คลังเก็บป้ายกำกับ: advertising

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ สั่งฟ้องกูเกิลข้อหาผูกขาดตลาดโฆษณา Display Ad

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ยื่นฟ้องกูเกิลในข้อหาผูกขาดตลาดโฆษณาดิจิทัล (กลุ่ม display ad ไม่ใช่ search ad ที่เคยฟ้องแยกไปแล้วตั้งแต่ปี 2020 และคดียังอยู่ในชั้นศาล) จากการซื้อคู่แข่งและปรับเปลี่ยนวิธีการประมูลโฆษณาให้คู่แข่งเข้ามาสู้ไม่ได้

พฤติกรรมของกูเกิลที่ทำลายการแข่งขัน มีหลายอย่างประกอบกัน ได้แก่

  • ซื้อกิจการคู่แข่งหลายราย เพื่อตัดโอกาสการที่มีคู่แข่งรายใหม่ขึ้นมาท้าทาย
  • บังคับผู้ลงโฆษณาและเว็บไซต์เจ้าของพื้นที่โฆษณา ต้องใช้เครื่องมือโฆษณาของกูเกิลเท่านั้น
  • จำกัดการประมูลโฆษณาบนระบบ ad exchange ของกูเกิล ไม่ให้คู่แข่งแพลตฟอร์มโฆษณารายอื่นเข้ามาแข่งกับกูเกิลได้ง่าย
  • ปรับแก้วิธีการประมูลโฆษณาให้คู่แข่งมาสู้กับกูเกิลไม่ได้

คดีนี้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยื่นฟ้องต่อศาลเขต U.S. District Court for the Eastern District of Virginia ซึ่งจะเข้ากระบวนการคดีต่อไป

No Description

ฝั่งกูเกิลออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่าการซื้อกิจการบริษัทโฆษณาของกูเกิลเกิดขึ้นมานานมากแล้ว ได้แก่ AdMeld (12 ปีก่อน) และ DoubleClick (15 ปีก่อน) การมาบอกว่าซื้อกิจการแล้วทำลายการแข่งขันในตอนนี้คงไม่ใช่เรื่องถูกต้องนัก อีกทั้งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐก็เป็นคนอนุมัติให้ซื้อเองด้วยซ้ำ

กูเกิลยังบอกว่าตลาดโฆษณาออนไลน์มีการแข่งขันสูง มีผู้เล่นรายใหม่ๆ ข้ามมาจากอุตสาหกรรมอื่นมากมาย เช่น Amazon, Apple, TikTok รวมถึงไมโครซอฟท์ที่เพิ่งซื้อ Xandr ไปเมื่อปี 2021 นอกจากนี้ กูเกิลยังบอกว่าเคยถูกฟ้องลักษณะเดียวกันโดยอัยการรัฐเท็กซัส และสุดท้ายศาลยกฟ้องคดีนี้

ที่มา – U.S. Department of Justice, Google

from:https://www.blognone.com/node/132372

Facebook/Instagram ปรับการลงโฆษณาเจาะกลุ่มวัยรุ่นต่ำกว่า 18 ปี กำหนดได้เพียงอายุและพื้นที่เท่านั้น

Meta ประกาศปรับปรุงระบบโฆษณาสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือวัยรุ่น จากก่อนหน้านี้จำกัดไม่ให้โฆษณาอิงบนความสนใจและกิจกรรม

โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ผู้ลงโฆษณาจะไม่สามารถทำโฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น อิงตามข้อมูลเพศได้อีก มีผลทั้ง Facebook และ Instagram ข้อมูลที่ผู้ลงโฆษณาสามารถกำหนดได้จะมีเพียงอายุและพื้นที่เท่านั้น

นอกจากนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ผู้ใช้งานกลุ่มวัยรุ่นยังสามารถกำหนดค่าการแสดงโฆษณาได้ใน Ad Preferences เช่น จำกัดให้แสดงโฆษณาบางประเภทน้อยลงได้ด้วย

ที่มา: Meta

No Description

from:https://www.blognone.com/node/132208

ทำไมน้องหมาน้องแมวถูกใช้ตกเหล่าทาส ในแคมเปญโฆษณาของแบรนด์ต่าง ๆ

บ่อยครั้งที่เวลาเราดูโทรทัศน์หรือดูวิดีโอบน YouTube เราคงเห็นสุนัขหรือแมวเข้ามาโลดแล่นอยู่บนหน้าจอเป็นส่วนหนึ่งของโฆษณาของหลาย ๆ แบรนด์ การใช้สัตว์ในโฆษณามีตั้งแต่เพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายและสนุกสนานให้กับผู้บริโภค ทั้งการแสดงภาพความสัมพันธ์ของมนุษย์และสัตว์ออกมาอย่างลึกซึ้ง 

นักโฆษณานำสุนัขหรือแมวมาอยู่ในโฆษณาด้วยความจงใจหรือแค่จริง ๆ แค่อยากให้โฆษณาดูน่ารักขึ้นเท่านั้นเอง?

ในประเทศไทยมีแบรนด์กระดาษชำระอยู่หลายแบรนด์ทั้ง Cellox, Kleenex, Nice และอีกแบรนด์หนึ่งที่เป็นที่จดจำของคนไทยก็คงจะไม่พ้น Scott  ส่วนสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้ Scott เป็นที่จดจำก็คงจะเป็นสุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ที่มักจะปรากฎตัวอยู่ทั้งบนแพ็คเกจและในโฆษณาของ Scott

Scott เป็นเพียงแบรนด์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จจากการนำสัตว์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญโฆษณา ที่จริงแล้วยังมีแบรนด์อื่นอีกมากมายรอบตัวเราที่ใช้สัตว์บนโลโก้ มาสคอต และแคมเปญการตลาด และนักโฆษณาไม่ได้ใส่มาเพราะความบังเอิญแต่เพราะสัตว์ในโฆษณาทำให้โฆษณามีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จ

สัตว์มีผลต่ออารมณ์ของมนุษย์

Gerald Zatman ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจส่วนใหญ่และอาจจะมากถึง 95% ของมนุษย์หรือผู้บริโภคมาจากจิตใต้สำนึกและอารมณ์มากกว่าที่จะมาจากเหตุผล ถึงแม้ว่าผู้บริโภคจะบอกว่าตนเองเลือกซื้อของจากการเปรียบเทียบราคาและสินค้าของแต่ละแบรนด์ก็ตาม 

นักโฆษณารู้ความจริงในข้อนี้ดี โจทย์ของการโฆษณาก็คือต้องทำให้ผู้บริโภคที่ชมโฆษณามีอารมณ์ร่วมเพื่อให้ตัดสินใจซื้อสินค้าตามอารมณ์ ซึ่งอย่างหนึ่งที่จะทำให้เรามีอารมณ์ร่วมก็คือสัตว์นั่นเอง

มนุษย์และสัตว์มีความเชื่อมโยงทางด้านอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นกับสัตว์เลี้ยงของเราเองที่เราคุ้นเคย หรือสัตว์ตัวอื่น ๆ ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า การชมวิดีโอสัตว์จึงดึงดูดความสนใจและกระตุ้นอารมณ์ของมนุษย์ได้ไม่ว่าจะทั้งทางบวกหรือทางลบ นั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมการชมวิดีโอสัตว์น่ารักถึงทำให้เราผ่อนคลายและขำขัน ขณะที่การเห็นสัตว์ป่วยหรือถูกทำร้ายทำให้เกิดอารมณ์ในทางลบอย่างการเศร้าหรือรู้สึกหดหู่

นักโฆษณาและนักคิดแคมเปญการตลาดรับรู้ในจุดนี้ดีจึงใช้สัตว์ในโฆษณาเพื่อกระตุ้นอารมณ์ของมนุษย์ และมนุษย์ก็ใช้อารมณ์นี้เองในการตัดสินใจซื้อสินค้า

สัตว์ในโฆษณามีรูปร่างและพฤติกรรมเหมือนมนุษย์

ในโฆษณาพัดลม Hatari แสดงภาพสุนัขที่รู้สึกร้อนและในที่สุดก็ยื่นขาไปเปิดพัดลม Hatari ทำให้อากาศเย็นขึ้น สุนัขในโฆษณามีความรู้สึกและความคิดเหมือนมนุษย์ และสามารถแสดงพฤติกรรมแบบที่มนุษย์ทำได้

นอกจากจะมีสัตว์ในโฆษณาแล้ว แคมเปญโฆษณาส่วนใหญ่ก็ยังแสดงภาพสัตว์ที่มีลักษณะและพฤติกรรมเหมือนมนุษย์อย่างหมียืนสองขา สุนัขที่กินอาหารบนโต๊ะอาหารเหมือนคน หรือแม้แต่มาสคอตสัตว์ที่มีรูปร่างหน้าตาและยืน 2 ขาเหมือนเราทำให้มนุษย์รู้สึกว่าสัตว์เป็นพวกเดียวกันและสามารถใช้ชีวิตเหมือนกันได้

การที่สัตว์ในโฆษณามีลักษณะเหมือนมนุษย์เริ่มต้นจากแนวคิด Anthropomorphism ที่มนุษย์มักจะเอาลักษณะของมนุษย์ ทั้งความรู้สึก อารมณ์ ความคิดและสติปัญญา นิสัยและพฤติกรรม ไปใส่ให้กับสัตว์หรือสิ่งของที่ไม่มีชีวิต อย่างเช่น เวลาเรามองไฟท้ายรถยนต์เป็นหน้ามนุษย์และมองว่าน่ารัก 

พอมนุษย์มองสัตว์โดยการเอาลักษณะของมนุษย์ไปใส่ก็ยิ่งส่งเสริมให้เรามีอารมณ์ร่วมเมื่อเห็นสัตว์ในโฆษณาเพราะรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำให้เกิดความผูกพันกันมากยิ่งขึ้นไปอีก

สัตว์แต่ละชนิดสื่อความหมายและคุณค่าที่แตกต่างกัน

พอเรากำหนดลักษณะนิสัยของมนุษย์ลงไปให้สัตว์ สัตว์แต่ละชนิดจึงผูกโยงกับนิสัยและคุณค่าทางสังคมของมนุษย์แตกต่างกันออกไป พอสัตว์ถูกนำมาใช้ในโฆษณา สัญญะที่ติดกับสัตว์แต่ละชนิดจึงถูกโยงเข้ากับภาพลักษณ์ของแบรนด์เจ้าของโฆษณาด้วย 

สัญญะที่มนุษย์ให้กับสัตว์ส่วนหนึ่งมีภาพจำมาจากนิยาย ตำนาน และเรื่องเล่า อย่างถ้านึกถึงนกฮูกก็จะเกี่ยวข้องกับความฉลาด สุนัขป่าแสดงถึงความเจ้าเล่ห์ หรือสิงโตที่สื่อถึงความกล้าหาญ แบรนด์จึงสามารถเลือกสัตว์มาใส่ในโฆษณาเพื่อสื่อข้อความของแบรนด์ออกไปให้สาธารณชนรับรู้

โฆษณาส่วนใหญ่มักจะใช้สุนัขและแมวเพราะเป็นสัตว์เลี้ยงใกล้ตัวของมนุษย์ สุนัชแสดงถึงความสื่อสัตย์ มิตรภาพ และความจงรักภักดี ส่วนแมวก็แสดงถึงความเป็นอิสระและโชคดี นอกจากนี้ ในโฆษณาน้ำยาปรับผ้านุ่มหรืออุปกรณ์ทำความสะอาด เราก็มักจะเห็นผีเสื้อที่สื่อถึงกลิ่นหอม ความสดชื่น และการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ส่วนในโฆษณารถยนต์เรากลับเห็นม้าที่วิ่งอย่างว่องไวเพื่อสื่อถึงความแรงของเครื่องรถยนต์

การใช้สัตว์ในโฆษณาที่มีความหมายเดียวกับข้อความที่แบรนด์ต้องการจะสื่อ จึงช่วยให้สามารถสื่อสารภาพลักษณ์ ข้อความสำคัญ และสามารถสร้างการจดจำแบรนด์ได้ต่อผู้คนจำนวนมาก

แบรนด์กับโลโก้รูปสัตว์

เพราะสัตว์มีผลต่ออารมณ์ของมนุษย์และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสินค้าอย่างที่กล่าวไป หลายแบรนด์จึงไม่ได้แค่สัตว์ในแคมเปญโฆษณาแต่ใช้เป็นโลโก้และมาสคอตของแบรนด์ไปเลย ตัวอย่างแบรนด์ดังที่ใช้สัตว์เป็นรูปโลโก้มีดังนี้

  • Scott เรารู้แล้วว่า Scott เป็นแบรนด์กระดาษทิชชู่ที่ประสบความสำเร็จ แต่สาเหตุที่ใช้สุนัขบนโลโก้ก็เป็นเพราะว่าเมื่อเราสัมผัสสุนัชจะรู้สึกนุ่มและผ่อนคลาย เช่นเดียวกับความนุ่มสบายจากการสัมผัสกระดาษทิชชู่
  • Lacoste แบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้าชื่อดังใช้จระเข้เป็นรูปโลโก้ แม้ว่าจระเข้จะไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็มีความหมายสื่อถึงตัวตนของผู้ก่อตั้งอย่าง René Lacoste ผู้เคยเป็นนักเทนนิสมืออาชีพที่โด่งดังและถูกตั้งฉายาให้ว่า “The Alligator” ที่แปลว่าจระเข้เพื่อแสดงถึงความเก่งกาจ
  • NBC หลายคนอาจไม่เคยสังเกตเห็นว่าโลโก้ของสถานีโทรทัศน์ NBC เป็นรูปที่คล้ายกับนกยูงรำแพนหาง สีที่หลากหลายของนกยูงสื่อถึง RCA ซึ่งเป็นเจ้าของสถานีเริ่มแรกที่เป็นผู้เผยแพร่ภาพสีทางโทรทัศน์เป็นเจ้าแรก ในปัจจุบัน สีทั้ง 6 บนโลโก้แสดงถึงสื่อสาขาย่อยของ NBC ซึ่งประกอบด้วย ข่าว กีฬา ความบันเทิง สถานี (Station) เครือข่าย (Network) และการผลิตรายการ (Production)
  • Swarovski แบรนด์เครื่องประดับชื่อดังที่ใช้รูปหงส์เป็นโลโก้ของแบรนด์ เพราะหงส์มีความหมายถึงความสง่างาม ให้ภาพลักษณ์ที่ทั้งอบอุ่นและหรูหรา เป็นคุณค่าที่แบรนด์ต้องการสื่อออกมา
  • Evernote หลายคนคงคุ้นเคยกับแอปพลิเคชันจดบันทึกที่มีโลโก้เป็นรูปช้างสีเขียว จริง ๆ แล้วการจดบันทึกกับช้างก็ดูจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเท่าไรนัก แต่ในภาษาอังกฤษมีสำนวนที่ว่า “An elephant never forgets” (ช้างไม่มีวันลืม) ที่แปลว่าคนที่มีความจำดี ดังนั้น Evernote จึงใช้รูปช้างเพื่อสื่อว่าถ้าจดจะไม่มีวันลืม

เราคงพอสรุปได้ว่าการใช้สัตว์น่ารัก ๆ ในแคมเปญโฆษณาหรือใช้เป็นโลโก้และมาสคอตของแบรนด์ไม่ใช่ความบังเอิญหรือแค่ใส่มาเป็นกิมมิคเล็กน้อยแน่นอน แต่เป็นความตั้งใจของแบรนด์ที่จะสร้างอารมณ์ความรู้สึกร่วมเพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้า พร้อมกับการสื่อสารข้อความและภาพลักษณ์ของแบรนด์ออกมาให้คนจดจำได้ ไม่ต่างอะไรกับเหตุผลที่เราชอบดูคลิปวิดีโอสัตว์น่ารักเมื่อต้องการความผ่อนคลาย

อ้างอิง – Papirfly, Inc., 60 Second Marketer 

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ทำไมน้องหมาน้องแมวถูกใช้ตกเหล่าทาส ในแคมเปญโฆษณาของแบรนด์ต่าง ๆ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/animals-in-advertising/

Twitter ผ่อนคลายนโยบายโฆษณาการเมือง หลังจากแบนมาตั้งแต่ปี 2019 หวังหาเงินเพิ่ม

Twitter ประกาศปรับเปลี่ยนและผ่อนคลายนโยบายที่ออกมาตั้งแต่ปี 2019 เรื่องการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและจำกัดไม่ให้ลงโฆษณาทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทนักการเมืองหรือวิธีลงคะแนนเลือกตั้ง หรือการรับบริจาคของพรรคการเมือง รวมถึงโฆษณาส่งเสริมประเด็นทางสังคม อย่างเช่น ประเด็นการทำแท้งหรือสภาวะโลกร้อน

อย่างไรก็ตาม ในประกาศทางบัญชี Twitter Safety ยังไม่ได้ลงรายละเอียดแต่อย่างใดว่านโยบายจะผ่อนคลายมากน้อยแค่ไหน แต่ระบุแค่ว่า Twitter จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับมาตรฐานการโฆษณาการเมืองของสื่อโทรทัศน์และสื่ออื่น ๆ และจะมีผลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงนโยบายอาจช่วยให้ Twitter มีรายได้เพิ่มเพื่อมาชดเชยกับรายได้ที่สูญเสียไปหลังจากแบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์พากันถอนโฆษณาออกจากแพลตฟอร์ม และอาจมีผลต่อการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในปี 2024 ด้วย

ที่มา: Engadget

from:https://www.blognone.com/node/132101

เหตุผลที่แบรนด์ของคุณต้องลงมือทำ TikTok ทันที!!

อีคอมเมิร์ซของ TikTok คือการใช้แอปวิดีโอยอดนิยมเพื่อขายสินค้าหรือบริการ ซึ่งตัวแอปมีเครื่องมือทางการค้าหลายตัวสำหรับผู้ขายที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูและซื้อผลิตภัณฑ์ได้ง่ายภายในเวลาไม่กี่วินาที ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ผู้ขายทุกคนสามารถใส่ลิงก์ผลิตภัณฑ์ลงในวิดีโอและประวัติได้โดยตรง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถคลิกและซื้อจากเบราว์เซอร์ในแอปได้ นั่นหมายความว่าผู้คนสามารถซื้อสิ่งที่พวกเขาเพิ่งเห็นในฟีดได้ทันที

เหตุใดคุณจึงควรใช้ TikTok สำหรับอีคอมเมิร์ซ?

TikTok เปรียบเสมือนหน้าร้านฟรีในห้างสรรพสินค้าที่มีผู้คนพลุกพล่านมากมาย อันที่จริง การวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้ TikTok 35% ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์ม และ 44% ของผู้ใช้ค้นพบผลิตภัณฑ์ผ่านโฆษณาและเนื้อหาที่โพสต์โดยแบรนด์

เมื่อคุณพิจารณาว่า TikTok มีผู้ใช้งานมากกว่าหนึ่งพันล้านคนต่อเดือน คุณจะเห็นว่ามีโอกาสขายที่ยังไม่ได้ใช้งานมากน้อยเพียงใดบน ForYouPage (FYP)

1. เพิ่มยอดขาย

เมื่อแบรนด์กำลังมองหาวิธีใหม่ๆ ในการเพิ่มยอดขายทางออนไลน์  TikTok เป็นหนึ่งในสถานที่แรกๆ ที่แบรนด์ควรคิดถึง

การศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้คนมองว่า TikTok เป็น “ของแท้ ไม่มีการกรอง และเป็นเทรนด์” ซึ่งหมายความว่ามีเนื้อหาที่มีความสมบูรณ์ที่ผู้คนต้องการนั้นคือเนื้อหาที่มีรูปแบบน้อยกว่าและผ่านการกรองไม่มากเกินไปเหมือนกับโฆษณาบน Facebook และ Instagram

การขายด้วยความเป็นจริงนั้นทำให้ผู้ใช้ทราบว่าพวกเขาไม่ได้ขายสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการ นั่นแปลว่ามีความไว้วางใจเกิดขึ้นต่อเนื้อหามากขึ้น และท้ายที่สุดก็จะมียอดขายเพิ่มขึ้น

2. สร้าง SEO ผ่านแพลตฟอร์มง่ายขึ้น

เมื่อต้นปีนี้ Prabhakar Raghavan รองประธานอาวุโสของ Google กล่าวว่า 40% ของคนหนุ่มสาวหันมาใช้ TikTok หรือ Instagram มากขึ้นไปอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ เสิร์ชเอ็นจิ้นจึงเริ่มแสดงวิดีโอ TikTok ในผลการค้นหาของ Google

ซึ่งหมายความว่า ตราบใดที่คุณเพิ่มประสิทธิภาพวิดีโอทั่วไปและโฆษณาที่ลงอย่างเหมาะสม คุณก็จะมีโอกาสที่วิดีโอเหล่านั้นจะแสดงขึ้นเมื่อมีผู้ค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ของคุณ

3. เปิดโอกาสการเข้าถึงฐานลูกค้ากลุ่มใหม่

หากคุณกำลังมองหาวิธีการโปรโมตผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณกับผู้ชมที่อายุน้อยลง การตลาดบน TikTok เป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องทำเพราะ 63% ของ Gen Z ใช้ TikTok เป็นประจำทุกวัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า Gen Z เป็นกลุ่มเดียวที่แสวงหาประสบการณ์การช็อปปิ้งในแอป คนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen X มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะใช้งานแอปนี้ โดยผู้ใช้มากกว่า 30% อยู่ในช่วงอายุ 25 ถึง 44 ปี การโปรโมตผลิตภัณฑ์บน TikTok จะช่วยให้คุณส่งข้อความถึงผู้ชมที่อายุน้อยกว่าและเข้าถึงผู้ใช้ที่ไม่ได้อยู่ในแพลตฟอร์มหลักของคุณ

เทรนด์การใช้งาน Tiktok นั้น ถือว่าเป็นโอกาสที่ช่วยเพิ่มยอดขายเข้าสู่ลูกค้ากลุ่มอายุน้อยลง และเป็นวัยรุ่นมากขึ้น หากแบรนด์ลองนำเสนอสินค้าเข้ามาน่าจะช่วยเพิ่มยอดขายได้ดี เพราะตอนนี้มีเหล่าอินฟลูเอนเซอร์เข้าไปขายของกันมากขึ้นแล้ว

from:https://www.thumbsup.in.th/why-tiktok?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=why-tiktok

เหตุใดการตลาดดิจิทัลจึงยังคงมีความสำคัญ

กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลเป็นรากฐานของทุกแคมเปญของแบรนด์ที่มีคุณค่า เมื่อทำถูกต้องแล้ว ช่องต่างๆ จะรวมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่คุ้มค่าและสอดคล้องกัน

แต่การตลาดดิจิทัลคืออะไร? ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เพิ่มพูนสิ่งที่สามารถอยู่ภายใต้คำที่กว้างมากนี้ได้แล้ว 

ความก้าวหน้าแบบเดียวกันนี้ได้สร้างประสบการณ์ที่น่าดึงดูดมากขึ้นสำหรับผู้ใช้ ซึ่งใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากกว่าสองชั่วโมงต่อวันอยู่แล้ว

เมื่ออินเทอร์เน็ตเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับชีวิตประจำวันของเรา คำถามที่แท้จริงก็คือ “อะไรคือการตลาดดิจิทัล”

การตลาดดิจิทัล (หรือที่เรียกว่าการตลาดออนไลน์) เป็นคำศัพท์ที่ครอบคลุมสำหรับความพยายามส่งเสริมการขายต่างๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ตหรือผ่านวิธีการดิจิทัลอื่นๆ โดยทั่วไปแล้วแคมเปญจะเกี่ยวข้องกับช่องทางต่างๆ รวมถึง:

  • สื่อสังคม
  • เว็บไซต์
  • เครื่องมือค้นหา
  • อีเมล
  • โฆษณาแบบชำระเงิน
  • ข้อความ
  • แอปพลิเคชั่นมือถือและเว็บ

โดยพื้นฐานแล้ว เมื่อคุณได้รับข้อความจากแบรนด์ที่ต้องใช้การเชื่อมต่อไวไฟนั้น นั่นคือคุณกำลังดูตัวอย่างการตลาดดิจิทัล

ข้อดีของการตลาดดิจิทัล

การตลาดดิจิทัลช่วยให้คุณควบคุมได้มากขึ้นว่าจะใช้จ่ายเงินเมื่อใด ที่ไหน และอย่างไร หากคุณไม่เห็นผลตอบแทนจากช่องทางใดช่องทางหนึ่ง คุณเพียงแค่ลดการใช้จ่ายและจัดสรรใหม่เพื่อโอกาสที่ให้ผลมากขึ้น

เนื่องจากนักการตลาดถูกผลักดันให้ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน

อีกอย่างที่สำคัญคือนักการตลาดดิจิทัลนั้นทราบดีว่าไม่มีอะไรมีค่ามากไปกว่าความสามารถในการกำหนดและวัด ROI ของแต่ละจุดเฉพาะตลอดการเดินทางของลูกค้า คุณสามารถใช้กลยุทธ์การตลาดดิจิทัลเพื่อให้ IRL ของคุณติดตามได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การใส่แฮชแท็กของแบรนด์ในแคมเปญโฆษณาตามบิลบอร์ดที่สามารถดึงดูดสายตาและเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลการเข้าถึงที่วัดได้

ความสามารถเหล่านี้ไม่เพียงแค่รองรับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในโครงการหรือแคมเปญเท่านั้น มันยังสามารถเข้าถึงข้อมูลในการการตัดสินใจในอนาคตของคุณได้เช่นกัน ซึ่งจะช่วยให้แบรนด์ของคุณเชื่อมโยงถึงกันกับวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน

from:https://www.thumbsup.in.th/importance-of-digital-media?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=importance-of-digital-media

Amazon จ่ายผู้ใช้เดือนละ 2 ดอลลาร์ให้ส่งข้อมูล DNS ทั้งหมดเพื่อยืนยันการดูโฆษณา

แอป Amazon Shopper Panel ที่เป็นแอปสำหรับข้อข้อมูลผู้ใช้เพิ่มเติมเพื่อการโฆษณาเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ เป็นหมวด Ad Verification ยืนยันว่าผู้ใช้ดูโฆษณาจากโทรศัพท์มือถือจริง

แม้จะบอกว่าฟีเจอร์นี้ใช้สำหรับยืนยันการดูโฆษณา แต่เมื่อผู้ใช้เปิดบริการนี้ ตัวแอปจะทำหน้าที่ VPN แล้วดึงข้อมูล ​DNS ทั้งหมดส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Amazon ทำให้บริษัทเห็นข้อมูลโดเมนทุกโดเมนที่เครื่องเข้าถึง

ก่อนหน้านี้แอป Amazon Shopper Panel ขอซื้อข้อมูลเชิงลึกจากผู้ใช้อยู่ก่อนแล้ว คือการขอให้ผู้ใช้สแกนใบเสร็จซื้อของนอกเว็บ Amazon ส่งเข้าไปเพื่อแลกเครดิตซื้อของเช่นกัน โดยผู้ใช้แอป Shopper Panel นี้ต้องได้รับเชิญ และที่ผ่านมาก็ต้องเข้าคิวเพื่อรอใช้งาน

ผู้ใช้ที่ร่วมโครงการ Ad Verification จะได้รับเครดิตซื้อของบน Amazon เดือนละ 2 ดอลลาร์โดยมีข้อแม้ว่าจะไม่สามารถปิดบริการนี้เกินเดือนละ 48 ชั่วโมง

ที่มา – Amazon

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/131756

Elon Musk บอกแอปเปิลกลับมาลงโฆษณา Twitter แล้ว เป็นผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ที่สุดด้วย

Elon Musk ออกรายการสัมภาษณ์ใน Twitter Spaces เปิดเผยว่าแอปเปิลกลับมาลงโฆษณาใน Twitter เหมือนเดิมแล้ว และยังบอกว่าแอปเปิลถือเป็นผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ที่สุดของ Twitter ด้วย

เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน Elon โวยวายแอปเปิลหยุดลงโฆษณากับ Twitter และขู่ถอดแอพออกจากสโตร์ หลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาบินไปหา Tim Cook ที่สำนักงานใหญ่ของแอปเปิล และเคลียร์กันเรื่องการถอดแอพจากสโตร์เรียบร้อย

การที่ Musk ประกาศว่าแอปเปิลกลับมาลงโฆษณาแล้ว ถือเป็นการเคลียร์ประเด็นที่สองเช่นกัน ตอนนี้เหลืออีก 1 ประเด็นคือ Musk ไม่ต้องการจ่ายส่วนแบ่ง 30% ให้แอปเปิล ซึ่งไม่รู้ว่ามีข้อสรุปอย่างไร

ที่มา – Bloomberg

from:https://www.blognone.com/node/131717

เผย Elon Musk แก้ปัญหาแบรนด์ไม่ลงโฆษณา Twitter ด้วยการโทรไปด่าซีอีโอของแบรนด์นั้น

Financial Times รายงานข่าวว่า Elon Musk พยายามแก้ปัญหาแบรนด์ไม่ลงโฆษณาใน Twitter ด้วยการโทรไปหาซีอีโอของบางแบรนด์ เพื่อด่าว่าทำไมตัดโฆษณาออก (ต้นฉบับใช้คำว่า berate)

ผลที่ได้คือแบรนด์อื่นๆ ก็ลดโฆษณาลงอยู่ในระดับวงเงินต่ำที่สุด (bare minimum) เพื่อลดการเผชิญหน้ากับ Musk ที่มีพฤติกรรมวิจารณ์แบรนด์ที่ลดโฆษณาในที่สาธารณะ (ข่าวของ Elon วิจารณ์แอปเปิล)

Financial Times ยังบอกว่าทีมธุรกิจโฆษณาของ Twitter มีคนทำงานน้อยลงมาก จนตอนนี้เอเยนซี่โฆษณาไม่รู้แล้วว่าต้องติดต่อกับใคร เพราะคนที่เคยคุยด้วยลาออกหรือโดนไล่ออกไปเกือบหมดแล้ว บางแบรนด์ถึงขั้นไม่ได้รับข้อมูลว่าแคมเปญล่าสุดที่ลงโฆษณาไปนั้นได้ผลแค่ไหน

การซื้อกิจการ Twitter ของ Elom Musk ใช้วิธีกู้เงินมาซื้อ 13 พันล้านดอลลาร์ (จากวงเงินทั้งหมดที่ซื้อ 44 พันล้านดอลลาร์) ทำให้ต้องเจอดอกเบี้ยปีละ 1 พันล้านดอลลาร์ และเป็นสาเหตุว่าทำไม Musk ต้องเร่งหารายได้เข้า Twitter อย่างมากด้วยวิธีการต่างๆ

ที่มา – Financial Times

from:https://www.blognone.com/node/131665

Google ต้องจ่ายเกือบ 10 ล้านเหรียญ จากคดีจ้างวิทยุโฆษณา Pixel 4 โดยไม่ให้ลองใช้จริง

Google และ iHeartMedia เจรจาเตรียมจ่ายเงินมูลค่า 9.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับหน่วยงานกำกับดูแลการค้าของสหรัฐอเมริกา (Federal Trade Commission- FTC) และอัยการสูงสุดอีก 7 รัฐ หลังจากที่ถูก FTC พร้อมทั้งอัยการสูงสุดของรัฐทั้งหมด 7 รัฐฟ้องร้องจากการที่ Google ไปจ้างวานให้สถานีวิทยุในเครือบริษัท iHeartMedia อ่านสคริปต์โฆษณาสมาร์ทโฟน Pixel 4 โดยไม่ได้ส่งตัวอย่างสมาร์ทโฟนให้ลองใช้จริงก่อน

คำฟ้องระบุว่า Google ได้จ่ายเงินกว่า 2.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้สถานีวิทยุ iHeartRadio รวมทั้งจ่ายเงินอีกเกือบ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้กับสถานีวิทยุขนาดเล็กอื่น ๆ อีกเพื่อให้โฆษณาสมาร์ทโฟน Pixel 4 ด้วยการอ่านสคริปต์ที่ทางฝั่ง Google เป็นคนเขียนเอง

แม้ว่าในคำฟ้องจะมีรายงานว่าบริษัท iHeartMedia จะร้องขอสมาร์ทโฟน Pixel 4 มาลองใช้ก่อนการออกอากาศในช่วงปลายปี 2019 และในช่วงต้นปี 2020 ทำให้ Google ส่งสมาร์ทโฟนมาให้ลองใช้สถานีละ 1 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 5 เครื่อง แต่ในโฆษณาส่วนใหญ่ที่เผยแพร่ออกไปในปี 2019 และ 2020 Google ยังไม่ได้ส่งตัวอย่างสมาร์ทโฟนให้ทางสถานีวิทยุลองใช้เลย

ตัวอย่างสคริปต์โฆษณาของ Google ที่ออกอากาศผ่านวิทยุ

“The only thing I love more than taking the perfect photo? Taking the perfect photo at night.”
“With Google Pixel 4 both are a cinch.”
“It’s my favorite phone camera out there, especially in low light, thanks to Night Sight Mode.”

ที่มา: FTC via The Verge

from:https://www.blognone.com/node/131655