คลังเก็บป้ายกำกับ: #BI

คนไทยเป็นงง!! เว็บไซต์ดังจัด “แกงส้ม” ติดอันดับเป็นอาหารยอดแย่

คนไทยเป็นงง!! “แกงส้ม” ติดอันดับอาหารยอดแย่ จากเว็บไซต์อาหารชื่อดัง โดยอันดับ 1 คือ Indigirka Salad จากรัสเซีย และที่ 2 คือ Pizza Cake 0kd จาก แคนาดา
เว็บไซต์ TasteAtlas ซึ่งเป็นเว็บไซต์แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและอาหารทั่วโลก ได้ประกาศผล “อาหารยอดแย่ที่สุดในโลก” ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ มีทั้งประเภทอาหาร ส่วนผสมท้องถิ่น และ ร้านอาหาร
โดยเมนู แกงส้ม (Kaeng som) อาหารขึ้นชื่อของประเทศไทย ติดอันดับที่ 12 เมนูยอดแย่ของโลกอีกด้วย ในขณะที่อันดับ 1 ได้แก่ Indigirka Salad จากรัสเซีย และ อันดับ 2 คือ Pizza Cake 0kd จาก แคนาดา
เนื้อหาในเว็บไซต์ TasteAtlas ระบุว่า แกงส้มเป็นแกงไทยที่มีรสชาติเปรี้ยว ใช้ปลา กุ้ง หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ เป็นวัตถุดิบ ปรุงรสด้วยน้ำพริกที่ใส่หอมแดง พริก และโขลกด้วยกุ้ง ใส่น้ำมะขามเปียกคั้น ทำให้มีรสชาติเปรี้ยว ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้จะมีความหลากหลายรวมถึงรสชาติที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับภูมิภาค
ในภาคใต้ของประเทศไทย แกงส้มมักใส่ขมิ้นและหรือที่เรียกว่าแกงเหลือง ซึ่งแกงส้มสามารถใส่ผักต่างลงไปได้อีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post คนไทยเป็นงง!! เว็บไซต์ดังจัด “แกงส้ม” ติดอันดับเป็นอาหารยอดแย่ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/kang-som-ranked-as-the-worst-food/

Lactasoy เปิดตัว Paper Planes พรีเซนเตอร์คนใหม่ เตรียมปล่อยเพลงโฆษณามี.ค.นี้

Lactasoy เปิดตัว Paper Planes พรีเซนเตอร์คนใหม่ ร่วมกันทำเพลงและโฆษณา เตรียมปล่อยเดือนมีนาคมนี้ พร้อมชี้แจงการปรับราคาเนื่องจากต้นทุนทุกอย่างที่สูงขึ้นกว่า 40%

ไม่มีอีกแล้วแลคตาซอย 5 บาท ที่ขายมายาวนานเกือบ 18 ปี หลังจากเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านบริษัท แลคตาซอย จำกัด ได้ปรับขึ้นราคานมถั่วเหลืองทุกขนาดเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและแพคเกจจิ้งปรับราคาเพิ่มขึ้น 40% รวมถึงได้ทำเพลงโฆษณาใหม่ร่วมกับศิลปิน Paper Planes พร้อมปล่อยเพลงให้ได้รับฟังและชมกันต้นเดือนมีนาคมนี้ วัยรุ่นฟันน้ำนมเตรียมคอไว้ร้องเพลงใหม่ได้เลย 

โดยนางสาวมัลลิกา จิรพัฒนกุล ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายขาย บริษัท แลคตาซอย จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงประมาณปี 2560-2561 ทางแลคตาซอยได้เตรียมปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ทั้งหมด แต่ช่วงนั้นเกิดการระบาดของโควิด 19 ทำให้บริษัทต้องตรึงราคาไว้เพื่อผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านราคาวัตถุดิบรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่นำมาทำแพคเกจจิ้ง และด้านพลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งเกือบทั้งหมดได้ปรับราคาขึ้นกว่า 40%  ทำให้ต้นทุนในการผลิตนมถั่วเหลืองแลคตาซอยเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านก็ได้ปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองแลคตาซอยขึ้นทุกขนาด ยกเว้น นมถั่วเหลืองแลคตาซอยโกลด์ซีรีย์ 

“ที่ผ่านยอดขายนมถั่วเหลืองแลคตาซอยโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเห็นได้ชัดว่า ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพกันมาขึ้น ซึ่งนมถั่วเหลืองแลคตาซอยเป็นโปรตีนจากพืชที่หาดื่มได้ง่าย และราคาถูก แม้ว่าไม่กี่วันที่ผ่านกระแสของการปรับราคานมถั่วเหลืองแลคตาซอยจะเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบรับจากผู้บริโภคไม่ได้กังวลเรื่องราคาที่ปรับขึ้นแต่อย่างใด ในทางกลับกันคนส่วนใหญ่จะกังวลว่าหลังจากนี้เพลงแลคตาซอย 5 บาท 125 มิลลิลิตร จะเปลี่ยนไปอย่างไร” 

ด้านฮาย ธันวา เกตุสุวรรณ และ เซน นครินทร์ ขุนภักดี สองหนุ่มจากวง Paper Planes และเป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ของแลคตาซอย ทั้งคู่เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้ถูกเลือกเป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ของ แลคตาซอย ซึ่งทางPaper Planes และ แลคตาซอยก็ได้ทำเพลงใหม่ร่วมกันแล้ว โดยจะเตรียมปล่อยเพลงและโฆษณาตัวใหม่ ต้นเดือนมีนาคมนี้ เเน่นอน 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Lactasoy เปิดตัว Paper Planes พรีเซนเตอร์คนใหม่ เตรียมปล่อยเพลงโฆษณามี.ค.นี้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/lactasoy-launches-new-presenter-paper-planes/

เปิดมุมมองกับ “นวล” การ์ตูนหมาหน้ากวนที่ครองใจใครหลายคน

เปิดมุมมองกับ “นวล” การ์ตูนหมาหน้ากวนที่ครองใจใครหลายคน กับความจริงเรื่องการเมืองและความเหลื่อมล้ำ ที่ใครก็สามารถพูดได้

นี่ไม่ใช่เพจ หมา

และนี่ก็ไม่ใช่เพจ แมว 

แต่นี่คือเพจ นวล 

ภาพวาดลายเส้นเป็นสัตว์ต่างๆ อาจจะดูน่ารัก ใสใส แต่เนื้อหาเต็มไปด้วยประเด็น มุมมอง หรือภาพสะท้อนด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม สุขภาพจิต หรือแม้แต่เรื่องทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต ก็ถูกหยิบมาเล่าได้อย่างสนุก ฟังง่าย แทรกด้วยการเสียดสีประปราย ซึ่งก็เพียงพอจะสร้างภาพจดจำและทำให้คนดูเฝ้าติดตามได้ไม่ยาก

ความจริงจังของเนื้อหาทั้งหมดทั้งมวล เริ่มจากความสนุกของคุณ “กวิน ศิริ” เจ้าของเพจนวลผู้ที่ไม่เคยใช้หน้าตัวเองเล่าเรื่องล้วนๆ แต่ก็เป็นความสนุกที่แฝงไปด้วยความอยากถ่ายทอดอะไรดีๆ เอาไว้ให้กับคนดู

จบสถาปัตย์ แต่มาเอาดีทางการวาดการ์ตูน 

ถ้าใครติดตามเพจนวลมาตลอดน่าจะพอสังเกตได้ว่า การเล่าเรื่องผ่านตัวการ์ตูนของเพจนี้ในช่วงแรกๆ มักจะไม่ใช่การ์ตูนแค่ 1 หน้า 3-4 ช่องแล้วจบ แต่จะมาเป็นอัลบั้มรูป มีการลำดับเรื่อง มีบท เป็นเหมือนสตอรี่บอร์ดการ์ตูนสั้นที่ถ่ายทอดเรื่องราว ซึ่งทักษะทั้งหมดนี้ ไม่เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับวุฒิปริญญาที่คุณกวินได้มา

แบ็คกราวด์ของคุณกวิน คือจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่คุณกวินบอกว่าไม่ได้ไปสอบใบ ก.ส. (ใบประกอบวิชาชีพสถาปนิก) ด้วยซ้ำ และด้วยความสนใจในการ์ตูน ก็เลยอยากเอาดีทางด้านนี้

“เราไม่ได้อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ถ้าจะเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักเขียนการ์ตูนเพียงอย่างเดียวในประเทศไทยเนี่ย คงจะต้องเป็นตัวจริง เป็นอันดับ 1 เท่านั้นถึงจะอยู่ได้ เราก็คิดว่าตัวเองไม่ได้แน่ขนาดนั้น ตอนนั้นผมเป็นฟรีแลนซ์ ทำงานกราฟิค แต่ก็เคยมีประสบการณ์ทำบทมาก่อน สมัยเป็นนักศึกษา ทำละคร สุดท้ายทักษะทักหมดก็เลยกลายมาเป็น นวล นี่แหละ”

ขอบคุณภาพจากเพจ นวล

ซึ่งจุดเริ่มต้นของเพจนวล เกิดจากการแค่ความสนุก อยากวาดการ์ตูน คุณกวินเลยเอาเรื่องของบ้านตัวเองมาวาด พอวาดเสร็จก็เอาลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อนก็แชร์จำนวนมาก คนเริ่มสนใจ แต่ก็ยังอยากมีความเป็นส่วนตัวกับโปรไฟล์ของตัวเอง เลยตัดสินใจทำเป็นเพจแยกขึ้นมา

ขณะที่การพลิกผันจากการแค่วาดการ์ตูน มาสู่การทำแอนิเมชัน คุณกวินบอกว่า เป็นเพราะการ์ตูนเป็นหน้าๆ ค่อนข้างมีขีดจำกัด ในแง่การนำเสนออยู่ระดับหนึ่ง อย่างการจะใส่มุข จะแซวหรือใส่นัยยะอะไรลงไปก็ค่อนข้างยาก รวมอยากใช้อุปกรณ์ในการเล่าเรื่องมากกว่าเดิม เลยศึกษาการทำแอนิเมชันด้วยตัวเอง 

ขอบคุณภาพจากเพจ นวล

จากความสนุก วาดเพราะอยากวาด สู่การถ่ายทอดเนื้อหาเชิงวิพากย์แบบไม่ได้มีอุดมการณ์สูงส่ง

นอกจากเพราะความชอบการ์ตูนและอยากเล่าเรื่องแล้ว จุดเริ่มต้นของเพจนวล ถูกสร้างขึ้นมาแบบออแกนิคล้วนๆ ไม่ได้อยากคิดจะทำเพื่อเป็น influencer และขายของ ช่วงแรกๆ เป็นการเล่าเรื่องต่างๆ รอบตัวผ่านการ์ตูน ในเรื่องที่อยากเล่า เพราะความสนุกและความชอบล้วนๆ

แต่ถ้าใครเป็นแฟนเพจนวล อาจจะสังเกตได้ว่า เนื้อหาของเพจนวล ไม่ว่าจะตั้งแต่สมัยที่เป็นการ์ตูนหน้าๆ หรือเป็นแอนิเมชัน มักจะออกไปในทางให้ความรู้ อธิบาย ที่แฝงไปด้วยการวิพากย์สังคมในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ไปจนถึงเรื่องทางจิตวิทยา นวลก็ทำมาแล้ว และสอดแทรกไปด้วยความบันเทิงตามแบบฉบับการ์ตูนหรือแอนิเมชัน 

“ผมอยากทำเนื้อหาที่จริง ๆ แล้วมีความสำคัญกับคนส่วนใหญ่ แต่ดันเข้าใจยาก ๆ มาสร้างเป็นแอนิเมชั่นให้คนดูเข้าใจง่าย ๆ ยกตัวเช่น สมัยเลือกตั้งที่ผ่านมา การแบ่งเขตเลือกตั้ง เพื่อล็อกผลคะแนน ผมทำแอนิเมชั่นแก๊งหมานวลขึ้น สร้างคาแรคเตอร์ผ่านหมาสายพันธุ์ต่าง ๆ และอธิบายเรื่องให้เข้าใจง่าย ๆ ทำให้คนดูสนุกไปกับเนื้อหา ผมรู้สึกว่ามันเป็นสกิลที่มีประโยชน์ต่อคนดูนะ”

ขอบคุณภาพจากเพจ นวล

ในการนำเสนอเนื้อหาวิดีโอออกไปแล้ว ให้ลองคิดว่าถ้าเป็นตัวเอง เราจะดูวิดีโอนั้นหรือเปล่า ถ้าคำตอบคือไม่ แปลว่าคุณกำลังทำสิ่งที่ไม่น่าทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร การนำเสนอเนื้อหาจะต้องสนุก ประเด็นจะยิ่งใหญ่แค่ไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ถ้าการนำเสนอไม่สนุก เอาคนดูไม่อยู่ หรือไม่ได้ช่วยให้คนดูทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ทุกอย่างก็จะพัง ไปไม่รอด ที่สำคัญคือคนทำเนื้อหา ต้องเคารพสติปัญญาของคนดูด้วย 

ถ้าคุณไม่แคร์ topic นั้น ผมว่ามันยากมากที่คุณจะทำคอนเทนต์นั้นให้คนดูแคร์ได้ … ผมรู้สึกว่าถ้าจะเลือก topic อะไร ต้องเป็น topic ที่ผมแคร์ก่อน ชาวเน็ตเขาดูออก เขาดูมาเยอะ เขาฉลาด อะไรที่ปลอม อะไรที่มัน fake ก็ดูออกหมด เราหลอกคนดูไม่ได้”

อันที่จริง นอกจากเรื่องความชอบ และความสนใจส่วนตัวแล้ว อีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการสรรสร้างเนื้อหาเชิง edutainment อย่างที่ นวล เป็นอยู่ทุกวันนี้ คือความรู้สึกว่า สภาพแวดล้อมในสังคมไทย ไม่ว่าจะในระบบการศึกษาหรือโลกออนไลน์ ยังไม่ค่อยมีเนื้อหาที่มีประโยชน์เหล่านี้เท่าไหร่นัก

ขอบคุณภาพจากเพจ นวล

ที่เราโตมาเป็นเราแบบทุกวันนี้ อาจจะไม่ได้ดีเด่อะไร แต่มันพอสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้บ้าง ก็เพราะวิดีโอออนไลน์เลยนะ ผมดู YouTube channel ต่างประเทศ ตั้งแต่ยุคตั้งไข่ของมัน ประมาณ 2008-2009 เรามองว่าสิ่งประกอบสร้างที่ทำให้เราเป็นเรา เราได้มาจากการศึกษาในระบบน้อยมาก ในขณะที่ content ประเภทที่เราชอบ ที่เรารู้สึกว่าสนุก และเติบโตมากับการดูมันเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ทุกวันนี้ยังแทบไม่มีใน ecosystem เมืองไทยเลย หลายๆสิ่งประกอบกันเลยทำให้เรารู้สึกว่า งั้นเราเป็นคนสร้างเองก็ได้วะ ไหนๆ ก็มีโอกาสแล้วที่คนอยากดูหมาเรา ก็เอาหมามาพูดเรื่องพวกนี้ดีกว่า

เมื่อถามว่า คิดว่าตัวเองทำอาชีพ influencer หรือไม่ คุณกวินบอกว่าตัวเองเป็นแค่ “animation producer ที่โชคดีที่มีคนดู” รวมถึงบอกด้วยว่า ไม่ได้คิดว่าเป็นนักทำคอนเทนต์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ นั่นไม่ใช่ job requirement ของตัวเองในแต่ละวัน ถ้าคอนเทนต์มันสร้างแรงบันดาลใจได้ก็ดี แต่ถ้าดูแล้วหดหู่ คุณกวินก็บอกว่า “ผมก็หดหู่พอๆ กับคุณนั่นแหละครับ” (ฮา)

ขอบคุณภาพจากเพจ นวล

เมื่อเนื้อหาวิพากย์ ก็ต้องเปิดรับการวิพากย์

ทุกวันนี้ไม่ว่าคอนเทนต์จะอยู่ในรูปแบบไหน แพลตฟอร์มไหน คนติดตามเยอะแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นเลยคือ ย่อมมีคนไม่เห็นด้วยต่อเนื้อหาที่นำเสนอ ซึ่งคุณกวินมองว่าเป็นข้อดีที่คนมาวิพากษ์กันในเพจ เพราะได้เห็นอีกมุมมองหนึ่งเหมือนกัน

ผมโอเคนะ และผมก็ยินดีต้อนรับคนที่ไม่เห็นด้วยแล้วมาโต้เถียงในเพจของผม ยิ่งมาเถียงกันเยอะๆยิ่งดี เพราะนั่นหมายความว่า สิ่งที่คนๆนั้นโต้เถียง เขาต้องมีความรู้ในระดับหนึ่งเลยนะ ถึงจะโต้แย้งกับเนื้อหาในประเด็นที่เรานำเสนอได้ ถ้าเขาเถียงกันในประเด็น เรานั่งอ่านก็ได้ความรู้เพิ่ม แต่ส่วนตัวผมไม่ค่อยไปตอบเมนท์เท่าไหร่ เดี๋ยวหาว่าผมเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายนึงอีก ขี้เกียจชี้แจงตัวเอง”

ขอบคุณภาพจากเพจ นวล

มีสปอนเซอร์ แต่ก็ยังรักษาตัวตน เพื่อคนดู

เมื่อเพจเริ่มดัง แน่นอนว่าก็ต้องเริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา แต่คุณกวินก็ยังคงรักษาแนวทางการนำเสนอรูปแบบเฉพาะตัวของเพจนวลไว้ โดยจะมีการพูดคุยกับลูกค้าตั้งแต่ต้นถึงแนวทางการทำเพจ ที่สำคัญคือพอรักษาตัวตนการนำเสนอของตัวเองเอาไว้แล้ว แม้จะเป็นการขายของ ผู้ติดตามก็ไม่ได้มีการตะขิดตะขวงใดๆ กลับสนับสนุนให้มีสปอนเซอร์ด้วยซ้ำ เพราะจะได้ดูเนื้อหาของนวลต่อไปเรื่อยๆ

“ผมไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าอายที่จะเอา product เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในเพจนวลเลย เพราะตราบใดที่เนื้อหาของเรามันตอบโจทย์ความต้องการคนดู คนดูพอใจ (ในเนื้อหา) ไปแล้ว ตอนจบจะขายโจ่งแจ้งแค่ไหน ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้คนดูรังเกียจเราหรือรังเกียจคอนเทนต์เลย สิ่งที่คนดูรังเกียจ คือการขายที่ไม่เคารพสติปัญญาของเขาต่างหาก”

เขาบอกว่าสุนัขมักจะเหมือนเจ้าของ

เมื่อถามถึงตัวเอกอย่างนวล ที่กลายมาเป็นองค์ประกอบหลักในการเล่าเรื่อง ทั้งนวลและเสือ เป็นหมาจรที่คุณกวินรับมาเลี้ยง  และรับมาพร้อมกัน ตอนเลี้ยงก็เลี้ยงแบบสัตว์เลี้ยงทั่วไป ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องเชื่อง เรียกแล้วต้องมา เพื่อมาถ่ายทำคอนเทนต์ใดๆ ตัวตนของนวลจะค่อนข้างเอาแต่ใจ (แถมแซวว่าเหมือนตัวเอง) แต่ข้อดีคือนวลคือ เป็นหมาที่ ทน ถึก นั่นจึงกลายมาเป็นคาแรคเตอร์หมาของเพจนวล 

ก่อนลากลับ ด้วยความที่อยากสัมผัส อยากเห็นนวลตัวจริง ๆ จึงขอให้คุณกวินพาไปดู 

เป็นความลับทางการค้าครับ  (ยิ้ม)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดมุมมองกับ “นวล” การ์ตูนหมาหน้ากวนที่ครองใจใครหลายคน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/nuan-a-cartoon-naughty-dog-that-won-of-people/

เปิดรายได้ “พรีมายา” ล่าสุดฟันกำไรเกือบ 9 ล้าน อ้างเชิญชวนลงทุน 6 พัน ได้กำไร 15 ล้าน

เปิดรายได้ “พรีมายา” ล่าสุดฟันกำไรเกือบ 9 ล้าน อ้างเชิญชวนลงทุน 6 พัน ได้กำไร 15 ล้าน หลังตำรวจบุกเข้าค้นบ้าน ไร้เงาซีอีโอสาว เม-พรีมายา

เมื่อปลายเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมาหากยังจำกันได้ มีกรณีหญิงสาวร้างท้วม ถ่ายรูปคู่กับรถยนต์หรูภายในโชวรูมพร้อมระบุว่า “มีเงินมาลงทุน 6 พันบาท ก็มีกำไรออกรถยนต์หรูได้แล้ว” 

ซึ่งล่าสุด ตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) นำกำลังเข้าตรวจค้น บ้านเลขที่ 189/24 หมู่บ้านลัดดารมย์ บางนา ตำบลบางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 

ซึ่งเป็นบ้านพักของน.ส.พิชญ์นรี ตันติวิทย์ หรือ เม พรีมายา เจ้าของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้ชื่อแบรนด์ PRIMAYA (พรีมายา) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 41/2566 ลงวันที่ 17 ม.ค. 2566

แต่จากการตรวจค้นไม่พบเมย์พรีมายา อยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวมีเพียงแม่บ้านเป็นผู้ดูแลและพักอาศัย แม่บ้านระบุว่า เมย์พรีมายาได้ออกเดินทางออกจากบ้านไปตั้งแต่เมื่อวานนี้ โดยไปกับนายสิทธานต์ สรรเสริญ หรือแซกแฟนหนุ่ม เบื้องต้นได้ทำการตรวจค้นหาพยานหลักฐาน พร้อมตรวจยึดผลิตภัณฑ์อาหารเสริมไปทำการตรวจสอบ

ล่าสุด Brand Inside เปิดข้อมูลจาก “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ของ บริษัท พรีม่า มายา จำกัด พบข้อมูลว่า 

โดยบริษัท พรีม่า มายา จำกัด อยู่ภายใต้การบริหารงานของ CEO สาวสวย พิชญ์นรี ตันติวิทย์  ดำเนินธุรกิจประเภท จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยผลิตสินค้าภายใต้ชื่อแบรนด์ PRIMAYA (พรีมายา) ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยได้ทำการจดทะเบียนก่อตั้งธุรกิจเมื่อปี วันที่ 21 มีนาคม 2560 และทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 1,000,000.00 บาท

สำหรับผลประกอบการประจำปี 2564 บริษัทมีกำไรอยู่ที่ 8,041,136.68 บาท (ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่19 มกราคม 2566) โดยมีรายได้รวมทั้งหมด 33,632,860.48 บาท 

สินค้าของบริษัท พรีม่า มายา มีทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มลดน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกาแฟ ผลิตภัณฑ์เครื่องคอลลาเจน ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไฟเบอร์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์วิตามินสารสกัดจากผักรวม

ทั้งนี้สินค้าและผลิตภัณฑ์ของพรีมายาทุกชนิดผ่านการทดสอบและรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. รวมทั้งยังได้รับรองมาตรฐานการผลิต GMP อีกด้วย

สืบเนื่องจากการตรวจค้นครั้งนี้มาจากการที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าน.ส.พิชญ์นรี ตันติวิทย์ หรือ เม พรีมายา  เจ้าของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้ชื่อแบรนด์ PRIMAYA (พรีมายา)และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง ใช้ข้อความอันเป็นเท็จ ลักษณะเชิญชวนอ้างว่าลงทุน 6,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ได้เงิน 15 ล้านบาท พร้อมโพสต์ภาพภาพหญิงคนหนึ่งคู่กับรถหรูในโชว์รูม ในลักษณะเชิญชวนแต่เมื่อตรวจสอบพบว่าไม่เป็นไปตามข้อความที่ปรากฎ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดรายได้ “พรีมายา” ล่าสุดฟันกำไรเกือบ 9 ล้าน อ้างเชิญชวนลงทุน 6 พัน ได้กำไร 15 ล้าน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/open-the-income-of-primaya-the-latest-profit-of-almost-9-million/

ดีเดย์ ขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่เริ่ม 40 บาท รถติด -วิ่งไม่ได้เกิน 6 กม./ชม. นาทีละ 3 บาท

ดีเดย์ ขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่เริ่ม 40 บาท รถติด -วิ่งไม่ได้เกิน 6 กม./ชม. นาทีละ 3 บาท ขนส่งแนะมิเตอร์ที่ปรับจูนแล้ว ควรตรวจสอบความถูกต้องก่อนให้บริการ 

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร และค่าบริการอื่น สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2565 ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงคมนาศม เรื่อง กำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร ประกาศ ณ วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ไว้แล้วนั้น 

โดยที่อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน ได้ใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นระยะเวลานานแล้ว ประกอบกับราคาค่าเชื้อเพลิง และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงประกาศกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราค่าจัางบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คนที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานครเสียใหม่ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน อาศัยอำนาจตามความในข้อ 12 (1) ของกฎกระทรวงว่าด้วยรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน พ.ศ.2560 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร สำหรับรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร ประกาศ ณ วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2557 

ข้อ 2 ในประกาศนี้ “รถยนต์รับจ้าง” หมายความว่า รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน ที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2535 แต่ไม่รวมถึงรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน แบบพิเศษ และรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

ข้อ 3 อัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสาร ให้กำหนด ดังต่อไปนี้

(1) กรณีรถยนต์รับจ้าง ที่มีลักษณะเป็นรถเก๋งสามตอน รถเก๋งสามตอนแวน รถยนต์นั่งสามตอน และรถยนต์นั่งสามตอนแวน ให้กำหนด ดังต่อไปนี้

ระยะทาง 1 กิโลเมตรแรก 40 บาท

ระยะทางเกินกว่า 1 กิโลมตรถึงกิโลเมตรที่ 10 กิโลเมตรละ 6.50 บาท

ระยะทางเกินกว่า 10 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 20 กิโลเมตรละ 7 บาท

ระยะทางเกินกว่า 20 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 40 กิโลเมตรละ 8 บาท

ระยะทางเกินกว่า 40 กิโลมตรถึงกิโลเมตรที่ 60 กิโลเมตรละ 8.50 บาท

ระยะทางเกินกว่า 60 กิโลมตรถึงกิโลเมตรที่ 80 กิโลเมตรละ 9 บาท

ระยะทางเกินกว่า 80 กิโลเมตรขึ้นไป กิโลเมตรละ 10.50 บาท

(2) กรณีรถยนต์รับจ้าง นอกจาก (1) ให้กำหนด ดังต่อไปนี้

ระยะทาง 1 กิโลเมตรแรก 35 บาท

ระยะทางเกินกว่า 1 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 10 กิโลเมตรละ 6.50 บาท

ระยะทางเกินกว่า 10 กิโลมตรถึงกิโลเมตที่ 20 กิโลเมตรละ 7 บาท

ระยะทางเกินกว่า 20 กิโลมตรถึงกิโลเมตรที่ 40 กิโลเมตรละ 8 บาท

ระยะทางเกินกว่า 40 กิโลเมตรถึงกิโลเมตรที่ 60 กิโลเมตรละ 8.50 บาท

ระยะทางเกินกว่า 60 กิโลมตรถึงกิโลเมตที่ 80 กิโลเมตรละ 9 บาท

ระยะทางเกินกว่า 80 กิโลเมตรขึ้นไป กิโลเมตรละ 10.50 บาท

(3) กรณีรถตาม (1) หรือ (2) ไม่สามารถเคลื่อนที่ หรือเดินรถต่อไปได้เกินกว่า 6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้กำหนดอัตรานาทีละ 3 บาท

ข้อ 4 อัตราค่าบริการอื่น ให้กำหนด ดังต่อไปนี้

(1) กรณีการจ้างผ่านศูนย์บริการสื่อสารหรือระบบสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้เรียกเก็บค่าบริการอื่นเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 20 บาท

(2) กรณีการจ้างจากทำอากาศยานตอนเมืองหรือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยรถยนต์รับจ้างนั้น จอดรอคนโดยสารอยู่ในท่าอากาศยาน ณ จุดที่ได้จัดไว้เป็นการเฉพาะ ให้เรียกเก็บค่บริการอื่นเพิ่มขึ้นจากที่แสดงไว้ในมาตรค่าโดยสารอีก 50 บาท

ข้อ 5 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นตันไป

ประกาศ ณ วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2565

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ด้านนายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมขนส่งทางบก และโฆษกกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ผู้ขับรถแท็กซี่ต้องนำมิเตอร์ไปปรับจูนมาตรค่าโดยสาร ที่บริษัทผู้จำหน่ายมิเตอร์ให้ถูกต้อง และนำมิเตอร์ที่ปรับจูนแล้ว มาที่สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 ส่วนตรวจสภาพรถ งามตรวจสภาพรถรับจ้างและระอื่นๆ อาคาร 4 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจรับรองความถูกต้อง และทำการซีลตะกั่วที่มิเตอร์ก่อนนำรถออกให้บริการประชาชน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ดีเดย์ ขึ้นค่าโดยสารรถแท็กซี่เริ่ม 40 บาท รถติด -วิ่งไม่ได้เกิน 6 กม./ชม. นาทีละ 3 บาท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/d-day-increases-taxi-fares-starting-at-40-baht/

หญิงแกร่ง ป่วยเป็นมะเร็งมดลูก ลาออกจากงานรัฐวิสาหกิจ เดินหน้าเปิดธุรกิจผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติ จนเป็นเจ้าของบริษัท

หญิงแกร่ง ป่วยเป็นมะเร็งมดลูก ลาออกจากงานรัฐวิสาหกิจ เดินหน้าเปิดธุรกิจผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติ จนเป็นเจ้าของบริษัท ผลิตสินค้าให้แบรนด์ชั้นนำในประเทศ และส่งขายต่างประเทศ

ในยุคที่หลายคนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งบำรุงสุขภาพจากภายใน รวมถึงบำรุงผิวจากภายนอก ยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติก็ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเทรนด์เกี่ยวกับรักษ์ธรรมชาติ สินค้าที่เป็นออร์แกนิกจึงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน  

เมื่อปี 2548 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของผู้หญิงที่ชื่อคุณทัศนีย์  แสงสุข หรือ ป้ายา ที่ตรวจพบว่า เป็นมะเร็งมดลูกเชื้อร้ายได้ลามยังไปยังเต้านม ซึ่งขณะนั้นป้ายาทำงานเป็นพนักงานประจำรัฐวิสาหกิจ ป้ายา เล่าว่า ปรึกษากับแม่เรื่องลาออกจากงาน แต่แม่ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นห่วงเรื่องความมั่นคงในหน้าที่การงาน แต่ป้ายายืนยันที่จะลาออก ด้วยสุขภาพที่ไม่แข็งแรง 

“พอรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ตอนนั้นพยายามใช้หลักธรรมะเข้ามาปฏิบัติ ยึดเหนี่ยวจิตใจด้วยการที่การที่เราต้องมีสติ และ เข้มแข็ง ถ้าจิตใจและร่างกายห่อเหี่ยว ทุกอย่างจะทรุดทันที ซึ่งมันไวมาก ส่วนตัวก็จะดูแลเรื่องอาหารการกิน รวมไปถึงการใช้กลิ่นที่สกัดจากธรรมชาติเพื่อทำให้ร่างกายผ่อนคลาย”

หลังจากที่ป้ายาตัดสินใจออกจาก ด้วยความที่ส่วนตัวป้ายาสนใจและพอมีความรู้เรื่องการสกัดน้ำมันจากสมุนไพรธรรมชาติ จึงเริ่มหันมาทำธุรกิจ “ลำวา” ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์นวดผ่อนคลายจากกลิ่นบำบัดที่สกัดมาจากธรรมชาติ ป้ายา เล่าว่า คุณย่าพอมีความรู้เรื่องการสกัดกลิ่นจากสมุนไพรธรรมชาติ การนำเครื่องสมุนไพรโบราณมาทำเป็นน้ำมันนวดและน้ำมันหอมระเหย 

“ความรู้ที่คุณย่าได้รับมานั้น ก็เรียนรู้มาจากคุณปู่อีกที เพราะตอนที่คุณปู่ยังมีชีวิต คุณปู่เป็นหมอสมุนไพรพื้นบ้าน มีความรู้ในการเลือกสรรสมุนไพรพื้นบ้านมาปรุงเป็นยา พอคุณปู่เสีย ก็ไม่มีใครสืบทอดองค์ความรู้ต่อ แต่พอตัวเองมาป่วยเป็นมะเร็ง ก็อยากหันมาทำธุรกิจส่วนตัว จึงเกิดเป็น “ลำวา” ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติ 

ป้ายา เล่าว่า ช่วงแรกที่เริ่มทำธุรกิจ ก็ออกงานขายสินค้าตามบูทต่าง ๆ รวมถึงขายสินค้าผ่านแพลท์ฟอร์มออนไลน์ด้วย พอเริ่มออกงานบ่อย ๆ มีคนรู้จักผลิตภัณฑ์ของเรามากขึ้น ประกอบกับรับได้ผลตอบรับดีจากลูกค้า ก็เริ่มมีคนสนใจให้เราผลิตสินค้าให้ หรือ ที่เรียกว่า OEM คือ เราเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับลูกค้าเจ้านั้น ๆ แล้วลูกค้าก็ไปขายในแบรนด์ของตัวเอง 

“ธุรกิจของเราเริ่มเติบโต และขยายฐานลูกค้ามากขึ้น จากการขายเฉพาะหน้าร้าน หรือ ออกงานต่าง ๆ กลายเป็นว่า เราเป็นฐานการผลิตให้กับลูกค้าชั้นนำในประเทศ ซึ่งตอนนี้มีลูกค้าในมือกว่า 20 บริษัท รวมถึงลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศก็สั่งสินค้าของเราไปจำหน่ายในต่างประเทศด้วย”

สินค้าของธุรกิจ “ลำวา” ที่ขึ้นชื่อ ก็มี น้ำมันสกัดจากดอกไม้ธรรมชาติ ที่ช่วยในการบรรเทา อาการ ปวด ตึง เมื่อย คอ บ่า ไหล่ เริ่มมีอาการหรือกำลังปวดศีรษะไมเกรน นั่งทำงานท่าเดิมๆ จนปวดออฟฟิศ ซินโดรม จะให้ความรู้สึกเย็น ผ่อนคลาย รวมไปถึงสเปรย์เย็นผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดความเครียด ฆ่าเชื้อโรค และ มอบความสดชื่นให้ผิว

หากสนใจสินค้าของ “ลำวา” Cosmetic & Spa Product หน้าร้านอยู่ที่ ตลาดคลองลัดมะยม​โซน7​ และ​เกาะเกร็ด หรือ ติดต่อไปยังเพจ LamwaNatural

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post หญิงแกร่ง ป่วยเป็นมะเร็งมดลูก ลาออกจากงานรัฐวิสาหกิจ เดินหน้าเปิดธุรกิจผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากธรรมชาติ จนเป็นเจ้าของบริษัท first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/lamwa-herbs-thai-natrural/

ลบภาพจำตี่จู้เอี๊ยะสีแดง ด้วยตี่จู้เอี๊ยะสไตล์ โมเดิร์น ที่ยังคงความเชื่อและความศรัทธาไว้ดังเดิม

ลบภาพจำตี่จู้เอี๊ยะสีแดง ด้วยตี่จู้เอี๊ยะสไตล์ “Aviva Spirit – ศาสตร์และศิลป์แห่งศรัทธา” ที่ยังคงความเชื่อและความศรัทธาไว้ดังเดิม

ตี่จู้เอี๊ยะสีแดง ประดับด้วยมังกร เเละเครื่องประดับ สีทอง คือ ภาพที่คนทั่วไปเห็นและคุ้นชินตา ตามบ้านของคนไทยหรือคนไทยเชื้อสายจีน มักถูกวางตามพื้นบ้าน โดดเด่น เป็นที่สะดุดตาด้วยสีแดง 

แต่ถ้าเปลี่ยนจากตี่จู้เอี๊ยะสีแดง มาเป็นตี่จู้เอี๊ยะสไตล์ โมเดิร์น สีขาวนวล ไม่มีเครื่องประดับตกแต่ง ออกจนหมด เหลือแค่อักษรจีนความหมายมงคล และกระถางธูปแบบ LED ไร้ควันที่สามารถตั้งและดับเองได้ จึงดูเหมือนจะคัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า ศาลเจ้าที่ของคนจีน ต้องทำจากไม้และมีสีแดงเท่านั้น แล้วถ้านำตี่จู้เอี๊ยะสไตล์ Modern มาตั้งไว้ในบ้าน จะผิดไหม??

คุณ สุภชัย  วิวัฒนะประเสริฐ  ซินแสฮวงจุ้ย และเจ้าของธุรกิจตี่จู้เอี๊ยะสไตล์ โมเดิร์น “Aviva Spirit – ศาสตร์และศิลป์แห่งศรัทธา” เล่าว่า แต่ก่อนคนจีนที่อพยพมาตั้งรกรากในประเทศไทยต้องการที่จะไหว้เจ้าที่ จึงเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษเป็นคำว่า “เจ้าที่” ต่อมา ก็แกะสลักลงบนไม้ และทาด้วยสีแดงซึ่งเป็นสีมงคลตามความเชื่อของคนจีน

“จุดเร่ิมต้นของการพัฒนาตี่จู้เอี๊ยะ คือ มีลูกศิษย์ของผมซึ่งเขาต้องการ ตี่จู้เอี๊ยะ ที่เข้ากับสไตล์บ้านที่เป็นมินิมอล เรียบง่าย สีไม่โดดเด่น ผมจึงได้ปรึกษากับอาจารย์เกรียงไกร บุญธกานนท์ ซึ่งเป็นอาจารย์ซินแส ว่า ถ้าทำตี่จู้เอี๊ยะ แบบ โมเดิร์น เรียบง่ายจะทำได้ไหม ก็ได้คำตอบว่าทำได้ แต่ยังคงขนาดและสัดส่วน กว้าง ยาว ตามความเชื่อของคนจีนไว้”

พอเริ่มพัฒนาและปรับให้ตี่จู้เอี๊ยะมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ก็ต้องให้ความรู้ควบคู่ไปด้วย เพราะลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นก็กังวลว่าเมื่อซื้อตี่จู้เอี๊ยะไปแล้ว คนเฒ่าคนแก่ที่บ้านจะไม่เข้าใจ ไม่ถูกหลักฮวงจุ้ย 

“ลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นเขาก็อยากนำตี่จู้เอี๊ยะไปไว้ในบ้าน แต่พอจะนำตี่จู้เอี๊ยะซึ่งเดิมเป็นสีแดงไปตั้งไว้ ก็ไม่เข้ากับสไตล์ของบ้าน พอมาเห็นตี่จู้เอี๊ยะของเราก็อยากนำไปตั้งบูชา แต่ก็กลัวคนที่บ้านไม่เข้าใจ เราก็ต้องอธิบายให้ลูกค้าทั้งวัยรุ่น และคนเฒ่าคนแก่เข้าใจว่า ตี่จู้เอี๊ยะ ของเราไม่ได้ผิดหลักฮวงจุ้ย ยังคงหลักการตามเดิม เพียงแค่เรานำเครื่องประดับตกแต่งที่ไม่จำเป็นออก เช่น มังกร โคมไฟ และเรายังทำสีตี่จู้เอี๊ยะให้คุมโทนสีขาวนวล เข้ากับสไตล์บ้านในปัจจุบัน ซึ่งตี่จู้เอี๊ยะของเราทำความสะอาดอีกด้วย”

นอกจากลูกค้าจะเป็นวัยุร่นแล้ว ยังมีคนแก่ อาม่า อากง ก็ให้ความสนใจ ตี่จู้เอี๊ยะ Modern เพราะเห็นถึงความเรียบง่าย สวยงาม แต่ยังคงหลักการจีนดั้งเดิมไว้ 

ธุรกิจของตี่จู้เอี๊ยะ Modern “Aviva Spirit – ศาสตร์และศิลป์แห่งศรัทธา”ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปรวมถึงองค์กร บริษัท ต่างๆมากขึ้น จากการคิดและปรับรูปแบบของตี่จู้เอี๊ยะให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป 

คุณ ธนพร พิชญาจิตติพงษ์ ภรรยาผู้อยู่เคียงข้างซินแสสุภชัยธุรกิจ เล่าว่า  Modern Avivaspirit -ศาสตร์และศิลป์แห่งศรัทธา เป็นที่สนใจของคนอายุประมาณ 40-50 ปี คิดเป็น 70% ของกลุ่มลูกค้า รุ่นอากง อาม่า ก็เข้าเป็นลูกค้าของเรา 

“รุ่นอากง อาม่า ก็อยากให้รุ่นลูกหลานตั้งตี่จู้เอี๊ยะ แต่ลูกหลานก็กังวลว่าตั้งไปแล้วก็กลัวว่าจะกราบไหว้ไม่ดีพอ และอย่างโครงการบ้านในปัจจุบันสไตล์ หรูหรา พอจะตั้งตี่จู้เอี๊ยะ คนส่วนใหญ่ก็นึกถึงตี่จู้เอี๊ยะที่เป็นสีแดงแบบเดิม ที่เป็นมังกร พอจะเอามาตั้งทำให้ตรงนั้นไม่เข้ากับสไตล์ของบ้าน พอค้นหาในอินเทอร์เน็ตก็มาเจอสินค้าของเรา” 

การสร้างฐานลูกค้าสำคัญอย่างยิ่งต่อการซื้อตี่จู้เอี๊ยะ เนื่องจากตัวตี่จู้เอี๊ยะไม่ได้เป็นสินค้าที่ต้องซื้อซ้ำ หรือซื้อบ่อย ทางตี่จู้เอี๊ยะ Modern Avivaspirit – ศาสตร์และศิลป์แห่งศรัทธา ก็ให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้าทั้งก่อนซื้อและหลังการซื้อ 

“เราให้ความสำคัญกับการสร้างความพึ่งพอใจให้กับลูกค้า พอกราบไหว้ตี่จู้เอี๊ยะของเราแล้วรู้สึกเป็นมงคล โอกาสที่เขาจะกลับมาหาเรามีเยอะมาก คือ ยกตัวอย่างที่ผ่านมาบ้าน มีลูกค้าซื้อตี่จู้เอี๊ยะของเราไปตั้งบูชาที่บ้านแล้ว ตอนหลังพอเข้าทำธรุกิจเปิดบริษัท เขาก็อยากตี่จู้เอี๊ยะไปตั้งบูชาที่บริษัท เขาก็กลับมาปรึกษาและซื้อตี่จู้เอี๊ยะของเรา เพราะเราให้บริการลูกค้าหลังการขายด้วย ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ในกรุงเทพ หรือ ต่างจังหวัด” รวมไปถึงลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะบอกต่อญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท อีกด้วย 

ราคาเริ่มต้นของตี่จู้เอี๊ยะ Modern Avivaspirit -ศาสตร์และศิลป์แห่งศรัทธา อยู่ที่ 26,000 บาทหากใครสนใจสามารถติดต่อไปยัง ตี่จู้เอี๊ยะ Modern Avivaspirit -ศาสตร์และศิลป์แห่งศรัทธา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ลบภาพจำตี่จู้เอี๊ยะสีแดง ด้วยตี่จู้เอี๊ยะสไตล์ โมเดิร์น ที่ยังคงความเชื่อและความศรัทธาไว้ดังเดิม first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/the-image-of-di-zhuia-red-with-ti-zhu-ea-modern-style/

เปลี่ยนขยะให้เป็นเงิน มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากของเหลือทิ้ง “Same Thang” กระเป๋าแฮนด์เมดจากซองกาแฟ

เปลี่ยนขยะให้เป็นเงิน มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากของเหลือทิ้ง “Same Thang” กระเป๋าแฮนด์เมดจากซองกาแฟ 

หลายคนคงเคยได้ยินคำที่บอกว่า จะทำงานอะไรสักอย่างต้องเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองสนใจและชอบที่จะทำ แล้วงานหรือสิ่งนั้นๆก็ออกมาได้ดี  ไม่ต่างจากชีวิตวัยรุ่นของเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่พึ่งเรียนจบ และชอบการดื่มกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ จนนำในสิ่งที่ชอบมาต่อยอดเป็นธุรกิจส่วนตัวที่ชื่อว่า Same Thang กระเป๋าจากซองกาแฟ ของคุณโป๊ป หรือ คุณกิตฐนพงษ์ โรงนบวร วัยรุ่นที่มีการพูดและการแต่งตัวเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

“ทุกเช้าของวันใหม่สิ่งที่แรกที่ผมทำหลังจากลุกจากที่นอนคือ การบดกาแฟ การต้มน้ำ และการได้สัมผัสกลิ่นและรสชาติของกาแฟ” คุณโป๊ปเล่าว่า กาแฟเป็นเหมือนน้ำมันในการขับเคลื่อนของชีวิต ทุกๆเช้าหลังจากตื่นนอนจะให้ความสำคัญบดกาแฟและใช้เวลาดื่มด่ำไปกับรสชาติของกาแฟ มันคือ สุนทรียของคนที่ชอบดื่มกาแฟ”

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาคุณโป๊ปเริ่มเห็นว่า ซองกาแฟที่ตัวเองซื้อมาและเก็บสะสมไว้เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงคือว่า จะทำอย่างไรกับซองกาแฟเหล่านี้ดี เพราะถ้าจะทำไปเผาทิ้งก็สร้างมลพิษ หากจะนำไปฝังกลบก็ใช้เวลาย่อยสลายนานมากกว่าถุงพลาสติกธรรมดา จึงเกิดไอเดียนำซองกาแฟมาทำเป็นกระเป๋า

“ตอนนั้นผมชอบลวดลายของซองกาแฟที่ซื้อจึงเก็บสะสมไว้ เพราะซองกาแฟที่มาจากแต่ละที่ จะมีลวดลายแตกต่างกัน ข้อความที่ระบุบนซองก็ต่างกัน ทำให้ปริมาณซองกาแฟเพิ่มขึ้นจนไม่มีที่เก็บ จึงคิดว่า ถ้านำซองกาแฟไปเย็บเป็นกระเป๋าจะสามารถเย็บได้ไหม ปรากฏว่า ลองให้ช่างฝีมือเย็บดูก็สามารถเย็บออกมาเป็นกระเป๋าได้”

จากจุดเริ่มต้นแนวคิดของคนชอบดื่มกาแฟ ไม่จบเพียงแค่ชงกาแฟดื่มกลับต่อยอดนำสิ่งของที่คนมองว่าไม่มีคุณค่า นำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่อยอดสร้างรายได้ให้แก่ตัวเองและคนอื่น

“ผมจ้างช่างฝีมือที่เป็นชาวบ้าน ผมเป็นคนออกแบบและส่งซองไปให้เขาเย็บ ช่างฝีมือที่เย็บส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นคุณป้า ที่มีเครื่องเย็บจักรอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว พวกเขาก็จะมีรายได้เสริมจากตรงนี้ด้วย ผมมองว่า เราไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อหวังกำไร หรือ จะทำธุรกิจใหญ่โตมากมาย แค่หล่อเลี้ยงจากคนต้นน้ำคือคนที่ผลิตเม็ดกาแฟ ไปจนถึง คนปลายน้ำอย่างคนว่างงาน”

งานคราฟต์ หรือ งานฝีมือ มีเอกลักษณ์และสไตล์เฉพาะตัว อย่างกระเป๋า Same Thang แต่ละแบบจะไม่มีการซ้ำกัน เพราะว่า ลวดลาย การออกแบบและการดีไซน์ ของแต่ละซองกาแฟมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น เมื่อลูกค้าซื้อไปแล้วนำไปใช้ จะไม่มีทางซ้ำกับใบอื่นๆ และสิ่งสำคัญของธุรกิจ Same Thang คือ คอกาแฟที่มีซองกาแฟอยู่ที่บ้านก็สามารถนำมาบริจาค เพื่อแลกกับกระเป๋าทำมือได้ด้วย 

“10 ซองสามารถแลกกระเป๋าภายในร้านได้หนึ่งใบ ผมมองว่ามันคือนำของที่เป็นขยะมาต่อยอดให้เกิดมูลค่า ดีกว่าต้องนำไปทำลายทิ้ง คนที่เขาเอาซองกาแฟมาบริจาคให้ผม ผมก็ตอบแทนด้วยการให้กระเป๋าที่ทำเสร็จแล้ว เพราะคนที่ชอบดื่มกาแฟ พวกเขาจะซื้อเมล็ดกาแฟมาจากต่างที่กัน เพราะด้วยรสชาติและความหอมของกาแฟต่างกัน ตอนนั้นมีคนมาบอกว่า ที่บ้านมีซองกาแฟเยอะมากๆ แต่ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ผมจึงบอกเขาไปว่า ผมขอได้ไหม ดีกว่าเอาไปทิ้ง จากนั้นผมก็เริ่มเปิดรับบริจาค ทางออนไลน์และเวลาออกบูธตามงานต่างๆ ซึ่งคนเอามาบริจาคเยอะมาก”

กระเป๋า Same Thang คืองานฝีมือที่ลูกค้าต้องพรีออเดอร์ และรออย่างใจเย็น เพราะกระเป๋าแต่ละใบใช้เวลาทำค่อนข้างนาน ประกอบกับซองกาแฟที่ได้รับมาบางซองไม่ได้สมบูรณ์ 100% คุณโป๊ปต้องมานั่งคัดเลือกเพื่อให้ได้ซองที่มีคุณภาพ

“หลังจากได้รับซองที่บริจาคมาผมต้องมานั่งดูและคัดเลือก รวมไปถึงการออกแบบซองแต่ละซอง ให้ออกมาเป็นกระเป๋าที่สวยงาม ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างใช้เวลา แต่ลูกค้าที่เขามาสั่งทางหน้าเพจเฟซบุ๊ก ผมก็ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ แต่บางครั้งเวลาไปออกบูธตามงานต่างๆ ผมก็จะต้องสต็อกของให้ได้มากพอสมควร เพราะลูกค้าที่มาซื้อหน้าร้านก็จะได้มีตัวเลือกของสินค้ามากขึ้น หรือถ้าแบบยังไม่ถูกใจก็สามารถพรีออเดอร์สินค้าได้เช่นกัน” 

คุณโป๊ปเล่าว่า รายได้ที่เข้ามาช่วงแรกยังถือว่าน้อยมากเพราะคนยังไม่รู้จัก แบรนด์ กระเป๋า Same Thang แต่พอมาช่วงหลังกลางปีที่ผ่าน เริ่มมีคนรู้จักเราจากการออกงานมากขึ้น จากสื่อออนไลน์มากขึ้นทำให้มีรายได้เข้ามาพอสมควร ถือเป็นสัญญาณที่ดีของธุรกิจ Same Thang

จากจุดเริ่มต้นของคนรักในรสชาติและกลิ่นหอมของกาแฟ นำไปสู่การขอรับบริจาคขยะจากซองกาแฟ ต่อยอดเป็นธุรกิจกระเป๋า Same Thang แม้ธุรกิจนี้จะเพึ่งเริ่มต้น และก็เป็นกระแสจนได้รับความนิยม ในหมู่ของคนที่รักในกาแฟและชื่นชอบงานคราฟต์ 

หากสนใจกระเป๋า Same Thang ติดตามข้อมูลได้ทาง Facebook Same Thang

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปลี่ยนขยะให้เป็นเงิน มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากของเหลือทิ้ง “Same Thang” กระเป๋าแฮนด์เมดจากซองกาแฟ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/same-thang-handmade-bags-from-coffee-sachets/

ทิ้งงานประจำสู่เจ้าของธุรกิจเล็กๆ ที่บ้านเกิด “ขนมจันทร์” ชีวิตไม่ง่ายของอดีตมนุษย์เงินเดือน

ทิ้งงานประจำสู่เจ้าของธุรกิจเล็กๆ ที่บ้านเกิด “ขนมจันทร์” ชีวิตไม่ง่ายของอดีตมนุษย์เงินเดือนแรงบัลดาลใจเล็ก ๆ จากคนที่เคยทำงานประจำในเมืองหลวง กับ ค่าครองชีพที่แสนสูงลิ่ว ทุกเช้าของสังคมเมืองที่มดงานนับแสนชีวิตดิ้นรนออกไปทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ แล้วกลับเข้ามาพักในห้องสี่เหลี่ยมๆเล็ก เมื่อพระอาทิตย์ทอแสงขึ้นอีกครั้ง ชีวิตยังคงวนลูปเป็นแบบนี้เรื่อยไป แล้วอะไรคือความสำเร็จของมนุษย์มดงานเหล่านี้ ธุรกิจส่วนตัว คือคำตอบที่ใช่หรือไม่ 

มนุษย์เงินเดือนหลายคนอาจมีความคิดว่า หากชีวิตนี้มีโอกาส อยากลาออกจากงานประจำแล้วหันไปทำธุรกิจส่วนตัว เป็นนายตัวเอง และนั้นคือภาพฝันของใครหลายคนที่ต้องการมีชีวิตอิสระ จัดสรร และ บริหารงานด้วยแต่เอง 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาพฝันที่หลายคนวาดไว้ จะง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากหรือเปล่า เรามีโอกาสได้พูดคุยและเปลี่ยนความคิดกับ คุณเจือจันทร์ หรือ คุณจัน หญิงสาวอายุราวๆ 30 ปี เจ้าของร้าน “ขนมจันทร์” ที่อยุธยา ขายขนมวุ้นกะทิใบเตย และ ขนมไทยอื่นๆ ที่หนีจากชีวิตมนุษย์เงินเดือนเมืองกรุง กลับไปเริ่มธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองที่บ้านเกิด

คุณจันเล่าว่า เธอจบปริญญาตรี สาขานิเทศศาสตร์ ความใฝ่ฝันของเธอ คือ การได้เข้าไปเป็นพนักงานประจำ และทำตำแหน่ง “ผู้สื่อข่าว” รายการกับทางช่องสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ชีวิตการทำงานของเธอเป็นไปด้วยความสนุก เพราะสิ่งที่ได้ทำตอบโจทย์กับชีวิต และความสุขที่ได้ออกไปพบปะและสนทนากับแหล่งข่าว

“การทำงานตอนนั้นสนุกมาก ทั้งยิ้ม หัวเราะ เป็นสิ่งที่เราชื่นชอบและใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก การทำงานเลยความสุข”

แต่ดูเหมือนชีวิตจริงของการทำงาน ไม่ได้สวยหรู หรือ ปูด้วยพรมแดง โรยด้วยกรีบกุหลาบ ให้เธอเดิน “เงินเดือน” คือปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตในเมืองหลวง ย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา เด็กจบใหม่อย่างคุณจัน ได้เงินเดือนค่าตอบแทนอยู่ที่ “10,000 บาทต่อเดือน” เด็กต่างจังหวัดกับการใช้ชีวิตในเมืองหลวงไม่ง่ายเลย ด้วยค่ากิน ค่าอยู่ ค่าเดินทาง อย่าถามเรื่องเงินเก็บ เพราะจะใช้ชีวิตให้ผ่านไปในแต่ละวันยังลำบาก 

หลังจากนั้นแม้คุณจันจะเปลี่ยนงานไปทำแผนกข่าวออนไลน์ เงินเดือน 25,000 บาทก็ดูเหมือนชีวิตจะดีขึ้น  แต่ก็ต้องมาเจอกับช่วงโควิดระบาด ทำให้ไม่สามารถออกไปทำข่าวได้ ต้องอยู่แต่ในออฟฟิศ หาข่าวตามอินสตาแกรมส่วนตัวของดารา มานั่งเขียนข่าว

คุณจัน เล่าว่า เธอทำงานอยู่แบบนั้นหลายเดือน จนได้ไปงานและไปเจอดารามีชื่อเสียงท่านหนึ่ง พูดกับเธอว่า “ชีวิตนี้จะเป็นนักข่าวไปตลอดเลยหรือ อายุมากขึ้นก็ทำงานข่าวไม่สนุกแล้ว” คุณจันบอกว่า นั่นทำให้เธอคิดได้ว่า หากชีวิตจะอยู่แบบต่อไปเรื่อยๆ เราเองก็ต้องโตขึ้น พ่อกับแม่ก็อายุมากแล้ว แล้วเธอคือลูกผู้หญิงคนเดียว 

กลายเป็นจุดหักเหให้ลาออกจากงานประจำ มุ่งหน้ากลับบ้านที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเธอบอกว่า การกลับบ้านมาครั้งนี้ เธอไม่มีเงินเก็บเลย และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ชีวิตจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป 

“หนึ่งเดือนเต็มที่กลายเป็นคนว่างงาน กิน นอน อยู่บ้าน ตอนนั้นยังคิดไม่ออกเลยว่าชีวิตนี้อยากจะทำอะไร เหมือนทุกอย่างมันว่างเปล่า แต่โชคดีที่พ่อกับแม่เข้าใจ และไม่กดดัน คือต้องยอมรับว่าสังคมต่างจังหวัดตลาดแรงงานค่อนข้างน้อย ไม่ทำงานราชการ ก็ไปเป็นพนักงานโรงงาน ซึ่งส่วนตัวไม่อยากกลับเข้าสู่วงการนี้แล้ว เพราะชีวิตจะวนเวียนไม่ต่างจากเดิม” 

 

แต่เมื่อหนึ่งเดือนผ่านไป เธอรู้ว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่เธอชื่นชอบมาก คือ การกิน เธอชอบสรรหาของอร่อย ๆ มากิน ประกอบกับ คุณอาของเธอ ทำวุ้นกะทิอร่อยใบเตยอร่อย เธอจึงไปขอความรู้และฝึกหัดทำมาเรื่อยๆ

“จันเองไม่มีความรู้เรื่องการทำขนมเลยค่ะ มีฝีมือทำอาหารได้แค่เล็กๆน้อยๆ จึงไปขอให้คุณอาสอนทำวุ้นกะทิใบเตย และก็ตั้งใจว่าจะทำขายส่งตามร้านในพื้นที่จังหวัดของตัวเองก่อน”

และด้วยความที่เธอรู้จักกับดารา คนมีชื่อเสียง ทำให้ “วุ้นกะทิใบเตย” ได้รับการโปรโมทจากดารา เซเลป มากมาย ยอดขายขนมจึงค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากที่ไม่มีคนรู้จักขนมของเธอเลย ก็กลายเป็นว่า คนในกรุงเทพ หรือ จังหวัดอื่นๆ ก็สั่งขนมจันทร์ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

“ค่อย ๆ ศึกษาว่าเราจะส่งตามต่างจังหวัดอย่างไรไม่ให้วุ้นกะทิเสีย เพราะเราไม่ได้ใส่สารกันบูด ก็เลยคิดว่าขนส่งอะไรที่ส่งไว้แล้วของไม่เสียหาย ก็คือ รถตู้ กับ รถไฟ ซึ่งผลตอบรับดีมาก สั่งเช้า พอตอนเย็นเราก็สามารถส่งของได้ทันที”

ซึ่งทุกวันนี้คุณจันก็ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับธุรกิจเล็กๆ ของเธอคนเดียว ซึ่งสามารถเลี้ยงตัวเอง และ ครอบครัวได้ แต่ใช่ว่าทุกวันนี้เธอจะประสบความสำเร็จแล้ว 

คุณจัน บอกว่า ยังต้องศึกษาและความรู้ในการต่อยอดธุรกิจในทุกวันๆ คิดค้นสูตรของขนม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้น ขยายธุรกิจให้โตกว่านี้ 

สิ่งสุดท้ายที่เธอกล่าวไว้คือ ที่ผ่านมามีเพื่อนๆเข้ามาถามและขอคำปรึกษา ถึงเรื่องการตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เธอสะท้อนมุมมองส่วนตัวออกมาว่า หากในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ สังคมรัฐที่สวัสดิการไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิต การมีเงินเดือนประจำเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หากชีวิตยังไม่มีการวางแผนเรื่องของการทำธุรกิจ อย่าพึ่งตัดสินลาออกจากงานประจำ เพราะหนทางของการทำธุรกิจไม่ได้สวยหรูเหมือนภาพในจินตนาการ 

หากอยากอุดหนุนและเป็นกำลังใจเล็ก ๆ ให้กับคุณจัน ติดต่อไปยัง Facebook ขนมจันทร์อยุธยา ได้เลย 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ทิ้งงานประจำสู่เจ้าของธุรกิจเล็กๆ ที่บ้านเกิด “ขนมจันทร์” ชีวิตไม่ง่ายของอดีตมนุษย์เงินเดือน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/khanom-chan-life-is-not-easy-for-a-former-salary-man/

“รองเท้าทำมือ” ของขวัญล้ำค่าจากอากง จากคนหันหลังใหเธุรกิจครอบครัว สู่ชีวิตที่เปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน

“รองเท้าทำมือ” ของขวัญล้ำค่าจากอากง จากคนหันหลังใหเธุรกิจครอบครัว สู่ชีวิตที่เปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน

ตึกแถวสีเขียวขนาด 4 ห้อง 4 ชั้น ภายนอกดูเหมือนบ้านคนทั่วๆไป แต่พอเราได้เข้าไปข้างใน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ กลิ่นเครื่องหนัง และ กลิ่นของกาวที่ใช้ทำรองเท้า เเท่นไม้ ค้อน ตะปู และเศษเครื่องหนังที่ใช้ทำรองเท้า วางอยู่ตามพื้นรอบๆตัว ของช่างทำรองเท้า ซึ่งมองด้วยตาก็รู้ว่าช่างฝีมือเหล่านี้อายุไม่น้อยแล้ว เพราะที่นี้คือ แหล่งผลิต “รองเท้าทำมือ” ที่ยังคงเอกลักษณ์ของช่างฝีมือการทำรองเท้าด้วยมือ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ ไปจนถึงการตัดเย็บ และขึ้นรูปรองเท้า 

 

“กว่า 80 ปี มาถึงปัจจุบันนี้เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว อากงเป็นรุ่ ตอนนั้นอากงทำรองเท้าให้ทหารญี่ปุ่น ด้วยการเย็บมือและใช้ปากช่วยดึง อากงทำรองเท้าด้วยมือทุกขั้นตอน” คุณกเก๋ หรือ คุณ บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์ ทายาทรองเท้าทำมือรุ่นที่ 3 เราความเป็นมาของรองเท้าทำมือให้เราฟัง 

 

เริ่มต้นจากองกงโพ้นทะเลมาจากเมืองจีน สู่ ทายาทรุ่นที่ 3 

อากงมาตัวเปล่า เป็นคนจีนที่แบบเหมือนมาเมืองไทยแบบ walk in เข้ามาเหมือนคนจีนทั่วไป องกงมีทักษะในเรื่องของงานฝีมือ เขาก็เลยเหมือนกับเริ่มทำรองเท้าที่เป็นแบบรองเท้าให้ทหารญี่ปุ่นในยุคนั้น แต่ว่าความความเก่งและความเก๋ของรุ่นอากงคือมันไม่มีเครื่องจักรและไม่มีเครื่องทุ่นแรง สิ่งที่เขาทำได้คือมือแล้วก็ปาก เวลาร้อยรองเท้าหรือเย็บรองเท้าเนี่ยค่ะมันไม่มีเครื่องทุ่นแรง สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ เป็นเทคนิคที่แบบทำรองเท้าได้มือส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นอากงมาถึงรุ่นนะป๊าแล้วก็มาถึงรุ่นเรา

เราเป็นครอบครัวที่เป็นช่างฝีมือ และเราเป็นทายาทรุ่นที่ 3 จริงๆมันเริ่มจากที่พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะทำด้วยซ้ำ มันเป็นความคิดว่าเรารู้สึกว่าเราเกิดมาในครอบครัวช่างฝีมืออยู่แล้วเราเกิดมาจนถึงความเคยชิน แต่พอถึงวันนึงแต่ละคนมันก็เหมือนน้องเหมือนเรามีของดีอยู่กับตัวเรามันจะไม่มองเห็น แต่ละคนสามพี่น้องก็ออกไปเติบโตในธุรกิจหรือว่าความชอบของตัวเอง พี่ชายคนโตเนี่ยเขาก็มีธุรกิจสิ่งพิมพ์หรือเพื่อนส่วนพี่ชายคนที่ 2 ก็คือทำโฆษณา ส่วนเก๋จบ interior Designer ก็ทำอินทีเรียไป

 

หันหลังให้ธุรกิจ แต่เมื่อถึงจุดพลิกผันทำให้ต้องมาสานต่อธุรกิจที่บ้าน

พอมาถึงวันนึงคือวันที่แบบเราต้องกลับมารับผิดชอบที่บ้านโดยการที่แบบเหมือนมันเป็นจุดเปลี่ยน ในวันที่ที่ปะป๊าเขาล้มป่วยแล้วเราก็ตกใจมาก ว่า ทำไมเราไม่เคยรู้เรื่องเลยป่วยหนักเลย แต่ว่าคำนึงที่ปะป๊าบอกเอาไว้ว่าที่ปะป๊าทำมาทั้งชีวิตก็คือเพื่อทุกคนในครอบครัวเรา เราก็บอกว่าเราสามพี่น้องเราดูแลตัวเองได้แล้ว ทำไมต้องมาเหนื่อยขนาดนี้เขาบอกว่าไม่ใช่ ครอบครัวของป๊าไม่ใช่แค่พวกเราสามพี่น้องแต่คือชีวิตในโรงงาน 

ตอนนั้นจำได้เลยว่า คำพูดของป๊าเปลี่ยนทุกอย่างของเราไปหมด และคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้าน ก็มาดูว่ารองเท้าทำทำยังไง ตอนนั้นรุ้ว่าก่อนหหน้านี้ ทำไมเราถึงทิ้งมันไป พอถึงวันนี้เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่มันมีค่ามากที่เราจะต้องสานต่อไปแล้วก็เลยลุกขึ้นมาทำแบรนด์ 

จุดเด่น คือ ใช้ความสัมพันธ์ในครอบครัวมาเป็นจุดขาย นายแบบ นางแบบ คือคนในครอบครัว 

ดึงเอาจุดเด่นที่เราคิดว่า เราคือใคร เราคือใคร รู้จักตัวเองเมื่อเรารู้จักตัวเองว่าเราวิเคราะห์ตัวเองว่าเราถนัดอะไรเราเก่งอะไร เราไม่รู้อะไร แบรนด์นี้เราไม่ได้รู้จักดารา อินฟลูเอนเซอร์ เราก็เชื่อว่าแฟชั่นมันมีคุณค่ามากกว่านั้นด้วยที่ว่ามันก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องทำโมเดลที่เหมือนแบรนด์อื่นๆ ที่แบบจะต้องเอาเอารองเท้ากระเป๋าไปฝากให้ดารา

แต่ละคนมีวิธีของตัวเอง เราจึงชวนทุกคนในครอบครัวของเรามาเป็นนายแบบนางแบบซะเองเลย เราใช้ความถนัดของแต่ละคนมาเติมเต็ม อย่างของพี่ชายเก่งในการเล่า Story telling ก็จะเล่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่สะใภ้กับคุณแม่อะไรอย่างนี้หรือว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่แฟนแต่งงานกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างเก๋กับคุณพ่ออะไรแบบนี้แล้วมันก็เลยเกิดเป็นไวรัลในโซเชียลโดยที่เราก็ไม่ได้คิดว่ามันขนาดนั้น ลูกค้าแชร์ต่อๆกันเยอะมาก

คือรองเท้าของเราขายความสัมพันธ์ เราอยากให้ทุกชีวิตทุกคู่ ทุกความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องเป็นเพื่อนเลยนะคะกลับมาเดินไปด้วยกันเหมือนครอบครัวเราที่แบบสามพี่น้องกลับมาบ้านมาทำโรงทานด้วยกันมันลุยธุรกิจด้วยการมาทำให้รองเท้าของปะป๊ามันเติบโตไปด้วยกันอีกครั้ง มีจุดเด่นที่ว่าใครๆก็จะรู้ว่าเราไม่ได้ขายเเค่รองเท้าเราขายความสัมพันธ์ด้วย

ความแข็งแรงและความสัมพันธ์ในครอบครัว ทำให้ธุรกิจยืนหยัดมาได้ถึงกว่า 80 ปี

ทุกวันนี้ธุรกิจยังดำรงอยู่ เพราะเชื่อว่าเป็นเพราะคำว่าครอบครัวมากกว่า เพราะว่าการทำธุรกิจครอบครัวหลายๆคน หลายๆครอบครัวเลยค่ะ มีการะทะเลาะกันฃหรือบางทีเห็นรายเข้ามา เห็นเรื่องเงินแล้วก็มีความขัดแย้ง

เเต่ว่าสิ่งที่อากงปลูกฝังตั้งแต่รุ่นอากงกับอาม่าคือบอกว่าสิ่งเดียวในชีวิตที่เขาสอนกันมารุ่นต่อรุ่น เขาไม่เคยสอนว่าให้พวกเราต้องเก่งต้องรวยล้นฟ้า ไม่ต้องการเป็น number one แต่สิ่งที่เขาสอนมากที่สุดคือ รักครอบครัวไว้นะ เพราะครอบครัวคือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตคือไม่ว่าวันนึงคุณจะล้ม หรือคุณจะทำอะไรผิดพลาด ยังมีครอบครัวที่อยู่กับเราเสมอ

มันเลยทำให้คำว่าครอบครัวมันยิ่งใหญ่แล้วมันสำคัญกับเรามาก ทำให้ในแต่ละรุ่นถูกส่งต่อกันมาด้วยความรักในสิ่งที่อากงมอบให้เรา ว่าที่เขาทำมาทั้งชีวิตเขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเขาเองเขาทำเพื่อที่อยากจะส่งต่อให้กับรุ่นต่อ 

 

ด้วยความที่เราเป็นครอบครัวเราไม่ได้ชิงดีชิงเด่นและไม่ได้คิดว่าเรื่องเงินทั้งหมดต้องเป็นของเราคนเดียว แต่เราคิดว่าเราจะเดินไปด้วยกันยังไงในทุกๆวัน เรามีคนในโรงงานเยอะมาก เราทำไงให้ทุกคนมันเดินไปกับเราได้ แล้วเราก็เดินกับเขาได้ มันเลยทำให้การเดินทางในแต่ละรุ่นอ่ะแข็งแรงเหมือนกันค่ะ 

เวลาทะเลาะกันคนก็แสดงตัวตนเองเต็มที่ออกมา แต่ว่าครอบครัวเราโชคดีเพราะว่าเราไม่เคยทะเลาะกันเรื่องเงินเลย แต่สิ่งหนึ่งที่เราคิดตรงกันเสมอ คือทุกครั้งที่เราคุยกันแล้วความเห็นไม่ตรงกันเลย

แต่สุดท้ายคือเพื่อผลลัพธ์ที่ว่าทำยังไงให้แบรนด์หรือธุรกิจมันไปต่อได้ทำยังไงให้มันให้มันเดินต่อไปด้วยกันได้ เราสามพี่น้องจึงทำการโหวตเสียง 2 ต่อ 1 คือยังไงมันไม่มีทางที่จะเป็นแบบ1ต่อ1 มันก็ต้องเป็น 2 ต่อ 1 

ดำรงรักษาช่างฝีมือไว้ เพื่อมอบสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจให้แก่คนรับ 

อย่างน้อยที่สุดอยากให้คนนึกถึงเครื่องหนังหรือนึกถึงช่างฝีมืออยากให้นึกถึงพวกเรา เพราะยังมีโรงงานนึงที่เขายังทำรองเท้าแล้ว ยังเก็บองค์ความรู้นี้ไว้เพื่อส่งไปรุ่นต่อรุ่น เราเชื่อว่าถ้าอย่างน้อยคนยังนึกถึงเราในแง่ที่ว่าเราเป็นงานช่างฝีมือ ทำให้อาจารย์ช่างก็ยังอยู่ได้และอาจารย์ช่างเขายืนหยัดที่จะส่งต่อองค์ความรู้นี้ให้กับรุ่นเด็กต่อๆไปเพราะว่ามันยังมีคนรัก เขายังรู้สึกว่ายังอยากมาเรียนรู้กับความเป็น ช่างฝีมือสมัยก่อน เป็นภูมิปัญญาที่ถูกส่งต่อไปได้

ถ้าอย่างน้อยนึกถึงพวกเราว่าเราเป็นครอบครัวช่างฝีมือที่แบบคู่อยู่กับคนไทยมานานกว่า 80 กว่าปี งานฝีมือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่ามันเกลาจิตใจคนได้ มันไม่ใช่แค่ว่าคุณทำงานฝีมือให้สวยงามแต่ ว่ามันมีคุณค่าทางจากจิตใจตั้งแต่คนทำ และคำว่างานฝีมือ มันไม่ใช่เรื่องที่แบบคุณทำได้วันเดียว

คุณต้องฝึกฝนไปทั้งชีวิตคุณถึงทำได้ดี  และดีขึ้น มันเกลาจิตใจตั้งแต่คนทำไปถึงหน้าห้าง product ที่ออกมามันและตั้งใจส่งต่อไปหาคนที่รับที่เขารู้สึกว่า สิ่งนี้คือช่างฝีมือตั้งใจทำ 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post “รองเท้าทำมือ” ของขวัญล้ำค่าจากอากง จากคนหันหลังใหเธุรกิจครอบครัว สู่ชีวิตที่เปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/youngfolk-hand-craft-shooes/