คลังเก็บป้ายกำกับ: ADS

Twitter ผ่อนคลายนโยบายโฆษณาการเมือง หลังจากแบนมาตั้งแต่ปี 2019 หวังหาเงินเพิ่ม

Twitter ประกาศปรับเปลี่ยนและผ่อนคลายนโยบายที่ออกมาตั้งแต่ปี 2019 เรื่องการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและจำกัดไม่ให้ลงโฆษณาทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทนักการเมืองหรือวิธีลงคะแนนเลือกตั้ง หรือการรับบริจาคของพรรคการเมือง รวมถึงโฆษณาส่งเสริมประเด็นทางสังคม อย่างเช่น ประเด็นการทำแท้งหรือสภาวะโลกร้อน

อย่างไรก็ตาม ในประกาศทางบัญชี Twitter Safety ยังไม่ได้ลงรายละเอียดแต่อย่างใดว่านโยบายจะผ่อนคลายมากน้อยแค่ไหน แต่ระบุแค่ว่า Twitter จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับมาตรฐานการโฆษณาการเมืองของสื่อโทรทัศน์และสื่ออื่น ๆ และจะมีผลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงนโยบายอาจช่วยให้ Twitter มีรายได้เพิ่มเพื่อมาชดเชยกับรายได้ที่สูญเสียไปหลังจากแบรนด์ใหญ่หลายแบรนด์พากันถอนโฆษณาออกจากแพลตฟอร์ม และอาจมีผลต่อการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาในปี 2024 ด้วย

ที่มา: Engadget

from:https://www.blognone.com/node/132101

Google ปล่อย My Ad Center ระบบควบคุมการแสดงโฆษณา ปรับบล็อกได้ตามความต้องการ

โฆษณาเป็นอีกเรื่องที่เราต้องพบเจอกันทุกวัน ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลกอินเทอร์เน็ต แต่ส่วนมากเราจะไม่สามารถควบคุมสิ่งที่โผล่ขึ้นมาได้เท่าไร โชคดีที่ตอนนี้ Google ได้เปิดระบบ My Ad Center แผงหน้าควบคุมการแสดงผลโฆษณา ให้เรามีสิทธิคุมสิ่งที่เราเห็นได้แล้ว รำคาญสินค้า โฆษณาแบบไหน ก็กดบอกว่าไม่ต้องการเห็น แล้วระบบก็จะจำแล้วก็ไม่ค่อยโชว์เนื้อหาขึ้นมาตามที่เราบอก



โฆษณาที่เราคุมได้ก็คือในสามบริการยอดฮิตของกูเกิล ทั้ง Google Search, YouTube และหน้า Discover ทำได้ง่าย ๆ เพียงแตะจุดสามจุด ข้างตัวโฆษณา ก็จะขึ้นหน้า My Ad Center มาให้เราแจ้ง Feedback ว่าชอบโฆษณาแบบนี้ หรือจะกดบล็อก แถมมีให้กดดูรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าของโฆษณาได้เลย พอกดแล้ว Google ก็จะจำ แล้วก็ปรับเนื้อหาโฆษณาในทุกบริการของเค้าครับ

หรือถ้าเรามี Topic เรื่องที่ไม่อยากเห็นอยู่แล้ว เช่นโฆษณาเหล้า การพนัน การออกหาคู่ออกเดท เรื่องลดน้ำหนัก หรืออะไรก็ตามแต่ ก็ให้ไปที่หน้าหลัก My Ad Center จะมีช้อยส์ให้เรากดเลือกว่าต้องการเห็นน้อยลงอยู่ ตรงนี้เค้าเขียนว่าจะ “พยายาม” ให้ระบบไม่โชว์เนื้อหานั้น ๆ ขึ้นมา ก็แปลว่าคงไม่ได้สมบูรณ์ 100% นะ

หรือถ้าเราไม่อยากให้ระบบตรวจจับโปรไฟล์เราเพื่อปรับรูปแบบโฆษณา ก็สามารถกดปิดไปได้เลย ไม่มีผลอะไรต่อการค้นหาและการท่องเว็บ เพียงแต่โฆษณาที่ขึ้นมาก็จะเป็นแบบสุ่ม ไม่ได้อ้างอิงจากประวัติการเข้าชมเว็บใด ๆ

ท้ายที่สุดแล้ว Google ก็ระบุว่าจะไม่มีการนำข้อมูลที่เราใส่บันทึกไว้ในบริการ อย่าง Gmail, Google Photos และ Google Drive มาใช้เป็นข้อมูลในการเลือกขึ้นแสดงโฆษณา แถมเปิดให้เราไปเช็คดูได้ด้วยว่า Google กำลังใช้ข้อมูลอะไรของเราอยู่ และเลือกกดควบคุมได้ถ้าไม่อยากให้ระบบใช้ข้อมูลส่วนนี้ เป็นการให้เรารักษาความเป็นส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ครับ

 

ที่มา : ข่าวประชาสัมพันธ์

from:https://droidsans.com/google-my-ad-center-launch/

8 ขั้นตอนการสร้างแอดบน Instragram ให้ปั๊วะปัง

Instagram มีผู้ใช้งานอยู่ 2 พันล้านคนในแต่ละเดือน ซึ่งผู้คนเหล่านั้นใช้เวลาเฉลี่ยในการเลื่อนดูแพลตฟอร์มเป็นเวลา 53 นาทีในแต่ละวัน ด้วยการใช้งานของผู้คนที่มากขนาดนั้น โฆษณาบน Instagram อาจช่วยให้แบรนด์ขยายการเข้าถึงได้อย่างมาก

ขั้นตอนที่ 1 เลือกวัตถุประสงค์ของโฆษณา

ในการสร้างแคมเปญใหม่ทุกครั้ง ขั้นตอนแรกควรเป็นการหาวัตถุประสงค์ให้เจอ โดยควรคิดวัตถุประสงค์ให้เหมาะกับแพลตฟอร์มนี้

ขั้นตอนที่ 2 ตั้งชื่อแคมเปญโฆษณา 

นี่เป็นวิธีที่ที่จะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงแคมเปญว่าคืออะไร จากนั้นให้เลือกหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องและระบุรายละเอียดของแคมเปญ 

หากคุณเลือกตรง Advantage Campaign Budget แพลตฟอร์มจะกระจายงบประมาณโฆษณาของคุณทั่วทั้งชุดโฆษณาโดยอัตโนมัติ หรือคุณสามารถจัดสรรการใช้จ่ายสำหรับชุดโฆษณาแต่ละชุดด้วยตนเอง

ขั้นตอนที่ 3 ตัดสินใจว่าจะออกแบบโฆษณาของคุณอย่างไร

ส่วนนี้แบรนด์สามารถออกแบบโฆษณาด้วยตัวเองได้หรือใช้ “Dynamic creative” โดยระบบจะจัดการออกแบบโฆษณาให้เพียงอัปโหลดองค์ประกอบต่างๆเช่น รูปภาพ CTAs ข้อความโฆษณา เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 4 เลือกการเพิ่มประสิทธิภาพและวิธีการกระจายข้อมูลของคุณ

ขั้นตอนนี้ ตัดสินใจว่าจะจ่ายเงินแบบไหน อย่างไร เมื่อแสดงโฆษณา

ขั้นตอนที่ 5. กำหนดงบประมาณโฆษณาและกำหนดเวลา

เมื่อคุณโฆษณาบน Instagram คุณสามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่ว่าจะแสดงโฆษณาเมื่อใดและใช้จ่ายกับโฆษณาเหล่านั้นเป็นจำนวนเท่าใด

ขั้นตอนที่ 6 กำหนดเป้าหมายผู้ชมของคุณ

การกำหนดเป้าหมายผู้ชมเป็นวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพกลยุทธ์การโฆษณาบน Instagram ซึ่งทำให้แบรนด์ไม่ต้องเสียเงินในการกำหนดเป้าหมายไปทุกคน

ขั้นตอนที่ 7 เลือกตำแหน่งโฆษณาของคุณ

นี่คือที่ที่คุณจะตัดสินใจว่าจะแสดงโฆษณาของคุณที่ใด

ขั้นตอนที่ 8 เลือกรูปแบบโฆษณา Instagram ของคุณ

มีรูปแบบต่างๆ ให้เลือกตามวัตถุประสงค์ของโฆษณาที่คุณเลือก แต่รูปแบบโฆษณา Instagram พื้นฐานมีดังนี้:

  • โฆษณาแบบรูปภาพ: ประกอบด้วยรูปภาพเดียว คุณจึงต้องการให้แน่ใจว่าเป็นรูปภาพที่ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการแล้ว
  • โฆษณาแบบภาพสไลด์: ให้ผู้ใช้เลื่อนดูรูปภาพหรือวิดีโอหลายรายการ
  • โฆษณาแบบสไลด์โชว์: คล้ายกับโฆษณาแบบภาพสไลด์ แต่รูปภาพจะเล่นโดยอัตโนมัติ (ไม่ต้องเลื่อน)
  • โฆษณาวิดีโอบน Instagram: วิดีโอคลิปเหล่านี้มีความยาวตั้งแต่ 3 วินาทีถึง 60 วินาที

ที่มา :exploreig.com

from:https://www.thumbsup.in.th/ig-guide?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=ig-guide

นับจากนี้ทุกพื้นที่จะมีแต่โฆษณา! Instagram เพิ่มโฆษณาใหม่ บนหน้า Profile และ หน้า Explore

Instagram เพิ่มเติมจุดโฆษณาอีก 2 จุด และอัปเดตฟีเจอร์ด้านการโฆษณาเพิ่มเติม หลังจากประกาศผลประกอบการแล้วรายได้ไม่เข้าเป้า 

ล่าสุด Instagram ประกาศเพิ่มเติมจุดโฆษณาเพิ่มเติม คือ หน้า Explore ที่เอาไว้ใช้ค้นหาคอนเทนต์หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยในภาพที่ทาง Instagram ยกมาเป็นตัวอย่าง โฆษณาจะถูกแสดงเป็นโพสต์ขนาดใหญ่ที่มีการกำกับเอาไว้ว่า sponsored

นอกจากนี้ หน้าโปรไฟล์ผู้ใช้ คือ จุดโฆษณาใหม่อีกหนึ่งจุด โดยถ้าเราเข้าไปดูโปรไฟล์ของผู้ใช้รายอื่น (ที่เปิด public และมีอายุเกินเกณฑ์) และคลิกเข้าไปดูรูป เมื่อสไลด์ลงเพื่อดูโพสต์ที่เก่ากว่า ก็มีโอกาสที่จะเจอโฆษณาเข้ามาแทรกระหว่างทาง

instagram
source: Instagram

อัปเดตโฆษณาอีกหนึ่งอย่างคือ การเพิ่มระบบ Multi-advertiser ในโพสต์โฆษณาแบบเดิม โดยหลังจากนี้เมื่อผู้ใช้ชมโฆษณาอันหนึ่ง แพลตฟอร์มจะแสดงโฆษณาอื่นๆ ที่วิเคราะห์แล้วว่าเราอาจจะสนใจมาให้เห็นเพิ่มเติมในช่อง You might like

ส่วนอย่างสุดท้าย คือ โฆษณาแบบ AR ที่เราจะเห็นโฆษณาที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ได้

source: Instagram

คำถามคือ ทำไม Instagram ถึงต้องเพิ่มพื้นที่โฆษณาจากที่เยอะอยู่แล้วให้เยอะเข้าไปอีก? 

ถ้าเราลองไปดูผลประกอบการที่ผ่านมาของ Meta ก็จะเห็นภาพชัดยิ่งขึ้น

ไตรมาส 2/2022 บริษัท Meta มีกำไรลดลง 35% จากปีก่อน ในขณะที่รายได้ลดลงเล็กน้อย จุดน่าสนใจคือ รายได้จากโฆษณา ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทก็ลดลงราว 1.5% เช่นกัน เหลือ 2.81 หมื่นล้านเหรียญ จาก 2.85 หมื่นล้านเหรียญในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แถมราคาหุ้น Meta ก็ร่วงลงมาแล้วกว่าครึ่งหนึ่งจากช่วงต้นปี

source: Meta

ทั้งนี้ Meta ให้เหตุผลเกี่ยวกับการที่นักการตลาดใช้จ่ายในการโฆษณาลดลงเอาไว้ 2 เรื่อง คือ

  1. การอัปเดตเรื่องความเป็นส่วนตัวของ iOS เมื่อปีที่แล้ว ทำให้ Meta ติดตามข้อมูลผู้ใช้ได้ยากขึ้น
  2. เศรษฐกิจย่ำแย่ ทำให้บริษัทต่างๆ หั่นงบโฆษณาลง

การหันมาเพิ่มจุดโฆษณาของ Instagram ในจุดต่างๆ ที่ไม่ใช่ Reels เป็นเหมือนการยอมรับว่า Reels ยังสู้ TikTok ไม่ได้ ซึ่ง Mark Zuckerberg ก็เคยพูดกับนักลงทุนเอาไว้ว่า “Reels ยังไม่สามารถสร้างเงินได้เร็วเท่ากับพื้นที่หน้าฟีดหรือ Stories” แต่เขาก็ให้คำมั่นว่า “ในอนาคตอันใกล้ ยิ่ง Reels เติบโตได้เร็วเท่าไหร่ รายได้ก็จะยิ่งไหลมาจากจุดโฆษณาซึ่งตอนนี้ทำเงินได้ดี (ไปยัง Reels) ได้เร็วเท่านั้น”

ที่มา – Meta, Instagram, TechCrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post นับจากนี้ทุกพื้นที่จะมีแต่โฆษณา! Instagram เพิ่มโฆษณาใหม่ บนหน้า Profile และ หน้า Explore first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/instagram-add-new-ads-surfaces/

โล่งอก…YouTube ประกาศยกเลิกใส่โฆษณา 5-10 ตัวในวิดีโอเดียว เผยที่ผ่านมาเป็นแค่การทดลองเท่านั้น

YouTube ออกมาเผยว่า ก่อนหน้านี้มีการทดลองระบบโฆษณาแบบใหม่กับผู้ใช้บางส่วน และตอนนี้ได้ข้อมูลมามากเพียงพอแล้ว จึงขอประกาศยุติการทดลอง ก็แปลว่าที่หลาย ๆ คนบ่นกันว่าทำไมยูทูปโฆษณาเยอะ คือคนที่โดนจับไปทดลองดูระบบโฆษณาแบบใหม่นั่นเอง พอการทดลองสิ้นสุดแล้วต่อไปนี้ก็จะไม่มีใครต้องทนกับโฆษณาเป็นสิบตัวอีกต่อไป กลับมาดูได้ตามปกติแล้ว

ก่อนหน้านี้ผู้ใช้บางส่วนแจ้งว่าเจอโฆษณาใน YouTube มากกว่าปกติ บ้างก็เจอโฆษณา 5 ตัว บางคนเจอเยอะกว่านั้นถึง 10 ตัวในวิดีโอเดียว ซึ่งล่าสุดทาง YouTube ก็มาให้คำตอบว่าโฆษณาดังกล่าวถือเป็น Bumper Ad ที่จะขึ้นมาในช่วงก่อนเริ่มคลิป ที่แม้ว่าจะกดข้ามไม่ได้แต่ก็เป็นแค่โฆษณาสั้น ๆ เท่านั้น (รวมกัน 5 -10 ตัว ยังไงก็ถือว่ายาวอยู่ดี)

แต่ผู้ใช้บางรายก็บอกว่าไม่ได้มีแค่โฆษณาในคลิปนะ เวลากดเปลี่ยนแท็บไปดูหน้าโปรไฟล์ตัวเองก็ยังมีโฆษณาโผล่ขึ้นมาด้วย แต่อันนี้เป็นรายงานจากผู้ใช้ YouTube ผ่านอุปกรณ์สตรีมมิ่ง Roku เลยอาจยังไม่ค่อยมีใครเจอเท่าไหร่

เมื่อไปดูหน้าข้อมูลของ YouTube ก็มีข้อมูลระบุไว้ว่าโฆษณากดข้ามไม่ได้จะมีความยาวได้ระหว่าง 6 – 15 วินาทีต่อตัว ซึ่งก็จะเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้กับตัวแพลตฟอร์มและครีเอเตอร์ แต่ดูเหมือนว่าจะใส่โฆษณามาเยอะขนาดนี้ก็น่ารำคาญเกินไป จนหลายคนทนไม่ไหวถึงขึ้นอยากเลิกดูคลิปในยูทูปไปเลย

ในที่สุด YouTube ออกมาชี้แจงในเรื่องนี้ โดยเผยกับ 9to5Google ว่าสาเหตุที่มีคนเจอโฆษณาในวิดีโอทีละเยอะ ๆ เพราะพวกเค้าอยู่ในโครงการทดลองโฆษณาสำหรับผู้ชมวิดีโอยาว ๆ บนทีวี (อารมณ์เหมือนใส่โฆษณาคั่นแบบเป็นโฆษณาโทรทัศน์จริง ๆ) แล้วในเมื่อ YouTube ได้รับฟีดแบคและข้อมูลสถิติพฤติกรรมการรับชมที่มากเพียงพอแล้ว ก็จะหยุดการทดลองทำให้จะไม่มีใครต้องดูโฆษณาเยอะ ๆ จนเป็นบ้าอีกต่อไป

ในเรื่องโฆษณา YouTube ยังมีเครื่องมือสำหรับนักโฆษณาตัวใหม่ ที่จะใช้ Maching Learning มาช่วยตรวจจับส่วนเนื้อหาภาพที่สำคัญของวีดีโอ เพื่อนำมาสร้างเป็นโฆษณาแบบแนวตั้งได้ง่าย ๆ เพราะตอนนี้คนหันมาเสพคลิปแนวตั้งความยาวสั้นกันมากขึ้น ทำให้ต้องมีโฆษณามารองรับทุกรูปแบบการรับชม

แต่แน่นอนว่าใครที่ไม่ต้องการโดนจับมาทดลองดูโฆษณารูปแบบใหม่ หรือไม่อยากเห็นโฆษณาแบบใดเลยก็ตาม ก็ยังมีช่องทางสมัคร YouTube Premium ได้อยู่เสมอนะ 

 

ที่มา : androidcentral

from:https://droidsans.com/youtube-multiple-ad-experiment-end/

เอาที่สบายใจ…YouTube เริ่มทดสอบใส่โฆษณา 5 ตัว ก่อนเข้าดูวิดีโอ สำหรับผู้ใช้แบบฟรี

ผู้ใช้งาน YouTube แบบฟรี ก็น่าจะคุ้นเคยกับเหล่า Ad หรือโฆษณาที่จะเล่นขึ้นมาก่อนเข้าดูวิดีโอที่เราต้องการ ซึ่งปกติแล้วก็จะมีแค่ 2 ตัวเท่านั้น และสามารถกดข้ามได้หลังจากโฆษณาผ่านไปแล้ว 5 วินาที แต่ล่าสุดมีผู้ใช้ YouTube แบบฟรีหลายรายพบว่า โฆษณาก่อนเข้าวิดีโอได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นจากเดิม 2 ตัว กลายเป็น 5 ตัวไปแล้ว

ไม่รู้ว่าเป็นแผนของ Google ที่จะทำให้ผู้ใช้งานหันมาสมัครบริการ YouTube Premium กันมากขึ้นรึเปล่า เพราะช่วงนี้มีผู้ใช้ YouTube แบบฟรีหลายรายออกมาบ่นผ่านเว็บไซต์ Reddit และใน Twitter ว่าตอนนี้ก่อนจะเข้าดูวิดีโอที่ต้องการได้ ต้องผ่านด่านโฆษณาถึง 5 ตัว แถมยังกดข้ามไม่ได้อีกต่างหาก

ซึ่งหลังจากที่มีผู้ใช้บ่นกันเพียบขนาดนี้ ทาง YouTube ก็ได้ออกมาตอบผู้ใช้รายนึงใน Twitter โดยให้เหตุผลว่าตอนนี้ทาง YouTube กำลังทดสอบโฆษณาหลาย ๆ แบบอยู่ ซึ่งโฆษณา 5 ตัว ที่ผู้ใช้หลายรายเจอเข้าไปนี้เรียกว่า Bumper Ads ซึ่งเป็นกลุ่มโฆษณาที่มีระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 6 วินาที (และไม่สามารถกดข้ามได้) หากผู้ใช้ไม่ชอบก็สามารถไปกด Feedback เพื่อรายงานให้ทาง YouTube รู้โดยตรงได้เลย

ในตอนนี้ Bumper Ads ยังไม่ได้กระจายไปยังผู้ใช้งานฟรีทุกคนนะครับ เพราะดูเหมือนว่า YouTube จะเริ่มทดสอบก่อนกับผู้ใช้ฟรีบางรายเท่านั้น…แต่คิดว่ายังไง ๆ ก็ต้องกด Feedback ว่าไม่พอใจกับ Bumper Ads กันเพียบแน่นอน

 

ที่มา : Reddit, Gizmochina

from:https://droidsans.com/youtube-5-ads-before-video-starts/

Appsumer เผยระบบโฆษณาของ Apple มีนักโฆษณาใช้เยอะขึ้น หลังไม่ให้แอป track ข้อมูลบน iOS 14

Apple เริ่มบังคับใช้มาตรการความเป็นส่วนตัวที่เข้มข้นขึ้นในราวปี 2021 หลังปล่อย iOS 14 ที่มีฟีเจอร์ AppTrackTransparency (ATT) ทำให้ผู้ใช้ต้องกดเลือกตั้งแต่เปิดแอปครั้งแรกว่าจะให้แอปติดตามข้อมูลหรือไม่

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกระทบเจ้าของแพลตฟอร์มที่ทำโฆษณา Targets อย่าง Google หรือ Facebook มากที่สุด ซึ่งรายหลังมีความพยายามการงัดข้อกับ Apple ด้วยว่าบังคับให้คนอื่นทำ แต่ตัวเองไม่ทำตาม ด้วย

อย่างไรก็ตามการเปิดใช้ ATT ดูเหมือนจะกลายเป็นผลกับ Apple มากกว่าแค่ภาพลักษณ์การรักษาความเป็นส่วนตัว เพราะรายงานจาก AppSumer ชี้ว่า ATT ทำให้ธุรกิจโฆษณาของ Apple เติบโตขึ้น

ตัวเลขการสำรวจข้อมูลของ AppSumer จากไตรมาส 2 ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ชี้ว่า ระบบโฆษณาของ Apple มี อัตราการใช้งานจากนักโฆษณา (adoption rate) เพิ่มขึ้นเป็น 94.8% แล้ว ขึ้นมาตีคู่กับ 2 รายใหญ่อย่าง Meta ที่มีอัตราการใช้งาน 82.8% และ Google ที่ 94.8%

Shumel Lais ผู้จัดการทั่วไปของ AppSumer ระบุว่าการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของ ATT เหมือนว่าแทบจะไม่มีผลกับ Apple มันก็อาจจะบอกได้ว่า Apple มีข้อได้เปรียบหรือเห็นข้อมูลมากกว่าบนแพลตฟอร์มตัวเอง

ส่วนในแง่ของส่วนแบ่งการตลาดของเม็ดเงินโฆษณา Google ยังนำมาเป็นที่หนึ่งที่ 34% Meta ที่ 28% และ Apple 15% ส่วน TikTok และ Snap ที่โดนผลกระทบจาก ATT ไปด้วยเหลือส่วนแบ่ง 3% และ 2% ตามลำดับ

ที่มา: VentureBeat, CNBC

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/130242

รู้จัก AirKnocks Ads ป้ายโฆษณาในห้องน้ำ กับแคมเปญใหม่ แค่เข้ามาทำธุระก็บริจาคเงินเด็กยากไร้ได้

ผู้คนในหลายประเทศเริ่มกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ ทำให้สื่อโฆษณานอกบ้านกลับมาเติบโต ล่าสุด AirKnocks Ads สื่อโฆษณาในห้องน้ำจากญี่ปุ่นเปิดตัวแคมเปญใหม่ แค่เข้ามาทำธุระส่วนตัว ก็บริจาคเงินให้องค์กร NGO ได้

airknock ads

AirKnock Ads บริจาคง่าย ๆ แค่เข้ามาทำธุระ

Vacan บริษัท Startup จากประเทศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญ และทำตลาดเกี่ยวกับบริการตรวจสอบความหนาแน่นของพื้นที่ต่าง ๆ ประกาศยกระดับผลิตภัณฑ์ AirKnock Ads บริการโฆษณาภายในห้องน้ำด้วยแคมเปญใหม่ที่หากมีผู้ใช้ห้องน้ำ บริษัทจะบริจาครายได้ส่วนหนึ่งให้กับหน่วยงาน NGO และ NPO ประกอบด้วย

  • WaterAid ที่ช่วยเหลือเรื่องความสะอาด และคุณภาพของน้ำในประเทศกำลังพัฒนา
  • Florence ที่ช่วยเหลือครอบครัวที่มีเด็กพิเศษ
  • National Children’s Cafeteria Support Center Musubie ที่ช่วยเหลือเรื่องอาหารเด็ก
  • Anata no Ibasho ที่ช่วยให้คำปรึกษาทุกเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิต

AirKnock Ads จะโฆษณาถึงองค์กรทั้ง 4 ระหว่างที่มีผู้ใช้บริการในห้องน้ำ เพื่อสื่อสารข้อมูลขององค์กรดังกล่าว ถือเป็นการใช้บริการห้องน้ำ และช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้คนที่ประสบปัญหาในการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน ซึ่งปัจจุบัน AirKnock Ads มีการติดตั้งในห้องน้ำกว่า 5,000 จุดทั่วประเทศญี่ปุ่น เช่น อาคารสำนักงาน และย่านการค้าต่าง ๆ

สำหรับการทำงานของ AirKnock Ads จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ เซ็นเซอร์บริเวณประตูห้องน้ำเพื่อรับรู้การเปิด-ปิดประตูห้องน้ำ กับแท็บเลตขนาดเท่าฝ่ามือเพื่อแสดงโฆษณาจากองค์กรต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลการใช้งานห้องน้ำ เช่น ระยะเวลาในการใช้งาน, จำนวนห้องน้ำที่ว่าง และสถานการณ์การรอคิวห้องน้ำ เป็นต้น

หากเจาะไปที่เทคโนโลยีการทำโฆษณาบน AirKnock Ads ทาง Vacan จะคำนวณระยะเวลาการใช้งานห้องน้ำในแต่ละช่วงเวลา เพื่อแสดงระยะเวลาของโฆษณาแต่ละชิ้นให้เหมาะสมที่สุด เช่น โฆษณาในเวลาที่มีการใช้งานห้องน้ำจำนวนมากอาจเป็นโฆษณาระยะสั้นที่สื่อสารข้อมูลอย่างรวดเร็ว

ส่วนโมเดลธุรกิจของ AirKnock Ads จะเป็นรูปแบบติดตั้งฟรีหากสถานที่ใด ๆ สนใจ และสถานที่เหล่านั้นจะได้ส่วนแบ่งจากค่าโฆษณาที่ AirKnock Ads ได้ ซึ่งในประเทศไทยมีบริการโฆษณาในห้องน้ำมาระยะหนึ่งแล้ว บางที่บริหารจัดการโดยนิติบุคคลของสถานที่นั้น ๆ และบางที่ให้คนนอกเข้ามาบริหารจัดการ

สรุป

ถือเป็นพื้นที่ให้บริการโฆษณาแนวใหม่ โดยอาศัยเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนโฆษณาให้เหมาะสมตามแต่ช่วงเวลาเป็นจุดขาย และส่วนตัวผู้เขียนมองว่าแคมเปญนี้จะช่วยสร้างความสนใจให้ห้องน้ำที่มี AirKnock Ads ได้ไม่มากก็น้อย เพราะใคร ๆ ก็คงอยากช่วยเหลือคนอื่น ยิ่งทำง่าย ๆ แค่เข้าห้องน้ำ มันก็ยิ่งดึงดูดให้เข้าไปใช้บริการ

อ้างอิง // Soranews24, Vacan

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รู้จัก AirKnocks Ads ป้ายโฆษณาในห้องน้ำ กับแคมเปญใหม่ แค่เข้ามาทำธุระก็บริจาคเงินเด็กยากไร้ได้ first appeared on Brand Inside.
from:https://brandinside.asia/vacan-airknocks-ads/

วารสารวิชาการด้านสุขภาพโวย Google และ Twitter ไม่ยอมให้โฆษณาบทความ คาดว่าเพราะมี Racism ในหัวข้อ

Health Affairs วารสารวิชาการด้านสุขภาพได้เผยแพร่บทความใหม่เกี่ยวกับสุขภาพและการเหยียดเชื้อชาติ (Racism & Health) เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเริ่มโปรโมตบทความดังกล่าวผ่านระบบโฆษณาตามกลุ่มเป้าหมายบน Twitter และ YouTube แต่ทางวารสารพบว่าทั้งสองแพลตฟอร์มสั่งบล็อคไม่ยอมให้แคมเปญนี้ขึ้นระบบโฆษณาของตัวเอง

Patti Sweet ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธดิจิทัลของวารสาร Health Affairs ได้เขียนบทความอธิบายเหตุการณ์นี้ในเว็บไซต์ของวารสาร โดยใช้หัวข้อว่า “Google และ Twitter ไม่ต้องการให้เราพูดเกี่ยวกับเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ” (Google And Twitter Don’t Want Us To Talk About Racism) ซึ่งเธอคิดว่าการใช้คำว่า racism ไปกระตุ้นระบบตรวจจับทำให้เกิดการปฏิเสธโฆษณา และบัญชีโฆษณา Google ของวารสารก็ถูกระงับตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี ฝั่ง Google และ Twitter ระบุว่าการปฏิเสธโฆษณาไม่ได้เกี่ยวกับคำว่า racism แต่อย่างใด โดย 
Google ระบุว่าที่บล็อคโฆษณาเนื่องจากวิดีโอมีการพูดถึง COVID-19 ซึ่งตามนโยบายของ Google ถือว่า COVID-19 เป็นเหตุการณ์ที่อ่อนไหว จึงสั่งบล็อคโฆษณาที่มีแนวโน้มจะฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากเหตุการณ์ลักษณะนี้

ส่วน Twitter ระบุว่าโฆษณาไม่ผ่านการอนุมัติเนื่องจาก cause-based policy ที่กำหนดให้ผู้ลงโฆษณาต้องมีใบรับรองก่อนเผยแพร่โฆษณาที่ “สอน, สร้างการรับรู้ และ/หรือเรียกร้องให้สาธารณชนปฏิบัติการบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของประชาชน, การเติบโตทางเศรษฐกิจ, การดูแลสิ่งแวดล้อม หรือความเท่าเทียมทางสังคม” ซึ่งนโยบายดังกล่าวของ Twitter ออกมาตั้งแต่ปีปลายปี 2019 ในช่วงที่เริ่มมีการควบคุมโฆษณาเชิงการเมืองในสหรัฐฯ

ฝั่ง Sweet ระบุว่านโยบายของบริษัทเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดำเนินนโยบายกับกลุ่มเล็ก ๆ อย่างที่วารสาร Health Affairs โดนนั้นเป็นการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม เพราะทางวารสารไม่สามารถติดต่อกับใครใน Twitter หรือ Google ได้ง่าย ๆ เหมือนที่สามารถติดต่อกับเอเจนซี่ขนาดใหญ่ และเธอเองก็ประสบปัญหาในการรับข้อมูลเหตุผลว่าทำไมโฆษณาถึงโดนบล็อค ส่วนนโยบาย cause-based ของฝั่ง Twitter ทาง Sweet ระบุว่าเคสโฆษณาของ Health Affairs ไม่น่าจะโดนตีตกจากนโยบายนี้ได้เพราะมีข้อกำหนดเรื่องกลุ่มเป้าหมายในการโฆษณาเอาไว้ด้วย

ตอนนี้ Health Affairs ได้รับ cause-based certificate จาก Twitter แล้ว และเตรียมจะส่งโฆษณาใหม่อีกครั้ง ส่วนบัญชีโฆษณา Google หลังจากที่ส่งคำร้อง ตอนนี้ก็ได้บัญชีคืนแล้ว

ที่มา – Health Affairs, The Verge

No Description
ภาพจาก Health Affairs

from:https://www.blognone.com/node/127247

Google เตรียมเลิกเก็บประวัติการเข้าเว็บของผู้ใช้งานเป็นรายบุคคลเพื่อใช้ในการยิงโฆษณา

ปกติแล้วเวลาเราเข้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเพื่อหาข้อมูล หรือเข้าไปดูนู่นดูนี่เพื่อความบันเทิง Google ก็จะตามเก็บประวัติของเว็บที่เราเข้าไปเยี่ยมชม จากนั้นก็จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปขายให้กับเหล่าผู้โฆษณา (Advertiser) เพื่อที่จะได้ยิงโฆษณาสินค้าหรือบริการซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราสนใจโดยวิเคราะห์จากเว็บที่เราเข้าไปดูนั่นเอง…แต่ล่าสุดไม่รู้ว่า Google นึกอะไรขึ้นมา เพราะได้ประกาศว่ากำลังจะเลิกติดตามประวัติการเข้าเว็บของผู้ใช้งานแบบรายบุคคลเพื่อการโฆษณาซะแล้ว

สำหรับข้อมูลดังกล่าวมาจากบล็อกของ David Temkin ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์, ฝ่าย Ads Privacy และฝ่าย Trust ของ Google ที่ได้ออกมาประกาศว่าทางบริษัทจะเลิกติดตามประวัติการเข้าเว็บของผู้ใช้งานแบบรายบุคคลเพื่อการโฆษณา นอกจากนี้ในอนาคตยังจะเลิกใช้เครื่องมือในการติดตามข้อมูลผู้ใช้งานสินค้าและบริการอื่น ๆ ของ Google อีกด้วย (อย่างเช่นมือถือ Android นั่นเอง)

ถ้าเลิกทำแล้ว Google จะหารายได้จากไหน? 

ถึงแม้ว่า Google ได้ออกมาประกาศว่าจะเลิกเก็บข้อมูลการท่องเว็บจากผู้ใช้งานรายบุคคล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกไปเลยนะครับ เพราะนโยบายใหม่ของ Google จะไม่เก็บข้อมูลแบบเจาะจงเฉพาะของผู้ใช้งานเป็นรายบุคคล แต่จะใช้ API (Application Programming Interface) เป็นตัวจำแนกผู้ใช้งานออกเป็นกลุ่ม ๆ แบ่งออกตามความสนใจของแต่ละคน แล้วค่อยเก็บข้อมูลความสนใจโดยรวมของแต่ละกลุ่มเพื่อเอาไปขายให้กับผู้โฆษณาอีกทีนึง

ยกตัวอย่างเช่นเราชอบเข้าไปดูเว็บไซต์เกี่ยวกับของเล่น ข้อมูลประวัติในการเข้าเว็บไซต์ของเราก็จะถูกเก็บไปรวมไว้กับผู้ใช้งานคนอื่นที่ชอบเข้าเว็บไซต์ประเภทเดียวกัน และ Google ก็จะให้ข้อมูลกับผู้โฆษณาเพิ่มเติมด้วยว่าผู้ที่ชอบเข้าเว็บแบบนี้มักจะชอบเข้าเว็บไซต์แบบนั้น และสินค้าแบบนู้นด้วย ซึ่งเหล่าผู้โฆษณาก็จะสามารถยิง Ad ไปที่ผู้ใช้งานกลุ่มดังกล่าวอีกทีนึง

Google จะเริ่มนโยบายใหม่เมื่อไหร่?

David Temkin บอกไว้ว่า Google จะเริ่มทดสอบใช้ API เพื่อเก็บข้อมูลการเข้าเว็บแบบกลุ่มภายในเดือนหน้า และในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2021 จะเริ่มรวบรวมข้อมูลที่เก็บได้ทั้งหมดเพื่อส่งให้กับผู้โฆษณา โดยในเดือนเมษายนนี้ผู้ใช้งานเบราว์เซอร์ Chrome จะเริ่มได้รับการแจ้งถึงนโยบายความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวแบบใหม่

มารอดูกันต่อไปครับว่าหาก Google เปลี่ยนนโยบายการเก็บข้อมูลท่องเว็บของผู้ใช้งานแบบรายบุคคลแล้ว ประสบการณ์การท่องเว็บในอนาคตจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง จะยังคงมี Ad สินค้ายิงรัว ๆ แบบตอนนี้อยู่รึเปล่า

 

ที่มา : AndroidAuthority

from:https://droidsans.com/google-will-stop-ad-tracking-in-the-future/