คลังเก็บป้ายกำกับ: BRAND_CONTENT

ลักษณะของคอนเทนต์ที่มีคุณค่า แนวทางในการปรับตัวของแบรนด์

เนื้อหาที่มีคุณภาพเป็นเรื่องที่ไม่มีตัวชี้วัดออกมาเป็นรูปธรรม บางแบรนด์ต้องการบทสรุประดับง่ายเพื่อการเข้าถึงที่มาก ในขณะที่บางแบรนด์ต้องการข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเจาะลึกขึ้นกว่าเดิม เนื้อหาที่มีคุณภาพจะมีจุดที่แตกต่างจากเนื้อหาที่มีอยู่ทั่วไปคือผู้อ่านจะพบว่ามีประโยชน์ น่าจดจำ และมีแนวโน้มที่จะแบ่งปันเนื้อหาเหล่านั้น

เมื่อพูดถึงการใช้ SEO เรามักจะเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนกำลังค้นหา สิ่งนี้ทำให้เนื้อหามีประโยชน์ แต่ถ้าคุณอ่านเว็บไซต์ที่ขึ้นมาลำดับต้น ๆ หลายแห่ง พวกเขามักจะพูดในสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณต้องทำจริงๆ ก็คือสร้างสิ่งที่ดีกว่าที่มีอยู่ เมื่อเขียนเนื้อหาใหม่ คุณจะได้เปรียบเพราะคุณสามารถดูเนื้อหาตามลำดับเหล่านั้นแล้วสามารถทำให้คอนเทนต์แตกต่างออกไปจากคอนเทนต์เหล่านั้นได้

การสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพต้องใช้ความทุ่มเทและความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก เช่นการใช้เนื้อหาส่วนใหญ่ที่สร้างโดย SEO ซึ่งมีการจัดอันดับในเครื่องมือค้นหา คีย์เวิร์ดที่ผู้คนใช้ และ SEO ก็มีประโยชน์สำหรับผู้ใช้เช่นกัน เรามักจะครอบคลุมสิ่งที่ผู้ใช้ค้นหาและตอบคำถามเกี่ยวกับหัวข้อนี้ ซึ่งสำหรับผู้ใช้จำนวนมาก เนื้อหาประเภทนี้เป็นการมักจะเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับพวกเขา เราสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกสิ่งที่ผู้คนค้นหาด้วยคียเวิร์ดสำคัญ ทุกเนื้อหาที่อยู่ในอันดับต้น ๆของหน้าเพจ และทุกสิ่งที่เนื้อหาที่มีอยู่ถูกพูดถึง คุณสามารถแยกความแตกต่างของเนื้อหาของคุณออกจากเนื้อหาที่มีอยู่ในปัจจุบันได้โดยคิดในเรื่องของ:

  • การแบ่งปันประสบการณ์ เรื่องราว และข้อมูลเชิงลึกของคุณ
  • ข้อมูลที่คุณสร้างเอง
  • มีความคิดเห็น ทัศนคติที่แตกต่าง หรือมีมุมมองที่ต่างออกไป

และคุณสามารถปรับปรุงเนื้อหาปัจจุบันของคุณได้เสมอเมื่อคุณมีทรัพยากรมากขึ้นและต้องการได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

ที่มา : yoast.com

from:https://www.thumbsup.in.th/value-brand-content?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=value-brand-content

วิธีเพิ่มประสิทธิภาพคอนเทนต์ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาของลูกค้า

SEO และคอนเทนต์ ต่างก็มีประสิทธิภาพในตัวเอง แต่การรวมตัวของทั้งสองอย่างนี้นั้น จะทำให้แบรนด์ได้เห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งการรวมกันนี้ไม่ใช่แคการเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อหาสำหรับการค้นหา แต่จะต้องมีการใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปในการสร้างกลยุทธ์ของเนื้อหา

เพราะเมื่อเราพูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาสำหรับการค้นหา เรามักจะเน้นสิ่งที่ต่างๆเหล่านี้เป็นพื้นฐาน 

  • คียเวิร์ด
  • แท็กชื่อหัวข้อ
  • เนื้อหาส่วนหัว 

ซึ่งตัวอย่างเล่านี้คือสิ่งที่ต้องคิดเป็นสิ่งสำคัญจริงๆเมื่อสองสามปีก่อน แต่ในปัจจุบันแบรนด์ต้องทำมากกว่านั้นเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น 

ซึ่งวิธีที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจากเนื้อหาของคุณคือการเริ่มต้นด้วยการคิดถึงผู้ชม 

  • เขียนเพื่อใคร?
  • พวกเขาสนใจอะไร?
  • พวกเขามีคำถามอะไรที่คุณสามารถตอบได้?
  • พวกเขาใช้คำศัพท์อะไรในหัวข้อที่คุณเขียน
  • เป็นคำเดียวกับที่คุณใช้ หรือเป็นคำที่ต่างกัน?

หากแตกต่างกัน คุณต้องจดจำและเปลี่ยนแปลงตามภาษาของพวกเขา โดยใช้คำที่พวกเขาใช้แม้ว่าจะไม่ใช่คำที่เป็นแบรนด์ของคุณก็ตาม

ทุกสิ่งที่คุณสร้างควรได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ชมของคุณ หากคุณไม่ได้ให้เนื้อหาที่มีคุณค่า ผู้คนอาจจะไม่กลับมาอ่านเนื้อหาของคุณอีก เพราะฉะนั้นเป้าหมายของคุณในการพัฒนาเนื้อหาทั้งหมดคือการเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้สำหรับผู้ชมของคุณ เมื่อผู้ใช้รู้ว่าพวกเขาสามารถได้รับคำตอบที่ต้องการจากคุณ พวกเขาก็มักจะกลับมาและแบ่งปันเนื้อหาของคุณกับผู้อื่น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโต

เมื่อคุณได้ระบุแล้วว่าคุณกำลังสร้างส่วนเนื้อหานี้ให้ใคร หลังจากนั้นก็ถึงเวลาเริ่มระดมความคิด โดยคุณสามารถเริ่มจากการตรวจสอบคอนเท้นต์ที่ผู้ชมของคุณสนใจ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาของคุณสอดคล้องกับจุดประสงค์ในการค้นหาและใช้เครื่องมือ SEO สำหรับการสร้างแนวคิดในการใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ค้นหาคียเวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือบริการหลักของคุณ ค้นหาคำถามที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณถามเป็นประจำ บ่อยครั้งที่คำถามเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการพัฒนาเนื้อหา

ที่มา : searchenginejournal.com

from:https://www.thumbsup.in.th/content-enhancement?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=content-enhancement

ผ่านมาครึ่งปีแล้ว! Insight Social Media ของคนไทยมีอะไรที่สนใจบ้าง

ผ่านมาครึ่งปี 2019 ทุกอย่างก็ดูจะเปลี่ยนไปหมด โดยเฉพาะสิ่งที่มาไวไปไวอย่าง Social Media วันนี้เราจะพาไปส่อง Insight Social Media ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในไทยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา จะได้คิดกลยุทธิ์เพื่อสแตทที่ดีในสิ้นปี

หยาบดีมีไวรัล 

ขอบคุณรูปภาพจากคุณพิมรี่พาย

อาจจะดูไม่ค่อยแฮปปี้แต่นี่คือความจริงในช่วงปีที่ผ่านมาค่ะ เพราะคนธรรมดาที่ดังขึ้นมาได้จนเป็นกระแสไปทั่วประเทศชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมคือ การพูดคำหยาบ บ้างก็บอกบอกว่าดูจริงใจดี บ้างก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติของคนไทยอยู่แล้ว เพราะใครๆ ก็พูดกัน

ซึ่งสองคนที่มีบทบาทในปีนี้คือ เจ๊น้ำ ขายเสื้อผ้าออนไลน์มที่มีเทคนิคการขายของที่ไม่ธรรมดา พร้อมกับปรัชญาชีวิตภายใต้คำหยาบ ที่หากใครไม่ชอบก็ต้องมีปวดหัวกันบ้าง และล่าสุดกับ พิมรี่พายที่ดังมากับคลิปรีวิวน้ำหอมที่รีวิวชนิด พรีเซ็นเตอร์ยังต้องยอมหลีกทางให้

 

กระแสอยู่นานขึ้น 

Twitter@MKingkarn

ปีที่แล้วกระแสมาไวไปไวจนตามไม่ทัน แต่ปีนี้สังเกตว่ากระแสมีความยาวนานขึ้นและเอฟเฟ็กต์ต่อธุรกิจมากกว่าปีที่ผ่านมาเช่น กระแสชานมไข่มุกฟีเวอร์ ที่ยาวนานร่วมเดือน จนทำให้ร้านขายน้ำทั่วไปต้องหันมามีไข่มุกในเมนูต่างๆ พร้อมธุรกิจชานมไข่มุกที่เติบโตชนิดที่ทุกการเดิน 5 ก้าวในห้างสรรพสินค้า จะต้องมีสักหนึ่งร้าน

หรือล่าสุดกับกระแสไข่เค็ม ที่แบรนด์อาหารและเครื่องดื่มต้องมีไข่เค็มในร้านสักเมนู เช่น ขนมปัง โทสต์​ เครื่องดื่ม มันฝรั่งทอด และตอนนี้ก็ยังไม่ลดน้อยลงจนกว่ากระแสอื่นจะมากลบ ต้องรอดูว่าจะมีเมนูไข่เค็มอันไหนที่แปลกจนเรียกเงินจากผู้บริโภคได้แบบดีสุดๆ บ้าง

ละครมีผลต่อ Social Media

ขอบคุณรูปภาพจาก http://www.sanook.com/movie

จริงๆ ประเด็นนี้เป็นเกิดขึ้นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านๆ มา เริ่มตั้งแต่กระแสออเจ้าของละครบุพเพสันนิวาส ที่เรียกว่าฟีเวอร์ทุกส่วนในประเทศ จนละครกลายมาเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดีย ถึงแม้ว่าคนจะดูทีวีน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่าดูละครน้อยลง แค่ย้ายแพลตฟอร์มเท่านั้นเอง ยิ่งเรื่องไหนมาแนวชิงรักหักสวาท มือที่สาม แย่งแฟน ที่สร้างกระแสเมนท์แอนด์เมาส์ให้โด่งดังจนติดเทรนด์ Twitter อันดับ 1 ทุกครั้งที่ออนแอร์ได้ ก็ยิ่งเพิ่มกระแสเรตติ้งให้ดีได้เช่นกัน

 

การเมืองระอุเกินจะต้าน

ตบท้ายด้วยกระแสการเมืองที่ระอุสุดๆ เพราะเป็นปีที่คนไทยได้กลับมาเลือกตั้งอีกครั้งหลังจากต้องเจอภาวะทางการเมืองและสังคมมาหลายปี ก่อนและหลังการเลือกตั้งจึงถือว่าเป็นช่วงปลดปล่อย ที่ให้คนในสังคมโซเชียลได้แสดงออกความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น ยิ่ง Live ประกาศผลการเลือกตั้ง หรือการประชุมสภาก็มียอดรับชมกว่าสองแสนคน ยิ่งตอกย้ำว่าคนไทยสนใจเรื่องการเมืองมากกว่าที่คิด

แม้ว่าคนบนโลกออนไลน์จะมีความคิดเห็นในหลายมุมมองมากกว่า หรือจะถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ส่วนหนึ่งเกิดจากคนไทยมีพื้นที่แสดงความคิดเห็นมากขึ้น มีช่องทางการค้นหาหรือเสพข้อมูลมากขึ้น ฉะนั้นหากการเมืองระอุช่วงใด กระแสไหนก็ไม่สามารถสู้ได้ แบรนด์จึงควรเลี่ยงการโปรโมทการการเมืองที่จะระอุในช่วงนั้น หรือไม่นำกระแสการเมืองขึ้นมาเล่นเพื่อสร้างเรตติ้งหรือยอดขายจะดีกว่า เพื่อลดปัญหาที่อาจลุกลาม

ทั้งหมดนี้คือ ภาพรวมกระแสต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เพราะการสร้าง Content ในยุคนี้นั้น ควรที่จะรอบรู้กระแสรอบข้างที่ส่งผลเชิงบวกและลบ ก่อนนำไปสร้างสรรค์เป็นไอเดียต่างๆ ในการทำ Creative Content เพื่อจุดกระแสหลังการโพสต์แล้วเป็นที่ติดตามและยอมรับของคนหมู่มาก ดีกว่าการสร้างคอนเทนต์ไม่ถูกจังหวะและเจอกระแสต่อต้านนะคะ 

สิ่งที่เราแนะนำได้คือ สร้างคอนเทนต์อย่างมีสติ และเสพสื่ออย่างเป็นกลาง คิดเสมอว่าเราทำงานในฐานะแบรนด์ การแสดงออกเชิงความคิดเห็นไม่ว่าเรื่องใดก็ตามสิ่งที่ต้องระวังให้มากคือ ไม่ Bully บุคคลไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่เหยียดคนไม่ว่าเขาจะอยู่ในสถานะใดก็ตามและที่สำคัญคือไม่เล่นเรื่องการเมืองหรือเอนเอียงว่าอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้ง 3 คำเตือนนี้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่อาจส่งผลให้แบรนด์ของคุณต้องปิดตัวลงเลยก็เป็นได้

 

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/07/insight-social-media/

อิทธิพล Youtuber ที่แบรนด์ต้องระวัง

 

ตอนนี้โซเชียลในเมืองไทยเรียกว่ามี Influencer เยอะติดอันดับท็อปๆ เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะสายเที่ยว สายเมคอัพ สายกิน เรียกว่าเยอะจนล้นตลาดกันแล้ว เมื่อพูดถึงฝั่งแบรนด์ก็ถือว่ามีตัวเลือกที่หลากหลายให้เลือก และต่อให้มีตัวเลือกเยอะแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายความว่า จะมีตัวเลือกที่ดีขึ้นเสมอไป เห็นได้จากเคสหลุดๆ และกลายเป็นดราม่าของเหล่า Influencer ต่างๆกับแบรนด์ 

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ แต่ข่าววงในสำหรับสายงานนี้ถือว่าไปไวมาก ซึ่งสายที่โดนดราม่าบ่อยที่สุดคงจะเป็น Youtuber เพราะใช้การสื่อสารผ่านคำพูดเป็นหลัก วันนี้เราเลยอยากบอกถึงอิทธิพลของ Youtuber ให้แบรนด์ได้ตระหนัก และเลือกใช้งานกันอย่างระวัง

 

สร้าง Awareness ได้สูง

แน่นอนว่าตอนนี้การใช้ Youtuber จะทำให้ awareness ของแบรนด์สูงลิบลิ่ว ไม่ว่าจะลงในแพลตฟอร์ม Youtube เอง ที่ส่วนใหญ่ ยอดวิวจะสูงในทิศทางเดียวกัน ต่างจาก Facebook ที่มักกด reach เพจอยู่บ่อยๆ

ทำให้ยอด Organic ของเพจไม่ได้สัมพันธ์กับยอดติดตามมากขนาดนั้น หากนักการตลาดจะโปรโมทโพสต์ลงเพจไหนควรจะขอ stat หลังบ้านมาดูก่อนคร่าวๆ

ขั้นแรกที่ต้องเริ่มวิเคราะห์คือ ยอดรับชม Organic หรือไม่ อย่างที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าเพจหรือ Subscribed หลักล้าน แต่ Reach หรือ View หลักพันหลักหมื่นมีเยอะแยะ ยิ่งยอดติดตามเพจเยอะๆ เงินในการจ่ายคุณก็จะยิ่งสูง หรือถ้าอยากคิดว่าคุ้มแก่การลงทุนมั้ย ลองเอาจำนวนเงินทั้งหมดหาร Reach ดูกันนะคะ จะได้รู้ว่า 1 Reach ราคากี่บาท

ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำความรู้จัก Youtuber เช่นเดียวกันค่ะ ดูค่าเฉลี่ยของยอดวิวทั้งหมด หรือลองดูยอดวิวคร่าวๆ ของช่องก่อน บางครั้งเราหลงไปกับคลิปที่ยอดวิวสูงๆ เพียงคลิปเดียว ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคลิปที่เราให้ Youtuber โปรโมทจะยอดวิวสูงตามไปด้วย

เสียงจากลูกค้าสำคัญกว่าแบรนด์พูดเอง

ข้อดีสำคัญที่ทำให้ Youtuber เติบโตอย่างรุนแรงคือมาจาก Insight ของผู้บริโภคว่าที่จะเชื่อคนอื่นมากกว่าแบรนด์ ทำให้เสียงคนอื่นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่ล่ะค่ะทำให้แบรนด์ต้องยิ่งระวัง

Youtuber ไม่ได้รับสินค้าโปรโมททุกคลิปเสมอไป ทำให้รีวิวแบบไม่มี Sponcer ยังมีอีกหลายคลิป หากเป็นเราดูข้อมูลจาก Youtuber และบอกว่าสินค้านั้นไม่ดี เราจะไม่ซื้อตามเลย ต่างจากการบอกว่าดี เราก็ยังชั่งใจว่าดีจริงหรือเปล่า ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเกิดได้บ่อยจากสายบิวตี้ เพราะมีสินค้าให้เปรียบเทียบกันเยอะ

ซึ่งคลิปสไตล์แบบนี้ทำให้เรามองเห็นภาพว่า Youtuber คนไหน พูดจริงรีวิวสินค้าแบบตรงไปตรงมาจริงๆ ในแง่ของข้อดีคือหากเราลงโฆษณากับเขา จะทำให้ผู้บริโภคคิดว่า Youtuber คนนี้รีวิวจริงๆ เรียลๆ ไม่โกหก ก็เป็นทั้งข้อดีข้อเสีย ที่ทำให้แบรนด์ต้องสอดส่อง Branding ตลอดเวลา ป้องกันความผิดพลาด เพราะคลิปเดียวก็สามารถพังมาหลายแบรนด์แล้ว

 

ทั้งสองประเด็นที่กล่าวไปด้านบนนั้น เป็นทั้งอิทธิพลด้านมืดด้านสว่างที่แบรนด์ทั้งหลายต้องระวัง เป็นอีกหนึ่งทักษะที่ต้องมี หากอยากเป็นนักการตลาดก็คือการต่อรองนี่เอง

แต่ที่อยากให้ระวังคือ Youtuber มีทักษะการพูดที่สามารถโน้มน้าวใจคนได้ง่ายกว่าทักษะด้านอื่นๆ หากแบรนด์เลือกอย่างไม่ระวัง ก็สามารถโดนทำร้าย แต่ถ้าเลือกดีก็จะเป็นการส่งเสริมกันและกันค่ะ

 

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/why-brand-beware-youtuber/

“คิดงานไม่ออก” เป็นสัญญาณของการหมดไฟ จริงหรือเปล่า ?

เรามักได้ยินบ่อยกับคำว่า “หมดไฟ” แล้วหลายคนก็กลัวมัน เพราะมันเหมือนความมืดบอดในเส้นทางการทำงาน ซึ่งจุดเริ่มต้นที่เรียกว่าสัญญาณของการหมดไฟนั่นก็คือ “คิดงานไม่ออก” คิดยังไงก็คิดไม่ออก

ในหัวเต็มไปด้วยคำถามว่า ใช่จริงๆ เหรอกับสิ่งที่ทำอยู่, เราชอบจริงๆ มั้ย, ทำไมเราไม่มีพลังกับการทำสิ่งนี้เลย ซึ่งพอเกิดคำถามแบบนี้ในหัวบ่อยๆ พลังเราก็ยิ่งลดลง จนกลายเป็นหมดไฟไปในที่สุด

สิ่งนี้ไม่ได้เกิดกับอาชีพใดอาชีพหนึ่ง แต่เกิดได้กับทุกๆ อาชีพ ยิ่งกับเจ้าของธุรกิจที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้จะสร้างเม็ดเงินเพียงพอกับทุนที่ลงไปหรือเปล่า เราเลยอยากมาแชร์แนวทางทำให้ความรู้สึกเหล่านั้นเป็นความรู้สึกที่ผลักดันให้เราได้คำตอบและ Positive thinking ขึ้น

ไม่มีอะไรเป็นไปได้แบบที่ใจคิด

ความไม่สมบูรณ์แบบคือเรื่องธรรมชาติ การจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจเราคิดซะหมด คงเป็นไปไม่ได้ ปัญหานี้มักเกิดขึ้นบ่อยสำหรับเด็กจบใหม่ เพราะตอนเรียนเราเรียนจากสิ่งสมมุติ

หรือต่อให้ลงมือทำงานจริง ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งไม่ได้แบกรับความรับผิดชอบทั้งหมด อะไรที่ผิดพลาด จำเป็นบทเรียน การจะบอกว่าอย่าผิดซ้ำคงยาก เพราะบางครั้งเราไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาแต่เรารู้แค่ว่ามีปัญหาและแก้ไข

ฉะนั้นให้ถามตัวเองเสมอว่า “ทำไมเราถึงทำสิ่งนี้ มีเหตุผลอะไร” ต่อให้เรานึกเหตุผลไม่ออกก็มีเหตุผลซ่อนในนั้น แสดงถึงว่าเรากำลังเข้าใจตัวเองมากขึ้น เหมือนรู้จักตัวเองในมุมที่ตัวเราก็ไม่เคยเห็นมาก่อน

ยิ่งเรารู้ที่มาที่ไปของการกระทำตัวเองเท่าไหร่ เราจะยิ่งตระหนักถึงปัญหาและค่อยๆ แก้ไขให้ดีขึ้น ไม่ต้องรีบแก้ไขหรือรับปากเลยว่าจะไม่ทำอีก แค่บอกว่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นพอ เพราะบางอย่างไม่ได้แก้ไขได้ภายในครั้งเดียว

 

อุปสรรคคือสิ่งที่ทำให้เราเติบโต

ไอเดียตัน ภาวะน่าเบื่อแต่เป็นกันทุกอาชีพ เราคิดงานไม่ออกแล้วคำถามด้านลบก็เต็มเข้ามาในหัว แต่เดี๋ยวก่อน มันเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่เราจะคิดไม่ออก โจทย์ปัญหาที่เราเจอในแต่ละวันมันแทบไม่ซ้ำกันเลย เราจะไปรู้จักทุกอย่างบนโลกคงไม่ได้

ฉะนั้นการคิดอะไรไม่ออก เป็นเรื่องปกติ อย่าตื่นกลัวมากจนเกินไปเพราะทุกอย่างจะยิ่งแย่ สิ่งที่ควรทำคือ พักก่อน แล้วหาเหตุผลว่าเราคิดงานนี้ไม่ออกเพราะอะไร เช่น เป็นสินค้าที่เราไม่เคยรู้จักใช่ไหม หรือเราไม่อินกับตัวสินค้าเอง พ้อยท์คือทำยังไงให้เรารู้สึกอินสินค้าตัวนี้

ซึ่งวิธีแก้คงมีหลายอย่างเช่น ลองใช้สินค้านี้ก่อน หรืออ่านข้อมูลเยอะๆ จนถูกซึมซับไปเอง ลองลิสต์หลายๆ วิธีและลองทำดู ถ้าเราทำแบบไหนแล้ว เวิร์คแสดงว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดของเรา

สิ่งที่พูดไปก็คือ การรู้ปัญหา การตระหนัก และการแก้ไข เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุด

 

ถ้าไม่ใช่ งั้นพักก่อน

เมื่อเราลองทำตามที่แนะนำแล้วแต่ยังไม่เวิร์ค ลองพักก่อน บางทีสมองคิดอะไรมากเกินไปก็ต้องล้าเป็นธรรมดา พักแล้วค่อยมาถามตัวเองดูว่าเราจะอยู่กับสิ่งนี้ได้นานแค่ไหนอยากเรียนรู้อีกมั้ย

ถ้าคำตอบคือมันไม่ใช่จริงๆ ก็หาลู่ทางกับสิ่งใหม่ได้เลย หรือหาสิ่งที่เรามีความสุขในงานนั้นๆ อยากจะบอกกับทุกคนว่า ความฝันมีอุปสรรคเป็นล้าน แค่ไม่มีคนมาบอก

ฉะนั้นสิ่งที่เราฝันเอาไว้มันไม่มีอะไรง่าย การคิดงานไม่ออก จนจมดิ่งไปกับปัญหามากไปไม่มีประโยชน์เลย แต่สาเหตุของปัญหาว่าคืออะไรแล้วหาวิธีแก้จะดีที่สุด

 

การหมดไฟมันไม่ใช่แค่เราหมดพลังไปกับการทำงาน แต่เหมือนหมดพลังชีวิตไปด้วยเพราะงานเป็นส่วนสำคัญในชีวิตเรา ฉะนั้นเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าเกิดปัญหาและเป็นบ่วงติดใจ ให้ลองทำวิธีด้านบนดู เป็นวิธีที่ทำให้เราคุยกับตัวเองได้ดีขึ้น และเข้ารู้จักตัวตนของเรามากขึ้นด้วย

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2019/04/idea-content-brand/

4 วิธีเลือก Influencer ให้เหมาะสมกับเเบรนด์

การเลือก Influencer ไม่ใช่เรื่องยากเพียงเเค่ลิสต์ว่ามี Influencer คนไหนบ้างที่เกี่ยวข้องกับเเบรนด์ เเต่การจะเลือก Influencer ที่มีประสิทธิภาพพอที่จะส่ง Key message เเล้วสร้างยอดขายได้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงจะมี Budget ที่สูงก็ใช่ว่าเเคมเปญจะได้ประสิทธิภาพดี  เราจึงจะมาเเนะนำการเลือก Influencer ให้ส่งผลดีกับเเบรนด์

1. Target ที่ตาม Influencer

การเลือก Influencer ไม่ใช่เพราะคนนั้นหน้าตาสวยงามหรือเกี่ยวข้องกับเเบรนด์เสมอไป เพราะ  เราให้ Influencer โปรโมทสินค้าเพื่อให้ Target ซื้อสินค้าของเรา สิ่งที่เราต้องโฟกัสจึงเป็น Target

เเต่การตั้ง Target สินค้าไม่ใช่เเค่ความสนใจหรือช่วงอายุ เเต่เป็นกลุ่มคนที่มีเเนวโน้มซื้อสินค้าของเราเเละมีกำลังจ่ายพอที่จะซื้อโดยติดตาม Influencer คนนี้ต่างหาก

ซึ่ง Influencer ที่เราจะเลือกก็ต้องมีพลังพอที่จะโน้วน้าวคนกลุ่มนี้ให้มีความอยากที่จะซื้อเเละตัดสินใจซื้อในที่สุด

2. Views, Reach, Engage

จะโปรโมทเเคมเปญทั้งที่ก็ต้องเลือก Influencer ที่มียอดติดตามที่มีคุณภาพ ใช่ค่ะ คุณภาพไม่ใช่จำนวน Followers อย่างเดียว

เพราะยอด Followers ไม่ได้บอกถึง Reach เเละ Engagement ที่มากตาม เเต่ให้ดูจากยอดเฉลี่ยของคอนเทนต์ปัจจุบัน ซึ่งตรงนี้เหล่า Media Planner ก็ต้องวิเคราะห์จากโพสต์ที่ Influencer เคยลงด้วย

หากดูเเค่เรทการ์ดที่ทาง Influencer ให้มาอาจไม่ใช่ยอดปัจจุบัน เพราะถึงเเม้ตอนเเรกเราจะตกลงยอดต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย ถ้าไม่ถึงจะมีการรีโพสต์

เเต่ข้อเสียใหญ่ของการรีโพสต์รอบสองคือคนจะเอนเกจน้อยมากๆ เพราะหลายคนเคยเห็นโพต์มาก่อนจึงเหมือนเป็นการเห็นโพสต์ซ้ำเเนะนำเป็นสร้างโพสต์เพิ่มจะดีกว่า

3. ทักษะการโปรโมท

ปัจจุบันคนตัดสินใจซื้อจากการใช้งานมากกว่าเสพ Lifestyle อย่างเดียว การโปรโมทจึงไม่ควรเน้นเเค่ภาพสวยเเต่ต้องบอกถึงคุณลักษณะการใช้งานโดยใช้คาเเรคเตอร์ Influencer ให้เป็นประโยชน์ที่จะดึงกลุ่ม Target มาให้ความสนใจ

ซึ่งการจะโปรโมทสินค้าโต้งๆ คงไม่ใช่วิธีที่ดี เเต่ต้องผูกเรื่องราวให้น่าสนใจอย่างกรณีที่ Uniqlo เลือกพิมฐาเเละ Mayyr เพื่อโปรโมทเสื้อผ้าคอลเลคชั่นกันหนาวที่จะถึงนี้

โดยการให้พิมฐาพา Mayyr  เที่ยวเชียงใหม่โดยใส่เสื้อของ Uniqlo หลายเเบบตลอดทั้งทริป ทำให้พรีเซ็นต์ดีไซน์ของคอลเลคชั่นเสื้อผ้า ได้เป็นอย่างดี

4. ความรับผิดชอบ

ต่อให้ยอดติดตามสูงเเค่ไหนเเต่ถ้าส่งงานช้า งานเลท งานเผา ก็คงไม่ส่งผลดีต่อเเบรนด์เพราะว่าการโปรโมทสินค้าเพื่อให้ขายสินค้าได้เเละพรีเซ็นต์ความเป็นเเบรนด์ออกมา

ต้องเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เเต่ละคอนเทนต์โฟลวอิมเเพ็คกลับมาที่เเบรนด์ให้ได้มากที่สุด ถ้ามีช่วงใดที่เกิดการติดขัดก็ส่งผลไม่ดีต่อเเบรนด์ได้

การเลือก Influencer ที่มีความรับผิดชอบต่อเเบรนด์เเละตั้งใจทำงานถือเป็นมาตรฐานของคุณภาพงานเช่นกัน

การเลือก Influencer ในการโปรโมทสินค้าไม่ใช่เเค่เห็นกระเเสดีเเล้วเลือกเลย เพราะกระเเสอยู่กับเราไม่นาน กว่าจะดิลงานกันเสร็จก็ใช้เวลาระดับหนึ่ง

เราจึงควรเลือก Influencer ที่เข้ามาตอบโจทย์ของเเบรนด์ทั้งหมด ดัง 4 ข้อด้านบน เเละการเลือก Influencer ไม่ใช่เเค่มาโปรโมทสินค้าอย่างเดียว เเต่โปรโมทเเบรนด์ให้ถึงกลุ่ม Target ด้วยเพื่อส่งต่อคุณค่าทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน

 

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/influencer/

ส่องธุรกิจ LINE ในไทย พร้อมกลยุทธ์สร้างการเติบโต

LINE ได้เข้ามาอยู่ในทุกส่วนในชีวิตประจำของเรา ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มักพบบริการจาก LINE เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยก็มี LINE รองรับ, ขายสินค้าก็เป็น LINE@, สั่งอาหารก็เป็น LINE MAN

เห็นมั้ยคะว่าทุกการเคลื่อนไหวของเรามี LINE อยู่ทุกที่จริงๆ เหมือนที่ คุณบี๋-อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE Thailand บอกไว้ว่า “ใครรู้จักคนไทยดีกว่าคนนั้นชนะ”

เราจึงได้รวบรวมธุรกิจของ LINE ทั้งหมดที่มีในไทย พร้อมกลยุทธ์ที่ทำให้ LINE เติบโตเพื่อนำมาปรับกับธุรกิจตนเองกันค่ะ โดยเเบ่งเป็น 5 ประเภท

1. ธุรกิจคอนเทนต์ (LINE TV, LINE MUSIC)

ประเภทเเรกหลายคนคงคุ้นตากันดีกับ LINE TV เเพลตฟอร์มดูละคร ซีรีย์ย้อนหลัง ที่เข้ามารองรับพฤติกรรมการดูคอนเทนต์วิดิโอออนไลน์ของคนไทย

นอกจากนี้ยังผลิตซีรีย์เป็นของตัวเองที่ได้กระเเสไปอย่างถล่มทลาย เเละยังจับมือกับบริษัททีวียักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด, Bear Cave บริษัท โนแมดิค โปรดักชั่น จำกัด, บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด และ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

เรียกว่าเสริมทัพเพื่อครองส่วนเเบ่งคอนเทนต์วิดิโอบนโลกออนไลน์จริงๆ ซึ่งกลยุทธ์ที่เราสามารถนำปรับกับธุรกิจตนเองคือการหา Partner ที่ดีเพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโต

ถึงจะมีหลายเเบรนด์เลือกที่จะพยายามอยู่เเบรนด์เดียวเพราะกลัวความเสี่ยง เเต่เมื่อคิดจะเติบโตก็ต้องเอาชนะความกลัวด้วยการหา Partner ที่เข้ามาเสริมทัพความเเข็งเเรงให้กับธุรกิจ

2. ธุรกิจองค์กร (LINE Official Account, LINE@)

เครื่องมือเเชทสื่อสารหลักในปัจจุบันต้องยกให้ LINE ถึงเเม้ Facebook จะมี Messenger เเต่ด้วยฟีเจอร์ของ LINE ที่มีลูกเล่นมากมายจึงข้ามาตอบโจทย์คนไทยได้มากกว่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ LINE@ คือการเข้ามาเป็นเครื่องมือออนไลน์หลัก สำหรับธุรกิจที่ต้องการสื่อสารกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด สังเกตว่าเเทบทุกเเบรนด์เลือก LINE@ เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารกับลูกค้า เพราะต้นทุนไม่เเพงเเละยังสามารถติดต่อกับลูกค้าได้ตลอดเวลา

สังเกตว่า LINE องค์กร มีเป้าหมายคือการเข้าใกล้ชิดลูกค้าให้มากที่สุดเเละเป็นกันเอง กลยุทธ์ที่ควรนำมาปรับใช้คือการให้บริการอย่างเป็นมิตร เพราะการที่เเบรนด์เป็นกันเองกับลูกค้า จะทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าเราได้ง่ายขึ้น

3. ธุรกิจเกม (LINE GAME)

สาวก Gamer ก็ยังหนีไม่พ้นเพราะ Line ได้สร้างเกมเพื่อมาตอบโจทย์ทั้งตัว Gamer เองเเละไม่ใช่ Gamer ซึ่งความสำเร็จที่เป็นใบเบิกทางของ LINE Game ก็คือเกม Cookie Run ที่เป็นกระเเสฮิตอยู่ช่วงใหญ่

ส่งผลให้เกมอื่นๆ ที่ตามมาได้รับกระเเสดีไปด้วยถึงเเม้ปัจจุบัน Cookie Run จะปิดตัวลงเเต่ก็ได้เบิกทางไว้อย่างสวยงาม ซึ่งกลยุทธ์ที่เราปรับมาใช้ได้คือเรื่องความเล่นง่ายเล่นเพลิน เหมือนเเบรนด์เป็นเพื่อนกับเรา จะช่วยให้เราสื่อสารกับลูกค้าได้ง่ายขึ้น

เเละการสร้างช่วงเวลาระหว่างสินค้าของเรากับลูกค้าให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้าเกิดการจดจำ เวลาซื้อสินค้าจะได้นึกถึงสินค้าเราเเรกๆ เป็น Top of Mind

4. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (LINE Giftshop)

อีกส่วนที่เข้ามาต่อยอด LINE ให้สนุกมากขึ้นนั่นก็คือ Line Giftshop ที่มีทั้งสติ๊กเกอร์เเบบเคลื่อนไหวหรือออกเสียง เพื่อให้การสื่อสารกับคู่สนทนามีความสนุกเเละสื่อถึงอารมณ์มากขึ้น หรือจะเป็น Theme ที่ทำให้เรามี Line Chat พิเศษเป็นของตัวเอง

เป็นบริการที่ช่วยให้ LINE ประเภทอื่นๆ มีอิมเเพ็คมากขึ้น เช่น เมื่อเราเข้าไปเล่นเกม จะขึ้นเตือนในเเชท Line ทันที เรียกว่าผนึกกำลังเเทบทุกเเพลตฟอร์มกันสุดๆ ซึ่งกลยุทธ์ที่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้คือการนำสินค้าที่มีมาผูก Story ร้อยเรียงกันเพราะจะทำให้ลูกค้าจดจำเเบรนด์เราได้ดี

ฉะนั้นจะเห็นว่าเมื่อเเบรนด์ต่างๆ สร้างคาเเรคเตอร์ขึ้นมาจะต้องเล่าก่อนว่าที่มาที่ไปเป็นยังไง ลูกค้าจะได้เข้าใจเเละอินในตัวสินค้าของเรา

5. ธุรกิจเพย์เมนต์ (LINE Pay)

LINE Pay ที่เข้ามาช่วยดึงเงินจากลูกค้าได้ง่ายที่สุดๆ เพราะทุกบริการมีการชำระเงินเพื่อเพิ่มความพรีเมียมไม่ว่าจะเป็น Line@ หรือ Sticker

การบริการเรื่องการจ่ายเงินจึงเหมือนเป็นระบบที่ไฟนอลในการสร้างกิจกรรมโปรโมททั้งหมดมาก่อนหน้านี้ ซึ่งกลยุทธ์ที่เเบรนด์สามารถมาปรับใช้คือเรื่องของการรองรับการจ่ายเงินของลูกค้า เพราะถ้าขั้นตอนการจ่ายยุ่งยากหรือค่าส่งเเพงก็ส่งผลต่อการซื้อของลูกค้าเช่นกัน

สังเกตว่า ทุกเเพลตฟอร์มของ LINE ได้เข้ามาตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้เล่นโซเชียลมีเดียของคนไทยจริงๆ ไม่เเปลกใจเลยว่าทำไม LINE ถึงมีอัตราการเติบโตที่สูง

เป็นเเพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะการสร้างกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์คนไทยจริงๆ เป็นอีกธุรกิจที่เราสามารนำโมเดลมาวิเคราะห์เพื่อเป็นตัวอย่างในการคิดกลยุทธ์ เพื่อให้ธุรกิจของเราเติบโตเเบบที่ LINE เติบโต

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/line-all-business-2018/

ส่องธุรกิจ LINE ในไทย พร้อมกลยุทธ์สร้างการเติบโต

LINE ได้เข้ามาอยู่ในทุกส่วนในชีวิตประจำของเรา ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มักพบบริการจาก LINE เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยก็มี LINE รองรับ, ขายสินค้าก็เป็น LINE@, สั่งอาหารก็เป็น LINE MAN

เห็นมั้ยคะว่าทุกการเคลื่อนไหวของเรามี LINE อยู่ทุกที่จริงๆ เหมือนที่ คุณบี๋-อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE Thailand บอกไว้ว่า “ใครรู้จักคนไทยดีกว่าคนนั้นชนะ”

เราจึงได้รวบรวมธุรกิจของ LINE ทั้งหมดที่มีในไทย พร้อมกลยุทธ์ที่ทำให้ LINE เติบโตเพื่อนำมาปรับกับธุรกิจตนเองกันค่ะ โดยเเบ่งเป็น 5 ประเภท

1. ธุรกิจคอนเทนต์ (LINE TV, LINE MUSIC)

ประเภทเเรกหลายคนคงคุ้นตากันดีกับ LINE TV เเพลตฟอร์มดูละคร ซีรีย์ย้อนหลัง ที่เข้ามารองรับพฤติกรรมการดูคอนเทนต์วิดิโอออนไลน์ของคนไทย

นอกจากนี้ยังผลิตซีรีย์เป็นของตัวเองที่ได้กระเเสไปอย่างถล่มทลาย เเละยังจับมือกับบริษัททีวียักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด, Bear Cave บริษัท โนแมดิค โปรดักชั่น จำกัด, บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด และ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

เรียกว่าเสริมทัพเพื่อครองส่วนเเบ่งคอนเทนต์วิดิโอบนโลกออนไลน์จริงๆ ซึ่งกลยุทธ์ที่เราสามารถนำปรับกับธุรกิจตนเองคือการหา Partner ที่ดีเพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโต

ถึงจะมีหลายเเบรนด์เลือกที่จะพยายามอยู่เเบรนด์เดียวเพราะกลัวความเสี่ยง เเต่เมื่อคิดจะเติบโตก็ต้องเอาชนะความกลัวด้วยการหา Partner ที่เข้ามาเสริมทัพความเเข็งเเรงให้กับธุรกิจ

2. ธุรกิจองค์กร (LINE Official Account, LINE@)

เครื่องมือเเชทสื่อสารหลักในปัจจุบันต้องยกให้ LINE ถึงเเม้ Facebook จะมี Messenger เเต่ด้วยฟีเจอร์ของ LINE ที่มีลูกเล่นมากมายจึงข้ามาตอบโจทย์คนไทยได้มากกว่า

สิ่งที่น่าสนใจคือ LINE@ คือการเข้ามาเป็นเครื่องมือออนไลน์หลัก สำหรับธุรกิจที่ต้องการสื่อสารกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด สังเกตว่าเเทบทุกเเบรนด์เลือก LINE@ เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารกับลูกค้า เพราะต้นทุนไม่เเพงเเละยังสามารถติดต่อกับลูกค้าได้ตลอดเวลา

สังเกตว่า LINE องค์กร มีเป้าหมายคือการเข้าใกล้ชิดลูกค้าให้มากที่สุดเเละเป็นกันเอง กลยุทธ์ที่ควรนำมาปรับใช้คือการให้บริการอย่างเป็นมิตร เพราะการที่เเบรนด์เป็นกันเองกับลูกค้า จะทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าเราได้ง่ายขึ้น

3. ธุรกิจเกม (LINE GAME)

สาวก Gamer ก็ยังหนีไม่พ้นเพราะ Line ได้สร้างเกมเพื่อมาตอบโจทย์ทั้งตัว Gamer เองเเละไม่ใช่ Gamer ซึ่งความสำเร็จที่เป็นใบเบิกทางของ LINE Game ก็คือเกม Cookie Run ที่เป็นกระเเสฮิตอยู่ช่วงใหญ่

ส่งผลให้เกมอื่นๆ ที่ตามมาได้รับกระเเสดีไปด้วยถึงเเม้ปัจจุบัน Cookie Run จะปิดตัวลงเเต่ก็ได้เบิกทางไว้อย่างสวยงาม ซึ่งกลยุทธ์ที่เราปรับมาใช้ได้คือเรื่องความเล่นง่ายเล่นเพลิน เหมือนเเบรนด์เป็นเพื่อนกับเรา จะช่วยให้เราสื่อสารกับลูกค้าได้ง่ายขึ้น

เเละการสร้างช่วงเวลาระหว่างสินค้าของเรากับลูกค้าให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้าเกิดการจดจำ เวลาซื้อสินค้าจะได้นึกถึงสินค้าเราเเรกๆ เป็น Top of Mind

4. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (LINE Giftshop)

อีกส่วนที่เข้ามาต่อยอด LINE ให้สนุกมากขึ้นนั่นก็คือ Line Giftshop ที่มีทั้งสติ๊กเกอร์เเบบเคลื่อนไหวหรือออกเสียง เพื่อให้การสื่อสารกับคู่สนทนามีความสนุกเเละสื่อถึงอารมณ์มากขึ้น หรือจะเป็น Theme ที่ทำให้เรามี Line Chat พิเศษเป็นของตัวเอง

เป็นบริการที่ช่วยให้ LINE ประเภทอื่นๆ มีอิมเเพ็คมากขึ้น เช่น เมื่อเราเข้าไปเล่นเกม จะขึ้นเตือนในเเชท Line ทันที เรียกว่าผนึกกำลังเเทบทุกเเพลตฟอร์มกันสุดๆ ซึ่งกลยุทธ์ที่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้คือการนำสินค้าที่มีมาผูก Story ร้อยเรียงกันเพราะจะทำให้ลูกค้าจดจำเเบรนด์เราได้ดี

ฉะนั้นจะเห็นว่าเมื่อเเบรนด์ต่างๆ สร้างคาเเรคเตอร์ขึ้นมาจะต้องเล่าก่อนว่าที่มาที่ไปเป็นยังไง ลูกค้าจะได้เข้าใจเเละอินในตัวสินค้าของเรา

5. ธุรกิจเพย์เมนต์ (LINE Pay)

LINE Pay ที่เข้ามาช่วยดึงเงินจากลูกค้าได้ง่ายที่สุดๆ เพราะทุกบริการมีการชำระเงินเพื่อเพิ่มความพรีเมียมไม่ว่าจะเป็น Line@ หรือ Sticker

การบริการเรื่องการจ่ายเงินจึงเหมือนเป็นระบบที่ไฟนอลในการสร้างกิจกรรมโปรโมททั้งหมดมาก่อนหน้านี้ ซึ่งกลยุทธ์ที่เเบรนด์สามารถมาปรับใช้คือเรื่องของการรองรับการจ่ายเงินของลูกค้า เพราะถ้าขั้นตอนการจ่ายยุ่งยากหรือค่าส่งเเพงก็ส่งผลต่อการซื้อของลูกค้าเช่นกัน

สังเกตว่า ทุกเเพลตฟอร์มของ LINE ได้เข้ามาตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้เล่นโซเชียลมีเดียของคนไทยจริงๆ ไม่เเปลกใจเลยว่าทำไม LINE ถึงมีอัตราการเติบโตที่สูง

เป็นเเพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะการสร้างกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์คนไทยจริงๆ เป็นอีกธุรกิจที่เราสามารนำโมเดลมาวิเคราะห์เพื่อเป็นตัวอย่างในการคิดกลยุทธ์ เพื่อให้ธุรกิจของเราเติบโตเเบบที่ LINE เติบโต

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/12/line-all-business/

Realtime Content เครื่องมือสื่อสารหรืออาวุธสังหาร

การสร้าง Realtime Content  โจทย์ยากที่ Content Creative ต้องกุมขมับ เพราะต้องเค้นไอเดียเเบบด่วนจี๋  ให้กับกระเเสที่มาเเบบไม่ทันตั้งตัว

เเต่ความยากไม่ใช่เเค่คิดไอเดีย เเต่เป็น Process ระหว่างการทำมากกว่า ที่ต้องเร็วติดจรวดก็เพื่อชิงลงก่อนคู่เเข่ง ซึ่งคำว่าเร็วในที่นี้ บางทีเเค่ 10-15 นาทีเท่านั้น หรือถ้าเร่งกว่านี้อาจจะอยู่ที่วินาทีเลยด้วยซ้ำ

เเล้วเคยสังเกตกันไหมว่า  ทำไมหลายเพจถึงทำ Realtime Content ได้ทั้งเร็วเเละเฉียบ

อย่างเช่น ทีมออนไลน์ของ Major Group ที่เร็วทุกกระเเสเเละคมทุกมุก หรือ Tops Supermarket ที่นอกจากไอเดียดีเเล้ว

ภาพยังออกมาสวยมีสตอรี่เหมือนไม่ได้ทำภายใน 10 นาที ซึ่งความจริงก็คือพวกเขาไม่ได้ทำภายใน 10 นาทีไงล่ะ

เราจึงจะมาไขความลับว่า Realtime Content เจ๋งๆ เค้าเริ่มต้นทำกันยังไงเเละเเน่ใจหรือเปล่าว่าสิ่งที่ทำนั้น ส่งผลดีต่อเเบรนด์ได้จริงๆ

1. รู้ทันกระเเสที่กำลังจะฮิต

ถ้าไม่ติดตามกระเเสก็ต้องบ๊ายบายทันที ซึ่งทักษะสำคัญที่คนทำงานสายดิจิทัลควรมีคือการติดตามกระเเส  เพราะโซเชียลเปลี่ยนเร็วทุกเสี้ยววินาที (ไม่จำเป็นต้องตามตลอด) จึงไม่ควรตกเทรนด์กระเเสหลัก

เเต่ความลับคือการที่เราอัพเดทกระเเสไม่ใช่ให้เราอยู่ในกระเเส เเต่รู้เพื่อ “นำกระเเส” ต่างหาก เพราะเราจะต้องวางเเผนคิด Content  ไปลงในช่วงกระเเสนั้นเริ่มบูมทันที

เห็นตัวอย่างได้ชัดจาก Realtime Content ที่มาจากละครอย่าง เลือดข้นคนจางหรือบุพเพสันนิวาส ที่จะลงจังหวะก่อนหรือละครออนเเอร์พอดี เพื่อรับทราฟฟิคที่ละครได้สร้างไว้ให้เข้าเพจตัวเอง

ฉะนั้นเมื่อเราวางเเผนเเล้วว่าจะเล่น Realtime Content ให้ปักหมุดเลยว่า เดือนนี้มีวันสำคัญอะไรที่ คนจะอินบ้าง ละคร หนัง รายการ ที่กระเเสต้องมาเเน่ๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ความสามารถการจับกระแสโซเชียลเราดีมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกสิ่งสำคัญที่คนทำงานสายดิจิทัลควรมี

2. ทำก่อน ชนะก่อน

เมื่อเราปักไว้เเล้วว่าจะมีกระเเสอะไร เข้ามาช่วงไหน ต่อมาคือการรีเสิร์ช เพื่อหาประเด็นที่น่าสนใจเเละน่าเล่น ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้ทักษะจับกระแสค่อนข้างเยอะเเละอาศัยประสบการณ์ค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ ยังต้องจับประเด็นเเละจับเทรนด์ให้ถูกต้องด้วย เพราะ Realtime Content ที่เจอปัญหายอดคนอ่านน้อยนั้นมีเป็นร้อย และหนึ่งในนั้นไม่ควรเป็นเพจเรา

ดังนั้น เราต้อง “เก็ต” ไอเดีย เพื่อปั้น Content ให้ได้ก่อนถึงวันที่เกิดกระเเส โดยเรามีเวลามากกว่า 10-15 นาที เพื่อส่งให้ลูกค้าปรู๊ฟ มีเวลาเเก้ไข เพื่อเป็น Realtime Content ที่สมบูรณ์ที่สุด

3. เกี่ยวกับเเบรนด์ไหม ?

อย่ามัวหลงกับยอด Like&Share เยอะๆ ถ้าคนที่ Engagement ไม่ใช่กลุ่ม Target ของเราหรือถ้าคิดว่าถึงไม่ใช่ Target เเต่ก็ทำให้ Content เราไปไกล ซึ่งจริงๆ เเล้วเหมือนเป็นการหวังน้ำบ่อหน้ามากกว่า

หากคนที่ Like&Share ไม่ใช่กลุ่ม Target ก็ยากที่คนรอบตัวเค้าจะเป็น Target เช่นกัน  

ดังนั้นจึงต้องตั้งเป้าหมายว่า Realtime Content ของเราตอบโจทย์อะไรให้กลุ่ม Target เเละเกี่ยวกับเเบรนด์มั้ย ถ้าไม่ก็ถอยทัพดีกว่า

อย่างเช่น กรณีหมูโสร่งจากละครบุพเพสันนิวาส ที่ร้านอาหารหลายเเบรนด์โปรโมทกันตรึม เเต่พอลูกค้าสนใจอยากสั่งกิน และเมื่อถามว่าในร้านมีเมนูนี้ไหม กลับไม่มีเสียอย่างนั้น ซึ่งกระแสแบบนี้อย่าเสี่ยงดีกว่า

นอกจากนี้ Reach เเละ Engagement ที่ดีต้องส่งผลต่อเเบรนด์เเละมีเเนวโน้มที่จะเป็นลูกค้าเรา มากกว่ามียอด stat สูงๆ เเต่ยอดขายเป็น 0

ทั้งนี้ Realtime Content ถือว่าเป็นลูกเล่นที่ทำขึ้นเพื่อสร้างสีสันให้เพจเพียงชั่วข้ามคืน ไม่ใช่ Content หลักที่ควรจะนำมาเล่น หรือถ้าตั้งเป้าหมายว่าจะเก็บทุก Realtime Content ก็ต้องเก็บทุกกระเเส

เเต่ก็ต้องคำนึงด้วยว่า Target ของเราจะอินทุกกระเเสที่เราเล่นมั้ย ไม่อย่างนั้น Realtime Content ที่จะส่งผลดีต่อเพจจะกลายเป็นเครื่องมือสังหารเพจแทน

นอกจากเสียเวลาเก็บทราฟฟิคปลอมเเล้ว อาจจะทำให้เราหลงประเด็นการทำการสื่อสาร ติดอยู่กับดักโซเชียลเเทน

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/realtime-content/

ทำยังไงให้เเบรนด์เป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์

Hootsuite  ผู้ให้บริการระบบดูเเล Social Media และ Marketing Solutions ได้รวมสถิติการเล่น Social Media ทั่วโลก พบว่าประเทศไทยเล่นอินเทอร์เน็ตนานที่สุดในโลกคือ 9 ชั่วโมง 38 นาทีต่อวัน โลกออนไลน์จึงเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโต

สถิตินี้ทำให้เกือบทุกเเบรนด์ทุ่มงบการตลาดออนไลน์กว่า 80% ทั้ง Facebook, Instagram, Twitter, Youtube  ทำให้งบโฆษณาปี 2561 พุ่งสูงถึง 119,165 ล้านบาท โตจากปีที่เเล้ว 7.6%

เเสดงถึงการเเข่งขันบนโลกออนไลน์ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงเเพลตฟอร์มหลักอย่าง Facebook ที่ยิ่งเจาะ Target ลึกเท่าไหร่ค่า Ads ก็ยิ่งเเพงขึ้นเท่านั้น

ทุกอย่างดูเดือดขนาดนี้ เเล้วเเบรนด์เราจะดังยังไงล่ะ ?

เราคือใครทำไมต้องอยากรู้จัก

ก่อนที่อยากให้คนอื่นรู้จักเเบรนด์เรา เราต้องหาตัวตนที่ชัดเจนหรือเรียกว่าเเบรนด์ DNA ของเราก่อน

เพื่อให้รู้ว่าคนอื่นสนใจเราเพราะอะไร วิธีเช็คเเบรนด์ของเรามีดังนี้ค่ะ

  • เเบรนด์ของเราโดดเด่นเรื่องอะไร เเละเเตกต่างจากคนอื่นยังไง
  • ใครจะสนใจเราบ้าง คิดจากนอกเข้ามาในดีกว่าบอกว่าเราอยากสนใจใคร
  • Mood&Tone คือยังไงเป็นสีอะไร เปรียบเป็นภาพเเล้วเป็นยังไง (Ci)

เมื่อรู้ถึงความโดดเด่นของเเบรนด์เราเเล้วว่า เเบรนด์ของเราไม่เหมือนใครยังไง มีข้อดีมากมายเเละโดดเด่นพอที่ทำให้คนอื่นรู้จักเเค่ไหน ถัดมาก็คือการสร้างตัวตนขึ้นมา

สร้างคาเเรคเตอร์ให้เเตกต่าง

การสร้างคาเเรคเตอร์ให้กับเเบรนด์ เหมือนกับการมีพรีเซ็นเตอร์ระยะยาว ซึ่งก็คือการนำเเบรนด์ DNA มาสร้างเป็นคนว่า ถ้าเเบรนด์เราเป็นคน จะเป็นคนนิสัยยังไง เป็นมิตรเเค่ไหน

กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดเกี่ยวกับการสร้างคาเเรคเตอร์ที่ชัดที่สุดก็คือ เจ้ามังกรเขียวจาก Bar B Q Plaza

ซึ่งได้สร้างคาเเรคเตอร์เเละทำให้เจ้ามังกรเขียวเป็นเหมือนพรีเซ็นเตอร์ให้กับเเบรนด์จริงๆ เริ่มตั้งเเต่ทุกหน้าร้านจะมีเจ้ามาสคอตบาร์บีกอนอยู่ข้างหน้าเสมอ

เหมือนสร้างการจดจำ บนเพจหลักของ Bar B Q Plaza ก็เรียกเเทนตัวเองว่าก้อน เพื่อให้ Target เข้าถึงเเบรนด์ได้ง่ายขึ้น ลองคิดดูสิคะ ถ้าเเบรนด์เรียกลูกค้าว่า คุณลูกค้าครับ วันนี้เรามีโปรโมชั่นดีๆ มานำเสนอ กับ สวัสดีทุกคน วันนี้พี่ก้อนมีโปรเด็ดๆ มานำเสนอล่ะ เเบบหลังน่าฟังกว่าใช่มั้ยคะ

เเละเมื่อเราบิ๊วคาเเรคเตอร์เเบบไม่หลุดเลยสักครั้งจนคาเเรคเตอร์เราคือเพื่อนสนิทของ Target ก็เป็นเรื่องง่ายถ้าเราจะสื่อสารโปรโมชั่นใหม่ๆ

เเต่ใช่ว่าคาเเรคเตอร์ดีเเล้วจะจบเพราะถ้าเราไม่รู้ insight ของลูกค้าก็เป็นอันจบกัน เเต่ ัBar B Q Plaza ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เพราะล่าสุดได้ออกโปรโมชั่นชุดอินฟินิตี้ ยิ่งมาเยอะยิ่งคุ้ม

ที่สร้างไวรัลกว่า 20K เเชร์เพียชั่นข้ามคืน เเละที่น่าสนใจคือภาพโปรโมชั่นสื่อสารชัดเจนมากๆ ว่ามาหลายคนยิ่งลด มีการเเสดงราคาให้ดูว่ามากี่คนลดเท่าไหร่

เเละจุดดึงดูดสายตาคือภาพถาดหมุนเรียงซ้อนกันเยอะๆ ก็ยิ่งทำให้ Target อยากรู้ว่านี่คือโปรโมชั่นอะไร เป็นคอนเทนต์ที่สื่อพลังออกผ่านภาพได้ดีมากๆ

อย่าเป็น 99% ใน 100

ทุกครั้งก่อนจะเริ่มทำโปรโมชั่นหรือสร้างคอนเทนต์ให้คิดเสมอว่า “อย่าทำในสิ่งที่คนอื่นทำเเล้ว” เพราะมันทำให้เราถูกกลืนไปกับคนอื่นเเต่คิดให้ครีเอทีฟขึ้น

อย่าง Bar B Q Plaza ที่สร้างโปรอินฟินิตี้ ที่ผ่ากฏบุฟเฟต์เดิมๆ กระตุ้นลูกค้าที่เบื่อสิ่งเก่า เเละจุดสนใจที่ทำให้เเบรนด์เป็นที่พูดถึงคือการสร้างคอนเทนต์เรียลไทม์ เเละต้องเร็วมากๆ ด้วย

เพราะถ้าไม่เร็วเราก็จะตามเจ้าอื่นไม่ทัน ให้คิดเสมอว่าลูกค้าไม่เเชร์คอนเทนต์คล้ายกัน 2 คอนเทนต์ เราเลยต้องเร็วเพื่อให้ Target ได้เเชร์เราก่อนหรือถ้าจะสร้างกิมมิคขึ้นมาให้เป็นที่พูดถึงก็ต้องยิ่งผูกสตอรี่กับคาเเรคเตอร์เรา

เหมือนที่บาร์บีก้อนจัดโปรใครเกิดวันเดียวกับก้อนรับชุดบาร์บีคิวฟรีซึ่งเป็นโปรโมชั่นหลักในช่วงนั้น

จริงๆ เเล้วการตลาดยังมีอะไรให้เล่นอีกมากเเต่ก็ต้องการควมครีเอทสูงมากเช่นกัน 

สูตรสำเร็จของความสำเร็จ

ความสำเร็จจนเป็นที่พูดถึงคงไม่ตายตัวเท่าไหร่ เเต่ถ้าเราไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงให้ท่องไว้ว่า “เเตกต่าง รวดเร็ว สม่ำเสมอ” ความเเตกต่างทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่น ความรวดเร็วคือการรับพลังจากกระเเสโซเขียลมารีเลทกับเเบรนด์ตัวเอง จะได้เป็นที่พูดถึงง่ายขึ้น

ขอย้ำนะคะว่าต้องอ้างอิง เพราะถ้าไม่สามารถอ้างอิงกระแสจริงได้ ก็ไม่ต่างจากการสร้างกระเเสปลอมๆ ที่เราไปโหนมาเเต่ไม่ส่งผลต่อเเบรนด์เราเลย เเละต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เหมือนกับการจีบสาวหรือคนที่เราชอบค่ะ ความสม่ำเสมอมั่นคงจะทำให้อีกฝ่ายยอมรับรักได้ง่ายขึ้น เเต่ก็ต้องไม่น่าเบื่อนะคะ

เชื่อว่าถ้าทำทั้งสามอย่างพร้อมกันมีโอกาสสูงมากๆ ที่เราจะมีตัวตนบนโลกออนไลน์เเละเป็นที่พูดถึงค่ะ

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/branding-online-content/