คลังเก็บป้ายกำกับ: brand

ครีเอเตอร์อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะเข้ามาช่วยแบรนด์ สร้างโอกาสทางการตลาดให้สำเร็จได้อย่างไร

ในยุคที่มีผู้คนบนโซเชียลมีเดียกว่า 50 ล้านคนที่เป็นคอนเท้นต์ ครีเอเตอร์ ในขณะที่เศรษฐกิจของครีเอเตอร์เติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงความหมายของการเป็นผู้พัฒนาและผลักดันแบรนด์ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในคู่มือการตลาดดิจิทัลเป็นอย่างมาก

ต่อไปนี้คือวิธีที่ผู้สร้างเนื้อหาดิจิทัลช่วยให้คุณบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจได้ 6 วิธี

1. สร้างการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น

บ่อยครั้งที่ครีเอเตอร์มีอัตราการมีส่วนร่วมแบบออร์แกนิกที่สูงกว่าแบรนด์เนื่องจากความโด่งดังและความน่าเชื่อถือ ให้แบรนด์ค้นหาครีเอเตอร์ที่มีอัตราการมีส่วนร่วมโดยเฉลี่ยที่จะช่วยให้แบรนด์สามารถยกระดับตัวชี้วัดเหล่าตามแพลตฟอร์มต่างๆได้

2. เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ

โซเชียลมีเดียมีบางสิ่งสำหรับทุกคน คุณสามารถค้นหาวัฒนธรรมย่อยที่ไม่สิ้นสุดที่เชื่อมโยงผู้คนตามความสนใจเฉพาะกลุ่มและงานอดิเรกที่มีร่วมกัน หากต้องการเชื่อมต่อกับชุมชนใหม่ เพราะฉะนั้นแบรนด์ควรสร้างพันธมิตรครีเอเตอร์กับบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งที่เชื่อถือได้แล้วที่หลากหลายมากขึ้น 

3. ดึงคนเข้ามาในชุมชนบนโซเชียลของแบรนด์

ชุมชนแบรนด์ประกอบด้วยผู้ที่ติดตามเนื้อหาทั้งหมดของแบรนด์บนโซเชียล แบ่งปันผลิตภัณฑ์ บริการ และเนื้อหากับผู้อื่น และสนุกกับการเห็นทุกสิ่งที่แบรนด์ การทำงานร่วมกับครีเอเตอร์จะช่วยให้แบรนด์กระชับและขยายความเชื่อมโยงทางความรู้สึกที่ผู้คนเหล่านี้มีต่อแบรนด์ได้ ครีเอเตอร์ที่ประสบความสำเร็จไม่เพียงแต่สร้างเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ชุมชนอีกด้วย พวกเขานำผู้คนมารวมกันโดยมีความสนใจ งานอดิเรก และความชอบร่วมกัน

4. เพิ่มรายได้ใหม่ๆ

ประมาณ 98% ของผู้บริโภคทั้งหมดวางแผนที่จะซื้อของบนโซเชียลในปี 2022 แต่ผู้ใช้โซเชียลที่เชี่ยวชาญในปัจจุบันต่างมีความคิดที่ซับซ้อนกว่านั้น และพวกเขาจำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจกับแบรนด์ก่อนที่จะซื้ออะไรซักอย่าง ซึ่งครีเอเตอร์มักจะได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคได้ง่ายกว่าแบรนด์ คอนเท้นต์ของครีเอเตอร์สามารถเป็นแรงจูงใจที่มีประสิทธิภาพในการตัดสินใจซื้อของผู้คนได้

5. เพิ่มคุณค่าให้แบรนด์

แบรนด์จำเป็นต้องทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ที่สอดคล้องกับค่านิยมของแบรนด์ ความชอบของผู้บริโภคเกิดจากค่านิยมร่วมกันในทุกด้าน รวมถึงครีเอเตอร์ที่แบรนด์ทำงานด้วย การทำงานร่วมกับผู้สร้างที่โชว์ถึงค่านิยมของคุณจะทำให้แบรนด์ของคุณดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นและเพิ่มภาพลักษณ์ของคุณ

6. เปลี่ยนการรับรู้ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์

หากคุณพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางวิกฤตโซเชียลมีเดียหรือกำลังต่อสู้กับภาพลักษณ์เชิงลบของแบรนด์ ให้สร้างแบรนด์ของคุณให้สอดคล้องกับครีเอเตอร์ที่เป็นตัวแทนของค่านิยมที่แบรนด์ควรจะเป็น สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งหากกำลังจะรีแบรนด์ เพื่อพยายามเข้าถึงกลุ่มประชากรใหม่ หรือพัฒนาเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคในปัจจุบัน

ที่มา : sproutsocial.com

from:https://www.thumbsup.in.th/brand-creator?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=brand-creator

สกิลที่ต้องมี เมื่อทำงานด้านโซเชียลมีเดีย

อาชีพที่เกี่ยวกับโซเชียลมีเดียกำลังเริ่มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยคุณนำทางอาชีพที่กำลังพัฒนานี้ เราได้รวบรวมคู่มือนี้เกี่ยวกับงานในโซเชียลมีเดียว่าทักษะใดที่คุณต้องมี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา 

โซเชียลได้กลายเป็นช่องทางสำหรับทุกสิ่งตั้งแต่การค้นพบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการแชร์รีวิว ในการใช้ประโยชน์จากโอกาสที่กำลังเติบโตนี้ นักการตลาดส่วนมากกำลังทบทวนโครงสร้างทีมโซเชียลของตน เพราะจากลักษณะการทำงานร่วมกันของงานโซเชียลมีเดียที่มีมากขึ้น ช่องทางนี้ถูกใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานทางธุรกิจหลายอย่าง รวมถึงทรัพยากรบุคคล การบริการลูกค้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตอบสนองความต้องการภายในและภายนอกองค์กร เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญ นักยุทธศาสตร์ และผู้จัดการที่มีความหลากหลายและความเชี่ยวชาญทางด้านนี้อย่างจริงจัง

1. ทักษะเฉพาะทาง

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณรู้จักตัวคุณ” การรู้จักสิ่งที่ตัวเองมีถือเป็นสิ่งที่จะช่วยให้สามารถพัฒนาต่อไปได้ ประมาณตัวเองแล้วรู็จักในการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพราะงานในด้านโซเชียลมีเดียนี้ต้องมีการตามเทรนด์อยู่เสมอ หาว่ารูปแบบใดที่เป็นตัวขับเคลือ่อนรูปแบบการมีส่วนร่วม

2.การกำหนดทิศทางของแบรนด์

ในบทบาทของโซเชียลมีเดีย คุณจะต้องสามารถตัดสินใจว่าได้ว่าจะกำหนดลักษณะบุคลิกของแบรนด์ให้ออกมาเป็นอย่างไร อาจต้องทำให้เชื่อมโยงเข้ากับที่ที่สังคมหรือกลุ่มลูกค้าที่คุณสนใจต้องการ

3. การวิเคราะห์ข้อมูล

องค์กรมากกว่าครึ่งใช้ข้อมูลโซเชียลทุกวัน การวิเคราะห์ทางสังคมเป็นตัวขับเคลื่อนการตัดสินใจเชิงรุกให้กับแบรนด์ ทางที่ดีก็ครต้องวิเคราะห์และตีความข้อมูลทางโซเชียลและสื่อสารมันออกมาได้อย่างดีด้วย

4. ทิศทางที่สร้างสรรค์

บนโซเชียล แคมเปญที่จัดการได้รับผลตอบรับที่ดี มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือทิศทางที่สร้างสรรค์อย่างชัดเจน สิ่งนี้ขยายได้ดีกว่าคอนเท้นต์ธรรมดาทั่วไป อาจเป็นเรื่องของระยะของแคมเปญ หรือ mood and tone เป็นต้น

5. บริการลูกค้า

ในไม่ช้าโซเชียลมีเดียจะกลายเป็นช่องทางหลักสำหรับการบริการลูกค้าและการสนับสนุนต่างๆ ผู้บริโภคหันไปใช้โปรไฟล์สาธารณะของแบรนด์เพื่อขอความช่วยเหลือหรือเมื่อมีสิ่งที่ต้องการ ซึ่งคุณควรจะต้องเข้าถึงการบริการลูกค้าเพื่อจัดการกับคำขอเหล่านี้ได้

from:https://www.thumbsup.in.th/skills-must-have-socialmedia?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=skills-must-have-socialmedia

แบรนด์ซุปไก่สกัด” ชูความสำเร็จกลยุทธ์ “โมเมนต์ มาร์เก็ตติ้ง”

หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลายคนต้องเผชิญกับภาวะความยากลำบาก และความเหนื่อยล้าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาแบรนด์ซุปไก่สกัดในฐานะผู้นำตลาดซุปไก่สกัดจึงเดินหน้าสนับสนุน และสร้างพลังใจให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยได้ “ฮึบ” แล้วก้าวข้ามโมเมนต์ยากๆ ไปด้วยกัน ด้วยการสร้างสรรค์แคมเปญ “ฮึบแล้วไปต่อ” ภายใต้แนวคิด “เมื่อต้อง ‘ฮึบ’ สูดหายใจลึกๆ แล้วดื่มแบรนด์”

ด้วยความมุ่งมั่นในการทำสิ่งต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความยากลำบาก โดยแบรนด์ซุปไก่สกัดพร้อมเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนไทยทุกคน

นางชลิยา จุลโมกข์ สุชาโต ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า “แนวทางการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ซุปไก่สกัดมุ่งให้ความสำคัญกับการทำการตลาดด้วยกลยุทธ์ ‘โมเมนต์ มาร์เก็ตติ้ง’ (Moment Marketing) การสื่อสารทางการตลาดที่ทันท่วงที ในเวลาที่ใช่อยู่เสมอ ทำให้ ‘แบรนด์ซุปไก่สกัด’ เป็นแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทยมาอย่างยาวนาน

สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัดมาอย่างต่อเนื่อง และในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด เราพบว่าคนส่วนมากต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากทั้งเรื่องการทำงาน และการเจอกับความท้าทายใหม่ๆ ในชีวิต ทำให้เริ่มเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า ท้อแท้ และหมดแรงใจ ด้วยเหตุนี้แบรนด์ซุปไก่สกัดจึงได้ริเริ่มแคมเปญ ‘ฮึบแล้วไปต่อ’ ภายใต้แนวคิด “เมื่อต้องฮึบ สูดหายใจลึกๆ แล้วดื่มแบรนด์” ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

โดยมี ‘อเล็กซ์ เรนเดลล์’ พรีเซ็นเตอร์แบรนด์ซุปไก่สกัดคนล่าสุด ซึ่งเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นในการทำสิ่งต่างๆ และพร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ มาร่วมส่งพลังฮึบให้กับผู้บริโภคชาวไทยทุกคนที่ต้องเผชิญกับโมเมนต์ที่ยากลำบากให้ลุกขึ้นมาฮึบสู้ไปด้วยกัน”

ดึงอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมบูสต์พลังใจให้ทุกคนฮึบสู้ไปด้วยกันสำหรับกิจกรรมไฮไลท์ของแบรนด์ซุปไก่สกัดในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา คือ การมุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบ 360 องศา ทั้งสื่อออฟไลน์ และออนไลน์ อาทิ ความร่วมมือกับจีเอ็มเอ็มทีวี จัดรายการ #ฮึบทอล์ค ในรูปแบบไลฟ์ทอล์ค (Live Talk) ในหัวข้อเรื่องที่ต้องฮึบต่างๆ เพื่อบูสต์พลังให้คนที่กำลังหมดแรง และหมดพลังได้ลุกขึ้นมา “ฮึบ” แล้วไปต่อได้

โดยมีแขกรับเชิญชื่อดังมากมายที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์เพื่อเติมพลังให้ทุกคนได้สู้ไปด้วยกันท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ซึ่งรายการดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ชมด้วยยอดวิวรวมกว่า 3 ล้านวิว ตลอดทั้ง 7 อีพี ที่ได้ออกอากาศ

ปั้น “มิวสิค มาร์เก็ตติ้ง” สร้างกำลังใจฮึบ

การร่วมมือกับนักร้อง และนักดนตรีชื่อดัง “จิรายุทธ ผโลประการ” หรือยัวร์บอยทีเจ (URBOYTJ) มีผลงานเพลง “ไปด้วยกัน” (Together) โดยมีแขกรับเชิญ “อเล็กซ์ เรนเดลล์” มาร่วมร้องเพลงนี้ด้วยกัน ซึ่งได้รับกระแสการตอบรับที่ดี ล่าสุดยอดผู้ชมเพลงนี้สูงเกือบ 2 ล้านวิว รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกับรายการคลื่นวิทยุชื่อดัง รายการออนไลน์ และจูกซ์ (JOOX) มิวสิค แอปพลิเคชัน นอกจากนี้ ยังมีการสื่อสารผ่าน Key Opinion Leader (KOL) และอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่มีอิทธิพลมากในยุคดิจิทัลนี้ นำโดย URBOYTJ และอเล็กซ์ เรนเดลล์ ที่มาร่วมกิจกรรมฮึบกรึ๊บแบรนด์ซุปไก่สกัดแล้วมาเต้นด้วยกัน ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok)

จับมือ “แกร็บ” ร่วม “ส่งพลังฮึบ” ให้พี่คนขับทั่วประเทศ

ล่าสุดแบรนด์ซุปไก่สกัดเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวไทยฟันฝ่าอุปสรรคก้าวต่อไปโดยร่วมมือกับ “แกร็บ” (Grab) ผู้นำด้านซูเปอร์แอปที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันให้กับผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งมอบผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัดชุดพิเศษทั้งหมด 80,000 ชุด หรือจำนวน 240,000 ขวดเพื่อเป็นกำลังใจให้กับ “พาร์ทเนอร์คนขับแกร็บ” หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “พี่แกร็บ” ทั่วประเทศ

ที่มุ่งมั่นให้บริการอย่างเต็มที่ด้วยหัวใจ พร้อมชวนผู้ใช้บริการร่วมส่งต่อพลังใจให้เหล่าคนขับด้วยการถ่ายทอดประสบการณ์ความประทับใจในการใช้บริการพร้อมติดแฮชแท็ก #ฮึบแล้วไปต่อ และยังสนับสนุนให้คนไทยใส่ใจตัวเอง ฮึบสู้กับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการแจกตัวอย่างสินค้า (Product Sampling) ของแบรนด์ซุปไก่สกัดรสต้นตำรับให้แก่ผู้ใช้บริการ GrabFood และ GrabCar จำนวนรวมกว่า 91,000 ขวด

“หลังจากแคมเปญดังกล่าวเปิดตัวตั้งแต่ช่วงต้นปี 2564 พบว่า ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างมาก “หลังจากแคมเปญดังกล่าวเปิดตัวไปช่วงต้นปี สามารถ reach คนได้ถึง 90.8% ของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ยอดขายแบรนด์ซุปไก่สกัด เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และยังคงครองเจ้าตลาดอันดับ1 มีส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 84.7% โดยปัจจัยแห่งความสำเร็จมาจากคุณภาพสินค้าที่ตอบโจทย์ฟังก์ชันความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม การสื่อสารการตลาดให้กับสินค้าอย่างครบวงจร

และเป็นขั้นเป็นตอน การจัดแคมเปญโปรโมชันต่างๆ ที่ครอบคลุมทั้งสื่อออนไลน์ และออฟไลน์ในทุกช่องทาง และการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายบนอีคอมเมิร์ซหรือออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่าย และตอบสนองต่อความต้องการผู้บริโภคในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง และคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้แบรนด์ซุปไก่สกัดขอส่งพลังฮึบให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยก้าวข้ามโมเมนต์ยากๆ ไปด้วยกัน เราพร้อมที่เป็นเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของคนไทยทุกคน” นางชลิยา กล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.thumbsup.in.th/brand-stategy-moment-marketing?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=brand-stategy-moment-marketing

การแสดงจุดยืนของธุรกิจและแบรนด์ สะท้อนความรับผิดชอบและความจริงใจที่มีต่อสังคม

กระแสการเรียกร้องและการเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ ทางสังคมยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหลายครั้งที่มีการเรียกร้องในประเด็นต่างๆ ทั้งประเด็นเชิงสังคม สิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง มักจะเกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับการแสดงจุดยืนของธุรกิจและแบรนด์สินค้าต่างๆ เกิดเป็นกระแสการกดดันให้ธุรกิจต่างๆ ออกมาแสดงจุดยืนและมุมมองที่มีต่อประเด็นปัญหาด้านสังคมและการเมืองที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนั้น

จนนำมาสู่ความถามว่าธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ ควรออกมาแสดงจุดยืนหรือไม่และควรแสดงออกอย่างไรให้ไม่ส่งผลเสียต่อแบรนด์ของตัวเอง

การออกมาแสดงจุดยืนทำให้แบรนด์มีเครดิตดีกว่า

ในปี 2018 Sprout Social บริษัทวิเคราะห์สื่อโซเชียลมีเดียและสังคมออนไลน์ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวน 1,000 คน เพื่อทำความเข้าใจมุมมองที่ผู้บริโภคมีต่อการแสดงจุดยืนเกี่ยวกับประเด็นสังคมและการเมืองของแบรนด์

ผลการสำรวจพบว่า 66% ของผู้บริโภคที่ตอบแบบสำรวจต้องการให้แบรนด์แสดงจุดยืนทางการเมืองและปัญหาสังคม โดยที่กว่า 58% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้แบรนด์แสดงจุดผ่านโซเชียลมีเดียที่เป็นช่องทางการสื่อสารหลักระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค

ความน่าสนใจของผลการสำรวจนี้คือ กว่าครึ่งของทั้งผู้บริโภคที่ระบุว่าตัวเองเป็นฝ่ายเสรีนิยมและอนุรักษ์นิยมต้องการให้แบรนด์ออกมาแสดงจุดยืน (79% ในผู้บริโภคที่ระบุว่าเป็นฝ่ายเสรีนิยม และ 52% ในฝ่ายอนุรักษ์นิยม) และยังพบว่าการที่แบรนด์ออกมาแสดงจุดยืนด้านสังคมและการเมืองนั้นส่งผลดีต่อความรู้สึกของผู้บริโภคโดยภาพรวม ซึ่งส่งผลต่อความประทับใจและ engagement ที่มีต่อแบรนด์ด้วย

Photo by Michelle Ding on Unsplash

ในปีเดียวกัน Just Capital องค์กรวิจัยไม่แสวงหากำไรของอเมริกาได้ทำการสำรวจ ความคิดเห็นของคนอเมริกันกว่า 81,000 คนที่มีต่อธุรกิจในประเทศ พบว่า 63% ของผู้ตอบแบบสำรวจคิดว่า CEOs ของบริษัทใหญ่ๆ ควรแสดงจุดยืนและความรับผิดชอบต่อประเด็นและปัญหาด้านสังคมที่มีความสำคัญ โดยที่ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 53% จากทั้งหมดต้องการให้ซีอีโอของบริษัทใหญ่ๆ แสดงจุดยืนต่อประเด็นและปัญหาทางสังคมที่มีความเกี่ยวข้องต่อธุรกิจ

แบรนด์ควรแสดงจุดยืนของตัวเองอย่างไรไม่ให้เกิดผลเสีย

ถ้าการแสดงจุดยืนต่อประเด็นที่กำลังมีความขัดแย้งในสังคมมีความเสี่ยงแล้วแบรนด์และธุรกิจควรจะแสดงจุดยืนอย่างไรในวันที่ผู้บริโภคต้องการให้ออกมาแสดงจุดยืน

โค้ชและผู้เชี่ยวชาญด้าน strategy and brand engagement ได้ให้คำแนะนำไว้ในบทความของ Inc. ว่าในสถานการณ์ที่ผู้บริโภคต้องการให้แบรนด์ออกมาแสดงจุดยืนการพูดบางอย่างอาจดีกว่าการไม่พูดอะไรเลย สิ่งที่ธุรกิจสามารถทำได้ในเวลานี้คือการคิดให้ถี่ถ้วนถึงทางเลือกและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการแสดงจุดยืนของตัวเอง

แบรนด์อาจเริ่มจากการฟังความคิดเห็นของกลุ่มลูกค้า พนักงาน และคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจว่ามีการพูดและถกเถียงในประเด็นไหน มีทิศทางอย่างไรก่อนที่จะตัดสินใจออกมาแสดงจุดยืน

การออกมาแสดงจุดยืนในประเด็นสังคมและการเมืองของธุรกิจไม่จำเป็นต้องเป็นการเลือกข้างหรือเลือกฝ่ายในการสนับสนุนแต่ควรพูดถึงประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาอยู่แทนและควรเลือกพูดถึงหัวข้อหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ เช่น นโยบายการเก็บภาษี และกฎหมายการจ้างงาน เป็นต้น โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการตัดสินใจออกมาแสดงจุดยืนธุรกิจควรมีแผนรับมือสำหรับปฎิกิริยาตอบรับจากผู้บริโภคในทิศทางต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

ตัวอย่างแบรนด์และบริษัทที่ออกมาแสดงจุดยืนในประเด็นสังคมและการเมือง

  • ซีอีโอของ Chobani กรีกโยเกิร์ตอันดับต้นๆ ของอเมริกาประกาศจ้างงานผู้อพยพสวนทางนโยบายต่อต้านผู้อพยพของทรัมป์
  • Nike ประกาศสนับสนุน Colin Kaepernick ที่ตกงานเพราะเรียกร้องความเท่าเทียม
  • Snapchat, Uber, Lyft, Nike ทำแคมเปญสนับสนุนให้คนออกไปเลือกตั้ง
  • Twitter เปลี่ยนแปลงฟังก์ชันการ retweet เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่ผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

สรุป

การออกมาแสดงจุดยืนในประเด็นสังคมที่กำลังมีความขัดแย้งของแบรนด์หรือธุรกิจนั้นอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบหรือปฏิกิริยาตอบโต้จากผู้บริโภคที่ไม่เห็นด้วยกับจุดยืนที่แบรนด์ประกาศในช่วงแรก แต่การเคลื่อนไหวหรือประกาศจุดยืนของแบรนด์จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และความรู้สึกที่ผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ และจะส่งผลดีที่สุดเมื่อจุดยืนของแบรนด์สัมพันธ์กับภาพลักษณ์และพันธกิจของแบรนด์นั้นๆ

ที่มา: (1), (2), (3), (4), (5)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/brand-stands-on-political-and-social-issues/

Kantar: เปิดผลสำรวจแบรนด์ในไทยประจำปี 2020 ใครยอดฮิต-ใครดาวรุ่ง-ใครม้ามืด

Kantar จัดอันดับ “Thailand Brand Footprint 2020” อันดับแบรนด์ที่ผู้บริโภค “เลือกซื้อมากที่สุด” และ “เติบโตสูงที่สุด” ในกลุ่มสินค้า FMCG ประเภทเครื่องดื่ม อาหาร นม สุขภาพและความงาม และดูแลบ้าน ที่ทุกคนต่างรอคอย วิเคราะห์โดยมาตรวัดอัตราการเข้าถึงผู้บริโภค Consumer Reach Points (CRPs) เอกสิทธิ์เฉพาะจาก Kantar เพื่อสะท้อนว่าแบรนด์ใด ชนะ “Moment of Truth” วิเคราะห์จาก 571 แบรนด์ และครอบคลุมผู้บริโภคทั่วทั้งประเทศไทย

แบรนด์ยอดฮิต

5 แบรนด์ ‘ยืนหนึ่ง’ ที่สุดในประเทศไทยได้แก่

  • Dutch Mill ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงถึง 186 ล้านครั้ง สูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทนม
  • Mama (มาม่า) 170 ล้านครั้ง สูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทอาหาร
  • Nescafé 139 ล้านครั้ง สูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่ม
  • Colgate 128 ล้านครั้ง สูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทสุขภาพและความงาม
  • Hygiene 116 ล้านครั้ง สูงที่สุดในกลุ่มสินค้าประเภทดูแลบ้าน

แบรนด์ดาวรุ่ง

5 แบรนด์ ‘ดาวรุ่ง’ ที่มีอัตราเติบโตสูงสุดในประเทศไทยได้แก่

  • Wall’s ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงถึง 24 ล้านครั้ง สูงขึ้น 3.6 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทนม
  • Mitr Phol (มิตรผล) 53 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4.7 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทอาหาร
  • Singha Drinking Water (น้ำดื่มสิงห์) 39 ล้านครั้ง สูงขึ้น 9 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่ม
  • Tepthai (เทพไทย) 10 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4.3 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทสุขภาพและความงาม
  • Pro (โปร) 28 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทดูแลบ้าน

แบรนด์ม้ามืด

เป็นที่น่าจับตามองสำหรับ 2 แบรนด์ “ม้ามืด” ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงถึง 10 ล้านครั้งเป็นครั้งแรกได้แก่

  • C-vitt ผู้บริโภคเลือกซื้อสูงถึง 11 ล้านครั้ง สูงขึ้น 5.8 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่ม
  • Tepthai (เทพไทย) 10 ล้านครั้ง สูงขึ้น 4.3 ล้านครั้ง ในกลุ่มสินค้าประเภทสุขภาพและความงาม

3 ปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ

ในบรรดา 571 แบรนด์ กว่า 50% มีอัตรา CRPs ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ โดยมี 3 ประการเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้ชนะใจผู้บริโภคมากขึ้นคือ Innovation Healthy และ Convenience ผู้บริโภคมองหาสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาตาม Lifestyle และความต้องการใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในการจับจ่าย อัตราการเติบโตอาจกลายเป็นสิ่งที่ยากขึ้นซึ่งมาพร้อมกับ New Norm ความสำคัญที่สุดคือแบรนด์ต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ให้ดี ให้ลึก

5 สิ่งที่แบรนด์ต้องทำเพื่อการเติบโต

  • New Needs: การตระหนักรู้ถึงความต้องการของผู้บริโภค และสร้างหมวดหมู่สินค้าใหม่
  • More Moments: การสร้างช่วงเวลาหรือโอกาสในการจับจ่ายมากยิ่งขึ้น โดยการทำให้สินค้าพร้อมซื้อและมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค
  • More Categories: การสร้างหมวดหมู่สินค้าที่แตกต่างออกไป เพื่อดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับการตอบสนองจากสินค้าที่มีอยู่เดิมของแบรนด์
  • More Targets: การสร้างสินค้าที่ดึงดูดความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น เพื่อดึงดูดเป้าหมายใหม่
  • More Presence: การเพิ่มจำนวนช่องทางจัดจำหน่าย ที่ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงและจับจ่ายได้

ฮาวเวิร์ด ชาง กรรมการผู้จัดการ ประเทศไทยและมาเลเซีย Kantar (Worldpanel Division) กล่าวว่า “ก่อนที่จะมีผลกระทบจาก COVID-19 การเติบโตของตลาด FMCG ในประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงรูปร่าง ‘L’ จากจุดสูงสุดในปี 2011 ตั้งแต่นั้นมาค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาโดยมีอัตราการเติบโตอยู่ระหว่าง -0.4% และ 0.9%

แม้การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคจะต่ำ แต่ก็ยังมีแบรนด์ที่ยังคงชนะใจผู้บริโภคมากขึ้นในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ เรียนรู้จากความสำเร็จจะช่วยให้เราเข้าใจกุญแจสำคัญและต่อยอดจากแบรนด์เหล่านี้ 

ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินสำหรับสินค้าพรีเมี่ยม หากสินค้านั้นมีความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและมีคุณค่าสูงกว่าราคา ตลาดอาหารและเครื่องดื่มตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ โดยการเน้นย้ำในเรื่องของสุขภาพ คุณประโยชน์ทางโภชนาการ และรสชาติที่แปลกใหม่”

Photo: Shutterstock

ชีวานนท์ ปิยะพิทักษ์สกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประเทศไทยและมาเลเซีย Kantar (Worldpanel Division) เสริม “แม้กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศไทยจะอ่อนแอลง จากอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น และมาตรการ Movement Control ต่างๆ ที่ส่งผลทำให้เกิดการหยุดชะงักในหลายธุรกิจ หากเรียนรู้จากวิกฤตทางการเงินครั้งก่อนๆ จะแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคมักจะมีวิธีการจัดการค่าใช้จ่ายของพวกเขาเสมอ 

คำถามคือ ‘สินค้าของแบรนด์ไหนมีความจำเป็น’ เมื่อวิกฤตเกิดขึ้น กลยุทธ์การตลาดต้องปรับตัวอย่างไรหากผู้บริโภคมี Price Sensitive มากขึ้น หาก Lifeline Journey ปัจจุบันคือการผสานระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ดังนั้นการสื่อสารแบบ Holistic จะมีความจำเป็นกว่าที่เคย ที่น่าจับตามองคือการแข่งขันของตลาด FMCG ในวันนี้และวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่ยากกว่าเดิม

สุดท้ายแล้วแบรนด์ต้องไม่เพียงเข้าใจความต้องการผู้บริโภคแบบผิวเผิน แต่ต้องมองเข้าไปถึงแก่นแท้แบบเชิงลึก ต่อสิ่งที่พวกเขาคิด สิ่งที่พวกเขาซื้อ อะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนใจไปบริโภคอีกแบรนด์ เพื่อแบรนด์จะได้สร้างผลกำไรในระยะยาว สามารถยืนหยัดในตลาดทุกสถานการณ์ และทำให้เกิด ‘Footprint’ อย่างยั่งยืน”

ที่มา – Kantar

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kantar-thailand-brand-footprint-2020/

‘จีบคนไม่รู้จักให้มาเป็นแฟน’ เทคนิคที่ Wongnai ใช้จนสร้างฐานแฟนได้อย่างเหนียวแน่น

Wongnai แพลตฟอร์มค้นหาร้านอาหารและบริการ ที่รู้จักกันดีในปัจจุบันบอกเอาไว้ว่า การสร้างกลุ่มแฟนบนโลกออนไลน์ที่ไม่เคยรู้จักสื่อของเรามาก่อน ก็เหมือนกับการ ‘จีบคนไม่รู้จักให้มาเป็นแฟน’ 

โดยเริ่มจากการ ‘สร้างคาแรคเตอร์ที่โดดเด่น เพื่อให้คนบนโลกออนไลน์จำได้’ เสียก่อน เพราะการสร้างคาแรคเตอร์ให้คนสัมผัสได้ เหมือนเราเริ่มจากการไปทำความรู้จักคนอื่น แล้วค่อยๆ จีบจากคนไม่รู้จักให้มาเป็นแฟนกันนั่นแหละ ลองไปดูเทคนิคดีๆ ที่เหมาะสำหรับแบรนด์ที่ต้องการสร้างกลุ่มแฟนคลับในโลกออนไลน์กันค่ะ

ขั้นตอนการสร้างกลุ่มแฟนบนออนไลน์ ที่จริงก็เหมือนการเริ่มต้นมีความรักที่เราต้องมีลำดับขั้นตอนเพื่อพิชิตหัวใจของคนที่เราหมายปองนั่นเอง

1. หากลุ่มเป้าหมาย

ดูว่าแพลตฟอร์มที่จะเราต้องการโฟกัสคืออะไร แล้วตัดแพลตฟอร์มที่ไม่ได้เกี่ยวข้องออกไป เมื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แล้วก็พยายามที่จะ ‘get to know her’  หรือศึกษาว่าคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่เราเลือกมาแล้วนั้นชอบอะไรกันแน่ มีความสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษ อย่างตัว Wongnai ที่มองหาว่าผู้ติดตามจำนวน 11 ล้านคนของตัวเองนั้นสนใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษ

ผลปรากฎว่าทุกแพลตฟอร์มที่ปล่อยไปสิ่งที่คนสนใจที่สุดคือเรื่อง ‘อาหาร’ แล้วเมื่อเจาะลึกลงไปอีกจะเป็น ‘อาหารอีสาน’ หรือสิ่งที่ทานได้ง่ายๆ ออกแนวเป็นเมนูท้องถิ่น เมื่อทราบแล้วว่าผู้คนชอบเมนูแนวนี้ สุดท้ายก็เจาะลึกลงไปว่าอาหารอีสานที่คนชอบมากคืออะไร ทำให้ค้นพบว่าเป็น ‘ไก่อบฟาง’ เรียกได้ว่าคนที่เราจะจีบนั้นชอบเมนูอาหารท้องถิ่น และชอบไก่อบฟาง

2. ชวนออกเดต

การเป็นคนธรรมดาอาจำให้  ‘โลกไม่ค่อยจำ’ เราสักเท่าไร ดังนั้นการทำตัวโดดเด่นอาจช่วยทำให้คนที่เราจีบสนใจเรามากขึ้น วิธีการคือจับ ‘คาแรกเตอร์’ ที่เหมือนการจับตัวเองมาแต่งตัว อย่างนายฮ้อยและล่ามทรงที่เราคุ้นตากัน การมีสองคนทำให้มีความกลมกล่อมของคาแรคเตอร์และน่าสนใจมากขึ้น

แต่รู้ไหมว่าก่อนที่นายฮ้อยกับล่ามทรงจะบูมขนาดนี้ จริงๆ เขาเคยทำคลิปเดี่ยวๆ มาก่อน เกี่ยวกับเมนูอาหารอีสาน ซึ่งมันก็ไม่ได้บูมขนาดนั้น เพราะการใช้คนๆ เดียวมาเล่าเรื่องอาจไม่ได้ฮิตพอ เราเลยต้องหา ‘จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย’ นั่นคือล่ามทรงมาประกอบด้วยจนเป็นส่วนผสมที่ลงตัว

3. ทำให้เธอรู้สึกว่าเป็นคนพิเศษ

ทำอย่างไรก็ได้ให้เธอรู้สึก ‘พิเศษที่สุด’  และได้รับคุณค่ามากกว่าคนอื่น นอกเหนือจากคาแรกเตอร์สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดหลักคือการทำของให้มันมีประโยชน์กับ User ถ้าเรามองข่าวดังๆ ที่มีคนแชร์เป็นหมื่นเป็นแสน เมื่อเวลาผ่านไปมันก็จะหายไป เพราะคนจะลืมไปและมีข่าวใหม่เกิดขึ้นมาอีก แต่การทำคอนเทนต์ให้มีประโยชน์แล้วส่งต่อมันไปจะยิ่งมีคุณค่ากับคนอื่น ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังมีประโยชน์ และได้รับความสำคัญอยู่นั่นเอง

โดยคำว่า ‘มีประโยชน์’ เราสามารถแบ่งได้ออกเป็น 3 สายหลักๆ

  • ช่วยคนแก้ปัญหาได้ เช่น การสอนทำอาหาร หรีอการรีวิวอาหาร
  • ให้แรงบันดาลใจ เช่น การถ่ายรูปอาหารสวยๆ การตัดต่อวิดีโอให้น่าสนใจ
  • การทำให้คนดูคาดไม่ถึง เหมือนการดูหนังที่มีฉากหักมุม

4. ทำตัว ‘ซื่อสัตย์ & ให้เกียรติ’ เพื่อให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ

ในแง่ของการทำคอนเทนต์คือ ‘ความสม่ำเสมอ’ ทั้งการปล่อยงานออกมาให้ต่อเนื่อง การรักษาคุณภาพงานให้ดีขึ้น เพราะไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดเป็น ‘ไวรัล’ ไม่นานคนก็จะลืมมันไป และจะมีคนที่เกิดขึ้นมาใหม่ตามมาเสมอ ดังนั้นจึงไม่ควรคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ จากการกระทำเดิมๆ

โดย Wongnai มีทำคอนเทนต์อยู่บนหลักของ OKR ในการวัดผล ในทุกๆ 3 เดือนมีการให้พนักงานตั้งเป้าหมายว่าอยากจะทำอะไร เช่น   อีก 3 เดือนข้างหน้าเป้าหมายอีก 3 เดือนคือการสร้าง KOL ขึ้นมาใหม่ ส่วนการวัดผลคือต้องขายได้ หรือทำให้มี follower เพิ่มขึ้น เมื่อผ่านไปทุกสัปดาห์ก็นั่งเก็บสถิติว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้นั้นไปถึงไหนแล้ว จากนั้นก็สรุปเป้าเมื่อหมดเวลาว่าเป้าหมายที่ตั้งตรง objective หรือเปล่า ซึ่งถ้าทำไม่ได้ก็เลิกทำสิ่งนั้นหรือพัฒนาให้ดีขึ้นแล้วหาเป้าหมายใหม่แทน

5. ติดตามผล

‘เวลาเราทำอะไรเพื่อใครสักคน เราก็อยากรูว่าเขาจะชอบไหม’ ทุกคอนเทนต์ที่ทำนั้นจะมีการเก็บสถิติว่ามี ยอด view หรือ comment จำนวนเท่าไร และพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง สิ่งไหนที่คนดูอยากให้พัฒนาก็ควรเก็บมาปรับปรุงอย่ามองข้ามและนำมาวัดผล หรือ retention rate, complete view ก็ต้องนำมาวิเคราะห์ประกอบด้วย

เช่น วิดีโอทั่วไปที่ทำแล้วไม่มีนายฮ้อยจำนวนเฉลี่ยของคนดูจนจบจะอยู่ที่ประมาณ 30% แต่ใน Youtube คลิปวิดีโอสั้นๆ นั้นคนแทบจะไม่ดูเลย กลับกันกับคลิปวิดีโอบน Youtube ที่มีคนเล่าเรื่องนั้นยอดคนดูจะสูงมาก มันสำคัญมากในการเก็บผลตอบรับว่าคนดูชอบตอนไหน เบื่อตอนไหน ทำไมถึงเลือกที่จะข้ามฉากนี้ไปดูอีกฉากแทน

ทั้งหมดเป็นกลยุทธ์ในการจีบคนไม่รู้จักที่น่าสนใจ และสามารถนำไปปรับใช้กับแต่ละแบรนด์ได้ เพื่อให้เรามีฐานแฟนคลับตัวยงที่เหนียวแน่นนั่นเอง 😀

from:https://www.thumbsup.in.th/how-to-create-character-online-with-wongnai

วิธีคิด Realtime Content สำหรับฝั่งแบรนด์โดยเฉพาะ

Realtime Content เป็นจุดเด่นที่ทำให้หลายแบรนด์ดังเป็นพลุแตก หรือเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะกระแสคือสิ่งที่สังคมไทยให้ความสนใจเป็นพิเศษ ยิ่งในปีนี้ ถึงแม้ว่า Realtime Content จะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่กลับได้รับ spotlight จากโซเชียลมากขึ้น

ถ้าเป็นเพจแนว Community ไม่ใช่เรื่องยากที่จะคิดเนื้อหาเท่าไหร่ แต่หากเป็นฝั่งแบรนด์จะเล่นให้ดูสนุกสนานผสมผสานกับความเป็น DNA แบรนด์ ถือเป็นความท้าทายของทีม Creative Content อย่างมาก วันนี้ทีมงาน thumbsup เลยอยากแนะนำเทคนิควิธีคิด Content Realtime มาเป็นไอเดียกันค่ะ

แตกประเด็นกระแส

Realtime Content ก็คือการที่เอาประเด็นของแบรนด์มาจับกับกระแสนี่แหละค่ะ แต่ว่าคงไม่ใช่ทุกกระแสที่เราจะเล่นได้ ฉะนั้นต้องเลือกด้วยนะคะ อย่าเล่นหมดทุกกระแส ไม่งั้นจะเป็นคอนเทนต์ที่ดูฝืนเกินไปค่ะ

โดยการแตกประเด็นกระแสคือ การแยกแนวคิดของกระแสนั้นๆ ออกมา เช่น สมมติเราทำแบรนด์ขนมเค้กอยู่ แล้วมีกระแสของ MasterChef เข้ามา ซึ่งคนที่ดูคอนเทนต์กลุ่มนี้มีแนวโน้มสูงที่ลูกค้าของเราเองก็จะรับชมเช่นกัน ฉะนั้นเป็นเรื่องดีที่จะจุดกระแสจากเรื่องเหล่านี้

แต่ขอบอกไว้ก่อนนะคะว่า Realtime Content มีทั้งกระแสที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว กับกระแสที่วางแผนไว้แล้ว และเลือกช่วงเวลามาอัพเดทในช่วงเวลานั้นพอดี โดยอย่างแรกให้มองว่า MasterChef มีอะไรที่เกียวข้องบ้าง เช่น ผู้เข้าแข่งขัน ภาษาหรือเทคนิคในการทำอาหาร เครื่องครัวที่ใช้งานและคำพูดของกรรมการ 

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถนำมาทำ Realtime Content ได้หมดเลย

 

หาจุดเชื่อมโยงกับแบรนด์

เมื่อเราได้ประเด็นที่คิดว่าจะเล่นแล้ว ขั้นตอนถัดมาคือ การหาจุดเชื่อมโยง อย่างร้านของเราเป็นร้านเค้ก จังหวะดีที่สุดคือลงช่วงของการทำขนมเค้ก ถ้าเรานำเสนอคอนเทนต์เป็นเทคนิคการทำเค้ก พยายามใช้คำหรืออธิบายเทคนิคแบบเดียวกับที่มีในรายการ เพราะตอนดูรายการคนจะเกิดคำถามว่าเทคนิคนั้นๆ คืออะไร

ซึ่งคอนเทนต์ของเราจะเข้ามาอธิบายเทคนิคการทำอาหารนั้น ทำยังไงบ้าง คนที่กำลังอยากได้คำตอบก็จะสนใจคอนเทนต์ของเรา เป็นการจับคู่ที่ลงตัวพอดี เรียกว่าเป็นการจับกระแสที่มีคุณภาพและมีโอกาสได้ลูกค้าเพิ่ม ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของธุรกิจอยู่แล้วในการรีเทิร์นคนติดตามกลับมาเป็นยอด Awareness

 

พลิกมุมคิด อย่าเล่นซ้ำ 

อีกเทคนิคหนึ่งที่สำคัญมากที่ทำให้คอนเทนต์ได้รับกระแสที่ดียิ่งขึ้นไปคือ การเล่นในมุมที่ไม่มีใครเล่นหรือไม่มีใครรู้มาก่อน แต่ต้องเชื่อมโยงกับแบรนด์เราเสมอนะ

เช่น ถ้าตอนนั้นรายการ MasterChef มีวัตถุดิบอย่าง หัวปลาแซลมอน แล้วร้านเราเป็นร้านเค้ก แบรนด์อื่นอาจจะโฟกัสไปที่เมนูที่ชนะ ให้เราพลิกไปเลยค่ะ ว่าวิธีทำเค้กจากอาหารคาวอย่างหัวปลาแซลมอน มีอะไรบ้าง (ไอเดียแบบนี้ต้องคิดให้เยอะๆ ว่าจะเล่นอะไรที่ดีและเป็นไปได้มากที่สุด)

ขอบคุณรูปภาพจาก Tops Thailand

ที่สำคัญคือการจะเล่น Realtime Content คือต้องติดตามกระแสตลอดเวลา เพื่อหาช่องทางในการเล่น อีกอย่างที่สำคัญคือเราต้องลงให้เร็วที่สุด ต่อให้คอนเทนต์แบบเราใครๆ ก็คิดได้ แต่ก็ต้องกำหนดจังหวะการลงคอนเทนต์ให้เร็วเพื่อเก็บกระแสในช่วงนั้นได้

จริงๆ แล้วมีอีกหลายเทคนิคมากมาย แต่ว่าสินค้าแต่ละแบรนด์ก็จะเล่นได้แตกต่างกันออกไป Content Realtime จึงต้องใช้ประสบการณ์ในการทำลองผิดลองถูก ลับคมความคิด

 

แบรนด์ไหนที่เริ่มสนใจที่จะนำ Realtime Content มาใช้กับแบรนด์ อย่าลืมเรื่อง DNA ของแบรนด์เด็ดขาด ว่าจุดขายของคุณคืออะไร และห้ามลืมขายของไม่อย่างนั้น จะเป็นแค่คอนเทนต์ธรรมดาปกติทั่วไป

from:https://www.thumbsup.in.th/realtime-content-for-brands

ล้มละลายแล้วไปไหน? ส่อง Timeline ค้าปลีกสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2015 จนถึงปัจจุบัน

ในยุคที่ Disruption แผ่ขยายไปยังหลายภาคส่วน จะเห็นว่าอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบไปไม่น้อย หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบคงหนีไม่พ้นธุรกิจ “ค้าปลีก” หรือ “Retail” ซึ่งในหลายๆ ประเทศต่างมีการปรับโครงสร้างองค์กร เปลี่ยนนโยบาย ลดสาขา และปลดพนักงานไปจำนวนมาก

วันนี้เราขอเล่าถึงเคสของค้าปลีกในสหรัฐอเมริกา ที่เกิดต้องปิดกิจการและล้มละลายไปเป็นจำนวนมาก โดยสรุปเป็น Timeline ค้าปลีกสหรัฐฯ ในช่วงปี 2558-2562 (ค.ศ.2015-2019) แบบคร่าวๆ ให้ได้เข้าใจกันดังนี้

สรุป Timeline ในปี 2015

จากการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ทำให้แบรนด์ที่ไม่สามารถพัฒนาระบบให้สะดวก รวดเร็วได้เท่าแบรนด์อื่น หรือตัดสินใจเลือกทางเลือกใด ๆ ที่ผิดพลาด ต้องทำการยื่นล้มละลายเพื่อรักษาทรัพย์สินที่ยังเหลือของตนไว้

เช่น แบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง Wet Seal ที่ยื่นล้มละลายจากแรงกดดันที่ไม่สามารถสู้กับคู่แข่งที่เป็น ‘Fast Fashion Brand’ อย่าง H&M และ Zara ได้ หรือ KARMALOOP ที่ขาดทุนไปกว่า 14 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการพยายามผันตัวจากออนไลน์เข้าไป Cross Platform กับโทรทัศน์ ทำให้เห็นว่าในยุคปัจจุบันทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งเดียวก็สามารถก่อหนี้ได้อย่างมหาศาล

หรือในกรณี Quiksilver ที่เราน่าจะคุ้นหูกันกับแบรนด์ Surfwear ยอดฮิตในอดีต แต่เมื่อเวลาผ่านไป Surfwear ได้รับความนิยมลดลงมาก พร้อมกับการมาถึงของ Fast Fashion อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้สุดท้าย Quiksilver ต้องยื่นล้มละลายไปในปี 2015

สรุป Timeline ในปี 2016

ในปีนี้วิกฤติของ Retail หรือ ค้าปลีก เริ่มมีให้เห็นชัดเจนขึ้นกว่าปีก่อน จากการลดสาขาทั่วโลกของ Walmart ตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากมียอดขายตกลงอย่างต่อเนื่อง จนเป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อ 3 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการยื่นล้มละลายของ Walmart ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าการผันตัวมาเสริมด้าน Online Store ของ Walmart จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าในอดีตบ้าง

แต่นอกจาก Walmart แล้ว จะเห็นได้ว่าแบรนด์อื่น ๆ ที่ยื่นล้มละลายในปีนี้เกือบทั้งหมดเป็นธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าแฟชั่น (นอกจากนั้นจะเป็นธุรกิจอุปกรณ์กีฬา) ซึ่งส่วนมากจะถูก disrupt โดยตรงจากแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Amazon เพราะแบรนด์ไม่สามารถสร้างระบบ e-commerce มาสู้ในตลาดปัจจุบันได้ และ แบรนด์ American Apparel ที่เพิ่งยื่นล้มละลายเพื่อปรับโครงสร้างภายในไปในปี 2015 ก็ต้องมีการยื่นล้มละลายอีกครั้งเนื่องจากไม่สามารถฟื้นฟูแบรนด์กลับมาได้

สรุป Timeline ในปี 2017

ในปี 2017 การยื่นล้มละลายส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเรื่องของปัญหาหนี้สิน และการ disrupt จากแพลตฟอร์มออนไลน์เช่นเดียวกัน มีการลดสาขาลงอีกมากมายหลายร้อยสาขา แต่จะสังเกตได้ว่าหลาย ๆ แบรนด์จะเริ่มรู้ตัว และปรับตัวอย่างรวดเร็ว และหากแบรนด์ไหนทำได้ก็จะทำให้การสามารถหลุดออกจากสถานะล้มละลายได้รวดเร็วยิงขึ้น

อย่างแบรนด์ Rue21 ที่ทำการปิดสาขากว่า 400 สาขาเพื่อลดหนี้หลังจากการยื่นล้มละลายในเดือนพฤษภาคม 2017 และทำการปรับปรุงระบบภายในครั้งใหญ่ได้โดยใช้เวลาเพียง 4 เดือน จนสามารถเติบโตต่อไปได้ในฐานะธุรกิจ e-commerce

ในขณะที่แบรนด์ใหญ่อย่าง Toy “R” Us ที่พ่ายแพ้ให้กับการ disrupt ของแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Amazon และร้านค้าออนไลน์อื่น ๆ จนต้องยื่นล้มละลายในเดือนกันยายน 2017 กลับเลือกที่จะปิดสาขาทั้งหมดในเดือนมีนาคม 2018 หลังจากได้รับผลตอบรับที่ไม่น่าพอใจจากช่วงลดราคาสินค้าในวันหยุด

อย่างไรก็ตาม ในเดือนกรกฎาคม 2019 ที่ผ่านมา ก็ได้มีข่าวว่า Toy “R” Us กลับมาอีกครั้งด้วยภาพลักษณ์ที่ไฮเทคกว่าเดิม พร้อมจัดเต็มแข่งขันกับ Amazon Walmart และ Target ที่เป็นเจ้าใหญ่ในอเมริกา (อ่านข่าวได้ที่นี่) ซึ่งก็อาจจะเป็นแผนที่ Toy “R” Us ไปซุ่มพัฒนาระบบออนไลน์ให้พร้อมรบก่อนจะกลับมาเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งก็เป็นได้

สรุป Timeline ในปี 2018

จะสังเกตได้ว่าในปี 2018 แม้ว่าหลาย ๆ แบรนด์จะเริ่มพยายามผันตัวเองให้เป็น e-commerce จากการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ในตลาด e-commerce ตอนนี้ก็มีคู่แข่งเยอะทั้งรายใหญ่และรายย่อยจนไม่สามารถสู้ไหว ทำให้แบรนด์ที่ยังมีหน้าร้าน และต้องลงทุนกับหน้าร้านที่มีสาขามากมาย ไม่สามารถนำรายได้จาก e-commerce ที่แม้จะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มาทดแทนได้หมด

ส่งผลให้หลาย ๆ แบรนด์ยังคงต้องยื่นล้มละลายและลดสาขาลงหลาย 100 สาขา เพื่อเข้าสู้กระบวนการปรับปรุงระบบภายในใหม่ทั้งหมด เช่น Sears ที่ทำการลดสาขาลงจาก 1,672 สาขาในปี 2016 เหลือ 687 สาขาในปี 2018 จนถึงปัจจุบันเหลือเพียง 223 สาขา (และ Kmart อีก 202 สาขา) พร้อมกับหันมาพัฒนาด้าน Customer Experience และการใช้ประโยชน์จาก AI มากขึ้น จากการที่ e-commerce ในปัจจุบันมีความ Advance ขึ้นกว่าในปีก่อน ๆ อีกด้วย

สรุป Timeline ในปี 2019

ในปี 2019 แบรนด์ Payless ทำการยื่นล้มละลายเป็นครั้งที่สองจากครั้งแรกในปี 2017 โดยจะปิดสาขาทั้งหมดที่มีอยู่กว่า 2,100 สาขาในอเมริกาและเปอร์โตริโก นับเป็นการปิดตัวครั้งใหญ่ที่สุดในปัจจุบันเลยก็ว่าได้

และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือแบรนด์ Forever 21 ที่เพิ่งยื่นล้มละลายไปเมื่อเดือนก่อนจนเป็นข่าวใหญ่อยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งจะสังเกตได้ว่าปัญหาของ Forever 21 ก็ไม่ต่างจากแบรนด์อื่นที่ต้องปรับโครงสร้าง ลดขนาดหน้าร้าน และโฟกัสกับเทคโนโลยีให้มากขึ้น ตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตแบรนด์ Forever 21 อาจจะกลับมายืนขึ้นอย่างมั่นคงได้อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่แบรนด์อื่น ๆ ที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้ ก็อาจจะต้องยื่นล้มละลายกันอีกมากมายเช่นเดียวกัน

ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลสรุปโดยย่อจาก Timeline ของ CBINSIGHT หากผู้อ่านต้องการรับชมข้อมูลแบบเต็ม ๆ ว่าแต่ละแบรนด์ต้องพบเจอกับปัญหาอะไรกันบ้าง สามารถตามเข้ามาอ่านต่อกันที่ ลิงก์นี้ ได้เลยครับ

ที่มา : CBINSIGHT, Marketing Oops, Vox

from:https://www.thumbsup.in.th/us-retail-bankruptcy-timeline

ทำไมปี 2019 แบรนด์ควร Collaboration กับธุรกิจที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน

ในครึ่งปีที่ผ่านมามีการ Collaboration ที่น่าสนใจหลายเคสเช่น KFCxCarnival ออกเป็นคอลเลคชั่นพิเศษที่สาวกทั้งสองแบรนด์ต้องตามหาการเจ้าละหวั่น วงการ Esport อย่าง Garena ที่จับมือกับ Ichitan สร้าง Rare item ใต้ฝาอิชิตัน

หรือแบรนด์ดังอย่าง Bar B Q Plaza ที่ออกเเคมเปญร่วมกับ Pizza Hut ทีอ่อกชุดหมูบาร์บีฮัทเอาใจแฟนคลับทั้งสองแบรนด์ และอีกหลายเคสมากมายที่ต้อนรับกระแส Collaboration ที่มาในปีนี้อย่างท่วมถ้น แต่ทำไมหละปีนี้ถึงเลือกที่จะ Collaboration ที่เรียกว่าแตกต่างกันสุดขั้ว บทความนี้มีคำตอบค่ะ

การแข่งขันสูงเกินไป

การแข่งขันตอนนี้เดือดซะยิ่งกว่าแดดในไทยเสียอีก เพราะทุกแบรนด์สามารถเข้ามาแข่งขันได้อย่างง่ายดาย เรียกว่าเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ที่ไม่มีแบรนด์ไหนเป็นเจ้าตลาดจริงๆ และยิ่งแข่งขันมาก การจะสร้างอะไรที่ธรรมดาก็คงต้องโดนดีดออกจากการแข่งขัน จริงๆ แล้วปีนี้แบรนด์ที่ Collaboration สำเร็จมักเลือกสิ่งที่แตกต่างไปเลย แบบเอ๊ะ! แบบนี้ก็ได้หรอ ถึงจะได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย

 

ต้องสร้างกระแส

แต่ก่อนแค่มีกระแสไม่ได้หมายความว่ายอดขายจะตามมาด้วย แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นแบบนั้น กระแสคือสิ่งที่แข่งขันยากที่สุด เพราะส่งผลต่อยอดขายโดยตรง ยิ่งกระแสโซเชียลรุนแรงที่สุดแล้ว  

ฉะนั้นเราต้องสร้างกระแสมันขึ้นมาเอง ถึงแม้จะต้องใช้งบ PR สูงขึ้นก็ตาม เพราะการสร้าง Collaboration ที่เป็นจุดสร้างกระแสได้เอง จะช่วยให้การ PR ง่ายขึ้นและผลที่ได้กลับมาก็คุ้มค่าการลงทุนที่จ่ายไป

 

ไม่แตกต่างอยู่ไม่ได้

ต้นปีที่ผ่านมาถึงเราจะเห็นหลายแบรนด์ Collaboration ได้อย่างน่าสนใจ แต่จริงๆ ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์ Collaboration แต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะทำในสิ่งที่คนไม่ว้าว หรือสิ่งที่อ๋อก็เคยเห็นแล้วนิ  ไม่เห็นจะแตกต่างเลย

ความสำเร็จของแบรนด์ ที่ Collaboration จึงแตกต่างออกมา แต่ถ้าจะให้จับสูตรสำเร็จเบื้องต้นคือ แบรนด์อาหาร x เครื่องแต่งกาย จะได้รับความสนใจมากที่สุด เพราะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นปัจจัยพื้นฐานในการใช้ชีวิต คนจึงความสำคัญทั้งสองสิ่งนี้พร้อมกัน

หรืออย่างล่าสุดที่ รองเท้า BATA กับทาง Coca Cola ได้ร่วมมือกันสร้างรองเท้ารุ่นใหม่ที่มีดีไซน์เก๋ๆ ด้วยจำนวนที่จำกัดก็ทำให้เกิดกระแสตอบรับที่ดีและขายหมดอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าสร้างความคาดหวังถึงสินค้าใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีก งานนี้เหล่าแฟนของทั้งสองแบรนด์ก็ย่อมไม่พลาดในสินค้าเหล่านี้

 

หมดยุคที่แบรนด์ดังสองแบรนด์มา Collaboration กันเฉยๆ แล้ว ถือว่าปีนี้เป็นอีกปีที่เปิดมิติใหม่ๆ ด้าน Collaboration และเห็นความสนุกของการแผนการตลาดเต็มโซเชียลและออฟไลน์ เชื่อว่าปีหน้ายังมีอะไรสนุกๆ ที่แบรนด์จะสื่อสารออกมาอีกแน่นอน อย่าลืมติดตามกันนะคะ

 

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/06/why-brand-collaboration-industry/

ความจริงที่แบรนด์ควรรู้! ข้อมูลจากแมคแคน เวิลด์กรุ๊ป

แมคเคน เวิล์ดกรุ๊ป (McCann Worldgroup) ทำการสำรวจในชื่อ “The Truth About Global Brands 2: Powered by the Streets” โดยในปีนี้ ได้ส่งพนักงานร่วม 20,000 คนในเครือข่ายเอเจนซี่ออกไปสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคใน 29 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย

ส่วนข้อมูลส่วนหนึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจและมีมุมมองต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นและในประเทศที่ตัวเองอยู่ในแง่บวกมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้บริโภคก็เริ่มไม่ไว้ใจสถาบันระดับโลกอย่างธนาคารโลก (World Bank) และองค์การสหประชาชาติ (United Nations)

ซึ่ง 72 เปอร์เซ็นต์จากทั่วโลกเชื่อว่าองค์กรเหล่านี้ไม่เข้าใจความต้องการในประเทศ และเชื่อว่าองค์กรเหล่านี้ มองคนในประเทศพวกเขาอย่างไม่เคารพและมองในแง่ร้ายมากขึ้น

รวมถึงผู้บริโภคยังมองแบรนด์ในแง่บวก และเชื่อว่าแบรนด์จะมีส่วนผลักดัน ช่วยเหลือ และสนับสนุนวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่มากขึ้นอีกด้วย

ได้ยินแค่สองประเด็นนี้ก็น่าสนใจแล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าข้อมูลอื่นๆ จากการสำรวจโดยแมคเคน ที่น่าสนใจและแบรนด์ควรนำมาปรับใช้มีอะไรบ้าง

สรุปข้อมูลการสำรวจจากทั่วโลก

  1. ความจริงเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด (Truth is the most valued currency) ผู้บริโภคตั้งคำถาม โดยเริ่มไม่เชื่อใจสิ่งรอบตัว แม้แต่เรื่องสื่อ การเมือง สื่อสังคมออนไลน์ และสถาบันระดับโลก แต่ผู้บริโภคเชื่อใจในแบรนด์ว่าจะเข้าใจผู้บริโภคได้จริงๆ
  2. สังคมสมัยใหม่ คือสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลาย (The new ordinary is diversity) แต่ละวัน ความแตกต่างหลากหลายของคนมีเพิ่มมากขึ้น แบรนด์ต้องเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงและพร้อมรับมือ โดยควรให้ความสำคัยกับเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ต้นน้ำ
  3. ผู้บริโภคมีความไว้ในแบรนด์ในประเทศมากขึ้น (Brands in local world) โดยแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ในประเทศต่างๆ ต้องเข้าใจ ตอบสนองต่อวัฒนธรรม และสร้างความหมายกับคนในประเทศอย่างลึกซึ้ง เช่น เข้าใจในตัวตนของคนในประเทศ หรือเข้าใจบริบทของสังคมเวลานั้น เป็นต้น

สรุปข้อมูลจากการสำรวจในไทย

  1. คนไทยคาดหวัง “ความจริงใจ” จากแบรนด์มากที่สุด
  2. แบรนด์มีพลังในการทำให้ประเทศไทยดีขึ้น ผ่านการมองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง (รวมถึงการมีความรับผิดชอบและความควรค่าต่อการไว้ใจ)
  3. แบรนด์สามารถใช้ความรู้ด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นเชิงลึก เพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้นผ่านการนำเสนอความคิดบวก (Positivity) และการมองโลกในแง่ดี (Optimism)

ควาดหวังความจริงใจของแบรนด์

ผู้สำรวจในไทย 41 เปอร์เซ็นต์ ให้คุณค่ากับ “ความจริงใจ” ของแบรนด์มากที่สุด
ในขณะที่ผู้สำรวจในเอเชียแปซิฟิกให้คุณค่า “ความจริงใจ” ของแบรนด์อยู่ที่ 33 เปอร์เซ็นต์
ในขณะที่ผู้สำรวจจากทั่วโลกให้คุณค่า “ความจริงใจ” ของแบรนด์อยู่ที่ 38 เปอร์เซ็นต์

ในไทย ผู้บริหารหญิงมีจำนวน 37 เปอร์เซ็นต์
ในระดับโลกมีผู้บริหารหญิงอยู่ 24 เปอร์เซ็นต์

คาดหวังแบรนด์ส่งเสริมเรื่องความหลากหลาย

ดูเหมือน LGBTQ ได้รับการยอมรับ
แต่ 6 ใน 10 ของวัยรุ่นที่เป็น LGBTQ ก็ยังถูกกลั่นแกล้ง (bully)

แม้ 84 เปอร์เซ็นต์ ยอมรับว่ายังตัดสินจากอายุ, เพศ และการเป็น LGBTQ
แต่ 86 เปอร์เซ็นต์คาดว่า แบรนด์จะช่วยส่งเสริมเรื่องความเท่าเทียมกัน

แบรนด์ในประเทศได้รับความสำคัญมากขึ้น

คนให้ความสำคัญกับแบรนด์ในประเทศมากขึ้น พอๆ กับแบรนด์ระดับโลก เป็นผลมาจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น โดยในปี 2560-2561 มีจำนวน SME เพิ่มขึ้น 238,713 ราย

รวมถึงข้อมูลจาก Marketeer ระบุว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของแบรนด์ยอดนิยมอยู่ในไทย ซึ่งในการสำรวจจากคนไทย 86 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนเพราะแบรนด์ไทย เพราะเป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศ

สิ่งที่แบรนด์ควรทำในมุมของ McCann

  • ในแง่ความจริงใจ
    • แสดงถึงความโปร่งใส่ให้ผู้บริโภคเห็น พูดแต่ความจริง
    • เป็นตัวจริง ไม่ได้นำของปลอมมาให้แก่ผู้บริโภค
    • มีความรับผิดชอบ พลาดต้องชี้แจงและแก้ไข
  • ในแง่ความหลากหลาย
    • แบรนด์ควรสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมโยง และการมีส่วนร่วม ในฐานะผู้เชื่อมต่อความคิดของสังคม
    • เริ่มท้าทายกับความเชื่อเดิมๆ หามุมมองที่สร้างความเข้าใจใหม่ๆ กับให้กับสังคม
    • ให้แรงบันดาลใจแก่ผู้บริโภค เพื่อทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นกว่าเดิม
  • ในแง่การเข้าถึงท้องถิ่นและผู้บริโภค
    • สร้างสินค้าและบริการที่มีคุณภาพออกมา
    • หาสิ่งที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภค
    • สร้างการเชื่อมโยงและเข้าถึงผู้บริโภคเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมกับแบรนด์

from:https://www.thumbsup.in.th/2019/05/the-truth-about-global-brands-2-powered-by-the-streets/