คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

สายกราฟิกต้องรู้! 10 เทรนด์ Graphic Design ปี 2023

เรื่องของการออกแบบยังคงเป็นเทรนด์สำคัญในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้สวยงามและดึงดูดผู้ใช้งานให้รู้สึกว่าแบรนด์ของเรามีความสนุกสนานและน่าสนใจ

วันนี้ thumbsup ได้รวบรวม 10 เทรนด์กราฟิกดีไซน์ที่น่าสนใจมาฝากกันค่ะ

Motion Graphics & Animation

เรื่องของการทำ Motion Graphic หรือ Animation เป็นเทรนด์ที่สำคัญของการทำวิดีโอคอนเทนต์ เพราะทำให้งานกราฟิกดึงดูดและได้ผลงานที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องของการออกแบบเพื่อตอบสนอง User Experience ของลูกค้าให้อยากมีส่วนร่วมกับกราฟิกเหล่านั้น รวมทั้งอยากกดดูต่อจนจบและมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆ

 

Distorted Type

การใช้ฟอนต์หรือองค์ประกอบที่มีรูปร่างพริ้วไหวต่างไปจากความเป็นจริง จะช่วยให้ผลงานดูมี Movement ที่ไหลลื่นมากขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเทรนด์ Metaverse ได้เป็นอย่างดี

 

Metaverse / Virtual Reality

“Metaverse” ยังคงเป็นเทรนด์ยอดนิยม รวมไปถึง Al, AR และ VR ด้วย ที่มีแนวโน้มว่าในปี 2023 เมื่อโลกก้าวเข้าสู่โลกเสมือนมากขึ้น สไตล์การออกแบบ Visual ที่สื่อถึงเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต ก็จะมีความสำคัญขึ้นมา ดังนั้น กราฟิกสไตล์นี้จะเน้นความ Futuristic ที่มีการใช้องค์ประกอบ 3D เข้ามาผสานกับการไล่สีแบบ Gradient รวมถึง Text ที่มีความ Sci-fi เพื่อเพิ่มประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้ผู้ชมได้รู้สึกถึงความล้ำในเทคโนโลยีแห่งอนาคต

Liquid Gradients

เทรนด์สี Gradients มีมาค่อนข้างนาน แต่เทรนด์ที่กำลังจะมาแรงนี้ จะเป็น Liquid Gradients หรือการไล่สีที่ Texture ของกราฟิก จะดูไปทางสีเงามัน เหมือนกับการรวมสีกันของของเหลว ซึ่งงานประเภทนี้จะให้ความรู้สึกมี Movement เป็นอิสระอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเทียบกับการไล่สี Gradients แบบเดิม ถ้าลองวาง Text ทับไปบนพื้นหลังที่เป็น Liquid Gradients จะทำให้ตัวหนังสือมีความโดดเด่น รวมถึงดึงดูดให้คนมองได้ไม่เบื่ออีกด้วย

 

Retrofuturism

เทรนด์ Futuristic กำลังมาแรง เมื่อผู้คนโหยหาการย้อนสู่อดีต หรือคำว่า Nostalgia ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างสีสันของความย้อนยุคแบบ Retro ผสานเข้าไปกับความ Futuristic เกิดเป็นผลงานในอนาคตที่มีกลิ่นอายของความดั้งเดิมในยุคเก่าเข้าไป ด้วยสีที่ฉูดฉาดของความ Retro จะช่วยทำให้ผลงานดึงดูดสายตาให้ต้องหยุดดูได้ไม่ยาก เมื่อใส่ความล้ำเข้าไปแล้ว ยิ่งทำให้พูดงานดูทันสมัยและน่าจับตามองอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยทีเดียว

 

3D Elements

องค์ประกอบของกราฟิกประเภท 3D ช่วยทำให้ภาพล้อไปกับเทคโนโลยี และความ Futuristic มากขึ้น เข้ากับเทรนด์กราฟิกที่จะมาในปี 2023 เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการออกแบบเพื่องานดีไซน์ Metaverse แถมแนวโน้มของ Visual 3D ยังจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย

นอกจากความสวยงาม และความทันสมัยแล้ว การมีองค์ประกอบ 3D ยังช่วยยกระดับให้ผลงานออกมาดูดี มีระดับมากขึ้นอีกด้วย เนื่องจากองค์ประกอบที่แสดงให้เห็นถึงหลายด้าน ทั้งแสง มุม และความตื้นลึกขององค์ประกอบอย่างชัดเจน จึงทำให้คอนเทนต์ประเภทมาร์เก็ตติ้งนำองค์ประกอบของ 3D มาใช้ในการช่วยอธิบายบทความเพิ่มเติมนั่นเอง

 

The Return of the Sans Serif

หากพูดถึงฟอนต์แห่งยุค เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาของฟอนต์ตระกูล Sans Serif อย่างแท้จริง แทนที่จะใช้ฟอนต์ที่หวือหวาเหมือนยุคก่อน การเลือกใช้ฟอนต์ที่มีความ Minimalism ที่สื่อถึงความเรียบง่าย เรียบหรู แต่ยังคงสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์

ซึ่งฟอนต์ตระกูล Sans Serif มีหลากหลายแบบให้เลือกใช้ ทั้งแบบเรียบง่ายธรรมดา เน้นความกว้าง หรือใส่ Movement เข้าไปในฟอนต์ เรียกว่ามีหลายแบบแล้วแต่สไตล์ที่นักออกแบบต้องการ เหมาะกับการนำมาใช้ในการออกแบบโลโก้ หัวข้อบทความ บรรจุภัณฑ์ ทั้งยังยังเหมาะกับงานออนไลน์อย่างเว็บไซต์ และนิตยสาร ด้วยนะคะ

 

Surrealist Maximalism

การผสมผสานระหว่างความ Realism + Minimalism = Surrealist Maximalism หรือ Visual ที่สื่อถึงความเกินจริง ล้ำสมัย ตอบโจทย์หลังโควิดฟื้นตัว ทำให้ทุกคนไม่ต้องการที่จะถูกกักอยู่ในกรอบ หรือข้อกำหนดแบบเดิมๆ อีกต่อไป Visual ที่สื่อถึงจินตนาการอันล้ำลึกเหนือความเป็นจริง จึงเป็นนิยมมากขึ้น

เห็นได้จากแคมเปญของ Coca-Cola ที่นำเทคนิคนี้ไปใช้ในแคมเปญ “Taste a Dreamworld Limited Edition Flavour” ที่นำองค์ประกอบต่าง ๆ มารวมกัน ทำให้ภาพที่ออกมาดูเป็นโลกที่ล้ำสมัย และเหนือความเป็นจริง ซึ่งหลาย ๆ แบรนด์เองก็ใช้นำเสนอผลิตภัณฑ์ของตัวเองผ่านการออกแบบงานสไตล์นี้เช่นกัน

 

Chaotic Maximalism

การเปลี่ยนผ่านจาก Gen Y สู่ Gen Z ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการออกแบบ สำหรับ Gen Y อาจจะเน้นไปที่ความ Minimalism ในขณะที่ Gen Z เริ่มสนใจการออกแบบที่ดูยุ่งเหยิง และมีความ Maximalism มากขึ้น

ตามความเป็นจริงแล้ว Chaotic Maximalism เป็นประเภทกราฟิกที่เคยเป็นที่นิยมในอดีต จากเป็นการผสมผสานการออกแบบระหว่าง Folk Art และศิลปะในอดีตเข้ากับเทรนด์ในยุคปัจจุบัน จนเกิดเป็นการย้อนยุคที่ดูทันสมัย

 

Sci-Fi Logos

หลายแบรนด์ที่พยาพยามจะผสมผสานตัวเองเข้าไปกับความ Futuristic เพราะกระแสของ Metaverse ทำให้ฝ่ายออกแบบเริ่มมองหา Visual ที่สื่อถึงเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อเตรียมตัวให้เข้ากับเทรนด์ที่กำลังจะมาในอนาคต นอกจากการออกแบบบสไตล์ Futuristic ในการออกแบบโลโก้ที่มีความเข้าถึงเทคโนโลยี และความ Sci-Fi มากขึ้นแล้ว การออกแบบสำหรับแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เทรนด์ การตลาด ก็เหมาะกับการออกแบบแนวนี้เป็นอย่างมาก

ดูเทรนด์การออกแบบเหล่านี้แล้ว นึกถึงแบรนด์หรือโลโก้ของใครกันบ้าง สามารถแชร์กันได้เลยนะคะ

 

 

ที่มา :

RainMaker

Venngage

IndesignSkills

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

from:https://www.thumbsup.in.th/graphic-design-2023?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=graphic-design-2023

ครีเอเตอร์อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะเข้ามาช่วยแบรนด์ สร้างโอกาสทางการตลาดให้สำเร็จได้อย่างไร

ในยุคที่มีผู้คนบนโซเชียลมีเดียกว่า 50 ล้านคนที่เป็นคอนเท้นต์ ครีเอเตอร์ ในขณะที่เศรษฐกิจของครีเอเตอร์เติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงความหมายของการเป็นผู้พัฒนาและผลักดันแบรนด์ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในคู่มือการตลาดดิจิทัลเป็นอย่างมาก

ต่อไปนี้คือวิธีที่ผู้สร้างเนื้อหาดิจิทัลช่วยให้คุณบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้ 6 วิธี

1. สร้างการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น

บ่อยครั้งที่ครีเอเตอร์มีอัตราการมีส่วนร่วมแบบออร์แกนิกที่สูงกว่าแบรนด์เนื่องจากความโด่งดังและความน่าเชื่อถือ ให้แบรนด์ค้นหาครีเอเตอร์ที่มีอัตราการมีส่วนร่วมโดยเฉลี่ยที่จะช่วยให้แบรนด์สามารถยกระดับตัวชี้วัดเหล่าตามแพลตฟอร์มต่างๆได้

2. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ

โซเชียลมีเดียมีบางสิ่งสำหรับทุกคน คุณสามารถค้นหาวัฒนธรรมย่อยที่ไม่สิ้นสุดที่เชื่อมโยงผู้คนตามความสนใจเฉพาะกลุ่มและงานอดิเรกที่มีร่วมกัน หากต้องการเชื่อมต่อกับชุมชนใหม่ เพราะฉะนั้นแบรนด์ควรสร้างพันธมิตรครีเอเตอร์กับบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งที่เชื่อถือได้แล้วที่หลากหลายมากขึ้น 

3. ดึงคนเข้ามาในชุมชนบนโซเชียลของแบรนด์

ชุมชนแบรนด์ประกอบด้วยผู้ที่ติดตามเนื้อหาทั้งหมดของแบรนด์บนโซเชียล แบ่งปันผลิตภัณฑ์ บริการ และเนื้อหากับผู้อื่น และสนุกกับการเห็นทุกสิ่งที่แบรนด์ การทำงานร่วมกับครีเอเตอร์จะช่วยให้แบรนด์กระชับและขยายความเชื่อมโยงทางความรู้สึกที่ผู้คนเหล่านี้มีต่อแบรนด์ได้ ครีเอเตอร์ที่ประสบความสำเร็จไม่เพียงแต่สร้างเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนอีกด้วย พวกเขานำผู้คนมารวมกันโดยมีความสนใจ งานอดิเรก และความชอบร่วมกัน

4. เพิ่มรายได้ใหม่ๆ

ประมาณ 98% ของผู้บริโภคทั้งหมดวางแผนที่จะซื้อของบนโซเชียลในปี 2022 แต่ผู้ใช้โซเชียลที่เชี่ยวชาญในปัจจุบันต่างมีความคิดที่ซับซ้อนกว่านั้น และพวกเขาจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจกับแบรนด์ก่อนที่จะซื้ออะไรซักอย่าง ซึ่งครีเอเตอร์มักจะได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคได้ง่ายกว่าแบรนด์ คอนเท้นต์ของครีเอเตอร์สามารถเป็นแรงจูงใจที่มีประสิทธิภาพในการตัดสินใจซื้อของผู้คนได้

5. เพิ่มคุณค่าให้แบรนด์

แบรนด์จำเป็นต้องทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ที่สอดคล้องกับค่านิยมของแบรนด์ ความชอบของผู้บริโภคเกิดจากค่านิยมร่วมกันในทุกด้าน รวมถึงครีเอเตอร์ที่แบรนด์ทำงานด้วย การทำงานร่วมกับผู้สร้างที่โชว์ถึงค่านิยมของคุณจะทำให้แบรนด์ของคุณดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นและเพิ่มภาพลักษณ์ของคุณ

6. เปลี่ยนการรับรู้ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์

หากคุณพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางวิกฤตโซเชียลมีเดียหรือกำลังต่อสู้กับภาพลักษณ์เชิงลบของแบรนด์ ให้สร้างแบรนด์ของคุณให้สอดคล้องกับครีเอเตอร์ที่เป็นตัวแทนของค่านิยมที่แบรนด์ควรจะเป็น สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งหากกำลังจะรีแบรนด์ เพื่อพยายามเข้าถึงกลุ่มประชากรใหม่ หรือพัฒนาเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคในปัจจุบัน

ที่มา : sproutsocial.com

from:https://www.thumbsup.in.th/brand-creator?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=brand-creator

16 กลยุทธ์ทางการตลาดที่น่าทำตลอดทั้งปี

การวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดของนักการตลาดทุกรุ่นนั้น มักมองหาเทรนด์ที่จะช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ สร้างความเชื่อมั่น เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย สร้างโอกาสการสื่อสาร และเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ

ดังนั้น เราจึงเห็นแนวทางการสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ ทุกปี ไม่ว่าจะเป็น การใช้อินฟลูเอนเซอร์ การจ้างยาวแบรนด์แอมบาสเดอร์ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ

วันนี้ thumbsup จึงได้รวบรวมแนวทางสร้างกลยุทธ์ที่น่าสนใจมาฝากกัน

16 แนวทางการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาด

  1. ทำคอนเทนต์ระยะยาวกับอินฟลูเอนเซอร์
  2. สตรีมมิ่งและคอนเทนต์วิดีโอ
  3. คอนเทนต์ที่ลูกค้าสร้างขึ้น
  4. กำหนดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ 
  5. การตลาดแบบอะไจล์
  6. แชร์ประสบการณ์ของลูกค้าขาประจำ
  7. ปรับปรุงประสบการณ์ใช้บริการทุกช่องทางอยู่เสมอ
  8. กลยุทธ์การค้นหาด้วยเสียงสำหรับ SEO
  9. การตลาดแบบสนทนา (แชท)
  10. คอนเทนต์แบบมีการโต้ตอบ
  11. ใช้งานแอปคู่กับเทคโนโลยี VR
  12. เลือกใช้ AI ที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
  13. ผสานอินเทอร์เน็ตกับ IoT
  14. เดินหน้าสื่อสารเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมให้สม่ำเสมอ
  15. เป็นตัวแทนและมีส่วนร่วมกับพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ
  16. มุ่งเน้นเรื่องความเป็นส่วนตัวต่อลูกค้าเป็นหลัก

 

ที่มา : Asana

from:https://www.thumbsup.in.th/16-stategy-marketing?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=16-stategy-marketing

นีลเส็น เปิดข้อมูลเรตติ้งข้ามแพลตฟอร์มชุดแรก ดึงสื่อหลัก-ออนไลน์เข้าร่วม มั่นใจช่วยอัปเดตข้อมูลการรับชมได้แม่นยำ

ด้วยพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ทั้งระบบสตรีมมิ่งและแพลตฟอร์มแบบเดิมนั้น กลายเป็นเรื่องที่วงการสื่อให้ความสนใจ เพราะอยากทราบตัวเลขพฤติกรรมที่ชัดเจนและสามารถนำมาใช้อ้างอิงสำหรับการลงโฆษณาของเหล่าเอเจนซี่ ทางสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) จึงได้ร่วมมือกับ นีลเส็น ประเทศไทย เปิดตัวระบบการวัดเรตติ้งข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-Platform Ratings)

ซึ่งได้ทำงานร่วมกันเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และไทยถือว่าเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่มีการวัดผลในรูปแบบข้ามแพลตฟอร์มนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันและเพื่อยกระดับคุณภาพของอุตสาหกรรมนี้ ให้ทัดเทียมระดับสากล

อย่างไรก็ตาม การส่งมอบข้อมูลเรตติ้งข้ามแพลตฟอร์มแบบเต็มรูปแบบนั้น จะเป็นการวัดผลที่ครอบคลุมข้อมูลจากทั้งกลุ่มตัวอย่างและการขยายกลุ่มตัวอย่างจำลองจากเทคโนโลยีการเก็บข้อมูล Census จะส่งมอบในไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 ซึ่งในขณะนี้ได้เริ่มส่งมอบข้อมูลการรับชมจากกลุ่มตัวอย่างรับชมผ่านโทรทัศน์และอุปกรณ์ดิจิทัล (คอมพิวเตอร์, แท็บเล็ต, สมาร์ทโฟน) ในส่วนของรายการสดผ่านทีวีและสตรีมมิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 นี้ และจะครอบคลุมเพิ่มเติมการรับชมเนื้อหารายการย้อนหลัง

การวัดผลเรตติ้งข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-platform)

แนวทางดังกล่าวได้พัฒนามาจากเรตติ้งการรับชมโทรทัศน์และต่อยอดการวัดผลเพื่อให้ครอบคลุมการรับชมที่นอกเหนือไปจากการรับชมรายการสดผ่านทางโทรทัศน์ อาศัยการใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้เทคโนโลยีในการจัดเก็บข้อมูลผสานกับการใช้ Big Data จากการ tagging บนเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น และเทคโนโลยี Data Science ที่ใช้ในระดับสากลและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก โดยข้อมูลเรตติ้งจะครอบคลุมทั้งเนื้อหารายการและเนื้อหาโฆษณา

จากทั้งรายการสดและย้อนหลังจากทุกหน้าจอและอุปกรณ์ของผู้ชม ทั้งโทรทัศน์และดิจิทัลโดยมีมาตรวัดเดียวกันในการรับชมทุกแพลตฟอร์มรวมถึงมีกระบวนการตัดผู้ชมซ้ำข้ามแพลตฟอร์มเพื่อสะท้อนภาพการรับชมที่แท้จริงของผู้ชมอย่างครอบคลุมและเที่ยงตรง และอุตสาหกรรมทุกภาคส่วนสามารถนำข้อมูลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ จากข้อมูลเรตติ้งเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่า ผู้ชมอายุ 4 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศไทย มีภาพรวมเรตติ้งอยู่ที่ 11.086% โดยคิดเป็นเป็นเรตติ้งจากการรับชมผ่านโทรทัศน์แบบดั้งเดิมอยู่ที่ 7.483% และการรับชมผ่านช่องทางสตรีมมิ่งที่เข้ามาเพิ่มเติมเรตติ้งดังกล่าวอยู่ที่ 3.604%

โดยช่องทางสตรีมมิ่งที่รับชมมากที่สุดคือ Youtube (1.467%) รองลงมาคือ Tiktok (0.692%) และ Facebook (0.682%) ตามลำดับ รวมถึงมีการรับชมผ่านแพลตฟอร์มแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ของช่องสถานีด้วยเช่นกัน

เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลเดือนก่อนหน้า พบว่าจำนวนผู้ชมโตขึ้นจากเดือนสิงหาคม โดยเฉลี่ยโตขึ้น 2% ทั้งจากการรับชมผ่านช่องทางโทรทัศน์แบบดั้งเดิมและผ่านสตรีมมิ่ง

โดยเรตติ้งเมื่อแยกเฉพาะช่องสถานี วัดจากผู้ชมทั่วประเทศ ผู้ชมอายุ 4 ปีขึ้นไป พบว่า สถานีโทรทัศน์ช่อง 7HD เป็นสถานีโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่การรับชมผ่านเครื่องเล่นทีวี ในขณะเดียวกันช่อง 3HD ได้รับความนิยมสูงสุดในช่องทางสตรีมมิ่ง โดยในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา รายการที่ได้รับเรตติ้งสูงสุด คือถ่ายทอดสด การแข่งขันวอลเล่ย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ 2022 (ไทย+เกาหลีใต้) จากช่อง WORKPOINT TV ด้วยเรตติ้งข้ามแพลตฟอร์มสูงสุดอยู่ที่ 9.447 %

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับชมของเจนต่างๆ นั้น พบว่า กลุ่มเบบี้บูมเมอร์และ Gen Z มีตัวเลขการรับชมแบบสตรีมมิ่งในตัวเลขที่สูงเท่ากัน นั่นแสดงให้เห็นว่าชาวเบบี้บูมเมอร์เปิดใจรับชมคอนเทนต์แบบสตรีมมิ่งกันมากขึ้น ขณะที่ชาว Gen Z เรียนรู้การรับชมผ่านคอนเทนต์ทันที และนักการตลาดควรวางแผนโฆษณาให้เหมาะสมกับคนทั้งสองกลุ่มนี้

คุณสุภาพ คลี่ขจาย นายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า “จากข้อมูลชุดแรกที่ได้มีการส่งมอบในเดือนสิงหาคมและกันยายนที่ผ่านมา ทางสมาคมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นว่าคนไทยยังรับชมโทรทัศน์เป็นหลัก และเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ช่องทางสตรีมมิ่งก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริโภคสื่อของผู้ชมคนไทยอย่างมากด้วย สมาคมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลเรตติ้งแบบใหม่นี้จะเป็นประโยชน์แก่ทั้งอุตสาหกรรมและผู้ที่สนใจ และเป็นการวางรากฐานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรับชมสื่อในปัจจุบัน ที่ผนวกโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน สามารถนำข้อมูลไปต่อยอดในการวางกลยุทธ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม โดยสมาคมจะมีการส่งออกข้อมูลเรตติ้งรายเดือนให้กับสาธารณะเป็นประจำทุกเดือน”

คุณวรรณี รัตนพล ประธานคณะทำงานตรวจสอบการสำรวจความนิยมเรตติ้ง Cross Platform กล่าวว่า “ข้อมูลเรตติ้งข้ามแพลตฟอร์มทำให้เห็นภาพรวมของผู้บริโภคชัดเจนยิ่งขึ้นและเป็นประโยชน์ต่อวงการมีเดียเอเยนซีในการนำข้อมูลไปใช้ทำการตัดสินใจและวางกลยุทธ์ด้านเนื้อหาและโฆษณาได้ดีขึ้น โดยสามารถรับรู้พฤติกรรมทั้งคนที่ดูทีวีผ่านจอแก้วและดิจิทัลในเวลาเดียวกันซึ่งข้อมูลชุดนี้จะช่วยในการวางแผนว่าเราควรจะมิกซ์ในแง่ของ Traditional กับออนไลน์อย่างไร เพื่อใช้งบให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น”

 

นักการตลาดที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานข้อมูลฉบับเต็มเพิ่มเติมที่ https://www.adteb.or.th

from:https://www.thumbsup.in.th/nielsen-rating-update-platform?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=nielsen-rating-update-platform

สกิลที่ต้องมี เมื่อทำงานด้านโซเชียลมีเดีย

อาชีพที่เกี่ยวกับโซเชียลมีเดียกำลังเริ่มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยคุณนำทางอาชีพที่กำลังพัฒนานี้ เราได้รวบรวมคู่มือนี้เกี่ยวกับงานในโซเชียลมีเดียว่าทักษะใดที่คุณต้องมี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

โซเชียลได้กลายเป็นช่องทางสำหรับทุกสิ่งตั้งแต่การค้นพบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการแชร์รีวิว ในการใช้ประโยชน์จากโอกาสที่กำลังเติบโตนี้ นักการตลาดส่วนมากกำลังทบทวนโครงสร้างทีมโซเชียลของตน เพราะจากลักษณะการทำงานร่วมกันของงานโซเชียลมีเดียที่มีมากขึ้น ช่องทางนี้ถูกใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานทางธุรกิจหลายอย่าง รวมถึงทรัพยากรบุคคล การบริการลูกค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตอบสนองความต้องการภายในและภายนอกองค์กร เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญ นักยุทธศาสตร์ และผู้จัดการที่มีความหลากหลายและความเชี่ยวชาญทางด้านนี้อย่างจริงจัง

1. ทักษะเฉพาะทาง

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณรู้จักตัวคุณ” การรู้จักสิ่งที่ตัวเองมีถือเป็นสิ่งที่จะช่วยให้สามารถพัฒนาต่อไปได้ ประมาณตัวเองแล้วรู็จักในการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพราะงานในด้านโซเชียลมีเดียนี้ต้องมีการตามเทรนด์อยู่เสมอ หาว่ารูปแบบใดที่เป็นตัวขับเคลือ่อนรูปแบบการมีส่วนร่วม

2.การกำหนดทิศทางของแบรนด์

ในบทบาทของโซเชียลมีเดีย คุณจะต้องสามารถตัดสินใจว่าได้ว่าจะกำหนดลักษณะบุคลิกของแบรนด์ให้ออกมาเป็นอย่างไร อาจต้องทำให้เชื่อมโยงเข้ากับที่ที่สังคมหรือกลุ่มลูกค้าที่คุณสนใจต้องการ

3. การวิเคราะห์ข้อมูล

องค์กรมากกว่าครึ่งใช้ข้อมูลโซเชียลทุกวัน การวิเคราะห์ทางสังคมเป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจเชิงรุกให้กับแบรนด์ ทางที่ดีก็ครต้องวิเคราะห์และตีความข้อมูลทางโซเชียลและสื่อสารมันออกมาได้อย่างดีด้วย

4. ทิศทางที่สร้างสรรค์

บนโซเชียล แคมเปญที่จัดการได้รับผลตอบรับที่ดี มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือทิศทางที่สร้างสรรค์อย่างชัดเจน สิ่งนี้ขยายได้ดีกว่าคอนเท้นต์ธรรมดาทั่วไป อาจเป็นเรื่องของระยะของแคมเปญ หรือ mood and tone เป็นต้น

5. บริการลูกค้า

ในไม่ช้าโซเชียลมีเดียจะกลายเป็นช่องทางหลักสำหรับการบริการลูกค้าและการสนับสนุนต่างๆ ผู้บริโภคหันไปใช้โปรไฟล์สาธารณะของแบรนด์เพื่อขอความช่วยเหลือหรือเมื่อมีสิ่งที่ต้องการ ซึ่งคุณควรจะต้องเข้าถึงการบริการลูกค้าเพื่อจัดการกับคำขอเหล่านี้ได้

from:https://www.thumbsup.in.th/skills-must-have-socialmedia?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=skills-must-have-socialmedia

ลักษณะของคอนเทนต์ที่มีคุณค่า แนวทางในการปรับตัวของแบรนด์

เนื้อหาที่มีคุณภาพเป็นเรื่องที่ไม่มีตัวชี้วัดออกมาเป็นรูปธรรม บางแบรนด์ต้องการบทสรุประดับง่ายเพื่อการเข้าถึงที่มาก ในขณะที่บางแบรนด์ต้องการข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเจาะลึกขึ้นกว่าเดิม เนื้อหาที่มีคุณภาพจะมีจุดที่แตกต่างจากเนื้อหาที่มีอยู่ทั่วไปคือผู้อ่านจะพบว่ามีประโยชน์ น่าจดจำ และมีแนวโน้มที่จะแบ่งปันเนื้อหาเหล่านั้น

เมื่อพูดถึงการใช้ SEO เรามักจะเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนกำลังค้นหา สิ่งนี้ทำให้เนื้อหามีประโยชน์ แต่ถ้าคุณอ่านเว็บไซต์ที่ขึ้นมาลำดับต้น ๆ หลายแห่ง พวกเขามักจะพูดในสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณต้องทำจริงๆ ก็คือสร้างสิ่งที่ดีกว่าที่มีอยู่ เมื่อเขียนเนื้อหาใหม่ คุณจะได้เปรียบเพราะคุณสามารถดูเนื้อหาตามลำดับเหล่านั้นแล้วสามารถทำให้คอนเทนต์แตกต่างออกไปจากคอนเทนต์เหล่านั้นได้

การสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพต้องใช้ความทุ่มเทและความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก เช่นการใช้เนื้อหาส่วนใหญ่ที่สร้างโดย SEO ซึ่งมีการจัดอันดับในเครื่องมือค้นหา คีย์เวิร์ดที่ผู้คนใช้ และ SEO ก็มีประโยชน์สำหรับผู้ใช้เช่นกัน เรามักจะครอบคลุมสิ่งที่ผู้ใช้ค้นหาและตอบคำถามเกี่ยวกับหัวข้อนี้ ซึ่งสำหรับผู้ใช้จำนวนมาก เนื้อหาประเภทนี้เป็นการมักจะเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับพวกเขา เราสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกสิ่งที่ผู้คนค้นหาด้วยคียเวิร์ดสำคัญ ทุกเนื้อหาที่อยู่ในอันดับต้น ๆของหน้าเพจ และทุกสิ่งที่เนื้อหาที่มีอยู่ถูกพูดถึง คุณสามารถแยกความแตกต่างของเนื้อหาของคุณออกจากเนื้อหาที่มีอยู่ในปัจจุบันได้โดยคิดในเรื่องของ:

  • การแบ่งปันประสบการณ์ เรื่องราว และข้อมูลเชิงลึกของคุณ
  • ข้อมูลที่คุณสร้างเอง
  • มีความคิดเห็น ทัศนคติที่แตกต่าง หรือมีมุมมองที่ต่างออกไป

และคุณสามารถปรับปรุงเนื้อหาปัจจุบันของคุณได้เสมอเมื่อคุณมีทรัพยากรมากขึ้นและต้องการได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ที่มา : yoast.com

from:https://www.thumbsup.in.th/value-brand-content?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=value-brand-content

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพคอนเทนต์ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาของลูกค้า

SEO และคอนเทนต์ ต่างก็มีประสิทธิภาพในตัวเอง แต่การรวมตัวของทั้งสองอย่างนี้นั้น จะทำให้แบรนด์ได้เห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งการรวมกันนี้ไม่ใช่แคการเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อหาสำหรับการค้นหา แต่จะต้องมีการใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปในการสร้างกลยุทธ์ของเนื้อหา

เพราะเมื่อเราพูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาสำหรับการค้นหา เรามักจะเน้นสิ่งที่ต่างๆเหล่านี้เป็นพื้นฐาน 

  • คียเวิร์ด
  • แท็กชื่อหัวข้อ
  • เนื้อหาส่วนหัว 

ซึ่งตัวอย่างเล่านี้คือสิ่งที่ต้องคิดเป็นสิ่งสำคัญจริงๆเมื่อสองสามปีก่อน แต่ในปัจจุบันแบรนด์ต้องทำมากกว่านั้นเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น 

ซึ่งวิธีที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจากเนื้อหาของคุณคือการเริ่มต้นด้วยการคิดถึงผู้ชม 

  • เขียนเพื่อใคร?
  • พวกเขาสนใจอะไร?
  • พวกเขามีคำถามอะไรที่คุณสามารถตอบได้?
  • พวกเขาใช้คำศัพท์อะไรในหัวข้อที่คุณเขียน
  • เป็นคำเดียวกับที่คุณใช้ หรือเป็นคำที่ต่างกัน?

หากแตกต่างกัน คุณต้องจดจำและเปลี่ยนแปลงตามภาษาของพวกเขา โดยใช้คำที่พวกเขาใช้แม้ว่าจะไม่ใช่คำที่เป็นแบรนด์ของคุณก็ตาม

ทุกสิ่งที่คุณสร้างควรได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ชมของคุณ หากคุณไม่ได้ให้เนื้อหาที่มีคุณค่า ผู้คนอาจจะไม่กลับมาอ่านเนื้อหาของคุณอีก เพราะฉะนั้นเป้าหมายของคุณในการพัฒนาเนื้อหาทั้งหมดคือการเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับผู้ชมของคุณ เมื่อผู้ใช้รู้ว่าพวกเขาสามารถได้รับคำตอบที่ต้องการจากคุณ พวกเขาก็มักจะกลับมาและแบ่งปันเนื้อหาของคุณกับผู้อื่น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต

เมื่อคุณได้ระบุแล้วว่าคุณกำลังสร้างส่วนเนื้อหานี้ให้ใคร หลังจากนั้นก็ถึงเวลาเริ่มระดมความคิด โดยคุณสามารถเริ่มจากการตรวจสอบคอนเท้นต์ที่ผู้ชมของคุณสนใจ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณสอดคล้องกับจุดประสงค์ในการค้นหาและใช้เครื่องมือ SEO สำหรับการสร้างแนวคิดในการใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ค้นหาคียเวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือบริการหลักของคุณ ค้นหาคำถามที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณถามเป็นประจำ บ่อยครั้งที่คำถามเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาเนื้อหา

ที่มา : searchenginejournal.com

from:https://www.thumbsup.in.th/content-enhancement?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=content-enhancement

วิธีปรับกลยุทธ์แบรนด์เพื่อเพิ่ม Engagement ใน TikTok

TikTok มีการดาวน์โหลดมากกว่า 3 พันล้านครั้งทั่วโลก และเป็นแอปที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุดในปี 2021 ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ใช้ทั่วไปเปิดแอปประมาณ 15 ครั้งต่อวัน นั่นเป็นเวลามากสำหรับพวกเขาที่จะดูและมีส่วนร่วมกับเนื้อหาของคุณได้

TikTok จึงเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณในการแสดงสิ่งที่คุณขายเพราะแพลตฟอร์มนี้เหมาะทั้งการโปรโมตผลิตภัณฑ์ของคุณ ขยายฐานผู้ชมและดึงดูดลูกค้าใหม่ได้อีกด้วย อีกทั้งโซลูชันการโฆษณาของ TikTok ทำงานได้ดีมากเมื่อผสมผสานกับเนื้อหาของครีเอเตอร์

และนี่คำแนะนำของเราเกี่ยวกับวิธีการปรับปรุง TikTok ของแบรนด์เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค

ใครคือกลุ่มเป้าหมายของคุณ และใครที่คุณหวังว่าจะให้เข้าถึงบน TikTok ของคุณ อย่างไรก็ตามอย่ากังวลหากแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ของคุณดึงดูดความสนใจเฉพาะกลุ่ม เพราะบนแพลตฟอร์มนี้มักเน้นความสนุกสนานเป็นหลัก ผู้คนที่ใช้จึงเฉพาะกลุ่มมากๆ นอกจากนี้แบรนด์ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ติดตามการงานทั้งหมดของคุณ เพื่อค้นหาว่าเนื้อหาใดที่เหมาะกับแบรนด์ของคุณ ซึ่งบน TikTok สามารถดูได้ทั้ง การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาและผู้ติดตาม แบรนด์ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าจัดลำดับความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์และอย่ากลัวที่จะทดลองซ้ำ 

เมื่อแบรนด์กำลังทำงานเกี่ยวกับกลยุทธ์ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้คำนึงถึงการโพสต์บนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องแล้วหรือยัง ซึ่งการโพสต์อย่างต่อเนื่องนั้นจะช่วยให้ถูกปรากฏบน For You Pages (FYPs) และจะเพิ่มการมองเห็นแบรนด์ของคุณอีกด้วย และเช่นเดียวกับการโพสต์เป็นประจำ การใช้แฮชแท็กและการดูเทรนด์ก็จะช่วยให้เนื้อหาของคุณปรากฏบน FYP อีกทั้งแฮชแท็กยังช่วยในเรื่องการมีส่วนร่วมของผู้ชม เนื่องจาก TikTokers มักจะมีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่แชร์แฮชแท็ก ฉะนั้นควรตรวจสอบแนวโน้มและคิดว่าสิ่งใดที่สอดคล้องกับแบรนด์ของคุณ 

ท้ายที่สุดการใช้อินฟลูเอนเซอรืเพื่อขยายฐานผู้ชม เพิ่มจำนวนผู้ติดตาม เพิ่มยอดขาย และเพิ่มการมีส่วนร่วมด้วยความเชี่ยวชาญและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา

ที่มา : partner.studentbeans.com

from:https://www.thumbsup.in.th/strategy-tiktok-engagement?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=strategy-tiktok-engagement

Discord หนึ่งในช่องทางสื่อสารออนไลน์ที่แบรนด์ควรรู้จักไว้

Discord คืออนาคตของชุมชนออนไลน์ แม้โดยทั่วไปแล้ว แพลตฟอร์มดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับเกมเมอร์ซะส่วนใหญ่ แต่แพลตฟอร์มนี้มีผู้ใช้ในปัจจุบันมากถึง 300 ล้านคน แล้วยิ่งมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Gen Z ซึ่งส่วนใหญ่จะมีจุดหมายในการสื่อสารที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นและเป็นพื้นที่ที่พวกเขาสามารถอเชื่อมต่อในชุมชนขนาดเล็กหรือประสบการณ์ร่วมกันที่ใหญ่กว่า

ดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้นคือแบรนด์จะเริ่มต้นอย่างไรและ Discord ควรมีบทบาทอย่างไรในกลยุทธ์ของการมีส่วนร่วมกับผู้ชม?

อย่างแรก discord เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารในรูปแบบใหม่ๆหรือสื่อสารผ่านชุมชนของผู้คน เพราะตัวแพลตฟอร์มมีจุดประสงค์ในการขับเคลื่อนข้อมูลผ่านการกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของผู้คน แบรนด์บนดิสคอร์ดควรโฟกัสอยู่ที่สองสิ่งคือ หนึ่งคือการมอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครและไม่สามารถทำซ้ำได้ในที่อื่น สองคือแบรนด์ต้องอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อและการสนทนาระหว่างสมาชิกในชุมชน 

ผู้คนกำลังมองหาการมีส่วนร่วมมากขึ้น, บทสนทนาที่มากขึ้น, การให้ข้อมูลที่มากขึ้น และ Discord เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่นำเสนอสิ่งนั้นได้ดี

เซิร์ฟเวอร์ Discord มีการแชทที่เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันไม่เว้นวันหยุด และการสนทนาเกิดขึ้นใน Discord มักจะเร็วกว่าแพลตฟอร์มอื่นมาก ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการสนทนา ทั้งรูปแบบวิดีโอและ/หรือโทรด้วยเสียง แชร์หน้าจอ และส่งข้อความโดยตรงถึงกัน และหัวข้อภายในเซิร์ฟเวอร์ Discord มีการจัดระเบียบตามรูปแบบ “ช่อง” ซึ่งช่วยให้มั่นใจว่าการสนทนาจะเน้นและไปในทางเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ การจัดตั้งชุมชน Discord อาจต้องการความสนใจและการลงทุนมากขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้คนกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม มีการแลกเปลี่ยนของชุมชนนี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับแบรนด์ เพราะ Discord ช่วยให้ผู้คนสามารถสนทนาแบบสองทางระหว่างแบรนด์และชุมชนได้ ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ไม่ใช่แค่ลูกค้าปลายทางเท่านั้น

ที่มา : hp.com

from:https://www.thumbsup.in.th/discord-brand-communication?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=discord-brand-communication

รวมสถิติข้อมูลของ TikTok ประจำปี 2022

TikTok กลายเป็นโซเชียลแพลตฟอร์มที่มาแรงที่สุด ไม่ใช่เฉพาะในไทย แต่รวมถึงในระดับโลกที่แม้แต่ Meta (บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตราแกรม) ยึดเป็นคู่แข่งหลัก พร้อมยังพยายามเลียนแบบฟีเจอร์เด่นมาใส่ในแอพลิเคชั่นของตัวเอง

ด้วยจุดเด่นของ TikTok ที่มีอัลกอริทึมนำเสนอเนื้อหาโดยอิงจากสิ่งที่ผู้ใช้สนใจ ทำให้คอนเทนต์การตลาดไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดในการขายสินค้าที่มากเกินไป ทั้งยังมีการรับรู้และการมีส่วนร่วมสูง กลายเป็นกระแสไวรัล โด่งดังได้ภายในคลิปสั้นคลิปเดียว

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำหรับการทำตลาดดิจิทัล ที่สามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากอย่างกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักบน TikTok โดยที่แบรนด์มองข้ามไม่ได้

วันนี้ Thumbsup มาส่องสถติที่น่าสนใจของ TikTok ทั้งในแง่จำนวนผู้ใช้งาน การตลาดและมุมของอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มกันครับ

TikTok Users

  • Facebook และ Instagram เป็น Platform Socia media ที่ได้รับความนิยมสูงสุด แต่ในกลุ่ม GenZ(ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997 ถึง 2012) ใช้งาน TikTok มากที่สุด
  • จนถึงปี 2022 มีผู้ใช้งานคนไทยกว่า 35.80 ล้านบัญชี (อายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป)
  • TikTok เป็นแอพพลิเคชั่นที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุดในปี 2564 โดยมีการดาวน์โหลดมากกว่า 700 ล้านครั้ง 
  • ผู้ใช้ TikTok ใช้เวลาเฉลี่ย 19.6 ชั่วโมงต่อเดือนเท่ากับ Facebook (19.6 ชั่วโมง) เป็นรองเพียง YouTube (23.7 ชั่วโมงต่อเดือน)

Marketing Stats

  • ในปี 2564 ผู้ใช้ TikTok ใช้จ่ายในแอพพลิเคชั่นมากกว่า 2.3 พันล้านดอลลาร์  เทียบกับปี 2563 ที่มีการใช้จ่าย 1.3 พันล้านดอลลาร์ใน ถือเป็นการเติบโตกว่า 77% ใน 1 ปี  
  • กลุ่มเป้าหมายของโฆษณา TikTok ในประเทศไทยเป็นผู้หญิง 60.6% และผู้ชาย 39.4%
  • 67% ของผู้ใช้ระบุว่า TikTok กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ แม้ว่าจะไม่ได้วางแผนมาก่อน
  • 39% ของผู้บริโภคเจน Z เผยว่าการตัดสินใจซื้อสินค้าของพวกเขามีอิทธิพลโดยตรงจากการดู TikTok

Influencer Marketing

  • นอกจากนี้ในมุมของอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามน้อยกว่า 5,000 คนระบุว่าวิดีโอมีอัตราการมีส่วนร่วม (Engagement) ใน TikTok สูงสุด (17.9%) ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคนมีอัตราการมีส่วนร่วมที่ 13.48%
  • คอนเทนต์ครีเอเตอร์ใน TikTok อายุ 18-24 ปี มากถึง 53% สะท้อนถึงอายุส่วนใหญ่ของอินฟลูเอนเซอร์ในแพลตฟอร์ม

from:https://www.thumbsup.in.th/tiktok-statistics-2022?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=tiktok-statistics-2022