คลังเก็บป้ายกำกับ: Battery

CEO เสียวหมี่โพสต์อวด Xiaomi 13 ตัวธรรมดา จะแบตอึดกว่า iPhone 14 Pro Max ซะอีก

CEO และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Xiaomi ออกมาโพสต์ยาวร่ายถึงมือถือเรือธงรุ่นใหม่ของค่าย Xiaomi 13 Series โดยระบุว่ามือถือตัวเริ่มต้นตระกูลอย่าง Xiaomi 13 ธรรมดานั้น จะมีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ต่อการชาร์จยาวนานมาก ถึงขึ้นเอาชนะแชมป์แบตอึดตอนนี้อย่าง iPhone 14 Pro Max ตัวท็อปสุดของ Apple ได้เลยทีเดียว

Lei Jun ช่วงนี้ก็จะโพสต์อะไรในเว็บ Weibo บ่อย ๆ หน่อย เพราะว่าใกล้ถึงช่วงเปิดตัวมือถือ Xiaomi 13 Series ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้แล้ว โดยล่าสุดได้มีการพูดถึงการใช้งานแบตเตอรี่ บอกว่ามือถือรุ่นใหม่จะมีความอึด ทน ใช้งานได้ยาวนาน ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดต้องคอยชาร์จบ่อย ๆ กันเลย แล้วก็ไปพูดถึงความสำคัญของการอกแบบดีไซน์ให้ตัวเครื่องยังไม่หนาจนเกินไป และก็ต้องให้สามารถถือเครื่องได้สบายมือ ทั้งนี้จากข้อมูลที่เผยออกมาก่อนหน้า คาดว่า Xiaomi 13 จะพกแบตความจุ 4500mAh มาในเครื่องครับ

 

โดย Xiaomi 13 จะยังมีดีไซน์ที่มีคุณสมบัติน่าใช้งานตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว Lei Jun ยังจะโพสต์ภาพโชว์ความอึดของแบตด้วยภาพผลทดสอบระยะการใช้งาน DOU จากภาพจะแสดงข้อมูลระยะเวลาวันที่ใช้งานได้ของมือถือแต่ละรุ่น พบว่า Xiaomi 13 ตัวเริ่มต้นของซีรีส์ได้คะแนนไป 1.37 ซึ่งเป็นแต้มที่สูงกว่ามือถือ iPhone 14 Pro Max ตัวท็อปสุดจากฝั่ง Apple ที่ได้ไปเพียง 1.28 คะแนนซะอีก

นอกจากนี้ CEO เค้ายังพูดถึงว่าที่ผ่านมาบริษัทมุ่งหน้าพัฒนามือถือที่จะมีอายุการใช้งานแบตยาวนานมากขึ้น มีเป้าหมายได้อยู่ได้ 2 วันเต็ม ๆ ซึ่งตอนนี้ก็ได้ประสบความสำเร็จพร้อมนำมาใช้งานแล้วในมือถือรุ่นใหม่ของค่ายนั่นเอง ก็หวังว่าจะเป็นไปได้ตามที่เค้าบอกนะครับ เพราะก่อนหน้านี้มีพูดคุยกันว่าระบบ MIUI 14 นั้นจะมาพร้อมความเบาบาง ไม่เปลืองทรัพยากรมือถือเท่ารุ่นก่อน ๆ อย่างนี้ต้องลองมาดูตอนได้เครื่องมารีวิวกันแล้วล่ะ

 

ที่มา : gizmochina

from:https://droidsans.com/ceo-brags-xiaomi-13-battery-last-longer-than-iphone-14-pro-max/

Tips | วิธีเช็ค cycle แบตเตอรี่โน้ตบุ๊คอย่างละเอียด ใช้ไปกี่รอบ เสื่อมไปเท่าไหร่แล้ว เอาไว้ดูก่อนซื้อมือสอง

รู้หรือไม่ว่า Windows มีเครื่องมือที่เอาไว้สร้างรีพอร์ตรายงานข้อมูลแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คเราได้อย่างละเอียดในตัวเลย ไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่มให้เสียเวลา สามารถบอกได้หมดตั้งแต่รอบ cycle ที่ใช้มา (ชาร์จ 0-100% ไปกี่ครั้ง), ตัวเลขว่าใช้โน้ตบุ๊คเครื่องนี้แต่ละวันไปกี่ชั่วโมง และตัวเลขว่าเคยมีแบตเต็ม ๆ มาก่อนอยู่กี่ mAh ส่วนตอนนี้เสื่อมไปเท่าไหร่แล้ว เรียกว่าเป็นข้อมูลที่หลายคนน่าจะอยากรู้ เพราะเอาไว้ประกอบการตัดสินใจได้ว่าเราควรจะเปลี่ยนแบตตอนไหนดี หรือถ้าจะซื้อมือสองต่อสักเครื่องก็สามารถเอาไว้เช็คได้เหมือนกัน

 

วิธีสร้างรีพอร์ตแสดงรายละเอียดแบตเตอรี่ของโน้ตบุ๊ค Windows

  1. เปิดแอป Windows PowerShell ขึ้นมา โดยใช้วิธีค้นหาในช่อง Search จากนั้นเลือกเปิดด้วยวิธีคลิกขวา Run as Administrator


  2. พิมพ์คำสั่ง powercfg /batteryreport /output “C:\battery-report.html” และกด Enter


  3. ไปที่หน้าไดรฟ์ C ของเครื่อง จะมีไฟล์ชื่อ battery-report.html โผล่ขึ้นมา สามารถเปิดดูเป็นรายงานเต็มผ่านเบราว์เซอร์ได้เลย

 

รีพอร์ตที่เปิดมาจะมีข้อมูลให้ดูได้หลายอย่างที่บอกไป ส่วนที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษก็คือหัวข้อ Installed batteries ซึ่งจะบอก 3 ข้อมูลหลัก ได้แก่ ความจุแบตเตอรี่เต็ม ๆ ที่เครื่องนี้ถูกติดตั้งมา (Design Capacity), ความจุแบตเตอรี่ที่เหลือใช้อยู่ในปัจจุบัน (Full Charge Capacity) และจำนวนรอบ 0-100% ที่เครื่องนี้เคยชาร์จไป (Cycle Count)

ในตัวอย่างด้านบนจะเป็นของโน้ตบุ๊ค ASUS ROG Flow Z13 เคยมีความจุแบตเต็ม ๆ อยู่ที่ 56,002 มิลลิวัตต์ชั่วโมง (mWh) หรือก็คือ 56 Wh ตามสเปคเลย เคยชาร์จ 0-100% ไปแล้วทั้งหมด 25 รอบ เหลือความจุเต็มล่าสุดแค่ 52,220 Wh เท่านั้น คิดเป็นหายไปประมาณ 6.75% กันเลย ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมแบตเครื่องนี้มันเสื่อมไวขนาดนี้ เพราะทีมงานใช้เทสกันหนักจริง ๆ แค่เอามาเป็นตัวอย่างให้ดูเฉย ๆ ครับ

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่นอีก เช่น หัวข้อ Recent Usage บอกข้อมูลการใช้งานแบตเตอรี่ย้อนหลัง 3 วันที่ผ่านมา ตัวอย่างด้านล่างคือใช้งานล่าสุดวันที่ 13 พฤศจิกายน 2022 ก็จะบอกหมดว่าเครื่องนี้ถูกใช้งานรูปแบบไหนเวลาไหนมาบ้าง เช่น เวลา 01:29:14 (ตีหนึ่ง 29 นาที) เครื่องนี้มีสถานะคือ Connected standy ซึ่งก็คือถูก Sleep ไว้ และใช้แหล่งไฟมาจากการเสียบสาย AC ชาร์จไว้ มีแบตเหลืออยู่ตอนนั้นประมาณ 97% คิดเป็น 50,928 mWh

ส่วนเวลา 13:55:03 ของวันเดียวกัน เครื่องนี้มีสถานะล่าสุดคือ Active หรือก็คือเปิดใช้งานอยู่ โดยใช้แหล่งไฟมาจากแบตเตอรี่ (Battery) ไม่ได้เสียบชาร์จไว้ มีแบตเหลืออยู่ตอนนั้นเหลืออยู่ประมาณ 47% คิดเป็น 24,522 mWh เป็นต้น

หัวข้อ Usage history ใช้บอกว่าวันนั้นทั้งวันโน้ตบุ๊กของเราโดนใช้งานรวมไปกี่ชั่วโมง โดยแบ่งเป็นใช้งานแบบเสียบชาร์จกี่ชั่วโมง และใช้บนแบตเตอรี่กี่ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น วันที่ 12 พฤศจิกายน 2022 เครื่องนี้ใช้งานแบบเสียบชาร์จไว้รวม 4 ชั่วโมง 50 นาที, ใช้งานแบบถอดชาร์จรวม 5 ชั่วโมง 21 นาที, Sleep แบบเสียบชาร์จไว้รวม 3 ชั่วโมง 9 นาที และ Sleep แบบถอดชาร์จรวม 1 ชั่วโมง 55 นาที รวมเวลาทั้งหมดที่เครื่องนี้ใช้ไปในวันนั้นคือ 15 ชั่วโมง 15 นาที นั่นเอง (หักออกจาก 24 ชั่วโมง เหลือ 8 ชั่วโมง 45 นาที นั่นคือเวลารวมที่ถูก Shut Down)

และหัวข้อ Battery life estimates เอาไว้ประเมินคร่าว ๆ ว่าแบตเตอรี่ของเครื่องนี้จาก 0-100% ใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณกี่ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น วันที่ 13 พฤศจิกายน 2022 เครื่องนี้ใช้ได้เฉลี่ยภายในวันนั้นคือ 2 ชั่วโมง 24 นาที จะสังเกตเห็นว่าวันนี้แบตดูอึดขึ้นกว่าวันอื่นที่เคยอยู่ได้แค่ราว 1 ชั่วโมงกว่าเท่านั้น ซึ่งเป็นความตั้งใจของทีมงานที่ทดลองใช้โหมดประหยัดพลังงานทั้งวันในวันนั้น

ส่วนด้านล่างสุดที่เขียนว่า Since OS install นั่นคือตัวรีพอร์ตได้เก็บเวลาของวันที่เราลง Windows ครั้งล่าสุดในเครื่องเอาไว้ให้ดูเปรียบเทียบ ตามปกติก็คือตั้งใจไว้ให้เราดูเป็นวันแรกที่ใช้งาน แต่เนื่องจากเครื่องนี้เพิ่งมีการลง Windows ใหม่ไปก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เวลาก็เลยดูน้อยหน่อยนั่นเอง (ช่วงมาใหม่ ๆ อยู่ได้นานกว่า 3 ชั่วโมง)

ก็จะเห็นแล้วว่าตัวรีพอร์ตนี้ใช้บอกข้อมูลแบตเตอรี่ได้เยอะมาก ซึ่งจริง ๆ มีเยอะกว่านี้อีกที่ไม่ได้ยกมาให้ดู เอาเป็นว่าใครสนใจก็เข้าไปลองใช้ดูกันได้ครับ

 

 

from:https://droidsans.com/tips-how-to-check-laptops-battery-cycle/

Windows 11 เพิ่มฟีเจอร์ ‘Energy Recommendations’ ตั้งค่าประหยัดแบตบนพีซีได้ละเอียดกว่าเดิม สนองนโยบายลดการปล่อยคาร์บอน

Microsoft ประกาศเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ด้านแบตเตอรี่ให้กับ Windows Insiders Preview (Beta Channel) ใช้ชื่อว่า Energy Recommendations เป็นฟีเจอร์ย่อยที่จะอยู่ในหมวด Settings > System > Power & Battery สามารถใช้ตั้งค่าประหยัดพลังงานบนพีซีแต่ละเครื่องได้ละเอียดยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ภายในของฟีเจอร์จะเพิ่มตัวเลือกการตั้งค่าให้เราเลือกใช้ได้หลายข้อ ประกอบไปด้วย

  • สั่งให้พีซีเข้าสู่โหมด sleep หลังไม่ได้ใช้ 3 นาที (Put my device to sleep after 3 minutes)
  • ปิดแสงหน้าจอหลังไม่ได้ใช้ 3 นาที (Turn off screen after 3 minutes)
  • ตั้งเป็นโหมดที่ใช้ประสิทธิภาพพลังงานคุ้มที่สุด (Set the power mode for best energy efficiency)
  • ปิดการเชื่อมต่อ USB ขณะที่จอดับอยู่เพื่อประหยัดพลังงาน (Stop USB devices when my screen is off to help save battery)
  • เปิดโหมดธีมมืด (Turn on dark mode)
  • ปิดโหมดพักหน้าจอ (Turn off screen saver)

เราสามารถเลือกใช้โหมดนี้เต็มรูปแบบได้โดยกดปุ่ม Apply All ด้านบน ซึ่งก็คือเลือกใช้ทุกการตั้งค่าที่กล่าวมา หรือถ้าหากอยากเลือกใช้แค่บางฟีเจอร์ก็พอ ให้เลือก Apply แบบรายอันแทน

ทั้งนี้ Microsoft กล่าวว่าฟีเจอร์ดังกล่าวคือหนึ่งในนโยบายลดการปล่อยคาร์บอน (carbon footprint) ที่เทคยักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ เนื่องจากปัญหาภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลกระทบหนักขึ้นเรื่อย ๆ และการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็มีส่วนทำให้เกิดปัญหานี้อยู่ ดังนั้นหากหันมาช่วยกันลดการใช้พลังงานคนละไม้คนละมือได้ ก็จะเป็นการช่วยกันเซฟโลกทางอ้อมได้เยอะทีเดียวครับ

 

 

ที่มา : Microsoft

from:https://droidsans.com/windows-11-energy-recommendations-features/

Tips | รวมวิธีตั้งค่ามือถือจอพับ Z Flip 3 / 4 ให้แบตอึดขึ้นได้อีกหลายชั่วโมง (มือถือ Samsung รุ่นอื่นก็ใช้ได้)

หนึ่งในปัญหาที่คนใช้มือถือจอพับชอบบ่นเป็นเสียงเดียวกันก็คือ แบตเตอรี่ตัวเครื่องที่ให้มาน้อยมาก ใช้ระหว่างวันไม่เคยพอ ชาร์จกัน 2-3 รอบเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะ Galaxy Z Flip3 หรือ Z Flip4 ที่มีข้อจำกัดการออกแบบคือไม่สามารถยัดก้อนแบตเตอรี่ใหญ่ ๆ ลงไปได้ และแม้ Z Flip4 จะได้รับการอัปเกรดขึ้นจากเดิม 3,300 mAh มาเป็น 3,700 mAh แล้ว แต่ใช้งานจริงก็ยังรู้สึกว่าน้อยไปอยู่ดีถ้าเทียบกับมือถือทรงปกติ เพราะปัจจุบันเค้าไปอย่างต่ำ 4,500 – 5,000 mAh กันหมดแล้ว

ทีมงานผู้เขียนซึ่งปัจจุบันใช้ Z Flip3 เป็นเครื่องหลักอยู่ ก็รู้ซึ้งถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี เลยพยายามหาเทคนิคต่าง ๆ มาช่วยทำให้มือถือตัวเองประหยัดแบตขึ้น ซึ่งก็ได้ค้นพบทีหลังว่าจริง ๆ แล้วมือถือ Samsung ยังมีฟีเจอร์ลับเกี่ยวกับแบตเตอรี่ซ่อนไว้อยู่เยอะมาก ๆ และพอได้ลองทำตามก็พบว่ามันช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้จริง ๆ ลองกับเครื่องที่ใช้อยู่นี่คืออึดขึ้นมาได้ถึง 1-2 ชั่วโมงเพียว ๆ เลย

พูดแล้วจะหาว่าโม้รึเปล่า วันนี้ทีมงานเลยรวบรวมเทคนิควิธีประหยัดแบตสำหรับมือถือจอพับมาทั้งหมด 15 ข้อ ให้ทุกคนลองไปทำตามกันดู บอกก่อนว่าไม่จำเป็นต้องทำหมดทุกข้อก็ได้นะ เลือกเฉพาะอันที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเองก็พอ แล้วมาลอง feedback กันหน่อยว่ามือถือเราแบตอึดขึ้นจริงรึเปล่า และอย่างที่บอกไปว่ามือถือ Samsung Galaxy รุ่นอื่นที่ไม่ใช่ Z Flip ก็ทำตามได้เหมือนกัน พร้อมแล้วลองไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

 

15 เทคนิคช่วยประหยัดแบตให้ Z Flip3 / Z Flip4

 

1. ปิดการซิงค์ (Sync)

ถ้าให้เรียงลำดับสิ่งที่แอบสูบแบตเครื่องเราขณะปิดจออยู่เยอะที่สุด นอกจากพวกแจ้งเตือนแล้ว การซิงค์ข้อมูลเบื้องหลังนี่แหละถือเป็นตัวการอันดับต้น ๆ เลย เพราะทุกแอปที่รองรับการซิงค์จะพากันตรวจจับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยิ่งมีแอปเยอะก็ยิ่งแย่งกันทำงาน เป็นสาเหตุหลักเลยที่ทำให้ % แบตในเครื่องหายไปทีละนิด ๆ แม้เราจะไม่ใช้งานอยู่ก็ตาม

หากใครเป็นคนที่มีนิสัยไม่ค่อยชอบปิดข้อมูลมือถือ / Wi-Fi ตอนไม่ใช้ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นอยากไม่พลาดทุก noti ขนาดนั้น อย่างน้อยก็แนะนำให้ปิดการ Sync เอาไว้จะดีกว่า เพราะจะทำให้เครื่องไม่ต้องค่อยอัปเดตค่าข้อมูลในบัญชี, ส่งแจ้งเตือนทุกอีเมล, หรือปรับค่าในแอปให้เป็นปัจจุบันตลอดเวลาขนาดนั้น ทำให้เปลืองแบตโดยใช้เหตุ ยังไงเวลาเราเข้าแอปไหนบ่อย ๆ มันก็ซิงค์ให้อัตโนมัติอยู่แล้ว ไม่งั้นนาน ๆ ทีเรายอมลำบากมาเปิดให้มันแบ็กอัปตัวเองชั่วคราวก็ได้ แลกกับแบตที่เสียไปเปล่า ๆ ทุกวันยังไงก็คุ้มกว่าเยอะครับ

วิธีปิด Sync เลื่อนแถบเมนูแจ้งเตือนลงมา 2 รอบ > เลื่อนไปหน้าท้ายสุดของแผงปุ่มเมนู กดปุ่มบวก > ลากปุ่ม Sync ลงมาแล้วกด Done > หากปุ่ม Sync โดนเปิดอยู่ให้เลือกกลายเป็น ปิด




 

การปิด Sync ไม่มีผลต่อแจ้งเตือนแอปโซเชียลหรือ Google Photos นะ ปิดแล้วยังเด้งข้อความหรือแบ็กอัปรูปให้ปกติ เผื่อใครเป็นสายกลัวรูปหายแล้วไม่อยากใช้

 

2. ใครใช้ซิม 4G อยู่ ปิดโหมดรับ 5G ไปก่อน

การเปิดโหมดรับ 5G ไปด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ มันยังทำให้เครื่องคอยตรวจจับหาคลื่น 5G ให้อัตโนมัติอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการใช้พลังงานไปอย่างเปล่าประโยชน์ แนะนำให้ไปเปลี่ยนเป็นโหมดรับสูงสุดแค่ 4G ก่อน พอได้ใช้ซิม 5G เมื่อไหร่ค่อยกลับมาเปิดใหม่ครับ

วิธีเปลี่ยนเข้าไปที่หน้า Settings > Connections > Mobile networks > Network mode > หากใครเลือกใช้อันบนสุดคือ 5G/LTE/3G/2G (auto connect) อยู่ ให้เลือกเปลี่ยนเป็น LTE/3G/2G (auto connect) ก็พอ




 

3. ถ้าโทรผ่านซิมไม่ค่อยบ่อย ลองปิด VoLTE

VoLTE คือเทคโนโลยีการโทรแบบใหม่ผ่านสัญญาณ 4G ให้คุณภาพการโทรสูงกว่า เสียงดังฟังชัดกว่า และการเชื่อมต่อเสถียรกว่าการโทรแบบ 3G ที่เราใช้กันมานาน อย่างไรก็ดี ข้อเสียที่ต้องแลกก็คือมันใช้แบตเตอรี่ในการโทรสูงกว่าเก่าเกือบ 50% เลย ซึ่งก็ไม่แย่อะไรถ้าเราได้ใช้งานประจำ แลกกับคุณภาพที่ดีเพิ่มขึ้นมาเยอะจริง ๆ

แต่ถ้าใครเป็นคนไม่ซีเรียสเรื่องคุณภาพเสียงโทรเท่าไหร่ (รู้สึกว่า 3G เดิมก็ไม่ได้แย่) รวมถึงโทรไม่บ่อย หรือโทรผ่านแอปแชท เช่น Line, Messenger มากกว่า การปิด VoLTE ไว้จะมีส่วนช่วยให้ประหยัดแบตลงได้ เพราะจะทำให้สัญญาณ 4G ไม่ต้องโดนตั้ง Stand By ไว้สำหรับการโทรตลอดเวลา ซึ่งอาจจะไม่ได้ช่วยประหยัดแบบเต็ม ๆ เท่ากับตอนโทรจริง แต่คิดเสียว่าเป็นการปิดเผื่อไว้ล่วงหน้าก็ได้ วันไหนมีคนฟลุ้กโทรมาหานาน ๆ จะได้ช่วยประหยัดแบตของวันนั้นลงได้นั่นเองครับ

วิธีปิด VoLTE เข้าไปที่หน้า Settings > Connections > Mobile networks > เลือกปิด VoLTE calls SIM/eSIM ตามหมายเลขซิมที่เราต้องการ



 

4. ปิด Nearby Device Scanning

Nearby Device Scanning เป็นฟีเจอร์ที่ Samsung ใส่เข้ามาเพื่อให้เครื่องสามารถสแกนหาอุปกรณ์ข้างเคียงได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง Bluetooth, เครื่อง printer ไร้สาย หรือมือถือด้วยกันเพื่อส่งข้อมูล ซึ่งก็มีข้อดีคือช่วยเพิ่มความสะดวก แต่ไอ้ความสะดวกตลอดเวลาของมันก็ดูจะเกินไปหน่อย เพราะก็ต้องแลกกับการเปลืองแบตเปล่าไปเยอะเหมือนกัน ที่หนักกว่านั้นคือต่อให้เราปิด Bluetooth หรือ Wi-Fi อยู่ ฟีเจอร์นี้ก็ยังทำงานต่อได้อีกด้วย

หลายคนกลัวว่าปิดฟีเจอร์นี้ไปแล้วมันจะต่อหูฟังลำบากขึ้นรึเปล่า เพราะใช้งานอยู่ทุกวัน จะบอกว่าอุปกรณ์ที่เคย paired ไว้อยู่แล้วไม่ได้รับผลกระทบอะไร ยังเชื่อมต่ออัตโนมัติให้ปกติครับ ที่ปิดนี่คือจะไปปิดกันไม่ให้หาของใหม่รอบตัวตลอดเวลาเท่านั้นเอง ส่วนถ้าจะเชื่อมของใหม่เวลาเข้าหน้าหลัก Bluetooth มันก็ยังขึ้นให้กด pair แบบ manual ได้ปกติเลย ดังนั้นสบายใจได้ครับ

วิธีปิด Nearby Device Scanning เข้าไปที่ Settings > Connections > More connection settings > เลือกปิด Nearby Device Scanning



 

5. ปิด Wi-Fi scanning ใน Location

Wi-Fi scanning เป็นฟีเจอร์ย่อยใน Location การเปิดไว้จะทำให้เครื่องพยายามขอทราบตำแหน่งที่อยู่เราโดยใช้ Wi-Fi ช่วยหาให้แม่นยำขึ้น มีประโยชน์กับพวกแอปนำทางที่ถ้าใช้แต่ GPS อย่างเดียวอาจแม่นไม่พอ แต่ประเด็นคือมันไม่ได้มีแค่แอปนำทางอย่างเดียว เพราะแอปอื่นที่เราอนุญาตให้เข้าถึง location ตลอดเวลาก็จะมาขอใช้ด้วย หนำซ้ำต่อให้ปิด Wi-Fi อยู่ก็ยังใช้แอบใช้ฟีเจอร์นี้อยู่เบื้องหลังได้อีกต่างหาก

ดังนั้นถ้าเราไม่ใช่สายขับ Grab หรือไม่ได้เปิด Google Maps ขับรถเพื่อเอาความแม่นทุกวัน ก็แนะนำให้ปิดไว้ดีกว่าครับ เพราะเอาจริง ๆ GPS ก็ไม่ได้แย่ ค่อนข้างเพียงพอระดับหนึ่งแล้วสำหรับการใช้ทั่วไปอยู่แล้ว แลกกับประหยัดแบตขึ้นได้หลายเปอร์เซ็นต์ต่อวันเลยแหละ

วิธีปิด Wi-Fi scanning เข้าไปที่หน้า Settings > Location > Location services > เลือกปิด Wi-Fi scanning



 

6. ปิด Bluetooth scanning ใน Location

คือแบบเดียวกับ Wi-Fi scanning เลย เป็นฟีเจอร์ย่อยใน Location เหมือนกันอยู่ในหน้าเดียวกัน จะใช้ Bluetooth คอยตรวจจับสัญญาณข้างเคียงเพื่อให้หาตำแหน่งแม่นยำขึ้น และก็ทำงานได้ตลอดเวลาแม้จะปิด Bluetooth ไปแล้วก็ตาม ฉะนั้นใครอยากให้เครื่องประหยัดแบตขึ้นก็แนะนำให้ปิดไว้ดีกว่าครับ

วิธีปิด Wi-Fi scanning เข้าไปที่หน้า Settings > Location > Location services > เลือกปิด Bluetooth scanning



 

7. เปิด Turn on Wi-Fi automatically

มันคือการสั่งเปิด Wi-Fi อัตโนมัติตามชื่อ ฟังดูเหมือนปิดเอาไว้จะช่วยประหยัดแบตกว่าไม่ใช่เหรอ ทำไมให้เปิด? เหตุผลคือถ้าเปิดฟีเจอร์นี้ไว้ มันจะช่วยปิด Wi-Fi ให้ด้วยเวลาเราไม่ใช้งาน และสั่งเปิดให้อัตโนมัติเฉพาะในสถานที่ที่เราต่อ Wi-Fi อยู่เป็นประจำเท่านั้น เช่นที่บ้าน หรือที่ทำงาน ฉะนั้นเวลาขับรถอยู่มือถือก็จะไม่คอยไล่สุ่มหาชื่อ Wi-Fi ตามบ้านใกล้เรือนเคียงตลอดเวลาอีกต่อไป ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ลงได้เยอะมาก

วิธีเปิด Turn on Wi-Fi automatically เข้าไปที่หน้า Settings > Wi-Fi > แตะเมนูจุด 3 จุดมุมบนขวา เลือก Advacned > เลือกเปิด Turn on Wi-Fi automatically




 

อย่างไรก็ตาม การจะเลือกเปิด Turn on Wi-Fi automatically ได้ เครื่องจะบังคับให้เปิด Wi-Fi scanning ใน Location (ข้อ 5.) ไว้ด้วย ไม่งั้นจะใช้ฟีเจอร์นี้ไม่ได้ เท่ากับว่าเราต้องยอมเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนตัวมองว่าประหยัดได้ทั้งคู่ ถ้าใครใช้งาน Cellular อยู่เป็นหลักไม่ค่อยต่อ Wi-Fi เลย ก็แนะนำให้เลือกทำข้อ 5. แต่ถ้าใครต่อ Wi-Fi ทั้งที่บ้านและที่ทำงานก็ให้เลือกทำข้อ 7. นี้ จะเหมาะกับการใช้งานกว่าครับ

 

8. เปิด Put unused apps to sleep

บ่อยครั้งที่เราโหลดแอปลงเครื่องเผื่อไว้เยอะ แต่เอาจริง ๆ แทบไม่เคยได้แตะแอปนั้นเลย หารู้ไม่ว่ามันอาจจะกลายเป็นกาฝากที่มีฟีเจอร์แอบสูบพลังงานอยู่เบื้องหลังไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่อยากแนะนำก็คือเรายังสามารถโหลดแอปพวกนั้นเก็บไว้เผื่อใช้ได้เหมือนเดิม แต่ควรเปิดฟีเจอร์ Put unused apps to sleep ไว้ด้วย เพื่อที่เวลาผ่านไปถ้าเราไม่ได้ใช้แอปไหนนาน ๆ เครื่องจะแช่แข็งแอปนั้นไว้ให้อัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม แอปที่โดนสั่ง Sleep แล้วก็ไม่ได้โดนปิดสนิทไปเลยซะทีเดียวนะ ยังทำงานเบื้องหลังได้อยู่นาน ๆ ครั้ง เพียงแต่จะลดลงกว่าเดิม แลกมากับการแจ้งเตือนหรือการตรวจสอบอัปเดตที่ดีเลย์ลงบ้าง ซึ่งก็คุ้มกว่าแน่นอนหากมันช่วยให้เราประหยัดแบตลงได้กว่าเดิมหลายเท่า

วิธีเปิด Put unused apps to sleep เข้าไปที่หน้า Settings > Battery and device care > Battery > Background usage limits > เลือกเปิด Put unused apps to sleep แอปที่โดนสั่ง Sleep แล้วจะมาอยู่ในหัวข้อ Sleeping apps ด้านล่าง




 

9. สั่งแอปที่แอบสูบแบตทั้งที่ไม่ใช้ เข้าสู่โหมด deep sleep

หากการสั่ง sleep แอปยังประหยัดแบตให้เยอะไม่พอ Samsung ยังมียาแรงกว่าให้เลือกใช้อีก คือสั่ง deep sleep แอปนั้นไปเลย ซึ่งก็จะเป็นฟีเจอร์ขั้นกว่าคือบังคับแช่แข็งแอปนั้นไว้แบบถาวร โดยที่แอปนั้นจะไม่มีการส่งแจ้งเตือนหรือขึ้นให้อัปเดตอะไรได้อีกเลย จนกว่าเราจะกลับไปเปิดใช้อีกรอบ

ที่อยากแนะนำก็คือให้เข้าไปตรวจสอบว่ามีแอปไหนบ้างที่เราไม่ค่อยใช้ แต่ขึ้นมาโชว์ว่าเป็นแอบสูบแบตเบื้องหลังลำดับต้น ๆ ให้เข้าไปที่ Settings > Battery and device care > Battery > แตะที่ตัวกราฟจะพาเข้าหน้า Battery usage ให้เราสังเกตว่ามีแอปแปลก ๆ ตัวไหนโผล่มาเป็นลิสต์ตัวกินแบตมั้ย ทั้ง ๆ ที่เราไม่ค่อยได้ใช้ ถ้ามีให้แตะที่แอปนั้น > เลือก Limit usage ที่อยู่ด้านล่างสุด > สั่ง Put in deep sleep ไปเลย แอปที่โดนสั่ง Deep Sleep ก็จะมาอยู่ในหัวข้อ Deep sleeping apps ในหมวด Background usage limits ตามข้อ 8.




 

อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์นี้จะยังไม่ขึ้นให้เลือกเปิดหากเราชาร์จแบตเครื่องไว้จนเต็มอยู่ และต้องใช้ไปนาน ๆ สักพักให้เครื่องกินแบตและวิเคราะห์เป็นกราฟออกมาก่อน หลังจากนั้นถึงจะสั่งใช้ได้ครับ

 

10. ตั้งค่า Auto restart at set times

มือถือ Samsung สามารถตั้งค่าให้เครื่องรีสตาร์ทตัวเองอัตโนมัติตามวันเวลาที่เรากำหนดได้ด้วย หากใครไม่ใช่สายนิยมชาร์จมือถือข้ามคืน การรีตาร์ทมีข้อดีคือจะช่วยให้การใช้งานทุกอย่างถูกรีเซ็ต แอปที่เคยเปิดไว้ใน recent apps บางตัวแม้จะยังโดนเปิดหน้าต่างค้างไว้ แต่จะโดนสั่งหยุดการทำงานบางอย่างลงไปด้วย ซึ่งจะไม่ทำงานต่อจนกว่าเราจะกลับไปเปิดใหม่

แน่นอนว่าถ้าเราตั้งให้เครื่องรีสตาร์ทตัวเองช่วงที่เรานอนอยู่ ก็จะช่วยลดการทำงานเบื้องหลังส่วนนี้ไป และช่วยเซฟแบตได้อีกเยอะ แถมไม่ต้องคอยกังวลเรื่องนาฬิกาไม่ปลุกด้วย เพราะมันคือการรีตัวเองกลับมาเปิดเครื่องเหมือนเดิม ฉะนั้นแอปนาฬิกาที่โดนบังคับให้ทำงานเป็น priority ของเครื่องอยู่แล้วก็ยังทำหน้าที่ได้ปกติครับ

วิธีตั้งค่า Auto restart at set times เข้าไปที่ Settings > Battery and device care > แตะเมนูจุด 3 จุดมุมบนขวา เลือก Automation > เลือกเปิด Auto restart at set times และแตะเข้าด้านในเมนู เราสามารถเลือกวันเวลาที่จะสั่งให้เครื่องรีสตาร์ทตัวเองได้ แนะนำทำทุกวันไปเลย หรือจะสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็ได้แล้วแต่ และเลือกเวลาที่เราไม่ได้ใช้มือถืออยู่แน่นอน เช่น 04:00 โผล่มาอีกทีคือเช้า ซึ่งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเครื่องรีตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว




 

11. เปิด Adaptive power saving

ในหน้า Automation หน้าเดียวกับข้อ 10. นั้นยังไม่จบ ยังมีฟีเจอร์เด็ดให้ใช้อีกอัน คือโหมด Adaptive power saving หากเปิดไว้เครื่องจะเปิด-ปิดโหมดประหยัดแบตเตอรี่ให้อัตโนมัติตามรูปแบบการใช้งานของเรา ซึ่งโหมดประหยัดแบตเตอรี่หรือ Power saving นี้ก็เป็นสิ่งที่เราเปิดใช้ได้เองอยู่แล้วบนปุ่มเมนูลอยด้านบน

ข้อแลกเปลี่ยนของของโหมด Power saving ก็อย่างที่รู้กันคือ ใครใช้จอ 120Hz อยู่ก็จะโดนลดเหลือ 60Hz, โหมด Always On Display จะโดนสั่งปิด, แสงจอจะลดลงไป 10%, โดนสั่งปิดคลื่น 5G (สลับไปใช้ 4G แทน) และลดความเร็วของซีพียูลงให้เหลือ 70% ซึ่งหากใครไม่ชอบ ชอบใช้งานเต็มประสิทธิภาพตลอดมากกว่าก็ไม่เหมาะกับฟีเจอร์นี้ เพียงแต่มันช่วยเซฟแบตได้เยอะที่สุดในบรรดาทั้งหมดแล้วจริง ๆ

แนะนำทางสายกลางก็คือเปิดไว้แบบ Adaptive ที่แหละครับดีที่สุด เพราะมันจะปรับตามการใช้ให้อัตโนมัติ เช่นช่วงที่ไหนที่เราใช้แอปถี่ ๆ สลับแอปเยอะ ๆ หรือเล่นเกมหนัก ๆ มันก็จะสั่งปิดให้ ไม่มีการลดประสิทธิภาพอะไร แต่ถ้าช่วงไหนที่เล่นแต่แอปโซเชียลเบา ๆ ไถช้า ๆ ก็จะสั่งเข้าโหมดประหยัดแทน น่าจะเหมาะกับที่หลายคนต้องการพอดี

วิธีเปิดโหมด Adaptive power saving เข้าไปที่หน้า Settings > Battery and device care > แตะเมนูจุด 3 จุดมุมบนขวา เลือก Automation > เลือกเปิด Adaptive power saving



 

12. ปรับลดการทำงานซีพียูลงด้วยตัวเอง

สืบเนื่องจากข้อ 11. ที่พูดถึงโหมด Power saving ว่าสามารถจำกัดการทำงานของซีพียูลงให้เหลือแค่ 70% ได้เพื่อประหยัดแบต จริง ๆ แล้วถ้าใครอยากตั้งค่าจำกัดให้มันเป็น default เครื่องถาวรไปเลย เราสามารถไปตั้งค่าด้วยตัวเองได้ผ่านโหมด Performance Profile ซึ่งเป็นโหมดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาให้ Z Flip4 โดยเฉพาะ

ผู้ใช้สามารถเลือกได้ 2 โหมดระหว่าง Standard กับ Light โดย Light จะลดการทำงานลงประมาณ 20-30% เพื่อโฟกัสที่การทำให้เครื่องไม่ร้อน ใช้ต่อได้ยาว ๆ แต่การตั้งค่านี้จะไม่มีผลต่อเกม ยังเปิดให้ชิปรันเต็มที่ตอนเล่นปกติ

เชื่อว่าหลายคนคงกลัวว่าไปลดการทำงานซีพียูลงแบบนี้มันจะทำให้เครื่องแลครึเปล่า อย่าลืมว่า Z Flip4 ใช้ชิป Snap 8 Gen 1 ซึ่งแรงมาก ๆ อยู่แล้ว ต่อให้ลดไปเท่านี้ก็ยังแรงที่สุดในตลาดอยู่ดี เรียกว่าแทบไม่มีผลเลยดีกว่า เอาเป็นว่าใช้แล้วยังรู้สึกว่าทุกอย่างเร็วปกติเหมือนเดิม แถมได้แบตอึดขึ้นเพียว ๆ อย่างไรก็ดี Z Flip3 ยังไม่มีโหมดนี้บน One UI 4.1.1 ยังไม่ชัวร์ว่าถ้าได้อัปเป็น One UI 5.0 แล้วจะได้เพิ่มเข้ามารึเปล่า ต้องรอติดตามกันครับ

วิธีตั้งค่า Performance Profile ไปที่หน้า Settings > Battery and device care > Battery > More battery settings > Performance Profile > เลือกได้ระหว่าง Standard กับ Light

 

13. เปิด Dark Mode แบบตั้งเวลา

อย่างที่รู้กันว่ามือถือ Z Flip ทุกรุ่นใช้พาแนลจอเป็น AMOLED ซึ่งหมายความว่าถ้าเราทำให้จอแสดงพื้นที่ความสว่างเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เครื่องเปลืองแบตมากเท่านั้น การเปิด Dark Mode จะช่วยลดโอกาสตรงนี้ลงได้เยอะ ซึ่งหากใครเป็นคนเปิดประจำอยู่แล้วก็นับเป็นเรื่องดี แต่ถ้าใครไม่ชอบเปิด อย่างน้อยแนะนำให้ตั้งเปิดไว้เฉพาะกลางคืนก็ยังดี เพราะนอกจากจะมีส่วนช่วยประหยัดแบตลงได้แล้ว ยังเป็นการถนอมสายตาเราทางอ้อมด้วย

วิธีเปิด Dark Mode แบบตั้งเวลา ให้เข้าไปที่ Settings > Display > Dark Mode Settings > เลือกเปิด Turn on as scheduled สามารถเลือกได้ระหว่าง Sunset to sunrise หรือตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งค่า default ในไทยมันจะเป็นประมาณ 6 โมงเย็นถึง 6 โมงเช้า แต่ถ้าใครอยากเลือกเวลาเองก็ตั้งจาก Custom schedule ด้านล่างได้เลย



 

14. ปิด Bixby

หากใครเป็นคนไม่เคยใช้ผู้ช่วยสั่งงานอัจฉริยะอย่าง Bixby เลย หารู้ไม่ว่ามันยังคง stand by รอฟังเสียงเราอยู่เบื้องหลังตลอด ไม่รวมว่าบางเครื่องมี Google Assistant ลงอยู่ด้วย ก็แย่งกันรับใช้เราเข้าไปใหญ่ แนะนำให้เข้าไปปิดไว้เลือกใช้อันใดอันหนึ่ง หรือปิดทั้งคู่เลยก็ได้

วิธีปิดการทำงานเบื้องหลังของ Bixby ให้เข้าไปที่ Settings > Apps > เลือกหาแอป Bixby Voice > Bixby Voice settings > เลือกปิด Use while locked > Voice wake-up > เลือกเข้าไปเปลี่ยนจาก On เป็น Off





 

15. จำกัดการชาร์จไว้สูงสุดที่ 85%

ข้อนี้ไม่ได้ช่วยประหยัดแบตระหว่างวันให้ตรง ๆ (เผลอ ๆ แย่กว่าเดิมอีกเพราะเหลือใช้น้อยลง) แต่เป็นการถนอมอายุแบตในระยะยาว เพราะหลักการชาร์จเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรก็ตาม ยิ่งชาร์จใกล้เต็ม 100% เท่าไหร่ มันยิ่งทำให้เกิดความร้อนสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งความร้อนนี่แหละคือสาเหตุหลักของแบตเสื่อมเลย หากใครไม่อยากเข้าศูนย์เปลี่ยนแบตบ่อย ๆ (แบตก้อนหนึ่งก็ปาเข้าไป 1,000 -2,000 บาทแล้ว) ก็แนะนำให้เปิดโหมด Protect Battery เอาไว้ เมื่อเราชาร์จมือถือถึง 85% เมื่อไหร่ เครื่องก็จะสั่งหยุดชาร์จให้อัตโนมัติทันที

วิธีเปิดโหลด Protect Battery เข้าไปที่ Settings > Battery and device care > Battery > More battery settings > เลือกเปิด Protect Battery




 

ก็จบกันไปแล้วกับเทคนิคทั้ง 15 ข้อที่นำมาฝากกัน อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าไม่จำเป็นต้องทำหมดทุกข้อก็ได้ เลือกที่เหมาะกับการใช้งานตัวเอง โดยที่ไม่ต้องให้รบกวนประสิทธิภาพเครื่องจนเกินไป

ทั้งนี้แต่จะฟีเจอร์เดี่ยว ๆ อาจจะไม่ได้ช่วยให้ประหยัดแบตลงได้เห็นผลขนาดนั้น แต่ถ้าทำหลายอันรวม ๆ กันมันเริ่มเห็นความแตกต่างขึ้นมาได้จริง ๆ ส่วนตัวลองแล้วได้แบตอึกขึ้นมาประมาณ 1-2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยเลย ซึ่งเยอะมากพอแล้วที่จะใช้มือถือให้จบวันได้ ดังนั้นใครสนใจก็ลองไปทำตามกันดูได้ครับ

 

from:https://droidsans.com/tips-for-better-battery-life-on-z-flip/

พี่ใหญ่มาเอง! Honda เปิดตัวสถานีเปลี่ยนแบตจักรยานยนต์ไฟฟ้า ประเดิมที่แรกกลาง Tokyo

Honda เปิดตัว Power Pack Exchanger e: สถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมให้บริการแก่ผู้ใช้ใน Tokyo แล้ว

Power Pack Exchanger e: มีลักษณะเป็นตู้ชาร์จแบตเตอรี่พร้อมหน่วยควบคุมและหน้าจอสำหรับรับการสั่งงานจากผู้ใช้และแสดงผล ตัวตู้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ของ Honda รุ่น Mobile Power Pack e: (MPP e:) ได้พร้อมกันคราวละ 12 ลูก โดยใช้งานได้กับระบบไฟทั้งความถี่ 50 Hz และ 60 Hz กินกำลังไฟสูงสุด 6.5 กิโลวัตต์ และมีระบบระบายความร้อนเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของแบตเตอรี่

ขนาดของสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่มีความกว้าง 96.0 เซนติเมตร ลึก 75.8 เซนติเมตร และสูง 182.0 เซนติเมตร มีน้ำหนักราว 360 กิโลกรัม ซึ่ง Honda ตั้งใจออกแบบมาให้มีขนาดใกล้เคียงกับตู้ขายสินค้าอัตโนมัติเพื่อให้สามารถนำไปติดตั้งใช้งานได้สะดวกในหลายพื้นที่

ในการใช้งานนั้นผู้ใช้เพียงถอดเอาแบตเตอรี่จากจักรยานยนต์ไฟฟ้าของตนเองที่ไฟกำลังจะหมดเอามาใส่เข้าช่องชาร์จไฟที่ว่างอยู่ ตู้ก็จะทำการชาร์จไฟให้โดยอัตโนมัติ ส่วนการนำเอาแบตเตอรี่ลูกใหม่ออกจากตู้นั้นผู้ใช้จะต้องยืนยันตัวตนที่ตู้ก่อน จากนั้น ตู้ Power Pack Exchanger e: จะดีดแบตเตอรี่ลูกที่ได้รับการชาร์จไฟจนเต็มแล้วออกมาให้ ขั้นตอนหลังจากนั้นผู้ใช้ก็สามารถดึงเอาแบตเตอรี่ที่พร้อมใช้ออกจากตู้แล้วนำไปใส่ในพาหนะของตนเองเพื่อใช้งานได้เลย

No Descriptionสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ Power Pack Exchanger e: ที่ Honda เพิ่งเปิดตัวใหม่

ตู้ชาร์จแบตเตอรี่ของ Honda มีฟีเจอร์ไฟแสดงตำแหน่งแบตเตอรี่ที่ไฟเต็มให้ผู้ใช้สังเกตเห็นได้ง่ายทั้งจากมุมมองด้านหน้าตู้และจากด้านข้าง ส่วนระบบการยืนยันตัวผู้ใช้นั้นก็สามารถทำได้โดยง่ายเพียงนำเอา IC card มาแนบตรงหน้าจอ โดย IC card ที่ว่านี้เป็นบัตรสมาร์ทการ์ดที่ Honda จะมอบให้แก่ลูกค้าผู้ลงทะเบียนเป็นสมาชิกบริการเช่าใช้แบตเตอรี่

ทั้งนี้ข้อมูลใน IC card จะระบุข้อมูลจำเพาะของผู้ใช้ว่ายานพาหนะของผู้ที่ลงทะเบียนไว้นั้นใช้งานแบตเตอรี่กี่ลูกและเป็นการต่อวงจรไฟฟ้าแบบขนานหรืออนุกรม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปประมวลเพื่อให้ตู้ Power Pack Exchanger e: สามารถเลือกแบตเตอรี่ที่ผ่านการชาร์จไฟแล้วได้อย่างเหมาะสมสำหรับผู้ใช้แต่ละราย

No Descriptionสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่มีไฟ LED ช่วยให้สังเกตเห็นแบตเตอรี่ที่ชาร์จไฟเต็มแล้วได้ง่ายและมองเห็นจากด้านข้าง และมีระบบยืนยันตัวตนด้วย IC card

สถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ Power Pack Exchanger e: นั้นมีตู้ชาร์จรุ่นที่เป็นส่วนต่อขยายด้วย โดยตู้แบบนี้จะไม่มีหน่วยประมวลผลและหน้าจอ มีแค่เพียงช่องชาร์จแบตเตอรี่จำนวน 12 ช่อง ผู้ที่ซื้อตู้สถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ของ Honda ไปติดตั้งสามารถใช้ตู้หลัก 1 ตู้ประกอบต่อกับตู้ส่วนต่อขยายเพิ่มเติมหลายตู้ได้ ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนช่องชาร์จไฟแบตเตอรี่ของสถานีแห่งนั้นให้มากขึ้นได้หากสถานที่ดังกล่าวเป็นจุดที่มีผู้ใช้งานมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก

No DescriptionPower Pack Exchanger e: สถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่แบบมีส่วนต่อขยายด้านข้าง

Honda จะบริหารจัดการสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่แต่ละแห่งในเครือข่ายผ่านการประมวลผลข้อมูลบนคลาวด์ของ Honda เองเพื่อติดตามสถานะการทำงานของสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่แต่ละจุด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ ณ สถานี และสถานะการทำงานของระบบชาร์จไฟ

ทั้งนี้ Honda ระบุว่าการทำงานของสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ของตนเองนั้นสามารถให้บริการได้แม้ในตอนที่ไฟดับ ตู้ Power Pack Exchanger e: จะเลือกดึงเอาพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่บางส่วนที่คาอยู่ในตู้มาชาร์จไฟแบตเตอรี่อีกส่วนจนไฟเด็มเพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้งาน

ผู้ใช้ที่สมัครบริการเช่าใช้แบตเตอรี่ MPP e: สามารถค้นหาตำแหน่งของสถานี, ตรวจสอบสถานะของแบตเตอรี่ที่อยู่ในตู้ชาร์จของแต่ละสถานี รวมทั้งจองคิวเปลี่ยนแบตเตอรี่และชำระเงินค่าบริการได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน

สำหรับแบตเตอรี่ MPP e: ของ Honda นั้น เป็นแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ออกแบบมาให้หิ้วพกพาได้และถอดเปลี่ยนได้ง่าย แบตเตอรี่และลูกมีขนาดกว้าง 177.3 มิลลิเมตร ลึก 156.3 มิลลิเมตร และสูง 298 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 10.3 กิโลกรัม สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้ 1,314 วัตต์-ชั่วโมง และจ่ายไฟด้วยแรงดัน 50.26 โวลต์ โดยให้กำลังงานไฟฟ้าสูงสุดขณะใช้งาน 2.5 กิโลวัตต์ ทั้งนี้แบตเตอรี่ MPP e: ใช้เวลาในการชาร์จไฟจนเต็มราว 5 ชั่วโมงต่อครั้ง

สำหรับราคาขายของแบตเตอรี่ MPP e: นั้น Honda ตั้งเอาไว้ที่ 88,000 เยนต่อลูก

No Descriptionแบตเตอรี่ MPP e: ที่ Honda พัฒนาขึ้น

ทั้งนี้ในปัจจุบัน Honda ได้ผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไฟฟ้าออกมา 3 รุ่นที่ใช้งานแบตเตอรี่ MPP e: ได้แก่

  • BENLY e: จักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบ 2 ล้อ
  • GYRO e: จักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบ 3 ล้อ
  • GYRO CANOPY e: จักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบ 3 ล้อ ที่มาพร้อมหลังคาและกระจกบังลมด้านหน้า

No Descriptionรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 รุ่นของ Honda ที่ใช้งานแบตเตอรี่ MPP e:

Honda ได้ส่งมอบตู้ชาร์จแบตเตอรี่เพื่อใช้งานเป็นสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ชุดแรกใน Tokyo ให้แก่บริษัท Gachaco ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Honda และ Eneos ดำเนินธุรกิจให้เช่าแบตเตอรี่และบริหารจัดการสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ในญี่ปุ่น Gachaco ให้บริการแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากผู้ผลิต 4 รายของญี่ปุ่นอันได้แก่ Honda, Kawasaki, Suzuki และ Yamaha ซึ่งผู้ผลิตทั้ง 4 รายได้ทำข้อตกลงร่วมกันที่จะใช้แบตเตอรี่ที่ออกแบบด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สามารถเปลี่ยนใช้งานร่วมกันได้

ทั้งนี้ Honda ได้ผลิตและส่งมอบสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ไปเพื่อติดตั้งให้บริการในประเทศอินเดียก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่ช่วงต้นปี 2022 โดยเน้นให้บริการแก่รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า

ที่มา – The Verge, Honda – 1, 2, 3

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131224

เผย 20 อันดับ แอปมือถือที่สูบแบตเตอรี่อยู่เบื้องหลังมากที่สุด

ทุกวันนี้มือถือหลาย ๆ รุ่น ก็ยัดแบตเตอรี่มาให้ถึง 4500 – 5000 mAh กันแล้ว (บางรุ่น 6000 mAh ก็มี) แต่เชื่อเถอะว่าชีวิตจริงยังไง ๆ ก็แทบจะไม่พอใช้ได้แบบเต็มวัน…กลับมาบ้านบางทีก็เหลือแบตหมื่นเหม่ บางทีก็หมดก่อน ซึ่งเหตุผลหลักส่วนนึงก็มาจากเรื่องของแอปต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังนั่นเอง ล่าสุดได้มีการสำรวจแอปมือถือที่สูบแบตเตอรี่มากที่สุด 20 อันดับเอาไว้ด้วย

เว็บไซต์ pCloud ที่ให้บริการด้าน Cloud ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ออกมาเผยผลการสำรวจแอปมือถือยอดนิยมต่าง ๆ เป็นจำนวน 100 แอป ทั้งระบบ Android และ iOS พบว่ามีอยู่ 20 แอป ที่กินแบตเตอรี่อยู่เบื้องหลังมากที่สุด โดยคำนวณจากการใช้งานหลาย ๆ อย่าง เช่น การเข้าถึงตำแหน่งเครื่อง, กล้อง, แบตเตอรี่ รวมถึงมันมี Dark mode ให้ใช้ด้วยรึเปล่า ซึ่งก็ได้ผลออกมาตามนี้

20 อันดับแอปมือถือที่กินแบตเตอรี่มากที่สุด

  1. Fitbit
  2. Verizon
  3. Uber
  4. Skype
  5. Facebook
  6. Airbnb
  7. BIGO LIVE
  8. Instagram
  9. Tinder
  10. Bumble
  11. Snapchat
  12. WhatsApp
  13. Zoom
  14. YouTube
  15. Booking.com
  16. Amazon
  17. Telegram
  18. Grindr
  19. Likke
  20. Linkedln

จะเห็นว่าใน 20 แอปดังกล่าว แอปประเภทโซเชียลก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งนึงแล้ว (รวมถึงบางแอปที่บ้านเราไม่นิยมเล่นกันด้วย) เพราะแอปพวกนี้จะต้องต้องคอยทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่ออัปเดตสเตตัส การแจ้งเตือน เข้าถึงตำแหน่งเครื่อง และยังต้องคอยรับข้อความต่าง ๆ นั่นเอง

สำหรับแอปที่เราต้องใช้อยู่บ่อย ๆ ก็คงทำอะไรกับมันไม่ได้เพราะเราก็ต้องคอยเล่นคอยเช็คอยู่มันอยู่เรื่อย ๆ แต่สำหรับแอปที่นาน ๆ ใช้ทีอย่าง Booking.com หรือ Airbnb อะไรพวกนี้ เราก็อาจจะลบทิ้งไปหลังจากจองที่พักเสร็จแล้วก็ได้ครับ

 

ที่มา : pCloud

from:https://droidsans.com/20-most-battery-drain-smartphone-apps/

Apple ออกกฎให้ iPad Mini 6 เปลี่ยนแบตแล้วไม่ได้เครื่องใหม่อีกต่อไป แต่จะเปลี่ยนแค่ตัวแบตข้างในเท่านั้น

Apple มีการกำหนดนโยบายใหม่สำหรับ iPad mini Gen 6 ให้ลูกค้าที่ต้องการมาเปลี่ยนแบต จะได้รับการใส่แบตตัวใหม่เข้าไปในเครื่องแทนการแลกเครื่องใหม่ทั้งอันแล้ว ในขณะนี้ยังมีกำหนดไว้สำหรับรุ่นมินิเจน 6 เท่านั้น แต่ก็ไม่แน่ในอนาคตอาจมีการใช้นโยบายแบบนี้กับไอแพดรุ่นอื่น ๆ ด้วยหรือเปล่านะครับ

 

ขณะนี้หากเจ้าของ iPad คนไหนรู้สึกว่าแบตเสื่อม ชาร์จแล้วแบตขึ้นไวหมดไว หรือมีอาการอื่น ๆ ก็จะสามารถเอาทั้งเครื่องไปเปลี่ยนกับที่ศูนย์ได้เลยทันที แต่นับจากนี้ไปใครที่ต้องการเปลี่ยนแบต iPad mini‌ 6 ก็จะไม่ได้เครื่องใหม่แล้ว เพราะเค้ามีการปรับนโยบายให้ทดแทนแค่ตัวแบตเตอรี่อย่างเดียว ดังนั้นพอเอาไปให้ช่าง เค้าก็จะเปิดเครื่องของเราขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนเอาแบตตัวใหม่ใส่เข้าไปครับ

แต่ก่อนที่เปลี่ยนแบตแล้วได้เครื่องใหม่ จะทำให้เจ้าของได้ประโยชน์อย่างอื่นไปด้วย โดยเฉพาะถ้าหากเครื่องมีรอยขูดขีดเบา ๆ ก็จะได้เครื่องใหม่เอี่ยมมาใช้แทนกันไปเลย แต่ตอนนี้ก็จะได้ใช้แต่เครื่องเดิมแทน ซึ่งเราก็อาจมองได้ว่ามันมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะทำให้ไม่ต้องสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้นจากการเปลี่ยนเครื่องบ่อย ๆ

ถึงแม้ว่ากฏใหม่นี้จะเอาไว้ใช้กับรุ่น  ‌iPad mini‌ Gen 6 เท่านั้น แต่ก็มีโอกาสว่า Apple จะอยากใช้โมเดลการซ่อมแบบนี้มาใช้กับ iPad รุ่นอื่นเหมือนกัน และตอนนี้กฏดังกล่าวก็ยังจำกัดไว้ใช้เฉพาะกับร้านซ่อมทั่วไป ไม่ได้รวมไปถึงที่ร้าน Apple Store หรือ ร้านผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการจาก Apple ด้วยครับ

ที่มา : macrumors

from:https://droidsans.com/apple-ipad-mini-6-battery-replace-only-not-whole-device/

Apple ปรับเงื่อนไขเปลี่ยนแบตฯ iPad mini 6 จะเปลี่ยนเฉพาะแบตฯ เท่านั้น ไม่เปลี่ยนทั้งเครื่องแบบที่ผ่านมา

มีรายงานจาก MacRumors ว่าแอปเปิลได้ปรับปรุงเงื่อนไขการซ่อม มีผลกับ iPad mini 6 (รุ่นปัจจุบันที่วางขายปี 2021) จากเดิมหากต้องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ ศูนย์ซ่อม AASP หรือ Apple Store จะทำการเปลี่ยนเป็น iPad ใหม่ทั้งเครื่อง แต่จากนี้จะเปลี่ยนให้เฉพาะแบตเตอรี่

เงื่อนไขดังกล่าวระบุว่ามีผลเฉพาะ iPad mini 6 เพียงรุ่นเดียว ส่วนรุ่นอื่นยังใช้วิธีเปลี่ยนให้ทั้งเครื่องต่อ แต่แอปเปิลอาจขยายแนวทางดังกล่าวกับ iPad รุ่นอื่นอีกในอนาคต

ที่มา: MacRumors

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130646

Apple เผยรายชื่อ iPhone ที่ไม่รองรับการแสดงผลแบตเตอรี่แบบใหม่

Apple เผยรายชื่อ iPhone ที่ไม่รองรับการแสดงผลแบตเตอรี่แบบใหม่
Wat.C

iOS 16 มีฟีเจอร์แสดงผลตัวเลขเปอร์เซนต์บนแบตเตอรี่หลังจากหายไปตั้งแต่เปิดตัวใน iPhone X ซึ่งถือว่าเป็นการนำกลับมาที่ดี แต่ไม่ใช่ iPhone ทุกรุ่นที่จะรองรับการแสดงผลตัวเลขบนแบตเตอรี่ครับ

Apple ได้อัปเดตหน้าเว็บเพจของตัวเองเกี่ยวกับการแสดงผลเปอร์เซนต์แบตเตอรี่ ซึ่ง Apple บอกชัดเจนว่าฟีเจอร์การแสดงผลแบตเตอรี่ไม่รองรับการใช้งานบน iPhone‌ XR, iPhone 11, the iPhone 12 mini และ iPhone 13 mini ทั้งนี้ Apple ไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทำไม iPhone เหล่านี้ถึงไม่รองรับการแสดงผลเปอร์เซนต์แบตเตอรี่

iPhone ที่รองรับการแสดงผลเปอร์เซนต์แบตเตอรี่

  • iPhone X
  • iPhone XS, iPhone XS Max
  • iPhone 11 Pro, iPhone 11 Pro Max
  • iPhone 12, iPhone 12 Pro, iPhone 12 Pro Max
  • iPhone 13, iPhone 13 Pro, iPhone 13 Pro Max
  • iPhone 14, iPhone 14 Plus, iPhone 14 Pro, iPhone 14 Pro Max

ios 16 beta battery percentage icon | Battery | Apple เผยรายชื่อ iPhone ที่ไม่รองรับการแสดงผลแบตเตอรี่แบบใหม่

ตั้งแต่ iPhone X เป็นต้นมา Apple ได้เปลี่ยนวิธีการแสดงผลเปอร์เซนต์แบตเตอรี่ใหม่ โดยการดึง Control Center ลงมา และสามารถดูเปอร์เซนต์แบตเตอรี่ได้ทันที หากใครต้องการตัวเลขเปอร์เซนต์แบตเตอรี่กลับมาก็สามารถเปิดใช้งานได้เลยใน iOS 16 ครับ

ข่าว: Apple เผยรายชื่อ iPhone ที่ไม่รองรับการแสดงผลแบตเตอรี่แบบใหม่ มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/apple-confirms-ios-16-battery-percentage-display-not-available-on-certain-iphone-models/

เผยความจุแบตเตอรี่ iPhone 14 Series ขยับเพิ่มขึ้นทุกรุ่น ยกเว้น iPhone 14 Pro Max ที่ลดลง

ตามปกติแล้ว Apple จะไม่ได้บ่งบอกความจุแบตเตอรี่ใน iPhone เอาไว้แบบชัดเจนว่ามีกี่ mAh แต่จะระบุว่าใช้งานได้กี่ชั่วโมงแทน ซึ่งตัว iPhone 14 Series ก็ยังคงมีกลยุทธ์ระบุข้อมูลแบบนี้เหมือนเช่นเคย โดยมีการโฆษณาเอาไว้ว่ามีระยะการใช้งานแบตที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา ดังนั้นเราจึงต้องไปดูข้อมูลการขึ้นทะเบียนต่าง ๆ ของ Apple แทนว่า iPhone แต่ละรุ่นมีความจุแบตเตอรี่อยู่ที่เท่าไหร่กันแน่ครับ

ข้อมูลชุดแรกมาจากเว็บ CHEMTREC ของสมาคมสารเคมีสหรัฐฯ ได้ระบุข้อมูลความจุแบตเตอรี่ของมือถือ iPhone 14 Series ทุกรุ่น ซึ่งเมื่อดูแล้วก็จะเห็นว่ารุ่น iPhone 14 Plus นั้นมีความจุเยอะสมใจมาก ๆ ส่วนรุ่น iPhone 14 และ 14 Pro ก็มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย แต่รุ่น iPhone 14 Pro Max กลับมีความจุแบตที่น้อยลงนิดหน่อยเมื่อเทียบกับตัว iPhone 13 Pro Max ของปีที่แล้ว

ความจุแบตเตอรี่ iPhone 14 Series (Wh)

  • iPhone 14 – 12.68 Wh
    • iPhone 13 – 12.41 Wh
  • iPhone 14 Plus – 16.68 Wh
    • ไม่มี
  • iPhone 14 Pro – 12.38 Wh
    • iPhone 13 Pro: 11.97 Wh
  • iPhone 14 Pro Max – 16.68 Wh
    • iPhone 13 Pro Max: 16.75 Wh

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสเปคแบตเตอรี่ที่ถูกเผยออกมาผ่านการขึ้นจดทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศจีนอีกด้วย โดยเป็นข้อมูลที่ทำให้เห็นความจุเป็นแบบ mAh เลย (ตรงกับที่เคยมีสเปคหลุดมาก่อนหน้านี้ใน Weibo)

ความจุแบตเตอรี่ iPhone 14 Series (mAh)

  • iPhone 14: 3279 mAh
    • iPhone 13: 3227 mAh
  • iPhone 14 Plus: 4325 mAh
    • ไม่มี
  • iPhone 14 Pro: 3200 mAh
    • iPhone 13 Pro: 3095 mAh
  • iPhone 14 Pro Max: 4323 mAh
    • iPhone 13 Pro Max: 4352 mAh

ระยะเวลาการใช้งานของมือถือจริง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือความจุแบตเตอรี่และประสิทธิภาพของตัวชิปประมวลผลในเครื่อง ซึ่งรุ่น iPhone 14 Pro และ iPhone 14 Pro Max ก็มีการใช้ชิปตัวใหม่ A16 Bionic ที่สร้างบนสถาปัตยกรรม 4 นาโนเมตร ทำให้มีประสิทธิภาพในการประมวลผลดีขึ้น กินแบตน้อยลงกว่าเดิม ส่วนรุ่น iPhone 14 และ iPhone 14 Plus ก็ยังคงใช้ชิป A15 Bionic ขนาด 5 นาโนเมตรอยู่ ทำให้ยังไม่มีประสิทธิภาพดีเท่ารุ่น Pro แต่ก็ยังเป็นชิปที่ใช้ได้ดีอยู่นั่นเอง

ดังนั้นก็ไม่ต้องห่วงว่าขนาดแบตที่เล็กลงในรุ่น iPhone 14 Pro Max จะทำให้ใช้งานต่อการชาร์จได้น้อยลง เพราะว่าตัวชิปใหม่นี้น่าจะประหยัดพลังงานมากขึ้นแน่นอนครับ 

 

ที่มา : 9to5mac, chemtrec

from:https://droidsans.com/iphone-14-series-battery-capacity-reveal/