คลังเก็บป้ายกำกับ: แบ็กอัพ

[VDO Webinar] วิธีการป้องกันสภาพแวดล้อมไฮบริดของคุณโดย Veeam

องค์กรต่างๆ กำลังเริ่มประยุกต์รูปแบบการทำงานแบบไฮบริดคลาวด์เข้ามาใช้ในหน่วยงานของตนมากขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อใช้งานเวิร์กโหลดใหม่ได้นั่นเอง ดังนั้นแนวทางในการสำรองข้อมูลจึงมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นตลอดจนยังมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น อันเนื่องจากสภาพแวดล้อมมีการขยายตัวมากขึ้นรวมถึงความต้องการก็ขยายตามไปด้วย

Veeam Backup & Replication จึงเป็นโซลูชั่นเดียวที่สามารถจัดการกับความซับซ้อนในการป้องกันข้อมูลที่อยู่ในโลกของไฮบริดคลาวด์ ด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยทำให้การป้องกันเป็นไปได้ง่ายและยังสามารถดึงข้อมูลลับมาใช้งานได้อย่างรวดเร็วภายในแพลตฟอร์มเดียว

from:https://www.enterpriseitpro.net/vdo-webinar-veeam-for-hybrid-cloud/

Veeam กำไรเกือบ 40,000 ล้านบาท! โชว์ผลเติบโตต่อเนื่อง 18 ไตรมาส พร้อมขึ้นแท่นผู้นำ

Veeam ได้จัดงานแถลงข่าวให้แก่สื่อมวลชนโดยมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเติบโตของ Veeam ในช่วงปีที่ผ่านมา พร้อมๆ กับการกล่าวถึงงานประจำปีอันยิ่งใหญ่ของพวกเขากับงานที่ชื่อว่า VeeamOn ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 600 คนทั้งคู่ค้าและลูกค้าที่เข้ามาในงาน

โดยในงานแถลงข่าวนี้มีผู้บริหารของ Veeam เข้ามาร่วมพูดคุยหลายท่าน อันประกอบด้วยคุณ เบนิ เซีย รองประธานประจำภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี ของ Veeam, คุณเจษฎา ภาสวรวิทย์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย ของ Veeam และคุณเรย์มอนด์ โกะ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมระบบ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ของ Veeam

เริ่มแรก เบนิ เซีย มาเล่าให้ฟังถึงภาพรวมของ Veeam รวมถึงผลประกอบการในปีที่ผ่านมา โดยชี้แจงให้เห็นว่า ผลประกอบการของ Veeam มีการเติบโตแบบ double-digit ถึง 18 ไตรมาสต่อเนื่อง และมีผลกำไรแบบ ARR จากทั่วโลกอยู่ที่ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 (เงินไทยราวๆ 40,000 ล้านบาท) คิดเป็นร้อยละ 27 โดยไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ซึ่งเป็นไตรมาสที่ 18 ของการเติบโตอย่างต่อเนื่องมีการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 22

ขณะที่การเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น Veeam มีการเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 32 และร้อยละ 27 เฉพาะไตรมาสที่ 2 ปี 2565 โดยมีสัดส่วนลูกค้าใหม่เข้ามาที่ร้อยละ 31 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ซึ่งการเติบโตของภูมิภาคเอเชียแปซิกและญี่ปุ่นนี้กล่าวได้ว่าเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนมีตัวเลขการเติบโตเฉพาะภูมิภาควิ่งแซงหน้าการเติบโตในระดับโลก เขายังบอกต่อด้วยว่า Veeam คืออันดับหนึ่งในแวดวงของการสำรองและบริหารจัดการข้อมูลในเวลานี้ ซึ่งไม่เกินจริงเลยเพราะองค์กรราวๆ 450,000 แห่งที่อยู่ใน 180 ประเทศ ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ Veeam หมดแล้ว ตัวอย่างเช่น Linsay Australia, Mahindra Rise, Granules, EGAT, ธนาคารกสิกรไทย, ESSILOR ฯลฯ

ด้านเจษฎา ภาสวรวิทย์ ได้ให้ข้อมูลว่าในประเทศไทย Veeam เองก็เป็นที่รู้จักและองค์กรต่างๆ ได้เข้ามาใช้งานเป็นจำนวนมาก โดยเขายกตัวอย่างองค์กรใหญ่ๆ ในเมืองไทยที่ใช้ Veeam เช่น ธนาคารกสิกรไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ทิพยประกันภัย และ TRC (จริงๆ แล้วมีอีกมากมายแต่ สามารถเอ่ยนามในระดับโลกได้ประมาณนี้) องค์กรที่ใช้ Veeam นั้น จะเน้นไปที่เรื่องของการจัดเก็บและกู้คืนข้อมูลและจัดการข้อมูล พร้อมย่นระยะเวลาในการทำงานไปได้อย่างมากมาย

เจษฎา ภาสวรวิทย์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย ของ Veeam

 

ตัวอย่างเช่น ธนาคารกสิกรไทยสามารถลดระยะเวลาในการสำรองข้อมูลได้ถึง 900 ชั่วโมง และลดต้นทุนด้านไอทีมากกว่า 2.5 ล้านบาท หรืออย่างบริษัท ทิพยประกันภัย สามารถลดระยะเวลาในการสำรองข้อมูลจำนวนมากกว่า 300 TB ได้ถึง 50% แม้แต่ กฟผ. สามารถกู้ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้นถึง 12 เท่า จากระยะเวลา 1 ชั่วโมงเหลือแค่ 5 นาที รวมทั้งช่วยให้ TRC สามารถลดลระยะเวลาในการค้นหาและกู้ข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น 10 เท่า พร้อมลดต้นทุนในการบริหารจัดการ DR Site ได้ถึง 50%

และสำหรับงาน VeeamOn ที่จัดขึ้นนั้นก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงพันธะสัญญาไม่ว่าจะเป็นทั้งวิสัยทัศน์, เทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจดประสิทธิภาพของ Veeam ที่จะช่วยให้ลูกค้าในเมืองไทยเชื่อมั่นถึงโซลูชั่นของ Veeam ได้นั่นเอง

ด้าน เรย์มอนด์ โกะ ได้ออกมาโฟกัสถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่น่าสนใของ Veeam เขาเล่าให้ฟังว่า Veeam เป็นเทคโนโลยีที่มีความสามารถในการแบ็กอัพในแง่ของเวอร์ชวลที่ยอดเยี่ยม และไม่แค่นั้นพวกเขากำลังขยายระบบแบ็กอัพและการป้องกันไปยังส่วนอื่นๆ ทั้งไฮบริดคลาวด์, ออน-พรีมีส ตลอดจนแอปพลิเคชั่นที่รันบนคลาวด์ (SaaS) ซึ่ง Veeam ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกเช่น AWS, Azure ทำให้ผู้ใช้อุ่นใจได้

เรย์มอนด์ โกะ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมระบบ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ของ Veeam

เรย์มอนด์ บอกต่อไปว่า ในปี 2565 ส่วนของครึ่งปีแรก จะเปิดตัว Veeam Backup for Microsoft 365 v6, Veeam Backup for Salesforce, และ Veeam Backup for AWS v5, Azure v4, GCP v3 ก่อน จากนั้นช่วงครึ่งปีหลังจะเปิดตัว Veeam Backup & Replication and Suite v12 ซึ่งเป็นโซลูชั่นเรือธงของบริษัท โดยในส่วนของตัว V12 จะมีความสามารถที่เพิ่มเข้ามาอีกมากมายโดยเช่น ระบบการป้องกันแบบ DRaas, Object Storage, Kasten K10 integration และ Modern Mobility

ในช่วงตอบคำถามนั้นทาง Enterprise ITPro ได้สอบถามถึงเรื่องของปัจจัยทีทำให้การเติบโตของตลาดแบ็กอัพในวงการตลอดจนการเติบโตของ Veeam ว่ามีเหตุหรือปัจจัยอย่างไรบ้าง? เรย์มอนด์บอกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเป็นปัจจัยก็คือการเกิด “Disruptive” โดยแบ่งเป็นทั้ง Positive Disruptive อันประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของเทคโนโลยีเช่น การใช้งานคลาวด์ที่มีมากขึ้น การใช้งานเทคโนโลยีอย่างพวก Container และ Microservices และอื่นๆ จัดเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ทำให้ตลาดการบริหารจัดการข้อมูลเติบโตไปตามกลไก ส่วนประเด็นที่สองที่เขาบอกว่าเป็น Negative Disruptive ก็อย่างเช่น การเกิดภัยทางด้านไซเบอร์ หรือ Cyber Attacked ไม่ว่าจะเป็นพวก Ransomware หรือมัลแวร์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเชิงลบที่ทำให้องค์กรจำเป็นต้องหาโซลูชั่นมาคอยดูแลและปกป้องข้อมูล ซึ่งลำพังเพียงแค่โซลูชั่นด้านการป้องกันมัลแวร์มันไม่เพียงพอแล้ว

Veeam ขึ้นแท่น No.1 .ใน Magic Quadrant ของ Gartner

เราต่อกันด้วยเรื่องเทคโนโลยี AI ที่กำลังเป็นประเด็นยอดฮิตในปัจจุบัน ซึ่ง Veeam มองว่า AI เป็นเรื่องที่ถามกันมาเยอะมาก เทคโนโลยีของ Veeam สามารถจัดการงานได้อย่างอัตโนมัติในแง่ของการแบ็กอัพและสำรองข้อมูล โดยตรวจสอบได้ทั้งในเชิงพฤติกรรมการทำงาน หากมีการกระทำแบบนี้ จะต้องอย่างไร? หากมีการกระทำแบบนั้นจะต้องทำอย่างไร? อันนี้ถือเป็นความอัจฉริยะของ Veeam และจะถือว่าเป็น AI ก็ว่าได้

เราถามถึงความสัมพันธ์ของ Local Cloud Provider ในเมืองไทยกันบ้างว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร คุณเจษฎา เข้ามาตอบคำถามนี้และบอกว่าผู้ให้บริการคลาวด์ในเมืองไทยส่วนใหญ่ใช้ Veeam ให้บริการแก่ลูกค้าอยู่แล้ว ดังนั้นความสัมพันธ์อยู่ในขั้นที่ดีมากและยังทำงานกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าได้โซลูชั่นที่ดีที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการแบ็กอัพไปใช้งานกันได้อย่างเชื่อมั่น!

from:https://www.enterpriseitpro.net/veeam-go-to-no-1-the-backup-and-data-protection/

ดาวน์โหลดฟรี! Whitpaper “12 เหตุผล ที่ทำให้ Veeam เป็นแบ็คอัพที่ดีที่สุดสำหรับ VMware” (ภาษาไทย)

เวอร์ช่วลไลเซชั่นกลายเป็นมาตรฐานไปแล้วในดาต้าเซ็นเตอร์ปัจจุบัน โดยมี VMware เป็นตัวผลักดันความก้าวหน้านี้ในองค์กรส่วนใหญ่ ทุกวันนี้เกือบทุกอย่างถูกทำเป็นเวอร์ช่วลกันหมด ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เซิร์ฟเวอร์ ไปจนถึงแอพพลิเคชั่นและฐานข้อมูลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจระดับโลก ดังนั้นการสำรองระบบ VMware จึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาเวลาวางยุทธศาสตร์ปกป้องข้อมูล

รายงานฉบับนี้จึงออกมาอธิบายถึงแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ในหัวข้อที่ชื่อว่า “12 เหตุผลที่ทำให้ Veeam เป็นโซลูชั่นแบ็คอัพที่ดีที่สุดสำหรับ VMware” โดยจัดทำเป็นภาษาไทยทั้งฉบับ อ่านง่าย เข้าใจง่าย และดาวน์โหลดได้ฟรี!!

คลิกลงทะเบียนดาวน์โหลดฟรี!!

from:https://www.enterpriseitpro.net/12-reasons-veeam-is-the-best-for-backup-vmware/

Cohesity กับ AWS จับมือกันพัฒนาบริการจัดการข้อมูลผ่านคลาวด์ใหม่

สมัยนี้ทุกอย่างในโลกไอทีต่างถูกนำมาให้บริการผ่านคลาวด์ในรูป as-a-service กันทั้งสิ้น จากความก้าวหน้าด้านเครือข่าย เริ่มตั้งแต่ชิปต่างๆ ไปจนถึงกลไกที่ทำงานเบื้องหลังเซิร์ฟเวอร์ ที่สามารถเคลื่อนย้ายข้อมูลมหาศาลไปมาได้ในเวลาอันสั้น

นี่จึงเป็นสาเหตุที่เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทาง Cohesity ประกาศจัดตั้งโครงการร่วมมือกับทาง Amazon Web Services (AWS) เพื่อนำบริการจัดการข้อมูลผ่านคลาวด์หรือ Data Management as a Service (DMaaS) ยุคใหม่ออกสู่ตลาด

ซึ่งแพ็กเกจ DMaaS นี้ถูกออกแบบมาสำหรับลูกค้าระดับองค์กร หรือผู้มีระบบขนาดกลางสำหรับใช้เป็นตัวสำรองข้อมูล รักษาความปลอดภัย บริหารจัดการ รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้จะจัดการผ่านระบบของ Cohesity ที่โฮสต์บน AWS

ค่าบริการของ Cohesity จะครอบคลุมทุกอย่าง ทาง AWS จะไม่คิดค่าบริการในการนำข้อมูลเข้าออกเพิ่มเติม โดยทาง Cohesity ใช้โมเดลราคาอิงตามปริมาณการใช้งานจริง ระบบใหม่นี้จะช่วยลดความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และปัญหาการแยกส่วนการเก็บข้อมูลขององค์กรเองได้เป็นอย่างดี

ที่มา : eWeek

from:https://www.enterpriseitpro.net/cohesity-aws-dmaas/

ค่าใช้จ่ายแฝงที่พึงระวัง! เมื่อองค์กรต้องซื้อ Backup Solution

หลายบริษัทเลือกที่จะซื้อซอฟท์แวร์แบ็คอัพข้อมูล เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากพื้นที่จัดเก็บของฮาร์ดแวร์ที่ใช้อยู่ในออฟฟิศ แต่รู้หรือไม่ว่า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาจากการซื้อซอฟท์แวร์เหล่านี้คือ ค่าไลเซนส์ในการใช้งานซอฟท์แวร์อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่อาจทำให้งบบานปลายจากที่ตั้งไว้ได้เลยทีเดียว

ในการซื้อซอฟท์แวร์แบ็คอัพข้อมูลแต่ละครั้ง แอดมินไอทีจำเป็นจะต้องมีงบที่ใช้ในการจ่ายค่าดูแลระบบและค่าธรรมเนียมในแต่ละเดือนเพื่อให้ซอฟท์แวร์นั้น ๆ อัพเดตตลอดเวลา ซึ่งในการซื้อ VM Backup หนึ่งครั้ง มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอะไรบ้างที่หลายคนอาจมองข้ามไป

ค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่เมื่อซื้อซอฟท์แวร์

ในการซื้อซอฟท์แวร์แบ็คอัพข้อมูลแต่ละครั้ง แอดมินไอทีจำเป็นจะต้องมีงบที่ใช้ในการจ่ายค่าดูแลระบบและค่าธรรมเนียมในแต่ละเดือนเพื่อให้ซอฟท์แวร์นั้น ๆ อัพเดตตลอดเวลา ซึ่งในการซื้อ VM Backup หนึ่งครั้ง มีค่าใช้จ่ายแอบแฝงอะไรบ้างที่หลายคนอาจมองข้ามไป

1. ค่าไลเซนส์และการดูแลระบบ

ผู้ให้บริการ VM backup จะมีวิธีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่หลากหลาย เช่น การคำนวนตามสล็อตของซีพียู หรือ ตามระบบโฮสต์ VM โดยราคาจะแตกต่างตามการตั้งค่าของผู้ใช้งาน ซึ่งบางครั้งการคำนวนจากโฮสต์อาจถูกกว่าการคำนวนตามสล็อต ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ใช้งานเลือกใช้เซิร์ฟเวอร์ VMware 2 สล็อตในราคา 500 เหรียญสหรัฐต่อสล็อต ราคาจะสูงกว่าการเลือกซื้อโฮสต์มูลค่า 800 เหรียญสหรัฐเพียงอันเดียว นอกจากนี้ ผู้ใช้งานควรตรวจดูค่าใช้จ่ายให้ละเอียดถี่ถ้วนเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการคิดค่าบริการแฝงอื่น ๆ เมื่อเปรียบเทียบราคาของผู้ให้บริการ

ตารางข้างล่างนี้แสดงถึงโมเดลค่าไลเซนส์สำหรับการซื้อแต่ละชนิด

นอกจากค่าบริการในส่วนของไลเซนส์แล้ว ผู้ใช้งานควรคำนึงถึงค่าบำรุงรักษาระบบเพื่อให้ซอฟท์แวร์และแพทช์มีการอัพเดตสม่ำเสมอ รวมไปถึงการซัพพอร์ตทางเทคนิคอื่น ๆ ซึ่งค่าบำรุงรักษาระบบสำหรับรายปีนั้น มีราคาสูงถึง 22% – 27% ของค่าไลเซนส์ตลอดอายุการใช้งานเลยทีเดียว

อีกหนึ่งกราฟด้านล่างแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบราคาบริการทั้งหมดของซอฟท์แวร์แบ็คอัพตลอดสามปี ซึ่งแทบไม่แตกต่างไปจากค่าไลเซนส์ทั้งปีและตลอดอายุการใช้งาน หลังจากที่รวมค่าบำรุงรักษาระบบเข้าด้วยแล้ว

2. ค่าการจัดการอื่น ๆ

เมื่อพูดถึงการจัดการกับระบบซอฟท์แวร์ ด้วยเหตุผลที่ว่าระบบซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์นั้นมาจาก 2 บริษัทที่ต่างกัน จึงทำให้ระบบซัพพอร์ตทางเทคนิคต่าง ๆ แตกต่างกันออกไปด้วย ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาขัดข้องขึ้น ผู้ใช้งานจะต้องค้นหาสาเหตุที่เกิดขึ้น โดยติดต่อทั้งผู้ให้บริการซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์แยกกัน

หากบางบริษัทที่ไม่มีทีมไอทีที่ชำนาญการ ก็อาจจะต้องมองหาผู้ให้บริการเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขข้อมูลปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณเหนื่อยเปล่าและเสียเวลาในตอนสุดท้าย

3. ค่าบริการการจัดเก็บข้อมูล

สิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยคือราคาฮาร์ดแวร์ที่หลายคนมองข้าม หลายบริษัทนั้นมีงบประมาณที่จำกัด ทำให้บริษัทเหล่านี้เลือกใช้บริการระบบซอฟท์แวร์สำรองข้อมูลที่เป็นแบบฟรีเมียม แต่ของฟรีไม่มีในโลก และระบบซอฟท์แวร์ฟรีเมียมส่วนมากจะอนุญาตให้เข้าถึงการใช้งานฟีเจอร์ที่จำกัด ซึ่งข้อเสียคือ ซอฟท์แวร์ฟรีเมี่ยมจะแบ็คอัพข้อมูลในรูปแบบ Full Backup ทุกครั้ง ซึ่งทำให้เปลืองพื้นที่จัดเก็บโดยใช่เหตุ

ตารางเปรียบเทียบรูปแบบการแบ็คอัพระหว่างซอฟท์แวร์ฟรีเมี่ยมกับซอฟท์แวร์ของซินโนโลยีด้านบน คือการจำลองสถานการณ์เมื่อต้องแบ็คอัพข้อมูลต่อเนื่องเป็นเวลา 7 วัน ด้วยข้อมูลที่มีความจุ 1 TB โดยมีอัตราเปลี่ยนแปลงของข้อมูลเฉลี่ยอยู่ที่ 5% คุณจะพบว่า การแบ็คอัพข้อมูลแบบ Incremental Backup ของซินโนโลยีสามารถประหยัดพื้นที่จัดเก็บได้ถึง 80% ในขณะเดียวกัน การแบ็คอัพข้อมูลแบบ Full Backup ของซอฟท์แวร์ฟรีเมี่ยม ทำให้สูญเสียพื้นที่จัดเก็บข้อมูลถึง 6 เท่า ซึ่งนอกจากค่าซอฟท์แวร์แล้ว ค่าใช้จ่ายที่ควรคำนึงถึงด้วยคือ ค่าฮาร์ดไดร์ฟ และฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการแบ็คอัพข้อมูลที่มีความซับซ้อนและในปริมาณที่มากขึ้น

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/hidden-cost-when-you-buy-backup-solution/

[รีวิว] ครบเครื่องเรื่อง NAS ด้วยผลิตภัณฑ์ Synology DS1618+

คราวที่แล้วเราได้เคยรีวิวผลิตภัณฑ์ NAS จากค่าย Synology ในรุ่น DiskStation DS1817+ ต้องบอกว่าประทับใจกับความสามารถในการทำงานและการเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสะดวก สำหรับรุ่นดังกล่าวเป็นรุ่นแบบ 8-bay NAS แต่ในครั้งนี้ทาง Synology ได้ส่งผลิตภัณฑ์มาให้เราได้ทดสอบกันอีกครั้งครั้งนี้เป็นรุ่น DiskStation DS1618+ ถือว่าเป็นรุ่นน้องเพราะมี 6 สล็อต (6-bay NAS) แต่ผลิตในปี 2018 นี้ (ล่าสุดก็มีการประกาศแถลงข่าวการลงทุนกับ NAS ในไทยอย่างต่อเนื่องไปเมื่อเร็วๆ นี้ด้วย)

คุณลักษณะภายนอก

เจ้า DS1618+ มีลักษณะบอดี้เป็นสีดำมีขนาดประมาณ 166x282x243 mm มีช่องสำหรับใส่ฮาร์ดดิสก์จำนวน 6 ช่อง (หรือเรียกว่า 6-Bay) ขับเคลื่อนด้วยซีพียูแบบ Quad core มาพร้อมกับการซัพพอร์ต AES-NI พร้อมกับคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้

– รองรับกับดิสก์ SATA ทั้งแบบ 3.5 และ 2.5 นิ้ว
– มีพอร์ต LAN ขนาด 1GbE จำนวน 4 พอร์ต (รองรับพอร์ต 10GbE๗
– นำหนักประมาณ 5.05 กิโลกรัม
– มีระบบป้องกันข้อมูล Btrfs

ด้านหน้าของ DS1618+ จะเป็นช่องสำหรับเสียบดิสก์ไปตรงๆ และมีกุญแจให้ล็อก มีปุ่มเปิดเครื่องอยู่ด้านบนและไฟ LED แสดงสถานะการทำงานของพอร์ต LAN ต่างๆ รวมถึงการแจ้งเตือนด้วย นอกจากนี้ มุมล่างขวามือของตัวเครื่องจะมีพอร์ต USB 3.0 ให้ เผื่อคุณต้องการเอาไปเชื่อมต่อกับสตอเรจตัวอื่น หรือเอาไว้ต่อกับเครือ่งพิมพ์เพื่อแชร์การใช้งานในวงเน็ตเวิร์กก็ได้เช่นกัน

ส่วนด้านหลังดูแล้วมีอะไรมากมายหลายสิ่ง ที่เห็นชัดเจนใหญ่ๆ ก็คือพัดลมระบายความร้อนสองตัว, เต้าเสียบไฟ, พอร์ต LAN แบบ 1GbE 4 พอร์ต, พอร์ต USB 3.0 อีกสองพอร์ต ยังมี eSATA อีก 2 พอร์ตด้วย รวมถึงปุ่ม Reset ค่าที่อยู่ใกล้ๆ กัน

การติดตั้งและเซตอัพ

วิธีการติดตั้งและคอนฟิกค่านั้น ทำได้ไม่ยากนัก เราได้ต่อฮาร์ดดิส์กเข้าภายในเครื่อง จากนั้นต่อสาย LAN เชื่อมระหว่างเราท์เตอร์หลัก และตัว DS1618+ และเปิดเครื่อง (รอสักพัก จนไฟสถานะการทำงานติด ประมาณ 1-2 นาที) จากนั้นให้คุณเปิดบราวเซอร์ขึ้นมาและใส่ URL ที่ชื่อว่า http://find.synology.com หรือ http://diskstation:5000 นี้ลงไป และทำการกดปุ่มเชื่อมต่อ (ปัจจุบัน Synology ได้ปรับปรุงภาษาให้รองรับภาษาไทยแล้ว) เพื่อเข้าสู่โหมดการติดตั้งตัวแอพฯ DiskStation Manager (DSM) ต่อไป

เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยก็มาถึงการตั้งค่าแอดมินฯ ก็ประกอบด้วยชื่อเครื่อง, ยูสเซอร์เนม, พาสส์เวิร์ด

ถัดมาระบบจะให้สร้างตัว QuickConnect ID ซึ่งเจ้า QuickConnect นี้ก็ คือฟีเจอร์ที่ออกแบบให้คุณสามารถที่จะเข้าถึง DiskStation จากนอกบ้าน หรือนอกสำนักงานได้โดยง่าย

การใช้แอพพลิเคชัน

เราได้ทำการเข้าใช้งาน DS1618+ ผ่านทาง URL QuickConnect ที่เราได้รับมา เมื่อเข้ามาก็จะพบว่ามีหน้าตาคล้ายๆ กับ desktop ของเครื่องพีซีทั่วไป และจะมีหน้าป๊อบอัพแสดงคำอธิบายวิธีใช้งานเบื้องต้นให้ได้ทราบ ในเมนูที่มีมาให้เป็นไอคอนด้านซ้ายมือ ประกอบด้วย

– Package Center โดยในนี้จะมีแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่คุณสามารถเลือกติดตั้งได้ตามที่ต้องการ แบ่งเป็นหมวดหมู่ เช่น Backup, Multimedia, Business, Security, Utilities และอื่นๆ

– แผงควบคุม ในเมนูนี้จะประกอบด้วยส่วนงานต่างๆ เช่น การแชร์ไฟล์, การเชื่อมต่อ, สถานะของระบบ, แอพพลิเคชั่นต่างๆ

– File Station ในส่วนนี้ จะเป็นส่วนที่เก็บข้อมูล โดยเราสามารถสร้างโฟลเดอร์เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ไว้ในนี้ได้สบาย ก็แค่ลากแล้วก็วาง แถมยังสามารถแชร์ไฟล์ให้กับเพื่อนๆ ได้อีกด้วย (ทำงานคล้ายๆ กับเว็บฝากไฟล์ต่างๆ เช่นพวก temp, wetransfer เป็นต้น)

– วิธีใช้ เป็นเมนูสำหรับแนะนำการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ DSM เป็นต้น

จุดเด่นที่น่าสนใจ

DS1618+ มาพร้อมกับจุดเด่นที่น่าสนใจก็คือแอพพลิเคชั่นที่ให้เลือกหลากหลาย โดยผ่านทางตัว Package Center มีแอพพลิเคชันที่มาพร้อมกับตัวเครื่องให้คุณใช้งานได้อย่างไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงแอพพลิเคชั่นบางอย่างเป็นรุ่นทดลองใช้ก็ให้เราเลือกใช้ได้ เราได้ทำการติดตั้งแอพพลิเคชั่นๆ ต่างลง NAS ไป เช่น Antivirus Essential เพื่อช่วยในการสแกนไฟล์ที่เรานำไปฝากไว้บน NAS, แอพพลิเคชั่น VDO Station เป็นแอพฯ ที่ช่วยให้เรานำ VDO ที่เราอัพไปไว้บน NAS ใหรือไฟล์ภาพยนตร์ต่างๆ อัพขึ้น หรือ


แต่ที่น่าจะเป็นไฮไลท์จริงๆ สำหรับองค์กรก็คือตัว Active Backup For Business ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้ NAS DS1618+ กลายเป็นอุปกรณ์ในการแบ็กอัพสำหรับองค์กรได้อย่างสบายๆ โดยมันสามารถที่จะแบ็กอัพข้อมูลต่างๆ ได้ทั้งเครื่องพีซี, เครื่องฟิสิคอลเซิร์ฟเวอร์, เครื่องเวอร์ชวลแมนชชีน, หรือไฟล์เซิร์ฟเวอร์ก้ได้ และสามารถที่จะแบ็กอัพตามประเภทที่คุณต้องการ หรือกำหนดเวลาที่ต้องการได้

ในการแบ็กอัพเครื่องต่างๆ นั้น คุณจำเป็นต้องดาวโหลดตัวติดตั้ง หรือเอเจนต์ ลงไปยังเครื่องที่ต้องการแบ็กอัพก่อน ซึ่งไฟล์ติดตั้งเป็นตัว Installer แบบ .MSI ทำให้คุณสามารถดีพลอยมันลงใน AD ได้ ช่วยประหยัดเวลาในการติดตั้งเอเจนต์ไปได้อย่างรวดเร็ว

บทสรุป

จากการใช้งาน Synology DS1618+ เรารู้สึกประทับใจกับความสามารถและประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องเป็นอย่างมาก เริ่มตั้งแต่การติดตั้งที่ง่าย รวมถึง DSM เวอร์ชันใหม่ก็รองรับภาษาไทยเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งการใช้เวลาในการอัพโหลดไฟล์ก็รวดเร็ว นอกจากนั้นแล้วแอพพลิเคชั่นที่มาให้ก็มีมากมายและเหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย รวมถึงไฮไลท์อย่างแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Active Backup For Business ทำให้องค์กรสามารถสร้างระบบแบ็กอัพที่ยอดเยี่ยมไว้ภายในบริษัทได้อย่างสบายๆ

สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้ที่ https://www.synology.com
สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Synology Replacement Service (SRS)
ได้ที่ https://srs.synology.com/en-global/track

เกี่ยวกับซินโนโลยี (Synology)
Synology สร้างอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย โซลูชั่น IP Surveillance และอุปกรณ์เครือข่ายที่ปฏิวัติการเก็บข้อมูล Surveillance และการจัดการเครือข่ายในระบบคลาวด์ Synology นำเทคโนโลยีล่าสุดมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และตั้งใจที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานรวบรวม จัดเก็บข้อมูล แบ็คอัพข้อมูล แชร์ไฟล์ได้อย่างง่ายดาย ใช้งานโซลูชัน Surveillance อย่างมืออาชีพ และสามารถจัดการเครือข่ายที่เชื่อถือได้ในราคาย่อมเยา Synology มุ่งมั่นที่จะมอบสินค้าที่มีฟีเจอร์ที่รองรับกับความต้องการในอนาคตและการบริการลูกค้าที่ดีที่สุด

from:https://www.enterpriseitpro.net/review-nas-synology-ds1618/

ตลาด Backup Solution เนื้อหอม !! Unitrends เดินเกมในไทย ตั้งเป้าโต 15%

ยูนิเทรนด์ ผู้ผลิตโซลูชั่นทางด้านการสำรองข้อมูล (Backup) และการสำเนาข้อมูล (Disaster Recovery/DR) ระดับโลกภายใต้แบรนด์ Unitrends โดยได้ร่วมมือกับบริษัท ประสานกร จำกัด เพื่อนำเทคโนโลยี, ผลิตภัณฑ์และการบริการเพื่อนำเสนอทางเลือกใหม่ด้านระบบ ดาต้าเซ็นเตอร์ แบ็กอัพ (Data Center Backup) ให้องค์กรในประเทศไทย พร้อมเปิดตัวสองผลิตภัณฑ์ในการบริหารจัดการแบ็กอัพข้อมูล ประกอบด้วย Unitrends Recovery-Series และ Unitrends Enterprise Backup เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายธุรกิจต่างๆ ในเมืองไทย

Mr. Dean Saunders จาก Unitrends กล่าวว่า ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีทางด้านการทำ Backup และ Disaster Recovery หลายๆ คนก็คงทราบพื้นฐานเรื่องเหล่านั้นกันดีอยู่แล้ว เพราะ Backup และ DR นั้นก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่อยู่คู่กับวงการ Enterprise IT มาช้านาน ซึ่งผลิตภัณฑ์ Unitrends นั้นออกมาตอบโจทย์เรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง โดยมันมีความสามารถที่แตกต่างจากซอฟท์แวร์แบ็คอัพตัวอื่นๆ อย่างเช่น เป็นระบบแบบ All-in-one ที่มีทั้ง Integrated Backup, Replication, Deduplication, Archive และ Instant Recovery ในโซลูชั่นเดียว ทำให้สามารถทำการสำรองข้อมูลได้อย่างครบวงจร และมีฟีเจอร์อย่างเช่น Heterogeneous Protection ที่รองรับการแบ็คอัพทั้งสำหรับระบบที่เป็น Virtual และ Physical ซึ่งรวมถึงระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์รวมทั้งสิ้นมากกว่า 220 เวอร์ชั่น อีกทั้งยังรวมถึงการสำรองข้อมูลร่วมกับระบบสตอเรจที่ใช้งานภายในองค์กรอีกด้วย

นายศาสะณัฏฐ์ ตันติรุจิรากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประสานกร จำกัด กล่าวว่า วันนี้การเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิตอลได้ส่งผลกระทบต่อองค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของปริมาณข้อมูล และการจัดการงานปริมาณมากที่เทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรต้องจัดการ สำหรับบริษัทของเราเป็นผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับระบบเน็ตเวิร์ก, ระบบกล้องวงจรปิด, ระบบสตอเรจสำหรับระบบเวอร์ชวล, ระบบแบ็กอัพโซลูชั่น เพื่อองค์ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งการที่เราได้นำเอาโซลูชั่นการสำรองข้อมูลจากยูนิเทรนด์เข้ามาจัดจำหน่าย ถือว่าเป็นมิติใหม่ที่ช่วยออกมาตอบโจทย์ความต้องการในการบริหารจัดการและสำรองข้อมูลในยุคปัจจุบัน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่องค์กรที่ไม่อยากยึดติดกับระบบเดิมๆ จึงได้ร่วมมือกับทาง ยูนิเทรนด์ โดยจะเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ UNITRENDS แต่เพียงผู้เดียว

Dean Saunders |Director of Sales APAC | Unitrends

โซลูชั่นที่ทางเราได้นำเข้ามาประกอบด้วยรุ่น Unitrends Recovery-Series ซึ่งจะเป็นแอพพลายแอนซ์ (Appliance) ที่มีครบทุกความสามารถภายในอุปกรณ์เดียว และรุ่น Unitrends Enterprise Backup เป็นเวอร์ชวล แอพพลายแอนซ์ (Virtual Appliance) ที่รองรับการทำงานได้ครบทุกความสามารถและรองรับการติดตั้งได้บนหลายแพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งบน Linux (RHEL, CentOS), VMware, Hyper-V หรือแม้แต่ Citrix ก็ตาม อีกทั้งยังมีให้เลือกใช้ได้หลายรุ่น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้งาน

 

“ปัจจุบันทางเรากำลังดำเนินการให้บริการลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มธุรกิจด้านอุตสาหกรรม, กลุ่มสถาบันการเงิน, หน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษา และอื่นอีกมากมาย โดยในปี 2018 นี้เราวางแผนที่จะดำเนินการตลาดเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพาร์ทเนอร์และการดำเนินการให้ความรู้และความเข้าใจแก่ผู้ใช้ผ่านทางช่องทางการสื่อสารต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะทำให้เราเติบโตขึ้นในปีนี้ประมาณ 15%” นายศาสะณัฏฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

ท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Unitrends สามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.facebook.com/unitrendsthailand/

from:https://www.enterpriseitpro.net/backup-solution-unitrends/

Unitrends ผู้พัฒนาระบบ Backup Recovery ร่วมงาน Infra & Cloud 2018

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท ประสานกร จำกัด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ Unitrends ได้ร่วมออกบูธในงาน Infra & Cloud Thailand Summit 2018 ที่จัดขึ้นโดยทางนิตยสาร Enterprise ITPro และ Eworld เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ โรงแรมอโนมา กรุงเทพฯ เพื่ออัพเดตเทคโนโลยีด้านระบบอินฟราสตรัคเจอร์และคลาวด์ แก่องค์กรต่างๆ ซึ่งในครั้งนี้ทางประสานกร และ Unitrends ได้รับเชิญเข้าร่วมงานและออกบูธแสดงเทคโนโลยี ตลอดจนให้ความรู้เกี่ยวกับระบบแบ็กอัพ และกู้คืนข้อมูลแก่ผู้สนใจ ในการนี้ได้รับเกียรติจากทาง คุณศาสะณัฏฐ์ ตันติรุจิรากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประสานกร จำกัด นำเอาโซลูชั่นต่างๆ มานำเสนอ โดยได้รับความสนใจเป็นอย่างดี

สำหรับ Unitrends เป็นผู้พัฒนาโซลูชั่น Backup Recovery ที่สามารถทำงานได้บนทุกระบบ IT ขององค์กรและได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย โซลูชั่นของ Unitrends รองรับการใช้งานได้ทั้งบน Virtual, Physical และ Cloud ทำให้องค์กรทั่วโลกสามารถทำการปกป้องข้อมูลได้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการ

ทั้งนี้เพื่อให้ตอบโจทย์ต้องความต้องการของ Data Center ระดับองค์กรในปัจจุบัน Unitrends จึงได้นำเสนอเทคโนโลยีในการปกป้องข้อมูลแบบ End-to-end และการกู้คืนข้อมูลอย่างรวดเร็วแบบ Instant Recovery สำหรับทั้งระบบที่เป็น Virtual และ Physical รวมถึงการทดสอบการทำ Disaster Recovery ด้วยเทคโนโลยี Virtualization โดยอัตโนมัติ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ Unitrends

from:https://www.enterpriseitpro.net/unitrends-infra-cloud-summit/

บทสรุป (สั้น) 5 ผลิตภัณฑ์ด้าน Backup & Recovery ที่น่าสนใจสำหรับองค์กร

จากรีวิวเกี่ยวกับซอฟต์แวร์สำหรับแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูลของผู้ใช้จริงทั้งหลายที่เว็บ IT Central Station นั้น มีอยู่ 5 ผลิตภัณฑ์ที่อยู่อันดับท็อปที่น่าสนใจ เรามาดูคำติชมจากเหล่าผู้ใช้ระดับมืออาชีพเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของแต่ละผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้

Veeam Backup ด้วยการเชื่อมต่อระหว่างเซิร์ฟเวอร์ของ Veeam กับเซิร์ฟเวอร์ทางกายภาพ และการทำพร็อกซี่บนแต่ละโฮสต์ ทำให้สามารถยกระดับประสิทธิภาพการแบ๊กอัพข้อมูลผ่าน SAN ได้เป็นอย่างดี ให้ความเร็วสูงมาก สามารถสำรองข้อมูลได้เสร็จเพียงชั่วข้ามคืน ไม่รบกวนเวลาทำงานเลย แต่การตรวจสอบพื้นที่ว่างบนเซิร์ฟเวอร์ WAN Acceleration ค่อนข้างยาก โดยเฉพาะถ้าคุณมีแหล่งข้อมูลอยู่หลายตำแหน่งที่ตั้ง

อ่านข่าว : Disaster Recovery บนคลาวด์ : ทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับ Data Center

HPE Data Protector กลไกการทำงานที่สามารถกู้คืนข้อมูลที่เลือกได้ละเอียดมากนี้มีประโยชน์อย่างมาก ผู้ใช้รายหนึ่งกล่าวว่าได้รับคำร้องขอให้กู้ข้อมูลแต่ละวันนับสิบรายการ ที่ต้องกู้เฉพาะไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ผู้ใช้ต้องการ โดยเฉพาะการกู้คืนเมล์บ็อกซ์ของ Exchange ผลิตภัณฑ์นี้ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีเสียงรีวิวที่อยากได้พื้นที่จัดเก็บที่มากขึ้น หรือมีฟังก์ชั่นบีบอัดข้อมูลและกำจัดข้อมูลซ้ำเพื่อช่วยประหยัดพื้นที่จัดเก็บให้ได้มากกว่านี้

Asigra ให้โซลูชั่นในการปกป้องข้อมูลสำหรับเวอร์ช่วลแมชชีนที่หลากหลายมาก โดยเฉพาะการสำรองจากคลาวด์ไปคลาวด์ ไม่ว่าจะเป็น Office 365, Google, หรือ Amazon แต่ต้องทำความเข้าใจโครงสร้างราคาของตัว Asigra ให้ดี เพราะค่อนข้างซับซ้อนเข้าใจยาก

Altaro VM Backup ให้ทั้งความเรียบง่ายและความเสถียร แม้จะยากในช่วงขั้นตอนการลงทะเบียนผลิตภัณฑ์ แต่หลังจากนั้นทุกอย่างทำงานได้อย่างราบรื่นมาก สามารถสร้างแบ๊กอัพของ VM จากเครื่องที่ใช้งานอยู่ได้โดยไม่มีปัญหา การกู้คืนข้อมูลก็ทำได้รวดเร็ว แต่ก็เจอปัญหาในการกู้คืนข้อมูลอีเมล์ในฐานข้อมูล Exchange ที่ไม่สามารถเลือกไอเท็มหรือเมล์บ็อกซ์ที่ต้องการได้โดยตรง ไม่ใช่แค่กู้ไฟล์ PST

Commvault มีฟีเจอรที่โดดเด่นที่สุดในการสำรองข้อมูลผ่านเส้น Fiber Channel ที่เชื่อมต่อกับ SAN ซึ่งเป็นเส้นที่ติดตั้งสำหรับแบ๊กอัพข้อมูลโดยเฉพาะ ไม่เจอผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้งเครือข่ายและผู้ใช้ การสำรองข้อมูลก็เร็วมาก เสร็จเพียงชั่วข้ามคืนแทนที่จะใช้เวลาเป็นวันๆ แบบเดิม แต่การกู้คืนทั้งอุปกรณ์ดูจะยุ่งยากและไม่สะดวกเท่าที่ควร

ที่มา : http://www.networkcomputing.com/data-centers/backup-and-recovery-software-it-pros-weigh/1919771494

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6614

แบ็กอัพ SAP HANA แบบอัตโนมัติ โดยใช้สแนปช็อตบน Pure Storage

การสำรองระบบ SAP HANA ถือเป็นงานรากเลือดพอสมควรสำหรับแอดมินทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งทยอยสำรองทีละจุดโดยกระทบกับการใช้งานทางธุรกิจขณะนั้นให้น้อยที่สุด แต่ด้วยฟีเจอร์ Pure Storage จะให้คุณแบ๊กอัพระบบผ่านสแนปช็อตได้อย่างง่ายดาย ในทันที และใช้เนื้อที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

สแนปช็อตของสตอเรจถือเป็นเครื่องมือในการสำรองข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว โดยแทบจะไม่ส่งผลต่อเครือข่าย, ประสิทธิภาพด้าน I/O, หรือแม้แต่ตัวฐานข้อมูล SAP HANA เอง นอกจากนี้ยังเหมาะมากในการนำมาใช้กู้ระบบด้วยความเร็วสูง

ขั้นตอนทั้งหมดในการใช้สแนปช็อตของ Pure Storage มาสำรองข้อมูลของ SAP HANA ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที โดยใช้คำสั่ง SQL แค่ไม่กี่คำสั่ง ที่คุณสามารถเขียนเชลล์สคริปต์เพื่อรันแบบอัตโนมัติได้ เพียงแค่ สั่ง PREPARE, ฟรีซระบบไฟล์ XFS, แล้วสร้างสแนปช็อตด้วยคำสั่งของ Pure Storage ก่อนอันฟรีซกลับ, สุดท้ายรายงานการแบ๊กอัพให้ระบบ SAP HANA รู้ตำแหน่งสแนปช็อคที่สำรองล่าสุด

ซึ่งสคริปต์ทั้งหมดนี้มีอยู่บน Github: https://github.com/krishnasatyavarapu/SAPHANA/blob/master/saphanabackupsnap.sh
และ https://github.com/krishnasatyavarapu/SAPHANA/blob/master/snapcopydatavolume.sh

เพียงเพิ่มสคริปต์นี้เข้าไปใน Crontab แล้วสั่งรันด้วยความถี่ที่เหมาะสม เช่น ทุกๆ 2 ชั่วโมง จากนั้นคุณอาจจะลดความถี่ลงเหลือเช่นทุก 3 วัน เป็นต้น

ที่มา : https://krishnasatyavarapu.wordpress.com/2017/01/24/first-blog-post/

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5520