คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA_CENTER_MANAGEMENT

ก้าวสู่โลกของ Multi-Cloud แบบสำเร็จรูป ด้วยโซลูชันDell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI

การก้าวสู่ Multi-Cloud นั้นถือเป็นวาระสำคัญสำหรับธุรกิจองค์กร เพื่อปรับ IT Infrastructure ให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น รองรับกับ Workload รูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างคล่องตัว และเร่งให้การทำ Digital Transformation มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม Dell Technologies พร้อมเป็นกำลังสำคัญให้กับภารกิจสำคัญนี้ของธุรกิจองค์กร ด้วยโซลูชัน Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI ที่จะช่วยพาธุรกิจไปสู่สถาปัตยกรรม Multi-Cloud ได้อย่างง่ายดาย ที่ตอบโจทย์ได้ทั้งในเชิงประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัย พร้อมความสามารถในการบริหารจัดการอย่างครบวงจร และการทำงานร่วมกับ Microsoft Azure ได้แบบ Native พร้อมการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ทำให้ Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งาน Microsoft Azure ให้กับธุรกิจองค์กรได้จากภายใน Data Center ของตัวเอง

ความสามารถและจุดเด่นของ Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI

  • เป็นบริการ HCI as-a-Service คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการลงทุน และมีรูปแบบการคิดค่าใช้จ่ายที่คล้ายคลึงกับ Cloud ซึ่งสามารถทำนายล่วงหน้าได้ดี และเพิ่มหรือลดขนาดของระบบโดยรวมตามความเหมาะสมได้
  • บริหารจัดการได้ผ่าน Azure Portal เดียว สามารถบริหารจัดการ HCI Cluster ทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
  • สามารถทำงานร่วมกับ Microsoft Azure ได้ เพื่อสร้างระบบ Hybrid Cloud ที่ใช้งานได้ทันที
  • รองรับการทำ Lifecycle Management ได้อย่างครบวงจรทั้งในระดับของ OS, BIOS, Firmware และ Driver ได้ผ่าน Dell OpenManage โดยขั้นตอนการอัปเกรดเหล่านี้จะไม่ต้องหยุดการทำงานของ VM ในระบบแต่อย่างใด และระบบทั้งหมดสามารถทำการ Reboot แต่ละ Node เพียงครั้งเดียวเพื่ออัปเกรดระบบทั้งหมดได้
  • มีการตั้งค่าความสามารถที่ซับซ้อนเอาไว้ให้ล่วงหน้า เช่น การทำ Caching และ Storage Tiering ทำให้สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลกับความยุ่งยากในการตั้งค่าเหล่านี้
  • รองรับการใช้ RDMA และ NVMe SSD เพื่อความเร็วสูงสุดของระบบ

จะเห็นได้ว่า Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI นี้มีความสำเร็จรูปพร้อมให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ไม่ต่างจากโซลูชัน HCI อื่นๆ แต่มีข้อได้เปรียบด้านการรองรับเทคโนโลยีและโซลูชันต่างๆ จาก Microsoft อย่างเต็มที่ พร้อมก้าวสู่การทำ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud ได้ในตัว

ตอบโจทย์การใช้งานในธุรกิจองค์กรได้หลากหลาย คุ้มค่าในหลายสถานการณ์เช่น

  • วางระบบ Virtualization แรกขององค์กร ที่รองรับการก้าวไปสู่ Hybrid Cloud ได้ทันที ด้วยการเป็นระบบ HCI ที่ใช้ Microsoft Azure Stack HCI จึงสามารถใช้งานได้ง่าย รองรับการใช้งาน VM ได้หลากหลาย และเมื่อองค์กรพร้อม ก็สามารถทำการเชื่อมต่อระบบเข้ากับ Microsoft Azure และใช้งานได้แบบ Hybrid Cloud ได้
  • รองรับระบบ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) ขนาดใหญ่ ด้วยความนิยมในระบบ VDI ที่เติบโตท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI ก็สามารถรองรับ Virtual Desktop ได้เป็นอย่างดีด้วยการให้บริการ Windows 10 VM ผ่าน Microsoft Azure Stack HCI และการเพิ่มขยายระบบได้อย่างอิสระจากการเป็น HCI
  • ตอบโจทย์ ROBO และ Edge Infrastructure ด้วยการนำ Azure Cloud Services มาให้บริการยัง Branch และ Edge ทำให้ง่ายต่อการ Deploy ระบบ Application จากศูนย์กลาง และยังบริหารจัดการได้ง่าย พร้อมเพิ่มขยายสาขาหรือ Edge ใหม่ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น
  • รองรับ Microsoft SQL Server และโซลูชันอื่นๆ จาก Microsoft ได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้ Technology Stack จาก Microsoft ทั้งหมด พร้อมระบบ Storage ประสิทธิภาพสูงบน Dell PowerEdge Server ทำให้สามารถเลือกใช้งานเครื่องรุ่นที่รองรับ Workload ที่ต้องการได้อย่างเหมาะสม
  • ก้าวสู่โลกของ Container, Kubernetes และ Multi-Cloud ด้วย Azure Kubernetes Service (AKS) บน Microsoft Azure Stack HCI ที่พร้อมทำงานร่วมกับ Microsoft Azure ได้ทันที ทำให้การทำ DevOps ภายในองค์กร และการ Deploy Containerized Application กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดาย

Microsoft Azure Stack HCI นั้นคือหนึ่งในโซลูชันของ Microsoft Azure ที่จะนำความสามารถของระบบ Cloud ชั้นนำจาก Microsoft มาสู่ Data Center และ Edge ของธุรกิจองค์กรได้

สนใจ Dell Integrated System for Microsoft Azure Stack HCI สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dell.com/en-th/dt/hyperconverged-infrastructure/microsoft-azure-stack/microsoft-azure-stack-hci.htm#tab0=0 หรือติดต่อทีมงาน Dell Technologies ประจำประเทศไทย ได้ที่ E-mail: DellTechnologies@kkudos.com โทร 090-949-0823 (คุณวศิน)

from:https://www.techtalkthai.com/complete-your-multi-cloud-with-dell-integrated-system-for-microsoft-azure-stack-hci/

ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ให้คุ้มค่า ติดตามการทำงานอย่างมั่นใจด้วยโซลูชัน EcoStruxure IT Expert จาก Schneider Electric

ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นศูนย์รวมระบบเพื่อการให้บริการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้อมูล บริการ การเชื่อมต่อต่างๆที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก อย่างไรก็ดีการให้บริการทั้งหมดนี้จะต้องถูกควบคุมสภาพแวดล้อมให้เป็นไปตามข้อมูลกำหนดเพื่อให้ฮาร์ดแวร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้เองดาต้าเซ็นเตอร์จึงยังพูดถึงเรื่องของบริการจัดการคุณภาพของไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ ความเย็น ความชื้น ระบบถ่ายเทความร้อน ตลอดจนมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งปกติแล้วในดาต้าเซนเตอร์เองจะมีซอฟต์แวร์เพื่อการบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้อยู่ที่เรียกว่า Data Center Infrastructure Management (DCIM) สำหรับในบทความนี้ท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโซลูชัน EcoStruxure IT Expert จาก Schneider Electric ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับกับสถาการณ์ของดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันที่เรียกว่า DCIM 3.0

พัฒนาการสู่ DCIM 3.0 และความหมายที่แท้จริงของ DCIM

Gartner ได้นิยามความหมายของโซลูชัน DCIM ว่า ‘เครื่องมือ’ ที่ใช้มอนิเตอร์ เป็นมาตรวัด บริหารจัดการหรือควบคุมการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์และการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยหมายรวมถึงอุปกรณ์ไอทีทั้งหมดเช่น เซิร์ฟเวอร์ สโตเรจ อุปกรณ์เครือข่าย ตลอดจนส่วนประกอบที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเช่น หน่วยจ่ายไฟ เครื่องระบบปรับอากาศ เป็นต้น อย่างไรก็ดี Schneider Electric แบ่งพัฒนาการของ DCIM เป็น 3 ยุคดังนี้

DCIM 1.0 เริ่มต้นตั้งแต่หลายสิบปีก่อนที่เครื่องพีซีเซิร์ฟเวอร์ต้องการระบบ UPS เข้ามาช่วยและต้องมีซอฟต์แวร์เข้ามาบริหารจัดการ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ซอฟต์แวร์เพื่อมอนิเตอร์และติดตามอุปกรณ์ถือกำเนิดขึ้น ปีค.ศ. 2000 จำนวนพีซีและเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้เกิดความต้องการของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งความท้าทายที่ตามมาคือผู้ประกอบการต้องจัดการความท้าทายด้านพื้นที่ ระบบไฟฟ้า ความเย็น โดยต้องตอบคำถามเรื่องประสิทธิภาพให้เพียงพอ ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นที่มาของซอฟต์แวร์ DCIM ยุค 2.0 ที่ตอบสนองความต้องการใหม่อย่างเช่น PUE รวมถึงความสามารถในการวางแผนและแปลนของดาต้าเซนเตอร์ด้วย

20 ปีต่อมาดาต้าเซ็นเตอร์มีความสำคัญกว่าที่เคยเพราะต้องรองรับการให้บริการที่สำคัญยิ่ง องค์กรต่างตื่นตัวกับเรื่อง ความยั่งยืน ความมั่นคงปลอดภัยและความทนทาน ตลอดจนต้องมองภาพให้ไกลไปถึงผู้ใช้และแอปพลิเคชัน โดย Schneider Electric มองเห็นปัญหาเหล่านี้ดีจึงได้คิดค้นซอฟต์แวร์ที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านั้นผ่านโซลูชัน EcoStruxure IT นั่นเอง โดยรองรับการใช้ทั้งแบบ On-prem หรือ Cloud ทั้งนี้ก็เพื่อสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ไซต์มีการกระจายตัวออกไป

DCIM ถูกแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ 1.) Monitor & Automation โดยส่วนแรกกล่าวถึงการติดตามและความเป็นอัตโนมัติของห้องปฏิบัติการด้านไอทีและสิ่งอำนวนความสะดวกด้านไฟฟ้า การควบคุมสภาพแวดล้อม และความมั่นคงปลอดภัย ทั้งหมดนี้เพื่อการันตีว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะสามารถให้บริการได้ตามการออกแบบ รวมถึงสามารถแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุตามค่าที่กำหนดและจัดทำรายงานแบบเรียลไทม์ได้ 2.) Planning & Implementation ช่วยเหลือให้ผู้ดูแลไอทีปรับเปลี่ยนดาต้าเซ็นเตอร์ หรือการเพิ่มอุปกรณ์ใหม่เข้ามาและติดตามสินทรัพย์ เนื้อหาต่อไปนี้เราโฟกัสเครื่องมือด้าน Monitoring ที่ชื่อว่า EcoStruxure IT Expert

ฟีเจอร์สำคัญของ EcoStruxure IT Expert

EcoStruxure IT Expert เป็นเครื่องสำหรับมอนิเตอร์ระบบภายในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีส่วนประกอบ 3 ส่วนหลักๆตามภาพประกอบคือ ซอฟต์แวร์สำหรับรวบรวมข้อมูลในดาต้าเซ็นเตอร์ (EcoStruxure IT Gateway) การติดตั้งก็ง่ายมากเพียงแค่ผู้สนใจดาวน์โหลดซอฟต์แวร์(ฟรี)นี้เข้าไปติดตั้งในเครื่องบนดาต้าเซ็นเตอร์ของตน โดยสามารถรองรับข้อมูลผ่านโปรโตคอลมาตรฐานทางอุตสาหกรรมเช่น SNMP, Modbus และอื่นๆ กล่าวคือรองรับอุปกรณ์จากยี่ห้อต่างผ่านโปรโตคอลมาตรฐาน จากนั้นตัว Gateway จะนำส่งข้อมูลสู่คลาวด์ในลำดับถัดไป (data lake)

ข้อดีของระบบคลาวด์คือทำให้ผู้จัดการดาต้าเซนเตอร์สามารถดูแลระบบจากที่ใดก็ได้ ในทางกลับกันไม่ว่าดาต้าเซนเตอร์จะอยู่ที่ใดของโลกก็ถูกจัดการได้จากส่วนกลางในหน้าจอเดียว อีกทั้งกำจัดความยุ่งยากของ DCIM แบบเดิมในเรื่องของการดูแลเซิร์ฟเวอร์เช่น ฮาร์ดแวร์ ระบบปฏิบัติการ ไปจนถึงการอัปเดตเวอร์ชันของแอปพลิเคชัน ไม่เพียงเท่านั้น EcoStruxure IT ยังมาพร้อมกับแอปพลิเคชันบนมือถือที่ใช้ได้บน iOS และ Android เรียกได้ว่าเป็น DCIM ยุค 3.0 ที่เน้นความคล่องตัวอย่างแท้จริง

ฟีเจอร์ของ EcoStruxure IT Expert มีดังนี้

1.) Dashboard 

เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถเข้าใจถึงภาพรวมสถานการณ์ภายในองค์กร หน้า Dashboard จะคอยปักหมุดเหตุการณ์สำคัญอย่างแจ้งเตือนต่างๆ ซึ่งท่านสามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดได้ทันที โดยมีการแบ่งระดับตามระดับความร้ายแรง และรายชื่อติดต่อผู้ดูแลในเคสเหล่านั้น นอกจากนี้ยังมีหน้าแผนที่ที่แสดงพิกัดของอุปกรณ์ได้ว่าไซต์อยู่ที่ใด โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างพื้นที่ย่อยได้อีกหลายระดับตอบความต้องการ รวมถึงสามารถปรับแต่งมุมมองของ Dashboard เองได้ด้วย

2.) Inventory & Benchmarking

คลังข้อมูลเก็บรวมรวบอุปกรณ์ที่ทุกอย่างในระบบที่เราทำการติดตาม โดยท่านสามารถค้นหาอุปกรณ์ได้ตามชนิดการทำงาน ยี่ห้อ โมเดล หรือการแจ้งเตือนที่เกิดขึ้น เลขไอพี และไซต์ที่อุปกรณ์ตั้งอยู่ 

เมื่อคลิกเข้าไปแล้วท่านสามารถติดตามรายละเอียดย่อยได้เช่น เฟิร์มแวร์เวอร์ชัน เลขซีเรียล และมาตรวัดต่างๆ ผู้รับผิดชอบดูแล ซึ่งในอุปกรณ์บางประเภทท่านสามารถชมการเปรียบเทียบกับการใช้งานของลูกค้าอื่นๆในสารระบบของ EcoStruxure Data Lake เพื่อดูว่าอุปกรณ์ตัวนี้มีสถานะเป็นอย่างไรเทียบกับคนอื่นที่ใช้งานเหมือนกัน ดังภาพตัวอย่างด้านล่างจะแสดงการเปรียบเทียบในผลิตภัณฑ์ UPS 

3.) Alarming

หน้านี้จะแสดงถึงการแจ้งเตือนที่เกิดขึ้นของระบบ โดยผู้ใช้งานสามารถกรองการค้นหาได้หลากหลายมุมมองเช่นเดียวกับเมนู Inventory ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ผู้ดูแลสามารถใช้เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหาได้อย่างแท้จริง ในกรณีของลิสต์ที่มากเกินไปท่านสามารถเลือกปิดการแจ้งเตือนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปได้ ในเมนูนี้ยังสามารตั้งค่าช่องทางการแจ้งเตือนได้อีกด้วยเช่น อีเมล หรือระบบออก Ticket ขององค์กร

4.) Management 

ผู้ใช้งานสามารถทำการโหลดคอนฟิคอุปกรณ์ได้ผ่านช่องทางนี้ รวมไปถึงการอัปเดตเฟิร์มแวร์ต่างๆ ซึ่งหมายถึงการบริหารจัดการอุปกรณ์ได้จากระยะไกลนั่นเอง

5.) Assessment

เมนูนี้มีความสามารถหลัก 2 ฟังก์ชันคือการพิจารณาเรื่องประสิทธิภาพของการใช้งาน โดยระบบจะทำการประเมินสุขภาพของอุปกรณ์ ประเมินและแนะนำเกี่ยวกับอายุการใช้งาน ทำให้องค์กรสามารถวางแผนการเปลี่ยนอุปกรณ์ได้แบบ Proactive ก่อนเกิดเหตุ

ปกติแล้วอุปกรณ์ในดาต้าเซนเตอร์อาจหลุดเรื่องความมั่นคงปลอดภัย โดยพื้นฐานแล้วก็คือการใช้งานซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุด ซึ่งในหน้า Security Assessment จะแสดงภาพรวมว่าการคอนฟิคเป็นอย่างไร มีอุปกรณ์จำนวนเท่าไหร่ที่ควรอัปเดตเฟิร์มแวร์ หรือเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ ดังนั้นภาพเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยป้องกันดาต้าเซ็นเตอร์ขั้นพื้นฐาน

นอกจากความสามารถที่กล่าวมาแล้วท่านยังสามารถกำหนดขอบเขตการใช้งานโปรแกรมได้ผ่านเมนู Administration ว่าใครมีสิทธิ์ในการมองเห็นอะไรได้บ้าง ตลอดจนบังคับใช้การพิสูจน์ตัวตนแอคเค้าน์ด้วย 2 Factors Authentication มุมของการใช้งานข้อดีของการเป็น SaaS คือความยืดหยุ่นสูงเพราะ License การใช้งานจะถูกคิดตามจำนวนอุปกรณ์ที่ต้องการมอนิเตอร์แบบรายปี

ในมุมของ Managed Service Provider ท่านสามารถแบ่งการมองเห็นของลูกค้าเป็นรายย่อยๆได้ โดยลูกค้าและผู้ให้บริการจะมองเห็นอุปกรณ์ได้เหมือนกัน ทำให้ MSP สามารถรับเหมาในการดูแลอุปกรณ์ได้ หรือสร้างเป็นบริการอื่นๆเข้ามาต่อยอดได้

สนใจทดสอบใช้งานหรือปรึกษาทีมงาน Schneider Electric

ท่านใดต้องการทดสอบโซลูชันท่านสามารถเข้าไปชมผ่านหน้าเมนู IT Expert Demo โดยไม่ต้องลงทะเบียนตามภาพด้านล่าง 

หรือหากต้องการทดลองแบบเต็มฟังก์ชันได้ฟรีถึง 30 วัน ที่ https://ecostruxureit.com/ecostruxure-it-expert/ 

EcoStruxure IT เป็นเพียงส่วนหนึ่งในโซลูชันคลาวด์ EcoStruxure เท่านั้น ท่านสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ EcoStruxure ได้ที่ https://www.se.com/th/th/work/campaign/innovation/overview.jsp

หากท่านต้องการคำปรึกษาจาก Schneider Electric สามารถติดต่อทีมงานได้ที่ Contact Sales ทางทีมงานจะติดต่อกลับไปหาท่านอย่างเร็วที่สุด

from:https://www.techtalkthai.com/schneider-electric-ecostruxure-it-expert-for-dc-investment/

จ่ายให้แพงทำไม? วันนี้ Microsoft มีทางเลือกมากมายที่ให้คุณทำธุรกิจได้พุ่งทะยานในแบบที่ประหยัดมากกว่า

ในสภาพเศรษฐกิจที่ต้องบอกว่ายังเอาแน่เอานอนไม่ได้ การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยการนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญและต้องพิจารณาในรายละเอียดให้ครอบคลุม วิธีที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนก็คือพยายามลดค่าใช้จ่ายลงให้ได้มากที่สุด เราจะทำอย่างไรให้การลงทุนทุกบาททุกสตางค์ของเราคุ้มค่า เราเชื่อว่าทุกวันนี้ใครก็อยากจ่ายน้อยแต่ได้มากกันทั้งนั้น สำหรับผู้ใช้งาน Microsoft วันนี้เราขอนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายจาก Microsoft ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดต้นทุนการทำงานได้มากขึ้น ประกอบด้วย Microsoft 365 Business Premium และแผน Bring Your Own License (BYOL) ของ Microsoft SQL Server และ VMware รวมถึงความคุ้มค่าจาก Power Platform จะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้นมาติดตามกันได้เลยครับ

ความปลอดภัยที่ครบ จบในตัว

องค์กรคงคุ้นเคยกับการซื้อ License ของ Microsoft 365 กันมาเป็นอย่างดีแล้ว โดยมีการแบ่งแผนการใช้งานออกเป็นหลายระดับทั้งระดับส่วนบุคคล(Personal) สิทธิพิเศษสำหรับนักเรียน หรือการใช้งานในครอบครัว แต่ในระดับธุรกิจ Microsoft 365 จะมีการแบ่งตามขนาดธุรกิจเป็น 2 ระดับใหญ่คือ Business Plan สำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง(SME) และขนาดใหญ่(Enterprise) ซึ่งอย่างหลังนี้แอปจะเป็นมีความสามารถขั้นสูงระดับองค์กรอย่างแท้จริง ตอบโจทย์ความซับซ้อนของธุรกิจทั้งเรื่องฟังก์ชันและจำนวนพนักงาน

credit : Microsoft

ในบทความนี้เราจะโฟกัสเฉพาะแผน Business ซึ่งรองรับผู้ใช้งานได้สูงสุด 300 ท่าน ก่อนอื่นเลยมาวิเคราะห์กันก่อนว่าในเมื่อ Business มีหลายทางเลือกแล้วเหตุใดจึงต้องขยับไปใช้แผนสูงสุด จากภาพประกอบด้านบนจะเห็นได้ว่า Business Basic อาจจะยังไม่โดนใจสำหรับผู้ใช้งานที่คุ้นกับการใช้โปรแกรมที่ติดตั้งในเครื่องมากกว่า ดังนั้นทางเลือกต่อมาก็คือแผน Standard จึงน่าเป็นจุดตั้งต้นที่น่าดึงดูดให้หลายองค์กร แต่รู้หรือไม่ว่าความต่างด้านราคาเพียงไม่กี่เหรียญฯระหว่าง Premium นี้กลับช่วยลดต้นทุนได้มหาศาล เนื่องจากรวบรวมเครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัยมาให้อย่างครบครันทำให้ไม่ต้องหาซื้อโซลูชันอื่นเข้ามาอีก ไม่ว่าจะเป็น Antivirus หรือซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการอุปกรณ์ให้ซ้ำซ้อน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเท่านั้น เพราะยังช่วยให้แผนกไอทีของคุณทำงานได้ง่ายขึ้น สามารถบริหารจัดการเรื่องต่างๆ โดยใช้แพลตฟอร์มเดียว แถมยังไม่ต้องปวดหัวกับการต่อ Subscription จากหลายผู้ให้บริการอีกด้วย โดยฟีเจอร์ด้าน Security ที่ท่านจะได้รับมีดังนี้

1.) Microsoft Intune

โซลูชัน Microsoft Intune ถือเป็นหัวใจของ Business Premium เลยก็ว่าได้ โดยให้ความสามารถในเรื่องของ Mobile Device Management(MDM) และ Mobile Application Management (MAM) ซึ่งโซลูชันให้บริการในลักษณะของ Cloud-based นั่นหมายความว่าไม่จำเป็นต้องจัดตั้งเซิร์ฟเวอร์ควบคุมขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ที่จะได้รับอีกมากมายเช่น

  • ทีมงานไอทีของธุรกิจสามารถสร้าง Policy เพื่อควบคุมเครื่องเดสก์ท็อป สมาร์ตโฟน หรือแทปเล็ต ที่ต้องการเข้ามาใช้งานในองค์กรได้ ครอบคลุมเครื่องทั้งที่เป็นเจ้าของโดยธุรกิจ หรือเครื่องของพนักงานที่นำเข้ามาเองด้วยการทำ Policy ที่แตกต่างออกไป โดย Policy ครอบคลุมทั้งเรื่องแอปพลิเคชัน การตั้งค่าอุปกรณ์ เงื่อนไขในการเข้าถึง Multi-factors Authentication(MFA) ซึ่งสามารถ Deploy ใช้งานได้อย่างอัตโนมัติอีกด้วย
  • สามารถสร้าง Default Image ของอุปกรณ์และ Deploy ได้ผ่านระบบคลาวด์แบบรีโมต 
  • ผนวกความสามารถในการควบคุมสิทธิ์และพิสูจน์ตัวตนได้กับ Azure AD แต่ในกรณีของการมี AD อยู่ที่ On-premise ก็รองรับการทำ Azure Sync เพื่อสร้างระบบแบบ Hybrid ได้
  • รองรับอุปกรณ์ได้หลายแพล็ตฟอร์มประกอบด้วย Android, Android Open Source Project (AOSP), iOS/iPadOS, macOS และ Windows 
  • กำหนดการใช้งานแอปพลิเคชันตามแต่องค์กรจะอนุมัติด้วยความสามารถของ App Store ที่ใช้ภายในองค์กรเท่านั้น
  • ลดงานของไอทีเนื่องจากผู้ใช้งานสามารถจัดการการใช้งานด้วยตัวเองได้ผ่าน Company Portal เช่น การรีเซ็ตรหัสผ่าน ติดตั้งแอป เข้าร่วมกลุ่ม และอื่นๆ ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบสามารถปรับแต่ง Company Portal ได้ตามต้องการ
  • แอดมินสามารถควบคุมและติดตามรายได้จากศูนย์กลางผ่านคลาวด์ ทั้งเรื่องแอปพลิเคชัน ข้อมูล และสิทธิการเข้าถึง 

2.) Microsoft Defender for Office 365 

Microsoft Defender for Office 365 หรือชื่อเดิมคือ Microsoft Office 365 ATP ได้มอบความสามารถที่ช่วยขจัดพื้นผิวการโจมตีมักที่เกิดขึ้นได้บ่อยเช่น อีเมลและไฟล์เอกสารที่ซ่อนมัลแวร์เข้ามาภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นแนวหน้าของการรับมือกับภัยคุกคามเลยก็ว่าได้ หากเจาะลึกภายในของโซลูชันมีฟีเจอร์โดดเด่นดังนี้

  • Safe Attachment และ Safe Links คือไอเดียของการทำ Sandbox ให้มัลแวร์รเผยพฤติกรรม เพื่อคัดกรองไฟล์แนบในอีเมลหรือลิงก์อันตรายที่หวังลวงผู้ใช้งานในองค์กร (Phishing) ทั้งนี้ยังครอบคลุมไปถึงไฟล์ที่หมุนเวียนใน OneDrive, SharePoint และ Teams ด้วย
  • ผู้ดูแลระบบสามารถเรียกดูรายงานและปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยได้แบบเรียลไทม์ หรือภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
  • กำหนด policy การใช้งานขององค์กรได้อย่างง่ายตามคำแนะนำ รวมถึงบังคับใช้งานได้อย่างอัตโนมัติ

3.) Microsoft Defender for Business

Microsoft Defender for Business คือโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับ Endpoint ที่ถูกออกแบบมาสำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางโดยเฉพาะ ดังนั้นการตั้งค่าของแอดมินถูกออกแบบมาให้ใช้ง่ายผ่าน Wizard อย่างเป็นขั้นเป็นตอนพร้อมกับ Policy ตั้งต้นที่ถูกออกแบบไว้พร้อมแล้ว รวมถึงมีคำแนะนำในการปฏิบัติการต่างๆด้วย นอกจากนี้ยังมีข้อมูล Insight ของ Endpoint ภายใต้การดูแลเพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย อย่างไรก็ดี Defender for Business ยังรองรับแพลตฟอร์มได้หลากหลายทั้ง Windows, macOS, iOS และ Android 

4.) Microsoft Defender for Cloud

Microsoft Defender for Cloud คือการผนึกกำลังกันระหว่างโซลูชัน Cloud Security Posture Management(CSPM) และ Cloud Workload Protection Platform(CWPP) ซึ่งส่วนแรกมองถึงการตั้งค่าของคลาวด์ว่าทำได้อย่างรัดกุมหรือไม่ โดยจะมีระบบการให้คะแนนที่เทียบกับธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เมื่อทราบความเสี่ยงแล้วท่านสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น ในส่วนของ CWPP มองถึงการป้องกัน Workload ซึ่งอาศัยพลังของ Threat Intelligence เพื่อรับมือกับภัยต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพยากรของท่าน อย่างไรก็ดี Defender for Cloud ไม่ได้ถูกจำกัดแค่ Azure เท่านั้นแต่ยังรองรับข้ามคลาวด์ค่ายอื่นได้เช่น AWS และ GCP หากผู้ใช้งานทำการเชื่อมต่อบัญชีของ AWS มายัง Azure Subscription ความสามารถของ Defender for Cloud ก็จะสามารถข้ามไปตรวจสอบการทำงานเหล่านั้นได้ 

5.) Azure AD Premium

เราทราบกันดีถึงความสามารถของ Active Directory ที่ใช้กันมานาน แต่เมื่อการทำงานเข้าสู่ยุคของคลาวด์ Azure AD จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อรองรับการทำงานสมัยใหม่ ทั้งนี้เมื่อประกอบความสามารถเข้ากับ Intune องค์กรจะสามารถรองรับการ Join Domain เพื่อบริหารจัดการอุปกรณ์ Mobile ได้ นอกจากนี้ Azure AD ยังรองรับระบบอื่นที่นอกเหนือจาก Windows ด้วย อย่างไรก็ดีสิ่งที่ลูกค้า Microsoft 365 Business Premium จะได้รับคือ Azure AD Premium ที่มีความสามารถเหนือกว่าเดิมเช่น การทำงานแบบ Hybrid ทรัพยากรทั้งคลาวด์และ On-premise หรือเครื่องมือบริหารจัดการขั้นสูงของแอดมินอย่าง Dynamic Group, Self-service Group Management, Microsoft Identity Manager และ Cloud Write-back เป็นต้น นอกจากนี้ยังสร้างความเป็น Conditional Access อย่างแท้จริงด้วยการรองรับทางเลือกของ MFA อย่าง SMS, Microsoft Authenticator, Software Token, Windows Hello for Business, Hardware Token, FIDO2 พร้อมความสามารถในด้านการจัดการ Policy ที่เข้มข้น

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มาพร้อมกับ Microsoft 365 Business Premium ที่ท่านจะได้รับอย่างเข้มข้น ครบเครื่องไม่ว่าจะเป็นมุมของ Email, Office, Mobile Management, Cloud และโซลูชันด้าน Identity อย่าง Azure AD Premium แต่ท่านยังได้รับความสามารถของ Data loss Prevention และ Azure Information Protection ที่จะควบคุมการใช้งานข้อมูลอีกด้วย มาถึงตรงนี้คงเห็นแล้วใช่ไหมครับว่าความต่างของราคาราว 10 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือนคุ้มค่าขนาดไหน เทียบกับความยากในการซื้อโซลูชันอื่นเข้ามาให้ได้เท่ากัน เพราะเรื่องความปลอดภัยนั้นประเมินค่าไม่ได้…

หากคุณมี License SQL Server หรือ VMWare อยู่แล้ว ย้ายขึ้นคลาวด์ประหยัดได้ทันที

Bring Your Own Microsoft SQL Server to Azure Cloud

Microsoft เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ SQL Server ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากเกิดปัญหาขึ้นผู้ที่จะช่วยเหลือองค์กรได้ดีที่สุดก็คือ Microsoft เอง โดยเฉพาะหากนำ SQL Server ขึ้นสู่ระบบคลาวด์องค์กรจะได้ประโยชนอีกหลายเด้งเลยทีเดียว ประการแรก คือได้ความยืดหยุ่นของคลาวด์ที่จ่ายได้ตามจริง ทำให้ปรับเพิ่มลดทรัพยากรได้ตามต้องการ ประการที่สอง คือมีเครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัยพร้อมตอบโจทย์ด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างเต็มรูปแบบ ประการที่สาม บริหารจัดการได้ง่าย ยิ่งในรูปแบบของ PaaS ลูกค้ามีหน้าที่เพียงแค่ใช้งานและจัดการงานของตนเท่านั้น อีกทั้งหากต้องการฟีเจอร์ด้านข้อมูลขั้นสูงเช่น Data Mesh, Analytics หรือ Machine Learning ก็สามารถเชื่อมต่อข้อมูลจาก SQL Database พร้อมใช้งานได้ทันที

ด้วยข้อมูลที่กล่าวมาจึงดึงดูดให้หลายองค์กรสนใจที่จะย้าย SQL Server (เริ่มต้นที่เวอร์ชัน 2012 หรือสูงกว่า) ของตนสู่ Microsoft Azure แต่ที่ผ่านมาอาจจะยังลังเลเพราะมีข้อจำกัดว่าต้องใช้ VM หรือ PaaS ที่มาพร้อมค่าใช้จ่ายของ License แต่เรื่องนี้เป็นอดีตไปแล้วเพราะล่าสุดด้วยข้อเสนอใหม่ผู้ใช้งานเดิมที่มี License ของ SQL Server จะสามารถย้ายมาใช้งานบน Azure ได้แบบไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็น VM ที่ติดตั้ง SQL Server หรือ PaaS ซึ่งท่านจะได้รับข้อดีข้างต้นทั้ง 3 ประการที่กล่าวมา แต่ถ้าลูกค้าที่มี SQL Server License พร้อมกับ SA Software Assurance ท่านจะสามารถนำ License มาใช้บน Azure ได้พร้อมกับ VM ในดาต้าเซ็นเตอร์ของท่านเองสูงสุดถึง 180 วัน!

Credit : Microsoft

Bring Your Own VMware License to Azure Cloud

Microsoft Azure มีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจสามารถเติบโตไปได้อย่างมั่นคง มีความสเถียรสูงและวางแผนค่าใช้จ่ายได้ทุกระยะ ประกอบกับมีบริการขั้นสูงที่สร้างประโยชน์ต่อยอดให้ธุรกิจได้มากมายทั้ง AI/ML, Analytics, Data Governance โดยเฉพาะเครื่องมือด้าน Security ที่มีให้ครบครันไม่ต้องลงทุนเพิ่ม อย่างไรก็ดี VMware เป็นผู้เล่นชั้นนำในตลาด Virtualize ซึ่งมีลูกค้าอยู่มากมาย ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่จะผลักดันให้องค์กรเปลี่ยนพฤติกรรมและทักษะความคุ้นเคยที่สั่งสมมานานเพื่อหันมาใช้เครื่องมือใหม่คงทำได้ยาก ซึ่ง Microsoft ตระหนักเรื่องนี้ดีจึงได้ร่วมมือกับ VMware สร้างบริการ Azure VMware Solution เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเหล่านี้

ไอเดียของ Azure VMware Solution ก็คือโครงสร้างพื้นฐานของ Microsoft เพียงแต่ว่าใช้ซอฟต์แวร์สแต็กจาก VMware เช่น vSphere, NSX-T Data Center, vSAN และ HCX ซึ่งได้รับการการันตีโดย VMware เรียบร้อยแล้ว จึงให้ความมั่นใจได้ว่าผู้ใช้งานจะสามารถใช้โซลูชันเดียวกันของ VMware แต่อาศัยโครงสร้างพื้นฐานของ Azure เพื่อเสริมศักยภาพในการให้บริการธุรกิจได้ โดยในมุมของไอทีผู้ดูแลก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เครื่องมือใหม่นั่นเอง

*ล่าสุด Microsoft ได้เปิดให้ผู้สนใจทุกท่านที่มี License ของ VMware vRealize สามารถนำมาใช้งานบริการ Azure VMware Solution ต่อได้ ซึ่งท่านสามารถขอรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือในการเปลี่ยนผ่านและดูแล จากทีมงาน Microsoft และพาร์ทเนอร์ที่ดูแล Azure ได้ที่นี่ครับ

Credit : Microsoft

เพิ่มศักยภาพให้ทุกคนในองค์กรด้วย Microsoft Power Platform

จากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและการแข่งขันที่สูงมากในโลกปัจจุบัน ธุรกิจองค์กรขนาดกลางและขนาดย่อมกว่า 70% ได้นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุด พึ่งพากำลังคนให้น้อยลง ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยี No/Low Code จึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่ง Microsoft เองมีโซลูชันที่ชื่อว่า ‘Power Platform’ ที่จะช่วยตอบโจทย์การทำงานข้างต้น ให้องค์กรได้ Transform ธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลได้ทันเวลา

Credit : Microsoft

เหตุผล 5 ข้อว่าทำไมองค์กรต้องใช้ Microsoft Power Platform 

  1. ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย – หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการจ้าง developer เพื่อเขียนแอปขนาดใหญ่ พัฒนาโปรแกรมต่างๆ และ Server จำนวนมาก อีกทั้งยังปรับลดเพิ่มตามความเติบโตของธุรกิจอีกด้วย
  2. ประหยัดเวลา – ด้วยการทำงานที่เชื่อมต่อกันของ Power App และ Power Automate ใน Platform Microsoft องค์กรสามารถเปลี่ยนงาน manual จากเดิมที่ใช้เวลาเขียนแอปนานนับเดือนให้เป็น workflow ที่อัตโนมัติเพื่อประหยัดเวลาเหลือเพียงไม่กี่วัน ตอบโจทย์การเข้าสู่ตลาดได้ทันต่อความต้องการ
  3. ใช้งานง่าย ไม่จำเป็นต้องมีทักษะ Coding – ด้วยเทคโนโลยี Low Code No Code อย่าง Power Apps พนักงานไม่จำเป็นต้องพึ่งทีม IT ในการพัฒนาแอป โดยสามารถสร้างแอปด้วยการ drag & drop ฟีเจอร์และใช้ application template เพื่อการสร้างแอปได้ง่ายๆด้วยตัวเอง
  4. ยืดหยุ่นและคล่องตัว – สามารถพัฒนาแอปต่างๆที่ตอบโจยท์ความต้องการของแต่และองค์กรและเปลี่ยนแปลงการบันทึกข้อมูลแบบ traditional บนกระดาษให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลบน application ที่ง่ายต่อการตรวจสอบ การใช้งาน การเข้าถึง และการนำข้อมูลไปใช้ต่อในการทำงานร่วมกันในองค์กร
  5. มีประสิทธิภาพด้วยการเชื่อมโยงของ Platform และ มั่นใจได้ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก – Microsoft Power Platform มีความปลอดภัยที่เป็นพื้นฐานและเป็นส่วนหนึ่งของ Microsoft Cloud โดยเพื่อความสะดวกในการใช้งาน ผู้ใช้งานสามารถใช้ connector เพื่อเชื่อมต่อกับแอปต่างๆได้มากกว่า 400 รายการ นำข้อมูลและ workflow เข้าไป integrate กับระบบขององค์กรคุณได้อย่างลงตัว

และเพื่อให้การลดค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น วันนี้ Microsoft มีโปรแกรมมากมายที่จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องง่าย อย่างเช่นเรื่องของการนำ Microsoft SQL Server และ VMware License มาสู่ Azure Cloud นั้น Microsoft มีโปรแกรมพิเศษที่จะช่วยท่าน migrate และมี credit ให้ทดลองใช้งานฟรี รวมถึงการช่วย optimize ให้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายในกรณีที่ท่านใช้ Microsoft Azure อยู่แล้วตามเงื่อนไขที่กำหนด

ท่านสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ aka.ms/AZTHContact หรือแชท Facebook ผ่าน Aka.ms/ContactMSFTTH หรือโทรมาหาเรา 1800-012-821 ได้ตั้งแต่วันนี้

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-do-more-with-less-4-ways-save-your-cost/

คุณรู้หรือไม่ ปัจจุบัน ระบบสำรองข้อมูล (Backup) เป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีจาก Ransomware และคุณมีวิธีป้องกันแล้วหรือยัง? [Guest Post]

โลกแห่ง Ransomware ได้พัฒนาตลอดเวลา

รายงานจากนิตยสาร Fortune ปี 2022 และ 2022 SonicWall Cyber Threat Report แสดงถึงการเพิ่มขึ้นของการโจมตีจาก Ransomware มากขึ้นถึง 105% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยกลุ่มหน่วยงานราชการทั่วโลกถูกโจมตีจาก Ransomware เพิ่มขึ้นถึง 1,885% และกลุ่ม Health Care ถูกโจมตีเพิ่มขึ้น 755% เลยทีเดียว ที่สำคัญคือ มี Malware/Ransomware ชนิดใหม่เกิดขึ้นถึง 442,151 เพิ่มขึ้นมากถึง 65% อย่างที่ไม่เคยพบมาก่อนในปี 2021

นอกจากนั้น ในรายงานล่าสุดปี 2021 ของนักวิเคราะห์ IDC กล่าวว่าการวิจัยของพวกเขาแสดงให้เห็นว่ามูลค่าความเสียหายได้เพิ่มขึ้นทุกปีโดยปี 2021 มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 20.2 พันล้านเหรีญสหรัฐ

นอกจากนั้น การจ่ายค่าไถ่ที่ Hacker เรียกร้องก็ไม่สามารถการันตีการกู้คืนข้อมูลได้ โดยข้อมูลแสดงให้เห็นว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้เพียง 65% เท่านั้น นั่นแสดงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาลทั้งการจ่ายเงินและการสูญเสียข้อมูล

ข้อมูลจากการวิจัยพบเพิ่มเติมว่าองค์กรมากกว่า 80% ที่ถูกโจมตีโดย Ransomware มีการสำรองข้อมูล  และมากกว่า 90% มีระบบรักษาความปลอดภัย Cyber Security ติดตั้งอยู่ แสดงให้เห็นว่า Ransomware มีความสามารถในการหลบหลีกระบบรักษาความปลอดภัยและสามารถโจมตีระบบสำรองข้อมูลได้โดยง่าย

สิ่งนี้เปลี่ยนความคิดใหม่คือ การเตรียมพร้อมสําหรับการโจมตีจาก Ransomware ที่มีเพียงการสำรองข้อมูล Backup และระบบ Cyber Security ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสูญเสียข้อมูลได้

ดังนั้น การโจมตี Ransomware กลายเป็นเรื่องที่องค์กรในปัจจุบันจําเป็นต้องตระหนักว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป คุณสามารถตกเป็นเป้าหมายได้ตลอด

เป้าหมายใหม่: ระบบสํารองข้อมูล

ในรายงานของ IDC ระบุว่าภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้พัฒนาขึ้นให้สามารถเข้าโจมตีระบบสํารองข้อมูล อาชญากรไซเบอร์รู้ว่าการโจมตีข้อมูลที่ระบบสํารองข้อมูลก่อนจะทำให้คุณไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยการกู้คืนข้อมูลหลังจากการโจมตีได้เพราะข้อมูลที่สํารองไว้เสียหาย เมื่อข้อมูลสํารองเสียหายอาชญากรไซเบอร์จะโจมตีไปยังแหล่งข้อมูลหลักที่พวกเขาต้องการ อาชญากรไซเบอร์จะส่งมัลแวร์และวิธีการต่างๆของพวกเขาซึ่งจะมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกปี

โดยทั่วไป ระบบรักษาความปลอดภัย Cyber Security จะใช้วิธีตรวจสอบการทำงานบางอย่างมีลักษณะของ I/O ที่สูงผิดปกติในดิสก์ไดรฟ์เพื่อค้นหามัลแวร์ที่เข้ารหัส  แต่ปัจุบันตัวมัลแวร์ได้พัฒนามากขึ้นโดยสามารถปรับการทำงานให้ช้าลงเพื่อไม่ให้ I/O สูงผิดปกติ

และยังมีรายงานระบุว่า มีสาเหตุอีกหลายปัจจัยที่ทําให้บางองค์กรล้มเหลวในการป้องกันข้อมูลทที่ถูกสํารองไว้ เช่น ไม่ได้เตรียมวางแผนกระบวนสำรองและกู้คืนข้อมูลที่ดีพอ ไม่ได้วางแผนในการกู้คืนความเสียหายไปยังไซต์สำรอง (DR Site) เป็นต้น

การเข้าสู่นวัตกรรมแห่งการสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1-1

ทำไมการสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1 ที่ใช้งานกันอยู่จึงล้าสมัยและไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ทำไมนโยบายสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1 จึงล้าสมัยและไม่เพียงพอ

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจระบบสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1 กันก่อนว่าคืออะไร เพื่อให้สามารถเห็นถึงช่องโหว่และจุดอ่อนที่สำคัญ

ระบบสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1 ประกอบไปด้วย

  1. เก็บข้อมูลสามชุด (ชุดข้อมูลหลักหนึ่งชุดและชุดสําเนาข้อมูลสองชุด)
  2. ชุดสําเนาสองชุดให้จัดเก็บไว้ในสองรูปแบบ (โดยมากในปัจจุบันชุดสำเนาหลักจะเป็น Disk, ชุดที่สองจะเป็น Disk, NAS, คลาวด์ และอื่นๆ รวมไปถึง Tape – ในขณะที่ Tape จะเสื่อมความนิยมลง)
  3. ชุดสําเนาหนึ่งชุดให้จัดเก็บนอกสถานที่ เช่น DR Site, คลาวด์ หรือสถานที่อื่นๆ

ตามรายงาน IDC ปัญหาสำคัญคือ Ransomware ในปัจจุบันสามารถโจมตีและมองหาระบบสำรองข้อมูลเพื่อทำลายข้อมูล และสามารถโจมตีข้อมูลทั้งสามชุดของเราได้ เนื่องจาก เมื่อ Ransomware เข้ามาในระบบ จะตรวจสอบหาเครื่องต่างๆในเครือข่ายรวมถึงการเข้าสู่สิทธิสูงสุดของระบบโดยใช้ช่องโหว่ต่างๆ และจะโจมตีทำลายข้อมูลชุดหลักและเข้าสู่ระบบสำรองข้อมูลเพื่อทำลายชุดข้อมูลสำเนาที่ต่อกับระบบสำรองข้อมูลทั้งส่วนที่เป็น Disk, NAS และ Tape (ที่ยังคงต่ออยู่) รวมไปถึงชุดสำเนาที่สองที่จัดเก็บใน DR Site และคลาวด์ เนื่องจากระบบเครือข่ายเชื่อมถึงกันและมีการเปิดการเชื่อมต่อเข้าหากันอยู่ตลอดเวลา Ransomware จึงสามารถเข้าไปโจมตีได้

ข้อยกเว้นคือ กรณีที่เก็บสำเนาชุดที่สองจัดเก็บเป็นเทป Off-site ยังอาจจะมีข้อมูลให้พอกู้คืนได้ แต่ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน และโดยมากจะเป็นข้อมูลเก่า เนื่องจากองค์กรไม่ได้เก็บข้อมูล Tape Off-site ทุกวัน โดยมากจะเป็นสัปดาห์หรือเดือนละครั้ง และในบางกรณีการกู้คืนจาก Tape มักจะมีปัญหาและทำได้ช้า ดังนั้น การกู้คืนจาก Tape จึงทำให้ได้ข้อมูลชุดเก่าและเกิดปัญหาข้อมูลสูญหายและมีผลกระทบกับองค์กรเช่นกัน   

คำแนะนำการป้องกันล่าสุดจาก IDC

IDC แนะนำว่า ระบบสำรองข้อมูลที่สามารถปกป้องและป้องกันภัยจากการโจมตีของ Ransomware ในปัจจุบันจะต้องมีความสามารถเพิ่มขึ้นมากกว่าเพียงการเก็บข้อมูลทั่วไป แต่ต้องมีความสามารถเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

  • สามารถเข้ารหัสข้อมูลได้ทุกที่ (Encryption Everywhere): สามารถเข้ารหัสข้อมูลที่ถูกเก็บเอาไว้ในที่จัดเก็บข้อมูล, ระหว่างการส่งข้อมูล, และในชุดข้อมูลที่จัดเก็บ ทั้งที่จัดเก็บทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อป้องกันการรั่วไหลและการถูกขโมยข้อมูล
  • มีชุดข้อมูลสำรองที่ไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง (Immutable Backup Data Copy): สามารถจัดเก็บข้อมูลแบบที่ไม่สามารถถูกแก้ไข, เปลี่ยนแปลง, ลบและทำลาย ไม่ว่าจะจากภายในหรือภายนอก นี่จะเป็นกระบวนการที่ให้ความมั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่ถูกทำลายแม้จะถูกโจมตี ดังนั้นความสามารถนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในปัจจุบัน
  • มีชุดข้อมูลที่เก็บในลักษณะ Air-Gapped: หลักการของ Air—Gapped คือ การแยกการจัดเก็บและการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลสำรองที่จัดเก็บทั้งทางกายภาพและทางระบบเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งจะป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดีในการเข้าถึง ผู้ดูแลระบบจะต้องมั่นใจว่าที่เก็บข้อมูลหลักและข้อมูลสำรองได้รับการบริหารและจัดเก็บแยกจากกัน เพื่อลดความเสี่ยงของการถูกทำลายหรือเสียหายไปพร้อมๆกัน องค์กรจำนวนมากได้หันกลับมาใช้ Tape โดยการจัดเก็บแยกต่างหากไม่ว่าจะเป็น Onsite หรือ Offsite ซึ่งจะเป็นการแยกที่จัดเก็บอย่างชัดเจน แต่ปัญหาของ Tape ก็คือ มันเป็นข้อมูลที่ไม่ล่าสุด ทำให้มีข้อมูลสูญหายบางส่วนได้
  • มองหาระบบสำรองข้อมูลที่เป็นแบบบูรณาการ (Integrated Solutions): คำว่าบูรณาการในที่นี้หมายถึง ระบบสำรองข้อมูลที่มีความสามารถด้าน Hardware, Software, Security และ Cloud เข้ามาด้วยกัน โดยมีความสามารถทั้งทางด้านการปกป้องข้อมูลและป้องกันการโจมตีทาง Cyber เพื่อให้องค์กรมีโอกาศสูงที่สุดในการป้องกันและกู้คืนเมื่อเกิดเหตุการณ์การโจมตี และลดปัญหาความยุ่งยาก ความเข้ากันได้ การบริหารจัดการหลายๆผลิตภัณฑ์
  • มีระบบ Multifactor Authentication (MFA): การโจมตีในปัจจุบันเกิดจากการถูกขโมยข้อมูลผู้ใช้งานและรหัสผ่าน (โดยมากเกิดจาก Phishing) การที่ระบบสำรองข้อมูลมีระบบ MFA สามารถป้องกันการเข้าถึงระบบและข้อมูลที่ถูกสำรองได้ถึงแม้จะถูกขโมยรหัสผ่านไปก็ตาม 

การป้องกัน Ransomware ต้องเริ่มด้วยการสํารองข้อมูลแบบ 3-2-1-1

ยินดีต้อนรับสู่โลก 3-2-1-1

ด้วยวิวัฒนาการของ Ransomware ที่เกิดขึ้นการสำรองข้อมูลแบบเก่า “3-2-1” เพื่อปกป้องข้อมูลจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป

 

และด้วยคำแนะนำจากรายงาน IDC แนะนําคือ 3-2-1-1 ด้วย “1” พิเศษที่เพิ่มขึ้นมาหมายถึง การเก็บข้อมูลที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง (Immutable Backup Data Copy) โดยข้อมูลถูกเขียนครั้งเดียวบนที่จัดเก็บข้อมูลและสามารถอ่านได้หลายครั้ง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูล, ลบ และทำลาย และ/หรือ การเก็บข้อมูลในลักษณะ Air-Gapped ที่จัดเก็บข้อมูลแยกต่างหากให้ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยทาง IDC แนะนำให้ทำการเก็บชุดข้อมูลสุดท้ายไว้บน Immutable Storage, Tape ที่จัดเก็บแยกต่างหาก หรือ Cloud ชนิดพิเศษที่ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ เช่น  Amazon S3 Glacier หรือ S3 Object Lock เป็นต้น

ดั้งนั้น ความสามารถของการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่สามารถถูกแก้ไขได้แบบ Immutable Storage เป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันอันเป็นองค์ประกอบสําคัญของการป้องกัน Ransomware ที่ประสบความสําเร็จ

โซลูชั่นใหม่ Arcserve Integrated Solution

ข่าวดีก็คือ ในปัจจุบัน Arcserve Inc. มีเทคโนโลยีและโซลูชั่นที่สามารถรวมทุกความต้องการของลูกค้าเข้ามาไว้ในที่เดียวกันทั้งในด้านการจัดเก็บและกู้คืนข้อมูล, ระบบสำรองข้อมูล Cloud, ระบบ Immutable Storage, ระบบ Air-Gapped และระบบการสำรองข้อมูลแบบต่อเนื่อง (Continuous Data Protection) ในโซลูชั่นเดียว

ทางการป้องกันการโจมตีมีระบบตรวจสอบและป้องกันการโจมตีบุกรุก (Intrusion Detection and Prevention) ซึ่งมีระบบ Deep Learning Neural Net ในการวิเคราะห์ตรวจสอบและป้องกันในตัว, ระบบป้องกันการ Ransomware Encryption และระบบ Multifactor Authentication (MFA) ในที่เดียว

Arcserve สร้างโซลูชันที่สามารถตอบโจทย์ให้กับองค์กรไม่ว่าจะเป็น โซลูชันในการสำรองข้อมูล(Arcserve UDP), เทคโนโลยีการตรวจจับ Ransomware  (Sophos intercept x) และการรวมถึงการเก็บข้อมูลที่ไม่เปลี่ยนแปลง (Arcserve OneXafe Immutable Storage)

Arcserve OneXafe – Immutable Storage สำหรับการป้องกัน Ransomware

Arcserve OneXafe เป็นระบบเก็บข้อมูลที่มีความสามารถ Immutable Object Storage ที่ทุกๆอย่างที่จัดเก็บจะสามารถเขียนลงไปหนึ่งครั้งและไม่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป โดยเป็น Storage ในรูปแบบ Object-based โดยมีการเก็บข้อมูลแบบ Object และทุกๆการแก้ไขจะถูกสร้างเป็น Object ใหม่ โดยมีความสามารถ OneXafe Continuous Data Protection (CDP) ทำหน้าที่ในการสำรองข้อมูลแบบ Snapshot ทุกๆ 90 วินาที ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บด้วยการ Snapshot จะไม่สามารถแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้จากภายนอกและสามารถทำให้ผู้ใช้งานสามารถกู้คืนข้อมูลย้อนหลังตามเวลาที่ต้องการ (Point-in-time Recovery) และสามารถกู้คืนได้ภายในไม่กี่นาที

ความสามารถในการขยายความจุได้อย่างง่ายดาย

Arcserve OneXafe สามารถเป็น Storage แบบ Network-Attached Storage (NAS) ที่สามารถขยายได้ในรูปแบบแบบ Scale-out ทำให้สามารถเพิ่มความจุได้ตั้งแต่การเพิ่มความจุทีละหนึ่ง Drive จนไปถึงการเพิ่ม Node ใหม่เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลสำหรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นได้โดยง่าย

OneXafe มีความสามารถระดับ Enterprise-grade ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

นอกจากความสามารถที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว OneXafe ยังมีความสามารถอื่นๆมากมายช่วยให้องค์กรได้ประโยชน์และสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย เช่น การลดขนาดเนื้อที่จัดเก็บข้อมูลด้วย Inline Deduplication, การบีบอัดข้อมูล, CDP, การเข้ารหัสข้อมูล, Real-time replication สำหรับการทำระบบ Disaster Recovery

ความสามารถทางด้าน Redundancy ของ OneXafe ก็สามารถช่วยให้ระบบมีความเสถียรและดูแลรักษาได้ง่าย เช่น:

  • โครงสร้างการเก็บข้อมูลแบบ Raid-less (No LUNs)
  • Object-Based Replication Factor เช่น RF2 หรือ RF3 ที่จะมีการเก็บข้อมูลไว้ 2 หรือ 3 ชุดของ Data Objects เสมอ
  • Scale-out Clustering ที่มีการจัดเก็บข้อมูลกระจายระหว่าง Disk และ Nodeเป็นต้น
  • Fault Domain Protection ที่สามารถป้องกันการเสียหายของ Data ได้ทั้งในระดับ Disk และระดับ Node

การรวมความสามารถของ NAS และ Object Storage เข้าด้วยกัน

Arcserve OneXafe รวมความสามารถและข้อดีของทั้ง NAS และ Object Storage มาไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้งานได้รับประโยชน์จากความสามารถของทั้ง 2 รูปแบบ

ข้อดีของ NAS

  • เหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลทั้งแบบ Dynamic และ Transactional Data
  • ใช้งานง่าย เหมาะกับการเก็บข้อมูล
  • เข้าได้กับ Application จำนวนมากและใช้งานได้หลากหลาย

ข้อดีของ Object Storage

  • ขยายได้ง่าย
  • บริหารจัดการได้ง่าย
  • มีความสามารถในการจัดการข้อมูลที่ดี

OneXafe รองรับการใช้งานที่หลากหลาย:

Immutable Storage
OneXafe ได้รับการออกแบบให้เป็น Immutable Storage ที่รองรับการจัดเก็บข้อมูลสำหรับการสำรองข้อมูลและข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่สามารถถูกแก้ไขได้ ด้วยความสามารถในการเป็น Logical Airgap จะสามารถรับประกันความปลอดภัยของข้อมูลและความสามารถในการกู้คืนข้อมูลได้ในทุกๆสถานการณ์

File Server Consolidation
OneXafe มีความสามารถในการขยายได้อย่างดี รวมถึงความสามารถในด้านความปลอดภัยและความเสถียร ทำให้การใช้งานสำหรับการเป็นที่เก็บข้อมูล File Server ผ่านมาตรฐานการใช้งานด้วย NFS และ SMB Share สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้เป็นอย่างดี

Disk-Based Backup and Archive Target
OneXafe สามารถทำหน้าที่เป็นที่เก็บข้อมูลสำรองข้อมูลและการเก็บข้อมูลระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความสามารถ Deduplication และรองรับการขยายตัวด้วย Scale-out Storage และรองรับการใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์สำรองข้อมูลในท้องตลาด เช่น Arcserve, Veeam, Commvault, Veritas และ อื่นๆ ได้

from:https://www.techtalkthai.com/digital-distribution-arcserve-onexafe/

Databricks x BAC ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ DATABRICKS – Destination Lakehouse [15 ธ.ค. 2565] ณ ห้องประชุม 102 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไม่มีค่าใช้จ่าย

บริษัท บิสซิเนสแอพพลิเคชั่น จำกัด (BAC) ประกาศจับมือ  DATABRICKS บริษัทผู้เชี่ยวชาญในการทำ Data Lakehouse Platform & AI Solution บน Public Cloud  ขอเรียนเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาใน หัวข้อ “ DATABRICKS – Destination Lakehouse” ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00 น เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม 102 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

บริษัท บิสซิเนสแอพพลิเคชั่น จำกัด (BAC) ประกาศจับมือ  DATABRICKS บริษัทผู้เชี่ยวชาญในการทำ Data Lakehouse Platform & AI Solution บน Public Cloud

โดย BAC นอกจากจะเป็นตัวแทนจำหน่าย DATABRICKS แล้ว  BAC จะเป็นศูนย์เรียนรู้ DATABRICKS (Training Centre ) แห่งแรกในประเทศไทย 

และเพื่อเป็นการตอกย้ำศักยภาพในการร่วมมือของทั้งสองบริษัท ทั้งในเรื่อง การเป็นผู้นำเทคโนโลยี DATA Platform ชั้นนำของโลก (DATABRICKS) และ บริษัทผู้เชี่ยวชาญในด้าน Analytics Solution ในประเทศไทย ของ BAC

ขอเรียนเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาใน หัวข้อ “ DATABRICKS – Destination Lakehouse” ในวันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00 น เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม 102 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

รายละเอียดงานสัมมนา

หัวข้อ: DATABRICKS – Destination Lakehouse
วันเวลา: วันพฤหัสบดี ที่ 15 ธันวาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป
สถานที่: ห้องประชุม 102 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ลิงก์ลงทะเบียน: https://www.bac.co.th/event_register_new/BAC_EVENT_22_12_15.aspx

กำหนดการ:

1.00- 1.30          Registration  
1.30 – 1.45         Welcome address                  
1.45 – 2.05         Databricks overview                 
2.05 – 2.30         Introduction to Databricks platform & Lakehouse  (Demo)  
2.30 – 2.45         Coffee Break  
2.45 – 3.05         Databricks accelerating Downstream analytics
3.05 – 3.30         Customer success stories
3.30 – 4.00          Fireside Chat
4.00 – 4.20          BAC & Databricks Partnership       
4.20 – 4.30          Q&A      
4.30                    Closing

from:https://www.techtalkthai.com/databricks-x-bac-seminar-databricksdestination-lakehouse-15-dec-22/

ศูนย์ข้อมูลสีเขียวสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศ [Guest Post]

ภายใต้หัวข้อหลัก “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคประจำปี 2565 ท่ามกลางความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ได้มีการหารือกันในการช่วยให้ภูมิภาคกลับมามีความสมดุล โดยมี “วาระ เรื่อง โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy Model หรือ BCG) เป็นแนวคิดหลักเพื่อขับเคลื่อนการประชุม ในฐานะที่เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย กำลังพยายามรักษาความสมดุลระหว่างความสามารถทางเศรษฐกิจและความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ที่จะทำให้ประเทศเติบโตต่อไปในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่บูรณาการในทุกด้านของสังคม ได้ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และหลายฝ่ายได้ตระหนักว่าหนทางเดียวที่จะสนับสนุนเป้าหมาย ประเทศไทย 4.0 ได้คือ ความอย่างยั่งยืน หลายกลุ่มอุตสาหกรรมค่อยๆ ‘มุ่งสู่สีเขียว หรือ Go Green’ ทั้งในด้านการเงิน การขนส่ง ด้วยการใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (EV) มาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม… ขณะนี้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ซึ่งก็คือ ข้อมูล

ประเทศไทยเป็นผู้นำ ไม่เพียงแต่การมีศูนย์ข้อมูลที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาคสำหรับบริการโคโลเคชั่นและคลาวด์เท่านั้น แต่ยังมีศูนย์ข้อมูลที่ผลิตพลังงานหมุนเวียนได้เองอีกด้วย ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทชั้นนำของไทยและ Switch ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านระบบนิเวศและการออกแบบศูนย์ข้อมูล ให้บริการโคโลเคชั่นและคลาวด์ระดับเทียร์ IV และเป็นศูนย์ข้อมูลเพียงแห่งเดียวในประเทศที่มีการติดตั้งแผงโซลาร์ฟาร์มเพื่อผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งมีส่วนช่วยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสีเขียวของภูมิภาค ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาวของประเทศไทยด้วย

ทุก ๆ ปี ปริมาณและมูลค่าของข้อมูลที่ถูกสร้างและรวบรวมโดยองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างทวีคูณ เนื่องจากผู้คนตระหนักถึงคุณค่าเชิงกลยุทธ์นี้ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจ ยิ่งมีการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลมากเท่าใด ธุรกิจก็ยิ่งได้รับความรู้ โอกาส และความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้นเท่านั้น ในทางกลับกัน ข้อมูลที่มากขึ้นก็ต้องการพื้นที่จัดเก็บขนาดใหญ่ขึ้นและพลังงานที่ใช้มากขึ้นในการจัดเก็บ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะมาจากพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข จะไม่เพียงแต่นำไปสู่การเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เป็นปัญหาเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ความผันผวนด้านราคาอีกด้วย ค่าไฟฟ้ามีการปรับราคาขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ อันเป็นผลมาจากความท้าทายทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจไทยกำลังมองหาศูนย์ข้อมูลที่มีความปลอดภัย ปรับขนาดได้ ยืดหยุ่นได้ และยั่งยืน เพื่อให้เข้าถึงศักยภาพของข้อมูลและช่วยลดต้นทุนด้วย

“ในฐานะผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงของ ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) สู่การใช้พลังงานหมุนเวียนจึงถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน เราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ตอกย้ำตำแหน่งในฐานะเป็นศูนย์ข้อมูลเชิงพาณิชย์ที่ยั่งยืนที่สุดในประเทศ การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในนามของลูกค้าโคโลเคชั่นและคลาวด์ของเราเท่านั้น แต่ยังช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานอีกด้วย แม้ว่าเราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นได้ แต่พลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากแผงโซลาร์เซลล์มีราคาถูกกว่าค่าไฟฟ้าอย่างมาก ทำให้ค่าไฟฟ้าของเราต่ำสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และท้ายที่สุดจะช่วยสนับสนุนความสำเร็จของลูกค้าด้วยบริการที่มีความปลอดภัยสูง ปรับขนาดได้ ยืดหยุ่นได้ และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีดิจิทัลที่ยั่งยืน” นายแยป จิน ยี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) กล่าว

ซุปเปอร์แนป (ประเทศไทย) ร่วมมือกับ ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHA) ผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภคและพลังงานชั้นนำของประเทศ เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์ฟาร์ม ด้วยความเป็นผู้นำของ WHA ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีก้าวหน้าสูงสุดมาใช้เพื่อสร้างมูลค่าด้านความยั่งยืนของประเทศในระยะยาว

เศรษฐกิจของประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นใหม่เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนที่สุดและขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน การค้าปลีก การแพทย์ การผลิต หรือการท่องเที่ยว เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล มีศักยภาพในการกำหนดอนาคตในรูปแบบใหม่ที่คาดไม่ถึง ธุรกิจและผู้คนต้องเชื่อมั่นในอนาคต การเปิดรับความยั่งยืนเป็นเรื่องเร่งด่วน และการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มทันที

from:https://www.techtalkthai.com/supernap-x-wha-green-data-center/

Blendata จับมือ Get On ผสานซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง ยกระดับบริการและเทคโนโลยีด้าน Big Data ครบวงจร [Guest Post]

เบลนเดต้า (Blendata) บริษัท Deep Tech ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Big Data อัจฉริยะ เผย Blendata ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ Get On Technology ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำด้าน IT Transformation ในระดับองค์กร ตัวแทนจำหน่าย Dell Technologies ในประเทศไทย ตั้งเป้าหมายพัฒนาบริการ เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Big Data ให้ครอบคลุมครบวงจรและทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผ่านการผสานความสามารถของซอฟต์แวร์ด้าน Big Data จาก Blendata และฮาร์ดแวร์ จาก Dell Technologies พร้อมบริการจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ หนุนองค์กรธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชนนำ Big Data ไปใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยกระดับศักยภาพองค์กร พร้อมแข่งขันในทุกสังเวียนธุรกิจ

นายณัฐนภัส รชตะวิวรรธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เบลนเดต้า จำกัด เปิดเผยว่า หากย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน Big Data คือคำยอดฮิตที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก ในระยะแรกองค์กรส่วนใหญ่ได้นำไปใช้ในแง่ของการจัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก โดยไม่ได้มีการนำข้อมูลที่จัดเก็บไว้ไปต่อยอดในด้านอื่น ๆ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน Big Data ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์และไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่มีหน้าที่เพียงการจัดเก็บข้อมูลอีกต่อไป แต่กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องนำไปปรับใช้ในการวิเคราะห์หาข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ (Big data analytics) ออกมาในรูปแบบ Use case ที่วัดผลและจับต้องได้มากขึ้น อีกทั้ง Blendata ยังมองเห็นช่องว่างของตลาด Big Data ในปัจจุบัน ที่ยังขาดบริการและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์แบบ End-to-end ส่งผลให้เมื่อต้องการทำโปรเจค Big Data ที่มีการทำงานร่วมกันระหว่าง Infrastructure, Software และ Hardware นั้น องค์กรจะต้องทำการจัดซื้อเครื่องมือทั้งหมดจากผู้ให้บริการหลายแห่ง ซึ่งทำให้เกิดความซับซ้อนและข้อจำกัดในการใช้งาน

จากที่มาดังกล่าว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรและธุรกิจ Blendata ซึ่งเป็นบริษัทซอฟต์แวร์และ Deep Tech ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน Big Data สัญชาติไทย จึงได้ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่งในด้าน Infrastructure และเป็นผู้นำด้าน IT Transformation อย่าง บริษัท เก็ต ออน เทคโนโลยี จำกัด หรือ Get On ตัวแทนจำหน่าย Dell Technologies ในประเทศไทย เพื่อเสริมศักยภาพการทำ Big data analytics ให้แข็งแกร่งขึ้น ด้วยการผสานการทำงานระหว่างซอฟต์แวร์จาก Blendata และฮาร์ดแวร์จาก Dell Technologies โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการให้บริการและเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับ Big Data ที่ตอบโจทย์ธุรกิจแบบครบวงจร และเพื่อให้ลูกค้าสามารถทำโปรเจค Big data ได้สำเร็จรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้วยบริการที่มีคุณภาพนายณัฐนภัสกล่าว

ด้าน นายวุฒิชัย ปุณยกนก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เก็ต ออน เทคโนโลยี กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม พบว่าองค์กรในประเทศไทยมีความต้องการในการทำ Big data analytics มากขึ้นและต้องการตัวเลือกทางเทคโนโลยีที่หลากหลาย โดย Get On ในฐานะตัวแทนจำหน่าย Dell Technologies ซึ่งมีอุปกรณ์ด้าน Infrastructure ที่มีความพร้อมและมีโซลูชันครบวงจร โดยสามารถนำเสนอทั้งในส่วนของ Compute, Network รวมถึง Storage โดยมีความหลากหลายและเหมาะสมกับงานที่องค์กรต้องการ ตัวอย่างเช่น Power Scale ซึ่งเหมาะกับการเก็บข้อมูลประเภท Unstructured เพื่อทำ Data analytics เป็นต้น และ Dell ยังมีเครื่องมือที่ชื่อว่า CloudIQ ที่เข้ามาช่วยในการทำ Monitoring, Troubleshoot อุปกรณ์ที่เป็นของ Dell จากศูนย์กลางได้ ทำให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ที่เป็น Dell ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม Get On มองหาซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถด้าน Infrastructure ของ Dell Technologies จึงได้ร่วมมือกับ Blendata ซึ่งเป็น Local Partner ที่มีแพลตฟอร์มด้าน Big Data ประสิทธิภาพสูงและทันสมัย พร้อมกับมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น Data Scientist, Data Engineer และ Data Analyst ถือเป็นการนำจุดแข็งของทั้งสองบริษัทเข้ามาช่วยยกระดับโซลูชันด้าน Big Data ให้ครอบคลุมครบวงจร เพื่อช่วยองค์กรในการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนองค์กรแบบเก่าให้เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลนายวุฒิชัยกล่าว

จากความร่วมมือในครั้งนี้ Blendata และ Get On ได้เปิดตัวแพ็คเกจ Big Data Starter Kits พร้อมให้บริการใน 3 แพ็กเกจหลัก ขนาด S, M และ L สำหรับจำนวนผู้ใช้งานและ Workloads ที่แตกต่างกัน ช่วยให้กลุ่มธุรกิจทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง จนถึงขนาดใหญ่ ที่มี First party data อยู่ในมือ สามารถทำ Big data analytics ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีบริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบโซลูชัน แพลตฟอร์ม Big Data รวมทั้งทีมงานซัพพอร์ตในประเทศ ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนจากการใช้เครื่องมือจากผู้ให้บริการหลายแห่ง ช่วยลดระยะเวลาในการวางรากฐานโปรเจค Big Data จาก 6 เดือนเหลือเพียง 2 เดือน และสามารถนำไปใช้กับ Use case ทางธุรกิจได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำ Centralized data, Business performance analysis, Operation monitoring & analysis, Customers 360, Next best offer, Real-time analytics, Root cause analysis, Anomaly detection และอื่น ๆ อีกมากมาย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ marcom@got.co.th หรือ โทร 66 (0)2 9111 999 # 295

from:https://www.techtalkthai.com/blendata-get-on-mou-guest-post/

[Guest Post] การทำ PDPA สำหรับองค์กรขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนด้วย Alltra

พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) กำหนดหน้าที่ของนิติบุคคลหรือบุคคลที่จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและ/หรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ในความเป็นจริงบางหน่วยงานหรือองค์กรขนาดใหญ่จะมีนิติบุคคลหลายหน่วยในองค์กรเช่น มหาวิทยาลัยจะมีวิทยาลัย โรงเรียน สถาบัน ที่อาจเป็นนิติบุคคลในกำกับมหาวิทยาลัยทำให้ วิทยาลัย โรงเรียน สถาบันเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลแยกจากมหาวิทยาลัย (ต้องพิจารณากฏหมายของมหาวิทยาลัยประกอบ) หรือบริษัทที่มีบริษัทย่อยเป็นบริษัทลูกหรือบริษัทในเครือเช่น สำนักงานใหญ่ โรงงาน ร้านค้าแฟรนไชส์ เหล่านี้เป็นนิติบุคคลต้องเป็นผู้ควบคุมข้อมูลฯ แยกจากกันตาม PDPA แต่ในการทำงานจริงข้อมูลภายในองค์กรจะมีการใช้ร่วมกันอย่างไร้รอยต่อทำให้อาจกระทำผิดตาม PDPA ได้ หากมีการส่งข้อมูลส่วนบุคคลในแต่ละกิจกรรมของแต่ละผู้ควบคุมข้อมูลฯไปยังผู้ประมวลผลฯหรือผู้ควบคุมข้อมูลฯอื่นๆ เช่น ตัวอย่าง นักศึกษาใหม่สมัครเข้าเรียนที่วิทยาลัยต้องส่งข้อมูลนักศึกษาใหม่ไปที่มหาวิทยาลัยและส่งข้อมูลนักศึกษาใหม่ไปที่สำนักหอสมุด

และบริษัท A ไล่พนักงานออก ต้องส่งข้อมูลพนักงานไปให้สำนักงานใหญ่และ ส่งข้อมูลพนักงานไปให้ฝ่ายบัญชีทราบเพื่อประมวลผล (ในตัวอย่างยังไม่ส่งข้อมูลให้บริษัทในเครือรับทราบ)

ดังตัวอย่างมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และบริษัท บริษัทในเครือหรือหน่วยงานภายในองค์กรต้องทำให้ถูกต้องตาม PDPA จะต้องอธิบายกิจกรรมที่ทำพร้อมระบุฐานของกฏหมายที่ใช้ รวบรวม จัดเก็บ ใช้งานและส่งออกให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยถ้าหน่วยงานนำ Alltra Enterprise ไปใช้งานทำให้องค์กรขนาดใหญ่สามารถ รวบรวม จัดเก็บ ใช้งาน ส่งออก เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามฐานกฏหมายกำหนดได้ง่ายดังนี้

ตามตัวอย่าง มหาวิทยาลัย หรือบริษัท ที่เป็นองค์กรมีหลายนิติบุคคลในองค์กรสามารถ ใช้ระบบ Alltra สามารถสร้างเอกสารนโยบาย กิจกรรม สัญญา หรือบันทึกข้อตกลงการประมวลผลได้ง่ายจากเทมเพลตที่มีมาให้สะดวกในการนำไปใช้ โดย API หรือส่งข้อมูลเป็นอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้ประมวลผลพร้อมสามารถ Update ได้ง่ายและเผยแพร่ได้ง่าย เก็บประวัติการแก้ไขเอกสารได้ พร้อมระบบยืนยันการรับข้อมูลจาก E-mail Consent ได้

ตามตัวอย่าง มหาวิทยาลัย หรือบริษัทต่างๆ ที่เป็นองค์กรมีหลายนิติบุคคลในองค์กรสามารถ ใช้ระบบ Alltr ช่วยในการจัดเก็บ รวบรวม เผยแพร่ นำออก และเปิดเผยข้อมูลตามเงื่อนไขของกฏหมายกำหนดไว้ในปัจจุนันและอนาคตพร้อมดำเนินการตามนโยบาย และ กิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัยหรือบริษัทต่างๆ ด้วยเครื่องมือของ Alltra เช่น API ,Script การใช้ Agent ช่วยเหลือทำให้ผู้ใช้งานสามารถดำเนินการเหมือนเดิมเกือบทุกประการถ้าเป็นการใช้งานภายในองค์กรหรือเป็นการประมวลผลโดยทั่วไป แต่จะมีความเข้มข้นเรื่องสิทธิการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลหรือตามที่กำหนดจะต้องมีการตรวจสอบโดย DPO ที่สามารถเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ภายในหรือภายนอกก็สามารถทำได้ โดยทั้งหมดใช้ DPO ชุดเดียวกันได้

ตามตัวอย่าง วิทยาลัยทำการการเผยแพร่และการนำข้อมูลออก หากต้องการสร้างให้ข้อมูลเหล่านั้นเป็น Data mark โดยทำเป็นข้อมูลนิรนาม (Anonymous Data) หรือ ข้อมูลแฝง (Pseudonymous data) พร้อมใส่ป้องกัน (Filter) ป้องกันการถ่ายถาพหน้าจอ รวมถึงกำหนดระยะเวลาการเปิดใช้งานข้อมูลที่เพยแพร่ และข้อมูลที่ส่งออกได้ ตามที่ระบุในนโยบาย กิจกรรม หรือ ข้อตกลงการประมวลผล การส่งออกข้อมูลอาจเป็น API เชื่อมตามระยะเวลาที่กำหนด หรือ E-mail หรือ Download เป็นครั้งๆ

ตามตัวอย่าง ตรวจสอบประวัติการนำข้อมูลส่วนบุคคลออกไปหรือข้อมูลที่เป็นความลับหรือข้อมูลที่มีความเสี่ยงจะถูกบริหารจัดการโดย Alltra โดยกำหนดให้กระทำได้เฉพาะผู้มีสิทธิเข้าถึง วิธีการนำออก พร้อมเก็บประวัติการนำข้อมูลออก พร้อมเข้ารหัสข้อมูลเพื่อใช้เช็คตรวจสอบความถูกต้องได้

 

ตามตัวอย่าง การที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลอาจใช้สิทธิตามกฏหมายในการระงับการประมวลผลข้อมูลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะต้องทำตามสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ควบคุมข้อมูลอาจมีเหตุแห่งการปฏิเสธการปฏิบัติตามคำร้องของเจ้าของข้อมูล สามารถทำได้โดยง่ายด้วย Alltra ระบบการรับเรื่องร้องเรียน

จากตัวอย่างจะเห็นความซับซ้อนของการดำเนินการให้ถูกต้องตาม PDPA แต่ตัวอย่างเป็นเพียงกิจกรรมปรกติเพียง 2 ตัวอย่างแต่การทำงานจริงๆจะมีกิจกรรมจำนวนมากที่จำเป็นต้องนำข้อมูลไปจัดเก็บ รวบรวม นำไปใช้ ส่งออก และเผยแพร่ และทำบ่อยๆจนในทางปฏิบัติจริงไม่สามารถจัดทำเป็นโดยเอกสารบันทึกข้อมูลได้

           ซึ่งทั้งหมดถ้าหน่วยงานหรือองค์กรจะต้องลงทุนพัฒนาอบรมบุคคลกร อุปกรณ์ Hardware ระบบรวมถึงพัฒนา Software เพื่อทำแค่ PDPA ก็อาจเป็นการลงทุนที่ได้ประโยชน์น้อยเกินไปแต่ถ้าพิจารณาให้กว้างขึ้น โดยเริ่มต้นปรับแผนการพัฒนาระบบให้ทำตาม PDPA เพื่อต่อไปเป็นการช่วยควบคุมข้อมูลภายในเพราะกิจกรรมทุกกิจกรรมในองค์กรที่ต้องการควบคุมควรมีข้อมูลที่ดี มีความน่าเชื่อถือได้ในการบันทึกอยู่แล้วเพื่อช่วยตรวจสอบภายในหรือทำงาน (กิจกรรม) ต่างๆให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดขึ้น  เพื่อนำไปสู่การทำธรรมาภิบาลข้อมูลในอนาคต การทำให้ บริษัทหรือองค์กรปฏิบัติตามธรรมาภิบาลเป็นแนวโน้มของโลกสมัยใหม่ที่การดำเนินธุรกิจต้องมีธรรมาภิบาลเช่น บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หรือบริษัทที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดทุนต้องพิจารณาเรื่อง ESG (Environmental, Social and Governance) รวมถึงองค์กรที่ต้องทำงานร่วมกับต่างประเทศที่มีกฏหมายที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือกฏหมายเกี่ยวกับ Data Governance ต้องพิจารณาไปพร้อมในโอกาศนี้โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทยที่ต้องทำตามธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance for Government) หรือ พระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540ก็ควรเริ่มต้นจาก PDPA ไปพร้อมกันด้วย 

            เรามี Solutions ต่างๆประกอบด้วยทีมงานมากกว่า 70 ชีวิตพร้อมร่วมไปกับหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆในการพัฒนาระบบให้ทำตาม PDPA และพัฒนาไปสู่การทำระบบธรรมาภิบาลข้อมูลเพื่อเข้าสู่ตลาดทุนและตลาดโลกหรือ หน่วยงานที่ต้องทำตาม GDPR ของยุโรปทางเรามีพนักงานท่ีผ่านการอบรมและทดสอบได้รับ Certifation เกี่ยวกับเรื่อง Data Protection Regulation (GRPA) Certified Expert Practitioner (CEP)  และ Data Protection Officer (DPO ) Certification จากสหภาพยุโรป และผ่านการอบรมและทดสอบเรื่อง PDPA จากคณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภายในประเทศไทยพร้อมให้บริการ

ติดต่อขอข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรม Alltra ที่ได้  Sense-Info Tech Co.,Ltd 
92/6 หมู่ 4 ซอย 19 ตำบลคลองเกลือ อำเภอปากเกร็ด จังหวัด นนทบุรี 11120
เบอร์โทร : 02-582-827 
e-mail : sales@sense-infotech.com
หรือใช้งานระบบเบื้องต้นเกี่ยวกับ PDPA ได้ฟรี ได้ที่ smartpdpa.com

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-sense-info-tech-smart-pdpa-alltra/

[รีวิว] จัดสาย Copper และ Fiber ในองค์กรอย่างมีสไตล์ ดูแลรักษาง่าย ด้วยโซลูชันจาก Panduit และ Royaltec

การเติบโตของเทรนด์การใช้เทคโนโลยีและระบบ IT ของภาคธุรกิจองค์กร รวมถึงผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ๆ ที่เริ่มลงทุนสร้าง Data Center ในไทยกันมากขึ้น ก็ทำให้การวางระบบ Network Infrastructure ทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา

และในครั้งนี้ เพื่อให้ธุรกิจองค์กรสามารถวางรากฐานสำคัญของระบบ Network ภายในองค์กรได้อย่างมั่นคง ง่ายต่อการใช้งาน การดูแลรักษา และยังมีความสวยงาม ทางทีมงาน Panduit และ Royaltec จึงได้ให้เกียรติกับทีมงาน TechTalkThai ในการจัดทำ Review โซลูชันต่างๆ สำหรับการเดินสายทองแดง (Copper) และสายไฟเบอร์ออปติค (Fiber Optic) พร้อมระบบบริหารจัดการสายภายในองค์กร เพื่อให้เราได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ดีในการจัดการกับสายรับส่งข้อมูลเหล่านี้ ด้วยนวัตกรรมและการออกแบบจากผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกอย่าง Panduit เพื่อเป็นทางเลือกให้ธุรกิจองค์กรที่กำลังมีแผนในการวางระบบเดินสายเหล่านี้ใหม่กันครับ

รู้จักกับ Royaltec International ตัวแทนจำหน่ายของ Panduit เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทยกว่า 20 ปี

ก่อนอื่นเลยทีมงาน TechTalkThai ขออนุญาตแนะนำถึง Royaltec International ผู้เอื้อเฟื้อสถานที่ในการรีวิวครั้งนี้ให้ทุกท่านได้รู้จักกันก่อนนะครับ

Royaltec ก่อตั้งมาเมื่อปี 1987 โดยเริ่มต้นธุรกิจในฐานะของผู้ผลิตท่อร้อยสายไฟยี่ห้อ RTI พร้อมจัดจำหน่าย จนธุรกิจได้เติบโตและขยายมาเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร พร้อมบริการครบวงจรตั้งแต่การ Consult, Design, Support มีลูกค้าในกลุ่มของธุรกิจโรงงานและการผลิต ธุรกิจก่อสร้าง ไปจนถึงกลุ่ม System Integrator ทั่วไทย ด้วยยอดขายต่อปีที่สูงเกินกว่า 500 ล้านบาท

ปัจจุบันนี้ Royaltec เป็นตัวแทนจำหน่ายของ Panduit แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย มีประสบการณ์การขายโซลูชันต่างๆ ของ Panduit ยาวนานกว่า 20 ปี รวมถึงมีคลังสินค้าที่จัดเก็บสินค้าของ Panduit เพื่อจัดจำหน่ายและสำรองสินค้าโดยเฉพาะ พร้อมส่งสินค้าได้ทันทีที่ลูกค้าต้องการ

สาเหตุที่ Royaltec เลือกที่จะนำ Panduit เข้ามาทำตลาดในไทยนั้น ก็เป็นเพราะจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมมากมายและผ่านการออกแบบมาเป็นอย่างดี มีทั้งคุณภาพจากการที่สินค้าทุกชิ้นผ่านการทำ QC ทั้ง 100% มีความทนทานใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานหลายปี และความง่ายดายในการติดตั้งและดูแลรักษาที่เกิดขึ้นจากการออกแบบผลิตภัณฑ์มาเป็นอย่างดี ทำให้ Royaltec สามารถนำเสนอโซลูชันที่มีความคุ้มค่าในระยะยาวแก่ภาคอุตสาหกรรมไทยได้

นอกจากนี้ Panduit เองก็ยังมี Supply Chain ทั่วโลกที่ดีเยี่ยม และมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ที่สิงคโปร์ ทำให้การบริหารจัดการ Supply Chain สำหรับแต่ละโครงการเป็นไปได้อย่างคล่องตัว แม้แต่ในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา Panduit ก็สามารถเคลื่อนย้ายสินค้าที่จำเป็นต้องติดตั้งเร่งด่วนในแต่ละโครงการมารอที่คลังสินค้าในสิงคโปร์ได้ และทันทีที่ลูกค้าเซ็นสัญญา Panduit ก็สามารถจัดส่งสินค้าเข้ามาในไทยได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้การติดตั้งเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที รับกับสถานการณ์วิกฤตการแพร่ระบาดที่ทุกธุรกิจต้องเร่งปรับตัว

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Royaltec สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://royaltec.com/en/home-en/

รีวิวโซลูชัน Fiber, Copper และ Cable Management จาก Panduit

ในการรีวิวครั้งนี้ ทางทีมงาน Panduit ได้ทำการแจกชุด Demo Kit ที่รวมตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Copper Systems พร้อมอธิบายถึงจุดเด่นหลากหลายประการของผลิตภัณฑ์ และนำตัวอย่างสินค้าในกลุ่ม Fiber Optics มาให้ได้รับชม อีกทั้งยังพาชมห้อง Data Center ที่แสดงถึงตัวอย่างการติดตั้งและเดินสายด้วยนวัตกรรมของ Panduit อีกด้วย

โดยผลิตภัณฑ์และโซลูชันของ Panduit ที่ทีมงาน TechTalkThai ได้สัมผัส รวมถึงได้รับ Demo Kit กลับมาทดลองใช้งาน พร้อมผลการรีวิว มีดังนี้

1. Panduit Category 6A 28 AWG Patch Cord

ผลิตภัณฑ์แรกที่เราได้รีวิวกันก่อนเลยก็คือ Panduit Category 6A 28 AWG Patch Cord ที่ถือเป็นผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ซึ่งธุรกิจองค์กรหลายแห่งสามารถเข้าถึงได้ง่ายและเห็นความแตกต่างจากสาย Copper อื่นๆ อย่างชัดเจน

ถึงแม้สเป็คของสายจะเป็น 28AWG เหมือนกัน แต่สาย 28AWG ของ Panduit นี้ก็มีขนาดที่เล็กมากกว่าสายของผู้ผลิตหลายๆ รายในตลาด ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงแค่ 4.7 มิลลิเมตรเท่านั้น ทำให้ตอนจับสัมผัสใช้งานก็รู้สึกได้ถึงความเล็กของสาย ในขณะที่สายยังดูมีความแข็งแรงทนทาน น่าใช้งาน อีกทั้งตอนเดินสายใช้งานจริงเป็นจำนวนมาก ก็จะมีพื้นที่ว่างเกิดขึ้นระหว่างสายมากกว่าเดิม ช่วยให้การระบายอากาศเป็นไปได้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะภายในตู้ Rack ที่มีความหนาแน่นสูง

อีกจุดสังเกตหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือหัวที่เป็นแบบ Tangle Free Latch ที่ออกแบบมาเพื่อความทนทานในการใช้งานเพิ่มเติม เพราะปกติเวลาเราใช้สาย LAN ไม่ว่าจะเป็นสเป็คใด เราก็มักจะพบกับปัญหาว่าเมื่อใช้ไประยะหนึ่ง เขี้ยวตรงหัวมักจะหักออกมาด้วยสาเหตุต่างๆ อย่างเช่น การเกี่ยวกันของสาย การดึงถอดเข้าออกบ่อยๆ และอื่นๆ ทำให้สุดท้ายถึงแม้ตัวสายจะยังไม่หมดอายุการใช้งาน แต่หัวที่หลวมนั้นก็อาจทำให้เกิด Downtime ในระดับ Port ได้

Tangle Free Latch จึงเป็นสิ่งที่เข้ามาตอบโจทย์นี้ ด้วยการออกแบบให้ปลายของเขี้ยวที่หัวสายมีการหักงอกลับไปยังตัวสาย ทำให้หัวสายไม่สามารถเกี่ยวกันเองได้อีกต่อไป ในขณะที่มุมของเขี้ยวเหล่านี้ก็ไม่ได้มีองศาที่สูงมากนัก ดังนั้นจึงมีการออกแรงกดที่น้อยลง และปลายเขี้ยวที่โค้งงอกลับไปยังตัวสายก็สามารถช่วยรับแรงได้อีกส่วนหนึ่ง ช่วยลดโอกาสการเสียหายของเขี้ยวเหล่านี้ลงได้ดีมาก

Panduit Category 6A 28 AWG Patch Cord เหล่านี้มีให้เลือกใช้งานด้วยกันมากถึง 10 สี ช่วยให้การจัดสายมีความเป็นระเบียบขึ้นมากๆ และยังสามารถใช้ตกแต่งออฟฟิศพื้นที่ส่วนต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งสีที่สวยมากๆ คือสีชมพู แนะนำว่าให้ลองสั่งไปใช้ดูครับ

ในแง่ของการใช้งาน สาย Panduit Category 6A 28 AWG Patch Cord นี้มีให้เลือกได้หลายขนาด โดยระยะที่สั้นที่สุดคือ 20 เซนติเมตรเท่านั้น โดยตัวสายรองรับการรับส่งข้อมูลได้เต็มประสิทธิภาพ และยังรองรับ PoE ได้ถึุงระดับ PoE++ ทั้งหมด ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย อีกทั้งสายทุกเส้นยังผ่านการ QC จากโรงงานมาโดยตรง ทำให้มั่นใจได้ว่าสายเหล่านี้จะสามารถถูกนำไปติดตั้งใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาทดสอบคุณภาพสายซ้ำซ้อนหน้างานอีกต่อไป

ทีมงาน Panduit เล่าว่าสาย 28AWG Patch Cord นี้ขายดีมากๆ ในประเทศไทย เพราะธุรกิจหลายแห่งที่ต้องเริ่มมีการขยับขยายระบบเครือข่าย และมีการติดตั้งตู้จุดพักสายหรือติดตั้งอุปกรณ์ตามพื้นที่ต่างๆ ภายในออฟฟิศหรือโรงงานกันมากขึ้น ก็ต้องมองหาสาย Patch Cord ที่ดี จัดสายง่าย และประหยัดพื้นที่สำหรับใช้งานในตู้ Patch Panel และตู้ Distribution ซึ่งสายของ Panduit ก็ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีมาก ทำให้ออฟฟิศหลายแห่งที่อาจเคยต้องใช้พื้นที่หลาย Rack Unit ในการติดตั้งอุปกรณ์เพียงแค่ไม่กี่ชิ้นเพราะองศาการโค้งงอของสายแบบเดิมๆ นั้นทำได้ไม่ดีมาก สามารถลดพื้นที่เหลือเพียงแค่ 2U ได้เพราะสาย Patch Cord มีระยะที่สั้น และโค้งงอได้ดี ทำให้เก็บงานได้ค่อนข้างเป็นระเบียบ

สำหรับการทดลองใช้งานจริงโดยทีมงาน TechTalkThai นั้น ก็ได้มีการทดสอบใช้งานกับอุปกรณ์ Wireless Access Point ชั้นนำรายหนึ่งเพื่อให้บริการ Wi-Fi ในพื้นที่ทดสอบ ก็พบว่าจุดเด่นเรื่องของการเดินสายง่ายและโค้งงอได้ง่ายนี้ถือเป็นข้อดีมากๆ ที่ทำให้การ Setup ระบบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องกังวลกับความยาวของสายที่มากจนเกินไปซึ่งอาจทำให้พื้นที่ติดตั้งรกได้ ในขณะที่ประสิทธิภาพของการรับส่งข้อมูลนั้นก็สามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ ส่วนการเสียบหรือถอดสายจาก Port ต่างๆ ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย โดยระหว่างที่เสียบเอาไว้ก็มีความแข็งแรงมากๆ มั่นใจได้ว่าสายจะไม่หลุดออกมาจาก Port โดยไม่ตั้งใจได้อย่างแน่นอน ตอนนี้ก็เลยใช้เป็นสายหลักสำหรับการทดสอบอุปกรณ์ IT หรือโซลูชันต่างๆ ไปเรียบร้อยแล้วครับ

สำหรับผู้ที่สนใจลองเข้าไปเลือกซื้อสายกันได้ที่ https://shopee.co.th/royaltec_international นะครับ

2. Panduit Opti-Core® LC Uniboot Pull-Boot Duplex Fiber Optic Patch Cords

นวัตกรรมในฝั่งของสาย Fiber จาก Panduit เองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยสาย Panduit Opti-Core® LC Uniboot Pull-Boot Duplex Fiber Optic Patch Cords นี้จะมาพร้อมกับหัวแบบ Panduit Duplex LC Uniboot Pull-Boot Connector ที่จะช่วยให้การดูแลรักษาเปลี่ยนแปลงแก้ไขการเชื่อมต่อ Fiber Optic เป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาดหน้างานได้เป็นอย่างดี

Panduit Duplex LC Uniboot Pull-Boot Connector มีขนาดหัวที่เล็ก ช่วยให้การติดตั้งเป็นระเบียบ ระบายอากาศได้ดี การจัดการทำได้ง่าย และลดโอกาสผิดพลาดที่จะไปโดนหัวสายอื่นๆ และส่งผลกระทบต่อการรับส่งข้อมูล

ในการถอดสายออกจาก Port ตัว Panduit Duplex LC Uniboot Pull-Boot Connector นี้จะใช้แนวคิดแบบ Pull-Boot แตกต่างจากสายแบบเดิมๆ ที่เราต้องกดด้านบนหัวสายก่อนที่จะออกแรงดึงในแนวนอนเพื่อดึงสายออกมาจาก Port แต่การออกแบบแบบ Pull-Boot นี้ ตัวหัวสายจะมีตัวล็อค 2 Step อยู่ เราสามารถดึงตรง Boot ในแนวนอนก่อนเพื่อให้หัวสายขยับผ่านเป็น Step แรก ก่อนที่จะออกแรงดึงเพื่อดึงสายออกจาก Port ใน Step ถัดมา

วิธีการนี้จะช่วยให้การถอดสายจากในตู้เป็นไปได้ง่ายขึ้นมาก เพราะโดยทั่วไปสายเหล่านี้มักถูกติดตั้งอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมากจนแน่น การต้องออกแรงกดด้านบนแล้วดึงนั้นจึงอาจส่งผลกระทบต่อสายที่อยู่โดยรอบได้ ดังนั้นการมี Pull-Boot เข้ามาช่วยจึงทำให้งานตรงนี้ง่ายและมีความเสี่ยงน้อยลง ในขณะที่ Panduit Duplex LC Uniboot Pull-Boot Connector เองก็มีขนาดที่เล็ก ทำให้พื้นที่เชื่อมต่อสายในส่วนนี้มีระเบียบมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ โดยทั่วไปในการเดินสายระบบ Fiber นั้นก็ต้องมีการคำนึงถึง Polarity ของสัญญาณ ซึ่งหัวของสายนี้ก็สามารถเปลี่ยน Polarity หน้างานได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม ด้วยการดึง Housing, หมุน Connector, หมุนหัวสาย แล้วค่อยเลื่อน Housing กลับเข้าตำแหน่งเดิมไป ซึ่งตรงหัวก็จะมีสัญลักษณ์สีทำให้เราเข้าใจได้ง่ายว่าหัวข้างไหนเป็น Polarity แบบ A หรือ B อยู่ ก็จะทำให้การจัดการเดินสายหน้างานง่ายขึ้น และสายเดิมสามารถนำไปใช้สำหรับงานต่างๆ ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นครับ

Panduit Opti-Core® LC Uniboot Pull-Boot Duplex Fiber Optic Patch Cords มีให้เลือกใช้ทั้งสำหรับ Singlemode และ Multimode ได้ตามต้องการ โดยสำหรับใครที่อาจจะยังไม่เห็นภาพ ทาง Panduit มีคลิปให้รับชมเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นดังนี้ครับ

ทีมงาน Panduit ระบุว่าธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่ในไทยนั้นเริ่มใช้งาน Panduit Opti-Core® LC Uniboot Pull-Boot Duplex Fiber Optic Patch Cords มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้การดูแลรักษาระบบ Fiber เป็นไปได้อย่างง่ายดาย และลดความผิดพลาดในการถอดเปลี่ยนสายหน้างานลงได้เป็นอย่างดี

ในการทดลองใช้งานจริง การถอดสายออกจาก Port ด้วย Pull-Boot นี้ถือว่าง่ายมากๆ และการที่ Panduit ออกแบบตรงนี้ให้มี 2 Step ก็ช่วยให้เราไม่ทำสายหลุดออกจาก Port โดยไม่ตั้งใจ ช่วยให้การติดตั้งใช้งานโดยทั่วไปยังแข็งแรงทนทานอยู่มาก

ส่วนการเปลี่ยน Polarity นั้นตอนแรกที่ทดสอบก็จะงงเล็กน้อยและไม่กล้าออกแรงดึงเยอะ แต่พอลองจนทำเป็นแล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้ยากอะไร และยังสนุกดีด้วยครับ

3. PanMPO Connectors

สำหรับธุรกิจองค์กรที่กำลังมองไปถึงการอัปเกรดระบบเครือข่ายไปถึงระดับ 40GbE หรือ 100GbE นั้น ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพิจารณาถึงการใช้งาน MPO Connector ซึ่ง Panduit ก็มีโซลูชัน PanMPO Connectors ที่จะช่วยให้การวางแผนอัปเกรดความเร็วระบบเครือข่ายเหล่านี้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น และลดความซับซ้อนในการออกแบบระบบเครือข่ายลงไปได้มากทีเดียว

โดยทั่วไปแล้วการออกแบบระบบเครือข่าย Fiber ที่ใช้หัว MPO นี้ จะมีความซับซ้อนในแง่ของการออกแบบว่าจะต้องใช้หัวแต่ละข้างเป็น Gender (Male/Female) และ Polarity (Key-Up/Key-Down) อย่างไรบ้างสำหรับแต่ละส่วน เพื่อให้การเชื่อมต่อสายทั้งหมดสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งในกรณีที่ระบบซับซ้อนมากๆ ก็อาจต้องมีการสั่งสาย MPO ที่มีหัวในรูปแบบต่างๆ ผสมผสานกันมากถึง 6 รูปแบบ

ความซับซ้อนนี้อาจส่งผลให้เกิดการออกแบบระบบที่ผิดพลาด, การสั่งซื้อสายและหัวที่ผิดพลาด ไปจนถึงการติดตั้งหน้างานที่ผิดพลาดได้ อีกทั้งผู้ดูแลระบบก็ต้องมีการสำรองสายมากถึง 6 รูปแบบเพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจคาดไม่ถึงเหล่านี้

เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ Panduit จึงได้ทำการพัฒนา PanMPO Connectors ขึ้นมา ซึ่งเป็นหัว MPO ที่สามารถเปลี่ยน Gender ทั้งแบบ Male/Female และ Polarity แบบ Key-Up/Key-Down ได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ดังนั้นในการติดตั้งหน้างาน ผู้ติดตั้งจึงสามารถปรับหัวให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ด้วยตนเอง เพียงแค่ทำความสะอาดก่อนใช้งานก็สามารถใช้ได้ทันที และในการสำรองสาย ก็สามารถสำรองเฉพาะสายที่ใช้ PanMPO เอาไว้ได้ ไม่ต้องสำรองสายมากถึง 6 รูปแบบอย่างในอดีตอีก โดยทาง Panduit ได้จัดทำคลิปแสดงวิธีการเปลี่ยน Gender และ Polarity เอาไว้ดังนี้ครับ

ตัวสายจะมาแบบสำเร็จรูปให้พร้อมใช้งาน โดยรองรับทั้งสาย OS2, OM3, OM4 ในรูปแบบ Trunks, Harnesses, Interconnects และ Reference Cords ดังนั้นในการติดตั้งใช้งานจึงสามารถเดินสาย ปรับประเภทหัว และเชื่อมต่อใช้งานได้ทันที ทำให้การติดตั้งหน้างานเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

4. Panduit HD Flex Fiber Cabling System

การบริหารจัดการสายภายใน Data Center ถือเป็นอีกโจทย์สำคัญสำหรับฝ่าย IT ของภาคธุรกิจองค์กร และธุรกิจด้านระบบ Data Center หรือ Cloud ซึ่งแนวโน้มในปัจจุบันที่ธุรกิจหลายแห่งกำลังพบอยู่ในทุกวันนี้ ก็คือการเติบโตอย่าวรวดเร็วของระบบ IT และ Network ในขณะที่พื้นที่ของ Data Center นั้นยังคงมีเท่าเดิม การใช้พื้นที่ภายใน Data Center ให้คุ้มค่าสูงสุดจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา ในขณะที่ความง่ายดายในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสาย ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเสียหายจาก Downtime ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันได้เช่นกัน

Panduit HD Flex Fiber Cabling System จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้โดยเฉพาะ ด้วยจุดเด่นดังต่อไปนี้

  • Side Trunk Cable Management เข้าถึงและจัดการสายได้จากบริเวณด้านข้างของตู้ ช่วยให้การเพิ่มสาย หรือการเปลี่ยนแปลงสายเดิมเป็นไปได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
  • Front & Back Cassette Accessibility สามารถติดตั้ง Cassette ที่ต้องการได้ทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงมี Split Tray ให้เลือกใช้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบและการทำงาน รองรับการอัปเกรดความเร็วเครือข่ายจาก 10GbE ไปสู่ 40GbE/100GbE ได้ตามต้องการ
  • Convertibility สามารถเปลี่ยน Enclosure และ Panel เพื่อรองรับ 6-port/12-port Cassette และ Adapter ได้ ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมระบบเครือข่าย, โครงสร้างระบบ Fiber, การใช้งานแบบ Duplex และ Parallel ได้อย่างอิสระ

ภายในขนาด Rack เพียง 1U Panduit HD Flex Fiber Cabling System สามารถรองรับได้ถึง 144 – 1728 Fiber Core เลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการติดตั้งใช้งาน

นอกจากนี้ยังมีฝาสำหรับปิดให้เรียบร้อย และป้องกันไม่ให้สายส่วนนี้ได้รับผลกระทบจากการจัดการสายส่วนอื่นๆ ด้วยครับ

5. Panduit Patchrunner™2 Enhanced Vertical Cable Manager & Panduit Netkey

อีกหนึ่งโซลูชันที่ทีมงาน Panduit ได้พาเราเดินชมก็คือ Panduit PatchRunner ที่เป็นตู้สำหรับบริหารจัดการการ Patch สายโดยเฉพาะ รองรับได้ทั้งสาย Copper และ Fiber ในหนึ่งเดียว มีทั้งการติดตั้ง Panduit Patch Panel และ Panduit HD Flex เอาไว้เรียบร้อยทำให้เห็นภาพการใช้งานได้ชัดเจน

จุดหนึ่งที่ชัดเจนคือการบริหารจัดการสายจากด้านข้างของตู้ โดยมีจุดรับสายและเดินสายอย่างเป็นระเบียบ ช่วยรับน้ำหนักของสายก่อนที่จะเดินเข้าไปยัง Patch Panel หรือ HD Flex ได้เป็นอย่างดี

สำหรับ Patch Panel ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นจะเป็น Patch Panel แบบ Angle ที่ทำมุมเอียงเล็กน้อยเพื่อให้ง่ายต่อการเดินสาย ลดองศาความโค้งงอของสาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของสาย และช่วยให้การจัดการสายเป็นไปได้อย่างง่ายดาย

นอกจากนี้ ภายในตู้ก็ยังมีการติดตั้งเครื่องมือเสริมเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเติมจากโซลูชัน Panduit Netkey เพื่อให้เห็นถึงการใช้งานในรายละเอียดเล็กๆ ที่ Panduit ได้คิดเอาไว้ให้ เช่น

ตัวล็อคสาย LAN ที่สามารถล็อคสายเข้าไว้กับ Patch Panel ได้ และจะถอดออกได้ด้วยกุญแจเฉพาะเท่านั้น ช่วยให้สายสำคัญที่เดินเอาไว้ไม่หลุดหรือถูกถอดออกโดยไม่ตั้งใจได้

หัวปิดพอร์ต LAN สำหรับปิดพอร์ตที่ยังไม่ใช้เอาไว้ให้ฝุ่นไม่เข้า เพื่อรักษาคุณภาพของแต่ละพอร์ตเอาไว้ให้มั่นใจถึงความสะอาดในยามที่จำเป็นต้องใช้งาน

6. Panduit Modular Plug Terminated Link

โซลูชันนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่กำลังมีแผนเดินสาย LAN ในองค์กรใหม่เพื่อรับอุปกรณ์ PoE จำนวนมากโดยเฉพาะ เพราะหากจะเดินสายให้ถูกต้องตรงตามมาตรฐานแล้ว การใช้โซลูชันนี้ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเป็นอย่างมาก

โดยทั่วไปแล้วการเดินสายสำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ PoE นั้น มักจะเป็นการเดินสายแบบถาวรแบบ Direct Connect ไปยังอุปกรณ์ที่มักไม่ค่อยมีการเคลื่อนย้ายมากนัก เช่น Wireless Access Point, กล้องวงจรปิด, Sensor, ไฟ LED, Access Control หรือจอ Digital Display การเดินสายลักษณะนี้จึงไม่จำเป็นต้องเดินผ่าน Patch Panel หรือใช้ Patch Cord โดยมักต้องเดินสายตามเพดานหรือกำแพงสูง และเดินสายเชื่อมต่อทิ้งไว้โดยไม่ต้องไปทำการปรับแต่งแก้ไขในภายหลังอีก

Panduit Modular Plug Terminated Link หรือ MPTL เป็นสาย Copper ที่ปลายข้างหนึ่งเป็นตัวผู้ และปลายข้างหนึ่งเป็นตัวเมีย ซึ่งสามารถเข้าหัวสายหน้างานได้โดยง่ายอย่างแข็งแรงและมั่นคง เพื่อให้การเดินสายจาก PoE Switch ไปยังปลายทางนั้นตรงตามมาตรฐานการเดินสายสำหรับ PoE และมีการรับส่งสัญญาณรวมถึงพลังงานด้วยประสิทธิภาพที่ดี

สำหรับหัวของ MPTL นี้จะมีให้เลือกทั้งแบบหัวตรง และหัวหักมุม เพื่อให้เหมาะต่อการเดินสายไปยังจุดต่างๆ โดยไม่เกิดองศาการโค้งงอที่มากเกินไปในการใช้งาน และเดินในมุมแคบอย่างเช่นจุดติดตั้งอุปกรณ์ Wireless Access Point หรือ IoT ที่ต้องการได้ ซึ่งทาง Panduit ก็จะมีชุดเครื่องมือสำหรับการเข้าหัวเหล่านี้ให้โดยเฉพาะ โดยหัวจะแยกเป็น 2 ชิ้นให้พร้อมนำมาประกอบเข้ากันได้อย่างแข็งแรง

7. Panduit Signs, Labels & Identification

สุดท้ายก็คืออีกโซลูชันขายดีจาก Panduit เช่นกัน ซึ่งจะเป็นโซลูชันสำหรับการติดป้ายระบุให้กับสายต่างๆ ที่มีให้ครบตั้งแต่อุปกรณ์สำหรับพิมพ์ป้าย, Tag สำหรับคล้องสายเอาไว้เพื่อไม่ให้ป้ายหลุด และอื่นๆ อีกมากมาย

 

ในส่วนนี้มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากครับ แนะนำว่าลองเข้าไปดูได้ที่ https://www.panduit.com/en/products/signs-labels-identification.html เพื่อให้เห็นภาพกันได้เลย

สนใจโซลูชัน Panduit ติดต่อทีมงาน Panduit ประเทศไทยได้ทันที

สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีแผนจะเดินสาย Copper หรือ Fiber ใหม่ หรือมีโครงการในการวางระบบเดินสายสื่อสารใหม่ภายในอาคาร สามารถติดต่อทีมงาน Panduit เพื่อสอบถามรายละเอียด หรือออกแบบระบบสายโดยทีมงานมืออาชีพได้ทันทีที่

หรือสามารถเยี่ยมชม Facebook Fan Page ได้ที่ Panduit Thailand

from:https://www.techtalkthai.com/review-copper-and-fiber-management-with-panduit-and-royaltec/

ขอเชิญร่วมงาน สัมมนาออนไลน์ Driving and Securing Business Data to Cloud with SD-WAN ในวันพุธที่ 5 ต.ค.2565 ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

Fusion Advantec ขอนำเสนอ SASE : Secure Access Service Edge ในอีกมุมมองหนึ่ง ที่จะมาทำให้ชีวิตของชาวไอที และ User ผู้ใช้งาน สะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกท่านกลับไม่มีเวลาหาข้อมูล Fusion Advantec เข้าใจท่านดีเป็นที่สุด ทั้งทำงาน WFH ที่ไม่มีเวลาเลิกงานที่แท้จริง

Fusion Advantec จึงได้จัดสัมมนา Webinar งาน “Driving and Securing Business Data to Cloud with SD-WAN” ในวันพุธที่ 5 ตุลาคม 2565  เวลา 10:00 – 12:00 น. เพื่อให้ท่านได้รับข้อมูลแบบครบถ้วนภายใน 3 ชั่วโมง

ภายในงานจะได้พบกับ Topics Hi-light ที่น่าสนใจ อาทิเช่น
1.We are Fusion Advantec as an expert I VMWare’s EUC solution
2.SASE and Use case
3.SASE and Solution and Mini Demo

โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ จาก VMWare และ Engineer ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในการติดตั้งและแก้ปัญหาให้ลูกค้ามาแล้วหลายองค์กร

นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีกิจกรรมชิงรางวัลมากมายและปิดท้ายด้วยลุ้นรางวัลใหญ่กับ Big Lucky draw Central Gift Voucher มูลค่า 3,000 บาท

พิเศษ ร่วมลงทะเบียนวันนี้ 30 ท่านแรก รับฟรี E-Voucher มูลค่า 100 บาท*

แล้วมาพบกันในงาน Webinar ที่ Fusion Advantec  จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรของท่านปลอดภัยมากขึ้นได้อย่างไร

สนใจลงทะเบียนสัมมนาวันที่ 5 ตุลาคม 2565 ได้ที่ https://form.jotform.com/fusioneventth/driving-and-securing-business-data-  ฟรี ! ไม่มีค่าใช้จ่าย 

     หรือสแกน QR Code 

 

from:https://www.techtalkthai.com/webinar-fusion-advantec-driving-and-securing-business-data-to-cloud-with-sd-wan/