และแท็บเลตรองรับ Widevine ที่ระดับ L1 และ L3 ซึ่งหลายคนก็สงสัยถึงเหตุผลว่าทำไมแบรนด์ต่างๆไม่ทำอุปกรณ์ของตนให้รองรับ Widevine L1 โดยคาดการณ์ว่าเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียให้กับทาง Widevine แต่ตรงนี้ทาง Android Authority ได้หาข้อมูลมาแลบอกว่า Widevine ไม่ได้คิดค่าไลเซนส์ใดๆในการเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ ขอเพียงแค่เอาเครื่องมาทำการตรวจสอบและเซ็นสัญญาข้อตกลงทางกฎหมาย เพิ่มไลบรารี่บางส่วนเข้าไปในเฟิร์มแวร์ และระบบตรวจสอบอื่นๆ แค่นี้ก็พร้อมที่จะเปิดสิทธิ์ให้สามารถใช้งานได้ทันที ซึ่งเค้าก็บอกว่าขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย รวมถึงชิปเซตต่างๆของแอนดรอยด์ในปัจจุบันก็รองรับหมดแล้ว เหตุผลเดียวที่เครื่องหลายรุ่นไม่รองรับก็คือไม่ยอมส่งเข้าไปตรวจสอบแค่นั้นเอง โดยเหตุที่มือถือจีนเป็นหนักๆก็อาจจะเพราะ Netflix ไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก เลยไม่ได้ซีเรียสในการส่งเข้าไปตรวจสอบ ต่างจากอินเตอร์แบรนด์หลายยี่ห้อที่ทำมารองรับทั้งหมด แต่เมื่อไหร่แบรนด์ใดเริ่มจะบุกตลาดต่างประเทศจริงจัง เช่น Huawei และ OPPO ที่เริ่มลุยยุโรปแล้ว ก็จะเริ่มส่งเข้าไปตรวจสอบแล้วนั่นเอง

Widevine ไม่คิดค่า License ใครก็ขอใช้ได้ฟรี แค่ส่งเครื่องเข้าไปขอรับรองเท่านั้น

ก็หวังว่าบทความนี้น่าจะพอทำให้กระจ่างกันมากขึ้นถึงเหตุผล ที่มาที่ไปของการดู Netflix แล้วภาพไม่ละเอียดระดับ HD และ Widevine มีหน้าที่อะไรบ้าง ทำไมเราถึงต้องรู้จักมันนะครับ และหวังว่าสมาร์ทโฟนจากจีนในปีหน้าจะรองรับ Widevine นี้กันหมดเรียบร้อยครับ 🙂

 

ที่มาของข้อมูล Android Authority และ ARM

from:https://droidsans.com/how-much-widevine-drm-l1-costs/

ตรวจสอบมือถือที่รองรับ Netflix HD (Widevine DRM L1)

เป็นประเด็นและเกิดความสงสัยกันมากมายถึงการรองรับ Widevine DRM L1 เพื่อดู Netflix ที่ความละเอียดสูง หลังจากพบกันว่ามือถือจีนหลายรุ่นไม่รองรับทำให้ต้องดู Netflix ที่ระดับ SD เท่านั้น ซึ่งหลายคนก็สงสัยและอยากรู้ว่ามือถือที่ตัวเองใช้อยู่ หรือเล็งที่จะซื้ออยู่นั้นรองรับตัวนี้หรือไม่ วันนี้เราเลยจะขอรวบรวมข้อมูลที่เพื่อนๆแจ้งมาว่าเครื่องไหนรองรับ Widevine DRM ที่ Level อะไรกันบ้างเอาไว้ใช้อ้างอิงนะครับ

แบรนด์ที่ไม่มีปัญหาเรื่อง Widevine DRM

  • Apple
  • Samsung
  • Sony
  • Google Pixel

แบรนด์ที่มีปัญหาเรื่อง Widevine DRM

Huawei

Huawei รุ่นที่รองรับ L1
Huawei Mate 10 Pro
Huawei P20 / P20 Pro
Huawei Nova 3 / 3i
และรุ่นหลังจากนี้น่าจะได้หมดแล้ว

ตัวที่รองรับเพียง L3
Huawei Mate 9
Huawei P10
และรุ่นที่ออกมาก่อนหน้านี้

Honor

Honor รุ่นที่รองรับ L1
Honor 10
Honor Play

ตัวที่เหลือทั้งหมดน่าจะรับเพียง L3 รออัพเดทเพิ่มเติม

OPPO

OPPO รุ่นที่รองรับ L1
Find X

ตัวที่เหลือทั้งหมดน่าจะรับเพียง L3 รออัพเดทเพิ่มเติม

OnePlus

OnePlus รุ่นที่รองรับ L1
OnePlus 6

ตัวที่เหลือทั้งหมดน่าจะรับเพียง L3 รออัพเดทเพิ่มเติม

Nokia

Nokia รุ่นที่รองรับ L1
Nokia 7 Plus

รออัพเดทเพิ่มเติม

Xiaomi

Xiaomi รุ่นที่รองรับ L1
Xiaomi ยังไม่มีตัวไหนที่รองรับ

vivo

vivo รุ่นที่รองรับ L1
vivo ยังไม่มีตัวไหนที่รองรับ

คร่าวๆจะเป็นประมาณนี้ก่อนนะครับ เครื่องไหนแบรนด์ใดที่เราตกหล่นไปสามารถแจ้งกันเข้ามาเพิ่มเติมได้เลยนะครับ ลิสต์นี้เราสร้างจากเพื่อนๆที่ช่วยกันส่งข้อมูลมากัน สำหรับใครที่ต้องการตรวจสอบมือถือของตัวเองว่ารองรับอะไรอยู่นั้น สามารถโหลดแอป DRM Info มาตรวจสอบได้ และอย่าลืมเอามาแจ้งให้เราอัพเดทตารางเพิ่มเติมด้วยล่ะ

DRM Info (Free, Google Play) →

from:https://droidsans.com/check-netflix-hd-support-widevine-l1/

มือถือสเปคเรือธง Pocophone F1 ทำไมดูหนังภาพไม่ชัด ไม่ HD ? รู้จักการเข้ารหัส Widevine และ DRM ต่างๆ

ปัจจุบันมือถือมีหน้าจอใหญ่ขึ้นมากจากเดิมแค่ไม่เกิน 4 นิ้ว ตอนนีอย่างต่ำก็ต้องมี 5-6 นิ้วขึ้นไปกันแล้ว ทำให้การรับชมภาพยบนตร์ต่างๆ บนมือถือนั้นมีความคมชัดและเต็มตามากขึ้น โดยเฉพาะบริการสตรีมมิ่งต่างๆ นั้นสามารถรับชมได้ในระดับ Full HD (หรือ 4K ในบางรุ่น) ซึ่งหน้าจอนั้นความละเอียดถึงแน่ๆ ชิปเซ็ตก็แรงสุดๆ แต่ทำไมถึงดูหนังจาก Netflix แล้วภาพไม่ชัด ซึ่งหนึ่งในรุ่นที่ประสบปัญหานี้ก็คือ Pocophone F1

แน่นอนว่าปัญหานี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชิปเซ็ตอะไรเลยครับ แต่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องการเข้ารหัสของระบบลิขสิทธ์หรือ DRM นั่นเอง ซึ่งผู้ให้บริการดูหนังรายต่างๆ ก็จะเลือกใช้บริการจากหลายๆ ค่ายแตกต่างกันไปอย่าง iflix เลือกใช้ Bitmovin, Viu ใช้ Verimatrix, Clearkey ของ Google Chrome และ Netflix / Amazon Prime ใช้ Widevine ซึ่งเจ้าตัวนี้แหละที่กำลังเป็นประเด็นกับมือถืออย่าง Pocophone F1 ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่รุ่นเดียว แต่กระทบกับมือถือหลายรุ่น โดยเฉพาะแบรนด์จีน

สเปคแรง แต่รองรับ Winevine L3 ก็ดูได้แค่ความละเอียด SD 480p

ไม่ว่าจะใช้ชิป Snapdragon รุ่นแรงแค่ไหน จอคมชัดเท่าไหร่ แต่หากไม่มี DRM ที่รองรับก็ไม่สามารถเล่นหนังให้ชัดได้แน่นอน โดย Pocophone F1 นั้นรองรับ DRM Winevine L3 ซึ่งเป็นขั้นต่ำสุด หากดูหนังผ่าน Netflix และ Amazon Prime Video ที่ใช้ Winevine นั้นจะเล่นได้แค่คยวามละเอียด 480p ซึ่งรวมถึงการดาวน์โหลดมาดูแบบออฟไลน์ด้วย หากอยากจะชมภาพยนตร์ที่ความละเอียดสูง HD ขึ้นไป อุปกรณ์ต้องรองรับ Winevine L1

นอกจาก Pocophone F1 แล้ว รุ่นไหนเจอปัญหาอีกบ้าง

ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งมาเกิดกับ Pocophone F1 แต่จริงๆ เป็นการค้นพบในช่วงปลายปีที่แล้วว่ามือถือจากจีนหลายๆ รุ่นนั้นไม่รองรับการเข้ารหัส DRM Winevine L1 ซึ่งมีตั้งแต่ OnePlus, ZTE และ Huawie ซึ่งทั้ง OnePlus และ Huawei ตอนนี้ก็ได้มีการพยายามแก้ไขในเรื่องนี้ และรุ่นรหลังๆ ก็รองรับ Winevine L1 แล้ว

DRM Info (Free, Google Play) →

ส่วนรุ่นใหม่ๆ ที่ลองใช้แอป DRM Info เช็คดูนั้นก็มีทั้ง Xiaomi Mi 8, OPPO F9, vivo V11 และคาดว่าน่าจะมีอีกหลายๆ รุ่น ซึ่งทั้งหมดนี้หน้าจอความละเอียด Full HD+ แต่รองรับแค่ Winevine L3 ก็จะดูได้แค่ความละเอียด SD เท่านั้น

ดู Netflix ไม่ชัด แล้วกระทบ YouTube ด้วยไหม

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่ามันมี DRM หลายแบบ ซึ่งของเจ้าอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้ Winevine ก็จะไม่มีปัญหา เช่น YouTube, iFlix, viu บริการพวกนี้ก็ยังดูได้คมชัดระดับ HD ตามสเปค และตามความละเอียดหน้าจอ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

วิธีแก้ไขทำอย่างไร อัพเดทช่วยได้หรือเปล่า

การแก้ไขนั้นไม่ง่ายและก็ไม่ยาก เนื่องจากมันสามารถอัพเดทการเข้ารหัสจาก L3 เป็น L1 ได้ครับ แต่เราอาจจะไม่สามารถทำเองได้ เพราะกรณีของ OnePlus 5 / 5T นั้นก็เคยมีการแก้ปัญหาไปแล้ว แต่เป็นการส่งเครื่องไปอัพเดทกับทาง OnePlus โดยตรง เพราะการเข้ารหัสระดับ L1 นั้นมี hardware เป็นตัวควบคุมอยู่อีกชั้น ไม่สามารถแก้ไขได้เอง

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็น่าจะเข้าใจเรื่องของ DRM กันมากขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้วมือถือในปี 2017 – 2018 นั้นน่าจะรองรับการเล่นวิดีโอแบบ HD กันหมดแล้ว แต่ทำไมถึงไม่นำเครื่องไปตรวจสอบและทำให้มันรองรับการถอดรหัส Winevine L1 กันให้เสร็จตั้งแต่แรก ก็หวังว่ากรณีของ Pocophone F1 ที่เป็นข่าวในรอบนี้ก็น่าจะช่วยให้เหล่าบรรดาค่ายต่างๆ หันมาสนใจเรื่องนี้กันมากขึ้น

 

source : xda

from:https://droidsans.com/pocophone-f1-drm-winevine-l3-issue/

ผลการทดสอบ FFXV เวอร์ชันแคร็กยืนยัน ซอฟต์แวร์ DRM ส่งผลต่อการแสดงผลเกม

ในวงการเกมเมอร์ มีการพูดถึงกันมาตลอดว่าซอฟต์แวร์ป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ (DRM) อย่าง Denovu นั้นส่งผลต่อการแสดงผลของเกมไม่มากก็น้อย ซึ่งทาง Denovu เองก็ปฏิเสธมาโดยตลอด ทว่าการทดสอบ FFXV เวอร์ชันพีซีล่าสุดช่วยตอกย้ำประเด็นนี้ได้อีกครั้ง

เว็บไซต์ DSOGaming ได้จับเอา FFXV เวอร์ชันที่ถูกแคร็กและเวอร์ชัน Steam ที่มี Denovu รันอยู่มาทดสอบบนเครื่องเดียวกัน ปรับ setting เหมือนกัน ปรากฎว่าเวอร์ชัน Steam ใช้เวลา 30 วินาทีในการรันครั้งแรก ตัวเกมถึงจะรันขึ้นมา ขณะที่เวอร์ชันแคร็กใช้เวลา 3 วินาที ส่วนการรันครั้งที่สอง เวอร์ชัน Steam ใช้เวลา 8 วินาที ส่วนเวอร์ชันแคร็กใช้เวลาเท่าเดิม

alt="85655dca0526df525d0f3f3b5e0a336f224e0571"

เช่นเดียวกับเวลาตอนโหลดแผนที่หรือประสิทธิภาพในการแสดงผลของเกมโดยรวม ที่เวอร์ชันที่ไม่มี Denovu แสดงผลออกมาได้ดีกว่า เฟรมเรทมากกว่า มีปัญหากระตุกน้อยกว่า และเล่นได้ต่อเนื่องโดยที่ประสิทธิภาพการแสดงผลแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับผลทดสอบกับเกม Doom ก่อนหน้านี้ที่เวอร์ชันที่ไม่มี Denuvo แสดงผลได้ดีกว่า

ปัญหานี้อาจเกิดจากการ implement หรือไม่ก็เวอร์ชันของ Denuvo ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าการอัพเดตแพทช์จาก Square Enix ในอนาคตจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ทั้งนั้นทาง Blognone ก็ยังคงสนับสนุนการใช้งานซอฟต์แวร์และเกมที่ถูกลิขสิทธิ์เช่นเดิมครับ

ที่มา – DSOGaming

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/100592