คลังเก็บป้ายกำกับ: AUTOMATION

Zebra Technologies ประกาศเปลี่ยนผู้นำ แต่งตั้ง Bill Burns เป็น CEO คนต่อไป

Zebra Technologies แต่งตั้ง Bill Burns ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชัน เป็น CEO คนต่อไป มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2023 Anders Gustafsson ซึ่งเป็น CEO คนปัจจุบันจะเปลี่ยนไปเป็นประธานบริหารของคณะกรรมการบริษัท Zebra Technologies
 

ด้วยประสบการณ์มากกว่า 50 ปี Zebra Technologies คือ ผู้นำโซลูชันระดับองค์กรในด้านเทคโนโลยี Barcode Printing, Barcode Scanning, เทคโนโลยี RTLS บนเครื่องพิมพ์, RFID และซอฟต์แวร์ การเปลี่ยนผู้นำครั้งนี้เป็นความสำเร็จสูงสุดของกระบวนการวางแผนสืบทอดตำแหน่งหลายปีของคณะกรรมการบริษัท
 
Bill Burns มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีในภาคส่วนเทคโนโลยี และเคยดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัทอื่นอีกสองแห่งก่อนที่จะเข้าร่วมกับ Zebra Technologies ตลอดอาชีพการงานของเขา เขายังคงให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม ความสามารถ และนวัตกรรมอยู่เสมอ
 
Bill Burns เป็นส่วนสำคัญของทีมผู้บริหารระดับสูงของ Zebra มาตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันทำหน้าที่ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และโซลูชันของ Zebra มาเกือบ 5 ปี โดย Bill Burns ได้ขยายความเป็นผู้นำในส่วนแบ่งการตลาดของ Zebra และความสามารถในการทำกำไรทั่วทั้งธุรกิจหลัก สอดรับตามวิสัยทัศน์ Enterprise Asset Intelligence ของบริษัท และเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ของ Zebra กับลูกค้าและพันธมิตร
 
Anders Gustafsson เป็น CEO คนที่สองของ Zebra ในประวัติศาสตร์กว่า 50 ปี โดยดำรงตำแหน่ง CEO ของ Zebra มาเป็นเวลา 15 ปี บทบาทต่อไปของ Gustafsson เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำคณะกรรมการบริหารของ Zebra Technologies ในตำแหน่งประธานบริหาร
 
“ความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านและแปลงการดำเนินการสู่ดิจิทัลเป็นกลยุทธ์สำหรับลูกค้าของเราทั่วโลก ปัจจุบัน ลูกค้าของเราต้องการโซลูชันของเราในการปรับปรุงเวิร์กโฟลว์ทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานที่กว้างขึ้น Bill Burns เป็นผู้นำที่เหมาะสมในการเดินหน้าพัฒนาวิสัยทัศน์ของเราต่อไป และยกระดับ Zebra ให้เป็นที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้แก่ลูกค้าและพันธมิตรของเราในแกนกลางที่มีชีวิตชีวาของเรา ตลอดจนตลาดที่อยู่ติดกันและการขยายตัวที่มีการเติบโตสูงของเรา” Anders Gustafsson CEO คนปัจจุบันของ Zebra Technologies กล่าว
 

from:https://www.techtalkthai.com/zebra-technologies-announces-leadership-change-names-bill-burns-as-next-ceo/

Alteryx Auto Insights แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติสำหรับทุกคนในองค์กร สร้างธุรกิจ Data-driven อย่างมีประสิทธิภาพ

องค์กรทั่วโลกตระหนักเป็นอย่างดีแล้วว่าข้อมูลเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการดำเนินธุรกิจของทุกอุตสาหกรรม จากเดิมที่มุ่งเน้นไปยังการนำข้อมูลมาใช้ในการดำเนินการ หลายองค์กรในปัจจุบันให้ความสำคัญมากขึ้นกับการใช้ข้อมูลให้ได้อย่างเต็มที่ในทุกภาคส่วนของธุรกิจ จะทำอย่างไรให้สมาชิกภายในองค์กรสามารถใช้ข้อมูลในการทำงานได้โดยสะดวกและถูกต้องแม้ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ จะทำอย่างไรให้องค์กรสามารถใช้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที นำไปสู่ผลลัพธ์และการเติบโตของธุรกิจ  โซลูชัน Alteryx Auto Insights ที่เราจะมาแนะนำในบทความต่อไปนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบความท้าทายเหล่านี้โดยเฉพาะ

โจทย์ของธุรกิจในวันนี้ คือการหา Insights ที่รวดเร็ว แม่นยำ ใครก็ทำได้ และเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ

ธุรกิจจำนวนมากในปัจจุบันล้วนแต่มีข้อมูลที่พร้อมใช้งานในองค์กรอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การสร้างประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มที่นั้นยังคงเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายส่วน โดยทั่วไป ปัญหาของการนำข้อมูลมาใช้นั้นไม่ใช่เพราะธุรกิจมีข้อมูลน้อยเกินไป แต่เกิดเพราะธุรกิจมีข้อมูลอยู่มาก แต่กลับนำมาใช้ไม่ได้เต็มที่และรวดเร็วเท่าที่ควรด้วยปัจจัยหลายอย่าง

  • ธุรกิจมีความพร้อมไม่มากพอสำหรับการเปิดให้สมาชิกในองค์กรใช้งานข้อมูลอย่างอิสระ ไม่มีเครื่องมือที่ช่วยให้การนำข้อมูลมาวิเคราะห์เป็นเรื่องง่ายและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของทุกแผนก
  • บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลขาดแคลน ไม่สามารถรองรับความต้องการจากทุกฝ่ายงานได้ ส่งผลให้พลาดโอกาสในการวิเคราะห์เชิงลึกและการนำเทคนิคขั้นสูงมาใช้ในการประมวลผลข้อมูล และพลาดโอกาสที่จะสร้าง Insights เชิงลึกที่มีประโยชน์ต่อธุรกิจมากกว่า
  • สมาชิกในองค์กรไม่ทราบถึงประโยชน์ของการใช้ข้อมูลอย่างถ่องแท้ หรือทราบแต่เพราะการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน การนำข้อมูลมาใช้ในการทำงานจึงเป็นขั้นตอนที่ถูกมองว่าเสียแรงและเวลาโดยไม่คุ้มค่า การใช้ข้อมูลจึงไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน
  • เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้อยู่ในองค์กรไม่เหมาะกับการดำเนินการของแต่ละฝ่ายงาน ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ
  • สมาชิกในองค์กรไม่มีความเชี่ยวชาญด้านข้อมูลมากพอที่จะเชื่อในผลลัพธ์ของการวิเคราะห์ข้อมูล ไม่สามารถอธิบายถึงสาเหตุ ความผิดปกติ หรือเล็งเห็นถึงเหตุการณ์ที่น่าสนใจในชุดข้อมูลที่มีอยู่ ทำให้ Action ที่ตามมาไม่ดีเท่าที่ควร

ปัญหาข้างต้นนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะสำหรับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง และมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันหลายส่วนซึ่งส่งผลให้วัฒนธรรมการใช้ข้อมูลไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงภายในองค์กร ในโลกของธุรกิจที่การใช้ข้อมูลเป็นแนวทางปฏิบัติที่เริ่มมีกันอย่างแพร่หลาย การเติบโตของธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันนั้นได้รับผลกระทบจากความท้าทายเหล่านี้โดยตรง 

จากเดิมที่ธุรกิจเข้าใจกันว่าใครใช้ข้อมูลได้มากกว่าย่อมได้เปรียบ แต่ในวันนี้ ปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จคือความสามารถในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Alteryx Auto Insights ระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ทำความเข้าใจกับข้อมูลที่มีอยู่ในมืออย่างเต็มประสิทธิภาพ

เพื่อตอบสนองกับความท้าทายด้านข้อมูลของธุรกิจในปัจจุบัน Alteryx ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันข้อมูลระดับโลกจึงได้พัฒนาโซลูชัน Alteryx Auto Insights แพลตฟอร์มที่จะช่วยให้ทุกคนภายในองค์กรสามารถวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่องค์กรมีอยู่อย่างแท้จริง Auto Insights เป็นแอปพลิเคชันแบบ Web-based ที่จะวิเคราะห์และสร้าง Dashboard จากข้อมูลที่มีขึ้นให้โดยอัตโนมัติ โดยมาพร้อมกับคำอธิบาย และเกร็ดต่างๆเกี่ยวกับข้อมูลที่ผู้ใช้สามารถเข้าไปดูถึงรายละเอียดและที่มาของบทวิเคราะห์ได้

Alteryx Auto Insights แบ่งการใช้งานออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

Discover

หน้าแรกของแพลตฟอร์ม Alteryx Auto Insights จะแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่น่าสนใจจากชุดข้อมูลที่เชื่อมต่ออยู่ รวมไปถึงตัวแปรต่างๆหรือ Mearues ที่แพลตฟอร์ม Auto Insights ได้นำขึ้นมาแสดงผลให้ตามความเหมาะสม โดยจะสรุปให้ผู้ใช้เห็นง่ายๆผ่านกราฟและคำอธิบายสั้นๆโดยอัตโนมัติ ซึ่งผู้ใช้สามารถคลิกเข้าไปชมรายละเอียดของข้อมูล สาเหตุของการเพิ่มขึ้น ลดลง หรือปัญหาที่ทำให้ค่ามาตรวัดต่างๆเปลี่ยนแปลงไป และความผิดแผกของข้อมูลจากแนวโน้มที่คาดการณ์ไว้ในระยะยาว หรือที่เรียกกันว่า Outliers นั่นเอง

ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนชุดข้อมูลใหม่ที่เชื่อมต่อกับ Alteryx Auto Insights ได้ในไม่กี่คลิก และเมื่อเปลี่ยนชุดข้อมูลระบบก็จะทำการประมวลผล Insights ของข้อมูลชุดใหม่ให้เห็นโดยอัตโนมัติ

Missions

ในแถบ Missions ผู้ใช้สามารถสร้าง Mission ใหม่เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของข้อมูลในส่วนที่พวกเขาสนใจเป็นพิเศษได้ เช่น ผู้จัดการฝ่ายขายอาจสนใจข้อมูลของยอดขายโดยเฉพาะ ก็สามารถสร้าง Mission สำหรับทีมขาย และสร้าง Dashboard ที่เจาะลึกไปยังการขายในแต่ละพื้นที่ แต่ละอุตสาหกรรม ด้วยเครื่องมือ Filter ที่ Alteryx Auto Insights มี แน่นอนว่าทุกอย่างจะถูกประมวลผล วิเคราะห์ และแสดงผลออกมาเป็นแผนภาพโดยอัตโนมัติ รวมไปถึงคำอธิบายการวิเคราะห์ จุดที่น่าสนใจ และการชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด

การสร้าง Mission นั้นจะช่วยให้พนักงานในแผนกต่างๆสามารถมี Dashboard ข้อมูลแยกกันได้โดยสะดวกและรวดเร็ว เน้นเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานของตัวเองและใช้ข้อมูลได้อย่างเต็มที่ จากการวิเคราะห์ทางสถิติและ AI ภายในแพลตฟอร์ม

Search

หน้า Search นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถตั้งคำถามที่ดีกับชุดข้อมูลได้ โดยในหน้านี้จะแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น จุดใดในข้อมูลที่มีความเปลี่ยนแปลงเยอะที่สุด ปัจจัยใดที่ส่งผลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งใหม่ๆสิ่งใดที่เกิดขึ้นและน่าจับตามอง เมื่อผู้ใช้มองเห็นไอเดียเหล่านี้ ก็จะสามารถเห็นภาพได้ว่าควรนำข้อมูลไปใช้ในส่วนใด ควรวิเคราะห์ลงลึกกับข้อมูลไหน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการทำงานและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีต่อธุรกิจในที่สุด

รู้ทันทุกความเคลื่อนไหวของข้อมูลด้วยการแชร์และแจ้งเตือน

นอกจากเข้ามาใช้งานในแพลตฟอร์ม Alteryx Auto Insights โดยตรงแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถแบ่งปันแดชบอร์ดและข้อมูลที่น่าสนใจด้วยการแชร์ลิงก์ให้เพื่อนร่วมงานเขามาดูข้อมูลได้ อีกทั้งยังสามารถตั้งค่า Subscribe การแจ้งเตือนความเปลี่ยนแปลงของข้อมูลหรือสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลไปยังอีเมลโดยตรง ทั้งการแจ้งเตือนรายวัน รายสัปดาห์ หรืออื่นๆ ช่วยให้ Insights ถูกส่งตรงไปยังผู้ทำงานและสามารถหยิบจับมันขึ้นมาใช้ในการดำเนินการได้ทันที

เชื่อมต่อกับ Alteryx Auto Insights ได้ง่ายๆ ผ่าน Alteryx Designer และฐานข้อมูลอื่นๆ

สำหรับท่านใดที่ใช้งาน Alteryx Designer ในการจัดการและทำความสะอาดข้อมูลอยู่แล้ว การเริ่มใช้งาน Alteryx Auto Insights ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย เพียงเพิ่ม Component ของ Auto Insights ลงไปใน Workflow เท่านั้น เมื่อกดเริ่มการทำงาน ระบบก็จะทำการอัพโหลดข้อมูลไปยังแพลตฟอร์มคลาวด์ และสามารถคลิกลิงก์เพื่อเริ่มดูการวิเคราะห์ข้อมูลได้ทันที

หรือหากไม่ได้ใช้งาน Alteryx Designer ก็สามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มโดยตรงผ่าน Connector ได้ทันที ในปัจจุบัน Auto Insights รองรับการเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลที่รองรับ ODBC ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น MySQL, Postgres, Oracle SQL และอื่นๆ รวมไปถึงไฟล์ Spreadsheet อย่าง Excel และ CSV ด้วย

สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับ Alteryx Auto Insights เพิ่มเติม ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Unlock Insights, Automate Your Data เลย

พูดมาถึงตรงนี้เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงจะสนใจการทำงานของแพลตฟอร์ม Auto Insights กันมากขึ้น หากท่านใดที่ต้องการเรียนรู้ถึงตัวแพลตฟอร์มนี้และการประยุกต์ใช้ในงานต่างๆโดยละเอียด  และสอบถามพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญจาก Sift Analytics Group และ Alteryx โดยตรง ก็สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Unlock Insight, Automate Your Data ที่จะจัดขึ้น ณ โรงแรม  Swissôtel Bangkok Ratchada ในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ผ่านเว็บไซต์ http://alteryx.sift-ag.com/auto-insight-thailand

โดยภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะมีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลและ Automation มาผลิกโฉมธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและความคล่องตัวยิ่งขึ้น ด้วยแพลตฟอร์มจาก Alteryx ทั้ง Alteryx APA Platform, Alteryx Auto Inisights และ Alteryx Machine Learning พร้อมรับชมสาธิตการใช้งานจริงของแพลตฟอร์มเหล่านี้ด้วย

ในส่วนของหัวข้อการพูดคุยในวันงาน จะมีรายละเอียดดังนี้

  • Transform your business with Analytic Process Automation เรียนรู้การนำเทคโนโลยี Robotic Process Automation จากแพลตฟอร์ม Alteryx APA เข้ามาแบ่งเบาภาระงานในองค์กร ช่วยให้กระบวนการทำงานรวดเร็ว ลดข้อผิดพลาด และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • Unlock the hidden insight in your data by Alteryx Auto Insights แนะนำการทำงานของแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ ที่จะช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นเรื่องง่าย ใครในองค์กรก็สามารถทำได้ ค้นพบ Insights ใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว นำไปพัฒนาธุรกิจได้อย่างแม่นยำ
  • Find out the relationship in your data with Alteryx Machine Learning สาธิตการใช้เทคโนโลยี Machine Learning เข้ามาใช้เพื่อหาความสัมพันธ์ของข้อมูลในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้ไปปรับปรุงกระบวนการทำงานและการให้บริการของธุรกิจอย่างเจาะลึก
  • สาธิตการใช้งานของแพลตฟอร์ม Alteryx Auto Insight เพื่อให้ทุกท่านสามารถเห็นภาพการใช้งานจริงและความสามารถของแพลตฟอร์มในการต่อยอดกระบวนการดำเนินการด้านต่างๆ

สร้างวัฒนธรรม Data-driven ด้วยแพลตฟอร์มข้อมูลที่ทุกคนใช้งานได้

แนวโน้มของการทำงานในยุคปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ คือการทำงานที่ซับซ้อนและหลากหลายขึ้นกว่าเก่า รูปแบบของการทำงานและความต้องการของโลกธุรกิจนั้นกระตุ้นให้ธุรกิจต้องมองหาเครื่องมือที่จะช่วยให้พนักงานในองค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีมาช่วยผ่อนแรง ลดระยะเวลา และสร้างผลลัพธ์ได้อย่างตรงจุด ตอบสนองความต้องการและสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

แพลตฟอร์ม Alteryx Auto Insights คือเครื่องมือ Self-service หนึ่งที่ทำให้เรามองเห็นถึงภาพของอนาคตที่ทุกคนในองค์กรสามารถใช้ข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว มี Insights เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในทุกๆวัน และสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้เต็มประสิทธิภาพจากข้อมูลที่มี เพราะข้อมูลนั้นไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบของนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลหรือนักวิเคราะห์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในทุกตำแหน่ง ทุกส่วนงานภายในธุรกิจนั่นเอง 

หากท่านใดสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Alteryx Auto Insights สามารถติดต่อทีมงาน Sift Analytics Group ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการโซลูชัน Alteryx และสร้างวัฒนธรรมข้อมูลภายในองค์กรในอุตสาหกรรมต่างๆได้ที่ช่องทางการติดต่อด้านล่างนี้

Sift Analytics Group
โทร. 02-645-2544 
อีเมล sift-th@sift-ag.com 
Line: @siftthailand

from:https://www.techtalkthai.com/alteryx-auto-insights-auto-analytics-enabling-data-driven-business/

[Guest Post] Aruba จัดงาน Atmosphere 2022 SEATH and India ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

วันนี้ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise (NYSE:HPQ) ได้จัดการประชุมยิ่งใหญ่ประจำปี Aruba Atmosphere Conference – SEATH and India ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยในการประชุมครั้งนี้ได้มีธุรกิจชั้นนำมากมายจากทั่วทั้งภูมิภาคมาร่วมงาน เพื่อเจาะลึกถึงแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม, พูดคุยสนทนาในประเด็นองค์ความรู้ใหม่ด้านเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ และเสริมสร้างทักษะใหม่จากเทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มีความทันสมัยได้อย่างต่อเนื่อง

 

การประชุมครั้งนี้มีประเด็นหลักทางด้านเทคโนโลยีจากนวัตกรรมของ Aruba ที่ผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมให้ความสำคัญอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ ความคล่องตัว (Agility), ความเป็นอัตโนมัติ (Automation) และความมั่นคงปลอดภัย (Security) ระบบเครือข่ายที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยอย่างในอดีตนั้นไม่อาจตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจที่เติบโตยิ่งขึ้นหรือสนับสนุนความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป เมื่อธุรกิจองค์กรเริ่มดำเนินโครงการด้าน Digital Transformation และปรับตัวสู่การทำงานแบบ Hybrid Work แล้ว ก็เป็นที่แนะนำอย่างยิ่งว่าองค์กรก็ต้องมีการปรับไปใช้สถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายที่ทันสมัยร่วมไปด้วย เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อและมั่นคงปลอดภัยสำหรับบริษัทในทุกขนาด และสามารถดำเนินกิจกรรมหลักของธุรกิจได้อย่างสะดวกจากทุกแห่งหน

 

ประเด็นสำคัญ 3 ประการ ช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่การปรับใช้สถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายที่ทันสมัย

  • ความคล่องตัว (Agility): การใช้บริการ Network-as-a-Service (NaaS) ได้อย่างง่ายดายยิ่งกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนไปสู่การใช้สถาปัตยกรรมแบบผสานรวม, Cloud-Native และทำงานบนมาตรฐานซึ่งสามารถรองรับอนาคตได้ และยังคุ้มค่าการลงทุนและง่ายดายต่อการบริหารทรัพยากรบุคคล
  • ความเป็นอัตโนมัติ (Automation)​: ปรับสู่กระบวนการทำงานที่ง่ายดายและทำงานแบบอัตโนมัติด้วย AI เพื่อลดเวลาและทรัพยากรที่ต้องใช้ในการวางแผน, ติดตั้งใช้งาน และบริหารจัดการระบบเครือข่ายซึ่งสนับสนุนการเชื่อมต่อจากภายนอก, สาขาย่อย, สาขาใหญ่ และ Cloud
  • ความมั่นคงปลอดภัย (Security): ความสำคัญของการตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามที่สูงขึ้น โดยการใช้เฟรมเวิร์ค Zero Trust และ SASE ด้วยการใช้เทคโนโลยี Identity-based Access Control และ Dynamic Segmentation ที่มีให้พร้อมใช้งานในระบบ

โซลูชันในแบบ As-a-Service กำลังได้รับความนิยมทั่วโลกไปพร้อมกับการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของการทำงานแบบ Hybrid Work ซึ่ง HPE GreenLake for Aruba ก็ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของธุรกิจองค์กร ตั้งแต่การช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถริเริ่มกรณีการใช้งานใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่น Hybrid Work, Connected Retail และ Hybrid Learning ไปจนถึงการสร้างความมั่นใจว่าระบบเครือข่ายจะพร้อมสนับสนุนความต้องการของภาคองค์กรธุรกิจได้อยู่เสมอ จากการที่ HPE GreenLake นั้นรองรับการเพิ่มขยายเพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้ตามต้องการ

 

“ด้วยความปกติใหม่ที่กำลังถูกนิยามด้วยกลยุทธ์ด้าน Hybrid Cloud, การเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของระบบ IoT และการทำงานจากนอกสถานที่ การเชื่อมต่อเครือข่ายจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในโลกที่ยังขาดการเชื่อมถึงกันในทุกวันนี้” Steve Wood, Vice President, APJ แห่ง Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise กล่าว “เราทราบดีว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายให้ได้จากทุกที่ทุกเวลานั้นได้กลายเป็นสิ่งที่จำเป็นมากยิ่งกว่าที่เคย และด้วยการมุ่งเน้นไปยังการปรับปรุงระบบเครือข่ายให้ทันสมัย องค์กรธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการทำDigital Transformation และการเร่งความเร็วของธุรกิจจะสามารถเอาชนะความท้าทายที่ยากยิ่งในครั้งนี้ได้ ด้วยการทำงานร่วมกันของระบบเครือข่าย, การบริหารจัดการระบบเครือข่าย และการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ธุรกิจเติบโตได้ในท้ายที่สุด”

นอกจากนี้ ในการส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดแก่ลูกค้า, พนักงาน และฝ่าย IT การเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมระบบ WAN และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้วยการใช้ระบบ Software-Defined Wide Area Network (SD-WAN) ที่ช่วยให้องค์กรสามารถก้าวไปสู่สถาปัตยกรรม Secure Access Service Edge (SASE) ได้นั้นก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ แพลตฟอร์มระบบ Aruba EdgeConnect Enterprise SD-WAN ก็ยังได้รับใบรับรอง ICSA Labs Secure SD-WAN Certification เป็นรายแรกจากบรรดาโซลูชัน SD-WAN ในวงการ โดยในการรับรองครั้งนี้ก็ได้เน้นย้ำถึงความสามารถทางด้าน SD-WAN และความมั่นคงปลอดภัยของ Aruba ที่สูงสุดในวงการ ซึ่งสามารถมอบทั้งความยืดหยุ่นและความมั่นใจให้กับลูกค้าในการเปลี่ยนแปลงระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยครั้งสำคัญให้สำเร็จลุล่วงได้

พอร์ตโฟลิโอโซลูชันที่ครบถ้วนจาก Aruba นี้ได้นำระบบเครือข่ายขององค์กรธุรกิจไปสู่ที่บ้านได้ด้วย Network Edge ที่ยังคงคงวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบรับต่อความต้องการการเชื่อมต่อเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยอย่างต่อเนื่องของผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น ด้วยโซลูชัน EdgeConnect Microbranch ฝ่าย IT จะสามารถมั่นใจได้ว่าประสบการณ์ของพนักงานทุกๆ คนจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะอยู่ที่ใด ด้วยการส่งมอบบริการการเชื่อมต่อที่ครบถ้วนเสมือนทำงานอยู่ภายในองค์กร ไปยังพนักงานที่ทำงานจากภายนอกองค์กร, การแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และการปกป้องดูแลพนักงานทั่วทั้งองค์กรด้วยการใช้เฟรมเวิร์คด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่าง Zero Trust และ Secure Access Services Edge (SASE) ที่ถูกเพิ่มขยายจากภายในองค์กรไปสู่ที่บ้านของพนักงานหรือสาขาขนาดเล็กได้อย่างไร้รอยต่อ

ยิ่งไปกว่านั้น Aruba ยังได้มีการเปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบเครือข่ายไร้สายที่สามารถระบุตำแหน่งของตนเองได้ พร้อมโครงการ Open Locate เพื่อปรับวิธีการในการแบ่งปันข้อมูลด้านสถานที่ให้กลายเป็นมาตรฐาน ด้วย AP ที่สามารถระบุตำแหน่งของตนเองได้จาก Aruba ธุรกิจองค์กรและผู้ให้บริการโครงข่ายจะสามารถให้บริการแอปพลิเคชันที่อาศัยข้อมูลตำแหน่งสถานที่ได้อย่างรวดเร็ว, แม่นยำ และทั่วถึงได้ทั้งระบบ Wireless LAN ช่วยให้องค์กรธุรกิจไม่ต้องทำการสำรวจและตรวจสอบสถานที่ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีทั้งค่าใช้จ่ายและความผิดพลาดที่สูงอีกต่อไป

ความเห็นจากลูกค้า

“เราต้องขับเคลื่อนโครงการ Digital Transformation ระดับสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และตั้งเป้าหมายในการสร้างระบบเครือข่ายแบบ Zero Trust เพื่อให้เกิดการใช้ Cloud อย่างเต็มศักยภาพและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัยทางด้าน IT ระบบเครือข่ายของเราจึงต้องมีสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่ทันสมัยและคล่องตัว ในขณะที่ระบบเครือข่าย MPLS ที่เรามีอยู่เดิมนั้นก็ไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้” Irwan Yulianto, Head of APAC Enterprise Infrastructure แห่ง Panasonic กล่าว “การติดตั้งใช้งานโซลูชัน Aruba EdgeConnect SD-WAN ของเราได้กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การก้าวสู่ดิจทัลของเราเป็นจริง และสร้างรากฐานให้กับระบบเครือข่ายแบบ Zero Trust รวมถึงยังช่วยเสริมให้เรามั่นใจในประสิทธิภาพการเชื่อมต่อจาก Edge มาสู่ Cloud ที่ดีเยี่ยมอยู่เสมอ ปัจจุบันนี้เราสามารถตรวจสอบระบบเครือข่ายของเราได้อย่างสมบูรณ์เป็นผืนเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ และเรามั่นใจว่าเส้นทางนี้ของเราจะทำให้เราสามารถก้าวสู่การใช้งาน Cloud ได้เต็มศักยภาพอย่างแท้จริง”

คุณสันติ เมธาวิกุล  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด

“ในฐานะของผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการ Managed Service ภายในประเทศไทย ลูกค้าของเรามีหลากหลายครบถ้วนในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ดังนั้นการที่เราสามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับลูกค้าของเราซึ่งมีสาขากระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคด้วยโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ” คุณสันติ เมธาวิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) กล่าว “ความเป็นอัตโนมัตินั้นได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพิจารณาด้านความร่วมมือเชิงเทคโนโลยี เนื่องจากเราต้องบริหารจัดการกับความต้องการด้านระบบเครือข่ายที่ซับซ้อนของลูกค้าของเรา การติดตั้งใช้งานแพลตฟอร์มบริหารจัดการ Aruba Central ในแบบ Cloud-Native จึงเป็นกุญแจในโครงการดิจิทัลของลูกค้าของเรา เนื่องจากระบบดังกล่าวสามารถเพิ่มขยายเพื่อรองรับระบบเครือข่ายกระจายตัวที่มีขนาดใหญ่มากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความเป็นพันธมิตรเชิงเทคโนโลยีกับ Aruba นี้ ทุกวันนี้เราจึงมีศักยภาพที่จะปรับปรุงระบบเครือข่ายของลูกค้าของเราให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังยึดมั่นกับข้อตกลงระดับการให้บริการ และเติบโตร่วมไปกับลูกค้าของเราได้”

ผู้สนับสนุนงาน Atmosphere 2022 SEATH & India ประกอบไปด้วยผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกอย่างเช่น AMD Pensando, Check Point, Netskope, Zebra, BT, Ekahau, TechData, VSTECS และ Westcon

Atmosphere 2022 SEATH & India เริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 21 กันยายน ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

 

เกี่ยวกับ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise
Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise คือผู้นำระดับโลกสำหรับโซลูชันระบบเครือข่ายในแบบ Edge-to-Cloud ที่มั่นคงปลอดภัยและชาญฉลาดจากการใช้ AI เพื่อปรับระบบเครือข่ายให้เป็นอัตโนมัติ พร้อมทั้งใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ทรงพลัง ด้วย Aruba ESP (Edge Services Platform) และการใช้งานในแบบ As-a-Serivce ทำให้ Aruba สามารถใช้แนวทางแบบ Cloud-Native เพื่อช่วยลูกค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย, การรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการเงินได้ทั้งสำหรับระบบในสาขาขนาดใหญ่, สาขาขนาดเล็ก, ศูนย์ข้อมูล และการทำงานจากภายนอก ครอบคลุมทั้งระบบเครือข่ายแบบมีสาย, ไร้สาย และ Wide Area Network (WAN)
ถ้าหากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชม Aruba ที่ www.arubanetworks.com สำหรับการติดตามข่าวสารแบบทันท่วงที กรุณาติดตาม Aruba ที่ Twitter และ Facebook โดยสำหรับการพูดคุยสนทนาในประเด็นด้านเทคโนโลยีล่าสุดเกี่ยวกับ Mobility และผลิตภัณฑ์ของ Aruba กรุณาเยี่ยมชม Airheads Community ที่ community.arubanetworks.com

 

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-aruba-atmosphere-2022-seath-and-india-bkk/

[Guest Post] ตัวตึง IT “ไพโรจน์ IKP” ย้ำหัวใจของ Automation คือ Integration

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณไพโรจน์ ร่วมวิบูลย์สุข CEO แห่ง iknowplus บริษัทบริการด้าน IT ครบวงจร ขึ้นเวทีฉลองครบ 70 ปี IBM ประเทศไทย เพื่อเป็น Speaker ในหัวข้อ AI Powered Integration No Automation without Integration ที่คน IT จำนวนมากต่างรอคอยเก็บเกี่ยวความรู้อันน่าสนใจนี้ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ไปฟัง อย่าเพิ่งเสียใจ เพราะเรามี “คำต่อคำ” แบบละเอียดยิบ ของผู้ที่จัดว่าเป็น “ตัวตึง” แห่งโลก IT มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี และฝันจะดันวงการ IT ไทยให้ไปได้ไกลระดับสร้าง ซิลิคอน วัลเลย์ แห่งสยามประเทศ มาให้ได้ฟังกันแบบเก็บทุกเม็ดไม่มีพลาด!

เพราะโลกยุคนี้ AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” มีบทบาทสำคัญมาก คุณไพโรจน์ ผู้ซึ่งเคยเป็นสมาชิก IBM มา 20 ปี และได้สร้าง iknowplus  มาแล้วกว่า 5 ปี ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง No automation without integration โดยฟันธงกันไปชัดๆ เลยว่า หากไร้ซึ่งการเชื่อมโยงข้อมูลที่ดีแล้ว ระบบอัตโนมัติทุกสิ่งอย่างในโลก IT จะไร้ซึ่งประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง

                “แน่นอนว่า No automation without integration หากไร้การเชื่อมโยงที่สมบูรณ์ เราจะไม่สามารถสร้างระบบอัตโนมัติที่มีประสิทธิภาพได้ เทรนด์ IT ทุกวันนี้ ทุกคนพูดถึง AI  หรือ ปัญญาประดิษฐ์ โดยนำมาช่วยสร้างระบบอัตโนมัติต่างๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการสร้างโปรแกรมที่ชาญฉลาด คือการเชื่อมโยงข้อมูล แต่เราจะเชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร จะเห็นได้ว่าระบบสามารถรู้ข้อมูลทุกอย่างได้ ก็เพราะจากการซัพพอร์ตด้วยข้อมูลต่างๆ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่กันแบบกระจัดกระจาย และอยู่ในรูปแบบที่หลากหลาย เราจะกวาดข้อมูลทั้งหมดจากทุกที่และทุกรูปแบบไม่ได้ ถ้าเราไม่สามารถสร้างหรือมีระบบการเชื่อมโยงการเก็บข้อมูลที่ดี”            

                CEO แห่ง iknowplus พยายามอธิบายอย่างช้า ชัด ละเอียด และแม้ผู้ฟังหรือผู้อ่านที่ไม่ใช่คนในแวดวง IT ก็สามารถเข้าใจได้ และกล่าวต่อถึงความสำคัญในการบูรณาการระบบการทำข้อมูลว่า ในยุคนี้ ความฝันของธุรกิจ องค์กร หน่วยงาน บริษัท ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ IT ในการดำเนินการ มีความต้องการที่จะไปให้ถึง Digital Transformation และการมาถึงของโควิด-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยานั้น เพราะเมื่อโลกจริงหยุดชะงักเพราะ Social Distance แต่ธุรกิจและการทำงานยังต้องขับเคลื่อนตลอดเวลา การพึ่งพาความสามารถทาง IT ในการดำเนินธุรกิจและธุรกรรมต่างๆ ผ่านทางออนไลน์ได้ กลายเป็น “ทางหนีตาย” และเมื่อ โควิด-19 ซาลง จึงกลายเป็น “ทางใหม่” ที่สะดวกกว่า และลดภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงเพิ่มโอกาสได้อย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง เหล่าคน IT จึงเกิดคำถามว่า จะพัฒนาระบบ หรือ บริการ ของระบบอัตโนมัติต่างๆให้เร็วขึ้นตามทันโลกออนไลน์ได้อย่างไร? และเราจะมีวิธีการอย่างไรให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เพื่อประสาน หรือ สนับสนุน การทำระบบอัตโนมัติให้รวดเร็ว?

                “ณ วันนี้เราพูดถึงระบบที่หลากหลายมากขึ้น ต่อเนื่องจาก Cloud Technology ที่เข้ามา ผมเชื่อว่าหลายองค์กร ณ วันนี้ จะมีทั้งระบบที่ใช้ DATA Center ของตัวเอง หรือไปใช้ Cloud จากคนอื่น ทั้ง IDUS Microsoft Google หรือ IBM ซึ่งบางทีก็เลี่ยงไม่พ้นเรื่องของข้อมูลที่เป็น Soft Data ที่เราจะต้องทำเรื่อง AI เพราะฉะนั้นจึงเป็นประเด็นว่า เราจะทำอย่างไรให้ข้อมูลของเราสนับสนุนหรือตามทันระบบที่ค่อนข้างซับซ้อน หรือ Application ที่เกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเราต้องเผชิญกับปัญหาการเลิกจ้างบุคลากร จากที่เห็นตัวเลขอ้างอิงงานวิจัยต่างประเทศ ทักษะของบุคลากรในองค์กรจึงเป็นข้อจำกัดหนึ่งที่เราพยายามที่จะหาวิธีการใช้และการจัดการระบบและข้อมูลที่ง่ายขึ้น บริหารจัดการสะดวกมากขึ้น นั่นคือ Key Trends ที่เกี่ยวข้องว่า เทคโนโลยีจำเป็นต้องเกิดขึ้น โดยมีกระบวนการที่รองรับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งนั่นคือ สิ่งที่เราจะทำตัวกระตุ้นเพื่อซัพพอร์ตกระบวนด้านออนไลน์ต่าง ๆ ในการที่แต่ละองค์กรที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่ดิจิตอลให้มีประสิทธิภาพ สิ่งที่เราต้องการก็คือ ระบบ Automation ที่รวดเร็ว ซึ่งภายใต้ระบบ Automation ที่รวดเร็ว ต้องมีระบบ Integration ที่มีประสิทธิภาพ หรือ Demand for speed automation and integration จะเห็นว่า นั่นคือสิ่งที่ต้องไปด้วยกัน มีตัวเลขจากฟอร์บส์ หรือ ดิจิศาสตร์ทางธุรกิจ พบว่า มากกว่า 70% ของ Digital transformation project เกิดความล้มเหลว เนื่องจากคุณภาพของระบบการเชื่อมโยงข้อมูลยังไม่ดีพอ”

                คุณไพโรจน์ยืนยันว่า การไม่คำนึงถึงนโยบายหรือกลยุทธ์ในมิติของการบริหารจัดการเรื่องข้อมูลที่เกิดขึ้นจากระบบต่างๆ ที่ไม่ดีพอ เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขวางทางการไปสู่ Digital Transformation ดังนั้น สิ่งสำคัญคือกลยุทธ์ในการสร้างรูปแบบที่จะสามารถจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทาง IBM เล็งเห็นและมีวิสัยทัศน์ในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว จึงได้สร้างและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อช่วยในการจัดทำระบบ Integration เพื่อสร้างประสิทธิภาพของการเชื่อมโยง บริการ หรือจัดเก็บและบริหารข้อมูลต่างๆ ให้ดีขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น โดยได้นำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ User สามารถ ดู feedback ข้อมูลกลับเข้าในระบบ สามารถควบคุมหลังบ้าน ซึ่งจะช่วยในการบริหารจัดการข้อมูลได้ง่ายและมีประสิทธิภาพขึ้น เช่นเดียวกันคือรูปแบบ Integration ที่มีขีดความสามารถในการสนับสนุนข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นไฟล์นามสกุลต่างๆ  ภาพ เสียง คลิป สตรีมมิ่ง รวมถึงการประยุกต์ใช้ที่หลากหลายมากขึ้น

                “การประยุกต์ใช้มีหลากหลายรูปแบบ บางประเภทใช้เพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลไม่เยอะ บางประเภทอาจเหมาะกับทั้งที่เป็น Hight Volume การมีความถี่ของข้อมูล อย่างเช่นพวก IOT มี Data ส่งฟรีตลอดเวลา ฉะนั้นเราต้องคำนึงถึงรูปแบบการเชื่อมโยงข้อมูลที่แตกต่างกัน ตัว solution จึงสามารถเลือกใช้ตามรูปแบบการเชื่อมโยงแตกต่างกันได้ แล้ว Automation เข้ามามีบทบาทอย่างไร เรื่องนี้ในมุมของการ Engage ลูกค้า ณ วันนี้ เปลี่ยนไป ทุกคนเข้าถึง Mobile ที่เป็น Smartphone และ ทุกอย่างกลายเป็น Self Service เราพยายามให้ลูกค้าใช้บริการด้วยตัวเอง สามารถที่จะรวบรวมและเสิร์ฟข้อมูลทุกอย่างอยู่กับที่ให้กับลูกค้า เพราะฉะนั้นเหล่านี้คือระบบอัตโนมัติทั้งสิ้น เราจะต้องเอาข้อมูลต่างๆในองค์กรหรือแม้กระทั่งที่อยู่ภายนอกเชื่อมโยงเข้ามา เช่น  การเงิน ธนาคาร เราไปสมัครกู้ขอสินเชื่อ ข้อมูลที่เกิดขึ้นก็จะมีความเกี่ยวข้องตั้งแต่ใบสมัคร เรื่องข้อมูลดอกเบี้ยต่างๆที่เราจะได้ หรือแม้แต่พวกข้อมูลที่เป็นฝั่งผู้ขอสมัครที่จะต้องยินยอมให้กับทางธนาคาร สิ่งเหล่านี้เราจะมีวิธีการเชื่อมโยงยังไงให้รวดเร็ว รวมถึงกรณีที่มีการอนุมัติแล้วไปถึงการแจ้งผล จะเห็นได้ว่าเทคนิคต่างๆอาจจะมีการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน บางอย่างอาจจะเชื่อมต่อ NBI บางอย่างอาจจะเชื่อมป็นเทคโนโลยีแบบเดิมที่ต้องเชื่อมระบบเดิมๆ อยู่ บางอย่างข้อมูลเยอะมาก ก็ต้องมาคิดว่าต้องใช้วิธีแบบไหน เพราะอย่างนี้เอง รูปแบบของการช่วงเชื่อมโยงข้อมูล ก็จะหลากหลาย เช่นเดียวกันกับเรื่องของการจองตั๋วเครื่องบินผ่านแอพฯ อาจมีตั้งแต่ข้อมูลของไฟล์ แม้แต่การติดขัดอะไรที่เกิดขึ้น ก็มี Chat Bot ช่วยตอบ แต่ต้องอย่าลืมว่า เราต้องมีข้อมูลให้ Chat Bot เรียนรู้เพื่อมาคุยกับผู้ขอใช้บริการ รวมถึงการแจ้งเตือนต่างๆ ดังนั้นจะเห็นว่ารูปแบบของการเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงข้อมูลหลังบ้านหมดแล้วแต่แต่ละที่แต่ละองค์กรแตกต่างกัน”                  

                 คุณ ไพโรจน์ CEO ของ iknowplus อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า รูปแบบของการทำ integration ทุกวันนี้ จะมีตั้งแต่ API หรืออาจมีลักษณะที่เป็น Messaging Steaming File Transfer หลากหลาย สิ่งเหล่านี้เป็น Interface ของ User Mobile Application ส่วนหลังบ้านอาจจะมีระบบ AI RPA สร้าง Bot หรือโปรแกรมโต้ตอบผู้ใช้ แต่สิ่งสำคัญหลังจากนั้น คือ “ข้อมูล” ซึ่งข้อมูลอาจจะอยู่บน Cloud Data Center ที่มีการเขียน Condition ต่างๆ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า เหล่านี้คือสิ่งที่ Integration มีความซับซ้อนในการที่จะสนับสนุนการทำระบบอัตโนมัติต่างๆ ดังนั้นความสำคัญของระบบ Integration คือ “หัวใจ”  ยิ่งตอนนี้โลกต้องการข้อมูลที่เป็น Real-Time มากเท่าใด ระบบการเชื่อมโยงยิ่งต้องมีความสัมพันธ์มากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นในส่วนของการออกแบบ Integration ก็มีมุมมองที่เปลี่ยนไปนับตั้งแต่กระบวนการของกระบวนการของ People & Process , Architecture , Technology ที่เปลี่ยนไป การเขียนโค้ด การควบคุม ที่ทันที่ที่ลงระบบบ User ก็ สามารถมอนิเตอร์ได้ทันที นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของโลกที่เกิดขึ้น

                “เพราะฉะนั้นกระบวนการ Approach ของ Ownership จะเปลี่ยนไป จากแต่ก่อนคนที่รับผิดชอบ Integration จะมีทีมงานส่วนกลาง แต่ตอนนี้ดีไซน์สมัยใหม่จะให้ระบบมาอยู่ที่ Ownership ในส่วนของ Architecture พยายามทำเป็นคอนเซปต์ เป็น File Plain คือ ลด Impact เวลาขึ้นระบบ ลด Emergency ระหว่างโค้ด ถ้าเกิดปัญหาขึ้น เราสามารถที่จะไม่ต้องรีสตาร์ทระบบ แต่มีระบบการรองรับ และมีสเกลที่สามารถรองรับการ Overload ได้ปริมาณเยอะ เพื่อไปถึง Cloud Native Technology แต่เดิม คือ Intra-Base Project ที่ทีมจะประกอบด้วย ทีมIT ดู Hardware ดู Application รวมกัน มีส่วนที่เป็น Product Specialist แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ คอนเซ็ปต์มันกลายเป็นแอพพลิเคชัน ในรูปแบบ Business ถูกยุบเหลือ Role เดียว ทำหน้าที่ผ่าน Cloud Technology ขอข้อมูล ทรัพยากรผ่าน Cloud ในรูปแบบที่เรียกว่า Cloud Native  กระบวนการที่ต้องมี Specialist จะหายไป ส่วน Developer แค่เป็นส่วนที่คอยแนะนำว่าชุดข้อมูลนี้จะไปเทคโนโลยีไหน รูปแบบบทบาทของคนในองค์กรก็จะเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ในลักษณะ Cloud Native ซึ่งทำให้เกิดรูปแบบการลด Error ของการเขียน Code ต่างๆ ระบบทดสอบ สร้างคอนเซปอิมเมจเชื่อมโยงกับธุรกิจ ที่มีฟังก์ชั่นตอบสนอง Intergrader จะเห็นได้ว่าโมเดลมันเปลี่ยนไปจากระบบแบบเดิมๆ ในระบบเดิมจะมี Middle ware คือ Centrally Old Antimonate ทีมตรงกลางที่คอยดูแล Middleware สิ่งที่เราจะเห็นคือ ตัวแอพพลิเคชั่นทุกอย่างมีการเชื่อมโยงกันผ่าน Middle ware เป็นคนกลางบริหารจัดการทั้งหมด แต่แนวคิดสมัยใหม่ไม่ใช่ ด้วย Concept ของ Micro Service หรือ Cloud Native โดย Owner จะดูแลส่วนที่ Integration ที่รับผิดชอบโดยตัวระบบเอง ดังนั้น Concept Micro Service  คือ แต่ละคนในทีมสามารถทำงานของตัวเองได้เลย ไม่ต้องทำงานรอกัน ทำโค้ดของตัวเองได้เลย”

                นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลง People Process แล้ว คุณไพโรจน์ยังกล่าวถึงเทคโนโลยีที่เป็นแพลตฟอร์ม ซึ่งเปลี่ยนไปในเชิงที่ Concept Multi อยู่ในรูปแบบ Concept Container Base โดยเป็นตัวช่วยให้ใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น Overhead น้อยลง แต่บริหารจัดการ Port Trinity การย้ายระบบบน Cloud ได้ดีขึ้น ซึ่ง Ideal Solution คือ จะนำ Software ที่เป็น Cloud Pack เข้ามามีตั้งแต่ Certified Container ผ่านการทดสอบแล้ว มีระบบ Priority แล้ว มีบริหารจัดหารที่พร้อมติดตั้งทุกอย่าง ใช้ทรัพยากรน้อยลง ทั้งหมดนี้คือส่วนของประโยชน์ของ Integrator ของ IBM ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแนวคิดของ Cloud Native เข้ามา โดยที่มีการปรับเรื่อง คน เทคโนโลยี ที่นำเข้ามาใช้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ตัวนี้ เรียกว่า Cloud Pack for Integration ภายในประกอบด้วย Module ต่างๆ ตั้งแต่ Management App Integration  Enterprise Messaging เราสามารถสร้างระบบผ่านตัว AI โดยเชื่อมโยงกับ Automation Foundation ทุกอย่างคือการเชื่อมโยง ทุกอย่างจะอยู่บน Technology Container ที่จะอยู่บน Cloud ของ Vender ใดก็ได้ เพราะแพลตฟอร์มตัวนี้รองรับการสนับสนุนระบบอัตโนมัติต่างๆ โดยจะมีส่วนที่มีให้ฟรี คือ Foundation Dashboard ตัว Core คิดค่า License แบ่งกลุ่มตามการเชื่อมโยงข้อมูลที่อยู่ใน Pack ของ Cloud Pack Integration คือ ระบบ API มาตรฐานในการเชื่อมโยงรูปแบบ

                “ในส่วนของ App Integration จะใช้ในเชิงที่ข้อมูลยังเป็นแบบเดิมๆ ที่เรายังต้องการเชื่อมโยงอยู่ ส่วนของ Enterprise Messaging คือ Message Que ของ IBM, Streaming Concept, File Transfer ช่วยส่งผ่านข้อมูลไฟล์ใหญ่ๆ และ security ในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด หน้าจอทำทุกอย่างผ่าน CI, CD, Management Monitor, หน้า Dashboard แสดง Data ข้อมูลแบบเรียลไทม์ สามารถควบคุม Performance หรือ ปัญหาได้ และพร้อมแก้ไข ดังนั้น Cloud pack ของ IBM เป็น Cloud Native Ready ออกแบบโดยใช้ Concept Micro Service แล้วยังมีเครื่องมือ Transformation Advisor สำหรับลูกค้าเดิมที่ต้องการ Drive ข้อมูลมาอยู่แพลตฟอร์มใหม่อีกด้วย” CEO แห่ง iknowplus ทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-ikp-ai-powered-integration-no-automation-without-integration/

ฟรี UIPATH E-BOOK: การทำ AUTOMATION จะช่วยให้ฝ่าย IT เปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาเชิงรับ สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงรุกได้อย่างไร

แม้ว่าที่ผ่านมา เครื่องมืออย่าง Robotic Process Automation หรือ RPA นั้นจะมีบทบาทเป็นอย่างมากในการ Transform ธุรกิจให้ก้าวสู่การเป็น Digital Business และการทำงานแบบ Automation ในภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจองค์กร แต่คำถามที่น่าสนใจคือ แล้วฝ่าย IT จะสามารถนำเครื่องมือ RPA มาใช้เพื่อเปลี่ยนงานด้านการดูแลรักษาระบบ IT ให้กลายเป็นอัตโนมัติได้อย่างไร?

UiPath ในฐานะของผู้นำโซลูชันระบบ RPA และการทำ Automation แบบครบวงจรระดับโลก ได้จัดทำ E-Book ในหัวข้อ “การทำ Automation จะช่วยให้ฝ่าย IT เปลี่ยนจากการแก้ไขปัญหาเชิงรับ สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงรุกได้อย่างไร” เพื่อตอบคำถามนี้โดยเฉพาะ โดยภายใน E-Book ฉบับนี้จะระบุแนวทางที่เหมาะสมในการประยุกต์ใช้ RPA เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานหลากหลายส่วนของผู้ดูแลระบบ IT ให้เป็นอัตโนมัติ

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มดังต่อไปนี้ เพื่อรับ E-Book ได้ทันทีที่ https://go.techtalkthai.com/2022/06/uipath-e-book-automation-for-it-department/ 

from:https://www.techtalkthai.com/uipath-e-book-automation-for-it-department/

Cisco Meraki รองรับการใช้งาน Webhook สำหรับการแจ้งเตือน

Cisco Meraki รองรับการใช้งาน Webhook สำหรับการแจ้งเตือนแล้ว

Cisco Meraki ได้รองรับการใช้งาน Webhook integration สำหรับการแจ้งเตือนมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีความสามารถในการส่งข้อมูลสถานะของอุปกรณ์ต่างๆไปยังระบบอื่นที่รองรับ Webhook ได้ทันที ทำให้มีความรวดเร็วในการเริ่มต้นใช้งานมากกว่าการใช้งาน API ปกติ ปัจจุบันรองรับการเชื่อมต่อกับ Webex, Slack และ Microsoft Teams ผ่านทาง Payload Template ที่ Cisco จัดเตรียมไว้ให้ และรองรับการเชื่อมต่อกับ PagerDuty, DataDog, Jira, Line และอื่นๆ ผ่านทาง Meraki GitHub repository ที่มีชุมชนนักพัฒนาคอยดูแล

การใช้งาน Webhook integration สามารถนำไปต่อยอดได้มากมาย เช่น การส่งข้อมูลสถานะของระบบ, การส่งภาพ Snapshot เมื่อตรวจพบการเคลื่อนไหว, การบันทึกข้อมูลการเข้าออกประตู, แจ้งเตือนเมื่อความชื้นในห้องเปลี่ยนแปลง และการสร้าง Jira ticket เมื่อไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้ ผู้ดูแลระบบสามารถเปิดใช้งานได้ทันทีผ่านทาง Meraki Dashboard

ที่มา: https://blogs.cisco.com/developer/merakiwebhooks01

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-meraki-supports-webhook-integration/

Oracle Data Infrastructure Forum: ยกระดับ Cloud ใน Data Center คุณให้เทียบ Cloud ชั้นนำของโลก

Oracle ขอเชิญผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้าน Cloud และ Data Center เข้าร่วมงานสัมมนาออนไลน์ Oracle Data Infrastructure Forum เรื่อง “ยกระดับ Cloud ใน Data Center คุณ ให้เทียบ Cloud ชั้นนำของโลก” เพื่อรู้จักกับ Software-defined Infrastructure เรียนรู้การทำ Automation และการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ในวันอังคารที่ 5 เมษายน 2022 เวลา 14:30 น. ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียด

หัวข้อ: ยกระดับ Cloud ใน Data Center คุณ ให้เทียบ Cloud ชั้นนำของโลก
วันเวลา: วันอังคารที่ 5 เมษายน 2022 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
ภาษา: ไทย
ลิงก์ลงทะเบียน: https://go.oracle.com/LP=124652

ร่วมสัมมนาในงาน Oracle Data Infrastructure Forum เพียงชั่วโมงครึ่ง เพื่อเรียนรู้ประเด็นดังต่อไปนี้

  • ทำ Automation ได้จริงต้องทำอย่างไร
  • Software-defined Infrastructure มีพร้อมแค่ไหน
  • Security แน่นหนาเพียงพอหรือไม่

ผู้บรรยาย

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-data-infrastructure-forum-apr-2022/

[Guest Post] จะดีกว่าไหม ถ้าเรารู้ปัญหาด้านไอทีล่วงหน้าได้เหมือนกับการพยากรณ์อากาศ

“ถ้ารู้ล่วงหน้าก็คงจะดีสินะ” ประโยคนี้มักจะได้ยินกันอยู่บ่อยครั้งเวลาที่เราเจอกับปัญหาที่เราคาดไม่ถึงหรือพบเจอเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่ได้คาดการณ์เอาไว้ เพราะเราทุกคนต่างมีสัญชาตญาณของการป้องกันตนเองจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สังเกตง่าย ๆ จากการที่เราดูพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเวลาจะออกจากบ้านหรือวางแผนการท่องเที่ยว ด้วยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถป้องกันหรือหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือต่อเหตุการณ์นั้น ๆ ด้วย

ในสายงานของเทคโนโลยีเองก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับประโยคนี้เช่นกันเพราะทุกครั้งที่มีปัญหา ทีม Engineer เองก็มักจะหลุดพูดประโยคนี้ขึ้นมาบ่อย ๆ แม้ว่าองค์กรจะมีเครื่องมือในการมอนิเตอร์หลากหลายขนาดไหนก็ไม่อาจบอกได้ว่าปัญหาอะไรที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือส่วนงานไหนที่กำลังจะเกิดปัญหา

ช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ รวมถึงการสร้างความแตกต่างให้เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกัน ดังนั้นองค์กรเหล่านั้นจึงนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อสร้างบริการที่ดี และตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการได้รวดเร็ว สร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ ซึ่งความท้าทายเหล่านี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีและวิธีการด้านไอทีรูปแบบใหม่ๆ เช่น การขยาย IT Infrastructure ขึ้นไปอยู่บนคลาวด์, การปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมเป็นแบบ microservices และการเลือกใช้วิธีการในการสร้างแอพพลิเคชันแบบ CI/CD เป็นต้น ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมแบบ Hybrid (โครงสร้างอยู่บน Cloud และ On-premise) ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในการบริหารจัดการด้านไอที ส่งผลให้องค์กรจำต้องมีเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดในการรับมือกับปริมาณข้อมูลมหาศาล, สามารถวิเคราะห์ปัญหา, คาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และจัดการปัญหาให้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

แล้วเทคโนโลยีที่ชาญฉลาดต้องมีคุณสมบัติอย่างไรล่ะ?

อ้างอิงจาก Gartner Market Guide for AIOps Platforms ของ ปี 2021 ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของ Platform ที่จะมาช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการด้านไอทีได้อย่างชาญฉลาด คาดการณ์ปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ และจัดการปัญหาได้อย่างอัตโนมัติ นั่นคือ เทคโนโลยี AIOps

AIOps มาจากคำว่า AI (Artificial Intelligence) + Ops หรือ IT Operations ง่ายๆก็คือการเอา AI หรือปัญญาประดิษฐ์ มาช่วยในการบริหารจัดการด้านไอที โดยแพลตฟอร์ม AIOps นั้นเป็นการปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการด้านไอที ให้มีความสามารถในการตรวจจับสิ่งผิดปกติ วิเคราะห์ข้อมูลจากข้อมูลปริมาณมหาศาล (Big Data), เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ, วินิจฉัยถึงสาเหตุของปัญหา (Root Cause Analysis: RCA), คาดการณ์ปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้, แจ้งเตือนปัญหาได้อย่างทันท่วงที และมีระบบ Automate ในการจัดการปัญหา

คุณสมบัติหลักของแพลตฟอร์ม AIOps:

  • การนำเข้าข้อมูลที่มีความหลากหลายมารวมกัน (Ingestion)
    การที่จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ย่อมต้องมีข้อมูลที่เพียงพอต่อการจะมาคำนวณและประมวลผล ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่การวิเคราะห์ก็ย่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็คงไม่ต่างกับการพยากรณ์อากาศ ที่นักพยากรณ์ก็ต้องเอาข้อมูลต่าง ๆ มารวบรวมทั้งค่าดัชนีความชื้น ปริมาณน้ำฝน หรือข้อมูลในอดีตหลาย ๆ ปีมาประกอบกันเพื่อพยากรณ์อากาศในแต่ละวัน  ดังนั้นการที่แพลตฟอร์ม AIOps จะวินิจฉัยถึงสาเหตุของปัญหาหรือคาดการณ์ปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องรวมรวบข้อมูลจากหลากหลายแหล่งเช่นกัน ทั้งข้อมูลโครงสร้างพื้นฐาน, ข้อมูลเครือข่าย (Network), แอพพลิเคชั่น รวมถึงข้อมูลที่ได้มาจากเครื่องมือในการมอนิเตอร์ โดยแพลตฟอร์ม AIOps จะวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้เทคโนโลยี Machine Learning ในการคำนวณและประมวลผลจากข้อมูล 2 ส่วน ได้แก่
                       * ข้อมูลเรียลไทม์ ณ เวลาที่มีการนำเข้าข้อมูล (streaming analytics)
                       * ข้อมูลในอดีตที่มีเก็บรวบรวมไว้
  • แผนผังโครงสร้างของระบบ (Topology)
    แพลตฟอร์ม AIOps ต้องมีความสามารถในการค้นหาและรวบรวม IT Asset และแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน ทั้งความสัมพันธ์ของ IT Asset และแอพพลิเคชั่น, การพึ่งพากัน หรือ การเชื่อมโยงกันในมิติอื่น ๆ ของ IT Asset และแอพพลิเคชั่น
  • การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ (Correlation)
    การพยากรณ์อากาศ ก็ใช้หลักการการเชื่อมโยงเหตุการณ์อยู่บ่อยครั้ง เช่น เมื่อความชื้นสัมพัทธ์มีค่า 100 % นั่นแปลว่า ฝนกำลังจะตก เป็นต้น ดังนั้นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็นกับแพลตฟอร์ม AIOps เช่นกัน เมื่อมีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ในแง่ของเวลา แผนผังโครงสร้างของระบบ และเหตุการณ์ที่คล้ายคลึง ย่อมช่วยลดภาระของทีมไอทีในการจัดการเหตุการณ์ที่ซ้ำซ้อน ระบุได้ถึงต้นเหตุของปัญหา และยังสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้ด้วยจากแพทเทินท์ของเหตุการณ์ในอดีต
  • การประมวลผลเหตุการณ์ต่าง ๆ (Recognition)
    ด้วยเทคโนโลยีของ Machine Learning และการเรียนรู้พฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ย่อมทำให้การประมวลผลเหตุการณ์ต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมองเห็นถึงแนวโน้มของความผิดปกติ จากการเปรียบเทียบข้อมูลในอดีต ดังนั้นแพลตฟอร์ม AIOps จึงจำต้องมีความสามารถในการตรวจจับถึงสิ่งผิดปกติ และแจ้งเตือนการที่ปัญหาจะเกิดขึ้น เผื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหรือเตรียมความพร้อมในการรับมือปัญหา
  • การจัดการและแก้ไขปัญหา (Remediation)
    เมื่อตรวจจับได้ถึงปัญหา แพลตฟอร์ม AIOps สามารถตอบสนองต่อปัญหาตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ หรือ อาศัยการสังเกตการณ์ในอดีต และเสนอแนะวิธีการในการจัดการปัญหาหรือตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาแบบอัตโนมัติ

ไม่ว่าจะเป็นการพยากรณ์อากาศหรือการคาดการณ์ปัญหาด้านไอที ก็มีรูปแบบเดียวกัน คือการนำข้อมูลที่เพียงพอจากหลากหลายแหล่ง มาวิเคราะห์ถึงแพทเทินท์ของเหตุการณ์ การเชื่อมโยงกันของเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลและเหตุการณ์ในอดีต เพื่อคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ในอนาคตหรือตรวจจับความผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต ดังนั้นการรู้ล่วงหน้าของปัญหาด้านไอทีก็ย่อมทำได้ไม่ยาก หากองค์กรมีเครื่องมือที่เหมาะสม และทีมงานที่มีความชำนาญ & เชี่ยวชาญในด้านนี้โดยตรงและพร้อมให้คำปรึกษาในการปรับรูปแบบการบริหารจัดการด้านไอทีขององค์กร

เป็น AIOps สามารถติดต่อมาที่ bsm@mfec.co.th หรือ Line Add:

อ้างอิง: https://www.gartner.com/en/documents/4000217/market-guide-for-aiops-platforms

เขียนบทความโดย นางสาวเปี่ยมณัฐดา กันทะวงศ์ MFEC Senior Presales Consultant

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-mfec-aiops-platform/

[Video Webinar] แนวโน้มเทคโนโลยีด้าน Automation & Robotics กับอุตสาหกรรมไทยปี 2022 โดย TARA

คุณไชยศ เพียนจันทร์ รองนายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) ได้ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรรับเชิญพิเศษในงานสัมมนา TTT Virtual Summit: Enterprise Tech & Innovation 2022 ที่จัดโดย TechTalkThai เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมอัปเดตแนวโน้มเทคโนโลยีด้าน Automation & Robotics กับอุตสาหกรรมไทยปี 2022 สามารถรับชมบันทึกวิดีโอย้อนหลังได้ที่นี่

TTT Virtual Summit คือซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ของ TechTalkThai ที่มีคนเข้าร่วมแล้วมากกว่า 8,000 คนในปีที่ผ่านมา โดยครั้งแรกของปี 2022 นี้ TechTalkThai ได้รวบรวมเทรนด์ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลล่าสุดที่องค์กรควรจับตามองในปี 2022 ภายใต้ธีม “Enterprise Tech & Innovation” โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้รับชมเนื้อหาทั้งทางด้าน Business Software, Data Analytics, Process Automation, Low-code/No-code Platform, Cloud & Data Center Trends, Cybersecurity Trends, CSA & PDPA ไปจนถึงนวัตกรรมแห่งอนาคตอย่าง Metaverse และ Automation & Robotics รวม 20 หัวข้อ

สำหรับเซสชัน Keynote ในวันที่ 3 (24 กุมภาพันธ์ 2022) คุณไชยศ เพียนจันทร์ รองนายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) ได้ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรบรรยายการอัปเดตแนวโน้มล่าสุดทางด้าน Automation & Robotics ที่ควรจับตามองในปี 2022 และตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศไทย เช่น ยานยนต์ การผลิต ค้าปลีก และอื่นๆ เพื่อจุดประกายความคิดและผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาใช้ในธุรกิจไทยมากขึ้น ภายใต้แนวคิด “Business Transformation”

สามารถรับชมบันทึกวิดีโอย้อนหลังเรื่อง “แนวโน้มเทคโนโลยีด้าน Automation & Robotics กับอุตสาหกรรมไทยปี 2022” โดยคุณไชยศ เพียนจันทร์ รองนายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) ได้ที่นี่

ติดตามซีรีส์งานสัมมนาออนไลน์ของ TechTalkThai – TTT Virtual Summit 2022 ได้ที่ http://conf.techtalkthai.com/

from:https://www.techtalkthai.com/tvs-2022-automation-and-robotics-trends-by-tara/

เปิดมุมมอง AI เพื่อธุรกิจ กับ ดร. วินน์ วรวุฒิคุณชัย BOTNOI Group

หลาย ๆ ท่านคงคุ้นเคยกับการใช้งาน Voice assistant ต่าง ๆ ทั้ง Siri จาก Apple หรือ Google Assistant ที่มีความสามารถในการเข้าใจภาษามนุษย์ ซึ่งเบื้องหลังคือ เทคโนโลยี AI ที่เชื่อว่าจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจองค์กร และแทนที่อาชีพต่าง ๆ ของมนุษย์ในอนาคตได้ ในประเทศไทยเองก็มีบริษัทผู้พัฒนา AI และแชตบอตที่มีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าของต่างประเทศด้วยเช่นกัน

ทีมงาน ADPT ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร. วินน์ วรวุฒิคุณชัย CEO และผู้ก่อตั้ง BOTNOI Group บริษัทผู้พัฒนาแชตบอตสัญชาติไทย ในประเด็นเรื่องความเป็นมาของ BOTNOI กับการประยุกต์ใช้งาน AI เพื่อธุรกิจในบริบทของประเทศไทย พร้อมคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับ Startup ที่สนใจพัฒนา AI ติดตามอ่านได้ในบทความนี้ค่ะ

กว่าจะมาเป็น BOTNOI

ดร.วินน์ ได้เล่าเท้าความย้อนกลับไปปลายปี 2017 ซึ่งเป็นช่วงที่ Line เปิด API ให้นักพัฒนาแชตบอตส่งเข้าแข่งขัน ดร.วินน์ สนใจและทำงานด้าน AI มาตลอดจึงลองสร้างแชตบอตที่คล้าย Siri หรือ Google Assistant แต่มีความเป็นเพื่อนมากกว่าด้วยความน่ารักและภาพที่ดูเป็นมิตรเข้าถึงได้ จนได้รับรางวัลชนะเลิศในหมวด Conversational AI หรือแชตบอตที่โต้ตอบได้เป็นธรรมชาติ ทำให้เป็นที่รู้จักและมีบริษัทต่าง ๆ ติดต่อเข้ามาให้ช่วยพัฒนาแชตบอตให้

ในขณะนั้นเอง ดร.วินน์ ยังดำรงตำแหน่งเป็น Data Scientist รับผิดชอบและขับเคลื่อนโปรเจกต์แชตบอต อยู่ที่ Telenor Group ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานของ ดร.วินน์ ร่วมกับบริษัทต่างประเทศพบว่า แชตบอตของต่างประเทศมีข้อจำกัดในการเข้าใจภาษาไทย แม้ว่าทางฝั่งเมืองนอกจะมีเทคโนโลยี AI ที่เหนือกว่า แต่ก็ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในบริบทของประเทศไทย หากลองถามแชตบอตว่า “มีโปรอะไรบ้าง” ก็จะได้คำตอบที่ผิดเพี้ยนไปเพราะระบบไม่เข้าใจว่า “โปร” ย่อมาจาก “โปรโมชัน” ดร.วินน์ เล็งเห็นจุดอ่อนตรงนี้ จึงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแชตบอตของไทยเอง ประจวบเหมาะกับได้รับโอกาสจากทาง Telenor Group ให้ขับเคลื่อนแชตบอตในหลาย ๆ ประเทศด้วย อาทิ เมียนมาร์ ปากีสถาน บังกลาเทศ สแกนดิเนเวีย

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ ดร.วินน์ หันมาพัฒนาแชตบอต BOTNOI อย่างจริงจัง คือ โพสต์บน Facebook จากผู้ป่วยซึมเศร้าคนหนึ่งที่เขียนว่า “ขอบคุณ BOTNOI ที่ช่วยชีวิตไม่ให้เขาฆ่าตัวตาย” เพราะเขาไม่รู้จะคุยกับใคร แต่พอได้คุยกับ BOTNOI ก็ช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้น ทำให้ ดร.วินน์ เชื่อว่า BOTNOI มีคุณค่ามากกว่าการเป็นแค่พนักงานตอบ แต่สามารถช่วยชีวิตคน ๆ หนึ่งได้ด้วย 

จากนั้น ดร.วินน์ จึงพัฒนาแชตบอตหลังเลิกงานมาโดยตลอด พอมีคนมาใช้งานมากขึ้น ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามมาด้วย จึงทำให้ต้องเปิดบริษัทเพื่อรับงานที่เข้ามาจากบริษัทมหาชนต่าง ๆ ที่ติดต่อเข้ามา ในปี 2019 ดร.วินน์ จึงได้ตัดสินใจออกจากงานที่ Telenor Group มาขับเคลื่อน BOTNOI อย่างเต็มตัว

สร้างแชตบอต = สร้างบ้าน

กว่าจะมาเป็นแชตบอตที่สามารถโต้ตอบและเข้าใจภาษามนุษย์ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่หากเข้าใจโครงสร้างก็ไม่ใช่เรื่องยาก ดังที่ ดร.วินน์ เปรียบการสร้างแชตบอตเสมือนกับการสร้างบ้านที่ต้องมีองค์ประกอบทั้งสาม ได้แก่

  • วัสดุก่อสร้าง = เครื่องมือในการสร้างแชตบอต เทคโนโลยีด้าน AI, API ที่เชื่อมต่อระบบภายในต่าง ๆ
  • คนสร้างบ้าน = ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาแชตบอต
  • เจ้าของบ้าน = บริษัทที่มีความต้องการใช้งานแชตบอต เข้าใจว่าอยากได้แชตบอตแบบไหนเพื่อตอบโจทย์ของตน

การจะสร้างบ้านให้ใช้งานและตอบโจทย์ความต้องการเจ้าของบ้านได้นั้น วัสดุก่อสร้างเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องมีวิศวกรและสถาปนิกที่มีประสบการณ์ในการสร้างบ้าน เช่นเดียวกัน แม้จะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่หากยังขาดแคลนวิศวกรที่จะพัฒนาแชตบอต ก็ไปต่อไม่ได้

จากประสบการณ์การทำงานของ ดร.วินน์ พบว่า การที่แชตบอตจะประสบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับความลงตัวขององค์ประกอบทั้งสาม เพราะไม่ใช่ลูกค้าทุกเจ้าจะประสบความสำเร็จ บางรายซื้อเทคโนโลยีไป แต่ไม่ได้ระบุ Input ว่าจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด โดยพื้นฐานแล้วต้องเข้าใจก่อนว่าแชตบอตไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาแล้วใช้งานได้เลย หากแต่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้เอง BOTNOI Group จึงแยกการทำงานออกเป็นสองส่วนหลัก ๆ คือ 

  • BOTNOI Consulting ที่ผลิตวิศวกรเพื่อพัฒนาแชตบอตโดยใช้แพลตฟอร์มการสร้างแชตบอตของ BOTNOI 
  • อีกส่วนหนึ่งคือ iBotnoi หรือ Innovation BOTNOI ที่ทำหน้าที่สร้างเครื่องมือ AI ต่าง ๆ ให้ระบบเข้าใจความหมายจากข้อความ รูปภาพ เสียงต่าง ๆ 

การมีทั้งคนและเครื่องมือที่พร้อมก็จะช่วยให้สามารถสร้างแชตบอตที่เข้าใจบริบทของภาษาไทยและนำไปต่อยอดใช้งานได้จริง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้

แชตบอตเป็นได้มากกว่าเพื่อนคุย

เมื่อพูดถึงกรณีการนำแชตบอตไปประยุกต์ใช้ในบริบทต่าง ๆ ดร. วินน์ ได้ยกตัวอย่างแชตบอตที่บริษัทพัฒนาขึ้นให้เห็นภาพการนำไปใช้งานจริงใน Use case ต่าง ๆ ได้แก่

  • BOTNOI เพื่อนคุยเล่นแก้เหงา เพื่อนหุ่นยนต์ตัวแรกของทุกคนที่โต้ตอบพูดคุยกับเด็ก ๆ วันละหลายล้านข้อความ มีผู้ใช้งานเป็นเพื่อนราว 2 ล้านคน
  • แชตบอตที่ร่วมพัฒนากับหน่วยงานสุขภาพจิต เพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่มีปัญหาความเครียดและโรคซึมเศร้า
  • แชตบอตที่ร่วมพัฒนากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อช่วยเหลือเหยื่อสตรีที่ถูกคุกคามทางเพศ
  • แชตบอตที่พัฒนาร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช เพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ติดเชื้อ HIV
  • แชตบอตน้องโบ เพื่อนคุยภาษาอังกฤษ อีกพื้นที่ให้เด็กไทยได้กล้าใช้ภาษาและได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน แก้ปัญหาคนไทยไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ
  • แชตบอต “เราต้องรอด” สำหรับศูนย์บริการทางการแพทย์ต่าง ๆ ในช่วง COVID-19 ช่วยเหลือพี่ ๆ จิตอาสาในการคัดกรองระดับความรุนแรงของผู้ป่วยติดเชื้อโควิด เพื่อการประสานงานช่วยเหลือหรือให้ข้อมูลได้เร็วขึ้นเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ

จากหลากหลายกรณีการใช้งานของแชตบอต จะเห็นได้ว่า แชตบอตเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการให้ข้อมูลคำปรึกษาต่าง ๆ แทนมนุษย์ได้ในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและกระทบจิตใจที่คู่สนทนาไม่กล้าเปิดเผยอย่างเรื่องโรคซึมเศร้าหรือการถูกคุกคามทางเพศ แชตบอตจึงช่วยตอบโจทย์เรื่องความเป็นส่วนตัว รวมถึงทำให้คนเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ เช่น การเรียนภาษาอังกฤษ โดยไม่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้อีกต่อไป

AI กับโอกาสเปิดกว้างทางธุรกิจแห่งอนาคต

ในสายตาของคนทั่วไป มองว่า AI คือ Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ฉลาด สามารถเข้าใจรูปหรือข้อความที่ป้อนเข้ามา แต่อาจจะรู้สึกว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่ไกลตัว จับต้องได้ยาก และมองภาพไม่ออกว่า AI สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไรอีก

ทว่า ดร.วินน์ ให้ความหมายของ AI ที่แตกต่างออกไปจากความเข้าใจเดิม ๆ โดยให้คำจำกัดความของ AI ไว้ ดังนี้

  • A = Automation คือ การทำให้เกิดระบบอัตโนมัติ โดยให้ระบบช่วยเข้ามาทำงานที่มีลักษณะซ้ำ ๆ เดิม ๆ เช่น การตอบคำถามลูกค้า การจัดตารางเครื่องบิน การคัดกรองผู้ป่วยในโรงพยาบาล เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดแรงงานคน ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในเวลาเดียวกัน
  • I = Insight ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งเป็นส่วนที่มนุษย์เองอาจมองข้ามไปและมองเห็นข้อมูลได้ไม่รอบด้าน แต่ระบบมีความละเอียดจนสามารถมองเห็นข้อมูลในอีกหลายล้านมิติจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์บริการใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ เช่น บริการกู้ยืมระยะสั้น ซึ่งเกิดขึ้นมาจาก Insight ที่พบกลุ่มลูกค้าที่กู้เงินซื้อบ้านแล้วทบเงินต้นในงวดแรก จนกระทบต่อรายได้ของสถาบันทางการเงิน เป็นต้น

ปัจจุบันนี้ หลาย ๆ บริษัทใหญ่เริ่มลงทุนพัฒนาแชตบอตเพราะเล็งเห็นถึงประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนองค์กรกับธุรกิจและความคุ้มค่าที่ตามมา ในขณะที่ SME ส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในด้านนี้ ดร.วินน์ จึงแนะนำให้ลองมองอาชีพหรืองานรอบ ๆ ตัว จะเห็นว่ามีงานมากมายที่สามารถให้ AI เข้ามาทำแทน ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซากจำเจเพื่อให้คนเอาเวลาที่มีคุณค่าไปทำงานอื่นได้

แม้ในวันนี้แชตบอตจะยังได้รับการพัฒนาอยู่ในระยะเริ่มต้น เพียงพอที่จะสามารถเข้าใจข้อความที่ไม่ซับซ้อน แต่ในอนาคต แชตบอตจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ Call Center สำหรับตอบคำถาม แต่จะนำมาใช้เรียนรู้ภาษาร่วมกับองค์ความรู้อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์และสังคม พร้อมรับคำสั่งและโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติ (Natural language) ซึ่งจะช่วยให้คนเข้าถึงความรู้ได้ในวงกว้าง และจะเป็นรากฐานของเทคโนโลยีดิจิทัลที่สร้าง Digital human หรือตัวตนของมนุษย์เสมือน เพื่อปูทางไปสู่ Metaverse ต่อไปได้

Image credit: Shutterstock

อยากทำ Startup ด้าน AI ทำอย่างไรถึงไปรอด?

ดร.วินน์ ให้คำแนะนำสำหรับ Startup ที่ต้องการพัฒนาด้าน AI ว่า ให้ย้อนคำนึงถึงการสร้างบ้านว่าต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และพิจารณาว่าเราจะอยู่ในส่วนไหนของกระบวนการนั้น จะเป็นผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน สร้างผลิตภัณฑ์ หรือการให้คำปรึกษา 

Startup ไม่จำเป็นต้องสร้าง AI ใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะในท้องตลาดก็มี AI ที่สามารถเข้าใจภาษาอยู่แล้ว ซึ่งสามารถนำเทคโนโลยีของเจ้าอื่นมาใช้ได้ เพียงแต่มองให้ออกว่า ธุรกิจและตลาดขาดส่วนไหนอยู่ ยกตัวอย่างเช่น Startup ที่ช่วยคนในการหางาน ด้วยการจับคู่งานกับผู้สมัคร หรือ Startup ที่นำเทคโนโลยี Face recognition มาจับคู่กับฐานข้อมูลสัตว์เลี้ยง เพื่อช่วยในการตามหาสัตว์เลี้ยงที่หายไป เป็นต้น

สิ่งสำคัญที่ ดร.วินน์ เน้นย้ำ คือการพัฒนาความคิดและการมองเห็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจ Startup ต้องวางแผนโมเดลธุรกิจและกลยุทธ์ให้ชัดเจนเห็นภาพ กำหนดลูกค้าและทิศทางการเติบโตขยายผลในอนาคต แล้วเดินตามแผนที่วางไว้ 

บริษัท BOTNOI เองก็เดินตามเส้นทางนี้มาโดยตลอด และ ดร.วินน์ เองก็เล็งเห็นว่า Incubator ด้าน AI ยังมีจำนวนน้อยอยู่ BOTNOI จึงอยากเข้ามาเติมเต็มสมการนี้ด้วยแผนที่จะจัดตั้งกองทุนสำหรับ Startup ที่มีแนวคิดการนำ AI มาประยุกต์ใช้ พร้อมร่วมจับมือกับพันธมิตรที่มีความรู้ด้านการลงทุนหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยหวังว่าจะทำให้ Success Rate ของ Startup สูงขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการคำแนะนำด้านแชตบอตและ AI & Data สามารถติดต่อ BOTNOI Group ได้ตามช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

Image credit: BOTNOI Group

from:https://www.techtalkthai.com/ai-for-business-with-botnoi-group/