คลังเก็บป้ายกำกับ: COMMSCOPE

แนะนำนวัตกรรม Networking & Cabling ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

อัปเดตนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านเครือข่ายล่าสุดสำหรับ Campus, Edge, Data Center และ Branch ไม่ว่าจะเป็น 5G, Software-defined Networking, SD-WAN, Wi-Fi 6 และ Cabling รวมไปถึงการทำ Network Modernization เพื่อพลิกโฉมองค์กรสู่การเป็น Digital Workplace ในงาน TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day วันที่ 5 ตุลาคม 2020 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม BITEC

📆 วันพุธที่ 5 ตุลาคม 2022
⏰ เวลา 8:00 – 17:00 น.
🏢 Grand Hall, BITEC Bangna
🇹🇭 บรรยายภาษาไทยทุกเซสชัน

กำหนดการบรรยาย Track 3: Networking

13:30 – 14:00 พลิกโฉมธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลด้วยแพลตฟอร์มการเชื่อมต่อ 5G อัจฉริยะ
คุณภุชงค์ เจริญสุข Enterprise Product Marketing Manager, AIS Business
14:00 – 14:30 Software-defined Networking แบบ Multi-domain สำหรับองค์กรขนาดใหญ่
คุณธิติ พิพัฒน์ธนวงศ์ Enterprise Networking Product Sales Specialist, Cisco
14:30 – 15:00 ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Network Modernization
คุณประคุณ เลาหกิตติกุล Country Manager (Thailand), HPE Aruba
15:00 – 15:30 พักรับประทานอาหารว่างและเยี่ยมชมบูธ
15:30 – 16:00 ก้าวข้ามขีดจำกัดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์และแพลตฟอร์มบนเครือข่าย พร้อมรับความต้องการทางธุรกิจยุคดิจิทัล
คุณสมยศ อุดมนิโลบล Country Manager, Alcatel-Lucent Enterprise
16:00 – 16:30 พลิกโฉมระบบเครือข่ายสู่การเชื่อมต่อแห่งอนาคต
คุณพงศ์ภวัน พูนประชา System Engineer (Thailand), CommScope และคุณธีระพล สุขประไพพัฒน์ System Engineer (Thailand & Myanmar), Ruckus
16:30 – 17:00 Lucky Draw และกล่าวปิดงานโดย TechTalkThai

งานสัมมนานี้เหมาะสำหรับ: CIO, CTO, CISO, DPO, IT Manager, Compliance Manager, Cloud Architect, Security Engineer, Security Analyst, Network Engineer, IT Admin, IT Auditor และผู้ที่สนใจด้าน Cloud, Data Center, Networking และ Cybersecurity

🎉 พิเศษ!! ลงทะเบียนและเข้าร่วมงานเพื่อลุ้นรับ MacBook Air (M2), AirPods Max และ Sandisk Extreme Portable SSD อย่างละ 2 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

ดูรายละเอียด กำหนดการ และลงทะเบียนได้ที่: https://conf.techtalkthai.com/re22/

เกี่ยวกับงานสัมมนา TTT 2022 Reinforce: Enterprise IT Infrastructure Day

จากซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ TTT Virtual Summit ที่มีคนติดตามมากกว่า 8,000 คน สู่งานสัมมนาใหญ่ Enterprise IT Infrastructure Day ส่งท้ายปี 2022 ในรูปแบบ Physical Event ภายใต้แนวคิด Reinforce เสริมแกร่งรากฐานระบบ IT พลิกโฉมสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนและมั่นคงปลอดภัย ภายในงานท่านจะได้อัปเดตแนวโน้ม นวัตกรรม แนวทางปฎิบัติ และกรณีศึกษาที่น่าสนใจทางด้าน IT Infrastructure สำหรับองค์กร ครอบคลุมทั้งด้าน Cloud & Data Center, Networking, Cybersecurity และ Standards & Compliance ผ่านการบรรยายรวม 20 เซสชัน

นอกจากนี้ยังมีบูธจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับองค์กรอีกกว่า 30 บูธ สำหรับให้ผู้เข้าร่วมงานขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ด้าน Enterprise IT Infrastructure โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน องค์กร และบริษัท IT/Consult ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

from:https://www.techtalkthai.com/ttt-2022-reinforce-track-3-networking/

ทำความรู้จัก Cloudpath Enrollment System ระบบการเข้าถึงเครือข่ายจาก CommScope

Cloudpath Enrollment System เป็นทั้งซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์ม SaaS ที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงเครือข่ายทั้งแบบใช้สายและไร้สายได้อย่างปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์แบบ BYOD, ของผู้ใช้ภายนอก, หรืออุปกรณ์ของบริษัทเอง

โดยอำนวยความสะดวกให้อุปกรณ์เข้ามาใช้งานบนเครือข่าย และรักษาความปลอดภัยกับทุกการเชื่อมต่อด้วยการเข้ารหัสข้อมูลที่ทรงพลัง ซอฟต์แวร์ Cloudpath นี้ให้คุณควบคุมโพลิซีได้อย่างละเอียดยืดหยุ่นว่าจะให้ผู้ใช้รายไหนเข้าถึงทรัพยากรใดบ้าง

ระบบนี้ให้ประสบการณ์ใช้งานแก่ผู้ใช้ปลายทางที่เยี่ยมยอดมาก ลดภาระของฝ่ายไอทีในการแก้ปัญหาการเข้าถึงเครือข่ายให้ผู้ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเลือกติดตั้งระบบได้ทั้งแบบบริการผ่านคลาวด์ หรือแบบ On-Premises

Cloudpath นี้เรียกว่ารองรับผู้ใช้ทุกรูปแบบ ทุกอุปกรณ์ บนเครือข่ายทุกระบบ ช่วยยกระดับความปลอดภัยให้ทั้งผู้ใช้ อุปกรณ์ ข้อมูล และตัวเครือข่ายเอง ปกป้องการเชื่อมต่อบนเน็ตเวิร์กด้วย WPA-2 Enterprise ที่เป็นมาตรฐานสูงที่สุดของไวไฟ

การเข้ารหัสที่ครอบคลุมไปถึงการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์และแอคเซสพอยต์ไวไฟเพื่อความปลอดภัยสูงสุด อีกทั้งเปิดให้คุณกำหนดโพลิซีการเข้าถึงเครือข่ายเพื่อให้ผู้ใช้มองเห็นแค่เท่าที่ควรจะเป็น คุณจะได้ความสามารถในการมองเห็นและควบคุมอุปกรณ์บนเครือข่าย

คุณยังสามารถปิดการเข้าถึงใดๆ ได้ตลอดเวลา มีการตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์พร้อมให้แนวทางแก้ไขในช่วงขั้นตอนการลงทะเบียนที่ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีแค่อุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยอย่างเหมาะสมเท่านั้นที่เข้าถึงเครือข่ายได้

สำหรับผู้ใช้แบบ BYOD ที่เคยทำให้ฝ่ายไอทีปวดหัวกับการจัดการการเข้าถึงเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งจำนวนและชนิดอุปกรณ์นั้น Cloudpath จะเข้ามาช่วยให้ผู้ใช้แบบ BYOD สามารถลงทะเบียนเข้าถึงเครือข่ายได้ด้วยตัวเองแทนอย่างปลอดภัย

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – https://www.commscope.com/product-type/enterprise-networking/network-access-policy/network-access/

from:https://www.enterpriseitpro.net/cloudpath-enrollment-system/

เปิดตัว Ruckus R350: WiFi 6 Access Point ราคาคุ้มค่าที่รองรับการเชื่อมต่อ IoT ได้หลากหลาย

การอัปเกรดระบบเครือข่ายภายในองค์กรให้รองรับ WiFi 6 เพื่อเตรียมรับกับการกลับมาทำงานของพนักงานและการใช้บริการของลูกค้านั้น ถือเป็นหนึ่งในโครงการการลงทุนด้านระบบเครือข่ายที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจังหวะที่หลายธุรกิจถือโอกาส Renovate ระบบ Infrastructure พื้นฐานหลายอย่างภายในอาคารสำนักงานและสาขาต่างๆ สำหรับลูกค้า รวมถึงยังทำการอัปเกรด IT Infrastructure กันยกใหญ่ด้วยเช่นกัน

CommScope Ruckus ในฐานะของผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบ Network Infrastructure ชั้นนำของโลก จึงได้ทำการเปิดตัว Ruckus R350 อุปกรณ์ WiFi 6 Access Point ที่เน้นเรื่องของความคุ้มค่าเป็นหลัก ด้วยการเป็นอุปกรณ์ AP รุ่นเล็กแต่ยังคงมีประสิทธิภาพที่สูงและมีความสามารถที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์กลยุทธ์การทำ Digital Transformation ขององค์กรได้ในระยะยาว ทำให้การอัปเกรดระบบ WiFi ของหลายๆ องค์กรสามารถเลือกใช้งาน Ruckus R350 ในระยะยาวได้อย่างเหมาะสม

Ruckus R350: Indoor Wi-Fi 6 Access Point รุ่นล่าสุดที่เน้นความคุ้มค่าสำหรับองค์กร

Ruckus R350 นี้เป็น WiFi 6 Access Point ตามมาตรฐาน 802.11ax สำหรับติดตั้งใช้งานภายในอาคาร โดยเหมาะสำหรับการใช้งานภายในออฟฟิศขนาดเล็กจนถึงขนาดกลางที่แต่ละห้องไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก หรือภายในร้านค้าต่างๆ ของห้างสรรพสินค้า เพื่อให้บริการ WiFi ที่มีประสิทธิภาพสูงและมั่นคงอยู่ รวมถึงยังรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายอื่นๆ อย่าง BLE และ ZigBee ได้โดยไม่ต้องมีระบบเครือข่ายหรืออุปกรณ์แยกเฉพาะ

จุดเด่นของ Ruckus R350 นี้ก็คือการที่ตัว Access Point มีความสามารถที่แทบจะไม่ได้แตกต่างไปจาก AP รุ่นใหญ่รุ่นอื่นๆ เลย แต่ออกแบบมาให้ Hardware มีความ Minimal รองรับการใช้งานได้แทบจะพอดีๆ เพื่อให้ราคาของอุปกรณ์รุ่นนี้มีความคุ้มค่าสูงที่สุด และทำให้ตลาดของ Ruckus ที่เดิมเคยเป็นตลาดของ Premium Enterprise WiFi เท่านั้นเปิดมาสู่ตลาดของ Premium Small & Medium Business ได้ด้วย เพื่อให้ธุรกิจค้าปลีกหรือห้างร้านต่างๆ สามารถเลือกใช้ AP ที่มีคุณภาพสูงในระดับที่โรงแรมห้าดาวหรือสนามบินใช้งานได้ในราคาที่จับต้องได้อย่างคุ้มค่า

Credit: CommScope Ruckus

สำหรับความสามารถเด่นๆ ของ Ruckus R350 ที่น่าสนใจ ก็มีด้วยกันดังต่อไปนี้

ประสิทธิภาพสูง กระจายสัญญาณได้ครอบคลุม ด้วย BeamFlex และ ChannelFly

AP รุ่นนี้ใช้เสาสัญญาณแบบ 2×2:2 รองรับย่านความถี่ทั้ง 2.4GHz และ 5GHz ซึ่งทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 574 Mb/s และ 1200 Mb/s ตามลำดับ แต่ด้วยการใช้งานทั่วๆ ไปภายในองค์กรหรือภาคธุรกิจ ความเร็วระดับนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้สำหรับงานแทบทุกประเภทแล้ว

แน่นอนว่าเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์เด่นของ Ruckus อย่าง BeamFlex ที่ช่วยเพิ่มระยะความครอบคลุมของสัญญาณและลดสัญญาณรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นก็ยังคงมีอยู่ ทำให้ Ruckus นั้นมีความครอบคลุมของพื้นที่มากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้เทคโนโลยีตามมาตรฐานทั่วไป ด้วยการรองรับ Antenna Pattern มากถึง 64 รูปแบบ

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกใส่เข้ามาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพก็คือ ChannelFly ที่ AP ของ Ruckus จะเลือกใช้ช่องสัญญาณที่ว่างมากที่สุด เพื่อให้ผู้ใช้งานนั้นได้รับ Throughput ที่สูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ในการเชื่อมต่ออยู่เสมอ

AP รุ่นนี้ยังคงรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้สูงสุดถึง 256 อุปกรณ์เหมือนกับอุปกรณ์รุ่นก่อนหน้า และสามารถให้บริการได้ 16 SSID ต่อ AP เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถออกแบบระบบเครือข่ายและแบ่งส่วนของเครือข่ายได้อย่างยืดหยุ่น

Credit: CommScope Ruckus

รองรับการเสริมระบบเครือข่ายเฉพาะสำหรับอุปกรณ์ IoT ได้ทันที

สำหรับธุรกิจองค์กรที่มีแผนการทำ Digital Transformation ด้วยอุปกรณ์ IoT นั้น Ruckus R350 ก็สามารถทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์เครือข่ายเพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ได้ด้วยหลากหลายวิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการ WiFi ตามปกติด้วยการแบ่ง SSID เฉพาะสำหรับอุปกรณ์เหล่านี้เพิ่มเข้ามา หรือการติดตั้ง USB Module เสริมเพื่อเพิ่มการเชื่อมต่อสำหรับ Bluetooth Low Energy (BLE) และ ZigBee เข้ามาได้ในอุปกรณ์เดียวกัน ทำให้เราสามารถใช้ระบบเครือข่ายเดียวให้บริการทั้งผู้ใช้งานทั่วไปไปพร้อมๆ กับการเชื่อมต่อ IoT ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย

และด้วยความที่ Ruckus R350 นี้เป็นอุปกรณ์รุ่นเล็กสุดในระดับ Entry Level ดังนั้นไม่ว่าธุรกิจองค์กรจะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ Ruckus ก็ยังสามารถตอบโจทย์ด้านระบบเครือข่าย IoT ได้อย่างครอบคลุม

เชื่อมต่อสัญญาณได้ไกลขึ้น ด้วยการทำ Mesh Networking

ในอดีตการทำ Mesh Networking อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักด้วยประสิทธิภาพของระบบเครือข่ายไร้สายที่ยังไม่สูงมาก แต่ปัจจุบันด้วย WiFi 6 การทำ Mesh Networking จึงตอบโจทย์มากขึ้นกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะใน Ruckus R350 ที่มีย่านความถี่ 5GHz ในความเร็วสูงสุดถึง 1200 Mb/s ทำให้สามารถใช้ย่านความถี่ 5GHz ในการเชื่อมต่อ Mesh และให้บริการเครือข่ายแก่อุปกรณ์ต่างๆ ในส่วนที่เชื่อมต่อเพิ่มไปนี้ในย่านความถี่ 2.4GHz ได้ด้วยความเร็วสูงสุด 574Mb/s

การตั้งค่า Mesh Networking บน Ruckus R350 นี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ติ๊กเพื่อเปิดใช้ความสามารถนี้บนหน้าจอบริหารจัดการเท่านั้น AP ก็พร้อมที่จะเชื่อมต่อ Mesh ให้ได้ทันที

บริหารจัดการได้หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้งานได้หลายรูปแบบ

Ruckus R350 แต่ละชุดนี้สามารถรองรับการบริหารจัดการได้ทั้งผ่าน Cloud ด้วย Ruckus Cloud, บริหารจัดการผ่าน Software หรือ Appliance ด้วย Ruckus SmartZone และ ZoneDirector, บริหารจัดการผ่าน AP กันเองในแบบ Controller-less ด้วย Ruckus Unleashed ไปจนถึงการใช้งานได้ในแบบ Standalone เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์และงบประมาณขององค์กรได้ตามต้องการ

ไม่ต้องอัปเกรดระบบ LAN ก็ยังใช้งาน Ruckus R350 ได้

จุดเด่นสุดท้ายที่ทำให้ Ruckus R350 มีความคุ้มค่าในการลงทุนมากก็คือการเป็น WiFi 6 Access Point ที่สามารถติดตั้งใช้งานได้โดยไม่ต้องอัปเกรดระบบเครือข่าย ด้วยอุปกรณ์ที่รองรับ Uplink เพียงแค่ 1GbE ช่องเดียว รวมถึงใช้ไฟผ่าน PoE เพียงแค่ 12.62W ก็ทำให้องค์กรที่ยังไม่พร้อมอัปเกรดระบบเครือข่ายให้มีความเร็วสูงขึ้นหรืออัปเกรดระบบ PoE ให้จ่ายไฟมากขึ้น สามารถอัปเกรดมาใช้ WiFi 6 ได้โดยยังไม่ต้องกังวลถึงประเด็นเหล่านั้น ซึ่งจุดนี้เองจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรได้อย่างมหาศาลท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจอย่างในปัจจุบันนี้

Credit: CommScope Ruckus

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ruckus R350 ได้ที่ https://www.commscope.com/product-type/enterprise-networking/wireless-access-points/indoor/r350/

สนใจติดต่อทีมงาน Ruckus ประจำประเทศไทยได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันระบบ WiFi สำหรับธุรกิจองค์กร และโซลูชันอื่นๆ ด้านระบบเครือข่าย สามารถติดต่อทีมงาน CommScope Ruckus ประจำประเทศไทยได้ทันทีที่ Email Pongwut.assaneewuttikorn@Commscope.com หรือโทร 08-66097719

from:https://www.techtalkthai.com/ruckus-r350-wifi-6-access-point-with-iot-networking-option-introduction/

เทคนิคการใช้ Cloud-Managed Guest Wi-Fi ให้มันเวิร์ก!

การให้บริการเข้าถึงเครือข่ายแก่บุคคลภายนอกหรือแขกผู้เยี่ยมชมที่เข้าถึงได้ง่าย ง่ายกับทั้งการใช้งานของผู้เยี่ยมชมและง่ายต่อการจัดการสำหรับฝ่ายไอทีนั้น ก็มักนึกถึงการใช้โซลูชั่นจัดการเครือข่ายผ่านคลาวด์

แต่คำถามก็คือว่าโซลูชั่นที่คุณใช้อยู่ปัจจุบันได้ผลจริงหรือไม่? โดยเฉพาะการให้การเข้าถึงเครือข่ายแก่บุคคลภายนอกได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมที่ซับซ้อน จุดนี้มีความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบันที่ฝ่ายไอทีจำเป็นต้องบริการการเข้าถึงเครือข่ายแก่อุปกรณ์ของผู้เยี่ยมชมซึ่งต้องให้วิธีใช้บริการที่เป็นมิตร ไม่ได้เพิ่มค่าใช้จ่ายหรือความซับซ้อนด้วย

แน่นอนว่าฟังดูเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ในโลกเทคโนโลยีนั้นทุกอย่างย่อมมีโซลูชั่นมาแก้ปัญหา เพียงแค่เราหาโซลูชั่นที่เหมาะกับข้อจำกัดที่มีอยู่ให้ได้เท่านั้น

ทางเลือกหนึ่งคือ ให้ฝ่ายไอทีติดตั้งซอฟต์แวร์ หรืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์อย่างแอพพลายแอนซ์สำหรับเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย ที่มีฟีเจอร์จัดการเครือข่ายผ่านคลาวด์ด้วย ซึ่งทางเลือกนี้ฝ่ายไอทีจำเป็นต้องทำงานร่วมกันฝ่ายเน็ตเวิร์กต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นเน็ตเวิร์กแอดมิน ทีมความปลอดภัยเน็ตเวิร์ก หรือแม้แต่ระดับทีมงานของประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายไอทีเพื่อให้ได้ระบบที่เหมาะสม นอกจากนี้ระบบดังกล่าวอาจยังจำเป็นต้องให้บุคคลภายนอกดาวน์โหลด

และติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมบนอุปกรณ์ของตนเองก่อนถึงจะใช้เน็ตเวิร์กด้วย ซึ่งเราไม่สามารถกล่าวได้ว่าลักษณะดังกล่าว “เป็นมิตรต่อผู้ใช้” หรือ “ใช้งานได้ง่าย” รวมทั้งคุณยังจำเป็นต้องทำให้แน่ใจว่าผู้จำหน่ายของคุณเองนั้นไม่ได้พยายามขายแอพพลายแอนซ์ที่ต้องใช้ไลเซนส์เพิ่มเติม (ไม่ว่าจะเป็นไลเซนส์แบบใช้ครั้งเดียวหรือแบบต่อเนื่อง) เพื่อใช้แอพพลายแอนซ์ดังกล่าวแค่เพียงเปิดการเข้าถึงเครือข่ายแก่ผู้เยี่ยมชมภายนอกเท่านั้นด้วย

อีกทางเลือกหนึ่ง ฝ่ายไอทีอาจใช้ฟีเจอร์ที่มาพร้อมกับโซลูชั่นจัดการเครือข่ายผ่านคลาวด์ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่น่าตื่นเต้นมาก ตัวอย่างการตั้งค่าใช้งานได้แก่ตามวิดีโอนี้ youtube.com/watch?v=7jf8_EHwXKI เมื่อดูจากวิดีโอดังกล่าวจะเป็นการใช้ระบบ RUCKUS Cloud ของ CommScope ที่เปิดให้คุณทำงานผ่านโฟลว์การทำงานเดียวกันเพื่อตั้งค่าการเข้าถึงของเกสผ่านระบบโซเชียลมีเดีย 4 เจ้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด เช่น LinkedIn, Facebook, Twitter, และ Google

ทำให้ผู้เยี่ยมชมจากภายนอกได้รับความยืดหยุ่นในการเลือกล็อกอินผ่านบัญชีสังคมออนไลน์ที่ตัวเองถนัด นอกจากนี้ระบบ RUCKUS Cloud ก็มีระบบยืนยันตัวตนบุคคลภายนอกผ่าน SMS มาให้พร้อมกันในโซลูชั่นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มด้วย

สิ่งที่ระบบนี้ต่างจากคู่แข่งรายอื่นคือ ไม่มีการบังคับให้ซื้อไลเซนส์ SMS เพิ่มจากผู้ให้บริการส่งข้อความ SMS ภายนอกอีก รวมทั้งคุณยังไม่จำเป็นต้องป้อนรหัสผ่านที่ต้องขอจากผู้ให้บริการภายนอกมาตั้งค่าในโซลูชั่นจัดการเครือข่ายผ่านคลาวด์อีก

ที่มา : Commscope Ruckus

from:https://www.enterpriseitpro.net/cloud-managed-guest-wi-fi/

CommScope ประกาศแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่ “Charles Treadway”

ผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย CommScope ออกแถลงการณ์ว่า ซีอีโอคนเดิมที่อยู่มานานกว่า 15 ปี คุณ Eddie Edwards ได้ก้าวลงจากตำแหน่งแล้ว พร้อมระบุชื่อผู้เข้ามาดำรงตำแหน่งแทนเป็น Charles “Chuck” Treadway

คุณ Treadway นี้เข้ามาอยู่ทั้งในตำแหน่งประธานบริษัท, ซีอีโอ, และกรรมการบอร์ดบริหารของ CommScope ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 17 ปีทั้งในตำแหน่งซีอีโอ และซีโอโอ

ภารกิจหลักของซีอีโอคนใหม่นี้คือการผลักดันการเติบโตของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและเครือข่ายไร้สายยุคใหม่ ท่ามกลางวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด 19

ทั้งนี้ CommScope เพิ่งปิดดีลซื้อกิจการอื่น “ครั้งแรกของตัวเอง” จากการซื้อกิจการผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม Arris ซึ่งเป็นเจ้าของ Ruckus Networks ด้วยมูลค่ารวมกว่า 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2019 Ruckus นี้อยู่ในตลาดมากว่า 2 ปีในด้านเครือข่ายแบบคอนเวอร์เจนต์ เครือข่ายไฟเบอร์ 5G และ IoT

ที่มา : CRN

from:https://www.enterpriseitpro.net/commscope-ceo/

โลกของ Switching ยุคใหม่: ทำไมเครือข่ายองค์กรถึงต้องก้าวมาใช้ 100GbE?

เครือข่ายในองค์กรกำลังได้รับแรงกดดันอย่างหนัก โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเราได้เห็นการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้อย่างกว้างขวางที่ทาง IDC เรียกว่า 3rd Platform ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์พกพาที่เห็นกันทั่วไปแล้วในปัจจุบัน การพึ่งพาแอพพลิเคชั่นบนคลาวด์มากขึ้นเพื่อให้บริการที่สำคัญต่างๆ ไปจนถึง Internet of Things ซึ่งองค์กรทั้งหลายต่างมองหาวิธีในการปฏิรูปทางดิจิตอลเพื่อรับเอาเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้มาใช้ แต่บ่อยครั้งที่เครือข่ายแบบเก่าที่มีอยู่เดิมกลายเป็นอุปสรรคในการรับเทคโนโลยีใหม่เข้ามา การปฏิรูปทางดิจิตอลจึงต้องมาจากการปฏิรูปเครือข่ายขององค์กรก่อน โดยเร่งการนำแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานใหม่เข้ามาใช้งาน

ปัจจัยข้างต้นนี้จึงผลักดันให้องค์กรต่างๆ พิจารณาเลือกสวิตช์กิกะบิตอีเธอร์เน็ตที่เร็วกว่าเดิม แม้หลายองค์กรมักใช้คอร์สวิตช์อยู่ที่ 10 – 40 GbE และสวิตช์ระดับ Aggregation อยู่ที่ 16GbE ก็ตาม แต่ด้วยอุปกรณ์เครือข่ายและแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในปัจจุบัน ทำให้ความต้องการแบนด์วิธพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 100GbE นอกจากนี้ หลายองค์กรยังต้องการแพลตฟอร์มสำหรับจัดการที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น สามารถจัดการโพลิซีบนเครือข่ายทั้งแบบใช้สายและไร้สายได้จากศูนย์กลาง รวมทั้งสามารถควบคุมด้านความปลอดภัยได้อย่างละเอียด มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เรียกได้ว่าปัญหาทั้งหลายที่องค์กรกำลังเผชิญเกี่ยวกับเครือข่ายได้มาถึงจุดอิ่มตัวที่พร้อมลงทุนครั้งใหม่แล้ว โดยเฉพาะการลงทุนกับแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานแบบใหม่ที่คาดหวังให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมดทั่วทั้งเครือข่ายขององค์กรในอีกหลายปีข้างหน้า

ปัญหาด้านเน็ตเวิร์กที่องค์กรกำลังเผชิญ

มีหลายปัจจัยมากที่รวมกันมาเป็นภาระให้เครือข่ายขององค์กรในปัจจุบัน แม้ปัจจัยดังกล่าวจะมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ประเด็นที่มีผลกระทบชัดเจนมากที่สุดก็คือเรื่องของขนาดระบบที่ต้องรองรับ อันเกิดจากจำนวนผู้ใช้และอุปกรณ์บนเครือข่ายที่มีจำนวนมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก จนแทบจะกล่าวได้ว่า กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วที่ทั้งพนักงานและบุคคลภายนอกจะเชื่อมต่อจากอุปกรณ์พร้อมกันหลายเครื่องเข้ามายังเครือข่ายขององค์กร มาใช้ทรัพยากรบนเครือข่ายทั้งหมดพร้อมกัน และนอกจากจะมีอุปกรณ์จำนวนมหาศาลเข้ามารุมถลุงทรัพยากรบนเครือข่ายแล้ว แอพพลิเคชั่นต่างๆ ก็ยังมีความต้องการมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่นที่ใช้แบนด์วิธมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มประสานงานผ่านวิดีโอ ที่สร้างทราฟิกข้อมูลปริมาณมากจนกินทรัพยากรส่วนใหญ่บนเครือข่าย ที่ควรใช้โครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลมารองรับ ยิ่งมีความก้าวหน้าทางด้านมาตรฐานเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมาก็ยิ่งทำให้ปัญหานี้ทวีความร้ายแรงมากขึ้น อย่างการเปิดตัว Wi-Fi 6 (802.11ax) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพของทราฟิกเครือข่ายไร้สายภายในองค์กร รองรับรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ มากมาย พร้อมกับสร้างภาระให้เครือข่ายเดิมมากขึ้นไปอีก

การจะก้าวทันความก้าวหน้าทั้งหลายเหล่านี้ องค์กรต่างๆ ก็ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงด้านเครือข่ายอีเธอร์เน็ตจากระดับกิกะบิตขึ้นมาสู่หลายกิกะบิตสำหรับระดับ Access และการเปลี่ยนขึ้นมาสู่ระดับ 40GbE และ 100GbE สำหรับระดับ Aggregation และ Core ตามลำดับ ซึ่งกระแสนี้คาดว่าจะยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า

รูปที่ 1: พยากรณ์การลงทุนด้านสวิตช์อีเธอร์เน็ตทั่วโลกในช่วงปี 2018 – 2023 อิงตามระดับความเร็ว (หน่วยเป็นพันล้านดอลลาร์ฯ) แหล่งข้อมูล: รายงาน Datacenter Network QView ประจำไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 จาก IDC
ความต้องการในยุคถัดไปของเน็ตเวิร์ก

การที่จะพิชิตอุปสรรคที่มีผลต่อความต้องการทางธุรกิจยุคใหม่นั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนโฉมระบบเครือข่ายระดับองค์กรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่จะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานจากแบบกิกะบิตไปสู่ระดับหลายกิกะบิต หรือการปรับเปลี่ยนมาตรฐานของอุปกรณ์สวิตช์ (ดังรูปที่ 2) โดยเครือข่ายต่างๆ กำลังลดความซับซ้อนลงจาก 3 ระดับ มาเป็นแบบ 2 ระดับ ที่หันมาใช้สถาปัตยกรรมแบบลำต้นแตกแขนงเป็นกิ่งไม้เหมือนกับดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ทำให้ขยายระบบออกไปได้ในวงกว้างขณะที่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากสายไฟเบอร์ที่มีอยู่เดิมได้

รูปที่ 2: คาดการณ์สัดส่วนพอร์ตบนสวิตช์อีเธอร์เน็ตในช่วงปี 2017 – 2023 แบ่งตามประเภทผลิตภัณฑ์ แหล่งข้อมูล: รายงานพยากรณ์สวิตช์อีเธอร์เน็ตประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2018 ของ IDC

องค์กรทั้งหลายมีความต้องการมากมายเวลาพิจารณาที่จะเปลี่ยนโฉมระบบเน็ตเวิร์กใหม่ แต่องค์ประกอบที่สำคัญจริงๆ ที่โครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ควรมีนั้นได้แก่

• การที่องค์กรจำเป็นต้องรองรับความเร็วและปริมาณข้อมูลที่เพียงพอในปัจจุบัน อย่างคอร์สวิตช์ที่มีแบนด์วิธแค่ 10GbE อาจไม่พอแล้วสำหรับเครือข่ายของหลายองค์กร โดยองค์กรชั้นนำต่างมองแพลตฟอร์มระดับ 25GbE, 40GbE หรือแม้แต่ 100GbE แทนทั้งสิ้น

• เมื่อวางระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่นั้น ประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างแรกๆ คือด้านความปลอดภัย โดยแพลตฟอร์ม Switching ยุคใหม่ควรรองรับการเข้ารหัสแบบ MACsec ได้ถึง 128 หรือ 256 บิต รวมทั้งให้การควบคุมด้านความปลอดภัยได้อย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการโจมตีแบบ DHCP Snooping หรือตรวจสอบ Dynamic ARP ได้ ไปจนถึงการป้องกันการโจมตีแบบ Denial-of-Service, การล็อก MAC Address, และให้ระบบความปลอดภัยหลายระดับหลายรูปแบบด้วยกัน

• สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือด้านความเสถียรและการรองรับการขยายระบบ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่เน้นความต่อเนื่องในการทำงานสูงด้วยระบบ Failover ที่แทบไม่มีช่องโหว่, การอัพเกรดซอฟต์แวร์ระหว่างทำงานได้ (ISSU) และการสำรองระบบ, การสลับเปลี่ยนพาวเวอร์ซัพพลายและพัดลมได้ระหว่างทำงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับลูกค้าระดับองค์กร

• ผู้ซื้อระดับองค์กรเริ่มมองหาแพลตฟอร์มจัดการที่ผสานการควบคุมทั้งเครือข่ายมีสายและไร้สายร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดใช้งาน การยืนยันตน การเข้าถึงทั้งผู้ใช้และอุปกรณ์ รวมทั้งโพลิซีการใช้งาน เช่นเดียวกับความสามารถจากศูนย์กลางทั้งการมองเห็น การตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูล

• องค์กรทั้งหลายต่างมองการปรับแต่งเครือข่ายให้เข้ากับความต้องการที่จำเพาะของตัวเอง ดังนั้นองค์ประกอบที่จะมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานเน็ตเวิร์กสำหรับองค์กรสมัยใหม่ก็ควรจะรองรับการผสานความสามารถเพิ่ม การขยายระบบ และมีความยืดหยุ่นด้วย ซึ่งสวิตช์ที่เปิดรับการผสานการทำงานเพิ่มหรือ Stackable ทั้งระดับคอร์และ Aggregation จะเพิ่มความสามารถ และอำนวยความสะดวกในการจัดการจากศูนย์กลาง และไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ในที่เดียวกัน

• ข้อมูลได้กลายเป็นสิ่งมีค่าสำหรับธุรกิจยุคใหม่ ซึ่งแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายยุคใหม่มีบทบาทสำคัญมากในการช่วยให้องค์กรรวบรวมข้อมูลเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนสภาพแวดล้อมการทำงานของตัว ช่วยตรวจสอบเทรนด์จากข้อมูลในอดีตในการทำนายลักษณะการใช้งานในอนาคต เช่นเดียวกับให้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับประเภทแอพพลิเคชั่นที่ผู้ใช้และอุปกรณ์กำลังใช้งานบนเครือข่าย และวัตถุประสงค์ในการใช้งานบนเครือข่าย การได้ข้อมูลกิจกรรมเกี่ยวกับลูกค้าและบุคคลภายนอกบนเครือข่ายนั้นทำให้มีโอกาสสร้างรายได้ใหม่มากขึ้น แต่ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องใช้กลไกการรวบรวมผ่านระบบอนาไลติก และแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลโดยเฉพาะ

• ช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีการพัฒนาแพลตฟอร์มจัดการเครือข่ายผ่านคลาวด์มากมายที่เปิดให้องค์กรสามารถใช้งานจากศูนย์กลางได้ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุม ตรวจสอบ หรือวิเคราะห์เครือข่ายในองค์กรจากแพลตฟอร์มบนคลาวด์โดยตรง ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับองค์กรที่ต้องการลดจำนวนทีมด้านไอที หรือมีระบบกระจายตามสาขาจำนวนมากที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการจากศูนย์กลางเดียวกัน

• หนึ่งในประโยชน์ของแพลตฟอร์มจัดการเครือข่ายผ่านคลาวด์ก็คือ ความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุน ด้วยโมเดลการจัดซื้อตามปริมาณการใช้งาน ที่จ่ายเพียงแค่ความสามารถในการจัดการเครือข่ายที่จำเป็นได้ ซึ่งตอนนี้มีผู้ให้บริการหลายเจ้าต่างเสนอโมเดลการชำระเงินตามการใช้งานจริงสำหรับแพลตฟอร์มจัดการเครือข่ายแบบ On-Premise ด้วย

โมเดลใหม่ในการออกแบบเครือข่ายขององค์กร

องค์กรในปัจจุบันมีทางเลือกมากมายในการออกแบบเครือข่ายองค์กรของตัวเอง แม้จะมีฟีเจอร์หลักๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นเกณฑ์ที่องค์กรส่วนใหญ่กำลังมองหาในเครือข่ายยุคใหม่ก็ตาม แต่ก็มีโมเดลสถาปัตยกรรมทางเลือกเพิ่มขึ้นมาหลากหลายแบบสำหรับออกแบบเครือข่ายขององค์กรด้วย

เมื่อก่อนนั้น เราเคยยึดติดกับมาตรฐานการออกแบบเครือข่ายแบบลำดับชั้นที่ต้องมี 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ Core, Aggregation, และ Access แต่ตอนนี้มีโมเดลใหม่ๆ เกิดขึ้นมาที่เปิดให้ปรับแต่งเข้ากับความต้องการที่จำเพาะขององค์กรได้มากขึ้น

ตัวอย่างการออกแบบสถาปัตยกรรมเครือข่ายระดับองค์กรยุคใหม่นั้น ได้แก่
• Multi-Chassis Trunking (MCT): สถาปัตยกรรมนี้เป็นการเชื่อมต่อสวิตช์สองตัวที่อยู่แยกกัน เพื่อสร้างเป็นหน่วยรวมศูนย์กลางการเชื่อมต่อแบบลอจิคัล แล้วแตกแขนงออกไปในรูปแผนผังกิ่งไม้ไปยังระดับ Aggregation และ Access ตามลำดับ ถือเป็นการวางระบบแบบ Active-Active ที่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่สามารถรองรับการขยายเครือข่ายได้มาก

• Stacking: สถาปัตยกรรมนี้เป็นการเชื่อมต่อสวิตช์สิบกว่าตัวที่ลักษณะเหมือนกันเข้าด้วยกัน ให้สามารถจัดการได้ภายใต้ที่อยู่ไอพีเดียวกัน ทำให้ได้สถาปัตยกรรมแบบ Active-Standby แต่มีความพิเศษที่สำคัญมากตรงที่สวิตช์ทั้งหลายนี้ไม่จำเป็นต้องมาเชื่อมผสานกันหรือ Stack ทางกายภาพ โดยสามารถเชื่อมต่อด้วยกันแบบเวอร์ช่วล จัดการจากศูนย์กลางด้วยกันได้แม้จริงๆ จะมีตำแหน่งห่างกันมากสุดถึง 10 กิโลเมตร รูปแบบการติดตั้งลักษณะนี้เหมาะกับเครือข่ายหลายประเภท ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่

• การสร้าง Campus Fabric: กรณีนี้จะเชื่อมต่อสวิตช์เข้าด้วยกันแบบเวอร์ช่วลได้มากถึง 36 ตัว เพื่อสร้างขึ้นเป็นเครือข่ายขนาดกลาง ประกอบด้วยสวิตช์ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นเดียวกันก็ได้

ตัวเลือกที่น่าสนใจ: Ruckus Networks

Ruckus ได้เปิดตัวสวิตช์สำหรับ Core และ Aggregation แบบจำนวนพอร์ตหนาแน่นสูง แบบ Next-Gen ในชื่อรุ่น ICX 7850 ที่รองรับได้ทั้ง 10/25/40/100GbE แต่ละสวิตช์มี Capacity มากถึง 6.4Tbps สามารถ Stack ซ้อนกันได้มากถึง 12 ตัว จนทำให้ได้แบนด์วิธรวมทั้งหมดหรือ Capacity มากถึง 76.8Tbps รวมทั้งได้จำนวนพอร์ตรวมถึง 288 พอร์ตที่ 100 GbE หรือมากถึง 576|พอร์ตที่ความเร็ว 10/25GbE เมื่อซ้อนสวิตช์กันถึง 12 ตัวด้วย สวิตช์ที่นำมาซ้อนเชื่อมต่อกันนี้สามารถตั้งอยู่ห่างจากกันได้มากถึง 10 กิโลเมตร

สวิตช์ ICX 7850 นี้มาพร้อมกับ Hitless Failover, MCT, และ ISSU ใช้งานร่วมกับสวิตช์อื่นในตระกูล ICX ของ Ruckus ได้อย่างลงตัว ซึ่งทุกโมเดลในกลุ่มนี้ใช้ซอฟต์แวร์ Fastlron เหมือนกัน และจัดการได้ผ่าน Ruckus SmartZone Network Controller ทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่น พร้อมทางเลือกในการจัดการเครือข่ายทั้งแบบใช้สายและไร้สายแบบยูนิฟายด์ รวมทั้งสร้างความยืดหยุ่นในการออกแบบวางระบบเครือข่ายขององค์กรด้วย นอกจากนี้ ICX 7850 ยังรองรับ MACsec256 และมีระบบสำรองไฟฟ้าเป็นออพชั่นเสริม ใช้งานได้กับสายเคเบิลอีเธอร์เน็ตมาตรฐานทั่วไป

ความท้าทาย

ตลาดเครือข่ายระดับองค์กรนั้นมีการแข่งขันค่อนข้างสูง เนื่องจากหลายองค์กรไม่ได้ยึดติดกับผู้จำหน่ายรายใดรายหนึ่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานบนทุกเลเยอร์ของเครือข่ายองค์กร จึงเป็นผลให้เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเทคโนโลยีสวิตชิ่งทั้งในระดับ Access, Aggregation, และ Core

ดังนั้น ความสามารถของ Ruckus ICX 7850 ที่รองรับสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างพื้นฐานแตกต่างกันเช่นนี้ได้จึงเป็นผลดีต่อองค์กรอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ดี Ruckus ก็ยังต้องแข่งกับผู้จำหน่ายด้านเน็ตเวิร์กรายก่อนหน้าที่มีบทบาทกับระบบดั้งเดิมขององค์กรอยู่ดี ถือว่าเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคสำหรับ Ruckus ในฐานะบริษัทที่มีองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการแข่งกับผู้จำหน่ายรายอื่น ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทั้งระบบสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเครือข่ายระดับองค์กร

บทสรุป

Ruckus ได้นำ ICX 7850 เข้าสู่ตลาดได้ในเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากกำลังมีกระแสความต้องการอย่างมากในด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายแบบใหม่สำหรับองค์กร ความต้องการด้านเครือข่ายนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนจากจำนวนผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอพพลิเคชั่นที่เพิ่มขึ้นจนสร้างภาระให้แก่ทรัพยากรบนเครือข่ายเดิม รวมไปถึงความก้าวหน้าที่สำคัญหลายประการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายก็ยิ่งตอกย้ำความต้องการนี้เพิ่มขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นด้านความเร็วในการสวิตชิ่งอีเธอร์เน็ตที่พัฒนาให้รองรับความต้องการด้านแบนด์วิธ ไปจนถึงฟีเจอร์ในการจัดการและด้านความปลอดภัยบนสวิตช์เหล่านี้ที่ก้าวล้ำอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันนั้น องค์กรทั้งหลายต่างก็หันมาทองหาแนวทางใหม่ในการสร้างเครือข่ายของตัวเองที่เหมาะกับความต้องการและเป้าหมายที่จำเพาะสำหรับเครือข่าย ตัวสวิตช์ ICX 7850 เองก็มีทั้งความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่น มีความสามารถสูงมาก นับเป็นสมาชิกใหม่ในกลุ่มสวิตช์อีเธอร์เน็ตของครอบครัว Ruckus ที่เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในปัจจุบัน และสนับสนุนการใช้งานรูปแบบใหม่ของเครือข่ายองค์กรในทศวรรษหน้าได้

เกี่ยวกับนักวิเคราะห์:
Brandon Butler นักวิเคราะห์วิจัยอาวุโสด้านเครือข่ายระดับองค์กร
Brandon Butler เป็นนักวิจับอาวุโสของกลุ่มงานโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่ IDC ซึ่งดูแลเกี่ยวกับเครือข่ายระดับองค์กร โดยเขามีบทบาทในการวิเคราะห์กระแสนิยมด้านเทคโนโลยีและการตลาด รวมทั้งทำนายและวิเคราะห์คู่แข่งด้านอีเธอร์ดน็ตสวิตชิ่ง เราท์ติ้ง เครือข่ายแลนไร้สาย และตลาดใหม่ที่เกี่ยวข้องอย่าง SDN และ SD-WAN


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ Ruckus ได้ที่ บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด TH-Ruckus@ingrammicro.com

หรือติดต่อที่
K. PONGWUT ASSANEEWUTTIKORN
BUSINESS DEVELOPMENT MANAGER , SP AND STRATEGIC ACCOUNTS
Mobile: +668-66097719
Email:Pongwut.assaneewuttikorn@Commscope.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-switching-%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3/

โลกของ Switching ยุคใหม่: ทำไมเครือข่ายองค์กรถึงต้องก้าวมาใช้ 100GbE?

เครือข่ายในองค์กรกำลังได้รับแรงกดดันอย่างหนัก โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเราได้เห็นการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้อย่างกว้างขวางที่ทาง IDC เรียกว่า 3rd Platform ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์พกพาที่เห็นกันทั่วไปแล้วในปัจจุบัน การพึ่งพาแอพพลิเคชั่นบนคลาวด์มากขึ้นเพื่อให้บริการที่สำคัญต่างๆ ไปจนถึง Internet of Things ซึ่งองค์กรทั้งหลายต่างมองหาวิธีในการปฏิรูปทางดิจิตอลเพื่อรับเอาเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้มาใช้ แต่บ่อยครั้งที่เครือข่ายแบบเก่าที่มีอยู่เดิมกลายเป็นอุปสรรคในการรับเทคโนโลยีใหม่เข้ามา การปฏิรูปทางดิจิตอลจึงต้องมาจากการปฏิรูปเครือข่ายขององค์กรก่อน โดยเร่งการนำแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานใหม่เข้ามาใช้งาน

ปัจจัยข้างต้นนี้จึงผลักดันให้องค์กรต่างๆ พิจารณาเลือกสวิตช์กิกะบิตอีเธอร์เน็ตที่เร็วกว่าเดิม แม้หลายองค์กรมักใช้คอร์สวิตช์อยู่ที่ 10 – 40 GbE และสวิตช์ระดับ Aggregation อยู่ที่ 16GbE ก็ตาม แต่ด้วยอุปกรณ์เครือข่ายและแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในปัจจุบัน ทำให้ความต้องการแบนด์วิธพุ่งขึ้นไปถึงระดับ 100GbE นอกจากนี้ หลายองค์กรยังต้องการแพลตฟอร์มสำหรับจัดการที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น สามารถจัดการโพลิซีบนเครือข่ายทั้งแบบใช้สายและไร้สายได้จากศูนย์กลาง รวมทั้งสามารถควบคุมด้านความปลอดภัยได้อย่างละเอียด มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เรียกได้ว่าปัญหาทั้งหลายที่องค์กรกำลังเผชิญเกี่ยวกับเครือข่ายได้มาถึงจุดอิ่มตัวที่พร้อมลงทุนครั้งใหม่แล้ว โดยเฉพาะการลงทุนกับแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานแบบใหม่ที่คาดหวังให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมดทั่วทั้งเครือข่ายขององค์กรในอีกหลายปีข้างหน้า

ปัญหาด้านเน็ตเวิร์กที่องค์กรกำลังเผชิญ

มีหลายปัจจัยมากที่รวมกันมาเป็นภาระให้เครือข่ายขององค์กรในปัจจุบัน แม้ปัจจัยดังกล่าวจะมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ประเด็นที่มีผลกระทบชัดเจนมากที่สุดก็คือเรื่องของขนาดระบบที่ต้องรองรับ อันเกิดจากจำนวนผู้ใช้และอุปกรณ์บนเครือข่ายที่มีจำนวนมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก จนแทบจะกล่าวได้ว่า กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วที่ทั้งพนักงานและบุคคลภายนอกจะเชื่อมต่อจากอุปกรณ์พร้อมกันหลายเครื่องเข้ามายังเครือข่ายขององค์กร มาใช้ทรัพยากรบนเครือข่ายทั้งหมดพร้อมกัน และนอกจากจะมีอุปกรณ์จำนวนมหาศาลเข้ามารุมถลุงทรัพยากรบนเครือข่ายแล้ว แอพพลิเคชั่นต่างๆ ก็ยังมีความต้องการมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่นที่ใช้แบนด์วิธมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มประสานงานผ่านวิดีโอ ที่สร้างทราฟิกข้อมูลปริมาณมากจนกินทรัพยากรส่วนใหญ่บนเครือข่าย ที่ควรใช้โครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิลมารองรับ ยิ่งมีความก้าวหน้าทางด้านมาตรฐานเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นมาก็ยิ่งทำให้ปัญหานี้ทวีความร้ายแรงมากขึ้น อย่างการเปิดตัว Wi-Fi 6 (802.11ax) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพของทราฟิกเครือข่ายไร้สายภายในองค์กร รองรับรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ มากมาย พร้อมกับสร้างภาระให้เครือข่ายเดิมมากขึ้นไปอีก

การจะก้าวทันความก้าวหน้าทั้งหลายเหล่านี้ องค์กรต่างๆ ก็ได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงด้านเครือข่ายอีเธอร์เน็ตจากระดับกิกะบิตขึ้นมาสู่หลายกิกะบิตสำหรับระดับ Access และการเปลี่ยนขึ้นมาสู่ระดับ 40GbE และ 100GbE สำหรับระดับ Aggregation และ Core ตามลำดับ ซึ่งกระแสนี้คาดว่าจะยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า

รูปที่ 1: พยากรณ์การลงทุนด้านสวิตช์อีเธอร์เน็ตทั่วโลกในช่วงปี 2018 – 2023 อิงตามระดับความเร็ว (หน่วยเป็นพันล้านดอลลาร์ฯ) แหล่งข้อมูล: รายงาน Datacenter Network QView ประจำไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 จาก IDC
ความต้องการในยุคถัดไปของเน็ตเวิร์ก

การที่จะพิชิตอุปสรรคที่มีผลต่อความต้องการทางธุรกิจยุคใหม่นั้น จำเป็นต้องเปลี่ยนโฉมระบบเครือข่ายระดับองค์กรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่จะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานจากแบบกิกะบิตไปสู่ระดับหลายกิกะบิต หรือการปรับเปลี่ยนมาตรฐานของอุปกรณ์สวิตช์ (ดังรูปที่ 2) โดยเครือข่ายต่างๆ กำลังลดความซับซ้อนลงจาก 3 ระดับ มาเป็นแบบ 2 ระดับ ที่หันมาใช้สถาปัตยกรรมแบบลำต้นแตกแขนงเป็นกิ่งไม้เหมือนกับดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ทำให้ขยายระบบออกไปได้ในวงกว้างขณะที่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากสายไฟเบอร์ที่มีอยู่เดิมได้

รูปที่ 2: คาดการณ์สัดส่วนพอร์ตบนสวิตช์อีเธอร์เน็ตในช่วงปี 2017 – 2023 แบ่งตามประเภทผลิตภัณฑ์ แหล่งข้อมูล: รายงานพยากรณ์สวิตช์อีเธอร์เน็ตประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2018 ของ IDC

องค์กรทั้งหลายมีความต้องการมากมายเวลาพิจารณาที่จะเปลี่ยนโฉมระบบเน็ตเวิร์กใหม่ แต่องค์ประกอบที่สำคัญจริงๆ ที่โครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ควรมีนั้นได้แก่

• การที่องค์กรจำเป็นต้องรองรับความเร็วและปริมาณข้อมูลที่เพียงพอในปัจจุบัน อย่างคอร์สวิตช์ที่มีแบนด์วิธแค่ 10GbE อาจไม่พอแล้วสำหรับเครือข่ายของหลายองค์กร โดยองค์กรชั้นนำต่างมองแพลตฟอร์มระดับ 25GbE, 40GbE หรือแม้แต่ 100GbE แทนทั้งสิ้น

• เมื่อวางระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่นั้น ประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างแรกๆ คือด้านความปลอดภัย โดยแพลตฟอร์ม Switching ยุคใหม่ควรรองรับการเข้ารหัสแบบ MACsec ได้ถึง 128 หรือ 256 บิต รวมทั้งให้การควบคุมด้านความปลอดภัยได้อย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการโจมตีแบบ DHCP Snooping หรือตรวจสอบ Dynamic ARP ได้ ไปจนถึงการป้องกันการโจมตีแบบ Denial-of-Service, การล็อก MAC Address, และให้ระบบความปลอดภัยหลายระดับหลายรูปแบบด้วยกัน

• สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือด้านความเสถียรและการรองรับการขยายระบบ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่เน้นความต่อเนื่องในการทำงานสูงด้วยระบบ Failover ที่แทบไม่มีช่องโหว่, การอัพเกรดซอฟต์แวร์ระหว่างทำงานได้ (ISSU) และการสำรองระบบ, การสลับเปลี่ยนพาวเวอร์ซัพพลายและพัดลมได้ระหว่างทำงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับลูกค้าระดับองค์กร

• ผู้ซื้อระดับองค์กรเริ่มมองหาแพลตฟอร์มจัดการที่ผสานการควบคุมทั้งเครือข่ายมีสายและไร้สายร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดใช้งาน การยืนยันตน การเข้าถึงทั้งผู้ใช้และอุปกรณ์ รวมทั้งโพลิซีการใช้งาน เช่นเดียวกับความสามารถจากศูนย์กลางทั้งการมองเห็น การตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูล

• องค์กรทั้งหลายต่างมองการปรับแต่งเครือข่ายให้เข้ากับความต้องการที่จำเพาะของตัวเอง ดังนั้นองค์ประกอบที่จะมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานเน็ตเวิร์กสำหรับองค์กรสมัยใหม่ก็ควรจะรองรับการผสานความสามารถเพิ่ม การขยายระบบ และมีความยืดหยุ่นด้วย ซึ่งสวิตช์ที่เปิดรับการผสานการทำงานเพิ่มหรือ Stackable ทั้งระดับคอร์และ Aggregation จะเพิ่มความสามารถ และอำนวยความสะดวกในการจัดการจากศูนย์กลาง และไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่ในที่เดียวกัน

• ข้อมูลได้กลายเป็นสิ่งมีค่าสำหรับธุรกิจยุคใหม่ ซึ่งแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายยุคใหม่มีบทบาทสำคัญมากในการช่วยให้องค์กรรวบรวมข้อมูลเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนสภาพแวดล้อมการทำงานของตัว ช่วยตรวจสอบเทรนด์จากข้อมูลในอดีตในการทำนายลักษณะการใช้งานในอนาคต เช่นเดียวกับให้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับประเภทแอพพลิเคชั่นที่ผู้ใช้และอุปกรณ์กำลังใช้งานบนเครือข่าย และวัตถุประสงค์ในการใช้งานบนเครือข่าย การได้ข้อมูลกิจกรรมเกี่ยวกับลูกค้าและบุคคลภายนอกบนเครือข่ายนั้นทำให้มีโอกาสสร้างรายได้ใหม่มากขึ้น แต่ข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องใช้กลไกการรวบรวมผ่านระบบอนาไลติก และแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลโดยเฉพาะ

• ช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีการพัฒนาแพลตฟอร์มจัดการเครือข่ายผ่านคลาวด์มากมายที่เปิดให้องค์กรสามารถใช้งานจากศูนย์กลางได้ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุม ตรวจสอบ หรือวิเคราะห์เครือข่ายในองค์กรจากแพลตฟอร์มบนคลาวด์โดยตรง ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับองค์กรที่ต้องการลดจำนวนทีมด้านไอที หรือมีระบบกระจายตามสาขาจำนวนมากที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการจากศูนย์กลางเดียวกัน

• หนึ่งในประโยชน์ของแพลตฟอร์มจัดการเครือข่ายผ่านคลาวด์ก็คือ ความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุน ด้วยโมเดลการจัดซื้อตามปริมาณการใช้งาน ที่จ่ายเพียงแค่ความสามารถในการจัดการเครือข่ายที่จำเป็นได้ ซึ่งตอนนี้มีผู้ให้บริการหลายเจ้าต่างเสนอโมเดลการชำระเงินตามการใช้งานจริงสำหรับแพลตฟอร์มจัดการเครือข่ายแบบ On-Premise ด้วย

โมเดลใหม่ในการออกแบบเครือข่ายขององค์กร

องค์กรในปัจจุบันมีทางเลือกมากมายในการออกแบบเครือข่ายองค์กรของตัวเอง แม้จะมีฟีเจอร์หลักๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นเกณฑ์ที่องค์กรส่วนใหญ่กำลังมองหาในเครือข่ายยุคใหม่ก็ตาม แต่ก็มีโมเดลสถาปัตยกรรมทางเลือกเพิ่มขึ้นมาหลากหลายแบบสำหรับออกแบบเครือข่ายขององค์กรด้วย

เมื่อก่อนนั้น เราเคยยึดติดกับมาตรฐานการออกแบบเครือข่ายแบบลำดับชั้นที่ต้องมี 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่ Core, Aggregation, และ Access แต่ตอนนี้มีโมเดลใหม่ๆ เกิดขึ้นมาที่เปิดให้ปรับแต่งเข้ากับความต้องการที่จำเพาะขององค์กรได้มากขึ้น

ตัวอย่างการออกแบบสถาปัตยกรรมเครือข่ายระดับองค์กรยุคใหม่นั้น ได้แก่
• Multi-Chassis Trunking (MCT): สถาปัตยกรรมนี้เป็นการเชื่อมต่อสวิตช์สองตัวที่อยู่แยกกัน เพื่อสร้างเป็นหน่วยรวมศูนย์กลางการเชื่อมต่อแบบลอจิคัล แล้วแตกแขนงออกไปในรูปแผนผังกิ่งไม้ไปยังระดับ Aggregation และ Access ตามลำดับ ถือเป็นการวางระบบแบบ Active-Active ที่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่สามารถรองรับการขยายเครือข่ายได้มาก

• Stacking: สถาปัตยกรรมนี้เป็นการเชื่อมต่อสวิตช์สิบกว่าตัวที่ลักษณะเหมือนกันเข้าด้วยกัน ให้สามารถจัดการได้ภายใต้ที่อยู่ไอพีเดียวกัน ทำให้ได้สถาปัตยกรรมแบบ Active-Standby แต่มีความพิเศษที่สำคัญมากตรงที่สวิตช์ทั้งหลายนี้ไม่จำเป็นต้องมาเชื่อมผสานกันหรือ Stack ทางกายภาพ โดยสามารถเชื่อมต่อด้วยกันแบบเวอร์ช่วล จัดการจากศูนย์กลางด้วยกันได้แม้จริงๆ จะมีตำแหน่งห่างกันมากสุดถึง 10 กิโลเมตร รูปแบบการติดตั้งลักษณะนี้เหมาะกับเครือข่ายหลายประเภท ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่

• การสร้าง Campus Fabric: กรณีนี้จะเชื่อมต่อสวิตช์เข้าด้วยกันแบบเวอร์ช่วลได้มากถึง 36 ตัว เพื่อสร้างขึ้นเป็นเครือข่ายขนาดกลาง ประกอบด้วยสวิตช์ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นเดียวกันก็ได้

ตัวเลือกที่น่าสนใจ: Ruckus Networks

Ruckus ได้เปิดตัวสวิตช์สำหรับ Core และ Aggregation แบบจำนวนพอร์ตหนาแน่นสูง แบบ Next-Gen ในชื่อรุ่น ICX 7850 ที่รองรับได้ทั้ง 10/25/40/100GbE แต่ละสวิตช์มี Capacity มากถึง 6.4Tbps สามารถ Stack ซ้อนกันได้มากถึง 12 ตัว จนทำให้ได้แบนด์วิธรวมทั้งหมดหรือ Capacity มากถึง 76.8Tbps รวมทั้งได้จำนวนพอร์ตรวมถึง 288 พอร์ตที่ 100 GbE หรือมากถึง 576|พอร์ตที่ความเร็ว 10/25GbE เมื่อซ้อนสวิตช์กันถึง 12 ตัวด้วย สวิตช์ที่นำมาซ้อนเชื่อมต่อกันนี้สามารถตั้งอยู่ห่างจากกันได้มากถึง 10 กิโลเมตร

สวิตช์ ICX 7850 นี้มาพร้อมกับ Hitless Failover, MCT, และ ISSU ใช้งานร่วมกับสวิตช์อื่นในตระกูล ICX ของ Ruckus ได้อย่างลงตัว ซึ่งทุกโมเดลในกลุ่มนี้ใช้ซอฟต์แวร์ Fastlron เหมือนกัน และจัดการได้ผ่าน Ruckus SmartZone Network Controller ทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่น พร้อมทางเลือกในการจัดการเครือข่ายทั้งแบบใช้สายและไร้สายแบบยูนิฟายด์ รวมทั้งสร้างความยืดหยุ่นในการออกแบบวางระบบเครือข่ายขององค์กรด้วย นอกจากนี้ ICX 7850 ยังรองรับ MACsec256 และมีระบบสำรองไฟฟ้าเป็นออพชั่นเสริม ใช้งานได้กับสายเคเบิลอีเธอร์เน็ตมาตรฐานทั่วไป

ความท้าทาย

ตลาดเครือข่ายระดับองค์กรนั้นมีการแข่งขันค่อนข้างสูง เนื่องจากหลายองค์กรไม่ได้ยึดติดกับผู้จำหน่ายรายใดรายหนึ่งสำหรับโครงสร้างพื้นฐานบนทุกเลเยอร์ของเครือข่ายองค์กร จึงเป็นผลให้เกิดสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเทคโนโลยีสวิตชิ่งทั้งในระดับ Access, Aggregation, และ Core

ดังนั้น ความสามารถของ Ruckus ICX 7850 ที่รองรับสภาพแวดล้อมที่มีโครงสร้างพื้นฐานแตกต่างกันเช่นนี้ได้จึงเป็นผลดีต่อองค์กรอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ดี Ruckus ก็ยังต้องแข่งกับผู้จำหน่ายด้านเน็ตเวิร์กรายก่อนหน้าที่มีบทบาทกับระบบดั้งเดิมขององค์กรอยู่ดี ถือว่าเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคสำหรับ Ruckus ในฐานะบริษัทที่มีองค์ประกอบที่จำเป็นต่อการแข่งกับผู้จำหน่ายรายอื่น ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทั้งระบบสำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเครือข่ายระดับองค์กร

บทสรุป

Ruckus ได้นำ ICX 7850 เข้าสู่ตลาดได้ในเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากกำลังมีกระแสความต้องการอย่างมากในด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายแบบใหม่สำหรับองค์กร ความต้องการด้านเครือข่ายนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนจากจำนวนผู้ใช้ อุปกรณ์ และแอพพลิเคชั่นที่เพิ่มขึ้นจนสร้างภาระให้แก่ทรัพยากรบนเครือข่ายเดิม รวมไปถึงความก้าวหน้าที่สำคัญหลายประการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายก็ยิ่งตอกย้ำความต้องการนี้เพิ่มขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นด้านความเร็วในการสวิตชิ่งอีเธอร์เน็ตที่พัฒนาให้รองรับความต้องการด้านแบนด์วิธ ไปจนถึงฟีเจอร์ในการจัดการและด้านความปลอดภัยบนสวิตช์เหล่านี้ที่ก้าวล้ำอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันนั้น องค์กรทั้งหลายต่างก็หันมาทองหาแนวทางใหม่ในการสร้างเครือข่ายของตัวเองที่เหมาะกับความต้องการและเป้าหมายที่จำเพาะสำหรับเครือข่าย ตัวสวิตช์ ICX 7850 เองก็มีทั้งความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่น มีความสามารถสูงมาก นับเป็นสมาชิกใหม่ในกลุ่มสวิตช์อีเธอร์เน็ตของครอบครัว Ruckus ที่เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในปัจจุบัน และสนับสนุนการใช้งานรูปแบบใหม่ของเครือข่ายองค์กรในทศวรรษหน้าได้

เกี่ยวกับนักวิเคราะห์:
Brandon Butler นักวิเคราะห์วิจัยอาวุโสด้านเครือข่ายระดับองค์กร
Brandon Butler เป็นนักวิจับอาวุโสของกลุ่มงานโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่ IDC ซึ่งดูแลเกี่ยวกับเครือข่ายระดับองค์กร โดยเขามีบทบาทในการวิเคราะห์กระแสนิยมด้านเทคโนโลยีและการตลาด รวมทั้งทำนายและวิเคราะห์คู่แข่งด้านอีเธอร์ดน็ตสวิตชิ่ง เราท์ติ้ง เครือข่ายแลนไร้สาย และตลาดใหม่ที่เกี่ยวข้องอย่าง SDN และ SD-WAN


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ Ruckus ได้ที่ บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด TH-Ruckus@ingrammicro.com

หรือติดต่อที่
K. PONGWUT ASSANEEWUTTIKORN
BUSINESS DEVELOPMENT MANAGER , SP AND STRATEGIC ACCOUNTS
Mobile: +668-66097719
Email:Pongwut.assaneewuttikorn@Commscope.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/switching-commscope-ruckus/

[Guest Post] ตรวจสอบระบบเครือข่าย RUCKUS Network ของคุณได้อย่างครอบคลุมด้วย RUCKUS Analytics จาก CommScope

เมื่อระบบเครือข่ายของคุณเติบโตและมีความซับซ้อนสูงขึ้น การแก้ไขปัญหาและตรวจสอบดูแลรักษาก็กลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณยังคงต้องทำทุกกระบวนการในการทำงานด้วยตัวเองอยู่

Credit: CommScope RUCKUS

CommScope RUCKUS Analytics ซึ่งเป็นบริการ Cloud มีความสามารถในการตรวจสอบเครือข่ายและรับประกันบริการสำหรับระบบเครือข่าย RUCKUS ที่คุณมีอยู่ได้อย่างครอบคลุม โดยการใช้ Machine Learning และ Artificial Intelligence ช่วยให้การแก้ไขปัญหาของคุณรวดเร็วยิ่งขึ้นและลดค่าใช้จ่ายลงได้จากการทำให้ฝ่าย IT ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าคุณกำลังบริหารจัดการระบบเครือข่ายขนาดกลางถึงขนาดใหญ่อยู่ หรือบริหารจัดการระบบเครือข่ายที่มีความซับซ้อนอยู่ RUCKUS Analytics นี้คือสิ่งที่จะมาพลิกชีวิตของคุณ ด้วยความสามารถดังนี้:

  • นำเสนอข้อมูลเชิงลึกสำหรับการจัดการระบบเครือข่าย
  • ตรวจสอบสุขภาพของระบบเครือข่ายโดยอัตโนมัติ
  • จำแนกประเด็นปัญหาตามความร้ายแรงทำให้คุณจัดลำดับความสำคัญของงานได้
  • ลดปริมาณของปัญหาที่เกิดขึ้นให้น้อยลง และใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาโดยรวมน้อยลง
  • ช่วยในการวางแผนขยายระบบในอนาคต

ถ้าหากคุณต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากวิดีโอด้านล่างนี้ทันที อย่าลืมว่าคุณไม่สามารถบริหารจัดการในสิ่งที่คุณไม่เคยเห็นว่ามีตัวตนอยู่ได้ และคุณสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นพร้อมกับทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นด้วย RUCKUS Analytics จาก CommScope แล้ววันนี้

ลูกค้า – Mandarin Oriental

“ในธุรกิจโรงแรมระดับลักชัวรี่ ประสบการณ์การใช้งาน Wi-Fi ที่ดีของผู้ใช้งานคือหัวใจสำคัญในการสร้างความพึงพอใจให้กับแขกผู้มาเข้าพัก ที่ผ่านมาเราเราได้รับคะแนนสูงทางด้านคุณภาพของระบบเครือข่ายอยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ดี เมื่อเราเริ่มใช้ Ruckus Analytics ในโรงแรมเครือสำคัญเครือหนึ่งของเรา เราก็พบประเด็นปัญหาใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อบริการของเราได้ ทำให้เราต้องคิดใหม่ในข้อสันนิษฐานด้านการออกแบบของเรา” คุณ Javier Garcia, Director of Global Infrastructure, Mandarin Oriental Hotel Group กล่าว

ลูกค้า – Wifirst

“ในฐานะของผู้ให้บริการที่มีทักษะทางด้านระบบเครือข่าย WLAN เป็นอย่างสูง ความสำเร็จของเราขึ้นอยู่กับการตอบรับต่อความต้องการด้าน SLA ของลูกค้า และการบริหารจัดการให้ระบบมี SLA ตามที่ลูกค้าต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นหมายถึงการที่เราต้องตรวจพบปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเครือข่ายให้ได้อย่างรวดเร็ว แต่โชคร้ายที่การค้นหาต้นตอที่แท้จริงของปัญหานั้นมักจะเป็นเรื่องยาก” คุณ Emeric de Bernis, Engineering Manager, WiFirst กล่าว “เราได้พบกับกรณีในลักษณะดังกล่าวและใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการแก้ไขปัญหาทั้งจากระยะไกลและที่หน้างาน เราต้องพยายามเป็นอย่างมากเพื่อที่จะค้นหาต้นตอของปัญหาให้พบ การเลือกใช้ RUCKUS Analytics ได้นำให้เราค้นพบถึงปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในแง่มุมอื่นของระบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย ซึ่งทำให้เกิดปัญหาในการทำ Roaming เครื่องมือใหม่นี้ทำให้การสนับสนุนหลังการขายของเรามีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นอย่างมาก”

from:https://www.techtalkthai.com/commscope-ruckus-analytics-introduction/

3 ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในการออกแบบการเดินสายสำหรับระบบเครือข่ายสำหรับธุรกิจองค์กรในยุค 5G และ IoT

เมื่อระบบเครือข่ายของธุรกิจองค์กรต้องเผชิญกับทั้งการมาของเทคโนโลยี 5G และ IoT ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รวมถึงยังมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีระบบเครือข่ายและแนวโน้มของเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การออกแบบด้านการเดินสายเพื่อรองรับระบบเครือข่ายในองค์กรเองก็ต้องอาศัยมุมมองใหม่เพื่อให้สามารถตอบรับต่อความท้าทายเหล่านี้ได้ และทาง CommScope เองก็ได้สรุปถึง 3 ประเด็นสำคัญที่ธุรกิจองค์กรต้องพิจารณาในการเดินสายภายในอาคารสำนักงานใหม่เพื่อให้ตอบรับต่อแนวโน้มที่เปลี่ยนไป ดังนี้

1. ระบบเครือข่ายต้องรองรับการใช้งานอย่างหนาแน่น และเปลี่ยนแปลงได้อย่างยืดหยุ่น

ด้วยการมาของ IoT และ 5G ในอนาคตธุรกิจองค์กรนั้นจึงต้องมีการใช้งานอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งด้วยราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่นับวันจะยิ่งมีแต่เติบโตขึ้น ดังนั้นแนวโน้มของการออกแบบระบบเครือข่ายภายในอาคารให้มีความยืดหยุ่น, มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าในระยะยาวนั้นจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพื่อให้อาคารพาณิชย์แต่ละแห่งสามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ต้องทำการปรับปรุงบ่อยๆ

แนวทางหนึ่งที่เหมาะสมในการออกแบบการเดินสายสำหรับระบบเครือข่ายให้มีความยืดหยุ่นนี้ก็คือ Universal Connectivity Grid หรือ UCG ที่แบ่งพื้นที่แต่ละชั้นในอาคารให้กลายเป็นส่วนย่อยที่มีขนาดใกล้เคียงกันซึ่งเรียกว่า Cell แล้วทำการเดินจุดรวมสายสัญญาณบนเพดานของแต่ละ Cell เอาไว้ เพื่อให้การเดินระบบเครือข่ายในแต่ละพื้นที่ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง สามารถเชื่อมต่อกลับไปยัง Core Network นั้นเกิดขึ้นได้ง่าย และทำให้การเพิ่มเติมอุปกรณ์เครือข่ายทั้ง Switch และ Access Point ในแต่ละพื้นที่เป็นไปได้อย่างยืดหยุ่น ครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการใช้งาน

Click then open https://www.commscope.com/solutions/enterprise-networks/universal-connectivity-grid/

ทั้งนี้ในแนวคิด UCG นี้จะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญหนึ่งก็คือการเดินสายมารอไว้ภายในฝ้าของเพดาน ดังนั้นอุปกรณ์ที่จะขาดไปไม่ได้เลยในกรณีนี้ก็คือ Ceil Connector Assembly หรือ CCA ที่จะช่วยให้เราสามารถเดินสายทิ้งเอาไว้ในจุดที่ต้องการได้ และรองรับการเดินสายมาเชื่อมต่อกับ CCA ได้อย่างง่ายดายในอนาคตนั่นเอง ทำให้ภาคธุรกิจนั้นสามารถมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นในการใช้งานสายแต่ละเส้นและเดินสายต่อไปยังตำแหน่งที่ต้องการในภายหลังได้อย่างอิสระ สำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้จักกับ CCA มาก่อนสามารถศึกษาคลิปดังต่อไปนี้ได้ทันทีครับ จะเห็นภาพของการใช้งานค่อนข้างชัดเจนทีเดียว

2. ระบบเครือข่ายต้องรองรับการอัปเกรดได้อย่างต่อเนื่อง ตอบรับต่อความเร็วของระบบเครือข่ายใหม่ๆ ได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด

ประเด็นถัดมานั้น การเลือกใช้สายสัญญาณสำหรับรองรับระบบเครือข่ายนั้น ก็ควรเลือกใช้สายที่สามารถรองรับเทคโนโลยีในอนาคตให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ระบบเครือข่ายสามารถอัปเกรดไปใช้มาตรฐานใหม่ๆ ที่มีความเร็วสูงขึ้นได้ และไม่ตกรุ่นเร็วจนเกินไปนัก

ทั้งนี้สาย Category 6A ก็ยังถือเป็นสายมาตรฐานที่ใช้งานได้ดีทั้งในระบบ LAN และการเชื่อมต่อไปยัง Access Point สำหรับรองรับระบบ Wireless LAN และเชื่อมต่อระบบเครือข่ายเหล่านี้เข้ากับอุปกรณ์ IoT ที่จะมีการใช้งานอย่างหลากหลายในอนาคต ทั้งระบบ Sensor, ระบบไฟอัจฉริยะ, ระบบ Building Automation ไปจนถึงระบบ Access Control

ส่วนระบบเครือข่ายในส่วนของ Uplink และ Backbone นั้น การเลือกใช้สาย Fibre-Optic แบบ OM5 Wideband Multimode Fibre ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีในมุมของ Commscope เพื่อให้สามารถรองรับระบบเครือข่ายที่มีความเร็วหลากหลายได้ โดยโซลูชัน CommScope SYSTIMAX Structured Cabling ก็สามารถรองรับได้ทั้งสายแบบ Singlemode, Multimode และ OM5 Wideband Multimode เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย และความเร็วเครือข่ายในทุกระดับ

3. ระบบเครือข่ายต้องรองรับการจ่ายพลังงานผ่าน PoE ได้อย่างครอบคลุม โดยไม่ติดข้อจำกัดด้านระยะทางมากอย่างในอดีต

นอกเหนือจากประเด็นด้านความเร็ว อีกจุดหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญนั้นก็คือการจ่ายพลังงานผ่าน Power over Ethernet หรือ PoE เพื่อให้อุปกรณ์ IoT สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องเดินสายจำนวนมากภายในอาคาร ซึ่งที่ผ่านมาการใช้ PoE นั้นมักมีข้อจำกัดด้านระยะทางในการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ที่จ่ายไฟผ่าน PoE และจุดติดตั้งของอุปกรณ์ IoT

เทคโนโลยีหนึ่งที่ CommScope ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างยืดหยุ่นก็คือ Powered Fibre Cable System (PFCS) ที่ภายในโซลูชันประกอบไปด้วยสาย Hybrid Cable และ PoE Extender ทำให้ระยะการเดินสายสัญญาณที่สามารถใช้งานได้จริงทั้งในเชิงการรับส่งข้อมูลและการจ่ายพลังงานผ่าน PoE ให้กับอุปกรณ์ IoT นั้น เกิดขึ้นได้ไกลเกินกว่าระยะ 100 เมตรที่เคยเป็นข้อจำกัดในอดีต ทำให้การใช้งานอุปกรณ์ IoT นั้นมีทางเลือกในการติดตั้งที่มากขึ้นนั่นเอง

สุดท้าย ในการตรวจสอบการทำงานและการบริหารจัดการระบบเครือข่ายเหล่านี้ CommScope ก็มีโซลูชัน imVision ซึ่งเป็นระบบ Automated Infrastructure Management ให้ใช้งาน ทำให้สามารถเห็นภาพรวมและบริหารจัดการเครือข่ายได้จากศูนย์กลาง และปรับปรุงการใช้งานทรัพยากรเครือข่ายที่มีอยู่ทั้งหมดภายในอาคารให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

ติดต่อทีมงาน CommScope ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ CommScope สามารถติดต่อทีมงาน CommScope ได้ทันทีที่คุณ Shompoonuch Paibulsuwan Email: Shompoonuch.Paibulsuwan@commscope.com หรือโทร 084-264-6235

from:https://www.techtalkthai.com/3-important-things-should-concern-for-organization-in-5g-iot-era-by-commscope/

งานวิจัยของ IDC ชี้ ! แพลตฟอร์มการวิเคราะห์เครือข่ายเชิงลึก จะสร้างประโยชน์ให้องค์กรได้อย่างแท้จริง

ปัจจุบันผู้ดูแลเน็ตเวิร์กในระดับองค์กรต่างเผชิญกับข้อมูลปริมาณมหาศาล ไม่ว่าจะเกี่ยวกับสถานะ หรือประสิทธิภาพของเน็ตเวิร์กเอง แต่การดึงข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่นั้นถือเป็นความท้าทายอย่างมาก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่ง และความสามารถในการทำงานผ่านคลาวด์ยุคใหม่ด้วย ซึ่งตรงกับงา

ความสำคัญของความสามารถในการมองเห็นและการวิเคราะห์เครือข่าย

เครือข่ายระดับองค์กรนั้นถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทั้งเทคโนโลยี ระบบไอที และการใช้งานทางธุรกิจรูปแบบใหม่ที่สำคัญโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีที่กำลังเป็นกระแส เป็นตัวปฏิวัติการทำงานยุคใหม่อย่างคลาวด์คอมพิวติง บิ๊กดาต้า และสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่เน้นการใช้งานผ่านอุปกรณ์พกพาเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้ทาง IDC เรียกว่าเทคโนโลยีแพลตฟอร์มที่ 3 (3rd Platform) เป็นความท้าทายใหม่ ทำให้ทีมงานที่ดูแลต้องใช้ความอุตสาหะในการให้เครือข่ายดังกล่าวตอบสนองความต้องการทั้งหลายของธุรกิจได้มากขึ้น

องค์กรทั้งหลายเริ่มเข้าใจกันมากขึ้นแล้วว่า ข้อมูลที่เกิดจากระบบเครือข่ายนั้นมีคุณค่ามาก แต่การรวบรวมข้อมูลดังกล่าวนั้นนั้นกลับยากมากขึ้น ทั้งนี้อันเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ แต่ปัจจุบันองค์กรได้ผสานการจัดการเครือข่าย LAN ทั้งแบบใช้สายและไร้สายให้เป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ครอบคลุมไปถึงเครือข่ายของสำนักงานสาขาและที่ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) เป็นต้น ในขณะเดียวกัน เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเราต่างได้ใช้ฟีเจอร์เพิ่มเติมจำนวนมากที่ใช้ตรวจสอบและวิเคราะห์การดำเนินงานของเน็ตเวิร์ก จนทำให้เครือข่ายองค์กรสร้างข้อมูลปริมาณมหาศาลออกมา โดยแทบทุกการเชื่อมต่อบนเครือข่ายต่างเป็นการสร้างข้อมูลและเมต้าดาต้าตามมา ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถจัดเก็บ รวมรวบ จัดกลุ่ม และนำไปวิเคราะห์ต่อได้

แต่การจะนำข้อมูลมาใช้ได้แบบนั้นจำเป็นต้องทำผ่านแพลตฟอร์มเฉพาะ เนื่องจากถ้าเราไม่มีระบบสำหรับรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว จะทำให้เราจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้เลย สำหรับในภาพที่ 1 นี้แสดงถึง สิ่งที่องค์กรต้องการมากที่สุดจากระบบจัดการประสิทธิภาพเครือข่ายของตัวเอง

ภาพที่ 1: ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการเลือกระบบจัดการประสิทธิภาพเครือข่าย

แมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML) และเทคโนโลยีสมองกล (AI) มีผลต่อความสามารถในการมองเห็นและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร

หนึ่งในเทรนด์ที่สำคัญมากที่สุดที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการมองเห็นและวิเคราะห์เครือข่ายก็คือ การเกิดขึ้นของอัลกอริทึมแมชชีนเลิร์นนิ่งหรือ ML และเทคโนโลยีสมองกล (AI) ซึ่งความสามารถของอัลกอริทึมนี้ขึ้นกับข้อมูลเป็นหลัก ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไร ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น จุดนี้จึงทำให้ระบบอนาไลติกสำหรับเครือข่ายนั้นเหมาะอย่างยิ่งกับการนำเทคโนโลยี ML มาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการจัดการ และให้ข้อมูลที่นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง

โดยในภาพที่ 2 นี้กล่าวถึงประโยชน์ที่คาดหวังได้ ที่บรรดาคนทำงานด้านไอทีระดับองค์กรมองเห็นจากการนำเทคโนโลยีที่ใช้ ML และ AI มาใช้กับการจัดการเครือข่าย

ภาพที่ 2: สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับระบบออโตเมชั่นบนเครือข่ายที่ใช้ AI

หนึ่งในจุดแข็งของ AI คือการจดจำความผิดปกติของข้อมูล เวลาที่แพลตฟอร์ม ML คอยตรวจสอบสภาพแวดล้อมการทำงานอย่างต่อเนื่อง ก็จะเรียนรู้ว่าพฤติกรรมการใช้งานที่ “ปกติ” นั้นเป็นอย่างไร และที่สำคัญกว่านั้นคือ การเรียนรู้ด้วยว่าอะไรคือ “สิ่งผิดปกติ” ซึ่งเหตุการณ์ที่ไม่ปกตินี้มักหมายถึงปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัยหรือการทำงานที่ไม่ได้ประสิทธิภาพ ดังนั้นระบบที่มีเทคโนโลยี ML สนับสนุนจึงสามารถแจ้งเตือนเหตุการณ์ปกติ บอกผู้ดูแลเครือข่ายให้ทราบถึงปัญหา ไปจนถึงให้คำแนะนำวิธีการแก้ไขได้ด้วย ซึ่งในอนาคตนั้น ระบบเหล่านี้จะก้าวหน้าขึ้นมาเป็นระบบสมองกลหรือ AI อย่างแท้จริง โดยระบบที่ใช้ AI จะทำงานได้แบบอัตโนมัติเพื่อดูแลสภาพแวดล้อมการทำงานให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์อยู่เสมอ

เมื่อดูจากจากผลวิจัยของ IDC นั้นสามารถสรุปได้ว่า การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของระบบเน็ตเวิร์ก พร้อมการตรวจสอบ วิเคราะห์และแก้ปัญหา ด้วย Machine Learning และ AI เป็นสิ่งที่จำเป็นและช่วยทำให้ผู้ดูแลระบบทำงานได้ดีขึ้น โดยในปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ Analytics ที่น่าสนใจและตอบสนองการจัดการด้านเครือข่ายได้อย่างดี อย่างเช่นแพลตฟอร์ม Ruckus Analytics (RA) ที่มีจุดเด่น การวิเคราะห์ ตรวจสอบ แก้ปัญหาแบบป้องกันก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายและลุกลามถึงธุรกิจ

แพลฟอร์มการวิเคราะห์เครือข่ายขั้นสูง Ruckus Analytics (RA)

Ruckus Analytics (RA) จาก CommScope นั้น เป็นแพลตฟอร์มใหม่บนคลาวด์ที่ให้ความสามารถในการมองเห็นเชิงลึก และเป็นระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ปรับแต่งได้สำหรับผู้ดูแลเครือข่าย แพลตฟอร์มนี้สามารถนำมาใช้ตั้งค่าให้จัดเก็บข้อมูลจากศูนย์กลางเครือข่ายได้แบบอัตโนมัติ พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลที่ตรวจสอบตำแหน่งต่างๆ บนเครือข่ายจากระยะไกลไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสถานะระบบ หรือค่าดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการทำงาน (KPI) แบบต่างๆ ทั่วทั้งเครือข่ายขององค์กร โดยจะมีการส่งเมต้าดาต้าแบบไม่ระบุตัวตนขึ้นไปยังเอนจิ้นอนาไลติกบนคลาวด์ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลกลางสำหรับตอบสนองการร้องขอ ทำรายงาน และวิเคราะห์ค่าตรวจวัดทั้งหลาย

Ruckus Analytics คอยรวบรวมข้อมูลหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเวลา, ประเภทอุปกรณ์, รูปแบบทราฟิก, แอพพลิเคชั่น, กลุ่มแอคเซสพอยต์ (AP), คอนโทรลเลอร์, และชื่อเครือข่ายไร้สาย (SSID) เพื่อจัดแสดงผ่านอินเทอร์เฟซการใช้งานที่เป็นแบบกราฟิก (GUI) ใช้งานง่าย ช่วยแสดงรายการปัญหาบนเครือข่าย รวมถึงตรวจสอบข้อมูลได้อย่างละเอียดมากขึ้น เรียกได้ว่าแพลตฟอร์มนี้ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานด้านจัดการเครือข่ายได้อย่างครอบคลุม


IDC Custom Solutions
เนื้อหาในเอกสารนี้ปรับปรุงมาจากงานวิจัยของ IDC เดิมที่มีอยู่แล้วที่เผยแพร่บน http://www.idc.com เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดย IDC Custom Solutions ซึ่งทั้งความเห็น บทวิเคราะห์ และผลการวิจัยที่อยู่ในบทความนี้ล้วนนำมาจากงานวิจัยและวิเคราะห์อย่างละเอียดที่ทำขึ้นโดยอิสระและตีพิมพ์โดย IDC

ถ้าอยากรู้ว่าบริการผ่านคลาวด์อย่าง RUCKUS Analytics จะสร้างความแตกต่างได้มากแค่ไหน ลองลงทะเบียนรับตัวทดลองฟรี หรือ ขอชมการสาธิตการใช้งานแบบถ่ายทอดสด ได้ทันที!

สนใจสินค้า Ruckus ติดต่อสอบถาม TH-Ruckus@ingrammicro.com

from:https://www.enterpriseitpro.net/idc-commscope-ruckus-analytics/