คลังเก็บป้ายกำกับ: API

T-Mobile ถูกแฮ็กผ่าน API ข้อมูลผู้ใช้งานรั่วไหลกว่า 37 ล้านรายการ

T-Mobile ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาถูกแฮ็กผ่าน API ข้อมูลผู้ใช้งานรั่วไหลกว่า 37 ล้านรายการ

T-Mobile ออกรายงานการรั่วไหลของข้อมูลผู้ใช้งานครั้งล่าสุด พบว่ามีข้อมูลถูกขโมยออกไปกว่า 37 ล้านราย ประกอบด้วยข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานทั้งแบบ Postpaid และ Prepaid โดยแฮ็กเกอร์เริ่มทำการลงมือขโมยข้อมูลผ่านทาง API ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายนปีที่แล้ว จนถึงวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมาทาง T-Mobile ได้ตรวจพบ และจำกัดการเข้าถึง API โดยข้อมูลที่หลุดออกไปประกอบไปด้วย ชื่อ, ที่อยู่, อีเมล, เบอร์โทรศัพท์, วันเกิด, T-Mobile Account Number และข้อมูลเกี่ยวกับ Plan ที่ใช้งาน ล่าสุด T-Mobile ได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและแจ้งเตือนผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบแล้ว พร้อมทั้งจะดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดต่อไป

ที่ผ่านมา T-Mobile ได้เผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้วกว่า 8 ครั้ง เช่น ในปี 2018 มีข้อมูลของลูกค้ารั่วไหลออกไป 3%, ปี 2019 ทำข้อมูลลูกค้า Prepaid รั่วออกไป, เดือนธันวาคมปี 2020 ถูกขโมยข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์และบันทึกการโทร และเดือนเมษายน ปี 2022 ถูกโจมตีเครือข่ายโดยกลุ่ม Lapsus$

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/t-mobile-hacked-to-steal-data-of-37-million-accounts-in-api-data-breach/

from:https://www.techtalkthai.com/t-mobile-hacked-through-api-hacker-steal-37-million-accounts/

เปิดตัว “สมาร์ทสวิฟท์” (SMARTSWIFT) เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ในการโอนเงินข้ามประเทศทันที [Guest Post]

ง่าย สะดวก รวดเร็ว พร้อมให้ทุกคนในไทยใช้งานแล้ววันนี้

กรุงเทพฯ – 28 พฤศจิกายน 2565: เปิดประสบการณ์ใหม่ในการโอนเงินข้ามประเทศกับแพลตฟอร์ม “สมาร์ทสวิฟท์” (SMARTSWIFT) ที่ทำให้การรับส่งเงินไม่ยุ่งยากเหมือนเดิมอีกต่อไป ช่วยให้ทุกคนในไทยเข้าถึงบริการนี้ได้สะดวกและทั่วถึงมากขึ้น โดยที่แพลตฟอร์มสมาร์ทสวิฟท์ถูกออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย ลดความวุ่นวายในทุกขั้นตอนของการโอนเงินออกนอกประเทศ เพื่อให้ลูกค้าในประเทศไทยสามารถโอนเงินไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้กว่า 60 ประเทศ

การโอนเงินออกนอกประเทศนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ธนาคารต่างๆ มักจะคิดค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยนที่แพง ต้องใช้เอกสารประกอบมากมาย ทุกๆ ขั้นตอนเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับลูกค้า แต่ตอนนี้ “สมาร์ทสวิฟท์” จะเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าที่ต่างต้องการตัวเลือกที่ดีกว่า ทั้งในเรื่องความสะดวกสบายและสามารถใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา

ธีรธร พันธุ์ยิ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัด

ธีรธร พันธุ์ยิ้ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัด กล่าวว่า

“ค่าใช้จ่ายในการโอนเงินไปต่างประเทศแต่ละครั้งนั้นสูงมาก ขั้นตอนก็ใช้เวลานาน บางครั้งไม่ปลอดภัย และยังต้องกรอกหรือยื่นเอกสารจำนวนมาก เราจึงสร้าง สมาร์ทสวิฟท์ขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ หรือโมเดิร์น แบงค์กิ้ง ที่ทุกคนสามารถโอนเงินจากประเทศไทยไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกจากบนมือถือเสร็จสิ้นภายในอึดใจเดียว เราให้ความสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าทั้งเรื่องความเร็ว ไม่มีความยุ่งยาก แต่ก็ยังปลอดภัย อุ่นใจได้ว่าเงินไปถึงปลายทางอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ลูกค้าทุกคนจะได้รับบริการที่ดีที่สุดจากเรา”

บริการโอนเงินข้ามประเทศนั้น จะต้องปลอดภัยและลูกค้าต้องเชื่อใจได้ “สมาร์ทสวิฟท์” จึงได้นำ Application Program Interface หรือ API เข้ามาใช้เชื่อมต่อแพลตฟอร์ม ทำให้กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่แพลตฟอร์มที่สามารถให้บริการ “โอนเงินข้ามประเทศทันที” ได้ โดยผู้รับจะได้รับเงินหลังจากที่ธุรกรรมฝั่งต้นทางเสร็จได้แบบทันใจ และที่สำคัญขั้นตอนการโอนก็เสร็จสิ้นจากการลงทะเบียนเปิดใช้งานเพียงครั้งเดียว

ลูกค้าของสมาร์ทสวิฟท์สามารถโอนเงินไปสู่ประเทศต่างๆ ได้ทั้ง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ประเทศต่างๆ ในยุโรป แคนาดา มาเลเซีย จีน ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย กว่า 60 ประเทศทั่วโลก *

“เรามีใบอนุญาตทั้งการประกอบธุรกิจเป็นนายหน้าซื้อขายเงินตราต่างประเทศและการเป็นตัวแทนโอนเงินต่างประเทศ จากธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง แพลตฟอร์มสมาร์ทสวิฟท์นั้นก็ได้รับการรับรองผ่านมาตรฐานความปลอดภัย PCI-DSS ระดับ 1 ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ทีมงานของเราเป็นทีมผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของไทยที่สร้างแพลตฟอร์มนี้ขึ้นมาเพื่อทำให้การโอนเงินไปต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนไทย แรงงานและชาวต่างชาติ ธุรกิจและผู้ประกอบการต่างๆ รวมถึงประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในภูมิภาคอาเซียน” ธีรธร กล่าวต่อ

ตามรายงานของเว็บไซต์ Trading Economics มูลค่าการโอนเงินข้ามประเทศของไทยทำสถิติสูงสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีมูลค่ามากถึง 21,027 พันล้านบาท ** และช่วงเวลาที่มีการโอนเงินข้ามประเทศมากที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี

“ในปี 2566 เราคาดการณ์ว่าการโอนเงินข้ามประเทศจากประเทศไทยจะเติบโตมากขึ้นอีก 30% ซึ่งเราตั้งเป้าเอาไว้ว่าสมาร์ทสวิฟท์จะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทย และชาวต่างชาติที่พำนักหรือทำงานในเมืองไทย นิยมใช้บริการโอนเงินข้ามประเทศมากที่สุด 1 ใน 3 อันดับแรกภายในครึ่งปีแรกของปีหน้านี้” ธีรธร กล่าวเสริม

“สมาร์ทสวิฟท์จะช่วยทำให้คนไทย และชาวต่างชาติที่พำนักหรือทำงานในเมืองไทย สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้ทันทีโดยค่าธรรมเนียมที่ดีที่สุดในปัจจุบันที่มีในตลาด และไม่ว่าผู้รับจะอยู่ที่ส่วนไหนของโลกก็จะได้รับเงินได้ภายในไม่กี่อึดใจ” ธีรธร กล่าวสรุป

ตั้งแต่วันนี้ ถึงสิ้นมกราคมปี 2566 ผู้ใช้บริการสมาร์ทสวิฟท์รายใหม่ และผู้ใช้บริการปัจจุบัน สามารถใช้บริการโอนเงินข้ามประเทศได้โดยปลอดค่าธรรมเนียม โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อโอนเงินได้แล้วในวันนี้ทั้งบน iOS และแอนดรอยด์ https://bit.ly/3OqUunP

หมายเหตุ

* ประเทศรับเงินปลายทางอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาติดต่อแผนกลูกค้าสัมพันธ์เพื่ออัพเดตข้อมูลล่าสุด

** ที่มา https://tradingeconomics.com/thailand/remittances

เกี่ยวกับ 33 รีมิตแตนซ์

บริษัท 33 รีมิตแตนซ์ จำกัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2564 ที่ผ่านมาโดยเป็นการรวมทีมของทีมงานที่คร่ำหวอดในธุรกิจธุรกรรมการโอนเงินมาอย่างยาวนาน มีเป้าหมายที่จะสร้างโซลูชั่นเพื่อการโอนเงินข้ามประเทศสำหรับคนไทย ชาวต่างชาติ แรงงานต่างชาติ และประชากรที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในภูมิภาคอาเซียน ให้สามารถรับ-ส่งเงินได้ง่าย มีค่าธรรมเนียนที่เป็นธรรมมากกว่าบริการจากธนาคารต่างๆ ด้วยเงินทุนจดทะเบียนกว่า 100 ล้านบาท เป้าหมายของ 33 รีมิตแตนซ์ คือการก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการทางการเงินแบบ Non-bank ชั้นนำของเมืองไทย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บนถนนวิทยุเพื่อเป็นจุดให้บริการแบบ One-stop สำหรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “สมาร์ทสวิฟท์”

เราพร้อมให้บริการทางการเงินที่หลากหลายภายใต้การรับรองจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งบริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และบริการโอนเงินภายในประเทศและต่างประเทศ

 

from:https://www.techtalkthai.com/introducing-smart-swift-to-open-up-a-new-experience-for-instant-international-money-transfers/

Cisco Meraki รองรับการใช้งาน Webhook สำหรับการแจ้งเตือน

Cisco Meraki รองรับการใช้งาน Webhook สำหรับการแจ้งเตือนแล้ว

Cisco Meraki ได้รองรับการใช้งาน Webhook integration สำหรับการแจ้งเตือนมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีความสามารถในการส่งข้อมูลสถานะของอุปกรณ์ต่างๆไปยังระบบอื่นที่รองรับ Webhook ได้ทันที ทำให้มีความรวดเร็วในการเริ่มต้นใช้งานมากกว่าการใช้งาน API ปกติ ปัจจุบันรองรับการเชื่อมต่อกับ Webex, Slack และ Microsoft Teams ผ่านทาง Payload Template ที่ Cisco จัดเตรียมไว้ให้ และรองรับการเชื่อมต่อกับ PagerDuty, DataDog, Jira, Line และอื่นๆ ผ่านทาง Meraki GitHub repository ที่มีชุมชนนักพัฒนาคอยดูแล

การใช้งาน Webhook integration สามารถนำไปต่อยอดได้มากมาย เช่น การส่งข้อมูลสถานะของระบบ, การส่งภาพ Snapshot เมื่อตรวจพบการเคลื่อนไหว, การบันทึกข้อมูลการเข้าออกประตู, แจ้งเตือนเมื่อความชื้นในห้องเปลี่ยนแปลง และการสร้าง Jira ticket เมื่อไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้ ผู้ดูแลระบบสามารถเปิดใช้งานได้ทันทีผ่านทาง Meraki Dashboard

ที่มา: https://blogs.cisco.com/developer/merakiwebhooks01

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-meraki-supports-webhook-integration/

WhatsApp เปิดตัว Cloud API ให้นักพัฒนาภายนอกใช้งาน ไม่ต้องตั้งเซิร์ฟเวอร์เอง

WhatsApp เปิดตัว Cloud API ให้ธุรกิจและนักพัฒนาสามารถเชื่อมระบบเข้ากับแพลตฟอร์มแชทได้แล้ว

WhatsApp ถือเป็นบริการแชทยอดนิยมที่เข้ามายังตลาดธุรกิจค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่นๆ ก่อนหน้านี้ WhatsApp เคยเปิด Business API มาก่อน แต่จำกัดวิธีการใช้งานว่าผู้ใช้ต้องมีเซิร์ฟเวอร์เอง หรือใช้ผ่านเซิร์ฟเวอร์ของคู่ค้าที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น มีวิธีคิดเงินตามจำนวนข้อความที่ส่ง ซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น

Cloud API เป็นการเปิด API ที่รันบนคลาวด์ของ Meta เอง ไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์เอง แถมยังใช้งานได้ฟรี เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น

นอกจาก API แล้ว บริษัท Meta ยังอัพเดตแอพ WhatsApp Business App สำหรับคนที่ต้องการใช้งานผ่านแอพ (ไม่ต้องเชื่อมต่อ API เอง) เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น ระบบหลังบ้านจัดการแชท สามารถใช้อุปกรณ์เข้ามาใช้งานได้สูงสุด 10 เครื่อง สำหรับให้พนักงานเข้ามาช่วยกันตอบแชท, เพิ่มลิงก์ click-to-chat สำหรับฝังบนหน้าเว็บ ที่ปรับแต่งได้มากขึ้น เป็นต้น

No Description

ที่มา – Meta for Developers, TechCrunch, ภาพจาก Mark Zuckerberg

from:https://www.blognone.com/node/128585

Google โอเพนซอร์สมาตรฐาน API ตรวจจับการเคลื่อนไหวด้วยเรดาร์แบบ Soli

Google ATAP ประกาศเปิดโอเพนซอร์สมาตรฐาน API ใหม่ที่ชื่อว่า Ripple (คลื่นกระเพื่อม) ซึ่งเป็น API ที่พัฒนาต่อยอดมาจากเซ็นเซอร์ Soli ที่ถูกใช้งานบน Pixel 4 และเผยแพร่บน Github แล้ว

ตัว API น่าจะช่วยให้การใช้งานเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว หรือเกิดการสั่งงานด้วย hand gesture ใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่ง Ivan Poupyrev ผอ.ด้านวิศวกรรมของ Google ATAP บอกว่าจุดเด่นของ Ripple คือไม่ต้องพึ่งกล้องหรือไมโครโฟน ทำให้ความเป็นส่วนตัวในการใช้งานมีมากยิ่งขึ้น

แบรนด์ที่มีข้อมูลว่าเริ่มใช้ Ripple ตอนนี้มี Ford ที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับภายนอกรถด้วยเรดาร์ อาจนำมาช่วยเรื่องระบบช่วยเหลือคนขับอัตโนมัติ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะทำอะไร และ Blumio บริษัทพัฒนาเครื่องวัดความดัน

ส่วน Google เองเคยออก Nest Hub ที่นำ Soli มาใช้ตรวจจับการนอน

ที่มา – The Verge, Gizmodo

from:https://www.blognone.com/node/126714

IBM เปิดตัว Open Source Cloud Guide สำหรับนักพัฒนา

IBM เปิดตัว Open Source Cloud Guide เพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักพัฒนาที่สนใจ Open Source

Open Source Cloud Guide เป็นเว็บไซต์ที่ช่วยแนะนำการใช้งานเครื่องมือ Open Source บนระบบ Hybrid Cloud และ Multicloud โดยจัดทำขึ้นมาสำหรับนักพัฒนาทางด้านนี้โดยเฉพาะ ปัจจุบันประกอบด้วย 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ AI, APIs, Big Data, Container และ Database ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูล Open Source ที่ใช้งานกันเป็นจำนวนมาก มีการรวบรวมลิ้งไปยังบทความต่างๆ รวมถึงมีการเปรียบเทียบผู้ให้บริการ Cloud แต่ละรายอีกด้วยว่ามี Open Source ตัวไหนให้ใช้งานบ้าง ซึ่งเหตุผลในการจัดทำ Guide นี้ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นการช่วยผลักดัน Ecosystem ของผู้ใช้งานเครื่องมือ Open Source นั่นเอง

IBM จะมีการเพิ่มเติมหัวข้ออื่นๆในอนาคต นอกจากนี้ IBM ยังผลักดันให้นักพัฒนาช่วยแบ่งปันแนวทางการใช้งานเครื่องมือ Open Source ของตนเองใน Guide นี้ได้อีกด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถอ่าน Open Source Cloud Guide ได้ที่: https://open-cloud-guide.dev/

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/ibm-releases-open-source-cloud-guide-urges-developers-to-contribute/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-releases-open-source-cloud-guide-for-multi-cloud-developer/

เปิดตัว Wikimedia Enterprise บริการ API แบบจ่ายเงิน ให้ลูกค้าองค์กรดูดข้อมูลเยอะๆ แบบเรียลไทม์

Wikimedia Foundation หน่วยงานแม่ของ Wikipedia และโครงการอื่นๆ ในเครือ เปิดตัว Wikimedia Enterprise เป็นบริการ API เพื่อเข้าถึงข้อมูลของโครงการในสังกัด แบบคิดเงิน สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร

ตัวโครงการของ Wikimedia ทั้งหมดจะยังเป็นเนื้อหาฟรีเช่นเดิม แต่สำหรับองค์กรที่อยากดึงข้อมูลจำนวนมากแบบเรียลไทม์ (bulk and realtime) ต้องมาจ่ายเงินเพื่อใช้ API ตัวนี้แทน (ตอนนี้ยังไม่เสร็จ ยังไม่มีราคา คาดว่าจะออกเวอร์ชันแรกในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2021)

Wikimedia Foundation บอกว่าต้องการแก้ปัญหาการดูดข้อมูลจากหน้าเว็บ (site-scraping) เป็นจำนวนมากๆ และบ่อยๆ โดยที่องค์กรไม่เสียเงินเลย (เช่น กรณีของกูเกิลหรือบริษัทไอทียักษ์ใหญ่รายอื่น) และต้องหารายได้กลับมาสนับสนุนโครงการ นอกเหนือจากการรับบริจาคตามปกติ

การออก API แบบเสียเงินมุ่งเป้าที่การใช้งานแบบดูดข้อมูลมากๆ และบ่อยๆ (bulk and realtime) เท่านั้น หากต้องการดูดข้อมูลมากๆ แต่ไม่บ่อย ยังสามารถใช้ได้ฟรีจากหน้า Dumps ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ส่วนการดูดข้อมูลไม่มากแต่บ่อยๆ ก็สามารถทำได้ฟรี หากเป็นนักวิจัยหรือการใช้งานที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ แต่ต้องส่งคำขอเป็นกรณีไป

No Description

ตัวอย่างหน้าตาของ Wikimedia Enterprise รุ่นอัลฟ่า (ยังใช้โค้ดเนมว่า Okapi อยู่)

ที่มา – Wikimedia, Wired

from:https://www.blognone.com/node/121739

Google เพิ่ม Sleep API สำหรับเข้าถึงข้อมูลการนอนหลับบนอุปกรณ์ Android

กูเกิลประกาศเพิ่ม Sleep API ในชุดพัฒนา Activity Recognition API บน Android เพื่อใช้เข้าถึงข้อมูลตรวจจับการนอนหลับของผู้ใช้งาน สำหรับนำไปพัฒนาแอปด้านสุขภาพ

ข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้มีสองส่วนคือ ข้อมูลระดับการนอนหลับในช่วงกำหนดเวลา และข้อมูลการนอนหลับแต่ละวัน เมื่อตรวจจับการตื่นนอนได้ โดยอาศัยเซ็นเซอร์ตัววัดแสงและการเคลื่อนไหวในอุปกรณ์ ทั้งนี้ผู้ใช้งานต้องอนุญาตให้เข้าถึง Physical Activity Recognition จึงจะสามารถเก็บข้อมูลนี้ได้

กูเกิลบอกว่า Sleep API นี้ช่วยให้การเก็บข้อมูลนอนหลับผ่านอุปกรณ์ทำได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้การรวมข้อมูลผ่านหลายแอปและเครื่องมือ ส่งผลต่อแบตเตอรี่อุปกรณ์

Sleep API เปิดให้นักพัฒนาใช้งานแล้วในอัพเดตล่าสุดของบริการ Google Play

ที่มา: Android Developers Blog ผ่าน 9to5Google

alt="Sleep API"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/121407

Google Cloud เปิดตัว Apigee X ระบบจัดการ API เวอร์ชันใหม่ อินทิเกรตกับ Google Cloud ได้ดีขึ้น

Google Cloud เปิดตัว Apigee X แพลตฟอร์ม Apigee เพื่อการบริการจัดการ API เวอร์ชันถัดไป โดยเน้นฟีเจอร์ด้าน AI และความปลอดภัยเป็นหลัก รวมถึงระบบบริหารจัดการ API แบบอัตโนมัติ

Amit Zavery หัวหน้าฝ่ายแพลตฟอร์มของ Google Cloud ระบุว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ระบาดของไวรัส ปริมาณกิจกรรมดิจิทัลเติบโตขึ้นทุกอุตสาหกรรม ซึ่งยอดเรียกใช้งานของ API เติบโตขึ้น 47% จากปีที่แล้ว โดยปัจจุบันแพลตฟอร์มมีการเรียก API ราว 2.2 ล้านล้านครั้งต่อปี

Apigee X รอบนี้จะเน้นอัพเดตเพื่ออินทิเกรตกับเครื่องมือของ Google Cloud ให้ใช้งานร่วมกันได้สะดวกขึ้น ผู้ใช้ Apigee ใช้ฟีเจอร์จาก Google Cloud เพื่อบริหารจัดการแพลตฟอร์ม API ได้เต็มที่ ไม่ต้องใช้เซอร์วิสจากนักพัฒนาภายนอก ไม่ว่าจะเป็นไฟร์วอล Cloud Armor, แพลตฟอร์มยืนยันตัวตน Cloud Identity Access Management, Cloud CDN ที่ช่วยให้ผู้ใช้ดีพลอย API ได้ทั้ง 24 Google Cloud regions และเก็บแคชไว้ได้มากกว่า 100 ตำแหน่งทั่วโลก รวมถึงใช้ AI ในการทำนายทราฟฟิกช่วงพีคและสิ่งผิดปกติได้

ที่มา – Google Cloud Blog

No Description

from:https://www.blognone.com/node/121027

ไมโครซอฟท์ช่วยเปิด Win32 API ให้ภาษาอื่นนอกจาก C/C++ เริ่มต้นที่ C# และ Rust

ไมโครซอฟท์มีแนวทางหลอมรวม Win32 และ UWP เข้าด้วยกันภายใต้ Project Reunion ซึ่งประกอบด้วยโครงการย่อยหลายอย่าง เป้าหมายข้อหนึ่งของ Reunion คือเปิดให้ใช้ภาษาโปรแกรมรุ่นใหม่ๆ เขียนแอพบนวินโดวส์ได้หลากหลายขึ้น

ข้อจำกัดสำคัญของ Win32 API แบบดั้งเดิมคือมันถูกสร้างขึ้นในยุคภาษา C/C++ จึงรองรับเฉพาะภาษานี้ หากต้องการเขียนโปรแกรม Win32 ด้วยภาษาโปรแกรมอื่น จำเป็นต้องมี binding หรือ wrapper มาทำหน้าที่เชื่อมต่อ API ให้

ที่ผ่านมามีโครงการสร้าง binding/wrapper ของภาษาต่างๆ แต่เป็นโอเพนซอร์สที่สร้างโดยชุมชนนักพัฒนา และกระบวนการรองรับ API ต้องทำกันเองด้วยมือทั้งหมด จึงมีปัญหาเรื่องรองรับ API ไม่ครบถ้วน ส่งผลให้ binding ของแต่ละภาษามีคุณภาพต่างกัน ทำงานซ้ำซ้อนกันแต่ไม่สมบูรณ์สักอัน

ล่าสุดไมโครซอฟท์เข้ามาแก้ปัญหานี้ด้วยโครงการ win32metadata ที่เป็นการสร้าง metadata ของ API ทั้งหมดออกมาเป็นภาษาต่างๆ ให้อัตโนมัติ

เบื้องหลังของโครงการ win32metadata คือการไล่อ่านไฟล์ header ของ Windows SDK ทั้งหมด ดูว่าไฟล์ DLL อิมพอร์ตฟังก์ชันใดบ้าง (ด้วยคอมไพเลอร์ ClangSharp) แล้วเจนเป็นไฟล์ Windows Metadata (.winmd) เพื่อให้นักพัฒนา wrapper ในภาษาอื่นๆ สามารถนำไปใช้ต่อได้ง่าย

No Description

ตัวอย่างหน้าตาของไฟล์ .winmd ที่สร้างด้วย win32metadata

ไมโครซอฟท์ร่วมมือกับนักพัฒนาโครงการโอเพนซอร์ส 2 ตัว ได้แก่ PInvoke สำหรับภาษา C# และ winapi-rs สำหรับภาษา Rust นำเครื่องมือ metadata ตัวนี้มาใช้งานแล้ว โดยฝั่งของ C# ออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้วในชื่อโครงการ Cs/Win32 ส่วนโครงการ Rust ชื่อว่า windows-rs

ไมโครซอฟท์บอกว่า C# และ Rust เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ตอนนี้กำลังรองรับภาษาที่สามคือ Modern C++ (มาตรฐานใหม่คือ C++17 ขึ้นไป) และจะใช้แนวทางจับมือกับโครงการโอเพนซอร์สที่มีอยู่แล้ว เพื่อขยายไปยังภาษาอื่นๆ ต่อไป

ที่มา – Microsoft

from:https://www.blognone.com/node/120770