คลังเก็บป้ายกำกับ: โน๊ตบุ๊กบางเบา

รีวิว Acer Swift Edge จอใหญ่ 16″ 4K เบาสุดๆ แค่ 1.17 กก. หัวใจ Ryzen 6000 Series แรงดีเริ่มแค่ 45,990 บาท

Acer Swift Edge โน๊ตบุ๊ค AMD Ryzen 6000 Series ใหม่ บาง เบา แรง!

Share image Edit Name 1swift 1

Acer Swift Edge เป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาแต่หน้าจอใหญ่รุ่นใหม่ในตระกูล Acer Swift ซึ่งดีไซน์ยังดูเรียบง่ายสวยงามจนได้รับรางวัล reddot winner 2022 และ Good Design Award 2022 มาครองไม่พอ ทางบริษัทยังจัดการขยายขนาดจอให้ใหญ่ขึ้นเป็น 16 นิ้ว ความละเอียด UHD (3840×2400) พาเนล OLED ทำอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่อง (Screen-to-Body Ratio) ได้กว้างถึง 92% ขอบเขตสีหน้าจอกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 การันตีค่า Contrast และความดำสนิทบนหน้าจออีกด้วย หากใครจะทำงานอาร์ตก็ไม่มีปัญหา และทำงานทั้งวันก็สบายตาด้วยการการันตี TUV Rheinland eyesafe Certified ด้วย 

Advertisementavw

ด้านความแข็งแรง บอดี้ของ Acer Swift Edge ทำจากแม็กนีเซียมอัลลอยด์ที่แข็งแรงแต่เบากว่าอลูมิเนียมถึง 20% ซึ่งทางบริษัทเคลมน้ำหนักเอาไว้ 1.17 กิโลกรัมและหนาสุดเพียง 12.95 มม. เท่านั้น หากใครมีกระเป๋าโน๊ตบุ๊คที่ใส่เครื่องขนาด 15.6 นิ้วได้ ก็ใส่ Swift Edge แล้วพกไปไหนมาไหนได้สบายๆ อย่างแน่นอน นอกจากนี้ทาง Acer ยังติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้โดยรวมไว้กับปุ่ม Power แล้วเสริมความปลอดภัยด้วยชิป TPM 2.0 กับ Microsoft Pluton Security Processor ชิปเซ็ตสำหรับป้องกันการเจาะข้อมูลจากผู้ไม่ประสงค์ดี ซึ่งเมื่อมีชิปทั้งสองตัวนี้ติดตั้งไว้ในเครื่องแล้ว ก็นับว่า Acer Swift Edge นั้นปลอดภัยกว่าโน๊ตบุ๊คหลายรุ่นในท้องตลาด ณ ตอนนี้ได้เลย

สเปคและฟังก์ชั่นก็ยอดเยี่ยม นั่นเพราะทางบริษัทติดตั้งชิปเซ็ต AMD Ryzen 6000 Series ใหม่ล่าสุดมาให้ ซึ่งประสิทธิภาพจัดว่ายอดเยี่ยม ติดตั้งพอร์ต USB-C 3.2 Gen 2 x 2 ช่อง ใช้ชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery และต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort Alternate Mode แล้วยังโอนไฟล์ได้รวดเร็ว ประกบคู่กับพอร์ต HDMI 2.1 ที่รองรับหน้าจอความละเอียดสูงสุด 10K แถมยังเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax และรองรับคลื่นความถี่ 6GHz แถมยังได้กล้องเว็บแคมความละเอียด Full HD พร้อม Acer TNR ช่วยลด Noise ในภาพลงอีกด้วย ดังนั้นจะกล่าวว่านี่คือ Acer Swift รุ่นที่ดีสุด ณ ตอนนี้ก็ได้

Acer Swift Edge

NBS Verdicts

Acer Swift Edge DSC00768

Acer Swift Edge เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอใหญ่เต็มตา ขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด 4K UHD (3840×2400) พาเนล OLED มาให้จากโรงงานแล้ว มันจึงใหญ่เต็มตาทำงานสะดวก แสดงผลได้สวยงามยอดเยี่ยม ตอบโจทย์ผู้ใช้สายศิลปินทุกท่านแน่นอน เพราะขอบเขตสีจอนี้กว้างถึง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 มาแบบครบถ้วน เป็นหนึ่งในโน๊ตบุ๊คที่หน้าจอดี สีสันสวยงามทำงานอาร์ตได้สบายๆ

สเปคและพอร์ตเชื่อมต่อก็ยอดเยี่ยม ได้ซีพียู AMD Ryzen 6000 Series รวมไปถึงพอร์ต USB-C 4, HDMI 2.1, Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax ครบถ้วน จะเชื่อมต่อหน้าจอ, โอนไฟล์ทำงานใดๆ ก็สะดวกไปหมด และตัวเครื่องก็เบาเพียง 1.17 กิโลกรัมเท่านั้น จึงพกไปไหนมาไหนได้ง่ายมากและมีชิป TPM 2.0 และ Microsoft Pluton Security Processor ติดตั้งมา จึงปลอดภัยไร้กังวลตอนเปิดเว็บไซต์และทำงานอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งผู้เขียนเองก็ตกหลุมรักโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยด้วยความครบเครื่องและทรงพลังของมัน

แต่จุดสังเกตที่คาดว่าจะได้รับการแก้ไขในเร็วๆ นี้ คือ ระบบจัดการพลังงานแบตเตอรี่ของ Acer Swift Edge นั้นยังไม่ถึงกับน่าประทับใจ เพราะผู้เขียนคาดหวังว่ามันจะใช้งานได้นานเกิน 10 ชั่วโมง แต่เมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์แล้วใช้ได้นานสุดเพียง 8 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนคาดหวังว่าทาง Acer จะอัพเกรดแบตเตอรี่ให้มีความจุมากขึ้นเป็นราว 75Wh จะได้ใช้งานได้นานขึ้น

ส่วนอีกจุดน่าเสียดาย คือ แม้ตัวเครื่องจะใหญ่ระดับ 16 นิ้ว แต่คีย์บอร์ดยังเป็น Tenkeyless ไม่ใช่ Full-size แต่เมื่อดูองค์รวมก็เข้าใจได้ว่าทางบริษัทน่าจะโฟกัสความสวยงามลงตัวก่อนเป็นอย่างแรก ซึ่งถ้าใครไม่คิดมากในเรื่องนี้ก็ไม่น่าเป็นประเด็นปัญหาตอนใช้งานอย่างแน่นอน

ข้อดีของ Acer Swift Edge
  1. บอดี้ทำจากแม็กนีเซียมอัลลอยด์ แข็งแรงและเบากว่าอลูมิเนียมทั่วไปและงานประกอบแข็งแรงทนทาน งานประกอบแน่นหนา
  2. ตัวเครื่องใหญ่ถึงขนาด 16 นิ้ว แต่เบาเพียง 1.17 กิโลกรัมเท่านั้น พกพาง่ายมาก
  3. หน้าจอขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด WQUGA (3840×2400) พาเนล OLED อัตราส่วนหน้าจอ 16:10 ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500, TUV Rheinland eyesafe Certified ครบถ้วน
  4. มี USB-C 3.2 Gen 2 Full-Function x 2 ช่อง รองรับ Power Delivery, DisplayPort Alternate mode และโอนไฟล์ได้รวดเร็ว
  5. พอร์ต HDMI 2.1 ต่อจอแยกระดับ 10K ได้ ใช้งานกับหน้าจอต่างๆ ในปัจจุบันได้แน่นอน
  6. เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E คลื่น 6GHz ทำงานได้เร็วและเสถียรมาก
  7. ติดตั้งกล้องเว็บแคมมีความละเอียด 1080p Full HD พร้อมฟีเจอร์ Acer TNR
  8. ซีพียูเป็น AMD Ryzen 6000 Series เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ประสิทธิภาพดีทำงานลื่นไหล 
  9. มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ผสานงานกับชิป TPM 2.0 และ Microsoft Pluton Security Processor ได้ความปลอดภัยสูงสุด
  10. ติดตั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้
  11. มีซอฟท์แวร์ถนอมการใช้งานพาเนล OLED ติดตั้งมาให้ โดยระบบจะแจ้งผู้ใช้อัตโนมัติ
ข้อสังเกตของ Acer Swift Edge
  1. แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสุดประมาณ 8 ชั่วโมง ควรให้แบตเตอรี่ลูกใหญ่กว่านี้ให้ใช้งานได้นานเกิน 10 ชั่วโมง
  2. ขนาดตัวเครื่องใหญ่ถึง 16 นิ้ว แต่ไม่มีแป้น Numpad ติดตั้งมาให้ใช้งาน
  3. ไม่มีพอร์ต MicroSD Card Reader ติดตั้งมาให้ ต้องต่อผ่านตัวอ่านการ์ดแทน

รีวิว Acer Swift Edge

Specification

acer laptop swift edge the design

Acer Swift Edge นั้นเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบารุ่นใหม่ล่าสุดที่ขนาดใหญ่และจอมีความละเอียดสูงสุด ณ ตอนนี้ในซีรี่ส์ Swift เลย ยิ่งไปกว่านั้นทางบริษัทยังจับคู่ซีพียู AMD Ryzen 6000 Series มาให้และเลือกได้ 2 สี คือ สีขาว Flax White (เครื่องรีวิว) หรือสีดำ Olivine Black ก็ได้ ซึ่งสเปคของรุ่นที่นำมาจำหน่ายในไทยจะเป็นดังนี้

สเปคของ Acer Swift Edge
  • CPU : แยกเป็น 2 รุ่น ได้แก่
    • AMD Ryzen 5 6600U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.9-4.5GHz
    • AMD Ryzen 7 6800U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 2.7-4.7GHz
  • GPU : แยกเป็น 2 รุ่น ได้แก่
    • AMD Ryzen 5 6600U เป็นการ์ดจอ AMD Radeon 660M
    • AMD Ryzen 7 6800U เป็นการ์ดจอ AMD Radeon 680M
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 1TB อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4
  • RAM : ออนบอร์ด ความจุ 16GB LPDDR5
  • Display : 16 นิ้ว ความละเอียด WQUGA (3840×2400) พาเนล OLED อัตราส่วนจอ 16:10 ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500, TUV Rheinland eyesafe Certified
  • Ports : USB-C 3.2 Gen 2 รองรับ DisplayPort alt-mode และ Power Delivery, USB-A 3.2 Gen 1 x 2, HDMI 2.1 x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax คลื่น 6GHz รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 1080p Full HD Camera, Acer TNR
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.17 กิโลกรัม
  • Price : แยกตามซีพียู เลือกได้ระหว่างสีขาว Flax White หรือดำ Olivine Black 

Hardware & Design

Acer Swift Edge DSC00762

Acer Swift Edge DSC00725
Acer Swift Edge DSC00726
Acer Swift Edge DSC00730
Acer Swift Edge DSC00727
Acer Swift Edge DSC00743
Acer Swift Edge DSC00745

ดีไซน์ของ Acer Swift Edge เมื่อมองหน้าตรงก็จะคล้ายไปกับซีรี่ส์ Swift รุ่นอื่น แต่ขนาดตัวเครื่องใหญ่ขึ้นและกรอบหน้าจอบางลงและเน้นความสวยเรียบง่ายไม่หวือหวานัก ติดสติกเกอร์แสดงคุณสมบัติเอาไว้บนที่วางข้อมือครบถ้วน ทั้งซีพียูและการ์ดจอตรงที่วางข้อมือฝั่งซ้ายและสติ๊กเกอร์รับประกันดูแลถึงที่ภายใน 3 ชั่วโมงของ Acer ส่วนฝั่งขวามือเป็นสติ๊กเกอร์คุณสมบัติเด่นของ Swift Edge และจะเห็นว่ามีสติ๊กเกอร์ TUV Rheinland eyesafe Certified ติดมาด้วยเพื่อการันตีว่าหน้าจอนี้ถนอมสายตาของผู้ใช้ได้ดี ทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงก็ไม่มีปัญหา ส่วนมุมบนขวาจะมีสติ๊กเกอร์ลายนิ้วมือเพื่อบอกผู้ใช้ว่าปุ่ม Power นี้สแกนลายนิ้วมือปลดล็อคเครื่องได้ด้วย

ขอบล่างของตัวเครื่องถัดลงมาจากทัชแพดจะเป็นขอบตัวเครื่องตัดเฉียงเล็กน้อยให้ใช้นิ้วดึงกางหน้าจอได้ มีความกว้างเท่ากับตัวทัชแพดและทาง Acer ก็ทำบาลานซ์น้ำหนักตัวเครื่องและทำตัวบานพับมาได้แข็งแรงดี จึงใช้นิ้วเดียวกางเปิดหน้าจอได้โดยเครื่องไม่กระดกขึ้นมาอีกด้วย

Acer Swift Edge DSC00721

ถัดขึ้นมาเหนือขอบชุดแป้นคีย์บอร์ด จะเป็นช่องลมเข้าเพื่อดึงอากาศเย็นเข้าเครื่องไประบายความร้อนและมีช่องระบายความร้อนซึ่งเป่าออกในส่วนขอบบนของตัวเครื่อง สังเกตว่าฝั่งซ้ายจะเป็นช่องเปิดโล่งเพราะเป็นช่องสำหรับพัดลมโบลวเวอร์เป่าออก ส่วนฝั่งขวามือเป็นช่องระบายความร้อนแบบติดครีบซึ่งในส่วนนั้นจะตรงกับ M.2 NVMe SSD ในเครื่องพอดี

Acer Swift Edge DSC00719

Acer Swift Edge DSC007581
Acer Swift Edge DSC006951
Acer Swift Edge DSC006961

ก้านบานพับของตัวเครื่องจะเป็นแบบก้านเหล็กสั้น ต่อเข้ากับตัวฐานรับก้านบานพับภายในเครื่องอีกทีหนึ่ง ซึ่งสามารถกางออกหรือพับเก็บได้อย่างแข็งแรงทนทานและมีก้านพลาสติกติดไว้ตรงขอบล่างด้านหลังหน้าจอเพื่อป้องกันขอบตัวเครื่องถูกกับพื้นโต๊ะโดยตรงตอนเปิดเครื่องใช้งาน และมันยังช่วยยกแป้นคีย์บอร์ดของ Acer Swift Edge ให้สูงขึ้นเล็กน้อย ทำให้พิมพ์งานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

Acer Swift Edge DSC00723

หน้าจอของ Acer Swift Edge จะกางได้กว้างสุดประมาณ 120 องศา ไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ และสังเกตว่าขอบล่างหน้าจอนั้นดันตัวเครื่องให้เฉียงขึ้นเล็กน้อยด้วย เวลาวางเครื่องไว้บนโต๊ะทำงานตามปกติก็สามารถพิมพ์งานได้ง่ายขึ้น หรือจะวางบนแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็กางหน้าจอให้เข้ากับมุมสายตาของผู้ใช้ได้ง่ายขึ้นด้วย

Acer Swift Edge DSC007131

ส่วนฝาหลังของ Acer Swift Edge จะได้ความเรียบง่ายเหมือนกับ Acer Swift รุ่นใหม่นี้ โดยมีแค่โลโก้ Acer อลูมิเนียมติดเอาไว้ตรงกลางส่วนบนของฝาหลังเพียงอันเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นสีขาว Flax White ทั้งหมด ไม่มีลวดลายใดๆ แม้แต่ช่องระบายความร้อนก็กางออกมาปิดจนหมด ดูสวยเรียบร้อย

Acer Swift Edge DSC006751

ด้านใต้ตัวเครื่องจะมีช่องรับลมเย็นเข้าเป็นแถบแนวยาวสองชั้นอยู่ในส่วนบนเหนือสติ๊กเกอร์ประกันของทาง Acer ซึ่งใต้สติ๊กเกอร์นี้จะมีหัวน็อตทรงดาว (Trox) อยู่ 1 จาก 10 ดอกด้วย มีขอบยางติดเอาไว้ทั้ง 4 มุมเพื่อยกตัวเครื่องและป้องกันการไถล แต่สังเกตว่าลำโพงของ Acer Swift Edge จะไม่ได้ติดอยู่ตรงขอบล่างตัวเครื่องเหมือนโน๊ตบุ๊ครุ่นอื่นๆ แต่เลื่อนขึ้นมาอยู่เกือบตรงกลางเครื่องพอดีแทน 

Screen & Speaker

Acer Swift Edge DSC007481

Acer Swift Edge DSC007521
Acer Swift Edge DSC007501
Acer Swift Edge DSC007531
Acer Swift Edge DSC007561
Acer Swift Edge DSC007791
Acer Swift Edge DSC007721

หน้าจอขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด WQUGA (3840×2400) พาเนล OLED ของ Acer Swift Edge มีอัตราส่วนจอ 16:10 ซึ่งได้พื้นที่ในแนวตั้งมากกว่าหน้าจอปกติเล็กน้อย แสดงขอบเขตสีได้กว้าง 100% DCI-P3 ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500, TUV Rheinland eyesafe Certified แล้ว และหน้าจอพาเนล OLED ก็มีขอบเขตการแสดงผลกว้าง 178 องศาเหมือนกับพาเนล IPS ดังนั้นจะมองจากมุมแนวนอนหรือแนวตั้งสีสันก็ไม่เพี้ยนอย่างแน่นอน แต่หน้าจอนี้จะเป็นจอกระจกสะท้อนแสง ดังนั้นเวลาใช้งานอาจมีปัญหาเงาสะท้อนได้บ้าง

ขอบบนของหน้าจอจะมีลำโพงทั้งหมด 2 ตัวและกล้องเว็บแคมความละเอียด Full HD ติดตั้งมาให้ พร้อมฟีเจอร์ Acer TNR ช่วยลด Noise ในภาพที่กล้องจับได้ ช่วยให้ภาพสวยคมชัดยิ่งขึ้น ด้านอัตราส่วนหน้าจอกับตัวเครื่อง (Screen-to-Body ratio) ของจอนี้อยู่ที่ 92% ซึ่งกรอบหน้าจอที่มีอัตราส่วนเหลือเพียง 8% จะเป็นกรอบจอที่บางทั้ง 4 ด้าน และเห็นโลโก้ Acer ตรงขอบล่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนเมื่อชมคอนเทนต์และทำงานด้วยหน้าจอนี้ต้องถือว่ามันกว้างดีมาก เห็นหน้าจอเต็มตาไม่มีขอบหน้าจอมาเกะกะสายตาแม้แต่น้อย

display resolution

gamut 3
luminance 3

ขอบเขตสีหน้าจอที่ทางบริษัทเคลมไว้ Acer Swift Edge จะมีขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ซึ่งถือว่ากว้างทีเดียว แต่เมื่อทดสอบด้วยโปรแกรม DisplayCal 3 กับเครื่อง Colorchecker ของ Calibrite วัดได้ ค่า Gamut coverage ซึ่งเป็นค่าขอบเขตสีจริงของหน้าจอนี้จะได้ 100% sRGB, 94.5% Adobe RGB, 99.2% DCI-P3 ส่วนค่า Gamut volume ซึ่งเป็นขอบเขตสีทั้งหมดโดยรวมซึ่งหน้าจอนี้แสดงได้จะอยู่ที่ 167.8% sRGB, 115.6% Adobe RGB, 118.9% DCI-P3 มีค่าความเที่ยงตรงของสีบนหน้าจอ (Delta-E) เฉลี่ย 0.15 เท่านั้น ถือว่าจอของ Acer Swift Edge นั้นเที่ยงตรงพอใช้แต่งภาพถ่ายหรือจะพรู้ฟสีอาร์ตเวิร์คก็ได้สบายๆ

 ความสว่างหน้าจอของ Acer Swift Edge นี้ ทางบริษัทเคลมค่าสูงสุดเอาไว้ที่ 500 Nits แต่ความสว่างที่วัดได้ด้วยโปรแกรม DisplayCal 3 ได้ที่ 404.59 cd/m2 ซึ่งถึงจะน้อยกว่าที่เคลมในหน้าสเปคเอาไว้ แต่ตอนใช้งานจริงถือว่าจอนี้สว่างมากไม่กลัวแดดแม้แต่น้อย สามารถเร่งความสว่างสู้แดดที่สะท้อนหน้าจอได้เลย แต่ถ้านั่งทำงานในออฟฟิศอยู่แนะนำให้ปรับความสว่างไว้ที่ 50~60% ก็สว่างพอใช้งานได้สบายๆ

Acer Swift Edge DSC00676
Acer Swift Edge DSC00677
Acer Swift Edge DSC00700
Acer Swift Edge DSC00699

ลำโพง DTS ของ Acer Swift Edge ถูกติดตั้งไว้ใต้ตัวเครื่องแต่เลื่อนขึ้นมาอยู่ตรงกลางแทน เพราะชุดลำโพงมีขนาดใหญ่ทีเดียว ซึ่งเสียงตอนฟังเพลงจะเด่นด้านเสียงเครื่องดนตรีและนักร้องและมีเสียงเบสซัพพอร์ตระดับหนึ่ง เนื้อเสียงเคลียร์ใสฟังชัดแต่แรงปะทะของเบสจะไม่หนักหน่วงแค่พอซัพพอร์ตเสียงเพลงโดยรวมเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน เสียงลำโพงตอนดูหนังนั้นมีมิติเสียงที่ดี เสียงตัวละครได้ยินชัดเจนและโทนเสียง BGM ในหนังก็ได้ยินชัดเจนทีเดียว

Keyboard & Touchpad

Acer Swift Edge DSC007241

Acer Swift Edge DSC007411111
Acer Swift Edge DSC00742111
Acer Swift Edge DSC007381
Acer Swift Edge DSC007391
Acer Swift Edge DSC007371
Acer Swift Edge DSC007351

คีย์บอร์ดของ Acer Swift Edge เป็นแป้นคีย์บอร์ดแบบ Tenkeyless สำหรับโน๊ตบุ๊ค 14 นิ้ว ซึ่งเลย์เอ้าท์ทั้งหมดนั้นยกจาก Acer Swift 3 ซีพียู Intel 12th Gen ซึ่งได้รีวิวไปก่อนหน้านี้มาใช้เลย ไม่ได้ปรับแต่งดีไซน์ใดๆ เพิ่มเติม ซึ่งแม้จะสะดวกและใช้ชิ้นส่วนร่วมกันได้เลยก็ตาม แต่ก็อยากให้ทาง Acer ขยับแป้นคีย์บอร์ดทางขวาแล้วติดตั้งชุด Numpad เพิ่มเข้ามาจะตอบโจทย์ผู้ใช้ที่เป็นพนักงานบัญชียิ่งขึ้น

ปุ่มคีย์บอร์ดจะมีไฟ LED Backlit ติดตั้งมาให้ แต่เป็นไฟเรืองขอบปุ่มเท่านั้น ไม่ได้สว่างลอดตัวอักษรขึ้นมา มีปุ่ม Function ติดตั้งเอาไว้รวมกับปุ่มต่างๆ ได้แก่ ปุ่มลูกศร 4 ปุ่มที่มีคำสั่ง Home, End, Page Up, Page Down อยู่ ส่วนด้านบนมีปุ่ม Delete กับ Insert และ Print Screen กับคำสั่งเรียกโปรแกรม Snipping Tool ด้วย ส่วนปุ่มลัดสำหรับปรับโหมดตัวเครื่อง ให้กด Fn+F จะสลับระหว่างโหมดประหยัดพลังงาน, ใช้งานตามปกติและเร่งการทำงานของตัวเครื่องได้

Acer Swift Edge DSC007301

ส่วนปุ่ม Power ส่วนมุมบนขวาของคีย์บอร์ดจะรวมกับฟังก์ชั่นสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งตัวปุ่มนี้จะแข็งและแม้จะเผลอกดโดนครั้งหนึ่งเครื่องก็ไม่ปิดทันที ซึ่งในยุค New Normal เช่นนี้ ผู้เขียนเห็นว่ามันใช้ยืนยันตัวได้สะดวกกว่าใช้กล้องสแกนใบหน้ามากและทำงานได้รวดเร็วอีกด้วย

Acer Swift Edge DSC00733

ส่วนของ Function Hotkeys ตรงปุ่ม F1~F11 นั้นจะมีคีย์ลัดแบบเดียวกับ Acer Swift 3 และไม่มี Hotkeys ตรงปุ่ม F12 เหมือนกันอีกด้วย ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าทาง Acer น่าจะมีฟังก์ชั่นเปิดให้ผู้ใช้เซ็ตตั้งค่าปุ่มดังกล่าวได้ตามต้องการจะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้ยิ่งกว่านี้แน่นอน โดยคีย์ลัดทั้งหมดมีดังนี้

  • F1~F3 – ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง
  • F4 – ปิดหรือเปิดไมโครโฟน ถ้าปิดอยู่จะมีไฟ LED สีขาวติดอยู่
  • F5~F6 – ลดหรือเพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F7 – ปุ่ม Project ตั้งค่าการแสดงผลหน้าจอหลักและเสริม
  • F8 – ปุ่ม Log Out กลับมาหน้า Lock Screen
  • F9 – Airplane Mode
  • F10 – ปิดหรือเปิดการทำงานทัชแพด
  • F11 – ปรับความสว่าง LED Backlit ของคีย์บอร์ด

Acer Swift Edge DSC007281
Acer Swift Edge DSC007291

ทัชแพดของ Acer Swift Edge จะมีขนาดใหญ่และรองรับ Gesture Control ของ Windows ครบถ้วน สามารถลากนิ้วเพื่อเลื่อนเคอร์เซอร์เมาส์จากขอบหน้าจอฝั่งหนึ่งสู่อีกฝั่งได้สบายๆ แต่แป้นนั้นมีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นสันมือซ้ายจะพาดลงตัวแป้นทัชแพดอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ไม่มีอาการทัชแพดลั่นเมื่อพิมพ์งานอยู่ แต่ก็กด F10 เพื่อล็อคการทำงานได้

Connector / Thin & Weight

Acer Swift Edge DSC00759
Acer Swift Edge DSC00760

พอร์ตและการเชื่อมต่อของ Swift Edge จะติดตั้งเอาไว้สองฝั่งของตัวเครื่อง โดยเน้นฝั่งซ้ายเป็นหลัก ซึ่งมี USB-A 3.2 Gen 2 Full Function x 2 ช่อง ซึ่งใช้โอนไฟล์, ต่อหน้าจอแยกแบบ DisplayPort Alternate mode และชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ ถัดมาเป็น USB-A 3.2 Gen 1 และ HDMI 2.1 ที่รองรับการต่อหน้าจอความละเอียด 10K ได้

ส่วนฝั่งขวามี Audio combo, USB-A 3.2 Gen 1 และ Kensington Lock อยู่ จัดว่าครบเครื่องระดับหนึ่ง แต่เสียดายอยู่ว่าถ้าผู้ผลิตติดตั้ง MicroSD Card Reader มาด้วย จะครบเครื่องมาก ด้านการเชื่อมต่อไร้สายเป็น Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับคลื่นความถี่ 6GHz รองรับ Bluetooth 5.2 ได้ด้วย

Acer Swift Edge DSC006701

Acer Swift Edge DSC006741
Acer Swift Edge DSC006711

น้ำหนักของ Acer Swift Edge ที่ทางบริษัทเคลมเอาไว้ อยู่ที่ 1.17 กิโลกรัม เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วก็ตรงตามที่เคลมไว้ไม่มีผิด เมื่อรวมกับอแดปเตอร์ในกล่องที่หนัก 179 กรัมแล้ว มีน้ำหนักรวมทั้งหมด 1.35 กิโลกรัม นับว่าเบาสบายพกสะดวกมาก จะพกอแดปเตอร์ใส่กระเป๋าไปก็ไม่เกะกะและไม่หนักอย่างแน่นอน หรือใครจะเอาปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์ กับสาย USB-C มาใช้ก็ชาร์จแบตเตอรี่ให้ Swift Edge ได้เช่นกัน

ตัวอแดปเตอร์ของ Swift Edge นี้ จะเป็นอแดปเตอร์ขนาดเล็ก ไซซ์ประมาณฝ่ามือและเป็นปลั๊กขาแบนไม่มีขั้วสายดินติดมาให้ จึงเสียบชาร์จกับเต้าเสียบแบบไหนก็ได้และหัวชาร์จอีกฝั่งเป็นแบบ USB-C จึงเสียบชาร์จได้สะดวกมาก

Inside & Upgrade

Acer Swift Edge DSC00690

ภายในเครื่อง Acer Swift Edge เมื่อขันน็อตหัวดาว (Trox) ทั้ง 10 ตัว ซึ่งดอกหนึ่งจะซ่อนอยู่ใต้สติกเกอร์รับประกัน แล้วเอาปิ๊กกีตาร์หรือการ์ดแข็งไล่ขอบตัวเครื่องแล้วเปิดฝาออกมาได้ทันที แต่จากที่ผู้เขียนเปิดฝาเครื่องออกมาแล้ว ส่วนที่อัพเกรดได้จะมีแต่ M.2 NVMe SSD เพียงอันเดียว ส่วนแรมของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นแบบออนบอร์ดทั้งหมด ดังนั้นผู้เขียนคิดว่าไม่จำเป็นต้องเปิดฝาอัพเกรดก็ได้

ทว่าจากอีเว้นท์เปิดตัว ทาง Acer แจ้งว่าโมเดลจำหน่ายในประเทศไทยจะมีช่องอัพเกรด M.2 NVMe SSD กับแรมได้อีกอย่างละ 1 ช่อง และทางบริษัทได้แจ้งว่าแม้จะเปิดฝาอัพเกรดประกันก็ไม่ขาด (ยกเว้นว่าผู้ใช้จัดการดัดแปลงตัวเครื่อง) ถ้าสนใจจะอัพเกรดเพิ่มเติมก็ไม่มีปัญหา ทว่าผู้เขียนมองว่าสเปคเดิมจากโรงงานก็ดีมากแล้ว อาจจะเอาเงินที่กันไว้อัพเกรดไปซื้ออุปกรณ์เสริมสำหรับทำงานจะดีกว่า

Performance & Software

cpu 3

mb 3
ram 2

ซีพียูของ Acer Swift Edge เป็น AMD Ryzen 6000 Series รุ่น AMD Ryzen 5 6600U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.9~4.5GHz ได้ชุดคำสั่งใช้งานพื้นฐานติดตั้งมาครบถ้วน โดยซีพียูนี้มีค่า TDP อยู่ที่ 15~28 วัตต์ ผลิตโดย TSMC มีขนาดทรานซิสเตอร์ 6 นาโนเมตรแบบ FinFET

แรมออนบอร์ดของ Acer Swift Edge จะมีความจุ 16GB LPDDR5 ซึ่งมีความจุพอใช้ทำงานต่างๆ ในปัจจุบันนี้ได้สบายๆ และยังรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว จากที่ใช้งานมาต้องถือว่าแรมความจุนี้เยอะพอใช้ทำงานออฟฟิศได้สบายๆ

gpu 1

การ์ดจอออนบอร์ดของ Acer Swift Edge จะเป็น AMD Radeon 660M ซึ่งมีคอร์กราฟิค 6 คอร์มาในตัวซีพียู มีความเร็ว 1,900MHz รองรับ DirectX 12 และรองรับชุดคำสั่งกราฟิคต่างๆ ได้แก่ OpenCL, OpenGL 4.6, DirectCompute, DirectML, Vulkan, Ray Tracing อีกด้วย จัดว่าได้ฟังก์ชั่นครบเครื่องพร้อมใช้ทำงานแต่งภาพได้อย่างแน่นอน

device mgr 1

พาร์ทภายในเครื่องเมื่อเช็คผ่าน Device Manager จะเห็นว่า Acer Swift Edge มีชิ้นส่วนสำคัญติดตั้งมาหลายอย่างด้วยกัน ได้แก่เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือของ ELAN WBF ส่วนการ์ด Wi-Fi ภายในเครื่องเป็น AMD RZ616 รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E รองรับสัญญาณคลื่น 6GHz แบนด์วิธ 160MHz มีเสาสัญญาณแบบ 2×2 ซึ่งชิปเซ็ตนี้เป็นการร่วมมือพัฒนาโดย AMD และ MediaTek นั่นเอง มันจึงสามารถรับส่งข้อมูลได้เร็วและเสถียรมาก

ส่วนระบบรักษาความปลอดภัยภายในเครื่องนอกจากชิปเซ็ต TPM 2.0 ซึ่งเป็นชิปมาตรฐานของโน๊ตบุ๊คที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 11 และถ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องไหนเป็นซีพียู AMD ก็จะมี AMD PSP 10.0 ติดตั้งมาด้วย ที่สำคัญ Acer Swift Edge มีชิปเซ็ต Microsoft Pluton Security Processor สำหรับป้องกันการเจาะข้อมูลติดตั้งมาด้วย ซึ่งมีโน๊ตบุ๊คแค่ไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่จะมีชิปรักษาความปลอดภัยขั้นสูงติดตั้งมาให้ในตัวแบบนี้ จึงใช้งานได้อย่างปลอดภัยแน่นอน

ssd 3

ด้าน M.2 NVMe SSD ความจุ 1TB ที่ติดตั้งมาจากโรงงานเป็น Micron 2400 ซึ่งเมื่ออิงข้อมูลจากหน้าสเปคที่ทางผู้ผลิตเปิดเผยเอาไว้ จะเห็นว่า SSD นี้เลือกได้ 3 ขนาด ได้แก่ M.2 2230, M.2 2242 และ M.2 2280 เป็น 176-layer QLC NAND มีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล AES-256 และอื่นๆ ติดตั้งมาให้ครบถ้วน และอินเตอร์เฟสเป็น PCIe 4.0 x4 โดยความจุ 1TB ใน Swift Edge มีความเร็ว Sequential Read 4,500 MB/s และ Sequential Write 3,600 MB/s รองรับการเขียนข้อมูลลงไดรฟ์ได้ 300 TBW

หลังจากทดสอบด้วย CrystalDiskMark 8 ได้ Sequential Read 4,577.13 MB/s และ Sequential Write 3,534.27 MB/s ซึ่งเร็วตรงตามที่ผู้ผลิตเคลมเอาไว้หน้าสเปคไม่มีผิด ใช้เรียกโปรแกรมและไฟล์งานขึ้นมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ส่วนตัวผู้เขียนไม่แนะนำให้ผู้ใช้อัพเกรด SSD ในเครื่องเพราะไม่จำเป็นนัก ความเร็วระดับนี้ที่ Micron 2400 ทำได้ก็ถือว่าเร็วเพียงพอสำหรับโน๊ตบุ๊คสายทำงานแล้ว ก็ขอแนะนำให้เอาเงินที่กันไว้เปลี่ยน SSD ไปซื้อ External SSD หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ มาใช้คู่กันดีกว่า

Screenshot 2
Screenshot 4

การเรนเดอร์กราฟิค 3D CG ต้องถือว่า AMD Ryzen 5 6600U มีประสิทธิภาพดี เมื่อรัน CINEBENCH R15 แล้วจะเห็นว่าทำคะแนน OpenGL ได้ 113.33 fps และ CPU 1,217 cb ส่วน CINEBENCH R20 เมื่อทดสอบพลังเรนเดอร์ของคอร์ซีพียู จะได้คะแนน 2,780 pts จัดว่าสูงพอใช้ทำงานกราฟิค, พรีวิวโมเดล 3D ต่างๆ ได้อย่างแน่นอน สังเกตว่าซีพียู AMD Ryzen 5 6600U ที่ทาง AMD ใส่การ์ดจอ AMD Radeon 660M มาให้นั้น แม้กำลังคอร์ซีพียูจะสูงระดับหนึ่ง แต่สังเกตว่าคะแนน OpenGL นั้นได้เฟรมเรทเกินร้อยเฟรมแล้ว จึงถือได้ว่าการ์ดจอออนบอร์ดของ AMD Ryzen รุ่นนี้ทรงพลังใช้ได้

3dmark 3

ส่วนการเล่นเกม เมื่อทดสอบด้วย 3DMark Time Spy แล้ว Acer Swift Edge ทำคะแนนเฉลี่ยได้ 1,561 คะแนน แยกเป็น CPU score 5,215 คะแนน และ Graphics score 1,390 คะแนน ซึ่งคะแนนเฉลี่ยระดับนี้ แม้จะพอเล่นเกมฟอร์มใหญ่ในปัจจุบันนี้ได้ระดับหนึ่งโดยใช้ซอฟท์แวร์ AMD Software: Adrenalin Edition ช่วยปรับจูนการทำงานเพื่อรีดเฟรมเรทให้สูงขึ้น ซึ่งระดับคะแนนนี้พอใช้เล่นเกมออนไลน์ต่างๆ ได้แก่ Valorant, PUBG หรือเกมที่ออกแบบมาเอื้อกับกราฟิคของ AMD Radeon ได้ระดับหนึ่งก็ตาม แต่โฟกัสหลักของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ต้องถือว่ามันออกแบบมาเพื่อทำงานเป็นหลัก ดังนั้นถ้าใครอยากเล่นเกมก็ยังพอเล่นฆ่าเวลาได้ระดับหนึ่ง

pcmark10 3

ด้านการทำงานเมื่อทดสอบด้วย PCMark 10 จะได้คะแนนเฉลี่ย 4,902 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับไล่เลี่ยกับโน๊ตบุ๊คสายทำงานหลายๆ รุ่นในปัจจุบันนี้ ถ้าดูแยกตามหมวดการทดสอบจะเห็นว่า Acer Swift Edge ใช้เปิดแอพฯ, ประชุมออนไลน์, เปิดเบราเซอร์ทำงานหรือเปิดไฟล์เอกสารก็ทำได้ดี ส่วนงานประเภท Digital Content Creation จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊คนี้เหมาะกับงานแต่งภาพเป็นที่สุด แต่งานตัดต่อวิดีโอหรือจำลองแบบสามมิติอาจจะไม่โดดเด่นนัก

Battery & Heat & Noise

Acer Swift Edge DSC00702

แบตเตอรี่ของ Swift Edge เป็นแบบลิเธียมไอออน ความจุ Typical Capacity 4,670mAh (53.9Wh) และ Rated Capacity 4,570mAh (52.7Wh) มีขนาดใหญ่มากและกินพื้นที่ในเครื่องไปถึงครึ่งหนึ่ง และขอบแบตเตอรี่ทั้งสองฝั่งก็สุดขอบแตะลำโพงทั้งสองด้านอีกด้วย ซึ่งข้อดีของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เช่นนี้ คือ มันถ่วงน้ำหนักตัวเครื่องได้เป็นอย่างดีจึงใช้นิ้วเดียวกางกางหน้าจอใช้งานได้เลย

batt2

จากการทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์โดยปิดไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ด, ลดความสว่างหน้าจอให้ต่ำสุดและเปิดเสียงลำโพงเพียง 10% และตั้งโหมดตัวเครื่องเป็นแบบประหยัดพลังงานแล้วใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube นาน 30 นาที โปรแกรม BatteryMon ก็ได้ผลการทดสอบว่า Acer Swift Edge ใช้งานต่อเนื่องได้นานสุด 8 ชั่วโมง 7 นาที ซึ่งใช้ได้ค่อนข้างนาน แต่ก็ยังไม่เกิน 10 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งโน๊ตบุ๊คบางเบาหลายๆ รุ่นทำได้ในปัจจุบันนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนสันนิษฐานว่าจุดที่ทำให้ Acer Swift Edge ใช้งานได้ 8 ชั่วโมง อาจเป็นเพราะพาเนล OLED ซึ่งใช้พลังงานเยอะกว่าพาเนล IPS ระดับหนึ่ง ดังนั้นเมื่อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ใช้งานได้นานระดับนี้ก็ถือว่านานพอสมควรแล้ว แต่ก็หวังว่าทาง Acer จะมีการอัพเกรดแบตเตอรี่ให้มีความจุมากขึ้นราว 75Wh ขึ้นไป จะใช้งานได้นานกว่านี้แน่นอน

แต่ Swift Edge นั้นมีพอร์ต USB-C 3.2 Gen 2 ที่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery และยังได้อแดปเตอร์ขนาด 65 วัตต์ ขนาดเล็กมาด้วย ก็ถือว่ายังพอชดเชยเรื่องเวลาใช้งานแบตเตอรี่ได้ระดับหนึ่ง ดังนั้น

Acer Swift Edge DSC00693

Acer Swift Edge DSC00708
Acer Swift Edge DSC00710
Acer Swift Edge DSC00694

ระบบระบายความร้อนของ Swift Edge จะมีฮีตไปป์หนึ่งเส้นพาดจากซีพียูตรงไปยังพัดลมโบลวเวอร์และฮีตซิ้งค์ซึ่งระบายความร้อนออกขอบบนของตัวเครื่อง ซึ่งเสียงตอนใช้งานตามปกตินั้นเบาไม่รบกวนหูเลยแม้แต่นิดเดียว ยกเว้นตอนปรับโหมดใช้ประสิทธิภาพตัวเครื่องสูงสุดแล้วรันโปรแกรมกินทรัพยากรตัวเครื่องจะได้ยินเสียงหวีดจากช่องพัดลมดังขึ้นมาเล็กน้อย

normal using temp
high temp

อุณหภูมิของซีพียูนั้นเมื่อวัดด้วย CPUID HWMonitor นั้น แม้จะไม่เห็นอุณหภูมิของซีพียูก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากอุณหภูมิของ SSD ที่เพิ่มจากเฉลี่ย 41 ไป 53 องศาเซลเซียสแล้ว ตัวซีพียูอาจจะมีความร้อนระดับหนึ่ง แต่ชุดระบายความร้อนยังจัดการได้อยู่ ส่วนอุณหภูมิตอนใช้งานจริงตามปกติ อย่างพิมพ์งานเอกสารหรือเปิดเว็บไซต์ Acer Swift Edge นั้นไม่มีอาการเครื่องร้อนขึ้นมาจนแตะใช้งานไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว สามารถใช้ทำงานต่อเนื่องได้สบายๆ อาจกล่าวได้ว่า Swift Edge นั้นคุมอุณหภูมิภายในเครื่องได้ดีมาก ตัวเครื่องเย็นตลอดเวลาจนไม่ต้องกังวลเรื่องความร้อนตอนใช้งานเลย

User Experience

Acer Swift Edge DSC007631

ถ้าถามว่าโน๊ตบุ๊คขนาดไหนเป็นไซซ์ที่ถูกใจผู้เขียน อย่างไรก็ต้อง 15.6 นิ้ว หรือไม่ก็ 16 นิ้ว แต่ในอดีตที่ผ่านมานั้นโน๊ตบุ๊คทั้งสองไซซ์นี้จะมีน้ำหนักมาก ส่วนโน๊ตบุ๊คจอ 14 นิ้ว แม้จะพกง่ายน้ำหนักเบาแต่จอก็กว้างไม่เต็มอิ่มนัก ทว่า Acer Swift Edge นั้นรวมเอาข้อดีที่หน้าจอใหญ่เต็มตากับน้ำหนักเบาสบายไหล่มาไว้ด้วยกัน มันจึงเป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ เพราะตัวเครื่องขนาด 16 นิ้ว แต่น้ำหนัก 1.17 กิโลกรัม สามารถหยิบใส่กระเป๋าเป้ที่ใส่โน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วไปไหนมาไหนได้สบาย จะติดอแดปเตอร์ไปด้วยหรือใช้แค่ปลั๊ก GaN กำลังชาร์จ 65 วัตต์ก็ชาร์จแบตเตอรี่ให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้แล้ว จะพกไปนั่งทำงานหรือเรียนก็ทำได้สบายๆ แถมพอร์ตเชื่อมต่อก็มาค่อนข้างครบครันอีกด้วย

ด้านประสิทธิภาพของ Swift Edge พอจับคู่กับซีพียู AMD Ryzen 6000 Series รุ่น AMD Ryzen 5 6600U แล้ว ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องประสิทธิภาพตอนทำงานอีกต่อไป เพราะจากที่ผู้เขียนทดลองใช้มาก็ไม่ผิดจากที่คิดเอาไว้ เพราะเมื่อใช้งานกับโปรแกรมทั่วไปอย่าง Microsoft Office Home & Student 2021 ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องหรือจะเปิดเบราเซอร์ทำงานบนเว็บแอพฯ ต่างๆ ก็ใช้งานได้ลื่นไหลไม่มีปัญหา ส่วนการตัดต่อแต่งภาพหรืองานศิลป์ต่างๆ ก็ทำได้ดีเพราะหน้าจอ OLED นั้นแสดงผลได้สีสันสวยคมชัดมาก ดังนั้นการให้สีหรือเลือกโทนรวมถึงการพรู้ฟสีงานอาร์ตก็ทำได้ดีมาก

โดยรวมแล้ว Swift Edge นั้นเป็นโน๊ตบุ๊คหน้าจอใหญ่ที่น้ำหนักเบามาก พกพาสะดวกและได้พอร์ตใช้งานติดตั้งมาครบถ้วน วัสดุตัวเครื่องเป็นแม็กนีเซียมอัลลอยด์แข็งแรงทนทานไม่พอ ประสิทธิภาพมันก็ดีมากจนใช้ทำงานทั่วไปในปัจจุบันนี้ได้สบายๆ จะงานหนักงานเบาก็รันได้ไม่มีปัญหาและสเปคในเครื่องก็ใช้งานได้อย่างน้อยๆ 3-5 ปีอย่างแน่นอน และเมื่อมันอัพเกรด SSD, RAM เพิ่มได้ ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ใช้ได้นานขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จุดสังเกตที่แป้นคีย์บอร์ดเป็นแบบ Tenkeyless ไม่มีชุด Numpad และไม่มีช่อง MicroSD Card Reader ติดตั้งมาให้ก็เป็นจุดน่าเสียดายอยู่บ้าง แต่ถ้าใครใช้งานคีย์บอร์โน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้วจนชินก็ไม่เป็นปัญหานัก และ Card Reader ในปัจจุบันนี้ราคาก็ไม่แพง ซึ่งถ้าใครต้องใช้เมมโมรี่การ์ดบ่อยๆ ก็ซื้อตัวอ่านการ์ดมาติดกระเป๋าเอาไว้ก็ช่วยแก้ปัญหาได้แล้ว

Conclusion & Award

Acer Swift Edge DSC007651

Acer Swift Edge ถือเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาเครื่องใหญ่ ใส่ซีพียู AMD Ryzen 6000 Series รุ่นใหม่ล่าสุดมาให้ ใส่ฟีเจอร์ดีมาครบเครื่องทั้งหน้าจอ 16 นิ้ว พาเนล OLED ความละเอียด 4K WQUGA, เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือพร้อมพอร์ตใช้งานต่างๆ ติดตั้งมาครบเครื่องและน้ำหนักก็เบาเพียง 1.17 กิโลกรัม ดีกับผู้ใช้ที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหน ตอบโจทย์ยุคนี้ที่จะทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work From Anywhere) เป็นอย่างมาก

ส่วนประกอบสำคัญอีกอย่าง คือ ชิปรักษาความปลอดภัยขั้นสูง Microsoft Pluton Security Processor ซึ่ง Swift Edge นั้นเป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องแรกในประเทศไทยที่มีฟีเจอร์นี้ ช่วยรักษาความปลอดภัยไม่ให้ผู้ไม่หวังดีเจาะระบบเข้ามาขโมยข้อมูลได้อีกด้วย ถือเป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่เหนือชั้นและทำงานได้สบายใจยิ่งกว่าเดิมมาก

หากยอมรับจุดสังเกตเล็กน้อยที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงไปข้างต้นได้ หรือไม่คิดว่ามันเป็นประเด็นตอนใช้งาน ก็กล่าวได้ว่า Swift Edge เป็นโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบาจอใหญ่ที่ดีมากและราคาต่อสเปคค่อนข้างสมเหตุสมผล หากใครอยากได้โน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมแต่ราคาอยู่ในระดับจับต้องได้ล่ะก็ Acer Swift Edge จัดเป็นรุ่นที่ดีจนไม่น่ามองข้ามเลย

award

NBS award 7 Design

best design

การดีไซน์ตัวเครื่องที่ดูสวยเรียบหรูและให้สีสวยงาม โดยเฉพาะสีขาว Flax White ที่เหลือบสีเป็นสีอื่นได้ด้วยจัดเป็นดีไซน์ที่ดึงดูดสายตา บอดี้แข็งแรงใช้โลหะแม็กนีเซียมอัลลอยด์นั้นจับแล้วแข็งแรงสัมผัสได้ความพรีเมี่ยม มีพอร์ตให้ใช้พร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออีก ถือว่าสวยเรียบง่ายและได้ฟังก์ชั่นใช้งานครบเครื่องมาก

 

NBS award 4 Mobility

best mobility

ตัวเครื่อง Swift Edge ขนาด 16 นิ้ว แต่น้ำหนัก 1.17 กิโลกรัมเป็นมิติตัวเครื่องในใจของใครหลายคน ยิ่งใครชอบพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนบ่อยๆ ก็ไม่หนักไหล่เกินไปและยังใส่กระเป๋าเป้สำหรับโน๊ตบุ๊คขนาด 15.6 นิ้วได้สบายๆ ดังนั้นมันจึงพกพาได้สะดวกมาก

award new Durability

best durability

บอดี้ของ Acer Swift Edge เป็นโลหะแม็กนีเซียมอัลลอยด์ทั้งตัว ตั้งแต่ฝาหลัง, ตัวเครื่องและแม้แต่ด้านใต้เครื่อง จับแล้วแข็งแรงทนทานไม่รู้สึกว่าจะบีบแตกหรือหักได้ง่ายๆ จะพกไปไหนก็ไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะเกิดความเสียหายได้ง่ายๆ 

from:https://notebookspec.com/web/673136-review-acer-swift-edge-amd-ryzen-6000

5 เคล็ดลับเลือกโน๊ตบุ๊ค 2022 ฉบับเข้าใจง่าย อ่านแล้วเลือกคอมได้ถูกใจ! พร้อม 6 รุ่นน่าใช้ อัพเดทปลายปี 2022

ฮาวทูเลือกโน๊ตบุ๊ค 2022 ให้ดีให้เวิร์คใน 5 ขั้นตอนง่ายๆ

Share image Edit Name 1laptop2022 1

หลายคนน่าจะค้นหาวิธีการบนเว็บไซต์หรืออ่านบทความกันเป็นประจำว่าถ้าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 นี้จะต้องดูต้องคิดเรื่องอะไรบ้าง? นั่นเพราะปัจจุบันนี้แบรนด์ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์นั้นแข่งกันผลิตโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง มีรุ่นย่อยร้อยแปดจนผู้ใช้หลายๆ คนเลือกกันไม่ถูกแล้วอาจจะซื้อรุ่นราคาไม่แพงแต่สเปคไม่ตอบโจทย์เลยทำงานได้ไม่เต็มที่อย่างที่คาดหวังไว้

Advertisementavw

อย่างไรก็ตาม วิธีการเลือกโน๊ตบุ๊ค 2022 นี้ไม่ยากอย่างนัก เพียงแค่เข้าใจว่าขอบเขตงานของเรามีอะไรบ้าง? จะซื้อไว้ทำงานเอกสารอย่างเดียวหรือมีงานกราฟิคอย่างตัดต่อคลิปหรือแต่งภาพด้วย หรือจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเอาไว้เล่นเกมแบบเน้นๆ เลย? ซึ่งถ้าตอบคำถามของตัวเองได้ว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊คแบบไหนมาใช้ก็ไม่ยากแล้ว

โน๊ตบุ๊ค 2022

5 เคล็ดลับเลือกโน๊ตบุ๊ค 2022 ให้ดีโดนใจ ฉบับรีบอ่านจะไปซื้อคอม!

joseph frank XGC 1eH ZGI unsplash

เชื่อว่าผู้อ่านส่วนใหญ่จะซื้อโน๊ตบุ๊คสักเครื่องมักเปิดบทความประเภท Buyer’s Guide แล้วดูว่าบทความนั้นโน๊ตบุ๊ครุ่นไหนที่ทางเว็บไซต์หรือผู้เขียนแนะนำบ้าง แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเข้าใจหลักการเลือกโน๊ตบุ๊คง่ายๆ 5 ขั้นตอนนี้แล้ว ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมาก โดยมีหลักการเลือกดังนี้

  1. เลือกระบบปฏิบัติการที่ตอบโจทย์เรา! – หลายคนอาจจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้นัก เพราะถ้าไม่ซื้อ MacBook มีแต่โน๊ตบุ๊ค Windows หรือบางเครื่องอาจเป็น Chrome OS มาบ้าง และหากใครจำได้จะเห็นว่าหลายปีก่อนหน้านี้ก็จะมีโน๊ตบุ๊คบางแบรนด์ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Linux อย่าง Ubuntu แทรกอยู่ในท้องตลาดด้วย นั่นเพราะมันเป็นปัจจัยหลักซึ่งกำหนดประสบการณ์ใช้งานของเราว่าจะใช้งานได้ดีไหลลื่นหรืออึดอัดจนแทบอยากขายทิ้งเลย ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนซึ่งเคยใช้โน๊ตบุ๊คทั้ง 4 ระบบปฏิบัติการนี้มาแล้วจะเป็นดังนี้
    1. Windows – เป็นระบบปฏิบัติการแรกของผู้ใช้หลายคน ซึ่งหลายคนก็ยังใช้งานอยู่หรือข้ามไประบบปฏิบัติการอื่นแล้วก็ตาม ข้อดีคือใช้โปรแกรมได้หลากหลายแบบตั้งแต่ใช้งานเอกสารหรือเบราเซอร์, โปรแกรมกราฟิคชั้นนำของโลกหรือแม้แต่เกมก็รองรับระบบปฏิบัติการนี้ เปิดมาก็พร้อมใช้งานได้เลย ใช้งานได้ง่ายในระดับ End User แต่ถ้าอยากให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต้องเรียนรู้เรื่องเคล็ดลับการใช้งานเพิ่มเติมอีก
    2. macOS – ใช้ง่าย หากผู้ใช้คนไหนมี iPhone, iPad จะยิ่งชอบระบบ Apple Ecosystem เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ประสานงานกันได้ดีและต่อเนื่องและทางบริษัทก็ดีไซน์หน้า User Interface ให้ออกมาสวยงามใช้งานได้ง่ายเหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป และแม้จะซื้อ MacBook รุ่นเก่าไป 2-3 ปี ก็ยังอัพเกรดเป็น macOS เวอร์ชั่นใหม่อยู่ อิงจากฐานข้อมูลว่า MacBook รุ่นไหนยังอัพเกรดเป็น macOS Monterey ได้ จะเห็นชื่อ MacBook Air ปี 2015 กับ MacBook Pro with Retina ปี 2015 ยังอัพเดทได้ แต่อย่างไรก็ตามถ้าใครใช้งาน Windows มานานแล้วย้ายมาใช้ macOS เป็นครั้งแรกก็ต้องปรับตัวเรื่องคีย์ลัดและฟังก์ชั่นต่างๆ สักระยะหนึ่ง และถ้าถนัดก็น่าจะถูกใจความเรียบง่ายของ OS นี้แน่นอน
    3. Chrome OS – เป็นระบบปฏิบัติการของ Google ซึ่งหน้าตาเหมือน Windows แล้วเอาประสบการณ์ใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต Android มาประยุกต์ใช้ได้ทันที และแอพฯ ส่วนใหญ่จะเน้นพึ่งอินเตอร์เน็ตเป็นหลักแต่ก็สามารถเปิดใช้งานแบบ Offline ได้ มีฟังก์ชั่นประสานงานกับสมาร์ทโฟน Android เหมือน macOS กับ iPhone อีกด้วย โดยปัจจุบันนี้นอกจากโน๊ตบุ๊คที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Chrome OS จากโรงงานโดยตรง ก็ยังโหลดระบบปฏิบัติการ Chrome OS Flex จาก Google มาติดตั้งในโน๊ตบุ๊คเครื่องเก่าให้รันระบบปฎิบัติการนี้ได้ด้วย
    4. Linux – เป็นระบบปฏิบัติการแบบ Open-source ซึ่งหากผู้ใช้มีความรู้ด้านโปรแกรมมิ่งก็สามารถโหลดไปใช้และพัฒนาต่อด้วยตัวเองก็ได้ โดยปัจจุบันนี้มีผู้เอา Linux ไปต่อยอดแล้วแยกเป็น Linux ฉบับใหม่ๆ ซึ่งเหมาะกับงานประเภทต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะ Ubuntu, Fedora, Linux Mint และหากใครติดตามข่าวอยู่ อาจจะได้ยินชื่อ Kylin Linux ซึ่งเป็น Linux อีกเวอร์ชั่นหนึ่งซึ่งออกแบบมาใช้กับภาษาจีนโดยเฉพาะ ซึ่งจากประสบการณ์ใช้งานส่วนตัวของผู้เขียนต้องถือว่า Linux เป็นระบบปฏิบัติการที่ไม่กินทรัพยากรเครื่องมาก (Lightweight OS) ใช้ทำงานต่างๆ ได้ดีและยิ่งใครรู้เรื่องโปรแกรมมิ่งและการใช้ Command Line (แต่ก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเองได้), การหาซอฟท์แวร์ทางเลือก (Alternate software) ซึ่งเปิดให้ใช้งานฟรีแล้วดีเทียบชั้นซอฟท์แวร์เสียเงิน ก็เชื่อว่าจะใช้งาน Linux ได้สนุกสนาน จะลงเป็น OS หลักหรือเสริมในโน๊ตบุ๊ค 2022 ก็ได้
  2. จะใช้ 2-in-1 หรือแบบธรรมดา? – โน๊ตบุ๊คในปัจจุบันนี้ดีไซน์ไม่ได้จำกัดเอาไว้แค่แบบฝาพับอันคุ้นตา ก็จะมีโน๊ตบุ๊คแบบพับจอกลับเป็นแท็บเล็ต, มีปากกา, ถอดคีย์บอร์ดได้ ฯลฯ ให้เลือกอีกมากมาย ซึ่งเรื่องดีไซน์นั้นขึ้นอยู่กับผู้ใช้แต่ละคน ว่าจะใช้งานทั่วไปแค่เปิดมาใช้ทำงานแล้วพับเก็บไปหรือถ้ามีงานอื่นๆ อย่างไปถ่ายภาพหน้างานแล้วต้องการวาดจดด้วยสไตลัสก็อาจจะหันมาดูโน๊ตบุ๊ค 2-in-1 แทนจะดีกว่า
  3. ขนาดและความละเอียดหน้าจอ – ขนาดหน้าจอโน๊ตบุ๊คปัจจุบันนี้มีตั้งแต่ 10 นิ้ว สำหรับเด็กไปจนจอใหญ่ 17 นิ้ว ซึ่งมักเจอเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คตัวท็อปหลายๆ รุ่น ซึ่งถ้าเน้นพกพาใส่กระเป๋าก็น่าดูรุ่น 14 นิ้ว แต่ถ้าไม่ได้ไปไหน เน้นนั่งทำงานอยู่บนโต๊ะ ก็แนะนำรุ่นจอ 15.6 นิ้ว จะมีขนาดใหญ่กำลังดี และแนะนำให้ดูหน้าจอความละเอียด Full HD เป็นขั้นต่ำ และถ้าเจอหน้าจอความละเอียดสูงกว่านี้ก็ยิ่งดี
  4. เลือกรุ่นแบตอึด จะได้ใช้งานได้นาน – แม้โน๊ตบุ๊ค 2022 หลายๆ รุ่นจะใช้งานได้นานเกิน 5 ชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนเจองานหนักเปิดเครื่องนานหลายชั่วโมงแล้วเครื่องอาจดับกลางคันได้ ซึ่งผู้เขียนแนะนำให้หารีวิวโน๊ตบุ๊คอ่านเพื่อหาข้อมูลรุ่นที่สนใจใช้งานได้นานกี่ชั่วโมง ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนมองว่าถ้าเป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คจะใช้งานได้ราว 5~7 ชั่วโมงก็เพียงพอ แต่หากเป็นโน๊ตบุ๊คบางเบาควรอยู่ได้ 9~12 ชั่วโมงจะดีที่สุด แต่ในทางกลับกันโน๊ตบุ๊คหลายรุ่นในปัจจุบันนี้ก็มีพอร์ต USB-C Full Function ให้เลือก ซึ่งพอร์ตนี้จะรองรับการต่อหน้าจอแบบ DisplayPort และชาร์จไฟแบบ Power Delivery ได้ ช่วยแก้ปัญหาว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องของเราใช้งานได้ไม่นาน ขอแค่เตรียม Power Bank กำลังชาร์จสูงเอาไว้ก็ชาร์จไปใช้งานไปได้เลย
  5. กำหนดสเปคโดยคร่าวๆ แล้วไปซื้อกัน – ส่วนของสเปคเครื่องขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน ว่าเนื้องานของแต่ละคนเน้นไปด้านไหนเป็นหลัก เช่น ถ้ามีงานกราฟิคหรือตัดต่อวิดีโอก็ควรหารุ่นมีการ์ดจอแยกมาใช้งาน, หากเน้นน้ำหนักเบาก็ดูซีพียูว่าเป็นรหัสประหยัดพลังงาน แต่จุดที่ผู้เขียนขอเน้นให้ผู้ใช้พิจารณาไว้ก่อนเป็นอย่างแรก คือ ควรหาโน๊ตบุ๊ค 2022 แรม 16GB มาใช้งาน ไม่เกี่ยงว่าจะเป็น DDR4 หรือ DDR5 ส่วนผู้ใช้ที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับแรมสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับแรมได้ที่นี่ ส่วนซีพียูอาจจะเริ่มที่ AMD Ryzen 3 หรือ Intel Core i3 ก็ได้ และมี M.2 NVMe SSD ติดตั้ง Windows 10 หรือ 11 มาให้ในเครื่องพร้อมความจุ 256GB ขึ้นไปจะดีที่สุด

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นน่าใช้ ออกใหม่ล่าสุด ซื้อมาใช้แล้วเวิร์คแน่นอน

สเปคโน๊ตบุ๊ค 2022 CPU

GPU

SSD

RAM

Software

หน้าจอ

น้ำหนัก

การเชื่อมต่อ ราคา
(บาท)
Lenovo IdeaPad 5 15ALC05-82LN00UHTA AMD Ryzen 7 5700U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

15.6″ FHD IPS

1.66 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

SD Card
Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

22,490
HP Victus Gaming 15-fb0068AX  AMD Ryzen 5 5600H

AMD Radeon RX 6500M

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.29 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

SD Card
Reader x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

27,490
MSI Alpha 15 B5EEK-095TH AMD Ryzen 7 5800H

AMD Radeon RX 6600M

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.35 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

LAN x 1

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

32,490
Acer Aspire Vero AV15-52-79Z9 Intel Core
i7-1255U

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

15.6″ FHD IPS

1.76 กก.

USB-A 3.2 x 3

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

30,990
Lenovo ThinkPad E15 Gen 4-21E600C1TH Intel Core
i7-1255U

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.7 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 1

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

37,900
ASUS TUF Gaming Dash F15 FX517ZM-HN093W Intel Core
i7-12650H

NVIDIA GeForce RTX 3060 

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

44,990

6 โน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นแนะนำน่าใช้ทั้งสายทำงานและเล่นเกม

หากผู้ใช้คนไหนได้อ่านวิธีการเลือกโน๊ตบุ๊ค 2022 ตามที่แนะนำไปข้างบนแล้ว เริ่มเห็นภาพว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องไหนมาใช้เป็นโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่ของเราดี โดยผู้เขียนได้เลือกโน๊ตบุ๊คทั้งสายทำงานและเล่นเกม โดยมีรุ่นที่ติดตั้งซีพียู AMD กับ Intel มาให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่น ได้แก่

  1. Lenovo IdeaPad 5 15ALC05-82LN00UHTA (22,490 บาท)
  2. HP Victus Gaming 15-fb0068AX (27,490 บาท)
  3. MSI Alpha 15 B5EEK-095TH (32,490 บาท)
  4. Acer Aspire Vero AV15-52-79Z9 (30,990 บาท)
  5. Lenovo ThinkPad E15 Gen 4-21E600C1TH (37,900 บาท)
  6. ASUS TUF Gaming Dash F15 FX517ZM-HN093W (44,990 บาท)
1. Lenovo IdeaPad 5 15ALC05-82LN00UHTA (22,490 บาท)

ideapad5

โน๊ตบุ๊ค 2022 เครื่องแรกในบทความนี้ ผู้เขียนแนะนำ Lenovo IdeaPad 5 15ALC05-82LN00UHTA ที่เหมาะจะใช้ทำงานออฟฟิศเป็นรุ่นแรก จุดเด่นของมัน คือ มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, อัพเกรดแรมเพิ่มได้และมีโปรแกรม Microsoft Office ติดตั้งมาให้ เพียงแค่อัพเกรดแรมไป 16GB ก็ใช้งานได้สบายๆ

เครื่องนี้ติดตั้งซีพียู AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics แบบ 8 คอร์มาให้ ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้ในเครื่อง มีแรมออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200MHz พอร์ตที่ตัวเครื่องมี USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 และน้ำหนักเพียง 1.66 กิโลกรัมเท่านั้น หากใครต้องการโน๊ตบุ๊คเน้นทำงานแล้วสเปคคุ้มด้วยก็ซื้อ Lenovo IdeaPad 5 นี้ไปได้เลย

Lenovo IdeaPad 5 15ALC05-82LN00UHTA
  • CPU : AMD Ryzen 7 5700U แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 1.8-4.3GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics แบบ 8 คอร์
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : ออนบอร์ด 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.66 กิโลกรัม
  • Price : 22,490 บาท (BaNANA)
2. HP Victus Gaming 15-fb0068AX (27,490 บาท)

victusgaming

หากใครอยากได้โน๊ตบุ๊ค 2022 สเปค AMD ล้วนล่ะก็ HP Victus Gaming 15-fb0068AX เครื่องนี้น่าจะถูกใจผู้ใช้หลายๆ คนอย่างแน่นอน เพราะราคาแค่สองหมื่นกลางแต่สเปคจัดว่าแรงและเมื่อซีพียูกับการ์ดจอเป็น AMD ทั้งหมดแล้วก็จะรองรับฟังก์ชั่น AMD S.A.M. ทำให้โหลดฉากและ Texture ในเกมได้เร็วยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าอัพเกรดแรมเป็น 16GB ก็ยิ่งทำงานและเล่นเกมได้ลื่นไหลขึ้นเยอะ

ซีพียูในเครื่องเป็น AMD Ryzen 5 5600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3-4.2GHz จับคู่กับการ์ดจอ AMD Radeon RX 6500M แรม 4GB GDDR6 มาให้ใช้งาน ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมแรมอีก 8GB DDR4 บัส 3200MHz หากอัพเกรดแรมเป็น 16GB ก็ใช้งานได้ลื่นไหลขึ้นมาก ที่เครื่องมี USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ด้วย และน้ำหนักเครื่องอยู่ที่ 2.29 กิโลกรัม ดังนั้นถ้าใครอยากได้เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คสเปค AMD ล้วนก็ซื้อ HP Victus เครื่องนี้ได้เลย

สเปคของ HP Victus Gaming 15-fb0068AX
  • CPU : AMD Ryzen 5 5600H แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 3.3-4.2GHz
  • GPU : AMD Radeon RX 6500M แรม 4GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.29 กิโลกรัม
  • Price : 27,490 บาท (Advice)
3. MSI Alpha 15 B5EEK-095TH (32,490 บาท)

alpha15

MSI Alpha 15 B5EEK-095TH เครื่องนี้ก็เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2022 สเปค AMD ล้วนอีกเครื่องที่แรงจบตั้งแต่เปิดกล่อง สามารถเล่นเกมฟอร์มยักษ์ในปัจจุบันได้สบายๆ และยังอัพเกรดเพิ่ม SSD เข้าไปได้อีกด้วย จัดเป็นตัวแรงราคาน่าคบอีกเครื่องหนึ่ง

ซีพียูในเครื่องเป็น AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4GHz ใช้การ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6600M แรม 8GB GDDR6 กับหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมแรม 16GB DDR4 บัส 3200MHz ในตัว ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อมี USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, LAN x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ได้ น้ำหนักเครื่องอยุ่ที่ 2.35 กิโลกรัม หากใครจะซื้อเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค AMD ล้วนสเปคแรงสักเครื่องก็ซื้อเครื่องนี้ไปเล่นเกมได้เลย

สเปคของ MSI Alpha 15 B5EEK-095TH
  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4GHz
  • GPU : AMD Radeon RX 6600M แรม 8GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, LAN x 1, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.35 กิโลกรัม
  • Price : 32,490 บาท (ราคากลาง)
4. Acer Aspire Vero AV15-52-79Z9 (30,990 บาท)

vero

Acer Aspire Vero AV15-52-79Z9 รุ่นนี้เป็นโน๊ตบุ๊ค 2022 ภาคต่อของตระกูล Vero ซึ่งบอดี้ทำจากวัสดุพลาสติกรีไซเคิล มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้กับโปรแกรม Microsoft Office แท้ และรหัสนี้ก็ได้รับการอัพเกรดเป็น Intel 12th Gen แล้วด้วย

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics หน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้ ในเครื่องมีแรม 16GB DDR4 บัส 3200MHz พอร์ตเชื่อมต่อมี USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 ต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และตัวเครื่องหนัก 1.76 กิโลกรัมเท่านั้น และจากโลโก้จะเห็นว่า Aspire Vero นี้ผ่านมาตรฐานเป็นโน๊ตบุ๊ค Intel Evo ด้วย ดังนั้นจะได้เปรียบเรื่องแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ทนทานยิ่งขึ้นด้วย

สเปคของ Acer Aspire Vero AV15-52-79Z9
  • CPU : Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.76 กิโลกรัม
  • Price : 30,990 บาท (ราคากลาง)
5. Lenovo ThinkPad E15 Gen 4-21E600C1TH (37,900 บาท)

thinkpad

สำหรับโน๊ตบุ๊ค 2022 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน ต้องยกให้ Lenovo ThinkPad E15 Gen 4-21E600C1TH รุ่นนี้ที่นอกจากตัวเครื่องจะใหญ่กำลังดีและยังได้ Windows 11 Pro ซึ่งเพิ่มฟีเจอร์เรื่องความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งกว่าเวอร์ชั่น Home อีกด้วย ดังนั้นโน๊ตบุ๊คนี้จึงเหมาะกับคนหาโน๊ตบุ๊คเอาไว้ทำงานเป็นอย่างมาก และมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดตั้งมาให้ด้วย

สเปคของเครื่องนี้ใช้ซีพียู Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics และหน้าจอ 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Pro มาพร้อมแรม 16GB DDR4 บัส 3200MHz ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อมี USB 2.0, USB-A 3.2, USB-C 3.2, HDMI, LAN, Audio combo อย่างละ 1 ช่อง เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และตัวเครื่องหนัก 1.7 กิโลกรัม เรียกว่าเอาใจสายทำงานแบบเต็มที่และได้ Intel 12th Gen ไปด้วยเลย

สเปคของ Lenovo ThinkPad E15 Gen 4-21E600C1TH
  • CPU : Intel Core i7-1255U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.7 กิโลกรัม
  • Price : 37,900 บาท (ราคากลาง)
6. ASUS TUF Gaming Dash F15 FX517ZM-HN093W (44,990 บาท)

tufdash

ส่วนโน๊ตบุ๊ค 2022 ที่ได้ทั้งทำงานและเล่นเกม ASUS TUF Gaming Dash F15 FX517ZM-HN093W นับเป็นคำตอบที่ดีมาก เพราะนอกจากได้ดีไซน์สวยเรียบร้อยไม่หวือหวาแล้ว สเปคยังแรงตั้งแต่เปิดกล่องและพอร์ต USB-C ยังเป็น Full Function ด้วย

ซีพียูในเครื่องติดตั้ง Intel Core i7-12650H แบบ 10 คอร์ 16 เธรด (6P+4E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz กับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6 ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมแรม 16GB DDR5 บัส 4800MHz พอร์ตเชื่อมต่อมี USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ตัวเครื่องหนัก 2 กิโลกรัมพอดี เป็นโน๊ตบุ๊คหน้าตาเรียบร้อยดูดีทำงานและเล่นเกมได้สบายๆ

สเปคของ ASUS TUF Gaming Dash F15 FX517ZM-HN093W
  • CPU : Intel Core i7-12650H แบบ 10 คอร์ 16 เธรด (6P+4E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3060 แรม 6GB GDDR6
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR5 บัส 4800MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2 กิโลกรัม
  • Price : 44,990 บาท (Advice)

windows eGNLSgazDVU unsplash

จะเห็นว่าโน๊ตบุ๊ค 2022 ณ ตอนนี้มีรุ่นน่าสนใจให้เลือกเยอะทีเดียว และวิธีการเลือกโน๊ตบุ๊คนั้นก็ไม่ได้ยากมาก หากเข้าใจว่าเราเน้นใช้งานอะไรบ้างและต้องการโน๊ตบุ๊คแบบไหน เท่านี้ก็ช่วยตัดตัวเลือกรุ่นที่ไม่เกี่ยวข้องไปได้เยอะและไม่ต้องโดนคนขายเชียร์ปั่นยอดขายจนเสียโฟกัสอีกด้วย ดังนั้นผู้เขียนแนะนำให้เริ่มทำการบ้านหาดูรุ่นที่สนใจจากที่บ้านก่อนแล้วไปจบที่หน้าร้านหรือจะซื้อออนไลน์ไปเลยก็สะดวกเช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

Share image Edit Name 3msi 1

Share image Edit Name 1qdoled 1

Share image Edit Name 3acer 1

from:https://notebookspec.com/web/668571-5-tips-for-buying-laptop-in-2022

6 โน๊ตบุ๊คทำงาน Acer หัวใจ Intel Gen 12 แรงคุ้มมีจอ OLED ให้เลือก! อัพเดทปลายปี 2022

โน๊ตบุ๊คทำงาน Acer ปลายปี 2022 นี้มีของดีเปิดตัวมาเพียบ มีจอ OLED แล้วด้วย!

acer oled cover

โน๊ตบุ๊คทำงาน Acer ในช่วงปลายปี 2022 นี้ มีรุ่นน่าสนใจเปิดตัวออกมามากมาย ปรับดีไซน์เปลี่ยนสเปคให้ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเรื่องอัพเกรดเครื่องเพิ่ม RAM, SSD ให้มีความจุมากขึ้น บางรุ่นได้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อคเครื่อง และบางรุ่นยังแถม Microsoft Office Home&Student ของแท้ติดตั้งมาให้ พร้อมใช้งานตั้งแต่เริ่มต้นตอบโจทย์ผู้ใช้เน้นความคุ้มค่าอย่างแน่นอน

Advertisementavw

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ Intel 12th Gen ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงต้นปี แบรนด์โน๊ตบุ๊คชั้นนำของตลาดอย่าง Acer ก็เปิดตัวโน๊ตบุ๊คทำงาน Acer รุ่นใหม่ทั้งสเปคและดีไซน์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะซีรี่ส์ Aspire ที่เน้นความคุ้มค่าอัพเกรดเครื่องได้, Swift ซึ่งเน้นความบางเบาพกพาสะดวกก็มีให้เลือกซื้อไปใช้ด้วย และราคาก็มีตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นช่วง 20,000 บาท เพื่อนักเรียนนักศึกษาไปจนรุ่นพรีเมี่ยมดีไซน์สวยมีเอกลักษณ์ด้วย

โน๊ตบุ๊คทำงาน Acer

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊คทำงาน Acer น่าใช้ทั้ง 6 รุ่น หัวใจ Intel Gen 12 สดใหม่ประหยัดไฟ

สเปคโน๊ตบุ๊คทำงาน Acer CPU

GPU

SSD

RAM

Software

หน้าจอ

น้ำหนัก

การเชื่อมต่อ ราคา
(บาท)
Acer Aspire 3 A315-31F5 Intel Core
i3-1215U

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

4GB DDR4
3200 MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.77 กก.

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

17,900
Acer Aspire 3 A315-54S1 Intel Core
i5-1235U

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB DDR4
3200 MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.77 กก.

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

20,900
Acer Swift 3 SF314-51SQ Intel Core
i5-12500H

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR5
5200 MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home&Student 2021

14″ 2.8K
(2880×1800)
OLED HDR

VESA DisplayHDR True Black 500

100%
DCI-P3

Refresh Rate 90Hz

1.4 กก.

Thunderbolt 4 x 2

USB-A 3.2 x 2

HDMI 2.1 x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

31,990
Acer Swift 3 SF314-75PN Intel Core
i7-12700H

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR5
5200 MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home&Student 2021

14″ 2.8K
(2880×1800)
OLED HDR

VESA DisplayHDR True Black 500

100%
DCI-P3

Refresh Rate 90Hz

1.4 กก.

Thunderbolt 4 x 2

USB-A 3.2 x 2

HDMI 2.1 x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

35,990
Acer Swift 3 SF314-512-51E2 Intel Core
i5-1240P

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB LPDDR4x
4267MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home&Student 2021

14″ 2K
(2560×1440)
IPS

1.25 กก.

Thunderbolt 4 x 2

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

29,990
Acer Swift 3 SF314-512-75VX Intel Core
i7-1260P

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

8GB LPDDR4x
4267MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home&Student 2021

14″ 2K
(2560×1440)
IPS

1.25 กก.

Thunderbolt 4 x 2

USB-A 3.2 x 2

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

33,990

6 โน๊ตบุ๊คทำงาน Acer น่าใช้ หัวใจ Intel Gen 12 แรงลื่นประหยัดไฟ

ผู้ใช้คนไหนที่มีแผนซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่เอาไว้ทำงานอยู่ ผู้เขียนอยากแนะนำให้ลองดูโน๊ตบุ๊คทำงาน Acer รุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งอัพเดทสเปคมาเป็น Intel Gen 12 สักหน่อย เพราะนอกจากสเปคจะดีแล้วราคาก็ไม่แพงเกินไปอีกด้วย โดยผู้เขียนเลือกมาแนะนำทั้งหมด 6 รุ่นดังนี้

  1. Acer Aspire 3 A315-31F5 (17,900 บาท)
  2. Acer Aspire 3 A315-54S1 (20,900 บาท)
  3. Acer Swift 3 SF314-51SQ (31,990 บาท)
  4. Acer Swift 3 SF314-75PN (35,990 บาท)
  5. Acer Swift 3 SF314-512-51E2 (29,990 บาท)
  6. Acer Swift 3 SF314-512-75VX (33,990 บาท)
1. Acer Aspire 3 A315-31F5 (17,900 บาท)

Screenshot 2022 09 12 100950

Acer Aspire 3 A315-31F5 เป็นโน๊ตบุ๊คทำงาน Acer รุ่นแรกที่ราคาไม่แพงมาก ตอบโจทย์นักเรียนนักศึกษาที่หาโน๊ตบุ๊คเอาไว้เรียนและยังใช้งานต่อได้ยาวจนเริ่มทำงานเลยก็ไม่มีปัญหา ขนาดเครื่องใหญ่มี Numpad ติดตั้งมาให้ใช้งานอีกด้วย หากผู้อ่านคนไหนสนใจ Aspire 3 เครื่องนี้สามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

ซีพียูในเครื่องติดตั้ง Intel Core i3-1215U แบบ 6 คอร์ 8 เธรด (2P+4E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz มาให้ ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics กับหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมใช้งาน มีแรมในเครื่อง 4GB DDR4 บัส 3200MHz สามารถอัพเกรดเพิ่ม SSD, RAM ในเครื่องได้แน่นอน มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0 ได้ ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.77 กิโลกรัมเท่านั้น เป็นโน๊ตบุ๊คทำงาน Acer รุ่นแรกที่ราคาไม่แพงและสเปคดีน่าสนใจรุ่นหนึ่ง

สเปคของ Acer Aspire 3 A315-31F5
  • CPU : Intel Core i3-1215U แบบ 6 คอร์ 8 เธรด (2P+4E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 4GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.77 กิโลกรัม
  • Price : 17,900 บาท (Advice)
2. Acer Aspire 3 A315-54S1 (20,900 บาท)

Screenshot 2022 09 12 101342

โน๊ตบุ๊คทำงาน Acer รุ่นถัดมาเป็น Acer Aspire 3 A315-54S1 รหัสนี้เป็นรุ่นที่แชร์สเปคร่วมกับ Aspire 3 ในข้อก่อนหน้าแทบทั้งหมด แต่เปลี่ยนซีพียูเป็น Intel Core i5-1235U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz แทนและเพิ่มแรมให้เป็น 8GB DDR4 บัส 3200MHz แทน หากใครใช้โปรแกรมที่เน้นกำลังประมวลผลของซีพียูหนักๆ ตัวอย่างเช่น Microsoft Excel แล้วเป็นชีตมีตารางเยอะ รุ่นนี้จัดว่าน่าสนใจทีเดียว แค่เพิ่มเงินอีกเล็กน้อยสเปคก็จัดว่าดีน่าประทับใจทีเดียว

สเปคของ Acer Aspire 3 A315-54S1
  • CPU : Intel Core i5-1235U แบบ 10 คอร์ 12 เธรด (2P+8E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 8GB DDR4 บัส 3200 MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.77 กิโลกรัม
  • Price : 20,900 บาท (Advice)
3. Acer Swift 3 SF314-51SQ (31,990 บาท)

Screenshot 2022 09 12 101432

โน๊ตบุ๊คทำงาน Acer รุ่น Acer Swift 3 SF314-51SQ รหัสนี้เป็น Swift รุ่นล่าสุดที่ได้หน้าจอพาเนล OLED สีสันสวยงาม ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ความละเอียดสูงถึง 2.8K จับคู่กับซีพียู Intel 12th Gen รหัส H ประสิทธิภาพสูงและมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย เหมาะกับคนที่ทำงานกราฟฟิคอย่างตัดต่อแต่งภาพหรือทำกราฟฟิคมาก

สเปคของ Swift 3 เครื่องนี้ได้ซีพียู Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.5GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics และหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800) พิกเซล พาเนล OLED HDR ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ค่า Refresh Rate 90Hz มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home&Student 2021 มาให้พร้อมแรมออนบอร์ด 16GB LPDDR5 บัส 5200MHz มีพอร์ต Thunderbolt 4 x 2, USB-A 3.2 x 2, HDMI 2.1 x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และตัวเครื่องเบาเพียง 1.4 กิโลกรัมเท่านั้น จัดเป็นโน๊ตบุ๊คทำงาน Acer เครื่องเบาแต่สเปคดีรุ่นหนึ่งเลย

สเปคของ Acer Swift 3 SF314-51SQ
  • CPU : Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB LPDDR5 บัส 5200 MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800) พิกเซล พาเนล OLED HDR ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ค่า Refresh Rate 90Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2, USB-A 3.2 x 2, HDMI 2.1 x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home&Student 2021
  • Weight : 1.4 กิโลกรัม
  • Price : 31,990 บาท (ราคากลาง)
4. Acer Swift 3 SF314-75PN (35,990 บาท)

Screenshot 2022 09 12 101712

โน๊ตบุ๊คทำงาน Acer รุ่นถัดมาเป็น Acer Swift 3 SF314-75PN ซึ่งเป็นรุ่นอัพเกรดสเปคของ Swift 3 ในข้อที่แล้ว โดยเปลี่ยนซีพียูเป็น Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz แทน จึงมีคอร์และเธรดเอาไว้ประมวลผลกับโปรแกรมที่กินทรัพยากรเครื่องหนักๆ ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งถ้าใครจะตัดต่อคลิปด้วยล่ะก็ แนะนำให้เพิ่มงบอีกสักนิดมาซื้อโน๊ตบุ๊คทำงาน Acer เครื่องนี้ไปจะดีกว่า

สเปคของ Acer Swift 3 SF314-75PN
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB LPDDR5 บัส 5200 MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K (2880×1800) พิกเซล พาเนล OLED HDR ได้รับการรับรอง VESA DisplayHDR True Black 500 ขอบเขตสีกว้าง 100% DCI-P3 ค่า Refresh Rate 90Hz
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2, USB-A 3.2 x 2, HDMI 2.1 x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home&Student 2021
  • Weight : 1.4 กิโลกรัม
  • Price : 35,990 บาท (ราคากลาง)
5. Acer Swift 3 SF314-512-51E2 (29,990 บาท)

Screenshot 2022 09 12 101742

Acer Swift 3 SF314-512-51E2 นี้จะเป็นโน๊ตบุ๊คทำงาน Acer ที่ผ่านมาตรฐาน Intel Evo ซึ่งข้อดีของ Swift 3 ตระกูลนี้ คือน้ำหนักเบา, พกพาง่าย มีพอร์ต Thunderbolt 4 และพอร์ตอื่นๆ ติดตั้งมาให้และมีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมืออีกด้วย ซึ่งถ้าใครชอบโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบาแบตเตอรี่อึดใช้งานได้หลายชั่วโมง แนะนำให้ดูรุ่นนี้เอาไว้ได้เลย

ซีพียูของ Swift 3 นี้เป็น Intel Core i5-1240P แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz ใช้การ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics และหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด 2K (2560×1440) พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home&Student 2021 กับแรมออนบอร์ด 8GB LPDDR4x 4267MHz ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อมี Thunderbolt 4 x 2, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และน้ำหนักเครื่องเพียง 1.25 กิโลกรัมเท่านั้น จัดว่าเบาน่าใช้ทีเดียว เหมาะกับผู้ที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปไหนมาไหนเป็นอย่างมาก

สเปคของ Acer Swift 3 SF314-512-51E2
  • CPU : Intel Core i5-1240P แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 8GB LPDDR4x 4267MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2K (2560×1440) พาเนล IPS
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home&Student 2021
  • Weight : 1.25 กิโลกรัม
  • Price : 29,990 บาท (ราคากลาง)
6. Acer Swift 3 SF314-512-75VX (33,990 บาท)

Screenshot 2022 09 12 101758

Acer Swift 3 SF314-512-75VX เครื่องนี้เป็นโน๊ตบุ๊คทำงาน Acer อีกรุ่นที่เลือกมาแนะนำในบทความนี้ โดยสเปคจะแชร์กับ Swift 3 ในข้อที่แล้วทั้งหมด แต่ซีพียูถูกอัพเกรดเป็น Intel Core i7-1260P แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.4-4.7GHz แทน ทำให้ประสิทธิภาพตอนประมวลผลดีขึ้น หากใครชอบ Swift 3 ตรงน้ำหนักเบาอยู่แล้ว แต่อยากได้ซีพียูประสิทธิภาพสูงขึ้นสักหน่อย ก็ขยับมาซื้อเครื่องนี้แทนจะดีที่สุด

สเปคของ Acer Swift 3 SF314-512-75VX
  • CPU : Intel Core i7-1260P แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.4-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 8GB LPDDR4x 4267MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2K (2560×1440) พาเนล IPS
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2, USB-A 3.2 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home&Student 2021
  • Weight : 1.25 กิโลกรัม
  • Price : 33,990 บาท (ราคากลาง)

acer laptop swift 3 main banner l

จะเห็นว่าช่วงปลายปี 2022 นี้มีโน๊ตบุ๊คทำงาน Acer ดีๆ เปิดตัวมาให้เลือกหลากหลายรุ่น ได้ซีพียู Intel 12th Gen และมีหน้าจอพาเนล OLED ให้เลือกซื้อ ตอบโจทย์คนที่ทำงานกราฟฟิคอีกด้วย หรือใครที่อยากได้หน้าจอสีสดสวยเป็นพิเศษก็น่าซื้อไปใช้งานเช่นกัน ดังนั้นถ้าใครอยากเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คอยู่แล้ว ก็อยากแนะนำแบรนด์ Acer เป็นพิเศษ เนื่องจากสเปคต่อราคาจัดว่าคุ้มค่าและด้านความแข็งแรงทนทานก็ไม่แพ้แบรนด์ชั้นนำเจ้าอื่นอย่างแน่นอน


บทความที่เกี่ยวข้อง

Share image Edit Name 1predator 1

acer amd cover

swift cover 1

from:https://notebookspec.com/web/666634-6-acer-laptop-for-work-intel-gen-12

6 โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท สเปคดีทำงานเลิศ เรียนออนไลน์เจ๋ง อัพเดทปลายปี 2022

โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ซื้อเอาไว้ทำงานหรือเรียนออนไลน์ก็โอเคนะ

Share image Edit Name 2laptop 1 1

มั่นใจว่าผู้ใช้หลายๆ คนมองหาโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท เอาไว้ใช้สักเครื่อง นั่นเพราะโน๊ตบุ๊คระดับราคานี้เป็นกลุ่มที่สเปคและราคาสมเหตุผล ไม่แพงเกินไปจนซื้อไม่ไหวแล้วได้สเปคในระดับที่ใช้ทำงานออฟฟิศทั่วไปได้โดยไม่มีปัญหา เปิดไฟล์เอกสาร, เบราเซอร์และอื่นๆ ได้ดีไม่มีปัญหา และหากใครต้องการทดลองใช้งานโน๊ตบุ๊คที่เป็นระบบปฏิบัติการอื่นนอกจาก Windows ก็มีโน๊ตบุ๊ค Chome OS ให้เลือกไปลองใช้งานได้ด้วย น่าจะถูกใจผู้ใช้ที่ชอบทดลองใช้งานอะไรใหม่ๆ เป็นอย่างมาก

Advertisementavw

นอกจากนี้ จุดดีของโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท หลายๆ รุ่น คือ มันสามารถเปิดฝาอัพเกรด เพิ่ม RAM, SSD เข้าไปให้มีความจุมากขึ้น รันโปรแกรมต่างๆ ได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม และซีพียูทั้ง AMD, Intel ของโน๊ตบุ๊คกลุ่มนี้ก็มีประสิทธิภาพสูงพอรันโปรแกรมทั่วไปในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเบราเซอร์, Microsoft Office และอื่นๆ ได้โดยไม่มีปัญหาแน่นอน และราคาระดับนี้ก็ตอบโจทย์ตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ไปจนจบใหม่เพิ่งได้งานทำเป็นที่แรกอย่างแน่นอน

โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000

สรุปสเปคโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ทั้ง 6 รุ่น ตัวไหนน่าสนใจน่าซื้อมาทำงานบ้าง?
สรุปสเปคโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท CPU, GPU SSD

RAM

Software

หน้าจอ

น้ำหนัก

การเชื่อมต่อ ราคา
(บาท)
HP Chromebook 11MK G9 EE MediaTek Kompanio 500 (MT8183)

ARM Mali-G72 MP3

32GB e.MMC 5.0

4GB LPDDR4x
4266 MHz

Chrome OS

11.6″ HD TN

1.34 กก.

USB-C 3.2
รองรับ
Power Delivery, DisplayPort

USB 2.0 x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 4.2

4,899
HP 15s-fq3028TU Intel Pentium Silver N6000

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
256GB

4GB DDR4
2933MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.65 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

SD Card Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.2

12,590
Lenovo ThinkBook 14 ACL AMD Ryzen 3 5300U

AMD Radeon Graphics

M.2 NVMe
256GB

4GB DDR4
3200MHz

DOS

14″ FHD IPS

1.4 กก.

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 2

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

12,900
Fujitsu Lifebook E5410 Intel Core
i3-10110U

Intel UHD Graphics

M.2 NVMe
256GB

4GB DDR4
2666MHz

DOS

14″ HD IPS

1.79 กก.

USB-A 3.2 Gen 1 x 2

USB-C 3.2 Gen 2
รองรับ
Power Delivery, DisplayPort x 1

HDMI x 1

VGA x 1

SD Card Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

14,990
INBook X2 Intel Core
i3-1005G1

Intel UHD Graphics

M.2 NVMe
256GB

4GB DDR4
2666MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office

14″ FHD IPS

1.24 กก.

USB-C รองรับ
Power Delivery, DisplayPort x 1

USB-C x 1

USB 3.0 x 2

HDMI 1.4 x 1

MicroSD Card Reader x 1

Audio Combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.1

12,990
ASUS ExpertBook P2 P2451FA-EK2706 1 Intel Core
i3-10110U

Intel UHD Graphics

M.2 NVMe
256GB

4GB DDR4
2666MHz

DOS

14″ FHD TN

1.5 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

VGA x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

14,990

6 โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ไม่ต้องจ่ายแพงก็ได้ของดีเอาไว้ทำงาน

หากผู้ใช้คนไหนกำลังมองหาโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท เอาไว้ใช้งานสักเครื่องอยู่ ไม่อยากจ่ายแพงแต่ขอสเปคดี ใช้งานได้ไหลลื่น ก็สามารถหาซื้อมาใช้งานได้อย่างแน่นอนและมีตัวเลือกหลากหลายด้วย ซึ่งทั้ง 6 รุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำจะมีดังนี้

  1. HP Chromebook 11MK G9 EE (4,899 บาท)
  2. HP 15s-fq3028TU (12,590 บาท)
  3. Lenovo ThinkBook 14 ACL (12,900 บาท)
  4. Fujitsu Lifebook E5410 (14,990 บาท)
  5. INBook X2 (12,990 บาท)
  6. ASUS ExpertBook P2 P2451FA-EK2706 (14,990 บาท)
1. HP Chromebook 11MK G9 EE (4,899 บาท)

HP Chromebook DSC09405

HP Chromebook 11MK G9 EE เป็นโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ระบบปฏิบัติการ Chrome OS ซึ่งผู้เขียนได้ทำรีวิวไปก่อนหน้านี้ หากผู้ใช้ท่านไหนสนใจโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่สามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่ ในแง่ของจุดเด่น คือ โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้มีน้ำหนักเบา พกพาง่าย แบตเตอรี่อึดใช้งานได้หลายชั่วโมงและใช้ความรู้ความเข้าใจของสมาร์ทโฟน Android มาประยุกต์กับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ได้เลย ไม่ต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ตั้งแต่ต้นก็ได้

สเปคของ HP Chromebook ใช้ชิป MediaTek Kompanio 500 (MT8183) แบบ Octa-core กับจีพียู ARM Mali-G72 MP3 สามารถทำงานและเรนเดอร์ภาพขึ้นหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว ความละเอียด HD (1366×768) พาเนล TN ได้ดีไม่มีปัญหา มีหน่วยความจำแบบ e.MMC 5.0 ความจุ 32GB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Chrome OS มาให้พร้อมแรมอีก 4GB LPDDR4x บัส 4266MHz มีพอร์ต USB-C 3.2 รองรับ Power Delivery และ DisplayPort 1.2 x 1, USB 2.0 x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านทาง Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 4.2 ด้วย และน้ำหนักเครื่องเพียง 1.34 กิโลกรัม ประกอบกับราคาเครื่องเพียง 4,899 บาท ก็ถือว่าไม่แพงมากหากใครต้องการทดลองใช้ระบบปฏิบัติการ Chrome OS แล้วไม่อยากจ่ายแพงเกินไป ก็มาเริ่มกับ HP Chromebook 11MK G9 EE เครื่องนี้ก่อนได้เลย

สเปคของ HP Chromebook 11MK G9 EE
  • CPU : MediaTek Kompanio 500 (MT8183) แบบ Octa-core
  • GPU : ARM Mali-G72 MP3 Graphics
  • SSD : 32GB e.MMC 5.0
  • RAM : 4GB LPDDR4x บัส 4266 MHz
  • Monitor : 11.6 นิ้ว ความละเอียด HD (1366×768) พาเนล TN
  • Port : USB-C 3.2 รองรับ Power Delivery และ DisplayPort 1.2 x 1, USB 2.0 x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac, Bluetooth 4.2
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : Chrome OS
  • Weight : 1.34 กิโลกรัม
  • Price : 4,899 บาท (JD Central)
2. HP 15s-fq3028TU (12,590 บาท)

hp

โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท เครื่องถัดมาเป็น HP 15s-fq3028TU ซึ่งประสิทธิภาพของมันจัดว่าใช้ทำงานเอกสาร, เปิดเบราเซอร์เข้าเว็บไซต์ได้ไหลลื่นแน่นอน และหากใครเป็นโปรแกรมเมอร์มือใหม่อาจจะซื้อเครื่องนี้ไปลองฝึก Coding ก่อนก็ไม่มีปัญหา ขอเพียงเพิ่มแรมเป็น 8GB เท่านี้ก็ใช้งานได้ดีขึ้นมากแล้ว

ซีพียูของโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็น Intel Pentium Silver N6000 แบบ 4 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.1-3.3GHz จับคู่การ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics ประมวลผลงานและเรนเดอร์ภาพขึ้นหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ได้ดีแน่นอน มี M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาให้พร้อมแรมอีก 4GB DDR4 บัส 2933MHz รองรับการอัพเกรดได้ 16GB DDR4 มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ในตัว ส่วนน้ำหนักอยู่ที่ 1.65 กิโลกรัม ซึ่งสเปคต่อราคาจัดว่าค่อนข้างดีแล้ว และถ้าอัพเกรดแรมสักหน่อย ก็ยังไม่เกินงบซื้โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท อย่างแน่นอน

สเปคของ HP 15s-fq3028TU
  • CPU : Intel Pentium Silver N6000 แบบ 4 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.1-3.3GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : M.2 NVMe SSD 256GB
  • RAM : 4GB DDR4 บัส 2933MHz
  • Monitor : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Port : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax, Bluetooth 5.2
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.65 กิโลกรัม
  • Price : 12,590 บาท (Advice)
3. Lenovo ThinkBook 14 ACL (12,900 บาท)

thinkbook

Lenovo ThinkBook 14 ACL รุ่นนี้จัดว่าได้สเปคต่อราคาคุ้มค่ามากในกลุ่มโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ได้ซีพียูประสิทธิภาพสูงอย่าง AMD Ryzen แบบประหยัดพลังงานรุ่นใหม่ หน้าจอความละเอียด Full HD ขอแค่อัพเกรดแรมให้ได้ 8GB ขึ้นไปก็ใช้งานได้ดี มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือในตัว แต่ในเครื่องยังเป็น DOS อยู่ ผู้ใช้ก็ต้องหาระบบปฏิบัติการมาติดตั้งเอง ไม่ว่าจะเป็น Windows, Linux หรือจะเป็น Chrome OS Flex ก็ได้ ซึ่งอาจไม่ถนัดสำหรับผู้ใช้ทั่วไปแต่ถ้าเป็นสายลองของก็น่าจะถูกใจอย่างแน่นอน

สเปคภายในเครื่องได้ซีพียู AMD Ryzen 3 5300U แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.6-3.8GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics แบบ 6 คอร์ ได้หน้าจอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB ใช้ระบบปฏิบัติการ DOS มีแรมออนบอร์ด 4GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 2, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0 ส่วนน้ำหนักตัวเครื่องอยู่ที่ 1.4 กิโลกรัม หากใครต้องการโน๊ตบุ๊คสเปคดีเกินตัวแค่หาระบบปฏิบัติการมาติดตั้งเพิ่มนิดหน่อยก็ซื้อรุ่นนี้ไปใช้งานได้เลย

สเปคของ Lenovo ThinkBook 14 ACL
  • CPU : AMD Ryzen 3 5300U แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.6-3.8GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics แบบ 6 คอร์
  • SSD : M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB
  • RAM : ออนบอร์ด 4GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Monitor : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Port : USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 2, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : DOS
  • Weight : 1.4 กิโลกรัม
  • Price : 12,900 บาท (Advice)
4. Fujitsu Lifebook E5410 (14,990 บาท)

Screenshot 2022 09 08 091130

สำหรับโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท ก็มีโน๊ตบุ๊ค Made in Japan คุณภาพดีอย่าง Fujitsu Lifebook E5410 ให้เลือก ซึ่งจุดเด่นของตระกูลนี้ซึ่งเป็นซีรี่ส์เริ่มต้นนั้น นอกจากราคาจะไม่แพงมากก็ยังได้งานประกอบแข็งแรง พอร์ตมีครบเครื่องพร้อม USB-C แบบรองรับการต่อหน้าจอแยก DisplayPort และชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็ต้องหาระบบปฏิบัติการมาติดตั้งเองเช่นเดียวกับ Lenovo ในข้อก่อนหน้า แต่ก็ดีต่อผู้ใช้ที่อยากลองหาระบบปฏิบัติการอื่นๆ มาใช้งานอย่างแน่นอน

ซีพียูใน Fujitsu Lifebook ติดตั้ง Intel Core i3-10110U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.1-4.1GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel UHD Graphics กับหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด HD (1366×768) พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ DOS มาให้พร้อมแรม 4GB DDR4 บัส 2666MHz ติดตั้งพอร์ต USB-A 3.2 Gen 1 x 2, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery x 1, HDMI x 1, VGA x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ส่วนตัวเครื่องหนัก 1.79 กิโลกรัม จัดว่ามีน้ำหนักนิดหน่อยแต่ก็ยังพกพาได้ง่าย หากใครชื่นชอบคุณภาพแบบ Made in Japan แต่ไม่อยากจ่ายแพงก็ซื้อเครื่องนี้ไปได้เลย

สเปคของ Fujitsu Lifebook E5410
  • CPU : Intel Core i3-10110U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.1-4.1GHz
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • SSD : M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB
  • RAM : 4GB DDR4 บัส 2666MHz
  • Monitor : 14 นิ้ว ความละเอียด HD (1366×768) พาเนล IPS
  • Port : USB-A 3.2 Gen 1 x 2, USB-C 3.2 Gen 2 รองรับ DisplayPort และ Power Delivery x 1, HDMI x 1, VGA x 1, SD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax, Bluetooth 5.1
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : DOS
  • Weight : 1.79 กิโลกรัม
  • Price : 14,990 บาท (JD Central)
5. INBook X2 (12,990 บาท)

ถ้าเอาโน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท เน้นคุ้มค่าราคาเป็นมิตรใช้งานได้ดี INBook X2 ก็น่าสนใจมาก เพราะน้ำหนักเบา สเปคดีพกพาง่าย พอร์ตเชื่อมต่อครบเครื่องและมี Microsoft Office ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน หากใครสนใจโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่สามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

สเปครุ่นที่เลือกมาแนะนำเป็น Intel Core i3-1005G1 แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.2-3.4 GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด Intel UHD Graphics มาให้ใช้งาน ได้จอขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB ติดตั้ง Windows 11 Home, Microsoft Office มาให้พร้อมแรม 4GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-C รองรับการชาร์จแบตฯ Power Delivery และต่อหน้าจอแยก DisplayPort x 1, USB-C x 1, USB 3.0 x 2, HDMI 1.4 x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio Combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.1 และตัวเครื่องเบาเพียง 1.24 กิโลกรัมเท่านั้น จัดว่าเบาพกง่าย สเปคดีตอบโจทย์การทำงานออฟฟิศระดับหนึ่งและเป็นมิตรกับกระเป๋าเงินของนักเรียนนักศึกษาทั้งที่เรียนอยู่และได้งานทำใหม่อย่างแน่นอน

สเปคของ INBook X2
  • CPU : Intel Core i3-1005G1 แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 1.2-3.4 GHz
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 256GB
  • RAM : ออนบอร์ด 4GB DDR4 
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ขอบเขตสีกว้าง 100% sRGB
  • Ports : USB-C รองรับการชาร์จแบตฯ Power Delivery, ต่อหน้าจอแยก DisplayPort x 1, USB-C x 1, USB 3.0 x 2, HDMI 1.4 x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio Combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera พร้อมดวงไฟคู่ Dual-Star light
  • OS : Windows 11 Home, Microsoft Office
  • Weight : 1.24 กิโลกรัม
  • Price : ราคา 12,990 บาท (JD Central)
6. ASUS ExpertBook P2 P2451FA-EK2706 (14,990 บาท)

โน๊ตบุ๊ค 2022 ราคาไม่เกิน 15000 บาท รุ่นสุดท้ายที่เลือกมาแนะนำเป็น ASUS ExpertBook P2 P2451FA-EK2706 ซึ่งมีพอร์ตสำหรับใช้งานติดตั้งมาให้ครบเครื่อง, อัพเกรดเพิ่ม SSD หรือ RAM ในเครื่องได้ พกพาสะดวกและสเปคก็ถือว่าดีระดับหนึ่ง แค่หาระบบปฏิบัติการอื่นมาติดตั้งเพิ่มเติมก็ใช้ทำงานได้ดีแน่นอน

ซีพียูในเครื่องเป็น Intel Core i3-10110U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.1-4.1GHz มีการ์ดจอออนบอร์ด Intel UHD Graphics ใช้จอ 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล TN กับ M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB ติดตั้งระบบปฏิบัติการ DOS มาให้ ส่วนแรมเป็นออนบอร์ด 4GB DDR4 บัส 2666MHz ติดตั้งพอร์ต USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, VGA x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0 และตัวเครื่องหนัก 1.5 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้จัดว่าเหมาะกับสายทำงานออฟฟิศที่ต้องพกโน๊ตบุ๊คไปติดต่อลูกค้าและพรีเซนต์งานเป็นอย่างมาก เพราะมีพอร์ตต่อหน้าจอให้เลือกใช้ทั้ง HDMI, VGA ไม่ต้องพึ่งตัวแปลงแม้แต่น้อย และยังได้พอร์ตใช้งานหลักๆ มาครบถ้วนอีกด้วย จัดว่าน่าสนใจมาก

สเปคของ ASUS ExpertBook P2 P2451FA-EK2706
  • CPU : Intel Core i3-10110U แบบ 2 คอร์ 4 เธรด ความเร็ว 2.1-4.1GHz
  • GPU : Intel UHD Graphics
  • SSD : M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB
  • RAM : ออนบอร์ด 4GB DDR4 บัส 2666MHz
  • Monitor : 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล TN
  • Port : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, VGA x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax, Bluetooth 5.0
  • Camera : 720p HD Camera
  • Software : DOS
  • Weight : 1.5 กิโลกรัม
  • Price : 14,990 บาท (ราคากลาง)

campaign creators gMsnXqILjp4 unsplash 1

 


บทความที่เกี่ยวข้อง

Share image Edit Name 1smartphone 1

Share image Edit Name 3monitor 1

Share image Edit Name 2tax2 1

from:https://notebookspec.com/web/666000-6-recommend-laptop-under-15000-in-2022

Lenovo ThinkPad X13 เบาบาง Intel Core i7, DDR5 มาพร้อม Thunderbolt 4 ความปลอดภัยขั้นสุด

Lenovo ThinkPad X13 แรงดี สเปคแน่น Security สูง DDR5 พร้อม Thunderbolt 4 เบาพกง่าย

Lenovo ThinkPad X13

Lenovo ThinkPad X13 ที่ถือว่าเข้าสู่ Generation 3 แล้ว ยังคงเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในด้านงานธุรกิจ และเชื่อมโยงมาสู่การเป็นโน๊ตบุ๊คในชีวิตประจำวันของใครหลายคน ในแง่ของไลฟ์สไตล์ที่ให้ความบางเบา และในแง่ของความทนทาน ในการสร้างสรรค์งาน และการตอบสนองได้ดี ด้วยขุมพลัง Intel Core i7-1260P รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมแรม DDR5 4800 16GB และ SSD มาให้ถึง 1TB ด้วยกัน โดยมีหน้าจอแสดงผลขนาด 13.3″ ความละเอียด 1920 x 1200 pixels) ให้ภาพที่คมชัด และมุมมองกว้างด้วยพาแนลแบบ IPS ปุ่มคีย์บอร์ดขนาดใหญ่ ตอบสนองได้ไว ให้ความนุ่มนวล มีแสงไฟ Backlit ปรับระดับได้ พอร์ตต่อพ่วงอุปกรณ์ก็มีให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB, HDMI หรือ Thunderbolt 4 ก็ตาม เพิ่มระยะเวลาให้การใช้งานได้นานขึ้นกับแบตเตอรี่ระดับ 54.7Whr ระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro และซอฟต์แวร์จัดการระบบ Lenovo Vantage ที่สำคัญก็คือ ThinkPad X13 ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อความปลอดภัย ด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ที่ป้องกันการคุกคามด้านไซเบอร์ เพื่อความมั่นใจในด้านข้อมูลและการทำธุรกรรมในแต่ละวันของคุณได้อย่างเต็มที่ รับประกัน 3 ปี สเปคสามารถปรับเลือกได้ ราคาเริ่มต้นที่ 30,000 บาท

Lenovo ThinkPad X13

จุดเด่น

Advertisementavw
  • มีระบบความปลอดภัยหลายรูปแบบ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์
  • มาพร้อมซีพียู Intel Core i7 และแรม DDR5
  • รองรับ Windows Hello ทั้งสแกนใบหน้าและสแกนนิ้ว
  • น้ำหนักเบา พกพาสะดวก
  • บานพับกางได้ 180 องศา
  • มาพร้อม TrackPad คีย์บอร์ดนุ่มพิมพ์ง่าย เสียงเบา
  • มีพอร์ต Thunderbolt 4

ข้อสังเกต

  • ปุ่ม fn สลับตำแหน่ง Ctrl ด้านซ้าย
  • ฐานโน๊ตบุ๊คด้านหลังยกตัวไม่สูงนัก หากจะให้เอียงรับกับมือ ต้องใช้ตัวช่วย

Specification

Description
CPU Intel Core i7-1260P, 4P+8E/ 16Thread, Boost 4.70GHz
OS Windows 10 Pro
Display 13.3″ WUXGA (1920 x 1200) IPS, antiglare
RAM LPDDR5 16GB
Storage 1TB M.2 NVMe PCIe Gen4 x4
Graphic Intel® Iris® Xe graphics
Battery 54.7Whr
Camera 1080p FHD + IR hybrid camera with webcam privacy shutter
Connectivity Intel®WiFi 6E*
Optional: WWAN 4G/LTE CAT4 or CAT16
Bluetooth®5.2
NFC
Security Microsoft Secured-core PCs (varies by model)
Power-on match-on-chip touch fingerprint reader
Discrete trusted platform module (dTPM) 2.0
FHD + IR hybrid camera with webcam privacy shutter
Optional: PrivacyGuard
Tile® ready
Kensington Nano Security Slot™
Audio Dolby Audio™ Speaker System
Dimension 18.10mm x 305.8mm x 217.56mm
Keyboard Spill-resistant
TrackPoint
TrackPad: 115mm/4.52″
Optional: Backlit with white LED lighting
Port 2 x USB-A 3.2 Gen 1
2 x USB-C Thunderbolt™ 4
HDMI 2.0b
Headphone / mic combo
Optional: SIM
Optional: Smart card reader
Source: Lenovo ThinkPad

Hardware / Design

Lenovo ThinkPad X13

Lenovo ThinkPad X13 Gen3 รูปลักษณ์ที่มีความคลาสสิก ส่วนตัวผู้เขียนเอง ก็คุ้นเคยกับสไตล์นี้มาตั้งแต่ในยุคแรกๆ ก็ยังถือว่ามีการปรับปรุงเรื่องเส้นสายมาบ้างในบางจุด ทำให้ดูลงตัวขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้ออกมาบางเหมือนในซีรีส์ของ X1 แต่ถ้ามองกันดีๆ แล้วที่การไล่ระดับมาได้อย่างสวยงาม กับโทนสีเทาดำ ชอบตรงพื้นผิวของบอดี้ที่มีสัมผัสนุ่มนวลจับถือได้อย่างถนัดมือ และเป็นแบบเดียวกันทั้งบอดี้ จุดเด่นอยู่ที่ทำให้ไม่เป็นรอยนิ้วมือได้ง่าย และบอดี้ก็ยังไม่หนาไม่บางเกินไป เรียกว่าผู้หญิงก็พกพาง่าย ผู้ชายก็จับถือได้สะดวก โดยที่วัสดุหลักยังคงเป็นแม็กนิเซียมอัลลอยและคาร์บอน โครงสร้างแข็งแรงแทบจะกลมกลืนเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด

Lenovo ThinkPad X13

ด้วยบอดี้ที่บางแต่อาจจะไม่ได้บางที่สุด หากเทียบกับโน๊ตบุ๊คในระดับเดียวกัน แต่ก็สะดวกต่อการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ไม่ว่าจะใส่กระเป๋าสะพายใบเล็ก เป้สบายหลังแบบ 23L หรือจะเป็นกระเป๋า Messenger ก็ตาม น้ำหนักเพียง 1.33Kg โดยประมาณเท่านั้น จึงไม่ได้เป็นภาระ แม้จะต้องพกพาไปพบลูกค้า หรือเดินทางไปท่องเที่ยวก็ตาม หรือจะพกอแดปเตอร์สำหรับชาร์จไฟไปด้วย ก็เพียง 297 กรัมเท่านั้น

Lenovo ThinkPad X13

บอดี้และบานพับที่ปรับได้หลายรูปแบบ เพื่องานและการใช้ในชีวิตประจำวันในรูปแบบต่างๆ ได้ ซึ่งสอดคล้องกับการใช้งานของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน ไซต์งาน หรือไลฟ์สไตล์ก็ตาม

Lenovo ThinkPad X13

บริเวณฝาปิด Cover ด้านบนตัวเครื่องมาในโทนสีดำ-เทาเช่นเดียวกับบอดี้หลัก และโลโก้ ThinkPad ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นมุมบนซ้าย และแสงไฟสีแดงตรงจุดบนตัวอักษร i สว่างขึ้น เมื่อระบบทำงาน มุมล่างขวาก็จะมีโลโก้ Lenovo ติดไว้ให้ดูสะดุดตา

Lenovo ThinkPad X13

โลโก้ของ ThinkPad นี้ ก็มีมาด้านในด้วย ซึ่งเป็นตำแหน่งดั้งเดิมในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แต่ตรงจุดแดงๆ บน “i” นี้ จะไม่มีแสงไฟสว่างขึ้นมาแบบบน Cover นะครับ

Lenovo ThinkPad X13

สำหรับ Lenovo ThinkPad X13 รุ่นนี้ จะเป็นแบบกางหน้าจอได้ 180 องศา เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีและมีความยืดหยุ่น แต่ถ้าต้องการจะได้หน้าจอสัมผัสและบานพับที่ปรับได้ 360 องศา ก็มีตัวเลือกอย่าง ThinkPad X13 Yoga ให้เลือกอีกด้วย

Lenovo ThinkPad X13

บอดี้มีความบางในระดับหนึ่ง ตั้งแต่โครงสร้างของบอดี้ ไปจนถึงฝาพับ Cover ซึ่งเมื่อปิดฝาพับลงมาแล้ว จุดที่บางสุดบริเวณด้านหน้าอยู่ที่ประมาณ 1.4cm และจุดหนาสุดด้านท้ายบริเวณฝาพับประมาณ 1.6cm เท่านั้น บานพับทำได้แข็งแรงเรียกว่าแม้คุณจะเป็นคนที่พิมพ์หนัก ก็ไม่ทำให้บานพับหน้าจอสั่นคลอนแต่อย่างใด

Lenovo ThinkPad X13

พอร์ตสำหรับต่อพ่วงอุปกรณ์ทาง Lenovo ก็จัดเตรียมพอร์ตมาตรฐานมาให้ใช้งานอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB Type-A, HDMI หรือ Thunderbolt 4 และที่สำคัญรุ่นที่เราได้รับมาทดสอบนี้ ยังมีช่องใส่ SIM สำหรับระบบเครือข่ายได้อีกด้วย พร้อมช่อง Smart card reader ที่ดูจะลงตัวกับองค์กรอย่างครบครัน

Lenovo ThinkPad X13

กล้องเว็บแคมความละเอียดสูงระดับ Full-HD ที่ให้ภาพคมชัด เหมาะกับงานประชุมออนไลน์และการสนทนาที่ต้องการรายละเอียดและมุมมองของภาพที่ดีขึ้น อีกทั้งรองรับฟีเจอร์การล็อกอินเข้าระบบด้วย Windows Hello ได้อีกด้วย

Lenovo ThinkPad X13

คีย์บอร์ดที่มีปุ่มขนาดใหญ่ สำหรับการพิมพ์ที่แม่นยำ เหนือสิ่งอื่นใดคือ การตอบสนองของปุ่มทำได้ดี มีน้ำหนักพอประมาณ ทำให้การกดสนุกมากขึ้น ยิ่งเป็นคนที่พิมพ์สัมผัสได้คล่อง ก็จะได้ประโยชน์ไม่น้อยเลย โดย Lenovo ThinkPad X13 มีแสงไฟ Backlit สีขาวปรับความสว่างได้ 2 ระดับเอาไว้ใช้งานบริเวณที่แสงสว่างน้อยได้ดีทีเดียว

Lenovo ThinkPad X13

น้ำหนักโดยประมาณจากที่เราได้ลองตรวจเช็คดูเบื้องต้นอยู่ที่ราวๆ 1.32Kg ซึ่งถือว่าค่อนข้างเบา เมื่อรวมกับอแดปเตอร์ชาร์จไฟขนาดประมาณฝ่ามือ หนักราว 250g ยิ่งทำให้คุณพกพาไปใช้งานได้สะดวกไม่น้อย

Lenovo ThinkPad X13

ซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage เป็นอีกฟังก์ชั่นที่เตรียมมาให้กับผู้ใช้ได้จัดการ ดูแล ตั้งค่า รวมถึงการเปิดใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ที่สะดวกต่อการใช้งานมากทีเดียว


Keyboard / Touchpad

Lenovo ThinkPad X13

คีย์บอร์ดมาในรูปแบบมาตรฐาน ปุ่มขนาดใหญ่ดีไซน์ในแบบที่คุ้นตา ทั้งในส่วนของ IdeaPad, Yoga หรือจะเป็น Legion ก็ตาม ในแง่ของการใช้งานให้ความรู้สึกมีแรงต้านเล็กน้อย เสียงกดที่เงียบ ไม่ออกแนวกระแทก ปุ่มมีระยะห่างกำลังดี ให้การพิมพ์แบบสัมผัสได้ หรือจะใช้ท่องเน็ต ดูหนัง ฟังเพลง ก็สะดวก

Lenovo ThinkPad X13

นอกจากในเรื่องขนาดปุ่มที่ใหญ่ ระยะห่างดี มีการตอบสนอง ThinkPad X13 ยังคงภาพลักษณ์ที่หลายคนคุ้นตากันดีอย่าง TrackPoint ที่เป็นปุ่มยางสีแดง ตรงกลางคีย์บอร์ด ทำหน้าที่คล้ายจอยสติ๊ก แค่แตะที่ปุ่ม ก็เลื่อนเคอร์เซอร์บนหน้าจอแทนเมาส์ได้สะดวกแล้ว หลายคนยังติดอกติดใจกับฟีเจอร์นี้ ส่วนตัวก็ชอบนะครับ เพราะบางจังหวะการใช้นิ้วเลื่อนที่ทัชแพด ก็คอนโทรลได้ยาก สิ่งนี้ช่วยทำให้การเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

Lenovo ThinkPad X13

แสงไฟบนคีย์บอร์ดหรือไฟ Backlit ไม่ได้ถูกทิ้งไปไหน แต่ยังคงอยู่บนโน๊ตบุ๊ค ThinkPad X13 รุ่นนี้ ด้วยการปุ่ม Fn+Spacebar ก็สามารถเปิด-ปิดแสงไฟ และปรับความสว่างของปุ่มคีย์บอร์ดได้ 2 ระดับ แสงไฟที่ลอดออกมาบนตัวปุ่ม ยังมีความคมชัด ตัดกับพื้นหลังสีดำของปุ่มได้ชัดเจน

Lenovo ThinkPad X13

ด้านบนของปุ่มเป็นชุดฮอตคีย์ ที่รองรับการใช้งานได้เต็มทุกปุ่ม ตั้งแต่ เปิด-ปิดเสียง, ลด-เพิ่มเสียง, เปิด-ปิดไมค์, เพิ่ม-ลดแสงสว่าง, เปิด-ปิดทัชแพด, Airplane mode, ส่งสัญญาณไปจอภายนอก, รับสาย-วางสาย เพราะโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้มีช่องใส่ SIM มาให้ และปุ่ม Home, End, Del โดยย้ายปุ่ม Print screen ในการจับภาพหน้าจอไว้ด้านล่าง รวมถึงปุ่มปรับแสงไฟคีย์บอร์ดที่ Spacebar

Lenovo ThinkPad X13

ในแง่ของคีย์บอร์ด Lenovo ThinkPad X13 มีหลายส่วนที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นขนาดปุ่มกดง่าย เสียงรบกวนแทบไม่มี ให้ความนุ่มนวล ปุ่มฮอตคีย์ก็จัดมาแบบครบๆ ใช้ง่าย ปุ่มลูกศร ก็ให้มาแบบครึ่งปุ่ม แต่ก็ยังใหญ่กว่าโน๊ตบุ๊คในระดับ 13.3″ และ 14″ โดยทั่วไป รวมถึงแสงไฟก็สว่างชัดเจน แต่ติดเล็กน้อยตรงปุ่ม fn แถวด้านล่างซ้ายมือ ทำให้การใช้ปุ่มลัด เช่น Ctrl+C, Ctrl+V หรือ Ctrl+A ที่ส่วนใหญ่เราจะคุ้นกับการกดปุ่ม Ctrl ริมสุดด้านซ้ายตามความเคยชิน ก็อาจจะทำให้บางครั้งไม่สะดวก แต่เรื่องนี้คุณสามารถเข้าไปตั้งค่าในการสลับปุ่ม fn to Ctrl บนซอฟต์แวร์ Lenovo Vantage ได้ครับ

Lenovo ThinkPad X13

ปุ่มเพาเวอร์สำหรับเปิด-ปิดการทำงาน มีฟังก์ชั่นสแกนลายนิ้วมือ ในการล็อกอินเข้าสู่ระบบได้อีกด้วย นอกเหนือจากการใช้งาน Windows Hello ผ่านกล้องเว็บแคม

Lenovo ThinkPad X13

แต่ที่น่าสนใจก็คือ ทัชแพดที่จัดเต็มฟังก์ชั่นการใช้งานมาให้ รองรับการใช้งาน Multi-gesture ในแบบมาตรฐาน ตอบสนองได้ไว แม้จะมีปุ่มกดคลิ๊กซ้าย-ขวาที่ด้านบนมาให้แล้ว แต่คุณก็ยังคลิ๊กปุ่มที่ซ่อนอยู่ในทัชแพดได้อีกด้วย และให้การกดที่นุ่มนวล ตามสไตล์ของ ThinkPad ที่มีมาหลายยุคสมัย และบริเวณทัชแพด ยังเป็นจุดที่รองรับ NFC ในการเชื่อมสัญญาณของอุปกรณ์โมบาย ในการสแกนข้อมูลร่วมกันกับโน๊ตบุ๊ค Lenovo รุ่นนี้

Lenovo ThinkPad X13

ก็เรียกว่าทาง Lenovo ยังคงให้ความสำคัญกับสัมผัสและรูปแบบการใช้งานคีย์บอร์ดให้เข้ากับกลุ่มผู้ใช้ในด้าน Business และ Lifestyle ได้อย่างลงตัว


Screen / Speaker

Lenovo ThinkPad X13

Lenovo ThinkPad X13 มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาด 13.3″ ให้ความละเอียดที่ 1920 x 1200 pixels ลดแสงสะท้อนในแบบ Anti-Glare ให้ความสว่างมากถึง 400-nits และจากข้อมูลที่ได้มานี้ ยังเป็นจอที่มีความแม่นยำของสีในระดับ 100% sRGB อีกด้วย ตรงนี้เราได้ทดสอบในเบื้องต้นด้วยอุปกรณ์ทดสอบของเราผ่านทางซอฟต์แวร์ DisplayCAL ได้ถึง 100.1% Gamut volume

Lenovo ThinkPad X13

มุมมองของจอภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นมุมมองทางด้านซ้ายหรือขวา ด้วยการเป็นพาแนลแบบ IPS จึงให้สีสันได้ค่อนข้างดี ไม่ผิดเพี้ยน ความละเอียดที่มากขึ้นกว่าจอ Full-HD เท่าตัว ก็ยิ่งเพิ่มรายละเอียดในการรับชมได้น่าสนใจ เอาใจทั้งคอเกม ดูหนัง บันเทิง และการท่องเว็บ รวมไปถึงการทำงานเอกสาร ก็ยังมีเทคโนโลยีลดแสงสีฟ้าที่เป็นตัวการันตีความสบายตา เมื่อต้องใช้งานต่อเนื่อง

Lenovo ThinkPad X13

เรื่องของการเคลื่อนย้าย หรือการปรับมุมมองให้ใช้งานในโอกาสต่างๆ ก็ทำได้ดี อย่างเช่น เราจะยกให้หน้าจอให้กับลูกค้า หัวหน้าหรือคนที่อยู่ตรงข้ามได้ดู ก็จะใช้วิธีถือหันไปให้ดูแบบนี้ เพราะน้ำหนักเบา จอภาพก็ชัด

Lenovo ThinkPad X13

หรือจะกางออก 180 องศาแบบนี้ แล้วยื่นให้มาดูไปพร้อมๆ กันก็ยังได้ ด้วยวัสดุที่มี Texture ของบอดี้ ก็ทำให้หยิบจับได้สะดวก ถนัดมือมากขึ้น รวมถึงน้ำหนักก็เบาระดับกิโลกรัมนิดๆ เท่านั้น

Lenovo ThinkPad X13

จะมีเพียงเรื่องของขอบจอที่อาจจะไม่ได้บางเฉียบมากนัก หากเทียบกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่มเดียวกัน แต่สิ่งที่ทาง Lenovo ThinkPad พยายามย้ำชัดให้กับผู้ใช้ได้ทราบ ก็คือ โครงสร้างที่เพิ่มความแข็งแรง ให้รองรับกับการพกพา การเดินทาง และกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องไปพบกับสภาวะการทำงานที่โหดร้าย การเติมจุดแข็งให้มากขึ้น เพื่อความปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ รวมไปถึงขอบจอที่แน่นขึ้น

Lenovo ThinkPad X13

เว็บแคมที่ติดตั้งมาด้านบนนี้ ให้ความละเอียดในระดับ Full-HD พร้อมฟีเจอร์ Webcam privacy shutter ซึ่งสามารถเลื่อนปิด-เปิดชัตเตอร์ของกล้องได้ ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบการรักษาความปลอดภัย และเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ดีทีเดียว

Lenovo ThinkPad X13

ภาพที่ได้จากกล้องเว็บแคมในระดับ 1080p ที่เรียกว่ามีความคมชัด ให้สีสันและการเกลี่ยสีได้นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ จึงทำให้ภาพออกมาดูสมจริง ไม่ดูเรียบแบน เพราะตัวกล้องสามารถจัดการกับแสงและภาพได้ดีพอสมควร แต่หากคุณต้องการเพิ่มความสว่างให้กับหน้ามากขึ้น แสงไฟ ที่ส่องเข้ามาทางด้านหน้า ก็จะช่วยได้เยอะ

Lenovo ThinkPad X13

อาจจะพูดไม่ได้เต็มปาก ว่าตัวจอจะถูกนำมาเป็นตัวยกความสูงหรือปรับมุมให้กับโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ เพราะเท่าที่ได้ทดลองใช้งาน จะเห็นได้ว่ามีผลน้อยมาก ทำให้บางครั้งโน๊ตบุ๊คจะเป็นแนวระนาบไปกับพื้นโต๊ะ ไม่ได้เอียงรับกับมุมการวางมือมากนัก อย่างไรก็ดีในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า การเพิ่มแท่นวางหรือ Cooling pad เพื่อเสริมการใช้งาน ก็ดูจะเป็นทางออกที่ดีมากขึ้น

Lenovo ThinkPad X13

แต่สิ่งหนึ่งที่เข้ามาทดแทนในเรื่องของมุมมองนั้น การกางจอออกได้ถึง 180 องศา ก็เป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ใช้ สามารถปรับมุมให้เข้ากับท่าทางในการใช้งาน ไม่ว่าจะนั่งหรือยืน รวมไปถึงมุมมองต่างๆ ได้สะดวก

Lenovo ThinkPad X13

และส่วนที่ชอบมากที่สุดสำหรับ Lenovo ThinkPad X13 เป็นการส่วนตัวเลยก็คือ บานพับที่แข็งแรง ทำให้จอไม่เขย่า เมื่อต้องมีแรงมากระทำ เช่น การพิมพ์งาน การวางของบนโต๊ะ หรือการต้องนั่งร่วมโต๊ะกับผู้อื่นในห้องประชุม ร้านกาแฟ หรือสนามบิน คุณจะทำงานได้ในทุกที่ ไม่ต้องกลับหน้าจอจะสั่นไหวให้รำคาญ

Lenovo ThinkPad X13

ชุดลำโพงถูกจัดวางอยู่ด้านบนแผงคีย์บอร์ด รองรับระบบเสียง Dolby Audio เรื่องคุณภาพเสียง ให้ความคมชัดของเสียงสนทนาได้ดี การประชุมจัดอยู่ในเกณฑ์ที่เก็บอารมณ์เสียงคู่สนทนาชัดเจน และตัดเสียงรบกวนโดยรอบได้พอสมควร ในด้านความบันเทิงก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน เพราะโทนเสียงกลางค่อนข้างหนักแน่น เอฟเฟกต์ระเบิด เสียงเครื่องยนต์ ก็มาเต็ม เพิ่มเสียงได้เร้าใจมากขึ้น แม้ว่าจะเก็บรายละเอียดได้ไม่มาก เพราะเป็นลำโพงขนาดเล็ก และเอาใจสายเกมเป็นหลัก เช่นเดียวกับการฟังเพลงก็ทำได้ดีในหลายๆ แนว แม้จะไม่ได้ดึงโทนของเสียงนักร้อง และเครื่องดนตรีออกมาอย่างจัดแจ้งนัก แต่ถ้าอยากได้ระดับนั้น จัดหูฟังเสียงดีๆ ในแบบ Gaming หรือ Audiophile สักรุ่น ก็สนุกได้แล้ว

Lenovo ThinkPad X13

หน้าจอแสดงผลในการเล่นเกม เรื่องสีสันและเอฟเฟกต์ต่างๆ จัดเต็ม เรียกว่าถ้าเป็นเกม ที่เน้นสีสัน อย่างเช่น DOTA2, APEX Legend หรือ Valorant คุณจะได้สัมผัสนี้อย่างเต็มที่ อีกทั้งภาพเคลื่อนไหวยังลื่นไหลได้ดีในโหมดความละเอียดกลางๆ

Lenovo ThinkPad X13

ดูวีดีโอ ดูหนังและสตรีมมิ่ง ก็จะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในยามว่างของหลายๆ คน เรื่องของสีสันความสดใสของจอภาพ และความสว่างอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งให้ความละเอียดของภาพและการเกลี่ยสีได้อย่างเต็มอารมณ์ ส่วนหนึ่งมาจากพื้นที่แสดงผลหน้าจอขนาดเล็ก ทำให้เห็นความคมชัดได้มากขึ้น

Lenovo ThinkPad X13

การทดสอบความแม่นยำของสีและขอบเขตสีด้วย DisplayCAL และผลทดสอบที่ได้ขอบเขตสีมาตรฐาน sRGB ได้ถึง 100.1% เรียกว่าตรงกับสเปคที่ระบุไว้ และอยู่ในเกณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านการความบันเทิงและผู้ใช้กลุ่มทำงาน ที่ต้องให้ความสำคัญในเรื่องสีสัน เช่น การทำงานเอกสาร ภาพและงานที่ต้องมีรายละเอียดของสีมาเกี่ยวข้อง การนำเสนอภาพลักษณ์ให้มีความผิดเพี้ยนของสีน้อยที่สุด และตรงกับที่ลูกค้าต้องการ รวมไปถึงการทำพรีเซนเทชั่น และงานด้านสตูดิโอ แม้จะไม่ได้ชัดเป๊ะเข้ากันได้กับแพลตฟอร์มด้านสตูดิโอมากที่สุด แต่ก็ถือว่าทำได้ดี หรือถ้าจำเป็น ก็สามารถนำจอภาพเกรดสตูดิโอมาต่อเพิ่มเพื่อใช้งานได้ ในแง่ของความสว่างตัวเลขที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นเดียวกัน


Connector / Thin And Weight

Lenovo ThinkPad X13

พอร์ตการเชื่อมต่อก็มีมาให้ไม่น้อยเลย แม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คไซส์ระดับ 13.3″ แต่มีพอร์ตสำคัญพร้อมใช้ และพอร์ตพิเศษความเร็วสูงมาให้ด้วย โดยจะแยกอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวาของตัวเครื่องตามมาตรฐาน ด้านซ้ายมือจะเป็น Thunderbolt 4 ในรูปแบบของ USB-C ให้ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลถึง 40Gbps รองรับการชาร์จไว PD และการแสดงผลผ่านทางจอในแบบ DisplayPort ได้อีกด้วย พอร์ตแรกจะใช้ในการเป็นช่องชาร์จ Power-in ถัดมาเป็น HDMI 2.0 และใกล้กันเป็น USB 2.0 Type-A

Lenovo ThinkPad X13

ทางด้านขวาเป็นพอร์ต USB 3.2 Type-A ใกล้กันเป็นช่อง Smart card reader และ Kensington lock

Lenovo ThinkPad X13

สมาร์ทโฟนที่รองรับการชาร์จเร็วในแบบ PD ก็สามารถชาร์จไฟจาก Lenovo ThinkPad X13 ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านทางพอร์ต Thunderbolt 4 ในแบบ USB-C เลือกใช้งานได้ทั้ง 2 พอร์ต

Lenovo ThinkPad X13

นอกจากนี้ยังกรณีที่ต้องพรีเซนเทชั่น และแสดงผลออกจอขนาดใหญ่ มีตัวเลือกอย่าง HDMI ส่งสัญญาณไปจอภาพภายนอก ทำให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น

Lenovo ThinkPad X13 review 18

ด้วยการมี Thunderbolt 4 ให้ถึง 2 พอร์ต จึงเป็นช่องทางเลือกที่ดีให้กับคนในการใช้งานหลากหลาย ทั้งโอนถ่ายข้อมูล ชาร์จไฟและการแสดงผล

น้ำหนักของโน๊ตบุ๊คเพียงอย่างเดียว อยู่ที่ประมาณ 1.32 กิโลกรัม ส่วนของที่ชาร์จอแดปเตอร์ประมาณ 297 กรัมเท่านั้น ใกล้เคียงกับที่ Lenovo เคลมเอาไว้ในระบบ


Inside / Upgrade

Lenovo ThinkPad X13 2022 13

ฝาหลังจะมีช่องสำหรับดูดลมเย็นเข้าระบบ โดยเป็นช่องขนาดประมาณ 6cm x 6.5cm และไขน็อตเพียง 7 ตัวเท่านั้น ก็สามารถเปิดฝาหลังได้แล้ว

Lenovo TP X13 Inside 7

เมื่อเปิดฝาออก ด้านในจะเป็นอุปกรณ์ฺต่างๆ จัดเต็มมาบนพื้นที่ของบอดี้เล็กๆ แบบนี้ โดยมีแบตเตอรี่ขนาดไม่ธรรมดาใส่มาเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่เลยทีเดียว

Lenovo TP X13 Inside 9

พัอลมที่ใช้ในการระบายความร้อน มีเพียงตัวเดียวเท่านั้น พร้อมฮีตไปป์ที่นำพาความร้อนมาจากซีพียูที่อยู่ในบริเวณใกล้กัน และมีช่องลมขาออกอยู่ทางด้านขวาของตัวเครื่อง

Lenovo ThinkPad X13

ในส่วนของการอัพเกรดจะมีเพียง SSD ที่เป็น M.2 NVMe PCIe นี้เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการถอดเปลี่ยน ไม่ได้มีสล็อตเพิ่มเติมมาให้แต่อย่างใด รวมถึงแรมระบบ ที่เป็นแบบออนบอร์ดมาแล้ว DDR5 16GB และไม่มีสล็อตให้อัพเกรดเพิ่ม แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ในการใช้งานได้ดีอยู่แล้ว แทบไม่ต้องเพิ่มเติม โดยเฉพาะใช้งานทั่วไป งานเอกสาร การแต่งภาพและการสร้างคอนเทนต์วีดีโอในเบื้องต้น ก็เพียงพอ


Performance / Software

Lenovo ThinkPad X13

มาดูสเปคของ Lenovo ThinkPad X13 Gen3 รุ่นนี้กันบ้าง เริ่มจาก CPUz แจ้งรายละเอียดซีพียูไว้ดังนี้ครับ Intel Core i7-1260P ซึ่งถือว่าเป็นซีพียู Intel Gen 12 ระดับ Performance ใหม่ล่าสุด ทำงานแบบ 12 core (แบ่งเป็น 4P + 8E) และมีถึง 16 thread ด้วยกันโดยมี L3 cache ขนาดใหญ่ ที่เป็นผลดีต่อการทำงานโดยรวม และก็ถือโอกาสนี้ในการทดสอบเบื้องต้น ประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับอดีตเทพซีพียูเดสก์ทอป Intel Core i7-10700 ถือว่าซีพียูโมบายบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ก็แซงหน้าได้ในแบบ Single thread

Lenovo ThinkPad X13

มาที่แรมระบบกันบ้าง โน๊ตบุ๊ค Lenovo รุ่นนี้ ให้แรมแบบ DDR5 4800 มาให้ถึง 16GB ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่มากทีเดียว สำหรับจัดการงานพื้นฐานทั่วไป และช่วยให้งานในด้านเอกสาร เปิดไฟล์ขนาดใหญ่ และการโอนถ่ายข้อมูลทำได้รวดเร็วมากขึ้น ซึ่งเท่าที่เราได้ทดสอบเปิดไฟล์ภาพขนาดใหญ่ และการโอนถ่ายไฟล์วีดีโอหลายๆ ไฟล์พร้อมกัน ระบบยังทำงานได้อย่างราบลื่น เรียกว่าแทบจะไม่ต้องอัพเกรดเพิ่มแต่อย่างใด

Lenovo ThinkPad X13

การทดสอบประสิทธิภาพของระบบจัดเก็บข้อมูล จัดว่าการอ่าน/เขียนข้อมูลไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ด้วยการเป็น SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe 4.0 x4 ทำให้อัตราการอ่านข้อมูลทำได้ถึง 3,560MB/s และการเขียนที่รวดเร็ว 3,331MB/s ซึ่งประสิทธิภาพระดับนี้ ส่วนใหญ่จะได้เห็นบนโน๊ตบุ๊คระดับเกมมิ่ง และยังให้มาถึง 1TB ผู้ใช้จะได้ทั้งประสิทธิภาพและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลครบครัน

Lenovo ThinkPad X13

PCMark10 ตัวเลขคะแนนโดยรวมอยู่ที่ 5,780 คะแนน แต่ตัวเลขที่น่าสนใจอยู่ที่ Essential ที่จะเกี่ยวข้องกับงานที่ส่วนใหญ่ใช้ในชีวิตประจำวัน และงานเอกสารสำนักงาน ซึ่งคะแนนทะลุไปกว่า 10,000 คะแนน ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากซีพียูตัวแรงอย่าง Intel Core i7 รุ่นใหม่ที่ใส่เข้ามา และคู่มากับแรม DDR5 ซึ่งมากถึง 16GB ก็ช่วยรีดประสิทธิภาพให้กับงานเหล่านี้ได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่ม Digital Content เช่นทำไฟล์มัลติมีเดีย ตกแต่งภาพ หรือการตัดต่อวีดีโอ ก็ได้คะแนนที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว หากเทียบกับซีพียูในระดับ Core/ Thread และสัญญาณนาฬิกาที่ใกล้เคียงกัน

Lenovo ThinkPad X13

CINEBench ผลการทดสอบเรียกว่าทำคะแนนออกมาได้ดี สำหรับซีพียูระดับ Intel Core i7 รุ่นใหม่ที่ติดตั้งมาบน ThinkPad X13 รุ่นนี้ ในภาพรวมถือว่ารองรับงานด้านกราฟิก 3 มิติได้ดีพอสมควร

Lenovo ThinkPad X13

3DMark กับคะแนนการทดสอบในระดับที่น่าพอใจ แม้จะไม่ได้สูงมากนัก ถ้าเทียบกับโน๊ตบุ๊คกราฟิกแยก แต่ถ้ามองถึงตัวเลขที่ได้ และการใช้พลังงาน กราฟิก Intel Iris Xe ยังถือว่าให้ประสิทธิภาพได้ดี ทั้งในด้านของเกมสามมิติระดับเริ่มต้น หรือจะเป็นเกมที่ใช้ทรัพยากรมากขึ้น

Games 1

เพื่อให้สอดคล้องกับระบบที่มีมาให้ และเข้ากันกับจุดประสงค์ของโน๊ตบุ๊ค Lenovo ThinkPad X13 รุ่นนี้ โดยเกมพื้นฐานอย่าง DOTA2 และ PUBG ที่ถือว่ายังเป็นแนวติดตลาด เรื่องเฟรมเรตที่ออกมา ถือว่าทำได้ดีทีเดียว โดย PUBG นั้นจะค่อนข้างแกว่งไปบ้าง เพราะเป็นเกมที่โหลดข้อมูลค่อนข้างเยอะ SSD และ RAM ก็มีส่วนสำคัญ แต่ก็ยังถือว่าเล่นได้ในระดับที่มากกว่า 40fps. ในโหมด Very Low แต่ปรับ Render scale ให้ดูสิ่งแวดล้อมได้ชัดขึ้น ส่วนเกม DOTA2 ปรับได้ทั้ง Best Looking ไปจนถึงเกือบ Performance โดยถ้าไม่เน้นความสวยงาม เอฟเฟกต์หรูหรา ชุดตัวละครต้องงดงาม โหมดนี้สามารถเล่นได้ลื่นๆ เลยทีเดียว

Lenovo ThinkPad X13

ทดสอบการใช้งาน Web browser และสตรีมมิ่ง เราลองเปิดใช้งานพร้อมๆ กันประมาณ 8-10 แท็ป ไม่ว่าจะเป็นการท่องเว็บไซต์ เทรดคริปโต รวมถึงการดูข้อมูล ค้นหาไฟล์ และสตรีมมิ่งวีดีโอ 4K ไปพร้อมๆ กัน ยังไม่รวมระบบที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง มีการใช้แรมไปประมาณ 7-8GB เท่านั้น ยังเหลือมากพอสำหรับทำงานอื่นได้อีก เช่น การทำงานเอกสาร พรีเซนเทชั่นหรือการตกแต่งภาพเป็นต้น


Battery / Heat / Noise

Lenovo ThinkPad X13

แบตเตอรี่ที่ให้มาบนโน๊ตบุ๊ค Lenovo ThinkPad X13 รุ่นนี้ เป็นแบบ 4-cell, 54Whr ถือว่าค่อนข้างใหญ่พอสมควร หากเทียบกับโน๊ตบุ๊คทำงานระดับ 13.3″ ด้วยกัน

Lenovo ThinkPad X13

ในเรื่องของระยะเวลาในการทำงานของโน๊ตบุ๊ค Lenovo ThinkPad X13 รุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 6.40 ชั่วโมงจากการทดสอบด้วย BattMon กับการดูสตรีมมิ่งวีดีโอบน Youtube และเปิดระดับเสียง 20% และความสว่างหน้าจอ 20% สำหรับจำลองการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง และการเชื่อมต่อผ่าน WiFi ซึ่งมีโอกาสที่จะนานกว่านี้ได้ หากมีการ Disable โปรแกรมเบื้องหลังบางส่วนออกไปบ้าง ก็จะผ่านระยะเวลา 7 ชั่วโมงได้ไม่ยาก

การระบายความร้อนและอุณหภูมิเราทดสอบด้วยโปรแกรม Furmark ในโหมด CPU Burner ด้วยการให้ซีพียูทำงานในแบบ Full load 100% และใช้โปรแกรมตรวจเช็ค HWMonitor ในการตรวจเช็คอุณหภูมิขึ้นไปอยู่ที่ราวๆ 94-96 องศาเซลเซียส แต่ก็ดรอปลงมาเป็นจังหวะ ซึ่งระบบยังทำงานได้ตามปกติ แต่โดยปกติโอกาสที่คุณจะใช้ซีพียู Intel Core i7 ขึ้นไปในระดับ 100% อย่างต่อเนื่อง มีน้อยมากๆ ยกเว้นในงานตัดต่อ เรนเดอร์วีดีโอ หรือจะเป็นการเล่นเกมในบางเกมเท่านั้น แต่ก็ถือว่าระบบยังจัดการเรื่องความร้อนในระดับน่าพอใจ ใช้งานได้แบบไม่ต้องกังวล


Conclusion / Award

สำหรับในภาพรวมของ Lenovo ThinkPad X13 Gen3 ที่เราได้ลองใช้งานมาประมาณ 4-5 วัน สิ่งที่เราได้เห็นนอกเหนือจากเรื่องประสิทธิภาพ นั่นคือ ดีไซน์และฟังก์ชั่น ที่มีการออกแบบได้ลงตัวทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุและพื้นผิวสัมผัส แม้กลิ่นอายของโน๊ตบุ๊คจะยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของงานธุรกิจเป็นหลัก แต่กลับเข้ากันได้กับสไตล์การใช้งานสมัยใหม่ ซึ่งคุณสามารถนำไปใช้ได้ในทุกที่ทุกโอกาส ตั้งแต่การพบลูกค้า พรีเซนท์งานหรือจะนั่งเทรดหุ้นอยู่ร้านกาแฟ ไปจนถึงการสอนการบ้านลูก และความบันเทิงแบบเบาๆ ขณะที่เดินทางหรือพักผ่อนก็ตาม

Lenovo ThinkPad X13 review 20

การเข้าใช้ก็สะดวกสบาย ด้วยการ Log-in ในแบบต่างๆ ที่ปลอดภัย ใช้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น Face recognize หรือใช้ Windows Hello รวมถึงการสแกนลายนิ้วมือ รวมถึงซอฟต์แวร์อย่าง Lenovo Vantage ที่รวมเอาทุกอย่างไว้ให้ ดูแล ตรวจเช็ค อัพเดต และตั้งค่า ไฮไลต์อีกส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ที่พอร์ตต่อพ่วง ที่มีให้แบบครบๆ โดยเฉพาะ Thunderbolt 4 มีให้ถึง 2 พอร์ตด้วยกัน และเพิ่มช่องใส่ SIM มาให้อีกด้วย (Optional) เช่นเดียวกับคีย์บอร์ดที่นุ่มแน่น มีฮอตคีย์จัดเต็มพิมพ์สนุกมือ มีแสงไฟ Backlit ปรับระดับได้ รวมถึงมีทัชแพดและปุ่ม TrackPad มาให้ใช้อีกด้วย

สุดท้ายนี้ส่วนตัวมองว่า ยังเป็นโน๊ตบุ๊คทำงานที่ยังให้คนที่ต้องการความเชื่อมั่นและวางใจได้ในเรื่องความปลอดภัย และเสริมฟังก์ชั่นมาให้แบบจัดเต็มแทบไม่กั๊กเอาไว้ เพื่อธุรกิจส่วนตัว งานสำนักงานและการใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมาพร้อม Windows 10 Pro และการรับประกัน 3 ปีในแบบ On-site service ราคาเริ่มต้นที่ 30,000 บาท

Award

NBS award 7 Design

ในแง่ของดีไซน์อาจไม่ได้มองถึงเรื่องของรูปลักษณ์ที่หวือหวา แต่ Lenovo ThinkPad X13 เข้ามาในเรื่องของความคลาสสิก ที่ดูเข้ากับในทุกช่วงเวลาที่ใช้งานได้ดีทีเดียว แต่จุดสำคัญคือ การจัดวางองค์ประกอบที่จำเป็นต้องใช้งานได้อย่างน่าสนใจ และใส่เข้ามาในแบบที่ไม่ต้องกังวลว่าบอดี้เล็กแบบนี้จะใส่ได้หรือไม่ เพราะผู้ใช้จะได้สัมผัสถึงการใช้งานทั้งเรื่องระบบความปลอดภัย คีย์บอร์ดใช้งานง่าย หน้าจอคมชัด และจัดพอร์ตต่อพ่วงใหม่ๆ มาให้แบบครบครัน ที่สำคัญมีขุมพลัง Intel Core i7 Gen12 มาให้ พร้อมแรม DDR5 ถือว่าพร้อมใช้งาน

NBS award 4 Mobility

แม้ว่าจะเป็นโน๊ตบุ๊คระดับ 13.3″ ที่น้ำหนักไม่ได้เบาสุดขีด แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พกพาได้สะดวก จับถือมือเดียวได้ เดินทางไม่ต้องแบก ความหนาประมาณ 1.5cm เท่านั้น โดยเฉพาะกับบอดี้ที่เป็นแม็กนิเซียมอัลลอยที่ให้ความทนทาน ควบคู่ไปกับความแข็งแรง บอดี้ไม่ต้องกังวลเรื่องการเป็นริ้วรอยหรือการกระแทกมากนัก การเชื่อมต่อต่างๆ ก็มีให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น Wireless, Bluetooth หรือ NFC ก็ตาม ส่วนเรื่องระยะเวลาการใช้งานอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพราะได้ขุมพลังอย่าง Intel Core i7 ทำให้ได้ความแรงถูกอกถูกใจ พกพาไปใช้งานในที่ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

from:https://notebookspec.com/web/663767-lenovo-thinkpad-x13-gen3

รีวิว DELL XPS 13 Plus 9320 ยกเครื่องดีไซน์ให้ล้ำสมัย ได้ Intel Evo กับราคา 73,990 บาท

DELL XPS 13 Plus 9320 รุ่นใหม่ล่าสุด ดีไซน์เหมือนหลุดจากหนัง Sci-Fi ได้ฟีเจอร์ใหม่ๆ ล้นตัว!

Share image Edit Name 1xps13 1

DELL XPS 13 Plus 9320 น้องใหม่ในตระกูล DELL XPS ที่ย่อจาก “eXtreme Performance System” ซึ่งรวมอยู่ในกลุ่มโน๊ตบุ๊คระดับ High-End ที่โฟกัสกลุ่มองค์กรและบริษัทเป็นหลัก แต่กลุ่มผู้ใช้ทั่วไปที่ถวิลหาโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยม งานประกอบแข็งแรงสวยหรูหราและผ่านมาตรฐาน ได้ตรา Intel Evo มาประดับบนตัวบอดี้เพื่อการันตีว่ามันเกิดมาเพื่อตอบโจทย์คนทำงานอย่างแท้จริง

Advertisementavw

เมื่อเป็นรุ่นใหม่แกะกล่องแล้ว ทาง DELL ก็ไม่ได้แค่เปลี่ยนสเปคสเปคในเครื่องเป็น Intel 12th Gen เท่านั้น แต่ยกเครื่องปรับดีไซน์และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ DELL XPS 13 Plus 9320 ได้ความล้ำสมัยกว่าเดิมหลายอย่างจนโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ดูเหมือนหลุดจากภาพยนตร์ Sci-Fi สักเรื่อง ไม่ว่าจะคีย์บอร์ด Zero-Lattice ดีไซน์ใหม่ราบเรียบ ดีไซน์ปุ่มจากขอบสุดขอบ ตอบสนองไวและเป็นมิตรต่อนิ้วของผู้ใช้, Capacitive Touch Function แถบ Function Key ถูกดีไซน์เป็นปุ่มแบบทัชและมีไฟ LED แสดงสถานะตัวปุ่มให้เห็นชัดเจน รวมถึง Haptic Touchpad ซึ่งดีไซน์เป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่อง เรียบเนียนไม่มีขอบให้เห็น ได้ความสวยงามแตกต่างอย่างชัดเจน และก็ยังไม่ลืมฟีเจอร์รักษาความเป็นส่วนตัวอย่างกล้อง IR Camera สแกนหน้าปลดล็อคเครื่องและเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือซึ่งรวมกับปุ่ม Power อีกด้วย เรียกว่าได้ความแตกต่างและได้ความสวยงามยิ่งกว่ารุ่นก่อนชัดเจน

DELL XPS 13 Plus 9320

NBS Verdicts

DELL XPS 13 Plus DSC00213

DELL XPS 13 Plus 9320 นับเป็นการปรับดีไซน์ตัวเครื่องครั้งใหญ่ของทาง DELL ที่คงความสวยหรูพรีเมี่ยมของตระกูล XPS เอาไว้ครบถ้วน ได้รับการรับรองเป็นโน๊ตบุ๊ค Intel Evo พร้อมซีพียู Intel 12th Gen พร้อมสเปคตอบโจทย์คนทำงานและต้องการโน๊ตบุ๊คดีไซน์ระดับพรีเมี่ยมไว้เสริมบุคลิคและการใช้งานอย่างไม่ต้องสงสัย

ด้านดีไซน์นับว่าโดดเด่นล้ำสมัยเหมือนหลุดจากภาพยนตร์ Sci-Fi ก็ไม่ผิด ด้วย Capacitive Touch Function, คีย์บอร์ด Zero-Lattice ซึ่งแบนราบและใช้แรงกดเพียงเล็กน้อยก็ตอบสนองการทำงานแล้วไม่พอ Haptic Touchpad ที่เรียบเนียนไปกับบอดี้ตัวเครื่องก็ได้ความสวยงามไม่มีขอบให้รกสายตาแม้แต่น้อย เมื่อองค์ประกอบทั้ง 3 นี้รวมกันก็ทำให้ DELL XPS 13 Plus 9320 มีความสวยโดดเด่นกว่าโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมรุ่นอื่นอย่างชัดเจน ไม่พอ บอดี้อลูมิเนียมรวมกับงานประกอบของทาง DELL แล้ว ยิ่งให้ความแข็งแรงทนทาน จับถือได้ความรู้สึกหนักแน่นเป็นที่สุด ดียิ่งกว่าโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมทุกเครื่องที่ผู้เขียนเคยจับและได้รีวิวอย่างหาที่เปรียบได้ยาก แม้แต่ MacBook รุ่นใหม่ๆ ก็ให้สัมผัสแบบนี้ไม่ได้เลย

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตที่พบเจอเมื่อนำ DELL XPS 13 Plus 9320 ไปใช้งานจริงก็มีเช่นกัน อย่างแรก คือ พอร์ตของตัวเครื่องมีแต่ Thunderbolt 4 เพียง 2 ช่อง ไม่มีพอร์ตอื่นเลย แม้จะมีหัวแปลง USB-C to 3.5 mm. Jack กับ USB-C to A แถมมาให้ในกล่องก็ไม่พอใช้งานอย่างแน่นอน ต้องมี USB-C Multiport Adapter ไว้แปลง Thunderbolt 4 เป็นพอร์ตอื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถัดมาเป็นคีย์บอร์ด Zero-Lattice ที่แม้จะใช้แรงกดพิมพ์น้อยจนแทบจะแตะพิมพ์ได้ ทว่าตัวแป้นที่แบนราบและตัวปุ่มเหยียดสุดจากปุ่มต่อปุ่มทำให้แยกแต่ละปุ่มได้ค่อนข้างลำบาก ต้องใช้เวลาปรับตัวระดับหนึ่งรวมถึง Haptic Touchpad ที่เป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่องแต่ไม่มีเครื่องหมายบอกระยะความกว้างและสูงของตัวแป้น แม้จะสวยงามแต่ใช้งานจริงก็จับระยะความกว้างได้ยากอีกด้วย แม้จะเป็นนวัตกรรมใหม่ก็ตาม ผู้เขียนก็อยากให้ทางบริษัทปรับดีไซน์อีกเล็กน้อยเพื่อให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เป็นมิตรกับผู้ใช้อีกสักหน่อยก็จะดีมาก

ข้อดีของ DELL XPS 13 Plus 9320
  1. งานประกอบตัวเครื่องแข็งแรงทนทาน จับถือได้หนักแน่นสมความพรีเมี่ยม
  2. ดีไซน์ได้ความเรียบร้อยแต่สวยหรูหรา เหมือนโน๊ตบุ๊คจากภาพยนตร์ Sci-Fi
  3. น้ำหนักตัวเครื่องเบาพกพาง่าย เพียง 1.26 กิโลกรัมเท่านั้น ไม่หนักกระเป๋าเกินไป
  4. คีย์บอร์ด Zero-Lattice ออกแรงพิมพ์น้อยและได้ความสวยงามล้ำสมัย
  5. แป้น Capacitive Touch Function แสดงฟังก์ชั่น F1~F12 และ Function Hotkey ได้ชัดเจน ดูเข้าใจง่ายมาก
  6. อัพเกรดซีพียูเป็น Intel 12th Gen มีประสิทธิภาพสูงและจัดการพลังงานได้ดี
  7. ติดตั้งหน้าจอทัชพาเนล OLED ความละเอียดสูงมาให้ แต่ขนาดกะทัดรัดเพียง 13.4 นิ้ว
  8. มีพอร์ต Thunderbolt 4 ติดตั้งมาให้ใช้งานถึง 2 ช่อง ใช้ต่อแยกเป็นพอร์ตอื่นได้
  9. ได้ Windows 11 Home และ Microsoft Office 2021 แท้ ติดตั้งมาให้ใช้จากโรงงาน
  10. มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือกับกล้อง IR Camera ใช้ปลดล็อคเครื่องแบบ Biometric ได้
  11. ระบบระบายความร้อนทำงานได้ดี เย็นตลอดการใช้งานแม้รันโปรแกรมใหญ่ก็ไม่ร้อนมาก
  12. ลำโพงตัวเครื่องได้มิติเสียงดี สเตจเสียงกว้างและเก็บรายละเอียดดีมีเบสซัพพอร์ตดี
ข้อสังเกตของ DELL XPS 13 Plus 9320
  1. ตัวเครื่องมีแต่พอร์ต Thunderbolt 4 ต้องพึ่งอุปกรณ์ต่อพ่วงเมื่อต้องการใช้พอร์ตอื่น
  2. ดีไซน์ทัชแพดเป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่อง แม้จะสวยงามแต่ใช้งานจริงยากเกินไป
  3. คีย์บอร์ด Zero-Lattice แม้จะสวยงามแต่พิมพ์สัมผัสยาก ใช้เวลาปรับตัวมากกว่าปกติ

รีวิว DELL XPS 13 Plus 9320

Specification

DELL XPS 13 Plus 9320 จัดเป็นโน๊ตบุ๊คสายทำงานระดับพรีเมียมซึ่งสเปคได้มาครบถ้วนพร้อมใช้งาน มีซอฟท์แวร์ครบเครื่องทั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 อีกด้วย ซึ่งมีรายละเอียดสเปคดังนี้

สเปคของ DELL XPS 13 Plus 9320
  • CPU : Intel Core i7-1260P แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.4-4.7GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : แบบ M.2 NVMe ความจุ 512GB อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 
  • RAM : 16GB LPDDR5 บัส 5200 MHz
  • Display : จอทัช 13.4 นิ้ว ความละเอียด 3.5K (3456×2160) พาเนล OLED 
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD IR Camera 
  • Software : Windows 11 Home, Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.26 กิโลกรัม
  • Price : 73,990 บาท (ราคากลาง)

Hardware & Design

DELL XPS 13 Plus DSC00210

DELL XPS 13 Plus DSC00163
DELL XPS 13 Plus DSC00170
DELL XPS 13 Plus DSC00202
DELL XPS 13 Plus DSC00203

ดีไซน์ของ DELL XPS 13 Plus 9320 จะเน้นความเรียบง่ายไม่มีลูกเล่นดีไซน์อะไรมาก แต่จุดเด่นซึ่งสังเกตเห็นได้ทันที คือ กรอบบานหน้าจอ 13.4 นิ้วของตัวเครื่องจะเป็นแบบบาง 4 ด้าน ทำให้เห็นคอนเทนต์บนหน้าจอได้เต็มตายิ่งขึ้น เมื่อมองลงมาอีกหน่อยจะเห็นว่ามีสติกเกอร์ Intel Evo ติดเอาไว้เพียงอันเดียวเท่านั้น และไม่มีการเจาะบอดี้ตัวเครื่องให้ช่องของไมโครโฟนเลย แต่ DELL เลือกติดตั้งเอาไว้ตรงขอบด้านบนหน้าจอเพื่อหลบสายตาแทน โดยติดเอาไว้ 2 ช่อง ซึ่งดีไซน์นี้ทำให้กรอบหน้าจอไม่มีช่องเจาะให้สะท้อนแสงเห็นด้วย ถือว่าสวยเรียบร้อยดี

DELL XPS 13 Plus DSC00166

DELL XPS 13 Plus DSC00169
DELL XPS 13 Plus DSC00200
DELL XPS 13 Plus DSC00185

ก้านบานพับหน้าจอจะเป็นก้านโลหะยึดขอบริมข้างตัวเครื่อง 2 ฝั่ง ให้ความรู้สึกแน่นไม่มีอาการพานพับกระพือแม้แต่นิดเดียว เมื่อพับจอแล้วตัวบานจะดูดติดเข้ากับตัวเครื่องด้วยแม่เหล็ก ซึ่งแรงดูดดีและติดแน่นจนเอานิ้วเกี่ยวเปิดเล่นค่อนข้างยาก ตัวเครื่องจัดบาลานซ์เอาไว้ได้ดี ใช้นิ้วเดียวได้และตัวเครื่องไม่กระดกตามขึ้นมาเลยแต่ก็แน่นจนควรใช้มืออีกข้างช่วยจับเครื่องไว้ด้วย ส่วนองศาการกางหน้าจออยู่ราว 120 องศา ซึ่งถือว่ากว้างพอจัดองศาการมองเห็นได้สะดวก ทั้งตอนวางบนโต๊ะทำงานหรือแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็ตาม

DELL XPS 13 Plus DSC00174

ฝาหลังตัวเครื่องยังคงเอกลักษณ์เดิมของทางบริษัทเอาไว้ โดยเป็นโลโก้ DELL ทรงกลมเพียงอันเดียวตรงกลางฝาหลังอลูมิเนียม โดยทำเป็นแบบเซาะบอดี้ตัวเครื่องเข้าไป ทำให้โลโก้ไม่หลุดหายง่ายๆ อย่างแน่นอน

DELL XPS 13 Plus DSC00177

ส่วนโลโก้ XPS ของ DELL XPS 13 Plus 9320 ถูกเอามาติดไว้ด้านใต้ตัวเครื่อง มีแถบยางรองตัวเครื่องติดไว้ 2 เส้นเป็นแถบยาว ด้านข้างมีช่องลำโพงเป็นแถบยาวติดเอาไว้ 2 ฝั่ง พร้อมน็อตขันล็อคบอดี้แบบหัว Trox ทั้งหมด 6 ดอกเท่านั้น ซึ่งบอดี้อลูมิเนียมโดยรวมต้องถือว่าแข็งแรง แน่นมาก จับถือแล้วให้ความรู้สึกหนักแน่นแข็งแรงเป็นพิเศษ ซึ่งจากที่ผู้เขียนได้จับโน๊ตบุ๊คมาหลายรุ่น ต้องถือว่า DELL ประกอบ XPS 13 Plus 9320 มาได้แน่นแข็งแรงมาก จับถือแล้วได้ความรู้สึกหนักแน่นเป็นที่หนึ่ง ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมอย่างแท้จริง 

Screen & Speaker

DELL XPS 13 Plus DSC00125

DELL XPS 13 Plus DSC00128
DELL XPS 13 Plus DSC00127
DELL XPS 13 Plus DSC00129
DELL XPS 13 Plus DSC00130
DELL XPS 13 Plus DSC00123
display

หน้าจอทัชสกรีนขนาด 13.4 นิ้ว ความละเอียด 3.5K (3456×2160) พาเนล OLED เป็นหน้าจอกรอบบาง 4 ด้าน ทำให้เห็นคอนเทนต์บนหน้าจอได้กว้างยิ่งขึ้น ไม่มีกรอบหน้าจอมากวนสายตาไม่พอ ทาง DELL ยังติดกล้อง IR Camera เอาไว้สแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่องไว้ตรงขอบบนของหน้าจอด้วย และเมื่อลองพับหน้าจอลงมาแล้วมองจากมุมอื่นนอกจากหน้าตรง จะเห็นว่าพาเนล OLED ก็สามารถแสดงสีสันได้สวยสดเที่ยงตรง ไม่มีอาการสีเพี้ยนแม้แต่น้อย

gamut
luminance

สำหรับขอบเขตสีหน้าจอ เมื่อทดสอบด้วย Calibrite และใช้โปรแกรม DisplayCal 3 จะเห็นว่า Gamut coverage ที่เป็นขอบเขตสีหน้าจอจากโรงงานได้ขอบเขตสีกว้างมากถึง 99.9% sRGB, 93.5% Adobe RGB, 99.4% DCI-P3 และเมื่อคาลิเบรตเสร็จแล้ว จะเห็นว่าฝั่ง Gamut Volume นั้นดีขึ้นชัดเจนถึงระดับ 165.9% sRGB, 114.3% Adobe RGB, 117.5% DCI-P3 ซึ่งขอบเขตสีนี้นับว่ากว้างเทียบชั้นโน๊ตบุ๊คสายครีเอเตอร์หลายๆ รุ่น สามารถใช้พรู้ฟสีงานอาร์ตก็ทำได้สบายๆ อย่างแน่นอน

ด้านความสว่างหน้าจอวัดได้ 396.33 nits จัดว่าสว่างมากจนไม่ต้องกังวลเรื่องแสงแดดจะสว่างจนทำหน้าจอมืดไป สามารถปรับความสว่างหน้าจอสู้แสงได้หากนั่งทำงานชานร้านกาแฟหรือที่ที่มีแสงส่องกระทบหน้าจอ หากนั่งทำงานในอาคารหรือออฟฟิศแนะนำให้ปรับความสว่างลดลงเหลือสัก 50% ก็สว่างเพียงพอใช้งานแล้ว

DELL XPS 13 Plus DSC00178
DELL XPS 13 Plus DSC00179
DELL XPS 13 Plus DSC00196
DELL XPS 13 Plus DSC00197

ลำโพงของ DELL XPS 13 Plus 9320 มีทั้งหมด 2 ดอก กำลังขับรวม 4 วัตต์ แต่ทางบริษัทจะทำช่องลำโพงขนาดใหญ่มาให้เหมือนกับลำโพงของ XPS รุ่นอื่นๆ คาดว่าเพื่อใช้ระบายความร้อนตัวเครื่องร่วมกันไปเลย ความดังของลำโพงจัดว่าดังมาก เมื่อวัดด้วยเครื่องวัดความดังแล้วจะอยู่ราว 85dB และได้สเตจเสียงกว้างฟังชัด รายละเอียดเนื้อเสียงจัดว่าครบถ้วนฟังเพลงได้ดีและมีเสียงเบสซัพพอร์ตได้ดี เนื้อเบสไม่บางเลย เรียกว่าไม่แพ้กับ DELL XPS 15 ซึ่งได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ เป็นลำโพงของโน๊ตบุ๊คที่ได้เสียงดีมากอีกรุ่นหนึ่ง

Keyboard & Touchpad

DELL XPS 13 Plus DSC00131

DELL XPS 13 Plus DSC00149
DELL XPS 13 Plus DSC00158
DELL XPS 13 Plus DSC00144
DELL XPS 13 Plus DSC00145
DELL XPS 13 Plus DSC00146
DELL XPS 13 Plus DSC00147

คีย์บอร์ดของ DELL XPS 13 Plus 9320 จะเป็นคีย์บอร์ดรุ่นใหม่แกะกล่องจากทางบริษัท โดยใช้ชื่อดีไซน์ว่า “Zero-Lattice” ซึ่งทรงตัวปุ่มเป็นสี่เหลี่ยมที่ออกแบบให้ขอบชิดขอบและตัวปุ่มราบเป็นระนาบเดียวกันไม่มีปุ่มไหนสูงหรือเตี้ยกว่ากันแม้แต่นิดเดียว หากหลับตาใช้มือลูบดูก็จะไม่รู้สึกถึงรอยต่อระหว่าปุ่มแม้แต่นิดเดียว จะรู้สึกเพียงขีดมาร์กกิ้งที่ติดเอาไว้ตรงปุ่ม F, J เท่านั้น ส่วนไฟ LED Backlit ของคีย์บอร์ดจะเป็นแบบไฟเรืองที่สว่างลอดตัวอักษรบนปุ่มขึ้นมาเท่านั้น ไม่สว่างรอบคีย์แคปเลย ในแง่การใช้งานจริงถือว่าสว่างมองเห็นชัดเจน

สัมผัสการพิมพ์ของคีย์บอร์ด Zero-Lattice ต้องถือว่าขนาดปุ่มใหญ่รับกับระยะนิ้วได้เป็นอย่างดี ลดโอกาสกดผิดพลาดไปได้มากและใช้แรงกดน้อยมาก เกือบจะเป็นการแตะเพื่อพิมพ์เสียด้วยซ้ำ แต่ข้อสังเกตตอนใช้งาน คือ ตัวปุ่มนั้นชิดกันเกินไปจนคนพิมพ์สัมผัสได้มีโอกาสกดพิมพ์ผิดปุ่มได้พอสมควร ต้องใช้เวลาปรับตัวในช่วงแรกๆ ระดับหนึ่ง

ด้านปุ่มใช้งานและคีย์ลัดที่ถูก Mapping ไว้บนคีย์บอร์ดของ DELL XPS 13 Plus 9320 มีน้อยมาก เพียงแค่ Page Up, Page Down ตรงปุ่มลูกศรขึ้นลงและปุ่มเสมือนคลิกขวาของปุ่ม Ctrl ขวามืออีกคำสั่งเดียวเท่านั้น และถ้าสังเกตจะเห็นว่าข้างปุ่ม Backspace จะมีปุ่มสีดำซึ่งเป็นปุ่ม Power พร้อมเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือติดเอาไว้อีกปุ่มเท่านั้น

DELL XPS 13 Plus DSC00135

DELL XPS 13 Plus DSC00142
DELL XPS 13 Plus DSC00143

ดีไซน์อีกส่วนซึ่งแตกต่างจากโน๊ตบุ๊คทั่วไป คือ Capacitive Touch Function เป็นปุ่ม Function แบบทัช ติดอยู่ขอบบนเหนือคีย์บอร์ดและมีคำสั่ง Function Lock ติดอยู่กับปุ่ม Esc ด้วยและพอกดปุ่ม Fn แล้ว Capacitive Touch Function จะสลับแสงไฟไปมาระหว่าง Function Hotkey และ F1~F12 ให้โดยอัตโนมัติและสามารถกดล็อคสลับเลเยอร์ไปมาได้อีกด้วย ซึ่งการดีไซน์นี้ถือว่าดีมากและเข้าใจง่าย เมื่อมองก็ทราบทันทีว่าตอนนี้ใช้ปุ่มเซ็ตไหนอยู่

อย่างไรก็ตามถ้าสังเกตในภาพจะเห็นว่า Capacitive Touch Function ถูกเซ็ตเป็นปุ่มบังคับไว้บนชุดแป้นคีย์บอร์ด พอสังเกตในภาพตรงข้างปุ่มที่ไฟติดจะเห็นเงาของชุดคำสั่งอีกปุ่มอยู่ด้วย เมื่อเรากด Fn Lock จะเห็นว่าไฟของชุดคำสั่งหนึ่งจะดับลงแล้วไฟของอีกชุดคำสั่งจะติดขึ้นมาเท่านั้น เป็นชุดคำสั่งแบบล็อคการตั้งค่าเอาไว้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้

DELL XPS 13 Plus DSC00134

ส่วนของ Function Hotkey ที่ Capacitive Touch Function จะเซ็ตเพียงแต่คำสั่งทั่วไปที่ต้องใช้งานเท่านั้น อย่างเช่น ปิด, ลดหรือเพิ่มเสียงลำโพง, ปิดไมค์, เล่นหรือหยุดสื่อและคลิปที่ดูอยู่, ปรับความสว่างไฟ LED Backlit และความสว่างหน้าจอและคำสั่ง Project ที่ใช้ตั้งค่าหน้าจอหลักและเสริมกับ Function Key อีกเล็กน้อยเท่านั้น หากนับในแง่การใช้งานจริงต้องถือว่าแป้น Capacitive นี้เป็นแป้นที่แนวคิดและดีไซน์ล้ำสมัยแต่ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ค่อนข้างจำกัด

DELL XPS 13 Plus DSC00159

DELL XPS 13 Plus DSC00160
DELL XPS 13 Plus DSC00161

ด้านทัชแพดของตัวเครื่องถูกดีไซน์ให้เป็นเนื้อเดียวแบบไร้ขอบแป้นโดยเรียบเป็นเนื้อเดียวกับตัวเครื่อง และไม่มีเส้นหรือเครื่องหมายใดๆ ขีดเอาไว้ให้รู้ว่าอาณาเขตของตัวแป้นทัชแพดเริ่มและสุดอยู่ตรงไหน แต่จากการลองลากเคอร์เซอร์เมาส์แล้วจะเห็นว่าขอบฝั่งซ้ายจะสุดเท่ากับตัวริมซ้ายของปุ่ม Spacebar แล้วฝั่งขวาไปสุดริมปุ่ม Alt และสูงเท่าระยะที่วางข้อมืออีกด้วย

ตัวแป้นรองรับ Gesture control ของ Windows ครบถ้วน สามารถปัดนิ้วเลื่อนใช้งานได้ตามปกติ ตอบสนองรวดเร็วเหมือนกับทัชแพดของโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่น และการกดคลิกตัวแป้นจะตอบสนองแบบ Haptic Touch หรือเป็นการสั่นจากมอเตอร์ขนาดเล็กในตัวเครื่อง แต่สัมผัสนั้นเหมือนการกดปุ่มตัวเครื่องจริงๆ

Connector / Thin & Weight

DELL XPS 13 Plus DSC00167
DELL XPS 13 Plus DSC00168

พอร์ตของ DELL XPS 13 Plus 9320 ถือว่าน้อยเกินไปจนใช้งานค่อนข้างลำบาก เพราะมี Thunderbolt 4 เพียง 2 ช่อง ติดตั้งไว้ฝั่งซ้ายและขวาด้านละพอร์ตเท่านั้น ส่วนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็น Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็วและเสถียรทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็น Thunderbolt 4 แต่เมื่อมีพอร์ตเช่นนี้ จึงทำให้ผู้ใช้หลายๆ คนต้องมี USB-C Multiport Adapter ติดกระเป๋าเอาไว้ต่อพ่วงแยกเป็นพอร์ตอื่นๆ เพื่อใช้งาน หรือถ้านั่งทำงานในออฟฟิศ ก็ต้องซื้อหน้าจอแบบ Port Hub มาใช้งานแล้วต่ออุปกรณ์เสริมต่างๆ ผ่านทางหน้าจอแทน แม้จะได้พอร์ตที่ล้ำสมัยมาใช้และได้บอดี้บางเบาก็ตาม แต่ก็ขาดพอร์ตที่จำเป็นอย่าง USB-A, HDMI และอื่นๆ ไปจนหมด

DELL XPS 13 Plus DSC00112

DELL XPS 13 Plus DSC00114
DELL XPS 13 Plus DSC00115

ในแพ็คเกจสินค้า ทาง DELL ก็แถมสาย USB-C to 3.5 mm. กับหัวต่อ USB-C to A มาใช้ต่ออุปกรณ์เสริมอื่นๆ แก้ขัดแล้วก็จริง แต่ก็แค่เบื้องต้น ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าถ้าทาง DELL ตั้งราคาตัวเครื่องมา 73,990 บาททั้งที ก็น่าแถม DELL Mobile Adapter MH3021P หรือไม่ก็ DELL USB-C Mobile Adapter DA310 มาให้สมราคาไปเลยจะดีกว่ามาก

DELL XPS 13 Plus DSC00109

DELL XPS 13 Plus DSC00111
DELL XPS 13 Plus DSC00110

น้ำหนักตัวเครื่องจากสเปคบนหน้าเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ DELL USA ให้ข้อมูลไว้ว่า DELL XPS 13 Plus 9320 จะหนัก 1.23 กิโลกรัม เมื่อชั่งด้วยตาชั่งดิจิตอลแล้วจะหนัก 1.26 กิโลกรัม ซึ่งใกล้เคียงกับหน้าสเปคเป็นอย่างมาก ส่วนชุดอุปกรณ์เสริมและอแดปเตอร์จะหนัก 259 กรัม เมื่อพกใส่กระเป๋าแล้วจะได้น้ำหนักสุทธิ 1.52 กิโลกรัม จัดว่าไม่หนักมาก สามารถพกพาไปทำงานได้สะดวกพอสมควร และจะใช้อแดปเตอร์ GaN กำลังชาร์จเกิน 65 วัตต์ มาชาร์จแบตเตอรี่แทนอแดปเตอร์ในกล่องก็ได้ด้วย

Inside & Upgrade

DELL XPS 13 Plus DSC00190

การอัพเกรด DELL XPS 13 Plus 9320 ทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่ขันน็อตหัว Trox ทั้งหมด 6 ดอกออก แล้วเอาการ์ดไล่ขอบตัวเครื่องเพียงเล็กน้อยก็เปิดฝาได้แล้ว แต่จะเห็นว่าบนเมนบอร์ดอัพเกรดได้เพียง M.2 NVMe SSD อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 เท่านั้น และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ควรอัพเกรดได้ก็กลายเป็นชิปออนบอร์ดทั้งหมดและมีแบตเตอรี่อีกหนึ่งลูกติดตั้งเอาไว้แทน

ดังนั้นสรุปได้ง่ายๆ ว่า XPS 13 Plus 9320 สามารถอัพเกรดได้แต่ M.2 NVMe SSD เพียงชิ้นเดียว ผู้เขียนจึงคิดว่าถ้าจะอัพเกรดเพิ่มความจุอาจจะหันไปซื้อ External HDD/SSD แทนดีกว่า

Performance & Software

cpu
gpu

สเปคของ DELL XPS 13 Plus 9320 ติดตั้งซีพียู Intel 12th Gen รุ่น Intel Core i7-1260P แบบ 12 คอร์ 16 เธรด (4P+8E) ความเร็ว 3.4-4.7GHz มาให้ใช้งาน รองรับชุดคำสั่งต่างๆ ครบถ้วนและมีค่า TDP 28 วัตต์ ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics สำหรับเรนเดอร์ภาพขึ้นหน้าจอและใช้ทำงานกราฟฟิคอย่างการตัดต่อแต่งภาพและวิดีโอก็ใช้งานได้ รองรับชุดคำสั่งจำเป็นอย่าง OpenCL, Open GL, DirectCompute, DirectML, Vulkan ครบถ้วน

ram

แรมออนบอร์ดในเครื่องมีความจุ 16GB LPDDR5 บัส 5200 MHz ซึ่งความจุนี้ถือว่าเยอะเพียงพอใช้ทำงานต่างๆ ได้สบายๆ ไม่ว่าจะทำงานเอกสารไปจนงานตัดต่อแต่งภาพก็ทำได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องแรมไม่พอใช้งานอย่างแน่นอน

device mgr

เมื่อเช็คพาร์ทภายในตัวเครื่องด้วย Device Manager จะเห็นว่า DELL XPS 13 Plus 9320 ติดตั้งทั้งกล้องสแกนใบหน้าและเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือของ Goodix มาครบถ้วน สามารถสลับใช้งานตามความสะดวก และรองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ในตัวแบบครบถ้วนด้วยชิป Intel AX211 ใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้อย่างต่อเนื่องลื่นไหล รวมทั้งมีชิป TPM 2.0 ติดตั้งมาให้ใช้รักษาความปลอดภัยของข้อมูลในเครื่องคู่กับ Windows 11 อีกด้วย

ssd

M.2 NVMe SSD จากโรงงานของ DELL XPS 13 Plus 9320 ผลิตโดย Western Digital รหัส SN810 ความจุ 512GB ถ้าอิงจากหน้าสเปคแล้วจะเห็นว่ารุ่นนี้ใช้อินเตอร์เฟส PCIe 4.0 x4 แล้ว มีความเร็ว Sequential Read 6,000 MB/s และ Sequential Write 4,000 MB/s และค่าความทนทานการอ่านเขียนไฟล์ที่ 300 TBW เมื่อทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark 8 แล้วได้ความเร็ว Sequential Read สูงถึง 6,554.99 MB/s และ Sequential Write 4,461.94 MB/s ซึ่งถือว่าดีกว่าข้อมูลเคลมเอาไว้หน้าสเปคเสียอีก ซึ่งถ้าใช้ทำงานทั่วไปอย่างเปิดเว็บไซต์, ทำงานเอกสารและประชุมงานถือว่าเพียงพออย่างแน่นอน

หากผู้ใช้คนไหนคิดว่า M.2 NVMe SSD ที่ติดตั้งมาให้มีความจุน้อยเกินไปไม่พอใช้งาน ส่วนตัวผู้เขียนไม่แนะนำให้เปิดเครื่องมาเปลี่ยน SSD เพราะดูจะไม่คุ้มกันเท่าไหร่ แนะนำให้ซื้อ External HDD/SSD ความจุสูงระดับ 2~4TB มาต่อเพื่อเซฟงานแยกออกไปจะดีกว่า

r15
r20

ด้านการทดสอบเรนเดอร์ไฟล์โมเดล 3D CG ด้วยโปรแกรม CINEBENCH R15 จะเห็นว่าซีพียู Intel Core i7-1260P ในตัวเครื่องก็มีประสิทธิภาพดีพอสมควร สามารถพรีวิวโมเดล 3D ให้เห็นและเลื่อนโมเดลดูได้ โดยทำคะแนน OpenGL ไป 84.01 fps และคะแนน CPU 1,111 cb ซึ่งถือว่าแรงพอใช้ทำงานได้แน่นอน ด้านของ CINEBENCH R20 ซึ่งเน้นทดสอบการประมวลผลต่อคอร์ของซีพียู จะได้คะแนน CPU 2,721 pts จัดว่าสูงทีเดียว ช่วยการันตีว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ใช้ทำงานกราฟฟิคเบื้องต้นต่างๆ อย่างตัดต่อภาพหรือแต่งรูปก็ได้ไม่มีปัญหา

Screenshot 7 29 2022 12 18 53 AM

อย่างไรก็ตาม เมื่อทดสอบการเล่นเกมด้วย 3DMark Time Spy จะเห็นว่า DELL XPS 13 Plus 9320 ทำคะแนนเฉลี่ยได้เพียง 1,691 คะแนน แยกเป็นคะแนน CPU score 5,181 คะแนน และ Graphics score 1,512 คะแนนเท่านั้น จึงสรุปได้ว่าโน๊ตบุ๊คเครื่องยนี้ไม่เหมาะจะเอามาเล่นเกมอย่างแน่นอน อย่างมากอาจจะเล่นเกม 8-bit ทั่วไปพอฆ่าเวลาได้เท่านั้น ไม่เหมาะจะใช้เล่นเกมฟอร์มยักษ์อย่างแน่นอน

PCMark 10 Advanced Edition 7 29 2022 12 04 11 AM

เมื่อทดสอบประสิทธิภาพการทำงานด้วย PCMark 10 จะเห็นว่า DELL XPS 13 Plus 9320 ทำคะแนนรวมเฉลี่ยไปได้ 4,550 คะแนน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับทั่วไปที่โน๊ตบุ๊คสายทำงานทำคะแนนได้ และถ้ามองแยกเป็นหมวดหมู่แล้วจะเห็นว่า XPS 13 Plus 9320 ทำคะแนนในหมวดการใช้งานทั่วไป (Essential) ได้ดีไม่มีปัญหา ส่วนงานเอกสารกับไฟล์ Word, Excel และงานตัดต่อแต่งภาพก็ทำได้ดีไล่เลี่ยกันทั้งคู่

ถ้าอิงจากคะแนน ก็สามารถสรุปได้ว่า XPS 13 Plus 9320 จะเหมาะกับกลุ่มพนักงานออฟฟิศที่หาโน๊ตบุ๊คสายทำงานระดับพรีเมี่ยมเอาไว้ใช้งานสักเครื่อง เน้นการทำงานเอกสารและประชุมออนไลน์และแต่งภาพบ้างเป็นระยะๆ ก็สามารถใช้งานได้ดีอย่างแน่นอน

my dell 1

my dell cinema
my dell power manager
my dell seamless security
mode change

ด้านโปรแกรม My Dell เป็นโปรแกรมตั้งค่าตัวเครื่อง ซึ่งใช้อัพเกรดเฟิร์มแวร์ของตัวเครื่องหรือแม้แต่ตั้งค่าการทำงานตัวเครื่องก็ได้ ทั้งการแสดงผลหน้าจอ, การจัดการแบตเตอรี่รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยของตัวเครื่องอีกด้วย นอกจากนี้ทาง DELL ยังมีซอฟท์แวร์ปรับโหมดการทำงานตัวเครื่องให้เลือกเปลี่ยนโหมดได้ด้วย ว่าต้องการให้ DELL XPS 13 Plus 9320 ทำงานเต็มที่หรือเน้นประหยัดพลังงานเอาไว้ก่อนก็ได้ ซึ่งใช้งานได้ดีและสะดวกมาก

Battery & Heat & Noise

DELL XPS 13 Plus DSC00199

แบตเตอรี่ของ DELL XPS 13 Plus 9320 เป็นแบตเตอรี่แบบลิเธียม ไอออน ความจุ 55Wh มีขนาดใหญ่โดยกินพื้นที่ยาวจากขอบสู่ขอบตัวเครื่องติดลำโพงทั้งสองข้าง ซึ่งขนาดของมันใหญ่จนกินพื้นที่ในตัวเครื่องไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

batt

ระยะเวลาใช้งานเมื่อทดสอบตามมาตรฐานของทางเว็บไซต์ ปิดไฟลดแสงสว่างจนต่ำสุด เปิดเสียงลำโพง 10% และเปิดโหมดประหยัดพลังงาน ใช้ Microsoft Edge ดูคลิป YouTube ต่อเนื่อง โดยครั้งนี้จะทดสอบนานราว 1 ชั่วโมง จะเห็นว่าแบตเตอรี่ 55Wh สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานราว 10 ชั่วโมง 39 นาที ซึ่งถ้าต้องการพกโน๊ตบุ๊คไปทำงานตามร้านกาแฟ, พกเข้าห้องประชุมคุยงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงก็ใช้ได้ดีไม่มีปัญหา และผู้เขียนเชื่อว่าถ้าปิดเสียงลำโพงก็น่าจะใช้งานได้นานกว่านี้มาก

DELL XPS 13 Plus DSC00191

ระบบระบายความร้อนของ DELL XPS 13 Plus 9320 จัดว่าเรียบง่าย มีฮีตไปป์เส้นเดียวพาดยาวจากซีพียู Intel Core i7-1260P ออกไปยังฮีตซิ้งค์สองฝั่งด้านหน้าพัดลมระบายความร้อนที่เป่าออกด้านหลังตัวเครื่อง ซึ่งชุดระบายความร้อนเซ็ตนี้จัดว่าพอใช้งานอย่างแน่นอน เนื่องจากซีพียูตระกูลนี้ไม่ได้สร้างความร้อนมากหากใช้งานทั่วไป ซึ่งจากการใช้งานตามปกติอย่างเปิดเว็บไซต์, ดูหนังฟังเพลงตัวเครื่องก็ไม่ร้อนเกินไปจนรบกวนการใช้งานเลย

temp

ด้านอุณหภูมิสูงสุดจากการทดสอบด้วยโปรแกรม CPUID HWMonitor จะเห็นว่าทั้งแพ็คเกจนั้นมีอุณหภูมิอยู่ระหว่างช่วง 43~100 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดเฉพาะตอนรันโปรแกรมทดสอบตัวเครื่องเท่านั้น เวลาใช้งานจริงต้องถือว่า XPS 13 Plus 9320 ก็เย็นต่อเนื่องไม่มีอาการตัวเครื่องร้อนหรือเร่งความเร็วพัดลมกะทันหันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นถ้าใครต้องการซื้อโน๊ตบุ๊คนี้ไปใช้งานก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอุณหภูมิเลยก็ได้

User Experience

DELL XPS 13 Plus DSC00119

DELL XPS 13 Plus 9320 เป็นโน๊ตบุ๊คมาตรฐาน Intel Evo เน้นการพกพาง่าย ใช้งานต่อเนื่องได้หลายชั่วโมง ซึ่งจากการทดลองใช้งานจริงถือว่าเป็นโน๊ตบุ๊คพกพาง่ายและน้ำหนักเบาทีเดียว แต่ทีเด็ดคือบอดี้อลูมิเนียมนั้นแข็งแรง งานประกอบแน่นหนามากจนผู้เขียนเองยกให้เป็นเครื่องที่งานประกอบดีที่สุดในหมู่โน๊ตบุ๊คบอดี้อลูมิเนียมอย่างไม่ต้องสงสัย

ด้านการล็อคอินเข้าใช้งานเครื่องนั้นง่ายมาก จะสแกนใบหน้าหรือนิ้วเพื่อปลดล็อคเครื่องก็ได้ไม่ต้องพิมพ์รหัสผ่านและไม่ต้องเปิดหน้ากากเพื่อสแกนใบหน้าเลยก็ได้ ตอนพกโน๊ตบุ๊คไปทำงานในร้านกาแฟจึงเปิดใช้งานได้สะดวกไม่ต้องเสี่ยงกับ COVID-19 สักนิดเดียว และระยะเวลาใช้งานด้วยแบตเตอรี่ในตัวเครื่อง ถ้าปิดลำโพงแล้วลดแสงลงสัก 50% ก็จะใช้งานได้นานขึ้น ไม่ต้องคอยมองหาหรือต้องนั่งใกล้ปลั๊กก็ทำงานภายในวันนั้นๆ เสร็จได้อย่างแน่นอน

หน้าจอทัชสกรีนก็เป็นอีกจุดเด่นที่ผู้เขียนชอบเช่นกัน นั่นเพราะหากเราใช้งานจนถนัดแล้วก็ไม่ต้องพกเมาส์ติดกระเป๋าไปคู่กับโน๊ตบุ๊คก็ได้ สามารถใช้นิ้วแตะหน้าจอเพื่อสั่งให้โน๊ตบุ๊คทำงานได้ทันที ช่วยลดอุปกรณ์ที่ต้องพกใส่กระเป๋าไปได้อีกชิ้นซึ่งสะดวกและประหยัดพื้นที่อีกด้วย

สำหรับคีย์บอร์ด Zero-Lattice นับเป็นคีย์บอร์ดที่ใช้แรงกดปุ่มน้อยมาก เบาจนแทบจะเป็นการแตะสัมผัสเพื่อพิมพ์งานได้เลยและระยะกดปุ่มก็ลึกกำลังดีเลยทำให้พิมพ์งานได้สะดวกมาก ไม่เหมือน Butterfly keyboard ของ Apple ซึ่งระยะกดสั้นเกินไป แม้จะใช้แรงกดน้อยเหมือนกันก็จริงแต่ระยะกดสั้นมากจนผู้เขียนซึ่งเคยใช้ MacBook Pro รุ่นดังกล่าวมาก่อนปวดนิ้วเป็นประจำ แต่กับคีย์บอร์ด Zero-Lattice ไม่พบอาการนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว และการดีไซน์ให้แป้นทัชแพดเรียบเป็นเนื้อเดียวกับที่วางข้อมือ ก็ได้ความเรียบร้อยสวยงามไปด้วย

ในทางกลับกัน คีย์บอร์ด Zero-Lattice ที่พิมพ์งานได้ดีกลับต้องใช้เวลาปรับตัวมากกว่าคีย์บอร์ดแบบอื่น เนื่องจากตัวแป้นที่เหยียดจนแต่ละปุ่มแทบจะชิดกันและเรียบเหมือนผ้าขาวบางขึงตึงนั้นไม่มีขอบปุ่มช่วยไกด์ว่าแต่ละปุ่มสุดขอบตรงไหน จึงกะระยะของแต่ละปุ่มลำบาก ตอนทดลองใช้งานในช่วงแรกก็พิมพ์ผิดอยู่บ่อยครั้ง ส่วนแป้นทัชแพดที่ไม่รู้ว่าขอบของทั้งสองฝั่งอยู่ตรงไหนก็เช่นกัน ต้องปรับตัวเล็กน้อยถึงจะรู้ระยะเริ่มและสุดขอบ ซึ่งผู้เขียนใช้วิธีว่าถ้าแตะลงไปตรงขอบตัวเครื่องในระยะห่างไม่เกินขอบ Spacebar ทั้งสองข้าง ก็ใช้ทัชแพดได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ เมื่อทางบริษัทติดตั้งพอร์ตมาให้เพียงแค่ Thunderbolt 4 เพียง 2 ช่อง ทำให้เวลาต้องการใช้งานพอร์ตอื่นๆ เช่น HDMI, LAN ก็ต้องหา USB-C Multiport Adapter มาต่ออย่างเลี่ยงไม่ได้ และทาง DELL ก็แถมหัวแปลงมาเพียง 2 หัว เพื่อแปลง USB-C เป็นแจ็คหูฟัง 3.5 มม. กับ USB-A เท่านั้น ในแง่การใช้งานจริงถือว่าค่อนข้างลำบากและมีข้อจำกัดอยู่พอควร ยิ่งถ้าใครต้องพกโน๊ตบุ๊คไปพรีเซนต์งาน ก็จำเป็นต้องหาตัวแปลงมาต่อเสริมด้วย ดังนั้นผู้เขียนจึงมองว่าในเมื่อ DELL XPS 13 Plus 9320 ตั้งราคาและวางตัวเป็นโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมแล้วทั้งที ก็น่าแถมอุปกรณ์เสริมมาให้เท่าเทียมกัน อย่าง DELL USB-C Mobile Adapter DA310 หรือ Dell Mobile Adapter Speakerphone MH3021P ด้วยเลยจะเหมาะสมที่สุด

Conclusion & Award

DELL XPS 13 Plus DSC00206

ถ้านับในกลุ่มโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมแล้ว DELL XPS 13 Plus 9320 นั้นโดดเด่นทั้งเรื่องงานประกอบที่แข็งแรงทนทานมาก ซึ่งผู้เขียนยกให้โน๊ตบุ๊คยบอดี้อลูมิเนียมนี้เป็นเครื่องที่บอดี้แข็งแรงที่สุดเท่าที่เคยได้ทดสอบมา ซึ่งถ้าใครหาโน๊ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมและถนัดใช้งานโน๊ตบุ๊ค Windows เป็นหลักแนะนำให้ดูโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ไปใช้งานได้เลย เพราะความหรูหราสวยงามจัดว่าไม่แพ้แบรนด์อื่นอย่างแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก XPS 13 Plus 9320 มีราคา 73,990 บาท ทำให้มีตัวเลือกในตลาดอยู่มาก ซึ่งหลายๆ รุ่นก็ได้สเปคไล่เลี่ยกันแต่ราคาถูกกว่าราวครึ่งหนึ่งเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นผู้เขียนจึงมองว่ามันเป็นโน๊ตบุ๊คทำงานที่เสริมบุคลิคของผู้ใช้ไปในตัว ถ้าชื่นชอบและมั่นใจคุณภาพของแบรนด์ DELL XPS ก็ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกัน

Award

NBS award 7 Design

best design

งานประกอบและความแข็งแรงของ XPS 13 Plus 9320 นั้นน่าประทับใจมาก นับเป็นโน๊ตบุ๊คบอดี้อลูมิเนียมที่แข็งแรงแน่นหนาที่สุดเท่าที่เคยใช้งาน ไม่ว่าจะบานพับก็แน่นแข็งแรง บอดี้ตัวเครื่องทนทานและจับถือก็รู้สึกแน่นไปทั้งเครื่องอีกด้วย

award new multi media

best multimedia

ลำโพงของ XPS 13 Plus 9320 ได้คุณภาพเสียงดี เนื้อเสียงมีมิติและสเตจเสียงกว้าง ฟังเพลงและดูหนังได้อารมณ์ไม่ต้องต่อลำโพงแยกก็ฟังเพลงได้อรรถรส เนื้อเสียงดีน่าประทับใจอีกด้วย จัดเป็นลำโพงติดโน๊ตบุ๊คเพียงไม่กี่เครื่องเท่านั้นที่คุณภาพเสียงดีน่าประทับใจเช่นนี้

award new mobility

best mobility

น้ำหนักของ XPS 13 Plus 9320 เบาเพียง 1.26 กิโลกรัม ตัวเครื่องบางทรงลิ่มทำให้ประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าพอสมควร สามารถสอดเอกสารหรือแท็บเล็ตเพิ่มเข้าไปในกระเป๋าได้สบายๆ และยังใช้งานได้นานเกิน 10 ชั่วโมง และยังชาร์จแบตเตอรี่แบบ Power Delivery ผ่าน USB-C ได้อีก นับว่ามีคุณสมบัติของโน๊ตบุ๊คสายพกพาครบถ้วน

from:https://notebookspec.com/web/660717-review-dell-xps-13-plus-9320

7 โน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี ใครอยากได้โน๊ตบุ๊คใหม่ต้องดู! ตอบโจทย์คนทำงานและเกมเมอร์ชัวร์!

ไม่ต้องสงสัยว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี บทความนี้คัดมาให้แล้ว!

Share image Edit Name 2laptop7 1

เชื่อว่าผู้ใช้หลายคนก็อยากรู้ว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดีมาใช้งาน ยิ่งถ้าใครไม่ได้ติดตามเรื่องของโน๊ตบุ๊คอย่างต่อเนื่องแล้วเดินเข้าร้านขายคอมพิวเตอร์แล้วเจอโน๊ตบุ๊คหลากรุ่นหลายแบรนด์ก็ต้องมีตาลายเลือกไม่ถูกกันบ้างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะตัวแทนขายของแต่ละแบรนด์ก็จะเอารุ่นเด่นสเปคดีที่ตัวเองอยากขายมาตั้งโชว์กันอย่างเต็มที่ แต่จะตอบโจทย์การใช้งานของเราหรือไม่ ก็ต้องแยกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

Advertisementavw

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านบางคนอาจจะไม่สะดวกนั่งอ่านนั่งหาข้อมูลโน๊ตบุ๊คแต่ละรุ่น หรือหาแล้วอาจจะยิ่งสงสัยเพราะแต่ละแบรนด์ก็มีรุ่นย่อยเยอะไปหมดจนเลือกซื้อไม่ถูกก็เป็นได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงเลือกโน๊ตบุ๊ครุ่นน่าซื้อในช่วงปลายปี 2022 มาแนะนำเป็นแนวทางเลือกซื้อ จะได้หารุ่นที่ถูกใจมาใช้งานได้ในราคาที่คุ้มที่สุด

โน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี

สเปคโดยสรุปของโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดีทั้ง 7 รุ่น 

สเปคของโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี CPU, GPU SSD, RAM, Software หน้าจอ,
น้ำหนัก
การเชื่อมต่อ ราคา
(บาท)
Acer Aspire 3 A315-59-31F5 Intel Core
i3-1215U

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

4GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

1.77 กก.

USB-A 3.2 x 3

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 5

Bluetooth 5.0

17,900
Macbook Air M1 Apple M1

CPU 8 คอร์

GPU 7 คอร์

M.2 NVMe
256GB

Unified Memory 8GB

macOS Monterey

13.3″ QHD
(2560×1440)
IPS

1.29 กก.

Thunderbolt 4 x 2

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

32,900
ASUS ZenBook 14 OLED UM3402YA AMD Ryzen 5 5625U

AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

14″ 2.8K HDR OLED

Refresh Rate 90Hz

1.39 กก.

USB-C 3.2 Gen 2 x 2

USB-A 3.2 Gen 2 x 1

HDMI 2.0b x 1

MicroSD Card Reader x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

34,990
Fujitsu Ultralight CH-X Intel Core
i5-1135G7

Intel Iris Xe Graphics

M.2 NVMe
512GB

16GB LPDDR4x
4266MHz

Windows 11 Home

Microsoft Office Home & Student 2021

13.3″ FHD IPS

749 กรัม

USB-A 3.1 x 2

USB-C 3.1 x 2

HDMI x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.0

35,990
Colorful X15 Intel Core
i5-12500H

NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti

M.2 NVMe
512GB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

1.9 กก.

USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 1

USB-C 3.2 x 2

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

29,980
MSI Alpha 15 B5EEK-094TH AMD Ryzen 7 5800H

AMD Radeon RX 6600M

M.2 NVMe
1TB

16GB DDR4
3200MHz

Windows 11 Home

15.6″ FHD IPS

Refresh Rate 144Hz

2.35 กก.

 USB 2.0 x 1

USB-A 3.2 x 2

USB-C 3.2 x 1

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6

Bluetooth 5.1

33,990
Gigabyte Aorus 15 XE5 Intel Core
i7-12700H

NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti 

M.2 NVMe
1TB

16GB DDR5
4800MHz

Windows 11 Home

15.6″ QHD IPS

Refresh Rate 165Hz

2.4 กก.

USB-A 3.2 x 1

USB-C 3.2 x 2

HDMI x 1

LAN x 1

Audio combo x 1

Wi-Fi 6E

Bluetooth 5.2

69,990

ซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี? เลือก 7 รุ่นนี้สิ ดีแน่นอน

สำหรับผู้ที่สงสัยว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี? ในบทความนี้ผู้เขียนได้เลือกโน๊ตบุ๊ครุ่นน่าสนใจมาแนะนำทั้งหมด 7 รุ่น ซึ่งคละกันทั้งรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานหรือเปิดตัวมาระยะหนึ่งแล้วแต่ก็ยังน่าใช้อยู่ ซื้อไปก็ใช้ก็คุ้มค่าอย่างแน่นอน โดยมีโน๊ตบุ๊ครุ่นแนะนำดังนี้

  1. Acer Aspire 3 A315-59-31F5 – ราคาเป็นมิตรอัพเกรดสะดวก (17,900 บาท)
  2. Macbook Air M1 – ดีรอบด้านและยังน่าใช้ (32,900 บาท)
  3. ASUS ZenBook 14 OLED UM3402YA – ฟีเจอร์ครบเครื่องและคุ้มค่า (34,990 บาท)
  4. Fujitsu Ultralight CH-X – เบาที่สุดในโลกและสเปคยังไม่ตกยุค (35,990 บาท)
  5. Colorful X15 – เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ถูกที่สุด (29,980 บาท)
  6. MSI Alpha 15 B5EEK-094TH – แรงเหลือๆ เอาใจสาย AMD (33,990 บาท)
  7. Gigabyte Aorus 15 XE5 – เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแรงไม่ง้อพีซี ราคาเป็นมิตร (69,990 บาท)
1. Acer Aspire 3 A315-59-31F5 – ราคาเป็นมิตรอัพเกรดสะดวก (17,900 บาท) 

aspire3

ถ้าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดีแล้วอยากได้ความคุ้มค่าล่ะก็ Acer Aspire 3 A315-59-31F5 นี้ถือว่าตอบโจทย์เพราะนอกจากจะอัพเกรดเพิ่ม RAM, SSD ได้แล้ว ยังราคาไม่แพงมาก ไม่เกิน 20,000 บาทเท่านั้น หากผู้ใช้คนไหนสนใจรายละเอียดเกี่ยวกับโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ก็สามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

สำหรับ Acer Aspire 3 รุ่นใหม่จะมีรุ่นติดตั้งซีพียู Intel Core i5 ขึ้นไปและมีการ์ดจอแยกให้เลือกด้วย แต่ถ้าใครทำงานเอกสารและเปิดเบราเซอร์เป็นส่วนใหญ่ก็ซื้อสเปคเริ่มต้นเครื่องนี้ได้ โดยรุ่นนี้ติดตั้ง Intel Core i3-1215U แบบ 6 คอร์ 8 เธรด (2P+4E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz กับการ์ดจอ Intel Iris Xe Graphics มาให้ หน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home มาพร้อมแรม 4GB DDR4 บัส 3200MHz มีพอร์ต USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่อ Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0 ได้และหนักเพียง 1.77 กิโลกรัมเท่านั้น จัดว่าราคาไม่แพงมากและตอบโจทย์ทั้งพนักงานออฟฟิศและนักเรียนนักศึกษาอย่างแน่นอน

สเปคของ Acer Aspire 3 A315-59-31F5
  • CPU : Intel Core i3-1215U แบบ 6 คอร์ 8 เธรด (2P+4E) ความเร็ว 3.3-4.4GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 4GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.2 x 3, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.77 กิโลกรัม
  • Price : 17,900 บาท (Advice)
2. Macbook Air M1 – ดีรอบด้านและยังน่าใช้ (32,900 บาท)

airm1

แม้ Apple จะเปิดตัว MacBook Air รุ่นใหม่ชิป Apple M2 ออกมาแล้วก็ตาม แต่ถ้าถามว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี Macbook Air M1 รุ่นเริ่มต้นก็ยังน่าใช้ เพราะของชิป Apple M1 ก็ยังทำงานได้ไหลลื่นดีมาก โดยเฉพาะผู้ใช้ที่เน้นใช้งานเอกสาร, เปิดเว็บเบราเซอร์ไปจนโปรแกรมอย่าง Photoshop และ Lightroom ก็ยังรับไหวอยู่

สเปคของรุ่นเริ่มต้นเป็นชิป Apple M1 แบบซีพียู 8 คอร์ และจีพียูอีก 7 คอร์ มีหน้าจอขนาด 13.3 นิ้ว ความละเอียด QHD (2560×1600) พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 256GB ติดตั้ง macOS Monterey มาให้พร้อมแรมแบบ Unified Memory อีก 8GB ด้วยกัน ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อมี Thunderbolt 4 x 2, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0 ได้และเบาเพียง 1.29 กิโลกรัมเท่านั้น เรียกว่าแม้จะเก่าตกรุ่นไปบ้างแต่ก็ยังน่าใช้อยู่หากถามว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี

สเปคของ Macbook Air M1
  • CPU : Apple M1 แบบ 8 คอร์
  • GPU : จีพียู Apple M1 แบบ 7 คอร์ 
  • SSD : M.2 NVMe ความจุ 256GB
  • RAM : Unified Memory 8GB
  • Display : 13.3 นิ้ว ความละเอียด QHD (2560×1600) พาเนล IPS
  • Ports : Thunderbolt 4 x 2, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : FaceTime Camera 720p HD
  • Software : macOS Monterey
  • Weight : 1.29 กิโลกรัม
  • Price : 32,900 บาท (ราคากลาง)
3. ASUS ZenBook 14 OLED UM3402YA – ฟีเจอร์ครบเครื่องและคุ้มค่า (34,990 บาท)

zenbook

ในโจทย์โน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดีก็มีโน๊ตบุ๊คซีพียู AMD Ryzen น่าใช้อย่าง ASUS ZenBook 14 OLED UM3402YA เป็นตัวเลือกที่ดีและน่าใช้มาก โดยทาง ASUS เองก็ใส่ฟีเจอร์ดีๆ มาแบบจัดเต็มไม่ว่าจะทัชแพดแบบพิเศษ ASUS NumberPad, ดีไซน์ปุ่มคีย์บอร์ดแบบ Dished Keycaps และยังติดตั้งหน้าจอ OLED คุณภาพสูงมาให้อีกด้วย ซึ่งผู้สนใจสามารถอ่านรีวิวรุ่นใกล้เคียงที่เป็นสเปค Intel ได้ที่นี่

ด้านสเปคติดตั้งซีพียู AMD Ryzen 5 5625U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.3-4.3GHz กับการ์ดจอออนบอร์ด AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์มาให้ ส่วนหน้าจอมีขนาด 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K HDR พาเนล OLED ค่า Refresh Rate 90Hz กับ M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2021 มาพร้อมใช้งานทันที ไม่ต้องซื้อซอฟท์แวร์เพิ่มและแรมอีก 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz ส่วนพอร์ตมี USB-C 3.2 Gen 2 x 2 รองรับการต่อหน้าจอแยก DisplayPort และชาร์จแบตเตอรี่ Power Delivery, USB-A 3.2 Gen 2 x 1, HDMI 2.0b x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1 และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 และน้ำหนักเครื่องอยู่ที่ 1.39 กิโลกรัมเท่านั้น นับเป็นโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดีที่ติดตั้งซีพียู AMD ประสิทธิภาพดีและประหยัดพลังงานมาให้ใช้และได้ฟีเจอร์มาครบเครื่องมาก

สเปคของ ASUS ZenBook 14 OLED UM3402YA
  • CPU : AMD Ryzen 5 5625U แบบ 6 คอร์ 12 เธรด ความเร็ว 2.3-4.3GHz
  • GPU : AMD Radeon Graphics แบบ 7 คอร์
  • SSD : M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 14 นิ้ว ความละเอียด 2.8K HDR พาเนล OLED ค่า Refresh Rate 90Hz
  • Ports : USB-C 3.2 Gen 2 x 2 รองรับ DisplayPort/PD, USB-A 3.2 Gen 2 x 1, HDMI 2.0b x 1, MicroSD Card Reader x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 1.39 กิโลกรัม
  • Price : 34,990 บาท (Advice)
4. Fujitsu Ultralight CH-X – เบาที่สุดในโลกและสเปคยังไม่ตกยุค (35,990 บาท) 

fujitsu

รุ่นถัดมาในโจทย์ว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี ผู้เขียนแนะนำเป็น Fujitsu Ultralight CH-X ที่แม้จะวางขายมาระยะหนึ่งแล้ว แต่สเปคโดยรวมก็ยังทำงานได้เป็นอย่างดีและติดตั้งซอฟท์แวร์มาให้ครบเครื่องพร้อมใช้งานไม่พอ ตัวเครื่องยังเบาพกง่ายหนักไม่เกินกิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถอ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

สเปคของ Fujitsu Ultralight รุ่นที่เลือกมาแนะนำติดตั้งซีพียู Intel 11th Gen อย่าง Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz ใช้การ์ดจอออนบอร์ด Intel Iris Xe Graphics หน้าจอมีขนาด 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home และ Microsoft Office Home & Student 2021 มาให้พร้อมใช้งาน มีแรม 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อมี USB-A 3.1 x 2, USB-C 3.1 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0 และตัวเครื่องเบาเพียง 749 กรัมเท่านั้น หากใครชื่นชอบโน๊ตบุ๊คน้ำหนักเบาพกสบายก็ควรซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เลย 

สเปคของ Fujitsu Ultralight CH-X
  • CPU : Intel Core i5-1135G7 แบบ 4 คอร์ 8 เธรด ความเร็ว 2.4-4.2GHz
  • GPU : Intel Iris Xe Graphics
  • SSD : M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB LPDDR4x บัส 4266MHz
  • Display : 13.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS
  • Ports : USB-A 3.1 x 2, USB-C 3.1 x 2, HDMI x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.0
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home กับ Microsoft Office Home & Student 2021
  • Weight : 749 กิโลกรัม
  • Price : 35,990 บาท (ราคากลาง)
5. Colorful X15 – เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คที่ถูกที่สุด (29,980 บาท) 

colorful

ด้านเกมเมอร์ที่คิดอยู่ว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี นาทีนี้ Colorful X15 ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานนี้จัดว่าน่าสนใจมาก เพราะได้สเปคแรงคุ้มค่าด้วยซีพียู Intel 12th Gen จับคู่การ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX แล้วราคายังไม่เกิน 30,000 บาทเสียด้วยซ้ำ

สเปคของ Colorful X15 รุ่นแนะนำติดตั้งซีพียู Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.5GHz จับคู่การ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6 มาให้ ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz มี M.2 NVMe SSD ความจุ 512GB ติดตั้ง Windows 11 Home กับแรมอีก 16GB DDR4 บัส 3200MHz เรียกว่าครบเครื่องพร้อมเล่นเกมและทำงานได้อย่างแน่นอน ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อมี USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 2, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ส่วนน้ำหนักเครื่องอยู่ที่ 1.9 กิโลกรัม ถ้าใครคิดว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี ก็แนะนำให้ดู Colorful X15 เครื่องนี้เอาไว้เผื่อใช้ได้เลย

สเปคของ Colorful X15
  • CPU : Intel Core i5-12500H แบบ 12 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.3-4.5GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3050 Ti แรม 4GB GDDR6
  • SSD : M.2 NVMe ความจุ 512GB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 2, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 1.9 กิโลกรัม
  • Price : 29,980 บาท (ราคากลาง)
6. MSI Alpha 15 B5EEK-094TH – แรงเหลือๆ เอาใจสาย AMD (33,990 บาท)

msialpha

MSI Alpha 15 B5EEK-094TH เครื่องนี้ก็เป็นรุ่นน่าสนใจในโจทย์โน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดีเช่นกันและราคาไม่แพงเกินไปแต่สเปคคุ้มค่า เป็นโน๊ตบุ๊คแบบ AMD Advantage ใช้ซีพียูและการ์ดจอแยก AMD ทั้งหมด และทางผู้ผลิตก็จัดสเปคมาดีไม่แพ้เกมมิ่งเครื่องอื่นอย่างแน่นอน

ซีพียูในเครื่องติดตั้ง AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4GHz กับการ์ดจอแยก AMD Radeon RX 6600M แรม 8GB GDDR6 มาให้ ซึ่งประสิทธิภาพจัดว่าสูสีกับ NVIDIA GeForce RTX 3060 ทีเดียว ส่วนหน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz มี M.2 NVMe SSD ความจุ 1TB ติดตั้ง Windows 11 Home มาพร้อมใช้งานกับแรมอีก 16GB DDR4 บัส 3200MHz ติดตั้งพอร์ต USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1 ได้ มีน้ำหนัก 2.35 กิโลกรัม ดังนั้นถ้าใครคิดว่าจะหาเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดีสักรุ่นล่ะก็ รุ่นนี้ก็จัดว่าน่าสนใจทีเดียว

สเปคของ MSI Alpha 15 B5EEK-094TH
  • CPU : AMD Ryzen 7 5800H แบบ 8 คอร์ 16 เธรด ความเร็ว 3.2-4.4GHz
  • GPU : AMD Radeon RX 6600M แรม 8GB GDDR6
  • SSD : M.2 NVMe ความจุ 1TB
  • RAM : 16GB DDR4 บัส 3200MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด Full HD พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 144Hz
  • Ports : USB 2.0 x 1, USB-A 3.2 x 2, USB-C 3.2 x 1, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.1
  • Webcam : 720p HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.35 กิโลกรัม
  • Price : 33,990 บาท (ราคากลาง)
7. Gigabyte Aorus 15 XE5 – เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คแรงไม่ง้อพีซี ราคาเป็นมิตร (69,990 บาท) 

aorus

โน๊ตบุ๊ครุ่นสุดท้ายในโจทย์ว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี ยกให้ Gigabyte Aorus 15 XE5 เป็นรุ่นดีแนะนำให้ซื้อด้วยสเปคที่แรงระดับ Desktop Replacement แรงจนแทนที่เกมมิ่งพีซีได้ มีกล้อง IR Camera สแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่องให้ใช้งานได้ทันทีอีกด้วย จัดว่าน่าใช้มาก

ซีพียูใน Gigabyte Aorus 15 XE5 ติดตั้ง Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz มากับการ์ดจอแยก NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti แรม 8GB GDDR6 หน้าจอมีขนาด 15.6 นิ้ว ความละเอียด QHD (2560×1440) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz ติดตั้ง M.2 NVMe SSD ความจุ 1TB กับ Windows 11 Home มาให้ มีแรม 16GB DDR5 บัส 4800MHz พอร์ตเชื่อมต่อมี USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 2, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1 เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2 ส่วนตัวเครื่องหนัก 2.4 กิโลกรัม ซึ่งตัวเครื่องถือว่าหนักระดับหนึ่งแต่ก็แรงจัดจ้านไม่ต้องประกอบเกมมิ่งพีซีก็ได้ ซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้เครื่องเดียวก็โอเคแล้ว

สเปคของ Gigabyte Aorus 15 XE5
  • CPU : Intel Core i7-12700H แบบ 14 คอร์ 20 เธรด (6P+8E) ความเร็ว 3.5-4.7GHz
  • GPU : NVIDIA GeForce RTX 3070 Ti แรม 8GB GDDR6
  • SSD : M.2 NVMe ความจุ 1TB
  • RAM : 16GB DDR5 บัส 4800MHz
  • Display : 15.6 นิ้ว ความละเอียด QHD (2560×1440) พาเนล IPS ค่า Refresh Rate 165Hz
  • Ports : USB-A 3.2 x 1, USB-C 3.2 x 2, HDMI x 1, LAN x 1, Audio combo x 1
  • Wireless : Wi-Fi 6E มาตรฐาน 802.11ax รองรับ Bluetooth 5.2
  • Webcam : 720p IR HD Camera 
  • Software : Windows 11 Home
  • Weight : 2.4 กิโลกรัม
  • Price : 69,990 บาท (ราคากลาง)

student g82c6e52f3 1280

จะเห็นว่าในช่วงปี 2022 นี้ถ้าถามหาว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี ก็จะมีทั้งรุ่นเก่าน่าใช้คละกับรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมาแล้วสเปคคุ้มค่าน่าซื้อผสมกัน ซึ่งทั้ง 7 รุ่นที่ผู้เขียนเลือกมาแนะนำก็เป็นส่วนหนึ่งของรุ่นน่าซื้อในตอนนี้ และผู้ใช้บางคนอาจจะมีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจนอกเหนือจากที่แนะนำก็เป็นไปได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม วิธีการที่ดีสุดเมื่อสงสัยว่าจะซื้อโน๊ตบุ๊ค 2022 รุ่นไหนดี ให้เริ่มดูจากโจทย์การใช้งานของแต่ละคนก่อนว่าอยากได้โน๊ตบุ๊คแบบไหน อยากได้โน๊ตบุ๊คทำงานหรือเล่นเกมแล้วค่อยดูว่างบประมาณที่พร้อมจ่ายซื้อเครื่องมีอยู่เท่าไหร่ ถ้าตอบโจทย์สองข้อนี้ได้ก็สามารถเลือกโน๊ตบุ๊คได้ระดับหนึ่งแล้ว และจะไปลงรายละเอียดว่าอยากได้ซีพียูรุ่นไหน ชอบแบรนด์ใดทีหลังก็ค่อยว่ากัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

rogstrixscar17se cover

Share image Edit Name 1helios300 1

swift3 cover

from:https://notebookspec.com/web/660085-7-recommended-laptop-in-2022

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน แรม 8GB, SSD มี Windows ไม่ถึง 20,000.- บางเบา เทรดคริปโต นั่งชิลนั่งร้านกาแฟ

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน 20,000 บางเบา ซีพียูแรง เสียงสะใจ จอใหญ่ พรีเซนท์งาน เทรดหุ้น ดูหนัง หิ้วไปไซต์งานก็สะดวก

Working Notebook 2022 cov02

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน 2022 ในงบ 20,000 บาท ที่เตรียมมาให้ผู้ใช้ได้เลือกกันอย่างจุใจ เน้นที่พลังการทำงาน จอใหญ่ แต่พกพาได้ ในราคาที่สบายกระเป๋า ครั้งนี้มีน่าสนใจหลายรุ่นกันเลยทีเดียว และส่วนใหญ่ก็ยังให้ฟังก์ชั่นในการทำงานมาแบบครบครัน เพื่อรองรับทั้งการทำงานเอกสาร หรือใช้งานในสำนักงาน หรือจะเป็นการเรียนออนไลน์ และนำไปใช้นอกสถานที่ได้อีกด้วย เนื่องจากหลายรุ่นมาพร้อมแบตที่อึดใช้งานได้นาน รวมถึงมีความแข็งแกร่ง เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายไปยังที่ต่างๆ ได้ดี น้ำหนักเริ่มต้นแค่ 1.2 กิโลกรัมเท่านั้น ใครที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คทำงาน ราคาสบายกระเป๋า ลองใช้เป็นตัวเลือกในการพิจารณากันได้เลย

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน ในงบ 20,000.-

  1. Acer Swift SF314-43-R1FY/T00A
  2. Acer Aspire A315-58-565G
  3. ASUS VivoBook 15 X1500EA
  4. ASUS Vivobook 14 D1402IA
  5. Lenovo IdeaPad 3 15ITL05
  6. Lenovo V14
  7. Huawei MateBook D15
  8. MSI Modern 14 B5M
  9. DELL Inspiron 5415
  10. HP Pavilion 15-eh1120AU

1.Acer Swift SF314-43-R1FY/T00A

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน

เริ่มกันที่ Acer Swift 3 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คกึ่งทำงาน และไลฟ์สไตล์ ที่ให้ดีไซน์สวยงาม ในสไตล์กระทัดรัด หน้าจอ 14″ ความละเอียด Full-HD ขอบจอบางพิเศษ ทำให้พื้นที่แสดงผลกว้างมากขึ้น เพิ่มฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ คีย์บอร์ดมีแสงไฟ Backlit มาพร้อมซีพียู AMD Ryzen 5 5500U และแรม DDR4 8GB รวมถึง Storage SSD 512GB โดยมีกราฟิกจากซีพียู Radeon Graphic ชาร์จไฟเต็มที่ใช้ได้นานกว่า 10 ชั่วโมง ระบบเสียง DTS สะใจ ได้พอร์ตต่อพ่วงมีทั้ง USB 3.2 Type-C ใช้ได้ทั้งชาร์จ โอนถ่ายไฟล์และต่อจอ รวมถึง USB Type-A และ HDMI ให้แบตมาที่ 48Whr น้ำหนักที่ 1.2Kg เท่านั้น ใครที่ชอบความกระทัดรัด พกพาได้ ไม่ควรพลาด

Advertisementavw
จุดเด่น ข้อสังเกต
ดีไซน์สวย น้ำหนักเบา
มีสแกนลายนิ้วมือ

ข้อมูลเพิ่มเติม: Acer


2.Acer Aspire A315-58-565G

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน

โน๊ตบุ๊คจอใหญ่ 15.6″ ที่เข้ามาตอบโจทย์ในด้านของงานธุรกิจและเป็นโน๊ตบุ๊คเริ่มต้นของคนในครอบครัวได้ มิติไม่ได้ใหญ่นัก และหนักแค่ 1.7Kg เท่านั้น ให้ขุมพลังจาก Intel Core i5-1135G7 และกราฟิก Intel Iris Xe หน้าจอความละเอียด Full-HD เป็นแบบกันสะท้อน เหมาะกับการใช้งานในหลายด้าน โดยมีแรมมาให้ 8GB ใส่ SSD M.2 PCIe 512GB และมีสล็อตมาให้อัพเกรดเพิ่มได้ พร้อมพอร์ตต่อพ่วง USB 3.2 Type-C, Type-A และพอร์ตแสดงผล HDMI รวมถึง RJ-45 สำหรับ Gigabit LAN อีกด้วย ให้แบตมาในแบบ 36Whr และ Windows 11 มาในตัว ลงตัวกับสไตล์ของคนทำงานและความบันเทิงที่ต้องการจอใหญ่ๆ แต่ไม่เทอะทะ พกพาสะดวก

จุดเด่น ข้อสังเกต
ให้ซีพียูประสิทธิภาพสูง ให้แบตมาขนาดกลางๆ
มีพอร์ตมาให้แบบครบๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม:


3.ASUS VivoBook 15 X1500EA

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน

โน๊ตบุ๊คหนึ่งใน 10 โน๊ตบุ๊คทำงาน ที่เหมาะกับผู้ใช้ในกลุ่มคนทำงาน และความบันเทิงในช่วงพักได้อย่างลงตัว กับหน้าจอแสดงผล 15.6″ ให้สีสันที่สดใส ความละเอียด Full-HD และมีขุมพลังอย่าง Intel Core i5-1135G7 ที่ให้ประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ได้ลงตัว มาพร้อม Iris Xe Graphic จะงานหรือความบันเทิง เล่นเกมเบาๆ ระหว่างช่วงพักก็ยังไหว ใส่แรม DDR4 8GB มาให้ รองรับการอัพเกรดเพิ่มได้ในภายหลัง เพิ่มการใช้งานด้วยปุ่ม NumberPad และแสงไฟ Backlit มองเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับ SSD M.2 PCIe 512GB โดยมีพอร์ตให้ใช้งานทั้ง USB 3.2 Type-C และ Type-A, HDMI แบตที่ติดตั้งมาให้ 37Whr น้ำหนัก 1.8Kg

จุดเด่น ข้อสังเกต
หน้าจอสีสันสดใส น้ำหนัก 1.8Kg
ซีพียูประสิทธิภาพดี

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS


4.ASUS Vivobook 14 D1402IA

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน

มาที่โน๊ตบุ๊ค Vivobook จาก ASUS ที่ขนาดย่อมลงมาอีกนิด แต่เรื่องสเปคกับการพกพา เข้ารอบ 10 โน๊ตบุ๊คทำงาน ที่เข้าคู่กันได้ดีกับสายเดินทางไปทำงานข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย วิศวกรหรือจะนักออกแบบ ทำคอนเทนต์ แม้ว่าจะมาในจอขนาด 14″ Full-HD แต่กางได้ 180 องศา และมีขุมพลังอย่าง AMD Ryazen 5 4600H ที่เป็นซีพียูระดับเกมมิ่งมาให้ จึงมั่นใจได้ทั้งในช่วงที่ทำงาน ที่ต้องการศักยภาพของซีพียูเป็นหลัก โดยใส่แรม DDR4 8GB และรองรับการอัพเกรดเพิ่มได้ รวมถึง SSD M.2 PCIe 512GB มาตามมาตรฐาน ทัชแพดที่มี NumberPad มาในตัว พอร์ตต่อพ่วงก็มีมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C, Type-A และ HDMI ให้แบตมาในแบบ 42Whr และ Windows 11 พร้อมใช้ การรับประกันมั่นใจได้

จุดเด่น ข้อสังเกต
ให้ซีพียูตัวเกมมิ่งมา แบตขนาดกลางๆ
กางจอได้ 180 องศา

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS


5.Lenovo IdeaPad 3 15ITL05

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน

ขยับมาอีกหนึ่งค่ายในการรวบรวม 10 โน๊ตบุ๊คทำงาน นั่นคือ Lenovo ที่มีโน๊ตบุ๊คในกลุ่มทำงานให้เลือกอยู่หลายซีรีส์ แต่ที่สะดุดตาก็จะเป็น IdeaPad 3 รุ่นใหม่ ที่เป็นกลุ่มของโน๊ตบุ๊คเน้นฟังก์ชั่นสะดวกสบาย คู่กับบอดี้สวย บาง พกพาง่ายใช้ได้ในทุกๆ ที่ และรุ่นนี้มาในขนาดจอ 15.6″ Full-HD พาแนล IPS มุมมองกว้าง สามารถกางหน้าจอได้ 180 องศา และมีซีพียู Intel Core i5-1135G7 เป็นขุมพลังหลัก จับคู่มากับ Intel Iris Xe Graphic ที่ได้ทั้งทำงานและความบันเทิงคู่กัน มีแรมมาให้ 8GB อัพเกรดเพิ่มได้ Storage SSD M.2 PCIe 512GB กล้องเว็บแคมมี Privacy Shutter และคีย์บอร์ดแสงไฟ Backlit แบตเตอรี่ 45Whr ใช้ได้นานพอสมควร พอร์ตก็มีทั้ง USB 3.2 Type-C, Type-A และ HDMI รวมถึง SD Card Reader รวมถึง Windows 11 พร้อมใช้งาน

จุดเด่น ข้อสังเกต
จอใหญ่ บอดี้บาง ดีไซน์เน้นเรียบง่าย
หน้าจอคมชัด ฟีเจอร์เยอะ

ข้อมูลเพิ่มเติม: Lenovo


6.Lenovo V14

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน

มาถึงโน๊ตบุ๊คที่พกพลังแบบจัดเต็ม ในบอดี้กระทัดรัด เหมาะทั้งใช้ในสำนักงาน และการพกพาไปใช้ข้างนอก จอแสดงผล 14″ Full-HD น้ำหนักแค่ 1.6Kg เท่านั้น แต่ใส่ฟังก์ชั่นแบบจัดเต็มมาให้ ทั้งซีพียู Intel Core i5-1135G7 และแรม DDR4 8GB อัพเกรดเพิ่มได้อีกด้วย จุดเด่นอยู่ที่กราฟิกแบบแยก GeForce MX350 เพิ่มพลังในงานด้านภาพและการสร้างคอนเทนต์ได้ดีขึ้น รวมถึงหน้าจอกางได้ 180 องศา เพื่อความสะดวกในการพรีเซนต์งาน และพอร์ตต่อพ่วงที่มาอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C, Type-A, HDMI และ RJ-45 ให้แบตมาที่ 38Whr แต่ไม่มีระบบปฏิบัติการมาให้ พร้อมการรับประกัน 1 ปี ราคาไม่ถึง 2 หมื่นบาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
มีการ์ดจอแยกมาให้ แบตระดับกลางๆ
พอร์ตจัดเต็มเกือบครบ

ข้อมูลเพิ่มเติม: Lenovo


7.Huawei MateBook D15

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน

ใครที่ชื่นชอบความเรียบหรู ดูดี โน๊ตบุ๊ค Huawei D series ก็เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจ และกลายมาเป็น 1 ใน 10 โน๊ตบุ๊คทำงาน สามารถพกพาไปใช้งาน พรีเซนเทชั่น หรือวันสบายๆ ในร้านกาแฟ ก็เข้าที ด้วยวัสดุแข็งแรง ทนทาน พกพาง่าย เพราะบางเพียง 1.69cm และหนักเพียง 1.56Kg เท่านั้น แต่มาพร้อมซีพียู Intel Core i5-1135G7 กับหน้าจอขนาดใหญ่ 15.6″ Full-HD ในแบบกันแสงสะท้อน มีแรมให้ 8GB และ SSD 256GB ลำโพงสำหรับฟังเพลง ดูหนัง หรือฟังเสียงสนทนาได้คมชัด ให้พอร์ต USB 3.2 Type-C และ Type-A มาให้ รวมถึง HDMI ช่อง USB-C รองรับการชาร์จไว และฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ด้วย รวมถึงกล้องเว็บแคม ที่ซ่อนอยู่ในตัวคีย์บอร์ด ดูล้ำสมัย ไฟคีย์บอร์ดปรับได้ แบตเตอรี่ 42Whr และ Windows 11 พร้อมใช้มาในตัว

จุดเด่น ข้อสังเกต
มีทั้งสแกนนิ้วและเว็บแคมแบบซ่อน มาพร้อม SSD 256GB
วัสดุเน้นแข็งแรง ทนทาน

ข้อมูลเพิ่มเติม: Huawei


8.MSI Modern 14 B5M

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน

เป็นหนึ่งใน 10 โน๊ตบุ๊คทำงาน อีกรุ่นหนึ่ง ที่มาพร้อมความพรีเมียม และดีไซน์ดูกระทัดรัด เหมาะกับงานในโอกาสต่างๆ ได้ดี MSI Modern 14 มาพร้อมหน้าจอ 14″ Full-HD ให้สีสันสดใส กางหน้าจอได้ 180 องศา วัสดุที่แข็งแรง ใช้ขุมพลังจาก AMD Ryzen 5 5500U ที่มาคู่กราฟิก AMD Radeon กับคีย์บอร์ดวางปุ่มได้สวยงาม ฮอตคีย์พร้อมใช้ มีแสงไฟ Backlit ให้แรมมา 8GB อัพเกรดได้ และ SSD 512GB มาตรฐาน โดยมีพอร์ตมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C, Type-A และ HDMI แบบตัวเต็ม เสริม MicroSD Card Reader มาให้ด้วย พร้อมแบตอึดๆ 52Whr และน้ำหนักแค่ 1.3Kg เท่านั้น ราคาดีสุดในครั้งนี้

จุดเด่น ข้อสังเกต
กระทัดรัด น้ำหนักเบา
หน้าจอกางได้ 180 องศา

ข้อมูลเพิ่มเติม: MSI


9.DELL Inspiron 5415

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน

มาถึงโน๊ตบุ๊ค 14″ อีกหนึ่งใน 10 โน๊ตบุ๊คทำงานรุ่นเด็ด ที่มาในสไตล์เรียบหรู ดูดีกับการนำไปใช้งานในโอกาสต่างๆ ขนาดกระทัดรัด ขอบจอบาง และวัสดุแข็งแรงจากทาง Dell โดยมีขุมพลัง AMD Ryzen 5 5500U มาคู่กับแรม DDR4 8GB และใส่ SSD M.2 PCIe 256GB มาให้ รองรับการอัพเกรดได้ทั้งคู่ โดยมี Radeon Graphic มาให้ สำหรับงานและความบันเทิง รองรับอุปกรณ์ต่อพ่วง ร่วมกับพอร์ต USB 3.2 Type-C และ Type-A รวมถึง HDMI และยังมี MicroSD Card Reader มาให้ด้วย คีย์บอร์ดตอบสนองไว มีแสงไฟ Backlit จุดเด่นอยู่ที่แบตระดับ 54Whr และน้ำหนักเพียง 1.44Kg เท่านั้น ใครที่ชอบโน๊ตบุ๊คสไตล์พรีเมียม เสียงสะใจ และชาร์จไว น้ำหนักเบา ต้องโดน

จุดเด่น ข้อสังเกต
บาง กระทัดรัด วัสดุแข็งแรง ราคาหลุด 2 หมื่นไปนิดหน่อย
แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน

ข้อมูลเพิ่มเติม: Dell


10.HP Pavilion 15-eh1120AU

10 โน๊ตบุ๊คทำงาน

รวม 10 โน๊ตบุ๊คทำงาน ต้องมีรุ่นนี้ ที่มาพร้อมกับการออกแบบที่ดูสวยงาม หน้าจอขนาดใหญ่ 15.6″ สีสันสดใส ขอบจอบางเฉียบ และการรับประกันแบบจัดเต็มจากทาง HP โดยมีซีพียู AMD Ryzen 5 5500U เป็นตัวขับเคลื่อน มีแรมมาให้ 8GB อัพเกรดเพิ่มได้ และ SSD M.2 PCIe 512GB รวมถึง Radeon Graphic สำหรับความบันเทิงในแบบที่คุณต้องการ ลำโพง B&O ให้เสียงสะใจ ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือดูหนังฟังเพลง รวมถึงการสนทนา คีย์บอร์ดโดดเด่น ปุ่มใหญ่ มีแสงไฟ เห็นได้ชัด พอร์ตมาเป็น USB 3.2 Type-C และ Type-A รวมถึง HDMI แบตเตอรี่ 41Whr น้ำหนักอยู่ที่ 1.75Kg ที่สำคัญมีสแกนลายนิ้วมือมาให้ พร้อม Windows 11 พร้อมใช้มาอีกด้วย

จุดเด่น ข้อสังเกต
จอใหญ่ วัสดุแข็งแรง ดีไซน์พรีเมียม น้ำหนักค่อนข้างเยอะ
ปุ่มคีย์ใหญ่ กดได้แม่นยำ

ข้อมูลเพิ่มเติม: HP


Conclusion

Display CPU RAM Storage Graphic Port Dimension Weight Price
1.Acer Swift SF314 14″ FHD AMD Ryzen 5 5500U 8GB 512GB Radeon Graphic USB-C, HDMI 322.8 x 212.2 x 15.9mm 1.2Kg 20,900
2.Acer Aspire A315 15.6″ FHD Intel Core i5-1135G7 8GB 512GB Intel Iris Xe USB-C, HDMI 363.4 x 238.4 x 19.9mm 1.7Kg 19,900
3.Asus VivoBook 15 15.6″ FHD Intel Core i5-1135G7 8GB 512GB Intel Iris Xe USB-C, HDMI 360 x 235 x 19.9mm 1.80Kg 19,990
4.Asus Vivobook 14 14″ FHD AMD Ryazen 5 4600H 8GB 512GB Radeon Graphic USB-C, HDMI 324.9 x 213.9 x 19.9mm 1.50Kg 19,990
5.Lenovo IdeaPad 3 15.6″ FHD Intel Core i5-1135G7 8GB 512GB Intel Iris Xe USB-C, HDMI 362.2 x 253.4 x 19.9mm 1.85Kg 20,900
6.Lenovo V14 14″ FHD Intel Core i5-1135G7 8GB 256GB GeForce MX350 USB-C, HDMI 324.2 x 215.2 x 19.9mm 1.60Kg 19,400
7.Huawei MateBook D15 15.6″ FHD Intel Core i5-1135G7 8GB 256GB Intel Iris Xe USB-C, HDMI 357.8 x 229.9 x 16.9mm 1.56Kg 19,900
8.MSI Modern 14 14″ FHD AMD Ryzen 5 5500U 8GB 512GB Radeon Graphic USB-C, HDMI 319 x 220 x 18.1mm 1.3Kg 17,900
9.DELL Inspiron 5415 15.6″ FHD AMD Ryzen 5 5500U 8GB 256GB Radeon Graphic USB-C, HDMI 321.2 x 212.8 x 17.9mm 1.44Kg 21,900
10.HP Pavilion 15 15.6″ FHD AMD Ryzen 5 5500U 8GB 512GB Radeon Graphic 360 x 234 x 17.9mm 1.75Kg 20,400

ทั้งหมดนี้เป็น ตัวอย่างของ 10 โน๊ตบุ๊คทำงาน ที่เราคัดมาให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊ค ที่จะนำมาใช้ในงานในชีวิตประจำวัน รวมถึงรองรับด้านความบันเทิงได้ดีพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นซีพียูในระดับ Intel Core Generation หรือจะเป็น AMD Ryzen ก็ตาม อีกทั้งสนนราคาเริ่มต้นที่ 17,900 บาทเท่านั้น และน้ำหนักของโน๊ตบุ๊คที่นำมาแนะนำในวันนี้ ยังเริ่มแค่ 1.2Kg เท่านั้นเอง ทำให้การพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ ก็สะดวกไม่น้อยเลย ส่วนใครที่ซีเรียสเรื่องของการพกพา แนะนำโน๊ตบุ๊คจอ 14″ ก็น่าสนใจ แต่ถ้าต้องการหน้าจอใหญ่ ให้พื้นที่ใช้งานได้เต็มตามากกว่า ในรุ่นจอภาพ 15.6″ หลายรุ่นก็ให้ขอบจอที่บางเฉียบ พื้นที่การมองกว้างขึ้น รวมถึงบางรุ่นน้ำหนักแค่ 1.4Kg -.15Kg เรียกว่าสวยเต็มตา พกพาได้อีกด้วย ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของฟีเจอร์ และพอร์ตต่อพ่วง ที่อาจจะต่างกันไปอยู่บ้าง ตามขนาดและการออกแบบของแต่ละค่าย โดยเฉพาะพอร์ต RJ-45 สำหรับการต่อ Ethernet LAN และ Media Card Reader จะมีอยู่ในบางรุ่นเท่านั้น

from:https://notebookspec.com/web/657825-10-8gb-business-notebook-20000

ASUS Zenbook 14X OLED Space Edition โน๊ตบุ๊คบุกอวกาศ บาง แกร่งแรง i9 Gen 12 พกพาสะดวก

ASUS Zenbook 14X

ASUS Zenbook 14X OLED Space Edition โน๊ตบุ๊คในสไตล์ล้ำๆ ที่จะพาคุณท่องอวกาศ ไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ บนแนวทางของ Zenbook ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ จุดเด่นที่หน้าจอด้านนอก Zen screen เพิ่มลุคของความล้ำสมัย หน้าจอ 2 ด้าน ปรับแต่งได้ บอดี้เป็นสีใหม่ Zero-G Titanium เหมือนกับอากาศยาน พาแนลในแบบ OLED บนหน้าจอขนาด 14″ ในไซส์กระทัดรัด และได้ Certified ในด้านคุณภาพสีและการแสดงผล PANTONE Validates เพิ่มความทนทานให้กับบอดี้ ที่ผู้ใช้จะมั่นใจได้ด้วย Space-Grade มาตรฐาน SMC-S-016A มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos และ Smart Amp.

คีย์บอร์ดที่เพิ่มความพิเศษด้วย ASUS ErgoSense กดแน่น ตอบสนองไว มีแสงไฟปรับได้ ทัชแพดขนาดใหญ่ เลือกใช้งาน NumberPad 2.0 ได้แค่การแตะเท่านั้น และยังอินพุตข้อมูล ผ่านทางปากกาสไตลัส ปุ่มเพาเวอร์แบบพิเศษ สามารถล็อกอินได้รวดเร็ว ผ่านการสแกนลายนิ้วมือในตัว มีเว็บแคม 3DNR ที่มีชิลด์ไว้เป็น Privacy Shutter บนบอดี้ขนาดกระทัดรัด น้ำหนักแค่ 1.4Kg. แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 63WHr ให้ใช้งานได้นานขึ้น ให้พัดลมระบายความร้อนแบบคู่ เพื่อช่วยในการลดความร้อนได้รวดเร็ว และอีกหลายเรื่องราวของโน๊ตบุ๊ค ASUS Zenbook 14X ในเวอร์ชั่นพิเศษนี้ จากทาง ASUS กับการครบรอบ 25 ปี ที่ ASUS ส่งโน๊ตบุ๊ครุ่นแรก ออกไปยังอวกาศ และนำสิ่งต่างๆ มาถ่ายทอดลงบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ให้ผู้ใช้ได้เติมเต็ม พร้อมสเปคสุดโหด Intel Core i9 แรม 16GB DDR5 และมี Storage ความเร็วสูง M.2 PCIe 4.0 มาให้ 1TB หน้าจอสวยสดใสความละเอียดสูงระดับ 4K สนับสนุน HDR และปากกา ราคาเริ่มต้นเพียง 53,990 บาท

Advertisementavw

จุดเด่น

  • มิติที่บาง และน้ำหนักเบาเพียง 1.4Kg.
  • วัสดุและงานประกอบแข็งแรง
  • ให้หน้าจอความละเอียดสูงระดับ 4K
  • สีสันที่สดใส สนับสนุน HDR
  • มาพร้อมปากกาสไตลัส จด วาด เขียนสะดวก
  • หน้าจอที่สอง บอกสถานะปรับแต่งได้
  • ได้ซีพียูตัวแรงอย่าง Intel Core i9 และแรม DDR5
  • ตอบโจทย์การทำงาน และความบันเทิงได้ดี
  • มี SSD ความเร็วสูงติดตั้งมาให้

ข้อสังเกต

  • ลวดลายที่อาจดูซับซ้อนบนบอดี้มีจำนวนมาก
  • รุ่นท็อปอัพเกรดมาเต็มระบบแล้ว
  • กางหน้าจอได้ระดับ 150 องศา

ASUS Zenbook 14X OLED Space Edition

Specification

สำหรับสเปคของ ASUS Zenbook 14X OLED Space Edition นี้ มีด้วยกัน 2 รุ่น โดยสเปคฮาร์ดแวร์หลักๆ จะต่างกันอยู่พอสมควร โดยมีทั้งรุ่นที่เป็น Intel Core i7-12700H และแรม DDR5 16GB จะเริ่มต้นที่ราคา 53,990 บาท ถือว่าเป็นรุ่นที่เหมาะกับคนทำงาน ที่เน้นประสิทธิภาพ ควบคู่กับไปการพกพา และนำเสนองานพรีเซนเทชั่น หรือจะเป็นนักธุรกิจ ที่เสริมความสามารถในด้านของการปรับเปลี่ยน แก้ไขงาน และทำงานอื่นๆ ควบคู่กันไป ในงบประมาณไม่สูงมาก ส่วนรุ่นท็อปจะมีทุกอย่าง เช่น SSD, หน้าจอแสดงผล และองค์ประกอบอื่นๆ เหมือนกันทุกประการ แต่ใช้ซีพียู Intel Core i9-12900H และให้แรมมาถึง 32GB เรียกว่าขุมพลังตอบโจทย์ในงานด้านต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับคนที่มองหาโน๊ตบุ๊คในกลุ่มพกพาและประสิทธิภาพ สำหรับการใช้ในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น ทั้งงานสำนักงาน ตกแต่งภาพ ตัดต่อวีดีโอในเบื้องต้น และการใช้งานด้านมัลติทาส์กกิ้ง หลายๆ งานพร้อมกัน หรือต้องการศักยภาพสำหรับงานที่เรียกใช้แกนหลักที่หนักหน่วงนั่นเอง

ASUS Zenbook 14X

ASUS Zenbook 14X UX5401ZAS-KU921WS : Zero-G Titanium

  • CPU: Intel® Core™ i9-12900H Processor
  • GPU: Intel® Iris Xe Graphics
  • RAM: 32GB LPDDR5 on board
  • Storage: 1TB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 SSD
  • Display: 14” 4K (3840 x 2400) OLED 16:10 aspect ratio PANTONE® Validated Touch screen
  • ราคา: 63,990.- บาท

ASUS Zenbook 14X UX5401ZAS-KU721WS: Zero-G Titanium

  • CPU: Intel® Core™ i7-12700H Processor
  • GPU: Intel® Iris Xe Graphics
  • RAM: 16GB LPDDR5 on board
  • Storage: 1TB M.2 NVMe™ PCIe® 4.0 SSD
  • Display: 14” 4K (3840 x 2400) OLED 16:10 aspect ratio PANTONE® Validated Touch screen
  • ราคา: 53,990.- บาท

Hardware / Design

ASUS Zenbook 14X

เริ่มต้นมาชมเรื่องของการออกแบบบน ASUS Zenbook 14X OLED Space Edition มาในบอดี้ที่มีความกระทัดรัด บนหน้าจอแสดงผลขนาด 14″ เท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดตาก็คือ สีสันที่เรียกว่า Zero-G Titanium ออกไปในโทนสีเทาไทเทเนียม

ASUS Zenbook 14X

บน Cover มาในโทนสีเดียวกัน แต่มีเส้นสาย ซึ่งเป็นจุดเล็กๆ และวงกลม ล้อมรอบหน้าจอที่ 2 หรือที่เรียกว่า ZenVision โดยกราฟิกหลักๆ ที่อยู่บนบอดี้ของโน๊ตบุ๊ค ASUS รุ่นนี้ จะเป็นทั้งภาพและรหัสมอร์สในตัว สื่อความหมายได้ในหลายๆ รูปแบบ

ASUS Zenbook 14X

ภายในบอดี้นั้นมีลวดลาย ที่แฝงความหมายเอาไว้เยอะเลย เช่น ที่วางมือด้านซ้าย จะเป็นกราฟิกของสถานีอากาศ MIR โดยมีเส้นโครงวงกลมด้านนอกเป็นยานอวกาศ และเป็น Cockpit ของยาน

ASUS Zenbook 14X

ASUS ออกแบบให้มีจุดเว้าตรงด้านหน้าเครื่อง เพื่อให้เปิดได้ง่ายขึ้น และทำให้มีจุดศูนย์ถ่วงที่ดี เพราะคุณสามารถเปิด Cover โน๊ตบุ๊ค เพื่อเริ่มการทำงานได้เพียงนิ้วเดียวเท่านั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้สะดวกมากขึ้น

ASUS Zenbook 14X

จะสังเกตได้ว่ามีกราฟิกที่อยู่ด้านใต้สติกเกอร์ ตรงจุดวางมือทางด้านซ้าย เป็นสัญลักษณ์รูปสถานีอวกาศ MIR และเส้นโค้งๆ ที่อยู่โดยรอบทัชแพด แสดงถึง Cockpit ของยานอวกาศ ส่วนเส้นที่อยู่บนที่วางมือด้านขวา จะเป็นปี 2011 ที่ ASUS Zenbook ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นครั้งแรก

ASUS Zenbook 14X

บอดี้ ASUS Zenbook 14X ที่มองจากด้านข้าง จะเห็นถึงความบางพิเศษ อันเป็นเอกลักษณ์ในซีรีส์ Zenbook หลายๆ รุ่น ทั้งในส่วนของหน้าจอ และบอดี้หลัก แม้มิติจะเล็ก แต่ก็เตรียมพอร์ตมาให้ผู้ใช้เกือบครบครัน

ASUS Zenbook 14X

ความอลังการของหน้าจอ และขอบจอที่บางมากๆ ทั้ง 3 ด้าน ทำให้ได้พื้นที่แสดงผลกว้างขวาง แม้จะอยู่บนหน้าจอ 14″ แต่ทาง ASUS จัดหน้าจอคุณภาพสูง ที่เป็นแบบ OLED และรองรับ Resolution ได้ถึง 4K หรือ 3840 x 2400 pixels เลยทีเดียว จะทำงานหรือเน้นที่ความบันเทิงก็ครบครัน

ASUS Zenbook 14X

คีย์บอร์ดมาในเลย์เอาท์มาตรฐาน พร้อมกับแสงไฟ Backlit ที่สว่างขึ้น และสามารถปรับได้เล็กน้อย จังหวะการกดปุ่มและการตอบสนองอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และเสริมด้วยปุ่มเพาเวอร์ ที่มีจุดสแกนลายนิ้วมือมาด้วย เช่นเดียวกับทัชแพดขนาดกลางๆ แต่ก็ซ่อนฟังก์ชั่นที่เป็น NumberPad มาในตัว เปิด-ปิดการทำงานได้

ASUS Zenbook 14X

ปากกา ASUS Stylus Pen (SA203H) ปากกาที่เชื่อมต่อกับโน๊ตบุ๊คผ่านทาง Bluetooth ที่พร้อมใช้งาน และชาร์จแบตได้ในตัว ผ่านช่อง USB ที่อยู่ด้านท้าย เมื่อสไลด์ด้ามปากกาเล็กน้อย ก็ต่อชาร์จไฟ USB-C ได้เลย

ASUS Zenbook 14X

น้ำหนักเฉพาะบอดี้ของโน๊ตบุ๊ค ASUS Zenbook 14X OLED Space Edition อยู่ที่ประมาณ 1.47Kg. ก็เรียกว่าใกล้เคียงกับตัวเลขที่เคลมเอาไว้ในเว็บไซต์เลยทีเดียว

ASUS Zenbook 14X

บอดี้ในจุดที่หนามากที่สุด อย่างด้านท้ายของโน๊ตบุ๊คที่เป็นบานพับ อยู่ที่ราวๆ 1.6-1.7cm เท่านั้นเอง แต่ได้บานพับที่แข็งแกร่งอยู่ไม่น้อยเลย

ASUS Zenbook 14X

ภาพบนเป็นอีกหนึ่งช่องทางการระบายความร้อน และกระจายเป็นช่องเล็กๆ อยู่ทางด้านข้างทั้ง 2 ด้าน ส่วนประสิทธิภาพในการลดความร้อน ต้องมาดูในการทดสอบอีกครั้งหนึ่ง

ASUS Zenbook 14X

เรื่องของความทนทาน ASUS Zenbook 14X OLED รุ่นนี้ ถูกออกแบบให้มีความแข็งแกร่ง รองรับการใช้งานในสภาวะต่างๆ ได้ดี บนมาตรฐาน SMC-S-016A ในแต่ละด้าน ตั้งแต่เรื่องการสั่นสะเทือน ในอุณหภูมิตั้งแต่ -24 องศาเซลเซียส ก็ยังทำได้งานได้ดี รวมไปถึงความชื้นที่มาก รวมถึงการตกกระแทกอีกด้วย ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ในแง่ที่ต้องนำไปใช้ในพื้นที่ต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการทำงานของระบบ


Keyboard / Touchpad

ASUS Zenbook 14X

สำหรับคีย์บอร์ดมาในโทนสีเดียวกับบอดี้ กับปุ่มขนาดใหญ่ พร้อมฟอนต์ไทย-อังกฤษมาแบบครบถ้วน และปุ่ม Hot key ด้านบน ที่สะดุดตาจะมีด้วยกัน 2 จุดคือ การเพิ่มปุ่มสีแดงบนปุ่มเพาเวอร์ด้านบนขวา และปุ่ม Spacebar ที่มีโลโก้รูปโลกมาให้

ASUS Zenbook 14X

ปุ่มเพาเวอร์สีแดง ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นสแกนลายนิ้วมือ ในการเข้าสู่ระบบผ่านทาง Windows Hello ได้เช่นกัน การรวมรูปแบบเข้าใช้งานเช่นนี้ เราได้เห็นกันในโน๊ตบุ๊คหลายๆ รุ่นของทาง ASUS กันไปแล้ว และคาดหวังว่าเป็นฟังก์ชั่นที่น่าจะถูกเติมเข้าไปในซีรีส์อื่นๆ มากขึ้น

ASUS Zenbook 14X

แต่สิ่งที่แฝงมากับคีย์บอร์ดบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ก็คือ ASUS Ergosense keyboard ซึ่งจะปรับมุมองศาให้กับผู้ใช้ได้อย่างถูกหลัก ด้วยฐานด้านหลัง ที่ยกขึ้นมาแบบ Ergolift Hinge นอกจากจะทำให้คีย์บอร์ดเอียงรับกับการวางมือแล้ว ก็ยังมีพื้นที่ด้านใต้เครื่อง สามารถให้ลมเย็นไหลเวียนมาช่วยระบายความร้อนได้อีกทางหนึ่ง

ASUS Zenbook 14X

ตัวปุ่มคีย์มีตัวอักษรคมชัด เข้ากับการใช้งานบนมิติ 14″ เช่นนี้ได้อย่างลงตัว โดยมีระยะการกดที่ 1.4mm ให้การตอบสนองได้รวดเร็ว และแรงสะท้อนของปุ่มที่ใกล้เคียงกับ Zenbook ในหลายรุ่นที่ผ่านมา ระยะห่างของแป้นพิมพ์กำลังพอเหมาะ เข้ากับคนที่พิมพ์สัมผัส และมือใหม่ที่ใช้แป้นพิมพ์ ที่ต้องมองปุ่มบ่อยๆ

ASUS Zenbook 14X

ชุดที่เป็นฮอตคีย์อยู่แถวด้านบนของปุ่ม ประกอบไปด้วย

  • F1 – เปิด/ปิดลำโพง
  • F2 – ลดเสียง
  • F3 – เพิ่มเสียง
  • F4 – ลดความสว่างหน้าจอ
  • F5 -เพิ่มความสว่างหน้าจอ
  • F6 – เปิด/ปิดทัชแพด
  • F7 – ปรับระดับความสว่างปุ่มคีย์บอร์ด
  • F8 – ใช้งานมัลติมอนิเตอร์
  • F9 – เปิด/ปิดไมค์
  • F10 – เปิด-ปิดกล้องเว็บแคม
  • F11 – เรียกฟังก์ชั่นจับภาพหน้าจอ
  • F12 – เรียกโปรแกรม MyASUS

และยังมีแสงไฟ Backlit สีขาว สว่างสดใส ตัดกับสีของปุ่มคีย์ได้อย่างชัดเจน แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องของแสงจะรบกวน ในกรณีที่ต้องใช้ในห้องนอน หรือในที่แสงน้อย และไม่อยากให้ไปกวนสายตาผูอื่น เพราะคุณเลือกปรับความสว่างได้ถึง 3 ระดับ และเปิด-ปิด ได้ตามต้องการอีกด้วย

ASUS Zenbook 14X

แต่ที่น่าสังเกตคือ ASUS จัดวางปุ่มเอาไว้เต็มพื้นที่ ต่างจาก Zenbook ในหลายๆ รุ่น เพราะแทบไม่เหลือขอบข้างซ้าย-ขวาไว้ด้วยเลย และเสริมด้วยปุ่ม PageUp, PageDown และปุ่ม End รวมถึงด้านล่างยังยืดระยะของปุ่มลูกศร (Arrow) ให้ออกมาเต็มพื้นที่อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ยังรู้สึกติดในใจเล็กน้อยตรงที่ ปุ่มลูกศร ยังคงถูกใส่มาในแบบครึ่งปุ่มเหมือนเดิม ทำให้การใช้งานในบางโอกาสสะดุดไปบ้าง แต่ก็พอเข้าใจว่ามิติที่แคบลง และการใช้งานที่ไม่ได้บ่อยนัก ทำให้ไซส์ยังคงเป็นแบบ Zenbook ในรุ่นก่อนๆ นั่นเอง

ASUS Zenbook 14X

การใช้งานทัชแพดและฟังก์ชั่น NumberPad นี้ ผ่านทางฟีเจอร์ที่เรียกว่า ASUS NumberPad 2.0 ด้วยการกดรูปไอคอนด้านบนมุมขวาของทัชแพดค้างไว้ ประมาณ 1-2 วินาที ก็จะมีตัวเลขที่เป็น Number ปรากฏขึ้นมา สามารถแตะที่ตัวเลขแต่ละตัว เพื่อใช้งานได้ทันที และหากต้องการลดแสงสว่างลง ให้แตะที่ไอคอนมุมบนซ้ายของทัชแพด เพื่อลดแสงลง แม้ว่าจะมีตัวเลขอยู่บนทัชแพด แต่ก็ยังสามารถเลื่อนนิ้วเพื่อใช้งานได้ตามปกติ

ASUS Zenbook 14X

ASUS Stylus Pen SA203H ปากกาที่เชื่อมต่อกับโน๊ตบุ๊คผ่านทาง Bluetooth มีปุ่มให้กดตามมาตรฐาน 2 ปุ่มด้วยกัน คือเป็นปุ่มชอร์ตคัทกับปุ่มที่ใช้แทนเมาส์ คลิ๊กเลือกหรือใช้ในการลบออปเจกต์ได้เช่นกัน

ASUS Zenbook 14X

แสงไฟจะกระพริบสีแดง เมื่อแบตต่ำกว่า 35% ชาร์จไฟได้เต็มภายในครึ่้งชั่วโมง และปกติใช้งานต่อเนื่องก็อยู่ได้ยาวๆ ประมาณ 140 ชั่วโมง ให้ระดับน้ำหนักในการกดได้ถึง 4096 ระดับ

ASUS Zenbook 14X

โดยส่วนตัวเท่าที่ได้ลอง ค่อนข้างชอบและดูเป็นฟังก์ชั่น ที่เริ่มต้นให้กับคนที่เริ่มใช้การจดบันทึกหรือการวาดภาพร่าง ก่อนจะไปจบที่การใช้งาน Stylus แบบที่เป็นกราฟิกแท็ปเล็ตได้ดีเลยทีเดียว หรือใครที่ชอบการจดบันทึกลงบนโน๊ตบุ๊ค และการนำไปพรีเซนเทชั่น ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งคุณจะใช้งานได้ง่ายขึ้น เขียน บันทึก พรีเซนเทชั่น หรือจะส่งอีเมล์ ก็ทำได้ทันที


Screen / Speaker

ASUS Zenbook 14X

จอภาพของ ASUS Zenbook 14X OLED Space Edition เป็นจอภาพขนาด 14″ ในแบบ OLED ความละเอียดสูงในระดับ 4K (3840×2400) ซึ่งเป็นจอที่มีอัตราส่วนแบบ 16:10 จุดเด่นอยู่ที่ความสว่างที่สูง โดยเป็นหน้าจอในแบบ Glossy และเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญคือ การสนับสนุน HDR และ HDR True Black 500 ได้การรับรอง PANTONE อีกทั้งเป็นจอแบบทัชสกรีนอีกด้วย ถือว่าเป็นจอที่ให้คุณสมบัติมาอย่างครบครัน สำหรับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ

ASUS Zenbook 14X

หากดูรายละเอียด Resolution จากใน Display Properties จะรายงานเป็น 3840×2400 ซึ่งเป็นความละเอียดบน Ratio ของ 16:10 ซึ่งทาง ASUS มองว่าสามารถให้พื้นที่ในการแสดงผลได้มากกว่า

ASUS Zenbook 14X

อย่างที่ได้เกริ่นเอาไว้ในข้างต้นคือ ASUS ทำสมดุลของตัวเครื่องออกมาได้ดี และยังเว้าตรงช่วงด้านหน้าเครื่อง ให้สามารถเปิดได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือ ใช้เพียงนิ้วเดียวก็กาง Cover ออกมาได้ โดยที่ตัวเครื่องไม่ลอยตามขึ้นมาด้วย

ASUS Zenbook 14X

แม้จะเป็นจอโน๊ตบุ๊คขนาด 14″ แต่ด้วยสัดส่วนของหน้าจอที่มากถึง 92% เมื่อเทียบกับบอดี้ ก็ทำให้มีพื้นที่ในการใช้งานมากขึ้น เมื่อรวมกับความละเอียดระดับ 4K แล้วก็ยิ่งดูลงตัวมากขึ้น

ASUS Zenbook 14X

ขอบจอที่บางเฉียบทั้ง 3 ด้าน ทำให้ดูเป็นแบบจอที่แทบไร้ขอบ ออกแบบมาเอาใจคนที่อยากได้โน๊ตบุ๊คขนาดกระทัดรัด แต่มีพื้นที่ทำงานที่มาก ผู้ใช้สามารถจัดสรรปรับขนาดฟอนต์จาก Windows ได้เอง เพื่อการมองเห็นที่ดีที่สุด แต่ที่น่าสนใจคือ เมื่อเอามาใช้ร่วมกับโปรแกรมอย่าง Photoshop, illustrator หรือ Adobe Premier ก็จะได้ช่องพรีวิว และการวางเครื่องมือ ที่เยอะขึ้นไม่น้อยเลย เหลือแค่เพียงการ Customize ของแต่ละคน ว่าจะทำให้ดูง่ายต่อการใช้งานเพียงใด

ASUS Zenbook 14X

ASUS Zenbook 14X มีขอบจอทั้ง 3 ด้าน ที่บางเป็นพิเศษ โดยด้านบนมาพร้อมกล้องเว็บแคม ความละเอียดมาตรฐาน HD 720p สำหรับการใช้งานในโอกาสต่างๆ ได้ แต่ที่พิเศษก็คือ มี Privacy Shutter มาให้ เพื่อความเป็นส่วนตัว ที่สามารถปิดกล้องได้ เมื่อไม่ใช้งาน และไมโครโฟนคู่ ที่ให้เสียงคมชัด ตัดเสียงรบกวนได้ดี ขณะที่สนทนา รองรับการใช้งานร่วมกับ Cortana และ Alexa voice-recognition ในการเรียกใช้คำสั่งงานด้วยเสียง เป็นอะไรที่ค่อนข้างสะดวกทีเดียว

ASUS Zenbook 14X

บานพับเป็นแบบ 2 จุด ทั้งด้านซ้ายและขวาของโน๊ตบุ๊ค ซึ่งเป็นแบบ ErgoLift อันเป็นเอกลักษณ์ของค่าย ด้านใต้ที่ยกขึ้นทำมุม 3 องศากับฐานตั้ง พร้อมหน้าจอกางออกได้สูงสุดที่ 150 องศา แม้จะกางได้น้อยกว่า ZenBook บางรุ่นที่กางได้ถึง 180 องศา แต่ก็อยู่ในเกณฑ์เดียวกับ ZenBook 14 เกือบทุกรุ่น

ASUS Zenbook 14X

ส่วนของหน้าจอด้านนอกที่เรียกว่า ZenVision นี้ เป็นจอขนาดเล็กที่อยู่บน Cover ใช้ในการแสดงสถานะ หรือข้อมูลบางอย่าง ให้ดูเป็นธีมหรือลูกเล่นน่ารักๆ แต่ก็ปรับแต่งได้ ตามความต้องการ มีให้เลือกเป็นภาพกราฟิก และเป็น Text รวมถึงวันเวลา และแบตเตอรี่ หรือจะใส่เป็น Tag ข้อมูลที่คุณต้องการได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าจะแสดงผลเป็นแบบขาว-ดำ เท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับธีมของโน๊ตบุ๊ค

ASUS Zenbook 14X

ตัวอย่างการปรับแต่ง ZenVision จากโปรแกรมที่มากับโน๊ตบุ๊ค อย่าง My ASUS ในหัวข้อ Customization

กับการทดสอบคุณภาพในการแสดงผล และขอบเขต ความแม่นยำของสีบนหน้าจอ ซึ่งก็ให้ผลออกมาตามคาด เพราะเมื่อดูจากบรรดา Certified ต่างๆ ผลพาแนลที่ทาง ASUS นำมาใส่ในโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น OLED ที่มี PANTONE® Validated, VESA CERTIFIED Display HDR True Black 500 และการันตีด้วย 100% DCI-P3 color gamut ล้วนแต่เป็นการตอกย้ำถึง ความมุ่งมั่นของ ASUS ในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด และนำมาให้กับผู้ใช้ได้สัมผัสกันอย่างครบรส และผลที่ได้จากการทดสอบ เป็นไปตามตารางนี้

ASUS Zenbook 14X

ในส่วนของ DCI-P3 ที่เป็นความแม่นยำของสีอุตสาหกรรมการผลิตวีดีโอและสื่อต่างๆ จะมีขอบเขตสีที่กว้างกว่าค่ายอื่นๆ เล็กน้อย ซึ่งตัวเลขที่ได้ในการทดสอบจอโน๊ตบุ๊ค ASUS นี้ สูงถึง 93% เลยทีเดียว ให้ความเที่ยงตรงของสีได้ดีมาก เช่นเดียวกับ Adobe RGB ที่ได้ถึง 100% ซึ่งหมายถึงการรองรับในงานสีสื่อสิ่งพิมพ์ได้ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี จึงอาจกล่าวได้ว่า ASUS Zenbook 14X รุ่นนี้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ทำงาน หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในงานด้านภาพ และวีดีโอ รวมถึงการนำตัวอย่างไปให้ลูกค้าได้ชม และการผลิตงานที่สามารถนำไปเทียบงานโปรดักส์ชั่นที่ค่อนข้างซีเรียสกับความแม่นยำของสีได้ดีพอ และด้วยความแรงของซีพียูที่จัดมาไว้ในเครื่อง จึงเรียกว่าสามารถแก้ไขงานบางส่วนในหน้างานได้เลย

ASUS Zenbook 14X

เรียกว่าหน้าจอเป็นสิ่งที่โดดเด่น ไม่แพ้ในเรื่องของซีพียูประมวลผลภายในเครื่องเลยทีเดียว เพราะสามารถแสดงผล ให้กับการใช้งานในด้านต่างๆ ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสีสันอันสดใส ในการสนับสนุนการเล่นไฟล์ HDR และเปิดได้ทั้งการชมภาพยนตร์และเกมที่รองรับ อีกทั้งให้ภาพที่ดูลื่นไหนสบายตา ใครที่ชอบสไตล์ของแสงสี ที่มีการเกลี่ยแสงได้อย่างนุ่มนวล ต้องพึงพอใจกับภาพที่ปรากฏบนโน๊ตบุ๊ค ASUS Zenbook รุ่นนี้

ASUS Zenbook 14X

แม้จะไม่ได้เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค แต่ก็เล่นเกมได้ คอเกมก็สามารถสนุกไปกับเกมโปรด โดยอิ่มเอมกับแสง เอฟเฟกต์ ที่ดูอลังการ ให้ความตื่นเต้นได้ดี แทบจะไม่ต้องไปปรับสิ่งใดเพิ่มเติมเลย เท่าที่ลองดูกับการ DOTA2 และ Diablo: Immortal บอกได้เลยว่าสะใจ แสงสีที่ได้ไม่ธรรมดา

แต่คนที่เน้นทำงานหรือท่องอินเทอร์เน็ตก็ไม่ต้องคิดว่าใช้ได้ไม่เต็มที่ เพราะจอรุ่นนี้ ยังมาพร้อม 70% less harmful blue light ที่ลดแสงสีฟ้า ทำให้สบายตา แต่ก็ดูกลมกลืน ไม่ทำให้สีหน้าจอผิดเพี้ยนไป รวมถึงการทัชสกรีน และใช้ ASUS Stylus Pen ในการลากเลื่อน วาดหรือจดบันทึก บนหน้าจอได้สนุกสนาน จนอาจลืมไปเลยว่า กำลังใช้งานโน๊ตบุ๊ค ไม่ใช่แท็ปเล็ต สิ่งเดียวที่ต่างก็คือ โน๊ตบุ๊ครุ่นนี้พับจอ 360 องศาไม่ได้เท่านั้น

ลำโพงและระบบเสียงที่ให้มาบน ASUS Zenbook 14X Space Edition รุ่นนี้ เป็นแบบที่ให้มาบน Zenbook ในหลายๆ รุ่น นั่นคือ Harman/ Kardon และลำโพง 2W x2 จุดติดตั้งลำโพงอยู่ด้านใต้ของตัวเครื่อง เอียงกับพื้นโต๊ะ ให้เสียงสะท้อนออกไป

ASUS Zenbook 14X

รองรับ Dolby Atmos และมี Smart Amplifier ในการเพิ่มพลังเสียง และเพิ่มมิติในการชมภาพยนตร์และการเล่นเกมได้อย่างสนุก จากการทดลองใช้ แนวดนตรีที่เน้นเสียงกลางทุ้ม มาได้ดี เสียงนักร้องชัด ส่วนเสียงแหลมให้ความใส และเก็บรายละเอียดได้ดีในระดับหนึ่ง การดูหนัง ฟังเพลงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ส่วนการเล่นเกม ยังให้มิติที่ชัดพอควร แต่ถ้าจะเน้นไปที่ทิศทางจัดเจน ก็คงต้องพึ่งพาหูฟังเกมมิ่งไว้ด้วย ส่วนด้านการสนทนา ยังคงชัดเจน ให้การประชุมเป็นไปอย่างราบลื่น แต่สายเพลงอคูสติก อาจไม่ได้เติมอารมณ์ได้ใสจัดๆ นัก แต่ก็ยังพอปรับแต่งเสียงจากซอฟต์แวร์อย่าง Dolby Access ได้เช่นกัน


Connector / Thin And Weight

ASUS Zenbook 14X

ASUS Zenbook 14X ให้พอร์ตต่อพ่วงอาจจะไม่ได้เยอะมากนัก เป็นเรื่องปกติของโน๊ตบุ๊คในกลุ่มนี้ แต่ก็ถือว่าครอบคลุมการใช้งานในเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงผล การต่ออุปกรณ์ หรือการขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูล พอร์ตทางด้านขวา จะเป็น USB 3.2 Gen2 และ Audio Combo Jack

ASUS Zenbook 14X

พอร์ตทางด้านซ้ายมือ ประกอบด้วย Thunderbolt 4 มีให้ถึง 2 พอร์ต และข้างๆ กันเป็น HSMI 2.0 แบบตัวเต็ม

โดยที่พอร์ต Thunderbolt 4 นั้น จะทำหน้าที่ทั้งการรับ-ส่งข้อมูลได้รวดเร็วที่ 40Gbps, ใช้ในการต่อจอแสดงผลภายนอกในแบบ DP รวมถึงการเป็น USB-C Easy Charge โดยที่ใช้อุปกรณ์อแดปเตอร์ที่ให้มาแบบ 100W ในการชาร์จไฟ รวมถึงอุปกรณ์ที่เป็น PD หรือใช้ตัวชาร์จที่มีให้บริการทั่วไป และเพาเวอร์แบงก์มาชาร์จได้อีกด้วย

ASUS Zenbook 14X

เรียกว่าเฉพาะพอร์ต Thunderbolt 4 ที่ให้มาถึง 2 พอร์ต ก็ดูจะได้เปรียบกว่าโน๊ตบุ๊คในระดับเดียวกัน ที่บางรุ่นก็ให้มาเพียงพอร์ตเดียวเท่านั้น

ASUS Zenbook 14X

เรื่องของน้ำหนักตัวโน๊ตบุ๊คอยู่ที่ประมาณ 1.47 กิโลกรัม ใกล้กับที่ทาง ASUS เคลมเอาไว้ ส่วนอแดปเตอร์อยู่ที่ราวๆ 380 กรัม รวมสาย DC Cable ทั้งหมดแล้ว ก็ยังถือว่าเบามากๆ เข้าใจสายพกพาได้ดีทีเดียว

ASUS Zenbook 14X

ในส่วนของอแดปเตอร์เป็นแบบ 100W ขนาดกระทัดรัดมาก ขนาดไม่ถึงฝ่ามือ โยนใส่กระเป๋า เอาไปใช้งานข้างนอกได้สบาย ชาร์จได้ไวมาก เป็นแบบ USB-C


Performance / Software

ASUS Zenbook 14X

ASUS Zenbook 14X มาพร้อมซีพียูที่เป็นขุมพลังจาก Intel Core i9-12900H ทำงานในแบบ 14 core (6P + 8E), 20 Thread จัดว่าเป็นตัวท็อปของในซีรีส์นี้ มั่นใจได้ในเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน และการเล่นเกม ด้วยความที่ไม่ได้เน้นไปที่เกมเป็นหลัก แต่ซีพียูรุ่นนี้ ก็ช่วยในด้านการทำงานมัลติมีเดีย ตัดต่อวีดีโอเบื้องต้นและคนที่ทำงานด้านกราฟิกไปต่อได้อย่างลื่นไหล

ASUS Zenbook 14X

ในรุ่นที่เราได้มาทดสอบนี้ มีแรมให้ถึง 32GB จัดเต็มมาให้ โดยที่ไม่ต้องอัพเกรดแล้ว อีกทั้งเป็นแรม DDR5 อีกด้วย

ASUS Zenbook 14X

การทดสอบพื้นฐานกับโปรแกรม CPUz เมื่อเทียบกับซีพียู Intel Core i7-10700 อันเป็นซีพียูเดสก์ทอป จะเห็นได้ชัดว่า Intel Core i9-12900H ที่เป็นซีพียูโมบาย ทะยานแซงหน้าทั้งในด้านของ Single Thread และ Multi-thread ไปอย่างน้อย 3-4% แต่ในแง่ของการทำงานจริงก็ต้องมาทดสอบกันอีกครั้ง

ASUS Zenbook 14X

อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เป็น SSD ซึ่งติดตั้งเข้ามาบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ความจุมากถึง 1TB เอาใจคนที่มีทั้งโปรแกรม เกม และไฟล์ที่ต้องการบันทึก มาในแบบ M.2 NVMe PCIe 4.0 x4 ที่แสดงศักยภาพให้เห็นในการทดสอบบน CrystalDiskMark ให้ความเร็วในการอ่านได้ถึง 7,000MB/s และการเขียนข้อมูลที่มากกว่า 5,000MB/s อีกด้วย สิ่้งนี้ช่วยให้ผู้ใช้แทบไม่ต้องรอเวลาที่เปิดเครื่องใช้งาน ไม่ว่าจะเปิดหลังจาก Hibernate/ Sleep หรือจะเพาเวอร์ออนระบบ ก็จะพร้อมทำงานในเวลาไม่กี่วินาที รวมถึงคนที่มีโปรแกรมจำนวนมาก และเปิดไฟล์ที่รวดเร็ว หาไฟล์ได้ไว เช่นเดียวกับการโอนถ่ายข้อมูลในระดับ 10GB ที่ทำได้เพียงชั่วอึดใจเท่านั้น

ASUS Zenbook 14X

การทดสอบ PCMark 10 ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแทนทดสอบความสามารถของระบบโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นด้านซอฟต์แวร์สำนักงาน ด้านมัลติมีเดีย หรือ Productivity ที่เกี่ยวข้องกับงานวีดีโอ และกราฟิก โดยตัวเลขที่ได้จากการทดสอบ สูงถึง 6,121 คะแนน ซึ่งเทียบเท่ากับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊คในระดับเริ่มต้น แต่อย่าลืมว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้มาในแบบบางเบา และไม่ได้มีกราฟิกแยกแต่อย่างใด แต่กลับทำคะแนนได้ค่อนข้างสูงทีเดียว โดยเฉพาะในด้าน Essentials ซึ่งเป็นการใช้งานโดยทั่วไปและเป็นไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้โน๊ตบุ๊คในกลุ่มนี้ และคะแนนด้าน Rendering และ Photo Editor ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ส่วนหลักๆ ก็คือ อานิสงจากซีพียูตัวแรงอย่าง Intel Core i9 และแรม DDR5 รวมถึง SSD M.2 PCIe 4.0 ล้วนแต่ทำให้ผู้ใช้สามารถอิ่มเอมไปกับการใช้งานในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่

ASUS Zenbook 14X

มาที่การทดสอบด้านโมชั่นกราฟิกที่เป็นโปรแกรมตัวแทน CINEMA4D ด้วยการเรนเดอร์กราฟิก 3 มิติด้วย CINEBench ทั้ง 3 เวอร์ชั่น ตัวเลขที่ได้นั้นเป็นไปตามคาด เพราะส่วนใหญ่เรียกพลังการทำงานจากซีพียูทั้งในด้านการทำงานของ Thread และการคำนวณจากซีพียูเป็นหลัก และตัวเลขที่ได้ก็ถือว่าดึมากๆ นั่นก็เพราะ Intel Core i9-12900H ก็ถือเป็นซีพียูโมบายที่มีพลังในการประมวลผลที่สูง และใช้สถาปัตยกรรมใหม่ ทำให้ตัวเลขในหลายส่วน แซงหน้าซีพียูระดับเดสก์ทอปที่เป็นตัวท็อปๆ ไปได้ไม่ยาก ใครที่เน้นการทำงานเหล่านี้ ก็พอวางใจได้

ASUS Zenbook 14X

ในเรื่องของการเล่นเกมนั้น อาจจะไม่ได้เน้นหนักมากนัก เพราะหลักๆ น่าจะอยู่ที่พลังในการทำงาน และฟีเจอร์ในการทำงานรอบด้านเป็นหลัก แต่ด้วยกราฟิก Intel Iris Xe Graphic ที่มีมาในซีพียู Intel Core i9 รุ่นนี้ ก็ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะและพอมีเรี่ยวแรงในการเล่นเกมหลายๆ อย่างได้ไม่ยาก เช่น DOTA2, PUBG, Apex Legend หรือจะเป็น Diablo: Immortal ก็ตาม ตัวอย่างเช่นในเกม DOTA2 นี้ เราปรับการเล่นไปที่ Full-HD 1080p และตั้งค่าเป็น Best Looking เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงาม เฟรมเรตที่ได้อยู่ในระดับ 73fps. โดยเฉลี่ย และสูงสุดไปได้ถึง 89fps. แม้ว่าในช่วงที่เจอเอฟเฟกต์หนักๆ จะลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในระดับใกล้ๆ กับ 70fps. ได้ ดังนั้นการเล่นเกมแนวนี้ ก็ทำให้คุณสนุกและได้ภาพที่สวยไปด้วย ส่วน PUBG อาจจะต้องปรับไปที่ Low และลด Render scale ลงบ้าง เพื่อให้ได้ภาพที่ลื่น และมองเห็นศัตรูได้ง่ายขึ้น


Battery / Heat / Noise

ASUS Zenbook 14X

มาถึงเรื่องของการใช้พลังงาน ASUS Zenbook 14X กันบ้าง แบตเตอรี่ที่ทาง ASUS ให้มานี้ เป็นแบบ 3 cell. 63 Whr ซึ่งถือว่าค่อนข้างเยอะ หากเทียบกับโน๊ตบุ๊คในแบบบางเบาทั่วไป เพราะส่วนใหญ่เราจะเจอกันที่ 40Whr โดยเฉลี่ย และด้วยความที่ให้แบตมาแบบนี้ ในการทดสอบที่ใช้การเปิดวีดีโอสตรีมมิ่งต่อเนื่อง เปิดความสว่างหน้าจอที่ 20% และเสียงที่ 30% โดยประมาณ ก็สามารถใช้งานได้นาน 8-9 ชั่วโมงเลยทีเดียว และที่สำคัญยังชาร์จไฟได้ไวอีกด้วย ทำให้ไม่ต้องรอนาน กับงานที่สำคัญของคุณ ชาร์จไม่กี่นาที ก็เอามาใช้ได้ยาวๆ แล้ว

ASUS Zenbook 14X

ชุดระบายความร้อนของ ASUS ZenBook 14X นี้ มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า IceCool ซึ่งมีการทำงานของฮาร์ดแวร์ผสมผสาน ด้วยพัดลมที่ออกแบบใบพัดลม 87 ใบ และกลไกที่ช่วยให้ใช้งานได้นานขึ้น และแม้ว่าจะเป็นโน๊ตบุ๊คในกลุ่มทำงาน ที่มีขนาดบาง แต่ก็ให้พัดลมมาถึง 2 ตัวด้วยกัน และฮีตไปป์ 2 เส้น เป็นแบบทองแดง เสียงรบกวนค่อนข้างน้อยที่ประมาณ 35dBA เท่านั้น ในโหมดปกติ แต่จะดังขึ้นก็ไม่มาก เมื่ออยู่ในโหมด Performance เรียกว่าเร่งความเร็วในการทำงานได้ แบบที่คุณไม่ต้องเขินกับเสียงที่เพิ่มเข้ามา โดยในการทดสอบอุณหภูมิการทำงาน ด้วยการเร่งความเร็วของซีพียูในแบบ Full-load 100% ทั้งในส่วนของ P core และ E core อุณหภูมิไปอยู่ที่ประมาณ 79-81 องศาเซลเซียสในระดับแกนหลัก แต่ส่วนของ Package อาจจะดูสูงไปบ้าง แต่ถ้าสังเกตดีๆ การควบคุมอุณหภูมิของซีพียู และประสิทธิภาพการระบายความร้อนของระบบ ดูสอดคล้องและทำให้ซีพียูเย็นลงได้ในเวลาอันรวดเร็ว จึงมั่นใจได้ว่าคุณจะใช้งานได้แบบยาวๆ เพราะโดยปกติการใช้งานทั่วไป ก็แทบจะไม่ได้เจอโหลดหนักๆ แบบนี้มากนัก นั่นหมายความว่าระบบจะเย็นกว่านี้อีกพอสมควร และแทบจะเย็นมากๆ หากเทียบกับโน๊ตบุ๊คบางๆ เบาๆ ในแบบเดียวกันอีกด้วย


Software & Utilities

ASUS Zenbook 14X

นอกจากนี้ Zenbook 14X OLED Space Edition รุ่นนี้ ก็ยังมาพร้อมกับซอฟต์แวร์ในการตรวจเช็ค มอนิเตอร์ และดูแลระบบ รวมถึงผู้ใช้ให้ด้วยคำแนะนำ จากเจ้าหน้าที่ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ MyASUS ที่มีทั้งระบบ แจ้งเตือนการอัพเดต ไดร์เวอร์ ซอฟต์แวร์ รวมถึงการตั้งค่าระบบพลังงาน เช่น Battery Health Charge ที่ให้คุณปรับตั้งค่า Power Options ตอบความต้องการ เช่น ต้องการประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน หรือได้ทั้ง 2 แบบ

ASUS Zenbook 14X

รวมถึงการดูแลแบตเตอรี่ ให้ใช้ได้ยาวนาน หรือจะเป็น Fan Profile ที่เลือกได้ว่า ต้องการให้ระบบจัดการความร้อนในช่วงที่ใช้นั้นอย่างไร เน้นเสียงรบกวนน้อยในช่วงประชุม หรือระหว่างเล่นเกม ก็เปิดเป็น Performance รวมถึงการตั้งค่า AI Noise-Cancelling Microphone ได้อีกด้วย รวมถึงการแจ้งข่าวสารจากทาง ASUS และอื่นๆ อีกเพียบ ใครที่ใช้โน๊ตบุ๊คจากค่ายนี้ แนะนำเลยว่าควรจะหาติดตั้งเอาไว้ ได้ใช้งานแน่นอน


ASUS Zenbook 14X

โดยกล่องนี้ เมื่อนำโน๊ตบุ๊คมาวาง จะทำมุมเอียง เพื่อรับกับการพิมพ์ เมื่อวางมือที่ 23 องศา ถามว่าใช้งานได้จริงมั้ย ส่วนตัวมองว่าใช้งานได้ดี ยิ่งหากได้โต๊ะที่วางกล่องได้แบบไม่ลื่น หรือใช้แทนแท่นวางโน๊ตบุ๊คก็ได้เช่นกัน หรือต่อคีย์บอร์ดแยกก็ยิ่งสะดวก คือทาง ASUS มองว่าไม่อยากให้เป็นสิ่งของที่ถูกวางไว้เฉยๆ เอามาประยุกต์ใช้งานต่อได้


Conclusion / Award

ASUS Zenbook 14X OLED Space Edition ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นโน๊ตบุ๊คที่สร้างมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ หรือการเป็น Edition ที่เราเคยเห็นกันบ่อยๆ เพราะ ASUS ได้เติมเต็มสิ่งที่สำคัญเอาไว้มากมาย ตั้งแต่ในเรื่องของรูปลักษณ์ ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ให้ความแข็งแรงด้วยวัสดุที่มีความทนทานผ่าน MIL-STD และยังมีน้ำหนักเบา และให้เข้ากับการครบรอบ 25 ปีของโน๊ตบุ๊ค ASUS รุ่นแรก ที่เดินทางไปกับยานอวกาศ และองค์ประกอบต่างๆ เช่น Zen Screen, Zero-G Titanium Color ที่ดูล้ำสมัย จอแสดงผล OLED ความละเอียด 4K HDR, และ PANTONE Validated ที่ล้วนแต่ให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งการทำงาน ความบันเทิง ในชีวิตประจำวัน เคียงคู่กับขุมพลังอย่างซีพียู Intel Core i9-12900H และแรม DDR5 32GB อีกทั้งใส่ SSD M.2 NVMe PCIe 4.0 x4 ให้ความเร็วในการทำงานได้ถึงขีดสุดมาอีกด้วย เช่นเดียวกับพอร์ต Thunderbolt 4 มาอีก 2 พอร์ตด้วยกัน

นอกจากนี้ยังได้ Microsoft Office Home & Student 2021 สำหรับการใช้งาน Word, Excel, Power Point ติดเครื่องมาให้ ไม่ต้องไปซื้อเพิ่ม และการรับประกัน 3 ปี On-site Service พร้อมประกันอุบัติเหตุ Perfect Warranty 1 ปีแรก กับราคาโน๊ตบุ๊คที่เป็นลิมิเตทแบบนี้ กับราคาเริ่มต้นเพียง 53,990 บาท ส่วนรุ่นที่เราได้มาทดสอบนี้เป็นรุ่นท็อปอยู่ที่ 63,990 บาท ได้โน๊ตบุ๊คพลังแรง น้ำหนักเบา และดีไซน์พิเศษๆ แบบนี้ นับว่าเป็นราคาที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว

NBS award 7 Design

รางวัลนี้ดูจะลงตัวและเข้ากับโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นบอดี้ที่ดูบางและสีสัน Zero-G Titanium ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อย และไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามทันสมัย ต่างจาก Zenbook ทั่วไป แต่ยังมาคู่กับฟีเจอร์ที่เพิ่มคุณค่าให้กับการใช้งานในแต่ละวันเอาไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Zen Screen ที่เป็นจอภาพที่สองอยู่ด้านนอก ปรับแต่งได้ตามต้องการ ชุดสแกนลายนิ้วมือ ที่ซ่อนมากับปุ่มเพาเวอร์ หรือจะเป็นทัชแพดที่มี NumberPad มาในตัว เปิด-ปิดได้ตามต้องการ ความบางของบอดี้และกรอบจอที่บางเป็นพิเศษ ให้การยกตัวด้วย เพื่อเข้ากับมุมการวางมือ รวมไปถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายใต้โน๊ตบุ๊คอันดูกระทัดรัดเช่นนี้ รางวัล Best Design เป็นจุดที่ลงตัวที่สุด

NBS award 4 Mobility

ในส่วนนี้เราขอรวมรางวัลความคล่องตัวเข้าไปด้วยกับความ Mobility นี้ เพราะไม่ใช่แค่เพียงรูปลักษณ์ที่บาง น้ำหนักแค่ 1.4Kg เท่านั้น แต่มองลึกลงไปถึงเรื่องของหน้าจอแสดงผล ที่ให้ความละเอียดระดับ 4K และขอบจอบาง ทำให้พื้นที่ใช้งานมากขึ้น เช่นเดียวกับการใส่พอร์ต Thunderbolt 4 มาให้ถึง 2 พอร์ต ที่รวมฟังก์ชั่นการใช้งานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การแสดงผล โอนถ่ายข้อมูลหรือการชาร์จไฟก็ตาม รวมถึงไม่ต้องจดจ่ออยู่กับคีย์บอร์ดเพียงอย่างเดียว แต่ยังทัชสกรีนได้ หรือจะใช้การเขียนด้วย ASUS Stylus Pen บนหน้าจอ จะวาด เขียน จด ทำสัญลักษณ์ก็สะดวก

from:https://notebookspec.com/web/656488-asus-zenbook-14x-oled-space-edition

10 โน๊ตบุ๊คพกพา 2022 ราคา 30,000 บาท Light & Slim เบาบางเริ่ม 1.1Kg. จอ 2K

10 โน๊ตบุ๊คพกพา ราคา 30,000 บาท 2022 บางเบา เอาใจนักศึกษา นักธุรกิจ เล่นเน็ต ดูหนัง ไลฟ์สไตล์ใช้ได้ทุกวัน

10 โน๊ตบุ๊คพกพา

10 โน๊ตบุ๊คพกพาในงบ 30,000 บาท จัดมาให้สำหรับนักเดินทาง มีไลฟ์สไตล์ และสายทำงานโดยเฉพาะ ในปี 2022 รับกับช่วง Commart 2022 นี้ โดยเราเน้นไปที่โน๊ตบุ๊คที่มีมิติกระทัดรัด แต่ใช้งานได้สะดวก ใส่กระเป๋าได้สบาย น้ำหนักเริ่มต้นเพียง 1.1 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ขุมพลังมีทั้งจากซีพียู Intel Core i5 และ AMD Ryzen 5 เป็นตัวเริ่มต้น รองรับการทำงานในสำนักงาน งานเอกสาร ปรับแต่งภาพ ไปจนถึงเรื่องของความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง สตรีมมิ่ง และการเล่นเกมแบบเบาๆ พร้อมทั้งเลือกในรุ่นที่แบตอึดมาให้ใช้งานได้นานขึ้นอีกด้วย โดยยกกันมาเรียกว่าเกือบทุกค่าย ใครที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คที่ใช้ประจำ และนำไปใช้ข้างนอกได้สะดวก มารับชมกันได้เลยครับ


10 โน๊ตบุ๊คพกพา 30,000 บาท July 2022

  1. Lenovo Yoga 6
  2. ASUS ExpertBook B5
  3. HP Pavilion 13-bb0523TU
  4. Acer Swift SFX14-41G-R86R
  5. Dell Inspiron 5415-W5662141042TH
  6. MSI Modern 14 B5M-088
  7. Lenovo IdeaPad Slim 5-14ALC05
  8. Huawei MateBook 14
  9. Microsoft SURFACE GO
  10. ASUS Zenbook 14 UX425EA

1.Lenovo Yoga 6

10 โน๊ตบุ๊คพกพา

คนที่ชอบความบางเบา เน้นการพกพา และการใช้งานที่หลากหลาย  Lenovo Yoga 6 รุ่นนี้ จะตอบโจทย์คุณได้ชัดเจน ทั้งในเรื่องของน้ำหนัก และฟังก์ชั่น เป็นโน๊ตบุ๊คที่มาในมิติเล็กกระทัดรัดขนาด 13.3″ น้ำหนักเพียง 1.3Kg เท่านั้น แต่ให้ขุมพลังระดับ AMD Ryzen 5 5500U ความเร็วสูงสุด 4GHz และกราฟิก Radeon RX Vega ที่ทำงานก็ได้ บันเทิงก็ดี มีแรงพอสำหรับการเล่นเกมง่ายๆ ได้อีกด้วย แรม 8GB ใช้งานในปัจจุบันได้ไม่ยาก และอัพเกรดได้ในภายหลัง พร้อม SSD 512GB ในแบบ M.2 NVMe PCIe ความเร็วระดับ 3,xxxMB/s และให้พอร์ตต่อพ่วงมาไม่น้อยเลย เช่น USB 3.2 Typa-A, Type-C และฟีเจอร์การสแกนลายนิ้วมือ บานพับรองรับการปรับใช้งานได้ถึง 3 โหมดด้วยกัน เคาะราคาอยู่ที่ 28,990 บาท

Advertisementavw
จุดเด่น ข้อสังเกต
พับและทัชสกรีนได้ พอร์ตค่อนข้างน้อย
รองรับสแกนลายนิ้วมือ

ข้อมูลเพิ่มเติม: Lenovo


2.ASUS ExpertBook B5

10 โน๊ตบุ๊คพกพา

เป็นหนึ่งใน 10 โน๊ตบุ๊คพกพา โน๊ตบุ๊คสายคนทำงาน ที่เน้นทั้งประสิทธิภาพและความ Mobility ไปพร้อมกัน แม้หน้าตาจะดูเรียบง่าย ในภาพลักษณ์ของการทำงาน แต่ก็แฝงด้วยความน่าสนใจหลายจุด ตั้งแต่หน้าจอแสดงผล 13.3″ Full-HD ที่ให้ขอบเขตสีที่กว้าง เสริมแกร่งด้วยซีพียู Intel Core i5 Gen11 และกราฟิก Intel Iris Xe Graphic มาในตัว ทั้งงานและมัลติมีเดียไหลลื่น การเล่นเกมเบาๆ ก็ยังไหว ใส่แรมมาให้ 8GB และยังมีสล็อตอัพเกรดเพิ่มได้ รวมถึง SSD 512GB ในแบบ M.2 โดยมีพอร์ตต่อพ่วงสำคัญมาครบๆ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-C, Thunderbolt 4 หรือ HDMI ก็ตาม คีย์บอร์ดมีไฟ Backlit และทัชแพดที่มี NumberPad มาในตัว น้ำหนักตัวแค่ 1.2Kg เท่านั้น กับราคา 29,900 บาท นับว่าจัดจ้านเกินตัว

จุดเด่น ข้อสังเกต
ขอบเขตสีหน้าจอกว้าง ดีไซน์เน้นความเรียบง่าย
มี Thunderbolt 4 มาด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS


3.HP Pavilion 13-bb0523TU

10 โน๊ตบุ๊คพกพา

มาถึงอีกค่ายสำหรับคนที่ชื่นชอบสไตล์กระชับ ให้รูปลักษณ์ที่ดูพรีเมียม และราคาที่สบายกระเป๋า เอาใจคนที่ชื่นชอบความบางเบาเป็นพิเศษ เพราะน้ำหนักแค่ 1.2Kg เท่านั้น โดยใช้ซีพียู Intel Core i5 Gen11 เป็นตัวเริ่มต้น และกราฟิก Intel Iris Xe มาให้ ใช้ทั้งทำงาน และความบันเทิง รวมถึงการเล่นเกมแบบง่ายๆ ได้ดีพอสมควร เหมาะกับคนที่มีในไลฟ์สไตล์ที่ใช้เวลากับหน้าจอในทุกช่วงของวัน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเน็ต เรียนออนไลน์ ดูหนัง หรือเทรดคริปโตก็ตาม แบตอึดพอสมควร สามารถพกพาไปใช้นอกสถานที่ได้นาน ที่สำคัญให้แรมมาถึง 16GB DDR4 เหลือๆ พร้อม SSD 512GB ราคาแค่ 23,900 บาทเท่านั้น

จุดเด่น ข้อสังเกต
การออกแบบหรูหรา การต่ออุปกรณ์ต้องขยับช่องพอร์ต
น้ำหนักเบา ให้สเปคมาดี

ข้อมูลเพิ่มเติม: HP


4.Acer Swift SFX14-41G-R86R

10 โน๊ตบุ๊คพกพา

โน๊ตบุ๊คในสไตล์เท่ๆ ที่พกพาไปใช้งานได้ในทุกที่ จุดเด่นอยู่ที่ความบางเฉียบ เรียกว่าแทบจะบางสุดในคลาส และแบตขนาดใหญ่ เน้นใช้งานนอกสถานที่ได้ยาวๆ น้ำหนักประมาณ 1.3Kg มาพร้อมขุมพลัง AMD Ryzen 7 5800H ที่เรียกว่าพลังแรงมากพอในงานต่างๆ ได้ดี หน้าจอ 14″ Full-HD ให้แรมมาถึง 16GB และ SSD 512GB M.2 PCIe โดยมีการ์ดจอแยก GeForce RTX3050 ไฟคีย์บอร์ดมาให้ใช้งานสะดวก และพอร์ตมาให้เยอะพอสมควร รองรับการสแกนลายนิ้วมือ พร้อมระบบเสียงจัดจ้าน เอาใจคอบันเทิงได้อย่างจุใจ ในราคาประมาณ 33,990 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
สเปคแรง การ์ดจอแยก ราคาค่อนข้างสูง
บอดีแข็งแรง

ข้อมูลเพิ่มเติม: Acer


5.Dell Inspiron 5415-W5662141042TH

10 โน๊ตบุ๊คพกพา

เป็นโน๊ตบุ๊คในกลุ่มบางเบา ที่ทาง DELL ส่งเข้าประกวดในครั้งนี้ ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องวัสดุและการออกแบบที่ดูพรีเมียม โดยมีให้เลือก 2 สี พีชกับ Silver น้ำหนักค่อนข้างเบา แบตเตอรี่ใช้งานได้นานกว่า 10 ชั่วโมง ขอบจอบางเฉียบ และให้ขอบเขตสีที่กว้าง คมชัด ขุมพลัง AMD Ryzen 5700U และแรม 8GB อัพเกรดได้ถึง 16GB และกราฟิก AMD Radeon ที่มีมาในซีพียู แม้จะมีขนาดเล็กและบาง แต่ก็ให้พอร์ตที่จำเป็นมาเกือบครบ ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Type-A และ Type-C รวมถึง SD Card Reader ที่หาได้ยากบนโน๊ตบุ๊คเล็กๆ แบบนี้ คีย์บอร์ดพร้อมแสงไฟ Backlit และปุ่มเพาเวอร์ที่มีชุดสแกนลายนิ้วมือในการเข้าสู่ระบบมาให้อีกด้วย โดยราคาเคาะอยู่ที่ประมาณ 26,490 บาทเท่านั้น

จุดเด่น ข้อสังเกต
บาง เบา สวยงาม น้ำหนักพอสมควร
ให้ซีพียูตัวแรงมาด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม: Dell


6.MSI Modern 14 B5M-088TH

10 โน๊ตบุ๊คพกพา

โน๊ตบุ๊ก 10 โน๊ตบุ๊คพกพา กลุ่มทำงานกึ่งไลฟ์สไตล์ในสไตล์โมเดิร์นตามชื่อของทาง MSI รุ่นนี้ แม้จะมีหน้าจอที่ใหญ่กว่าเพื่อนๆ ในครั้งนี้ เพราะใช้หน้าจอ 14″ แต่เรื่องมิติกลับไม่ได้ต่างกันมากนัก และน้ำหนักประมาณ 1.3Kg เท่านั้นอีกทั้งราคาไม่ถึง 20,000 บาท แต่ได้บอดี้ที่มีความแข็งแรง และสวยงาม เหมาะกับงานและไลฟ์สไตล์ในทุกๆ วัน มีให้เลือกถึง 3 สี มีขุมพลังเป็นซีพียู AMD Ryzen 5 5500U คู่กับกราฟิก AMD Radeon ให้แรมมาที่ 8GB รองรับงานปัจจุบันได้สบาย และ SSD 512GB อัพเกรดเปลี่ยนได้ และรองรับระบบเสียง Hi-Res Audio รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ทั้ง USB 3.2 Type-A, Type-C และมี micoSD Card reader รวมถึง HDMI มาให้ พร้อมความแข็งแรงระดับ Military Grade จึงมั่นใจได้ในการพกพา ใครอยากได้จอใหญ่ รุ่นนี้ตอบโจทย์ได้ดี

จุดเด่น ข้อสังเกต
อัพเกรดได้เยอะ ดีไซน์เรียบง่าย
ราคาค่อนข้างประหยัด

ข้อมูลเพิ่มเติม: MSI


7.Lenovo IdeaPad Slim 5-14ALC05

10 โน๊ตบุ๊คพกพา

โน๊ตบุ๊คที่มาพร้อมการใช้งานที่ครบเครื่องบนบอดี้กระทัดรัด เหมาะกับงานและการใช้ชีวิตในทุกช่วงวัน บนหน้าจอขนาด 14″ และระบบเสียงสุดกระหึ่ม น้ำหนักประมาณ 1.4Kg เท่านั้น กับขุมพลังแรงถึงใจ AMD Ryzen 7 5700U รุ่นใหม่ ทำงานแบบ 8 core/ 16 thread หน้าจอ Full-HD ให้แรมมา 8GB อัพเกรดได้ และ SSD ก็มีให้ถึง 512GB ติดตั้งโปรแกรม เก็บไฟล์เหลือๆ ให้คีย์บอร์ดปุ่มใหญ่ และแสงไฟมาชัดเจน มีจุดสแกนลายนิ้วมือเข้าใช้งาน พอร์ตต่อพ่วงกำลังดี USB 3.1, USB Type-C และ HDMI เสียงแน่นๆ ลำโพงตึ๊บๆ ในราคาประมาณ 23,900 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
บางกระทัดรัดพิเศษ มิติค่อนข้างยาว
ให้ขุมพลังแรงระดับ Ryzen 7

ข้อมูลเพิ่มเติม: Lenovo


8.Huawei MateBook 14

10 โน๊ตบุ๊คพกพา

บางเบา ให้สไตล์ที่เรียบหรูดูดี กับจุดเด่นที่การให้หน้าจอความละเอียดระดับ 2K มาให้ สำหรับการทำงานและความบันเทิง ขอบจอที่บางเป็นพิเศษ เสริมความแข็งแรงภายในด้วยโครงสร้างอะลูมิเนียม น้ำหนักเบาแค่ 1.3Kg ให้ขุมพลัง Intel Core i5 Gen 11 และแรม 16GB โดยมี SSD 512GB ในแบบ M.2 PCIe กล้องเว็บแคมซ่อนไว้ใต้ปุ่ม ดูล้ำสมัย และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ใช้งานได้นาน อีกทั้งชาร์จไฟได้เร็ว เหมาะกับการทำงานในยุคปัจจุบัน ด้วยการชาร์จแค่ 15 นาที ก็ใช้ได้มากกว่า 2 ชั่วโมง และระบบความปลอดภัย ในการสแกนลายนิ้วมือ มีพอร์ตเชื่อมต่อพื้นฐานมาครบครัน สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 34,990 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
สัดส่วนหน้าจอต่อขนาดเครื่อง 90% ดีไซน์เรียบง่าย
ชาร์จไฟได้เร็ว

ข้อมูลเพิ่มเติม: Huawei


9.Microsoft SURFACE GO

10 โน๊ตบุ๊คพกพา

โน๊ตบุ๊คที่มีเอกลักษณ์จาก Microsoft และได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มของไลฟ์สไตล์โน๊ตบุ๊ค ที่มาพร้อมความพรีเมียมสวยงาม เน้นการพกพาเป็นหลัก เพราะมาพร้อมน้ำหนักแค่ 1.1Kg เท่านั้น เบาที่สุดในครั้งนี้ หน้าจอขนาด 12.4″ รองรับการทัชสกรีน เหมาะทั้งการใช้งานทั่วไป นำไปพรีเซนท์งาน หรือนั่งชมภาพยนตร์ชิลๆ อยู่ที่บ้าน ขุมพลัง Intel Core i5 ประหยัดพลังงาน และให้แรมมา 8GB รวมถึง SSD 128GB รองรับการเชื่อมต่อทั้ง WiFi และอุปกรณ์เชื่อมต่ออย่าง USB-C เป็นต้น ราคาประมาณ 26,990 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
แยกตัวเครื่อง คีย์บอร์ดได้ ให้ SSD มาน้อยไปบ้าง
น้ำหนักเบา กระทัดรัด

ข้อมูลเพิ่มเติม: SURFACE


10.ASUS Zenbook 14 UX425EA

10 โน๊ตบุ๊คพกพา

ใครที่ชื่นชอบความพรีเมียม สวยดูสะดุดตา เชื่อว่าต้องถูกใจ Zenbook นี้ กับความบางเบา และมีฟังก์ชั่นลงตัวกับการใช้งานในหลายๆ ด้าน จะนั่งทำงาน ไปร้านกาแฟ หรือพบลูกค้า ก็ดูเข้ากันได้ วัสดุมีความแข็งแรงระดับ Military Grade เพิ่มลูกเล่นด้วยทัชแพดขนาดใหญ่ ที่เป็น NumberPad ในตัว ปุ่มคีย์บอร์ดสวยงาม ตอบสนองดี กดแม่นยำ น้ำหนักแค่ 1.2Kg เท่านั้น ให้พอร์ตมาอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Thunderbolt, USB 3.2 Type-C และ HDMI ขุมพลังจากซีพียู Intel Core i5 Gen 11 ได้แรม 8GB และ SSD 512GB ในราคาประมาณ 28,990 บาท

จุดเด่น ข้อสังเกต
การออกแบบพรีเมียม มีข้อจำกัดในการอัพเกรด
มี NumberPad ในทัชแพด

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS


Conclusion

10 โน๊ตบุ๊คพกพา 2022 Processor RAM SSD Graphic Display Weight Price
1.Lenovo Yoga 6 AMD Ryzen 5 5500U 8GB 512GB Radeon Vega 13.3″ FHD 1.31 28,990
2.ASUS ExpertBook B5 Intel Core i5-1135G7 8GB 512GB Iris Xe Graphic 13.3″ FHD 1.2 27,900
3.HP Pavilion 13 Intel Core i5-1135G7 16GB 512GB Iris Xe Graphic 13.3″ FHD 1.24 23,900
4.Acer Swift SFX14 AMD Ryzen 7 5800H 16GB 512GB GeForce RTX3050 14″ FHD 1.3 33,990
5.Dell Inspiron 5415 AMD Ryzen 7 5700U 8GB 256GB Radeon Vega 14″ FHD 1.44 26,490
6.MSI Modern 14 B5M AMD Ryzen 5 5500U 8GB 512GB Radeon Vega 14″ FHD 1.3 17,990
7.Lenovo IdeaPad Slim 5 AMD Ryzen 7 5700U 8GB 512GB Radeon Vega 14″ FHD 1.39 23,900
8.Huawei MateBook 14 Intel Core i5-1135G7 8GB 512GB Iris Xe Graphic 14″ FHD 1.49 34,990
9.Microsoft SURFACE GO Intel Core i5-1035G1 8GB 128GB UHD Graphics 12.4″
1536×1024
1.1 26,990
10.ASUS Zenbook 14 UX425EA Intel Core i5-1135G7 8GB 512GB Iris Xe Graphic 14″ FHD 1.2 28,990

ทั้งหมดนี้เป็น 10 โน๊ตบุ๊คพกพา ที่มีทั้งน้ำหนักเบา และมิติบาง สำหรับคนที่ต้องนำไปใช้งานนอกสถานที่บ่อย หรือต้องการความสะดวกในการเคลื่อนย้าย ด้วยน้ำหนักในรุ่นที่เบาสุดแค่ 1.1Kg เท่านั้น แต่ก็ให้มิติซึ่งเป็นพื้นที่แสดงผลได้ในระดับ 13.3″-14.0″ เพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน และให้ขุมพลังอย่างซีพียู Intel Core และ AMD Ryzen มาเป็นตัวเลือก โดยส่วนใหญ่เราจะเห็นเป็น Intel Core i5 Gen11 และตัวแรงฝั่ง AMD จะเป็น Ryzen 7 ที่เป็น “U series” แต่ก็จะมีรุ่นที่เป็น “H series” ตัวแรงมาเป็นตัวเลือกด้วยเช่นกัน และจะมีบางรุ่นที่ให้แรมมาถึง 16GB ด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวจบได้เลย แต่ใครที่มองว่าลองใช้ แล้วไปอัพเกรดทีหลัง แนะนำว่าลองสอบถามผู้ขายให้ชัดเจน ว่าทำได้หรือไม่ ส่วนราคาที่ดีที่สุด อยู่ที่ประมาณ 17,900 บาท อย่างไรแล้วก็ฝากเอาไว้ครับ สำหรับคนที่กำลังมองหาโน๊ตบุ๊คในการใช้งานแบบต่างๆ เราจะมีเป็นซีรีส์ออกมาให้ได้ชมกันในช่องทาง Youtube Notebookspec ของเรา อัพเดตกันได้ตลอดเวลา และสามารถค้นหาโน๊ตบุ๊คที่ถูกใจ เช็คราคาได้อย่างรวดเร็วได้ที่ https://notebookspec.com/notebook/search

ติดตามเราใน Live งาน Commart Crazy ในช่วง 7-10 กรกฎาคมนี้ จะพาคุณไปทัวร์ดูโปรโมชั่นในงานกันแบบเต็มอิ่มทุกค่าย

from:https://notebookspec.com/web/656815-10-notebook-2022-30000-light