คลังเก็บป้ายกำกับ: ATT

AT&T และ Verizon ยอมชะลอขยาย 5G ในสหรัฐ จากความกังวลคลื่นอาจรบกวนการบิน

บริษัท AT&T และ Verizon ยอมเลื่อนการขยายเครือข่าย 5G อีกสองสัปดาห์ จากวันที่ 5 มกราคม 2022 ตามคำขอขององค์การบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) จากที่ก่อนหน้านี้ ยอมเลื่อนมาแล้วหนึ่งเดือน

FAA กังวลว่าคลื่นสัญญาณบริการ 5G ที่ใช้คลื่นความถี่ 3.7-3.98 GHz อาจรบกวนคลื่นย่านความถี่ 4.2-4.4 GHz ที่ใช้ในเครื่องวัดระยะสูงด้วยคลื่นวิทยุของเครื่องบิน (radio altimeter) ซึ่งมีความสำคัญเวลาเครื่องบินลงจอด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทัศนวิสัยต่ำหรือสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย

การชะลอการขยายเครือข่าย 5G ช่วยให้ FAA มีเวลามากขึ้นสำหรับการระบุเขตยกเว้นรอบสนามบิน และมาตรการบรรเทาผลกระทบกับสายการบิน เพิ่มจากก่อนหน้านี้ที่ FAA ออกคำสั่งว่าต้องออกประกาศผู้ทำการในอากาศ (NOTAM) เพื่อแจ้งให้ลูกเรือทราบถึงข้อมูลเครื่องวัดระยะสูงด้วยคลื่นวิทยุอาจไม่น่าเชื่อถือ จากการรบกวนของสัญญาณ 5G และคู่มือการบินของเครื่องบินควรปรับปรุงเพื่อสะท้อนข้อจำกัดดังกล่าว

No Description

ภาพจาก FAA

Brendan Carr กรรมาธิการของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐอเมริกา (FCC) ปฏิเสธคำขอของ FAA โดยกล่าวว่า “เป็นคำขอที่ทำให้เกิดความล่าช้าที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม หรือกฎหมาย” ขณะเดียวกัน รัฐบาลไบเดนเห็นว่าการชะลอการขยายเครือข่าย 5G เป็นการบ่อนทำลายความเป็นผู้นำ 5G ของอเมริกา

John Stankey ซีอีโอของ AT&T และ Hans Vestberg ซีอีโอของ Verizon กล่าวว่าแทนที่จะชะลอการขยายเครือข่าย 5G บริษัทโทรคมนาคมจะกำหนดพื้นที่ยกเว้นคลื่นวิทยุ C-band แบบเดียวกับรอบสนามบินในฝรั่งเศส ที่ยังคงมีเครื่องบินจากสหรัฐเมริกาบินขึ้นลงทุกวัน

สำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) มีความกังวลเกี่ยวกับการขยายเครือข่าย 5G ในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน และแนะนำให้สายการบินในยุโรปรวมสถานการณ์ของเครื่องวัดระยะสูงด้วยคลื่นวิทยุที่ไม่น่าเชื่อถือเข้าไปในการฝึกจำลองสถานการณ์ และต้องคอยรายงานการแสดงผลที่ผิดปกติของเครื่องวัดระยะสูงด้วยคลื่นวิทยุ (เครือข่าย 5G ของยุโรปใช้คลื่นความถี่ 3.6 GHz และมีพื้นที่ยกเว้นรอบสนามบิน หรือพื้นที่ลดการกระจายความเข้มคลื่นในบริเวณใกล้สถานีภาคพื้นดินเพื่อลดผลกระทบ)

ที่มา : AeroTime Hub
ล้อใจความบางส่วนจากเพจ Outsider’s Aviation

ข้อมูลเพิ่มเติม สหรัฐอเมริกาประมูลคลื่น 5G ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 โดยมีมูลค่ารวมกว่า 8.1 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีบริษัทที่ใช้เงินประมูลไปสูงสุดสามลำดับแรกคือ Verizon ที่ 4.54 หมื่นล้านดอลลาร์ AT&T ที่ 2.34 หมื่นล้านดอลลาร์ และ T-Mobile ที่ 0.93 หมื่นล้านดอลลาร์

from:https://www.blognone.com/node/126567

ฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวใหม่ของ Apple ทำให้ Meta, Twitter และ YouTube สูญเสียรายได้กว่า 3 แสนล้านบาท

หลังจาก Apple ได้ทำการเปิดตัวฟีเจอร์ App Tracking Transparency หรือ ATT ให้โอกาสยูเซอร์สามารถเลือกได้ว่าจะให้แอปพลิเคชั่นไหน Track ข้อมูลหรือไม่ เพื่อนำไปใช้ทำโฆษณาต่อไป ล่าสุดมีการรายงานจาก the Financial Times ว่า Tech Gaints อย่าง Meta (Facebook), Twitter, Snapchat และ YouTube ต่างสูญเสียรายได้ไปเกือบ ๆ 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว ๆ 3.33 แสนล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยมีผลพวงมาจากฟีเจอร์ ATT ของ Apple นี่แหละ

Lotame บริษัทเก็บข้อมูล ได้ออกมารายงานว่า ฟีเจอร์ App Tracking Transparency ของ Apple ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งาน iPhone หรือ iPad เลือกที่จะไม่ให้แอปฯ ต่าง ๆ Track ข้อมูลใช้งานเวลาเข้าใช้งานแอปหรือเว็บไซต์ต่าง ๆ นั้น ทำให้ Meta, Twitter, Snapchat และ YouTube เสียรายได้ในส่วนของโฆษณาไปมากถึง 9.85 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือแปลงเป็นเงินไทยอยู่ที่ประมาณ 3.28 แสนล้านบาท โดยคนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดก็คือ Meta (Facebook) และ Snapchat นั่นเอง

ในส่วนนี้ ทาง Meta ได้ออกมาระบุว่า ฟีเจอร์ ATT ของ Apple จะเข้ามาเป็นผลเสียต่อธุรกิจขนาดเล็กที่พยายามเข้าถึงลูกค้ารายใหม่ ๆ ด้วยการยิง Ads หรือโฆษณา แถมเมื่อสัปดาห์ก่อน CEO ของบริษัทฯ อย่าง Mark Zuckerberg ก็ออกมาโทษนโยบายการเปลี่ยนแปลงเรื่องความเป็นส่วนตัวนี้ว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้ผลประกอบการของ Meta ลดลง เช่นเดียวกับผู้บริหารระดับสูงอื่น ๆ พร้อมกับพวกเขาเผยว่า โลกธุรกิจจะรันดีขึ้นกว่าเดิมถ้า Apple ไม่ปล่อยฟีเจอร์ ATT ออกมา

โดยผลประกอบการของ Meta ได้รับแรงกระแทกจากฟีเจอร์ ATT นี้ ทำให้รายได้หดหายไปถึง 13.1% ส่วน Twitter รายได้หายไป 7.4% ซึ่งตรงนี้ทาง Twitter ได้เปิดเผยกับ the Financial Times ว่า พวกเขาได้รับผลกระทบจากฟีเจอร์ ATT ของ Apple นี้ไม่เยอะมาก เพราะส่วนมากบริษัทฯ อาศัย Context และการสร้างแบรนด์ มากกว่าการ Track ข้อมูลการใช้งานมือถือของผู้บริโภค 

ที่มา: MacRumors

from:https://droidsans.com/apple-att-costs-social-media-companies-nearly-10-billion-usd/

AT&T ให้ลูกค้าเล่นเกม Batman: Arkham Knight ฟรีผ่านสตรีมมิ่ง ใช้เอนจิน Stadia

AT&T โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ของสหรัฐ เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้ามือถือของตัวเองเล่นเกม Batman: Arkham Knight ได้ฟรีในแบบสตรีมมิ่ง (จำเป็นต้องมีเบอร์ AT&T Wireless เพื่อยืนยันตัวตน)

เบื้องหลังระบบสตรีมของ AT&T ใช้เอนจินของ Google Stadia (ที่มีเกม Batman: Arkham Knight ให้เล่นอยู่แล้ว) ถือเป็นครั้งแรกที่กูเกิลเปิดระบบ Stadia ให้พาร์ทเนอร์รายอื่นนำไปใช้งานภายใต้แบรนด์ตัวเอง (whitelabel) และอาจเป็นตัวอย่างโมเดลการหารายได้วิธีใหม่ๆ ของ Stadia ในอนาคต

เกม Batman: Arkham Knight ออกเมื่อปี 2015 เป็นผลงานของ Warner Bros. Games ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือ Warner Bros. ของ AT&T อยู่แล้ว (Warner Bros. กำลังจะแยกตัวจาก AT&T และไปควบรวมกับ Discovery ซึ่งกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น)

No Description

ที่มา – 9to5google

from:https://www.blognone.com/node/125396

เกลือเป็นหนอน พนักงาน AT&T รับจ้างลงมัลแวร์ในเซิร์ฟเวอร์บริษัทเพื่อปลดล็อคโทรศัพท์ติดสัญญา

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ รายงานถึงคดีของ Muhammad Fahd ชาวปากีสถานที่ถูกตัดสินโทษจำคุก 12 ปีฐานปลดล็อคโทรศัพท์ติดสัญญาของเครือข่าย AT&T ในสหรัฐฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตไปถึง 1.9 ล้านเครื่อง มูลค่าความเสียหาย 201 ล้านดอลลาร์

Fahd อาศัยการติดสินบนให้พนักงานช่วยปลดล็อคโทรศัพท์ให้ตั้งแต่ปี 2012 แต่ต่อมาบริษัทก็ปรับปรุงกระบวนการปลดล็อกโทรศัพท์ให้แน่นหนาขึ้น Fahd จึงหันไปจ้างนักพัฒนามาสร้างมัลแวร์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ของ AT&T โดยเฉพาะ จากนั้นก็จ้างพนักงานของ AT&T ให้ติดตั้งมัลแวร์เพื่อขโมยรหัสผ่านจากพนักงานคนอื่นๆ เมื่อเข้าถึงเซิร์เวอร์ที่เกี่ยวข้องได้แล้วก็สามารถปลดล็อคโทรศัพท์ได้ทีละมากๆ

สหรัฐฯ ตามจับ Fahd มาตั้งแต่ปี 2017 และจับได้จากฮ่องกงในปี 2018 เขายอมรับสารภาพเมื่อเดือนกันยายน 2020

ที่มา – Justice.gov

No Description

ภาพโดย Firmbee

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/124832

กลุ่มแฮกเกอร์อ้างขโมยข้อมูลลูกค้า AT&T ถึง 70 ล้านราย ด้านบริษัทชี้ ไม่เป็นความจริง

กลุ่มแฮกเกอร์อ้างว่าตนได้ขโมยข้อมูลลูกค้า AT&T โอเปอเรเตอร์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐถึง 70 ล้านราย และลงขายในราคา 1 ล้านดอลลาร์ ผู้ที่รายงานข่าวนี้เป็นแห่งแรกคือ RestorePrivacy กลุ่มสร้างความตระหนักเรื่องความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ตาม AT&T ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง โดยบอกว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มาจากระบบของ AT&T

ทางเว็บไซต์ RestorePrivacy ได้วิเคราะห์ข้อมูลในฟอรัมแฮ็กเกอร์ พบว่ามีข้อมูลอย่างเช่น หมายเลขประกันสังคม วันเกิด และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ตัวอย่างข้อมูลบางส่วนพบว่าตรงกับข้อมูลสาธารณะ แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าเป็นข้อมูลของลูกค้า AT&T และไม่มีรายละเอียดเรื่องวิธีการได้มา

ข่าวนี้มาไล่เลี่ยกันกับข่าวแฮกข้อมูล T-Mobile กระทบข้อมูลส่วนบุคคลกว่า 54 ล้านราย

No Description

ที่มา – Business Insider

from:https://www.blognone.com/node/124360

AT&T ใช้งาน Google Messages เป็นแอพส่งข้อความดีฟอลต์บน Android

กูเกิลพยายามผลักดันข้อความแบบ Rich Communication Service (RCS) มาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว เมื่อปลายปี 2020 บริการนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตราบเท่าที่โอเปอเรเตอร์รองรับ (ใช้ในไทยได้ด้วย)

ในอีกด้าน กูเกิลก็ผลักดันการใช้แอพ Google Messages ที่ฝังฟีเจอร์ RCS ในตัวบนมือถือ Android ยี่ห้อต่างๆ เช่น ซัมซุงที่เปลี่ยนมาใช้แอปของกูเกิลแทนของตัวเอง ส่วนฝั่งโอเปอเรเตอร์ในสหรัฐที่ขายมือถือเองด้วย ก็มี T-Mobile ที่ประกาศใช้งานเมื่อต้นปี

ล่าสุด AT&T เป็นเครือข่ายใหญ่รายที่สองที่ใช้ Google Messages เป็นดีฟอลต์เช่นกัน ทำให้เหลือเพียง Verizon เป็นโอเปอเรเตอร์ใหญ่รายเดียวในสหรัฐที่ยังเหลืออยู่

สหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่นิยมคุยกันด้วย SMS เพราะส่งข้อความข้ามค่าย-ข้ามแพลตฟอร์มได้ง่าย การที่โอเปอเรเตอร์ใหญ่ๆ ในสหรัฐรองรับ RCS กันหมดย่อมทำให้ RCS เข้ามาทดแทน SMS แบบเดิมได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังเหลือผู้ใช้ฝั่ง iPhone ที่ยังไม่มีท่าทีรองรับ RCS เลย (เพราะแอปเปิลผลักดันไปใช้ iMessages) ก็ต้องรอดูกันว่ากูเกิลจะสู้ศึกนี้ในระยะยาวได้อย่างไร

No Description

ที่มา – Google

from:https://www.blognone.com/node/123524

จากการควบรวม WarnerMedia และ Discovery ได้ชื่อบริษัทใหม่เป็น Warner Bros. Discovery

ช่าวใหญ่ในวงการคอนเทนต์ช่วงที่ผ่านมาคือ WarnerMedia บริษัทสื่อในเครือ AT&T ควบรวมกับบริษัทสื่อ Discovery, Inc. กลายเป็นบริษัทสื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่ของโลก ล่าสุดได้ชื่อบริษัทใหม่แล้วด้วย เป็น Warner Bros. Discovery

David Zaslav ซีอีโอของ Discovery และจะเป็นซีอีโอของ Warner Bros. Discovery ด้วย กล่าวในแถลงการณ์ว่า ชื่อใหม่นี้ เป็นการแทนตัวตนของ WarnerMedia และ Discovery, Inc. ได้เป็นอย่างดี

โลโก้บริษัทมีความคลาสสิค นอกจากนี้ยังเพิ่มแท็กไลน์ the stuff that dreams are made of ซึ่งเป็นประโยคจากหนังสืบสวนเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1941 เรื่อง Maltese Falcon

No Description
ภาพจาก Discovery

นอกเหนือจากการควบรวม WarnerMedia และ Discovery, Inc. แล้ว ยังมีอีกข่าวใหญ่คือ Amazon ซื้อกิจการ MGM หรือชื่อเต็ม Metro Goldwyn Mayer เข้าถึงความเป็นเจ้าของผลงานทั้งหมดของ MGM ที่มีภาพยนตร์มากกว่า 4,000 เรื่อง รายการโทรทัศน์กว่า 17,000 รายการ อาทิเช่น James Bond, Robocop, Rocky, The Pink Panther เป็นต้น ถือเป็นสองข่าวใหญ่ในวงการบันเทิงช่วงนี้

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/122967

คู่แข่งรายใหญ่ของ Netflix ไม่ได้มีแค่ Disney: เจ้าของ HBO Max ควบรวมธุรกิจกับ Discovery สู้ศึกสตรีมมิ่ง

ข่าวใหญ่วงการสื่อ: AT&T ควบรวมธุรกิจสื่อในมืออย่าง WarnerMedia เข้ากับ Discovery

ATT-WM-Discovery

ควบรวมเพื่อความยิ่งใหญ่

AT&T ประกาศควบรวมกิจการระหว่าง WarnerMedia บริษัทสื่อในเครือกับบริษัทสื่อ Discovery ขึ้นแท่นกลายเป็นบริษัทสื่อชั้นนำของโลกอีกราย

WarnerMedia คือบริษัทสื่อที่ AT&T ปิดดีลซื้อมาตั้งแต่ปี 2019 ด้วยมูลค่ากว่า 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และหลังจากนั้นได้ทำการเปลี่ยนชื่อบริษัท (จาก Time Warner เป็น WarnerMedia) ธุรกิจสื่อที่เป็นที่รู้จัก ไก้แก่ ค่ายหนัง Warner Bros., ช่องทีวี HBO, สำนักข่าว CNN, สตรีมมิ่ง HBO Max ที่เปิดตัวพร้อมท้าชนรายใหญ่ในตลาด

ส่วนด้านของ Discovery บริษัทสื่อที่โดดเด่นเรื่องการทำสารคดี มีธุรกิจเช่น ช่อง Discovery, HGTV, Food Network, Animal Planet, Eurosport และอีกมากมาย

หลังจากนี้ WarnerMedia กับ Discovery จะกลายเป็นบริษัทใหม่ (ที่ยังไม่มีชื่อเรียก) โดยจะมีการถือหุ้นแบ่งเป็น

  • AT&T ถือหุ้น 71%
  • Discovery ถือหุ้น 29%

ส่วนตำแหน่งของบริษัทใหม่ จะให้ David Zaslav ซีอีโอของ Discovery มานั่งเป็นซีอีโอ ส่วน Jason Kilar ที่เป็นซีอีโอของ WarnerMedia ในปัจจุบันก็จะดำรงตำแหน่งเดิมต่อไป

ดีลนี้จะสำเร็จอย่างเป็นทางการ ต้องรอให้ฝั่งของ Discovery ได้รับการอนุมัติเสียก่อน เนื่องจากหุ้นของ Discovery อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ต้องรอการอนุมัติจากทั้งผู้ถือหุ้นและทางการของสหรัฐอเมริกา ส่วนด้านของ AT&T ไม่ต้องมีการโหวตอนุมัติแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม คาดว่าดีลนี้จะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2022

สู้ศึกสตรีมมิ่งระดับโลก

ในเอกสารประกาศการควบรวม AT&T พูดถึงเป้าหมายของการควบรวมว่า บริษัทใหม่จะเน้นไปยังธุรกิจ DTC (direct-to-consumer) หรือพูดง่ายๆ คือธุรกิจสตรีมมิ่ง

ในปัจจุบันเจ้าตลาดสตรีมมิ่งคือ Netflix ที่มีฐานสมาชิกในบริการสตรีมมิ่งมากกว่า 208 ล้านรายทั่วโลก ส่วน Disney+ ปัจจุบันมีฐานสมาชิกมากกว่า 100 ล้านรายทั่วโลก แถมประกาศรุกหนักในตลาดสตรีมมิ่ง เพราะเชื่อว่าเป็นอนาคตของบริษัท และพร้อมทุ่มสุดตัวเพื่อเอาชนะ Netflix ไม่แปลกที่จะเห็นตอนนี้ Disney+ พยายามขยายบริการไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย ล่าสุด ซีอีโอ Disney บอกแล้วว่า Disney+ จะเข้าไทยในวันที่ 30 มิถุนายน 2021

ด้านของ HBO Max มีฐานสมาชิกในบริการสตรีมมิ่งประมาณ 64 ล้านรายทั่วโลก มีในปัจจุบัน ส่วน Discovery ที่มีช่องทีวีในสหรัฐอเมริกามีฐานลูกค้ากว่า 88 ล้านราย ส่วน Discovery+ ที่เป็นสตรีมมิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2021 ก็มีฐานสมาชิกอีกประมาณ 15 ล้านราย

ศึกสตรีมมิ่งดุเดือดขึ้นมาก บริษัทรายใหญ่ๆ เปิดหน้าสู้กันขนาดนี้ เราเริ่มเห็นกันชัดเจนมากขึ้นว่า ยักษ์ใหญ่ในตลาดสตรีมมิ่งระดับโลก มีใครกันบ้าง

ที่มา – AT&T, WSJ, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post คู่แข่งรายใหญ่ของ Netflix ไม่ได้มีแค่ Disney: เจ้าของ HBO Max ควบรวมธุรกิจกับ Discovery สู้ศึกสตรีมมิ่ง first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/att-warnermedia-and-discovery/

เป็นทางการแล้ว WarnerMedia ควบรวม Discovery กลายเป็นบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่

จากข่าวลือเมื่อคืนนี้ ตอนนี้ข่าวเป็นทางการมาแล้วคือ WarnerMedia บริษัทสื่อในเครือ AT&T จะควบรวมกับบริษัทสื่อ Discovery, Inc. กลายเป็นบริษัทสื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่ของโลก

WarnerMedia เป็นบริษัทแม่ของสตูดิโอแบรนด์ Warner Bros. ทั้งหมด, ช่องบันเทิง HBO/Cinemax, Cartoon Network, CNN, Turner Network และหนังสือการ์ตูน DC Comics เป็นต้น

ส่วน Discovery, Inc. เป็นเจ้าของช่องแบรนด์ Discovery ทั้งหมด, Animal Planet, Food Network และช่องกีฬาแบรนด์ Eurosport

No Description

บริษัทใหม่ยังไม่มีชื่อเรียก แต่สัดส่วนหุ้นเป็น AT&T ถือหุ้น 71% และ Discovery ถือหุ้น 29% ส่วนซีอีโอของบริษัทใหม่คือ David Zaslav ซีอีโอของ Discovery คนปัจจุบัน การควบรวมจะเสร็จช่วงกลางปี 2022 โดยต้องรอการอนุมัติของผู้ถือหุ้น (Discovery อยู่ในตลาดหลักทรัพย์) และการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐ

AT&T บอกว่าการควบรวม WarnerMedia และ Discovery เข้าด้วยกัน เป็นการเสริมจุดแข็งด้านคอนเทนต์ซึ่งกันและกัน เพราะ WarnerMedia เก่งเรื่องรายการมีสคริปต์ (เช่น หนังหรือซีรีส์ HBO, การ์ตูนและข่าว) ส่วน Discovery เก่งเรื่องรายการไม่มีสคริปต์ (สารคดี, กีฬา) หลังจากนี้ทั้งสองบริษัทจะทุ่มไปยังบริการสตรีมมิ่งที่เข้าถึงลูกค้าโดยตรง (DTC หรือ direct-to-consumer) ทั้ง HBO Max และ Discovery+ โดยฐานลูกค้าเดิมของ Discovery ในตลาดนอกสหรัฐอเมริกายังจะเป็นแต้มต่อในการขยายฐานลูกค้าสตรีมมิ่งด้วย

การแยกธุรกิจสื่อออกไปจาก AT&T ยังทำให้บริษัทโฟกัสที่ธุรกิจหลักด้านสื่อสารได้ดีขึ้น แต่ก็ยังมีหุ้นใหญ่ในธุรกิจสื่อรายใหญ่ที่มีศักยภาพไปต่อสูง

ที่มา – AT&T

from:https://www.blognone.com/node/122714

[ไม่ยืนยัน] AT&T กับ Discovery กำลังเจรจารวมสื่อ สร้างกองทัพคอนเทนต์แข่ง Disney+ และ Netflix

Bloomberg รายงาน AT&T เจ้าของสื่อ WarnerMedia และ Discovery ผู้สร้างเนื้อหาเรียลลิตี้ กำลังเจรจาเพื่อรวมเนื้อหา สร้างโอกาสที่แข่งขันได้กับ Disney+ และ Netflix

แนวคิดคือการรวมอาณาจักรทีวีเรียลลิตี้ของ Discovery เข้ากับสื่อของ AT&T ที่มีอยู่มากมายทั้ง CNN, HBO, Cartoon Network, TBS, TNT และเนื้อหาของสตูดิโอ Warner Bros และยังเป็นเจ้าของสตรีมมิ่ง HBO Max ด้วย ด้าน Discovery มีช่องทีวีหลากหลายเช่น HGTV, Food Network, TLC และ Animal Planet

No Description

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/122703