คลังเก็บป้ายกำกับ: 0._TOP_CONTENT

แนะนำ Lenovo Notebook รุ่นใหม่น่าซื้อ ปลายปี 2020 ทั้งทำงานเล่นเกม บางเบาพกพา พับจอได้ 360 สเปก Core i / Ryzen

อีกหนึ่งแบรนด์สำคัญที่ยอดนิยมในไทยสุดๆ กับ Lenovo Notebook เพราะมีหลายช่วงราคาหลากหลายสเปก อีกทั้งยังได้เรื่องของความคุ้มค่าและฟีเจอร์ที่จัดเต็ม โดยในบทความนี้เราจะมาแนะนำ Lenovo Notebook รุ่นใหม่น่าซื้อ ปลายปี 2020 ทั้งทำงานเล่นเกม บางเบาพกพา พับจอได้ 360 หรือถอดจอได้ สเปก Core i / Ryzen ที่น่าสนใจ ให้เพื่อนๆ ได้เลือกซื้อกันตามงบและการใช้งาน สนนราคาเริ่มต้นที่ 12,900 บาทเท่านั้น ซึ่งก็จะมีมาตรฐานการรับประกันที่ต่างกันออกไป โดยมีแบบ 2 ปี On-site Serivice / 3 ปีแบบส่งซ่อมศูนย์ปกติด้วยตนเอง

โดยประกอบไปด้วยรุ่นน่าสนใจ อาทิ Lenovo IdeaPad Slim 3 14 / Lenovo IdeaPad Flex 5 / Lenovo Yoga Slim 7 / Lenovo IdeaPad Gaming 3,3i / Lenovo Legion 5,5i และ Lenovo Yoga Duet 7 ซึ่งจริงๆ ยังมีในส่วนของรุ่นอื่นๆ ซึ่งทุกรุ่นมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน บางรุ่นอาจจะเน้นคุ้มค่าเป็นหลัก โดยรองรับการใช้งานพื้นฐานได้ลื่นไหลแน่นอน หรือบางรุ่นอาจจะเน้นความบางเบาที่มากกว่า รวมไปถึงบางรุ่นจะสามารถทัชสกรีนหน้าจอได้ พร้อมใช้งานแบบ 2-in-1 Notebook และมีปากกาไว้ขีดเขียน อีกทั้งแบตเตอรี่ยังใช้งานได้ยาวนานหลายชั่วโมง

ซึ่งรุ่น Gaming Notebook ไว้เล่นเกมก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเลือกติดตั้งชิปประมวลผลตัวแรงอย่าง Intel Core i Gen 10H / AMD Ryzen 4000H จับคู่มากับการ์ดจอแยกประสิทธิภาพสูงเน้นเล่นเกมโดยเฉพาะอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti / GTX 1660 Ti หรือ RTX 2060 ได้แรมมาขนาด 8GB – 16GB และ SSD M.2 ที่ 512GB แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้พร้อมใช้งานทันทีในทุกๆ รุ่น รวมไปถึงบางรุ่นก็จะได้โปรแกรม Microsoft Office ที่มี Word / Excel / Power Point ไปใช้ฟรีๆ ด้วย ที่จะมีรุ่นอะไรบ้างนั้น ไปชมกันต่อเลย

Lenovo IdeaPad 3 14 ราคา 12,900 – 26,400 บาท

Lenovo IdeaPad 3 14 เป็น Lenovo Notebook เน้นทำงานเป็นหลัก ขนาดหน้า 14″ ความละเอียด Full HD ได้สเปกตั้งแต่ AMD Ryzen 3 3250U หรือ Intel Core i3-1005G1 ที่คุ้มค่าใช้งานได้ลื่นไหล ออกแบบมาให้ใช้งานได้ในทุกๆ วัน รวมไปถึงเรียนออนไลน์ ในราคาถูกที่สุดที่ 14,900 บาท ได้ Windows 10 และโปรแกรมเอกสาร Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปฟรีๆ มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ที่เบาและมีสไตล์ Lenovo เหมาะสำหรับการใช้งานไปนู้นมานี่เน้นตอบโจทย์คนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คบางเบาหน่อย รูปลักษณ์ดูดีเกินกว่าค่าตัว เน้นใช้งานนอกสถานที่ ในราคาที่ไม่แพง โดยรองรับการทำงานพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงดูซีรีส์สตรีมมิ่งต่างๆ เป็นต้น

สำหรับ Lenovo IdeaPad Slim 3 14 มีอีกสเปก ได้จอพาเนล IPS ได้สเปกแรงกว่าอย่างชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 อย่าง Core i7-10510U ที่ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่า Core i Gen 8 U รุ่นก่อนๆ แรมขนาด 8GB ที่ดีกว่า 4GB แน่นอน (ส่วน Ryzen 3 3250U) และได้ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB โดยมีความเบาเพียง 1.6 กิโลกรัม เรียกได้ว่าสำหรับคนที่ต้องการโน้ตบุ๊ตหน้าจอใหญ่งบหมื่นกว่าบาท เน้นนำมาใช้งานลื่นไหล แรงลื่นทุกๆ การใช้งาน ก็มีความน่าสนใจทีเดียว โดยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน

ที่แม้ขอบจอจะบางเฉียบแต่ก็ได้ติดตั้งกล้องเว็บแคมไว้ด้านบนเหมือนเดิม ที่สำคัญยังมาพร้อมฟีเจอร์ TrueBlock Privacy Shutter ม่านชัตเตอร์ปิดเลนส์กล้องที่ทำให้เรามั่นใจว่ากล้องจะเห็นในเวลาที่เราต้องการใช้งานเท่านั้น  พร้อมมีลำโพงคุณภาพดีทำงานร่วมกับระบบเสียง Dolby Audio ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ 1 x USB 3.1 Type-C, 2 x USB 3.1 Type-A, HDMI, และ SD card reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 (802.11ac) และ Bluetooth 4.2 / 5.0 ด้วย รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ พร้อมใช้งานได้ทันที พร้อมการรับประกัน 2 ปี

Lenovo IdeaPad Slim 3 14 เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ดีไซน์บางเบา Thin & Light วัสดุเป็นพลาสติกเกรดดี มองไปคล้ายกับโลหะใีพื้นผิวเรียบเนียนจับแล้วติดมือ ได้ขอบจอบาง Narrow Bezel ทั้ง 3 ด้านซ้ายขวาและขอบบน ทำให้มีสัดส่วนจอแสดงผลเยอะกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอใหญ่ ๆ แบบก่อน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คราคาไม่แพง แต่ได้ความสวยงามคุ้มค่า ซึ่งขอบจอด้านในเป็นสีดำตัดกับสีตัวเครื่องโดยรวมอย่าง Platinum Grey ดูแล้วมีความสวยงามลงตัว เครื่องบางเพียง 19.99 มิลลิเมตร รวมไปถึงมิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับเทียบเท่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 13″ ด้วย

Lenovo IdeaPad Flex 5 ราคา 17,900 – 24,900 บาท

Lenovo IdeaPad Flex 5 เป็น Lenovo Notebook ประเภท 2-in-1 Notebook ปี 2020 มาพร้อมขุมพลังชิปประมวลผล AMD Ryzen 3 4300U / Ryzen 7 4700U ที่เป็น Ryzen 4000U สถาปัตยกรรม Comet Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 14 นาโนเมตร ส่วนสเปกอื่นๆ ก็มาพร้อมกับหน่วยความจำแรมขนาด 8GB และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB พร้อมกับ Windows 10 ในตัว โดยมีราคาวางจำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่ 17,900 บาทเท่านั้น ประกันเป็นระยะเวลา 2 ปี แบบ On-site Service หรือรุ่น 24,900 บาท จะได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ

ได้ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอ 14 นิ้วแบบทัชสกรีน ตัวเครื่องบางเบาเน้นพกพาสะดวก มาพร้อมกับความเรียบหรูระดับพรีเมี่ยม เป็นโน๊ตบุ๊คที่บางที่สุดรุ่นนึงจากทาง Lenovo บานพับ 360 องศา หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล IPS ขอบบาง ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล รองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง Lenovo Active Pen ที่มีเทคโนโลยี Palm-Rejection ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติขณะเขียนเหมือนการเขียนปากกาบนกระดาษ ให้เสียงนุ่มจากลำโพงคุณภาพพร้อมมีระบบ Dolby Audio ให้เสียงที่ดีเยี่ยม

พอร์ตเชื่อมต่อก็มาพร้อมพอร์ตจำเป็นค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A ที่เป็นมาตรฐาน จำนวน 2 พอร์ต ส่วนอีกพอร์ตจะเป็น USB Type-C 3.1 ส่วนช่องเสียบหูฟัง 3.5 ม.ม. และ HDMI ยังมีมาให้ นอกจากนี้ยังมี Fingerprint สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello ของ Windows 10 เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนนิ้วอีกด้วย  มาพร้อม Windows 10 Home Single Language และซอฟต์แวร์จากทาง Lenovo Vantage ที่ช่วยในการจัดการปรับแต่ง

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Lenovo IdeaPad Flex 5 เป็น 2-in-1 Notebook ที่ทรงประสิทธิภาพในการทำงานทั่วไปเน้นการพกพา เพราะมีน้ำหนักตัวที่เบามากๆ แถมตัวเครื่องยังบางสุดๆ โดยสามารถถือได้ด้วยมือเดียวอย่างสบายๆ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น มาพร้อมความบางเพียง 17.90 – 20.80 มิลลิเมตรเท่านั้น งานประกอบทั้งหมดแทบจะเป็นชิ้นเดียวกันแบบ Unibody ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ส่วนปุ่ม Power ถูกติดตั้งเอาไว้ด้านข้างตัวเครื่อง

Lenovo Yoga Slim 7 ราคา 26,900 – 29,900 บาท

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Lenovo Yoga Slim 7 14 นั้นจะดูเล็กกว่า Lenovo Notebook หน้าจอ 14″ แบบสมัยก่อนอยู่พอสมควร เนื่องด้วยขอบจอที่บางกว่าปกติ ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็กพอๆ กับโน๊ตบุ๊คจอ 13.3″ ส่งผลให้ Lenovo Yoga Slim 7 14 เป็นอีกหนึ่ง Lenovo Notebook ที่ดูเล็กกระทัดที่สุด โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.4 ด้วยดีไซน์ออกมาได้ขอบหน้าจอบาง ส่วนของตัวเครื่องทั้งหมดจะใช้เป็นอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ส่งผลให้ภาพลักษณ์โดยรวมของตัวเครื่องดูหรูหราให้อารมณ์พรีเมียมสุดๆ

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย และมุมใต้หน้าจอด้านซ้ายเท่านั้น ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะงานประกอบทั้งหมดแทบจะเป็นชิ้นเดียวกัน แบบ Unibody ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ซึ่งจากการใช้งานจริงพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือค่อนข้างยาก ฉะนั้นหายห่วงเรื่องความสะอาดได้เลย หรือถ้าจะเช็ดก็ง่ายดาย โดดเด่นด้วยสีสันใหม่ไม่ซ้ำใครอย่าง Orchid โทนม่วงกล้วยไม้

สเปกของ Lenovo Yoga Slim 7 14 ใช้ชิปประมวลผลเป็น AMD Ryzen 5 4600H หรือ Ryzen 7 4800H สถาปัตยกรรม Zen 2 ที่เทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร ประสิทธิภาพแรงลื่น ร้อนน้อย แบตยาวนาน ส่วนการ์ดจอออนชิปเป็น Radeon 6 / 7 ด้านแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz และที่เก็บข้มูลแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ทั้งมีพื้นที่เยอะและลื่นไหล เพียงพอกับการใช้งานแน่นอน ได้ระบบเสียงเป็น Dolby Atmos ที่ไพเราะ มาพร้อม Windows 10 และซอฟต์แวร์จากทาง Lenovo Vantage ที่ช่วยในการจัดการปรับแต่ง

อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือหน้าจอ โดย Lenovo Yoga Slim 7 14 ใช้หน้าจอขนาด 14″ ความละเอียดระดับ Full HD อัตราส่วน 16:9 ขอบจอบางเฉียบ พาเนลจอแบบ IPS เกรดสูง รองรับ HDR ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา พร้อม Wi-Fi 6 AX (2 x 2) นอกจากนี้ยังมี 3D IR Camera สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello ของ Windows 10 เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนใบหน้า สำหรับประกันเป็น 3 ปี ตามมาตรฐาน Lenovo ที่ทุกคนมั่นใจ ปิดท้ายเรื่องความคุ้มค่าพร้อมใช้งานทันทีด้วย โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ด้วย

Lenovo IdeaPad Gaming 3 ราคา 23,900 – 25,900 บาท

Lenovo IdeaPad Gaming 3 หรือ 3i เป็น Lenovo Notebook ประเภท Gaming Notebook เน้นความคุ้มค่าประจำปี 2020 เป็นโน๊ตบุ๊คสเปกแรงที่สามารถเอาไปเล่นเกมได้สบายๆ โดดเด่นด้วยชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000H อย่าง Ryzen 5 4600H ที่ใช้ใน Lenovo IdeaPad Gaming 3 หรือ Lenovo IdeaPad Gaming 3i ใช้เป็น Intel Core i Gen 10H รุ่นใหม่อย่าง Core i5-10300H / Core i7-10750H

พร้อมด้วยการ์ดจอระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ อีกทั้งได้ดีไซน์ใหม่ขอบจอที่บางและน้ำหนักเครื่องที่ไม่หนักจนเกินไป รวมๆ มีความเรียบง่าย โดยมาพร้อมกับโทนสีดำ Onyx Black พร้อมแซมด้วยสีฟ้า ที่ดูแล้วสวยงามและแตกต่างจาก Gaming Notebook ทั่วไปชัดเจน วางตำแหน่งเป็นซีรีส์ Gaming เริ่มต้นของทาง Lenovo

Lenovo IdeaPad Gaming 3i ราคา 25,900 – 30,900 บาท

สำหรับ Lenovo IdeaPad Gaming 3 หรือ 3i นั้นเรียกได้ว่ามาครบเครื่อง เป็น Lenovo Notebook สำหรับการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ขนาดหน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz ด้วยแรมขนาด 8GB และได้ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมหรือทำงานกับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆ ที่เด็ดที่สุด ความคุ้มค่าราคาไม่แพง เริ่มต้นที่ 25,990 บาท ที่สำคัญได้การรับประกัน On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน 2 ปีด้วย และได้ประกันอุบัติเหตุด้วย รวมไปถึงบริการหลังการขายอื่นอื่นๆ อีกมากมายด้วย

ดีไซน์ด้านในของ Lenovo IdeaPad L340 Gaming ก็คล้ายกับโน๊ตบุ๊คทั่วๆ ไป แต่ได้ดีไซน์ขอบจอบางทั้งซ้ายและขวา ส่วนกล้องเว็บแคมอยู่ด้านบนตรงกลางพร้อมไมค์สองตัว มีความพิเศษตรงที่เราสามารถเปิดปิดได้ด้วยการเลื่อนไปมา (Privacy Shutter) มีโลโก้ Lenovo อยู่ที่มุมล่างซ้ายล่างของคีย์บอร์ด เรียกได้ว่าเป็น DNA ของทางแบรนด์ Lenovo เลยก็ว่าได้ ทั้งในส่วนของ IdeaPad / YOGA / Legion ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.1 Type-C, HDMI, 2 x USB 3.1 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45 , Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX

สำหรับน้ำหนักและความหนาของตัวเครื่อง Lenovo IdeaPad Gaming 3i ถือว่าเป็นเบาตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คปี 2020 ที่ต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้าในหลายๆ ส่วน แม้จะมีขนาดหน้าจอใหญ่ที่ 15.6″ แต่ก็มีน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัมเท่านั้น ทำให้พกพาไปไหนมาไหนสะดวกสบายมาก โดยรวมแล้วการดีไซน์ของ Lenovo IdeaPad Gaming 3i รุ่นใหม่นี้ถือทำได้ดีมาก ใครจะเอาไปทำงานก็ดูเรียบๆ หรือใครจะเอาไปเล่นเกมก็ตอบสนองได้ดีเป็นรองตระกูล Legion เลย เชื่อได้เลยว่าจะเป็น Gaming Notebook อีกหนึ่งรุ่นที่ทำให้ตลาดคึกคักทีเดียว

Lenovo Legion 5 ราคา 25,900 – 39,900 บาท

Lenovo Legion 5 นับได้ว่าเป็น Lenovo Notebook ประเภท Gaming Notebook ประจำปี 2020 ที่ได้รับความสนใจพอตัว ด้วยความแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ในตลาด อย่างดีไซน์ภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์ มี DNA ที่เป็น Legion Series ชัดเจน รวมถึงมีสเปกชิปประมวผล AMD Ryzen 4000H เป็นครั้งแรก อย่าง Ryzen 5 4600H / Ryzen 7 4800H ที่ทรงประสิทธิภาพ ในราคาที่คุ้มค่า ด้วยเทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ได้ทั้งความแรงขึ้นและร้อนน้อยลง แน่นอนว่าเลือกใช้การ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 หรือ GTX 1650 Ti ที่มีพลังแรงไว้ใจได้ ติดตั้งแรมเป็น 8GB DDR4 Bus 3200MHz ผสานกับ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที

สำหรับ Lenovo Legion 5 นั้นเรียกได้ว่ามาครบเครื่องเป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมขนาดหน้าจอ 15.6″ พาเนล IPS คถณภาพดี มีตัวเลือกเป็น Refresh Rate ที่ 120Hz / 144Hz ได้ขอบจอบางเฉียบ มิติตัวเครื่องเล็กกระชับ ลงตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนรับรองได้ว่ามันสามารถที่จะสร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมแบบใหม่ให้กับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆ นอกจากเล่นเกมได้ดีแล้ว ยังรองรับทั้งการทำงานที่ต้องการประสิทธิภาพที่สูง อย่างตัดต่อวีดีโอ หรือเรนเดอร์ 3 มิติ ก็เอาอยู่

หน้าจอขนาด 15.6″ ขอบหน้าจอบางพิเศษ พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอลในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง 1 x USB 3.1 Type-C, HDMI, 4 x USB 3.1 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45 , Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX ได้ประกัน 2 ปี On-site ซ่อมฟรีถึงบ้าน และบริการอื่นๆ อย่างประกันอุบัติเหตุ หรือเครื่องสำรองระหว่างซ่อมด้วย สนนราคาเพียง 26,990 – 32,990 บาท

Lenovo Legion 5i ราคา 32,900 – 44,900 บาท

ทั้ง Lenovo Legion 5 และ Lenovo Legion 5i เป็น Lenovo Notebook ที่ให้ดีไซน์รวมๆ ของตัวเครื่องเหมือนกัน 100% โดยมีมิติที่เล็กกระชับ ด้วยความบางเพียง 26.3 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2.3 กิโลกรัม ซึ่งเป็นจุดที่สมดุลทั้งในแง่ของประสิทธิภาพในการเล่นเกม และความสามารถในการพกพาได้อย่างลงตัว กับ Gaming Notebook ราคาระดับกลางๆ ที่ไม่ได้เน้นแต่ความคุ้มค่าอย่างเดียว แต่อยากได้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีด้วย จากหน้าจอคุณภาพสูง ซึ่งเชื่อได้เลยว่าน่าจะถูกใจหลายๆ คน

โดย Lenovo Legion 5i นั้น จะได้สเปกเป็น Intel Core i Gen 10H อย่าง Core i5-10300H และ Core i7-10750H อีกทั้งจะได้ตัวเลือกการ์ดจอเป็นตัวที่แรงกว่าอย่าง NVIDIA GeForce GTX 1660 Ti / RTX 2060 พร้อมกันนั้นยังได้หน่วยความจำแรมขนาด 16GB ทันทีในบางรุ่นบางสเปก และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 ความจุ 512GB เหมือนกัน ส่วนที่โดดเด่นกว่าอีกเรื่องนั้นจะเป็นขนาดหน้าจอ ที่มีให้ทั้ง 15.6″ IPS Full HD 144Hz และ 17.3″ IPS Full HD ที่ใหญ่เต็มตากว่าในการทำงานหรือเล่นเกม แต่ก็หนักกว่าที่ 2.98 กิโลกรัมด้วย

Lenovo Yoga Duet 7 ราคา 38,900 – 45,900 บาท

อีกหนึ่ง 2-in-1 Notebook ของทาง Lenovo Notebook เป็นแบบสไตล์ Tablet ที่ต่อคีย์บอร์ดแยกได้ ให้ความบางเบาพกพาสะดวกกว่าประเภทพับได้ 360 องศา ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10U ทั้ง Core i5-10210U / Core i7-10510U ให้ประสิทธิภาพการใช้งานที่เต็มขั้น ให้การเชื่อมต่อที่รวดเร็ว และให้อรรถรสความบันเทิงสุดล้ำ ผ่านหน้าจอ IPS 2K ขอบบาง แบบสัมผัส ขนาด 13 นิ้ว มี sRGB 100% ให้โทนสีคมชัด สมจริงบนความสว่าง 450 nits และหน่วยความจำตัวเลือกสูงสุด 16GB DDR4 และความจุตัวเลือกสูงสุด 1TB PCle SSD สนนราคาที่ 38,900 – 45,900 บาท

ตัวเครื่องมาในสีเทา Slate Grey และสีม่วงหลือบแดง Orchid เคลือบผิวสัมผัสเมทัลให้ความสวยงามสะดุดตา โดยเน้นความคล่องตัวด้วยน้ำหนักเบา พกพาสะดวก บนระบบปฏิบัติการ Windows 10 เครื่องมาพร้อมปากกา Lenovo E-Color และปากกาดิจิทัล ตอบโจทย์การใช้งานดีไวซ์ยุคดิจิทัลเพื่อการขีดเขียน รังสรรค์ผลงาน ของนักเรียนนักศึกษาและมัลติทาสก์เกอร์ตัวจริงเสียงจริง แบตเตอรี่ใช้งานได้สูงสุด 10.8 ชั่วโมง ยืดอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยนานขึ้น 20% ด้วยฟังก์ชั่น AI อัจฉริยะที่อยู่ในตัวเครื่องเมื่อตั้งค่าการใช้งานแบบกลางผ่านฟีเจอร์ Q-Control Intelligent Cooling ของ Lenovo

สำหรับ Lenovo Yoga Duet 7i คือ 2-in-1 Notebook ระดับพรีเมี่ยมรุ่นแรกของ Yoga ที่มาพร้อมคีย์บอร์ด Bluetooth (5.0)  แบบเรืองแสงที่สามารถถอดแยกออกจากตัวเครื่องได้ ตอบโจทย์การทำงานแบบฟรีสไตล์ที่ยืดหยุ่นและคล่องตัวด้วยขาตั้งเครื่องที่สามารถปรับระดับตามการใช้งานให้เหมาะสม ทั้งการใช้งานทั่วไปผ่านหน้าจอและคีย์บอร์ด หรือการเขียนด้วยหน้าจอและปากกา ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาเพียง 1.16 กก. (รวมเคส folio) รองรับการเชื่อมต่อที่รวดเร็วด้วย Intel Wi-Fi 6 (Gig+) เต็มอรรถรสภาพและเสียงเพื่อความบันเทิงด้วย Dolby Audio และ Dolby Vision

อีกทั้ง Lenovo Yoga Duet 7i อัดแน่นด้วยฟีเจอร์สุดอัจฉริยะ อาทิ การ Login ด้วยใบหน้าผ่านกล้องอินฟาเรด (Infrared Camera) กับ Windows Hello ที่นอกเหนือจากความปลอดภัยแล้วยังให้ความรวดเร็วกว่าการพิมพ์รหัสผ่านถึง 3 เท่า ไม่ต้องกังวลกับการถูกแอบมองหน้าจออีกต่อไปด้วยฟังก์ชั่น Glance by Mirametrix ที่สามารถตรวจจับสายตาที่อาจแอบมองหน้าจอของคุณจากด้านหลัง และฟีเจอร์หยุดเล่นวิดีโอแบบอัตโนมัติเมื่อคุณจำเป็นต้องละหน้าจอไปที่อื่น หรือความสามารถในการย้ายคอนเท็นต์จากในเครื่องไปสู่จอมอนิเตอร์ที่ต่ออยู่โดยใช้ศรีษะของคุณหันไปมาเพื่อควบคุม

from:https://notebookspec.com/introducing-new-lenovo-notebook-late-2020/540844/

แนะนำ HP Notebook รุ่นใหม่น่าซื้อ ปลายปี 2020 ทำงานบางเบา จอทัชมีปากกา เล่นเกมหลายรุ่น ราคาสุดคุ้ม เริ่ม 11,900 บาท

สำหรับ HP Notebook ในช่วงปลายปี 2020 ก็จัดเต็มมากมายหลากหลายรุ่น พร้อมนำเสนอ Notebook รุ่นใหม่ ทั้งสเปก Core i Gen 10 / Ryzen 4000 ไม่ว่าจะเป็น HP 15s / HP Pavilion x360 / HP ENVY x360 13 / HP ENVY 13 / HP Pavilion Gaming 15 / HP Pavilion Gaming 16 / OMEN 15 / HP ENVY 15

มาครบทั้ง HP Notebook รองรับการใช้งานทั่วไป การใช้งานพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ก็ทำได้อย่างลื่นไหลทั้งหมด เน้นบางเบา คุ้มค่า เล่นเกมตัวแรง หรือจอใหญ่ 16.1″ ไม่เหมือนใคร อีกทั้งบางรุ่นก็เป็น 2-in-1 Notebook มีปากกาขีดเเขียนได้ด้วย เรียกได้ว่ามีตัวเลือกให้เราได้ซื้อกันมากมาย

โดยในส่วนของ HP Notebook มีรุ่นที่สามารถทำงานประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีราคาที่ถูกคุ้มค่า แน่นอนว่ามาพร้อมประสิทธิภาพที่เหลือเฟือในการทำงานพื้นฐาน Word / Excel / Power Point (หลายรุ่นได้ Office Home & Student 2019 มูลค่า 4,299 บาทฟรีๆ ด้วย) หรือโปรแกรมเล่นอินเตอร์เน็ตต่างๆ รวมไปถึงโปรแกรมใช้งานเฉพาะทาง

ซึ่งในตลาด HP Notebook อย่างที่บอกไปแล้วว่าจะมีช่วงหลายช่วงราคา เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงานที่ต้องการ Notebook ใช้งานพื้นฐาน หรือบางรุ่นทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอก็รองรับได้สบายๆ ผ่านทางโปรแกรมมือาชีพต่างๆ โดดเด่นทุกรุ่นในส่วนของประกันได้เป็น 2 ปี On-site Service รายละเอียดและสเปกแต่ละรุ่นจะเป็นอย่างไรบ้าง ไปชมกันเลย

HP 15s ราคา 11,900 – 19,900 บาท

พร้อมแล้วกับการนำเสนอ HP Notebook รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U อย่าง HP 15s โน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ ดีไซน์บางเบาออกแบบมาใหม่ ดูสวยงามไม่แพ้รุ่นพี่ตัว Pavilion และเน้นในเรื่องของความคุ้มค่า ราคาไม่แพง เป็นหลัก และที่สำคัญมาพร้อมกับน้ำหนักที่เบามากเพียง 1.69 กิโลกรัม และบางเพียง 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น เหมาะกับสายการทำงานหรือบันเทิงที่เน้นการพกพาไปนอกสถานที่ อาจจะใช้งานตามออฟฟิศหรือร้านกาแฟแบบชิคๆ คูลๆ ได้ความหรูหราโดดเด่นไม่น้อยหน้าใครในราคาเบาๆ ด้วย

โดย HP 15s  ปี 2020 รุ่นนี้มีความโดดเด่นสุดๆ เพราะเป็นรุ่นแรกของ HP ที่ใช้ชิปประมวลผล AMD รุ่นใหม่ๆ อย่าง Athlon Gold 3150U / Ryzen 5 4500U / Ryzen 7 4700U พร้อมการ์ดจอออนชิปตัวใหม่ รวมไปถึงมีสเปก Intel Core i Gen 10 อย่าง Core i5-1035G1 / Core i7-1065G7 + MX330 ที่สำคัญยังมีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีด้วย RAM 4GB / 8GB และ SSD ความจุ 256GB / SSD 512GB อีกด้วย หน้าจอมีทั้งพาเนล TN / IPS ที่ความละเอียด Full HD ให้ความคมชัดสวยงาม สนนราคาเพียง 11,990 / 19,990 บาท พร้อมประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน

มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 5 AC กับ Bluetooth 5.0 ได้ Windows 10 ใช้งานได้ทันที ที่สำคัญรุ่น Ryzen / Core i จะได้ โปรแกรม Microsoft Office Home & Student 2019 มูลค่า 4,299 บาท ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปเลยด้วย

ดีไซน์การออกแบบของ HP 15s รุ่นปี 2020 วัสดุเป็นพลาสติกทั้งหมด (มองไปคล้ายโลหะมากๆ) เน้นไปที่ความเรียบง่าย จัดว่าพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น HP อยู่อย่างชัดเจน สีสันเป็นสีเงิน Natural Silver ตลอดทั้งตัวเครื่อง จะเป็นพลาสติกทั้งหมดแต่งานประกอบแน่นหนา ฝาหลังเป็นแบบเรียบๆมีโลโก้ HP สีเงินมันวาวดูหรูหรา พื้นผิ้วติดมือทำให้เวลาจับไม่ลื่น แกนฝาพับก็เป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ ส่วนตัวบอดี้บริเวณคีย์บอร์ดจะเรียบๆ เช่นกัน ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่ที่มุมบนซ้ายด้านบนของคีย์บอดร์ด

HP Pavilion x360 ราคา 18,900 – 22,900 บาท

HP Pavilion x360 14 ปี 2020 นั้นถือเป็น HP Notebook ประเภท 2-in-1 Notebook ที่ได้ความบางเบาหรูหรา ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ล่าสุดได้สเปก Core i Gen 10 ในราคาคุ้มค่าเหมือนเดิม มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่สวยงามลงตัว อีกทั้งยังแถมปากกา Stylus ใช้วาดรูปมาให้ในกล่องอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่คาดว่าจะขายดีเช่นเดิม จากดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา พกพาสะดวก พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่เกินราคา

ในราคาเริ่มต้นเพียง 18,900 บาท สเปกจะเป็น Core i3-10310U + RAM 8GB + SSD 512GB สำหรับสเปกท็อปสุดจะเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U + NVIDIA GeForce MX130 + RAM 8GB + SSD 512GB จะมีราคาอยู่ที่ 23,900 บาท ที่ในส่วนชิปประมวลผล Core i3 / i5 นี้เป็นสถาปัตยกรรม Comet Lake ใหม่ล่าสุดที่การผลิต 14 นาโนเมตร ส่วนหน้าจอเป็นแบบจอกระจกสัมผัส 14″ รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้หลายระดับ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พร้อมกับ Windows 10 ประกัน 2 ปี On-Site

ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 802.11a/b/g/n/ac (1×1) กับ Bluetooth 4.2

HP Pavilion x360 14 เป็น 2-in-1 Notebook บางเบาหน้าจอ 14 ปรับได้หลากหลายโหมด โดยเลือกใช้เป็นพาเนล IPS คุณภาพดี ที่มาพร้อมกับความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล รองรับมัลติทัชกรีน และปากกา HP Active Pen รองรับแรงกดได้หลายระดับ ทำให้ใช้งานกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 ได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมการขีดเขียนที่สมจริง ด้วยน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.58 กิโลกรัม และบางเพียง 20 มิลลิเมตร ทำให้การพกพาทำได้โดยง่าย

HP Pavilion x360 14 มาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบใหม่ ขอบจอบางเฉียบ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คยุคปัจจุบันที่มาพร้อมสีสันที่สวยงามลงตัวอย่าง Cloud Blue โดยฝาหลังจะเป็นน้ำเงินอ่อนส่วนตัวเครื่องภายในจะเป็นเทาเข้มที่ดุดัน เชื่อได้ว่ายังโดนใจวัยรุ่นเพราะมีความโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ มีหน้าตาออกไปทางเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหรูหราด้วยการเล่นกับการออกแบบที่มีความโค้งเว้ามีมิติในหลายๆ ส่วน

HP ENVY 13 ราคา 29,900 – 32,900 บาท

อีกหนึ่ง HP Notebook บางเบา หรือ Ultrabook ที่มีความน่าสนใจมากๆ กับ HP ENVY 13 สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 ที่พร้อมความพรีเมียมหรูหรา และฟีเจอร์ความปลอดภัยจัดเต็ม ได้ความบางและเบามากๆ เน้นพกพา กับน้ำหนักเพียง 1.17 กิโลกรัมเท่านั้น นับได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ ของ HP ที่เบาและบางที่สุดก็ว่าได้ ส่วนตัวคีย์บอร์ดนั้นก็ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ให้ส่วนลำโพงเป็น Bang & Olufsen ที่จัดว่าคุณภาพเสียงดีกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วไป อีกทั้งยังได้ซอฟต์แวร์การทำงานเอกสาร Office Home & Student 2019 (Word / Excel / Power Point) มูลค่า 4,299 บาทฟรีๆ ด้วย

HP ENVY 13 มี 2 สเปกให้เลือกคือรุ่น Core i5-10210U หรือ Core i7-10510U มาพร้อมกับชิปกราฟิก NVIDIA GeForce MX350 ที่ให้ประสิทธิภาพแรงพอๆ กับ GTX 960M ทำให้เล่นเกม 3 มิติออนไลน์ ได้ลื่นในระดับนึงทีเดียว สำหรับสเปกอื่นๆ ก็ยังติดตั้งแรมขนาด 8GB DDR4 และที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB เป็นมาตรฐาน โดยหน้าจอเป็นความละเอียด Full HD ที่ได้พาเนล IPS คุณภาพสูง แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ส่วนการรับประกัน 2 ปีแบบ On-site Service ตามมาตรฐานของ HP ที่ทุกคนมั่นใจ มีฟีเจอร์อย่างสแกนลายนิ้วมือ Fingerprint ติดตั้งไว้มุมขวาล่างของคีย์บอร์ดไว้ให้ใช้งานกับ Windows Hello เพื่อที่จะเข้าใช้งานตัวเครื่องเพื่อความปลอดภัยแบบไม่ต้องใส่รหัสไปมาทุกครั้งด้วย

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ HP ENVY 13 จัดได้ว่าเป็น Ultrabook หน้าจอ 13.3″ ที่น่าสนใจอยู่พอสมควร จากการที่มีบางเบา ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา ส่วนของวัสดุทั้งหมดจะใช้เป็นอลูมิเนียมคุณภาพสูงเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา รวมไปถึงดูหรูหรามีราคา ที่สำคัญก็คือในส่วนของดีไซน์การเปิดตัวหน้าจอและคีย์บอร์ดที่จะทำมุมอย่างเหมาะสมเวลาเปิด ทำให้เวลาที่ใช้งานนั้นผู้ใช้จะรู้สึกว่าตัวเครื่องมีการระบายอากาศทางด้านล่างของโน๊ตบุ๊คออกไปอย่างรวดเร็วและให้ความรู้สึกสะดวกสบายมากขึ้นเวลาพิมพ์ ส่วนสีสันได้เป็นสีเงิน Natural Silver

โดยบานพับเป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ที่แลดูแข็งแรงทนทานเข้ากับเครื่อง อาศัยระบบระบายความร้อนด้วยพัดลมเพียงตัวเดียวก็เอาอยู่แบบสบายๆ นอกจากนี้ในส่วนของ HP ENVY 13 ยังมาพร้อมฟีเจอร์ความปลอดภัย Webcam Kill ที่เป็นปุ่มเลื่อนไปมาสำหรับเปิดปิดการใช้งานกล้องเว็บแคม และ ฟีเจอร์ Privacy Screen นี้กับคุณสมบัติลดมุมมองหน้าจอลง เพื่อไม่ให้คนอื่นมาส่องมาเผือกได้เวลาที่ใช้งานนอกสถานที่อีกด้วย โดยรวมแล้วถือว่าเป็น Ultrabook ที่ออกแบบมาได้เรียบง่ายแต่ดูดีเกินราคาไปมากจริงๆ เชื่อได้ว่าใครต้องการโน๊ตบุ๊คบางเบาที่ดูดี HP ENVY 13 ต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกแรกๆ แน่นอน

HP ENVY x360 ราคา 29,900 – 32,900 บาท

HP ENVY x360 13 ปี 2020 เป็น HP Notebook แบบพับได้ 360 องศา สเปกชิปประมวล AMD Ryzen 4000U ที่แรงลื่นล้ำกว่ารุ่นก่อนๆ มาก ถือว่าเป็น 2-in-1 Notebook ขนาดหน้าจอ 13.3″ กระจกเป็น Corning Gorilla Glass ที่ได้ความบางเบาหรูหราพรีเมียม ฟีเจอร์ครบครัน กับค่าตัวที่ไม่แพงเลย รองรับการใช้งานต่างๆ ได้ลื่นไหลสุดๆ อีกทั้งยังบันเดิลปากกา Stylus ใช้วาดรูปขีดเขียนรุ่นใหม่ ที่สามารถติดกับตัวเครื่อง พร้อมชาร์จผ่านทาง USB-C ซึ่งบอกเลยว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่น่าซื้อสุดๆ ในราคา 29,900 – 32,900 บาท ได้ประกัน 3 ปี On-site Service และบริการหลังการขาย HP SmartFriend ที่เยี่ยมยอด

วัสดุที่ทาง HP เลือกใช้ประกอบตัวเครื่องทั้งหมดเป็นอะลูมิเนียมที่ตัดผ่านกระบวนการ CNC ทั้งหมด สีสัน Nightfall Black ออกไปแนวดำๆ น้ำตาลๆ ดีไซน์แบบมินิมอลและพื้นผิวเรียบเนียนตลอดทั้งตัวเครื่องพร้อมกับโลโก้ HP ที่เป็นสีเงินเงางามบริเวณกลางฝาหลัง ตัวคีย์บอร์ดยังมีไฟ LED Backlit สีขาวมาให้ด้วย ที่สำคัญตัวเครื่องยังบางเฉียบ พกพาได้สะดวก พร้อมพับปรับได้ 360 องศา เพื่อใช้งานมัลติโหมด และขาดไม่ได้เลยสำหรับสแกนลายนิ้วมือผ่านทาง Windows Hello ที่ถูกย้ายเข้ามาแทนที่ปุ่ม Crtl นั่นเอง มีน้ำหนักเบาเพียง 1.30 กิโลกรัมเท่านั้น พร้อมพับปรับได้ 360 องศา

สำหรับ HP ENVY x360 13 แบ่งออกเป็น 2 รุ่นคือ ชิปประมวลผล Ryzen 5 4500U / Ryzen 7 4700U ได้หน่วยความจำแรมขนาด 8GB Bus 3200MHz และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที อีกทั้งยังได้ซอฟต์แวร์การทำงาน Office Home & Student 2019 (Word / Excel / Power Point) มูลค่า 4,299 บาทฟรีๆ ด้วย ซึ่งมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ FringerPrint / Privacy Screen / Webcam Kill เรียกได้ว่าเป็น 2-in-1 Notebook ปี 2020 ที่น่าซื้อมากๆ รุ่นหนึ่งทีเดียว

พอร์ตการเชื่อมต่อมีมาตามนี้คือ 2 x USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C, Kensington Lock, Micro SD Card Reader และ Headset 3.5 mm พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX แบบ 2×2 ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ในตัว ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย คุ้มค่าสุดๆ  ประกันเทพ On-site 3 ปีเต็ม + บริการ HP SmartFriend เช่น Cal Center 24/7 พร้อมบันเดิลHP Active Pen และ USB-C Hub เพื่อขยายการเชื่อมต่อมาให้เลยในกล่องเลย

HP Pavilion Gaming 15 ราคา 26,900 – 31,900 บาท

HP Pavilion Gaming 15 เป็น HP Notebook รุ่นใหม่สเปก Ryzen 4000H ถือว่าเป็น HP Notebook เน้นเล่นเกมที่คุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด โดยมาพร้อมประสิทธิภาพสูง ด้วยชิปประมวลผล Ryzen 5 4600H / AMD Ryzen 7 4800H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti ประสิทธิภาพสูง แต่ร้อนน้อย ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น มีแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200Hz (แนะนำให้อัพเกรดเป็น 16GB) และได้ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB พร้อมติดตั้ง Windows 10 แท้ (สามารถเพิ่มเติม HDD 2.5″ ได้ภายหลัง)

รายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจของ HP Pavilion Gaming 15 ปี 2020 สเปก AMD Ryzen เรียกได้มีความสดใหม่ แต่ดีไซน์ภายนอกเหมือนเดิม โดยตัวเครื่องมีความบางเพียง 23.6 มิลลิเมตร พร้อมน้ำหนักตัวเครื่องที่ 2.3 กิโลกรัมเท่านั้น ได้ขอบหน้าจอบางเฉียบ มิติตัวเครื่องเล็กลง พร้อมทั้งมีให้เลือกหน้าจอ IPS คุณภาพสูง ซึ่งมี Refresh Rate ที่ 144Hz ขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD ที่สำคัญได้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ในราคาที่ถูกและคุ้มค่าไม่แพ้ Gaming Notebook หลายๆ รุ่นในตลาด เรียกได้ว่าเล่นเกมออนไลน์ได้ลื่นไหลแน่นอน ส่วนเกมออฟไลน์ปรับกลางๆ ลื่นไหลทุกเกมสบายๆ ตอบสนองได้คุ้มค่าราคาไม่แพง

นอกจากนี้ยังมีกล้องเว็บความละเอียด HD และมีไมค์ดิจิตอลในตัว การเชื่อมต่อไร้สายเป็น Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX แบบ MU-MIMO มิติของตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 15 เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คจอขนาด 15.6 นิ้ว ก็มีขนาดเล็กกว่าอย่างเห็นได้ชัดแถมมีน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 2.3 กิโลกรัม ตัวเครื่องบางลงเพียง 23.6 มิลลิเมตร พกพาง่าย วัสดุทั้งหมดของตัวเครื่องพลาสติกเกรดดี มองแล้วคล้ายกับโลหะ รวมไปถึงการรับประกันที่เป็นแบบ On-site Serive ระยะเวลา 2 ปี และบริการช่วยเหลืออื่นๆ อีกด้วย

ดีไซน์ยังคงเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรงทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก ลำโพงแบบสเตอริโอของ Bang & Olufsen จะอยู่ที่ด้านบนตัวเครื่องเหนือชุดคีย์บอร์ดทำเป็นลายแปดเหลี่ยมพื้นผิวนูนต่ำให้เสียงที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว โดยมีโลโก้ B&O กำกับไว้มุมซ้ายล่างของคีย์บอร์ด ที่สำคัญและโดดเด่นกว่ารุ่นไหนในท้องตลาดตอนนี้คือเป็น Gaming Notebook ขอบจอบางที่ดูแล้วสวยงามลงตัวอีกรุ่นนึงในตลาด

รวมไปถึงมีรุ่น 15.6″ สเปก Intel Core i Gen 10H ด้วย ซึ่งรูปร่างหน้าตาจะต่างกันเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสเปก AMD Ryzen 4000H

HP Pavilion Gaming 16 ราคา 30,900 – 36,900 บาท

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นล่าสุด เป็น HP Notebook เล่นเกมขนาดหน้าจอ 16.1″ รุ่นแรกของโลก แบบ New Normal กันไปเลย ที่ในตอนนี้พร้อมขายในไทยแล้ว ได้สเปกใหม่ที่มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง i7-10750H หรือ Core i5-10300H กับการที่เป็น Gaming Notebook คุ้มค่า จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 16 Series คุณภาพเยี่ยมอย่าง GTX 1650 Ti ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ในดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ออกแบบโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก

ความโดดเด่นยังเป็นเรื่องหน้าจอที่ได้เป็นพาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ใช้งานทันที (พร้อมรองรับการอัพเกรด HDD 2.5″ SATA 3 ได้ภายหลัง) มาพร้อมแรมขนาด 8GB DDR4 Bus 2933MHz มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สนนราคาขายจริงสเปกนี้อยู่ที่ 30,900 – 34,900 บาท (ต่างกันที่สเปกชิปประมวลผลเท่านั้น) การรับประกันที่เป็นแบบ On-site Service ระยะเวลา 2 ปี

HP Pavilion Gaming 16 รุ่นนี้ยังคงใช้ดีไซน์เดิมเหมือนกับสเปกก่อนหน้า แต่ได้มีการขยับขยายตัวเครื่องให้ใหญ่ขึ้น แน่นอนมีน้ำหนักที่มากขึ้นด้วยเป็น 2.35 กิโลกรัม ได้ช่องระบายความร้อนที่ใหญ่ขึ้นใต้ตัวเครื่องก็มีช่องดูดลมเย็นที่ใหญ่ขึ้น เรียกได้มีความเฉียบและใช้งานได้จริงในเรื่องของการจัดการความร้อน ลำโพงจะอยู่ที่ด้านบนตัวเครื่องเหนือชุดคีย์บอร์ดทำเป็นลายแปดเหลี่ยมพื้นผิวนูนต่ำให้เสียงที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว ที่สำคัญและโดดเด่นกว่ารุ่นไหนในท้องตลาดตอนนี้คือเป็น Gaming Notebook ขอบจอบางที่ดูแล้วสวยงามลงตัวอีกรุ่นนึงในตลาด

พอร์ตการเชื่อมต่อตัวเครื่อง HP Pavilion Gaming 16 นี้จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีความครบครับประมาณนึง ไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C จำนวน 2 พอร์ต และ HDMI พร้อมช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร แบบแยกไมค์หูฟังหรือไมค์อย่างเดียว แน่นอนว่ามี SD Card Reader เป็นมาตรฐาน อีกทั้งยังมี LAN RJ45 โดดเด่นกว่า Gaming Notebook ทั่วไปตรงที่ทาง HP ได้มีการเล่นสีสันเหมือนกับโทนตัวเครื่องด้วย สัญลักษณ์พอร์ตต่างๆ ก็จะเป็นสีเขียวไปด้วย ดูแล้วลงตัวจริงๆ

HP OMEN 15 ราคา 39,900 – 49,900 บาท

OMEN 15 Laptop by HP ปี 2020 อีกหนึ่ง HP Notebook รุ่นใหม่ที่มีดีไซน์โดยรวมที่เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว ทั้งนี้รวมไปถึงในส่วนของสเปกภายในที่พร้อมขายเป็น Intel Core i Gen 10H + GeForce GTX / RTX ด้วย ซึ่งด้านแนวทางการออกแบบจัดได้ว่าพลิกโฉมไปเลย โดยเน้นความเรียบง่ายอย่างที่สุด ส่วนสีสันก็เป็นดำด้านตลอดทั้งตัวเครื่อง โดยมีโลโก้ OMEN ที่โดดเด่นซึ่งปรับให้มินิมอลสุดๆ ที่เชื่อได้ว่าแฟนๆ ของ OMEN ต้องถูกใจกับรุ่นใหม่นี้อย่างแน่นอน ซึ่งล่าสุดในไทยได้พร้อมจำหน่ายแล้ว สนนราคาอยู่ที่ 39,990 บาท ส่วนประกันแบบ On-site 2 ปีตามมาตรฐานของ HP

ซึ่งถ้าเทียบ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ รุ่นก่อนๆ คงเป็นเรื่องของมิติตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกระชับ ขอบจอบาง ที่สำคัญคือตัวเครื่องบางที่ 22.6 มิลลิเมตร พร้อมกับน้ำหนัก 2.35 กิโลกรัม และเมื่อรวมกับตัวอแดปเตอร์ที่จ่ายไฟได้ระดับ 200Watt เข้าไปด้วย ก็จะมีน้ำหนักที่ประมาณ 2.9 กิโลกรัม ก็จัดว่ามีน้ำหนักที่ไม่หนักจนเกินไปนัก ตอบสนองในเรื่องของการพกพาไปนอกสถานที่ได้อย่างดีเลยทีเดียว สำหรับการใช้งานแบตเตอรี่ได้ทำการเคลมว่าใช้งานได้ 12.5 ชั่วโมงทีเดียว

สำหรับสเปก OMEN 15 Laptop by HP ปี 2020 เลือกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง Core i5-10300H / Core i7-10750H การ์ดจอเป็น NVDIA GeForce GTX 1660 Ti / RTX 2060 / RTX 2070 Max-Q ส่วนแรมได้มาขนาด 8GB DDR Bus 2933MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ที่สำคัญได้หน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS ที่ 144Hz กับระบบระบายความร้อน OMEN Tempest Cooling และมี OMEN Command Center ปรับแต่งการใช้งาน

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัวใช้งาน Video Call ได้อย่างลื่นไหล พร้อมติดตั้ง Windows 10 แท้พร้อมใช้งานได้ทันที พอร์ตการเชื่อมต่อก็มีมาให้ครบครันทั้ง 3 x USB 3.2 Type-A, 1 x Thunderbolt 3 (USB 3.2 Type-C), HDMI, mini Display Port, Kensington lock slot, ช่องเสียบหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ และช่องเสียบไมค์แยกก็มีมาให้ด้วย ส่วนมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX (2×2)

ด้านในตัวเครื่องมาพร้อมสีสันที่โดดเด่นดำแดงดุดัน วัสดุจะเป็นอะลูมิเนียมแบบขัดลายสวยงามให้ความรู้สึกที่แข็งแรง ตัดด้วยไฟสี RGB พร้อมไฮไลน์ปุ่ม WASD ที่ช่วยเสริมความสวยงามได้ดี อีกทั้งยังมีคำว่า O15 อยู่มุมซ้ายล่างแป้นคีย์บอร์ด ส่วนด้านซ้ายบนจะเป็นปุ่ม Power มีไฟเมื่อเปิดใช้งาน ส่วนของคีย์บอร์ดนั้นตัวปุ่มเป็นพลาสติกสีดำขอบสีแดง โดยสกรีนตัวอักษรเป็นสีขาวโปร่งแสงพร้อมฟอนต์ที่ดูเข้ากับตัวเครื่อง ขนาด Full Size มาตรฐานปกติ อย่างไรก็ตามมีการตัด Numpad ออกไปเพื่องานดีไซน์ที่ลงตัวนั่นเอง

HP ENVY 15 ราคา 46,900 – 62,900 บาท

HP ENVY 15 จัดว่าเป็น HP Notebook สายทำงานประสิทธิภาพสูง ที่ได้รุ่นท็อปได้หน้าจอเป็น AMOLED รุ่นใหม่ล่าสุด ประจำปี 2020 มีสเปกสุดแรง ดีไซน์บางเบาพกพาสะดวก หน้าจอขนาด 15.6″ AMOLED ความละเอียด 4K UHD หรือพาเนล IPS Full HD กับสเปกที่จัดเต็มด้วยชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H ส่วนการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti / RTX 2060 Max-Q โดยมีน้ำหนักแค่ 2.14 กิโลกรัมเท่านั้น แน่นอนว่าติดตั้ง Windows 10 ใช้งานได้ทันที อีกทั้งยังได้โปรแกรมทำงานเอกสาร Office Home & Student 2019 (Word / Excel / Power Point) มูลค่า 4,299 บาทฟรีๆ ด้วย

มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB Bus 2933MHz (8GB x 2 แถว) และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB (512GB x 2 ตัว) ส่วนการเชื่อมต่อก็จัดเต็มด้วย Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.0 และพอร์ต Thunderbolt 3 x 2 พอร์ต เรียกได้ว่าสเปกและฟีเจอร์อื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะแรงลื่นระดับ Gaming Notebook ตัวท็อป สนนราคาขายจริงที่มีอยู่หลากหลายสเปก เริ่ม 46,900 – 62,900 บาทเท่านั้นเอง กับสเปกการ์ดจอ GTX 1650 Ti / SSD 512GB ทุกรุ่นได้ประกัน 2 ปี On-site Service และบริการหลังการขาย HP SmartFriend ที่เยี่ยมยอด

ความบางของตัวเครื่อง 18.4 มิลลิเมตร และหนักเพียง 1.98 กิโลกรัม โดยพอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย USB 3.2 Type-A, USB 3.2 Type-C, Mini DisplayPort, HDMIพร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX 2 x 2 (MU-MIMO / Miracast) แน่นอนว่าได้ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย คุ้มค่าสุดๆ  ประกันเทพ On-site 2 ปีเต็ม + บริการ HP SmartFriend เช่น Cal Center 24/7 

สำหรับ HP ENVY 15 ถือว่าเป็น Notebook เพื่อการทำงานเน้นความมือาชีพประสิทธิภาพสูง แต่บางเบาขนาดหน้าจอ 15.6″ รุ่นล่าสุดอีกรุ่นหนึ่งที่ครบเครื่อง การออกแบบให้ความรู้สึกที่ให้ความพรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ทั้งด้านนอกฝาหลังและด้านในตัวเครื่องจนไปถึงชิ้นส่วนใต้ตัวเครื่องด้วย เรียกได้ว่าดูดีเกินราคาค่าตัวจริงๆ โดยฝาหลังและดีไซน์ทั้งหมดมีการเลือกใช้ให้มีความเข้ากันอย่างที่สุด กับพื้นผิวส่วนของฝาหลังและตัวเครื่องเป็นลักษณะแบบด้าน พร้อมกับใช้สีเงินเทาโทนสว่าง Natural Silver พื้นผิวแบบบลัชเรียบเนียน ดูให้ความเป็นโลหะมากๆ เรียกได้ว่าเห็นเราใช้ HP ENVY 15 ต้องอิจฉาสมชื่อแน่นอน 

from:https://notebookspec.com/hp-notebooks-end-of-2020-value-work-gaming/540846/

แนะนำ MSI Notebook รุ่นใหม่ น่าซื้อปลายปี 2020 จัดเต็มทั้ง Creator และ Gaming สเปก Core i Gen 10 / Ryzen 4000 แรงลื่น เริ่ม 21,900 – 38,900 บาท

MSI Notebook ช่วงปลายปี 2020 มีให้เลือกหลากหลายรุ่นมากมาย ซึ่มีทั้งรุ่นที่เน้นทำงานบางเบา เล่นเกมคุ้มค่า หรือเล่นเกมระดับโปร รวมถึงทำงานระดับโปรด้วย โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 21,900 บาท จนไปถึง 38,900 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็นซีรีส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสาย Creator และ Gaming จัดเต็มเรื่องของสเปกที่ตอบสนองประสิทธิภาพที่สูง ส่วนฟีเจอร์และดีไซน์ก็ล้ำหน้าไม่แพ้กัน รวมไปถึงมีลูกเล่นที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งเสริมให้เรามีประสบการณ์ใช้งานที่ยอดเยี่ยมสมกับเป็น MSI Notebook เพื่อการทำงานหรือเล่นเกม สมกับที่เป็น MSI Notebook ที่เหนือชั้น

สำหรับบทความนี้เราจะมาแนะนำ MSI Notebook รุ่นใหม่ น่าซื้อปลายปี 2020 จัดเต็มทั้ง Creator และ Gaming แรงลื่น ราคาคุ้มค่า เริ่ม 21,900 – 38,900 บาท ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 หรือ AMD Ryzen 4000 ทำงานร่วมกับการ์ดจอ Radeon RX 5500M / GeForce MX330 / GTX 1650 / GTX 1650 Ti ในส่วนของแรมที่ 8GB – 16GBGB และ SSD 512GB ก็ใส่เต็มพร้อมใช้งานทันที เชื่อว่าต้องถูกใจกันซักรุ่นอย่างแน่นอน มีอะไรบ้างไปชมกันต่อเลย

MSI Modern 14 ราคา 21,900 – 24,900 บาท

MSI Modern 14 เป็น MSI Notebook รุ่นใหม่หน้าจอ 14″ เน้นบางเบา สเปก Intel Core i Gen 10 ตัวแรงลื่น ได้สีฟ้าที่สดใสอย่าง Blue Stone เคลือบพื้นผิวด้วยเทคโนโลยี Sandblasting พ่นเนื้อทรายละเอียด ให้สัมผัสที่เรียบเนียน โดยมาพร้อมกับประสิทธิภาพจากชิปประมวลผล Intel รุ่นล่าสุดอย่าง Core i5-10210U / Core i7-10510U ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอออนชิป UHD 620 ในส่วนของสเปกแรมได้มาขนาด 8GB DDR4 Bus 2666MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB จัดเต็ม ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ลื่นไหล สนับสนุนทั้งทำงานที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ ในราคาไม่แพง

สำหรับ MSI Modern 14 ได้หน้าจอแสดงผลพาเนล IPS มาตรฐานความละเอียด Full HD ที่จะช่วยให้เหล่าครีเอเตอร์ได้เติมเต็มประสบการณ์ในด้านการสร้างสรรค์ผลงานได้มากยิ่งขึ้น บางเฉียบโดยมีพื้นที่แสดงผลกว่า 90% จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งได้ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ครบครันตามสไตล์ของ MSI ที่จัดเต็ม ไม่เกรงใจใคร ในราคาเพียง 21,900 บาทเท่านั้น จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊ค Intel Core i Gen 10 หน้าจอขนาด 14″ ที่น่าสนใจมากๆ ทีเดียว

สเปกที่จัดเต็มตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 เป็นมาตรฐานอีกด้วยพร้อมซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI มิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับกับขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัดที่ 5.6 มิลลิเมตร ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน รวมถึงยังได้มาตรฐาน Military Grade มีความทนทานในการใช้งานเป็นพิเศษมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วๆไป ในเรื่องของการทน ฝุ่น ละอองน้ำ และการกระแทก ในส่วนของแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนาน

การออกแบบให้ความรู้สึกที่พรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียม ที่สำคัญคือตัวเครื่องมีความบางเบาอย่างที่สุด มีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ความบางตัวเครื่องอยู่ที่ 15.9 มิลลิเมตร พร้อมตัดขอบเพชรเพิ่มความหรูหรา พร้อมความทนทานระดับ Military Standard ด้วยการผ่านการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งทนร้อนทนเย็น ความดันอากาษ ความชื้นและฝุ่นต่างๆ ในระดับหนึ่ง มิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับกับขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัดที่ 5.6 มิลลิเมตร ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน ถือว่า MSI นำเสนอโน๊ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ ท้าชนกับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างสบายๆ เลย

MSI Modern 15 ราคา 25,900 – 28,900 บาท

MSI Modern 15 เป็น MSI Notebook ที่ตั้งใจตอบโจทย์สายคนทำงาน Content Creator โดยเฉพาะ ที่นอกจากสเปกที่ดีแล้ว งานดีไซน์และงานประกอบก็ลงตัวแลดูทันสมัย เน้นความบางเบา พกพาได้สะดวก โดยยังรักษาความเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานมืออาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัม ทำให้ถือมือเดียวได้สบายๆ การออกแบบให้ความรู้สึกที่ให้ความพรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ทั้งด้านนอกฝาหลังและด้านในตัวเครื่องจนไปถึงชิ้นส่วนใต้ตัวเครื่องด้วย เรียกได้ว่าดูดีเกินราคาค่าตัวจริงๆ

พร้อมกางหน้าจอได้ 180 องศา และมีฟีเจอร์พิเศษ Flip-n-Share ช่วยกลับหน้าจอไปฝั่งตรงข้ามได้ ช่วยในกรณีที่นำเสนองาน ขอบหน้าจอก็มีความบางมากๆ แทบจะไร้ขอบทีเดียว อีกทั้งด้วยที่เป็นพาเนล IPS คุณภาพดี ช่วยให้มุมมองในการมองเห็นเพิ่มมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าทั้งสเปก ฟีเจอร์ วัสดุ เหนือกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาหลายๆ ค่าย อีกทั้งยังได้มาตรฐานทนทานอย่าง Military Grade ทำให้รองรับต่อแรงกระแทก อุณหภูมิสูงต่ำ ความชื้น ความกดอากาศ และแสงแดด เรียกได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คน้อยรุ่นนักที่มาพร้อมคุณสมบัติแบบนี้

MSI Modern 15 เป็นโน๊ตบุ๊คสเปกรุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i5-10210U / Core i7-10510U (Comet Lake ที่ 14 นาโนเมตร) ทำงานแบบ 4 คอร์ 8 เธรด ให้ความแรงเพียงพอกับทุกๆ การทำงาน ซึ่งทั้งรุ่น i5 / i7 จะได้การ์ดจอรุ่นใหม่ที่มีความแรงพอประมาณอย่าง NVIDIA GeForce MX330 (2GB GDDR5) แรม 8GB DDR4 Bus 2666 MHz จำนวน 1 แถว (ใส่เพิ่มได้อีก 1 แถว) พร้อม SSD NVMe ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 โดดเด่นแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 13 ชั่วโมง  ในราคาเพียง 25,900 – 28,900 บาท

สเปกหน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล Full HD ซึ่งให้ประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจอย่างสุดๆ โดยการใช้หน้า Desktop ปกติที่ตัวหนังสือหรือปุ่มต่างๆ มีความเรียบเนียนตาทำให้ใช้งานได้สะดวก ขอบจอบางเฉียบโดยมีพื้นที่แสดงผลกว่า 90% จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม

MSI Modern 15 จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานบางเบาหน้าจอ 15.6″ ซึ่งมีไซส์และมิติโดยรวมเล็กกระทัดรัดกว่าปกติ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น 2 x USB 3.2 Type-A Gen 2, 1x USB 3.2 Type-A Gen 1, 1 x USB 3.1 Type-C Gen 2 / DisplayPort, 1x HDMI 1.4, micro-SD Card Reader และ Mic-in/Headphone-out อย่างไรก็ตาม พอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ อาจจะดูขาดไปอย่าง LAN RJ45 เหมือนพวกโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ แต่ในการใช้งานจริงก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้วล่ะ

สเปกที่จัดเต็มตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีทุกรูปแบบเป็นมาตรฐานที่รองรับกับทุกอุปกรณ์อีกด้วย ที่สำคัญมีซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI รวมถึงในชุดจัดจำหน่ายยังมี Softcase ซองหนังไว้ให้เราใช้งานร่วมกันเวลาพกพากับกระเป๋าอื่นๆ ที่ไม่มีช่องใส่โน๊ตบุ๊คอีกด้วย

MSI Bravo 15 ราคา 29,900 – 32,900 บาท

MSI Bravo 15 จัดว่าเป็น MSI Notebook ประเภท Gaming Notebook สเปก AMD จอ 15.6″ น้ำหนักเบาสุดๆ ที่ 1.96 กิโลกรัม สเปกชิปประมวลผล Ryzen 4000H อีกหนึ่งรุ่นในตลาด จากทาง MSI ที่น่าสนใจจริงๆ ได้สเปกเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H /Ryzen 7 4800H ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ล้ำด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม Zen 2 (Renoir) จับคู่มากับการ์ดจอ AMD Radeon RX5500M ซึ่งได้เทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตยกรรม RDNA แน่นอนว่าสเปกนี้ทำให้เราเล่นเกมได้แรงลื่น กว่าสเปกก่อนๆ อย่าง Ryzen 3000H + Radeon RX5500M ใน MSI Apha 15 รุ่นพี่ที่ออกมาก่อน

ในส่วนของสเปกอื่นๆ MSI Bravo 15 เป็น Gaming Notebook ขนาดหน้าจอ 15.6″ ขอบจอบางเฉียบ พาเนลเลือกใช้เป็น IPS ที่รองรับ Refresh Rate 120Hz ที่ให้ทั้งสีสันที่สวยงามและความลื่นไหลไปพร้อมๆ กัน โดยติดตั้งหน่วยความแรมเป็นขนาด 8GB มาตรฐาน DDR4 Bus 3200Hz และใส่ที่เก็บข้อมูลมาเป็นแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ซึ่งได้ทั้งความลื่นไหลและความจุสูงไปในตัวเดียว โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 29,900 บาทกับรุ่น Ryzen 5 4600H และ 32,900 บาทกับรุ่น Ryzen 7 4800H ซึ่งมีราคาต่างกันที 3,000 บาท

รายละเอียดของชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H เป็น CPU ที่ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด มีความเร็วอยู่ที่ 2.9 – 4.2GHz โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร เช่นเดียวกับการ์ดจอ Radeon RX5500M ส่งผลให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่ง พร้อมด้วยความร้อนที่น้อยลงไปอีก และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิมด้วย เรียกได้ว่ามีความน่าสนใจจริงๆ สำหรับการมาของ AMD Ryzen รุ่นใหม่ตระกูล 4000 H Series ซึ่งได้เห็นตัวจริงๆ ครั้งแรกบน  MSI Bravo 15 นั่นเอง (ส่วน MSI Bravo 17 คาดว่าจะตามภายหลังอีกที)

โดย MSI Bravo 15 เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ Full HD พาเนล IPS มี Refesh Rate ที่ 120 Hz แน่นอนว่ารองรับเทคโนโลยี AMD FreeSync Premium ให้ภาพลื่นไหลและไม่ฉีกขาด ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 2 x USB 3.2 Type-A Gen 1, 2 x USB 3.2 Type-C Gen 1, Kensington lock slot, LAN RJ-45, HDMI, รูหูฟังกับไมค์ 3.5 มิลลิเมตร พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.1

MSI Bravo 17 ราคา 35,900 – 37,900 บาท

MSI Bravo 17 ถือว่าเป็น MSI Notebook ประเภท Gaming Notebook รุ่นถัดมาจาก MSI Bravo 15 ที่เป็น AMD Notebook รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ใช้ทั้งชิปประมวลผล Ryzen 4000H และการ์ดจอเป็น AMD Radeon RX5500M โดยมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่กว่าที่ 17.3″ แตกต่างจาก MSI Bravo 15 ที่เป็น 15.6″ ให้ความคุ้มค่าไม่แพ้กัน ความละเอียดเป็น Full HD พาเนล IPS มี Refesh Rate ที่ 144Hz แน่นอนว่ารองรับ FreeSync ให้ภาพไม่ฉีกขาด โดดเด่นด้วยน้ำหนักเพียง 2.2 กิโลกรัม ขอบจอบางเฉียบ มิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัด นับได้ว่าเป็นหนึ่งใน Gaming Notebook 17.3″ ที่น่าสนใจที่สุดในตลาด

สเปกใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 7 4800H เป็น CPU ที่ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธรด มีความเร็วอยู่ที่ 2.90 – 4.20GHz โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ 7 นาโนเมตร เช่นเดียวกับการ์ดจอ Radeon RX5500M ส่งผลให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดียิ่ง พร้อมด้วยความร้อนที่น้อยลงไปอีก และประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิมด้วย มีที่เก็บข้อมูลเป็นมาตรฐาน SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ทั้งแรงและลื่นไหล ในส่วนของแรมมีมาให้ 8GB / 16GB แบบ DDR4 Bus 3200MHz อัปเกรดได้สูงสุด 32 GB (ใส่ Ram ได้ 2 แถว) นับได้ว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง 1 x HDMI, 3 x USB 3.1 Type-A, 1 x USB 3.1 Type C, Kensington lock slot, Lan RJ-45 , รูหูฟังกับไมค์แบบแยกออกจากกัน พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.0 พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ ซึ่งดูจากราคาก็นับว่ามีความคุ้มค่ามากๆ เริ่มต้นเพียง 35,900 บาท สำหรับรุ่นแรม 8GB และ 37,900 บาทกับรุ่นแรม 16GB รายละเอียดอื่นๆ เหมือนกันหมด

หน้าตาการออกแบบเอง MSI Bravo 17 โดดเด่นทั้งในส่วนของดีไซน์ภายนอกภายใน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำได้แตกต่างชัดเจนคือส่วนของโลโก้ฝาหลังด้วยนกธันเดอร์เบิร์ดสยายปีกสีเงินมันวาว สวยดุดันตามสไตล์ของ Gaming Notebook ที่บรรดาเกมเมอร์ชื่นชอบกัน โดยเป็นโทนสีดำตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีแดงเช่นเดิม มีความบางที่ 22~23.1 มิลลิเมตร ทำให้พกพาได้สะดวกกว่า Gaming Notebook หน้าจอ 17.3″ ทั่วไป ลวดลาย Brushed Aluminum ที่เขียนลงไปบนฝาพับ ให้สัมผัสที่เรียบหรู แต่ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีการยกตัวเครื่องให้สูงขึ้นเมื่อกางฝาพับออก ทำให้การระบายความร้อนทำได้อย่างเต็มที่ และยังทำให้ได้องศาในการวางมือบนคีย์บอร์ดที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม

คีย์บอร์ดของ MSI Bravo 17 เป็น Gaming Notebook โดดเด่นมากๆ จากการที่ใช้ Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries โดยพัฒนาและออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมบน Gaming Notebook จาก MSI โดยเฉพาะ ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน ที่สำคัญได้ไฟ LED ที่เป็น Per Key RGB พร้อมเทคโนโลยีใหม่อย่าง Silver Lining Print ขอบโปร่งแสงสวยงาม และในส่วนของช่องระบายความร้อน มีด้วยกัน 4 ช่องคือด้านหลัง 2 ช่อง และซ้ายขวาอย่างละ 1 ช่อง โดยใช้พัดลม 2 ตัว ฮีทไปป์ 6 – 7 เส้น ตามมาตรฐานของ Cooler Boots

MSI GL65 Leopard ราคา 33,900 – 36,900 บาท

MSI GL65 Leopard จัดว่าเป็น MSI Notebook ประเภท Gaming Notebook ตัวแรง หน้าจอ 15.6″ ที่จัดเต็มไม่แพ้รุ่นท็อป แต่ได้ราคาที่คุ้มค่าต่อสเปกสุดๆ โดยจัดเต็มจากชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti ได้แรมมาขนาด 8GB / 16GB DDR4 Bus 2666MHz เป็นมาตรฐาน ติดตั้งแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (อัปเกรด SSD M.2 / HDD 2.5″ SATA 3 ได้อีก) หน้าจอ 15.6″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 และซอฟต์แวร์ Dragon Center เวอร์ชันใหม่

ตัวเครื่องยังมีลำโพง 2 ชาแนลแบบ Giant Speaker บนซอฟแวร์เสียง Nahimic 3 ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 3 ช่อง, USB 3.2 Type-C หนึ่งช่อง, HDMI, mini-DisplayPort, SD(XC/HC) card reader, ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5, ช่องเสียบไมค์ขนาด 3.5 และช่องสาย Lan RJ45การเชื่อมต่อไร้สายอย่างก็รองรับตัวที่เป็น Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX น้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ได้ประกัน 2 ปี มี Windows 10 แท้

MSI GL65 Leopard มาพร้อมกับการดีไซน์สีสันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สีโทนดำสลับแดง ดูโดยรวมแล้วเรียบง่ายกว่า ดุดันสไตล์เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ Hi-End ในราคาคุ้มค่า มีความบางของตัวเครื่องเพียง 27.5 มิลลิเมตร และเบาเพียง 2.3 กิโลกรัม รอบๆ ตัวเครื่องยังถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานต่าง ๆได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยสนนราคาอยู่ที่ 48,900 บาท ถือว่าเป็น Gaming Notebook ในช่วงราคานี้ที่น่าสนใจมากๆ เพราะได้ทั้งสเปกและฟีเจอร์ที่จัดเต็มเหมือนตระกูล GE / GP ในราคาถูกลงกว่าเดิม

คีย์บอร์ดของ MSI GL65 Leopard เป็น Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries โดยพัฒนาและออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมบน Gaming Notebook จาก MSI โดยเฉพาะ ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน โดดเด่นด้วยการกด Fn แล้ว จะมีไฟสีแดงไฮไลท์ขึ้นมา พร้อม Silver Lining Print ขอบโปร่งแสงสวยงาม นอกจากนี้ยังมี Hotkey ตรงมุมขวาบนของชุดแป้นคีย์บอร์ด ไม่ว่าจะเป็นปุ่มเร่งรอบพัดลมและปุ่มเปิด Steelseries Engine 3

MSI GL75 Leopard ราคา 35,900 – 38,900 บาท

MSI GL75 จัดว่าเป็น MSI Notebook ประเภท Gaming Notebook จากทาง MSI ที่ได้หน้าจอ 17.3″ 144Hz ที่น่าซื้อที่สุดรุ่นนึงในตลาด เพราะตลอดที่ผ่านมาทาง MSI จริงจังกับการพัฒนาโน๊ตบุ๊คเพื่อการเล่นเกมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยการแบ่งซีรีส์ออกอย่างชัดเจนและหลากหลาย อย่างล่าสุดอย่าง MSI GL75 ที่เป็น Gaming Notebook ขอบจอบางมาพร้อมประสิทธิภาพสูง ราคาคุ้มค่าไม่แพงเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ โดย MSI GL75 มาพร้อมกับระบบ Cooler Boost 5 ที่มีฮีทท์ไปป์ 7 เส้น พัดลมระบายความร้อน 2 ตัว ช่องเป่าลมร้อน 4 ช่อง บอกเลยว่าหมดห่วงเรื่องระบายความร้อน

สเปกหลักๆเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด นับว่าเป็นตัวแรงยอดนิยม มาพร้อมกับการ์ดจอให้เลือก 2 รุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650/1660Ti ที่สำคัญได้แรมมาจัดเต็มที่ 16GB และ SSD M.2 NVMe ที่ 512GB หน้าจอใหญ่ 17.3″ Full HD พาเนล IPS แบบ Refresh Rate ที่ 144Hz คุณภาพเยี่ยม ตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว ออกแบบโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ให้มีความสวย ทันสมัยให้ความแข็งแรง ทนทาน เพิ่มความโดดเด่น ใช้งานง่ายและสะดวก ดีไซน์ใหม่ สวยล้ำกว่าเดิม

ตัวเครื่องยังมีลำโพง 2.0 ชาแนลขนาดใหญ่ Giant Speaker ทำงานผ่านทางซอฟแวร์เสียง Nahimic 3 ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 3 ช่อง, USB 3.1 Type-C หนึ่งช่อง, HDMI, SD(XC/HC) card reader, ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5, ช่องเสียบไมค์ขนาด 3.5 และช่องสาย Lan RJ45  การเชื่อมต่อไร้สายอย่างก็รองรับตัวที่เป็น Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX มีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.5 กิโลกรัม ประกัน 2 ปี มี Windows 10 แท้ โดยสนนราคาอยู่ที่ 35,900 / 38,900 บาทเท่านั้น

แม้เป็น Gaming Notebook หน้าจอขนาด 17.3″ แต่ได้มิติตัวเครื่องเทียบเท่ากับโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″ แบบเดิมๆ ใช้งานเต็มตาสุดๆ แกนฝาพับแข็งแรงพัฒนาขึ้นกว่าเดิมจากรุ่นก่อน ส่วนคีย์บอร์ดจะเป็นไซต์มาตรฐานพร้อมมี Numpad มาให้ปกติ ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือขึ้น ซึ่ง MSI GL75 ทุกรุ่นเหนือชั้นกว่า Gaming Notebook ทั่วไป โดยคีย์บอร์ดเป็นของ SteeSeries พร้อมมีไฟ RGB Per-key ด้วย ทำให้ตอบสนองและปรับแต่งได้ตามใจ Gamer ได้อย่างลงตัวสุดๆ เรียกได้ว่าเป็นฟีเจอร์ที่ยกมาจากรุ่นพี่อย่าง GS / GE / GT เลยก็ว่าได้

from:https://notebookspec.com/buyers-guide-msi-notebook-spec-end-of-2020/539974/

แนะนำ ASUS Notebook น่าซื้อปลายปี 2020 ราคาถูกคุ้ม ทั้งบางเบา 2-in- 1 Gaming มี Microsoft Office แท้ ได้ Word / Excel / Power Point งบ 13,900 – 29,900 บาท

ASUS Notebook ปี 2020 เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับความน่าสนใจมาโดยตลอด เพราะมาพร้อมกับผลิตภัณฑ์มากมายทั้งในส่วนของ Notebook เน้นคุ้มค่าใช้งานพื้นฐานอย่าง VivoBook หรือหรูหราบางเบาก็จะเป็น ZenBook รวมไปถึง Gaming Notebook คุ้มๆ อย่าง ASUS TUF Gaming ที่มีให้เลือกมากมายตั้งแต่เริ่มต้นจนสุดทาง ทั้งหมดนี้พร้อมกับสเปกใหม่ล่าสุด ใครสนใจจะซื้อ Notebook รุ่นใหม่ๆ ต้องมี ASUS เป็นตัวเลือกแรกๆ แน่นอน สนนราคามีให้เลือกตั้งแต่หมื่นบาทกลางๆ ทุกรุ่นได้ประกัน 2 ปี ส่งเคลมร้าน 7-11 ได้ พร้อมปีแรกมีประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty ให้ด้วย

โดยในบทความนี้เราจะมาจัดอันดับ ASUS Notebook น่าซื้อปลายปี 2020 ราคาถูกคุ้ม ทั้งบางเบา 2-in- 1 Gaming สเปกหลักๆ มาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 หรือ AMD Ryzen 4000 ได้แรมพื้นฐานมาขนาด 4 – 8 – 16GB ได้ ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 256 – 512GB ได้หน้าจอที่ใหญ่เหมาะสมกับการใช้งานด้วยขนาด 14″ – 15.6″ ความละเอียด Full HD พาเนลเป็น IPS 60 / 120 / 144Hz หรือ TN ให้สีสันที่สวยงาม ทุกรุ่นมี Windows 10 แท้ หรือบางรุ่นได้ Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ด้วย ซึ่งจะมีรุ่นไหนบ้าง ไปชมกันต่อเลยครับ

ASUS VivoBook 14 D413 ราคา 13,900 – 15,900 บาท

ASUS VivoBook 14 D413 เป็น ASUS Notebook หน้าจอ 14″ สเปก AMD Ryzen 3000U ซึ่งได้ประสิทธิภาพที่เพียงพอกับการใช้งานพื้นฐานทั่วไปแน่นอน ที่ความผสมผสานที่ลงตัวระหว่างดีไซน์ใหม่เหมือนกับสเปก AMD Ryzen 4000U และคงความเป็นเอกลักษณ์ของ VivoBookที่เน้นสีสันและความสนุกสนาน ช่วยการทำงานมัลติทาสกิ้ง และการใช้งานเพื่อความบันเทิงได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญยังสีสันตัวเครื่องที่โดดเด่น มาพร้อมสีสัน 2 เฉดสี อย่างสี Cobalt Blue และ Indie Black ที่แตกต่างจากคู่แข่ง พร้อมความพิเศษเพิ่มลูกเล่นบนแป้น ‘Enter’ ด้วยขอบตัดสีเหลืองสะดุดตาแบบสุดๆ พร้อมกันนั้นยังมีสติ๊กเกอร์ให้เราสามารถแปะแต่งเพิ่มเติมอีกด้วย

สเปกภายในของตัว ASUS VivoBook 14 D413 มาพร้อมสเปกภายในเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000 U Series อย่าง Ryzen 3 3250U / Ryzen 5 3500U ได้การ์ดจอออนชิป Radeon ที่รองรับทุกๆ การใช้งาน มาพร้อมขอบหน้าจอบางพิเศษ NanoEdge ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล พาเนลคุณภาพเพียงพออย่าง TN ในส่วนของสเปกอื่นๆ ก็น่าสนใจด้วยแรม 8GB DDR4 Bus 2400MHz  พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แน่นอนว่าได้ Windows 10 ใช้งานทันที พร้อมลำโพงเสียงคุณภาพสูงจากแบรนด์ลำโพงระดับโลก Harman/Kardon ราคาขายไทยอยู่ที่ 13,900 / 15,900 บาท ได้ประกัน 2 ปีตามมาตรฐาน ASUS และประกันอุบัติเหตุในปีแรกด้วย

โดดเด่นด้วยสีสันทูโทนรวมถึงการออกแบบทำมาได้สวยมาก ตัวเครื่องภายนอกและด้านในได้วัสดุคุณภาพสูงที่แข็งแรงทนทาน โดยเฉพาะส่วนของส่วนของฝาหน้าจอที่เป็นอลูมิเนียมอัลลอยที่ดูสวยงามพร้อมความเรียบง่าย แน่นอนว่ามีโลโก้ ASUS VivoBook อย่างโดดเด่น ส่วนตัวด้านล่างก็จะเป็นพลาสติกที่แข็งแรง ทำให้ตัวเครื่องน้ำหนักที่เบา มีการนำเสนอพื้นผิวแบบเรียบเนียนสัมผัสดี ทั้งหมดนี้อยู่ในน้ำหนักตัวเครื่องเพียง 1.4 กิโลกรัม พร้อมความบางเพียง 15.9 มิลลิเมตร และขอบจอบางเพียง 5.7 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่าเป็นมาตรฐานที่ดีมากๆ สำหรับโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ ปี 2020 เหมาะกับสำหรับคนต้องการคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานพื้นฐานในราคาที่ถูกและคุ้มค่าที่สุด

ASUS VivoBook Flip 14 TP412 ราคา 13,900 – 16,900 บาท

ASUS VivoBook Flip 14 TP412 เป็น ASUS Notebook ประเภท 2-in-1 Notebook ปี 2020 รุ่นใหม่ล่าสุด บาง 17.6 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 1.5 กิโลกรัม ดีไซน์หรูหรากะทัดรัด หน้าจอ 14″ มาพร้อมชิปประมวลผล Intel อย่าง Pentium Gold 5405U (2.30 GHz, 2M Cache L3) หรือ Core i3-10110U (2.10 GHz, 6 MB L3 Cache up to 4.10 Ghz) ส่วนสเปกอื่นๆ ก็มาพร้อมกับหน่วยความจำแรมขนาด 4GB DDR4 และแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 ความจุ 256GB พร้อมกับ Windows 10 แท้ในตัว ซึ่งมีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 13,900 – 16,900 บาท รองรับการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ ในราคาไม่แพง

ตัวเครื่องบางเพียง 17.6 มม. บางกว่าเก่าถึง 11% และเบาเพียง 1.6 กิโลกรัม มาพร้อมกับความเรียบหรูแต่คุ้มค่า เป็นโน๊ตบุ๊คที่บางที่ราคาถูกที่สุดจากทาง ASUS ที่ได้บานพับ 360 องศา หน้าจอสัมผัส Full HD พาเนล TN ขอบบาง 6.15 มิลลิเมตร ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล NanoEdge ที่บางเฉียบเป็นพิเศษ ทำให้ ASUS VivoBook Flip 14 เหมาะกับจอภาพ Full HD ขนาด 14″ ในตัวเครื่องขนาด 13.3″ โดยมีอัตราส่วนจอภาพมากถึง 82% ของตัวเครื่องเพื่อการรับชมที่สมจริง รองรับการใช้งานหลากหลายโหมดได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมอย่าง ASUS Active Pen 

การเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI, 2 x USB 2.0 Type-A, 1 x USB 3.1 Type-A, USB 3.1 Type-C, Kensington Lock, 2-in-1 SD และ Headset 3.5mm พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 4.2 และ Wi-Fi มาตรฐาน 5 AC ได้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ในตัว มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ Fingerprint สแกนลายนิ้วมือเพื่อการถอดรหัสเข้าสู่ระบบที่รวดเร็วและง่ายดายโดยผ่านคุณสมบัติของ Windows Hello

สำหรับ ASUS VivoBook Flip 14 TP412 รุ่นที่ต่อยอด ASUS VivoBook Flip รุ่นก่อนๆ มาดีไซน์โดยรวมถือว่าคล้ายเดิม ในตระกูลของ 2-in-1 Notebook มีสไตล์นี้มาพร้อมกับกรอบโลหะสุดอลังการ ด้วยสีน้ำเงิน Galaxy Blue บานพับโลหะที่พับได้รอบถึง 360 องศาของ VivoBook Flip 14 TP412 ที่ออกแบบมาเพื่อความทนทาน ได้รับการทดสอบการเปิดและปิดอย่างทรหดกว่า 20,000 ครั้ง เพื่อให้ได้ความทนทานสูงสุด โดยเหมาะมากๆ สำหรับคนทำงานนักเรียนนักศึกษาที่เน้นใช้งานทั่วไปแต่ลื่นไหล และใช้งานได้หลากหลาย

ASUS VivoBook Flip 14 TM420 ราคา 22,900 – 26,900 บาท

ASUS VivoBook Flip 14 TM420 นั้นถือเป็น ASUS Notebook ประเภท 2-in-1 Notebook ปี 2020 ที่ได้ความบางเบาราคาคุ้มค่ารุ่นล่าสุด สีสันไม่ซ้ำใครด้วยสีดำ Bespoke Black โดดเด่นด้วยชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U อีกทั้งยังแถมปากกา Stylus ใช้วาดรูปขีดเขียนอีกด้วย ซึ่งบอกเลยว่าเป็น 2-in-1 Notebook ที่มีราคาถูกมากๆ ตอนนี้ในตลาดเหลือเพียง 22,900 บาท จากดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา พกพาสะดวก พร้อมสเปกและฟีเจอร์ที่เกินราคา กว่า 2-in-1 Notebook ทั่วไป กับขนาดหน้าจอ 14″ แต่ตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดเทียบเท่า 13.3″ นี้ โดยมีน้ำหนักที่ 1.5 กิโลกกรัม  พร้อมดีไซน์หรูหราตามสไตล์ของ ZenBook จากทาง ASUS

สเปกเต็มๆ ของ ASUS VivoBook Flip 14 TM420 ใช้ชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4500U / Ryzen 7 4700U ที่เป็นสถาปัตยกรรมใหม่ล่าสุดที่การผลิต 12 นาโนเมตร โดยมีค่าการกินไฟ TDP ที่ 15 Watt เท่านั้น การ์ดจอออนบอร์ดเป็น Radeon RX VEGA 8 ประสิทธิภาพใช้ได้ดี ควบคู่กับแรมขนาด 8GB / 16GB DDR4 Bus 32000MHz และ SSD M.2 NVMe ความจุ 512 GB ส่วนหน้าจอจะเป็นแบบมัลติทัชขนาด 14″ แบบกระจก รองรับสัมผัสมัลติทัชและปากกา Stylus รองรับแรงกดได้หลายระดับ พาเนลจอเป็น IPS ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)

วัสดุหลักของ ASUS VivoBook Flip 14 TM420 เป็นพลาสติกเกรดสูงที่แทบจะไร้รอยต่อตลอดทั้งตัวเครื่อง โดยมีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว ที่สำคัญมีระบบสแกนลายนิ้วมือที่สามารถใช้งานร่วมกับ Windows Hello เพื่อปลดล็อคตัวเครื่องได้อีกด้วยตัวคีย์บอร์ดยังมีไฟ LED Backlit สีขาวมาให้ด้วย พร้อหน้าจอพับปรับได้ 360 องศา มีบันเดิลปากกา Stylus อย่าง ASUS Active Pen มาให้เลยในกล่องเลย ประกัน 2 ปีเต็มตามมาตรฐาน ASUS พร้อมประกันอุบัติเหตุใน 1 ปีแรกอีกด้วย โดดเด่นด้วยการเคลมผ่านทางร้าน 7-11 ได้

โดดเด่นด้วยการออกแบบจอภาพไร้กรอบ NanoEdge แบบใหม่ที่ทำให้กรอบจอภาพมีขนาดเล็กลงกว่ารุ่นก่อนเกือบ 10% จอแสดงผลขนาด 14″ แบบขอบจอบางทั้ง 4 ด้านทำให้มีอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องสูงถึง 90% ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น ได้บานพับ ErgoLift 360° ที่ว่านี้นั้นทาง ASUS ได้ทำการวิจัยออกมาเป็นอย่างดี ว่ามันจะช่วยให้เราใช้งานโน๊ตบุ๊คนั้นสามารถที่จะพิมพ์ได้อย่างสบาย เวลาที่กางบานพับออกมานั้นมันจะทำให้ส่วนของฐานคีย์บอร์ดมีระยะห่างกับฐานตั้งซึ่งทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนของตัวเครื่องนั้นมีการดูดลมเย็นเข้าไปช่วย พร้อมกันนั้นยังให้เสียงที่ดีขึ้นด้วย

ASUS TUF Gaming A15 FA506 ราคา 25,900 – 27,900 บาท

ASUS TUF Gaming A15 FX506 เป็น ASUS Notebook ประเภท Gaming Notebook โดยอัพเดทมีรุ่นใหม่ได้ โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ทำให้ใช้งานโปรแกรม Word / Excel / Power Point ได้ทันที น่าสนใจจากกดีไซน์โดดเด่นด้วยฝาโลหะพ่นทรายให้พื้นผิวสีเทาที่สวยงาม โลโก้ TUF Gaming ที่เรียบหรูสลักด้วยเลเซอร์ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมการออกแบบสไตล์รังฝังที่ยอมรับว่าสวยงามจริงๆ แน่นอนว่าด้วยความที่เป็น TUF Gaming ก็จะได้รับการรับรองตามมาตรฐานทางการทหาร MIL-STD-810H โดยสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือน, อุณหภูมิและความชื้นสูง ส่งผลให้มีความทนทานกว่า Gaming Notebook ทั่วไป

ASUS TUF Gaming A15 FA506 มาพร้อมกับชิปประมวลผล AMD Ryzen 5 4600H (3.00 GHz up to 4.00 GHz, 8 MB L3 Cache) ทำงานแบบ 6 Core/ 12 Thread หรือ AMD Ryzen 7 4800H (2.90 GHz up to 4.20 GHz, 8 MB L3 Cache) ทำงานแบบ 8 Core/ 16 Thread ส่วนการ์ดจอแยกจะเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) รุ่นใหม่ที่แรงกว่าเดิมได้หน้าจอขนาด 15.6″ ความละเอียด Full HD ที่ 1920 x 1080 พิกเซล พาเนล IPS เกรดคุณภาพดี รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลอย่างที่สุดด้วย พร้อมเทคโนโลยี Adaptive Sync ทำให้ภาพไม่ฉีกขาด (Tearing)

แรมได้มาขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ Single Channel (8GB x 1 แถว) มาพร้อมกับที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่มีความลื่นไหล ส่วนรุ่นท็อปสุดจะได้เป็นแรมขนาด 16GB DDR4 Bus 3200 MHz แบบ Dual Channel (8GB x 2 แถว) ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมหรือทำงานเข้าไป อีกทั้งมาพร้อมกับที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 1TB ที่ไม่ใช่แค่ลื่นไหล แต่ใหญ่เพียงพอในการสำรองไฟล์ต่างๆ ด้วย รวมไปถึงมีไฟ RGB คีย์บอร์ด แบบ All Zone ปุ่ม WASD ทำไฮไลท์ไว้ สามารถรองรับการกดได้ 20 ล้านครั้ง Travel Key 1.8 mm การวางเลเอาท์จะเหมือนกับคีย์บอร์ดแยกจริงๆ

รวมไปถึงมีลำโพงคุณภาพสูงระบบเสียง DTS:X Ultra พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ทั้ง 2 x USB 3.2 Gen 2 Type-A และ 1 x USB 3.2 Gen2 Type-C โดยทำงานเป็น DisplayPort 1.4 ระบบการเชื่อมต่อไร้สายเป็นมาตรฐานใหม่อย่าง Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 ติดตั้งระบบปฎิบัติการติดตั้ง Windows 10 แท้ และซอฟต์แวร์ Utility อย่าง Armory Crate มาให้ในตัว ส่วนการรับประกัน 2 ปี ส่งเคลม 7-11 และที่สำคัญเมื่อเอาซีเรียลไปลงทะเบียนในเว็บไซต์ ASUS จะได้รับประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปีแรกจากทาง ASUS อีกด้วย อุ่นใจจัดเต็ม จัดได้ว่าเป็นมาตรฐานการรับประกันของทาง ASUS ปกติ

ส่วนน้ำหนักก็อยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม จัดได้ว่าเป็น Notebook ที่สเปกแรงมากๆ แต่น้ำหนักเบาๆ พกพาสะดวก อีกทั้งแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 7 ชั่วโมงโดยประมาณ และร้อนน้อยด้วยเมื่อใช้งานหนักๆ นอกเหนือจากนี้ ASUS TUF Gaming A15 FA506 ยังมี Armory Crate ซอฟต์แวร์ Utility ที่ยกมาจาก ROG รุ่นอื่นๆ พร้อมด้วย อีกทั้งยังมีช่องด้านบนเหนือคีย์บอร์ดมีช่องดูดลมอีกช่องช่วยนำพาอากาศเย็นเข้าไปอีก เรียกได้ว่าเป็น Gaming Notebook ปี 2020 ที่น่าสนใจจริงๆ

ASUS ZenBook 14 UM425IA ราคา 24,900 – 29,900 บาท

ASUS ZenBook 14 UM425IA เป็น ASUS Notebook สายบางเบารุ่นใหม่ล่าสุด สเปก AMD Ryzen 4000U มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว โดดเด่นด้วยความบางเฉียบสุดๆ เพียง 14 มม. และเบามากๆ ที่น้ำหนัก 1.22กก. เท่านั้น เรียกได้ว่ามีการปรับปรุงจากรุ่นก่อนทั้งหมด แต่ยังมาพร้อมพอร์ทเชื่อมต่อครบครัน ได้แก่ HDMI, USB Type A, USB Type-C และ microSD card reader นำเสนอนวัตกรรมขอบจอบางทั้ง 4 ด้าน ให้อัตราส่วนขนาดจอต่อตัวเครื่องที่ 90% พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 22 ชม. พร้อมดีไซน์ใหม่ในสีเทา (Pine Grey) ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

ชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง AMD 4000U series ซึ่งได้ Ryzen 5 4500U / Ryzen 7 4700U เป็นตัวเลือกที่แรงลื่น ได้หน่วยความจำแรมสูงสุดที่ 8GB / 16GB DDR4 Bus 3733 MHz ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 (802.11ax) ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย

โดย ASUS ZenBook 14 UM425IA วัสดุหลักเป็นอะลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ปี 2020 เพิ่มสีสันให้กับรายละเอียดแบบเนี๊ยบเฉียบตลอดทั้งตัวเครื่อง ที่สำคัญตัวเครื่องก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งานว่าเครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของ ASUS ZenBook 14 UM425IA ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 3 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 140 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้นจากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง รวมไปถึงในการเข้าใช้งานก็สามรถทำได้ง่ายและปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้าผ่านทาง 3D IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello นั่นเอง

from:https://notebookspec.com/asus-notebook-2020-good-value-spec-gaming/539953/

แนะนำ Acer Notebook รุ่นใหม่น่าซื้อ ปลายปี 2020 เลือกใช้งานตามงบ ไม่เกิน 30,000 บาท ใช้งานทั่วไป มี Office แท้ เล่นเกมลื่นไหล ประกัน 3 On-site

Acer Notebook รุ่นใหม่ๆ ช่วงปลายปี 2020 เน้นสเปกที่ได้ Intel Core i Gen 10 / AMD Ryzen 4000 รุ่นใหม่ๆ อาทิ Aspire 5 / Swift 3 / Spin 5 / Nitro 5 รวมไปถึงรุ่นถูกแต่ได้คสามพรีเมียมอย่าง Swift 1 ใครสนใจที่จะซื้อ Acer Notebook อยู่แล้ว ก็สามารถเลือกดูกันได้ตามงบประมาณ หรือตามการใช้งาน โดยในบทความนี้ที่เราจะมาแนะนำกันมีช่วงราคาไม่เกิน 30,000 บาท

โดยรุ่นที่น่าสนใจมีทั้งตัวคุ้มค่าบางเบาสุดๆ อย่าง Swift 3 รุ่นใหม่ๆ ที่มีราคาคุ้มค่า เหมาะแก่การใช้งานเบาๆ ได้สเปกเป็น Core i Gen 10 ที่จับคู่มากับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX350 ตัวใหม่ ได้การเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX + Thunderbolt 3 รวมไปถึง Aspire 5 ที่เน้นหน้าจอใหญ่ 15.6″ เน้นคุ้มค่า หรือถ้าใครอยากได้ 2-in-1 Notebook หน้าจอ 13.5″ แบบปรับจอได้ 360 องศา ก็ลองดูเป็น Spin 5 กันดูได้

ส่วนถ้าเพื่อนๆ คนไหนจะไปสาย Gaming Notebook เลยก็แนะนำเป็น Nitro 5 รุ่นใหม่ๆ ที่มาพร้อมสเปกRyzen 4000H ที่เล่นเกมได้ลื่นไหนแน่นอนกับราคาที่คุ้มสุด พร้อมกับประกัน 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน โดยทุกรุ่นมีบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงด้วย กรณีที่ส่งศูนย์บริการด้วยตนเอง เอาเป็นว่าลองไปชมว่ามีรุ่นไหนที่เราจะแนะนำบ้าง

Acer Swift 1 SF114 ราคา 14,590 บาท

Acer Swift 1 ปี 2020 จัดได้ว่า Acer Notebook บางเบาดูดีเกินราคา ด้วยดีไซน์และการออกแบบที่โดดเด่นสวยงาม อีกทั้งยังมาพร้อมวัสดุคุณภาพสูง ในรุ่นนี้มีราคาแค่หมื่นบาทต้นๆ เท่านั้น เรียกว่าได้ว่าถูกกว่า Acer Swift 3 ปี 2020 ที่ราคา 2 – 3 หมื่นบาทพอตัว เป็นผลมาจากทาง Acer ได้พัฒนาในส่วนของโน๊ตบุ๊คที่เน้นการพกพามาโดยตลอด ซึ่งเป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำเสนอโน๊ตบุ๊ครูปแบบใหม่ที่ถูกและคุ้มค่า ล่าสุดสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปมาก พร้อม Fast charge 30 นาที ใช้งานได้ 4 ชั่งโมง อีกทั้งความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยมาก ทำให้ไม่จำเป็นต้องพัดลมระบายความร้อนเลย

โดยช่วงท้ายปลายปี 2020 นี้ทาง Acer ก็พร้อมแล้วที่จะนำเสนอโน๊ตบุ๊คบางเบาดูดี เน้นการใช้งานพื้นฐานทั่วไปให้ความลื่นไหล ในราคาย่อมเยาคุ้มค่าที่สุดอย่าง Acer Swift 1 รุ่นใหม่ล่าสุด สเปกชิปประมวลผล Intel Pentium Silver N5030 ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีใกล้เคียงกับ Core i3 ทีเดียว มาพร้อมกับแรมขนาด 4GB DDR4 และ SSD 256GB ความเร็วสูง มี Windows 10 แท้ จอ 14″ Full HD IPS มีไฟคีย์บอร์ดและสแกนลายนิ้วในตัว ได้ Wi-Fi 6 AX สนนราคาที่ 14,590 บาทเท่านั้น เทียบกับฟีเจอร์ที่ได้แล้วถือว่ามีความน่าซื้อมาใช้งานมากๆ

Acer Swift 1 ปี 2020 เครื่องนี้ใช้วัสดุประกอบหลักเป็นอะลูมิเนียมอัลลอยด์และพลากสติกโพลิเมอร์คุณภาพดีที่ทั้งตัวเครื่องให้ความบางเบาแต่แข็งแรง เรียกได้ว่าได้รับการพัฒนาต่อยอดจากโน๊ตบุ๊คบางเบาของทาง Acer ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูแล้วมีความเรียบหรูกว่าราคาไปมาก โดยมาพร้อมกับบางเพียง 14.95 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 14″ ที่บางเบาที่สุดรุ่นหนึ่ง กับราคาแค่หมื่นบาท เทียบกับแบรนด์อื่นๆ ถือว่าน่าประทับใจทีเดียว พร้อมมีสีสัน Iridescent (สีรุ้ง) ที่สวยงามดีไม่ซ้ำใคร แต่ก็จะมีสีเทา ทอง น้ำเงินมาให้เลือกซื้อด้วย

คีย์บอร์ดที่ติดตั้งมาใน Acer Swift 1 ปี 2020 เป็นแบบ Chiclet Keyboard ซึ่งระยะเว้นระหว่างปุ่มพิมพ์ทำออกมาได้พอดีไม่ชิดกันมากเกินไป พร้อมมีไฟคีย์บอร์ดที่ขาวสวยงาม ช่วยเรื่องของใช้งานในที่แสงน้อยหรือที่มืดได้ดี อย่างที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊คช่วงราคานี้ นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมต่อครบครันด้วยพอร์ตต่างๆ อาทิ USB 3.1 Type-A, USB 3.2 Type-C, HDMI, Card Reader, Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0  ส่วนน้ำหนักตัวเครื่อง 1.3 กิโลกรัม ที่สำคัญยังติดตั้งระบบสแกนลายนิ้วมือให้ด้วย

Acer Aspire 3 A315 ราคา 14,990 – 16,990 บาท

Acer Aspire 3 A315-55 จัดว่าเป็น Acer Notebook สเปกชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10U อย่าง Core i5-10210U สถาปัตยกรรม Comet Lake ที่ 14 นาโนเมตร ทำงานแบบ 4 Core 8 Thread ความเร็ว 1.6GHz (เร่งไปได้สูงสุดที่ 4.2GHz) โดยเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 15.6″  ซึ่งมีความเบาของตัวเครื่อเพียง 1.9 กิโลกรัม ดีไซน์การออกแบบก็มีความสวยงามลงตัว เน้นในเรื่องของความครบครันคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายงบหมื่นกว่าบาท ถูกสุดเริ่มต้นที่ 17,990 บาท ที่บอกเลยว่าไม่แพงเลย เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมา

โดยได้สเปกที่ครบครันสำหรับการใช้งานพื้นฐาน แรมให้มาที่ 4GB DDR4 พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB แรงลื่นในตัว และระบบปฏิบัติการ Windows 10 ใช้งานได้ทันที สำหรับเป็นแบบประกัน 2 ปี มีบริการซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมงด้วย เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ที่เอาไปใช้งานทั่วไปตัวเดียวจบ รองรับงานเอกสาร ความบันเทิง เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังออนไลน์ หรือเล่นเกมเบาๆ ก็ยังพอได้ แต่พกพาไปที่นู้นที่นั่นบ่อยๆ ซึ่งรองรับการทำงานได้ยาวนานกว่าโน๊ตบุ๊คปกติ ทำให้เราสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสบายๆ

ด้านการออกแบบดีไซน์ของ Acer Aspire 3 A315-55 รุ่นนี้จะมาในสไตล์เรียบๆ ได้หน้าจอแบบขอบจอบาง โดยลักษณะรวมแล้วเป็นสีดำเทาๆ แบบด้านและมีลักษณะพื้นผิวแบบเรียบๆ แต่ดูดี มาพร้อมสเปกและประสิทธิภาพการใช้งานที่ครบครันด้วยสเปกใหม่ล่าสุด ในงบประมาณการเลือกซื้อที่ไม่แพงจนเกินไป ด้านการออกแบบดีไซน์ใหม่นี้จะมาในสไตล์เรียบง่ายแต่มีความสวยงามดูดีเกินราคา โดดเด่นจากการที่เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 15.6″ ที่สามารถกางหน้าจอได้สุดถึง 180 องศา

Acer Aspire 3 A315-55 จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คเน้นคุ้มค่าขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันประมาณนึง ไม่ว่าจะเป็น 2 x USB 3.1 Type-A, 1 x USB 2.0, HDMI, Lan RJ45 และรูหูฟังกับไมค์แบบ Combo เรียกได้ว่าพอเพียงกับการใช้งานทั่วไปอย่างแน่นอน  แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มี USB 3.1 Type-C เลย น่าจะให้มาซัก 1 พอร์ต ส่วนการเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 4.2 และอินเตอร์เน็ตไร้สายมาตรฐาน Wi-Fi AC

Acer Aspire 5 A515 ราคา 16,990 – 22,990 บาท

Acer Aspire 5 A515 เป็น Acer Notebook ปี 2020 ได้ดีไซน์โดดเด่น เน้นความคุ้มค่า ขนาดหน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล TN สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U ที่ล้ำหน้า จากเทคโนโลยี 7 นาโนเมตร สถาปัตกรรมเรนัวร์ (Renoir) เน้นประหยัดพลังงานแต่ยังให้ความแรง ซึ่งเดิม AMD ก็ทำตลาดในกลุ่มนี้ได้อย่างน่าสนใจ ด้วยราคาที่ไม่แพง แต่ประสิทธิภาพดี ได้ความแรงที่เหนือชั้นกว่าเดิมมากด้วยเมื่อเทียบกับชิปประมวลผลรุ่นเดิมๆ ที่เป็น H Series

Acer Aspire 5 A515 มีสเปกให้เลือกอยู่ 3 รุ่นหลักๆ มีชิปประมวลผล Ryzen 3 4300U / Ryzen 5 45000U / Ryzen 7 4700U พร้อมมีรุ่นการ์ดจอแยกรุ่นใหม่อย่าง AMD Radeon RX640 (4GB GDDR5) ส่งผลให้รองรับงาน 3 มิติ หรือเล่นเกมออนไลน์ได้ลื่นไหล ได้แรมขนาด 8GB DDR4 Bus 3200 MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 256GB / 512GB รองรับการใช้งานพื้นฐานเป็นหลัก อย่างโปรแกรมเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลง ซึ่งจะอัพเกรดแรมหรือ HDD 2.5″ ก็ทำได้ง่ายๆ  สนนราคาเริ่มต้นที่ 16,990 – 22,990 บาท

โดยมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ครบทั้ง USB 3.1 Type-C, USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Wi-Fi 6 AX ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด ซึ่งแบตเตอรี่สามารถทำงานต่อเนื่องยาวนานได้ราวๆ 15 ชั่วโมงกว่าๆ แบบต่อเนื่อง  ประกันเป็น 2 ปี พร้อมส่งศูนย์ซ่อมด้วยใน 3 ชั่วโมง ตามมาตรฐานของ Acer กับช่วงราคาโน๊ตบุ๊คนี้

ในเรื่องของการดีไซน์มีปรับดีไซน์ใหม่ พร้อมสีสันให้เลือกคือสีเงินและสีดำ ตามยุคสมัยของโน๊ตบุ๊คปี 2020 ที่เน้นมิติตัวเครื่องที่เล็กกระชับ ด้วยขอบหน้าจอที่บางลง พร้อมตัวเครื่องมีความบางที่ 17.95 มิลลิเมตร ที่ความเบาเพียง 1.8 กิโลกรัมเท่านั้น โดยใช้วัสดุประกอบหลักเป็นพลาสติกและโลหะซึ่งทำให้ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาและแข็งแรง และบางดูเผินๆ ก็แอบคล้าย Acer Swift 3 / Swift 5 เหมือนกัน ต่างกันแค่ลดความเป็น Ultrabook ลงให้ดูเป็นโน๊ตบุ๊คทำงานมากกว่า ซึ่งส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูแล้วเรียบง่าย ไม่หวือวา ไม่สะดุดตานัก

Acer Swift 3 SF314 ราคา 23,990 – 28,990 บาท

Acer Swift 3 SF314 เป็น Acer Notebook รุ่นใหม่ปี 2020 สเปกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 อย่าง Core i5-1035G1 / Core i7-1065G7 ใช้งานร่วมกับการ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce MX350 มาพร้อมหน้าจอ 14″ Full HD พาเนล IPS เกรดสูง โดยมีน้ำหนักเพียง 1.19 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 16GB แบบออนบอร์ด และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็พอได้เลย เหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เบาและคุ้มค่าที่สุด

ได้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ทันที ทำงานพื้นฐานได้แบบสบายๆ สนับสนุนการทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ  ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ ส่วนความบันเทิงดูหนังฟังเพลง ชม Netflix ก็สบายๆ ไปอีก และพอที่จะใช้งานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอก็พอได้บ้าง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติก็ลื่นไหล จากการที่มีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX350 (2GB GDDR5) ที่แรงพอๆ กับ GTX 960M เลยทีเดียว

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ เช่น Thunderbolt 3 (เป็น USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery), USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ได้ประกันจะเป็นแบบ 3 ปี โดยปีแรกเป็นแบบ On-site Serive ซ่อมฟรีถึงบ้าน และกรณีส่งซ่อมตามศูนย์ก็จะซ่อมอย่างรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมงอีกด้วย

เรียกได้ว่าถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ที่เบาที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดก็ว่าได้ในราคาที่ถูกคุ้มค่า ส่วนความบางอาจจะไม่มาก โดยอยู่ที่ 14.95 มิลลิเมตร แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่ามาตรฐานโน๊ตบุ๊คพกพามาตรฐานระดับสูงอยู่ดี อีกทั้งในรุ่นใหม่นี้ได้สีสันใหม่อย่างสีชมพู Millennial Pink และสีฟ้า Glacier Blue หรือสีเดิมอย่างสีเทา Steel Gray ที่สำคัญทุกรุ่นได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) มาใช้งานทันที นับว่าคุ้มค่าจริงๆ ที่เหนือกว่าหลายๆ แบรนด์

Acer Nitro 5 AN515 ราคา 26,990 – 28,990 บาท

Acer Nitro 5 ปี 2020 เป็น Acer Notebook สเปก Ryzen 4000H หรือ Acer Nitro 5 AN515-44 รุ่นใหม่ล่าสุด ได้การ์ดจอ NVIDIA GeForce เป็นหนึ่งใน Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ราคาคุ้มค่า ได้รับความนิยมไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ทั้งจากสเปกที่แรงลื่นหลากหลาย อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่จัดเต็ม ซึ่งได้รับการพัฒนาหลายๆ ส่วนจาก Acer Nitro 5 ก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์ภายนอก คีย์บอร์ดไฟ RGB และอื่นๆ เป็นการต่อยอดพร้อมแข่งกันกับ Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ ในราคาเริ่มต้นที่ 26,990 บาทเท่านั้น ทุกรุ่นได้ประกัน 3 ปี On-site Serive ที่ดีเยี่ยม หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วน 3 ชั่วโมง

สำหรับ Acer Nitro 5 ปี 2020 หลักๆ แล้วมีสเปกเป็นชิปประมวลผล Rezen 5 4600H ทำงานร่วมกับการ์ดจอ GeForce GTX 1650 (4GB GDDR5) / GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) ที่แรงลื่นกว่าเดิมแน่นอน ในส่วนของแรมจัดเต็มมาให้เลยที่ 16GB DDR4 Bus 3200MHz แบบ 8GB จำนวน 2 แถว ส่วนที่เก็บข้อมูลให้มามาตรฐาน SSD M.2 NCMe PCIe ความจุ 512GB หน้าจอเป็นพาเนล IPS เกรดดี รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz ให้ความลื่นไหลทั้งการเล่นเกมหรือทำงาน แน่นอนว่าได้ Windows 10 ใช้งานได้ทันที โดยแบตเตอรี่ใช้งาน 7 ชั่วโมง

ดีไซน์ออกแบบ Acer Nitro 5 ปี 2020 สเปก Ryzen 4000H หรือ Acer Nitro 5 AN515-44 รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกับ Acer Nitro 5 AN515-55 ที่เป็นสเปก Core i Gen 10H โดยวัสดุของตัวเครื่องทั้งหมดจะเป็นพลาสติกเกรดดี ส่งผลให้ตัวเครื่องมีความบางเบากว่าเดิมแน่นอน รวมไปถึงการพกพาก็สะดวกยิ่งขึ้น อย่าง Acer Nitro 5 หน้าจอ 15.6″ พาเนล IPS ขอบจอบางเพียง 7.02 มิลลิเมตร พื้นที่สัดส่วนกว่า 80% ทำให้มีขนาดเครื่องกระทัดรัด ลำโพงของตัวเครื่องใช้เป็นแบบสเตอริโอ โดยมีระบบเสียง DTS:X Ultra

มีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครันอีกรุ่นเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น 3 x USB 3.2 Type-A (1 พอร์ตเป็นแบบชาร์จเจอร์ด้วย), 1 x USB 3.2 Type-C, 1, HDMI 2.0, RJ45 (Gigabit Ethernet) พร้อมด้วยความสามารถ Killer Ethernet E2600 เพื่อการเล่นเกมออนไลน์ที่ลื่นไหล และ Mic-in/Headphone-out แบบ Combo การเชื่อมต่อไร้สายอย่างรองรับทั้ง Bluetooth 5.0 และอินเตอร์เน็ตไร้สายอย่าง Wi-Fi 6 AX ที่มีเทคโนโลยี 2×2 MU-MIMO เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหมดด้วยพอร์ตที่ครบครัน โดยมีซอฟต์แวร์ Killer Control Center 2.0 คอยควบคุมด้วย

Acer Spin 5 SP513 ราคา 29,990 – 39,990 บาท

Acer Spin 5 จัดว่าเป็น Acer Notebook ประเภท 2-in-1 Notebook ได้หน้าจอเป็น 13.5″ ที่มีขนาดเล็กกระทัดรัด มีความละเอียดระดับ 2K คุณภาพสูงให้มุมมองที่กว้าง โดยมีน้ำหนักของตัวเครื่องเพียง 1.2 กิโลกรัม มาพร้อมกับ Windows Hello ติดตั้งเป็นแบบ Fingerprint แน่นอนว่าสเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 สถาปัตยกรรม Ice Lake อย่าง Core i5-1035G4 และ Core i7-1065G7 ส่วนของแรมเป็นขนาดสูงสุดที่ 8GB / 16GB LPDDR4X และ SSD M.2 NVMe ได้ความจะเป็น 512GB / 1TB รองรับการชาร์จไฟแบบรวดเร็ว พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 15 ชั่วโมงด้วย

รายละเอียดสเปกอื่นๆ ของ Acer Spin 5 รุ่นปี 2020 เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออย่าง Wi-Fi 6 AX และ Thunderbolt 3 ที่ส่งข้อมูลได้เร็วแรงและปลอดภัยที่สุด ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถูกมาใช้เป็นมาตรฐานใน Swift 3 / Swift 5 แล้ว ส่วนของระบบเสียงเป็น Acer TrueHarmony และ DTS พร้อมมีคีย์บอร์ดไฟส่องสว่าง มีปากกาที่เขียนได้เหมือนจริงที่สุดอย่าง Acer Active Wacom AES Stylus รองรับแรงกด 4,096 ระดับ แตกต่างจาก 2-in-1 Notebook ในตลาดยิ่งกว่าจากการที่เป็นขนาด 13.5″ สัดส่วน 3:2 ที่ความละเอียด 2K (2256 x 1504 พิกเซล) ที่ให้พื้นที่ด้านยาวมากว่า รองรับการทัชสกรีนด้วยนิ้ว 10 จุดพร้อมๆ กัน

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Acer Spin 5 นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 13.5″ ในแบบยุคก่อนๆ เนื่องด้วยตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็ก ทำให้มีความโดดเด่นมากๆ ที่สำคัญขอบจอยังบางเฉียบ ทำให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ที่สำคัญ 2-in-1 Notebook มีการดีไซน์ที่เก็บปากกาล้ำๆ ของ Acer Active Wacom AES Stylus โดยติดตั้งอยู่ที่ขอบตัวเครื่องด้านล่าง มีความบาง 15.24 มิลลิเมตร และเบาเพียง 1.22 กิโลกรัม ที่สำคัญอีกเรื่องก็คือบานพับก็เป็นอะลูมิเนียมที่แข็งแรงทนทานไม่ต่างจากตัวเครื่อง คอยทำหน้าที่หมุนหน้าจอได้ถึง 360 องศา ไว้ใช้ Multi Mode ทำให้ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ

ส่วนของตัวเครื่องหลักๆ สีสันออกแนวดำๆ เทาๆ เหมาะกับทั้งสาวๆ หรือหนุ่มๆ วัยทำงานยุคนี้ แล้วจะใช้เป็นอะลูมิเนียมคุณภาพสูงตลอดทั้งตัวเครื่องเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา โดยตัวเครื่องภายนอกทั้งฝาหลังและด้านล่างตัวเครื่องจะเป็นอะลูมิเนียม ส่งผลให้เวลาที่เราเอามือมาวางจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าวัสดุทั่วๆ ไป ส่วนด้านในก็เป็นอลูมิเนียมเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าเวลาใช้งานวางมือลงไปนั้นเราได้ทั้งความทนทานและความพรีเมียมไปพร้อมๆ กัน สำหรับปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ขอบตัวเครื่องด้านขวาทำให้กดปุ่มได้สะดวกในทุกๆ โหมด

from:https://notebookspec.com/new-acer-notebooks-buyer-guide-end-of-2020/539973/

แนะนำ Gaming Notebook น่าซื้อปี 2020 แรงสุดคุ้ม สเปกการ์ดจอ GeForce RTX 2070 ลื่นไหลระดับท็อป เริ่ม 48,900 บาท

ณ ตอนนี้ Gaming Notebook น่าซื้อปี 2020 ได้ประสิทธิภาพทรงพลังพร้อมฟีเจอร์จัดเต็ม ทั้งหมดจะติดตั้งมาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H (Comet Lake H) และด้วยการติดตั้งการ์ดจอแยก NVDIA GeForce RTX 2070 จากเทคโนโลยีการผลิตสถาปัตยกรรม Turing ที่ดีเยี่ยม รองรับการเล่นเกมทุกๆ เกมบนโลกแบบลื่นไหลสุดๆ ด้วยความละเอียด Full HD แสดงผลผ่านขนาดหน้าจอ 15.6″ / 17.3″ พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate 144Hz

อีกทั้งให้ความสำคัญเรื่องความสวยงามด้วย โดยจัดว่าเป็นรอง RTX 2080 เน้นไปที่ Gaming Notebook ที่ออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสำหรับการเล่นเกมระดับสูงโดยเฉพาะ แน่นอนว่าเหนือกว่าพวก GTX 1650 / GTX 1650 Ti / GTX 1660 Ti / RTX 2060 ในระดับที่ก้าวกระโดดไปพอสมควร พร้อมสเปกอื่นๆ ก็แรงลื่นเข้ากันด้วยแรมขนาด 16GB – 32GB และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB

ฉะนั้นแล้วใครจะซื้อ Gaming Notebook ระดับสูง ทรงประสิทธิภาพขั้นสูง และด้วยการ์ดจอรุ่นที่เป็นเวอร์ชั่น Max-Q (ใช้พลังงานต่ำและปลดปล่อยความร้อนน้อยกว่าปกติ) เช่น NVIDIA GeForce RTX 2070 Max-Q พร้อมจับมือผู้ผลิตทุกค่ายไม่ว่าจะเป็น Acer / ASUS / MSI / HP / Dell ในการนำเสนอ Gaming Notebook ระดับสูง ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

MSI GL65 Leopard ราคา 48,900 บาท

MSI GL65 Leopard จัดว่าเป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ที่จัดเต็มไม่แพ้รุ่นท็อป แต่ได้ราคาที่คุ้มค่าต่อสเปกสุดๆ โดยจัดเต็มจากชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2070 จากทาง NVIDIA ได้แรมมาขนาด 16GB DDR4 Bus 2666MHz เป็นมาตรฐาน ติดตั้งแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (อัปเกรด SSD M.2 / HDD 2.5″ SATA 3 ได้อีก) หน้าจอ 15.6″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 และซอฟต์แวร์ Dragon Center เวอร์ชันใหม่

ตัวเครื่องยังมีลำโพง 2 ชาแนลแบบ Giant Speaker บนซอฟแวร์เสียง Nahimic 3 ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 3 ช่อง, USB 3.2 Type-C หนึ่งช่อง, HDMI, mini-DisplayPort, SD(XC/HC) card reader, ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5, ช่องเสียบไมค์ขนาด 3.5 และช่องสาย Lan RJ45การเชื่อมต่อไร้สายอย่างก็รองรับตัวที่เป็น Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX น้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ได้ประกัน 2 ปี มี Windows 10 แท้

MSI GL65 Leopard มาพร้อมกับการดีไซน์สีสันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สีโทนดำสลับแดง ดูโดยรวมแล้วเรียบง่ายกว่า ดุดันสไตล์เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ Hi-End ในราคาคุ้มค่า มีความบางของตัวเครื่องเพียง 27.5 มิลลิเมตร และเบาเพียง 2.3 กิโลกรัม รอบๆ ตัวเครื่องยังถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานต่าง ๆได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยสนนราคาอยู่ที่ 48,900 บาท ถือว่าเป็น Gaming Notebook ในช่วงราคานี้ที่น่าสนใจมากๆ เพราะได้ทั้งสเปกและฟีเจอร์ที่จัดเต็มเหมือนตระกูล GE / GP ในราคาถูกลงกว่าเดิม

คีย์บอร์ดของ MSI GL65 Leopard เป็น Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries โดยพัฒนาและออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมบน Gaming Notebook จาก MSI โดยเฉพาะ ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน โดดเด่นด้วยการกด Fn แล้ว จะมีไฟสีแดงไฮไลท์ขึ้นมา พร้อม Silver Lining Print ขอบโปร่งแสงสวยงาม นอกจากนี้ยังมี Hotkey ตรงมุมขวาบนของชุดแป้นคีย์บอร์ด ไม่ว่าจะเป็นปุ่มเร่งรอบพัดลมและปุ่มเปิด Steelseries Engine 3

HP OMEN 15 ราคา 49,900 บาท

OMEN 15 Laptop by HP ปี 2020 เป็น Gaming Notebook ที่มีดีไซน์โดยรวมที่เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว ทั้งนี้รวมไปถึงในส่วนของสเปกภายในที่พร้อมขาย โดยสเปกท็อปสุดจะเป็น Intel Core i7-10750H + GeForce RTX 2070 ด้วย ส่วนแรมได้มาขนาด 8GB DDR Bus 2933MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ที่สำคัญได้หน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS ที่ 144Hz กับระบบระบายความร้อน OMEN Tempest Cooling และมี OMEN Command Center ปรับแต่งการใช้งาน ส่วนประกันแบบ On-site 2 ปีตามมาตรฐานของ HP พร้อมบีิการช่วยเหลืออื่นๆ

ซึ่งด้านแนวทางการออกแบบจัดได้ว่าพลิกโฉมไปเลย โดยเน้นความเรียบง่ายอย่างที่สุด ซึ่งถ้าเทียบ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ รุ่นก่อนๆ คงเป็นเรื่องของมิติตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกระชับ ขอบจอบาง ที่สำคัญคือตัวเครื่องบางที่ 22.6 มิลลิเมตร พร้อมกับน้ำหนัก 2.35 กิโลกรัม ส่วนสีสันก็เป็นดำด้านตลอดทั้งตัวเครื่อง โดยมีโลโก้ OMEN ที่โดดเด่นซึ่งปรับให้มินิมอลสุดๆ ที่เชื่อได้ว่าแฟนๆ ของ OMEN ต้องถูกใจกับรุ่นใหม่นี้อย่างแน่นอน วัสดุจะเป็นอะลูมิเนียมแบบขัดลายสวยงามให้ความรู้สึกที่แข็งแรง ตัดด้วยไฟสี RGB พร้อมไฮไลน์ปุ่ม WASD ที่ช่วยเสริมความสวยงามได้ดี อีกทั้งยังมีคำว่า O15 อยู่มุมซ้ายล่างแป้นคีย์บอร์ด

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัวใช้งาน Video Call ได้อย่างลื่นไหล พร้อมติดตั้ง Windows 10 แท้พร้อมใช้งานได้ทันที พอร์ตการเชื่อมต่อก็มีมาให้ครบครันทั้ง 3 x USB 3.2 Type-A, 1 x Thunderbolt 3 (USB 3.2 Type-C), HDMI, mini Display Port, Kensington lock slot, ช่องเสียบหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ และช่องเสียบไมค์แยกก็มีมาให้ด้วย ส่วนมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) ซึ่งล่าสุดในไทยได้พร้อมจำหน่ายแล้ว สนนราคาอยู่ที่ 49,990 บาทเท่านั้น

ดีไซน์รวมๆ ของ OMEN 15 Laptop by HP ปี 2020 ถือว่าทำได้แตกต่างจาก Gaming Notebook หลายๆ แบรนด์ โดยด้านหลังได้มีการวางตำแหน่งช่องระบายความร้อนแบบคู่แยกซ้ายขวาออกจากกันที่มีฟินสีดำสนิทติดตั้งอยู่ชัดเจน พร้อมใช้พัดลม 12V พร้อมเพิ่มช่องระบายความร้อนด้านขวาอีก และด้วยเทคโนโลยี OMEN Tempest Cooling ส่งผลให้ช่วยจัดการความร้อนดีขึ้นด้วย อีกทั้งใต้ตัวเครื่องก็มีการดีไซน์ใส่ใจรายละเอียดที่สวยงามไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ช่องดูดลมเย็นก็ขนาดใหญ่ รวมไปถึงยางรองตัวเครื่องขนาดใหญ่ที่ดูแล้วมั่นคง วัสดุใช้เป็นอลูมิเนียมด้วยเช่นกัน

ASUS ROG Strix G17 GL742 ราคา 54,900 – 59,900 บาท

ASUS ROG Strix G17 GL742 เป็น Gaming Notebook ที่มีสเปกอัพเดทเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H เน้นความคุ้มค่าและฟีเจอร์ที่มากกว่า โดดเด่นด้วยไฟคีย์บอร์ด RGB พร้อม Surrounded Light Bar รอบตัวเครื่อง ที่เราสามารถปรับแต่ได้ นอกจากนี้ยังมาพร้อมความสดใหม่ด้วยระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling ที่ทำงานร่วมกับสารโลหะเหลว (liquid metal) จากทาง Thermal Grizzly เพื่อเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนให้กับชิปประมวลผล แทนการใช้ซิลิโคนนำความร้อนแบบปกติ

สำหรับ ASUS ROG Strix G17 GL742 โน๊ตบุ๊คเล่นเกมจอ 17.3″ สเปกระดับบนในราคาคุ้มค่า ได้ชิปประมวลผลตัวแรง Intel Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ที่ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด หรือ Core i7-10875H (2.30 GHz, 16 MB L3 Cache, up to 5.10 GHz) ที่ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด พร้อมด้วยการ์ดจอประสิทธิภาพสูงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2070 (8GB GDDR6) ได้แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 2933MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB / 1TB ได้หน้าจอเป็น 17.3″ Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz แบบผิวด้าน ให้สีสันการแสดงผลในเกณฑ์ดีน่าประทับใจอย่างที่สุดทั้งเล่นเกมหรือทำงาน

ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.1 Type-C, HDMI, 3 x USB 3.0, Kensington lock slot , SD Card Reader, RJ-45, Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) แน่นอนว่าได้ Windows 10 แท้ ใช้งานได้ทันทีตั้งแต่เปิดเครื่องในครั้งแรก กับราคาเพียง 54,900 – 59,900 บาท ที่บอกได้เลยไม่แพงเลย ถ้าดูจากสเปกและฟีเจอรที่ติดตั้งมาให้แล้ว โดยได้ประกัน 2 ปี ที่สามารถเคลมผ่าน 7-11 ได้ ปีแรกมีประกันอุบัติเหตุด้วย

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ROG Strix G17 GL742 เป็น Gaming Notebook ขอบจอบางตัวเครื่องมิติเล็กกระชับทั้ง 3 ด้าน คือ บน ซ้ายและขวา พร้อมตัดกล้องเว็บแคมออกไป มีน้ำหนักอยู่ที่ 2.85 กิโลกรัม มีความบางสุดที่ 21~25.8 มิลลิเมตร เรียกได้ว่าโดยรวมมาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบ ได้รับ DNA เต็มๆ มาจาก ASUS ROG Strix รุ่นก่อน ซึ่งมีความพิเศษสุดๆ คือได้ทาง BMW Designworks Group มาร่วมออกแบบด้วย เห็นได้ชัดจากชุดระบายความร้อนด้านหลังที่เป็นครีบคล้ายกับเสื้อสูมมอเตอร์ไซต์จาก BMW เรียกได้ว่ายกระดับขึ้นไปอีกขั้น

Acer Predator Helios 300 ราคา 57,900 – 59,900 บาท

Acer Predator Helios 300 (PH315-53) ปี 2020 นี้เป็นการต่อยอดมาจาก Gaming Notebook เน้นความพรีเมียมและประสบการณ์ใช้งานกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมแนวทางการออกแบบไปในทิศทางเดียวกันกับ Predator ปี 2020 รุ่นอื่นๆ สเปกแน่นอนว่าเป็นใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง Core i7-10750H ผสานด้วยการ์ดจอที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพกับความสมจริงกว่า เพราะสามารถ Overclock เพิ่มได้ โดยท็อปสุดเป็น GeForce RTX 2070 Max-Q ที่นับว่ามีประสิทธิภาพความแรงเล่นเกมได้ลื่นไหลแน่นอน แต่ก็ปลดปล่อยความร้อนน้อยด้วย

สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H และการ์ดจอ RTX 2070 Max-Q รวมถึงติดตั้งแรม 32GB และ SSD 1TB ที่แรงเข้ากันลงตัว ทำให้สิทธิภาพสูงมากๆ รองรับทุกๆ การใช้งาน มาพร้อมขนาดหน้าจอทั้ง 15.6″ และ 17.3″ ให้เลือกกัน ที่ 144Hz โดยเน้นความแรงประสิทธิภาพในการเล่นเกมเป็นหลัก แบบไม่เน้นความบางเบามากนักที่สำคัญได้ระบบระบายความร้อนเอกสิทธิ์จากทาง Acer อย่าง AeroBlade 3D Gen 4 ส่งผลให้แม้สเปกจะแรงแค่ไหน แต่ก็จัดการความร้อนได้เยี่ยมไรักังวล สนนราคาสเปกนี้อยู่ที่ 57,900 – 59,900 บาท ต่างกันเรื่องขนาดหน้าจอเป็นหลัก ทุกรุ่นประกัน 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมง

Acer Predator Helios 300 (2020) ใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยพัดลมแบบพิเศษ AeroBlade 3D Gen 4 ทำให้จัดการความร้อยได้ยอดเยี่ยม โดยใช้พัดลม 2 ตัว ตัวละ 59 ใบพัดขนาด 0.1 มิลลิเมตร ออกแบบพิเศษเพื่อให้อากาศผ่านได้มากขึ้น ตัวเครื่องยังมีลำโพง 2.0 ชาแนล บนซอฟแวร์เสียง DTS:X Ultra ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย พอร์ตเชื่อมต่อมี USB 3.2 Type-C จำนวน 1 ช่อง, USB 3.2 Type-A จำนวน 3 ช่อง, HDMI, mini-DisplayPort, ช่องเสียบหูฟังไมค์ขนาด 3.5 มิลลิเมตร พร้อมด้วยช่องสาย Lan RJ45 พร้อม E2600 Ethernet Controller และแบบไร้สายเป็น Wi-Fi 6 AX ทำงานแบบ Killer

Acer Predator Helios 300 (2020) เป็น Gaming Notbook มีหน้าจอขนาดใหญ่ที่ 15.6″ (หนัก 2.5 กิโลกรัม) และ 17.3″ (หนัก 2.9 กิโลกรัม) โดยมีความเล็กลงจากมิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดจากการที่ขอบจอบาง ผนวกกับหน้าจอ IPS และอัตรารีเฟรชเรทที่สูงถึง 144Hz โดยเป็นส่วนสำคัญในการมอบประสบการณ์ใหม่ๆในการเล่นเกมแบบเต็มประสิทธิภาพให้กับผู้ใช้งานได้อย่างแน่นอน  ในส่วนของดีไซน์ภายนอกก็ดูเรียบหรู วัสดุเป็นอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่องแซมด้วยสีฟ้า Predator ที่โดดเด่น เป็น DNA ของ Gaming Notebook จากทาง Acer Predator ปี 2020 นี้ก็ว่าได้

Dell Alienware m15 R3 ราคา 84,900 บาท

Alienware m15 R3 ปี 2020 เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ อีกรุ่นที่เน้นสวยงามบางเบา ใช้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2070 ได้แรมมาตรฐานเป็น DDR4 ขนาด 16GB Bus 2666MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB มีหน้าจอความละเอียดสูงระดับ 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS แบบด้าน 300Hz ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ใครจะเอาไปทำงานหรือเล่นเกมอันนี้ไม่ว่ากัน สนนราคา 124,990 บาท ซึ่งจากสเปกหลักตรงนี้ทำให้รองรับการเล่นเกมในปัจจุบันลื่นๆ ได้ทุกเกมแน่นอน

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม Alienware FHD (1080p) และมีไมค์ดิจิตอลแบบคู่ในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง Thunderbolt 3 (USB Type-C with support for USB 3.2 Gen 2 10Gbps, 40Gbps Thunderbolt, and DisplayPort 1.2), USB 3.1 Type-A  และ RJ-45 Killer Network, Headset พิเศษสุดๆ ด้วย Alienware Graphics Amplifier พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX มาตรฐาน Killer Wireless 1650i 2×2 AX ที่สำคัญด้วยบริการ Dell Premium Support ซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ (On-site Sevice) ระยะเวลา 2 ปีเต็มด้วย

ดีไซน์การออกแบบจะเห็นว่า Alienware m15 R3 มีความล้ำสมัยแบบสุดๆ เป็นยานอวกาศเหมือนมาจากต่างดาวมากๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูไม่เหมือนใครเน้นเรียบง่ายแต่หรูหรามากๆ เลือกใช้สีดำ Dark Side of the Moon ที่เป็นโทนดำทั้งตัวเครื่อง หรือสีขาว Lunar Light แบบขาวนวลพร้อมสลับสีดำ ที่ดูแล้วสะอาดตา เชื่อว่าโดนใจใครหลายๆ คนแน่นอน ในเรื่องของความพรีเมียมแตกต่างจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ แบบชัดเจน เรียกได้ว่าเอาไปใช้งานที่ไหนก็โดดเด่นสุดๆ

ตัวเครื่องโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดต่างๆ ที่สวยงามตามสไตล์ Alienware ที่สำคัญด้วยเทคโนโลยี Advanced Alienware Cryo-Tech v3.0 ได้ชุดระบายความร้อนก็มีขนาดที่ใหญ่มาก โดยได้พัดลม 2 ตัวขนาดใหญ่ ดูดอากาศเย็นจากใต้ตัวเครื่องพร้อมเปล่าออกผ่านทางฮีทไปป์และฟินขนาดใหญ่ไปทางด้านหลังและด้านข้างออกตัวเครื่อง เชื่อได้เลยว่า Alienware m15 R3 ตัวนี้ต้องจัดการอุณหภูมิได้ดีอย่างแน่นอน ที่สำคัญยังโดดเด่นกว่ารุ่นอื่นด้วยการติดตั้ง Tobii Eyetracking ที่เราสามารใช้ดวงตาในการเล่นเกมอีกด้วย

มาพร้อมกับไฟ RGB 16.8 ล้านสี ด้วย AlienFX Lighting Zone ตามสไตล์ของ Alienware ที่เราสามารถปรับแต่งได้ดั่งใจ ทั้งส่วนของคีย์บอร์ดที่ดูแล้วสวยงาม อีกทั้งด้านหลังตัวเครื่องที่เป็นการแยกชุดระบายความร้อนออกมาตามสไตล์ของ Alienware ก็ยังมีการติดตั้งไฟ RGB เอาไว้ ทั้งโลโก้หลังและปุ่ม Power ที่ยอมรับเลยว่าตรงนี้ดูเก๋มากๆ โดดเด่นแบบสุด ให้อารมณ์ด้วยรวมของตัวเครื่องแบบรถยุโรปราคาแพงทีเดียว ที่สำคัญช่องระบายความร้อนก็เป็นแบบรังผึ้งที่ลงตัวสุดๆ ทั้งขอบด้านหลังและเหนือชุดคีย์บอร์ด

from:https://notebookspec.com/gaming-notebook-rtx-2070-rtx-2070-super/539107/

แนะนำ Gaming Notebook น่าซื้อปี 2020 แรงสุดคุ้ม สเปกการ์ดจอ GeForce RTX 2070 ลื่นไหลระดับท็อป เริ่ม 48,900 บาท

ณ ตอนนี้ Gaming Notebook น่าซื้อปี 2020 ได้ประสิทธิภาพทรงพลังพร้อมฟีเจอร์จัดเต็ม ทั้งหมดจะติดตั้งมาพร้อมกับชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H (Comet Lake H) และด้วยการติดตั้งการ์ดจอแยก NVDIA GeForce RTX 2070 จากเทคโนโลยีการผลิตสถาปัตยกรรม Turing ที่ดีเยี่ยม รองรับการเล่นเกมทุกๆ เกมบนโลกแบบลื่นไหลสุดๆ ด้วยความละเอียด Full HD แสดงผลผ่านขนาดหน้าจอ 15.6″ / 17.3″ พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate 144Hz

อีกทั้งให้ความสำคัญเรื่องความสวยงามด้วย โดยจัดว่าเป็นรอง RTX 2080 เน้นไปที่ Gaming Notebook ที่ออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสำหรับการเล่นเกมระดับสูงโดยเฉพาะ แน่นอนว่าเหนือกว่าพวก GTX 1650 / GTX 1650 Ti / GTX 1660 Ti / RTX 2060 ในระดับที่ก้าวกระโดดไปพอสมควร พร้อมสเปกอื่นๆ ก็แรงลื่นเข้ากันด้วยแรมขนาด 16GB – 32GB และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB – 1TB

และด้วย Gaming Notebook รุ่นการ์ดจอที่เป็นเวอร์ชั่น Max-Q (ใช้พลังงานต่ำและปลดปล่อยความร้อนน้อยกว่าปกติ) อย่าง NVIDIA GeForce RTX 2070 Max-Q ก็มีเป็นตัวเลือก ซึ่งบทความนี้เราจะมาแนะนำ Gaming Notebook น่าซื้อปี 2020 แรงสุดคุ้ม สเปกการ์ดจอ GeForce RTX 2070 ลื่นไหลระดับท็อป เริ่ม 48,900 บาท ที่มีหลากหลายแบรนด์ อาทิ Acer / ASUS / MSI / HP / Dell ในการนำเสนอ Gaming Notebook ระดับสูง ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

MSI GL65 Leopard ราคา 48,900 บาท

MSI GL65 Leopard จัดว่าเป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ ที่จัดเต็มไม่แพ้รุ่นท็อป แต่ได้ราคาที่คุ้มค่าต่อสเปกสุดๆ โดยจัดเต็มจากชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H จับคู่มากับการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2070 จากทาง NVIDIA ได้แรมมาขนาด 16GB DDR4 Bus 2666MHz เป็นมาตรฐาน ติดตั้งแหล่งเก็บข้อมูล SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB (อัปเกรด SSD M.2 / HDD 2.5″ SATA 3 ได้อีก) หน้าจอ 15.6″ ความละเอียด Full HD พาเนล IPS เกรดสูง รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 และซอฟต์แวร์ Dragon Center เวอร์ชันใหม่

ตัวเครื่องยังมีลำโพง 2 ชาแนลแบบ Giant Speaker บนซอฟแวร์เสียง Nahimic 3 ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย ทางด้านพอร์ทเชื่อมต่อเองมีมาให้อย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A จำนวน 3 ช่อง, USB 3.2 Type-C หนึ่งช่อง, HDMI, mini-DisplayPort, SD(XC/HC) card reader, ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5, ช่องเสียบไมค์ขนาด 3.5 และช่องสาย Lan RJ45การเชื่อมต่อไร้สายอย่างก็รองรับตัวที่เป็น Bluetooth 5.1 และ Wi-Fi 6 AX น้ำหนักตัวอยู่ที่ 2.3 กิโลกรัม ได้ประกัน 2 ปี มี Windows 10 แท้

MSI GL65 Leopard มาพร้อมกับการดีไซน์สีสันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สีโทนดำสลับแดง ดูโดยรวมแล้วเรียบง่ายกว่า ดุดันสไตล์เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คระดับ Hi-End ในราคาคุ้มค่า มีความบางของตัวเครื่องเพียง 27.5 มิลลิเมตร และเบาเพียง 2.3 กิโลกรัม รอบๆ ตัวเครื่องยังถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งานต่าง ๆได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยสนนราคาอยู่ที่ 48,900 บาท ถือว่าเป็น Gaming Notebook ในช่วงราคานี้ที่น่าสนใจมากๆ เพราะได้ทั้งสเปกและฟีเจอร์ที่จัดเต็มเหมือนตระกูล GE / GP ในราคาถูกลงกว่าเดิม

คีย์บอร์ดของ MSI GL65 Leopard เป็น Gaming Keyboard ที่ร่วมพัฒนากับแบรนด์ SteelSeries โดยพัฒนาและออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมบน Gaming Notebook จาก MSI โดยเฉพาะ ทั้งอารมณ์การตอบสนองของแป้นพิมพ์ แรงกด และการใช้ปุ่มหลายๆ ปุ่มพร้อมๆ กัน โดดเด่นด้วยการกด Fn แล้ว จะมีไฟสีแดงไฮไลท์ขึ้นมา พร้อม Silver Lining Print ขอบโปร่งแสงสวยงาม นอกจากนี้ยังมี Hotkey ตรงมุมขวาบนของชุดแป้นคีย์บอร์ด ไม่ว่าจะเป็นปุ่มเร่งรอบพัดลมและปุ่มเปิด Steelseries Engine 3

HP OMEN 15 ราคา 49,900 บาท

OMEN 15 Laptop by HP ปี 2020 เป็น Gaming Notebook ที่มีดีไซน์โดยรวมที่เปลี่ยนแปลงไปมากทีเดียว ทั้งนี้รวมไปถึงในส่วนของสเปกภายในที่พร้อมขาย โดยสเปกท็อปสุดจะเป็น Intel Core i7-10750H + GeForce RTX 2070 ด้วย ส่วนแรมได้มาขนาด 8GB DDR Bus 2933MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อม Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ที่สำคัญได้หน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS ที่ 144Hz กับระบบระบายความร้อน OMEN Tempest Cooling และมี OMEN Command Center ปรับแต่งการใช้งาน ส่วนประกันแบบ On-site 2 ปีตามมาตรฐานของ HP พร้อมบีิการช่วยเหลืออื่นๆ

ซึ่งด้านแนวทางการออกแบบจัดได้ว่าพลิกโฉมไปเลย โดยเน้นความเรียบง่ายอย่างที่สุด ซึ่งถ้าเทียบ Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ รุ่นก่อนๆ คงเป็นเรื่องของมิติตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กกระชับ ขอบจอบาง ที่สำคัญคือตัวเครื่องบางที่ 22.6 มิลลิเมตร พร้อมกับน้ำหนัก 2.35 กิโลกรัม ส่วนสีสันก็เป็นดำด้านตลอดทั้งตัวเครื่อง โดยมีโลโก้ OMEN ที่โดดเด่นซึ่งปรับให้มินิมอลสุดๆ ที่เชื่อได้ว่าแฟนๆ ของ OMEN ต้องถูกใจกับรุ่นใหม่นี้อย่างแน่นอน วัสดุจะเป็นอะลูมิเนียมแบบขัดลายสวยงามให้ความรู้สึกที่แข็งแรง ตัดด้วยไฟสี RGB พร้อมไฮไลน์ปุ่ม WASD ที่ช่วยเสริมความสวยงามได้ดี อีกทั้งยังมีคำว่า O15 อยู่มุมซ้ายล่างแป้นคีย์บอร์ด

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัวใช้งาน Video Call ได้อย่างลื่นไหล พร้อมติดตั้ง Windows 10 แท้พร้อมใช้งานได้ทันที พอร์ตการเชื่อมต่อก็มีมาให้ครบครันทั้ง 3 x USB 3.2 Type-A, 1 x Thunderbolt 3 (USB 3.2 Type-C), HDMI, mini Display Port, Kensington lock slot, ช่องเสียบหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ และช่องเสียบไมค์แยกก็มีมาให้ด้วย ส่วนมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) ซึ่งล่าสุดในไทยได้พร้อมจำหน่ายแล้ว สนนราคาอยู่ที่ 49,990 บาทเท่านั้น

ดีไซน์รวมๆ ของ OMEN 15 Laptop by HP ปี 2020 ถือว่าทำได้แตกต่างจาก Gaming Notebook หลายๆ แบรนด์ โดยด้านหลังได้มีการวางตำแหน่งช่องระบายความร้อนแบบคู่แยกซ้ายขวาออกจากกันที่มีฟินสีดำสนิทติดตั้งอยู่ชัดเจน พร้อมใช้พัดลม 12V พร้อมเพิ่มช่องระบายความร้อนด้านขวาอีก และด้วยเทคโนโลยี OMEN Tempest Cooling ส่งผลให้ช่วยจัดการความร้อนดีขึ้นด้วย อีกทั้งใต้ตัวเครื่องก็มีการดีไซน์ใส่ใจรายละเอียดที่สวยงามไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ช่องดูดลมเย็นก็ขนาดใหญ่ รวมไปถึงยางรองตัวเครื่องขนาดใหญ่ที่ดูแล้วมั่นคง วัสดุใช้เป็นอลูมิเนียมด้วยเช่นกัน

ASUS ROG Strix G17 GL742 ราคา 54,900 – 59,900 บาท

ASUS ROG Strix G17 GL742 เป็น Gaming Notebook ที่มีสเปกอัพเดทเป็นชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H เน้นความคุ้มค่าและฟีเจอร์ที่มากกว่า โดดเด่นด้วยไฟคีย์บอร์ด RGB พร้อม Surrounded Light Bar รอบตัวเครื่อง ที่เราสามารถปรับแต่ได้ นอกจากนี้ยังมาพร้อมความสดใหม่ด้วยระบบระบายความร้อนอัจฉริยะ ROG Intelligent Cooling ที่ทำงานร่วมกับสารโลหะเหลว (liquid metal) จากทาง Thermal Grizzly เพื่อเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อนให้กับชิปประมวลผล แทนการใช้ซิลิโคนนำความร้อนแบบปกติ

สำหรับ ASUS ROG Strix G17 GL742 โน๊ตบุ๊คเล่นเกมจอ 17.3″ สเปกระดับบนในราคาคุ้มค่า ได้ชิปประมวลผลตัวแรง Intel Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ที่ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธร์ด หรือ Core i7-10875H (2.30 GHz, 16 MB L3 Cache, up to 5.10 GHz) ที่ทำงานแบบ 8 คอร์ 16 เธร์ด พร้อมด้วยการ์ดจอประสิทธิภาพสูงอย่าง NVIDIA GeForce RTX 2070 (8GB GDDR6) ได้แรมขนาด 16GB DDR4 Bus 2933MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB / 1TB ได้หน้าจอเป็น 17.3″ Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 144Hz แบบผิวด้าน ให้สีสันการแสดงผลในเกณฑ์ดีน่าประทับใจอย่างที่สุดทั้งเล่นเกมหรือทำงาน

ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง USB 3.1 Type-C, HDMI, 3 x USB 3.0, Kensington lock slot , SD Card Reader, RJ-45, Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX (2×2) แน่นอนว่าได้ Windows 10 แท้ ใช้งานได้ทันทีตั้งแต่เปิดเครื่องในครั้งแรก กับราคาเพียง 54,900 – 59,900 บาท ที่บอกได้เลยไม่แพงเลย ถ้าดูจากสเปกและฟีเจอรที่ติดตั้งมาให้แล้ว โดยได้ประกัน 2 ปี ที่สามารถเคลมผ่าน 7-11 ได้ ปีแรกมีประกันอุบัติเหตุด้วย

ดีไซน์โดยรวมของ ASUS ROG Strix G17 GL742 เป็น Gaming Notebook ขอบจอบางตัวเครื่องมิติเล็กกระชับทั้ง 3 ด้าน คือ บน ซ้ายและขวา พร้อมตัดกล้องเว็บแคมออกไป มีน้ำหนักอยู่ที่ 2.85 กิโลกรัม มีความบางสุดที่ 21~25.8 มิลลิเมตร เรียกได้ว่าโดยรวมมาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบ ได้รับ DNA เต็มๆ มาจาก ASUS ROG Strix รุ่นก่อน ซึ่งมีความพิเศษสุดๆ คือได้ทาง BMW Designworks Group มาร่วมออกแบบด้วย เห็นได้ชัดจากชุดระบายความร้อนด้านหลังที่เป็นครีบคล้ายกับเสื้อสูมมอเตอร์ไซต์จาก BMW เรียกได้ว่ายกระดับขึ้นไปอีกขั้น

Acer Predator Helios 300 ราคา 57,900 – 59,900 บาท

Acer Predator Helios 300 (PH315-53) ปี 2020 นี้เป็นการต่อยอดมาจาก Gaming Notebook เน้นความพรีเมียมและประสบการณ์ใช้งานกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมแนวทางการออกแบบไปในทิศทางเดียวกันกับ Predator ปี 2020 รุ่นอื่นๆ สเปกแน่นอนว่าเป็นใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10H อย่าง Core i7-10750H ผสานด้วยการ์ดจอที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพกับความสมจริงกว่า เพราะสามารถ Overclock เพิ่มได้ โดยท็อปสุดเป็น GeForce RTX 2070 Max-Q ที่นับว่ามีประสิทธิภาพความแรงเล่นเกมได้ลื่นไหลแน่นอน แต่ก็ปลดปล่อยความร้อนน้อยด้วย

สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H และการ์ดจอ RTX 2070 Max-Q รวมถึงติดตั้งแรม 32GB และ SSD 1TB ที่แรงเข้ากันลงตัว ทำให้สิทธิภาพสูงมากๆ รองรับทุกๆ การใช้งาน มาพร้อมขนาดหน้าจอทั้ง 15.6″ และ 17.3″ ให้เลือกกัน ที่ 144Hz โดยเน้นความแรงประสิทธิภาพในการเล่นเกมเป็นหลัก แบบไม่เน้นความบางเบามากนักที่สำคัญได้ระบบระบายความร้อนเอกสิทธิ์จากทาง Acer อย่าง AeroBlade 3D Gen 4 ส่งผลให้แม้สเปกจะแรงแค่ไหน แต่ก็จัดการความร้อนได้เยี่ยมไรักังวล สนนราคาสเปกนี้อยู่ที่ 57,900 – 59,900 บาท ต่างกันเรื่องขนาดหน้าจอเป็นหลัก ทุกรุ่นประกัน 3 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน หรือส่งศูนย์ซ่อมด่วนใน 3 ชั่วโมง

Acer Predator Helios 300 (2020) ใช้เทคโนโลยีการระบายความร้อนด้วยพัดลมแบบพิเศษ AeroBlade 3D Gen 4 ทำให้จัดการความร้อยได้ยอดเยี่ยม โดยใช้พัดลม 2 ตัว ตัวละ 59 ใบพัดขนาด 0.1 มิลลิเมตร ออกแบบพิเศษเพื่อให้อากาศผ่านได้มากขึ้น ตัวเครื่องยังมีลำโพง 2.0 ชาแนล บนซอฟแวร์เสียง DTS:X Ultra ทำให้การขับเสียงเวลาเล่นเกม หรือดูหนังฟังเพลงทำได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย พอร์ตเชื่อมต่อมี USB 3.2 Type-C จำนวน 1 ช่อง, USB 3.2 Type-A จำนวน 3 ช่อง, HDMI, mini-DisplayPort, ช่องเสียบหูฟังไมค์ขนาด 3.5 มิลลิเมตร พร้อมด้วยช่องสาย Lan RJ45 พร้อม E2600 Ethernet Controller และแบบไร้สายเป็น Wi-Fi 6 AX ทำงานแบบ Killer

Acer Predator Helios 300 (2020) เป็น Gaming Notbook มีหน้าจอขนาดใหญ่ที่ 15.6″ (หนัก 2.5 กิโลกรัม) และ 17.3″ (หนัก 2.9 กิโลกรัม) โดยมีความเล็กลงจากมิติตัวเครื่องเล็กกระทัดรัดจากการที่ขอบจอบาง ผนวกกับหน้าจอ IPS และอัตรารีเฟรชเรทที่สูงถึง 144Hz โดยเป็นส่วนสำคัญในการมอบประสบการณ์ใหม่ๆในการเล่นเกมแบบเต็มประสิทธิภาพให้กับผู้ใช้งานได้อย่างแน่นอน  ในส่วนของดีไซน์ภายนอกก็ดูเรียบหรู วัสดุเป็นอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่องแซมด้วยสีฟ้า Predator ที่โดดเด่น เป็น DNA ของ Gaming Notebook จากทาง Acer Predator ปี 2020 นี้ก็ว่าได้

Dell Alienware m15 R3 ราคา 84,900 บาท

Alienware m15 R3 ปี 2020 เป็น Gaming Notebook หน้าจอ 15.6″ อีกรุ่นที่เน้นสวยงามบางเบา ใช้สเปกชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H และการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX 2070 ได้แรมมาตรฐานเป็น DDR4 ขนาด 16GB Bus 2666MHz พร้อม SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB มีหน้าจอความละเอียดสูงระดับ 1920 x 1080 พิกเซล Full HD พาเนล IPS แบบด้าน 300Hz ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่ดีเยี่ยม ใครจะเอาไปทำงานหรือเล่นเกมอันนี้ไม่ว่ากัน สนนราคา 124,990 บาท ซึ่งจากสเปกหลักตรงนี้ทำให้รองรับการเล่นเกมในปัจจุบันลื่นๆ ได้ทุกเกมแน่นอน

พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม Alienware FHD (1080p) และมีไมค์ดิจิตอลแบบคู่ในตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง Thunderbolt 3 (USB Type-C with support for USB 3.2 Gen 2 10Gbps, 40Gbps Thunderbolt, and DisplayPort 1.2), USB 3.1 Type-A  และ RJ-45 Killer Network, Headset พิเศษสุดๆ ด้วย Alienware Graphics Amplifier พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX มาตรฐาน Killer Wireless 1650i 2×2 AX ที่สำคัญด้วยบริการ Dell Premium Support ซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ (On-site Sevice) ระยะเวลา 2 ปีเต็มด้วย

ดีไซน์การออกแบบจะเห็นว่า Alienware m15 R3 มีความล้ำสมัยแบบสุดๆ เป็นยานอวกาศเหมือนมาจากต่างดาวมากๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูไม่เหมือนใครเน้นเรียบง่ายแต่หรูหรามากๆ เลือกใช้สีดำ Dark Side of the Moon ที่เป็นโทนดำทั้งตัวเครื่อง หรือสีขาว Lunar Light แบบขาวนวลพร้อมสลับสีดำ ที่ดูแล้วสะอาดตา เชื่อว่าโดนใจใครหลายๆ คนแน่นอน ในเรื่องของความพรีเมียมแตกต่างจาก Gaming Notebook แบรนด์อื่นๆ แบบชัดเจน เรียกได้ว่าเอาไปใช้งานที่ไหนก็โดดเด่นสุดๆ

ตัวเครื่องโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดต่างๆ ที่สวยงามตามสไตล์ Alienware ที่สำคัญด้วยเทคโนโลยี Advanced Alienware Cryo-Tech v3.0 ได้ชุดระบายความร้อนก็มีขนาดที่ใหญ่มาก โดยได้พัดลม 2 ตัวขนาดใหญ่ ดูดอากาศเย็นจากใต้ตัวเครื่องพร้อมเปล่าออกผ่านทางฮีทไปป์และฟินขนาดใหญ่ไปทางด้านหลังและด้านข้างออกตัวเครื่อง เชื่อได้เลยว่า Alienware m15 R3 ตัวนี้ต้องจัดการอุณหภูมิได้ดีอย่างแน่นอน ที่สำคัญยังโดดเด่นกว่ารุ่นอื่นด้วยการติดตั้ง Tobii Eyetracking ที่เราสามารใช้ดวงตาในการเล่นเกมอีกด้วย

มาพร้อมกับไฟ RGB 16.8 ล้านสี ด้วย AlienFX Lighting Zone ตามสไตล์ของ Alienware ที่เราสามารถปรับแต่งได้ดั่งใจ ทั้งส่วนของคีย์บอร์ดที่ดูแล้วสวยงาม อีกทั้งด้านหลังตัวเครื่องที่เป็นการแยกชุดระบายความร้อนออกมาตามสไตล์ของ Alienware ก็ยังมีการติดตั้งไฟ RGB เอาไว้ ทั้งโลโก้หลังและปุ่ม Power ที่ยอมรับเลยว่าตรงนี้ดูเก๋มากๆ โดดเด่นแบบสุด ให้อารมณ์ด้วยรวมของตัวเครื่องแบบรถยุโรปราคาแพงทีเดียว ที่สำคัญช่องระบายความร้อนก็เป็นแบบรังผึ้งที่ลงตัวสุดๆ ทั้งขอบด้านหลังและเหนือชุดคีย์บอร์ด

from:https://notebookspec.com/gaming-notebook-2020-spec-geforce-rtx-2070/539107/

แนะนำ Notebook ทำงานประสิทธิภาพสูง สเปกแรงลื่นระดับ Gaming Notebook เริ่ม 23,900 สเปก Core i / Ryzen + GeForce GTX

Notebook ทำงานประสิทธิภาพสูง สเปกระดับ Gaming ปี 2020 มีราคาที่ถูกคุ้มค่ามากมาย แน่นอนว่ามาพร้อมประสิทธิภาพที่เหลือเฟือในการทำงานพื้นฐาน Word / Excel / Power Point หรือโปรแกรมเล่นอินเตอร์เน็ตต่างๆ รวมไปถึงโปรแกรมใช้งานเฉพาะทาง ซึ่งส่วนมากในตลาดจะมีช่วงหลายช่วงราคา เหมาะกับคนที่ต้องการ Notebook ใช้งานพื้นฐาน หรือทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอก็รองรับได้สบายๆ ผ่านทางโปรแกรมมือาชีพต่างๆ

แน่นอนว่าเล่นเกมได้หลากหลายทั้งออนไลน์เบาๆ หรือเกม 3 มิติกราฟิกสวยงาม จากสเปกของชิปประมวลผลและการ์ดจอ Gaming รวมไปถึงความบันเทิงอย่างการนำไปดูหนังฟังเพลง ชมวีดีโอสตรีมมิ่งต่างๆ อาทิ Youtube หรือ Netflix ดูซีรีส์ต่างช่องทางต่างๆ ก็ลื่นไหลสุดๆ และด้วยหน้าจอมาตรฐานบางรุ่นจะรองรับ Refresh Rate ที่ 120 – 144Hz ทำให้ภาพลื่นไหลสบายตามากๆ

ซึ่งในบทความนี้เราจะมาแนะนำ Notebook ทำงานประสิทธิภาพสูง สเปกแรงลื่นระดับ Gaming Notebook เริ่ม 23,900 สเปก Core i / Ryzen + GeForce GTX ได้หน่วยความจำแรมขนาด 8GBพร้อมด้วยที่เก็บข้อมูลแบบ SSD M.2 NVMe PCIe ความ 512GB ที่รวดเร็วลื่นไหล แน่นอนว่ามี Windows 10 แท้ ประกันดีที่สุดจะเป็น On-site ซ่อมฟรีถึงบ้าน หรือปีแรกมีประกันอุบัติเหตุด้วย ซึ่งจะมีรุ่นอะไรบ้าง ไปชมกันต่อเลย

Lenovo IdeaPad Gaming 3 ราคา 23,900 – 25,900 บาท

Lenovo IdeaPad Gaming 3 เป็น Gaming Notebook ที่สามารถใช้งานเป็น Notebook ทำงานประสิทธิภาพสูงได้ จากดีไซน์ที่เงียบง่าย พร้อมสเปก AMD Ryzen 4000H รุ่นใหม่ล่าสุด เน้นความคุ้มค่าน่าซื้อ เป็นโน๊ตบุ๊คสเปกแรงที่สามารถเอาไปทำงานลื่นไหลแน่นอน โดดเด่นด้วยชิปประมวลผล Ryzen 5 4600H ที่แรงพอตัว พร้อมด้วยการ์ดจอระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 / GTX 1650 Ti รุ่นใหม่ ได้ดีไซน์ใหม่มีความเรียบง่าย เล็กกระชับเรียบง่าย โทนสีดำ Onyx Black พร้อมแซมด้วยสีฟ้า ที่ดูแล้วสวยงาม พร้อมความทนทานระดับ Military Grade ที่ดีเยี่ยมเกินราคา

สำหรับ Lenovo IdeaPad Gaming 3 นั้นเรียกได้ว่ามาครบเครื่อง เป็นโน๊ตบุ๊คสำหรับการเล่นเกมหรือทำงานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอ ขนาดหน้าจอ 15.6″ Full HD พาเนล IPS รองรับ Refresh Rate ที่ 120Hz ด้วยแรมขนาด 8GB และได้ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB มี Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที สร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมหรือทำงานกับผู้ใช้งานได้อย่างสบายๆ ที่เด็ดที่สุด ความคุ้มค่าราคาไม่แพง เริ่มต้นที่ 23,900 บาท ที่สำคัญได้การรับประกัน On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน 2 ปีด้วย และได้ประกันอุบัติเหตุด้วย รวมไปถึงบริการหลังการขายอื่นอื่นๆ อีกมากมายด้วย

พร้อมด้วยการติดตั้งกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอลในตัวสามารถใช้งาน VDO Call ได้ทันที ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง 1 x USB 3.1 Type-C, HDMI, 4 x USB 3.1 Type-A, Kensington lock slot, RJ-45 , Headset พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX ส่วนการรับประกันแน่นอนว่าเป็น ประกัน 2 ปี On-site Service ซ่อมฟรีถึงบ้าน รวมไปถึงมีประกันอุบัติเหตุแบบเคลม 100% ระยะเวลา 1 ปีแรก และมีเครื่องสำรองระหว่างใช้งาน อีกทั้งมี Call Center 24/7 ด้วย

Lenovo IdeaPad Gaming 3 การดีไซน์จะออกแบบมาเป็นแบบเรียบง่ายสไตล์เรียบง่าย ซึ่งรองรับการใช้งานทั่วไปได้แน่นอน โดดเด่นด้วยความต่างในส่วนของสีสันที่ดูแล้วมีความเป็น Gaming จากสีสันโทนฟ้าที่นำเข้ามาแซมกับสีตัวเครื่องหลักที่เป็นสีเทาเข้มออกไปทางดำอย่าง Onyx Black วัสดุตัวเครื่องทั้งหมดทั้งด้านนอกด้านในเป็นพลาสติกเกรดดี เหมาะกับนักเรียนนักศึกษารวมไปถึงวัยทำงาน ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คสักเครื่องที่ดูล้ำสมัยที่แฝงไปด้วยความเรียบง่าย เนื้องานและงานประกอบพูดได้เลยว่าแตกต่างจากกลุ่มโน๊ตบุ๊คที่ราคาใกล้เคียงกันอย่างเห็นได้ชัด

ASUS VivoBook 15 A571 ราคา 36,900 บาท

ASUS VivoBook 15 A571 เป็น Notebook ทำงานประสิทธิภาพสูง ที่มีการออกแบบทำมาได้สวยงาม และได้สีสันเป็น Star Black ตัวเครื่องฝาหลังและตัวเครื่องด้านในจะเป็นพลาสติกคุณภาพดีตลอดทั้งตัวเครื่องให้สัมผัสที่ดูดีเกินราคา พร้อมหน้าจอแบบขอบบางที่ 7.4 มิลลิเมตร ทำให้มิติตัวเครื่องใกล้เคียงกับโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ สมัยก่อน อีกทั้งตัวเครื่องยังมีความบางที่ 21.9 มิลลิเมตร แม้จะไม่บางมากแต่ก็ถือว่าพกพาได้สะดวกอยู่ ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 2.14 กิโลกรัม รูปทรงของตัวเครื่องโดยรวมจะเป็นแบบขนมเปียกปูน ตามแนวทางการออกแบบของโน๊ตบุ๊ค ASUS ปี 2020 ในหลายๆ รุ่นนั่นเอง

ซึ่งอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge พร้อมกับเวลากางหน้าจอ ตัวเครื่องจะยกสูงขึ้น เพื่อให้เราสามารถวางข้อมือพิมพ์งานได้ถนัดรวมถึงช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนอีกด้วย พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 145 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้จากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง ขอบจอตัวเครื่องก็บางมากๆ ดูแล้วลดขนาดตัวเครื่องลงไปได้เยอะเลยทีเดียว

ASUS VivoBook 15 A571 สเปกภายในใช้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด Intel Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ตัวแรงยอดนิยม ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธรด การ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) ประสิทธิภาพดีรองรับการเล่นเกม 3 มิติออนไลน์พอได้  แรมให้มาขนาด 16GB แบบฝังบอร์ด 8GB + สล็อต 8GB มาตรฐาน DDR4 Bus 2666MHz ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB พร้อมเพิ่ม HDD 2.5″ ได้ภายหลัง ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 15.6″ ที่ได้ความละเอียด Full HD พาเนล IPS คุณภาพดี รองรับ Refresh Rate ที่ 60Hz

นอกจากนี้ ASUS VivoBook 15 A571 ยังมีลำโพงคุณภาพทำงานร่วมกับระบบเสียง Harman Kardon ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ USB 3.1 Type-C, USB 3.1 Type-A , USB 2.0 Type-A, HDMI, และ microSD card reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Dual-band Wi-Fi 6 (802.11ax) และ Bluetooth 5.0 ด้วย รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ พร้อมใช้งานได้ทันที พร้อมการรับประกัน 2 ปี ปีแรกได้ประกันอุบัติเหตุ

Dell Inspiron 7501 ราคา 36,990 – 39,990 บาท

Dell Inspiron 7501 จัดได้ว่าเป็น Notebook ทำงานประสิทธิภาพสูง ดีไซน์บางเบา วัสดุอะลูมิเนียม หนักเพียง 1.6 กิโลกรัม ได้ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุด ชิปประมวลผลเป็น Core i5/i7 ตระกูล H Gen 10 การ์ดจอเป็น GTX 1650 Ti ที่เป็นรุ่นใหม่ มาพร้อมมาตรฐานใหม่ในเรื่องของขนาดตัวเครื่อง น้ำหนักและดีไซน์การออกแบบที่เล็กกว่าโน๊ตบุ๊คในหน้าจอขนาดเดียวกัน ที่สำคัญด้วยบริการ Dell Pro Support ระยะเวลา 3 ปีเต็ม ซ่อมตรงถึงที่ ทุกที่ ในอีก 1 วันทำการ (On-site Sevice) ทำให้มั่นใจได้เลย บริการหลังการขายของ Dell นั้นยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน

โดย Dell Inspiron 7501 ใช้สีสัน Platinum Silver ใช้ชิประมวลผลรุ่นล่าสุดจากทาง Intel อย่าง Core i5-10300H และ i7-10750H ที่เป็นตระกูลเน้นประสิทธิภาพทำงานหนักๆ ได้สบายๆ และการ์ดจอ Gaming ระดับกลางๆ อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti (4GB GDDR6) ที่ให้ประสิทธิภาพการทำงานรองรับ 3 มิติได้ดี เล่นเกมออนไลน์ได้สบายๆ ส่วนแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDR4 ซึ่งพอเพียงกับการใช้งานแน่นอน พร้อมด้วย SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6 AX และ Bluetooth 5.0 ด้วย 

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Dell Inspiron 7501 เป็น Notebook ทำงานประสิทธิภาพสูง ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา ให้ดีไซน์ออกมาได้ขอบหน้าจอบางแบบสุดๆ มีกล้องด้านหน้ารองรับการใช้งาน VDO Call ส่วนของตัวเครื่องจะใช้เป็นโลหะที่ดูสวยงามและทนทาน เป็นส่วนประกอบหลักตลอดทั้งตัวเครื่อง  ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ที่สำคัญส่งผลให้ภาพลักษณ์โดยรวมของตัวเครื่องดูหรูหรามากๆ ให้อารมณ์พรีเมียมสุดๆ  ส่งผลให้เราได้พบประสบการณ์ใช้งานที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คที่เน้นประสิทธิภาพทั่วๆ ไปในตลาด

HP ENVY 15 ราคา 46,900 – 62,900 บาท

HP ENVY 15 จัดว่าเป็น Notebook ทำงานประสิทธิภาพสูง ที่ได้รุ่นท็อปได้หน้าจอเป็น AMOLED รุ่นใหม่ล่าสุด ประจำปี 2020 มีสเปกสุดแรง ดีไซน์บางเบาพกพาสะดวก หน้าจอขนาด 15.6″ AMOLED ความละเอียด 4K UHD หรือพาเนล IPS Full HD กับสเปกที่จัดเต็มด้วยชิปประมวลผล Intel Core i7-10750H ส่วนการ์ดจอเป็น NVIDIA GeForce GTX 1650 Ti / RTX 2060 Max-Q โดยมีน้ำหนักแค่ 2.14 กิโลกรัมเท่านั้น แน่นอนว่าติดตั้ง Windows 10 ใช้งานได้ทันที อีกทั้งยังได้โปรแกรมทำงานเอกสาร Office Home & Student 2019 (Word / Excel / Power Point) มูลค่า 4,299 บาทฟรีๆ ด้วย

มาพร้อมกับแรมขนาด 16GB Bus 2933MHz (8GB x 2 แถว) และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB (512GB x 2 ตัว) ส่วนการเชื่อมต่อก็จัดเต็มด้วย Wi-Fi 6 AX + Bluetooth 5.0 และพอร์ต Thunderbolt 3 x 2 พอร์ต เรียกได้ว่าสเปกและฟีเจอร์อื่นๆ ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะแรงลื่นระดับ Gaming Notebook ตัวท็อป สนนราคาขายจริงที่มีอยู่หลากหลายสเปก เริ่ม 46,900 – 62,900 บาทเท่านั้นเอง กับสเปกการ์ดจอ GTX 1650 Ti / SSD 512GB ทุกรุ่นได้ประกัน 2 ปี On-site Service และบริการหลังการขาย HP SmartFriend ที่เยี่ยมยอด

ความบางของตัวเครื่อง 18.4 มิลลิเมตร และหนักเพียง 1.98 กิโลกรัม โดยพอร์ตการเชื่อมต่อก็ครบครันด้วย USB 3.2 Type-A, USB 3.2 Type-C, Mini DisplayPort, HDMIพร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Bluetooth 5.0 และ Wi-Fi 6 AX 2 x 2 (MU-MIMO / Miracast) แน่นอนว่าได้ Windows 10 แท้ใช้งานได้ทันที ที่สำคัญคือได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ไปใช้งานฟรีๆ ติดเครื่องไปใช้งานยาวๆ ได้เลย คุ้มค่าสุดๆ  ประกันเทพ On-site 2 ปีเต็ม + บริการ HP SmartFriend เช่น Cal Center 24/7 

สำหรับ HP ENVY 15 ถือว่าเป็น Notebook ทำงานประสิทธิภาพสูง แต่บางเบาขนาดหน้าจอ 15.6″ รุ่นล่าสุดอีกรุ่นหนึ่งที่ครบเครื่อง การออกแบบให้ความรู้สึกที่ให้ความพรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียมตลอดทั้งตัวเครื่อง ทั้งด้านนอกฝาหลังและด้านในตัวเครื่องจนไปถึงชิ้นส่วนใต้ตัวเครื่องด้วย เรียกได้ว่าดูดีเกินราคาค่าตัวจริงๆ โดยฝาหลังและดีไซน์ทั้งหมดมีการเลือกใช้ให้มีความเข้ากันอย่างที่สุด กับพื้นผิวส่วนของฝาหลังและตัวเครื่องเป็นลักษณะแบบด้าน พร้อมกับใช้สีเงินเทาโทนสว่าง Natural Silver พื้นผิวแบบบลัชปัดเสี้ยน ดูให้ความเป็นโลหะมากๆ เรียกได้ว่าเห็นเราใช้ HP ENVY 15 ต้องอิจฉาสมชื่อแน่นอน 

MSI Creator 15 ราคา 54,900 บาท

MSI Creator 15M จัดเป็น Notebook ทำงานประสิทธิภาพสูงสาย Creator สร้างสรรค์งาน Content จัดเต็มด้วยสเปกระดับ Gaming Notebook อย่าง Core i7-10750H + GTX 1660 Ti Max-Q ได้หน้าจอขนาด 15.6″ พาเนล IPS เกรดสูง sRGB ใกล้เคียง 100% ได้ Refresh Rate ที่ 144Hz แสดงผลมีมุมมองกว้าง สวยงาม ไม่ว่าจะดูหนังหรือเล่นเกมก็สามารถใช้ได้ดีชัดเจน ให้ความลื่นไหล มาพร้อมกับขนาดที่เล็กกระทัดรัดและมีน้ำหนักเบาเพียง 1.86 กิโลกรัมเท่านั้น เรียกได้ว่าสมกับเป็น MSI ที่มีการนำเสนอ โน๊ตบุ๊คเพื่อการทำงานหนักๆ รวมไปถึงเล่นเกมได้ลื่นๆ อย่างแท้จริง

สเปกหลักๆ ของ MSI Creator 15M  ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i7-10750H (2.60 GHz, 12 MB L3 Cache, up to 5.00 GHz) ตัวแรงยอดนิยม ทำงานแบบ 6 คอร์ 12 เธรด ประสิทธิภาพแรงเหลือๆ พร้อมกราฟฟิการ์ดตัวแรงระดับ Desktop อย่าง NVIDIA GeForce GTX 1660 Ti Max-Q (6GB GDDR6) ที่มาพร้อมประสิทธิภาพที่เหนือชั้นกว่ารุ่นก่อนๆ แต่ปลดปล่อยความร้อนน้อยกว่า มีที่เก็บข้อมูลเป็นมาตรฐาน SSD แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB ที่ทั้งแรงและลื่นไหล ในส่วนของแรมเองมีมาให้ 16GB DDR4 Bus 2666MHz อัปเกรดได้สูงสุด 64GB (ใส่แรมได้ 2 แถว)

ลำโพงทำงานร่วมกับซอฟแวร์ของ Nahimic เวอร์ชั่น 3 ทำให้สามารถขับเสียงได้ดียิ่งกว่าเดิม รองรับ Hi-Res audio ช่วยให้คุณมีโมเมนต์ในการฟังเพลงด้วยเสียงที่มีคุณภาพที่สุด พร้อมด้วยกล้องเว็บแคม HD (720p) และมีไมค์ดิจิตอล 2 ตัว ส่วนการเชื่อมต่อก็มีมาอย่างครบถ้วน ทั้ง HDMI,  3 x USB 3.1, USB 3.1 Type C, Kensington lock slot, 2-in-1 SD, Lan RJ-45 , รูหูฟังกับไมค์แบบแยกออกจากกัน พร้อมยังรองรับมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi  802.11 ac + Bluetooth v5 น้ำหนัก 1.86 กิโลกรัม พร้อม Windows 10 แท้

หน้าตาการออกแบบเอง MSI Creator 15M ต้องบอกว่ามีลักษณะรูปทรงคล้ายกับ MSI GF63 ที่เป็น Gaming Notebook เน้นความบางเบา ทั้งในส่วนของดีไซน์ภายนอกภายใน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าทำได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยความโดดเด่นที่สวยเรียบง่ายหรูหราตามสไตล์ที่บรรดา Creator ชื่นชอบกัน โดย MSI Creator 15M ใช้เป็นโทนสีเงินเทาดูพรีเมียมตลอดทั้งตัวเครื่องตัดกับสีดำที่ดูลงตัว ซึ่งขอบจอบางมากเพียง 4.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ใช้งานเต็มตาสุดๆ แกนฝาพับแข็งแรงพัฒนาขึ้นกว่าเดิมจากรุ่นก่อน ส่วนคีย์บอร์ดจะเป็นไซต์มาตรฐานคือไม่มี Numpad แต่ปุ่มกดจะใหญ่กว่าปกติ ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือขึ้น

from:https://notebookspec.com/buyerguide-high-spec-notebook-like-gaming/538986/

แนะนำโน๊ตบุ๊คบางเบาน่าซื้อ ได้แรม 16GB เปิดโปรแกรมได้เยอะ ทำงานลื่นไหล เบาสุด 990 กรัม ราคาถูกสุดๆ ที่ 25,900 บาท

โน๊ตบุ๊คบางเบาน่าซื้อประจำปี 2020 ได้หน่วยความจำแรม 16GB นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ในการเลือกซื้อมาเพื่อใช้งานหนักๆ หรือเปิดโปรแกรมเยอะๆ โดย Notebook ที่มาพร้อมกับสเปกชิปประมวลผล Intel Core i / AMD Ryzen ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพที่ดี ในดีไซน์ที่บางเบาพกพาสะดวก เหลือเฟือในการใช้งานระดับพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานทั่วไปอย่างงานเอกสาร Word, Excel, Power Point, เล่นอินเตอร์เน็ต, Social, Online, ดูหนัง, Youtube, Netflix โดยรวมแล้วมีความลื่นไหลไม่สะดุด

สเปกอื่นๆ โน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นที่นำมาแนะนำก็จะมาพร้อมกับขนาดหน้าจอ 14″ ที่สนับสนุนการใช้งานทุกรูปแบบ บนความละเอียด Full HD ที่ให้ภาพคมชัดเรียบเนียน โดยหลักๆ แล้วจะได้เป็นพาเนล IPS คุณภาพกี ที่ให้ภาพสดสวยสมจริงสุดๆ ได้ที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB และบางรุ่นได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) มาด้วย ในส่วนของการพกพาก็ทำได้เยี่ยมยอด โดยมีน้ำหนักเบาสุดแค่ 990 กรัมเท่านั้น พร้อมแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานสุดที่ 8 – 10 ชั่วโมงด้วยกัน

ในบทความนี้เราจะมาแนะนำโน๊ตบุ๊คบางเบาทั้ง 5 รุ่น ที่ได้เป็นสเปก Core i Gen 10 / Ryzen 4000 รุ่นใหม่ คุ้มที่สุด ทำงาน เล่นเน็ต ดูหนังลื่นๆ ส่วนจะมีรุ่นไหนบ้าง ไปติดตามชมกันต่อได้เลย

MSI Modern 14 ราคา 25,900 บาท

MSI Modern 14 เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นใหม่หน้าจอ 14″ ตัวแรงลื่น สีดำ Onyx Black หรือฟ้า Blue Stone เคลือบพื้นผิวด้วยเทคโนโลยี Sandblasting พ่นเนื้อทรายละเอียด ให้สัมผัสที่เรียบเนียน โดยมาพร้อมกับประสิทธิภาพจากชิปประมวลผล AMD Ryzen 4000U รุ่นล่าสุดอย่าง Ryzen 7 4700U ให้ความแรงลื่น ผสานการทำงานร่วมกับการ์ดจอออนชิป Radeon 7 ในส่วนของสเปกแรมได้มาขนาด 16GB DDR4 Bus 3200MHz และ SSD M.2 NVMe PCIe ที่ 512GB จัดเต็ม ส่งให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ทรงพลังอย่างที่สุด สนับสนุนทั้งทำงานและเล่นเกมที่เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นอื่นๆ

สำหรับ MSI Modern 14 ได้หน้าจอแสดงผลพาเนล IPS มาตรฐานความละเอียด Full HD ที่จะช่วยให้เหล่าครีเอเตอร์ได้เติมเต็มประสบการณ์ในด้านการสร้างสรรค์ผลงานได้มากยิ่งขึ้น บางเฉียบโดยมีพื้นที่แสดงผลกว่า 90% จอเป็นแบบด้านที่ให้เรื่องสีสันสดใส รองรับใช้การดูภาพ ดูวิดีโอ และเล่นเกมก็ทำได้อย่างเป็นอย่างดี ส่วนบานพับก็แข็งแรงกว่ารุ่นก่อนๆ พร้อมกางได้ 180 องศา ทำให้นำเสนองานได้อย่างเต็มที่และง่ายขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งได้ฟีเจอร์อื่นๆ ที่ครบครันตามสไตล์ของ MSI ที่จัดเต็ม ไม่เกรงใจใคร ในราคาเพียง 25,900 บาทเท่านั้น จัดว่าเป็นโน๊ตบุ๊คแรม 16GB หน้าจอขนาด 14″ ที่น่าสนใจมากๆ ทีเดียว

สเปกที่จัดเต็มตอบโจทย์การใช้งานแบบสุดๆ ที่สำคัญยังเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายก็ครบครันด้วย Wi-Fi 5 AC และ Bluetooth 5.0 เป็นมาตรฐานอีกด้วยพร้อมซอฟต์แวร์ Creator Center ช่วยปรับแต่งการทำงาน พร้อมการรับประกัน 2 ปี ตามมาตรฐานของ MSI มิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับกับขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัดที่ 5.6 มิลลิเมตร ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน รวมถึงยังได้มาตรฐาน Military Grade มีความทนทานในการใช้งานเป็นพิเศษมากกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วๆไป ในเรื่องของการทน ฝุ่น ละอองน้ำ และการกระแทก ในส่วนของแบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ยาวนานกว่า 10 ชั่วโมง

ส่วนความบางตัวเครื่องอยู่ที่ 15.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่า MSI นำเสนอโน๊ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ ท้าชนกับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างสบายๆ เลยครับ สำหรับการเปิดปิดฝาของหน้าจอก็ทำได้ง่ายเพราะขอบตัวเครื่องด้านหน้าได้มีการเว้นร่องเว้าเอาไว้สวยงาม พร้อม Ergonomics View Design ช่วยยกตัวเครื่องให้สูงขึ้น ส่งมวลลมเย็นถูกดูดเข้าช่องลมขนาดใหญ่ได้มากขึ้นส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการระบายความร้อนที่ดี ที่ช่วยยกตัวให้สูงขึ้นจากพื้นที่ 5 องศา ส่งผลให้พัดลมสามารถดูดลมเย็นเข้าไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งการเอียงของตัวเครื่องเล็กน้อยนั้น ก็ทำให้พิมพ์สัมผัสได้ถนัดมือยิ่งขึ้นไปอีกนั่นเอง

การออกแบบให้ความรู้สึกที่ดุดันพรีเมียมด้วยวัสดุอลูมิเนียม ตลอดทั้งตัวเครื่อง ที่สำคัญคือตัวเครื่องมีความพรีเมียมและบางเบาอย่างที่สุด มีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น พร้อมตัดขอบเพชรเพิ่มความหรูหรา พร้อมความทนทานระดับ Military Standard ด้วยการผ่านการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งทนร้อนทนเย็น ความดันอากาษ ความชื้นและฝุ่นต่างๆ ในระดับหนึ่ง มิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับกับขอบหน้าจอที่บางลงอย่างเห็นได้ชัดที่ 5.6 มิลลิเมตร ทั้งด้านซ้ายขวาและขอบบน ถือว่า MSI นำเสนอโน๊ตบุ๊คที่ทั้งเบามากๆ แถมยังบางสุดๆ ท้าชนกับแบรนด์อื่นๆ ได้อย่างสบายๆ เลย

Huawei MateBook D14 ราคา 29,900 บาท

Huawei MateBook D14 โน๊ตบุ๊คบางเบาใส่เต็มเรื่องของสเปกและราคาจากแบรนด์น้องใหม่ กับการที่เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 14″ ที่เหมาะสมกับการใช้งานที่หลากหลาย รวมไปถึงการพกพาที่สะดวก มาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core i7-10510U (1.80 GHz, 8 MB L3 Cache up to 4.80 Ghz) ที่แรงลื่นประสิทธิภาพดีเยี่ยม การ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce MX250 (2GB GDDR5) แรมติดตั้งมาให้ขนาด 16GB พร้อมด้วย SSD M.2 ความจุ 512GB ที่เหลือเฟือต่อการใช้งานพื้นฐานแน่นอน ที่สำคัญมีระบบปฏิบัติการ Windows 10 สนนราคาที่ 29,900 บาท พร้อมการรับประกัน 2 ปีตามมาตรฐานของ Huawei

การดีไซน์ Huawei MateBook D14 ก็เน้นความเรียบง่าย ด้วยวัสดุอลูมิเนียมที่ดูดีเกินราคากับสีสันเป็นสีเงินดูสวยงามลงตัว โดยมีความบางเฉียบของตัวเครื่องที่ 13.8 มม. น้ำหนัก 1.38 กิโลกรัม เน้นพกพาใช้งานสะดวก ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 14″ ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล IPS คุณภาพดี ขอบหน้าจอบางเฉียบ FullView screen ทั้งให้เล็กกระทัดรัด ซึ่งมีสัดส่วนจออยู่ที่ 86% กล้องเว็บแคมไปยังติดตั้งแบบ Pop Up ที่ชุดคีย์บอร์ด และยังมีระบบ Fingerprint สแกนลายนิ้วมือเพื่อใช้งานได้ปลอดภัย ที่สำคัญสำหรับคนที่ใช้มือถือ Huawei ยังมีฟีเจอร์ Huawei Share ไว้ใช้งานโอนไฟล์ไปมา และขึ้นหน้าจอมือถือบน Huawei MateBook D14 ก็ยังได้อีกด้วย

แน่นอนว่าวัสดุตัวเครื่องของ Huawei MateBook D14 เลือกใช้เป็นอลูมิเมียมอัลลอยด์ตลอดทั้งตัวเครื่อง สีสัน Mystic Sliver ซึ่งมีงานประกอบที่ยอดเยี่ยม ทนทานแน่นหนา ที่สำคัญยังเป็นแบบ Unibody นั่นก็คือแทบจะไร้รอยต่อ ประกอบด้วยกันเพียง 3 ชิ้นเท่านั้น ก็คือ ฝาหลัง ตัวเครื่องด้านใน และฝาล่างเท่านั้น พร้อมพื้นผิวเป็นแบบทรายทำให้เป็นรอยนิ้วมือได้ยากกว่าปกติ ตรงนี้ถือว่าเป็นความใส่ใจเพราะเราไม่ต้องค่อยมาเช็ดหรือทำความสะอาดบ่อยๆ สามารถกางหน้าจอได้กว้างสุดที่ประมาณ 180 องศา สำหรับช่องระบายความร้อนถูกซ่อนอยู่ใต้หน้าจอบริเวณบานพับ โดยเป็นการใช้งานพัดลมระบาย 1 ตัว ที่ออกแบบมาใหม่ ช่วยนำพาความร้อนชิปประมวลผลให้เย็นลงได้อย่างรวดเร็วและเงียบกว่า

ส่วนพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 2.0 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.0 Type-A จำนวน 1 ช่อง USB 3.0 Type-C, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ และยังมี USB-C ที่ชาร์จไฟผ่านทางอแดปเตอร์มาให้ด้วย พร้อมอแดปเตอร์ 65W ชาร์จทาง USB-C ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 160 กรัมเท่านั้น แน่นอนว่ารองรับการชาร์จไฟไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย นับว่าเป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าโน๊ตบุ๊คช่วงราคาเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่ารองรับการเชื่อมต่อไร้สายด้วย Wi-Fi 5 AC กับ Bluetooth 5.0

ASUS ZenBook 14 UM425IA ราคา 29,900 บาท

ASUS ZenBook 14 UM425IA เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นใหม่ล่าสุด สเปก AMD Ryzen 4000U มาพร้อมขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว โดดเด่นด้วยความบางเฉียบสุดๆ เพียง 14 มม. และเบามากๆ ที่น้ำหนัก 1.22กก. เท่านั้น เรียกได้ว่ามีการปรับปรุงจากรุ่นก่อนทั้งหมด แต่ยังมาพร้อมพอร์ทเชื่อมต่อครบครัน ได้แก่ HDMI, USB Type A, USB Type-C และ microSD card reader นำเสนอนวัตกรรมขอบจอบาง4 ด้าน ให้อัตราส่วนขนาดจอต่อตัวเครื่องที่ 90% พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุด 22 ชม. พร้อมดีไซน์ใหม่ในสีเทา (Pine Grey) ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

ชิปประมวลผลรุ่นล่าสุดอย่าง AMD 4000U series ซึ่งได้ Ryzen 7 4700U เป็นตัวเลือกที่แรงลื่น ได้หน่วยความจำแรมสูงสุดที่ 16GB DDR4 Bus 3200 MHz ส่วนที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 512GB รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 (802.11ax) ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 Home แท้ใช้งานได้ทันที และโปรแกรม Microsoft Office Home and Student 2019 ทำให้เราใช้งานเอกสาร Word / Excel / Power Point ได้ฟรีๆ ด้วย

โดย ASUS ZenBook 14 UM425IA วัสดุหลักเป็นอะลูมิเมียมเกรดสูงแบบ Unibody ที่ไร้รอยต่อ ผสานกับลวดลายการออกแบบอันเป็นแบบฉบับของ ZenBook ปี 2020 เพิ่มสีสันให้กับรายละเอียดแบบเนี๊ยบเฉียบตลอดทั้งตัวเครื่อง ที่สำคัญตัวเครื่องก็ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD-810G ระดับกองทัพสหรัฐฯ ที่มีการทดสอบในหลากหลายด้าน เช่น ทดสอบการตกหล่น ทดสอบการสั่นสะเทือน ทดสอบการทำงานในสภาวะอุณหภูมิต่าง ๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถใช้งานว่าเครื่องนี้ได้ในแทบทุกสภาพแวดล้อมอย่างแน่นอน

อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของ ASUS ZenBook 14 UM425IA ก็คือ บานพับ ErgoLift Hinge นั้นเวลาที่กางออกมาใช้งานในรูปแบบโน๊ตบุ๊คจะทำให้คีย์บอร์ดทำมุม 3 องศากับฐานตั้ง พร้อมกางจอได้สูงสุดที่ 140 องศา จากการที่มีบานพับแบบพิเศษช่วยยกตัวเครื่องสูงขึ้นจากพื้น โดยขอบตัวเครื่องด้านหลังจะมียางรองพร้อมทำหน้าที่เป็นฐานรองด้านหลัง รวมไปถึงในการเข้าใช้งานก็สามรถทำได้ง่ายและปลอดภัยด้วยการสแกนใบหน้าผ่านทาง 3D IR Camera ที่ใช้งานร่วมกับ Windows Hello นั่นเอง

Lenovo Yoga Slim 7 14 ราคา 32,900 บาท

ดีไซน์การออกแบบโดยรวมของ Lenovo Yoga Slim 7 14 นั้นจะดูเล็กกว่าโน๊ตบุ๊คบางเบาหน้าจอ 14″ แบบสมัยก่อนอยู่พอสมควร เนื่องด้วยขอบจอที่บางกว่าปกติ ทำให้ตัวเครื่องดูเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับการพกพา แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะเล็กพอๆ กับโน๊ตบุ๊คจอ 13.3″ ส่งผลให้ Lenovo Yoga Slim 7 14 เป็นอีกหนึ่ง Ultrabook ปี 2020 ที่ดูเล็กกระทัดที่สุด โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 1.4 ด้วยดีไซน์ออกมาได้ขอบหน้าจอบาง ส่วนของตัวเครื่องทั้งหมดจะใช้เป็นอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ทำให้ได้ข้อดีมาก็คือทั้งความแข็งแรงและน้ำหนักที่เบา ส่งผลให้ภาพลักษณ์โดยรวมของตัวเครื่องดูหรูหราให้อารมณ์พรีเมียมสุดๆ

ตัวเครื่องมีการออกแบบโดยรวมให้ดูทันสมัยและเรียบง่าย โลโก้ Lenovo จะมีอยู่ 2 จุดเท่านั้น คือ มุมบนฝาหลังด้านซ้าย และมุมใต้หน้าจอด้านซ้ายเท่านั้น ที่มุมตัวเครื่องจะทำให้เป็นแบบโค้งมน แต่ว่าไม่ได้มนมากจนเกินไป ตามมาด้วยการใส่รายละเอียดในการทำให้ตัวเครื่องมีลักษณะงานประกอบทั้งหมดแทบจะเป็นชิ้นเดียวกัน แบบ Unibody ส่งให้เวลาที่เราจับถือหรือใช้งานจะรู้สึกว่าแน่นหนา ซึ่งจากการใช้งานจริงพื้นผิวบางนี้เป็บรอยนิ้วมือค่อนข้างยาก ฉะนั้นหายห่วงเรื่องความสะอาดได้เลย หรือถ้าจะเช็ดก็ง่ายดาย โดดเด่นด้วยสีสันใหม่ไม่ซ้ำใครอย่าง Slate Grey

สเปกของ Lenovo Yoga Slim 7 14 ใช้ชิปประมวลผลเป็น Intel Core i5-1035G1 สถาปัตยกรรม Ice Lake ที่เทคโนโลยีการผลิตที่ 10 นาโนเมตร มีค่า TDP ที่ 25Watt ส่วนการ์ดจอติดตั้งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง NVIDIA GeForce MX350(2GB GDDR5) ด้านแรมก็ติดตั้งมาให้ขนาด 16GB LPDDR4X Bus 3200MHz และที่เก็บข้มูลแบบ SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB – 1TB ที่ทั้งมีพื้นที่เยอะและลื่นไหล เพียงพอกับการใช้งาน มาพร้อม Windows 10 และซอฟต์แวร์จากทาง Lenovo Vantage ที่ช่วยในการจัดการปรับแต่ง

อีกส่วนที่น่าสนใจก็คือหน้าจอ โดย Lenovo Yoga Slim 7 14 ใช้หน้าจอขนาด 14″ ความละเอียดระดับ Full HD อัตราส่วน 16:9 ขอบจอบางเฉียบ พาเนลจอแบบ IPS เกรดสูง ที่ให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา  พอร์ตเชื่อมต่อมี Thunderbolt 3 เป็นมาตรฐาน พร้อม Wi-Fi 6 AX (2 x 2) นอกจากนี้ยังมี 3D IR Camera สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชัน Windows Hello ของ Windows 10 เพื่อล็อกอินโดยใช้การสแกนใบหน้า สำหรับประกันเป็น 2 ปี ตามมาตรฐาน Lenovo ที่ทุกคนมั่นใจ ปิดท้ายเรื่องความคุ้มค่าพร้อมใช้งานทันทีด้วยโปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) ด้วย

Acer Swift 5 SF514-54 ราคา 36,900 บาท

Acer Swift 5 โน๊ตบุ๊คบางเบาสเปกใช้ชิปประมวลผล Intel Core i Gen 10 อย่าง Core i7-1065G7 ใช้การ์ดจอออนชิปอย่าง Iris Graphics G7 หรือมีรุ่นการ์ดจอแยกเป็น NVIDIA GeForce MX350 มาพร้อมหน้าจอ 14″ Full HD พาเนล IPS เกรดสูง sRGB 97% โดยมีน้ำหนักเพียง 990 กรัมเท่านั้น ส่วนสเปกอื่นๆ ก็ครบครันทั้งแรมขนาด 16GB LPDDR4X แบบออนบอร์ด และที่เก็บข้อมูลเป็น SSD M.2 NVMe ความจุ 512GB รองรับการทำงานที่เต็มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ความบันเทิง หรืองานประมวลผลหนักๆ ก็พอได้เลย เหมาะกับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการโน๊ตบุ๊คที่เบาที่สุด แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง

ได้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ลิขสิทธิ์ทันที ทำงานพื้นฐานได้แบบสบายๆ สนับสนุนการทำงานร่วมกับโปรแกรมต่างๆ ถือได้ว่าในส่วนของการใช้งานทั่วไปโดยรวมนั้นสอบผ่านแบบสบายๆ  ทั้งในส่วนของการเล่นเว็บไซต์ งานเอกสาร งานตกแต่งรูปภาพ รวมถึงงานตัดต่อวิดีโอ ส่วนความบันเทิงดูหนังฟังเพลง ชม Netflix ก็สบายๆ ไปอีก และพอที่จะใช้งานหนักๆ อย่างตัดต่อวีดีโอก็พอได้บ้าง รวมไปถึงเล่นเกม 3 มิติก็ลื่นไหล จากการที่มีการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce MX350 (2GB GDDR5) ที่แรงพอๆ กับ GTX 960M เลยทีเดียว

ส่วนเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อนั้นก็ยังมีพอร์ตมาตรฐานซึ่งมาให้ค่อนข้างครบ เช่น Thunderbolt 3 (เป็น USB 3.1 Type-C + DisplayPort + Power Delivery), USB 3.1 Type-A, USB 2.0 Type-A, HDMI สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอก ที่สำคัญยังมาพร้อม Dual-Band Intel Wi-Fi 6 (GIG+) 802.11ax ที่แรงขึ้น 3 เท่า และการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 ใหม่ล่าสุด ได้ประกันจะเป็นแบบ 3 ปี โดยปีแรกเป็นแบบ On-site Serive ซ่อมฟรีถึงบ้าน และกรณีส่งซ่อมตามศูนย์ก็จะซ่อมอย่างรวดเร็วภายใน 3 ชั่วโมงอีกด้วย ที่สำคัญได้โปรแกรม Office Home & Student 2019 (มูลค่า 4,299 บาท) มาใช้งานทันที นับว่าคุ้มค่าจริงๆ ที่เหนือกว่าหลายๆ แบรนด์

เรียกได้ว่าถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คโน๊ตบุ๊คบางเบาขนาดหน้าจอ 14″ ที่เบาที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาดก็ว่าได้ ส่วนความบางอาจจะไม่มาก โดยอยู่ที่ 14.95 มิลลิเมตร แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่ามาตรฐานโน๊ตบุ๊คพกพามาตรฐานระดับสูงอยู่ดี อีกทั้งในรุ่นใหม่นี้ได้ดีไซน์พิเศษโดยมียางรองขอบเครื่องด้านหลังช่วยยกตัวเครื่องให้เอียงสูงขึ้นเมือเรากางหน้าจอ ส่งผลให้พิมพ์ง่ายขึ้นและมุมมองดีขึ้นด้วย วัสดุจากอลูมิเมียนผสมแม็กนีเซียมอัลลอยด์ให้น้ำหนักเบาเป็นพิเศษแต่ก็ยังแข็งแรงและทนทาน กับสีสัน Charcoal Blue พร้อมแซมด้วยสีทองตามจุดต่างๆ เหมาะทั้งหนุ่มๆ หรือสาวๆ ยุคใหม่ที่ดูทันสมัยสวยงามลงตัว ส่วนสี Moonstone White นับว่าเป็นอีกสีที่ดูหรูหราไม่แพ้กัน เน้นขาวๆ สะอาดๆ

from:https://notebookspec.com/buyer-guide-thin-notebook-2020-spec-ram-16/537646/

แนะนำโน๊ตบุ๊คราคาถูก 2020 ใช้งานพื้นฐาน เริ่ม 11,900 บาท หน้าจอ 14″ / 15.6″ Full HD สเปก Intel / AMD มี SSD + Windows 10 ทุกรุ่น

โน๊ตบุ๊คราคาถูกปี 2020 ในตลาดตอนนี้มีอยู่หลายรุ่นหลายราคามากๆ ซึ่งในช่วงงบประมาณหมื่นบาทต้นๆ เป็นอะไรที่คนตามหากันมาที่สุด เพราะมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ที่สำคัญคือได้สเปกที่ดี พร้อมใช้งานทันทีแบบที่ไม่ต้องอัพเกรดอะไรเพิ่มเติมสำหรับการใช้งานพื้นฐาน มีให้ทั้งชิปประมวลผล Intel หรือ AMD พร้อมแรมขนาด 4GB – 8GB รวมไปถึงได้แหล่งเก็บข้อมูลเป็น SSD อีกทั้งหน้าจอก็เป็นความละเอียด Full HD ที่คมชัด นอกจากนี้คือได้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 ใช้งานได้ทันทีด้วย

โดยในบทความนี้จะเป็นแนะนำโน๊ตบุ๊คราคาถูก 2020 ใช้งานพื้นฐาน งบ 11,900 – 13,900 บาท หน้าจอ 14″ / 15.6″ Full HD สเปกเป็นชิปประมวลผล Intel Pentium / AMD Athlon ที่เน้นร้อนน้อยประหยัดพลังงาน แบตใช้งานได้ยาวนาน มี SSD ให้ความลื่นไหล พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 ทุกรุ่น รองการใช้งานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงได้แน่นอน เหมาะกับ นักเรียน นักศึกษา หรือคนทั่วไปที่ไม่ใช่งานอะไรหนักมา ส่วนจะมีรุ่นไหนบ้าง ไปชมกันต่อเลย

HP 15s ราคา 11,990 บาท

HP 15s เป็นโน๊ตบุ๊คราคาถูกขนาดหน้าจอ 15.6″ ที่มาพร้อมความคุ้มค่าอย่างที่สุด แต่ก็ยังได้ดีไซน์ที่สวยงามไม่แพ้ Pavilion เลย โดยเลือกใช้ชิปประมวลผล AMD Athlon Gold 3150U (2.60 GHz up to 3.30 GHz, 4 MB L3 Cache) ตัวเครื่องบางเบาออกแบบมาใหม่ ดูสวยงามไม่แพ้รุ่นพี่ตัว Pavilion และเน้นในเรื่องของความคุ้มค่า ราคาไม่แพงเป็นหลัก มาพร้อมกับน้ำหนักที่เบามากเพียง 1.69 กิโลกรัม และบางเพียง 17.9 มิลลิเมตรเท่านั้น เหมาะกับสายการทำงานหรือบันเทิงที่เน้นการพกพาไปนอกสถานที่ อาจจะใช้งานตามออฟฟิศหรือร้านกาแฟ รวมไปถึงมหาวิทยาลัย ได้ความหรูหราโดดเด่นไม่น้อยหน้าใครในราคาเบาๆ ด้วย สนนราคาเพียง 11,990 บาท

ที่สำคัญยังมีประสิทธิภาพโดยรวมที่ดีด้วย RAM  8GB และ SSD M.2 NVMe ความจุ 256GB อีกด้วย ความละเอียดหน้าจอเป็น Full HD พาเนล TN เกรดดี ได้หน้าจอแสดงผลขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล แบบด้าน พาเนล TN คุณภาพดี ความคมชัดสูง มีกล้องเว็บแคมและมีไมค์ดิจิตอลในตัว ทางด้านพอร์ตที่ติดตั้งมีมาให้จะใช้ถือว่าครบครันเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็น USB 3.1 Type-A จำนวน 2 ช่อง, USB 3.1 Type-C จำนวน 1 ช่อง, SD Card Reader, HDMI สำหรับต่อหน้าจอเสริม และรูหูฟังกับไมค์แบบคอมโบ  ได้ Windows 10 พร้อมประกัน 2 ปี On-site Service

ดีไซน์การออกแบบของ HP 15s โน๊ตบุ๊คราคาถูก วัสดุเป็นพลาสติกทั้งหมด (มองไปคล้ายโลหะมากๆ) เน้นไปที่ความเรียบง่าย จัดว่าพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็น HP อยู่อย่างชัดเจน สีสันเป็นสีเงิน Natural Silver ตลอดทั้งตัวเครื่อง จะเป็นพลาสติกทั้งหมดแต่งานประกอบแน่นหนา ฝาหลังเป็นแบบเรียบๆมีโลโก้ HP สีเงินมันวาวดูหรูหรา พื้นผิ้วติดมือทำให้เวลาจับไม่ลื่น แกนฝาพับก็เป็นแบบแกนเดียวขนาดใหญ่ ส่วนตัวบอดี้บริเวณคีย์บอร์ดจะเรียบๆ เช่นกัน ส่วนปุ่มเปิดปิดเครื่องจะอยู่ที่มุมบนซ้ายด้านบนของคีย์บอร์ด

แป้นคีย์บอร์ดของ HP 15s นั้นตัวปุ่มเป็นพลาสติกโดยสกรีนตัวอักษรเป็นเทา อีกทั้งได้รับการปรับดีไซน์ใหม่แบบ Island Style ทำให้สามารถพิมพ์ได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่สามารถใช้งานได้สะดวกทั้งหมด อีกทั้งให้สัมผัสและการเด้งตอบสนองได้ดีในระดับหนึ่ง โดยขนาดของคีย์บอร์ดเป็นไซต์แบบปกติของโน๊ตบุ๊คจอ 15.6″ ซึ่งจะมีแป้นตัวเลขในส่วนของ Numpad มาให้ ส่วนปุ่มเปิดเครื่องจะไปอยู่ที่มุมซ้ายบนแยกออกมาต่างหาก ด้านทัชแพดมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่และยาวเมื่อเทียบกับขนาดตัวเครื่อง ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปุ่มคลิกซ้ายขวาเป็นแบบซ่อนปุ่ม

Lenovo IdeaPad 1 14 ราคา 11,990 บาท

Lenovo IdeaPad 1 14 เป็นโน๊ตบุ๊คราคาถูกที่ออกแบบมาให้ใช้งานได้ในทุกๆ วัน รองรับทุกๆ การใช้งานพื้นฐาน กับราคาเพียง 11,900 บาท ด้วยดีไซน์ที่เบาและมีสไตล์ เหมาะสำหรับการใช้งานไปนู้นมานี่ เป็นโน๊ตบุ๊คขนาดหน้า 14″ ความละเอียด Full HD ได้สเปกชิปประมวลผล Intel Pentium Silver N5030 (2.00 GHz, 4 MB L2 Cache, up to 3.10 GHz) ที่ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีใกล้เคียงกับ Core i3 นอกจากนี้ยังได้แรม 4GB และ SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 256GB มาทันที นับได้ว่ารองรับการใช้งานทั่วไปพื้นฐาน อย่างงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงได้แน่นอน

การมาของ Lenovo IdeaPad 1 14 ​เน้นตอบโจทย์คนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คบางเบาหน่อย รูปลักษณ์ดูแพงเกินกว่าค่าตัว เน้นใช้งานนอกสถานที่ ในราคาที่ไม่แพง แน่นอนว่าประสิทธิภาพการทำงานก็ไม่ได้สูงมากเช่นกัน โดยรองรับการทำงานพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงดูซีรีส์สตรีมมิ่งต่างๆ เป็นต้น เหมาะสำหรับคนหาคอมพิวเตอร์เครื่องสำรองงบหมื่นบาทต้นๆ โดยแบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่า 8 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะชิปประมวลผลประหยัดแบตเตอรี่มากๆ

ส่วนหน้าจอเป็นขนาด 14″ ที่ได้ความละเอียด Full HD พาเนล TN คุณภาพดี สีสันสดใส มุมมองกว้างกว่าพาเนล TN พร้อมมีลำโพงคุณภาพดีทำงานร่วมกับระบบเสียง Dolby Audio ส่วนพอร์ตที่ให้มาก็ครบครัน ได้แก่ 3 x USB 3.1 Type-A, HDMI และ SD card reader รวมไปถึงการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Wi-Fi 5 (802.11ac) และ Bluetooth 5.0 ด้วย รองรับการทำงานทุกไลฟ์สไตล์ ในราคาเบาๆ รวมถึงติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 10 แท้ พร้อมใช้งานได้ทันที พร้อมการรับประกัน 2 ปี ส่งเคลมศูนย์ปกติ

Lenovo IdeaPad 1 14 เป็นโน๊ตบุ๊คราคาถูกที่ได้ดีไซน์บางเบา Thin & Light วัสดุเป็นพลาสติกเกรดดีพื้นผิวคล้ายปัดเสี้ยนแต่จับแล้วเรียบ ขอบจอบาง Narrow Bezel ทั้ง 2 ด้านซ้ายขวา ทำให้มีสัดส่วนจอแสดงผลเยอะกว่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 14″ แบบก่อน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คราคาไม่แพง แต่ได้ความสวยงามคุ้มค่า ซึ่งขอบจอด้านในเป็นสีดำตัดกับสีตัวเครื่องโดยรวมอย่าง Platinum Grey ดูแล้วมีความสวยงามลงตัว เน้นการบางเบาเน้นพกพา ด้วยน้ำหนักเพียง 1.6 กิโลกรัมเท่านั้น รวมไปถึงมิติตัวเครื่องมีความเล็กกระชับเทียบเท่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ ในยุคก่อนๆ แน่นอนว่าตอบโจทย์การใช้งานนอกสถานที่ได้ดีขึ้น

ASUS E410MA ราคา 12,990 บาท

ASUS E410MA เป็นโน๊ตบุ๊คราคาถูกขนาด 14″ หน้าจอ Full HD พาเนล IPS สายทำงานบางเบาคุ้มค่ารุ่นใหม่ โดยมีราคาที่ 12,990 บาท ได้สเปกใหม่ล่าสุด อย่างชิปประมวลผล Pentium Silver N5030 ที่ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีใกล้เคียงกับ Core i3 ทีเดียว นอกจากนี้ยังได้ SSD + HDD มาในตัว และระบบปฏิบัติการ  Windows 10 พร้อมใช้งานทันที โดดเด่นที่ตัวเครื่องเบาแค่ 1.5 กิโลกรัม และมิติตัวเครื่องเทียบเท่าโน๊ตบุ๊คหน้าจอ 13.3″ เท่านั้นเอง จากการที่มีดีไซน์ขอบจอบางตามมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คปี 2020 ดีไซน์ฝาหลังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ

ASUS E410MA มีให้เลือก 3 สีด้วยกัน คือ Peacock Blue, Dreamy White และ Rose Gold  เน้นตอบโจทย์คนที่ต้องการโน๊ตบุ๊คบางเบาหน่อย เน้นใช้งานนอกสถานที่ ในราคาที่ไม่สูงมาก แน่นอนว่าประสิทธิภาพการทำงานก็ไม่ได้สูงมากเช่นกัน โดยรองรับการทำงานพื้นฐานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นทำงานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลงดูซีรีส์สตรีมมิ่งต่างๆ เป็นต้น เหมาะสำหรับคนหาโน๊ตบุ๊คคุ้มๆ ไม่แพง โดยอาจจะเป็นเครื่องที่ 2 ไว้ใช้งาน ซึ่งเครื่องหลักอาจจะมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ของออฟฟิศ หรือประกอบ PC อยู่บ้านสเปกแรงๆ อยู่บ้านไว้แล้วนั่นเอง

มีพอร์ตสำหรับการเชื่อมต่อ ประกอบด้วย USB 2.0 Type-A พื้นฐาน และ USB 3.2 Type-A และ Type-C พร้อมพอร์ต HDMI แบบเต็ม รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย 802.11ac และ Bluetooth 4.2 แต่ไม่มี RJ-45 มาด้วย นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ Windows 10 ให้ใช้งานได้ทันที ที่สำคัญยังให้ซอฟต์แวร์ MyASUS สำหรับการดูแล ตรวจเช็ค ขอความช่วยเหลือ และปรับแต่งระบบได้ด้วยตัวเอง การรับประกันของโน๊ตบุ๊ค ASUS อยู่ที่ 2 ปี ในแบบ Carry-In

คีย์บอร์ดเป็นแบบ 5 แถว พร้อมกับเมนูด้านบนอีกหนึ่งแถว เป็นปุ่มขนาดใหญ่สะใจคนที่นิ้วใหญ่ พิมพ์สัมผัสอย่างไรก็ไม่พลาด เป็นแบบแยกปุ่ม เป็นสัดส่วน น้ำหนักการกดไม่ต้องมาก ระยะการกดแค่ 1.4mm ก็ตอบสนองได้แล้ว ปุ่มเด้งรับกับแรงนิ้วได้ดี ไม่ยวบยาบ ปุ่มส่วนใหญ่อยู่ในระยะที่ดี เพียงแต่ปุ่มลูกศร ถูกปรับให้เล็กลง อาจจะไม่ถนัดบ้างในช่วงแรก ในการใช้เลื่อนไปมา แต่ที่โดดเด่นคือ ปุ่ม Enter ที่ทำสีเหลืองมา ให้เป็นสไตล์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมมี NumberPad แป้นตัวเลขตรงทัชแพดด้วย

Acer Swift 1 ราคา 14,590 บาท

Acer Swift 1 ปี 2020 จัดได้ว่าโน๊ตบุ๊คราคาถูกเน้นบางเบาดูดีเกินราคา ด้วยดีไซน์และการออกแบบที่โดดเด่นสวยงาม อีกทั้งยังมาพร้อมวัสดุคุณภาพสูง ในรุ่นนี้มีราคาแค่หมื่นบาทต้นๆ เท่านั้น เรียกว่าได้ว่าถูกกว่า Acer Swift 3 ปี 2020 ที่ราคา 2 – 3 หมื่นบาทพอตัว เป็นผลมาจากทาง Acer ได้พัฒนาในส่วนของโน๊ตบุ๊คที่เน้นการพกพามาโดยตลอด ซึ่งเป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำเสนอโน๊ตบุ๊ครูปแบบใหม่ที่ถูกและคุ้มค่า ล่าสุดสามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานกว่าโน้ตบุ๊คทั่วไปมาก พร้อม Fast charge 30 นาที ใช้งานได้ 4 ชั่งโมง อีกทั้งความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยมาก ทำให้ไม่จำเป็นต้องพัดลมระบายความร้อนเลย

โดยช่วงท้ายปลายปี 2020 นี้ทาง Acer ก็พร้อมแล้วที่จะนำเสนอโน๊ตบุ๊คบางเบาดูดี เน้นการใช้งานพื้นฐานทั่วไปให้ความลื่นไหล ในราคาย่อมเยาคุ้มค่าที่สุดอย่าง Acer Swift 1 รุ่นใหม่ล่าสุด สเปกชิปประมวลผล Intel Pentium Silver N5030 ที่เป็นรุ่นใหม่ล่าสุด ได้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีใกล้เคียงกับ Core i3 ทีเดียว มาพร้อมกับแรมขนาด 4GB DDR4 และ SSD 256GB ความเร็วสูง มี Windows 10 แท้ จอ 14″ Full HD IPS มีไฟคีย์บอร์ดและสแกนลายนิ้วในตัว ได้ Wi-Fi 6 AX สนนราคาที่ 14,590 บาทเท่านั้น เทียบกับฟีเจอร์ที่ได้แล้วถือว่ามีความน่าซื้อมาใช้งานมากๆ

มีสแกนลายนิ้วมือ Windows Hello พร้อมด้วยไฟคีย์บอร์ด อย่างที่หาไม่ได้ในโน๊ตบุ๊คช่วงราคานี้ กับแบรนด์อื่นๆ ในรุ่นใกล้เคียงกัน โดยความน่าสนใจก็คือแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนาน 22 ชั่วโมงด้วยกัน ที่สำคัญ Acer Swift 1 ปี 2020 ได้นำเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 AX (Gig+) มาติดตั้ง ส่งผลให้เรานั้นจะได้สัมผัสกับความสามารถของระบบไร้สายในระดับที่ดีขึ้นกว่ามาตรฐาน Wi-Fi 5 AC แบบก่อนๆ พูดง่ายๆ คือ รองรับแรงกว่าเดิมถึง 3 เท่า ซึ่งช่วยให้เราได้สัมผัสการใช้งาน Wi-Fi ดีกว่าที่เคย

Acer Swift 1 โน๊ตบุ๊คราคาถูกเครื่องนี้ใช้วัสดุประกอบหลักเป็นอะลูมิเนียมอัลลอยด์และพลากสติกโพลิเมอร์คุณภาพดีที่ทั้งตัวเครื่องให้ความบางเบาแต่แข็งแรง เรียกได้ว่าได้รับการพัฒนาต่อยอดจากโน๊ตบุ๊คบางเบาของทาง Acer ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ดีไซน์โดยรวมดูแล้วมีความเรียบหรูกว่าราคาไปมาก โดยมาพร้อมกับบางเพียง 14.95 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 1.3 กิโลกรัมเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอขนาด 14″ ที่บางเบาที่สุดรุ่นหนึ่ง กับราคาแค่หมื่นบาท เทียบกับแบรนด์อื่นๆ ถือว่าน่าประทับใจทีเดียว

  • Pentium Silver N5030 / UHD 605 / RAM 4GB / SSD 256GB / จอ 14″ TN ราคา 14,590 บาท

from:https://notebookspec.com/buy-cheap-notebook-2020-starts-11900-baht/537649/