คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_Computing

Alibaba Cloud ประกาศเพิ่มเงินลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อบุกตลาดนอกจีนมากขึ้น

Alibaba Cloud ส่วนธุรกิจให้บริการคลาวด์ของ Alibaba ประกาศงบลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ ใน 3 ปีข้างหน้า สำหรับสนับสนุนเทคโนโลยีให้กับพาร์ตเนอร์ รองรับการขยายตลาดในต่างประเทศ ซึ่งมาทั้งในรูปเงินทุนสนับสนุน และการสนับสนุนรูปแบบอื่น

นอกจากนี้ Alibaba ได้จัดตั้งโครงการ Regional Accelerator เพื่อรองรับการบริหารจัดการร่วมกับพาร์ตเนอร์ในแต่ละประเทศ ที่มีรูปแบบการดำเนินงานธุรกิจแตกต่างกันไป และเพิ่มความสามารถให้กับพาร์ตเนอร์ด้วย

ปัจจุบัน Alibaba มีส่วนแบ่งในตลาดประมวลผลคลาวด์เป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมี Amazon และไมโครซอฟท์ อยู่ในลำดับที่ 1-2 ตามรายงานของ Gartner แม้ส่วนธุรกิจนี้จะยังเล็กมากเมื่อเทียบกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แต่ Alibaba ก็เห็นโอกาสเติบโตสูงและความสามารถในการทำกำไรที่ดี

ที่มา: Alibaba ผ่าน CNBC

No Description

from:https://www.blognone.com/node/130589

HUAWEI CONNECT 2022 เปิดฉากแล้ว “จาง ผิงอัน” เผย! พร้อมสนับสนุนสตาร์ทอัพ 10,000 ราย

งาน HUAWEI CONNECT 2022 เปิดฉากแล้ววันนี้ที่กรุงเทพฯ โดยเคน หู (Ken Hu) ประธานหมุนเวียนของหัวเว่ย ได้กล่าวคำปราศรัยสำคัญในหัวข้อ “Unleash Digital” (ปลดปล่อยพลังแห่งดิจิทัล) ขณะที่จาง ผิงอัน (Zhang Ping’an) ซีอีโอของหัวเว่ย คลาวด์ (Huawei Cloud) ได้ประกาศแผนเปิดตัวรีเจียนใหม่ ๆ ในอินโดนีเซียและไอร์แลนด์ พร้อมเผยโฉมแผนระบบนิเวศอย่าง “Go Cloud, Go Global” (ลุยโลกด้วยคลาวด์) และตอกย้ำพันธสัญญาในการให้บริการทุกสิ่งแบบ Everything as a Service ส่วนคุณแจ็กเกอลีน สือ (Jacqueline Shi) ประธานฝ่ายการตลาดและบริการขายระดับโลกของหัวเว่ย คลาวด์ เปิดเผยว่า หัวเว่ย คลาวด์ จะเปิดตัวนวัตกรรมใหม่กว่า 15 รายการทั่วโลก ครอบคลุมทั้งคลาวด์เนทีฟ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ธรรมาภิบาลข้อมูล คอนเทนต์ดิจิทัล การพัฒนาซอฟต์แวร์ และบริการแพลตฟอร์ม (aPaaS) อย่างมาโครเวิร์ส (MacroVerse)

คุณเคน หู เปิดเผยว่า องค์กรต่าง ๆ ควรนำระบบคลาวด์มาใช้เพื่อให้พัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด เมื่อเทคโนโลยีอัจฉริยะดิจิทัลคืออนาคต โดยหัวเว่ย คลาวด์ ได้ผสานรวมบริการกว่า 240 รายการ และเอพีไอ (API) กว่า 50,000 รายการ เพื่อนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาแอปพลิเคชัน และบิ๊กดาตา รวมถึงเครื่องพัฒนาต่าง ๆ ยกขึ้นคลาวด์ นวัตกรรมและความเชี่ยวชาญของหัวเว่ย คลาวด์ จะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ย้ายขึ้นคลาวด์ได้เร็วขึ้นและดีขึ้น

เคน หู (Ken Hu) ประธานหมุนเวียนของหัวเว่ย

หัวเว่ย คลาวด์ มีความมุ่งมั่นในการสร้างเครือข่ายระดับโลกหนึ่งเดียว ซึ่งทำให้เข้าถึงบริการต่าง ๆ บนหัวเว่ย คลาวด์ จากทุกที่ทั่วโลกภายในเวลาเพียง 50 มิลลิวินาที องค์กรต่าง ๆ จะไม่จำเป็นต้องสร้างศูนย์ข้อมูลของตนเองอีกต่อไป โดยหัวเว่ย คลาวด์ จะเปิดตัวรีเจียนใหม่ในอินโดนีเซียและไอร์แลนด์ และภายในปลายปีนี้ หัวเว่ย คลาวด์ จะมีรีเจียนรวมกัน 29 จุด และพื้นที่ให้บริการ (AZ) 75 แห่ง ครอบคลุมกว่า 170 ประเทศและภูมิภาค

จาง ผิงอัน ยังได้เปิดตัวแผน “Go Cloud, Go Global” โดยหัวเว่ย คลาวด์ มุ่งให้บริการทุกสิ่งแบบ Everything as a Service เพื่อแบ่งปันประสบการณ์เจาะจงแต่ละท้องถิ่นที่จำเป็นในการให้บริการในกว่า 170 ประเทศและภูมิภาค พร้อมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับธุรกิจและอุตสาหกรรมในภูมิภาคหลัก ๆ พร้อมมอบเทคโนโลยีและโซลูชันสนับสนุนอีโคซิสเต็มระดับโลก ความพยายามเช่นนี้จะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ใช้คลาวด์ได้ดีขึ้น และประสบความสำเร็จในการลุยโลกมากขึ้น

หัวเว่ย คลาวด์ ยึดมั่นในหลักการ “จากท้องถิ่นให้ท้องถิ่น” เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลระดับโลก โดยในอีก 3 ปีข้างหน้า หัวเว่ย คลาวด์ จะให้การสนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีแววอย่างน้อย 10,000 รายทั่วโลก ด้วยการสนับสนุนต่าง ๆ เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพต้นทุน การสนับสนุนทางเทคนิค การฝึกอบรมผู้ประกอบการ และทรัพยากรธุรกิจอื่น ๆ ปัจจุบัน มีองค์กรกว่า 120 รายในเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วมโครงการสตาร์ทอัพของหัวเว่ย คลาวด์ แล้ว

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังใช้แพลตฟอร์มระดับแถวหน้าในอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมคลาวด์ โดยคุณแจ็กเกอลีน สือ ได้เปิดตัวบริการใหม่ของหัวเว่ย คลาวด์ รวม 15 รายการ ไม่ว่าจะเป็นซีซีอี เทอร์โบ (CCE Turbo) บริการคลาวด์เนทีฟแบบทุกหนทุกแห่ง (UCS) โซลูชันผานกู่ (Pangu) เพื่อพยากรณ์คลื่นลมทะเล ดาตาอาร์ทส์ เลคฟอร์เมชัน (DataArts LakeFormation) เวอร์ชวล ไลฟ์ (Virtual Live) โค้ดเช็ค แอนด์ คลาวด์เทสต์ (CodeCheck and CloudTest) คูเมสเสจ (KooMessage) คูเสิร์ช (KooSearch) และคูแกลเลอรี (KooGallery)

ในวันข้างหน้า หัวเว่ย คลาวด์ จะเดินหน้าให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ แก่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ต่อไป เพื่อปลดล็อกความเป็นดิจิทัลด้วยบริการทุกสิ่ง และวางรากฐานคลาวด์ในโลกอัจฉริยะ

from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-connect-2022-in-bangkok/

กูเกิ้ลปิดดิลซื้อ Mandiant 5.4 พันล้านเหรียญฯ แล้ว

หลังจากรอคอยมาหลายเดือน กูเกิ้ลก็สามารถจบดิลการซื้อบริษัท Mandiant มูลค่ารวมกว่า 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเอามารวมกับ Google Cloud ได้แล้ว โดยกูเกิ้ลประกาศการปิดดีลอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้เอง

ถือเป็นการขยายความครอบคลุมของบริการด้านความปลอดภัยบนคลาวด์ของกูเกิ้ลด้วยการเอาขุมกำลังด้านระบบตรวจจับอันตรายเชิงลึกของ Mandiant เข้ามาใช้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 กันยายน ตลาด Nasdaq ก็ออกแถลงการณ์วันเทรดวันสุดท้ายของหุ้น Mandiant ด้วย

โดยถ้าการควบกิจการเป็นไปตามแผน หุ้นจะถูกแขวนไว้ในวันปิดดีล (12 กันยายน) และระงับการซื้อขายโดยสิ้นเชิงในวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ดีลนี้ผ่านการเห็นชอบโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมแล้ว ตอนนี้เหลือแค่การอนุญาตของทางการในบางประเทศเท่านั้น

ซีอีโอของกูเกิ้ลคลาวด์ Thomas Kurian กล่าวว่า ทั้งเราและ Mandiant ต่างได้ประโยชน์จากการรวมกิจการครั้งนี้ ด้วยการผสานบริการความปลอดภัยที่มีอยู่เดิมเข้ากับระบบรวบรวมข้อมูลด้านอันตรายทางไซเบอร์ชั้นนำจาก Mandiant ทำให้ช่วยปกป้ององค์กรทั่วโลกได้ครอบคลุมทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตด้านความปลอดภัย

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – Datacenterknowledge

from:https://www.enterpriseitpro.net/google-completes-54-billion-acquisition-mandiant/

VMware ยืนยันดีลกับ Broadcom ยังอยู่ในกระบวนการ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์มัลติคลาวด์ใหม่

ในงานประชุมประจำปี VMware Explore เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ซีอีโอ Rangarajan Raghuram ออกมากล่าวเปิดนั้น ไม่ใช่งานที่เกิดขึ้นทั่วไปเหมือนก่อนอีกแล้ว โดยเฉพาะเมื่อดีล Broadcom ที่จะซื้อ VMware มูลค่าสูงถึง 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังเดินหน้า

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซีอีโอ Broadcom คุณ Hock Tan ก็เข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ซีอีโอวีเอ็มแวร์กล่าวในงานก่อนเลยต่อหน้าสื่อว่า ดีลซื้อกิจการยังคงดำเนินการตามขั้นตอน โดยคาดว่าจะปิดดีลได้ภายในปีงบประมาณ 2023 ของ Broadcom ที่น่าจะอยู่ในช่วงพฤศจิกายนนี้ถึงตุลาคมปีหน้า

ดีลนี้ที่ประกาศเป็นทางการเมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา กำลังรออนุมัติทางหน่วยงานต่างๆ ซึ่งระหว่างนี้ทีมบริหารของ VMware จะยังดำเนินธุรกิจไปตามปกติ ร่วมกับการฝึกอบรมทีมของ Broadcom เกี่ยวกับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ VMware

ทาง Reghuram ยังกล่าวด้วยว่าทีมงาน Broadcom “ตื่นเต้นมาก” กับความรู้ที่เราให้ แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนดำเนินงานหลังขายกิจการเรียบร้อย ย้ำเพียงว่าลูกค้า VMware สบายใจได้ เชื่อว่า Broadcom จะยังสานต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ VMware เหมือนที่เคยเป็นมา

อ่านเพิ่มเติมที่นี่ – DatacenterKnowledge

from:https://www.enterpriseitpro.net/vmware-ceo-says-broadcom-deal-on-track/

Heroku ประกาศยกเลิกแผนใช้งานแบบฟรีทั้งหมด มีผล 28 พฤศจิกายนนี้

Heroku บริการ PaaS (Platform as a Service) บนคลาวด์ ที่มี Salesforce เป็นเจ้าของ ประกาศเตรียมยกเลิกให้บริการทั้งหมดที่ฟรี เพื่อให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนไปใช้แผนแบบเสียเงิน มีรายละเอียดดังนี้

โดยตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน 2022 เป็นต้นไป Heroku จะเลิกให้บริการที่ใช้งานได้ฟรีทั้งหมด รวมทั้งปิดบริการฟรีปัจจุบันคือ Heroku Dynos และบริการเกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ ผู้ใช้งานปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบ จะทยอยได้รับอีเมลแจ้งถึงการเปลี่ยนแปลงนี้

Heroku ยังประกาศจะลบบัญชีที่ไม่มีความเคลื่อนไหวและเชื่อมต่อกับหน่วยความจำ ที่ไม่มีการใช้งานมากกว่า 1 ปี ทั้งหมด มีผลตั้งแต่ 26 ตุลาคม เป็นต้นไป

แผนใช้งานมีราคาที่แตกต่างกัน เช่น Heroku Dynos เริ่มต้นที่ 7 ดอลลาร์ต่อเดือน, Heroku Data for Redis เริ่มต้นที่ 15 ดอลลาร์ต่อเดือน และ Heroku Postgres เริ่มที่ 9 ดอลลาร์ต่อเดือน สามารถดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่นี่

ที่มา: Heroku

No Description

from:https://www.blognone.com/node/130033

Amazon CloudFront รองรับ HTTP/3 ในบริการ CDN ของตัวเอง

Amazon CloudFront บริการ content delivery network (CDN) ของ AWS ประกาศรองรับโปรโตคอล HTTP/3 ที่เพิ่งได้รับรองเป็นมาตรฐาน RFC เมื่อเดือนมิถุนายน 2022

HTTP/3 หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อ QUIC ถูกเสนอโดยกูเกิลมาตั้งแต่ปี 2015 เพื่อเร่งความเร็วการเชื่อมต่อช่วงแรกของ HTTP ในระดับล่าง (TCP+TLS) อ่านคำอธิบายละเอียดในบทความ อธิบาย HTTP/3 แตกต่างจาก HTTP/1, HTTP/2, SPDY, QUIC อย่างไร

ที่ผ่านมา เบราว์เซอร์และเว็บเซิร์ฟเวอร์ยอดนิยมต่างรองรับ HTTP/3 กันเยอะแล้ว เว็บไซต์ยอดนิยมบางแห่งอย่าง Facebook ใช้ HTTP/3 เป็นสัดส่วน 75% มาตั้งแต่ปี 2020 และคู่แข่งของ CloudFront อย่าง Cloudflare ก็นำหน้ารองรับ HTTP/3 มาตั้งแต่ปี 2021

ตอนนี้ผู้ใช้ CloudFront จำเป็นต้องเปิดใช้งาน HTTP/3 ด้วยตัวเองในหน้า Settings ตามภาพ

No Description

ที่มา – AWS Blog

from:https://www.blognone.com/node/129850

สัมภาษณ์พิเศษคุณชาง ฟูจาก Tencent Cloud ในโลกที่ทุกอย่าง คือ ดิจิทัล ธุรกิจไทยจะสร้างโอกาสจากการใช้ศักยภาพของคลาวด์ให้เต็มที่ได้อย่างไร

 

เมื่อเทคโนโลยีได้ก้าวเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ของธุรกิจในยุคปัจจุบัน และกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ ยิ่งโลกมีความผันผวนมาก ธุรกิจก็ยิ่งต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน และจะต้องปรับตัวเองให้ทันท่วงที

ในบทความนี้ ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณชาง ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Tencent ประเทศไทย ถึงบริการของ Tencent Cloud ที่มีเป้าหมายในการขับเคลื่อน Digital Transformation ให้กับธุรกิจทุกขนาด ธุรกิจไทยจะสร้างโอกาสจากคลาวด์ได้อย่างไร Tencent Cloud มีเครื่องมือใดที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ รวมไปถึงเรื่องราวประสบการณ์การร่วมงานกับธุรกิจไทย เราถามมาให้ทุกท่านอ่านกันแล้วในบทความนี้

รู้จักกับคุณชาง ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Tencent ประเทศไทย

คุณชาง ฟู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Tencent ประเทศไทย

ก่อนจะเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการแห่ง Tencent ประเทศไทยนั้น คุณชาง ฟู มีประสบการณ์การทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา คุณชาง ฟู จึงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงกระบวนการทำงาน ความท้าทาย และสิ่งที่บริษัทจะต้องเจอเมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกของเทคโนโลยีดิจิทัล

คุณชางกล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานสำหรับเขาคือ ความโปร่งใส และการทำงานกันเป็นทีม ซึ่งเขาได้นำหลักการสองข้อนี้มาใช้ทั้งในการบริหารและการทำงานร่วมกับธุรกิจ เมื่อมีความเข้าใจถึงข้อดีและข้อจำกัดของเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงมีการพูดคุย ออกไอเดีย และระดมสมองร่วมกันกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับธุรกิจ และการใช้ศักยภาพของคลาวด์สามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความแตกต่างในการแข่งขันในยุคดิจิทัลได้

“ทำงานด้วยกัน ชนะด้วยกัน คือ คติการทำงานของผม”

Q: อยากให้คุณชาง ฟู แนะนำ Tencent Cloud และบริการของ Tencent Cloud ทั้งหมดที่มีอยู่ให้ผู้อ่านได้รู้จัก

Tencent Cloud นั้นเปิดให้บริการในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2562 โดยเราเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำระดับโลก ที่มีผลิตภัณฑ์และโซลูชันให้เลือกใช้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น IaaS, PaaS, SaaS รวมไปถึงโซลูชันเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ เรายังได้ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นในประเทศไทยถึง 2 แห่ง ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับความแข็งแกร่งของเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการกว่า 70 พื้นที่ ใน 26 ภูมิภาคทั่วโลก Tencent Cloud จึงเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ที่พร้อมให้บริการธุรกิจในประเทศไทยและรองรับการให้บริการในระดับนานาชาติ

บริการของ Tencent Cloud ครอบคลุมตั้งแต่ระดับรากฐานของสถาปัตยกรรม IT ขององค์กร โดยมีเป้าหมายในการเป็นแพลตฟอร์มคลาวด์ Fullstack แบบเปิดกว้างที่ธุรกิจสามารถเลือกได้ทั้งการใช้บริการของ Tencent Cloud ทั้งหมด หรือใช้งานเชื่อมต่อกับระบบหรือแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่ธุรกิจใช้งานอยู่

ภายในแพลตฟอร์ม Tencent Cloud นั้นมีเครื่องมือคลาวด์ต่างๆ รองรับสถาปัตยกรรม IT สมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานแบบ Hybrid หรือ Multicloud การใช้และจัดการ Container การทำแอปพลิเคชัน Big Data และ Data Analytics การประมวลผล AI ด้วย GPU และบริการ AI พร้อมใช้งาน รวมไปถึงบริการสำหรับเทคโนโลยี Internet of Things, Blockchain, และบริการเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆที่พร้อมให้ใช้งานได้ทันที

นอกจากนี้ ไฮไลท์หนึ่งที่สำคัญของ Tencent Cloud คือ บริการที่สามารถขยายธุรกิจเข้าไปในประเทศจีน และเชื่อมต่อกับผู้ใช้งานในประเทศจีนผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลอย่าง WeChat และ QQ โดย Tencent Cloud นั้นมีบริการตั้งแต่การช่วยเหลือการจดทะเบียนบริษัท ไปจนถึงการให้บริการในประเทศจีน เช่น การเก็บข้อมูล การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มต่างๆ การทำ Localization และ Compliance ด้วยประสบการณ์และความเข้าใจในพฤติกรรมผู้ใช้ของประเทศจีน ทำให้ธุรกิจสามารถมั่นใจได้ว่าการให้บริการในประเทศจีนนั้นจะได้มาตรฐานอย่างแน่นอน

Q: อะไรที่ทำให้ Tencent Cloud แตกต่างจากผู้ให้บริการคลาวด์เจ้าอื่นๆ

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า Tencent Cloud มีดาต้าเซ็นเตอร์ภายในประเทศไทยถึง 2 แห่ง ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และยังรองรับการปฏิบัติตามระเบียบและข้อกฎหมายของประเทศไทย และในพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกที่ Tencent Cloud เปิดให้บริการเช่นกัน ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการสามารถมั่นใจได้ว่าการเชื่อมต่อ การให้บริการ และการทำ Compliance นั้นจะไม่ใช่ปัญหาที่ต้องกังวลใจอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ Tencent Cloud ยังมีทีมซัพพอร์ตภายในประเทศไทยที่เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำปรึกษาและคำแนะนำที่เหมาะสำหรับธุรกิจไทยอย่างเต็มที่ และรวดเร็ว โดยทีมงานของ Tencent Cloud ในประเทศไทย เป็นทีมที่มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ในด้านการออกแบบและพัฒนาระบบโครงสร้างดิจิทัลภายในองค์กรมามากมายลูกค้า จึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับคำแนะนำในการใช้งานคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

Q: ช่วยเล่าถึงภาพรวมของเทคโนโลยีคลาวด์ในประเทศไทยจากมุมมองของ Tencent Cloud

แน่นอนว่าในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา ธุรกิจในไทยต้องปรับตัว และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาธุรกิจกันมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือจำเป็นที่จะช่วยให้ธุรกิจรับมือกับสภาวะที่ไม่แน่นอน และจะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจต่อไปในอนาคต โดยจากรายงาน Thailand Digital Transformation 2022 จาก Deloitte ชี้ให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีของธุรกิจไทยนั้นมีวุฒิภาวะขึ้น ธุรกิจต่างก็เข้าใจดีว่าต้องเลือกใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เหมาะสม และมุ่งเป้าไปที่การให้บริการแบบ Customer-centric และมีความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ดี

ในประเทศไทย การนำเทคโนโลยีคลาวด์เข้ามาใช้ในธุรกิจนั้นเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การใช้คลาวด์ เพื่อรองรับเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันซึ่งเป็นพื้นฐาน ไปจนถึงการส่งเสริมการดำเนินการภายในของธุรกิจด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูล ระบบ Internet of Things การปรับปรุงโครงสร้างดิจิทัลของธุรกิจ หรือการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI หรือ Blockchain มาใช้งาน ซึ่ง Tencent Cloud ก็ได้มองเห็นการเติบโตที่ว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการใช้คลาวด์เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความฉับไวในการดำเนินการ

จากมุมมองของ Tencent Cloud เชื่อว่าการใช้งานคลาวด์ในประเทศไทยจะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอนในช่วง 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า โดยจุดที่ธุรกิจไทยยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นได้ คือ การใช้งานคลาวด์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันธุรกิจจำนวนไม่น้อยยังใช้งานคลาวด์เพียงในส่วนงานเล็กๆ และไม่มีระบบที่เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ Tencent Cloud ในฐานะ Digital Enabler สามารถเข้าไปช่วยได้ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและได้มาตรฐานระดับสากล

Q: Tencent Cloud มองไปที่อุตสาหกรรมไหนเป็นพิเศษ และมีประสบการณ์ในด้านใดบ้างกับธุรกิจไทย

คุณชาง ฟู ได้เล่าถึงเป้าหมายในการรุกตลาดไปยังอุตสาหกรรมสื่อและความบันเทิง อาหาร ค้าปลีก การเงิน และสุขภาพ ซึ่ง Tencent Cloud มีประสบการณ์การร่วมงานกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันมาแล้วทั่วโลก โดยมองไปถึงการมอบโซลูชันที่พร้อมใช้งานได้ทันทีและสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการ ทั้ง SaaS และ PaaS ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจที่ลงทุนในคลาวด์เห็นผลลัพธ์และความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ของความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ

อุตสาหกรรมสื่อ บันเทิง และเกม

Tencent Cloud นั้นมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในด้านเทคโนโลยีการจัดการสื่อ วิดีโอ และเกม โดยเรามีโซลูชันที่หลากหลายสำหรับวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการทำไลฟ์สตรีมมิง การประชุมทางวิดีโอ ระบบวิดีโอสตรีมมิ่ง ไปจนถึงการวางระบบเกมออนไลน์ ทำให้ธุรกิจสามารถต่อยอดบริการได้อย่างรวดเร็ว ให้บริการด้วยคุณภาพสูง และมีความเสถียร

Ookbee แพลตฟอร์มผู้ให้บริการหนังสือออนไลน์ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ใช้ประโยชน์จากคลาวด์ของ Tencent ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งทำให้การให้บริการด้านคอนเทนท์ภาพและเสียง รวมถึงการพัฒนารูปแบบปฏิสัมพันธ์ใหม่ๆ ที่ช่วยให้ Ookbee ตอบโจทย์ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มได้โดยไม่สะดุด

จะเห็นได้ว่า ด้วยประสบการณ์การทำธุรกิจด้านแพลตฟอร์มมาเป็นเวลานานนั้นช่วยให้ Tencent Cloud เข้าใจถึงปัญหาและธรรมชาติของกลุ่มธุรกิจนี้ พวกเขาจึงมีเทคโนโลยีและโซลูชันพร้อมใช้งานแบบต่างๆ นำเสนอให้กับผู้ให้บริการคอนเทนท์มากมายได้เลือกใช้งานได้ทันที เช่น บริการ AI เพื่อเพิ่มและแก้ไขคุณภาพของวิดีโอ การประมวลผลภาพ เสียงและวิดีโอประสิทธิภาพสูง และบริการอื่นๆ สำหรับจัดการคอนเทนท์ในแพลตฟอร์มโซเชียล

อุตสาหกรรมบริการด้านการเงิน

อุตสาหกรรมบริการด้านการเงินหรือ FSI นั้นเป็นอุตสาหกรรมที่ Tencent Cloud มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และเป็นอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการใช้งานและความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีค่อนข้างสูง ในประเทศไทยที่มีการใช้บริการ Digital Banking สูงขึ้นมาก ธุรกิจการเงินจึงต้องปรับตัวตลอดเวลาเพื่อสร้างบริการที่สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติของคลาวด์ที่สามารถมอบความยืดหยุ่น รวดเร็ว ปลอดภัย รองรับการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมาก และเป็นเครื่องมือในการสร้างนวัตกรรมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้ดี

Tencent Cloud มีโซลูชันเฉพาะสำหรับธุรกิจการเงินมากกว่า 300 รายการ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง AI และ Blockchain ซึ่งจะช่วยธุรกิจย่นระยะเวลาในการพัฒนาระบบใหม่ๆได้ค่อนข้างมาก รองรับบริการที่หลากหลายทั้งการให้บริการผู้บริโภคและธุรกิจ เช่น บริการการชำระเงิน บริการสำหรับการเงินสำหรับยานยนต์ การทำ Industry Chain Finance การบริหารความเสี่ยง การทำการตลาด การให้บริการลูกค้า

อุตสาหกรรมสุขภาพและการสาธารณสุข

 คุณชาง ฟูมองว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้นั้นจะช่วยสร้างรากฐานที่ดีให้กับระบบสาธารณสุขในระยะยาว โดยได้ยกตัวอย่างการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ ในการพัฒนาแพลตฟอร์ม Phuket Organizations COVID Care (POCC) ให้กับจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกใช้งานในมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับการติดเชื้อและการดูแลผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว ช่วยลดความหนาแน่นในสถานพยาบาลและลดความเสี่ยง อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปให้บริการสาธารณสุขด้านอื่นๆ ในอนาคต

แพลตฟอร์ม POCC ช่วยให้การรวบรวมข้อมูลและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ได้อย่างเป็นระบบ

อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์

Tencent Cloud ได้รับความไว้วางใจจาก เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) หรือ FPIT ให้เป็นพันธมิตรทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ สำหรับพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ถูกใช้เพื่อจัดการโลจิสติกส์  พาร์คของบริษัทอย่างครบวงจร ด้วยระบบตรวจสอบสถานะ การใช้โดรนและเทคโนโลยี Computer Vision และ AI เข้ามาช่วยดูแลงานต่างๆและรักษาความปลอดภัยภายในพื้นที่อย่างเป็นระบบด้วยมาตรฐานสากล ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อผิดพลาดแล้ว ยังมีระบบในการตรวจสอบพลังงานที่ใช้และการปล่อยก๊าซเสีย ซึ่งรองรับแนวทาง Sustainability ให้กับสถานที่นั้นๆ ซึ่งทาง FPIT ตั้งเป้าที่จะนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอัจฉริยะฯ นี้มาใช้ในโครงการโลจิสติกส์  พาร์คที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ FPIT ทุกโครงการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรม S-Curve

Tencent Cloud กับการเป็น Digital Enabler ให้กับองค์กรไทย ในยุค Cloud-First

จากการพูดคุยกับคุณชาง ฟูในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ ทำให้เราพอจะมองเห็นแล้วถึงศักยภาพของ Tencent Cloud ในการเข้ามาช่วยให้ธุรกิจเติบโตในยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นบริการคลาวด์พื้นฐานที่มีดาต้าเซ็นเตอร์และทีมซัพพอร์ตในประเทศ หรือบริการเฉพาะด้านที่พร้อมให้เลือกใช้งานได้ทันที ทั้งหมดนี้ตอกย้ำได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า Tencent Cloud คือ หนึ่งในผู้ให้บริการชั้นนำและที่น่าสนใจและสามารถตอบโจทย์สำหรับธุรกิจไทยที่กำลังมองหาเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมทัพให้กับตัวเอง

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดบริการของ Tencent Cloud เพิ่มเติม สามารถเข้าไปศึกษาได้ในเว็บไซต์ https://cloud.tencent.co.th/th  หรือติดต่อกับทีมงานของ Tencent Cloud โดยตรงได้ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/interview-chang-foo-tencent-cloud-thailand-unlocking-cloud-potential-digital-era/

Google Cloud ประกาศตั้งศูนย์ข้อมูลในไทย ตอบสนองความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

Google Cloud ประกาศแผนขยายพื้นที่ให้บริการ (region) อีก 3 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ นิวซีแลนด์ มาเลเซีย และไทย เพื่อตอบสนองต่อปริมาณการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่ระบุว่าจะเริ่มให้บริการจริงๆ เมื่อไร

ปัจจุบัน Google Cloud มีศูนย์ข้อมูลให้บริการ 34 เขตทั่วโลก (รายชื่อ)

No Description

No Description

ที่มา – Google

from:https://www.blognone.com/node/129755

Unity เซ็นสัญญา Microsoft Azure ขยายเครื่องมือพัฒนาในเครือไปรันบนคลาวด์

Unity ประกาศเซ็นสัญญากับ Microsoft Azure เป็นพาร์ทเนอร์ด้านคลาวด์ เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง และนำซอฟต์แวร์ต่างๆ ในเครือที่มีเป็นจำนวนมาก (จากการซื้อกิจการรัวๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา) มารันบนคลาวด์ให้มากขึ้น

Unity บอกว่าที่ผ่านมาเครื่องมือฝั่งเอนจิน 3D ออกแบบมาเพื่อรันในเครื่อง local เป็นหลัก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรมากกว่าการรันบนคลาวด์ ในภาพรวมบริษัทจึงต้องการขยายบริการไปอยู่บนคลาวด์มากขึ้น

ตัวอย่างบริการในเครือที่จะใช้ประโยชน์จาก Azure ได้แก่

  • DevOps อย่าง Plastic SCM และ Cloud Build จะขยายข้อจำกัดเรื่องขนาด repository และ concurrent ให้เยอะกว่าเดิม
  • Parsec ซอฟต์แวร์รีโมทเดสก์ท็อป ตอนนี้มีใช้บน Azure Game Development VM อยู่แล้ว แต่จะอัพเกรดให้ทำงานจากระยะไกลได้ดีขึ้น
  • Digital Twins สำหรับงาน IoT จะใช้คลาวด์เก็บข้อมูลเยอะที่ไม่สามารถเก็บแบบ local ได้
  • Weta Digital ซอฟต์แวร์สายเอฟเฟคต์วิดีโอ จะไปรันบน Azure เพื่อใช้ประโยชน์จากพลัง machine learning บนคลาวด์

No Description

ที่มา – Unity, Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/129740

Azure ขยายอายุเซิร์ฟเวอร์จาก 4 เป็น 6 ปี ลดต้นทุนปีละหลายพันล้านดอลลาร์

ไมโครซอฟท์ประกาศขยายระยะเวลาใช้งานเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์เครือข่ายในศูนย์ข้อมูล Azure ของตัวเอง จากเดิม 4 ปีเป็น 6 ปี เพื่อประหยัดต้นทุนของการให้บริการลงได้ถึง 3.7 พันล้านดอลลาร์ต่อปี

คู่แข่งรายอื่นๆ ก็ประกาศขยายระยะเวลาการใช้งานเซิร์ฟเวอร์มาก่อนแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ เช่น Google Cloud ขยายจาก 3 เป็น 4 ปี และ AWS ขยายเซิร์ฟเวอร์จาก 4 เป็น 5 ปี และอุปกรณ์เครือข่ายจาก 5 เป็น 6 ปี

นโยบายการขยายอายุเครื่องอาจเป็นผลดีต่อผู้ให้บริการคลาวด์ในแง่การลดต้นทุน แต่คงไม่ดีสำหรับผู้ขายเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์เครือข่ายนัก ตัวอย่างคือ อินเทล ที่ผลประกอบการไตรมาสล่าสุดออกมาไม่ค่อยดี เพราะยอดขายตกทั้งฝั่งไคลเอนต์และเซิร์ฟเวอร์

ก่อนหน้านี้ Azure มีข่าวว่ามีความสามารถไม่เพียงพอในการให้บริการที่เพิ่มสูง ทำให้ลูกค้าเปิดเครื่องเพิ่มไม่ได้ การขยายอายุของเซิร์ฟเวอร์อาจมีส่วนช่วยให้ปัญหานี้คลี่คลายลงบ้าง

No Description

ภาพจาก Microsoft

ที่มา – The Register

from:https://www.blognone.com/node/129640