คลังเก็บป้ายกำกับ: 4G_LTE

NASA จับมือ Nokia เตรียมติดตั้งโครงข่าย 4G LTE แรกบนดวงจันทร์ในปี 2022

NASA ได้ออกมาประกาศถึงความร่วมมือกับ Nokia ในโครงการติดตั้ง 4G LTE Cellular Network บนดวงจันทร์ภายในช่วงปลายปี 2022 ด้วยงบประมาณ 14.1 ล้านเหรียญหรือราวๆ 437.1 ล้านบาท

Credit: Gregory H. Revera – Own work
Full Moon photograph taken 10-22-2010 from Madison, Alabama, USA. Photographed with a Celestron 9.25 Schmidt-Cassegrain telescope. Acquired with a Canon EOS Rebel T1i (EOS 500D), 20 images stacked to reduce noise. 200 ISO 1/640 sec. https://en.wikipedia.org/wiki/Moon#/media/File:FullMoon2010.jpg

โครงข่ายนี้จะถูกติดตั้งเพื่อให้อุปกรณ์และระบบต่างๆ ภายในโครงการทางด้านอวกาศที่เกี่ยวข้องกับดวงจันทร์นั้นสามารถสื่อสารระหว่างกันบนดวงจันทร์ได้ง่าย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ไปปฏิบัติงานบนดวงจันทร์ด้วย โดยโครงข่าย 4G LTE นี้มีความสามารถที่เพียงพอสำหรับการรับส่งข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่ใช้วัดค่าจากอุปกรณ์ และยังสามารถรับส่งข้อมูล Biometric, ควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกล และใช้สื่อสารผ่านเสียงหรือวิดีโอได้

Nokia Bell Labs ระบุว่าภายในโครงการนี้ทาง Nodkia จะติดตั้งโซลูชัน 4G LTE แบบครบวงจรที่มีขนาดเล็กและถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในอวกาศโดยเฉพาะ โดยได้มีความร่วมมือกับ Intuitive Machines เพื่อผสานระบบเครือข่ายนี้เขากับระบบ Lunar Lander เพื่อนำไปติดตั้งบนดวงจันทร์ ซึ่งระบบเครือข่ายนี้จะมีคุณสมบัติในการทำ Self-Configuration ได้ทำให้ไม่ต้องอาศัยมนุษย์ในกระบวนกการการติดตั้ง และจะกลายเป็นระบบสื่อสารด้วย 4G LTE แรกบนดวงจันทร์

สำหรับส่วนประกอบของระบบโครงข่ายนี้จะประกอบไปด้วย LTE Base Station ที่มาพร้อมกับ Evolved Packet Core (EPC), LTE User Equipment, RF Antenna และระบบ Operations and Maintenance (O&M) Control Software ที่มีความมั่นคงทนทานสูง โดยอุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกออกแบบให้ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมในการขนส่งและลงจอดบนดวงจันทร์ได้ ซึ่ง Nokia ระบุว่าสาเหตุที่ใช้ 4G LTE นั้นก็เพราะว่า 4G LTE เป็นเทคโนโลยีที่ถูกใช้มานานจนมั่นใจได้

ในมุมของ NASA นั้น วิสัยทัศน์คือการทำให้โครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นบนดวงจันทร์นั้นเป็นไปได้อย่างยั่งยืนภายใน 10 ปีนับถัดจากนี้ ก่อนที่จะขยายโครงการไปสู่การสำรวจดาวอังคารต่อไป

ที่มา: https://www.popsci.com/story/science/internet-on-the-moon/, https://www.nokia.com/about-us/news/releases/2020/10/19/nokia-selected-by-nasa-to-build-first-ever-cellular-network-on-the-moon/

from:https://www.techtalkthai.com/nasa-and-nokia-will-deploy-first-4g-lte-on-moon-by-2022/

[Guest Post] Opensignal วิเคราะห์ 5G ในประเทศไทยบนคลื่นความถี่ 2600 MHz

Opensignal ผู้ดำเนินการวิเคราะห์ระบบมือถือและกำหนดมาตรฐานระดับโลกเผยการวิเคราะห์ภาพรวมการตำแหน่งคลื่นความถี่ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งสามรายในประเทศไทย ได้แก่ DTAC AIS และ TrueMove H ช่วงก่อนและหลังการประมูลคลื่น 5G เพื่อทำความเข้าใจถึงการนำคลื่นความถี่ใหม่มาปรับใช้จะส่งผลต่อประสบการณ์เครือข่ายมือถือในประเทศไทยอย่างไร เพราะคลื่นความถี่ถือว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อคุณภาพของประสบการณ์เครือข่ายมือถือ

 

ตามที่ กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ได้จัดงานประมูลคลื่น 5G ขึ้นเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อปูทางไปสู่การเปิดใช้ 5G โดยในการประมูลนั้น AIS ได้คลื่นความถี่แบนด์ 41 (TDD, 2600 MHz) รวม 100 MHz (10 ใบอนุญาต) และ TrueMove H ได้รวม 90 MHz (9 ใบอนุญาต) Opensignal พบว่าระหว่างวันที่ 1 เมษายนถึง 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทั้ง AIS และ TrueMove H ได้ใช้คลื่น 2600 MHz ที่ได้มาใหม่นี้ 20-40 MHz สำหรับ 4G โดยขึ้นอยู่กับพื้นที่

การนำคลื่นความถี่ 2600 MHz มาใช้งานส่งผลต่อความเร็วการดาวน์โหลด 4G อย่างไร ?

เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลกระทบของการนำคลื่นความถี่ 2600 MHz มาใช้ เราได้วิเคราะห์ประสบการณ์ความเร็วดาวน์โหลดจากผู้ใช้งานของเราบนเครือข่าย 4G ที่แตกต่างกันในประเทศไทย พบว่าผู้ใช้คลื่นความถี่ Band 41 ได้รับประสบการณ์ความเร็วในการดาวน์โหลด 4G ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดทั้งบนเครือข่ายของ AIS และ TrueMove H มีความเร็วดาวน์โหลดเฉลี่ยที่ 14.1 Mbps และ 18.4 Mbps ตามลำดับ โดยผู้ใช้ที่เชื่อมต่อบนคลื่นความถี่สูงกว่ามักจะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็วกว่าผู้ใช้ในย่านความถี่ต่ำเนื่องจากมีแบนด์วิดท์มากกว่า

AIS และ TrueMove H กำลังปรับใช้แบนด์วิดท์ 4G มากกว่า DTAC

เราประเมินการถือครองคลื่นความถี่ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแต่ละรายและพบว่าก่อนการประมูลคลื่นความถี่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์นั้น DTAC ใช้คลื่นความถี่สูงสุด (90 MHz) สำหรับบริการ 4G ตามด้วย AIS (80 MHz) และ TrueMove H (70 MHz) ตามลำดับ อย่างไรก็ตามหลังการประมูลสิ้นสุด AIS และ TrueMove H นำคลื่นความถี่ Band 41 ใหม่ไปใช้ใน 4G เพิ่มเติมระหว่าง 20 ถึง 40MHz (ปริมาณขึ้นอยู่กับพื้นที่) ทำให้ปริมาณการใช้คลื่น 4G สูงขึ้นเป็น 120 MHz และ 110 MHz ตามลำดับ แต่คลื่น 4G ของ DTAC ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

 

จากการตรวจสอบเพิ่มเติม Opensignal พบว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือนำคลื่นความถี่ใหม่ไปใช้ในบางพื้นที่เท่านั้น: ซึ่ง AIS นำคลื่นความถี่ 40 MHz ไปใช้เฉพาะในจังหวัดที่มีประชากรหนาแน่น เช่น กรุงเทพมหานคร และใช้คลื่นความถี่ 20 MHz ในพื้นที่ที่เหลือ ในขณะที่การใช้งานคลื่น 40 MHz ของ TrueMove H มีขอบเขตที่กว้างกว่า

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในระยะยาวต่อประสบการณ์ใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่นั้นยังไม่มีความชัดเจนเนื่องจากทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นและขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้ รวมถึงปริมาณการใช้ข้อมูลทั้งหมด แต่หากในอนาคตเมื่อคลื่น Band 41 มีการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น ประสบการณ์การใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้ใช้ย่อมดียิ่งขึ้น หากการใช้งานนั้นไม่ได้ล้ำหน้าการใช้งานบนคลื่นความถี่ที่ปรับใช้เพิ่มเติมโดยผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ

5G ดึงศักยภาพการใช้คลื่นความถี่ประสิทธิภาพสูงที่จะช่วยลดความแออัด

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุค 5G ในประเทศไทย ดังนั้นจึงเร็วเกินไปที่จะสรุปอนาคตของ 5G อย่างไรก็ตามการใช้งานเครือข่ายอย่างหนักหน่วงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเร็วในการดาวน์โหลดต่ำ เนื่องจากคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือไทยจึงจำเป็นต้องสร้างสมดุลการใช้ทรัพยากรนี้ระหว่างผู้ใช้ 5G ใหม่และผู้ใช้ 4G ที่เป็นกลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้อุปกรณ์ 5G มากขึ้น

เทคโนโลยี 5G ช่วยให้สามารถเข้าถึงคลื่นความถี่ใหม่สมรรถนะสูงที่สามารถบรรเทาความแออัดของการใช้งานเครือข่ายได้ ตัวอย่างเช่นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยยังได้รับคลื่นความถี่แบบ mmWave ในย่านความถี่ 26 GHz ซึ่งมีสมรรถนะและความเร็วสูงมาก แต่ครอบคลุมพื้นที่ไม่กว้างซึ่งทำให้เหมาะสำหรับย่านใจกลางเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมาก แต่ไม่เหมาะกับการนำไปกระจายใช้งานในพื้นที่กว้างขวาง หมายความว่าผู้ใช้ 5G ในประเทศไทยส่วนใหญ่มักจะใช้คลื่นความถี่ระดับกลางเช่นคลื่นความถี่ 2600 MHz เพื่อเชื่อมต่อกับ 5G แทนที่จะเป็น mmWave

 

เกี่ยวกับ Opensignal 

Opensignal เป็นบริษัทผู้ดำเนินการวิเคราะห์ระบบมือถือและกำหนดมาตรฐานระดับโลกโดยอิสระเพื่อทำความเข้าใจสถานะที่แท้จริงของเครือข่ายมือถือโลกโดยอิงจากการวัดประสบการณ์ผู้ใช้จริง รายงานอุตสาหกรรมของบริษัท สามารถใช้เป็นแนวทางที่ชัดเจนเพื่อเข้าใจประสบการณ์จริงที่ผู้บริโภคได้รับจากเครือข่ายไร้สาย และเราทำการวัดนี้กับผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ทุกรายทั่วโลก

 

from:https://www.techtalkthai.com/opensignal-analyze-5g-thailang-2600-mhz/

รายงานเผย 33 ประเทศทั่วโลกมีความเร็ว Mobile Network สูงกว่า Wi-Fi

OpenSignal ได้ทำการสำรวจความเร็วเฉลี่ยของ Mobile Network เทียบกับ Wi-Fi ในแต่ละประเทศ และพบว่ามี 33 ประเทศนั้นที่มีความเร็วของ Mobile Network โดยเฉลี่ยที่สูงกว่า Wi-Fi

 

Credit: OpenSignal

 

รายงานฉบับนี้เกิดขึ้นจากการสำรวจความเร็วในการเชื่อมต่อ Internet ทั่วโลกของอุปกรณ์พกพากว่า 7.78 ล้านชิ้นในช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน 2018 และพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

  • ใน 33 ประเทศ ความเร็วเฉลี่ยในการ Download ข้อมูลของ Mobile Network สูงกว่า Wi-Fi
  • ออสเตรเลียมีความเร็วเฉลี่ยของ Mobile Network สูงกว่า Wi-Fi เป็นอันดับหนึ่ง โดยมีส่วนต่างอยู่ที่ 13.0Mbps ตามมาด้วยเลบานอนที่ 12.3Mbps และ Qatar 11.8Mbps
  • ฮ่องกงมีความเร็วเฉลี่ยของ Wi-Fi สูงกว่า Mobile Network เป็นอันดับหนึ่ง โดยมีส่วนต่างอยู่ที่ 38.6Mbps ตามมาด้วยสิงคโปร์ที่ 34Mbps และสหรัฐอเมริกาที่่ 25Mbps
  • ใน 50 ประเทศนั้นมีเครือข่าย 4G ที่มีความเร็วเฉลี่ยสูงกว่า Wi-Fi ส่วนประเทศที่ 3G มีความเร็วเฉลี่ยสูงกว่า Wi-Fi นั้นมีด้วยกัน 3 ประเทศ
  • 5G จะเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ความเร็วเฉลี่ยของ Mobile Network สูงไปกว่า Wi-Fi ยิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต โดย Wi-Fi นั้นจะพบกับปัญหาคอขวดจากคุณภาพและราคาของ Fixed Network Broadband
  • สำหรับประเทศไทยนี้ยังอยู่ในกลุ่มที่ Wi-Fi ยังคงเร็วกว่า Mobile Network โดยความเร็วเฉลี่ยของ Wi-Fi ในไทยนั้นอยู่ที่ประมาณ 26.3Mbps ในขณะที่ความเร็วเฉลี่ยของ Mobile Network นั้นอยู่ที่ประมาณ 6.6Mbps

 

Credit: OpenSignal

 

เนื้อหาในรายงานฉบับนี้ได้สรุปว่าเหล่า Mobile Operator และผู้ผลิต Smartphone นั้นอาจต้องวางกลยุทธ์ทางด้านการลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยี Wi-Fi เสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนระบบ Wi-Fi Offload, ระบบ Automatic Network Selection, การออกแบบระบบ Mobile Network ให้ครอบคลุมภายในอาคารดียิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีที่ระบบเครือข่ายพยายามส่งผู้ใช้งานให้ไปใช้ Wi-Fi ที่มีคุณภาพแย่กว่า Mobile Network และสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ดีให้แก่ลูกค้า

สำหรับรายงานฉบับเต็ม สามารถศึกษาได้ที่ https://opensignal.com/reports-data/global/data-2018-11/state_of_wifi_vs_mobile_OpenSignal_201811.pdf ครับ

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2018/11/23/mobile_v_wifi_speed_report/

from:https://www.techtalkthai.com/opensignal-reveals-that-33-countries-has-mobile-network-whici-is-faster-than-wifi/

AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความเร็วด้วยรางวัล Fastest Mobile Network จาก Ookla Speedtest เป็นปีที่ 4

AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่เร็วที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล Fastest Mobile Network หรือเครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดจาก Ookla Speedtest บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตระดับสากลที่มีผู้ใช้บริการกว่า 100 ล้านรายทั่วโลก เป็นปีที่ 4 นับตั้งแต่เปิดตัว AIS 4G Advanced ตั้งแต่ปี 2015 ที่ผ่านมา

AIS ชูศักยภาพของเครือข่ายแห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ด้วยเทคโนโลยี Next G ที่ผสานความแรงของ 4G เข้ากับ WiFi ก่อให้เกิดเครือข่ายเร็วระดับกิกะบิตเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เครือข่าย AIS 4.5G และ AIS 4G Advanced เครือข่าย 4G ที่นำเอาเทคโนโลยีขั้นสูง LTE-Advanced พ่วงด้วย MIMO 4×4 with CA, 256 QAM DL/64 QAM UL, LAA (Licensed Assisted Access) และ FDD Massive MIMO 32T 32R ให้ลูกค้าได้สัมผัสจริง และใช้งานจริงที่แรกในประเทศไทย

รางวัล Fastest Mobile Network จาก Ookla ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งเครื่องการันตีคุณภาพอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่าย 3G 4G 4.5G WiFi และ Next G ของ AIS ได้เป็นอย่างดี ด้วยระเบียบและมาตรฐานการให้คะแนนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ด้วยการวัดค่าความต่างเวลาของการเชื่อมต่อ หรือ Latency ที่ AIS ให้ค่านี้ต่ำกว่าผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ในตลาด แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอส มุ่งมั่นยกระดับศักยภาพเครือข่ายในทุกด้านอยู่ตลอดเวลา พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานเทียบเท่าประเทศที่เป็นผู้นำนวัตกรรมทั่วโลก และพร้อมรองรับการใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลเครือข่ายมือถือที่เร็วที่สุดในไทย จาก Ookla Speedtest ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4  นับเป็นการการันตีคุณภาพโดยองค์กรชั้นนำระดับโลกที่แม่นยำ โปร่งใส และเชื่อถือที่ได้มากที่สุด ถือเป็นความภูมิใจของทีมงานเอไอเอสทุกคน และขอขอบคุณลูกค้ากว่า 40 ล้านเลขหมายทั่วประเทศ ที่ไว้วางใจเลือกใช้เอไอเอสเสมอมา”

สำหรับผู้ที่อยากติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ www.speedtest.net/awards/thailand/

เรียบเรียงโดยทีมงาน GadGuan (AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความเร็วด้วยรางวัล Fastest Mobile Network จาก Ookla Speedtest เป็นปีที่ 4GadGuan)


from:https://www.gadguan.com/news/pr-news/5059

พบช่องโหว่บนมาตรฐาน 4G LTE อาจถูกดักฟังและแก้ไขข้อมูลได้

4 นักวิจัยจาก Ruhr-University in Bochum ประเทศเยอรมนี และ New York University ออกงานวิจัยฉบับล่าสุด ซึ่งบรรยายถึงการโจมตีบนมาตรฐาน LTE ของการติดต่อสื่อสารของอุปกรณ์พกพา หรือที่รู้จักกันดีในนาม 4G รวม 3 รายการ ซึ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์สามารถดักฟังและแก้ไขข้อมูลที่ส่งหากันได้

การโจมตี 2 รายการแรกเป็นการโจมตีแบบ Passive กล่าวคือ แฮ็กเกอร์สามารถรวบรวมข้อมูล Metedata ของผู้ใช้จากทราฟฟิก LTE เพื่อระบุรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเป้าหมาย (Identity Mapping Attack) และเว็บไซต์ที่ผู้ใช้น่าจะเยี่ยมชมอยู่ได้ (Website Fingerprint Attack) ในขณะที่การโจมตีอย่างที่ 3 เป็นการโจมตีแบบ Active ซึ่งช่วยให้แฮ็กเกอร์แก้ไขข้อมูลที่ส่งไปยังอุปกรณ์ LTE ของผู้ใช้ได้

ทีมนักวิจัยตั้งชื่อการโจมตีแบบ Active ว่า aLTEr เนื่องจากพวกเขาสามารถเปลี่ยนเส้นทางของผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์อันตรายของพวกเขาผ่านทางการแก้ไข DNS Packets (DNS Spoofing) ได้ ดูสาธิตการโจมตีแบบ aLTEr ได้ตามวิดีโอด้านล่าง

การโจมตีเหล่านี้เกิดจากช่องโหว่ 3 รายการบน 1 ใน 2 LTE Layers ที่เรียกว่า Data Layer สำหรับใช้รับส่งข้อมูลจริงของผู้ใช้ เนื่องจากไม่มีกลไกสำหรับป้องกันและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Integrity-protected) ส่งผลให้แฮ็กเกอร์สามารถดักฟัง แก้ไข และถ่ายทอด Packet ที่ถูกดัดแปลงส่งไปยังเสาสัญญาณของจริงได้ ที่สำคัญคือ มาตรฐาน 5G อาจได้รับผลกระทบด้วย ถึงแม้ว่าจะมีการเพิ่มฟีเจอร์เพื่อป้องกัน aLTEr เช่น การเพิ่มความแข็งแกร่งของการเข้ารหัสข้อมูลบน Data Layer แต่ฟีเจอร์ดังกล่าวเป็นแค่ทางเลือก ไม่ได้ถูกบังคับให้ใช้งาน

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยระบุว่า การโจมตีทั้งสามรายการนี้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ชนิดพิเศษและมีราคาแพง (เรียกว่า Software-defined Radios) คู่กับซอฟต์แวร์ที่ถูกดัดแปลง เพื่อหลอกให้อุปกรณ์เชื่อมต่อกับเสาสัญญาณปลอมแทน รวมไปถึงต้องเข้าใกล้เหยื่อ ส่งผลให้การโจมตีในชีวิตจริงทำได้ยากมาก

ทีมนักวิจัยได้แจ้งเรื่องไปยังหน่วยงานและสถาบันที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น GSMA, 3GPP และบริษัทมือถือ เพื่อให้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่ค้นพบแล้ว

อ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่: Breaking LTE on Layer Two

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/security-flaws-disclosed-in-lte-4g-mobile-telephony-standard/

from:https://www.techtalkthai.com/security-flaws-found-in-4g-lte-standard/

รวมรายชื่อโทรศัพท์มือถือที่รับคลื่น 4G 2300MHz ของ dtac

หลังจากที่ dtac-T หรือ dtac Turbo คลื่นใหม่ 2300MHz ของดีแทคที่ได้มาจากทีโอทีเปิดให้บริการกันไป จนถึงตอนนี้หลายๆคนน่าจะได้ลองใช้งานกันบ้างแล้ว ส่วนคนที่ยังไม่ได้ลองใช้และยังสงสัยว่าเครื่องตัวเองจะใช้งานได้หรือเปล่า วันนี้ทางเราได้ลิสต์รายชื่อมือถือทั้งหมดมาแล้ว จึงขอนำมาแชร์ให้เพื่อนๆได้ตรวจสอบกันครับ โดยปัจจุบันทางดีแทคเคลมว่าเครื่องที่ลูกค้าใช้งานอยู่นั้นมีราว 70% ที่รองรับคลื่นนี้แล้วครับ

รายการสมาร์ทโฟนที่รองรับคลื่น 2300MHz นี้เป็นลิสต์ที่รวบรวมมาเบื้องต้นจากทางดีแทคเอง ซึ่งมีหลายคนแจ้งว่าขาดรุ่นนั้นรุ่นนี้ไป เราจึงอยากมารวบรวมเพิ่มเติมให้ ดังนั้นหากเพื่อนๆคนไหนพบว่ามีขาดตกหล่นไปบ้างสามารถแจ้งเพิ่มเติมใน คอมเม้นท์ได้เลยนะครับ เดี๋ยวนำมาเติมในลิสต์ให้อีกทีครับ

สำหรับคนที่ใช้ดีแทคอยู่ สามารถกด*2300#✆ ตรวจสอบได้เลย (แต่ก็เห็นว่าไม่ครบถ้วนเช่นกัน เนื่องจากว่ารายการในระบบจะขึ้นเฉพาะเครื่องที่ทีมเน็ตเวิร์คดีแทคตรวจสอบและรับรองแล้วเท่านั้นครับ)

Samsung

Galaxy S8
Galaxy S8 Plus
Galaxy Note8
Galaxy J2 Pro
Galaxy S9
Galaxy S9 Plus
Galaxy J7 Plus
Galaxy J7 Core
Galaxy J7 Pro
Galaxy A8 2018
Galaxy A8 Plus 2018
Galaxy A7 (2017)
Galaxy J2 Prime
Galaxy J5 Prime
Galaxy J7 Prime
Galaxy S6
Galaxy S6 edge
Galaxy S6 edge+
Galaxy S7
Galaxy S7 edge
Galaxy A5 (2017)
Galaxy J7 (Version 2)
Galaxy A9 Pro
Galaxy A7 (2016)
Galaxy J5 (Version 2)
Galaxy J5
Galaxy J7
Galaxy A8
Galaxy Note FE
Galaxy A5 (2016)
Galaxy tab A8
Galaxy tab A9.7 S-Pen
Galaxy Tab 10″ S-Pen
Galaxy Tab A 2017
Galaxy Tab Active2 LTE
Galaxt Tab S (7″)
Galaxy Tab S2 (7″)
Galaxy Tab S2 (9″)
Galaxy Tab S2 (9″)
Galaxy A6
Galaxy A6 Plus
Galaxy J4
Galaxy J6

Apple

iPhone 5S
iPhone SE
iPhone 6S
iPhone 6S Plus
iPhone 6
iPhone 6 Plus
iPhone 7
iPhone 7 Plus
Phone 8
iPhone 8 Plus
iPhone X
iPad mini 4
iPad Pro 9.7
iPad Pro 10.5
iPad (6th  generation)
iPad (5th  generation)
iPad Air 2
iPad Pro 12.9 inc(2nd generation)
iPad Pro 12.9 inc(1nd generation)
Apple Watch Gen3 (E-Sim)

Huawei

Nova3E
Y3 2018
P20 Pro
P20
Y9
Y7 Pro 2018
MediaPad T2 7″
MediaPad M3
MediaPad T3 10″
GR5 (2017)
P9
P9 Plus
Nova Plus
GR5
P10
P10 Plus
Mate9
Mate9 Pro
Nova 2i
Mate 10 Pro
Y3
Y5
Y7
Y3 II (LUA-L22)
Y5 II (CUN-L22)

Oppo

F7 128GB
F7 Youth
F7
A77
A71
A57
R9s
R9s Pro
A37 (A37fw)
R9s Plus
A39
A83
F5 6GB
F5 Youth
F5 (R9km)

Vivo

X21
Y71
V9
Y53C
V5 Plus
V7 Plus
V7
Y53
Y69
Y65
Y85

ZTE

AXON 7 Mini

Sony

Xperia XZ2
Xperia Xz Premium
Xperia XA Ultra
Xperia XA
Xperia XZ
Xperia X Compact
Xperia X Performance
Xperia X
Xperia XA2 Ultra
Xperia L2
Xperia Z5 Premium
Xperia Z5
Xperia M5
Xperia C5 Ultra
Xperia XA1
Xperia XZs

Xiaomi

Mix2
A1
Redmi 5 Plus
Redmi 5
Redmi 5A
Redmi Note5
S2
Redmi 4X
Redmi 4A
Redmi Note4

Nokia

1
7 Plus
2
3
5
6
8

Nubia

M2lite
N2
M2
Z17mini
Z17s

HTC

U11
U Ultar
Desire Eye
M9 Plus

Asus

Zenfone3 5.5
Zenfone 4 Selfie (ZD553KL)
ZenFone Live (ZB501KL)

Wiko

Tommy3
View Prime
View XL
View Max
View 2 Pro

Meizu

M6S
M6 Note
15
15 Plus

Infinix

HOT S3(X573)
Zero5 (X603)
Note 4 Pro (X571)
Hot4Pro (X556)
HOT6Pro(X608)

Dtac Phone

X3
T3
S3

 

อย่างไรก็ดีลิสต์นี้ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงเดือน พฤษภาคม 2561 เครื่องที่วางขายช่วงครึ่งปีหลังแบบไม่ผูกกับเครือข่าย น่าที่จะรองรับ 4G คลื่น 2300MHz เกือบทั้งหมดแล้วล่ะครับ ยังไงถ้ามีตัวไหนเพิ่มเติมฝากแจ้งกันมาได้เลยนะครับ 🙂

from:https://droidsans.com/2300mhz-supported-handset-list/

นักวิจัยพบช่องโหว่ระดับ Protocol บน 4G LTE นำไปสู่การโจมตีได้อีก 19 รูปแบบ

กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาได้ออกมาเปิดเผยถึงการค้นพบช่องโหว่บน 4G LTE Protocol ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถสร้างข้อความปลอมๆ, ดักรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้งาน, ทำให้แบตเตอรี่ของผู้ใช้งานหมดลงอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงการเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย 4G LTE โดยสามารถปลอมตัวเป็นผู้ใช้งานคนอื่นๆ ได้

 

Credit: http://wp.internetsociety.org/ndss/wp-content/uploads/sites/25/2018/02/ndss2018_02A-3_Hussain_paper.pdf

 

ช่องโหว่นี้ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเพราะนอกจากจะกระทบกับ 4G LTE ที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายทั่วโลกแล้ว 5G เองก็อาจได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นที่ระดับ Protocol ของ LTE 3 ส่วน ได้แก่ Attach, Detach และ Paging นั่นเอง ซึ่งการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ที่ Protocol โดยตรงก็จะส่งผลต่อ Backward Compatibility ของระบบที่จะลดลง

ช่องโหว่เหล่านี้ทำให้ทีมนักวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้เกิดเป็นการโจมตีรูปแบบใหม่ได้มากถึง 10 รูปแบบ และใช้โจมตีด้วยวิธีการแบบเดิมที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วอีกถึง 9 รูปแบบ โดยการใช้เครื่องมือชื่อ LTEInspector ที่ทีมวิจัยได้ทำการพัฒนาขึ้นมา เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้งานและรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการนำไปใช้โจมตีต่อเนื่องในภายหลัง

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาเอกสารฉบับเต็มได้ที่ http://wp.internetsociety.org/ndss/wp-content/uploads/sites/25/2018/02/ndss2018_02A-3_Hussain_paper.pdf ครับ

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2018/03/05/4g_lte_protocol_vulnerabilities/

from:https://www.techtalkthai.com/researchers-fouond-4g-lte-protocol-vulnerabilities/

Ericsson วิเคราะห์ ไทยเตรียมใช้ LTE และ 5G เป็นเครือข่ายหลักในปี 2023

คุณวุฒิชัย วุฒิอุดมเลิศ ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้างานฝ่าย Networks Solution แห่งบริษัทอีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมาเล่าถึงรายงาน Ericsson Mobility Report November 2017 ที่เป็นแนวโน้มการใช้งานระบบเครือข่ายสำหรับโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai ก็ขอนำมาสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

 

สรุปแนวโน้มการใช้เครื่องข่ายโทรคมนาคมในปัจจุบัน

Key Highlights ทั่วโลก

  • LTE หรือ 4G กลายมาเป็นสื่อหลักไปแล้วในปลายปี 2017 แทน WCDMA หรือ 3G
  • จำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ 5G ภายในปี 2023 จะมีจำนวนถึง 1,000 ล้านเครื่อง
  • Global Mobile Data Traffic จะเติบโตถึง 8 เท่าในปี 2023 เทียบเป็นปริมาณ 110 Exabyte ต่อเดือนเลยทีเดียว

ปัจจุบันนี้ทั่วโลกมีผู้ใช้งาน LTE เพิ่มขึ้นมาจนถึง 2,500 ล้านรายแล้วจากผู้ใช้งาน Mobile ทั้งหมด 7,800 ล้านราย และเอเชียถือเป็นตลาดใหญ่มาก โดยจีนเป็นอันดับ 1, อินเดียเป็นอันดับ 2 และรวมทั้งภูมิภาคเอเชียนอกเหนือจากสองประเทศนั้นก็จะมีมากกว่าจีนทั้งประเทศเสียอีก ทั้งนี้ภายในปี 2023 LTE จะเติบโตกลายเป็น 5,500 ล้าน Subscriber

เทคโนโลยี 5G แบบ Non-standalone ที่ต่อยอดขึ้นมาจากโครงข่ายของ LTE เดิมนั้นจะเริ่มต้นมีการใช้งานภายในปลายปี 2017 นี้แล้ว ส่วนเทคโนโลยี 5G NR ซึ่งเป็นแบบ Standalone นั้นมาตรฐานจะออกมากลางปี 2018 และจะเริ่มถูกนำมาใช้งานภายในปี 2019 โดยคาดว่าจะมีโครงการ 5G ขนาดใหญ่ภายในปี 2020 ซึ่งภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี) จะมีสัดส่วนการใช้งานเทคโนโลยี 5G สูงสุด เป็นแนวโน้มเดียวกับ LTE ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ จากที่มีการทำนายว่าปริมาณ Traffic ทั่วโลกจากจะเพิ่มขึ้นเป็น 110 Exabyte ต่อเดือนนั้น สัดส่วน Traffic เหล่านี้จะเกิดจากวิดีโอถึง 75% เนื่องจากวิดีโอนั้นจะมีความละเอียดและมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มากขึ้น ทำให้ต้องใช้ Traffic สูงขึ้นนั่นเอง

 

Key Highlights สำหรับ APAC

  • ภายในปี 2023 จำนวนผู้ใช้งาน 5G จะมีจำนวนเกินกว่า 650 ล้านเครื่อง นับเป็นสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใช้งาน 5G ทั้งหมด
  • ภายในปี 2023 ปริมาณ Traffic ใน SEA และ Oceania จะเติบโตขึ้น 9 เท่าและนับเป็น 12 Exabyte ต่อเดือน แต่หากนับเฉพาะ Smartphone จะเติบโต 6 เท่าเท่านั้น
  • ส่วนประเทศไทย จะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ LTE/5G มากกว่า 60% ภายในปี 2023

สำหรับประเทศไทยปัจจุบันปี 2017 มีผู้ใช้งาน Smartphone อยู่ประมาณ 65 ล้านเครื่อง และจะเติบโตเป็นประมาณ 100 ล้านเครื่องภายในปี 2023 และปริมาณผู้ใช้งาน LTE/5G รวมกันจะเติบโตนับเป็น 2 เท่า ส่วนปริมาณการใช้งาน Data Plan ที่ระดับเกินกว่า 5GB ต่อเดือนนั้นมีถึง 66% ของผู้ใช้งานในปัจจุบัน

 

5G จะเข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง?

สำหรับทั่วโลกนั้น 5G นั้นจะเป็นรายรับของธุรกิจโทรคมนาคมถึง 36% ภายในปี 2026 นับเป็นรายได้ประมาณ 619,000 ล้านเหรียญ โดย Internet of Things (IoT) จะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ส่วนสำหรับไทย 5G จะมีส่วนแบ่ง 22% เกิดเป็นรายรับ 2,600 ล้านเหรียญ และตลาดสำคัญก็ยังคงเป็นภาคธุรกิจเช่นกัน

ทั้งนี้ Ericsson เองก็ได้ทำกรพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองให้กลายเป็น Software-defined รองรับการสร้าง Cloud สำหรับเหล่าผู้ให้บริการโทรคมนาคมให้สามารถทำ NFV และ SDN ได้แล้วอย่างเต็มตัว ทำให้การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำเสนอบริการใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

Ericsson ทดสอบ 5G แล้วในประเทศไทย ได้ความเร็ว 5.7Gbps

Ericsson นั้นเป็นผู้ผลิตรายแรกที่นำเทคโนโลยี 5G เข้ามาทดสอบในไทยที่ความเร็วระดับ 5.7Gbps ซึ่งการทดสอบครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในการฉลองครบรอบ 111 ปีของ Ericsson ในประเทศไทย

NB-IoT เหมาะกับอุปกรณ์ IoT ที่ส่งข้อมูลไม่มากในแต่ละวัน และวันหนึ่งๆ ส่งเพียงไม่กี่ครั้ง ใช้กับอุปกรณ์ที่ไม่ค่อยจะเคลื่อนที่นัก ในขณะที่ CAT-M1 จะรองรับปริมาณข้อมูลที่สูงกว่า และรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้ อีกทั้งยังสามารถทำ VoLTE over IoT ได้อีกด้วย ซึ่งทั้งสองเทคโนโลยีนี้ก็มีแผนที่จะถูกนำมาทดสอบและใช้งานจริงในไทยด้วยเหมือนกัน

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีหนึ่งที่น่าสนใจคือ Spectrum Sharing Solution ที่จะนำย่านความถี่ของ GSM สลับมาใช้ให้บริการ 5G เพิ่มเติม ทำให้ในภาพรวมแล้ว 5G จะครอบคลุมมากยิ่งขึ้น สำหรับภายในอาคารนั้น Ericsson มีโซลูชันชื่อ Dot สำหรับใช้ส่งสัญญาณภายในอาคาร โดยออกแบบมาให้สามารถรองรับ 5G เพิ่มเติมได้ในอนาคตด้วย

เทคโนโลยีปัจจุบันของ Ericsson นั้นรองรับการอัปเกรดไปเป็น 5G ได้อยู่แล้ว และยังมีระบบ Cloud RAN ซึ่งนำ Cloud มาใช้สำหรับการบริหารจัดการโครงข่ายเหล่านี้

from:https://www.techtalkthai.com/ericsson-predicts-lte-and-5g-will-be-major-connectivity-in-thailand-by-2023/

dtac ขออธิบาย! ทำไมคลื่น 2300 MHz ใหม่ของพวกเขา จะมาทำให้ดูหนังบนมือถือลื่นขึ้นกว่าเดิม

เทรนด์หนึ่งที่เห็นได้ชัดจากสถิติการเติบโตของทั้ง YouTube ที่มีคนดูผ่านทางมือถือมากขึ้นถึง 90% และยอดเข้าชม LINE TV สูงกว่าปีก่อน 136% ในช่วงปีที่ผ่านมา เข้ามายืนยันถึงไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในประเทศไทย ที่ไม่ได้ติดอยู่กับการใช้งานสมาร์ทโฟนเพื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ค แค่การสนทนา หรืออ่านเนื้อหาต่างๆ เพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยายออกไปอยู่บนยุคที่การรับชมคลิปวิดีโอทั้งในช่วงระหว่างเดินทางบนท้องถนน และใช้เป็นความบันเทิงยามพักผ่อนในแต่ละวัน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้งานนั้น ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างพื้นฐานอย่างการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ยิ่งในยุคที่การให้บริการ 4G LTE หรือการใช้โมบายดาต้า เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้ใช้งานเข้าถึงเนื้อหาที่หลากหลาย รอบด้านมากขึ้น ก็เพิ่มความบันเทิงได้ง่ายขึ้น

การเลื่อนดู LIVE หรือวิดีโอที่น่าสนใจ ผ่านหน้าไทม์ไลน์บน Facebook กลายเป็นกิจวัตรประจำวันเวลาที่หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถืออยู่ในมือ หรือถ้ามีช่วงเวลาว่างสักชั่วโมงการรับชมละคร หรือซีรีส์ย้อนหลังจาก Youtube และ LINE TV ได้กลายเป็นทางเลือกให้คนเข้าถึงคอนเทนต์วิดีโอได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น

 

ในมุมของผู้ให้บริการ หรือโอเปอเรเตอร์ ที่เห็นข้อมูลสถิติเหล่านี้ชัดเจน จากปริมาณการใช้งานดาต้าเฉลี่ยต่อคนต่อเดือนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากในปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณเฉลี่ยเดือนละ 2 GB กลายเป็น 5-6 GB ต่อเดือน จากจำนวนผู้ใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่มีอยู่ทั่วประเทศ

ประกอบกับเมื่อปริมาณแบนด์วิดท์ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้งานกับการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอ ซึ่งต้องใช้ความเร็วที่มากขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับการรับ-ส่งข้อมูลที่เป็นรูปภาพ หรือตัวอักษร ดังนั้นการให้บริการ 4G LTE จึงได้ถูกปรับแต่งให้รับกับพฤติกรรมเหล่านี้

เพียงแต่ว่าในปัจจุบันการให้บริการ 4G LTE ในประเทศไทย จะอยู่บนคลื่นที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า FDD (Frequency Division Duplex) มาให้บริการ เช่น บนคลื่น 1800 MHz และ 2100 MHz

โดยรูปแบบการทำงานของ FDD จะใช้วิธีการรับ-ส่งข้อมูลบนคลื่นความถี่ที่แบ่งเป็นคนละชุด และต้องใช้งานรับ-ส่งไปพร้อมๆกันเป็นคู่กัน เช่น คลื่น 2100 MHz ที่ให้บริการด้วยแบนด์วิดท์ 15MHz นั่นคือจะมีคลื่นแบนด์วิธ 15 MHz สำหรับรับข้อมูลหรือดาวน์โหลด และคลื่นอีกชุดที่มีแบนด์วิดท์ 15 MHz เช่นกันเพื่อทำการส่งข้อมูล คลื่น 2 ชุดทั้งรับและส่งจะต้องใช้งานควบคู่กันตลอดเวลา แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมผู้ใช้จะเน้นการดาวน์โหลดข้อมูลก็ตาม

ลองนึกถึงภาพถนนซูเปอร์ไฮเวย์ 6 เลนส์ ที่มีทั้งขาเข้าเมืองและขาออกเมือง มีจำนวนเลนส์ถนนใช้งานเท่ากันฝั่งละ 3 เลนส์ โดยมีแบริเออร์หรือกำแพงปูนกั้นกลางแบ่งแนวถนนสำหรับสองฝั่งชัดเจน ดั้งนั้น การใช้งานแม้ว่าตอนเช้าขาเข้าเมืองจะมีปริมาณรถมาก ขาออกนอกเมืองปริมาณรถจะน้อย ด้วยการที่ถนนแบ่งชัดเจน เราอาจจะเห็นว่าอีกฝั่งใช้งานหนาแน่นรถติด อีกฝั่งโล่งมีรถไม่กี่คันวิ่งกันสบาย แต่เราก็ต้องใช้งานตามที่กำหนดมาตายตัวแบบนั้น

โดยพื้นฐานการให้บริการของคลื่นที่ใช้เทคโนโลยีแบบ FDD จะถูกจำกัดด้วยปริมาณแบนด์วิดท์ที่สามารถมาจัดสรรให้บริการหรือนำออกมาประมูลใบอนุญาตในปัจจุบันที่ใบละไม่เกิน 15-20 MHz การให้บริการ 4G หรือการใช้งานดาต้าบนมือถือยิ่งมีคลื่นกว้างคลื่นมากจะยิ่งดี และยิ่งเป็นคลื่นเดียวที่มีแบนด์วิดท์กว้างมากจะยิ่งดีเพิ่มไปอีก

แต่แน่นอนว่าเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาเน้นการใช้งานดาต้าความเร็วสูง รูปแบบการให้บริการ 4G บนแค่คลื่นที่ใช้การรับ-ส่งแบบ FDD คงไม่ตอบโจทย์การใช้งานต่อเนื่องในอนาคต เพราะจากสถิติต่างๆ ตอกย้ำให้เห็นถึงรูปแบบการใช้งานของผู้บริโภคที่เน้นการดาวน์โหลดข้อมูลเข้ามาในการสตรีมมิ่งวิดีโอคอนเทนต์ต่างๆ

เทคโนโลยีอย่าง 4G LTE-TDD (Time Division Duplex) จึงถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยเฉพาะการดาวน์โหลดข้อมูลที่สามารถขึ้นไปใช้งานระดับ Gigabit Network ได้ (ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่รองรับ)

 

ดังนั้น การที่ดีแทคเข้าไปเป็นพันธมิตรกับทางทีโอทีในการให้บริการ 4G LTE-TDD บนคลื่นความถี่ 2300 MHz มาเปิดให้บริการจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานดาต้าในไทย เพราะคลื่น 2300MHz จะใช้เทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลแบบ TDD ทำให้ยกระดับเครือข่าย 4G LTE ในประเทศไทยให้กลายเป็นผู้นำอันดับแรกๆ ของโลก ที่ให้บริการ 4G LTE-TDD บนแบนด์วิดท์ที่กว้างถึง 60 MHz และที่สำคัญคือเป็นผืนเดียวติดกัน

ในขณะที่ประเทศอื่นๆ แม้แต่ในเกาหลี จีน และญี่ปุ่น ที่มีการนำ 4G LTE-TDD ไปใช้งาน ก็ไม่มีแบนด์วิดท์บนคลื่นเดียวกันที่กว้างขนาดนี้

ที่น่าสนใจคือ TDD จะมีรูปแบบการรับ-ส่งข้อมูลที่แตกต่างจาก FDD เพราะใช้คลื่นเดียวสำหรับการรับ-ส่งข้อมูล แต่เป็นการสลับช่วงเวลาในการรับ-ส่งข้อมูลแทน ทำให้สามารถใช้งานคลื่นเดียวได้เต็มที่ด้วยการออกแบบคลื่นให้มีปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลตามพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ซึ่งนี่คือจุดเด่นของ TDD คลื่นที่จะนำมารองรับการใช้งานดาต้าในอนาคต เพราะส่วนใหญ่ผู้ใช้งานดาต้านั้นจะใช้งานรูปแบบ downlink มากกว่า ลองนึกถึงการใช้งานของเราที่ดูหนัง หรือโหลดเพลง อ่านคอนเทนท์ต่างๆ บนโลกโซเชียล นี่คือการใช้งานแบบด้าน downlink มากกว่านั่นเอง เราใช้งาน uplink ด้วยเช่นกัน เช่น ถ่ายภาพอัปโหลดขึ้นเฟซบุ๊ก แต่การใช้งานฝั่ง uplink อาจจะด้วยปริมาณไม่มากเท่ากับที่เราใช้งาน downlink

ตอนนี้ ลองนึกถึงภาพถนนซูเปอร์ไฮเวย์ภาพเดิมที่มีทั้งขาเข้าเมืองและขาออกเมือง แต่ถ้าจำนวนถนนที่เรามีทั้งหมด 6 เลนส์ สำหรับรองรับการใช้งาน ไม่ต้องแบ่งเป็นขาเข้าเมือง 3 เลนส์ ขาออกเมือง 3 เลนส์ให้เท่ากันแบบนี้ จะดีกว่าหรือไม่ เพราะถ้าคนใช้งานฝั่งขาเข้าเมืองมากกว่า เราจะออกแบบให้ถนนฝั่งขาเข้าเมืองมี 4 เลนส์ ฝั่งขาออกนอกเมืองมี 2 เลนส์ หรือถ้าคนใช้งานกันแต่ฝั่งเข้าเมืองเรามาออกแบบเป็น ถนนฝั่งขาเข้าเมือง 5 เลนส์ และฝั่งขาออกนอกเมือง 1 เลนส์พอ แบบนี้จะดีกว่าหรือไม่

กลับมาในมุมของผู้ใช้จะได้ประโยชน์อะไรจาก 4G LTE-TDD หนึ่งเลยคือ จะได้ความเร็วในการใช้อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของการดาวน์โหลดคอนเทนต์ เมื่อเทียบกับ 4G บนคลื่นแบบFDD ดังนั้น 4G บนคลื่น 2300MHz จะให้การใช้งานสตรีมมิ่งวิดีโอคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็น Youtube Facebook Live LINE TV และดูคลิปวิดีโอผ่านช่องทางต่างๆ ก็จะรวดเร็วขึ้น ลื่นขึ้น

ที่สำคัญ เมื่อคลื่น 2300 MHz มาเปิดให้บริการพร้อมกับ 4G LTE-TDD  นี่คือคลื่นใหม่ที่มาเพิ่มจากคลื่นเดิมอื่นๆ ที่ให้บริการอยู่แล้ว ผู้ใช้บริการไม่ต้องกังวลในการใช้งานว่ามือถือที่ใช้จะเลือกจับคลื่นใด หรือใช้เทคโนโลยีอะไร เพราะผู้ให้บริการจะวางแผนเน็ตเวิร์คและจัดสรรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาให้บริการ บนความเร็วในการเชื่อมต่อที่แรงที่สุดในพื้นที่นั้นๆ มาให้ลูกค้าได้ใช้งาน

สุดท้ายการมาของ 4G LTE-TDD จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเครือข่ายไร้สายในประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้ใช้งานในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องระดับไฮเอนด์แต่ก็เข้าถึงโมบายบรอดแบนด์ได้

from:https://www.appdisqus.com/2017/06/28/dtac-2300-mhz-tot-best-of-vdo-streaming.html

ทำไมคลื่น 2300 MHz จะมาทำให้ดูหนังบนมือถือลื่นขึ้นกว่าเดิม

เทรนด์หนึ่งที่เห็นได้ชัดจากสถิติการเติบโตของทั้ง YouTube ที่มีคนดูผ่านทางมือถือมากขึ้นถึง 90% และยอดเข้าชม LINE TVสูงกว่าปีก่อน 136% ในช่วงปีที่ผ่านมา เข้ามายืนยันถึงไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในประเทศไทย ที่ไม่ได้ติดอยู่กับการใช้งานสมาร์ทโฟนเพื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ค แค่การสนทนา หรืออ่านเนื้อหาต่างๆ เพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยายออกไปอยู่บนยุคที่การรับชมคลิปวิดีโอทั้งในช่วงระหว่างเดินทางบนท้องถนน และใช้เป็นความบันเทิงยามพักผ่อนในแต่ละวัน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้งานนั้น ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างพื้นฐานอย่างการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ยิ่งในยุคที่การให้บริการ 4G LTE หรือการใช้โมบายดาต้า เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้ใช้งานเข้าถึงเนื้อหาที่หลากหลาย รอบด้านมากขึ้น ก็เพิ่มความบันเทิงได้ง่ายขึ้น

การเลื่อนดู LIVE หรือวิดีโอที่น่าสนใจ ผ่านหน้าไทม์ไลน์บน Facebook กลายเป็นกิจวัตรประจำวันเวลาที่หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถืออยู่ในมือ หรือถ้ามีช่วงเวลาว่างสักชั่วโมงการรับชมละคร หรือซีรีส์ย้อนหลังจาก Youtube และ LINE TV ได้กลายเป็นทางเลือกให้คนเข้าถึงคอนเทนต์วิดีโอได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น

ในมุมของผู้ให้บริการ หรือโอเปอเรเตอร์ ที่เห็นข้อมูลสถิติเหล่านี้ชัดเจน จากปริมาณการใช้งานดาต้าเฉลี่ยต่อคนต่อเดือนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากในปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณเฉลี่ยเดือนละ 2 GB กลายเป็น 5-6 GB ต่อเดือน จากจำนวนผู้ใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่มีอยู่ทั่วประเทศ

ประกอบกับเมื่อปริมาณแบนด์วิดท์ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้งานกับการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอ ซึ่งต้องใช้ความเร็วที่มากขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับการรับส่งข้อมูลที่เป็นรูปภาพ หรือตัวอักษร ดังนั้นการให้บริการ 4G LTE จึงได้ถูกปรับแต่งให้รับกับพฤติกรรมเหล่านี้

เพียงแต่ว่าในปัจจุบันการให้บริการ 4G LTE ในประเทศไทย จะอยู่บนคลื่นที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า FDD (Frequency Division Duplex) มาให้บริการ เช่น บนคลื่น 1800 MHz และ 2100 MHz

โดยรูปแบบการทำงานของ FDD จะใช้วิธีการรับส่งข้อมูลบนคลื่นความถี่ที่แบ่งเป็นคนละชุด และต้องใช้งานรับส่งไปพร้อมๆกันเป็นคู่กัน เช่น คลื่น 2100 MHz ที่ให้บริการด้วยแบนด์วิดท์ 15MHz นั่นคือจะมีคลื่นแบนด์วิธ 15 MHz สำหรับรับข้อมูลหรือดาวน์โหลด และคลื่นอีกชุดที่มีแบนด์วิดท์ 15 MHz เช่นกันเพื่อทำการส่งข้อมูล คลื่น 2 ชุดทั้งรับและส่งจะต้องใช้งานควบคู่กันตลอดเวลา แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมผู้ใช้จะเน้นการดาวน์โหลดข้อมูลก็ตาม

ลองนึกถึงภาพถนนซูเปอร์ไฮเวย์ 6 เลนส์ ที่มีทั้งขาเข้าเมืองและขาออกเมือง มีจำนวนเลนส์ถนนใช้งานเท่ากันฝั่งละ 3 เลนส์ โดยมีแบริเออร์หรือกำแพงปูนกั้นกลางแบ่งแนวถนนสำหรับสองฝั่งชัดเจน ดั้งนั้น การใช้งานแม้ว่าตอนเช้าขาเข้าเมืองจะมีปริมาณรถมาก ขาออกนอกเมืองปริมาณรถจะน้อย ด้วยการที่ถนนแบ่งชัดเจน เราอาจจะเห็นว่าอีกฝั่งใช้งานหนาแน่นรถติด อีกฝั่งโล่งมีรถไม่กี่คันวิ่งกันสบาย แต่เราก็ต้องใช้งานตามที่กำหนดมาตายตัวแบบนั้น

โดยพื้นฐานการให้บริการของคลื่นที่ใช้เทคโนโลยีแบบ FDD จะถูกจำกัดด้วยปริมาณแบนด์วิดท์ที่สามารถมาจัดสรรให้บริการหรือนำออกมาประมูลใบอนุญาตในปัจจุบันที่ใบละไม่เกิน 15-20 MHz การให้บริการ 4G หรือการใช้งานดาต้าบนมือถือยิ่งมีคลื่นกว้างคลื่นมากจะยิ่งดี และยิ่งเป็นคลื่นเดียวที่มีแบนด์วิดท์กว้างมากจะยิ่งดีเพิ่มไปอีก

แต่แน่นอนว่าเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาเน้นการใช้งานดาต้าความเร็วสูง รูปแบบการให้บริการ 4G บนแค่คลื่นที่ใช้การรับส่งแบบ FDD คงไม่ตอบโจทย์การใช้งานต่อเนื่องในอนาคต เพราะจากสถิติต่างๆ ตอกย้ำให้เห็นถึงรูปแบบการใช้งานของผู้บริโภคที่เน้นการดาวน์โหลดข้อมูลเข้ามาในการสตรีมมิ่งวิดีโอคอนเทนต์ต่างๆ

เทคโนโลยีอย่าง 4G LTE-TDD (Time Division Duplex) จึงถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยเฉพาะการดาวน์โหลดข้อมูลที่สามารถขึ้นไปใช้งานระดับ Gigabit Network ได้ (ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่รองรับ)

ดังนั้น การที่ดีแทคเข้าไปเป็นพันธมิตรกับทางทีโอทีในการให้บริการ 4G LTE-TDD บนคลื่นความถี่ 2300 MHz มาเปิดให้บริการจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานดาต้าในไทย เพราะคลื่น 2300MHz จะใช้เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลแบบTDD ทำให้ยกระดับเครือข่าย 4G LTE ในประเทศไทยให้กลายเป็นผู้นำอันดับแรกๆ ของโลก ที่ให้บริการ 4G LTE-TDD บนแบนด์วิดท์ที่กว้างถึง 60 MHz และที่สำคัญคือเป็นผืนเดียวติดกัน

ในขณะที่ประเทศอื่นๆ แม้แต่ในเกาหลี จีน และญี่ปุ่น ที่มีการนำ 4G LTE-TDD ไปใช้งาน ก็ไม่มีแบนด์วิดท์บนคลื่นเดียวกันที่กว้างขนาดนี้

ที่น่าสนใจคือ TDD จะมีรูปแบบการรับส่งข้อมูลที่แตกต่างจาก FDD เพราะใช้คลื่นเดียวสำหรับการรับส่งข้อมูล แต่เป็นการสลับช่วงเวลาในการรับส่งข้อมูลแทน ทำให้สามารถใช้งานคลื่นเดียวได้เต็มที่ด้วยการออกแบบคลื่นให้มีปริมาณการรับส่งข้อมูลตามพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ซึ่งนี่คือจุดเด่นของ TDD คลื่นที่จะนำมารองรับการใช้งานดาต้าในอนาคต เพราะส่วนใหญ่ผู้ใช้งานดาต้านั้นจะใช้งานรูปแบบ downlink มากกว่า ลองนึกถึงการใช้งานของเราที่ดูหนัง หรือโหลดเพลง อ่านคอนเทนท์ต่างๆ บนโลกโซเชียล นี่คือการใช้งานแบบด้าน downlink มากกว่านั่นเอง เราใช้งาน uplink ด้วยเช่นกัน เช่น ถ่ายภาพอัปโหลดขึ้นเฟซบุ๊ก แต่การใช้งานฝั่ง uplink อาจจะด้วยปริมาณไม่มากเท่ากับที่เราใช้งาน downlink

ตอนนี้ ลองนึกถึงภาพถนนซูเปอร์ไฮเวย์ภาพเดิมที่มีทั้งขาเข้าเมืองและขาออกเมือง แต่ถ้าจำนวนถนนที่เรามีทั้งหมด 6 เลนส์ สำหรับรองรับการใช้งาน ไม่ต้องแบ่งเป็นขาเข้าเมือง 3 เลนส์ ขาออกเมือง 3 เลนส์ให้เท่ากันแบบนี้ จะดีกว่าหรือไม่ เพราะถ้าคนใช้งานฝั่งขาเข้าเมืองมากกว่า เราจะออกแบบให้ถนนฝั่งขาเข้าเมืองมี 4 เลนส์ ฝั่งขาออกนอกเมืองมี 2 เลนส์ หรือถ้าคนใช้งานกันแต่ฝั่งเข้าเมืองเรามาออกแบบเป็น ถนนฝั่งขาเข้าเมือง 5 เลนส์ และฝั่งขาออกนอกเมือง 1 เลนส์พอ แบบนี้จะดีกว่าหรือไม่

กลับมาในมุมของผู้ใช้จะได้ประโยชน์อะไรจาก 4G LTE-TDD หนึ่งเลยคือ จะได้ความเร็วในการใช้อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของการดาวน์โหลดคอนเทนต์ เมื่อเทียบกับ 4G บนคลื่นแบบFDD ดังนั้น 4G บนคลื่น 2300MHz จะให้การใช้งานสตรีมมิ่งวิดีโอคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็น Youtube Facebook Live LINE TV และดูคลิปวิดีโอผ่านช่องทางต่างๆ ก็จะรวดเร็วขึ้น ลื่นขึ้น

ที่สำคัญ เมื่อคลื่น 2300 MHz มาเปิดให้บริการพร้อมกับ 4G LTE-TDD  นี่คือคลื่นใหม่ที่มาเพิ่มจากคลื่นเดิมอื่นๆ ที่ให้บริการอยู่แล้ว ผู้ใช้บริการไม่ต้องกังวลในการใช้งานว่ามือถือที่ใช้จะเลือกจับคลื่นใด หรือใช้เทคโนโลยีอะไร เพราะผู้ให้บริการจะวางแผนเน็ตเวิร์คและจัดสรรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาให้บริการ บนความเร็วในการเชื่อมต่อที่แรงที่สุดในพื้นที่นั้นๆ มาให้ลูกค้าได้ใช้งาน

สุดท้ายการมาของ 4G LTE-TDD จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเครือข่ายไร้สายในประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้ใช้งานในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องระดับไฮเอนด์แต่ก็เข้าถึงโมบายบรอดแบนด์ได้

from:http://mobileocta.com/why-2300-mhz-wave-will-make-movies-on-mobile-slippery-than-ever/