คลังเก็บป้ายกำกับ: ANDROID_DEVICE_REVIEWS

REVIEW | รีวิว HUAWEI MatePad SE แท็บเล็ตจอ 10.4 นิ้ว 2K พ่วงลำโพงคู่เสียงรอบด้านสุดกระหึ่ม

เปิดตัวกันมาอีกแล้ว 1 รุ่นสำหรับแท็บเล็ตรุ่นใหม่อย่าง HUAWEI MatePad SE ที่มอบประสบการณ์ความบันเทิงไม่มีสะดุดผ่านหน้าจอ 2K FullView Display พร้อมลำโพงสเตอริโอรอบด้าน ซึ่งทางทีมงาน DroidSans ก็ได้ลองใช้แท็บเล็ตที่ว่านี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนประสบการณ์การใช้งานจะเป็นอย่างไร คุ้มค่ากับราคาเครื่องไหม วันนี้เราก็จะมาเล่าให้ฟังกันครับ

สเปค HUAWEI MatePad SE

  • หน้าจอ LCD IPS ขนาด 10.4 นิ้ว ความละเอียด 2K 2000 x 1200 อัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง 83.6%
  • CPU : Snapdragon 680
  • GPU : Adreno 610
  • RAM : 6GB
  • ความจุ : 64GB /128GB
  • กล้องหลัง :  5MP (f/2.2) + Auto Focus
  • กล้องหน้า : 2MP (f/2.2)
  • การเชื่อมต่อ : WiFi  2.4GHz&5GHz/802.11a/b/g/n/ac, BT 5.0 และ 4G LTE ในบางรุ่นความจุ
  • เซนเซอร์ : Gravity sensor, Ambient light sensor
  • ระบบเสียง : ลำโพงคู่ระบบเสียงรอบทิศทาง รองรับ HUAWEI Histen 8.0 ผ่านหูฟัง
  • แบตเตอรี่ : 5100 mAh
  • ระบบ : HarmonyOS 3
  • ขนาด / น้ำหนัก : 246.94 x 156.7 x 7.85 มม. / 440 กรัม

ดีไซน์ตัวเครื่อง

HUAWEI MatePad SE มาพร้อมกับรูปโฉมสวยงาม หรูหรา เบาบางตามแบบฉบับพิมพ์นิยมแท็บเล็ตในยุคนี้ บอดี้ด้านหลังมาในดีไซน์แบนราบ มีแค่ส่วนโมดูลกล้องที่ยื่นออกมา วัสดุมีผิวสัมผัสแบบด้านที่ค่อนข้างติดลายนิ้วมือ และต้องใช้เวลาในการเช็ดออกนิดนึง แต่ถ้าใส่เคสแล้วเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่สักเท่าไหร่ ขอบด้านข้างมาในลักษณะโค้งมนแบบไมโครจับถนัดมือไม่ลื่นหลุดง่าย ๆ แถมยังมีน้ำหนักที่เบามาก ๆ เพียง 440 กรัม ใช้งานนาน ๆ แล้วไม่ปวดข้อมือ

ในส่วนของหน้าจอเจ้า HUAWEI MatePad SE มาพร้อมกับจอ FullView Display ขนาดใหญ่เต็มตา 10.4 นิ้ว ซึ่งมีสัดส่วนพื้นที่หน้าจอประมาณ 83% ของตัวเครื่อง ขอบหน้าจอดูไม่หนา และไม่บางจนเกินไป อยู่ในจุดที่ดูลงตัวพอดี กล้องเซลฟี่ของรุ่นนี้ถูกดีไซน์มาใน Layout แนวนอน ใช้งานได้ถนัดเมื่อต้องวิดีโอคอล ข้าง ๆ กล้องหน้ายังมีไฟ LED แสดงสถานะใส่มาให้ด้วย




ด้านขวาของตัวเครื่องมาพร้อมกับปุ่ม Power เปิด/ปิดตัวเครื่อง ปุ่มเพิ่มลด/เสียง และช่องไมโครโฟนสนทนา ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีปุ่มใด ๆ ส่วนด้านบนมีช่องเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มม. ด้านล่างมีพอร์ตชาร์จแบบ USB Type C 2.0 และช่องใส่ SIM Card (เฉพาะรุ่น 4G LTE) ทั้งด้านบนและด้านล่างมาพร้อมช่องลำโพงคู่สเตอริโอแยกฝั่งกันอย่างชัดเจน

จอ 2K FullView Display คมชัดสะใจ

หน้าจอของ HUAWEI MatePad SE มีขนาดอยู่ที่ 10.4 นิ้ว และมีความละเอียด 2K (2000 x 1200 พิกเซล) ให้ภาพที่คมชัด สวยงาม จอสว่างพอสู้แดดได้ เวลาใช้ดูคอนเทนต์ หรือเล่นเกมให้ความรู้สึกที่เต็มตามาก ๆ แต่น่าเสียดายที่ใช้ชนิดจอแบบ IPS LCD ซึ่งสีสันอาจจะไม่สดใสเท่าจอ OLED แต่ก็ถือว่าทำได้ดีแล้วในระดับราคานี้

สำหรับใครที่เป็นนักอ่าน E-Book อาจถูกใจหน้าจอของ HUAWEI MatePad SE เพราะได้รับการรับรองมาตรฐาน TÜV Rheinland Low Blue Light ที่ช่วยลดแสงสีฟ้า มาพร้อมกับโหมดสบายตา หรือ Eye Comfort ที่ช่วยปรับสีสันของหน้าจอให้มีความสบายตามากขึ้น อีกทั้งยังมีโหมด E-book ที่ช่วยปรับสีหน้าจอให้เข้ากับการอ่านหนังสือด้วย

ลำโพงคู่ให้เสียงรอบทิศทาง

HUAWEI MatePad SE มาพร้อมลำโพงคู่ระบบเสียงรอบทิศทางที่ให้เสียงที่มีมิติ แยกทิศทางชัดเจน และดังสุด ๆ เปิดประมาณ 50% ก็ดังทั่วทั้งห้องแล้ว เวลาเล่นเกม หรือดูหนังเรียกได้ว่าสะใจมาก ๆ แต่อย่างไรก็ตามคุณภาพเสียงที่ออกมาก็อาจจะเรียกว่าดีได้ไม่เต็มปากนัก เพราะเสียงค่อนข้างมีความแห้งอยู่

เมื่อใช้หูฟังแล้วยังมีฟีเจอร์อย่าง HUAWEI Histen ที่สามารถปรับแต่งรูปแบบเสียงได้ถึง 4 โหมด มีทั้งโหมดอัตโนมัติที่ช่วยปรับ Profile เสียงให้เข้ากับคอนเทนต์ที่เรารับชม, โหมดเสียง 3 มิติ ที่ช่วยจำลองมิติเสียงเพื่อการฟังที่สมจริง, โหมดธรรมชาติที่ลดการปรับแต่ง ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่เหมือนกับไฟล์เสียงต้นทาง และโหมดมาตรฐาน นอกจากนี้แล้วยังมีอีควอไลเซอร์ให้ปรับแต่งเสียงให้เข้ากับสไตล์การฟังเพลงของตัวเองได้อย่างอิสระด้วย

ประสิทธิภาพเครื่อง และการเล่นเกม

สำหรับใครที่ต้องการแท็บเล็ตสักตัวมาเพื่อใช้ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานเอกสาร หรือเล่นเกมนิด ๆ หน่อย ๆ ถือว่าเหมาะเลย เพราะประสิทธิภาพของ HUAWEI MatePad SE ที่ใช้ชิป Snapdragon 680 และมาพร้อม RAM 6GB เรียกว่าใช้งานทั่วไปได้ดีเลยทีเดียว สลับแอปไปมาได้ลื่นไหล หรือจะใช้ทำงานแบบ Multi-Window เปิดหลายแอปพร้อมสตรีมหนังพร้อมกันได้ไม่มีสะดุด

ส่วนการเล่นเกมนั้นก็ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว ซึ่งเราก็ได้ลองทดสอบเล่นเกมกินกราฟิกหนัก ๆ ถึง 2 เกม ซึ่งผลออกมาเป็นที่น่าพอใจมาก เล่นต่อเนื่องแล้วตัวเครื่องแทบไม่ร้อนเลย ส่วนความลื่นไหลในแต่ละเกมขึ้นอยู่กับการตั้งค่ากราฟิก ถ้าปรับค่าตามที่เกมแนะนำแล้วล่ะก็ จะเล่นได้ลื่นไหลแทบไม่มีอาการกระตุก

Honkai Impact 3

เมื่อปรับกราฟิกเป็นระดับ 3 ตามที่เกมแนะนำ เกมนี้สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล แต่เฟรมเรตมีตกบ้างตอนที่มีเอฟเฟกต์พลัง ซัดกันนัว ๆ แต่โดยรวมแล้วถือว่าทำได้ดีกว่าที่คิดมาก ยิ่งถ้าปรับเป็นกราฟิกระดับ 2 แล้วยิ่งลื่นขึ้นไปอีก แต่ถ้าปรับเป็นระดับสูงสุดจะมีอาการกระตุกอย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นตั้งค่ากราฟิกตามที่เกมแนะนำจะดีกว่า

 

PUBG Mobile

PUBG Mobile จำกัดกราฟิกของเกมไว้ที่โหมดสมดุล และเฟรมเรตระดับกลางเท่านั้นทำให้รู้สึกว่าเกมไม่ค่อยลื่นไหล แต่หากปรับเป็นโหมดกราฟิกดี และเลือกโหมดเฟรมเรตระดับสูงจะเล่นได้ลื่นไหลกว่ามาก ๆ แทบไม่มีปัญหากระตุกระหว่างเล่นให้กวนใจเลย

กล้องหลัง-หน้า

กล้องถ่ายภาพของ HUAWEI MatePad SE อาจจะไม่เหมาะสำหรับใช้ถ่ายแบบจริง ๆ จัง ๆ สักเท่าไหร่ แต่ก็ใช้งานได้หากต้องการแค่กล้องไว้วิดีโอคอลเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะคุณภาพภาพถ่ายที่ได้จากกล้องหลังความละเอียด 5MP นั้นสีสันค่อนข้างเพี้ยน เก็บรายละเอียดได้น้อย และเป็นวุ้นอย่างชัดเจนในที่แสงน้อย






 

ด้านกล้องหน้ามีความละเอียด 2MP มาพร้อมกับโหมดภาพถ่ายบุคคลที่มาพร้อมฟีเจอร์บิวตี้ที่ช่วยปรับรูปหน้า ลดริ้วรอยต่าง ๆ ซึ่งคุณภาพถ่ายที่ได้มาก็ถือว่าพอใช้ได้ หากใครต้องการใช้กล้องถ่ายรูปทำงานแบบจริงจังก็อาจจะต้องลองพิจารณาดูอีกที


Kids Coner น้องหนูเอ็นจอย, Elder Care ผู้สูงวัยใช้ดี

HUAWEI MatePad SE มาพร้อมกับแอปมุมเด็ก หรือ Kids Corner ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ปกครองไว้วางใจให้เด็ก ๆ เล่นแท็บเล็ตได้อย่างปลอดภัย เช่นเปิดตัวกรองแสงสีฟ้าเพื่อปกป้องสายตา เปิดฟีเจอร์ตรวจจับท่านั่งของเด็ก ๆ ให้นั่งในท่าทางที่เหมาะสมต่อการเล่นแท็บเล็ต อีกทั้งยังสามารถตั้งเวลาการเล่นแท็บเล็ตของบุตรหลานได้ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดตัวเครื่องจะทำการล็อกทันที และต้องให้ผู้ปกครองใส่รหัสผ่านเพื่อปลดล็อกใช้งานอีกครั้ง มีแอปวาดรูปให้เด็ก ๆ ได้ใช้งาน และสามารถโหลดสำหรับเด็กเพิ่มเติมได้ด้วยบน AppGallery




นอกจากนี้แล้วยังมีฟีเจอร์อย่างโหมดอาวุโส (Elder Care) ที่สามารถปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้เหมาะสำหรับสายตาของผู้สูงอายุ อีกทั้งยังสามารถปรับความไวในการสัมผัสหน้าจอได้ด้วย

แบตเตอรี่

HUAWEI MatePad SE ให้แบตเตอรี่มาที่ขนาด 5,100 mAh และไม่รองรับชาร์จไว ซึ่งอาจจะใช้เวลานานสักหน่อยในการชาร์จ ส่วนด้านความอึดของแบตเตอรี่นั้น เราได้ทดสอบด้วยการเชื่อมต่อ Wi-Fi อย่างเดียว และดู YouTube บนเว็บเบราว์เซอร์ที่ความละเอียด 1080p 50fps ที่ระดับเสียงประมาณ 40% พร้อมเปิดแสงจออัตโนมัติ เมื่อทดสอบไปประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ปรากฏว่าแบตเตอรี่ลดจาก 100% เป็น 78%

หลังจากนั้นก็ได้เล่น PUBG Mobile ไปอีก 2 แมตช์ และเกม Honkai Impact 3 ที่ค่อนข้างใช้พลังประมวลผลกราฟิกต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมงนิด ๆ แบตเตอรี่ก็ได้ลดเหลือ 56% ถ้าไม่ได้ใช้งานหนัก ๆ ก็สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งวันครับ

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอใหญ่เต็มตา คมชัด 2K
  • ดีไซน์หรูหรา ดูพรีเมียม
  • เครื่องเบาบาง พกพาสะดวก
  • ทำงานได้ลื่นไหล ใช้งานทั่วไปสะดวก
  • เล่นเกมค่อนข้างดี เครื่องไม่ค่อยร้อน
  • ลำโพงคู่ เสียงมีมิติ แยกซ้ายขวามชัดเจน และเสียงดังมาก

ข้อพิจารณา

  • ไม่รองรับปากกา และเคสคีย์บอร์ด ซึ่งถ้ารองรับการใช้งานจะครบครันคุ้มค่ามาก ๆ
  • ลำโพงคุณภาพเสียงเฉย ๆ เสียงค่อนไปทางแห้ง
  • กล้องหน้า และหลังคุณภาพแค่พอถ่ายได้
  • จอเป็นพาแนลแบบ IPS สีสันอาจไม่สดใสเท่าไหร่
  • AppGallery มีแอปค่อนข้างจำกัด แอปฮิต ๆ อย่าง Netflix, Disney+ Hotstar ต้องหาโหลดเป็นไฟล์ APK จากด้านนอก

HUAWEI MatePad SE เหมาะกับใคร?

HUAWEI MatePad SE อาจจะเหมาะกับคนที่ต้องการหาแท็บเล็ตมาเพื่อเสพความบันเทิง เพราะหน้าจอที่คมชัดสูง ใหญ่เต็มตา และเสียงที่ดังกระหึ่ม ได้ยกระดับประสบการณ์การรับชมคอนเทนต์ผ่านแท็บเล็ตได้ดีขึ้นมาก ๆ อีกทั้งยังเหมาะสำหรับทุกสมาชิกในครอบครัวเพราะมีทั้งฟีเจอร์สำหรับเด็ก และฟีเจอร์สำหรับผู้สูงอายุให้ได้ใช้กันด้วย นอกจากจะเป็นโฮมเธียเตอร์ขนาดพกพาแล้ว ยังเป็นอุปกรณ์ที่สร้างความบันเทิงให้กับทุกคนในครอบครัวจริง ๆ

ราคา และรุ่นความจุ

HUAWEI MatePad SE นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยด้วยกัน 3 รุ่นดังนี้

  • รุ่น 4GB+64GB Wi-Fi ราคา 6,990 บาท (จำหน่ายเฉพาะช่องทางออนไลน์)
  • รุ่น 4GB+128GB Wi-Fi ราคา 7,990 บาท

ในรุ่น Wi-Fi หากสั่งซื้อระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2565 ถึง 7 มกราคม 2566 รับฟรีกระเป๋า Canvas Bag มูลค่า 790 บาท

  • รุ่น 4GB+128GB LTE ราคา 9,990 บาท

ในรุ่น 4G LTE หากสั่งซื้อระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2565 ถึง 7 มกราคม 2566 รับฟรีเคสลิขสิทธิ์แท้ HUAWEI MatePad SE Folio Cover มูลค่า 990 บาท

หากใครสนใจสามารถหาซื้อได้ที่ช่องทางการจำหน่าย: HUAWEI Experience Store, ช่องทาง HUAWEI ออนไลน์อย่างเป็นทางการ และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ

from:https://droidsans.com/review-huawei-matepad-se/

ทดสอบความอึด Samsung Galaxy Z Flip4 เป็นมือถือจอพับแล้วเปราะบางจริงรึเปล่า?

คนที่กำลังเล็ง ๆ อยากได้มือถือจอพับมาใช้ให้ดูเท่ดูล้ำ แต่อดคิดไม่ได้ว่ามันจะเปราะบางทนมือทนไม้รึเปล่า เพราะด้วยตัวเครื่องที่บางเบา มีบานพับ แถมหน้าจอก็ยังเป็นแบบยืดหยุ่นได้ ทำให้หลาย ๆ คนมีความคิดไปในทางเดียวกันว่ามันอาจต้องใช้งานแบบทะนุถนอมมากกว่ามือถือปกติ…ทาง Droidsans ก็ขอเอามือถือจอพับสุดฮ็อตอย่าง Samsung Galaxy Z Flip4 มาทดสอบความอึดให้ดูกันแบบเห็น ๆ ไปเลย ว่าในการใช้งานจริงที่อาจทำตกพื้น ใส่ในกระเป๋าแล้วโดนกุญแจขูด น้ำหกใส่ ฯลฯ มือถือรุ่นนี้จะรอดกันรึเปล่า?

การทดสอบความอึดของ Galaxy Z Flip4 ครั้งนี้ จะเป็นการทดสอบความอึดของทั้งตัวเครื่อง หน้าจอ บานพับ และมาตรฐานทนน้ำของมือถือรุ่นนี้ ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้งานในชีวิตประจำวันนะครับ อย่างเช่นทำตกพื้น (แน่นอนว่าไม่ใส่เคสด้วย), รอยขีดข่วนของตัวเครื่องจากการใส่กระเป๋าร่วมกับของอื่น ๆ, การขีดข่วนหน้าจอ, เอาลงน้ำ, บานพับหน้าจอ หรือจะทดสอบแบบที่ไม่น่าเกิดขึ้นจากการใช้งานจริงอย่างโยนขึ้นไปสูง ๆ แล้วตกลงมากระแทกพื้นก็มีให้ดูด้วยนะ

ทดสอบความทนทานบานพับ

หนึ่งในเรื่องที่หลาย ๆ คนกลัวว่าซื้อมือถือจอพับมาใช้แล้ว ใช้ไปนาน ๆ มันจะหลวมมั้ย หรือถ้าปิด-เปิดแรงไปหน่อยแล้วบานพับมันจะหักรึเปล่า เราก็เลยเอามาลองให้ดูแบบโหด ๆ กันซะหน่อย อย่างแรกคือเอามาสะบัดเปิดปิด ๆ เป็นพัดไปเลย…ก็ยังเอามาใช้งานต่อได้ไม่มีปัญหา บานพับไม่หลวม กางแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ (Flex Mode) ได้อยู่

ต่อด้วยการทดสอบกางจอใส่กระเป๋ากางเกงด้านหลังแล้วนั่งทับลงไปเต็ม ๆ ก็ยังไม่เกิดอาการผิดปกติแต่อย่างใด

หรือจะกางจอวางคว่ำหน้าไว้บนเตียงแล้วก็นอนทับอั้กกกก…ลงไปแบบเต็ม ๆ แถมยังกลิ้งไปกลิ้งมาก็ไม่เป็นอะไร

ยังไม่พอ…เอาอีกที คราวนี้กางจอวางคว่ำบนโซฟาแล้วก็นั่งทับลงไปแบบเต็มตูด ตัวเครื่องก็ยังเป็นปกติเหมือนเดิมจ้า

ทดสอบทำเครื่องตก

ทำตกตอนพับเครื่อง

Galaxy Z Flip4 มีเฟรมเครื่องที่ทำจาก Armor Aluminum พร้อมฝาหลังที่เป็น Gorilla Glass Victus+ จะทนแค่ไหนหากทำเครื่องตกกระแทกพื้นปูนแข็ง ๆ ทดสอบจากความสูงราว ๆ 0.8 ม. ซึ่งเป็นความสูงจากประมาณกระเป๋ากางเกง ที่อาจจะหยิบขึ้นมาแล้วหลุดมืออะไรแบบนี้…ร่วงลงมามุมเครื่องฝั่งที่เป็นบานพับกระแทกพื้น แล้วกระเด้งกระดอนอีก 2 – 3 ครั้ง ก็พบว่ามีรอยเกิดขึ้นบ้าง แต่ตัวเครื่องยังสามารถใช้งานได้ปกติทุกอย่างจ้า

ทำตกตอนกางเครื่อง

ทีนี้เกิดขี้เกียจพับ เอาเครื่องใส่กระเป๋าทั้ง ๆ ที่กางจอเอาไว้ พอหยิบออกมาแล้วมือไม้อ่อนขึ้นมา หลุดพรึ่บลงไปกระแทกพื้น ก็พบรอยการกระแทกตามขอบเครื่อง และขอบเลนส์กล้องบ้าง ส่วนเครื่องยังใช้ได้ปกติ

โยนเครื่องที่ความสูง 10 ม. ลงพื้นหญ้า

เอาอีก…ตกอีก คราวนี้กางจอไว้แล้วโยนขึ้นไปแบบสูงงงงประมาณ 10 เมตร ตกลงมาไม่ต้องทายาหม่องก็ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติเลยไม่ว่าจะเป็นหน้าจอหรือบานพับ

โยนฟึ่บบบบ…

ทดสอบความทนทานหน้าจอ

หน้าจอของ Galaxy Z Flip4 จะมีฟิล์มกันรอยติดเอาไว้ให้ตั้งแต่ออกจากโรงงานเลย ซึ่งช่วยให้เบาใจไปได้เปราะนึงล่ะ ทดสอบด้วยการใช้เล็บขูดรัว ๆ บนหน้าจอก็ไม่พบรอยอะไรเกิดขึ้นเลย

เอามากางเครื่องแล้วจับยัดใส่กระเป๋าที่มีทั้งกรรไกร, กรรไกรตัดเล็บ, กุญแจ, เหรียญ แล้วเขย่า ๆ พบว่าตัวเครื่องไม่มีร่องรอยอะไรเกิดขึ้น ส่วนฟิล์มหน้าจอก็มีรอยเกิดขึ้นนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ไม่ได้ขูดลึกจนทำให้หน้าจอเสียหาย แค่ลอกฟิล์มออกแล้วเปลี่ยนใหม่ก็เรียบร้อย

ทดสอบกันน้ำ

Galaxy Z Flip4 ได้รับมาตรฐานกันน้ำ IPX8 ซึ่งหมายความว่าสามารถทนทานน้ำจืดได้ที่ความลึก 1.5 เมตร เป็นเวลา 30 นาที รวมถึงพวกน้ำหก น้ำสาด หรือน้ำฉีดใส่ได้ เราก็เลยเอาเครื่องมาทดสอบล้างด้วยน้ำก๊อกซะเลย…แต่แค่นี้ยังไม่พอก็เอาไปแช่ในอ่างล้างมือแล้วพับ ๆ กาง ๆ ให้ดูซะหน่อย เอาขึ้นมาก็ยังใช้งานได้ตามปกติครับ

สภาพเครื่องหลังทดสอบ

หลังจากที่ผ่านการทดสอบแบบสุดแสนจะทรหดกันขนาดนี้ ก็พบว่าตามตัวเครื่องมีร่องรอยจากการตกพื้นปูน และมีร่องรอยขีดข่วนบาง ๆ จากตอนเอาใส่กระเป๋าร่วมกับของอื่น ๆ ส่วนตรงหน้าจอที่ฟิล์มก็มีร่องรอยบาง ๆ จากของในกระเป๋ษขูดด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ได้เป็นรอยลึกเข้าไปถึงตัวกระจก Ultra Thin Glass ครับ




ประกัน Samsung Care+

ในการซื้อ Galaxy Z Flip4 (หรือรุ่นอื่น ๆ ที่ร่วมรายการ) จะได้รับ Samsung Care+ เป็นเวลา 1 ปี (ซื้อเวลาประกันเพิ่มได้) โดยการประกันดังกล่าวจะมีวงเงินครอบคลุมเท่ากับมูลค่าของตัวเครื่อง อย่าง Galaxy Z Flip4 ที่มีราคา 35,900 บาท สมมุตว่าเราทำหน้าจอแตกแล้วต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อม 10,000 บาท ก็หมายความว่าเราสามารถเปลี่ยนจอได้ 3 ครั้ง และจะเหลือวงเงินอีก 5,900 บาท เอาไว้เปลี่ยนส่วนอื่น ๆ ได้อีก

เปลี่ยนเครื่องใหม่ก็ได้ จ่ายส่วนต่างแค่นิดหน่อย

หากว่า Galaxy Z Flip4 ของเราผ่านศึกมาเยอะเกินไปจนไม่น่าจะรอดแล้ว Samsung Care+ ยังมีบริการเปลี่ยนเครื่องให้ใหม่เลย แต่จะมีส่วนต่างที่เราต้องจ่ายเองอยู่นิดหน่อยครับ ในกรณีที่ตัวเครื่องมีราคาตั้งแต่ 21,000 ลงไป จะมีค่าเปลี่ยนเครื่องที่ 879 บาท ถ้ามีราคาตั้งแต่ 21,001 บาทขึ้นไป จะมีค่าเปลี่ยนเครื่องที่ 1,779 บาท และหากเป็นมือถือ Galaxy Z Fold หรือ Z Flip จะมีค่าเปลี่ยนเครื่องที่ 4,499 บาท 

เห็นกันขนาดนี้แล้วก็น่าจะเบาใจกันได้ว่า Galaxy Z Flip4 ไม่ได้เปราะบางอย่างที่บางคนคิดครับ เรียกว่ามีความอึดถึกทนไม่ได้ต่างไปจากมือถือระดับเรือธงรุ่นอื่น ๆ เลย แถมซื้อมายังได้ Samsung Care+ มารับประกันความเสียหายหรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ในราคาเบา ๆ อีกต่างหาก

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-z-flip4-durability-test/

REVIEW | รีวิว Infinix ZERO 20 มือถือสเปคแน่น กล้องหน้าเทพ 60MP มีกันสั่น OIS แค่ 8,999 บาท คุ้มแค่ไหน?

Infinix เอาใจสาย Vlog กันสุด ๆ ด้วยมือถือรุ่นใหม่ Infinix ZERO 20 ที่มากับกล้องหน้าสุดเทพไม่เหมือนใคร ทั้งความละเอียดสูงแถมมีระบบกันสั่น OIS เนียน ๆ นิ่ง ๆ ให้ถ่ายวิดีโอเซลฟี่กันได้แบบจัดเต็ม สเปคส่วนอื่นก็ไม่ใช่เล่น ๆ เลย ทั้งกล้องหลัง 108MP, จอ AMOLED สีสันสวยสด, ชิปแรงพอสำหรับเล่นเกม 3D ได้สบาย ฯลฯ ราคาก็น่ารักน่าชังแค่ 8,999 บาทเท่านั้นเอง…ถ้าอยากรู้ว่ามันน่าใช้แค่ไหน มีอะไรดีบ้าง ก็มาดูรีวิวเต็ม ๆ กันได้เลยจ้า

กล้องหน้าจัดเต็มไม่มีใครเทียบ

Infinix ZERO 20 เรียกว่าเป็นมือถือที่มาเจาะตลาด Vlogger โดยเฉพาะเลย ด้วยกล้องหน้าที่อัดสเปคมาแบบแน่นสุด ๆ แบบที่ไม่มีมือถือรุ่นไหนเคยให้มาก่อน ทั้งความละเอียด 60MP มีระบบออโต้โฟกัส และยังมีระบบกันสั่น OIS ที่ช่วยให้ถ่ายวิดีโอเซลฟี่ได้แบบเนียน ๆ นิ่ง ๆ ไม่เวียนหัว ทดสอบถ่ายวิดีโอเซลฟี่ที่ความละเอียด 720p 30fps / 1080p 30fps / 1080 60fps / 2K 30fps ออกมาก็นิ่งพอตัวเลย

มีระบบกันสั่นแบบ Ultra Steady ที่จะช่วยให้วิดีโอเซลฟี่นิ่งแบบสุด ๆ แต่จะจำกัดความละเอียดเอาไว้แค่ 720p เท่านั้น

สำหรับการถ่ายภาพนิ่งก็เด็ดดวงไม่แพ้กันเพราะมีทั้งระบบออโต้โฟกัส, โหมด Beauty ให้เลือกปรับได้ทั้งความสว่างของใบหน้า, ความเนียนของผิว, ขนาดใบหน้า, ขนาดดวงตา หรือจะปรับด้วยระบบ AI ก็ได้ นอกจากนี้ยังมีโหมดถ่ายแบบ Portrait ที่เบลอหลังได้ค่อนข้างเนียนเลย



 

มีโหมด Super Night สำหรับถ่ายเซลฟี่ตอนกลางคืนให้ออกมาหน้าตาสว่างสดใสด้วยนะ



กล้องหลัง 108MP

กล้องหลังของ Infinix ZERO 20 ก็จัดเต็มเหมือนกันด้วยกล้องหลัก 108MP + กล้อง Ultraiwide 13MP + กล้องจับความลึก 2MP โดยการถ่ายภาพปกติจะใช้ระบบ Pixel Binning รวมหลาย ๆ เม็ดพิกเซลให้กลายเป็นเม็ดใหญ่เพื่อการเก็บรายละเอียดและเก็บแสงให้ดีขึ้น ขนาดของภาพก็จะออกมาอยู่ที่ 12MP แต่ก็สามารถปรับให้ถ่ายออกมาเต็ม 108MP ได้เหมือนกัน (ไฟล์ภาพนึงขนาดราว ๆ 12MB) ส่วนการถ่ายภาพในที่แสงน้อยด้วยโหมด Super Night ก็ทำได้ในระดับดีเลยล่ะ แต่มือต้องนิ่งนิดนึงเพราะไม่มีกันสั่นมาให้ (ให้มาแต่กล้องหน้า)
















การถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหลังแม้จะไม่มีระบบกันสั่น OIS มาให้ แต่ก็มีระบบ Ultra Steady ให้เปิดเพื่อเพิ่มความนิ่ง โดยสามารถใช้โหมดนี้ได้ในความละเอียดระดับ 1080p 30fps กับ 720p 30fps เท่านั้นครับ

ส่วนการถ่ายแบบ 2K 30fps จะไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่ เวลาเดินลงเท้าจะเห็นชัดเลยว่ากล้องสั่นตาม

หน้าจอ AMOLED สีสดสวย

หน้าจอมีขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ติดแค่รีเฟรชเรทไม่ได้ลื่นเหมือนรุ่นอื่น ๆ เพราะอยู่ที่ 60Hz แต่ได้เปรียบที่ใช้พาเนลแบบ AMOLED ที่ให้ความสว่างสดใสมากกว่า สามารถใช้งานกลางแจ้งได้ค่อนข้างโอเคเลย

นอกจากนี้ยังใช้ดู Netflix แบบ HD ก็ยังได้ด้วยนะ

ลำโพงสเตอรีโอ

จัดเต็มความบันเทิงหน้าจอสวยสดงดงามไปแล้ว ระบบเสียงก็ยังให้ลำโพงสเตอรีโอมาอีกต่างหาก โดยมากับระบบ DTS Sound ให้เลือกปรับได้ว่าจะให้เหมาะกับ เพลง วิดีโอ เกม หรือปรับอัตโนมัติก็ได้ ยังสามารถเข้าไปปรับเสียงเพิ่มเติมได้อีกว่าจะให้เสียงออกมาแบบไหน ทั้ง Wide ให้เสียงแบบกระจาย, In-front จำลองเสียงให้เหมือนลำโพงจ่อมาที่ด้านหน้า และ Traditional แถมยังปรัพวก Bass Vocal Treble เพิ่มเติมได้อีกต่างหาก


อ้อ! มือถือรุ่นนี้ให้รูหูฟัง 3.5 มม. มาด้วยนะเออ

ตัวเครื่องทนทานด้วยเฟรมโลหะ

แม้ว่าจะเป็นมือถือราคาย่อมเยา แต่งานประกอบไม่ใช่เล่น ๆ นะ เพราะ Infinix ZERO 20 มีเฟรมเครื่องที่ใช้วัสดุเป็นโลหะแข็งแรงทนทานแต่เคลือบสีเงินแวววาวก็เลยติดรอยนิ้วมือง่ายมาก ๆ (เวลาใช้ใส่เคสอยู่แล้วเลยไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่)

ส่วนฝาหลังเป็นโพลีคาร์บอเนตเคลือบผิวแบบด้านไม่เป็นรอยนิ้วมือ

สเปคแรงพอตัว เล่นเกมได้หมด

สเปค INFINIX ZERO 20

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (1080 x 2400)
  • CPU : MediaTek Helio G99
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 256GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    • กล้องหลัก : 108MP, PDAF
    • กล้อง Ultrawide : 13MP
    • กล้องจับความลึก : 2MP
  • กล้องหน้า : 60MP, AF, OIS
  • การเชื่อมต่อ: Bluetooth, พอร์ต Type-C 2.0
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ, DTS Sound, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 12 ครอบด้วย XOS 12
  • แบตเตอรี่ 4,500 mAh รองรับชาร์จไว 45W

สเปคของ Infinix ZERO 20 เรียกว่าใช้งานได้แบบครอบคลุมทุกอย่างในปัจจุบันแล้วด้วยชิป Helio G99 และ RAM 8GB + MemFusion ได้สูงสุด 5GB รวมเป็น 13GB

จะเล่นเกมกราฟิก 3D โหด ๆ อย่าง Genshin Impact ก็บ่ยั่น โดยระบบจะตั้งค่า Default เอาไว้ที่ระดับ Low ก็เล่นได้สบาย ๆ แล้ว (มีสะอึกบ้างบางจังหวะที่ศัตรูมาเยอะ ๆ)

ปรับเฟรมเรท 60fps ก็ยังไหวนะ

ส่วนเกมอื่น ๆ ไม่มีปัญหา ทั้ง ROV, PUBG, Nikke เล่นได้หมดทุกเกมจ้า

ROV

PUBG

NIKKE Goddess of Victory

ความจุจุก ๆ  256GB

หายห่วงเรื่องความจุในตัวเครื่องไปได้ยาว ๆ เพราะ Infinix ZERO 20 ให้มาแบบสะใจถึง 256GB และถ้าไม่พอใจจะเติมอีกก็ไม่ว่ากัน เพราะมีช่องใส่ microSD card แยกมาด้วย

แบตเตอรี่ใหญ่ + ชาร์จไว

Infinix ZERO 20 มีแบตเตอรี่ขนาด 4500 mAh ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ใหญ่เท่ารุ่นอื่น ๆ ในราคาเดียวกันที่เดี๋ยวนี้แทบจะมาตรฐานที่ 5000 mAh กันเกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังสามารถใช้งานทั่วไปได้สบาย ๆ ทั้งวัน ลองทดสอบแบบจัดหนักด้วยการเปิด YouTube ผ่าน WiFi ความสว่างจอ 60% ระดับเสียง 60% นาน 6 ชม. แบตเตอรี่ก็ยังคงเหลืออยู่ถึง 53% เลยทีเดียว นั่งดูหนังดูซีรีส์กันได้แบบไม่ต้องกลัวแบตหมด

จะชาร์จกลับก็ว่องไวด้วยระบบชาร์จ 45W ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 5 – 100% ได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมงเท่านั้น

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอ AMOLED สีสดสู้แดด
  • ดู Netfkix แบบ HD ได้
  • สเปคเล่นเกมในปัจจุบันได้ลื่น ๆ (ขึ้นกับการตั้งค่า)
  • ความจุสูง 256GB แถมเพิ่ม microSD ได้อีก
  • กล้องหน้าคุณภาพดี
  • กล้องหน้ามี AF / OIS ถ่ายวิดีโอเซลฟี่ได้สมูทมาก
  • กล้องหลังคุณภาพดีสำหรับมือถือราคาระดับนี้
  • กล้องหลังไม่มีกันสั่น OIS แต่มีโหมด Ultra Steady ที่ใช้งานได้จริง
  • ลำโพงสเตอรีโอ DTS Sound
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • ชาร์จไว 45W
  • ราคาเป็นมิตรสุด ๆ

ข้อสังเกต

  • รีเฟรชเรทจอ 60Hz
  • กล้องหลังถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 2K 30fps
  • เป็นไปได้สูงที่จะไม่ได้อัปเดต Android 13

ยังคงคอนเซปท์ของความคุ้มค่าคุ้มราคาเอาไว้ได้เหมือนเดิมสำหรับ Infinix ZERO 20 ซึ่งคราวนี้น่าจะถูกใจสาย Vlog กันแน่นอนเลย เพราะกล้องหน้าเรียกว่าจัดเต็มสุด ๆ ส่วนกล้องหลังและการใช้งานส่วนอื่น ๆ ก็เรียกว่ารองรับได้หมดในปัจจุบัน ด้วยราคาค่าตัวแค่ 8,999 บาท ต้องบอกเลยว่ามือถือรุ่นนี้น่าสนมาก ๆ ครับ

from:https://droidsans.com/review-infinix-zero-20-vlogger-must-have/

Review | รีวิว Samsung Galaxy A23 5G แบตใหญ่ กล้อง 50MP มีกันสั่น

ผมได้มีโอกาสนำ Samsung Galaxy A23 5G ไปทดลองใช้งานมาซักระยะหนึ่งเป็นมือถือที่ใช้งานได้ดีเลยทีเดียว แบตอึด เล่นเกมส์ เล่นโซเชียล ดูหนัง ฟังเพลงก็สบายๆเลย  ทำให้ใครที่กำลังมองหามือถือราคาไม่แพงต้องตัวนี้เลยครับ โดยสีที่เปิดขายในไทย มีสีดำและสีฟ้า โดยขนาดของความจุจะมีแค่ขนาดเดียว คือ 8/128 GB ส่วนราคาอยู่ที่ 9,999 บาท ส่วนการใช้งานจะเป็นยังไง ไปลองดูกันได้เลยครับ

Samsung Galaxy A23 5G เป็นมือถือที่มากับราคาน่าสนใจพร้อมกับสเปคที่สามารถใช้งานทั่วไปได้สบายไม่มีสะดุด เล่นเกมส์ลื่น แถมแบตเตอรี่ยังอึด อยู่ข้ามวันได้แบบสบาย ๆ พร้อมจุดเด่นที่กล้องหลังความละเอียดสูง 50MP และยังมีระบบกันสั่น OIS ให้มาอีกด้วย

หน้าจอ FHD+ รีเฟรชเรทลื่น

Galaxy A23 5G มีหน้าจอแสดงผล ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด FHD+ พร้อมรีเฟรชเรตสูงถึง 120Hz เวลาไถหน้าจอ ไถฟีดก็จะให้ความลื่นสมูทสบายตากว่าหน้าจอมือถือทั่วไป ส่วนดีไซน์จะใช้แบบ Notch หยดน้ำสำหรับวางกล้องเซลฟี่ ที่ไม่ได้กินพื้นที่มากจนเกะกะสายตาครับ

ถ้าหากต้องการใช้งานธรรมดาไม่ได้เล่นเกมส์หรือดูหนังก็สามารถเลือกปรับหน้าจอเป็นแบบ standard 60 Hz เพื่อประหยัดแบตเตอรี่ได้ แต่ถ้าหากอยากใช้หน้าจอลื่น ๆ ก็ต้องปรับเป็นโหมด Adaptive ที่จะปรับรีเฟรชเรตให้เองระหว่าง 60 / 120Hz (ไม่มีตัวเลือกให้ปรับกลาง ๆ เป็น 90Hz ครับ)

ดีไซน์แบบเพรียวบาง น้ำหนักไม่ถึง 200 กรัม

เจ้า A23 5G เครื่องนี้เมื่อจับถือแล้ว ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะดูยาวไปนิดแต่มีน้ำหนักที่ไม่มาก เพียงแค่ 197 กรัมเพียงเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเลยสำหรับมือถือที่ให้แบตเตอรี่มาถึง 5,000 มิลลิแอมป์ และหน้าจอใหญ่ถึง 6.6 นิ้ว แต่ก็ยังสามารถใช้ด้วยมือเดียวได้ไม่ยาก ใส่กระเป๋ากางเกงก็ไม่ตุงไม่ดันด้วยนะครับ

ด้านหลังของตัวเครื่องมาพร้อมกับกล้องทั้งหมด 4 ตัว โมดูลกล้องนูนขึ้นมาจากตัวเครื่องเล็กน้อย (ถ้าใช้เพียว ๆ แบบไม่ใส่เคสก็เสียวว่าจะขูดพื้นเหมือนกัน) ส่วนฝาหลังของตัวเครื่องใช้วัสดุแบบพลาสติกผิวด้าน ซึ่งเป็นข้อดีตรงที่ไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย โดย Galaxy A23 5G มีทั้งหมดด้วยกัน 2 สี คือ  สีดำ และ สีฟ้า ก็คือตัวที่เราเอามารีวิวนี่เองครับ

ประสิทธิภาพเครื่อง

สเปค Samsung Galaxy A23 5G

  • จอ LCD ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รีเฟรชเรท 120Hz
  • ชิป : Snapdragon 695 5G
  • RAM : 8GB
  • ความจุ : 128GB ใส่ MicroSD ได้ 1TB
  • กล้องหลัง :
    • กล้องหลัก 50MP (f/1.8) กันสั่น OIS
    • กล้องอัลตราไวด์ 5MP (f/2.2)
    • กล้องมาโคร 2MP, (f/2.4)
    • กล้องจับความลึก 2MP, (f/2.4)
  • กล้องหน้า : 8MP (f/2.2)
  • การเชื่อมต่อ : 5G, Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac (2.4G+5GHz), Bluetooth® v 5.1
  • ระบบเสียง Dolby Atmos
  • สแกนนิ้วมือด้านข้าง
  • แบตเตอรี่ : 5,000mAh รองรับชาร์จไว 25W
  • ขนาด / น้ำหนัก : 165.4 x 76.9 x 8.4มม. / 197 กรัม
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 12 ครอบด้วย One UI 4.1

การเล่นเกม

สายเกมนี่น่าจะชอบกันเลยเพราะสเปคของ Samsung Galaxy A23 5G สามารถเล่นเกมส์ในปัจจุบันได้ทั้งหมด และเล่นได้ลื่นด้วย (อยู่ที่การตั้งค่า) ทดสอบเล่นเกมกราฟิกโหดสุดฮิตทั้ง Genshin Impact, PUBG, Diablo Immortal และ ROV ก็สบาย แต่บอกอีกครั้งว่าต้องตั้งค่ากราฟิกให้เหมาะสมนะครับ

ROV

การเล่น ROV สามารถเปิดโหมดเฟรมเรทได้ทั้งแบบ 30fps และ 60fps สามารถเล่นได้ลื่นและไม่กระตุกเลย ในขณะเข้าทีมไฟต์ก็มีตกลงมาที่ 57-60FPS แต่ถ้าตอนเข้าไปนัวกันอาจมีอาการทัชหลอนบ้างเล็กน้อย เล่นติดต่อกันได้เลย ไม่ร้อน โดยตัวเครื่องจะแนะนำการตั้งค่าแบบกลาง ๆ เพื่อให้สามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล แต่เราก็ลองปรับเพิ่มได้อีกนิดหน่อยอย่างเช่นเฟรมเรทครับ

Genshin Impact

เกมส์นี้สามารถเล่นได้ครับ ตัวเกมจะปรับกราฟฟิคมาเป็นแบบ Low ซึ่งเป็นค่าพื้นฐาน สามารถปรับกราฟฟิคให้เป็นสูงสุดได้ แต่มีการเตือนจากเกมว่า ถ้าหากปรับเป็นสูงสุด เครื่องอาจร้อนเร็วและโอเวอร์ฮีทได้ แต่ก็ลองของดูซักหน่อย ปรับเป็นโหมดกราฟฟิคสูงสุดแล้วก็ยังเล่นได้อยู่ครับ ปรากฎว่ามีกระตุกบ้างพอเล่นได้ แต่เล่นนานมากไม่ได้เพราะเครื่องร้อนและจะโดนลดประสิทธิภาพเครื่องลงทำให้กระตุกกว่าเดิม แนะนำให้เล่นแบบที่ระบบตั้งมาจะดีกว่าครับ

Diablo Immortal

สามารถเล่นได้ในกราฟฟิคระดับกลางแต่ไม่สามารถปรับกราฟฟิคแบบสูงสุดได้ และไม่สามารถปรับเฟรมเรตสูงสุดที่ 60FPS ได้ ปรับได้เพียง 30FPS ซึ่งก็สามารถเล่นได้แบบลื่น ๆ เลยตามการตั้งค่ามาตราฐานจากที่เครื่องแนะนำมา

PUBG

ตั้งค่า Default ก็สามารถเล่นได้สบาย ๆ แบบไม่มีอาการกระตุกให้เห็นเลย แต่ไม่สามารเปิดโหมด HDR ได้นะครับ เปิดได้สูงสุดที่ HD เท่านั้น ทดลองเล่นได้ไม่มีปัญหาแม้เจอศัตรูหลายตัวครับ นอกจากนี้ยังไม่เจอพวกอาการทัชหลอนทัชเพี้ยนอะไรด้วย

กล้องหลัง

กล้องหลังของ Galaxy A23 5G มีทั้งหมด 4 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลัก 50MPมีระบบกันสั่น OIS, กล้องอัลตราไวด์ 5MP, กล้องมาโคร 2MP, กล้องจับความลึก 2MP สามารถถ่ายภาพออกมารวม ๆ ได้อยู่ในระดับโอเคครับ และยังมีโหมดกลางคืนให้เลือกใช้ได้ด้วย









กล้องหลักความละเอียด 50 MP

แม้กล้องหลักจะมีความละเอียด 50MP แต่ถ้าเราถ่ายโหมด Auto มันจะใช้ระบบ Pixel Binning ที่จะรวมเอาเม็ดพิกเซลหลายเม็ดเข้าเป็นเม็ดเดียวทำให้เก็บแสงและรายละเอียดในที่แสงน้อยได้ดีกว่า แต่หากต้องการถ่ายแบบเต็มความละเอียด ก็มีโหมดนี้ให้เลือกเช่นกันครับ โดยการถ่ายแบบเต็มความละเอียด 50MP อาจถ่ายในที่แสงน้อยได้ไม่ดีเท่าโหมด Auto แต่ข้อดีของมันคือเราสามารถครอปภาพเพื่อซูมดูรายละเอียดได้ค่อนข้างไกล โดยที่รายละเอียดยังพอมีความคมชัดอยู่




กล้องหน้า

มีโหมดบิวตี้หน้าเนียนที่สามารถปรับได้ถึง 3 ระดับ แต่กล้องหน้ายังทำออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่ถ่ายรูปที่จุดเดิมสีของกล้องหน้ากลับออกมาไม่เหมือนกัน บางรูปสีออกซีดบางรูปสีออกเข้ม นอกจากนี้ยังสามารถปรับระยะการถ่ายเซลฟี่แบบมุมกว้างและแบบมุมปกติได้อีกด้วย



การถ่ายวีดีโอ

โหมดวีดีโอ สามารถถ่ายได้สูงสุดที่ Full HD 30fps และ HD 30fps เพียงเท่านั้น และมีกันสั่นมาให้เปิดใช้ด้วยแต่ระบบกันสั่นดูแล้วยังไม่สมูทเท่าไหร่ เพราะภาพยังมีอาการกระตุกเวลาเดินลงเท้าอยู่

แบตเตอรี่อึด ชาร์จเร็ว 

แบตเตอรี่ที่มีขนาดที่ใหญ่ขนาดนี้ให้ความจุมาถึง 5,000 มิลลิแอมป์ ใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่อง ใส่ซิม 5G เล่น Facebook, Instagram เปิด Google Maps นำทางกลับบ้านในช่วงที่รถติดประมาณ 1 ชั่วโมง และเล่นเกมส์กราฟฟิคแรงๆอย่าง Genshin Impact, ROV 3 เกมส์ เปิดกราฟฟิคแบบสูงสุดแบตเตอรี่ก็ยังเหลือให้ใช้งานได้อีกยาว

ทดสอบดู Youtube (ส่วนใหญ่ต่อ WiFi อยู่บ้าน) ความละเอียด FHD เปิดแสงหน้าจอประมาณ 60% และเสียงจากลำโพงประมาณ 60% เชื่อมต่อกับ WiFi เล่นไปทั้งหมด 4 ชั่วโมง พบว่าเหลือแบตเตอรี่ถึง 45% เรียกว่าดูซีรีย์ดูหนังกันได้อย่างยาวนานแล้วยังสามารถใช้งานต่อได้อีก ส่วนระบบชาร์จรองรับสูงสุดที่ 25W สามารถชาร์จจาก 0 – 50% ได้ในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงนิด ๆ ครับ


 

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอรีเฟรชเรตสูง 120 Hz
  • เล่นเกมฮิต ๆ ได้อย่างลื่นไหล (ตั้งค่า Default)
  • แบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh อึดมากใช้ข้ามวันได้สบายเลย
  • กล้องหลักความละเอียด 50MP มี OIS มาให้ด้วย ถ่ายภาพดีในราคานี้
  • โหมดถ่ายภาพกลางคืนที่ค่อนข้างดี
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • ราคาไม่แรง

ข้อเสีย

  • กล้องโหมด Pro ตั้งค่าได้แค่ ISO, EV, WB
  • ยังถ่ายวิดีโอได้แค่ FHD 30fps
  • ระบบกันสั่น OIS ถ่ายวิดีโอแล้วยังไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่
  • ปรับเฟรมเรตได้แค่ 60Hz กับ Adaptive

Samsung Galaxy A23 5G วางขายแล้ว ในราคา 9,999 บาท ใครที่กำลังมองหามือถือเครื่องใหม่ที่ราคาไม่แพงมาก รองรับ 5G มีหน้าจอจอใหญ่ รีเฟรชเรทสูง น้ำหนักเบา และดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์ แบตเตอรี่อึดๆ สามารถไปทดลองเล่นตามศูนย์บริการหรือร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเพื่อประกอบการตัดสินใจได้เลยครับ

from:https://droidsans.com/review-samsung-galaxy-a23-5g/

REVIEW | รีวิว HUAWEI nova 10 / nova 10 Pro มือถือกล้องเซลฟี่ 60MP ขั้นเทพถูกใจสาย Vlog

ใครที่เป็นสายเซลฟี่อยากได้มือถือกล้องหน้าสวย ๆ หรือเป็น VLOGGER ที่ต้องการมือถือมากับฟีเจอร์ในการถ่ายวิดีโอแบบครบครันแถมยังถ่าย 4K ได้ด้วย…เรามีมือถือสเปคน่าสนใจอย่าง HUAWEI nova 10 และ nova 10 Pro มาแนะนำไว้เป็นตัวเลือกโดยนอกจากมันจะมากับกล้องหน้าขั้นเทพแล้ว ยังมีฟีเจอร์อื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกตรึม ไม่ว่าจะเป็นกล้องหลังที่สวยไม่แพ้กัน, หน้าจองาม ๆ หรือสเปคก็แรงลื่นจะใช้งานจะเล่นเกมก็สบายแฮ…นอกจากนี้มันยังมากับระบบชาร์จไวสูงสุดถึง 100W ชาร์จเต็มในเวลาแค่แป๊บเดียว

ดีไซน์หรูดูพรีเมี่ยม

ดีไซน์ของ nova 10 ทั้ง 2 รุ่น แทบจะไม่มีความแตกต่างกันเลย (ต่างแค่ขนาดนิดหน่อย) โดยมากับหน้าจอขอบโค้งและฝาหลังขอบโค้งมาบรรจบกันตรงเฟรมเครื่องสีเงินเพิ่มความหรูหราฟู่ฟ่า

nova 10 Pro / nova 10

หน้าจอใช้ดีไซน์เจาะรูวางกล้องเซลฟี่ โดยรุ่น nova 10 เจาะรูกล้องไว้ตรงกลาง ส่วน nova 10 Pro เจาะรูเป็นรูปแคปซูลอยู่ทางมุมซ้ายบน เพราะมีกล้องหน้า 2 ตัวนั่นเอง

nova 10 Pro / nova 10

ด้านหลังของทั้งคู่มีพื้นผิวแบบด้านให้สัมผัสแบบทรายละเอียดไม่ติดรอยนิ้วมือ ส่วนโมดูลกล้องเป็นรูปแคปซูลตัดขอบด้วยสีทองสวยแปลกตาไม่เหมือนใครดี

nova 10 Pro / nova 10

กล้องหลัง 3 ตัว 50MP

กล้องหลังของ nova 10 และ nova 10 Pro ให้มา 3 ตัวเท่ากัน ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP + กล้อง Ultrawide 8MP + กล้องจับความลึก 2MP ซึ่งประสิทธิภาพกล้องเรียกว่าอยู่ในขั้นดีเลยสำหรับการถ่ายภาพในสภาวะแสงปกติ ส่วนการถ่ายในที่แสงน้อยด้วย Night Mode ก็ทำได้ดีเช่นกัน จะมีให้ติก็เรื่องกล้อง Ultrawide ที่ยังทำได้ไม่ดีนักในสภาพแสงน้อย เพราะภาพที่ออกมาพบว่าความคมหายไปค่อนข้างเยอะ



















การถ่ายวิดีโอทั้ง 2 รุ่นนี้รองรับการถ่ายสูงสุดที่ 4K 30fps และมีระบบกันสั่นมาให้ด้วย (ระบบกันสั่นเปิดใช้งานอัตโนมัติ ปิดไม่ได้) โดยเวลาถ่ายแบบ 1080p กับ 4K ที่เฟรมเรท 30 ภาพจะค่อนข้างนิ่งเลยล่ะ

แต่พอปรับเป็น 1080p 60fps แล้วภาพจะสั่นเวลาลงเท้าแบบเห็นได้ชัดเลย

นอกจากนี้ยังสามารถใช้เลนส์ Ultrawide ถ่ายวิดีโอแบบ 4K 30fps ได้อีกด้วย แต่รายละเอียดและความคมชัดของภาพยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก และ WB มีเพี้ยน ๆ ไปบ้าง ส่วนความนิ่งถือว่าโอเคเลยครับ

โหมด vlog ลูกเล่นเพียบบบ

สาย vlog ต้องถูกใจกับโหมดนี้แน่นอน เพราะมีลูกเล่นทั้งกล้องหน้า กล้องหลังมาให้เพียบไปหมดเลย ไม่ว่าจะถ่ายด้วยกล้องหน้ากล้องหลังพร้อมกัน หรือจะใส่เอฟเฟ็คท์หน้าชัดหลังเบลอ, ทำฉากหลังเป็นขาวดำ หรือจะตั้งโหมดโฟกัสแบบตามอัตโนมัติก็ได้


กล้องเซลฟี่คู่ 60MP ถ่าย 4K ได้ 

nova 10 ทั้งสองรุ่นมีกล้องหน้าความละเอียดสูงปรี๊ดถึง 60MP แถมยังเป็นเลนส์ Ultrawide ด้วย แต่จุดเด่นจะอยู่ที่ตัว Pro ซึ่งยัดกล้องหน้ามาให้ 2 ตัว คือกล้องหลักเลนส์ Ultrawide ความละเอียด 60MP + กล้อง Portrait ความละเอียด 8MP ทำให้รุ่น Pro ถ่ายเซลฟี่แบบหน้าชัดหลังเบลอได้เนียนกว่า และยังมากับออโต้โฟกัสอีกด้วย





 

nova 10 Pro ยังมากับความสามารถในการถ่ายเซลฟี่ซูม 2x ได้อีกต่างหาก ซึ่งเหมาะสุด ๆ สำหรับ vlogger ด้านบิวตี้ที่อยากซูมเน้นการแต่งหน้าเฉพาะจุด หรือแม่ค้าที่อาจจะอยากโชว์อายไลเนอร์ โชว์ขนตา โชว์คอนแทคเลนส์อะไรแบบนี้

แบตเตอรี่อึด / ชาร์จไวทันใจ

แบตเตอรี่ของ nova 10 และ nova 10 Pro ให้มาแบบใช้งานได้ยาว ๆ ข้ามวันได้เลยสำหรับการใช้งานทั่วไป ดูคลิป ดูหนัง ถ่ายรูป เล่นเกม เล่นเน็ต เล่นโซเชียล ตอบแชททั้งวัน (ใช้ WiFi ออฟฟฟิศซะส่วนใหญ่ ใช้ 4G บ้างเวลาออกข้างนอก) ถ่ายรูปบ้าง ถ่ายวิดีโอบ้าง กลับบ้านมาค่ำ ๆ แบตเตอรี่ยังเหลือใช้ได้อีกสบาย ๆ เอามาทดลองใช้งานแบบจัดหนักด้วยการเปิดคลิป YouTube ความละเอียด 1080p ต่อผ่าน WiFi เป็นเวลา 8 ชม. พบว่าแบตเตอรี่ของทั้งคู่เหลืออยู่ที่ราว ๆ 30%

ระบบชาร์จไวของทั้งคู่ก็เรียกว่าเป็นอีกไฮไลท์เลย โดยรุ่น nova 10 Pro มากับระบบชาร์จถึง 100W สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 5 – 100% ได้ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เสียบสายไว้เข้าไปอาบน้ำออกมาแบตเต็มแล้ว (ถ้าเสียบชาร์จปกติมันจะชาร์จแบบ Super charging แต่ถ้าจะชาร์จแบบเต็มกำลังต้องแตะที่หน้าจอค้างไว้ เพื่อเปิดโหมด Turbo Charging ด้วยนะ)

ใช้ LINE / แอปธนาคาร / True Wallet / เกมฮิต มาครบ

หนึ่งในสิ่งที่คนจะซื้อมือถือ HUAWEI ใช้ซักเครื่องเป็นกังวลกันมากก็คือ…มันมีแอปฮิต ๆ ใน Google Play Store ให้ใช้ได้รึเปล่า? อันนี้ต้องบอกเลยว่าใน HUAWEI AppGallery มีแอปยอดนิยมให้ได้ใช้กันเยอะแยะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอป LINE ก็สามารถโหลดมาติดตั้งในเครื่องได้เลย โดยเราสามารถค้นหาแอป LINE จาก HUAWEI AppGallery จากนั้นมันจะลิ้งค์ไปที่หน้าเว็บของ LINE เพื่อดาวน์โหลดไฟล์ APK มาติดตั้งบนเครื่องให้ทันที

หากเราต้องการใช้งาน LINE ให้ได้ครบ ๆ ไม่ว่าจะส่งไฟล์ ส่งภาพ โทร หรือแชร์โลเคชั่น เราจะต้องไปดาวน์โหลดแอป LightHouse มาติดตั้งด้วย (ติดตั้งแอปนี้ก่อนติดตั้ง LINE นะครับ) โดยเข้าไปดาวน์โหลดได้จาก AppGallery เลย (ต้องอัปเดตเฟิร์มแวร์เครื่องให้เป็นรุ่นล่าสุด EMUI 12.0.0.146 ก่อนนะครับ) พอเปิดแอปนี้ขึ้นมาครั้งแรกก็กดอนุญาตให้สามารถเข้าถึง Location เครื่องได้ แค่นี้ก็เรียบร้อย


 

แอปธนาคารก็มีให้ติดตั้งได้จาก AppGallery โดยตรงไม่ต้องลิ้งค์ออกไปที่เว็บนอก ซึ่งจากที่ค้นหาแล้วก็มากันครบหมดทั้งกสิกรไทย, กรุงศรี, กรุงเทพ, กรุงไทย, ออมสิน, ทหารไทย หรือว่าจะเป็นแอปเป๋าตัง TrureMoney Wallet ก็ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่าจะใช้ทำธุรกรรมการเงินไม่ได้ครับ


 

ส่วนเรื่องเกมก็มีมาทั้ง PUBG, Free Fire, Mobile Legend ส่วน ROV สามารถเล่นได้นะครับ แต่หากกดหาจาก AppGallery มันจะส่งลิ้งค์ให้เราไปดาวน์โหลดจากเว็บ apkpure อีกทีนึง ซึ่งอันนี้ปลอดภัยแน่นอนเพราะระบบเครื่องจะมีการตรวจให้อีกทีนึงว่าไฟล์ APK ที่เราติดตั้งไม่มี Malware แอบแฝงมาด้วยครับ

สำหรับแอปโซเชียลอื่น ๆ อย่างเช่น Facebook พวกนี้จะไม่มีให้โหลดโดยตรงใน AppGallery เช่นกันครับ คือถ้ากดค้นหาจะมีรายชื่อแอปขึ้นมาแต่ว่ามันจะลิ้งค์ออกไปที่เว็บ APKPure เพื่อดาวน์โหลดเป็นไฟล์ APK มาติดตั้งแทน (สังเกตว่าถ้าแอปไหนมีใน AppGallery จะมีปุ่ม INSTALL หากต้องลิ้งค์ไปข้างนอกจะเป็นปุ่ม GET)

สเปคแรงเล่นเกมสบาย

จากการทดสอบประสิทธิภาพของ nova 10 และ nova 10 Pro ในการใช้งานทั่วไปไม่มีปัญหาอะไรเลย ไม่ว่าจะเข้าเว็บ ดูหนังความละเอียดสูงผ่านเบราว์เซอร์ หรือจะเอามาเล่นเกมกราฟิก 3D ยอดฮิตอย่าง PUBG, ROV หรือ Free Fire ก็บ่ยั่น หากใช้การตั้งค่าแบบ Default ก็สามารถเล่นได้แบบลื่น ๆ เลยล่ะ เพราะชิป Snapdragon 778 ก็นับว่าเป็นชิปที่ค่อนข้างแรงพอตัวอยู่แล้ว แถมยังให้ RAM มาอีกตั้ง 8GB ด้วย (ทั้ง 2 รุ่นสเปคเดียวกัน)

PUBG ค่า Default ก็ปรับ High มาให้เลย

จัดเต็มความบันเทิง จอ OLED รีเฟรชเรทลื่น พร้อมลำโพงสเตอรีโอ

หน้าจอของทั้งสองรุ่นนี้จะแตกต่างกันอยู่นิดหน่อยโดย nova 10 มีจอขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 2400 ส่วนรุ่น nova 10 Pro จอใหญ่กว่านิดหน่อยที่ 6.78 นิ้ว และมีความละเอียดมากกว่าด้วยที่ 1200 x 2652 โดยทั้งคู่รองรับรีเฟรชเรทสูงสุด 120Hz ทั้งคู่ สามารถปรับให้เป็น 60Hz / 120Hz หรือ Dynamic ที่จะเปลี่ยนรีเฟรชเรทอัตโนมัติตามการใช้งานเพื่อประหยัดแบตเตอรี่

แถมทั้ง nova 10 กับ nova 10 Pro ยังมากับลำโพงสเตอรีโออีกด้วย แน่นอนว่ามันจะช่วยเพิ่มมิติให้กับเพลง หนัง หรือเกม ได้อารมณ์กว่ามือถือลำโพงเดี่ยวเยอะเลย

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอ OLED สวยสดสู้แดด รีเฟรชเรทลื่นไหล
  • สเปคแรงพอสำหรับการใช้งาน และเล่นเกม 3D
  • ตัวเครื่องดีไซน์บางเบา
  • กล้องหลังคุณภาพดี, Night Mode ทำได้ดี
  • ถ่ายวิดีโอกันสั่นค่อนข้างนิ่ง (โหมด 30fps)
  • กล้องหน้าคู่ถ่ายเซลฟี่หน้าชัดหลังเบลอเนียนใช้ได้ (เฉพาะรุ่น Pro)
  • ฟีเจอร์กล้องเยอะ เหมาะกับสาย vlog
  • กล้องหน้าถ่าย 4K ได้
  • กล้องหน้าเป็นเลนส์ Ultrawide 100°
  • แบตเตอรี่อึดใช้ได้
  • ชาร์จไวทันใจ ยิ่งรุ่น Pro ยิ่งไวสุด ๆ
  • แถมที่ชาร์จ 60W / 100W มาให้ในกล่องเลย
  • HUAWEI AppGallery มีแอปจำเป็น ๆ ใส่มาให้เยอะแล้ว

ข้อสังเกต

  • ระบบกันสั่นในโหมด 1080p 60fps ไม่ค่อยดี
  • กล้อง Ultrawide ยังถ่ายในที่แสงน้อยไม่ดีเท่าไหร่, ภาพที่ได้จากการถ่ายวิดีโอไม่คม
  • ดู Netflix ไม่ได้
  • YouTube ดูได้ แต่ต้องเข้าผ่านเว็บเบราว์เซอร์
  • ไม่มี Google Maps แต่มี Petal Maps ซึ่งใช้ได้ดีเหมือนกัน แต่ต้องทำความคุ้นเคยกันใหม่

เรียกว่า HUAWEI nova 10 และ nova 10 Pro เป็นมือถือที่เกิดมาเพื่อสายคอนเท้นต์กันเลยล่ะ เพราะเป็นมือถือที่เหมาะมาก ๆ สำหรับการถ่าย vlog, TikTok หรือแม้แต่จะเอามาทำวิดีโอขายของก็ยังได้ ด้วยฟีเจอร์กล้องหลากหลาย แถมยังมีโหมด vlog โดยเฉพาะ และที่สำคัญกล้องหน้ายังสามารถถ่ายวิดีโอเซลฟี่ 4K ได้อีกต่างหาก

ส่วนสเปคอื่น ๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กันไม่ว่าจะด้านบันเทิงด้วยหน้าจอ OLED สีสันสดสวย รีเฟรชเรทสูง ลำโพงสเตอรีโอ และแบตเตอรี่อึด ๆ ให้ได้ดูหนังดูซีรีส์หรือเล่นเกมกันได้แบบยาว ๆ และถ้าหากแบตเตอรี่ใกล้หมด ทั้งคู่ก็สามารถชาร์จกลับได้อย่างรวดเร็วทันใจสุด ๆ ไปเลย ใครที่สนใจมือถือสาย vlogger แบบนี้ก้เตรียมกดกันได้ใน Shopee วันที่ 19 ตุลาคมนี้ครับ

from:https://droidsans.com/review-huawei-nova-10-nova-10-pro/

REVIEW | มินิรีวิว Redmi 10 5G มือถือ 5G ในราคาคุ้มจริงๆ

มือถือ 5G รุ่นเล็กจาก Redmi เพื่อการเข้าถึงเครือข่ายเร็วแรงของทุกคน กับ Redmi 10 5G น้องใหม่ที่เปิดตัวมาในราคา 5,999 บาท แต่ราคาพ่วงโปรเครือข่ายคือคุ้มสุดๆ แค่พันนิดๆ (บางค่ายก็ไม่ถึงพัน) สเปคโดยรวมถือว่าเอาเรื่องเลย ทั้งหน้าจอ 90Hz, ชิป Dimensity, กล้องหลัก 50MP แถมมีชาร์จไว 18W ให้ด้วย

ตัวเครื่อง ดีไซน์

ดีไซน์ของ Redmi 10 5G มาในทรงมาตรฐาน แต่แอบตัดขอบเหลี่ยม เพิ่มความคลาสสิคเข้ามาผสมกับความโค้งเล็กๆ ของฝาหลัง ที่มาพร้อมลายเส้นวงกลมและโทนสีเขียว Aurora Green ส่วนโมดูลกล้องหลังคู่นั้นยกขึ้นมาเล็กน้อย

หน้าจอ Redmi 10 5G นั้นมีขนาด 6.58 นิ้ว ความละเอียด FHD+ รองงรับ Refresh rate แบบ Adaptive 90Hz ความคมชัดดี สีสันได้ แต่เหมือนจะมีอาการเหลือบนิดๆ เวลาเอียงจอ มาพร้อมกับ Sunlight Display 2.0 ที่จะเร่งความสว่างขึ้นเวลาเจอแดด ส่วนกระจกหน้าจอนั้นเป็น Gorilla Glass 3

ตัวเครื่องยังมีช่องหูฟัง 3.5 มม. มาให้ที่ด้านบน ข้างๆ กันคือ Infrared สำหรับใช้ผ่านแอป Mi Remote ซึ่งดูเหมือนหลังๆ มาบางรุ่นถูกตัดออกไปบ้าง

ปุ่มพาวเวอร์ใช้สแกนลายนิ้วมืออยู่ในตำแหน่งเกือบๆ กลางตัวเครื่องพอดี ถัดขึ้นมาเป็นปุ่มปรับเสียง อีกฝั่งเป็นถาดซิม รุ่นนี้เป็น Triple slot ใส่ได้ครบ 2 ซิม + 1 microSD พอร์ตชาร์จด้านล่างเป็น USB C รองรับชาร์จไว 18W

 

ระบบ MIUI 13

Redmi 10 5G มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ MIUI 13 บน Android 12 ซึ่งการใช้งานทั่วไปโดยรวมลื่นไหลดี เครื่องรีวิวของเราเป็นรุ่น RAM 6GB มีระบบขยายได้อีก 2GB ส่วนหน่วยความจำ 128GB นั้นเหลือให้ใช้งานลงแอปลงเกมราวๆ 100GB

ระบบ Multitask ตอนนี้เหมือนทาง Redmi จะปรับระบบแบ่งหน้าจอหรือ Multiwindows ออกไปในบางรุ่น จากที่ลองเล่นมา ซึ่ง Redmi 10 5G ก็ไม่มีเช่นเดียวกัน จะเหลือแค่ floatig windows ที่เป็นหน้าต่างลอยเท่านั้น และก็ยังจำกัดแอปที่สามารถใช้งานไว้ด้วย



ฟีเจอร์พิเศษของ MIUI ในรุ่นนี้ยังมีให้ใช้งานทั้งแอปโคลน ที่สามารถเลือกก๊อปปี้แอปต่างๆ เพื่อใช้งาน 2 ID ในเครื่องเดียวได้ หรือพื้นที่ทับซ้อน ที่เราสามารถสลับ Profile สำหรับใช้งานทีส่วนตัว หรือที่ทำงานแยกกันได้ และยังสามารถตั้งรหัสได้ด้วยฃ

นอกจากนั้นยังมี Video Toolbox ที่มีเทคนิคพิเศษ เอาไว้ดู youtube แบบปิดหน้าจอได้แบบต่อเนื่อง เผื่อใครชอบนอนฟังหิวข่าว หรือพวกเรื่องเล่า เรื่องผี สะดวกกว่าเดิมแน่นอน


พร้อมกับ Game Turbo ที่ใช้ตั้งค่าต่างๆ ระหว่างเล่นเกมได้ ทั้งการอัดหน้าจอ หรือปิดการแจ้งเตือน

 

ประสิทธิภาพและการเล่นเกม

MediaTek Dimensity 700 นั้นถือเป็นชิป 5G ในกลุ่มเร่ิมต้น คะแนน Antutu ประมาณ 300,000 ในการทดสอบเกมต่างๆ ก็สามารถเล่นได้ ปรับเฟรมเรตสูงก็ได้ในบางเกม แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยการปรับความละเอียดกราฟิคลงมาเล็กน้อย

 

กล้อง Redmi 10 5G

ชุดกล้องหลังของ Redmi 10 5G นั้นแม้จะมีมาแค่ 2 ตัว แต่เอาจริงๆ ก็มีกล้องหลักที่เปิดใช้งานได้แค่ตัวเดียว (เพราะอีกตัวเป็นกล้องจับความลึก) ยังดีที่ให้ความละเอียดมาถึง 50MP ซึ่งมีส่วนช่วยในการถ่ายภาพ คือรวมพิกเซลให้สว่างขึ้นได้









ภาพที่ถ่ายในเวลากลางวัน หรือแสงพอนั้นออกมาดีกว่าที่คาดไว้ซะอีก ส่วนภาพในร้านอาหารก็จะพอสังเกตุเรื่องของความคมที่จะลดลงไปบ้าง ถ้าแสงเริ่มน้อย แต่ยังถือว่าให้สีสันได้ดี ไม่มีอาการตุ่นๆ ให้เห็น



ส่วนเวลากลางคืนนั้น เปิด Night Mode ช่วยได้ คือถ้าเป็นแสงเวลากลางคืนยังถือว่าดึงความสว่างขึ้นมาได้

 

ส่วนกล้องหน้า 5MP ยังคงต้องการแสงที่ดีสำหรับการเซลฟี่ที่ออกมาคมชัด สังเกตุได้ว่าแค่เปลี่ยนทิศการนั่ง แสงไม่เข้าหน้า ภาพก็จะเริ่มเบลอๆ ให้เห็นแล้ว ส่วนการเบลอฉากหลังใน Portrait Mode ถือว่าทำได้ดีเกินค่าตัวอยู่นะ




 

สเปค Redmi 10 5G 

  • หน้าจอ LCD ขนาด 6.58 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080) รีเฟรชเรท 90Hz
  • CPU : MediaTek Dimensity 700 5G
  • RAM : 4GB / 6GB
  • ความจุ : 64GB / 128GB
  • กล้องหลัง 2 ตัว
    – กล้องหลัก ความละเอียด 50MP
    – กล้องจับความลึก ความละเอียด 2MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh รองรับชาร์จไว 18W
  • ระบบ Android 11 ครอบด้วย MIUI 13

ใครที่กำลังมองหามือถือสำหรับเอาไปใช้งาน 5G ในราคาประหยัด แถมสเปคโดยรวมก็ยังโอเค ทั้งหน้าจอ 90Hz กล้อง 50MP และชิป Dimensity 700 พอเล่นเกมได้ไม่ติดขัด Redmi 10 5G ก็มีความน่าสนใจอยู่เหมือนกันนะครับ โดยเฉพาะราคาพ่วงโปรเครือข่ายที่ลดจาก 5,999 บาท เหลือค่าเครื่องแค่ราวๆ พันเดียวเท่านั้น

from:https://droidsans.com/review-redmi-10-5g-short/

REVIEW | รีวิว Infinix Note 12 Pro 5G มือถือ 5G ราคาไม่ถึงหมื่นที่มากับสเปคจัดเต็มแบบคุ้ม ๆ

ทุกวันนี้มือถือที่รองรับ 5G ก็เริ่มจะมีราคาถูกลงเรื่อย ๆ ซึ่งรุ่นที่มีราคาต่ำกว่าหมื่นบาทก็หาได้ไม่ยากแล้ว ซึ่งราคาระดับนั้นส่วนมากก็จะได้มือถือ 5G ที่มีสเปคแบบเฉย ๆ ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นนัก…แต่สำหรับแบรนด์ Infinix หลาย ๆ คนน่าจะรู้กันดีว่ามือถือค่ายนี้มักจะจัดเต็มกับมือถือสเปคแน่น ๆ ในราคาเป็นมิตรอยู่เสมอ ซึ่งล่าสุดก็คือ Infinix Note 12 Pro 5G ที่มีค่าตัวเพียง 8,299 บาท แต่บอกเลยว่าคุ้มสุด ๆ เพราะเค้าจัดเต็มจริง ๆ จ้า

ดีไซน์

Infinix Note 12 Pro 5G มากับตัวเครื่องที่ใช้ดีไซน์มุมโค้งมน แต่ขอบเครื่องออกจะเหลี่ยม ๆ หน่อย พื้นผิวด้านหลังเป็นลวดลายที่จะเปลี่ยนเฉดสีไปตามองศาของแสงที่กระทบด้วย แต่เป็นพื้นผิวแบบด้านนะครับ ทำให้มันไม่เป็นรอยนิ้วมือมากเวลาไปจับโดนเข้า

โมดูลกล้องยื่นออกมาจากฝาหลังนิดหน่อย โดยมีตัวโมดูลยื่นออกมานิดนึงแล้ว ยังมีเลนส์กล้องยื่นมาอีกชั้น แต่อย่างที่บอกว่ารวม ๆ แล้วก็ยื่นออกมาไม่มากนักครับ เวลาใส่เคสที่แถมมาก็ได้ระนาบเดียวกันพอดี

 

หน้าจอ AMOLED

คนที่ชอบมือถือหน้าจอสวยสีสด ๆ ใช้งานกลางแดดได้ น่าจะถูกใจกับ Infinix NOTE 12 Pro 5G แน่นอน เพราะมันมากับพาเนลหน้าจอแบบ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ให้ภาพคมชัดสดใสตามสไตล์ AMOLED เลย แต่เสียดายนิด ๆ ที่ยังให้รีเฟรชเรทมาที่ 60Hz เท่านั้น (เกือบเพอร์เฟ็คท์อยู่ละเชียว) แต่รวม ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่มากมายครับ เพราะแค่ภาพสวยคมชัดสู้แดดก็ใช้งานสบายแล้ว

และด้วยความที่มันเป็นจอแบบ AMOLED ก็เลยมากับฟีเจอร์อย่าง Always on display ที่สามารถโชว์ข้อมูลประเภท นาฬิกา, Notification, ภาพ ฯลฯ บนหน้าจอเวลาปิดอยู่ได้ด้วย

แต่ใครที่จะเอามือถือรุ่นนี้มานั่งดูหนังดูซีรีส์จาก Netflix ต้องขอดักไว้ก่อนว่า Infinix NOTE 12 Pro 5G ไม่รองรับแอป Netflix นะครับ

ไม่มี Netflix ให้ดาวน์โหลดใน Google Play Store นะจ๊ะ

 

ลำโพงคู่ + ระบบ DTS SOUND

นอกจาก Infinix NOTE 12 Pro 5G จะมีหน้าจอสวยแล้ว มันยังเหมาะกับสายเอนเทอร์เทนขึ้นไปอีก ด้วยลำโพงคู่ช่วยเพิ่มมิติให้กับการฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกมอีกด้วย แถมเวลาใช้หูฟังก็ยังมีโหมด DTS Sound ให้เลือกใช้ได้อีกนะ

สเปคแรงเร็วลื่นปรื๊ด

สเปค INFINIX NOTE 12 PRO 5G

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080)
  • CPU : Dimensity 810
  • RAM : 8GB รองรับ Extended RAM สูงสุด 5GB
  • ความจุ : 128GB รองรับ microSD Card (ช่องแยก)
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    – กล้องหลัก 108MP (f/1.8)
    – กล้อง Macro 2MP (f/2.4)
    – กล้องจับความลึก 2MP (f/2.4)
  • กล้องหน้า : 16MP (f/2.0)
  • การเชื่อมต่อ : 5G,WiFi IEEE 802.11 a/b/g/n/ac 2.4G, 5G, USB-C
  • เซนเซอร์ : Fingerprint (ด้านข้าง), Proximity Sensor, Light Sensor, Gyroscope, G-Sensor, E-Compass
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ, DTS, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh รองรับชาร์จไว 33W

สายเกมนี่ยิ้มกว้าง ๆ เลย เพราะสเปคของ Infinix NOTE 12 Pro 5G เหมาะกับการเล่นเกมสุด ๆ จนสามารถเล่นเกมในปัจจุบันได้ทั้งหมด และเล่นได้ลื่นด้วย (หากตั้งค่าให้เหมาะ) ทดสอบเล่นเกมกราฟิกโหดสุดฮิตทั้ง Genshin Impact, Apex Legend, Diablo Immortal ก็สบายแฮ…แต่บอกอีกครั้งว่าต้องตั้งค่ากราฟิกให้เหมาะสมนะครับ หากระบบตั้ง Default มาที่ระดับ Low เราอาจปรับแต่งได้อีกนิดหน่อย อย่างเช่นเพิ่มเฟรมเรท หรือเพิ่มความละเอียดภาพ เพื่อไม่ให้เครื่องทำงานหนักเกินไปแล้วต้องลดประสิทธิภาพลงจนเกมกระตุกนั่นเอง

Genshin Impact เล่นสบาย นาน ๆ จะกระตุกซักทีนึง

 

Diablo Immortal เล่นได้ไม่มีปัญหา

 

Apex Legend ลื่นปรื๊ด

หากต้องการความลื่นมากขึ้นไปอีกก็มีโหมดเล่นเกมที่จะช่วยบูสท์ความแรงของ CPU และ GPU พร้อมเคลียร์ RAM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมให้ดีกว่าเดิม

เรายังสามารถยืมความจุในตัวเครื่องมาเติม RAM ด้วยฟีเจอร์ MemFusion ได้สูงสุดถึง 5GB ด้วยนะ รวมกับ RAM ปกติที่มีอยู่ 8GB กลายเป็นสูงสุดถึง 12GB ไปเลย (เข้า Settings แล้ว Search ว่า MemFusion เพื่อเปิด-ปิดใช้งาน)

เวลาจะเปลี่ยนขนาด MemFusion เครื่องจะรีสตาร์ทก่อนทีนึง

กล้องหลัง 108MP

กล้องหลังของ Infinix NOTE 12 Pro 5G มีให้ทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 108MP + กล้อง Macro 2MP + กล้องจับความลึก 2MP ซึ่งการถ่ายภาพนิ่งด้วยกล้องหลักจะไม่ได้ตั้งค่า Default ให้ถ่ายออกมาเต็มความละเอียด 108MP นะครับ แต่มันจะใช้เทคโนโลยี Pixel Binning ในการรวมเอาเม็ดพิกเซล 9 เม็ดให้กลายเป็นเม็ดใหญ่เม็ดเดียวเพื่อให้เก็บแสงและรายละเอียดได้ดีขึ้น หรือหากต้องการถ่ายแบบ 108MP ก็มีให้เลือกได้เหมือนกัน













 

การถ่ายภาพเต็มความละเอียด 108MP เรียกว่าละเอียดแบบสะใจเลยล่ะ เพราะสามารถ Crop ภาพได้เยอะมากจนยังมองเห็นรายละเอียดของป้ายที่อยู่ลิบ ๆ ได้ชัดเจนเลย

Crop ภาพบริเวณป้ายโฆษณายังเห็นตัวอักษรได้แบบชัดแจ๋ว

ส่วนการถ่ายวิดีโอรองรับความละเอียดสูงสุดที่ 2K ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังเลยนะ ส่วนคุณภาพจะออกมาเป็นยังไงไปดูกันได้จากคลิปรีวิวด้านล่างครับ

แบตเตอรี่ 5000 MAH ชาร์จไว 33W

แบตเตอรี่ขนาด 5000 mAh ของ Infinix NOTE 12 Pro 5G สามารถใช้งานได้สบาย ๆ แบบข้ามวันเลย และทดสอบแบบหนักหน่วงด้วยการดูคลิป YouTube (ต่อกับ WiFi) ต่อเนื่องยาวววว ถึง 8 ชั่วโมง พบว่าแบตเตอรี่ยังเหลือถึง 56% เลยทีเดียว…เรียกว่าอึดแบบน่าทึ่งจริง ๆ ส่วนการชาร์จแบตเตอรี่กลับก็รวดเร็ว เพราะรองรับระบบชาร์จไว 33W ชาร์จจาก 0 – 100% ในเวลาไม่ถึงชั่วโมงเท่านั้นครับ

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอ AMOLED สีสวยสดสู้แดดได้ดี
  • ติดฟิล์มกันรอยหน้าจอมาให้เลย
  • สเปคแรงพอสำหรับเล่นเกมในปัจจุบันได้ทั้งหมด (ขึ้นกับการตั้งค่า)
  • ถ่ายวิดีโอ 2K ได้
  • ถ่ายวิดีโอเซลฟี่ 2K ได้
  • กล้องหลังคุณภาพใช้ได้สำหรับมือถือราคาระดับนี้
  • ถ่ายภาพตอนกลางคืนใช้ได้เลย
  • ลำโพงคู่เสียงดังดี
  • แบตเตอรี่อึดมาก
  • มีระบบชาร์จไว 33W
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • ราคาเป็นมิตร

ข้อสังเกต

  • สแกนนิ้วมือด้านข้าง
  • หน้าจอดีไซน์แบบ Notch อาจไม่ถูกใจบางคน
  • หน้าจอรีเฟรชเรท 60Hz
  • ถ่ายวิดีโอไม่มีกันสั่น
  • ไม่มีกล้อง Ultrawide
  • ไม่รองรับ Netflix

Infinix NOTE 12 Pro 5G เป็นมือถือ 5G ในราคาระดับไม่ถึงหมื่นบาท (8,299 บาท) ที่น่าสนใจมาก ๆ รุ่นนึงเลย เพราะให้มาแบบครบ ๆ ทั้งหน้าจอ AMOLED, ลำโพงคู่, สเปคแรง, กล้องสวย, แบตเตอรี่อึด และชาร์จไวอีกต่างหาก…สายคุ้มที่ชอบของราคาเป็นมิตรแต่คุณภาพคับแก้วแบบนี้ ต้องขอแนะนำ Infinix NOTE 12 Pro 5G ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจเลยครับ

from:https://droidsans.com/infinix-note-12-pro-5g-sub-10k-5g-phone-review/

REVIEW | รีวิว Samsung Galaxy A13 5G มือถือ 5G รุ่นเล็ก ราคาสบายกระเป๋า 6,999 บาท

Samsung พยายามขยายฐานลูกค้าโดยการออกสมาร์ทโฟน 5G ราคาประหยัด (ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท) มาได้สักพักใหญ่ ๆ แล้ว และยังคงใช้กลยุธท์นี้อย่างต่อเนื่อง โดย Galaxy A13 5G เป็นรุ่นล่าสุดที่พึ่งเปิดตัวไป ถือเป็นมือถือ 5G ราคาถูกที่สุดของ Samsung เท่าที่เคยมีมาเลย

Galaxy A13 5G มีราคาอยู่ที่ 6,999 บาท ถูกกว่า Galaxy A22 5G กับ Galaxy A32 5G ที่เป็นรุ่นในไลน์อัปที่สูงอยู่เหนือขึ้นไป 1,300 และ 3,000 บาท ตามลำดับ

  • Galaxy A13 5G : ราคา 6,999 บาท
  • Galaxy A22 5G : ราคา 8,299 บาท
  • Galaxy A32 5G : ราคา 9,999 บาท

ดีไซน์โฉมใหม่ เรียบง่ายและดูดี

หน้าตาที่เปลี่ยนไปอย่างมากของ Samsung Galaxy A13 5G น่าจะถูกใจหลายคนอยู่ไม่น้อย พอปรับมาใช้ดีไซน์แบบเรียบ ๆ แล้ว ดูเป็นของมีราคาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ถ้ามองแต่ภายนอกคงนึกว่ารุ่นแพง ๆ

รุ่นนี้ใช้การจัดวางกล้องหลัง 3 ตัว เรียงกันตามแนวดิ่ง ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการออกแบบของ Samsung ในช่วงหลัง ส่วนวัสดุฝาหลังทำมาจากพอลีคาร์บอเนตผิวด้านขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียว (ยูนิบอดี) ข้อดีคือ เปรอะเปื้อนคราบต่าง ๆ ค่อนข้างยาก และไม่ค่อยติดรอยนิ้วมือ

ปุ่มกดทั้งหมดจะอยู่ที่ด้านขวา ไล่จากบนลงล่างประกอบด้วย ปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเพาเวอร์ที่ฝังเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาในตัว

ขณะเดียวกัน พอร์ตเชื่อมต่อทั้งหมดจะอยู่ที่ด้านล่าง ไล่จากซ้ายไปขวา ประกอบด้วย แจ็ก 3.5 มม. และ USB Type-C ปิดท้ายด้วยลำโพงที่อยู่ด้านขวาสุด ซึ่งรุ่นนี้เป็นลำโพงเดี่ยวที่เสียงดีใช้ได้เลยทีเดียว

จอภาพ 90Hz แบบปรับได้

Galaxy A13 5G มากับจอแสดงผล IPS LCD ขนาด 6.5 นิ้ว เว้นที่สำหรับวางกล้องหน้าในลักษณะตัว V หรือที่ Samsung เรียกว่าหน้าจอ Infinity-V อัตรารีเฟรชจะปรับได้ 2 โหมด ได้แก่ Adaptive และ Standard ความแตกต่างคือ

  • Adaptive : สลับอัตรารีเฟรชอัตโนมัติตามการใช้งานและคอนเทนต์ที่แสดงผล ระหว่าง 60 และ 90Hz
  • Standard : ล็อกอัตรารีเฟรชสูงสุดเอาไว้ที่ 60Hz

และด้วยความที่มีหน้าจอใหญ่ 6.5 นิ้ว พื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือ ทำให้สามารถปรับขนาดของตัวอกษรที่แสดงผลให้ใหญ่ตามไปด้วยได้ จะสายตาสั้นหรือสายตายาวก็อ่านหนังสือได้คมชัดไม่มีปัญหา


.

การตอบสนองต่อการสัมผัสหน้าจอทำได้รวดเร็วและแม่นยำอย่างที่ควรจะเป็น ไม่พบอาการทัชเพี้ยนแม้แต่น้อย แต่มีข้อจำกัดที่ควรทราบคือ เนื่องจากมันเป็นพาเนล IPS LCD จึงไม่รองรับฟีเจอร์ Always-On Display รวมถึงไม่รองรับการแตะสองครั้งเพื่อปลุกเครื่อง

ชิปเซต Dimensity 700 ใช้งานได้ลื่นไหล

Galaxy A13 5G ขับเคลื่อนด้วย Dimensity 700 จาก MediaTek ชิปตัวรุ่นผลิตด้วยกระบวนการ 7 นาโนเมตร ซีพียูมีจำนวน 8 แกน ใช้โครงสร้างแบบ 2 + 6 แกน ความเร็วสูงสุด 2.2GHz ด้าน RAM และ ROM มีให้เลือกแบบเดียว คือ 6 + 64GB

ด้วยซีพียูระดับนี้ มีความแรงเหลือเฟือที่จะให้ประสบการณ์การใช้งานทั่วไปที่ลื่นไหล พอได้หน้าจอ 90Hz มาเสริม ยิ่งดูสมูท ส่วนความรวดเร็วก็น่าจะดีพอที่จะไม่ทำให้ใครต้องหงุดหงิดอะไร

เสริมความปลอดภัยด้วยแพลตฟอร์ม Knox

ข้อดีที่อยากพูดถึงคือ Galaxy A13 5G เป็นรุ่นที่รองรับแพลตฟอร์มความปลอดภัย Knox ซึ่งมีโครงสร้างความปลอดภัยที่ทำงานร่วมกันทั้งในส่วนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

Knox จะมีการจัดเก็บข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนแยกเอาไว้ต่างหากโดยไม่เกี่ยวข้องกับระบบปฏิบัติการหลัก พร้อมการเข้ารหัสข้อมูลจากต้นทางสู่ปลายทาง นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องจากการพยายามแฮกหรือมัลแวร์ดูดข้อมูลแบบเรียลไทม์ด้วย

อัปเดตซอฟต์แวร์นานสุด 4 ปี ใกล้เคียงกับเรือธง

นอกจากนี้ตัว Galaxy A13 5G เอง ยังรองรับการอัปเดตที่ยาวนาน แบ่งเป็นระบบปฏิบัติการ 2 ปี ไปต่อได้ถึง Android 13 และแพตช์ความปลอดภัย 4 ปี สำหรับสมาร์ทโฟนราคาไม่ถึง 1 หมื่นบาท ได้เท่านี้ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว อัปเดตให้มากกว่าเรือธงของบางยี่ห้อด้วยซ้ำไป

กล้องหลัง 3 ตัวความละเอียดสูงสุด 50MP

กล้องหลัง Galaxy A13 5G ใส่มาให้ 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP กล้องมาโคร 2MP และกล้องจับความลึก 2MP

ในการตั้งค่าเริ่มต้น เอาต์พุตของกล้องจะถ่ายออกมาที่ความละเอียด 12.5MP เป็นผลมาจากเทคโนโลยีรวมพิกเซลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับแสง ถ้าอยากถ่ายเต็มความละเอียด 50MP ต้องเลือกปรับเอาจากในเมนูเสียก่อน


.

สำหรับกล้องมาโคร จะให้ระยะเลนส์ (ความกว้างของภาพ) เท่ากันกับกล้องหลัก ระยะโฟกัสเป็นแบบตายตัว ระยะทำการอยู่ที่ระหว่าง 3 ถึง 5 ซม.จากระนาบวัตถุ ถ้าเข้าใกล้เกินระยะ ภาพก็จะเบลอ ออกห่างเกินระยะ ภาพก็จะเบลอเช่นกัน

โหมดการใช้งานมีมาให้ครบครัน ได้แก่ โหมด Portrait, โหมด Pro, โหมด Panorama, โหมด Food, โหมด Night และโหมด Macro

ในโหมด Pro นั้น จะรองรับการปรับความไวแสง (ISO) ความสว่าง (EV) และสมดุลสีขาว (WB) แบบเคลวิน ตั้งแต่ 2300K จนถึง 10000K แต่ไม่รองรับการปรับความเร็วชัตเตอร์ (SS)

ตัวอย่างภาพถ่าย Galaxy A13 5G

กล้องหลัก












.

กล้องมาโคร



.

โหมดกลางคืน



.

แบตอึด 5000mAh ใช้ได้นานจนลืมว่าต้องชาร์จ

มีสมาร์ทโฟนในซีรีส์ Galaxy A หลายรุ่น ที่ทำได้ดีในเรื่องความอึดแบตเตอรี่ และ Galaxy A13 5G ก็คงพูดได้เต็มปากว่าเป็นหนึ่งในนั้น ความจุ 5000mAh ของมัน ใช้งานทั่วไปอยู่ได้ 2 วันอย่างไม่ยากเย็นอะไร

ทดสอบดู YouTube ต่อเนื่อง 1 ชม. โดยเปิดความสว่างหน้าจอและระดับเสียงเอาไว้ที่ 50% เท่า ๆ กัน ซึ่งเป็นระดับที่ใช้งานอยู่ตามปกติในร่ม ระหว่างนี้สลับไปใช้งานแอปอื่นและหยิบมาถ่ายรูปบ้างเล็กน้อย แบตลดไปแค่ 6% เอง ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับ Galaxy A13 ที่ DroidSans เคยรีวิวเอาไว้ก่อนหน้านี้เลย

แต่เรื่องที่ต้องพิจาณาก็มีอยู่เหมือนกัน คือ Galaxy A13 5G รองรับชาร์จไว 15W ซึ่งช้าไปหน่อยกับสมัยนี้ ชาร์จครึ่งชั่วโมง ได้แบตมาแค่ 20% จะเอาเต็ม 100% ต้องเสียบทิ้งไว้เกิน 2 ชั่วโมง ขืนลืมชาร์จแบตก่อนนอน แล้วตื่นเช้ามาต้องไปเรียบ ไปทำงาน ไปธุระ กับคนที่ไม่มีเพาเวอร์แบงก์คงลำบากเลยแหละ

สเปค Galaxy A13 5G

  • จอภาพ : LCD ขนาด 6.5 นิ้ว
    – ความละเอียด 720 x 1600 พิกเซล
    – สัดส่วน 20:9
    – อัตรารีเฟรช 90Hz
  • ชิป : Dimensity 700
  • หน่วยความจำ : RAM 4GB
  • สตอเรจ : ROM 64GB
  • กล้องหลัง :
    – กล้องหลัก 50MP
    -กล้องมาโคร 2MP
    – กล้องจับความลึก 2MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • เครือข่าย : 5G
  • การเชื่อมต่อ :
    – Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac
    – Bluetooth 5
    – NFC
  • พอร์ต :
    – USB Type-C 2.0
    – แจ็ก 3.5 มม.
  • เซนเซอร์ : สแกนลายนิ้วมือ (ด้านข้าง)
  • แบตเตอรี่ : 5000mAh, รองรับชาร์จไว 15W
  • ระบบปฏิบัติการ : One UI Core 4.1 บนพื้นฐาน Android 12

Galaxy A13 5G ดีไหม น่าซื้อไหม เหมาะกับใคร

ถ้าตั้งโจทย์ว่า “มือถือ Samsung” “รองรับ 5G” และ “ราคาถูกที่สุด” แน่นอน Galaxy A13 5G คือคำตอบ ณ เวลานี้

ข้อดีมีให้พูดถึงหลายอย่าง ตามที่เห็นไปแล้วในรีวิว ทั้งในแง่การอัปเดตซอฟต์แวร์ที่ยาวนาน แบตเตอรี่สุดอึด ตัว ไม่ต้องกลัวแบตหมดระหว่างวัน One UI เองก็ทำงานได้เสถียรและออกแบบอินเทอร์เฟซมาดีมาก ไหนจะ Knox ที่ช่วยเสริมเรื่องความปลอดภัยอีก อะไร ๆ ก็ดูจะมีมาตรฐาน (ที่ดี) ไปเสียหมด

แต่เรื่องที่ต้องพิจาณาก็มีอยู่เหมือนกัน หลัก ๆ มีอยู่ 2 ข้อ ข้อแรกคือ มันชาร์จแบตได้ช้า ต้องมีสักวันนึงแหละ ที่เราจะลืมชาร์จแบต อาจจะไม่ได้ลืมกันบ่อย ๆ แต่ถ้าวันนั้นมันมาถึงจริง ๆ ก็คงปวดหัวแน่ ๆ

ข้อถัดมาเกี่ยวกับเรื่องกล้อง คือในโหมด Pro โปรไม่จริง (ฮา) การปรับชัตเตอร์สปีดไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถสร้างสรรค์ภาพดังใจนึกได้ในบางสถานการณ์ และการถ่ายภาพในที่แสงน้อยก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก รวมถึงไม่มีกล้องอัลตราไวด์ ถ้าเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ มองหารุ่นอื่นคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า

จุดเด่น

  • รองรับ 5G ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป
  • หน้าจอแสดงผลลื่นไหล ขนาดใหญ่กำลังดี
  • ลำโพงเสียงดี และเสียงดัง
  • แบตอึด ใช้งานได้ข้ามวัน
  • อัปเดตซอฟต์แวร์ได้นานพอ ๆ กับเรือธง
  • มีแพลตฟอร์มความปลอดภัยแยกต่างหาก
  • ตัวเครื่องเป็นยูนิบอดีสวยงาม แทบจะไร้รอยต่อ

จุดสังเกต

  • รองรับการชาร์จที่ 15W
  • กล้องเยอะ แต่ใช้งานจริงแค่กล้องหลัก 50MP
  • กล้องโหมด Pro ไม่รองรับการปรับความเร็วชัตเตอร์

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-a13-5g-review/

REVIEW | รีวิว Infinix NOTE 12 Pro มือถือสุดคุ้ม จอสวย สเปคลื่น ลำโพงคู่ ความจุ 256GB ราคาแค่ 7,999 บาท

ช่วงหลัง ๆ มานี้เรียกว่า Infinix เป็นค่ายมือถือที่มาแรงเลยทีเดียว เพราะมือถือแต่ละรุ่นที่เปิดตัวมาเนี่ย บอกเลยว่ามีราคา + สเปคที่คุ้มค่าสุด ๆ (ไม่ใช่ว่าตั้งราคามาแบบเป็นมิตร แต่ใส่สเปคมาหยุมหยิมไม่ค่อยน่าใช้) โดยล่าสุดได้เปิดตัว Infinix NOTE 12 Pro (4G) ออกมา ซึ่งมากับจุดเด่นทั้งหน้าจอ AMOLED สีสันสดสวย, สเปคลื่นด้วยชิป Helio G99, กล้องหลัง 108MP และอื่น ๆ อีกเพียบ แต่มีค่าตัวเพียง 7,999 บาทเท่านั้นเอง ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นยังไงบ้าง น่าใช้แค่ไหน คุ้มค่าจริงรึเปล่า เราทดสอบมาให้ดูกันแล้วจ้า

ดีไซน์

Infinix NOTE 12 Pro ใช้ดีไซน์ตัวเครื่องที่เป็นแบบขอบเหลี่ยม มีพื้นผิวแบบด้านทำให้ไม่มีรอยนิ้วมือติดเวลาใช้งาน ยกเว้นบริเวณด้านบนซึ่งเป็นที่วางกล้องจะเป็นพื้นผิวแบบมันวาว…และแน่นอนว่าถ้ามือไปโดนก็จะเป็นรอยติดเลย

กล้องหลัง 3 ตัว วางอยู่บนโมดูลแบบวงกลมที่ยื่นออกมาจากฝาหลังพอสมควรเลย ถ้าใช้แบบเพียว ๆ ไม่ใส่ก็เคสก็จะดูหวาดเสียวนิดหน่อยว่าเวลาวางบนโต๊ะแล้วจะไปขูดพื้นจนขอบโมดูลเป็นรอยเข้า…ยังที่ในกล่องให้เคสซิลิโคนใสที่มีความหนาขึ้นมาอยู่ในระนาบเดียวกันได้

หน้าจอ AMOLED

สำหรับคนที่ชอบมือถือหน้าจอสวย ๆ สีสด ๆ สว่างสู้แดด ต้องถูกใจกับ Infinix NOTE 12 Pro กันแล้วล่ะ เพราะมันมากับหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (รีเฟรชเรท 60Hz) ที่ให้ภาพคมชัดสดใสตามสไตล์ AMOLED เลย

และด้วยความที่มันเป็นจอแบบ AMOLED ก็เลยมากับฟีเจอร์อย่าง Always on display ที่สามารถโชว์ข้อมูลประเภท นาฬิกา, Notification, ภาพ ฯลฯ บนหน้าจอเวลาปิดอยู่ได้ด้วย

Always on display

ใช้งานกลางแดดก็ยังมองเห็นชัดเจน

แต่น่าเสียดายที่ Infinix NOTE 12 Pro ไม่รองรับ Widevine L1 ทำให้ไม่สามารถดูคอนเทนต์ระดับ HD จาก Netflix ได้ครับ

ดู Netflix แบบ HD ไม่ได้จ้า

ลำโพงคู่ + ระบบเสียง DTS Sound

นอกจาก Infinix NOTE 12 Pro จะมีหน้าจอสวยสดใสแล้ว มันยังมากับลำโพงคู่ช่วยเพิ่มมิติให้กับการฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกมอีกด้วย แถมเวลาใช้หูฟังก็ยังมีโหมด DTS Sound ให้เลือกใช้ได้อีก โดยโหมด DTS Sound พวกนี้จะสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมทั้ง Music, Video, Game และแบบ Smart คือเลือกระบบเสียงที่เหมาะสมให้อัตโนมัติ

DTS Sound ต้องใช้เฉพาะกับหูฟังเท่านั้นนะครับ

สเปคแรงเล่นเกมสบาย

สเปค INFINIX NOTE 12 PRO

  • หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2400 x 1080)
  • CPU : Helio G99
  • RAM : 8GB รองรับ Extended RAM สูงสุด 5GB
  • ความจุ : 256GB รองรับ microSD Card (ช่องแยก)
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    – กล้องหลัก 108MP (f/1.8)
    – กล้อง Macro 2MP (f/2.4)
    – กล้องจับความลึก 2MP (f/2.4)
  • กล้องหน้า : 16MP (f/2.0)
  • เซนเซอร์ : สแกนนิ้วมือด้านข้าง, NFC 3.0
  • การเชื่อมต่อ : 4G, USB-C
  • ระบบเสียง : ลำโพงสเตอรีโอ, DTS, รูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 5000 mAh รองรับชาร์จไว 33W

สายเกมนี่หายห่วงเลย เพราะสเปคของ Infinix NOTE 12 Pro ให้มาสำหรับใช้งานทั่วไปได้แบบลื่น ๆ และแน่นอนว่าเล่นเกมก็ได้สบาย ๆ หากตั้งค่าให้เหมาะ โดยทดสอบเล่น Genshin Impact ปรับกราฟิกระดับ Low เฟรมเรท 30 ก็สามารถเล่นได้ไม่มีปัญหา (เจอกระตุกบ้าง แต่นาน ๆ ที)

ROV ก็เล่นได้ไม่มีปัญหาใด ๆ ปรับ 60fps เฟรมเรทแทบไม่ร่วงเลย ส่วน PUBG Newstate ใช้ค่า Default แล้วปรับเพิ่มเฟรมเรทให้เป็น High ก็เล่นได้ลื่น ๆ เช่นกันครับ

ความจุ 256GB

Infinix NOTE 12 Pro นับว่าใจป้ำสุด ๆ ที่ยัดเอาความจุให้มาถึง 256GB ซึ่งส่วนมากแล้วมือถือราคาระดับนี้มักจะให้มาแค่ 128GB เท่านั้น และถ้าหากว่ายังไม่จุใจก็สามารถเพิ่ม microSD ได้อีกด้วยนะ

กล้องหลัง 108MP

กล้องหลังของ Infinix NOTE 12 Pro มีให้ทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลักความละเอียด 108MP + กล้อง Macro 2MP + กล้องจับความลึก 2MP ซึ่งการถ่ายภาพนิ่งด้วยกล้องหลักจะไม่ได้ตั้งค่า Default ให้ถ่ายออกมาเต็มความละเอียด 108MP นะครับ แต่มันจะใช้เทคโนโลยี Pixel Binning ในการรวมเอาเม็ดพิกเซล 9 เม็ดให้กลายเป็นเม็ดใหญ่เม็ดเดียวเพื่อให้เก็บแสงและรายละเอียดได้ดีขึ้น หรือหากต้องการถ่ายแบบ 108MP ก็มีให้เลือกได้เหมือนกัน















 

กล้องเซลฟี่ความละเอียด 16MP มีโหมดให้เลือกปรับเยอะทั้งหน้าชัดหลังเบลอ และโหมดบิวตี้ที่ปรับได้ทั้งรูปทรงหน้า ตา สีผิว ความเนียน



 

วิดีโอสามารถถ่ายได้สูงสุดที่ความละเอียด 2K 30fps > 1080p 60fps > 1080p 30fps > 720p 30fps (แต่ไม่มีระบบกันสั่นให้นะครับ) โดยตัวอย่างการถ่ายวิดีโอก็เข้าไปดูกันในคลิปได้เลย

นอกจากนี้ยังมีโหมด Film ให้เราได้เลือกถ่ายวิดีโอตามสไตล์ต่าง ๆ อย่างเช่น ถ่ายวิดีโอแนวเต้น, แนวกีฬา, แนวสตรีท ฯลฯ ก็จะมี Effect และฟิลเตอร์เก๋ ๆ ใส่มาให้เลย ไม่ต้องไปตัดต่อเอง

แบตเตอรี่ 5000 mAh ชาร์จไว 33W

แบตเตอรี่ขนาด 5000 mAh ของ Infinix Note 12 Pro สามารถใช้งานแบบปกติได้แบบยาว ๆ ข้ามวัน ทดสอบใช้จริงใช้ 4G บ้างเวลาออกนอกบ้าน ต่อ WiFi ดูคลิป YouTube ไปราว ๆ ชม. ครึ่ง เล่นเกม Genshin Impact ไปประมาณ ชม. นึง แล้วถ่ายรูป + ถ่ายวิดีโอบ่อยอยู่เหมือนกัน พบว่าแบตเตอรี่ยังเหลือแบบ…เหลือเฟือ 70% เลยทีเดียว ส่วนระบบชาร์จไว 33W สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0 – 100% ในเวลาไม่ถึง 1 ชม.

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอ AMOLED สีสวยสดสู้แดดได้ดี
  • สเปคแรงพอสำหรับเล่นเกมในปัจจุบันได้ทั้งหมด (ขึ้นกับการตั้งค่า)
  • ความจุสะใจ 256GB แถมใส่ microSD เติมได้อีก
  • ถ่ายวิดีโอ 2K ได้
  • กล้องหลังคุณภาพใช้ได้สำหรับมือถือราคาระดับนี้
  • ลำโพงคู่เสียงดังดี
  • แบตเตอรี่อึด
  • มีระบบชาร์จไว 33W
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • ราคาเป็นมิตร

ข้อสังเกต

  • ฝาหลังบริเวณกล้องเป็นรอยง่ายมากกก (ถึงจะใส่เคสแต่ก็ยังมีช่องให้นิ้วไปโดนได้อยู่ดี)
  • สแกนนิ้วมือด้านข้าง
  • หน้าจอดีไซน์แบบ Notch อาจไม่ถูกใจบางคน
  • โมดูลกล้องนูนออกมาจากตัวเครื่องพอสมควร
  • ถ่ายภาพ Portrait ยังไม่ดี พื้นหลังเบลอมั่งไม่เบลอมั่ง
  • หน้าจอรีเฟรชเรท 60Hz
  • ดู Netflix แบบ HD ไม่ได้
  • ดู YouTube ความชัด 1440p 60fps แล้วกระตุกเป็นช่วง ๆ

สำหรับมือถือราคา 7,999 บาท บอกเลยว่า Infinix NOTE 12 Pro เป็นมือถือที่มีความคุ้มค่าและครบเครื่องสุด ๆ ไม่ว่าจะหน้าจอ AMOLED, กล้องหลัง 108MP, สเปคแรงเล่นเกมสบาย, แบตเตอรี่อึด ๆ แถมยังได้ชาร์จไว 33W ที่ไม่ได้ขี้เหร่เลย…ใครชอบของคุ้ม ๆ แบบนี้ แนะนำไว้ให้เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ เลยครับ

from:https://droidsans.com/infinix-note-12-pro-review/

REVIEW | รีวิว wiko T50 การกลับมาอีกครั้งของมือถือสเปคครบเครื่องในราคาเบา ๆ

จากที่มือถือแบรนด์ wiko ห่างหายจากบ้านเราไปได้พักใหญ่ ๆ ล่าสุดเค้าได้กลับมาอีกรอบแล้ว โดยคราวนี้เอามือถือซีรีส์ T มาเปิดตัวใหม่ถึง 3 รุ่น โดยรุ่นท็อปของซีรีส์ก็คือ wiko T50 ที่มีราคาค่าตัวเบา ๆ แค่ 7,299 บาท แต่ยังคงความคุ้มค่าด้วยสเปคแน่น ๆ ให้ใช้งานกันได้แบบสบายหายห่วง แถมยังมีกล้องหลังความละเอียดสูง 64MP พร้อมเลนส์ Ultrawide มาให้ถ่ายรูปสวย ๆ อีกด้วย ส่วนการใช้งานจริงจะเป็นยังไง เราได้ทดสอบมาให้ดูกันแล้วว่ามันน่าใช้ขนาดไหนครับ

ดีไซน์ตัวเครื่องวิ้งวับ

wiko T50 มีตัวเครื่องที่ค่อนข้างบางเบาถือง่าย ด้วยตัวเครื่องมีขนาดอยู่ที่ 160.68 x 73.3 x 8.4 มม. และน้ำหนักเพียง 179 กรัมเท่านั้น พอใส่เคสที่แถมมาด้วยแล้วก็หนาขึ้นมาอีกนิดนึง

ฝาหลังเครื่องมีพื้นผิวแบบมันวาวและมีความวิบวับเวลามีแสงตกกระทบในองศาต่าง ๆ แต่เนื่องจากมันไม่ได้เคลือบสารกันรอยนิ้วมือเอาไว้ เวลาใช้งานเลยเป็นรอยง่ายมาก ๆ ต้องใส่เคสป้องกันเอา ส่วนกล้องหลัง 3 ตัวเรียงเป็นแนวตั้งอยู่บนโมดูลกล้องรูปแคปซูลอยู่ที่มุมซ้ายบน




ตัวกล้องจะยื่นออกมาจากฝาหลังเครื่องนิดหน่อย ซึ่งตอนใส่เคสแล้วก็จะได้ระนาบเดียวกันพอดี

พื้นผิวแบบนี้เวลามีรอยนิ้วมือหรือฝุ่นจับจะเห็นง่ายมาก

หน้าจอขอบบางเฉียบ ใช้งานสู้แสงได้ดี

หน้าจอของ wiko T50 ใช้พาเนลแบบ LCD ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ใช้ดีไซน์แบบเจาะรูกล้องตรงกลางด้านบน และมีขอบจอซ้าย-ขวาและด้านบนที่บางเฉียบ สำหรับการใช้งานจริงแม้จะเป็นจอแบบ LCD แต่ก็สามารถสู้แสงตอนกลางวันได้สบาย ๆ

และจากการทดสอบดูวิดีโอจาก YouTube แล้วก็พบว่าคมชัดสีสันสดสวยดีครับ

สเปคแรงเล่นเกมลื่น

สเปค WIKO T50

  • หน้าจอ LCD ขนาด 6.6 นิ้ว ความละเอียด FHD+
  • CPU : MediaTek Helio G85
  • RAM : 6GB
  • ความจุ : 128GB
  • กล้องหลัง 3 ตัว
    – กล้องหลักความละเอียด 64MP
    – กล้อง Ultrawide ความละเอียด 8MP
    – กล้อง Macro ความละเอียด 2MP
  • กล้องหน้า : 16GB
  • การเชื่อมต่อ : 4G, WiFi 5G / 2.4GHz, BT 5.1, USB-C
  • เซนเซอร์ : Fingerprint (ด้านข้าง), Compass, Ambient Light, Accelerometer
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 4000 mAh รองรับชาร์จไว 40W
  • ระบบ Android 11
  • ขนาด / น้ำหนัก : 160.68 x 73.3 x 8.4 มม. / 179 กรัม

สเปคของ wiko T50 ด้วยชิป Helio G85 และ RAM ที่ให้มา 6GB บอกเลยว่าใช้งานในปัจจุบันได้แบบสบายแฮ รวมไปถึงการเล่นเกม 3D ฮิต ๆ ในปัจจุบันทั้ง Diablo Immortal, Apex Legend หรือแม้แต่ Genshin Impact ก็ไม่มีปัญหา ถ้าตั้งค่า Default ตามที่ระบบแนะนำก็สามารถเล่นได้ลื่นเลย แต่ถ้าอยากลองปรับแต่งเพิ่มเติมอย่างการเพิ่มเฟรมเรท ก็ต้องทดสอบดูเป็นอย่าง ๆ ไปนะครับ ว่าปรับอะไรให้สูงกว่า Default ได้บ้าง

Apex Legend ปรับค่า Default + เฟรมเรทสูง เล่นได้ลื่นปรื๊ด

 

Diablo Immortal ปรับกราฟิกเพิ่มเติมจาก Default ก็ยังเล่นลื่นอยู่

 

Genshin Impact ยังพอปรับขึ้นจาก Default ได้อีก

 

กล้องหลัง 3 ตัว 64MP

กล้องหลังของ wiko T50 ให้มาทั้งหมด 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 64MP + กล้อง Ultrawide 8MP + กล้อง Macro 2MP มีระบบ AI สำหรับประมวลผลสภาพแวดล้อมว่าควรถ่ายแบบไหนบ้าง ส่วนโหมดการถ่ายภาพต่าง ๆ มีให้เลือกไม่มากนัก มีโหมดปกติ, โหมดกลางคืน, Bokeh, พาโนรามา, Beauty และโหมดโปร






























กล้องวิดีโอถ่ายได้สูงสุดที่ 1080p 30fps มีโหมด Slow-motion และโหมดเร่งความเร็วมาให้เล่นด้วย

แบตเตอรี่ 4000 mAh ชาร์จไว 40W

แบตเตอรี่ของ wiko T50 ให้มาที่ 4000 mAh อาจจะน้อยไปหน่อยสำหรับคนที่ใช้งานหนักหน่วง ซึ่งหากใช้งานปกติแล้วก็สามารถอยู่ได้ทั้งวันสบาย ๆ แต่ถ้าให้ข้ามไปอีกวันอาจได้แบบลุ้น ๆ กันหน่อย ทดสอบการใช้งานแบบจัดเต็มด้วยการดู YouTube ต่อเนื่องผ่าน WiFi เปิดแสง + ลำโพงไว้ที่ 60% เป็นเวลา 8 ชม. พบว่าแบตเตอรี่เหลืออยู่ที่ 17%

ส่วนการชาร์จกลับนี่เร็วใช้ได้เลย เพราะรองรับระบบชาร์จไวถึง 40W สามารถชาร์จจาก 5% – 100% ได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมงเลย

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอคมสีสดชัดสู้แดดสบาย
  • สเปคแรงพอสำหรับการเล่นเกมฮิต ๆ ในปัจจุบัน
  • กล้องหลักถ่ายได้ค่อนข้างดีในสภาพแสงปกติ
  • โหมดถ่ายกลางคืนถือว่าทำได้ดี จัดการกับ Noise โอเคเลย
  • กล้อง Ultrawide ถ่ายในสภาพแสงปกติคุณภาพใช้ได้
  • ชาร์จไว 40W เร็วใช้ได้
  • มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • ของในกล่องให้มาครบพร้อมใช้ ฟิล์มหน้าจอ + เคส + ที่ชาร์จ 40W

ข้อสังเกต

  • ฝาหลังเป็นรอยง่ายมาก (ใส่เคสเอา)
  • กล้อง Ultrawide ถ่ายกลางคืนไม่ดี
  • กล้องเซลฟี่ปรับแต่งได้น้อย
  • แบตเตอรี่น้อยไปหน่อย
  • ฟิล์มหน้าจอที่แถมให้ ต้องมาติดเอง
  • หน้าจอรีเฟรชเรท 60Hz

ด้วยค่าตัวแค่ 7,299 บาท แต่ wiko T50 สามารถใช้งานในปัจจุบันได้แบบครอบคลุมทุกอย่างโดยไม่มีติดขัด แถมยังได้กล้องหลังที่คุณภาพค่อนข้างโอเคกับราคาในระดับนี้ จะติดอยู่นิดหน่อยคือเรื่องแบตเตอรี่ที่ยังไม่อึดเหมือนคู่แข่งรุ่นอื่น ๆ (ที่มักจะยัดแบตมาให้ 5000 mAh) แต่ก็พอทดแทนได้ด้วยระบบชาร์จไว 40W ทำให้มือถือรุ่นนี้เป็นรุ่นที่น่าสนใจสำหรับคนที่มองหามือถือราคาเป็นมิตรไม่ถึงหมื่นบาทครับ

from:https://droidsans.com/review-wiko-t50-all-rounder-4k-sub-10000-thb/