คลังเก็บป้ายกำกับ: 4G

7 มือถือราคาไม่เกิน 5000 บาท ซื้อเป็นเครื่องหลักก็ดี เครื่องเสริมก็ได้ เริ่มแค่ 2,499 บาท อัพเดทปี 2022

มือถือราคาไม่เกิน 5000 บาท ปี 2022 นี้มีรุ่นดีๆ ไม่แพงให้เลือกหลายรุ่นเลย

smartphone cover 1

มือถือราคาไม่เกิน 5000 บาทน่าจะเป็นสมาร์ทโฟนที่หลายคนเลือกซื้อมาใช้งาน ไม่ว่าจะใช้เป็นเครื่องรองหรือซื้อให้ลูกหลานเอาไว้โทรหรือไลน์ติดต่อกัน และในปี 2022 นี้ก็ยังมีตัวเลือกหลากหลายรุ่นและเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกให้เลือกมากมายหลายรุ่นและสเปคถือว่าไม่ขี้เหร่ ไม่ใช่แค่ใช้โทรออกรับสายเปิดไลน์ได้ แต่ยังใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คและถ่ายภาพได้คมชัดระดับหนึ่งอีกด้วย และเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ส่งมือถือเครื่องหลักไปเคลมแล้วใช้เวลาซ่อมหลายวันก็อาจจะหามือถือประเภทนี้มาเป็นเครื่องสำรองไว้ใช้งานเลยก็ได้

Advertisementavw

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำใจเล็กน้อยสำหรับมือถือประเภทนี้สเปคแม้จะคุ้มค่าแต่จะรองรับแค่ 3G หรือ 4G ยังไม่รองรับ 5G เพราะราคาชุดเสาสัญญาณกับโมเด็มยังแพงและทำราคาไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม 4G ในปัจจุบันนี้ก็ยังใช้งานโซเชียลและรับส่งข้อความได้รวดเร็วไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

มือถือราคาไม่เกิน 5000

7 มือถือราคาไม่เกิน 5000 บาท ซื้อมาเป็นเครื่องเสริมก็ดี ให้ลูกหลานใช้ก็ได้

สำหรับคนที่มองหามือถือราคาไม่เกิน 5000 บาทในปี 2022 นี้ยังหาซื้อได้ง่าย เลือกได้หลากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะแบรนด์ที่คุ้นเคยกันหรือแบรนด์น้องใหม่ที่ขยายเข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีให้เลือกเหมือนกัน โดยทั้ง 7 รุ่นที่เลือกมาแนะนำจะมีดังนี้

  1. TECNO Mobile POP5 (2,499 บาท)
  2. Xiaomi Redmi 9A (3,099 บาท)
  3. realme C21 (3,490 บาท)
  4. Motorola E7i Power (3,499 บาท)
  5. Infinix Hot 11 Play (4,099 บาท)
  6. Samsung Galaxy A03 (4,599 บาท)
  7. vivo Y12a (4,999 บาท)
1. TECNO Mobile POP5 (2,499 บาท)

9a25ac306c691c8b2bc01e1739b19d76

TECNO Mobile POP5 เป็นเครื่องแรกที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ แม้จะเป็นแบรนด์ที่ไม่คุ้นหูคนไทย แต่สมาร์ทโฟนจากฮ่องกงแบรนด์นี้ก็ถือว่าให้สเปคมาดีและราคาไม่แพงมากอีกด้วย ซึ่ง POP5 รุ่นใหม่นี้ได้หน้าจอขนาด 6.52 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600×720 พิกเซล) ติดตั้งชิป ARM A7 แบบ Quad-core มี RAM 2GB, ROM 32GB เพิ่ม SD Card ได้ 256GB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Android 11 Go มาให้ ซึ่งไม่กินสเปคมากแต่ใช้งานได้ดีไม่แพ้ Android เวอร์ชั่นปกติที่ใช้งานกันอย่างแน่นอน รองรับ 3G, Wi-Fi, Bluetooth 5.0, FM, GPS มาให้ มีแบตเตอรี่ในตัว 5,000 mAh ใช้งานได้ทั้งวันและอาจจะเกินวันได้เลย ส่วนกล้องหลังมีความละเอียด 5 ล้านพิกเซลจับคู่กับ VGA และกล้องหน้ามีความละเอียด 5 ล้านพิกเซลเช่นกัน ติดตั้งไฟแฟลชเอาไว้ทั้งด้านหน้าและหลังเครื่อง รองรับการสแกนใบหน้าและลายนิ้วมืออีกด้วย 

สเปคของ TECNO Mobile POP5
  • หน้าจอขนาด 6.52 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600×720 พิกเซล)
  • ชิป ARM A7 แบบ Quad-core
  • RAM 2GB, ROM 32GB เพิ่ม SD Card ได้ 256GB
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11 Go
  • รองรับ 3G, Wi-Fi, Bluetooth 5.0, FM, GPS
  • แบตเตอรี่ในตัว 5,000 mAh
  • กล้อง
    • กล้องหลัง 5 ล้านพิกเซลกับ VGA และไฟแฟลช
    • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซลกับไฟแฟลช
  • รองรับการสแกนใบหน้าและลายนิ้วมือ
  • ราคา 2,499 บาท (Tecno Shopee Mall)
2. Xiaomi Redmi 9A (3,099 บาท)

6123748d4f05c323be5086d7f57ea306

Xiaomi Redmi 9A เป็นมือถือราคาไม่เกิน 5000 บาทที่แม้จะเปิดตัวและวางจำหน่ายมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังน่าใช้ไม่ว่าจะซื้อเอาไว้ใช้เป็นเครื่องสำรองหรือให้ลูกหลานเอาไว้ใช้งาน ตัวเครื่องใช้หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600×720) ใช้ชิป MediaTek Helio G25 มี RAM 2GB, ROM 32GB รองรับ microSD Card เพิ่มความจุสำหรับลงแอพฯ หรือเซฟภาพกับวิดีโอได้ ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Android 10 มาให้พร้อมใช้งาน รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.0 ชาร์จแบตเตอรี่ 5,000 mAh ในตัวด้วยสาย USB-C ได้ มีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ส่วนกล้องหลังมีความละเอียด 13 ล้านพิกเซลพร้อมไฟแฟลช ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รองรับการสแกนลายนิ้วมือและใบหน้าซึ่งเครื่องนี้เรียกว่าซื้อเอาไว้เป็นเครื่องเสริมหรือให้คนใกล้ตัวเอาไว้ใช้งานก็ดีเช่นกัน

สเปคของ Xiaomi Redmi 9A
  • หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600×720 พิกเซล)
  • ชิป MediaTek Helio G25
  • RAM 2GB, ROM 32GB เพิ่ม microSD Card ได้
  • ระบบปฏิบัติการ Android 10
  • รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.0, มีช่องหูฟัง 3.5 มม. 
  • แบตเตอรี่ในตัว 5,000 mAh ชาร์จด้วยสาย USB-C
  • กล้อง
    • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซลกับไฟแฟลช
    • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
  • รองรับการสแกนใบหน้าและลายนิ้วมือ
  • ราคา 3,099 บาท (Xiaomi Official Store Shopee Mall)
3. realme C21 (3,490 บาท)

a97cdce4916843b657da0e4cf8eef674

realme C21 เป็นมือถือราคาไม่เกิน 5000 บาทจากอินเดียที่ถือว่าคุ้มเกินค่าตัวใช้ได้ทีเดียว เพราะทางบริษัทพัฒนาโดยใส่ระบบ AI เข้ามาช่วยประมวลผลการทำงานและให้กล้องหลังมาหลายตัวอีกด้วย โดยหน้าจอตัวเครื่องมีขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600×720) ค่า Refresh Rate 90 Hz ใช้ชิป MediaTek Helio G35 มี RAM 3GB, ROM 32GB ใส่ microSD Card เพิ่มได้สูงสุด 256GB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ realme UI 1.0 พัฒนาจาก Android 10 มาให้ในตัว รองรับการเชื่อมต่อ 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.1 มีแบตเตอรี่ในตัว 5,000 mAh รองรับการชาร์จไว 18 วัตต์ผ่านพอร์ต microUSB และมีช่องหูฟัง 3.5 มม. ติดตั้งมาให้ใช้งาน ส่วนกล้องหลัง 3 ตัว ตัวหลักมีความละเอียด 13 ล้าน, เลนส์ Macro กับ Depth ตัวละ 2 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช กล้องหน้ามีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รองรับการสแกนลายนิ้วมือที่เซนเซอร์หลังเครื่องด้วย เรียกว่าให้มาคุ้มค่าตามสไตล์ realme เลย

สเปคของ realme C21
  • หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600×720 พิกเซล) Refresh Rate 90 Hz
  • ชิป MediaTek Helio G35
  • RAM 3GB, ROM 32GB เพิ่ม microSD Card ได้ 256GB
  • ระบบปฏิบัติการ realme UI 1.0 พัฒนาจาก Android 10
  • รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.1, มีช่องหูฟัง 3.5 มม. 
  • แบตเตอรี่ในตัว 5,000 mAh ชาร์จด้วยสาย microUSB รองรับชาร์จไว 18 วัตต์
  • กล้อง
    • กล้องหลัง 13 ล้าน, เลนส์ Macro กับ Depth ตัวละ 2 ล้านพิกเซลกับไฟแฟลช
    • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
  • รองรับการสแกนลายนิ้วมือ
  • ราคา 3,490 บาท (Wemall Shopee Mall)
4. Motorola E7i Power (3,499 บาท)

83aa8115dbc472e4b74afa8084ba5672

Motorola E7i Power เป็นมือถือราคาไม่เกิน 5000 บาทจากแบรนด์มือถือสุดทนทานอย่าง Motorola ที่สเปคเรียกว่ากำลังดี ด้วยหน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600×720) ชิปเซ็ตเป็น Unisoc SC9863A แบบ Octa-core มี RAM 2, ROM 32GB รองรับ microSD Card สูงสุด 512GB ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 11 แบบไม่ปรุงแต่งโดยตรงจาก Google เชื่อมต่อผ่านทาง 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.0 มีช่องต่อหูฟัง 3.5 มม. ให้ใช้งาน ชาร์จแบตเตอรี่ 5,000 mAh ด้วยสาย USB-C รองรับชาร์จไว 10 วัตต์ ส่วนกล้องหลังตัวหลักมีความละเอียด 13 ล้านและกล้องเสริม 2 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ซึ่งถ้าใครอยากใช้มือถือราคาไม่เกิน 5000 บาทแล้วเป็น Android ไม่ปรุงแต่งเลยแนะนำให้ดูตัวนี้เอาไว้ใช้งาน

สเปคของ Motorola E7i Power
  • หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600×720 พิกเซล)
  • ชิป Unisoc SC9863A
  • RAM 2GB, ROM 32GB เพิ่ม microSD Card ได้ 512GB
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11
  • รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.0, มีช่องหูฟัง 3.5 มม. 
  • แบตเตอรี่ในตัว 5,000 mAh ชาร์จด้วยสาย USB-C รองรับชาร์จไว 10 วัตต์
  • กล้อง
    • กล้องหลัง 13 ล้าน, เลนส์เสริม 2 ล้านพิกเซลกับไฟแฟลช
    • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
  • ราคา 3,499 บาท (BaNANA Shopee Mall)
5. Infinix Hot 11 Play (4,099 บาท)

2464 1

Infinix Hot 11 Play เครื่องนี้เป็นสมาร์ทโฟนจากฮ่องกงที่เน้นเรื่องความคุ้มค่าและทำตลาดในประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว โดยรุ่นนี้เน้นเรื่องหน้าจอใหญ่สเปคคุ้ม โดยหน้าจอมีขนาด 6.82 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1640×720) ใช้ชิป MediaTek Helio G35 มี RAM 4GB, ROM 64GB ใส่ MicroSD Card เพิ่มได้ 512GB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Android 11 มาให้พร้อมใช้งาน รองรับการเชื่อมต่อด้วย 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.0 มีแบตเตอรี่ในตัว 6,000 mAh ชาร์จแบตเตอรี่คืนด้วยสาย MicroUSB รองรับชาร์จไว 10 วัตต์ ส่วนกล้องที่ติดตั้งมาให้มีกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซลกับกล้องเสริมอีกตัวและไฟแฟลช ส่วนกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ซึ่งจากสเปคจะเห็นว่า Infinix Hot 11 Play ตัวนี้เป็นมือถือราคาไม่เกิน 5000 บาท ตัวคุ้มรุ่นหนึ่ง จะซื้อให้คุณพ่อคุณแม่ใช้งานก็ดีเพราะหน้าจอใหญ่มองสะดวกอย่างแน่นอน

สเปคของ Infinix Hot 11 Play
  • หน้าจอขนาด 6.82 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1640×720 พิกเซล)
  • ชิป MediaTek Helio G35
  • RAM 4GB, ROM 64GB เพิ่ม microSD Card ได้ 512GB
  • ระบบปฏิบัติการ Android 11
  • รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.0 
  • แบตเตอรี่ในตัว 6,000 mAh ชาร์จด้วยสาย MicroUSB รองรับชาร์จไว 10 วัตต์
  • กล้อง
    • กล้องหลัง 13 ล้าน, เลนส์เสริมกับไฟแฟลช
    • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล
  • ราคา 4,099 บาท (Infinix Thailand Shopee Mall)
6. Samsung Galaxy A03 (4,599 บาท)

2fb3519ca2a87d06f4c5729afe3da2f0

Samsung Galaxy A03 เครื่องนี้นอกจากได้ชื่อว่าเป็นแบรนด์เจ้าตลาดไว้ใจได้ รวมทั้งได้อัพเดทระบบปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องแล้ว งานประกอบก็ดีหาศูนย์ง่ายอีกด้วย โดยรุ่นนี้ใช้หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600×720) ชิป Unisoc T606 แบบ Octa-core สามารถใช้งานได้ลื่นไหลอย่างแน่นอน มี RAM 4GB, ROM 64GB เติม MicroSD Card ได้ 1TB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ One UI Core 3.1 พัฒนาจาก Android 11 มาให้ รองรับการเชื่อมต่อ 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.1 มีแบตเตอรี่ในตัว 5,000 mAh ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสาย microUSB ได้เลย ส่วนกล้องที่ติดตั้งมาให้ด้านหลังมีเลนส์หลัก 48 ล้านพิกเซลกับเลนส์ Depth 2 ล้านพิกเซลกับแฟลช 1 ดวง ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล เรียกว่าเป็นมือถือราคาไม่เกิน 5000 บาทที่สเปคดีคุ้มค่ามาก และเป็นแบรนด์เจ้าตลาดก็นับว่าไว้ใจได้แน่นอน

สเปคของ Samsung Galaxy A03
  • หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1640×720 พิกเซล)
  • ชิป Unisoc T606 แบบ Octa-core
  • RAM 4GB, ROM 64GB เพิ่ม microSD Card ได้ 1TB
  • ระบบปฏิบัติการ One UI Core 3.1 พัฒนาจาก Android 11
  • รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 5.1
  • แบตเตอรี่ในตัว 5,000 mAh ชาร์จด้วยสาย MicroUSB 
  • กล้อง
    • กล้องหลัง 48 ล้าน, เลนส์ Depth 2 ล้านพิกเซลกับไฟแฟลช
    • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
  • ราคา 4,599 บาท (BaNANA Shopee Mall)
7. vivo Y12a (4,999 บาท)

12fbbc534a5db7ed3af0c5353b3b830f

vivo Y12a เครื่องนี้ก็เป็นแบรนด์ชั้นนำที่คนไทยหลายคนเลือกใช้เช่นกัน โดยรุ่นเล็กตัวนี้จะเด่นเรื่องกล้องหลังที่มีระบบประมวลผลภาพด้วย AI และที่สแกนลายนิ้วมือข้างตัวเครื่องและสแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่องได้ ส่วนหน้าจอมีขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1600×720) ชิป Snapdragon 439 พร้อม RAM 3GB, ROM 32GB ใส่ MicroSD Card เพิ่มได้ ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 11 พัฒนาจาก Android 11 มาให้ใช้งาน รองรับการเชื่อมต่อ 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 4.2 ส่วนแบตเตอรี่ในตัวมีความจุ 5,000 mAh ชาร์จด้วยสาย MicroUSB รองรับชาร์จไว 10 วัตต์ กล้องหลังมีเลนส์ 13 ล้านกับ 2 ล้านพิกเซลและไฟแฟลชติดตั้งมาให้ ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เรียกว่าเป็นมือถือราคาไม่เกิน 5000 บาทแต่เป็นแบรนด์ระดับโลกและหาศูนย์บริการได้ง่ายอีกแบรนด์หนึ่งด้วย

สเปคของ vivo Y12a
  • หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1640×720 พิกเซล)
  • ชิป Snapdragon 439
  • RAM 3GB, ROM 32GB เพิ่ม microSD Card ได้
  • ระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 11 พัฒนาจาก Android 11
  • รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 5, Bluetooth 4.2
  • แบตเตอรี่ในตัว 5,000 mAh ชาร์จด้วยสาย MicroUSB รองรับชาร์จไว 10 วัตต์
  • กล้อง
    • กล้องหลัง 13 ล้าน, เลนส์เสริม 2 ล้านพิกเซลกับไฟแฟลช
    • กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล
  • ราคา 4,999 บาท (BaNANA Shopee Mall)

สรุปสเปคมือถือราคาไม่เกิน 5000 บาทน่าใช้ ซื้อเป็นเครื่องเสริมก็ดีเครื่องหลักให้น้องก็ได้

สำหรับมือสถือราคาไม่เกิน 5000 บาทที่เลือกมาแนะนำทั้ง 7 รุ่น จะเห็นว่าแทบทุกรุ่นรองรับ 4G LTE กันทั้งหมด และเน้นเรื่องแบตเตอรี่ที่มีความจุสูงด้วย โดยถ้าสรุปสเปคจะเป็นดังนี้

สเปคมือถือราคาไม่เกิน 5000 หน้าจอ ชิป, RAM, ROM, ระบบปฏิบัติการ การเชื่อมต่อ กล้อง แบตเตอรี่ ราคา
TECNO Mobile POP5 6.52″ HD+ ARM A7

RAM 2GB

ROM 32GB

SD Card ได้ 256GB

Android 11 Go

3G

Wi-Fi

Bluetooth 5.0

FM

GPS

หน้า 5 ล้านพิกเซลและไฟแฟลช

หลัง 5 ล้านพิกเซลและ VGA

5,000 mAh 2,499 บาท
Xiaomi Redmi 9A 6.5″ HD+ MediaTek Helio G25

RAM 2GB

ROM 32GB

microSD Card

Android 10

4G LTE

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

มีช่องหูฟัง 3.5 มม.

หน้า 5 ล้านพิกเซล

หลัง 13 ล้านพิกเซลและไฟแฟลช

5,000 mAh

USB-C

3,099 บาท
realme C21 6.5″ HD+

Refresh Rate 90 Hz

MediaTek Helio G35

RAM 2GB

ROM 32GB

microSD Card 256GB

realme UI 1.0 พัฒนาจาก Android 10

4G LTE

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.1

มีช่องหูฟัง 3.5 มม.

หน้า 5 ล้านพิกเซล

หลัง 13 ล้าน กับเลนส์ Macro กับ Depth ตัวละ 2 ล้านพิกเซลและไฟแฟลช

5,000 mAh

microUSB

ชาร์จไว 18W

3,490 บาท
Motorola E7i Power 6.5″ HD+ Unisoc SC9863A

RAM 2GB

ROM 32GB

microSD Card 512GB

Android 11

4G LTE

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

มีช่องหูฟัง 3.5 มม.

หน้า 5 ล้าน

หลัง 13 ล้านกับเลนส์เสริม 2 ล้านและแฟลช

5,000 mAh

USB-C

ชาร์จไว 10W

3,499 บาท
Infinix Hot 11 Play 6.82″ HD+ MediaTek Helio G35

RAM 4GB

ROM 64GB

microSD Card 512GB

Android 11

4G LTE

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

หน้า 8 ล้านพิกเซล

หลัง 13 ล้าน กับเลนส์เสริมและไฟแฟลช

6,000 mAh

microUSB

ชาร์จไว 10W

4,099 บาท
Samsung Galaxy A03 6.5″ HD+ Unisoc T606

RAM 4GB

ROM 64GB

microSD Card 1TB

One UI Core 3.1 พัฒนาจาก Android 11

4G LTE

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.1

หน้า 5 ล้านพิกเซล

หลัง 48 ล้านพิกเซลและ Depth 2 ล้านและไฟแฟลช

5,000 mAh

MicroUSB 

4,599 บาท
vivo Y12a 6.5″ HD+ Snapdragon 439

RAM 2GB

ROM 32GB

microSD Card

Funtouch OS 11 พัฒนาจาก Android 11

4G LTE

Wi-Fi 5

Bluetooth 4.2

หน้า 8 ล้านพิกเซล

หลัง 13 ล้านและเลนส์เสริม 2 ล้านพิกเซลและไฟแฟลช

5,000 mAh

microUSB

ชาร์จไว 10W

4,999 บาท

ดังนั้นถ้าใครจะซื้อมือถือเครื่องใหม่มาเป็นเครื่องเสริมเวลาส่งมือถือเครื่องหลักไปเคลมหรือซื้อเอาไว้ให้คนใกล้ตัวใช้เป็นมือถือเครื่องหลักก็โอเคทั้งคู่ และสเปคต้องถือว่าเอามาใช้งานทั่วไปอย่างโทร, LINE, ดู YouTube หรือเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คได้อย่างแน่นอน 


บทความที่เกี่ยวข้อง

headphonecover

anaucover

smartphone cover

from:https://notebookspec.com/web/638391-7-smartphone-under-5000-baht

Sony ปล่อยอัปเดต Xperia 1 II สามารถใช้งาน 4G VoTLE ในประเทศไทยได้แล้ว

หลังจากที่เป็นปัญหาคาราคาซังมานาน สำหรับ Xperia 1 II ที่วางขายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่กลับใช้งาน 4G VoLTE ไม่ได้เสียที จนสร้างความหงุดหงิดใจให้แก่ชาวอารยธรรมไปตาม ๆ กัน ในที่สุดวันนี้ก็มีข่าวดีจนได้ หลัง Sony ปล่อยเฟิร์มแวร์ตัวล่าสุด ปลดล็อกให้ Xperia 1 II สามารถใช้งาน 4G VoLTE กันได้แล้ว

ตอนนี้ Xperia 1 II เฟิร์มแวร์ล่าสุด เวอร์ชั่น 58.0.A.3.224 สามารถใช้งาน 4G VoLTE ได้แล้ว ทั้ง AIS, TrueMove H และ dtac เลย แต่มีข้อแม้เล็กน้อยว่า ต้องเป็นเครื่องศูนย์ฯ ไทยเท่านั้นครับ ซึ่งหมายความว่า…เครื่องหิ้วอด 😥

ข้อดีของ 4G VoLTE นั้นมีอยู่หลายประการด้วยกัน แต่ประโยชน์หลัก ๆ เลยก็คือ เมื่อมีสายโทรเข้า อินเทอร์เน็ตจะไม่ถูกตัด ซึ่งเรื่องดังกล่าวได้สร้างความปวดหัวให้แก่ผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น กำลังประชุมงานสำคัญผ่านวิดีโอคอล หรือกำลังเล่นเกมในจังหวะที่เข้าด้ายเข้าเข็ม มีสายโทรเข้าปุ๊บ…จบเห่เลย

นอกจากนี้ยังเป็นการร่นระยะเวลาขณะเชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์ให้เร็วขึ้น ช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่ของอุปกรณ์มากกว่าเดิม รวมถึงเป็นการช่วยเพิ่มความคมชัดของเสียงสนทนาเป็นระดับ HD อีกต่างหาก เพราะหากไม่มี VoLTE เมื่อโทรออกระบบจะสลับไปใช้งานสัญญาณ 3G แทน ซึ่งก็เป็นที่มาของปัญหาเน็ตหลุดตามที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นแหละครับ

วิธีเปิด 4G VoLTE บน Xperia 1 II

  • เข้าไปที่ Settings
  • เลือกเมนู Network & internet ที่ด้านบนสุด
  • จากนั้นไปที่ Mobile network และเปิดใช้งาน VoLTE

หากใครที่อัปเดตเป็นเฟิร์มแวร์ล่าสุดแล้วยังใช้งานไม่ได้ ให้ลองติดต่อไปยังศูนย์บริการของแต่ละเครือข่ายดูก่อนนะครับ เนื่องจากซิมอาจยังไม่เคยเปิดใช้บริการ VoLTE มาก่อน เบอร์โทรตามด้านล่างนี้เลย

เบอร์โทร call center AIS, TrueMove H, dtac

  • AIS – 1175
  • TrueMove H – 1242
  • dtac – 1678

หากเพื่อน ๆ มีปัญหาการใช้งานหรือติดขัดอะไรตรงไหนก็สามารถคอมเมนต์กันเข้ามาได้นะครับ ส่วน Xperia 10 II และ Xperia 5 II ตอนนี้มีข่าวลือว่า ทั้งคู่จะมีเฟิร์มแวร์อัปเดตตามมาหลังจากนี้

from:https://droidsans.com/sony-xperia-1-ii-4g-volte-thailand/

เปิดตัว Nokia 8000 4G และ Nokia 6300 4G ฟีเจอร์โฟนดีไซน์คลาสสิค ใช้งาน Facebook และ Google Maps ได้

มีข่าวลือมาสักระยะหนึ่งแล้วว่า Nokia กำลังซุ่มพัฒนาฟีเจอร์โฟนรุ่นใหม่อยู่ ในที่สุดวันนี้ก็ได้ฤกษ์เผยโฉมอย่างเป็นทางการแล้ว มาพร้อมกันทีเดียว 2 รุ่นเลย ได้แก่ Nokia 8000 4G และ Nokia 6300 4G โดยเป็นการหยิบเอาชื่อพร้อมทั้งดีไซน์บางส่วนจากรุ่นดั้งเดิมกลับมาทำใหม่ ให้เป็นมือถือที่เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น โดย Nokia 8000 4G มีราคา 79 ยูโร (≈2,790 บาท) และ Nokia 6300 4G มีราคา 49 ยูโร (≈1,790 บาท)

Nokia 8000 4G

Nokia 8000 4G ถูกออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากความแวววาวของอัญมณี โดยจะเห็นได้ว่า ทั้งเฟรมรอบตัวเครื่องรวมถึงฝาหลังมีพื้นผิวเป็นลักษณะมันวาว แม้จะเป็นวัสดุพอลีคาร์บอเนต แต่ก็ให้ความรู้สึกหรูหราราวกับกระจก สะท้อนแสงวิบวับสวยงาม มีด้วยกัน 4 สี คือ Opal White, Onyx Black, Topaz Blue, และ Citrine Gold

จอภาพของ Nokia 8000 4G มีขนาด 2.8 นิ้ว เป็นขนาดที่ใหญ่พอสมควรหากเทียบกับฟีเจอร์โฟนด้วยกัน เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างถนัดถนี่ แผงปุ่มกดจะมีลักษณะโค้งที่บริเวณขอบแบบ 3D ทำให้จับถือได้กระชับมือ

หากใครกำลังคิดว่า ฟีเจอร์โฟนคงทำได้แค่รับสายและโทรออก คุณกำลังคิดผิด เพราะ Nokia 8000 4G เป็นฟีเจอร์โฟนที่ถูกปรับปรุงให้มีความทันสมัย มาพร้อมกับแอปชื่อดังต่าง ๆ มากมาย อาทิ WhatApp, Facebook, YouTube และ Google Maps เป็นต้น อีกทั้งยังมี Google Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะในตัวที่จะเข้ามาช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความสะดวกมากขึ้นด้วย

ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า Nokia 8000 4G แน่นอนว่า ต้องรองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย 4G ซึ่งประโยชน์ของมันไม่ได้มีเพียงแค่การเล่นอินเทอร์เน็ตหรือการแชร์ Wi-Fi hotspot ด้วยความเร็วสูงเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเพิ่มความคมชัดของการสนทนาขณะคุยโทรศัพท์อีกด้วย แถมยังใช้งาน 4G ได้ทั้ง 2 SIM อีกต่างหาก

สเปค Nokia 8000 4G

  • จอภาพ : 2.8 นิ้ว, ความละเอียด QVGA
  • ชิป : Qualcomm Snapdragon 210
  • หน่วยความจำ : RAM 512GB + 4GB, รองรับ microSD card สูงสุด 32GB
  • กล้อง : 2MP, แฟลช LED
  • การเชื่อมต่อ :
    – เครือข่าย GSM, WCDMA (LTE Cat 4)
    – Wi-Fi
    – GPS, A-GPS
    – Bluetooth
    – วิทยุ FM
    – ช่องหูฟัง 3.5 มม.
    – Micro-USB
  • แบตเตอรี่ : 1500mAh (สามารถถอดได้)
  • ระบบปฏิบัติการ : KaiOS
  • ขนาด : 132.2 × 56.5 × 12.34 มม.
  • น้ำหนัก : 110.2 กรัม
  • สี : Opal White, Onyx Black, Topaz Blue, Citrine Gold

Nokia 6300 4G

ต่อกันด้วย Nokia 6300 4G กันบ้าง ซึ่งต้องบอกว่า ฟีเจอร์การใช้งานหลัก ๆ นั้นไม่มีอะไรแตกต่างจาก Nokia 80004G เลย แต่สิ่งที่แตกต่างอยู่ในส่วนของดีไซน์ยิบย่อย Nokia 6300 มาพร้อมกับจอภาพขนาด 2.4 นิ้ว การออกแบบของมือถือรุ่นนี้จะตรงข้ามกับ Nokia 8000 4G อยู่ประมาณหนึ่ง คือ ฝาหลังมีลักษณะโค้งมน แต่เฟรมเครื่องจะเป็นแบบเหลี่ยม ๆ และมีผิวสัมผัสแบบด้าน

ฟีเจอร์การใช้งานอื่น ๆ ที่เหลือนั้นเหมือนกันทั้งหมด เช่น แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ความสามารถในการแชร์ Wi-Fi hotspot โดย Nokia 6300 4G มีให้เลือก 3 สี คือ Light Charcoal, White และ Cyan Green

สเปค Nokia 6300 4G

  • จอภาพ : 2.4 นิ้ว, ความละเอียด QVGA
  • ชิป : Qualcomm Snapdragon 210
  • หน่วยความจำ : RAM 512GB + 4GB, รองรับ microSD card สูงสุด 32GB
  • กล้อง : VGA, แฟลช LED
  • การเชื่อมต่อ :
    – เครือข่าย GSM, WCDMA (LTE Cat 4)
    – Wi-Fi
    – GPS, A-GPS
    – Bluetooth
    – วิทยุ FM
    – ช่องหูฟัง 3.5 มม.
    – Micro-USB
  • แบตเตอรี่ : 1500mAh (สามารถถอดได้)
  • ระบบปฏิบัติการ : KaiOS
  • ขนาด : 131.4 x 53.0 x 13.7 มม.
  • น้ำหนัก : 104.7 กรัม
  • สี : Light Charcoal, White, Cyan Green

ราคาและการวางจำหน่าย Nokia 8000 4G และ Nokia 6300 4G

ในเบื้องต้นทั้ง Nokia 8000 4G และ Nokia 6300 4G จะวางจำหน่ายแบบจำกัดเฉพาะบางประเทศเท่านั้น ในราคา 79 ยูโร (≈2,790 บาท) และ 49 ยูโร (≈1,790 บาท) ตามลำดับ ทั้งนี้ สำหรับ Nokia ประเทศไทยของเราก็พึ่งวางขาย Nokia 225 4G และ Nokia 215 4G รวมทั้ง Nokia 3.4 กับ Nokia C3 ไปหมาด ๆ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เองครับ

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : Nokia 8000 4G | Nokia 6300 4G | HMD Global (press releases)

from:https://droidsans.com/hmd-global-nokia-8000-4g-and-nokia-6300-4g/

NASA จับมือ Nokia เตรียมติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณ 4G บนพื้นผิวดวงจันทร์

ในปัจจุบันเทคโนโลยี 4G บนโลกเราแทบจะเข้าถึงได้ทุกที่ (ที่มีมนุษย์อาศัยอยู่) ไม่ว่าจะในป่า กลางทะเล หรือบนภูเขา รวมถึงเทคโนโลยี 5G ที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ด้วย…แต่ดูเหมือนว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนโลกอาจจะไม่เพียงพอซะแล้ว เพราะล่าสุด NASA ได้ร่วมมือกับ Nokia เพื่อเตรียมนำอุปกรณ์ 4G ไปติดตั้งบนดวงจันทร์ เพื่อรองรับการใช้งานของมนุษย์ที่จะเดินทางไปยังดวงจันทร์ในอนาคต

บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่จากประเทศฟินแลนด์อย่าง Nokia ได้รับการคัดเลือกจาก NASA ให้นำอุปกรณ์ส่งสัญญาณ 4G แบบไร้สายขนาดเล็ก ที่ใช้พลังงานน้อย และทนทานต่อการใช้งานในอวกาศ ไปติดตั้งบนพื้นผิวของดวงจันทร์ สำหรับรองรับการใช้งานของเหล่ามนุษย์ที่จะเดินทางไปยังดวงจันทร์เพื่องานวิจัย หรืองานทางด้านเศรษฐกิจการค้าต่างๆ ภายในปี 2030

ตามข้อมูลบอกว่าทาง NASA ได้ทำสัญญากับ Nokia ในการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวบนดวงจันทร์ เป็นจำนวนเงินกว่า 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Artemis ที่จะนำมนุษย์กลับไปเหยียบที่ดวงจันทร์อีกครั้งในปี 2024 เพื่อทำการทดลอง รวมทั้งเก็บข้อมูลต่างๆ สำหรับนำไปใช้พัฒนาต่อยอดกับการเดินทางไปสำรวจดาวอังคารในอนาคต

การติดตั้งอุปกรณ์ 4G บนดวงจันทร์ในครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานมนุษย์แต่อย่างใด เพราะ NASA จะส่งอุปกรณ์ไปกับยานอวกาศ และเมื่อถึงที่หมายแล้ว อุปกรณ์ดังกล่าวก็จะทำการตั้งค่าต่างๆ ให้พร้อมใช้งานได้แบบอัตโนมัติ แถมยังสามารถอัปเดตให้เป็นระบบ 5G ได้ในอนาคตอีกต่างหาก

NASA กล่าวว่าการติดตั้งอุปกรณ์ 4G จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่ต้องมีการติดต่อกันระหว่างโลกและดวงจันทร์ได้ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการบังคับยานสำรวจ Rover, การสื่อสาร และการนำทางแบบ real-time หรือจะเป็นการสตรีมภาพวิดีโอแบบ HD อีกด้วย

 

ที่มา : Theguardian

from:https://droidsans.com/nasa-nokia-to-install-4g-equipment-on-moon/

NASA ให้ทุน Nokia 14.1 ล้านเหรียญ พัฒนาเทคโนโลยี 4G LTE บนดวงจันทร์

NASA มอบเงินกว่า 14.1 ล้านเหรียญสหรัฐให้ Nokia ในโครงการ Tipping Point โครงการแข่งขันเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศสำหรับดวงจันทร์ ที่มอบเงินทุนให้บริษัทต่างๆ รวม 370 ล้านเหรียญ เพื่อพัฒนาโครงการ Artemis ที่จะส่งผู้หญิงคนแรกไปดวงจันทร์ในปี 2024 และเตรียมพัฒนาฐานบนดวงจันทร์ภายในปี 2028

นอกจากเทคโนโลยี 4G ของ Nokia แล้ว NASA ยังมอบเงินทุนให้บริษัทอื่นๆ เช่น Space X ของ Elon Musk, Lockheed Martin และ United Launch Alliance เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการส่งเชื้อเพลิงแบบแช่แข็ง (cryogenic fuel transfer technology) และบริษัท Sierra Nevada Corporation เพื่อเทคโนโลยีการสกัดออกซิเจนจากดวงจันทร์ (lunar oxygen extraction) เป็นต้น โดยสามารถดูรายชื่อเต็มๆ ได้ ที่นี่

เทคโนโลยี 4G บนดวงจันทร์ อาจไม่ต้องเจอปัญหาเดียวกับบนโลก เช่นปัญหาสัญญาณรบกวน หรือปัญหาสัญญาณเข้าไม่ถึงในอาคาร แต่ต้องเจออุณหภูมิถึง 120-140 องศาเซลเซียส และรังสีในอวกาศ ทำให้ Nokia ต้องพัฒนาอุปกรณ์เครือข่ายที่ทนต่อสภาพแวดล้อมเหล่านี้ และมีขนาดเล็กลง เพื่อให้ขนส่งไปยังดวงจันทร์ได้ง่ายขึ้น และในอนาคตก็อาจพัฒนาเป็น 5G แบบ mmWave ได้ เพราะบนดวงจันทร์ไม่มีอาคารมากีดกันสัญญาณ แต่คงต้องใช้เวลาพอสมควร

ที่มา – Extremetech, Android Police, NASA:Tipping Point, NASA: Moon to Mars

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/119116

ทำไมเน็ตมีปัญหาเวลาไปงานกิจกรรมที่คนเยอะ, เราสามารถขอติดตั้งสัญญาณพิเศษให้รองรับได้หรือไม่?

ด้วยความที่ปัจจุบันเราไปไหนมาไหน ก็จะมีใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือกันอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเล่นโซเชียล แชทคุยกับเพื่อน แชร์ภาพหรือคลิปให้โลกรู้ ซึ่งโดยมากตัวผู้ให้บริการก็จะมีการออกแบบเครือข่ายให้เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่ในแต่ละวัน แต่วันดีคืนดี ถ้ามีการจัดกิจกรรมพิเศษที่มีคนมาร่วมเป็นจำนวนเยอะกว่าปกติ เครือข่ายก็มักจะมีปัญหา โหลดไม่ได้ อัปไม่ไป ซึ่งสาเหตุมากจากอะไร และเราสามารถแก้ไขเตรียมการล่วงหน้าได้รึเปล่า?

ทำไมคนรวมตัวกันเยอะแล้วอินเทอร์เน็ตมือถือมักมีปัญหา?

ใครที่เคยไปคอนเสิร์ต เข้าร่วมงานกิจกรรมใหญ่ ๆ ที่มีคนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่มักจะต้องเจอคือสัญญาณอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนคู่ใจ จะไม่สามารถใช้งานได้ หรือเรียกสั้นๆว่า “เน็ตล่ม” ซึ่งสาเหตุที่มาว่าทำไมล่มนั้นก็เกิดจากปริมาณคนที่เยอะกว่าที่เครือข่ายรองรับได้ โดยแต่ละพื้นที่จะมี แต่ละตำแหน่ง(แม้แต่ในตึกเดียวกัน) ก็จะมีความสามารถในการรองรับที่แตกต่างกันไป โดยในหนึ่งสถานีฐาน หรือหนึ่งตัวกระจายสัญญาณ จะรองรับได้มากน้อยแตกต่างกันไป ตามแต่เทคโนโลยีที่เครือข่ายนั้น ๆ เลือกใช้งาน ยิ่งลงเทคโนโลยีใหม่เท่าใด ก็จะสามารถรองรับได้ดีขึ้นเท่านั้น

กล่าวโดยสรุปคือ ปัจจัยที่จะทำให้สัญญาณอินเทอร์เน็ตดีหรือไม่ดี ประกอบไปด้วย

  • สัญญาณแรงแค่ไหน : ขีดเดียว ยังไงก็ไม่ไหวจะแรง
  • จำนวนคนในพื้นที่มากน้อยเพียงใด : ถ้าคนเยอะ ก็แบ่งคลื่นแบ่งช่องสัญญาณกันไป
  • ปริมาณการใช้งาน : แม้คนจะน้อยถ้าโหลดกันโหด เครือข่ายก็ร่วงได้
  • ปริมาณเสาสัญญาณ : คนเยอะ ใช้มาก แก้ง่ายสุดคือลงเสาเพิ่ม (ถ้ามีพื้นที่)
  • ปริมาณคลื่นที่เครือข่ายนั้น ๆ มีครอบครอง : เสาเยอะก็ควรต้องพร้อมกับความถี่ที่มากด้วย
  • เทคโนโลยีที่เครือข่ายนั้น ๆ ใช้งาน : 3G < 4G < 5G รองรับผู้ใช้ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

อ่านเพิ่มเติม : ปัจจัยของความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือ – 2CA, 3CA, 4×4 MIMO คืออะไร, จำนวนความถี่ที่แต่ละเครือข่ายมีครอบครอง, 5G รองรับผู้ใช้งานมากกว่า 4G 10 เท่า

เมื่อมีการจัดกิจกรรม หรือการชุมนุมขึ้น โดยมากจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ไม่กี่ชั่วโมง หรือไม่กี่วัน ทำให้ผู้ให้บริการอย่าง AIS Truemove หรือ dtac จะไปลงทุนติดตั้งเสาสัญญาณใหม่เพื่อรองรับการใช้งานก็จะไม่คุ้มค่านัก เพราะการติดตั้งเสาเพิ่มตัวกระจายสัญญาณแบบถาวรอาจจะมีค่าใช้จ่ายหลักแสนจนถึงหลายล้านได้ ดังนั้นเครือข่ายต่าง ๆ จึงจะมี “รถเพิ่มสัญญาณมือถือ” ที่สามารถเพิ่มเสาสัญญาณในพื้นที่ที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็วนั่นเอง

ทั้ง 3 เครือข่ายเคยยกพลนำรถโมบายล์ไปตั้งเพื่ออำนวยความสะดวก ในพื้นที่อับสัญญาณเมื่อครั้งปฏิบัติการค้นหานักฟุตบอลเยาวชนทีมหมู่ป่าที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน

มาถึงตรงนี้แล้ว ก็น่าจะเริ่มมีไอเดียว่าเมื่อไหร่ ที่เรามีการจัดกิจกรรม มหกรรมใหญ่ ๆ เราจะสามารถติดต่อประสานงานให้แต่ละเครือข่ายมขยายสัญญาณเพิ่มได้เหมือนกันหรือไม่ และเราจะต้องทำอย่างไร เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพื่อขอสัญญาณเพิ่มเติมรึเปล่า ตรงนี้เราก็ได้ไปสอบถามเพิ่มเติมมาให้ โดยได้ข้อมูลมาจากคนในเครือข่ายหนึ่งนะครับ ซึ่งเครือข่ายอื่นอาจจะมีเงื่อนไขเล็กน้อยที่แตกต่างกัน แต่ระเบียบปฏิบัติองค์รวมไม่น่าจะต่างกันมากเท่าไหร่

ติดต่อขอได้รถโมบายล์ขยายสัญญาณได้กรณีใดบ้าง และมีค่าใช้จ่ายรึเปล่า?

ทางผู้ให้ข้อมูลไม่ได้มีการระบุตัวเลขมาแบบชัดเจนว่ากิจกรรมการชุมชุมจะต้องมีจำนวนมากน้อยขนาดไหน แต่โดยหลักการคือผู้ที่ร้องขอหรือผู้จัดงานต้องมีการประเมินจำนวนผู้เข้าร่วมงานมาก่อน ว่ามีจำนวนมากน้อยขนาดไหน จัดกิจกรรมขึ้นในพื้นที่ใด แล้วทางเครือข่ายจะเอาตัวเลขทั้งหมดไปพิจารณาว่า เครือข่ายในบริเวณดังกล่าว สามารถรองรับได้หรือไม่ ซึ่งโดยมากหากมีการรวมตัวกันหลักหลายพันไปจนถึงหมื่นคน และพื้นที่บริเวณดังกล่าว ปกติไม่ได้มีคนไปเยอะเป็นประจำ และทางผู้ให้บริการเห็นว่าเครือข่ายในบริเวณดังกล่าวน่าจะรองรับผู้ใช้จำนวนดังกล่าวไม่ได้ ก็มักจะตอบรับ และออกรถโมบายล์ไปเพื่อให้บริการเพิ่มเติมกัน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและทำให้ผู้ใช้งานในเครือข่ายตนสามารถเชื่อมต่อได้แบบไม่ติดขัด ซึ่งโดยมากมักจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพิ่มเติม แต่อาจจะต้องจัดเตรียมสถานที่ และความพร้อมอื่น ๆ เพื่อให้เครือข่ายสามารถนำรถโมบายล์เข้าไปติดตั้งและให้บริการได้

ข้อจำกัดและเงื่อนไขในการขอรับบริการรถโมบายล์ขยายสัญญาณ

เมื่อทางเครือข่ายพิจารณาเห็นชอบว่าควรต้องเอารถเพิ่มสัญญาณมือถือไปติดตั้งแล้ว สิ่งที่ผู้จัดงานควรต้องจัดเตรียมให้พร้อมเพื่อให้สามารถดำเนินการได้

  • การจัดงานและพื้นที่ใช้งาน – โดยทางผู้จัดงานต้องคุยกับเจ้าของสถานที่เพื่อขอสิทธิ์ให้รถเพิ่มสัญญาณเข้าได้ ซึ่งถ้าเป็นการจัดงานจากภาคเอกชนด้วยกัน การตกลงกันก็จะไม่ได้ยุ่งยากมาก แต่สำหรับงานที่จัดในพื้นที่สาธารณะ หรือพื้นที่ที่หน่วยงานราชการดูแล จะต้องมีการขออนุญาตไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งถ้าเป็นงานใหญ่ระดับประเทศก็มักจะมีสำนักงาน กสทช. เป็นเจ้าภาพขอความร่วมมือมายังผู้ให้บริการมือถืออย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่ออนุญาตและให้สิทธิ์ในการเข้าพื้นที่นำรถเข้าไปติดตั้งใช้งานเพื่อดูแลคนใช้มือถือในพื้นที่จัดงานได้
  • สถานที่จอดรถโมบายล์ – ในกรณีจัดงานจากภาคเอกชนด้วยกันทางผู้ให้บริการสัญญาณ ก็อาจจะเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ หาที่จอดที่เหมาะสมสำหรับติดตั้งรถเพิ่มสัญญาณ และขออนุญาตในการจอดรถในพื้นที่ดังกล่าว แต่ถ้าเป็นการจัดงานและรวมตัวของคนใช้งานในที่สาธารณะ รถโมบายล์จะไปจอดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ จะผิดกฎหมายทันที ทั้งกีดขวางการจราจร และรุกล้ำพื้นที่หน่วยงานรัฐ หรือสาธารณะ โดยการจอดต้องใช้ระยะเวลาในการเตรียมการให้บริการ และติดตั้งเครื่องมือสื่อสาร ไฟฟ้า โดยมากจึงต้องมีคำขอมาจากภาครัฐหรือ สำนักงาน กสทช. ที่จะอำนวยความสะดวกในพื้นที่จอดรถโมบายล์ โดยปกติ เมื่อได้พื้นที่เพื่อจอดรถชั่วคราวแล้ว อาจจะใช้เวลาถึง 3 วันล่วงหน้า
  • การเตรียมพร้อมล่วงหน้า – รถโมบายล์ไม่ใช่ว่าไปถึงแล้วจอด พร้อมใช้งานเลย ต้องวางแผนกันล่วงหน้าก่อนการจัดงานที่จะมีคนมาใช้งานกันหนาแน่น เพราะต้องเดินไฟฟ้าเข้าระบบอุปกรณ์ในรถโมบายล์ให้ใช้งาน 24 ชั่วโมง การนำสายไฟเบอร์จากเสาส่งสัญญาณมาเชื่อมการสื่อสารจากรถโมบายล์ ถ้าพื้นที่จอดรถไม่เหมาะสมการส่งสัญญาณเพิ่มก็จะไม่ตรงจุดพื้นที่ใช้งานทำให้เน็ตไม่แรงขึ้น แต่ถ้ามีเวลาเตรียมตัวดีๆ จุดจอดรถตรงพื้นที่ ผู้ใช้งานก็จะได้ใช้เน็ตแรงขึ้นได้
  • กรณีเร่งด่วน – เมื่อมีพื้นที่ประสบภัยพิบัติ เหตุด่วน ที่ต้องใช้งาน ก็ไม่ใช่ว่าผู้ให้บริการมือถือจะสามารถวิ่งเอารถโมบายล์เข้าพื้นที่ได้ทันที แต่โดยมากจะได้รับการประสานจากภาครัฐ หรือกสทช. ให้นำรถโมบายล์ไปเพิ่มสัญญาณใช้งานเป็นกรณีเร่งด่วน กล่าวคือ จะต้องได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานรัฐก่อนนั่นเอง

 

สรุปแล้วหากมีการจัดงานกิจกรรม มหกรรม หรือการชุมนุม ที่มีคนจำนวนมาก ผู้จัดงานควรต้องคำนึงถึงการบริหารจัดการเครือข่ายโทรศัพท์ให้ดี เพื่อรองรับผู้คนที่จะมาร่วมงาน ให้สามารถเชื่อมต่อสื่อสารได้อย่างปกติสุขตลอดเวลา และควรต้องจัดเตรียมพื้นที่ ติดต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะหน่วยงานเอกชน หรือหน่วยงานรัฐที่เข้าไปใช้พื้นที่ ให้มีการอนุญาตเข้าไปติดตั้งรถเพิ่มสัญญาณให้เรียบร้อยด้วย​ เพราะหากขาดสิทธิ์ส่วนนี้ไป ผู้ให้บริการทั้ง 3 ค่าย ก็จะไม่สามารถทำอะไรได้เลยนั่นเอง

from:https://droidsans.com/why-mobile-internet-fails-when-crowded-howto-fix/

CAT ลดราคาแพ็กเกจเน็ต 4G ลง 50%, เน็ต 4GB เริ่มต้นที่ 35 บาท ใช้ได้ 7 วัน

CAT Telecom เป็นโอเปอเรเตอร์รายล่าสุดที่ออกแพ็กเกจเน็ตมือถือราคาถูก จับตลาดลูกค้ากลุ่ม Work from Home โดยแพ็กเกจของ CAT เป็นแพ็กเกจเสริม ชื่อว่า “my 4G สปีดเว่อร์” ที่ลดราคาจากปกติ 50% จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ใช้ได้กับทั้งลูกค้าแบบรายเดือนและเติมเงิน

  • แพ็กเกจเน็ต 4GB

    • ระยะเวลา 7 วัน เดิม 69 บาท เหลือ 35 บาท
    • ระยะเวลา 15 วัน เดิม 89 บาท เหลือ 45 บาท
  • แพ็กเกจเน็ต 3GB
    • ระยะเวลา 7 วัน เดิม 59 บาท เหลือ 30 บาท
    • ระยะเวลา 15 วัน เดิม 79 บาท เหลือ 40 บาท

CAT ยังมีแพ็กเกจเน็ตปริมาณ 1GB/2GB ด้วย แต่ไม่ได้ลดราคาลงมาในช่วงนี้ โดยแพ็กเกจ 1GB เริ่มต้นที่ 29 บาท และ 2GB เริ่มต้นที่ 39 บาท ทำให้ราคาของแพ็กเกจ 3GB/4GB ที่ลดราคาแล้วคุ้มกว่ากันมาก

ที่มา – CAT

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/115551

ดีแทคที่ไร้คลื่น 2600 MHz จะพัฒนาต่ออย่างไร?

มาต่อกันกับ dtac กันอีกสักตอน จากบทความที่ผ่านมาเราได้วิเคราะห์ถึงดีแทคกับ 5G ไปแล้ว ว่าที่บอกกันว่าไม่ประมูลคลื่น ไม่มี 5G จริงๆดีแทคเค้าก็มีอยู่ในมือเหมือนกัน ครั้งนี้เราจะมาลงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับคลื่น 2600 MHz ที่ดีแทคไม่ได้เข้าประมูล จะทำให้เค้าตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากรึเปล่า ผู้ใช้อย่างเราๆ มีอะไรต้องห่วงหรือไม่

ปักหลักใช้ 4G 2300MHz ถ้าดีพอก็ตอบโจทย์

สิ่งที่คนกังวลมากหลังเห็นดีแทคไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 2600 MHz ที่ผ่าน ก็คือ ดีแทคจะมีคลื่นเพียงพอในการให้บริการแค่ไหน ซึ่งหลังจากการคำนวนเปรียบเทียบจำนวนคลื่นต่อจำนวนประชากรแล้ว ดีแทคไม่ได้มีคลื่นรั้งท้าย หรือน้อยกว่าเครือข่ายอื่นแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีจำนวนคลื่นที่เครือข่ายครอบครอง เป็นเพียงแค่ปัจจัยนึงที่จะบ่งบอกคุณภาพของเครือข่าย โดยเฉพาะในเมืองที่มีการใช้งานหนาแน่น การปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ออกแบบมาให้รองรับเครื่องจำนวนมากได้ ก็สามารถช่วยลดปัญหาต่างๆ ลงได้มากเช่นเดียวกัน

4G TDD Massive MIMO 64T64R เพิ่มความสามารถการใช้งานในเมือง 3 เท่า

บางคนอาจจะเคยได้ยินการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ Massive MIMO ไปบ้างแล้ว แต่ดีแทคเป็นเจ้าแรกของประเทศไทยที่ทำ Massive MIMO 64T64R บน 4G TDD โดยเจ้าอื่นจะเป็นการทำบนคลื่น FDD กัน เพราะก่อนหน้านี้เค้ายังไม่มีคลื่นมาทำ TDD กันนั่นเอง และจะทำกันได้แค่ 32T32R เท่านั้น โดยทางดีแทคบอกว่าด้วยเทคโนโลยีนี้จะทำให้ประสิทธิภาพการรองรับผู้ใช้ในเขตเมืองนี้ เพิ่มขึ้นอีกถึง 3 เท่าจากปัจจุบันเลยทีเดียว

Massive MIMO 64T64R คืออะไร?

เจอคำศัพท์เทคนิคนี้เข้าไปหลายคนอาจจะงงไปตามๆกัน ว่ามันคือภาษาเอเลี่ยนอะไร เลยจะขออธิบายเพิ่มเติมให้สักหน่อย โดยคำๆนี้ ถ้าเราขยายตัวย่อทั้งหลายให้เป็นคำเต็มก็จะเขียนได้ว่า Massive Multiple Input (and) Multiple Output (with) 64 Transfer (and) 64 Receive Antenna หรือแปลเป็นภาษามนุษย์อย่างเราๆได้ว่า “สถานีฐานที่มีเสาส่งสัญญาณจำนวนมาก โดยมีตัวรับและตัวส่งอย่างละ 64 เสา” นั่นเอง แต่เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น จะขอท้าวความกลับไปเล็กน้อย

โดยในอดีต แต่ละสถานีฐานรวมถึงอุปกรณ์ต่างๆนั้นจะมีตัวรับส่งสัญญาณแค่ตัวเดียว หรือที่เรียกกันว่า SISO (Single Input, Single Output) และเริ่มพัฒนาให้เป็น MIMO กันมากขึ้นในช่วง 4G ยุคแรกๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพของการรับส่งให้ได้ Bandwidth มากขึ้น ทำความเร็วได้สูงขึ้น โดยในอุปกรณ์พกพาทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเลต หรือโน๊ตบุ๊คจะเรียกเป็น MIMO 2×2 หรือ 4×4 (มีตัวรับส่ง 2 เสาหรือ 4 เสา) ส่วนตัวสถานีฐานจะเรียกเป็น 2T2R และ 4T4R ซึ่งการเพิ่มตัวรับส่งนี้จะต้องเพิ่มทั้งเครือข่ายและอุปกรณ์ไปพร้อมๆกัน จะมีแค่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่ได้ โดยสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ รุ่นราคาประหยัดถึงกลางๆ โดยมากจะใช้เป็น 2×2 MIMO ส่วนรุ่นพรีเมียมราคาสูง ก็จะมีเทคโนโลยีเสา 4×4 MIMO ส่วนเครือข่ายโดยมากจะมีการลงเสา 4G ขั้นต่ำเอาไว้เป็น 2T2R และทยอยอัพเกรดเป็น 4T4R ตามแต่ละพื้นที่ไปโดยดูตามความหนาแน่นของการใช้งานไป โดยการเพิ่มจำนวนเสานี้จะทำให้ความเร็วที่เรารับส่งนี้เพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว

การรับส่งสัญญาณปกติ จะเป็นการส่งสัญญาณไปยังอุปกรณ์ต่างๆทีละเครื่อง รับส่งข้อมูลวนกันไปเรื่อยๆ เพราะเสาที่สถานีฐานมีจำนวนน้อยหรือเท่ากับแต่ละอุปกรณ์เท่านั้น 

ในทางทฤษฎีเราสามารถเพิ่มความเร็วในการรับส่ง ด้วยการเพิ่มเสาสัญญาณได้ตามต้องการ จาก 2×2 หรือ 4×4 จะขึ้นเป็น 8×8 หรือ 16×16 ก็ได้ แต่ด้วยความที่เสาสัญญาณเหล่านี้ ต้องมีพื้นที่ให้ติดตั้งและรับสัญญาณ แต่สมาร์ทโฟนในปัจจุบันก็มีขนาดที่เล็กและบางลงกว่าแต่ก่อนมาก การจะเพิ่มเสาเข้าไปอีกก็ถือเป็นเรื่องยาก และมักจะตันกันอยู่ที่ 4×4 MIMO เท่านั้น




Galaxy S20 Ultra 5G ที่แม้จะมีเสาสัญญาณอยู่เต็มไปหมด ก็จะรองรับที่ 4G LTE ที่ 4×4 MIMO เท่านั้น และมีการยืนยันว่าจะรองรับคลื่น 5G @ 700 MHz ด้วย ซึ่งถ้าเมื่อไหร่ dtac มีการลงเสาสัญญาณเมื่อไหร่ S20 Ultra ก็จะใช้งานได้ด้วย

นอกจากนี้ที่เราเห็น 1 สถานีฐานหรือ 1 Cellsite สามารถรองรับเครื่องได้พร้อมกันหลายเครื่องนั้น แท้ที่จริงแล้วมันก็จะสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ทีละหนึ่งชิ้นเท่านั้น ที่เราเห็นว่ามันรองรับได้หลายเครื่องพร้อมกัน มันจะเป็นการเชื่อมต่อแบบสลับกันไปมา 1-2-3-4-5-1-2-3-4-5 แต่การสลับนี้มีความเร็วมากโดยที่เราไม่รู้ตัว จนนึกว่ามันเชื่อมต่อกับเครื่องเราแค่เครื่องเดียว แต่เมื่อไหร่ที่เสาต้องรองรับเครื่องจำนวนมากขึ้นจากแค่ไม่กี่สิบเครื่องขึ้นเป็นร้อยเครื่อง กว่าคิวในการวนกลับมาจะถึงเราอีกรอบก็จะช้า ทำให้ข้อมูลที่รับส่งอาจจะมีปัญหาดีเลย์ หรือข้อมูลที่รับส่งได้มีปริมาณน้อยลงจนเป็นที่มาว่าทำไมสปีดในการรับส่งถึงลดลงนั่นเอง

และเมื่อเวลาผ่านไป ความต้องการใช้งานดาต้าของผู้คนมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนเสาในสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นไม่ได้ คลื่นความถี่ที่มีให้บริการก็มีอยู่อย่างจำกัด ส่วน Cellsite ถ้าเพิ่มแบบ 4×4 เข้าไปมากๆ ก็จะรกเกะกะ และมีน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะ เป็นภาระของสถานีฐาน ดังนั้นทางแก้ไขที่ถูกคิดขึ้นมาก็คือการเพิ่มเสาสัญญาณต่อหนึ่ง Cellsite ให้มากขึ้น จากที่มีแค่ 2T2R หรือ 4T4R ต่อหนึ่ง Cellsite ก็ปรับเพิ่มเสาให้มีจำนวนมากขึ้น กลายเป็น 32T32R หรือ 64T64R แทนที่ผู้ใช้จะต้องรอวนลูปกับคน 100 คน เมื่อมีจำนวนเสาที่มากขึ้น ก็อาจจะวนลดลงเหลือเพียง 30 คนเท่านั้น ทำให้คุณภาพสัญญาณดีขึ้นทั้งในด้าน Latency และ Speed เลยนั่นเอง

 

เมื่อใช้เป็น Massive MIMO จำนวนเสาของสถานีฐานจะมีมากขึ้น รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้พร้อมกันมากขึ้น แทนที่จะเชื่อมต่อได้ทีละอุปกรณ์ โดยจะมี Beamforming หรือการปรับคลื่นสัญญาณให้ส่งไปในทิศทางที่กำหนด มาเสริมความสามารถเข้าไปอีก ตรงไหนต้องการการเชื่อมต่อเยอะ ก็สามารถปรับคลื่นให้ส่งไปให้เยอะตามไปได้

อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ จะมีเสาจำนวนเท่าใดก็สามารถเชื่อมต่อกับเสาสัญญาณของสถานีฐานที่มีจำนวนมากได้

 

Beamforming ความสามารถของ 5G ที่มาเป็นคู่กับ Massive MIMO

เทคโนโลยี Massive MIMO นี้มักจะไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่มาเป็นแพ็กคู่กับ Beamforming หรือการปรับคลื่นให้ออกไปในทิศทางที่กำหนด เมื่อมีเสาสัญญาณจำนวนมากในหนึ่ง Cellsite แล้ว แทนที่จะปล่อยให้คลื่นกระจายไปทุกทิศทางอย่างอิสระ เราสามารถปรับให้คลื่นวิ่งออกไปในทิศทางที่ต้องการ บริเวณไหนที่คำใช้งานเยอะก็ปรับคลื่นให้ส่งไปในทิศทางนั้นเยอะหน่อย ซึ่งก็จะช่วยเพิ่มคุณภาพของคลื่น สอดคล้องกับพฤติกรรมใช้งานของจุดนั้น และลดภาระการรับคนต่อเสาลงได้นั่นเอง โดยทั้ง Massive MIMO และ Beamforming นี้ ต่างเป็นฟีเจอร์หนึ่งของเสาสัญญาณ 5G การที่เครือข่ายไหนมี Massive MIMO ใช้ ก็ประหนึ่งเอาความสามารถส่วนนึงของ 5G มาให้บริการแล้วด้วยนั่นเอง (ช่วงปี 2019 จะเห็นว่าทั้ง AIS และ True ต่างก็พยายามพูดแบบนี้มาก่อนเช่นกัน)

โดยปัจจุบันคลื่น 4G FDD นั้นมีการพัฒนาเสาให้เป็น Massive MIMO ได้สูงสุดที่ 32T32R ส่วนฝั่ง TDD จะทำได้ขึ้นไปสูงสุดที่ 64T64R ซึ่งดีแทคก็ได้เลือกเอาเทคโนโลยีสูงสุดอันนี้มาใช้กับเครือข่าย 4G TDD นั่นเอง ส่วนของเครือข่ายอื่นๆ ก็น่าจะเริ่มตามดีแทคทำ 4G TDD Massive MIMO แบบเดียวกันนี้ในคลื่น 2600 MHz ต่อไปในอนาคต

Tips บริการที่กินแบนด์วิธของเครือข่าย และผู้คนใช้งานกันมากอย่างแพร่หลายที่สุดก็ คือ การรับชมคลิปวิดีโอ ซึ่งภาพแต่ละความละเอียดนั้นต้องต้องการสปีดเท่าไหร่?

  • SD 360P @ 0.7 Mbps
  • SD 480P @ 1.1 Mbps
  • HD 720P @ 2.5 Mbps
  • HD 1080 @ 5 Mbps
  • 4K @ 20Mbps

จะเห็นได้ว่าบริการที่ต้องการแบนด์วิธสูงๆในปัจจุบัน ยังไม่มีความต้องการเกินความสามารถของ 4G ในปัจจุบัน เรายังต้องรอคอยว่าจะมีบริการใด (Killer App) ที่จะเป็นตัวจุดชนวนให้ผู้ใช้อย่างเราๆตื่นตัว เริ่มเห็นความจำเป็นของการหนีไปใช้งาน 5G ต่อไป

ปัญหาอยู่ที่จำนวนสถานีไม่ใช่คลื่นหรือเทคโนโลยี

เทคโนโลยี Massive MIMO และ Beamforming นั้นเป็นเทคโนโลยีนี้ถูกอออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาภายในเมืองที่มีการใช้งานอย่างหนาแน่นเป็นหลัก แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องมุมอับของสัญญาณ รวมถึงการครอบคลุมในพื้นที่ห่างไกล-ต่างอำเภอแต่อย่างใด การที่ดีแทคบอกว่าจะมีการนำเอาเทคโนโลยีทั้งสองอย่างนี้ไปใช้ จะช่วยให้คนเมืองที่ได้มีสัญญาณใช้งานอยู่แล้ว ได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น แต่จะยังไม่ได้ทำให้ประสบการณ์ใช้งานของอีกหลายๆคนที่บ่นเรื่องจุดอับและความครอบคลุมในปัจจุบันหายไปแต่อย่างใด ซึ่งทางแก้ที่จะเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือการเพิ่มสถานีฐานนั่นเอง

สถานีฐานที่ดีแทคมีอยู่ทั้งหมด โดยแต่ละคลื่นจะมีการแชร์สถานีกันใช้งาน โดยในหนึ่งสถานีฐานอาจจะมีทั้งคลื่น 2G/3G/4G หรือมีเพียงแค่ 4G อย่างเดียวก็ได้ แต่การนับจำนวนจะแยกกัน

โดยทางดีแทคมีแผนพัฒนาเครือข่าย เตรียมเพิ่มบริการ 4G TDD ให้มากขึ้นอีกราว 3,000 แห่ง ซึ่งจะทำให้มีสถานีฐานบริการ 4G TDD มากขึ้นรวมเป็น 20,000 แห่งในปี 2020 นี้ คิดรวมกับในปัจจุบันที่มีอยู่ราว 50,000 แห่ง* ก็จะมีอยู่ราว 53,000 แห่ง เท่านั้น โดยจำนวนนี้ก็ยังถือว่าน้อยกว่า AIS ที่มีรวมอยู่กว่า 75,000 สถานี และใช้คลื่น 1800 MHz ในการให้บริการซึ่งมีระยะทำการที่ไกลกว่าคลื่น 2300 MHz เล็กน้อย ถ้าดีแทคต้องการสร้างความครอบคลุมของคลื่น 4G 2300 MHz ให้เทียบเท่า 4G ของ AIS ก็น่าจะต้องมีสถานีฐานที่มากกว่า นอกจากว่าในช่วงปลายปีนี้ เมื่อ dtac ได้คลื่น 700MHz (ที่มีระยะรับส่งสัญญาณที่ไกลกว่าคลื่น 1800MHz ของ AIS ราว 2-3 เท่า) และใช้คลื่นนี้อุดรอยต่อแทนคลื่น 2300 MHz ก็อาจจะใช้คลื่นนี้แก้ปัญหาความครอบคลุมได้ในระดับนึง (แต่ก็จะไม่ได้มีความเร็วที่เท่ากับ 4G 1800MHz ของ AIS เพราะจะมี Bandwidth ของคลื่นที่กว้างกว่า)

*รวมสถานี 4G ทุกคลื่น – ข้อมูลไตรมาส 4/2562
*ภาพจากงานแถลงข่าว dtac

คลื่น 2300 MHz กับเวลาที่กำลังจะหมด

สิ่งนึงที่คนใช้ดีแทคควรรู้เอาไว้สักหน่อย ก็คือคลื่น 2300 MHz ที่ทางค่ายขะมักเขม้นพัฒนาให้ได้คุณภาพดีนี้ มีอายุการใช้งานอีกราวๆ 5 ปีกว่าๆ เท่านั้น เพราะสัมปทานคลื่นที่ทาง TOT ได้มาทำสัญญากับทางดีแทคจะหมดลงในปี 2025 นี้แล้ว และยังไม่มีความแน่นอนว่าคลื่นนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งนั่นหมายความว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ผู้ใช้บริการดีแทคอาจจะต้องตกอยู่ในภาวะสูญญากาศแบบที่เคยเป็นเมื่อปี 2018-2019 อีกรอบ ที่คลื่นดีแทคใกล้หมดสัมปทาน และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะได้คลื่นใหม่มาใหม่เมื่อใด จนการพัฒนาเครือข่ายและคุณภาพของคลื่นก็ถดถอยลงได้อย่างเห็นได้ชัดในช่วงนั้น จนเป็นที่มาของการสูญเสียลูกค้าจำนวนมาก และตกลงมาอยู่อันดับ 3 ในปัจจุบันนี้

อย่างไรก็ดี สถานการณ์คลื่นในปัจจุบันก็แตกต่างไปจากแต่ก่อนค่อนข้างมาก กสทช. มีแผนการจัดสรรคลื่นที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และพยายามเอาคลื่นออกมาประมูลอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลในปัจจุบันจะมีคลื่นที่เตรียมกลับเอามาให้ประมูลในอนาคต ประมาณนี้

  • 850 MHz | คลื่นของทรูมูฟ ที่จะหมดสัมปทานในปี 2025 แต่ยังไม่ยืนยันว่าจะถูกนำเอามาประมูลหรือนำเอาไปใช้ในกิจการรถไฟฟ้าความเร็วสูง
  • 1800 MHz | คลื่นเดิมของ CAT (ซึ่งดีแทคก็เคยร่วมใช้คลื่นนี้มาก่อน) ที่หมดสัมปทานไปตั้งแต่ปี 2018 จนปัจจุบันก็ยังเหลือคลื่นอยู่อีก 20 MHz ไม่มีใครนำเอาไปใช้งาน โดยในการประมูลครั้งที่ผ่านมาก็นำเอาคลื่นนี้ออกมาประมูลอีกครั้ง แต่ไม่มีคนสนใจเนื่องจากราคาตั้งต้นที่ทางกสทช.กำหนดเอาไว้ ยึดเอาจากราคาการประมูลอันอื้อฉาวเมื่อปี 2015 ที่ราคาถูกปั่นขึ้นไปสูงลิบนั่นเอง
  • 2300 MHz | คลื่นของ TOT ที่ดีแทคทำสัญญาขอใช้อยู่ในปัจจุบัน โดย TOT จะหมดสัมปทานในปี 2025 คาดว่าน่าจะถูกนำมาประมูลทันทีหลังหมดสัมปทาน แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันอะไรได้ เพราะยังไม่มีแผนการจัดสรรออกมา
  • 3500 MHz | คลื่นที่ดาวเทียมไทยคมใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และจะหมดสัมปทานลงในปลายปี 2021 คาดกันว่าอาจจะเปิดมาให้ประมูลทันที ถ้าไม่มีปัญหาอะไรซะก่อน

สรุป ไม่มีคลื่น 2600 MHz ดีแทคก็ไปต่อได้ รอลุ้นคลื่นเพิ่มในอนาคต

จากทั้งหมดที่ว่ามานี้ ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ใครที่ใช้งานดีแทคได้ดีอยู่ ก็น่าจะค่อยๆดีขึ้นไปอีกด้วยเทคโนโลยีของ 5G อย่าง Massive MIMO และ Beamforming ที่จะทำให้การใช้งานในพื้นที่เมืองที่คนแออัดดีขึ้น 3 เท่า และการครอบคลุมของสัญญาณก็น่าจะดีขึ้นจากการที่เพิ่มสถานีฐานขึ้นอีกถึง 20,000 แห่งทั่วประเทศ ส่วนใครที่อยู่ในพื้นที่อับสัญญาณ หรือต่างอำเภอก็รอดูความเปลี่ยนแปลงหลังดีแทคได้คลื่น 700 MHz มาให้บริการในช่วงปลายปีนี้ คาดว่าน่าจะสร้างความครอบคลุมลดจุดอับของสัญญาณได้ดีขึ้นมาก และคุณภาพทัดเทียมกับเครือข่ายอื่นขึ้น และจนกว่าจะถึงปี 2025 ก็ต้องรอจับตาดูต่อไปว่า กสทช. จะมีการประมูลคลื่นเพิ่มเติมหรือไม่ และดีแทคจะมีการคว้าคลื่นไหนเข้ามาเติมพอร์ต ทดแทนคลื่นที่กำลังจะหมดสัญญา และมีแผนพัฒนาคลื่นอย่างไรต่อไป

from:https://droidsans.com/dtac-howto-develop-without-2600mhz/

AIS เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรก เน็ตบ้านโต 29% ชี้ถ้า “มือถือ 5G” ยังไม่มา ลงทุนอาจจะไม่คุ้ม

นางสาวนัฐิยา พัวพงศกร หัวหน้าฝ่ายงานนักลงทุนสัมพันธ์และกำกับดูแลการปฏิบัติงาน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เปิดข้อมูลผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2562 ระบุว่ามีรายได้รวม 133,969 ล้านบาท โตขึ้น 6.9 เปอร์เซ็นต์ และมีกำไรสุทธิ 24,019 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5.1 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็น Mobile Operator รายเดียวที่มีกำไรอย่างต่อเนื่อง

เมื่อดูผลประกอบการแยกเป็น 2 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ AIS 2G/3G/4G และ ธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน AIS Fibre จะพบว่า

  • ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ – รายได้ 9 เดือน โตขึ้น 4.3 เปอร์เซ็นต์ มีลูกค้าจำนวน 41.6 ล้านเลขหมาย (โดย 4G มีลูกค้าจำนวน 28.5 ล้านเลขหมาย) โดยพบว่าใช้ data เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12.1 GB ต่อเดือน
  • ธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน – รายได้ 9 เดือน โตขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์ มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 81,600 ราย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 930,700 ราย  ตั้งเป้ามีลูกค้า 1,000,000 ราย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “AIS โชว์ผลประกอบการ 9 เดือน กวาดรายได้รวมแตะแสนล้านบาท ตลาดไฟเบอร์มาแรง

นัฐิยาเผยว่าลูกค้าตัดสินใจย้ายมารายเดือนด้วยสองปัจจัยหลัก คือ ความคุ้มค่าเมื่อย้ายจาก 3G มา 4G รวมถึง Postpaid ทำให้การใช้ data เกิดความต่อเนื่องมากกว่า

รวมถึงยังมองว่าการเติบโตของอินเทอร์เน็ตบ้านที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงทุกบ้านมี Smart TV ทำให้ AIS พยายามทำให้ลูกค้าของตนมีการใช้บริการอื่นๆ ของ AIS มากขึ้น เช่น เชิญชวนให้ลูกค้า AIS มาใช้บริการ AIS Fibre ร่วมด้วย เป็นต้น

โดยการแข่งด้านราคา data ในฝั่งของ prepaid อาจจะทรงตัว แต่ postpaid ยังมีการแข่งด้านราคาค่อนข้างสูง จึงเป็นโจทย์ว่าควรกำหนดราคาแพ็คเกจให้อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งในปีนี้ AIS มองว่าแพ็คเกจ unlimited จะอยู่ในระดับราคาที่สูงซึ่งเหมาะสม เพราะคนใช้ data มากก็ควรจ่ายมาก เพื่อทำให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถึงเป็นเรื่องที่ดี ต่างจากปีที่แล้วที่มีการแข่งขันแพ็คเกจแบบ Unlimited แต่ราคาไม่แพงกันมาก

ประกอบกับที่ลูกค้ามักเจอปัญหาหลายอย่างจากอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตภายในบ้านพอสมควร ทำให้ AIS เน้นการสนับสนุนขายอุปกรณ์ที่ช่วยให้สัญญาณครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้มองว่ายังพร้อมลงทุน 5G ได้ เพราะหากดูจากงบการเงิน ในส่วนของสินทรัพย์สุทธิหรือ Equity 62,000 ล้านบาทยังเพียงพอ ทำให้พร้อมด้านการลงทุนใหม่ๆ อยู่พอสมควร

แต่ที่สำคัญนั้น AIS ระบุว่าอีกปัจจัยที่ต้องดูว่าจะพร้อมลงทุน 5G หรือไม่ ต้องพิจารณาจากการที่ธุรกิจของ AIS จะสามารถทำกำไรกับสิ่งที่ลงทุน (อย่าง 5G) ได้หรือไม่ ถ้าลงทุนแล้วคุ้มทุนก็พร้อมจะทำ แต่ยังมีปัจจัยของ Ecosystem รวมไปถึงอุปกรณ์มือถือ (Mobile Devices) ที่รองรับ 5G ถ้ายังไม่มา รายได้ก็อาจจะไม่เกิด

“เราอยากสอดรับกับนโยบายภาครัฐ ไม่อยากให้ประเทศล้าหลัง แต่เราต้องลงทุนให้เหมาะสมกับ demand การประมูลคงมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ต่อไป ส่วนเรื่องราคาการประมูลคลื่น 5G นั้น AIS ยังไม่มีความเห็นที่เป็นทางการออกมา แต่ในช่วงการรับฟังความคิดเห็นอาจจะมีออกมาอีกครั้งหนึ่ง”

นัฐิยาเชื่อว่า 5G จะ “เปลี่ยนโลก” เพราะต่อไปจะเกิดการใช้ data ในระดับมหาศาล เนื่องจากการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ซับซ้อน รวมถึงจะเกิดการสื่อสารในรูปแบบ Business to Business to Consumer (B2B2C) มากขึ้น เพราะอุปกรณ์ IoT จะมีการคุยกันระหว่างอุปกรณ์แล้วส่งข้อมูลมายังมนุษย์ ซึ่งจะไม่ได้เป็นการนับแค่คนใช้อีกต่อไป แต่จะหมายถึงการนับจำนวนอุปกรณ์ทั้งในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะใช้ 5G ก็เป็นไปได้อีกด้วย

from:https://www.thumbsup.in.th/ais-9-months-turnover-report-2019

ดีแทค เร่งอัดขึ้นสถานีฐานกว่า 21,000 แห่งใน 1 ปี สปีดดาวน์โหลดขึ้นอันดับ 1 แต่รับ “ยังต้องพัฒนาอีก”

นับเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว หลังจากที่ dtac ผ่านช่วงเวลาวิกฤติขาดแคลนคลื่น จนได้รับกลับเพิ่มเข้าไปในพอร์ทจำนวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ 2300MHz, 1800MHz และปิดท้ายด้วย 900MHz จนถึงปัจจุบันมีการสร้างสถานีเพิ่มเติมถึง 21,146 สถานี ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากและเร็วที่สุดในประเทศ แต่ยังไม่หยุดขยายเพิ่ม รับคลื่นยังต้องดีกว่านี้ เพื่อให้ตามความคาดหวังของผู้ใช้

ความเร็วดาวน์โหลดพุ่งอันดับหนึ่งเหนือคู่แข่งจากการจัดอันดับของ nPerf

สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดดที่สุดหลังปรับปรุงเครือข่ายก็ว่าได้ เมื่อบริการทดสอบความเร็วในระดับสากลอย่าง nPerf ได้ประกาศออกมาว่า dtac มีพัฒนาการด้านความเร็วในการดาวน์โหลดและอัตราการใช้งานสำเร็จดีที่สุดใน 3 เครือข่าย โดยได้ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 21.04 Mbps และอัตราการใช้งานสำเร็จดี่ที่สุดที่ 92.88% ซึ่งส่วนนึงที่ตัวเลขได้มากขนาดนี้ก็เพราะจำนวนผู้ใช้ต่อคลื่นที่ดีแทคถือครองอยู่มีจำนวนที่มากกว่าเครือข่ายอื่นนั่นเอง

 

คะแนนความพึงพอใจต่อบริการดีขึ้นเท่าตัว แต่รับยังไม่ดีพอ

จากการเปิดเผยข้อมูลของคุณประเทศ ตันกุรานันท์,  CTO ของทางดีแทค บอกว่าในปัจจุบันทางทีมได้มีการสำรวจถึงความพึงพอใจต่อคุณภาพเครือข่าย พบว่ามีการตอบรับในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า ซึ่งก็น่าจะสะท้อนจากเรื่องความเร็วดาวน์โหลดข้างต้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทางดีแทคจะหยุดการพัฒนาเครือข่าย คุณประเทศ ทราบดีถึงปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในเรื่องเน็ตเวิร์ค และกำลังพยายามแก้ไขให้ถูกจุด ถึงแม้ว่าตัวเลขการวัดผลจะออกมาในเชิงบวกแต่ก็รู้ว่าผู้ใช้ยังต้องการมากกว่านี้ และดีแทคก็ยังพัฒนาเพิ่มเติมได้อีก ยังต้องสร้างเน็ตเวิร์คให้ได้เท่าทันคู่แข่งอยู่ ดังนั้นทีมจึงจะทำความเข้าใจฟีดแบคของลูกค้ามากกว่าที่จะดู Network KPI (ตัวเลขการประเมิณคะแนนด้านเน็ตเวิร์ค) หรือสกอร์ทางเทคนิคต่างๆ แต่จะมีการเปลี่ยนให้ไปดูที่ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก และที่สำคัญคือจะไม่ได้เน้นที่การดูค่าเฉลี่ยของคนทั้งประเทศ แต่มีการตรวจสอบตามแต่ละบริเวณไปเพื่อการปรับแต่งให้ดีที่สุดอีกด้วย

 

รับคลื่น 700MHz เพิ่มมาอีกคลื่น เสริมความครอบคลุม

เรื่องของความเร็วในการดาวน์โหลด ทุกวันนี้ดีแทคน่าจะสอบผ่านสำหรับการใช้งานทั่วไป แต่ที่หลายๆคนอยากเห็นการพัฒนาที่สุดก็คงไม่พ้นเรื่องความครอบคลุมของสัญญาณ หากใครเดินทางข้ามจังหวัด ท่องเที่ยวไปตามสถานที่สำคัญๆ หรืออยู่บริเวณรอยต่อของสัญญาณน่าจะรับทราบถึงปัญหากันดี ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นที่ข้อจำกัดของคลื่นในช่วงก่อนหน้า แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางกสทช. ได้ทำการจัดสรรคลื่นความถี่ ใหม่ นำเอาช่วงคลื่น 700MHz ที่ใช้งานกันในอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล ดึงกลับมาให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมใช้แทน และดีแทคก็เป็นหนึ่งในค่ายที่เข้าไปประมูลและรับใบอนุญาตมา โดยได้ช่วงคลื่นความถี่ 713-723 MHz คู่กับ 768-778 MHz ในราคา 17,584 ล้านบาท ซึ่งคลื่น 700MHz นี้จัดเป็นช่วงคลื่นความถี่ต่ำ การตั้งสถานีฐานเพื่อขยายความครอบคลุม หนึ่งเสาจะกว้างขึ้นกว่าคลื่นความถี่สูงอย่าง 2100 หรือ 2300 MHz เป็นเท่าตัว ดังนั้นคลื่นชุดนี้น่าจะช่วยลดปัญหาพื้นที่อับสัญญาณลงไปได้เป็นอย่างดี

 

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเสพย์เนื้อหาออนไลน์เพิ่มขึ้นมหาศาล

นอกจากนี้ดีแทคยังมีการเปิดเผยความน่าสนใจเกี่ยวกับการใช้งานดาต้าผ่านโทรศัพท์มือถือของไทยอยู่ว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา คนไทยมีการใช้งานดาต้าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากเมื่อราวไตรมาส 2 ของปี 2017 ผู้ใช้งานดีแทคมีการใช้ดาต้าต่อคนต่อเดือนราว 5-6GB แต่มาถึงปัจจุบัน ไตรมาส 2 ของปี 2019 ผู้ใช้มีการขยับตัวขึ้นมาใช้ดาต้าสูงถึง 11-12GB ต่อคนต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 400MB เลยทีเดียว ซึ่งก็มาจากพฤติกรรมการเสพย์เนื้อหาที่ดูเป็นคลิปวิดีโอ ไลฟ์สด หรือหนังยาวๆกันมากขึ้นนั่นเอง

จากการสำรวจของ Hootsuite ซึ่งทำวิจัยในเรื่องพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย บอกว่าในหนึ่งวันคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตมากถึง 9 ชั่วโมง 11 นาที โดยใช้งานแชทและโซเชียลมีเดีย ราว 3 ชม. 11 นาที และดูวิดีโอรวมทุกช่องทางราว 3 ชม. 44 นาที และฟังเพลงอีกราว 1 ชม. 30 นาที จึงไม่น่าแปลกใจที่จะได้เห็นปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตต่อคนสูงขึ้นขนาดนี้

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ น่าจะพอการันตีได้ว่าดีแทคมีการพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในระหว่างการปรับปรุงทำให้ทุกอย่างดีขึ้น มีการมองเห็นปัญหาและยอมรับ พร้อมทั้งทุ่มเทแก้ไขอย่างเต็มที่ ไม่ได้จะถอยหนีไปไหนอย่างที่เคยมีข่าวลือ ซึ่งถ้าเกิดว่าไปสอบถามผู้ใช้งานหลายคนที่ทุกวันนี้ยังใช้ดีแทคอยู่ต่างก็มีความสุขดีกับการใช้งานในเครือข่ายใบพัดสีฟ้า โดยเอกลักษณ์อย่างนึงที่ผู้ใช้ดีแทคต่างพูดถึงแบรนด์ และทำให้ไม่ยอมย้ายไปไหน ก็คือภาพความเป็นแบรนด์ที่ดูสบายๆ มีความจริงใจ เฟรนด์ลี่เป็นกันเอง และนี่ก็เรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งอย่างแรกที่ทางดีแทคสามารถกู้กลับมาได้หลักจากพยายามพลิกต่างไปอยู่หลายปี และวันนึงในอนาคตอันใกล้นี้ ก็หวังว่าเราจะได้เห็นดีแทคกลับมาแข็งแกร่งในเรื่องของสัญญาณ ผู้ใช้สามารถคุยได้ว่าเครือข่ายดีแทคครอบคลุมใช้งานได้ทั่วแบบไม่เคอะเขินกัน เหมือนแบบในอดีตนะ .. 🙂

จำนวนสถานีฐานเครือข่ายดีเทค อัพเดท 30 สิงหาคม 2562

การบริการ/คลื่นสัญญาณ จำนวนสถานีฐาน ณ ไตรมาส 2/2562
2G มากกว่า 10,000
3G คลื่น 2100 MHz และ คลื่น 850 MHz มากกว่า 37,000
4G คลื่น 1800 MHz 2100 MHz และ 2300MHz* มากกว่า 47,000
จำนวนรวมสถานีฐาน มากกว่า 90,000

* ภายใต้บริการ Roaming ของ บมจ. ทีโอที

from:https://droidsans.com/dtac-expand-alot-base-stations-best-download-speed/