คลังเก็บป้ายกำกับ: ARUBA_NETWORKS

Aruba Networks ออกแพทช์ 13 ช่องโหว่สำหรับ EdgeConnect

เวอร์ชันแพทช์ของซอฟต์แวร์ประกอบด้วย ECOS 9.2.2.0, 9.1.4.0, 9.0.8.0 และ ECOS 8.3.8.0 ขึ้นไป

Aruba Networks ได้ออกประกาศคำแนะนำตัวกันชนสำหรับผลิตภัณฑ์ EdgeConnect Enterprise ซึ่งรวมถึงช่องโหว่ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้สำหรับ Remote Code Execution (RCE) และอื่นๆ
 
ใน 13 ช่องโหว่ มีอยู่ 8 รายการได้รับการจัดอันดับความรุนแรงระดับ “สูง”
  • CVE-2022-37919 – เป็นช่องโหว่ที่ผ่านการใช้งาน API
  • จำนวน 7 รายการ : CVE-2022-37920, CVE-2022-37921, CVE-2022-37922, CVE-2022-37923, CVE-2022-37924, CVE-2022-43541 และ CVE-2022-43542 – เป็นช่องโหว่ Command-Line Interface เปิดโอกาสให้คนร้ายที่ล็อกอินเข้ามาแล้วสามารถรันคำสั่งใดๆ ได้ผ่าน Command Line ซึ่งนำไปสู่การแฮ็กหรือแทรกแซงระบบต่อไป
ความรุนแรงระดับ “ปานกลาง” อีก 4 รายการ
  • CVE-2022-44533, CVE-2022-37925 และ CVE-2022-37926 เป็นช่องโหว่ภายใน web-based management interface ของ Aruba EdgeConnect Enterprise ที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเลี่ยงการตรวจสอบสิทธิ์และล็อกอินเข้าใช้งาน web management ได้
  • CVE-2022-43518 เป็นช่องโหว่ Path traversal
ช่องโหว่เหล่านี้ถูกค้นพบโดย Bill Marquette, Daniel Jensen และ Erik De Jong ซึ่งรายงานผ่าน Bug Bounty Program ของ Aruba Networks
 

from:https://www.techtalkthai.com/aruba-networks-releases-13-patches-for-edgeconnect-vulnerabilities/

Aruba เผยเทคโนโลยี Ultra Tri-Band Filtering แก้ช่องว่างระหว่างย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz

มาตรฐาน Wi-Fi 6E ได้ช่วยเพิ่มการใช้งานย่านความถี่แบบ Unlicensed ให้เกิดการใช้งานได้ด้วยการนำความถี่ 6GHz มาเสริม ส่งผลให้ Wi-Fi สามารถรองรับการใช้งานเพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี ความท้าทายของ Wi-Fi 6E นั้นก็คือการที่ย่านความถี่ 6GHz และ 5GHz นั้นอยู่ติดกัน (โดยมีช่องว่างเพียงแค่ 50MHz เท่านั้น)

เทคโนโลยีในการกรองสัญญาณย่านความถี่ในอดีตจึงไม่สามารถแยกย่านความถี่สองย่านนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นได้ถูกออกแบบมาโดยระบุว่าจะต้องมีช่องว่างระหว่างย่านความถี่ที่มากกว่านี้ ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมจึงอาจต้องสูญเสียความยืดหยุ่นในการใช้งานย่านความถี่ 6GHz ไปบางส่วน

ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือว่า เทคโนโลยี Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เนื่องจากมีการคัดกรองที่หยาบเกินไป และอาจทำให้สูญเสียช่องสัญญาณบนย่านความถี่ 6GHz ไปถึง 1/3 ในภูมิภาค AMEA และ 10% ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ปัจจัยนี้เองจึงเป็นสาเหตุที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีการกรองสัญญาณความถี่วิทยุนั้นจึงต้องทำงานได้ละเอียดมากขึ้น และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการรบกวนกันของสัญญาณให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถใช้ช่องความถี่เหล่านี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

Bandpass Filter คืออะไร?

Bandpass Filter คืออุปกรณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ และติดตั้งอยู่ระหว่างเสารับส่งสัญญาณกับระบบประมวลผลคลื่นวิทยุ เพื่อคัดกรองย่านความถี่ที่ต้องการและกำจัดสัญญาณรบกวนที่ไม่ต้องการออกไป

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ลองจินตนาการถึงช่องว่างระหว่างกำแพงสองกำแพง เมื่อมีคลื่นน้ำกำลังมุ่งหน้าไปยังกำแพงเหล่านี้ น้ำส่วนใหญ่จะไม่สามารถผ่านกำแพงไปได้ยกเว้นว่าจะมีช่องว่างระหว่างกำแพง และนี่ก็คือสิ่งที่ Bandpass Filter ทำ ดังนั้นถ้าหากความถี่นั้นสูงหรือต่ำเกินกว่าที่เราต้องการ สัญญาณบนย่านความถี่เหล่านั้นก็จะไม่สามารถผ่านไปได้

นอกจากนี้ Bandpass Filter ก็ยังมีอีกบทบาทสำคัญ โดยเมื่อระบบประมวลผลคลื่นวิทยุทำการส่งสัญญาณ ก็จะมีสัญญาณรบกวนเกิดขึ้น ดังนั้นระบบประมวลผลคลื่นวิทยุอื่นๆ สำหรับย่านความถี่อื่นใน Access Point เดียวกันก็จะต้องทำการกรองสัญญาณเหล่านี้ออกไป เพราะถ้าหากไม่มีการกรองใดๆ แล้ว สัญญาณเหล่านี้ก็จะส่งผลลบต่อประสิทธิภาพของระบบ

เทคนิคในการกรองสัญญาณที่ Aruba เคยใช้งาน

ภายใน Aruba Access Point นั้นจะมีตัวอย่างเทคนิคการกรองสัญญาณด้วยกัน 2 แบบที่สามารถป้องกันการรบกวนกันในย่านความถี่ที่อยู่ติดกันและภายในย่านความถี่เดียวกันได้ ซึ่งเทคนิคนี้ไม่ได้ถูกใช้ในการจัดการกับย่านความถี่ 6GHz แต่อย่างใด แต่ถูกใช้งานในย่านความถี่ 2.4GHz

Advanced IoT Coexistence (AIC) จะทำให้ Wi-Fi และสัญญาณจาก IoT สามารถทำงานได้พร้อมกันในย่านความถี่ 2.4GHz โดย AIC จะใช้การกรองสัญญาณเพื่อป้องกันการซ้อนทับจากสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นจาก Wi-Fi ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัญญาณของ IoT โดยสัญญาณวิทยุของ Internet of Things (IoT) จะให้บริการในส่วนของ BLE หรือ Zigbee นั่นเอง

Advanced Cellular Coexistence (ACC) จะกรองสัญญาณที่เหนือกว่าและต่ำกว่าย่านความถี่ 2.4GHz สำหรับ Wi-Fi เพื่อป้องกันการรบกวนกันระหว่าง Access Point และอุปกรณ์จ่ายสัญญาณ Cellular ขนาดเล็กที่ถูกติดตั้งอยู่ใกล้กัน ดังนั้น ACC จึงปกป้อง Wi-Fi จากการรบกวนกันที่เกิดขึ้นจากระบบ Cellular Distributed Antenna โดยเฉพาะ

ปัญหาของวิธีการกรองสัญญาณแบบดั้งเดิมในการใช้งานกับย่านความถี่ 6GHz

สัญญาณวิทยุย่านความถี่ 6GHz และ 5GHz ที่ถูกใช้งานร่วมกันภายใน Access Point ชุดเดียวกันนี้ทำให้การใช้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมไม่ตอบโจทย์ในการคัดกรองสัญญาณที่ไม่ต้องการอีกต่อไป โดยช่องว่างของความถี่ระหว่างช่องสัญญาณทั้งสองนี้เมื่อวัดจาก U-NII-4 (ที่ถูกใช้งานโดยย่านความถี่ 5GHz) ไปถึง U-NII-5 (ซึ่งถูกใช้งานโดยย่านความถี่ 6GHz) นั้นมีขนาดที่เล็กเกินไป ด้วยขนาดเพียงแค่ 50MHz

มีช่องว่างเพียงแค่ 50MHz เท่านั้นระหว่างย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz ซึ่งทำให้เกิดการรบกวนกันของสัญญาณ

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็เนื่องมาจากการที่ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นต้องการเว้นระยะช่องว่างระหว่างความถี่ประมาณ 200MHz สำหรับแต่ละช่องสัญญาณ ดังนั้นเมื่อมีช่องว่างที่น้อยเกินไป ตัวคัดกรองเหล่านี้จึงไม่สามารถคัดกรองความถี่ที่เกิดขึ้นจากแต่ละย่านความถี่ได้ นอกจากนี้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมเหล่านี้ก็ยังมีความชันที่สูงไม่พอ ดังนั้นถ้าหากนำมาใช้งานบนย่านความถี่ทั้งสองนี้ ก็จะต้องมีการห้ามใช้ความถี่ในบางช่วงอย่างแน่นอน

การห้ามใช้สัญญาณบางช่วงในย่านความถี่ทั้งสองนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะเราไม่จำเป็นต้องเสียย่านความถี่ช่วงใดๆ ในย่านความถี่ทั้งสอง ทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้นั้นก็คือการปรับให้ Bandpass Filter แบบดั้งเดิมนั้นเลื่อนการกรองสัญญาณ 6GHz ให้กรองเฉพาะสัญญาณที่มีความถี่สูงขึ้นเล็กน้อย และงดการใช้งานช่วงย่านความถี่ต่ำในช่อง 6GHz ไป ซึ่งในการใช้งานจริง 6E Access Point ของผู้ผลิตบางรายนั้นก็ใช้วิธีการดังกล่าวนี้และไม่สามารถปรับแต่งการแก้ไขได้

การห้ามใช้ย่านความถี่ต่ำในช่วง 6GHz บน Access Point ของบางยี่ห้อนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงประเด็นข้อกฎหมายในประเทศที่ซึ่งการใช้งานย่านความถี่ทั้งหมด 1200MHz ในย่านความถี่ 6GHz นั้นยังไม่ได้รับอนุญาต ตัวอย่างเช่น ในบางภูมิภาคที่อนุญาตเฉพาะการใช้งานย่านความถี่ได้ต่ำกว่า 500MHz เท่านั้น (เช่นในสหภาพยุโรป) การที่ไม่สามารถใช้งานช่องความถี่ขนาด 20MHz ได้ถึง 8 ช่องในช่วงย่านความถี่ต่ำนั้น อาจหมายถึงการใช้งานย่านความถี่ 6GHz ไม่ได้มากถึงหนึ่งในสามของย่านความถี่ทั้งหมดที่กฎหมายอนุญาต

การใช้เทคนิคการคัดกรองสัญญาณแบบดั้งเดิมและจำกัดการใช้งานย่านความถี่ของ 6GHz ให้น้อยลง หมายถึงการที่ไม่สามารถใช้งานช่องความถี่ได้มากถึงหนึ่งในสามสำหรับการใช้งานในยุโรป

Aruba เปิดตัวนวัตกรรม Ultra Tri-Band Filtering

Aruba ได้แก้ไขปัญหาของการคัดกรองสัญญาณในย่านความถี่ที่ติดกันนี้ด้วยเทคโนโลยีการคัดกรองสัญญาณที่กำลังจดสิทธิบัตรอยู่ภายใต้ชื่อว่า Ultra Tri-Band Filtering

เทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร? Ultra Tri-Band Filtering นี้ได้ผสานรวมเอาทั้ง Hardware และ Software เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ Bandpass Filtering สำหรับย่านความถี่ 5GHz และ 6GHz ได้อย่างยืดหยุ่น และช่วยให้สามารถเลือกใช้ได้ทุกช่องความถี่ที่ Access Point หนึ่งๆ รองรับได้ทั้งหมด

 

แผนภาพแสดงสถาปัตยกรรมโดยรวมสำหรับ UTB

จากแผนภาพดังกล่าวจะเห็นได้ว่า Wi-Fi 6E AP ของ Aruba ที่มี Ultra Tri-Band Filtering จะสามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพในระดับสูงสุด (ทั้งในเชิงของระยะทางและปริมาณการรับส่งข้อมูล) และยังให้บริการหลากหลายได้พร้อมๆ กัน โดยไม่มีการกวนกันของสัญญาณที่มีย่านความถี่ที่ติดกันหรือใกล้เคียงกัน อย่างเช่น ย่านความถี่ช่วงต่ำสุดของ 6GHz กับย่านความถี่ช่วงสูงสุดของ 5GHz

Ultra Tri-Band Filtering จะช่วยให้คุณสามารถใช้ช่องความถี่ใหม่ที่มีในย่านความถี่ 6GHz ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการในการใช้งานอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้น, การใช้งาน Cloud ที่หลากหลายมากขึ้น, การใช้งานบริการใหม่ๆ ไปจนถึงการเร่งโครงการด้านการทำ Digital Transformation ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

บทความโดย Josh Schmelzle วิศวกรด้านเทคนิคสนับสนุนฝ่ายการตลาด (Technical Marketing Engineer) แห่ง Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-ultra-tri-band-filtering/

4 แนวโน้มเทคโนโลยีระบบเครือข่ายในปี 2022 โดย Aruba

ในปี 2022 นี้แม้จะยังคงมีปัญหาการระบาดของโคโรน่าไวรัสอยู่ แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีระบบเครือข่ายยังคงพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ของผู้ใช้ทั้งในเชิงธุรกิจและการใช้ชีวิต Aruba ได้เล็งเห็นแนวโน้นสำคัญ 4 ประการในปีนี้ได้แก่

แนวโน้ม #1: Secure Access Service Edge (SASE) จะเป็นหัวใจสำคัญในการผสานรวมระบบเครือข่ายสองรูปแบบเข้าด้วยกัน

องค์กรหกในสิบแห่งโดยประมาณนั้นกำลังเตรียมดำเนินกลยุทธ์ที่ชัดเจนทางด้าน SASE ภายในปี 2025 โดยมีหลายองค์กรที่มีแผนจะวางรากฐานของระบบและก้าวสู่การเริ่มต้นใช้งานในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งภายในตลาดจะมีการแบ่งแนวทางในการวางระบบออกเป็น 2 แบบอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นไป โดยองค์กรขนาดใหญ่จะให้ความสำคัญทางด้านความมั่นคงปลอดภัย, ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพของประสบการณ์การใช้งานมากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางจะมุ่งเน้นไปทางการใช้ระบบ All-in-One SASE ที่มุ่งเน้นความง่ายและ “การให้บริการโดยผู้ให้บริการรายเดียว” มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับความสามารถชั้นสูง สิ่งที่จำเป็นสำหรับการตอบโจทย์ทั้งสองแนวทางนี้ก็คือการมีพันธมิตรทางด้าน SD-WAN ที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบเครือข่ายภายในองค์กรและการเชื่อมต่อ WAN ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับโซลูชันและบริการจากพันธมิตรรายอื่นทางด้านระบบ Secure Web Gateway (SWG), Cloud Access Security Broker (CASB) และ Zero-Trust Network Access (ZTNA)

แนวโน้ม #2: การเปลี่ยนแปลงสู่การใช้ Wi-Fi 6E จะเริ่มต้นและแพร่หลายในปี 2022

ระบบโครงข่าย 5G นั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปี 2021 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งใช้งานภายในพื้นที่ขนาดใหญ่หรือภายในองค์กรก็ตาม ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นรากฐานสำคัญสู่การเริ่มต้นใช้งาน Wi-Fi 6E ในอนาคต โดยจากผลสำรวจพบว่าพนักงานทั่วภูมิภาค APAC ต้องการทำงานแบบ Hybrid Work กันมากขึ้น องค์กรจึงต้องตอบรับต่อความต้องการนี้เพื่อให้พนักงานยังคงสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลที่ดี และ สามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการสร้างพื้นที่การทำงานร่วมกันในอุดมคติ Wi-Fi 6E นั้นมีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยการรองรับคลื่นความถี่เพิ่มเติมถึง 1200MHz อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีแบบดั้งเดิมได้ จากแนวโน้มความต้องการในการทำงานแบบ Hybrid Work ดังกล่าวนี้ได้สะท้อนออกมาในรายงานของ 650 Group ผู้นำด้านการสำรวจตลาดที่คาดว่าจะมีการใช้งาน Wi-Fi 6E Access Point ในองค์กรเพิ่มขึ้นสูงกว่า 200% ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการที่องค์กรธุรกิจนั้นเล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยี 6E โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานที่ต้องการเสถียรภาพและต่อเนื่อง เช่น ระบบประชุมผ่านวิดีโอ, ระบบรักษาผู้ป่วยทางไกล และระบบสำหรับการเรียนการสอนทางไกล

แนวโน้ม #3: การเติบโตของ “Microbranch” ที่ใช้เทคโนโลยี AI Automation ซึ่งถูกขับเคลื่อนจากการทำงานแบบ Hybrid Work

เมื่อสถานการวิกฤตโรคระบาดเริ่มคลี่คลายลงแล้ว ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียต่างก็เร่งมองหาวิธีการทำงานแบบใหม่ให้เกิดผลกำไรและมีค่าตอบแทนมากยิ่งขึ้นจากพนักงานกลุ่มที่ “ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจากทุกที่” ซึ่งสภาวะ New Normal นี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิด Microbranch หรือ “Branch of One” ขึ้น ที่ผ่านมาเราได้เห็นถึงการที่องค์กรจำนวนมากได้ขยายระบบ VPN หรือติดตั้งใช้งาน Remote Access Point (RAP) เพื่อเชื่อมต่อพนักงานที่ต้องทำงานกับที่บ้านเข้ากับที่ทำงานในช่วงแรกของวิกฤต แต่ในปี 2022 นี้ เราจะได้เห็นการเติบโตของการสร้าง Microbranch ที่ตอบโจทย์เฉพาะทางจากการนำ Wi-Fi Access Point สำหรับองค์กรมาผสมผสานเข้ากับการเชื่อมต่อ WAN หลายเส้นทาง และระบบ AIOps สำหรับการเสริมเสถียรภาพและประสบการณ์ของผู้ใช้งานที่เหมือนกันในทุกที่ ระบบ Microbranch เหล่านี้จะช่วยเชื่อมผสานทั้งองค์กรที่อยู่กระจัดกระจายกันให้กลายเป็น “Branch of One” ที่ปลอดภัย

แนวโน้ม #4: การใช้งานระบบเครือข่ายแบบคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงอย่างเช่น Network-as-a-Service (NaaS) จะเติบโตยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงในเชิงวัฒนธรรมกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของพวกเราทุกคน จากการที่ผู้คนให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” มากกว่า “สิ่งของ” และความต้องการใน “การเป็นเจ้าของ” ที่กำลังลดลง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมเราทุกวันนี้ และจะสะท้อนไปยังกลุ่มธุรกิจองค์กรภายในเวลาอีกเพียงไม่กี่ปีที่กำลังจะมาถึง โดยองค์กรจะให้ความสำคัญในการลงทุนอุปกรณ์และการซื้อขาด (CAPEX) น้อยลง และมุ่งเน้นไปยังผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีแทน ในขณะเดียวกัน องค์กรก็จะต้องการความยืดหยุ่นทางด้านการเงินและค่าใช้จ่ายที่ทำนายได้มากขึ้น รวมถึงต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของฝ่าย IT ให้สูงขึ้นและสามารถก้าวทันนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่คดิค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงจะทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นจริงได้ และเหมาะสมกับองค์กรที่ยังไม่พร้อมที่จะลงทุนอย่างเต็มตัวด้วยทางเลือกใหม่ที่ทำให้สามารถ “ทดสอบก่อนใช้งานจริง” ได้ดีขึ้น รวมถึงค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบการลงทุนมาสู่การคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงได้เมื่อพร้อม ปัจจัยนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดความต้องการในการใช้บริการที่คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงอย่างเช่น NaaS ในปี 2022

“สำหรับประเทศไทย เรามีโซลูชันครบตามแนวโน้มทั้ง 4 ประการนี้ พร้อมทั้งมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา ให้บริการหลังการขาย และพันธมิตรทางธุรกิจในการสนับสนุนช่วยเหลือลูกค้าของเราทั้งในทุกภาคธุรกิจเอกชนและราชการให้สามารถก้าวหน้าไปกับแนวโน้มเหล่านี้ เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวและมีประสิทธิภาพในการแข่งขันอย่างยั่งยืน” กล่าวเสริมโดยคุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

บทความโดย : สตีฟ วูด (Steve Wood) รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นแห่ง Aruba บริษัทในเครือฮิวเล็ตแพ็กการ์ดเอ็นเตอร์ไพรส์

 

สมัครสมาชิก Enterprise ITPro เพื่อรับข่าวสารด้านไอที

form#sib_signup_form_4 {
padding: 5px;
-moz-box-sizing:border-box;
-webkit-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 input[type=text],form#sib_signup_form_4 input[type=email], form#sib_signup_form_4 select {
width: 100%;
border: 1px solid #bbb;
height: auto;
margin: 5px 0 0 0;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn {
margin: 5px 0;
padding: 6px 12px;
color:#fff;
background-color: #333;
border-color: #2E2E2E;
font-size: 14px;
font-weight:400;
line-height: 1.4285;
text-align: center;
cursor: pointer;
vertical-align: middle;
-webkit-user-select:none;
-moz-user-select:none;
-ms-user-select:none;
user-select:none;
white-space: normal;
border:1px solid transparent;
border-radius: 3px;
}
form#sib_signup_form_4 .sib-default-btn:hover {
background-color: #444;
}
form#sib_signup_form_4 p{
margin: 10px 0 0 0;
}form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message {
padding: 6px 12px;
margin-bottom: 20px;
border: 1px solid transparent;
border-radius: 4px;
-webkit-box-sizing: border-box;
-moz-box-sizing: border-box;
box-sizing: border-box;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-error {
background-color: #f2dede;
border-color: #ebccd1;
color: #a94442;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-success {
background-color: #dff0d8;
border-color: #d6e9c6;
color: #3c763d;
}
form#sib_signup_form_4 p.sib-alert-message-warning {
background-color: #fcf8e3;
border-color: #faebcc;
color: #8a6d3b;
}

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-predict-the-trend-of-network-2022/

Aruba เปิดตัววิวัฒนาการขั้นถัดไปของสถาปัตยกรรมระบบสวิตช์

วันนี้ Aruba บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise (NYSE: HPE) ได้ประกาศเปิดตัว Distributed Services Switch ชิ้นแรกของวงการ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจองค์กรสามารถใช้บริการ Software-Defined แบบ Stateful ซึ่งจะเป็นที่สร้างและประมวลผลข้อมูลได้ในที่เดียว ช่วยลดอุปกรณ์และ Software ในระบบแม่ข่ายแบบ Hybrid Cloud ซึ่งจำเป็นต่อแอปพลิเคชันและองค์กรทางด้าน IT ยุคใหม่

“การเปลี่ยนแปลงของตลาดได้สร้างโอกาสใหม่ๆ และ เกิดการพลิกโฉมวงการ โดยเมื่อ Cloud ถูกย้ายไปสู่ Edge การให้บริการแบบกระจายตัวก็ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งตั้งแต่ AI/ML, 5G ไปจนถึง Virtualization” คุณ John Chambers ประธานของ Pensando และ CEO แห่ง JC2 Ventures ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง CEO แห่ง Cisco Systems กล่าว “Distributed Services Switch ซึ่งเป็นหมวดหมู่เทคโนโลยีใหม่ด้วยพลังของ Software-in-Silicon จาก Pensando จะทำให้กระบวนการใช้ Distributed Services ซึ่งเดิมมีเฉพาะผู้ให้บริการระดับ Hyperscaler อย่าง AWS สามารถเกิดขึ้นได้ในธุรกิจองค์กรอย่างง่ายดายและคุ้มค่าการลงทุน โดยการกำจัดอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ต้องติดตั้งในเครื่องแม่ข่ายแบบเดิมออกไป องค์กรจะสามารถเพิ่มขยายระบบได้ถึงหลายร้อยเท่าและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบได้มากกว่าเดิมหลายสิบเท่า ในขณะที่มีค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของระบบโดยรวมเพียงแค่หนึ่งในสามของแนวทางแบบดั้งเดิมเท่านั้น”

The Aruba CX 10000 Series Switch คือสวิตช์สำหรับศูนย์ข้อมูลในรูปแบบใหม่ที่ได้ผสานอุปกรณ์สวิตช์สำหรับศูนย์ข้อมูลในระดับ L2/3 ที่ดีที่สุดของ Aruba เข้ากับหน่วยประมวลผลแบบ Programable DPU หนึ่งเดียวของวงการ (Pensando Elba) เพื่อนำเสนอบริการ Stateful Software-Defined แบบ Inline สำหรับระบบขนาดใหญ่ ด้วยความเร็วการส่งข้อมูลในระดับ Wire-Rate ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจากอุปกรณ์สวิตช์สำหรับศูนย์ข้อมูลในระดับ L2/3 แบบดั้งเดิมได้หลายเท่า โดยมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นเจ้าของระบบน้อยลงกว่าเดิม

“Aruba และ Pensando ได้ร่วมกันสร้างสถาปัตยกรรมบริการแบบกระจายตัวแรกของวงการที่ช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถสร้างและใช้งานระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพและขนาดเดียวกับที่เหล่ายักษ์ใหญ่ทางด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์สเกลใช้” คุณ Alan Weckel ผู้ก่อตั้งและนักวิเคราะห์เทคโนโลยีแห่ง 650 Group กล่าว “เราเชื่อว่านี่คือเทคโนโลยีหมวดหมู่ใหม่ของวงการ หลุดจากกรอบเทคโนโลยีเดิมที่เคยมีมา และจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้ในงานรูปแบบใหม่อย่าง AI/ML จะพลักดันให้เกิดการแข่งขันในเหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีภายใต้หลักการพื้นฐานของบริการแบบกระจายตัวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมนี้”

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-cx-10000-series-switch-pensando/

ปกป้ององค์กรให้ปลอดภัย ด้วยโซลูชัน SASE และ SD-WAN จาก Aruba Networks

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น Cloud, IoT, Mobility และการทำงานแบบ Remote Working ได้เข้ามามีบทบาทในธุรกิจองค์กรเป็นอย่างมาก และทำให้แนวคิดในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบเครือข่ายและผู้ใช้งานนั้นต้องเปลี่ยนแปลงไป

เพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้อย่างครอบคลุม SASE และ SD-WAN ได้กลายเป็นเทคโนโลยีหลักที่ถูกเลือกใช้งานในธุรกิจองค์กรหลายแห่งทั่วโลก ทั้งด้วยข้อดีด้านการรวมศูนย์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยเอาไว้ด้วยกัน และการกระจายตัวเพื่อปกป้องผู้ใช้งานและอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าการเชื่อมต่อใช้งานนั้นจะเกิดขึ้นจากภายในหรือภายนอกองค์กรก็ตาม

SASE หรือ Secure Access Service Edge นั้นคือแนวทางในการผสมผสาน SD-WAN เข้ากับบริการ Network Security บน Cloud เข้าด้วยกัน และปกป้องผู้ใช้งานรวมถึงให้บริการเครือข่ายที่มีทั้งประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ดังต่อไปนี้

• SD-WAN ให้บริการด้านการเชื่อมต่อเครือข่าย, VPN, Routing, Network Security และ WAN Optimization เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายเบื้องต้นได้อย่างมั่นคงปลอดภัย และเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสาขาขององค์กรเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดาย
• ZTNA หรือ Zero Trust Network Access ที่มีการบังคับให้ผู้ใช้งานทุกคนต้องทำการยืนยันตัวตนบนระบบ SASE ก่อนเสมอจึงจะสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายได้
• CASB หรือ Cloud Access Security Broker สำหรับปกป้องและควบคุมการเข้าถึงระบบ Application และข้อมูลต่างๆ บน Cloud รวมถึงป้องกันกรณีข้อมูลรั่วไหลด้วย Data Loss Prevention (DLP)
• SWG หรือ Secure Web Gateway สำหรับปกป้องผู้ใช้งานให้สามารถเข้าถึง Website และ Web Application ต่างๆ ได้อย่างมั่นคงปลอดภัยภายใต้นโยบายการควบคุมขององค์กร
• FWaaS หรือ Firewall as a Service ซึ่งเป็นบริการ Cloud Firewall ที่มีความสามารถหลากหลาย เช่น Deep Packet Inspection, IDS/IPS, Application Control และ Advanced Threat Prevention เพื่อตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานได้จากทุกที่ เหมือนกับที่ Next-Gen Firewall เคยปกป้องผู้ใช้งานในองค์กร

from:https://www.enterpriseitpro.net/secure-access-service-edge-aruba/

อรูบ้า แนะผสานเทคโนโลยีและคอนเทนต์ผ่านเวที EDUtech Thailand Virtual 2021

ความท้าทายของโลกการศึกษาในยุคที่เกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 ตัวเร่งที่สำคัญของการพัฒนาการเรียนการสอนไปสู่รูปแบบเสมือนจริง ภายใต้บริบทของความมีประสิทธิภาพ ใช้งานได้จริง ปลอดภัยและทันท่วงที ส่งต่อให้เกิดสถานศึกษาแบบไฮบริดที่จะช่วยให้ทุกภาคส่วนของการศึกษาสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเชื่อมโยงความต้องการเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการทางดิจิทัลให้กับสถานศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ

คุณประคุณ เลาหกิตติกุล ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยแห่ง Aruba หนึ่งในบริษัทฮิวเลตต์แพคการ์ด ได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในผู้บรรยายในงาน EDUtech Thailand Virtual 2021 เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่พึ่งผ่านมาซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 1500 ท่าน ใน 60 sessions ภายใต้หัวข้อ ปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษาสู่รูปแบบดิจิทัล : กลยุทธ์เพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยกล่าวว่า “สิ่งหนึ่งที่ Aruba เห็นจากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม คือ ‘ความคาดหวัง’ และ ‘ประสบการณ์’ ของผู้ใช้กำลังจะเปลี่ยนไป กลุ่มคนรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยี จำเป็นที่สถานศึกษาจะต้องเลือกใช้เทคโนโลยีและคอนเทนต์ที่ตอบสนองได้ตรงความต้องการให้ได้มากที่สุด เพื่อดึงดูดและสร้างองค์ความรู้ให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากสูงสุด” (ภาพจาก https://www.facebook.com/2186621284811027)

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลให้สถานศึกษาจำเป็นต้องแข่งขันกันสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในเชิงบวกและการช่วยให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จมากกว่าที่เคย เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจากสภาวะที่ท้าทายในปัจจุบัน วิทยาเขตจำเป็นต้องพัฒนาและเสนอพื้นที่การเรียนรู้ที่ชาญฉลาดมากขึ้น สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น และความยืดหยุ่นสำหรับนักเรียนในการเรียนรู้ทั้งในและนอกวิทยาเขตได้อย่างอิสระ ทั้งหมดนี้รวมกันเพื่อสร้างวิทยาเขตแบบไฮบริดด้วยเทคโนโลยี

มหาวิทยาลัย และหน่วยงานด้านการศึกษา จำเป็นอย่างมากที่จะต้องตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ด้วยความท้าทายที่มากขึ้นจากสถานการณ์ที่บีบบังคับ และยิ่งทำให้ความ “คาดหวัง” ของผู้ใช้เด่นชัดมากขึ้น โดยรูปแบบการเรียนการสอนจำเป็นที่ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายสร้างสรรค์ออกมาเป็นประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ได้จริงกับผู้เรียนแต่ละคน และท้ายที่สุดจะทำให้สถานศึกษาสามารถส่งต่อโปรแกรมด้านการศึกษาที่ดีให้กับผู้เรียนได้อย่างเต็มใจ

ขณะที่การพิจารณาเอาโซลูชั่นเข้ามาปรับใช้เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน หรือพัฒนาคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่และสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้นนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงหลากหลายปัจจัย สำหรับ Aruba มองการ “ปรับขนาด” เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะมหาวิทยาลัยมีลักษณะที่เป็นวิทยาเขตขนาดใหญ่ อาจจะต้องพิจารณาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อตอบโจทย์การปรับขยายรองรับผู้เข้าใช้งานให้ได้อย่างเพียงพอ ด้วยโครงสร้างระบบ Wi-Fi ธรรมดาอาจจะไม่เหมาะสม ต้องมองไปถึงเทคโนโลยี W-Fi รุ่นล่าสุดอย่าง Wi-Fi 6 หรือ 6E ที่กำลังจะเข้ามา เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อจำนวนอุปกรณ์ได้อย่างมหาศาล สามารถรองรับผู้ใช้ที่มีหลายอุปกรณ์ในการเข้ามาเชื่อมต่อในระบบจากทุกพื้นที่ เพื่อสามารถเข้าถึงโปรแกรมทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้การปรับขยายโครงสร้างเครือข่าย จำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานด้านความปลอดภัย โดยทุกๆโซลูชั่นเครือข่ายควรจะต้องติตดั้งระบบความปลอดภัยอยู่ภายในตัวโซลูชั่นเลย ซึ่งจะทำให้สถานศึกษาสามารถวางใจในการใช้เทคโนโลยีประเภทนั้น สอดคล้องกับปัจจุบันที่ภัยคุกคามทางเทคโนโลยีมีหลากหลายรูปแบบ และเทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยสำคัญและจำเป็นในการขับเคลื่อนระบบการศึกษาในหลายๆส่วน ภายใต้วิกฤตการณ์โควิด-19 ที่รุนแรงในขณะนี้

สุดท้ายแล้วความสำคัญในการพิจารณาเรื่องของทรัพยากรทางด้านเทคโนโลยี หรือการพิจารณาว่ามีบุคลากรทางเทคโนโลยี เพียงพอที่จะรับมือกับความท้าทายทางด้านไอทีที่เข้ามามากมายในขณะนี้หรือไม่ ดังนั้นโซลูชั่นที่จะเลือกใช้ จึงควรมองหาโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ในอนาคต และใช้การจัดการที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิเช่น Artificial Intelligence (AI) หรือ Machine learning (ML) เพื่อเข้ามาช่วยประยุกต์ในการจัดการเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ แทนการจัดการด้วยบุคคล เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเพิ่มจำนวนคน

ท่านสามารถรับชมการบรรยายจากคุณประคุณ เลาหกิตติกุลและผู้บรรยายท่านอื่นๆ แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอนาคตของการศึกษา โดยเข้ารับชมวีดิโอแบบ on-demand ได้ที่ https://www.terrapinn.com/virtual/edutech-thailand/index.stm

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-edutech-thailand-virtual-2021/

Aruba ชี้แนวทางการร่วมมือกันของโซลูชั่นระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยในยุค ‘การทำงานได้จากทุกที่’

โรคระบาดโควิด-19 ทำให้โลกแห่งการทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันองค์กรต่างๆ มีแนวโน้มที่จะให้พนักงานทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Working) มากขั้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานที่พนักงานสามารถเลือกทำงานได้ทั้งจากสำนักงานใหญ่ บ้าน สาขาย่อย หรือจากที่ไหนก็ได้ในระหว่างเดินทาง แทนที่จะทำงานอยู่ในสำนักงานเพียงแห่งเดียวเหมือนเมื่อก่อน แนวโน้มนี้บ่งชี้ว่าแนวทางปฏิบัติในการทำงานแบบเดิมๆ จะต้องถูกรื้อใหม่ทั้งหมด ยุค ‘ทำงานได้จากทุกที่’ (Work from Anywhere) นี้ทำให้เกิดการก้าวกระโดดไปสู่สถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายแบบใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า Edge-to-Cloud

คาดการณ์ว่าภายในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ข้อมูลขององค์กรประมาณ 75% จะถูกสร้างและประมวลผลนอกศูนย์ข้อมูลแบบรวมศูนย์ดั้งเดิมและไม่ใช่บนคลาวด์เท่านั้น แต่จะถูกประมวลผลที่ Edge ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ข้อมูลนั้นถูกสร้างขึ้นมา รวมถึงจะมีอุปกรณ์เหล่านี้ที่เชื่อมต่อเข้าสู่ระบบเครือข่ายมากกว่า 5 หมื่นล้านเครื่อง องค์กรต่างๆ จะต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างสถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถปลดล็อกพลังความสามารถที่ดีที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลและสามารถทำงานในสถานที่ทำงานแบบไฮบริดได้สำเร็จ ซึ่งรวมไปถึงภายหลังจากการผ่อนคลายสถานะการณ์โรคระบาดโควิด-19 การทำงานแบบไฮบริดนี้ต้องพึ่งพาการผสานสอดคล้องกันระหว่างโซลูชั่นระบบเครือข่ายและระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย

ความสำคัญของสถาปัตยกรรมระบบเครือข่ายที่เหมาะสม

โรคระบาดเปลี่ยนการทำงานให้ต้องเป็นแบบระยะไกล (Remote Working) หรือทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) อย่างกะทันหัน ได้ทำให้ระบบเครือข่ายกลายเป็นจุดรวมที่ทุกฝ่ายสนใจในฐานะเป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำธุรกิจในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่การเชื่อมโยงพนักงานไปจนถึงแอปพลิเคชันที่มีความสำคัญต่อภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความอยู่รอดของธุรกิจ รวมจนถึงการคิดค้นรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ แม้ว่ายังเป็นไปได้ที่จะกลับไปทำงานที่สำนักงาน และ ยังเห็นการเดินทางเพื่อธุรกิจ แต่จากการสำรวจล่าสุดของ Aruba ต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอทีทั่วโลกเปิดเผยว่า ในขณะนี้ 83% ขององค์กรต้องรักษาหรือเพิ่มการลงทุนในส่วนระบบเครือข่ายแบบคลาวด์ – โดยมีธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นส่วนแบ่งใหญ่ที่อัตราส่วน 45% ผลลัพธ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความต้องการระบบเครือข่ายแบบจัดการระยะไกลขนาดใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานที่มีการกระจายตัวทำงานในสถานที่ต่างๆ สูงในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การสร้างสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่เหมาะสมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นอกเหนือจากความยืดหยุ่นในการเพิ่มขยาย ยังต้องมีคุณสมบัติที่เป็นไปตามข้อกำหนดหรือความต้องการเฉพาะอื่นๆ สำหรับโซลูชันเครือข่ายระดับองค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise-Grade) ที่แตกต่างไปจากโซลูชันเครือข่ายระดับผู้บริโภค (Consumer-Grade) โดยรวมถึงความสะดวกในการเชื่อมต่อ ตลอดจนประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือที่ต้องได้ในระดับเดียวกันกับประสบการณ์ในสำนักงาน ทั้งในเรื่องความสะดวกและความปลอดภัย แม้จะทำงานจากที่บ้านของพนักงานเอง

ในส่วนของอุปกรณ์เครือข่าย ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์กระจายสัญญาณไร้สายสำหรับการทำงานจากระยะไกล (Remote Access Point) แบบประสิทธิภาพสูงจะต้องง่ายต่อการนำมาติดตั้งใช้งานและสามารถทำ Zero-Touch Provisioning ซึ่งเป็นคุณสมบัติแบบเสียบปลั๊กแล้วใช้ได้ทันที (Plug-and-play) โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในการตั้งค่า และช่วยให้มั่นใจได้ว่าพนักงานจะสามารถเข้าถึงข้อมูลและแอปพลิเคชันที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานอย่างต่อเนื่องในธุรกิจขนาดใหญ่

Singapore Press Holdings Limited องค์กรสื่อชั้นนำในประเทศสิงคโปร์ และ the State Cooperative Bank for the State of Telangana (TSCAB) ธนาคารสหกรณ์แห่งรัฐในประเทศอินเดีย ทั้งสองแห่งเป็นตัวอย่างขององค์กรที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบเครือข่ายของตนให้มีความมั่นคง ยืดหยุ่นและปรับขยายขนาดได้ โดยคำนึงถึงความต้องการของพนักงานและลูกค้าเป็นอันดับแรก ซึ่งมีความสำคัญมากในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้

ผสานความมั่นคงปลอดภัยให้กับทั้งระบบเครือข่าย

ในการเปลี่ยนผ่านสู่สภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริด องค์กรต่างๆ ยังใช้ชุดอุปกรณ์ IoT เพื่อทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ ชาญฉลาด และมีการปรับตัวอย่างมีพลวัตรได้มากยิ่งขึ้น แต่ขอบข่ายที่ขยายออกครอบคลุมอุปกรณ์เหล่านี้กลับทำให้ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย (Security) มีช่องโหว่เกิดขึ้นชัดเจน เนื่องจากโซลูชั่นความมั่นคงปลอดภัยแบบเดิมจากหลายผู้ผลิตต่างถูกยึดติดกับสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบปะติดปะต่อไม่ผสานกลมกลืนกัน มันจึงกลายเป็นช่องโหว่ที่ดึงดูดการโจมตีจากผู้คุกคามที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ผู้นำธุรกิจต้องมุ่งความสนใจไปกับการผสานความสัมพันธ์ระหว่างระบบเครือข่ายและระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการเกิดขึ้นของ Secure Access Service Edge (SASE) กำลังเร่งการผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวของทั้งสองหน้าที่การทำงานนี้

ตามการจัดวางแบบดั้งเดิม องค์กรจะแยกระบบรักษาความปลอดภัยออกจากระบบเครือข่ายโดยถือว่าเป็นส่วนเสริม ซึ่งเป็นการเพิ่มความซับซ้อนจนยากที่จะมองเห็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะหลังจากระบบเครือข่ายเริ่มส่งและประมวลผลข้อมูลที่ปลายทาง (Edge) จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องแยกระบบการรักษาความมั่นคงปลอดภัยออกจากระบบเครือข่าย ในทางกลับกัน โซลูชันความมั่นคงปลอดภัยต่างๆ สามารถประสานเข้ากับระบบเครือข่ายเพื่อการค้นหาช่องโหว่ได้อย่างทันท่วงที (Real-Time) นี่คือที่มาของ SASE ที่จะเป็นตัวประสานการทำงานที่แตกต่างกันเหล่านี้ เพื่อให้ได้การเชื่อมต่อที่ราบรื่นและประสบการณ์ผู้ใช้ที่ยอดเยี่ยม พร้อมด้วยระบบรักษาความปลอดภัยแบบคลาวด์ (Cloud-Delivered Security Capability) ที่สามารถตอบสนองความต้องการขององค์กรได้อย่างครอบคลุม

 

อนาคตคือการรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบ Edge-to-Cloud

ขณะนี้เรากำลังเป็นพยานของช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบเครือข่ายและระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย องค์กรต่างๆ สามารถประเมินการให้บริการของแพลตฟอร์มต่างๆ และมีสิทธิเลือกอย่างอิสระในการรวมโซลูชั่นระบบเครือข่ายที่ดีที่สุดและโซลูชันการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมกับความต้องการของตนมากที่สุดและที่สำคัญที่สุดคือต้องสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจขององค์กร

แนวทางนี้เป็นการวางรากฐานสำหรับองค์กรในการปรับตัวและเอาชนะความท้าทายในการปรับเข้ากับการทำงานแบบไฮบริด และตามให้ทันกับทิศทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-hybrid-working/

6 ความสามารถเด่นของ Access Switch ในตระกูล Aruba CX Series

Access Switch ที่ดีจะช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างไม่สะดุดติดขัด ผู้ใช้งานทำการเชื่อมต่อเครือข่ายได้ด้วยประสบการณ์ที่ดี และเปิดรับต่อนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องลงทุนอัปเกรดระบบเครือข่ายบ่อยๆ

ในบทความนี้เราก็จะพาทุกท่านไปรู้จักกับความสามารถอันโดดเด่นที่มีเฉพาะใน Aruba CX Series ซึ่งเป็น Access Switch มากความสามารถจาก Aruba กัน

สำหรับ Aruba นั้น Aruba CX Series คืออุปกรณ์ Access Switch ที่ออกแบบมาสำหรับรองรับโลกในยุค Edge-to-Core-to-Cloud ได้อย่างเต็มตัว และมีความสามารถทั้งสามประการข้างต้นอย่างครบถ้วน เพื่อให้องค์กรธุรกิจสามารถเลือกใช้เพื่ออัปเกรดระบบเครือข่ายและรองรับต่อนวัตกรรมแห่งอนาคตได้ทันที

ไม่เพียงแต่ความสามารถพื้นฐานเพื่อรองรับนวัตกรรมอันหลากหลายและการออกแบบระบบ Edge Networking ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ Aruba CX Series ยังมาพร้อมกับความสามารถที่โดดเด่นไม่เหมือนใครอีก 6 ประการ ดังนี้

1. Always-on PoE (Power over Ethernet)
2. VRF (Virtual Routing and Forwarding)
3. VXLAN with MP-BGP EVPN
4. VSX (Virtual Switching Extension) Live Upgrades
5. Dynamic Segmentation
6. One Touch Switch Provisioning

อีกหนึ่งความสามารถที่เป็นประโยชน์ทั้งสำหรับผู้ดูแลระบบเครือข่ายมือใหม่และผู้ที่มีประสบการณ์ Aruba CX Series นี้สามารถทำการติดตั้งใช้งานครั้งแรกได้อย่างง่ายดายผ่าน Mobile Application ที่มีชื่อว่า Aruba CX ทำให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายไม่ต้องใช้ CLI อีกต่อไป อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบการทำงานและการตั้งค่าของอุปกรณ์เครือข่ายได้ผ่าน Mobile Application เดียวกันนี้อีกด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-cx-series/

Aruba ESP ช่วยเสริมความคล่องตัวให้องค์กรปรับตัวสู่ความเป็นจริงในการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่

ในงานสัมมนาออนไลน์ HPE Discover 2021: The Edge-to-Cloud Conference ที่พึ่งผ่านมา อรูบ้า (Aruba) บริษัทในเครือ Hewlett Packard Enterprise (NYSE: HPE) ได้ประกาศเปิดตัวความสามารถและโซลูชันใหม่สำหรับ Aruba ESP (Edge Services Platform) ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้การดูแลระบบเครือข่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งานระบบ IT ให้สูงสุดสำหรับองค์กรธุรกิจ การอัปเดตครั้งนี้ครอบคลุมถึงความสามารถใหม่ของ Aruba Central ในด้าน AIOps, IoT และ Security ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลเครือข่ายแบบ Cloud-Native ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเป็นหัวใจของ Aruba ESP รวมถึงยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตระกูล Aruba CX Switching รุ่นใหม่ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ Intelligent Edge โดยเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้จะทำให้ฝ่าย IT สามารถขยายระบบเครือข่ายให้ครอบคลุมได้ตั้งแต่ระดับส่วนปลายจนถึงคลาว์ (Edge-to-Cloud) อย่างไร้รอยต่อบนระบบโครงสร้างพื้นฐานเดียวที่มีความคล่องตัวและความง่ายดายยิ่งกว่าเดิม อันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรธุรกิจที่ต้องทำงานได้จากหลายสถานที่อย่างในทุกวันนี้

สถานการณ์ของปีที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบอย่างถาวรต่อองค์กรธุรกิจและสร้างความท้าทายต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิม ในช่วงแรกนั้นองค์กรธุรกิจต่างต้องเร่งปรับตัวและมุ่งเป้าไปที่การทำให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ แต่มาถึงวันนี้ เมื่อองค์กรธุรกิจต่างได้รับบทเรียนจากปีก่อนกันมาแล้ว ล้วนเริ่มเห็นว่าไม่ใช่แค่การปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงใหม่ในการดำเนินธุรกิจเท่านั้นที่เกิดขึ้น แต่จะต้องลงทุนทางด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพื่อให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน IT มีความยืดหยุ่นและมั่นคงทนทานมากยิ่งขึ้น สำหรับเตรียมรับต่อความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต[1]

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่องค์กรธุรกิจต้องพิจารณาก็คือรูปแบบการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไปสู่การทำงานจากหลายสถานที่ โดยไม่เพียงแต่แอปพลิเคชันและระบบงานเท่านั้นที่ถูกกระจายไปยังศูนย์ข้อมูลและ Cloud หลายแห่ง แต่ผู้ใช้งานเองก็ต้องทำงานจากหลายสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นภายในอาคารขององค์กร, ภายในศูนย์ข้อมูล, ทำงานจากที่สาขา หรือแม้แต่การทำงานจากภายนอกอองค์กร ในขณะเดียวกัน ระบบเครือข่ายเองก็มีความกระจัดกระจายมากขึ้น และมีสถาปัตยกรรมที่หลากหลายทำงานร่วมกัน ทำให้มีเครื่องมือบริหารจัดการที่แตกต่างกันไปในแต่ละระบบที่กระจายตัวอยู่ในแต่ละพื้นที่

ผลลัพธ์จากความซับซ้อนของระบบ IT ทำให้ธุรกิจไม่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเช่น IoT หรือ Cloud เท่าที่ควร อีกทั้งยังสร้างผลลัพธ์เชิงลบที่เกิดขึ้นกับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานและประสบการณ์ของลูกค้าไปด้วยในเวลาเดียวกัน ในขณะที่องค์กรต่างๆ กำลังดำเนินโครงการด้าน Digital Transformation อยู่ ฝ่าย IT ก็ตกอยู่ภายใต้ความกดดันที่สูงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เนื่องจากต้องพยายามติดตั้ง ใช้งานและบริหารจัดการเทคโนโลยีหรือโซลูชันต่างๆ ให้เป็นแบบอัตโนมัติ เพื่อลดความซับซ้อนและทำให้การดูแลรักษามีความเป็นระบบมากขึ้น

ความสามารถในการบริหารจัดการแบบ Cloud-Native สำหรับระบบที่เป็นหนึ่งเดียว

แนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดความซับซ้อนทางด้าน IT ได้นั้นก็คือการติดตั้งใช้งานระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหนึ่งเดียว (Unified Infrastrucutre) ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้จากศูนย์กลาง โดยลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงความง่ายดายของระบบเครือข่ายจากเทคโนโลยีล้ำสมัยของ Aruba Central และ ArubaOS 10 (AOS 10) ที่เป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเครือข่ายแบบหนึ่งเดียวที่นำความสามารถของ WLAN และ SD-Branch มารวมเข้าด้วยกัน ด้วยแนวทางดังกล่าวนี้ ฝ่าย IT จะสามารถบริหารจัดการระบบเครือข่ายที่กระจายตัวอยู่หลายพื้นที่ในสาขาย่อย, สาขาทั่วไป และสาขาหลักขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานได้ด้วยสถาปัตยกรรมเดียวซึ่งบริหารจัดการได้แบบอัตโนมัติจากหน้าจอบริหารจัดการเดียวเท่านั้น

ความสามารถใหม่ในการบริหารจัดการแบบ Cloud-Native ของ Aruba Central ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ HPE’s Compute Cloud Console ซึ่งเพิ่งมีการประกาศเปิดตัวนั้น ได้แก่:

• AIOps ที่ซ่อมแซมตัวเองได้ จะช่วยดูแลรักษาแก้ไขปัญหาอย่างครบวงจร ทำให้ปัญหาต่างๆ นั้นถูกตรวจสอบและจัดการแก้ไขโดยอัตโนมัติก่อนที่ผู้ใช้งานหรือธุรกิจจะได้รับผลกระทบ โดยที่ผู้ดูแลระบบ IT ไม่ต้องทำการตั้งค่าด้วยตนเองแต่อย่างใด

• บริการใหม่ทางด้าน IoT Operations ที่เสริมความสามารถในการตรวจสอบการทำงานของระบบเครือข่ายให้ครอบคลุมถึงเซ็นเซอร์, อุปกรณ์เชื่อมต่อ และโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน IoT อื่นๆ ควบคู่ไปกับการผสานระบบ App Store เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันจากพันธมิตรทางด้าน IoT ของ Aruba ได้ภายในการคลิกเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง

• ความสามารถใหม่ในการยืนยันตัวตนและควบคุมนโยบายผ่าน Cloud ที่จะช่วยให้บริการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบอัตโนมัติและมั่นคงปลอดภัยแก่ผู้ใช้งานไม่ว่าจะเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ใด รวมถึงรองรับผู้ใช้งานผ่าน SIM ทำให้สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อแก่ผู้ใช้งานได้ ในขณะที่ฝ่าย IT เองก็สามารถทำการบริหารจัดการระบบเครือข่ายโดยรวมได้อย่างง่ายดาย

เมื่อนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเหล่านี้มาทำงานร่วมกัน จะช่วยผลักดันวิสัยทัศน์ของ Aruba ให้ถูกขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ในเรื่องการส่งมอบระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหนึ่งเดียว ไปพร้อมกับการดูแลรักษาที่ง่ายดายในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพื่อให้ฝ่าย IT สามารถนำทรัพยากรที่มีค่าของตนเองไปใช้สำหรับงานที่ส่งผลสำคัญต่อการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้โดยตรง

“ด้วยอุปกรณ์จำนวนมากกว่า 17,000 ชิ้นที่ถูกแจกจ่ายออกไปในสาขา 16 แห่งเพื่อรองรับนักเรียนจำนวน 14,000 คน องค์กรของเราจึงต้องทำงานจากหลายสถานที่ให้ได้มากที่สุด” คุณ Jesus Orozco ผู้ดูแลระบบแห่ง Santa Barbara Unified School District กล่าว “ในสภาวะแบบโรงเรียนเช่นเราที่การเชื่อมต่อเครือข่ายของอุปกรณ์นั้นถือเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการเรียน การที่ระบบเครือข่ายไม่สามารถให้บริการได้นั้นจึงถือเป็นสิ่งที่จะปล่อยให้เกิดขั้นไม่ได้ ซึ่งเทคโนโลยีของ Aruba ก็ทำให้เราสามารถบริหารจัดการเครือข่ายทั้งหมดได้ในแบบเชิงรุกจากศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว ทำให้เราสามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้อย่างง่ายดายก่อนที่ปัญหานั้นๆ จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากเกี่ยวกับความสามารถใหม่ๆ ใน Aruba Central และ ArubaOS 10 ที่ช่วยให้เรามุ่งเข้าไปใกล้เป้าหมายในการสร้างระบบเครือข่ายที่มีความรวดเร็ว, มั่นคงปลอดภัย และเชื่อมต่อใช้งานได้อยู่เสมอเพื่อช่วยให้นักเรียนของเราใช้งานและสื่อสารได้มากยิ่งขึ้น”

Aruba Central เป็นส่วนหนึ่งของ Aruba ESP ที่ถูกนำไปใช้งานมากเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้ Aruba Central ได้บริหารจัดการอุปกรณ์ของผู้ใช้งานจำนวนมากกว่า 100 ล้านชิ้น และบริหารจัดการอุปกรณ์เครือข่ายมากกว่า 1.5 ล้านชิ้นในองค์กร 100,000 แห่งทั่วโลก

[1] ESG Research Report, 2021 Technology Spending Intentions Survey, January 2021.

from:https://www.enterpriseitpro.net/hpe-aruba-esp/

Aruba แนะนำผลิตภัณฑ์ Remote AP Solutions สำหรับ WFH

Aruba Remote AP Solutions คือโซลูชันที่จะมาตอบโจทย์การทำงานแบบ Work From Home จากเดิมที่เชื่อมต่อเครือข่ายผ่าน Internet Router สำหรับบ้านและคอนโด ด้วยการนำโซลูชันด้าน VPN(Virtual Private Network), Enterprise Networking และ Security ที่หลากหลายมาผสมผสานกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพ และปลดล็อคการทำงานเมื่ออยู่ที่บ้านให้เข้าถึงทรัพยากรในบริษัท สามารถควบคุมด้านความปลอดภัยได้อย่างครบถ้วน พร้อมเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการได้จากศูนย์กลางมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้องค์กรธุรกิจสามารถออกแบบเครือข่ายสำหรับ Work From Home ให้ครอบคลุมคุณสมบัติดังนี้

1. เชื่อมต่อการทำงานผ่านระบบ VPN ได้ดีกว่า

การนำ Aruba Remote Access Point (RAP) ติดตั้งที่บ้านของผู้บริหารและพนักงานนั้น เปรียบเสมือนการขยายระบบเครือข่ายขององค์กรไปถึงที่บ้านของผู้ใช้งานโดยตรง ทำให้ทุกประสบการณ์การเชื่อมต่อเครือข่ายไปจนถึงการเรียกใช้งาน Application ภายใน Data Center ขององค์กรหรือบน Cloud และการเข้าถึงทรัพยากรในองค์กรนั้น เทียบเท่าการนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศเลย ในกรณีที่ต้องการเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นเพิ่มเติมในการทำงาน ผู้ใช้งานก็สามารถติดตั้งอุปกรณ์นั้นๆ และทำการ Login ด้วยการใช้ Username/Password เดียวกันกับอุปกรณ์หลักที่ใช้ทำงานได้ทันที เพิ่มอิสระและทางเลือกในการทำงานที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น

สำหรับธุรกิจที่มีพนักงานจำนวนมากและไม่ได้ต้องการให้ใช้อุปกรณ์หลากหลายในการทำงาน Aruba Virtual Intranet Access (Aruba VIA) ก็เป็นโซลูชัน VPN สำเร็จรูปที่ใช้งานได้ง่ายและรองรับได้ทั้งการใช้งานบน PC, Smartphone และ Tablet ช่วยให้ผู้บริหารหรือพนักงานสามารถเชื่อมต่อเครือข่ายขององค์กรได้อย่างสะดวก ง่ายดาย ปลอดภัย และคุ้มค่าการลงทุน

2. เสริมความมั่นคง และครอบคลุมด้านความปลอดภัยให้การเชื่อมต่อเครือข่าย

ไม่ว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายเพื่อทำงานจะเกิดขึ้นผ่าน Aruba RAP หรือ Aruba VIA ทาง Aruba ก็พร้อมปกป้องระบบเครือข่ายขององค์กรและผู้ใช้งานด้วยการกำหนดนโยบายการเชื่อมต่อใช้งานเครือข่ายให้มีความมั่นคงปลอดภัยผ่าน Aruba Controller เพื่อทำ IPSec/SSL VPN ความปลอดภัยได้อย่างครอบคลุม สามารถทำ Compliance ให้สอดคล้องกับนโยบายขององค์กร ในขณะที่ผู้ใช้งานเองก็มั่นใจได้ในความมั่นคงปลอดภัย เสมือนรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายของบริษัท

3. ติดตั้งใช้งานได้ง่ายดาย ด้วย Zero-Touch Provisioning

ผู้ดูแลระบบ IT สามารถวางใจได้ในการใช้งาน Aruba RAP ด้วยความสามารถ Zero-Touch Provisioning หรือการบริหารจัดการจากส่วนกลาง ที่ผู้ดูแลระบบ IT เพียงแค่ทำการจัดส่งอุปกรณ์ Aruba RAP ไปยังบ้านของผู้บริหารหรือพนักงาน จากนั้นผู้รับอุปกรณ์เพียงแค่ทำการเปิดอุปกรณ์และเสียบสาย LAN เชื่อมต่อเครือข่ายเข้ากับที่บ้านเท่านั้น โดยไม่ต้องตั้งค่าใดๆ เพียงแค่นี้ระบบเครือข่ายขององค์กรก็สามารถขยายไปยังบ้านของผู้ใช้งาน โดยอัตโนมัติแล้ว

4. บริหารจัดการจากศูนย์กลางได้อย่างยืดหยุ่น

Aruba มีทางเลือกมากมายในการบริหารจัดการเครือข่ายจากศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน Aruba Central เพื่อบริหารจัดการผ่าน Cloud หรือการใช้งาน Aruba AirWave เพื่อบริหารจัดการอุปกรณ์หลากหลายยี่ห้อร่วมกันได้ เพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบ ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแท้จริง

Aruba ได้จัดทำ Whitepaper ฟรีในหัวข้อ “IT’s 5 Toughest Work from Home Challenges” เพื่อสรุปถึง 5 ความท้าทายที่ฝ่าย IT ต้องเผชิญในการปรับระบบสำหรับรองรับการทำงานแบบ Work From Home และ Hybrid Work เอาไว้ โดยผู้ที่สนใจสามารถโหลดเอกสารฟรีได้ทันทีที่ https://connect.arubanetworks.com/IT-Toughest-WFH-Challenges-eBook

from:https://www.enterpriseitpro.net/aruba-remote-ap-solutions/