คลังเก็บป้ายกำกับ: อัพเกรด_NOTEBOOK

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ 8 ขั้นตอน ตรวจเช็ค แก้ไข ทำได้เองประหยัด

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ แก้ไขได้ใน 8 ขั้นตอน ก่อนส่งช่าง ทำด้วยตัวเอง

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ เป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ โดยเฉพาะโน๊ตบุ๊คที่ใช้งานมานานหรือต้องเจอกับสภาวะที่อาจทำอันตรายต่อโน๊ตบุ๊ค เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร ความร้อนสูงเป็นเวลานาน หรือการต้องเจอกับฝุ่น ละอองน้ำ และอื่นๆ ที่ล้วนมีส่วนทำให้เกิดอาการผิดปกติเหล่านี้ อย่างไรก็ดีเราสามารถแก้ไขได้ในเบื้องต้น ด้วยการ How to ทำด้วยตัวเอง โดยขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ เพื่อเช็คปัญหา อาการและซ่อมแซมในระดับหนึ่ง ก่อนที่จะไปถึงมือร้านซ่อมกันต่อไป เผื่อว่าหากเช็คและปรับตามนี้แล้วสามารถแก้ไขได้ ก็จะลดค่าใช้จ่ายไปได้หลายร้อยบาท หรืออาจเป็นพันบาทเลยทีเดียว มาดูกันครับว่า เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง หากเจอกับปัญหาโน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติดเวอร์ชั่นปี 2022 แบบนี้

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ แก้ไขใน 8 ขั้นตอน

  1. เช็คสายไฟ ปลั๊กราง
  2. เช็คอแดปเตอร์และขั้วต่อ
  3. ปิดและเปิดระบบใหม่
  4. แบตเสื่อม อาจก่อปัญหา
  5. ปรับความสว่างที่หน้าจอ
  6. ลองต่อกับจอภายนอก
  7. เช็คความร้อน ถ้าบูตติด แล้วดับ
  8. ถอดสายต่อแบตเตอรี่ในเครื่อง

1.เช็คสายไฟ ปลั๊กราง

เป็นเรื่องง่าย ที่ทำได้เป็นสิ่งแรกๆ ในการเช็คปัญหา โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ เพราะบางครั้งเราใช้งานกันจนแบตหมด แม้ว่าจะเสียบชาร์จไว้ แต่บางครั้งปลั๊กราง หรืออแดปเตอร์ หลวมหลุด หรือเต้ารับที่ปลั๊กรางเสีย ก็อาจทำให้เราเข้าใจว่ามีปัญหาที่โน๊ตบุ๊ค เพราะเสียบชาร์จนานแค่ไหน ไฟก็ไม่เข้าโน๊ตบุ๊คนั่นเอง วิธีการเช็คก็ง่ายๆ แค่หาอุปกรณ์ไฟฟ้ามาเสียบเข้ากับปลั๊กในช่องนั้น ดูว่ามีไฟเข้าหรือไม่ อาจจะใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้ไฟมากนัก หรือหากปลั๊กลัดวงจร ก็จะได้ไม่ทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นเสียหายไปด้วย

Advertisementavw
โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

ส่วนการแก้ปัญหา ก็แค่เพียงหาปลั๊กรางมาใหม่ หรือไปใช้ในช่องอื่นๆ ที่ไม่ได้เสีย แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ไม่ควรใช้ปลั๊กรางนั้นต่อไป เพราะไฟที่ไม่นิ่ง ก็อาจทำความเสียหายให้กับโน๊ตบุ๊คหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ต่อพ่วงได้เช่นกัน ส่วนการเลือกปลั๊กรางหรือปลั๊กพ่วงนั้น ก็มีด้วยกันหลายอย่าง เช่น

ควรมีเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. ปรากฏอยู่บนตัวสินค้า และย้ำว่าควรจะเป็น มอก. ที่ครอบคลุมชุดปลั๊กรางและสายพ่วงทั้งชิ้น เพื่อการันตีถึงคุณภาพ และความปลอดภัยในการใช้งาน

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ
Belkin

วัสดุแข็งแรง ทนไฟและไม่ทำให้ไฟไหม้ เพราะปลั๊กรางคุณภาพนั้น จะใช้พลาสติกเกรดที่ทนความร้อนสูงได้ เช่น ABS หรือโพลีคาร์บอเนทเป็นต้น มีตัวตัดไฟหรือเบรกเกอร์ ที่ลดปัญหาไฟไหม้ จากการใช้ไฟฟ้าเกินกระแสไฟของปลั๊กพ่วงที่กำหนดไว้ ทำให้เมื่อใช้งานหนัก จนเกิดโหลด หรือต่อพ่วงอุปกรณ์หลายอย่างพร้อมๆ กัน ทำให้ปลั๊กละลายและสายไฟภายในอาจลัดวงจร ระบบนี้จะตัดไฟได้ก่อนจะเกิดไฟลุกลาม

ขากราวด์หรือปลั๊ก 3 ขา ที่จะเป็นทางที่ให้กระแสไฟฟ้าไหลลงดิน เมื่อใช้ร่วมกับปลั๊ก 3 ตาบนผนัง ที่มีการเดินสายดินอย่างถูกต้อง ป้องกันไฟดูดไปด้วยในตัว เลือกปลั๊กพ่วง ปลั๊กรางดีๆ สักรุ่น นอกจากจะช่วยให้คุณปลอดภัยแล้ว ก็ยังลดปัญหาเรื่องของไฟฟ้าลดวงจร หรือทำให้อุปกรณ์อย่าง พีซีหรือโน๊ตบุ๊คของคุณเสียหาย เท่ากับเซฟค่าคอมพิวเตอร์ไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว


2.เช็คอแดปเตอร์และขั้วต่อ

บางครั้งอุปกรณ์หรือของใกล้ตัว ที่เราใช้ร่วมกับโน๊ตบุ๊คอยู่ประจำ ก็ทำให้เกิดปัญหา โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำได้เช่นกัน โดยเฉพาะกับสายไฟ Power cord และอแดปเตอร์หรือตัวแปลงไฟ ที่ใช้กับโน๊ตบุ๊ค ซึ่งอาจจะใช้งานมานาน หรือเกิดปัญหากับตัวแปลง ที่มีโอกาสเป็นไปได้เหมือนกัน เนื่องจากเป็นสิ่งที่อยู่กับระบบไฟฟ้ามากที่สุด และยาวนาน โดยบางคนแทบจะใช้ต่อเนื่องเป็นวันๆ เลยทีเดียว แม้ว่าตัวแปลงเหล่านี้ จะมีระบบจัดการไฟที่ดี รวมถึงวงจรบนโน๊ตบุ๊คก็มีระบบป้องกันเช่นเดียวกัน แต่โอกาสที่เกิดความเสียหายก็มี ดังนั้นการเช็คจากอแดปเตอร์และสายไฟเป็นอันดับต้นๆ

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

การเช็คอแดปเตอร์ ก็มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบคือ ในกรณีที่อแดปเตอร์ ติดกับสายไฟ ซึ่งมีอยู่หลายๆ รุ่น ที่เป็นเช่นนี้ ก็ต้องใช้การชาร์จ ร่วมกับอุปกรณ์ที่เป็นโน๊ตบุ๊ค หรือมีตัววัดไฟกระแสไฟ ที่เช็คได้ว่า มีไฟวิ่งผ่านอแดปเตอร์ด้วยหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันมีจำหน่ายอยู่มากมาย สามารถเลือกแบบที่ใช้เช็คค่าไฟได้ ก็ดูน่าสนใจไม่น้อย

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ
Baseus

แต่ถ้าเป็นโน๊ตบุ๊คขนาดเล็ก บางเบา ที่ใช้พลังงานไม่มากระดับ 65W หรือ 100W ก็ลองใช้จากที่ชาร์จไฟเร็ว หรือบรรดา Fast charge ต่างๆ ที่มีวัตต์เท่ากันหรือมากกว่ามาลองชาร์จ แต่บอกไว้ก่อนว่า อาจจะจำกัดอยู่แค่เพียงโน๊ตบุ๊ค ที่ชาร์จเข้ากับ USB-C เท่านั้น แต่ก็พอจะเช็คได้ว่า อแดปเตอร์โน๊ตบุ๊คของคุณเสียหรือเป็นความผิดปกติจากโน๊ตบุ๊ค

ในเรื่องของระบบไฟ สาเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในแง่ของช่องต่อ Power หรือ DC-In เสีย แม้อแดปเตอร์จะใช้งานได้ก็ตาม แต่โอกาสที่ช่องต่อไฟเข้าแบบนี้เสียน้อยมาก ยกเว้นว่าจะเกิดจากวงจรบนบอร์ดมีปัญหา ก็อาจทำให้ใช้งานไม่ได้เช่นกัน


3.ปิดและเปิดระบบใหม่

ในบางกรณีคุณไม่แน่ใจว่า สรุปแล้วโน๊ตบุ๊คของคุณทำงานได้มั้ย หรือบางครั้งเปิดอยู่ แต่ไม่มีสัญญาณขึ้นหน้าจอ โดยเฉพาะบางครั้ง อาการเกิดขึ้นหลังจากระบบ Sleep หรือ Hibernate และเราไม่แน่ใจว่า ระบบทำงานอยู่หรือไม่? ให้ลองใช้วิธี กดปุ่มเพาเวอร์ค้างไว้ ประมาณ 15 วินาที หรือบางโน๊ตบุ๊คก็อาจจะต่างออกไป การทำงานแบบนี้เป็นวิธีการที่ให้แน่ใจว่า ระบบจะปิดตัวลง จะสังเกตได้จากไฟสถานะด้านข้าง หรือจุดอื่นๆ ที่เป็นรูปหลอดไฟ หรืออื่นๆ รวมถึงเช็คจากการฟังเสียงพัดลม หากเงียบสนิดและทั้งหมดหยุดทำงานแล้ว ก็ให้กดปุ่มเพาเวอร์ เพื่อเช็คดูอีกครั้งว่า เป็นที่ระบบหรือเป็นที่จอของโน๊ตบุ๊ค

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

อีกกรณีหนึ่ง นั่นคือ การใช้วิธี Hard Reset ของโน๊ตบุ๊ค ตัวอย่างกรณีโน๊ตบุ๊คของ ASUS ให้ถอดบรรดาสายและอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ออกให้หมด ไม่ว่าจะเป็น สายเพาเวอร์ สายสัญญาณต่อภายนอก หรือจะเป็นอุปกรณ์ USB เช่น แฟลชไดรฟ์ หรือพรินเตอร์ก็ตาม จากนั้นกดปุ่มเพาเวอร์ค้างเอาไว้เป็นเวลาประมาณ 40 วินาที จากนั้นให้ต่อสายเพาเวอร์อแดปเตอร์เข้ากับโน๊ตบุ๊ค แล้วกดปุ่มเพาเวอร์ เพื่อเช็คอาการอีกครั้ง บางทีอาจจะเกิดจากระบบบางส่วนติดปัญหาเรื่องการบูต สามารถใช้วิธีนี้แก้ไขได้ แต่คงต้องเช็ควิธี Hard Reset ของแต่ละค่าย อาจมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

แต่ในบางขณะโน๊ตบุ๊คอาจจะบูตขึ้นได้ จากการพยายามอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าหน้าระบบปฏิบัติการได้ ให้กดปิดเครื่องก่อน จนกว่าไฟสถานะจะดับ จากนั้นกดปุ่ม Alt+F10 ค้างเอาไว้ แล้วกดปุ่มเพาเวอร์อีกครั้ง ระบบจะเข้าสู่หน้าแก้ไขปัญหา ให้เลือก Troubleshoot แล้วเลือก Advanced Options จากนั้นเลือก Reset PC หรืออย่างอื่น เพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป แต่ย้ำครับว่าการ “Reset PC” นั้น จะมีให้เลือก 2 แบบ หากต้องการเก็บข้อมูลเดิมเอาไว้ ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างนาน ให้เลือก Keep my file แต่ถ้าไม่ได้สนใจข้อมูล แต่ต้องการเซ็ตระบบใหม่ทั้งหมด ให้เหมือนเครื่องที่ซื้อมาใหม่ ก็เลือก “Remove Everything” ได้เลยครับ


4.แบตเสื่อม อาจก่อปัญหา

โอกาสที่ปัญหาโน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ อันเป็นผลมาจากแบตเตอรี่ ก็มีความเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะเรื่องความเสื่อมและแบตเตอรี่อยู่ในสภาวะไม่ปกติ สิ่งที่สังเกตได้ง่ายคือ เมื่อใช้งานแบบไม่ต่อสายชาร์จ แปปเดียวก็หมด อยู่ๆ เครื่องดับแบบไม่ทราบสาเหตุ รวมถึงการใช้งานไม่ปกติ อยู่ๆ เครื่องช้าลง นั้นก็เพราะระบบตัดเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน หรือจะเป็น Cell ที่แบตเตอรี่ไม่สามารถเก็บไฟได้ จึงทำให้เกิดอาการเครื่องดับ จอดำได้เช่นกัน

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

สิ่งที่ต้องสังเกตก็คือ ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ ยังใกล้เคียงกับเมื่อ 2-3 เดือนก่อนหรือไม่ หรือเช็คที่ไอคอนแบต บริเวณ Taskbar ด้านล่างขวา ดูว่ามีรูปแบตที่เสียบปลั๊กชาร์จหรือไม่ หรือแบตลดอย่างรวดเร็วเกินไป รวมถึงหน้าจอ Dim หรือลดความสว่างอย่างรวดเร็ว เพราะแบตใกล้หมดหรือไม่ หากเป็นอาการเหล่านี้ ก็เป็นไปได้ว่าแบตโน๊ตบุ๊คของคุณเริ่มเสื่อมลงแล้ว

หรือบางรายอาจไม่ทราบว่าแบตมีปัญหา เพราะเห็นแค่ว่าบริเวณที่วางมือบนโน๊ตบุ๊คบวมขึ้นเล็กน้อย อาจจะมีอาการของทัชแพดบิดเบี้ยวไป ให้ปิดเครื่องแล้วส่งช่างตรวจเช็คโดยด่วน เพราะอาจเกิดปัญหาจากแบตบวม และมีอันตรายได้ แนะนำว่าให้ไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ก้อนใหม่

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

สิ่งสำคัญก็คือ การที่แบตเสื่อม ไม่ได้ส่งผลเสียต่อระยะเวลาในการทำงานที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังมีความเสี่ยงต่ออุปกรณ์ที่มีความอ่อนไหว เช่น ฮาร์ดดิสก์ SSD หรือแรม เพราะระบบจะปิดการทำงานโดยทันที เพราะแบตหมด แบบที่เราไม่ทันตั้งตัว ตรงนี้จะคล้ายกับการดึงปลั๊กคอมออก ขณะที่คอมยังทำงาน เพราะฉะนั้นอาจส่งผลต่อข้อมูลงานที่ทำอยู่ หรืออุปกรณ์จัดเก็บ ที่อาจเกิดความเสียหาย ในช่วงที่เราต่อใช้อยู่อีกด้วย


5.ปรับความสว่างที่หน้าจอ

บางครั้งปัญหามาในรูปแบบของหน้าจอดำเฉยๆ เพราะกดปุ่มเพาเวอร์ ก็มีไฟขึ้นที่ปุ่ม และมีไฟสถานะ กระพริบเหมือนว่ากำลังทำงาน อาการแบบนี้อาจเกิดขึ้นกับจอแสดงผล ให้ลองเช็คดูง่ายๆ ด้วยการกดปุ่มเพิ่มแสงไฟ จากบน Hotkey ที่อยู่แถบด้านบนของคีย์บอร์ด เช่น ASUS กดปุ่ม F5 หรือ Fn+F5 กดหลายๆ ครั้ง ถ้าในกรณีที่เกิดจากความสว่างของหน้าจอ อาจจะถูกเซ็ตหรือกดลดความสว่างโดยไม่ตั้งใจ หรืออาจเกิดจากแอพพลิเคชั่นบางอย่าง หน้าจอก็จะกลับมาทำงานเหมือนเดิม

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

ซึ่งในกรณีนี้ก็อาจมีความเป็นไปได้ แต่ถ้ากดเพิ่มแล้ว ยังไม่สว่างขึ้นมา ก็อาจสันนิษฐานได้ว่า เกิดปัญหาขึ้นกับจอภาพ เพราะไม่แสดงผลตามปกติ สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น จอเสื่อมสภาพ หรือเกิดอุบัติเหตุ เช่น ตกกระแทกหรือโดนความเย็นจัด ร้อนจัด ก็เป็นได้ ซึ่งก็ต้องหาทางแก้ไขต่อไป เช่น การต่อสัญญาณขาออก ไปยังจอต่อภายนอก หรือจะต้องเช็คสายจอภายในเครื่อง แต่ก็หมายถึงจะต้องแกะฝาหลังโน๊ตบุ๊คออกมาด้วย


6.ลองต่อกับจอภายนอก

เป็นอีกหนึ่งวิธีในการเช็คปัญหา โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ ในกรณีที่เรามั่นใจว่า เมื่อกดปุ่มเพาเวอร์ แล้วมีแสงไฟขึ้นที่ปุ่ม หรือไฟสถานะบนตัวเครื่องติดขึ้น แต่กลับไม่มีสัญญาณหน้าจอปรากฏขึ้นมาให้ ก็มีแนวโน้มว่า ไม่ได้เกิดปัญหาที่ตัวเครื่องทั้งหมด แต่อาจจะเป็นที่ตัวจอแสดงผลเท่านั้น หากเป็นแบบนี้ให้ลองใช้วิธีการส่งสัญญาณภาพไปยังจอภายนอก โดยตัวเลือกของพอร์ตบนโน๊ตบุ๊คก็จะมีทั้ง D-Sub ที่เป็นพอร์ตสีฟ้าๆ หากเป็นโน๊ตบุ๊คในรุ่นเก่า ส่วนรุ่นใหม่จะเป็นพอร์ต HDMI เกือบทั้งหมดแล้ว ให้สังเกตพอร์ตที่อยู่บริเวณด้านข้างตัวเครื่อง

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

สิ่งที่ต้องใช้ก็คือ สายต่อที่เป็น VGA หรือ D-Sub จะเป็นพอร์ตต่อสีฟ้าๆ หรือจะเป็นสายสัญญาณ HDMI ต่อจากพอร์ตบนโน๊ตบุ๊ค ไปยังจอแสดงผล จากนั้นกดปุ่มฮอตคีย์ด้านบนคีย์บอร์ด ตัวอย่างเช่น Fn+F8 หรือกด F8 หรือจะกด Win+P ก็ได้ จากนั้นกด Enter หากระบบยังทำงานและสามารถเข้า Windows ได้ เพียงแต่ไม่แสดงผลบนหน้าจอของโน๊ตบุ๊ค ก็จะมีภาพไปปรากฏอยู่บนจอคอมที่ต่อแยกต่างหาก ซึ่งคุณก็จะทราบปัญหา และแจ้งซ่อมได้ หรือจะใช้ไปก่อนชั่วคราว ก่อนจะส่งซ่อมต่อไป

แต่หากทำตามขั้นตอนนี้แล้ว ต่อสายสัญญาณและมั่นใจว่าทำถูกต้องทุกขั้นตอน แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณภาพออกไป ให้ลองกดปุ่มปิดจอก่อน แล้วจึงกดเปิดใหม่อีกครั้ง เพื่อให้จอทำการตรวจสอบช่องสัญญาณ เนื่องจากจอบางรุ่น ไม่เช็คสัญญาณ Input ให้แบบอัตโนมัติ แต่ผู้ใช้ต้องมากำหนดด้วยตัวเอง


7.เช็คความร้อน ถ้าบูตติด แล้วดับ

ความร้อนเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโน๊ตบุ๊คที่ไม่เคยได้ถูกตรวจเช็คหรือบำรุงดูแลมานาน หรือบางครั้งนานตั้งแต่ใช้งานมาหลายปี ซึ่งอาจจะทำให้เกิดคราบ สิ่งสกปรกต่างๆ ไปจนถึงความเสียหายเล็กน้อย และรอวันที่จะเป็นปัญหาใหญ่ จนทำให้เกิดอาการโน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ จนทำให้ใช้งานไม่ได้ อย่างเช่นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ วิธีลดความร้อนโน๊ตบุ๊ค 2022

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

พัดลมไม่หมุน เพราะมีฝุ่นและสิ่งสกปรกไปติดอยู่จำนวนมาก จนทำให้ไม่สามารถหมุน เพื่อระบายความร้อนได้ จนเกิดอาการร้อน แฮงก์ค้างและดับไปในที่สุด เช่นเดียวกับในช่องพัดลมขาออก ที่อาจถูกชิ้นส่วน ฝุ่นหรือกองอยู่รวมกันอุดตัน ความร้อนจึงสะสมภายในมากเกิดไป

เกิดความชื้นหรือออกไซด์ โดยเฉพาะในชิ้นส่วนที่อยู่ใกล้กับช่องลม ไม่ว่าจะขาเข้าหรือขาออกก็ตาม ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือหน้าสัมผัสไม่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณได้ตามปกติ จนเกิดการรีสตาร์ทบ่อย หรือเครื่องดับไปดื้อๆ

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

การเสื่อมสภาพของซิลิโคน และสิ่งที่ช่วยนำพาความร้อนภายใน เช่น Thermal pad หรือ Thermal compound ที่ละลายและไหลออกมา จนนำพาความร้อนจากซีพียูหรือกราฟิก GPU ได้ไม่ทัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะทำให้โน๊ตบุ๊คร้อนและดับ เมื่อใช้งานหนัก เช่น การงานซอฟต์แวร์เฉพาะทาง หรือการเล่นเกมก็ตาม สังเกตได้ง่ายๆ รอบพัดลมจะสูงขึ้นเรื่อยๆ พัดลมเสียงดัง แต่ก็ไม่ช่วยให้โน๊ตบุ๊คเย็นลงได้


8.ถอดสายต่อแบตเตอรี่ในเครื่อง

สุดท้าย หากคุณพอจะมีสกิลหรือความสามารถในการแกะโน๊ตบุ๊คและชิ้นส่วนต่างๆ อยู่บ้าง แต่ย้ำว่าควรจะเป็นโน๊ตบุ๊คที่หมดประกันไปแล้ว หรือมั่นใจพอสมควร เพราะคุณจะต้องไปยุ่งเกี่ยวกับชิ้นส่วนภายในโน๊ตบุ๊คบางอย่าง และหากพลาดก็อาจมีความเสียหายได้เช่นกัน สิ่งที่จะทำได้ต่อไปก็คือ การถอดสายแพจากแบตเตอรี่ที่ต่อมายังเมนบอร์ดของโน๊ตบุ๊คนั่นเอง ในกรณีที่โน๊ตบุ๊คเงียบไป ไม่มีไฟสถานะหรือดับแบบยาวๆ

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

ก่อนอื่นให้แกะฝาหลังโน๊ตบุ๊คออกมาก่อน บางรุ่นอาจเป็นไขควง 4 แฉก บางรุ่นอาจจะเป็น 6 แฉกเหลี่ยม อันนี้ก็ตามแต่การใช้ของแต่ละค่าย รวมถึงจำนวนของน็อตมากน้อยต่างกันไป แต่ที่ต้องใส่ใจก็คือ น็อตสั้น-ยาว ต้องเช็คเอาไว้ให้ดี เพราะคุณจะต้องใส่กลับไปให้ถูกต้อง การแกะฝาหลังออก อาจจะต้องใช้เครื่องมืออยู่บ้าง โดยเฉพาะตัวที่เลาะขอบให้ฝาหลังหลุดออกมา แต่จะมีโน๊ตบุ๊คบางรุ่น แกะยาก เพราะมีชิ้นส่วนที่ซับซ้อน หรือบางรุ่นมีสาย RGB ต่อภายใน เวลาดึงออกมา ให้ระวังอย่างที่สุด เพราะการกระชากอาจทำให้สายหรือหัวต่อบนคอนเน็คเตอร์เสียหายได้

โน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำ

ทีนี้เมื่อเปิดฝาปิดด้านหลังออกมาได้แล้ว ให้ดูสายที่ต่อจากแบตเตอรี่มายังเมนบอร์ด จะเป็นคอนเน็คเตอร์ขนาดเล็ก บางรุ่นใช้การยกกระเดื่องที่เป็นตัวล็อค แล้วดึงสายออก หรือบางรุ่น ก็ดึงออกมาตรงๆ ได้เลย แต่จะแน่นมาก และบางรุ่นอาจจะไม่สามารถดึงได้เลยก็มี ตรงนี้ถ้าสามารถดึงออกมาได้ ให้ดึงออกมาทิ้งไว้สักระยะ จากนั้นลองต่อสาย หรือขยับหัวต่ออีกครั้ง เผื่อเกิดปัญหาสายไม่แน่น และในกรณีที่ดึงสายต่อเพาเวอร์หรือแบตเตอรี่ออกมาแล้ว อาจใช้สเปรย์ที่เป็น Clear contact หรือล้างหน้าสัมผัสพ่นบนเมนบอร์ดทิ้งเอาไว้ รอจนกว่าจะแห้งสนิท ซึ่งจะใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น เพื่อเป็นการล้างหน้าสัมผัสและคราบต่างๆ ออกไป ก็อาจจะช่วยให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ


Conclusion

แต่ถ้าสุดท้ายแล้วทั้ง 8 ข้อนี้ ก็ยังเจอปัญหาโน๊ตบุ๊คเปิดไม่ติด จอดำอยู่ และไม่สามารถแสดงผลต่อจอภายนอกได้ สัญญาณไม่มี ไฟสถานะไม่ขึ้น การส่งซ่อมก็เป็นทางเลือกเดียวที่อาจจะต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการของร้านรับซ่อมโน๊ตบุ๊คที่มีอยู่ทั่วไป ทั้งที่เป็นร้านออนไลน์ มารับเครื่องถึงที่ หรือจะเป็นร้านตามห้างไอที ที่มีอยู่มากมาย เช่น พันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน เซียร์รังสิต หรือจะเป็นที่อื่นๆ แต่การเลือกก็อาจจะเช็ค feedback จากหลายๆ แห่ง เพื่อความมั่นใจในบริการ แต่ที่สำคัญก็คือ หากเป็นไปได้คุณควรจะตรวจเช็คฮาร์ดแวร์ของคุณเอาไว้ เพื่อเป็นการรีเช็คเมื่อส่งกลับมา อย่างไรก็ดี คุณยังสามารถติดต่อศูนย์ เพื่อขอทราบเรื่องราคาค่าใช้จ่าย เพราะบางครั้งการบริการของศูนย์ที่เป็นแบรนด์โดยตรง อาจมีพาร์ท ชิ้นส่วนและการรับประกันที่ทำให้คุณอุ่นใจได้มากยิ่งขึ้น ตรงนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณและการตัดสินใจของคุณเอง แต่ก็ขอให้ทุกท่านแก้ไขปัญหานี้ไปได้ครับ

from:https://notebookspec.com/web/669444-8-step-fixed-notebook-no-signal

ASUS Vivobook Pro 15 OLED สีตรง แต่งภาพ ตัดต่อ เล่นเกม สีสดใส 2.8K 120Hz จบในตัว

ASUS Vivobook Pro 15 OLED โน๊ตบุ๊ค 2.8K 120Hz จอสีสดใส การ์ดจอ RTX ราคาเบาๆ

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS Vivobook Pro 15 OLED โน๊ตบุ๊คทำงานกึ่งไลฟ์สไตล์ เข้ากันได้ในทุกช่วงชีวิตกับหน้าจอขนาดใหญ่ 15.6″ ให้ความละเอียดถึง 2.8K สีสันสดใสในแบบ OLED ขุมพลัง Intel Core i7-12760H ที่พร้อมตอบสนองการใช้งานในด้านต่างๆ เช่นเดียวกับแรม DDR5 และกราฟิกการ์ดแบบแยก GeForce RTX 3050Ti กับดีไซน์บนพื้นฐานของ ASUS Vivobook อย่างเต็มรูปแบบ คีย์บอร์ด Full-size กดง่าย ตอบสนองไว แสงไฟ Backlit บนคีย์บอร์ด ปรับระดับความสว่างได้ ฮอตคีย์มีมาให้ครบ และบานพับที่กางออกได้ถึง 180 องศา ให้การระบายความร้อน ASUS IceCool Plus ลดอุณหภูมิได้ดีขึ้น รวมถึงพอร์ตที่มีให้ครบครัน รวมถึง Thunderbolt 4 ที่ใช้งานได้อเนกประสงค์ น้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 1.8Kg เท่านั้น พร้อม Windows 11 Home ใช้งานได้ทันที และมี Perfect Warranty มาให้อุ่นใจในการใช้งาน สนนราคาเริ่มอยู่ที่ 43,990 บาท

ASUS Vivobook Pro 15 OLED


จุดเด่น

Advertisementavw
  • จอภาพ OLED สีสันสดใส ให้ความแม่นยำสีสูง
  • ความละเอียด 2.8K เหมาะกับการทำงานด้านภาพ
  • สเปค Intel Core i7-12760H+DDR5 ให้ประสิทธิภาพที่ดี
  • มาพร้อมพอร์ต Thunderbolt 4
  • คีย์บอร์ดแสงไฟ Backlit ปรับระดับได้
  • กล้องเว็บแคมคมชัด ไมโครโฟน Ai Noise Cancelling
  • กางหน้าจอได้ 180 องศา
  • ระบายความร้อนได้ดีพอสมควร
  • มี Certified DisplayHDR True Black 600

ข้อสังเกต

  • มี Thunderbolt 4 มาให้พอร์ตเดียว
  • ไม่รองรับสแกนลายนิ้วมือ
  • แรมออนบอร์ด อัพเกรดไม่ได้

Specification

Description
สี Quiet Blue
ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home – ASUS recommends Windows 11 Pro for business
โปรเซสเซอร์ Intel® Core™ i7-12650H Processor 2.3 GHz (24M Cache, up to 4.7 GHz, 10 cores)
จอภาพ 15.6-inch, 2.8K (2880 x 1620) OLED 16:9 aspect ratio, 0.2ms response time, 120Hz refresh rate, 600nits peak brightness , 100% DCI-P3 color gamut , 1,000,000:1, VESA CERTIFIED Display HDR True Black 600 , 1.07 billion colors, PANTONE Validated
หน่วยความจำ 16GB LPDDR5 on board
ตัวจัดเก็บข้อมูล 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 3.0 SSD
การเชื่อมต่อและการต่อขยาย 1x USB 3.2 Gen 1 Type-A
2 x USB 2.0 Type-A
1x Thunderbolt™ 4 supports display / power delivery
1 x HDMI 2.1
1x 3.5mm Combo Audio Jack
1x DC-in
Micro SD card reader
คีย์บอร์ดและทัชแพด Backlit Chiclet Keyboard with Num-key , 1.4mm Key-travel, -, Touchpad
กล้อง กล้อง 1080p FHD
With privacy shutter
เสียง Smart Amp Technology
Built-in speaker
Built-in array microphone
harman/kardon (Mainstream)
with Cortana and Alexa voice-recognition support
ระบบไร้สาย Wi-Fi 6E(802.11ax) (Dual band) 2*2 + Bluetooth 5
แบตเตอรี่ 70WHrs, 3S1P, 3-cell Li-ion
น้ำหนัก 1.80 kg
ขนาด (กว้าง x ลึก x สูง) 35.98 x 23.43 x 1.89 ~ 1.99 cm
ASUS Exclusive technology ASUS Antibacterial Guard
Military Grade US MIL-STD 810H military-grade standard
Price 43,990 Baht

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS


Hardware / Design

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS Vivobook Pro 15 มาในธีมสีที่เรียกว่า Quiet Blue ซึ่งเป็นสีพื้นฐานที่ถูกใช้บน Vivobook มาหลายๆ รุ่น รวมถึง ExpertBook ด้วยเช่นกัน โดยเป็นแนวสีน้ำเงิน+เทาเข้มๆ ดูแล้วเข้าได้กับทุกสภาพการณ์ จะเอาไปใช้ที่ทำงาน เรียนออนไลน์ นั่งชิลร้านกาแฟ หรือประชุมลูกค้าก็ลงตัวดีครับ

ASUS Vivobook Pro 15

โครงสร้างมาในไซส์ของโน๊ตบุ๊คระดับ 15.6″ หลายๆ รุ่นของ ASUS วัสดุแข็งแรงดี ฝา Cover จับแล้วไม่ยวบยาบ โลโก้ ASUS Vivibook เป็นแบบแวววาวอยู่ด้านบน เส้นสายทำให้ดูทันสมัยดีทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

ขอบจออาจไม่ได้บางมาก เพราะต้องรับโครงสร้างของตัวจอขนาดใหญ่ กรอบจออยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้ง 3 ด้าน บางพอๆ กับ Vivibook 16 ที่เราเคยได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ ให้พื้นที่ในการแสดงผลประมาณ 84% Screen to Display อยู่ในระดับที่กว้างดีทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

มุมมองจากด้านข้าง มิติของขอบบานหน้าจอมีความบาง และบอดี้เอง ก็มีการจัดวางเส้นสาย ให้ดูมีมิติและความบางมากขึ้น พร้อมพอร์ตต่อพ่วงและไฟแสดงสถานะ

ASUS Vivobook Pro 15

ฝั่งขวามือมาพร้อมพอร์ตให้ใช้งานอย่างครบครัน เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และหนึ่งในนั้นก็เป็น Thunderbolt 4 อีกด้วย ซึ่งเป็นพอร์ตสารพัดประโยชน์เลยทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

บานพับที่กาง 180 องศา เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการแชร์หน้าจอ เพื่อแบ่งปัน พรีเซนเทชั่นหรือการแนะนำสินค้าให้คนที่อยู่โดยรอบได้เห็นภาพไปพร้อมๆ กัน

ASUS Vivobook Pro 15

ด้านหลัง มาพร้อมช่องดูดลมเย็นเข้าสู่ระบบ เป็นช่องขนาดเล็ก แต่มีความถี่จำนวนมาก ดีไซน์ให้เข้ากับเส้นสายของตัวเครื่อง ด้านล่างเป็นช่องลำโพงให้พลังเสียงได้อย่างเต็มอิ่มทีเดียวในการทดสอบของเรา ยิ่งเหล่าเกมเมอร์ กับเน้นชมภาพยนตร์เป็นหลัก ไม่ควรพลาด

ASUS Vivobook Pro 15

บรรดาสติ๊กเกอร์ที่บริเวณจุดวางมือ รายงานถึงคุณสมบัติสำคัญๆ เอาไว้อย่างครบครัน เช่น ระบบระบายความร้อน ASUS IceCool Plus, มีพอร์ต Thunderbolt 4 และ Privacy Shutter เป็นต้น

ASUS Vivobook Pro 15

คีย์บอร์ดขนาดใหญ่ในแบบ Full Size ให้การพิมพ์ที่สนุกมือ โดดเด่นที่โลโก้แบบ Slate อยู่บริเวณปุ่ม Enter ระยะห่างของปุ่มกดง่าย ฮอตคีย์อยู่ด้านบน เพื่อความคล่องตัวในการใช้งาน

ASUS Vivobook Pro 15

และที่ขาดไม่ได้นั่นคือ จอภาพในแบบ OLED สีสันสดใส ซึ่งพอใช้ดูภาพยนตร์แบบ Fullscreen ด้วยแล้ว นอกจากสีสันจะจัดจ้าน แบบที่เราคาดไว้ ขอบจอบางๆ ยิ่งทำให้ได้อรรถรสในการรับชมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโทนสีดำหรือฉากมืด คุณจะได้เห็นอะไรดีๆ บนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อีกมากเลยทีเดียว และที่สำคัญยังมาพร้อม DisplayHDR TrueBlack 600 ตัวท็อปสุดในสายนี้ ต้องมีอะไรดีๆ ที่น่าสนใจอีกเพียบ


Keyboard / Touchpad

ASUS Vivobook Pro 15

คีย์บอร์ดในแบบ Full-size มาในสไตล์เดียวกับ Vivobook 16 ที่เราเคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในเรื่องของเลย์เอาท์ การวางปุ่มต่างๆ ไปในทางเดียวกัน เรื่องระยะห่างของปุ่ม และพื้นที่วางมือ แทบจะใกล้เคียงกันทั้งหมด เสน่ห์อยู่ที่ปุ่มขนาดใหญ่ ฟอนต์ตัวอักษรก็ดูง่าย ทำให้เหมาะกับคนทำงาน หรือคนที่ต้องพิมพ์เอกสารบ่อยๆ เพราะง่ายต่อการมอง หรือจะพิมพ์สัมผัสก็สนุก

ASUS Vivobook Pro 15

ปุ่มกดแน่นนุ่ม แต่เสียงเบา ลงน้ำหนักนิ้วได้อย่างสะใจ โดยส่วนตัวค่อนข้างชอบแนวนี้ เพราะมีงานที่ต้องใช้คีย์บอร์ดในแต่ละวันเยอะ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น แต่สายเกมมิ่ง อาจจะรู้สึกไม่คุ้นชินตอนแรก ซึ่งถ้าเล่นเกมแอ็คชั่นทั่วไป ไม่เน้นคีย์เยอะ ก็เล่นได้สนุก แต่ถ้าจะให้สนุกแบบมีแรงต้าน จังหวะคลิ๊กแนะนำว่าต่อ Mechanical keyboard เอาไว้เล่นจะได้ความมันส์เพิ่มขึ้น

ASUS Vivobook Pro 15

โลโก้สะดุดตาที่ปุ่ม Enter ที่เป็นแบบ Slate ในงานวีดีโอ

ฮอตคีย์ด้านบน มีให้อย่างครบถ้วน ตรงนี้ผมถือว่า ASUS เป็นอีกหนึ่งค่าย ที่มีให้ใช้งานครบมากๆ ไม่ว่าจะเป็น ปิดลำโพง, เพิ่ม-ลดเสียง, เพิ่ม-ลดแสงหน้าจอ, ทัชแพด, แสงไฟคีย์บอร์ด, ส่งสัญญาณไปยังจอภายนอก, ไมโครโฟน, ปิดกล้องเว็บแคม, Snipping tool, MyASUS, จับภาพหน้าจอ ที่เหลือก็จะเป็น Del, Insert และ ปุ่มเพาเวอร์อยู่ทางขวามือสุด

ASUS Vivobook Pro 15

ที่ทัชแพดขนาดใหญ่ 13.5cm x 7cm พร้อมปุ่มคลิ๊กซ้าย-ขวา แบบซ่อนเอาไว้ รองรับการใช้ Multi-Gesture เช่น 2 นิ้วย่อ-ขยาย, 3 นิ้ว เปิด Task View เลือกหน้าต่างโปรแกรม เป็นต้น ด้านหน้ามีเว้าตรงกลาง ให้นิ้วดันจอขึ้นมาได้ ข้อดีคือ ทำให้จอมีความแน่นหนา ไม่เขย่าหรือสั่นง่าย เวลาใช้งาน โดยเฉพาะคนที่ลงน้ำหนักที่นิ้วเวลาพิมพ์

คีย์บอร์ดมาพร้อมแสงไฟ Backlit สามารถใช้งานในที่แสงน้อยได้ และยังปรับการใช้งานได้ตามสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิด ได้ที่ปุ่ม F7 รวมถึงการปรับระดับความสว่างได้อีก 2 ระดับ เพื่อการใช้งานในรูปสภาวะแสงในบริเวณต่างๆ

บริเวณที่วางมือ มาพร้อมโลโก้ต่างๆ เช่น ซีพียู Intel Core i7, กราฟิก GeForce RTX รองรับฟีเจอร์ที่ใช้ไดรเวอร์ Studio ได้ Pantone Validated: รองรับมาตรฐานเฉดสีที่ใช้งานจอในการตกแต่งภาพ โดยเฉพาะงาน Production ออกมาแล้ว ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เรื่องนี้หลายฝ่ายค่อนข้างให้ความสำคัญมากทีเดียว

ASUS Perfect Warranty การรับประกันที่มั่นใจได้จาก ASUS การรับประกัน 2 ปี ปีแรกครอบคลุมถึงอุบัติเหตุต่างๆ เช่น ตกหล่น น้ำหกใส่ หรือไฟฟ้าลัดวงจรเป็นต้น นอกจากจะมาพร้อม Windows 11 Home แล้ว ยังมี Office Home & Student มาอีกด้วย

ด้านขวาจะเป็นสติ๊กเกอร์ที่บอกถึงฟีเจอร์หลักๆ บน ASUS Vivobook Pro 15 รุ่นนี้ เช่น

  • ชุดระบายความร้อน ASUS IceCool Plus
  • พอร์ตความเร็วสูง Thunderbolt 4
  • ฝาปิดกล้องเว็บแคม เพื่อความเป็นส่วนตัว
  • Ai Noise Cancelling ลดเสียงรบกวน ให้เสียงสนทนาเคลียร์ชัด
  • กางหน้าจอได้ 180 องศา
  • ASUS WiFi Master Premium การเชื่อมต่อไร้สาย

Screen / Speaker

ASUS Vivobook Pro 15

ผมอยากจะให้มาเริ่มกับหน้าจอแสดงผล OLED ที่เป็นไฮไลต์ของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ ให้ความละเอียดที่ 2880 x 1620 ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะสัดส่วนของหน้าจอเป็นแบบ 16:9 โดยมีอัตรารีเฟรชเรตมาถึง 120Hz ด้วยกัน ซึ่งจะให้ภาพที่มีความนุ่มนวลลื่นไหล มาพร้อมกับ Certified ต่างๆ มากมาย เช่น Pantone Validate จอที่ได้การปรับจูนให้เข้ากับระบบสีสากลที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ตามมาตรฐาน ซึ่งจำเป็นอย่างมากในงานด้านภาพและคอนเทนต์

ASUS Vivobook Pro 15

ขอบจอที่บางสุดๆ ทำให้ความรู้สึกในการชมภาพยนตร์ หรือการใช้พื้นที่หน้าจอในการทำงานได้เต็มตาเต็มอารมณ์มากขึ้น ยิ่งเป็นจอขนาด 15.6″ ด้วยแล้ว และใช้ความละเอียดระดับ 2.8K ก็ทำให้คุณได้พื้นที่ในการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม ในโหมดของ Full screen หรือ Frameless ก็ตาม

ขอบด้านข้างซ้าย-ขวา และบนมีความบาง แม้จะไม่ได้บางที่สุด เพราะด้วยโครงสร้างจอขนาดใหญ่ ซึ่งจะรับบทบาทในเรื่องน้ำหนัก และความแข็งแรงเอาไว้ด้วย การจับถือก็ง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องการบิดตัวมากนัก

มุมมองจากทางด้านซ้ายและขวาของโน๊ตบุ๊ค ให้ความคมชัดด้วยกันทั้ง 2 ด้าน ด้วยความเป็นจอ OLED ที่ให้สีสันสม่ำเสมอ และภาพที่มีความสดใส จึงเหมาะกับการใช้งานในหลายๆ ประเภท รวมถึงการแชร์ภาพให้คนข้างๆ ได้ดูกันได้อย่างชัดเจน

บานพับหน้าจอสามารถกางได้หลายระดับ ตั้งแต่พับปิดทำได้แนบสนิท ไปจนถึงกางออกได้สุดถึง 180 องศา เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้าน ซึ่งก็รวมถึงการพรีเซนท์งานของเหล่า Content Creator ที่ให้คนด้านข้าง หรืออยู่ตรงข้ามได้ชมกันแบบทั่วถึง หลายคนน่าจะชื่นชอบกับการกางแบบนี้ เพราะสามารถเปลี่ยนอิริยาบทในการใช้งานได้มากขึ้น

ASUS Vivobook Pro 15

มุมมองใกล้ๆ ของบานพับที่เป็นส่วนหนึ่งในการยกมุมของคีย์บอร์ด และปรับมุมหน้าจออยู่บ้าง ในกรณีที่ปรับมุมแบบพื้นฐาน ส่วนการกาง 180 องศา ตัวยางที่อยู่ด้านใต้จะรับหน้าที่ป้องกันรอยขูดขีดจากพื้นโต๊ะได้เลย การปรับมุมนี้ จะคล้ายกับใน ASUS ExpertBook หลายๆ รุ่น

ASUS Vivobook Pro 15 OLED 78

และเมื่อเราดูจากการเคลมของ ASUS ที่ว่าสเปคมา หลายอย่าง เช่น ค่า DCI-P3 100% และ Delta-E น้อยกว่า 2 ซึ่งผลที่ได้ก็อยู่ที่ 100% DCI-P3 Coverage และ Delta-E ก็ถือว่าใกล้เคียง เพราะค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.14 เท่านั้น แต่สูงสุดก็มากกว่า 2 อยู่เหมือนกัน แต่ก็ถือว่าให้ขอบเขตสีที่กว้าง

DisplayHDR True Black 600 จัดว่าท็อปสุดในเวลานี้แล้ว ขยายความตรงนี้นิดนึงครับ สำหรับคนที่อาจสงสัย สำหรับ DisplayHDR True Black เป็น Certified เดียวกับ Display HDR แต่เพิ่มเติมเข้ามาสำหรับจอ OLED ที่มีเรื่องการเปล่งแสงสีดำน้อยที่สุด โดยเงื่อนไขสามารถดูได้จากตาราง Certified นี้ได้เลย

DisplayHDR table
ที่มา: HDRDisplay

การเป็น DisplayHDR True Black 600 นี้ เหนือกว่า Certified อื่นๆ ที่เป็น DisplayHDR ธรรมดาอยู่มากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น การเปล่งแสงสีดำที่น้อยสุดๆ ทำให้ฉากสีดำ ดำสนิด มองเห็นรายละเอียดได้ชัด สิ่งที่ผู้ใช้จะได้ก็คือ ความลึกของภาพที่มีมิติ และลดการใช้พลังงานลง เพราะพิกเซลเปล่งแสงแบบจุด ไม่ได้เป็นแบบโซนเหมือน LED ทั่วไป

ASUS Vivobook Pro 15 OLED 89

โดยการรองรับ HDR ก็ยิ่งทำให้การเกลี่ยสีมีความสดใส และยังได้ค่า Contrast ที่สูง จึงเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกม และชมภาพยนตร์ได้มากกว่าเดิม อย่างเช่น ตัวอย่างที่เราได้นำเสนอนี้ ด้านซ้ายจะเป็นจอ OLED ส่วนทางด้านขวา จะเป็นจอ LED บนโน๊ตบุ๊ค ASUS จะเห็นความแตกต่างในด้านของสีอยู่ไม่น้อยเลย

ASUS Vivobook Pro 15

กล้องเว็บแคมที่มากับ ASUS Vivobook Pro 15 OLED ความละเอียด Full-HD 1080p มีความคมชัดสูง และยังมี Privacy Shutter ที่ปิดฝาด้านหน้ากล้อง เพื่อความเป็นส่วนตัว และเทคโนโลยี 3DNR ที่ช่วยเพิ่มความคมชัดของภาพ ด้านข้างมาพร้อมไมโครโฟน พร้อมฟีเจอร์ที่เรียกว่า AI Noise Cancellation ในการตัดเสียงรบกวน ให้การสนทนาที่ชัดเจน โดยเฉพาะคนที่ต้องการความคมชัดในด้านของเสียง และใช้งานในที่ที่มีเสียงโดยรอบ ซึ่งจากการใช้งานในห้องทำงาน ที่มีพนักงานนั่งรวมกัน อาจจะมีเสียงแทรกมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังมีความเคลียร์ชัดได้ดี และคุณยังเข้าไปปรับแต่งเพิ่มเติมได้จากซอฟต์แวร์ MyASUS ในการตั้งค่าเสียงรบกวน จากด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงการปิดเสียงที่มาจากรอบด้านได้ ฟีเจอร์นี้่ค่อนข้างจะได้ประโยชน์ในการใช้งานในหลายๆ สภาวะได้ดี

Webcam 2

และเมื่อเราดูจากการเคลมของ ASUS ที่ว่าสเปคมา หลายอย่าง เช่น ค่า DCI-P3 100% และ Delta-E น้อยกว่า 2 ซึ่งผลที่ได้ก็อยู่ที่ 100% DCI-P3 Coverage และ Delta-E ก็ถือว่าใกล้เคียง เพราะค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.14 เท่านั้น แต่สูงสุดก็มากกว่า 2 อยู่เหมือนกัน แต่ก็ถือว่าให้ขอบเขตสีที่กว้าง

DisplayCAL test

ส่วนค่าความสว่างจากการทดสอบบน DisplayCAL ก็ทำได้ถึง 388cd/m2 ซึ่งใกล้เคียงกับที่ทาง ASUS เคลมเอาไว้อีกด้วย ถือว่าจอภาพที่ให้มาบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะกับการทำงานได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะงานที่ซีเรียสเรื่องสี เช่น การพรีเซนเทชั่นสินค้าให้ลูกค้า ตรวจงานอาร์ตเวิร์กหรือต้องส่งงานโปรดักส์ชั่น ก็พอรับไหว

ASUS Vivobook Pro 15

ชุดลำโพงที่อยู่ด้านล่างทั้งซ้ายและขวา ให้ทิศทางเสียงกดลงพื้นโต๊ะ และสะท้อนเสียง เพื่อการรับฟังได้ชัดเจนมากขึ้น


Connector / Thin And Weight

ASUS Vivobook Pro 15

ทางด้านซ้าย จะมีเพียงพอร์ต USB 2.0 Type-A มาให้ 2 พอร์ต และไฟแสดงสถานะ และไฟแบตเตอรี่

ASUS Vivobook Pro 15

พอร์ตทางด้านขวา ประกอบด้วย DC-In สำหรับชาร์จไฟ, USB 3.2 Type-A, HDMI 2.1, Thunderbolt 4 อย่างละ 1 พอร์ต พร้อมสล็อต microSD card reader และ 3.5mm Audio jack โดยที่ Thunderbolt 4 รองรับการถ่ายโอนข้อมูลความเร็วสูง, การชาร์จไว และการแสดงผลร่วมกับ DP ได้อีกด้วย

ASUS Vivobook Pro 15

ลองต่อสายแบบจัดเต็ม ระยะช่องไฟมีพอสมควร ให้หัวต่อต่างๆ สามารถติดตั้งกันอย่างใกล้ชิดได้ แต่ก็จะมีบางอุปกรณ์ที่มีหัวต่อขนาดใหญ่ อาจจะไม่สะดวกต่อการติดตั้ง เพราะจะไปเบียดกับสายต่อข้างๆ ได้ แต่ส่วนใหญ่ สามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งหมด แต่ที่ติดอยู่เล็กน้อยก็คือ น่าจะมีพอร์ต RJ-45 สำหรับสาย LAN มาให้บ้าง เพราะเป็นโน๊ตบุ๊คจอ 15.6″ และเป็นสาย Creator ด้วย โดยส่วนตัวมองว่ามีบทบาทต่อการใช้งานพอสมควร

ASUS Vivobook Pro 15

น้ำหนักที่ชั่งได้สุทธิก็คือ 1.79Kg ซึ่งเบากว่าที่เคลมไว้หน้าสเปคคือ 1.8Kg อยู่นิดหน่อย ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี อาจจะเหมาะวางโต๊ะ แทนพีซีก็ได้ หรือจะพกพาใส่กระเป๋าไปพบลูกค้าก็ยังพอไหว เพราะถ้าเทียบกับโน๊ตบุ๊คในระดับใกล้กันอย่างที่เป็นเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค ยังถือว่าเบากว่าพอสมควร

ASUS Vivobook Pro 15

จะไม่บอกน้ำหนักอแดปเตอร์ ก็กลัวว่าจะไม่ครบ ก็จะประมาณ 400 กรัม เมื่อรวมกับตัวเครื่องแล้ว ก็อยู่ราวๆ 2.2Kg ครับ เน้นงานสั้นๆ ข้างนอก ไม่ต้องพกก็ได้ หรือถ้าจะเดินทางพกไปใส่กระเป๋าเป้ ก็ยังไหว


Inside / Upgrade

ASUS Vivobook Pro 15

การแกะเปิดฝาหลัง เพื่อดูองค์ประกอบภายใน ทำได้ไม่ยากครับสำหรับโน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook Pro 15 รุ่นนี้ เพราะใช้น็อตประมาณ 10 ตัวเท่านั้น แต่ส่วนที่เป็นพอร์ตด้านข้าง กับบริเวณใกล้กับบานพับอาจจะแน่นไปบ้าง แต่ใช้เครื่องมือที่เป็นพลาสติกบางๆ แกะออกมาได้ และภายในจะเป็นแบบในภาพนี้เลย การจัดวางสิ่งต่างๆ ทำได้ลงตัวดี กับชุดระบายความร้อน ASUS IceCool Plus พัดลมขนาดใหญ่ 2 ตัวและฮีตไปป์ที่วิ่งมาแบบเรียบง่าย

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS จัดวางชิ้นส่วนต่างๆ เรียกว่าเต็มพื้นที่ภายในมาเลยทีเดียว โดยเฉพาะพัดลมขนาดใหญ่ 2 ตัว และฮีตไปป์ ที่ช่วยในการระบายความร้อนกับเทคโนโลยี ASUS IceCool Plus โดยมีฮีตไปป์ 2 เส้น วิ่งผ่านระหว่างซีพียู และกราฟิก ซึ่งอาจจะดูน้อยไปบ้าง ถ้าเทียบกับเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่เยอะกว่าโน๊ตบุ๊คพื้นฐานทั่วไป เพราะมีพัดลมให้ถึง 2 ตัวด้วยกัน

ASUS Vivobook Pro 15

ด้านบนเป็นแรมระบบ LPDDR5 4800 ความจุ 16GB ติดตั้งมาบนบอร์ดให้แล้ว แต่ไม่มีสล็อตเพิ่มเติมมาให้ อย่างไรก็ดีแรมระดับ 16GB นี้ ก็มากพอสำหรับการใช้งานในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นแรม DDR5 ที่มีความเร็วและแบนด์วิทธิ์ที่กว้างกว่า DDR4 พอสมควร การใช้งานที่ต้องการทั้งความเร็ว และทำงานร่วมกับปริมาณข้อมูลเยอะๆ จะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้มากขึ้น

ASUS Vivobook Pro 15

ถัดลงมาจากพัดลม ก็จะมี Storage ที่เป็น SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe 3.0 มาให้ ความจุ 512GB และมีให้เพียงสล็อตเดียวเท่านั้น ซึ่งจากการทดสอบความเร็วอยู่ในระดับ 3,000MB/s (Read) ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ที่จัดการซอฟต์แวร์และงานต่างๆ ได้ในระดับที่ดี รวมถึงการเปิดเครื่อง และเข้าโปรแกรมอีกด้วย ส่วนการอัพเกรดต้องใช้การถอดเปลี่ยนตัวเดิมเท่านั้น

ASUS Vivobook Pro 15

โน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook Pro 15 ยังได้รับการทดสอบตามมาตรฐาน MIL-STD 810H เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้ ว่ารองรับงานในสภาพแวดล้อมชีวิตประจำวันได้ดี ไม่ว่าจะเป็น การสั่นสะเทือน เช่น การวางในรถหรือใกล้เครื่องจักร ตกกระแทก ความร้อนสูง หรือมีความเย็นและเมื่อต้องเจอกับความชื้นก็ตาม


Performance / Software

CPUz1

CPUz รายงานว่าเป็นซีพียู Intel Core i7-12650H เป็นซีพียูในตระกูลของเกมมิ่ง ที่ให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่สูง ทำงานในแบบ 10 core/ 16 thread สำหรับการใช้งานแบบมัลติทาส์กกิ้ง ความเร็วในการบูสท์ได้สูงสุดถึง 4.7GHz เหมาะกับโน๊ตบุ๊คในกลุ่มนี้ เพราะค่าการใช้พลังงานไม่สูงมาก และ Max. สูงสุดแค่ 115W เท่านั้น พอที่จะให้ทำงานแบบโหดๆ ในช่วงที่ไม่ได้เสียบชาร์จได้พอสมควร เพราะแบตให้มาถึง 70Whr

CPUz3 1

ASUS Vivobook Pro 15 ให้แรมระบบมา 16GB เป็นแบบ LPDDR5 ซึ่งถือว่าจัดจ้านในย่านราคากับกลุ่มโน๊ตบุ๊คเดียวกัน ซึ่งความจุระดับนี้ ก็ตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้านได้แล้ว โดยเฉพาะงานที่ต้องการทั้งแบนด์วิทธิ์ และความเร็ว เช่นการโอนถ่ายข้อมูลขนาดใหญ่ มีไฟล์จำนวนมาก และการเปิดไฟล์ขนาดใหญ่ เช่น ภาพหรือวีดีโอ รวมถึงการเปิดโปรแกรม ก็จะไหลลื่นมากขึ้น อย่างไรก็ดีเท่าที่เราเข้าไปเช็ค ไม่มีสล็อตสำหรับการอัพเกรด แต่ระดับ 16GB เท่าที่ทดสอบ รองรับความต้องการในชีวิตประจำวันของคุณได้เลย

CPUz3 2
CPUz2 2

GPUz สำหรับกราฟิกนั้นมีให้ทั้ง 2 แบบคือ Intel Iris Xe ที่มีอยู่ในซีพียู ซึ่งรองรับการใช้งานพื้นฐาน และความบันเทิงทั่วไป นอกจากนี้สำหรับเหล่าเกมเมอร์ ASUS ก็ให้กราฟิกแยกมาด้วยในรุ่น GeForce RTX3050Ti ซึ่งมาพร้อม VRAM GDDR6 4GB และเป็นตัวท็อปสุดของสายนี้ เพราะยังมี RTX3050 รุ่นน้อง ซึ่งเป็นรุ่นรอง และมีอยู่ในโมเดลของ ASUS รุ่นนี้ด้วย ราคาประมาณ 38,990 บาท

ASUS Vivobook Pro 15

CrystalDiskMark ให้ผลการทดสอบอยู่ในะดับที่ดี กับการอ่านข้อมูล 3,000MB/s และเขียน 1,600MB/s โดยประมาณ ซึ่งผลที่ได้ถือว่าทำได้ดีกว่า Vivobook 16 ที่เคยทดสอบมาเล็กน้อย ส่วนหนึ่งก็มาจากการใช้ SSD M.2 NVMe PCIe 3.0 x4 แต่ก็ตอบโจทย์ในงานต่างๆ ได้ดีไม่น้อยเลย การเปิดโปรแกรมและเกมก็ทำได้รวดเร็วดี แต่ถ้าใครจะอยากเพิ่มความเร็วมากขึ้น ลองเป็น SSD PCIe 4.0 ก็ช่วยได้มากเลยครับ

ASUS Vivobook Pro 15

การทดสอบโดยรวมของระบบบน PCMark10 ที่แสดงให้เห็นศักยภาพในการทำงานในชีวิตประจำวัน โดยตัวเลขส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะกับ Essential ที่เป็นการทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์พื้นฐานในชีวิตประจำวัน และด้าน Productivity ที่ทำคะแนนไปได้ถึง 8,564 ส่วน Digital Content ที่เป็นงานในด้านมัลติมีเดีย การเรนเดอร์วีดีโอ ซีพียูและแรมมีส่วนสำคัญ ก็ทำไปได้ถึง 7,651 ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ผู้ที่ใช้งานในด้านนี้ได้มากทีเดียว

ASUS Vivobook Pro 15

การทดสอบ ASUS Vivobook Pro 15 ด้วยโปรแกรม CINEBench ซึ่งเป็นตัวแทนของ CINEMA4D ซีพียูสามารถให้ประสิทธิภาพได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการทำงานที่มี Core/Thread จำนวนมากแบบนี้ ก็ทำให้มีความลื่นไหลมากขึ้น เมื่อเทียบกับซีพียูในระดับใกล้เคียง ถือว่า Intel Core i7 นี้ มีความโดดเด่นไม่น้อยเลยในหลายการทดสอบ ในโหมดของการทำงาน อย่างเช่น เรนเดอร์ 3D และตัดต่อวีดีโอ ก็ยังไปได้สวย สำหรับสาย Content Creator ที่กำลังเริ่มต้นกับงานวีดีโอพื้นฐาน ทำคลิปง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน หรือทำพรีเซนเทชั่นเพื่อนำเสนอกับลูกค้า

Ray Bench scaled

การทดสอบ V-RAY ด้วยการเรนเดอร์กราฟิก 3 มิติทั้งในส่วนของซีพียูและ GPU ซึ่งผลที่ได้เป็นดังนี้ V-RAY CPU ได้ที่ 12730Ksample และ V-RAY GPU 201Mpaths

Game test 1

ผลที่ได้จากการทดสอบด้วยเกม 3 มิติ ASUS Vivobook Pro 15 ถือว่าไหลลื่นดีทีเดียว จากการทดสอบบน Settings Medium และ Balance บนความละเอียด Full-HD 1080p ส่วนของเกมที่ใช้สเปคหนักหน่อยอย่าง SCUM ก็ไปได้เกือบ 100fps. และเฉลี่ยที่ราว 82fps. ภาพออกมาสวยเนียนดีทีเดียว ซึ่งขยับมาเล่นที่ High พอได้ แต่อาจจะต้องเซ็ตค่า Detail บางอย่างลง เพื่อให้ได้อยู่ที่ 50fps ก็ดูสวย ส่วน Resident Evil Village เกมนี้ก็เล่นได้อย่างสบายตา เมื่ออยู่ในโหมดนี้ ลดความหลอนไปได้ระดับหนึ่ง กับการเคลื่อนไหวที่คล่องตัว นิ่งๆ อยู่ที่ 140fps. สำหรับ Average เกมนี้คุณตั้ง High ก็ยังสนุกได้ เพราะจากที่ได้ลองก็มีระดับ 90fps++ ไหลลื่นสนุกได้เต็มที่

ทำงานด้านตัดต่อวีดีโอ: เรา Export Video ด้วยไฟล์ 4K 30fps. ได้ลื่นไหล พรีวิวได้ไม่สะดุด เมื่อใช้งานร่วมกับ Adobe Premier Pro เรื่องการแต่งภาพทำได้อยู่แล้ว หน้าจอ OLED สีตรง ให้ความมั่นใจได้ในงานด้านนี้

MyASUS1

เพิ่มเติมให้อีกนิดสำหรับคนที่ใช้โน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook Pro 15 รุ่นนี้ กับซอฟต์แวร์ MyASUS ตั้งแต่การเช็คฮาร์ดแวร์ มอนิเตอร์ระบบ ดูเรื่องการรับประกัน การขอคำแนะนำเมื่อเกิดปัญหา รวมไปถึงการเปิด-ปิดฟีเจอร์ และจูนอัพระบบมีมาให้ครบ ยังไม่รวมถึงโปรโมชั่นต่างๆ ที่คุณจะได้รับเป็นพิเศษ และข่าวสารจากทาง ASUS อีกด้วย แนะนำให้ใช้ครับ เพราะรวมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่คุณใช้ในการปรับแต่งระบบไว้ในนี้แล้ว หน้าตาอินเทอร์เฟสก็ดูใช้งานง่าย สะดวกมากครับ


Battery / Heat / Noise

ASUS Vivobook Pro 15

พื้นที่ด้านล่างเป็นจุดที่ใช้ดูดลมเย็นตามมาตรฐาน โดยเป็นช่องลมขนาดเล็ก ดูดลมเย็นเข้ามาในระบบ โดยในแต่ละช่องจะมีทั้งช่วงที่เปิดและปิดเอาไว้ เข้าใจว่าออกแบบให้ตรงตามจุด ที่เป็นช่องทางระบายลมเข้าสู่พัดลม และช่วงที่เป็นฮีตไปป์ โดยปิดในช่องที่เป็นฮาร์ดแวร์สำคัญเอาไว้ เพื่อความปลอดภัย

ASUS Vivobook Pro 15

ช่องทางลมออก จะอยู่ทางด้านหลัง ส่วนใต้ของจอภาพ แต่จะถูกผลักออกทางด้านล่าง ตามช่องทางที่บังคับเอาไว้ ซึ่งจะอยู่ทางด้านหลังซ้ายและขวา โดยจะไม่ได้ดีไซน์ออกทางด้านข้าง อย่างเช่นบนเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค

ASUS Vivobook Pro 15

ASUS จัดเตรียมระบบระบายความร้อนที่เรียกว่า ASUS IceCool Plus มาบน ASUS Vivobook Pro 15 กับใบพัดขนาดเล็กจำนวนมาก พร้อมตัวครอบลดเสียง ซึ่งจากการทดสอบใช้งาน ในโหมด Full load เมื่อรันทั้งซีพียู และกราฟิกการ์ด ผ่านทาง Furmark เสียงรบกวนแม้จะมีความดังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถือว่ารบกวนแต่อย่างใด และระบบยังจัดการเรื่องความร้อนได้ดีอีกด้วย

BatteryMon

แบตเตอรี่ที่ติดมากับโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้เป็นแบบ 3-cell 70Whr ซึ่งอยู่ในระดับที่ค่อนข้างใหญ่ สำหรับโน๊ตบุ๊คในระดับเีดียวกัน และยังมากกว่าใน Vivobook 16 ที่เราได้รีวิวไป แต่ในส่วนหนึ่งก็เพราะการเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีกราฟิกแยก ที่เพิ่มเติมเข้ามาในรุ่นนี้ ทำให้มีระยะการทำงานได้นานขึ้น ซึ่งในการทดสอบของเรา ยังคงเป็นมาตรฐาน นั่นคือ การเปิดเสียงและระดับความสว่างที่ประมาณ 20% เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง และจำลองด้วย Video Playback ด้วยการเล่นวีดีโอ 4K ต่อเนื่องและวัดผลด้วยโปรแกรม BatteryMon ซึ่งผลที่ได้ รายงานว่าอยู่ในระดับ 6 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจเลยทีเดียว เพราะถ้าหากใช้และสลับการสแตนบายไป ก็น่าจะได้ถึง 7-8 ชั่วโมง

ASUS Vivobook Pro 15

ในแง่ความบันเทิง โดยเฉพาะในเรื่องของเสียง ASUS Vivobook Pro 15 OLED ก็จัดเตรียมมาเอาใจคอบันเทิงแบบเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็น ระบบเสียง Dolby Atmos ที่เพิ่มมิติของเสียงได้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยากได้รายละเอียดของเนื้อหา อย่างเช่น การชมภาพยนตร์ ซึ่งจากที่เราได้ลองกับการชมภาพยนตร์ในหลายๆ เรื่อง ความโดดเด่นน่าจะอยู่ที่การเพิ่มรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ภายในฉาก เช่น แรงกระแทกจากรถชน และเสียงของกระจกที่แตกกระจาย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ยังให้ความชัดเจนได้ดี หรือจะเป็นลมหายใจของ Indominus rex กับเสียงที่แรพเตอร์สื่อสารกัน และฉากการเปลี่ยนร่างของเหล่าออโตบอท ที่ออกมาน่าติดตามมากขึ้น และอีกส่วนที่มีบทบาทไม่แพ้กันก็คือ ระบบเสียงสเตอริโอจาก Harman Kardon ที่ทำให้เอฟเฟกต์เสียงดุดันมากขึ้น คอเกมได้ประโยชน์ เวลาที่อยากได้ความตูมตาม และ Smart Amp ที่ติดมากับลำโพง ที่ยิงลงพื้นสะท้อนขึ้นมา การเพิ่มเลเวลเสียงได้หนักหน่วง แทบไม่มีอาการแตกพร่า เรียกว่าดูหนัง เล่นเกม หรือจะสนทนาออนไลน์ ได้แบบเต็มอิ่ม

Temp

ทดสอบการระบายความร้อนบน ASUS Vivobook Pro 15 OLED ด้วยการรัน CPU Burner บน Furmark ด้วยการให้ซีพียูทำงานแบบ 100% หรือ Full load อย่างเต็มที่ทุกคอร์ ในห้องอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งผลที่ได้นั้นบางจังหวะ ที่ขึ้นไปถึงระดับ 90++ องศาเซลเซียส และลดลงมาเป็นระยะ สำหรับ Core P ที่ทำงานหนักสุด จะอยู่ที่ราวๆ 92-94 องศาเซลเซียส ที่เป็น Package อยู่ที่ 89-92 องศาเซลเซียส แต่อย่างที่ได้แจ้งไปในทุกครั้งคือ นี่เป็นการเร่งการทำงานของซีพียูระดับ 100% ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งโดยปกติที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวัน แทบจะไม่ได้เจอกับสภาพการทำงานเช่นนี้ เช่น ทำไฟล์เอกสารจะอยู่ที่ราว 20-30% และการเล่นเกม ก็ไปที่ประมาณ 40-60% เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้อุณหภูมิไม่ได้สูงแต่อย่างใด

ASUS Vivobook Pro 15


Conclusion / Award

ในภาพรวม ASUS Vivobook Pro 15 OLED รุ่นนี้ ให้คะแนนเรื่องจอนำมาก่อนเลย และดูจะตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้านได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคมชัดกับ Resolution 2.8K บนจอ 15.6″ มีความลงตัวอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่คุณจะได้ นอกเหนือจากภาพที่มีความละเอียดสวยงามแล้ว ยังให้พื้นที่แสดงผลที่มากขึ้น การจัดวาง Tools บนโปรแกรมทำงานด้านภาพและวีดีโอ คุณจะเลือกใช้เครื่องมือทำงานได้ง่ายกว่า Full-HD อยู่มากทีเดียว สีสันโดดเด่นมาแต่ไกล แบบที่ไม่ต้องไปใส่ใจเปิด HDR ในฟีเจอร์ของ Windows ด้วยซ้ำ จากที่ได้ลองใช้กับการสตรีมมิ่งวีดีโอระดับ 4K การให้สีที่เด่นชัด พื้นหลังดำ ก็ดำสนิท การเกลี่ยสีที่ดูสบายตา ทำให้ดูหนังได้แบบเพลินๆ หรือจะใช้ในงานวีดีโอและการตกแต่งภาพ ขอบเขตสีและความเที่ยงตรงของสีในระดับ DCI-P3 100% และ Delta-E น้อยกว่า 2 คือเติมสิ่งที่หลายคนได้ขาดไปกลับมาได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้นกับการเป็น Content Creator มีงบไม่มาก อยากได้โน๊ตบุ๊คทำงาน สีตรง และพกพาได้ ตัดต่อสะดวก

นอกจากนี้ก็ยังได้ Windows 11 Home คู่มากับ Office Home and Student 2021 พร้อมกับ Perfect Warranty ที่ครอบคลุมถึงอุบัติเหตุมาด้วย สนนราคาของ ASUS Vivobook Pro 15 OLED รุ่นที่เราได้มาทดสอบนี้ เป็นซีพียู Intel Core i7 และ RTX 3050 Ti ราคาอยู่ที่ 43,990 บาท และอีกรุ่นจะราคาน่าสนใจเช่นกัน 38,990 บาท ได้เป็น Intel Core i5 และ RTX 3050 องค์ประกอบอื่นไม่ต่างกัน ส่วนตัวแนะนำรุ่นท็อปที่เรารีวิวนี้ เพิ่มเงินประมาณ 5 พันบาท แต่ได้เพิ่มซีพียูกับกราฟิกที่แรงขึ้นอีกดูลงตัวมากกว่า

award new multi media

แม้ว่าทางของ ASUS Vivobook Pro 15 OLED นี้ จะมาในแนวของ Content Creator หรือแนวกึ่งไลฟ์สไตล์ เพื่อการสร้างสรรค์ก็ตาม แต่ส่วนตัวมองว่าด้วยจอ OLED นี้ตอบโจทย์ในด้านมัลติมีเดียได้ดีไม่แพ้เรื่องของขุมพลังอย่าง Intel Core i7 ที่มีมาให้ รวมถึงยังมีกราฟิก GeForce RTX เพิ่มเติมเข้ามาด้วย ซึ่งการ์ดจอนี้ ช่วยในด้านความบันเทิงได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในการเล่นเกม จอขนาดใหญ่ 15.6″ ความละเอียด 2.8K ก็ได้ภาพที่คมชัดมากขึ้น ได้ Certified Display HDR True Black 600 มีรายละเอียดที่น่าติดตาม และฟีเจอร์อย่างระบบเสียง Dolby รวมถึงลำโพง Harman Kardon ที่มาพร้อมแอมป์ในตัว เพิ่มพลังเสียงให้กับการชมภาพยนตร์และการเล่นเกมได้อย่างสนุก เมื่อรวม 3 สิ่งนี้เข้าด้วยกัน ก็ทำให้รางวัลนี้ ดูเหมาะสมอย่างยิ่งกับโน๊ตบุ๊คจาก ASUS รุ่นนี้

from:https://notebookspec.com/web/667714-asus-vivobook-pro-15-oled

ASUS Vivobook 16 รีวิวโน๊ตบุ๊คจอกว้าง กาง 180 ทำงานเช็คหุ้น ดูหนังก็ปัง! พลัง Ryzen 5

ASUS Vivobook 16 จอกว้าง พอร์ตเยอะ ทำงานหรือบันเทิงก็ลงตัว ฟีเจอร์ครบ Ryzen 5 แค่ 22,990.-

ASUS Vivobook D1603Q cov6

ASUS Vivobook 16 การที่มีเครื่องมือช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา การเลือกโน๊ตบุ๊คสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันได้สะดวกสบายก็เช่นกัน ASUS Vivobook เป็นไลน์โน๊ตบุ๊คกลุ่มไลฟ์สไตล์ ซึ่งเวลานี้มีให้เลือกหลากหลายรุ่น เช่นเดียวกับ ASUS Vivobook 16 ที่เรานำมาให้ชมกันในวันนี้ ก็น่าสนใจไม่น้อย ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ 16″ ความละเอียด 1920×1200 ในแบบ 16:10 กางออกได้ 180 องศา เพื่อแชร์ไดเดียเด็ดๆ ของคุณให้คนอื่นๆ ได้ชม ยกขุมพลังซีพียู AMD Ryzen 5 5600H ที่ถือว่าเป็นซีรีส์ของเกมมิ่งมาให้ผู้ใช้ได้ทำงานต่างๆ ลื่นไหลมากขึ้น เพิ่มเทคโนโลยีการระบายความร้อนมาเป็นพิเศษ ลดเสียงรบกวน จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบและใช้วัสดุแข็งแรง น้ำหนักเบาแม้จะเป็นโน๊ตบุ๊คที่มีจอใหญ่ก็ตาม และเคลือบสารป้องกันแบคทีเรียมาด้วย กล้องเว็บแคมที่ให้ความเป็นส่วนตัว ปิดการใช้งานได้ด้วยปลายนิ้ว และคีย์บอร์ด ErgoSense ให้มุมการกดที่เข้ากับสรีระ การกดที่นุ่มนวล และตอบสนองได้ดี เพิ่มความเร้าใจด้วยระบบเสียง ASUS SonicMaster เช่นเดียวกับพอร์ตต่อพ่วงที่มีให้อย่างครบครัน และการเชื่อมต่อไร้สายอีกมากมาย พร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home ในตัว และการรับประกัน 2 ปี กับราคาเริ่มต้นที่ 21,990 บาท


จุดเด่น

Advertisementavw
  • ให้พื้นที่แสดงผลขนาดใหญ่ 16″
  • กางหน้าจอได้ 180 องศา
  • ให้ซีพียูระดับเกมมิ่ง AMD Ryzen 5 5600H
  • มีสล็อตอัพเกรดแรมเพิ่ม
  • ขอบจอบางมาก มี Privacy shutter มาให้
  • มีพอร์ต USB Type-C มาให้
  • กราฟิกพอเล่นเกมพื้นฐานได้ในระดับ 30-40fps
  • แบตค่อนข้างอึด 50Whr ใช้ได้ราวๆ 8-9 ชั่วโมง

ข้อสังเกต

  • ถ้ามีพอร์ต LAN RJ-45 เพิ่มมาให้ก็น่าจะดี

ASUS Vivobook 16 D1603


Specification

ASUS Vivobook 16 รายละเอียดผลิตภัณฑ์
สี Quiet Blue
ระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home – ASUS recommends Windows 11 Pro for business
โปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 5 5600H Mobile Processor (6-core/12-thread, 19MB cache, up to 4.2 GHz max boost)
กราฟิก AMD Radeon™ Vega 7 Graphics
จอภาพ 16.0-inch, WUXGA (1920 x 1200) 16:10, IPS-level Panel, 300nits, 45% NTSC color gamut for non-OLED, Anti-glare display, Screen-to-body ratio86 %
หน่วยความจำ 8GB DDR4 on board
ตัวจัดเก็บข้อมูล 512GB M.2 NVMe™ PCIe® 3.0 SSD
ช่องเสียบ 1x DDR4 SO-DIMM slot
การเชื่อมต่อ 1 x USB 2.0 Type-A
1x USB 3.2 Gen 1 Type-C
2 x USB 3.2 รุ่น 1 Type-A
1 x Micro HDMI 1.4
1x 3.5mm Combo Audio Jack
คีย์บอร์ดและทัชแพด Chiclet Keyboard with Num-key, 1.4mm Key-travel, Touchpad
กล้อง 720p HD camera
With privacy shutter
เสียง SonicMaster
with Cortana and Alexa voice-recognition support
การเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6(802.11ax) (Dual band) 2*2 + Bluetooth 5
แบตเตอรี่ ลิเธียมไอออน 50WHrs, 3S1P, 3 ก้อน
พาวเวอร์ซัพพลาย ø4.5, 90W AC Adapter, Output: 19V DC, 4.74A, 90W, Input: 100~240V AC 50/60Hz universal
น้ำหนัก 1.88 kg
ขนาด (กxยxส) 35.84 x 24.77 x 1.99 ~ 1.99 cm
แอปที่มาพร้อมเครื่อง MyASUS
คุณสมบัติ MyASUS System diagnosis
Battery health charging
Fan Profile
Splendid
Function key lock
WiFi SmartConnect
Link to MyASUS
TaskFirst
Live update
ASUS Intelligent Performance Technology
AI Noise Canceling
Microsoft Office รวม Office Home และ Student 2021
Military Grade US MIL-STD 810H military-grade standard
Regulatory Compliance
Energy star
ความปลอดภัย BIOS Booting User Password Protection
Trusted Platform Module (Firmware TPM)
BIOS setup user password
ภายในกล่อง Backpack
ราคา 22,990 บาท

ข้อมูลเพิ่มเติม: ASUS


Hardware / Design

ASUS Vivobook 16

ASUS Vivobook 16 D1603Q รุ่นนี้ มาในโทนสีที่เรียกว่า Quiet Blue ซึ่งเรียกว่าแทบจะเป็นสีประจำรุ่นก็ว่าได้ รวมไปถึงโน๊ตบุ๊คกลุ่มธุรกิจ อย่างเช่น ExpertBook ในหลายๆ รุ่น ซึ่งถือว่าค่อนข้างโดดเด่น และดูจะเข้ากันได้ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะใช้งานในออฟฟิศ ออกไปนั่งร้านกาแฟ หรือจะไปพบลูกค้านอกสถานที่ ส่วนตัวค่อนข้างชอบสีนี้ เพราะเห็นเป็นรอยนิ้วมือได้ยาก และดูสุขุมเลยทีเดียว เช่นเดียวกับบอดี้ ที่ยังคงความกระทัดรัดเอาไว้ แม้ว่าจะอยู่ในแนวของโน๊ตบุ๊ค 16″ ก็ตาม

ASUS Vivobook 16

โคงสร้างหลักแข็งแรง Cover ยังคงเป็นแบบ ABS แต่จะไม่ได้เป็นซอฟต์ทัชแบบเดียวกับใน Zephyrus แต่เรื่องของสีสัน จะดูเป็นแบบสีด้าน ไม่มันเงา ไม่ต้องกลัวเรื่องริ้วรอยมากนัก ส่วนบอดี้หลักจะมีทั้งเป็นโลหะในบางส่วน ทำให้สัมผัสแข็งแรง และให้ความยืดหยุ่นพอสมควร มีการลบเหลี่ยมมุม เพื่อให้บอดี้ดูมีความบางและเล็กลงอีกด้วย สังเกตได้จากขอบด้านข้างทั้ง 4 ด้าน รวมถึงด้านใต้ของพอร์ตทั้ง 2 ด้าน

ASUS Vivobook 16

กรอบบานของหน้าจอบางเป็นพิเศษ ในส่วนนี้ ASUS เคลมว่าให้สัดส่วนพื้นที่หน้าจอแสดงผลมากถึง 86% เมื่อเทียบกับบอดี้ทั้งหมด ซึ่งดูแล้วเป็นผลดีสำหรับผู้ใช้ทั้งในงานเอกสาร ท่องเว็บหรือจะเน้นความบันเทิง เพราะไม่มีเรื่องของขอบหนาๆ มาทำให้เสียอรรถรสและยังมีส่วนทำให้บอดี้โดยรวมเล็กลงอีกด้วย

ASUS Vivobook D1603Q 36

มาพร้อมกล้องเว็บแคมความละเอียด HD พร้อมไมโครโฟน แต่ไม่รองรับการล็อคอินด้วยใบหน้าผ่านทาง Windows Hello พร้อมที่ปิดกล้อง privacy shutter โดยมีไมโครโฟน และมีไมโครโฟน ASUS AI Noise-Canceling ปรับระดับการตัดเสียงรบกวนที่จะแทรกเข้ามาขณะใช้งานได้หลายรูปแบบ ร่วมกับเทคโนโลยี Ai

ASUS Vivobook 16

คีย์บอร์ด ASUS ErgoSense ในแบบ Full-size จัดเต็ม ถูกวางไว้จนเกือบเต็มพื้นที่กับปุ่มขนาดใหญ่ กดพิมพ์ได้ง่าย ดูสบายตากับฟอนต์ที่คมชัด และวางฟังก์ชั่นต่างๆ รวมถึงฮอตคีย์ให้ใช้งานอีกเพียบ ไม่ว่จะเป็นการเปิด-ปิดฟังก์ชั่น เพิ่มลดระดับเสียง แสงสว่าง รวมถึงมี Numberpad มาให้พร้อมใช้ จะขาดไปบ้างก็น่าจะเป็นเรื่องแสงไฟ Backlit แต่ก็ดูแล้วไม่ใช่เรื่องที่น่าซีเรียสมากนักกับการใช้งานในแต่ละวัน

ASUS Vivobook 16

ASUS Vivobook 16 มีพอร์ตต่อพ่วงให้มาตามมาตรฐาน และน่าจะเยอะมากพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน โดยมี USB Type-A ให้ถึง 3 พอร์ตด้วยกัน และเพิ่ม USB-C มาด้วย แต่เน้นที่การถ่ายโอนข้อมูลเป็นหลัก รวมถึง HDMI นอกนี้ ยังรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย WiFi 6 ax และ Bluetooth ซึ่งเรียกว่าพร้อมสำหรับการเชื่อมต่อในเกือบทุกรูปแบบ

ASUS Vivobook 16

บานพับหน้าจอแข็งแรงและโดดเด่นในเรื่องของการกางออกได้ถึง 180 องศา ด้วยการออกแบบที่เรียกว่า lay-flat hinge เพื่อการแชร์ข้อมูลให้กับคนอื่นรอบข้างได้ดูพร้อมๆ กัน ซึ่งตรงกับแนวคอนเซปต์ของทาง ASUS ในการใช้งานในสำนักงานหรือจะเป็นด้านความบันเทิงภายในบ้านก็ตาม นอกเหนือจากหน้าจอในแบบ IPS ให้มุมมองกว้างขึ้น และจอขนาดใหญ่ การกางได้แบบนี้เป็นผลดีต่อการใช้งานมากขึ้น

ASUS Vivobook 16

ปุ่ม Enter ที่ใส่โลโก้ในแบบดั้งเดิมที่ทาง ASUS ออกแบบไว้ ซึ่งในความหมายจะคล้ายๆ ว่า เมื่อคุณพร้อม ก็กด Enter เพื่อเข้าสู่การทำงานกันดีกว่า หรือคล้ายเป็นการยืนยันว่า มั่นใจก็กดปุ่ม Enter เพื่อจบงานของคุณกันเถอะ ประมาณนี้

ASUS Vivobook 16

ฝาปิดด้านใต้เป็นโครงโลหะซ่อนอยู่กับบอดี้ที่เป็น ABS เจาะช่องดูดอากาศเย็นด้านใต้เครื่อง และปิดบางจุดเอาไว้ เพื่อเป็นการบังคับทิศทางลม และป้องกันชิ้นส่วนด้านใน เป็นช่องลมที่เรียบง่าย ต่างจากใน TUF Gaming และมีแถบยางที่เป็น Feet ยกตัวโน๊ตบุ๊คให้สูงขึ้นเล็กน้อย

ASUS Vivobook 16

ภายในจัดมาแบบหลวมๆ ไม่ได้แน่นจนเกินไป มีลักษณะการวางองค์ประกอบบางอย่างให้ทำงานได้ดีมากขึ้น และมีสล็อตแรมสำหรับการอัพเกรดได้ โดยทาง ASUS ใช้ระบบระบายความร้อนที่เรียกว่า IceCool technology ที่มาพร้อมใบพัดขนาดเล็ก เสียงรบกวนต่ำ และมีช่องระบายลมร้อนออก บริเวณด้านข้างซ้ายของโน๊ตบุ๊คอีกด้วย

ASUS Vivobook 16

อแดปเตอร์ชาร์จไฟให้มาไซส์ใหญ่แบบเดียวกับบน ASUS Vivobook 15 แต่ขยับมาเป็น 90W 4.74A ถือว่าตอบโจทย์ในการใช้งานได้ดีทีเดียว และขนาดเล็กกระทัดรัดประมาณฝ่ามือเท่านั้น น้ำหนักแค่ 300g จัดว่าเบาและสะดวกต่อการพกพาไม่น้อย สายไฟเป็นแบบยางเคลือบ ทนการพับงอได้ดี ความยาวประมาณ 1.50m

ASUS Vivobook 16

บอดี้โดยรวมถือว่าค่อนข้างลงตัว มิติอยู่ที่ประมาณ 35.84 x 24.77 และน้ำหนักเฉพาะตัวเครื่องราวๆ 1.8Kg เท่านั้น


Keyboard / Touchpad

ASUS Vivobook 16

ชุดคีย์บอร์ดมาในแบบ Chiclet Island ที่แยกส่วนและมีระยะห่างกันกำลังดี เหมาะทั้งสายพิมพ์งานยาวๆ แบบสัมผัส หรือผู้ใช้ทั่วไป ให้แรงกดไม่ลึกมากนัก มีการสะท้อนพอเหมาะ ซึ่งจะคล้ายๆ กันเกือบทั้งหมดในสายทำงานอย่าง Vivobook แต่จะกดลึกกว่า Zephyrus เล็กน้อย ขณะที่มีการตอบสนอง ปุ่มมาในแบบ Full-size ซึ่งมี NumberPad มาในตัว แต่จะไม่มีแสงไฟ Backlit มาให้

ASUS Vivobook 16

ปุ่มคีย์บอร์ดมีความน่าใช้ ใครที่เป็นคนที่พิมพ์แล้วต้องมองแป้นพิมพ์น่าจะชื่นชอบไม่น้อย นั่นก็เพราะตัวฟอนต์ที่ทำออกมาใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจน วางเลย์เอาท์ได้ลงตัว ปุ่ม Tab และ Accent อาจจะเล็กไปนิด แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้งานได้ง่าย

ASUS Vivobook 16

ปุ่ม Spacebar ตรงกลาง ไม่ยาวนัก แต่ก็ใช้งานได้สะดวกเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณใช้พิมพ์เป็นหลัก เพื่อให้การจัดวางปุ่ม Ctrl และ Alt ได้ใกล้มือยิ่งขึ้น

ASUS Vivobook 16

ส่วนทาง NumberPad ที่ประกอบไปด้วยปุ่มตัวเลขต่างๆ มี โดยยกแถบของ -, + เอาไว้ด้านบน และบรรดาเครื่องหมายพิเศษต่างๆ ส่วนตัวรู้สึกติดนิดหน่อยตรงปุ่ม Arrow ด้านล่าง ที่มีให้แบบครึ่งปุ่มเท่านั้น เล็กไปนิดนึง

จะเห็นว่าตรงปุ่ม Enter ค่อนข้างจะโดดเด่น เพราะมีการใส่ลายเส้นอารมณ์แบบป้าย Slate เวลาที่ถ่ายหนังเข้าไปด้วย ประมาณว่า กดสิ รออะไร เราจะได้เริ่มลุยงานกันเลย น่าจะประมาณนี้ โดยตัวปุ่มเกือบจะไปเชื่อมกับปุ่ม ฃ และ ฅ ทำให้มีพื้นที่ปุ่มมากขึ้นอีกนิด กดได้แม่นขึ้น

ASUS Vivobook 16

ASUS Vivobook 16 วางส่วนฮอตคีย์ที่อยู่ด้านบนก็เรียกว่ามีให้เกือบครบ หากต้องการใช้ปุ่ม F1-F12 แบบตรงไปตรงมา ไม่ต้องกด Fn สามารถเปิด ไม่อยากกด Fn ค้าง สามารถกดเลือก Hotkey priority mode ได้ ด้วยการกด Fn+Esc สลับปุ่ม Function Hotkey กับ F1-F12 ตามปกติ ซึ่งเมื่อกดสลับแล้วบนหน้าจอจะมีหน้าต่างแสดงการสลับการทำงานระหว่างปุ่ม F1-F12 หรือ Function Hotkey แสดงขึ้นมาบนหน้าจอให้เราได้ทราบอีกด้วย ทีนี้ก็จะกดที่ฮอตคีย์ได้ทันที ไม่ต้องกดพร้อมปุ่ม Fn

ASUS Vivobook D1603Q 49 1

ส่วนปุ่มฮอตคีย์นั้น ประกอบด้วย เปิด-ปิดเสียง, เพิ่ม-ลดเสียง, เพิ่ม-ลดแสงสว่างหน้าจอ, เปิด-ปิดทัชแพด, ต่อสัญญาณจอภายนอก, ไมโครโฟน, กล้องเว็บแคม, เรียกใช้ MyASUS และ จับภาพหน้าจอ

ASUS Vivobook 16

ทัชแพดขนาดใหญ่ประมาณ 8.5 x 13cm ถือว่ากว้างขวางทีเดียว หากเทียบกับโน๊ตบุ๊ค 13.3″ ที่ใช้อยู่ ต่างกันอยู่พอสมควร ซ่อนปุ่มกดซ้าย-ขวาเอาไว้ และใช้ Multi-Gesture ได้อีกด้วย เรียกว่าเอาใจสายท่องเน็ต ดูหนังและการเรียนออนไลน์ได้ดีทีเดียว

สติ๊กเกอร์มีอยู่เป็นปกติบนโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้ก็เช่นกัน นอกจากพื้นที่วางมือขนาดใหญ่แล้ว ก็ยังมีบรรดาสติ๊กเกอร์อย่าง AMD Ryzen 5, Perfect Warranty, และ Office Home and Student มาให้คุณได้ใช้ ไม่ต้องไปซื้อเพิ่ม รวมถึงอธิบายฟีเจอร์ที่มีอยู่มากมายบนโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ อาทิ กางได้ 180 องศา, มี Ai Noise cancelling หรือจะเป็น MyASUS, Physical webcam privacy เป็นต้น


Screen / Speaker

ASUS Vivobook 16

จอแสดงผลของ ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้ มาในไซส์ที่ใหญ่กว่าปกติ อยู่ที่ระดับ 16″ พื้นที่การทำงานมากขึ้นกว่าเดิม และเป็น Ratio หรือสัดส่วนแบบ 16:10 ให้พื้นที่แนวยาวที่มากขึ้น ด้วยความเป็นจอใหญ่ และขอบจอที่บางมาก จึงทำให้มีพื้นที่การแสดงผลที่มากขึ้น

ASUS Vivobook 16 ให้อารมณ์ในการดูหนัง หรือต้องเปิดไฟล์ภาพ และการพรีเซนเทชั่น จึงดูอิ่มเต็มตา คือเรื่องการให้ความสำคัญของ ASUS ในเรื่อง Screen-to-Body บอกได้เลยว่า ทำให้ ASUS ดูน่าสนใจมากขึ้นในหลายๆ รุ่น และหน้าจอแบบนี้ ทำให้การแบ่งหรือ Split Window รวมถึงการใช้ประชุมออนไลน์ มองเห็นสมาขิกได้จำนวนมากและชัดกว่าเดิม โดยเฉพาะคุณครู ที่ต้องดูลูกศิษย์ขณะที่สอนงาน บอกเลยว่าน่าจะชอบเป็นพิเศษ

ASUS Vivobook 16

ขอบด้านล่างยังถือว่าค่อนข้างบาง เพราะมีพื้นที่กรอบอยู่เล็กน้อย กว้างราว 1.5cm เท่านั้น ซึ่งทำให้ตัวจอมีมิติกว้างขึ้น และดูไม่เกะกะสายตา พร้อมโลโก้ ASUS Vivobook สีขาวบนพื้นสีดำ

ASUS Vivobook 16
Webcam1
Physical Webcam Shield

กล้องเว็บแคมนี้ให้ความละเอียด 720p HD ที่ให้ความคมชัดในระดับหนึ่ง มาพร้อมกับ Privacy shutter ในแบบที่คุณใช้เลื่อนเปิด-ปิดหน้ากล้องได้ด้วยตัวเอง ใช้ก็เปิด ไม่ใช้ก็ปิด เป็นการป้องกันตัวเอง ในแง่ของการมีโทรจันหรือไวรัสที่ใช้ช่องทางเข้าถึงกล้องของเราได้ไม่ง่าย รวมถึงคนที่มักจะเผลอลืมปิดกล้องหลังประชุม หรือออนไลน์ทำงานอยู่

Webcam 1

ส่วนคุณภาพของกล้องเว็บแคม ก็เป็นไปตามตัวอย่างนี้ ความคมชัดอยู่ในระดับมาตรฐาน เรื่องแสงสีพอใช้ได้ แต่ถ้าคุณเซ็ตห้องหรือวางไฟ ให้มีความสว่างที่หน้าบ้าง ก็จะทำให้ดูสวยเนียนขึ้นได้อีกเยอะ เหมาะกับการประชุมหรือการเรียน หรือคุณจะใช้ในการนำเสนองานก็พอใช้ได้เช่นกัน

สำหรับไฮไลต์อย่างหนึ่งของโน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้อยู่ที่ฟีเจอร์ 180° lay-flat hinge ที่สามารถกางหน้าจอออก 180 องศา มาพร้อมบานพับที่แข็งแรง โดยตัวจอที่กางออกนี้ เหมาะกับใช้ในโอกาสต่างๆ ได้มากมาย และถ้าจะให้ดี มีฟังก์ชั่นกลับภาพหน้าจอให้ได้เลย สำหรับแชร์ภาพให้คนตรงข้ามได้เห็น หรือแบ่งปันให้ดูกันได้หลายๆ คนก็คงจะดีไม่น้อย

ตัวอย่างภาพของเกม การสตรีมและการเล่นเกม เรารวมเอามาไว้ให้ได้ชมกัน ในส่วนของเกม ไม่มีติดขัด ยิ่งเป็นเกมสีสันสดใส เอฟเฟกต์อลังการอย่าง DOTA2, Overwatch, Apex หรือจะเป็นเกมอย่าง Diablo ก็ให้ภาพที่สวยงาม เพียงแต่ว่าในบางเกม ไม่สามารถอัพความละเอียด หรือเพิ่มความสวยงามเยอะๆ ได้ ตามสเปคของระบบ ส่วนการชมวีดีโอ ถือว่าทั้งรายละเอียดและความไหลเนียนของภาพ ทำได้ดี ดูได้เพลินตา และเมื่อเราลองปรับ HDR enable บน Windows ภาพที่ใด้ดูกลมกลืนมากขึ้น แม้จะไม่ได้ถูกวาง Certified ด้าน HDR มา แต่ Vivobook 16 นี้มีพื้นฐานของพาแนลมาดีพอสมควร เพราะให้ความต่างในการแสดงผลได้มากขึ้น แม้จะไม่ได้สดใสแบบ HDR OLED แต่ถ้ามาดูพื้นฐานของจอบนโน๊ตบุ๊คราคาประมาณ 22,990 บาทนี้แล้ว จัดว่าเกินคาด

ASUS Vivobook 16

บน Display Properties บอกข้อมูลของ Resolution เป็น 1920 x 1200 ในแบบ Native อาจจะทำให้ดูฟอนต์ใหญ่อยู่บ้าง แต่สามารถปรับ Scale ให้เหมาะกับความชอบของคุณได้เลย

Display CAL 1 2

ในแง่ของสีสันและความสดใส รวมถึงความแม่นยำของค่าสี ที่จะนำมาใช้งานนั้น แนะนำว่า ถ้าใช้งานในห้องปกติ ปรับความสว่าง 60-70% ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว หรือถ้าชอบแนวสว่างชัดๆ ไปเลย ก็เพิ่มอีกเล็กน้อยตามสะดวก โดยใช้ฮอตคีย์ F4, F5 ส่วนในแง่ของความแม่นยำ เราใช้โปรแกรม DisplayCAL กับอุปกรณ์ทดสอบหลักอย่าง ColorChecker มาทดสอบ ซึ่งผลที่ได้เป็นดังนี้ครับ ค่า Gamut อยู่ที่ราวๆ 60% อยู่ในเกณฑ์พื้นฐานของจอโน๊ตบุ๊คทำงาน ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องปกติ หากเป็นในกลุ่ม Vivobook 15 ที่เป็น OLED หรือ Zephyrus ตัวเกมมิ่ง ก็จะทำได้ดีกว่า แต่อย่าลืมว่าราคาก็จะดีดเพิ่มขึ้นไป ส่วนถ้ามีความจำเป็นจะต้องทำงานเกี่ยวข้องกับด้านภาพและสีเพิ่ม ให้มองจอทำงาน ที่ต่อแยกเพิ่มดูจะเหมาะสมมากกว่า

แต่อีกค่าหนึ่งดูน่าสนใจเช่นกัน นั่นคือ ค่าความสว่าง ที่จอนี้ทำได้เมื่อเปิดสุด 100% ให้ผลทดสอบได้ถึง 361cd/m2 ซึ่งเหมาะสำหรับการทำงานในที่ที่แสงน้อย หรือมีแสงรอบข้างค่อนข้างมาก หรือคนที่ใช้งานนอกสถานที่บ่อย แต่กรณีที่ใช้ในสำนักงาน ปรับในระดับ 60-70% ที่มีแสงไฟรอบข้างเพียงพอ ก็มองเห็นได้ชัดแล้วครับ


Connector / Thin and Weight

ASUS Vivobook 16

ส่วนฝั่งทางด้านซ้ายของโน๊ตบุ๊คนั้น จะมีเพียง USB 2.0 Type-A มาเพียงพอร์ตเดียวเท่านั้น แต่ใช้พื้นที่ว่างอีกส่วนหนึ่ง มาเป็นช่องระบายความร้อน ถือว่าเป็นไอเดียที่ดี การแยกฝั่งการใช้งานแบบนี้ เป็นผลดีหลายอย่าง ตั้งแต่การจัดระเบียบการต่อพ่วงอุปกรณ์ได้แล้ว ยังง่ายต่อการใช้ ไม่ต้องเกะกะอีกด้วย

ASUS Vivobook 16

โดยส่วนตัวการมี USB-C มาให้ก็จะเป็นการดีอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าได้เพิ่มฟังก์ชั่้น ที่นอกเหนือจากการถ่ายโอนข้อมูล ก็จะเป็นผลดีต่อผู้ใช้มากกว่าเดิม แม้ว่าการเติม Thunderbolt 4 เข้ามา อาจจะเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะอาจจะทำให้ราคาขึ้นไปเกินกว่า 25K ดังนั้นการเพิ่มบทบาทของ USB-C ก็ดูจะน่าสนใจไม่น้อย อย่างไรก็ดีหากผู้ใช้ไม่ได้ซีเรียส ก็อย่าลืมว่ายังมี HDMI ที่แสดงผลไปยังจอภายนอกได้อีกด้วย ก็พอจะตอบโจทย์ในด้านนี้ได้

ASUS Vivobook 16

ส่วนในเรื่องมิติและความบาง ASUS เคลมเอาไว้ว่า 1.99cm ก็เป็นเรื่องปกตินะของโน๊ตบุ๊คในระดับ 15.6″ หรือ 16″ แบบนี้ โดยเฉพาะการวัดในจุดที่หนาสุด เพราะอย่าลืมว่าโน๊ตบุ๊คจะต้องมีโครงสร้างส่วนหนึ่ง ในการรับภาระโดยรวมเช่นกัน ดังนั้นก็ต้องเพิ่มความแข็งแรง และส่วนตัวก็มองว่าไม่ได้เป็นปัญหา หากจะใส่เข้าไปในกระเป๋าเป้หรือใช้สะพายข้าง เพราะยังมีพื้นที่มากพอในการจัดวางสิ่งต่างๆ ได้ ไม่อึดอัดจนเกินไป

Weight 1
Weight 3

และน้ำหนักที่ได้ อยู่ที่ประมาณ 1.87Kg ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับที่เคลมเอาไว้ในเว็บไซต์ของ ASUS อยู่ที่ 1.88Kg เมื่อรวมกับแอดปเตอร์ขนาดเล็กๆ น้ำหนักประมาณ 300 กรัม ก็ทำให้โน๊ตบุ๊คจอใหญ่ๆ แบบนี้ หนักประมาณ 2.1Kg เท่านั้น ยังอยู่ในเกณฑ์ของการพกพาได้ และอยู่ในระดับเดียวกับโน๊ตบุ๊ค 15.6″ อีกด้วย จะใส่กระเป๋าเป้เดินทาง ก็ยังพอไหว จะเป็นชายร่างใหญ่หรือสุภาพสตรีที่ยกบ้าง วางบ้าง แวะหาลูกค้าทำงาน และวางในรถยนต์ก็ไม่เกะกะ


Inside / Upgrade

ASUS Vivobook 16

มาดูที่ด้านหลังหรือด้านใต้ของโน๊ตบุ๊ค ASUS Vivobook 16 นี้กันก่อนจะไปแกะ เพื่อดูด้านในและการอัพเกรด สำหรับคนที่อยากจะลองทำด้วยตัวเอง สามารถใช้ไขควง 4 แฉกในการแกะได้ มีน็อตประมาณ 13 ตัวด้วยกัน ไขง่ายมาก ส่วนการแกะฝาปิดนั้น อาจจะต้องใช้ความระมัดระวังเล็กน้อย

ASUS Vivobook 16

เมื่อเปิดฝาออกมา จะเห็นด้านในเป็นเช่นนี้ โดยจะเป็นโครงที่มีชิ้นส่วนปกป้องอุปกรณ์ด้านในอยู่พอสมควร เช่น ขาล็อคน็อต, SSD module รวมถึงตะแกรงกรองฝุ่นในจุดที่เป็นพัดลม

ASUS Vivobook 16

ภายในของ ASUS Vivobook 16 เมื่อเปิดฝาออกมาทั้งหมดแล้ว ภายในเราจะได้เห็นเมนบอร์ดในไซส์ขนาดมาตรฐาน ซึ่งใช้พื้นที่ประมาณ 1/3 ของพื้นที่ทั้งหมดภายใน สำหรับการจัดวางชุดระบายความร้อน แม้จะเป็นแบบพัดลมเดียว และใช้ฮีตไปป์ทองแดงจำนวน 2 เส้น วิ่งคู่กันจากฮีตซิงก์ของซีพียู ผ่านมายังช่องพัดลม และไปยังครีบระบายความร้อน และให้พัดลมที่ดูดลมเย็นเข้ามา เป่าออกไปทางด้านข้างซ้าย และทาง ASUS ใช้เทคโนโลยี IceCool Thermal ช่วยในการระบายความร้อน

ASUS Vivobook 16

ใบพัดลมเป็นแบบ 87 ใบขนาดเล็กมากๆ และยังเป็น Liquid-crystal polymer ซึ่งถือว่าเป็นผลดี เพราะทำให้มีความแข็งแรง และเสียงรบกวนน้อย ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานทั้งในด้านของการเล่นเกม ดูหนังต่อเนื่องหรือในช่วงที่โหลดซีพียูหนักๆ ได้ดีพอสมควร

ASUS Vivobook 16

ช่องที่เป็นทิศทางลมออกอีกช่องหนึ่ง ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลัง หรือใต้หน้าจอ เบี่ยงไปทางด้านซ้ายเล็กน้อย ช่วยให้การระบายอากาศทำได้คล่องตัวขึ้น

ASUS Vivobook 16

มาว่ากันที่การอัพเกรดกันบ้าง โดยพื้นฐาน ASUS Vivobook จะมาพร้อมกับแรมออนบอร์ด เช่นเดียวกัน รุ่นนี้มีมาให้ 8GB DDR4 แล้ว และยังมีสล็อตแรมเพิ่มให้อีก 1 สล็อต DDR4 SO-DIMM สำหรับการอัพเกรดอีกด้วย โดยเพิ่มได้อีกอย่างน้อย 24GB เมื่อรวมกับของเดิม

ASUS Vivobook 16

และอีกช่องหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ เดิมทาง ASUS ติดตั้ง SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe 3.0 x4 มาแล้ว 1 ตัว ความจุ 512GB ก็สามารถเพิ่มความจุ ด้วยการเปลี่ยนเป็น SSD ในรูปแบบเดียวกัน จะเพิ่มความจุหรือความเร็ว ก็ดูได้ตามความเหมาะสม ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัว ถ้าคุณเป็นคนที่มีข้อมูลเยอะมาก ใช้โปรแกรมค่อนข้างหลากหลาย การเพิ่มเป็น SSD 1TB ก็ดูน่าสนใจ เพราะราคาเวลานี้ก็ถูกลงมาก 1TB ราคาเริ่มต้นประมาณ 3 พันบาทเท่านั้น

ASUS Vivobook 16

แบตเตอรี่ที่ให้มาเป็นแบบ 3-cell 50Whr ซึ่งอยู่ในเกณฑ์กลางๆ เมื่อเทียบกับโน๊ตบุ๊คในขนาด 15.6″ หรือ 16″ ที่มีอยู่ในท้องตลาด เรื่องของระยะเวลาในการทำงาน สามารถเข้าไปดูในส่วนของการทดสอบ Battery / Heat / Noise กันได้เลยครับ

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ บริเวณที่เป็นบานพับทาง ASUS ออกแบบมาเป็นแนวยาวตลอดทั้งบอดี้ และมีจุดยึดที่แข็งแรงพอสมควร ทำให้พอมั่นใจได้ว่า จะใช้ไปได้แบบยาวๆ เมื่อต้องเปิด-ปิดๆ อยู่บ่อยครั้ง ยิ่งคนที่ต้องเดินทางบ่อย น่าจะให้ความสำคัญในจุดนี้ด้วยเช่นกัน


Performance / Software

ASUS Vivobook 16

มาสู่โหมดการทดสอบ เริ่มที่ CPUz กับการรายงานข้อมูลฮาร์ดแวร์ โดยแจ้งเป็นซีพียู AMD Ryzen 5 5600H ได้อย่างถูกต้อง ทำงานในแบบ 6 core/ 12 thread มีแคช L3 มากถึง 16MB ส่วนอินเทอร์เฟสการเชื่อมต่อเป็น PCI-Express 4.0 x16 แล้วนะ

ASUS Vivobook 16

แรมที่ติดตั้งมาเป็นแบบ DDR4 3200 ความจุ 8GB สามารถอัพเกรดเพิ่มเติมจากสล็อตที่มีมาให้บนเมนบอร์ดได้ แนะนำว่าถ้าคุณไม่ได้ติดเรื่องค่าใช้จ่ายมากนัก หรือต้องการประสิทธิภาพในงานที่มีการใช้ทรัพยากรเยอะ เช่น โปรแกรมแต่งภาพ เปิดไฟล์ขนาดใหญ่ หรือตัดต่อวีดีโอเบื้องต้น เพิ่มอีกสัก 16GB ก็จะเห็นศักยภาพที่ทำได้ดีมากขึ้น รวมถึงการเล่นเกมก็มีส่วนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

CPUz4

และกราฟิกที่มีมาพร้อมซีพียู AMD Ryzen 5 รุ่นนี้ เป็นรุ่น Radeon Vega Graphic ที่ถือว่าเป็นอีกเลเวลหนึ่งที่ช่วยให้การเล่นเกมหรือทำงานด้านวีดีโอได้ดียิ่งขึ้น โดยระบบจะจัดการเรื่อง Cache หรือ VRAM ให้อัตโนมัติ ผลที่ได้ในการเล่นเกมเป็นอย่างไร ดูได้จากการทดสอบครับ

CPUz5

เราลองทดสอบระดับประสิทธิภาพ ASUS Vivobook 16 เมื่อเทียบกับซีพียูที่เป็นอดีตตัวแรงของเหล่าเกมเมอร์อย่าง AMD Ryzen 7 2700X เรื่องของ Single-Thread นั้น Ryzen 5 5600H สามารถกระชากลูกเลี้ยงหลบไปยิงได้ไม่ยาก ส่วน Multi-Thread ก็ทำได้สูสีเลยทีเดียว เป็นรองอยู่เล็กน้อย แต่ย้ำว่า Ryzen 7 2700X นั้นเป็นซีพียู PC ที่มีค่า TDP สูงกว่าและมี Core/ Thread ที่มากกว่านะ

ASUS Vivobook 16

ระบบ Storage เป็น SSD จากทาง Micron 2210 เท่าที่เช็คฮาร์ดแวร์จะเป็นแบบ 3D NAND QLC เป็น SSD สำหรับกลุ่มเอนด์ยูสเซอร์ เริ่มต้นกับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพตอบโจทย์การใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีพอสมควร ร่วมกับอินเทอร์เฟส PCIe 3.0 x4 ซึ่งความเร็วในการอ่านอยู่ที่ประมาณ 2,200MB/s และเขียนที่ 1,100MB/s

ASUS Vivobook 16

ในการทดสอบด้วยโปรแกรม PCMark10 ทำคะแนนโดยรวมอยู่ที่ 5,642 คะแนน โดยมีคะแนนในส่วนของ Essentials และ Productivity ทำได้ค่อนข้างดี เกือบถึง 10,000 คะแนน

ASUS Vivobook 16

ส่วนการทดสอบ 3DMark กับกราฟิก Radeon Vega ที่ติดตั้งมาบนซีพียู ซึ่งยังคงทำคะแนนได้ดีพอสมควรในหลายการทดสอบ ซึ่งเชื่อว่าถ้าติดตั้งแรมเพิ่มเติมเข้าไป น่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานได้ดียิ่งขึ้น

ASUS Vivobook 16

ผลการทดสอบกับ CINEBench ในเวอร์ชั่นต่างๆ ด้วยซีพียูในระดับ 6 core/ 12 thread ก็จัดว่าตอบสนองการใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับซีพียูในระดับเดียวกัน

ASUS Vivobook 16

การทดสอบด้วยเกม 3 มิติ เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพในการเล่นเกม ด้วยกราฟิก AMD Radeon Vega นี้ ก็ถือว่าให้คุณเล่นเกมในแนวต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ทรัพยากรมากจนเกินไป หรือแทบจะไม่ต้องพึ่งพึงความสามารถของการ์ดจอแยก โดยเกมอย่าง DOTA2 ในโหมด Fastest ให้เฟรมเรตได้สูงถึง 80fps และเฉลี่ยอยู่ที่ราว 60fps ได้นิ่งๆ แม้ภาพจะไม่สวยงามหรูหรา แต่คุณยังคงได้เห็นเอฟเฟกต์และความลื่นไหลได้

ASUS Vivobook 16

โดยที่ในเกม Overwatch ก็ถือว่าทำตัวเลขเฟรมเรตออกมาได้ดีเช่นกัน โดยการตั้งค่าจะอยู่ที่ Low สามารถเล่นได้ในเฟรมเรตเฉลี่ยที่ 70fps ลื่นไหลสบายตา และสุดท้ายกับเกมที่โหดขึ้นมาอีกนิด อย่าง PUBG ที่ตั้งเอาไว้ในแบบ Very Low เล่นได้บนเฟรมเรตเฉลี่ยประมาณ 30-35fps. ก็จัดว่าพอเล่นได้ แต่ถ้าลด View Distance ลงอีกหน่อย ก็จะได้ถึง 40fps เลยทีเดียว


Battery / Heat / Noise

ASUS Vivobook 16

แบตเตอรี่ที่ติดตั้งมาให้บน ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้เป็นแบบ 3-cell, 50Whr ในการทดสอบ ด้วยการใช้โปรแกรม BatteryMon และตั้งค่าการทดสอบด้วยเงื่อนไข ที่อยู่ในสมมติฐานด้วยการจำลองใช้งานแบบประหยัดแบต ในการทดสอบ Video Playback กับระดับเสียง 20% และความสว่างประมาณ 25% สตรีมมิ่ง Youtube ต่อเนื่อง และค่า Power Options ในโหมด Balanced ให้ระยะการทำงานได้เกือบ 9 ชั่งโมงเลยทีเดียว นับว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจพอสมควร ต้องถือว่าช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำโน๊ตบุ๊คไปใช้งานข้างนอกได้เกือบๆ ครึ่งวัน เมื่อชาร์จแบตจนเต็ม และเราเพิ่มการทดสอบการชาร์จ โน๊ตบุ๊คสามารถชาร์จไฟที่ระดับ 30% ในเวลาประมาณ 20 นาทีเท่านั้น ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี

Battmon

มาทดสอบในด้านของอุณหภูมิขณะทำงานกันบ้าง จากที่ใช้โปรแกรม Furmark ในโหมด CPU Burner เพื่อให้ซีพียูทำงานในแบบ 100% Full-load ในห้องควบคุมอุณหภูมิประมาณ 25 องศาเซลเซียส เพื่อจำลองการทำงาน เมื่ออยู่ในสภาวะที่ทำให้ซีพียูทำงานเต็มกำลัง บนความเร็วสัญญาณนาฬิกาประมาณ 4.0GHz ผลที่ได้คือ อุณหภูมิขึ้นไปสูงสุดประมาณ 94 องศาเซลเซียส และลงมาอยู่ที่ 84 องศาเซลเซียสแบบนิ่งๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มาจากความสามารถของระบบระบายความร้อน ASUS IceCool พัดลมตัวเดียวก็เอาอยู่

Temp 1

หากมองในความเป็นจริงแล้ว มีการทำงานไม่มากนัก ที่จะรีดพลังของซีพียูไปในระดับนั้น เพราะโปรแกรมส่วนใหญ่จะเรียกใช้ประมาณ 30-40% เท่านั้น ดังนั้นความร้อนที่จะเกิดขึ้นจริง ก็อยู่ที่ราวๆ 50-70 องศาเซลเซียสเท่านั้น


Conclusion / Award

ในภาพรวมของ ASUS Vivobook 16 รุ่นนี้ ผมมองเห็นความโดดเด่นในการถ่ายทอดเรื่องราวของโน๊ตบุ๊คที่มีจอขนาดใหญ่ ซึ่งดูเข้ากับชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ได้มากกว่า ถ้าไม่นับเรื่องของของการพกพาสำหรับบางคน ด้วยจอขนาด 16″ 1920×1200 นี้ ช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ในงานและความบันเทิงได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น วิศวกรที่ต้องการพรีวิวงานให้กับลูกค้า หรือจะเป็นคุณครูที่ใช้พื้นที่ในการนำเสนอแก่นักเรียน หรือการเรียนออนไลน์ รวมถึงผู้ใช้ตามบ้าน ที่มีพี่น้องลูกหลาน ให้มาใช้งานร่วมกันได้ แบ่งปันความบันเทิงให้กับคนในครอบครัว หรือจะนั่งดูหนัง สตรีมมิ่งกับเพื่อนๆ ไปจนถึงเหล่ายูทูปเบอร์ที่พอจะใช้ในการตัดต่อวีดีโอเบาๆ กับการพรีวิวภาพได้กว้างกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้คือจุดเด่นที่น่าสนใจ

ในแง่ของประสิทธิภาพ ถือได้ว่า AMD Ryzen 5 5600H นี้ ตอบสนองกับแอพพลิเคชั่นในด้านต่างๆ ได้ดี รวมถึงผลทดสอบต่างๆ ที่ออกมา ก็น่าพึงพอใจ เรียกว่างานบ้าน ไปจนถึงงานสำนักงาน สอบผ่านในทุกจุด และยังเติมความสนุกในการเล่นเกมได้ดีพอสมควร แม้จะไม่ใช่เป้าหมายหลักก็ตาม ด้วยกราฟิกที่มากับซีพียู AMD รุ่นนี้ ก็เรียกว่าเน้นงานทั่วไป มากกว่า อย่างไรก็ดีเรายังได้เห็นเฟรมเรตสวยๆ จากเกมต่างๆ มาให้สัมผัส และเป็นการเล่นเกมในโหมด Full-HD อีกด้วย เช่นเดียวกับในเรื่องของเสียงก็ยังให้ความสนุกสนาน และเต็มอิ่มไปกับการชมภาพยนตร์ได้อีกด้วย

เช่นเดียวกับพอร์ตต่อพ่วงมีมาให้เยอะพอสมควร โดยเฉพาะพอร์ตสำคัญๆ เช่น USB Type-C หรือ HDMI จะขาดก็เพียงเล็กๆ น้อยๆ ถ้ามองในแง่การใช้งานพอร์ต USB Type-A ก็จัดมาให้อีก 3 พอร์ต ก็เรียกว่าใช้งานได้เยอะแล้ว แต่น่าเสียดายที่ทาง ASUS ไม่ได้ติดตั้งแสงไฟ Backlit มาบนคีย์บอร์ด ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์ของโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้ โดยเฉพาะปุ่มคีย์ใช้งานง่าย กดสะดวก และยังมีฮอตคีย์มาให้อีกเพียบ แต่โดยปกติ ถ้าคุณเป็นคนที่วางมือ หยุดพักไม่ได้สนใจกับการใช้งานในที่มืดๆ หรือจะต้องทำงานในช่วงเวลาแสงน้อย ก็แทบจะไม่ได้จำเป็นเลย

ด้านการอัพเกรดอย่างน้อยๆ คุณเติมแรมเพิ่มได้ รวมถึงเปลี่ยน SSD ในแบบ M.2 ได้ ก็จัดว่าคุ้มค่าแล้ว ยังไม่รวมการมี Windows 11 Home และ Office Student 2021 มาด้วย รวมถึงการรับประกัน 2 ปี ในราคาแค่ 21,990 บาท เท่านั้น

Award

award new value

ด้วยความเป็นโน๊ตบุ๊คในราคาแค่ 2 หมื่นต้นๆ เท่านั้น แต่ ASUS จัดเตรียมองค์ประกอบมาให้ใช้งานครบครัน ว่ากันตั้งแต่ซีพียูที่ขยับมาเป็นแบบเกมมิ่งโน๊ตบุ๊ค มีพื้นฐานของระบบที่รองรับการอัพเกรด และหน้าจอขนาดใหญ่ รวมไปถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่มอบให้กับผู้ใช้ หน้าจอใหญ่ อัพเกรดได้ พร้อม Windows 11 Home และ Office มาด้วย ราคานี้ถือว่าทำได้คุ้มค่าน่าใช้เลยทีเดียว ตอบโจทย์การใช้งานในหลายๆ ด้าน ได้อย่างลงตัว

from:https://notebookspec.com/web/665992-asus-vivobook-16-ryzen5-5600h

5 ขั้นตอนอัพเกรดโน๊ตบุ๊คให้เจ๋งขึ้น ฉบับสั่งพาร์ทมาทำเองจนจบงาน อัพเดท 2021

อัพเกรดโน๊ตบุ๊คสักเครื่องไม่ยากเลย แค่เข้าใจว่าทำส่วนไหนได้ ทำยังไงก็ลองเริ่มต้นด้วยตัวเองได้เลย

upgrade laptop cover

คอมพิวเตอร์และการอัพเกรดนั้นถือเป็นของคู่กันเสมอ ยิ่งตอนนี้ผู้ใช้หลาย ๆ คนก็มีโน๊ตบุ๊คไม่ว่าจะซื้อมาใหม่หรือเป็นเครื่องเก่าสภาพดีอยู่ ก็คงมีแผนอัพเกรดโน๊ตบุ๊คให้ทำงานได้เร็วขึ้น จะได้ไม่ต้องเสียเงินหลักหมื่นซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่มาใช้ จะได้ไม่ต้องย้ายข้อมูลไปมาแล้วตั้งค่าเครื่องกันใหม่ จะได้เสียเวลาน้อยลงแล้วทำงานได้ต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

แต่เชื่อว่าผู้ใช้หลายคนอาจจะสงสัยว่าโน๊ตบุ๊คสักเครื่องหนึ่งนอกจาก RAM และ SSD สองอันนี้แล้ว เราสามารถอัพเกรดส่วนไหนได้อีก? ซึ่งในส่วนนี้ นอกจากซีพียู, การ์ดจอ, คีย์บอร์ดกับโครงของตัวเครื่องแล้ว ผู้ใช้ที่มีทักษะช่างระดับหนึ่งก็สามารถแกะชิ้นส่วนมาอัพเกรดได้มากมาย แม้แต่หน้าจอก็สามารถถอดมาอัพเกรดได้เช่นกัน ถ้าหาชิ้นส่วนรุ่นที่เข้ากับเครื่องของเรามาใช้ได้

อัพเกรดโน๊ตบุ๊ค

จะอัพเกรดโน๊ตบุ๊คสักเครื่อง มาดูกันก่อนอัพส่วนไหนได้บ้าง?

laptop inside

ถ้ายกเว้นซีพียู, เมนบอร์ดและการ์ดจอสามชิ้นนี้ที่ถูกบัดกรีติดเอาไว้ด้วยกันและไม่สามารถแกะมาอัพเกรดได้เหมือนกับเดสก์ท็อปพีซีแล้ว โน๊ตบุ๊คก็มีชิ้นส่วนที่อัพเกรดได้หลายชิ้น ถ้าให้แยกเป็นส่วน ๆ แล้ว ส่วนที่ผู้ใช้อย่างเราสามารถอัพเกรดได้ด้วยตัวเองได้ ได้แก่

  1. ฮาร์ดดิสก์ – 1 ใน 2 ชิ้นส่วนพื้นฐานที่ผู้ใช้ทั่ว ๆ ไปที่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์สามารถถอดเปลี่ยนและอัพเกรดได้ด้วยตัวเอง ถึงแม้ปัจจุบันนี้โน๊ตบุ๊คหลาย ๆ แบรนด์จะใส่ SSD แบบ M.2 NVMe รุ่น OEM ที่สั่งผลิตจำนวนมากมาให้แล้ว แต่ผู้ใช้บางคนที่ไม่พอใจกับความเร็วและประสิทธิภาพก็สามารถสั่ง Clone Windows 10 จาก M.2 NVMe ลูกเดิมไปใส่ใน M.2 NVMe อันใหม่ที่ประสิทธิภาพสูงขึ้นแล้วเอามาใส่แทนก็ได้ และโน๊ตบุ๊คบางเครื่องก็มีช่องใส่ SATA III SSD เปล่า ๆ มาให้เพิ่ม SSD ได้ด้วย ส่วน M.2 NVMe อันเก่าก็เอาไปใส่กล่อง SSD ใช้เป็น External Harddisk แทนก็ได้
  2. RAM – อีกชิ้นส่วนสำคัญที่ผู้ใช้หลายคนเลือกอัพเกรดกันแทบจะทันที ซึ่งบางคนก่อนจะกดเปิดเครื่องก็เปิดฝาแล้วใส่แรมเพิ่มทันทีเลยก็มีเช่นกัน โดยส่วนใหญ่ก็มักเลือกอัพเกรดเป็น 8GB ไม่ก็ 16GB เลย เพื่อให้มีพื้นที่พักข้อมูลให้ใช้งานมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามโน๊ตบุ๊คแต่ละเครื่องจะรองรับความจุแรมได้แตกต่างกัน ก่อนอัพเกรดแนะนำให้เช็คโน๊ตบุ๊คของเรากับหน้าสเปคบนเว็บไซต์นั้น ๆ ก่อน ว่าสามารถเพิ่มแรมได้กี่ GB จะได้ไม่ต้องซื้อมาแล้วใช้ได้ไม่เต็มที่
  3. Wi-Fi & Bluetooth Card – หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ว่า Wi-Fi & Bluetooth Card ก็สามารถถอดอัพเกรดได้เหมือนกับ SSD ซึ่งหน้าตาของมันจะคล้ายกับ SSD แบบ M.2 NVMe เป็นอย่างมาก แค่ตัวจะสั้นกว่าและจุดสังเกตคือ เมื่อเปิดฝาเครื่องออกมาแล้ว การ์ดตัวนี้จะมีสายไฟ 2 เส้นเชื่อมต่ออยู่ ซึ่งเป็นสายเชื่อมต่อกับตัวเมนบอร์ดเพื่อรับส่งข้อมูลนั่นเอง ซึ่งบางคนที่อยากให้โน๊ตบุ๊คของตัวเองเปลี่ยนจาก Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac กลายเป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax ก็อัพเกรดชิ้นส่วนนี้ได้ด้วยเช่นกัน แต่เราต้องเช็คกับเว็บไซต์หรือหาข้อมูลในเว็บบอร์ดต่างประเทศก่อน ว่าโน๊ตบุ๊คของเราใช้ Wi-Fi & Bluetooth Card ร่วมกับโน๊ตบุ๊ครุ่นไหนบ้าง แล้วรุ่นนั้น ๆ ใช้การ์ด Wi-Fi 6 รุ่นอะไร แล้วมีใครที่ทดลองเปลี่ยนแล้วใช้งานได้ก็ค่อยซื้อตาม จะช่วยให้ประหยัดเงินและมั่นใจได้ว่าอัพเกรดแล้วไม่เสียเปล่า
  4. แบตเตอรี่ – แบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊คนั้น ถึงจะดูเสื่อมสภาพช้ากว่าสมาร์ทโฟนที่เราถือติดมือกันเป็นประจำก็ตาม แต่ก็มีระยะเวลาเสื่อมของมันเหมือนกัน ซึ่งถ้าใครอยากอัพเกรดโน๊ตบุ๊คของตัวเองให้แบตเตอรี่มีความจุมากขึ้น ผู้เขียนแนะนำให้ตัวแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเสียก่อน แล้วหาข้อมูลว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นที่เราใช้ มีแบตเตอรี่รุ่นเทียบเคียงหรือรุ่นที่มีความจุมากกว่ารุ่นไหนให้ซื้อมาเปลี่ยนได้บ้าง โดยส่วนใหญ่แบตเตอรี่รุ่นที่มีความจุมากขึ้นจำเป็นต้องสั่งจากเว็บไซต์ต่างประเทศเข้ามา เช่น Newegg หรือ Amazon เป็นต้น
  5. หน้าจอ – ถ้าใครมีความสามารถเชิงช่าง แกะซ่อมโน๊ตบุ๊คอยู่บ่อย ๆ แล้วรู้สึกว่าหน้าจอโน๊ตบุ๊คความละเอียดระดับ HD มันไม่คมชัดเอาเสียเลย ก็สามารถอัพเกรดหน้าจอโน๊ตบุ๊คได้เหมือนกัน! แต่ข้อควรระวังนอกจากการหาข้อมูลแล้วเลือกรุ่นหน้าจอที่เข้ากับเครื่องของเราแล้ว เวลาทำก็ต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องแกะกรอบหน้าจอซึ่งมีโอกาสแตกหักได้ด้วย

สำหรับการอัพเกรดโน๊ตบุ๊คนั้น ในส่วนของฮาร์ดดิสก์และ RAM เราสามารถจัดการได้ด้วยตัวเองและยังได้รับการรับประกันอยู่ตามปกติ ยกเว้นเรื่องแบตเตอรี่, หน้าจอและ Wi-Fi & Bluetooth Card ที่เป็นชิ้นส่วนนอกเหนือจากที่ผู้ผลิตให้ผู้ใช้อัพเกรดได้ด้วยตัวเอง ก็จะทำให้โน๊ตบุ๊คเครื่องนั้นหมดประกันไปโดยปริยาย ซึ่งถ้าผู้ใช้คนไหนอยากลองฝีมือกับโน๊ตบุ๊คของเราที่หมดประกันแล้ว ก็ลองแกะแล้วอัพเกรดได้เลย

รู้รุ่นก่อนอัพเกรดโน๊ตบุ๊ค ซื้อพาร์ทเป็นแล้วเครื่องจะดีขึ้นเอง!

สำหรับการอัพเกรดโน๊ตบุ๊คสักเครื่อง ก่อนจะเริ่มซื้อชิ้นส่วนใหม่ ๆ มาติดตั้งในเครื่อง เราก็ควรเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับโน๊ตบุ๊คของเราให้ครบถ้วนก่อน ถ้าให้ดียิ่งขึ้นจะแกะเครื่องออกมาไล่ดูชิ้นส่วนต่าง ๆ และถ่ายรูปเก็บเอาไว้ เผื่อต่อไปอยากอัพเกรดเพิ่มจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเปิดฝาดูใหม่ แล้วค่อยเริ่มซื้อชิ้นส่วนต่าง ๆ มาอัพเกรดให้กับเครื่องของเราจะดีที่สุด ซึ่งวิธีการดูนั้นให้เริ่มต้นจากการดูรุ่นของโน๊ตบุ๊คเสียก่อนเป็นอย่างแรก

pc spec

ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างวิธีการหาข้อมูลและการอัพเกรดเป็นโน๊ตบุ๊คส่วนตัวของผู้เขียนเอง เริ่มต้นให้กดปุ่ม Windows จากนั้นพิมพ์คำว่า About แล้วเลื่อนลงมาดูที่ Device specifications เพื่อดูรายละเอียดของโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้น ๆ ว่าเป็นรุ่นอะไร โดยเครื่องตัวอย่างของผู้เขียนนั้นจะเป็น Lenovo IdeaPad 330S-14IKB และเมื่อนำไปเช็คข้อมูลทั้งหมดแล้วจะเป็นดังนี้

spec lenovo 330S

จะเห็นว่า Lenovo เครื่องนี้มีส่วนที่อัพเกรดได้หลายอย่างด้วยกัน คือ

  1. หน้าจอ
  2. RAM
  3. ฮาร์ดดิสก์
  4. แบตเตอรี่
  5. Wi-Fi & Bluetooth Card

lenovo laptop ideapad 330s 14 feature 2

1. หน้าจอ

ที่หน้าเว็บไซต์จะมีรุ่น 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920×1080 พิกเซล) พาเนล IPS ที่เป็นสเปคเดียวกันอยู่ด้วย ซึ่งเครื่องในตัวอย่างจะเป็นความละเอียด HD (1366×768 พิกเซล) นั่นหมายความว่าถ้าเราหาซื้อหน้าจอ 14 นิ้ว ความละเอียด Full HD สำหรับ Lenovo เครื่องนี้มาได้ ก็สามารถถอดอัพเกรดได้เช่นกัน

lenovo screen extra part

จากหน้าสเปค จะเห็นว่าหน้าจอ Lenovo IdeaPad 330S-14IKB จะมีชิ้นส่วนขายแยกด้วย เช่นจากเว็บไซต์ LaptopScreen ตัวนี้ที่ขายราคา 94.99 ดอลลาร์ หรือราว 2,969 บาท ซึ่งผู้เขียนคาดว่ายังไม่รวมราคาจัดส่งสินค้าด้วยบริการขนส่งจากคลังสินค้าด้วย และนอกจากนี้ ผู้เขียนแนะนำให้ทดลองกด TO CART แล้วลองดูว่าทางผู้ขายเจ้านั้น ๆ สามารถส่งสินค้ามาประเทศไทยหรือเปล่า ซึ่งถ้าพร้อมส่งแล้วต้องการอัพเกรดอยู่แล้ว ก็กดสั่งซื้อมาได้เลย

สำหรับการอัพเกรดหน้าจอโน๊ตบุ๊คด้วยตัวเองนั้น จะทำได้ค่อนข้างยากและถ้าไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ก็ไม่แนะนำให้อัพเกรดด้วยตัวเอง รวมทั้งทำให้เครื่องที่ยังมีประกันตัวเครื่องเหลืออยู่หมดประกันไปในทันที หากซื้อหน้าจอมาแล้วก็แนะนำให้ยกเครื่องไปให้ร้านที่รับซ่อมโน๊ตบุ๊คทำให้ก็ได้ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงทำหน้าจอพัง แล้วจะขายหน้าจอเก่าที่ความละเอียดน้อยกว่าเป็นอะไหล่ได้ด้วย

2. RAM

ram resized small

ที่หน้าเว็บไซต์ของ Lenovo นั้น จะเห็นว่าทางผู้ผลิตจะแสดงข้อมูลแรมสูงสุดเป็น 4GB onboard DDR4 จับคู่กับ 8GB SO-DIMM อีกหนึ่งเส้น ซึ่งจะได้ 12GB DDR4 เท่านั้น หากความจุระดับนี้ตอบโจทย์การใช้งานแล้วจะเอาไปใช้งานเลยก็ได้

ram

แต่เมื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม หน้าเว็บไซต์ผู้ผลิตแรมและ SSD ชั้นนำอย่าง Crucial จะแสดงข้อมูลว่าแรมทั้งระบบของตัวเครื่องรองรับสูงสุดได้ 20GB DDR4 ดังนั้นถ้าต้องการอัพเกรดแรมเข้าไปอีก 16GB เผื่อเอาไว้ใช้งานแบบผู้เขียนเองก็ได้เช่นกัน และระบบ Windows ก็เรียกมาใช้งานได้ครบถ้วนอีกด้วย ส่วนถ้าใครสงสัยว่ารูปแบบการใช้งานของเราต้องใช้แรมกี่ GB กันแน่ สามารถอ่านในบทความนี้ได้เลย

3. ฮาร์ดดิสก์

img 55ff43a800e80

ในส่วนนี้ ถ้าเราสังเกตดูจะเห้นว่าตัวเครื่องมีตัวเลือกแบบ 128GB PCIe SSD + 1TB SATA HDD นั่นหมายความว่าเราสามารถใส่ SSD แบบ M.2 NVMe หรือ M.2 SATA คู่กับ SATA III SSD คู่กันได้เลย หรือจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ซึ่งถ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้น ๆ ต้องเซฟไฟล์ข้อมูลเยอะ แล้วไม่อยากพก External Harddisk ติดตัวไปไหนมาไหน ก็ใส่ฮาร์ดดิสก์ทั้งสองตัวไว้ในเครื่องเลยก็ได้เช่นกัน แต่จากที่ผู้เขียนทดลองใช้งานมา การใส่ M.2 NVMe กับ SATA III SSD มีผลให้ระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ลดลงด้วย

1 31 3 e1614158793312

ส่วนตัวแนะนำว่าถ้าอยากอัพเกรดโน๊ตบุ๊คให้มีความจุในเครื่องเยอะและกินแบตฯ น้อย ให้ใส่ M.2 NVMe ความจุและประสิทธิภาพสูงสัก 512GB เอาไว้ในเครื่อง แล้วโอนไฟล์งานใส่ไว้ใน External SSD ที่เป็น M.2 NVMe อันเก่าจากผู้ผลิตแล้วต่อเครื่องใช้งานเฉพาะตอนจำเป็น จะช่วยยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้นยิ่งกว่าเดิมร่วมชั่วโมงเลยทีเดียว โดยกล่อง SSD รุ่นแนะนำสำหรับใส่ M.2 NVMe อันเก่าคลิกดูรุ่นแนะนำได้ที่นี่

4. แบตเตอรี่

ส่วนใหญ่แล้วอายุการใช้งานแบตเตอรี่โน๊ตบุ๊คก่อนเสื่อมสภาพนั้น จะขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของแต่ละคน ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะอยู่ราว 2-3 ปี หลังจากเริ่มใช้งานมา โดยอาการเสื่อมจะมีทั้งแบบที่สังเกตเห็นได้ด้วยการใช้งาน คือระยะเวลาใช้งานลดลงจากเดิมอย่างชัดเจน เช่นจากปกติสามารถเปิดเครื่องใช้งานโดยไม่ต้องต่อปลั๊กได้ร่วม 7-9 ชั่วโมงได้โดยไม่ต้องต่อปลั๊ก ก็เหลือ 6-7 ชั่วโมง หรือน้อยกว่านั้น หรือจะใช้โปรแกรมอย่าง HWMonitor เช็คสภาพของแบตเตอรี่ก็ได้

20 07 2013 12 23 21

โดยวิธีการดู คือให้เราเลื่อนลงมาดูที่หัวข้อ Battery จากนั้นดูที่ Levels แล้วสังเกตที่คำว่า Wear Level ว่าอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าหัวข้อ Wear Level ยิ่งเยอะ แบตเตอรี่ยิ่งเสื่อมมากขึ้นนั่นเอง ส่วนอีกวิธีจะเห็นรายละเอียดเยอะและชัดเจนกว่า โดยให้เราใช้ Command Prompt เพื่อเช็คได้เลย

batt check 1

วิธีการคือให้เราเปิด Command Prompt แล้วพิมพ์คำว่า powercfg -batteryreport จากนั้นกด Enter ตัวเครื่องจะรันคำสั่งเช็คแบตเตอรี่ในเครื่องให้เราว่าตอนนี้แบตเตอรี่ในโน๊ตบุ๊คของเรายังจุไฟได้เท่าไหร่

battery check 2

Windows 10 จะเซฟเป็นไฟล์ชื่อ battery-report เอาไว้ในเครื่องให้เราพร้อมแสดงรายละเอียดของแบตเตอรี่ของเราด้วย ว่าตอนนี้สภาพแบตเตอรี่สามารถเก็บประจุเอาไว้ได้กี่วัตต์ชั่วโมง (Whr) ซึ่งถ้าเหลือเริ่มน้อยแล้วคิดว่ายังไม่ขายเครื่องเป็นมือสองแล้วเปลี่ยนเครื่องใหม่ก็เปลี่ยนเองได้เช่นกัน

battery smol

นอกจากรู้ว่าสภาพแบตเตอรี่ของเรายังเก็บไฟได้ดีแค่ไหนแล้ว ก็ต้องรู้รูปทรงของแบตเตอรี่ด้วย เพราะผู้ผลิตจะออกแบบแบตเตอรี่ให้มีรูปทรงแตกต่างกันตามดีไซน์ของเมนบอร์ดในโน๊ตบุ๊คของเรา ซึ่งถ้ายกเครื่องไปศูนย์บริการก็ข้ามในส่วนนี้ได้เลย แต่ถ้าจะเปลี่ยนแบตเตอรี่ด้วยตัวเองก็ควรแกะเครื่องออกมาดูดีไซน์เสียก่อนว่าผู้ผลิตใส่แบตเตอรี่ทรงไหนมาในเครื่องของเรา

battery format small

ถ้าเทียบจากภาพถ่ายด้านบนที่ผู้เขียนถ่ายภายในตัวเครื่องแล้ว จะเห็นว่าแบตเตอรี่ของโน๊ตบุ๊คนั้นจะมีขนาดและจุดขันน็อตทั้งหมดตรงกับแบตเตอรี่ Type A ที่มีขายออนไลน์นั่นเอง ซึ่งถ้าเช็คมั่นใจว่าเป็นรุ่นนี้แน่นอน ก็สามารถสั่งออนไลน์มาเปลี่ยนด้วยตัวเองได้เลย

สำหรับคนที่ไม่เคยเปลี่ยนแบตเตอรี่โน๊ตบุ๊คด้วยตัวเองมาก่อนแต่อยากลองทำดูด้วยตัวเอง แนะนำให้นำชื่อรุ่นที่เราใช้ไปพิมพ์ค้นหาใน Google โดยพิมพ์ชื่อรุ่นแล้วตามด้วยคำว่า Removal หรือ Replacement ก็ได้ แล้วจำวิธีการเปลี่ยนแบตฯ ในคลิปมาลองทำดูด้วยตัวเองได้เลย ซึ่งถ้าใครมีความสามารถเชิงช่างอยู่แล้วก็น่าจะทำเองได้ไม่ยากนัก

นอกจากนี้ โน๊ตบุ๊คบางรุ่นที่มีรุ่นย่อยใกล้เคียงกัน แต่แบตเตอรี่มีความจุมากกว่าแล้วสามารถใส่ช่องแบตฯ ในเครื่องของเราพร้อมร้อยน็อตได้ด้วย ก็ถือเป็นการเปลี่ยนแล้วอัพเกรดความจุให้ตัวเครื่องไปพร้อม ๆ กัน แต่การจะเปลี่ยนแบตเตอรี่ข้ามไปรุ่นใกล้เคียงกัน แนะนำให้หาข้อมูลผู้ใช้จากหลาย ๆ แหล่งก่อน ว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นเดียวกับเราเมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่เป็นตัวอื่นในซีรี่ส์แล้ว เครื่องยังเปิดติดใช้งานได้ตามปกติหรือเปล่า จะได้ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาในภายหลังนั่นเอง

5. Wi-Fi & Bluetooth Card

wlan card small

ชิ้นส่วนสุดท้ายที่เราสามารถถอดอัพเกรดได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องระมัดระวังตอนอัพเกรดหน่อย คือ Wi-Fi & Bluetooth Card นอกจากซึ่งหน้าตาและขนาดจะคล้ายกับ M.2 NVMe มีน็อตยึดหนึ่งตัวเหมือนกัน แต่จะมีสายไฟสองเส้นคือขาวและดำต่อเข้าการ์ด พออัพเกรด Wi-Fi & Bluetooth Card จะทำให้โน๊ตบุ๊คของเราเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะมาตรฐานการเชื่อมต่อจะเปลี่ยนไปตามตัวการ์ด เช่น ถ้าอันเดิมในเครื่องของเราเป็น Wi-Fi 5 มาตรฐาน 802.11ac แล้วถ้าหารุ่นที่เป็น Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax ที่ใช้งานกับเครื่องเราได้ก็ถอดการ์ดเก่าเปลี่ยนใส่อันใหม่ได้เลย

wi ficard small

ส่วนวิธีการหาข้อมูลว่าโน๊ตบุ๊คของเราสามารถเปลี่ยน Wi-Fi & Bluetooth Card เป็นรุ่นไหนได้บ้าง ต้องใช้วิธีการหาข้อมูลตามเว็บบอร์ดของผู้ใช้ต่างประเทศที่ตั้งกระทู้ถามเอาไว้ ว่าโน๊ตบุ๊ครุ่นนี้อัพเกรด Wi-Fi Card เป็นรุ่นไหนที่ประสิทธิภาพดีขึ้นได้บ้าง เช่น กระทู้ที่มีผู้ใช้ Lenovo IdeaPad 330S-14IKB เหมือนของผู้เขียนที่ตั้งกระทู้เอาไว้ตั้งแต่ปี 2019 ที่ผ่านมา ก็มีผู้มาให้คำแนะนำว่าให้เปลี่ยนเป็นรุ่นนั้นนี้ พร้อมแนบลิ้งค์สั่งซื้อเอาไว้ให้เสร็จสรรพอีกด้วย

hommie small

ซึ่งเมื่อเราได้ข้อมูลแล้ว จะลองสั่งซื้อรุ่นแนะนำมาเปลี่ยนใช้งานดูก็ได้เช่นกัน แต่ผู้เขียนแนะนำว่าให้หาข้อมูลและรุ่นเปรียบเทียบเอาไว้จากหลาย ๆ แหล่งหน่อย ว่ารุ่นไหนใช้งานกับเครื่องของเราได้โดยไม่ต้องไปยุ่งกับการตั้งค่าอะไรมาก ๆ อาจจะหาเจอรุ่นที่ดีกว่าแต่ราคาไม่แพงมากก็ได้

แต่ Wi-Fi & Bluetooth Card จะมีรายละเอียดตอนเปลี่ยนมากกว่าการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์หรือเพิ่มแรม ดังนั้นเวลาเปลี่ยนให้เราปิดเครื่อง ถอดสายเชื่อมต่อแบตเตอรี่เข้ากับเมนบอร์ดก่อนจะเริ่มเปลี่ยน Wi-Fi Card ตามคลิปตัวอย่างข้างบน

ข้อแนะนำคือ เราควรใช้มือถือถ่ายภาพสายไฟสภาพเดิมก่อนถอดการ์ดเอาไว้ ตอนต่อสายกลับจะได้ไม่กลับขั้ว พอเปลี่ยนการ์ดเสร็จแล้วค่อยต่อขั้วปลั๊กแบตเตอรี่กลับเหมือนเดิม ก่อนจะเปิดเครื่องมาทดลองใช้งานดู ว่าสามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้หรือเปล่า ถ้าใช้ได้ตามปกติก็ใช้ต่อไปได้เลย ส่วนการ์ดตัวเก่าจะเก็บเอาไว้เป็นอะไหล่สำรองก็ได้

สรุป – อัพเกรดโน๊ตบุ๊คให้ไปต่อหรือจะพอแค่นี้แล้วซื้อเครื่องใหม่?

laptop using scaled

จะเห็นว่าวิธีการอัพเกรดโน๊ตบุ๊คสักเครื่องให้เจ๋งขึ้นกว่าแบบเดิม ๆ จากโรงงานนั้น ถ้าเคยเปิดฝาเครื่อง เพิ่มแรมเปลี่ยน SSD แล้ว ก็เอาความเข้าใจส่วนนั้นมาประยุกต์อีกนิดหน่อย ก็เอามาใช้กับการอัพเกรดชิ้นส่วนอื่น ๆ ได้ แต่โน๊ตบุ๊คนั้นเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้ามีแบตเตอรี่เลี้ยงระบบอยู่ เวลาจะอัพเกรดก็ควรสั่ง Shut down เครื่อง ถอดขั้วแบตเตอรี่ในตัวออกไปก่อนแล้วค่อยเริ่มอัพเกรด จะช่วยเซฟทั้งผู้ใช้และโน๊ตบุ๊คได้ดียิ่งขึ้น

กลับกัน ถึงการอัพเกรดจะทำให้โน๊ตบุ๊คของเรายังใช้งานต่อได้นานยิ่งขึ้นก็ตาม แต่ก็ควรมองในส่วนของความคุ้มค่าด้วย ว่าระหว่างการอัพเกรดโน๊ตบุ๊คสักครั้งหรือจะเปลี่ยนใจขายเป็นเครื่องมือสองเป็นทุนไปซื้อเครื่องใหม่จะดีกว่า? โดยส่วนตัวผู้เขียนจะมีวิธีการคิดดังนี้

  1. ถ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนั้น ๆ อายุเกิน 3-4 ปี เริ่มเปิดโปรแกรมต่าง ๆ ได้ช้า ต่อให้ฟอร์แมตเครื่อลง Windows ใหม่แล้วก็ยังช้าอยู่ ก็ไม่คุ้มค่าอัพเกรด
  2. ถ้าซีพียูในเครื่องเป็นรุ่นเก่า เช่นเป็น Intel รุ่นที่ 4-5 ในยุคที่ Intel รุ่นที่ 11 วางขายแล้ว ก็น่าขายเครื่องเป็นมือสองเอาเป็นทุนเปลี่ยนเครื่องดีกว่า
  3.  ค่าชิ้นส่วนอัพเกรดทั้งหมดที่ต้องจ่ายเกิน 25-30% ของราคาตัวเครื่องตั้งต้นก็น่าเปลี่ยน เช่น Lenovo IdeaPad 330S-14IKB เครื่องนี้ที่ราคา 19,490 บาท แต่ค่าอัพเกรดร่วม 6,000 บาท ก็ไม่คุ้มอัพเกรดเท่าไหร่

ซึ่งผู้ใช้บางคนอาจจะมีเงื่อนไขการเปลี่ยนเครื่องที่แตกต่างจากนี้ ไม่ว่าจะไม่มีพอร์ตที่ต้องใช้งานบ่อย ๆ, ไม่มีปากกาหรือจอทัชสกรีนแล้วอยากเปลี่ยนให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น ก็ถือเป็นเหตุผลให้เปลี่ยนวิธีจากอัพเกรดโน๊ตบุ๊คเป็นซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่แทนก็ดีเช่นกัน แต่สุดท้ายจะเลือกอัพเกรดเครื่องหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสถานะทางการเงินและเงื่อนไขอื่น ๆ ของแต่ละคน ถ้าอัพเกรดแล้วการเงินมีปัญหาน้อยกว่าซื้อเครื่องใหม่ ก็ถือว่าคุ้มค่ากว่าเช่นกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

ran amount

ssd cover

nvme cover

ssd new cover

ssd cover

from:https://notebookspec.com/web/597647-how-to-upgrade-laptop-2021

How to – อัพเกรดโน้ตบุ๊ก เพิ่มความเร็ว เลือก SSD เพิ่ม RAM เช็คสเปค สิ่งที่ต้องรู้ ปี 2020

เมื่อใช้โน้ตบุ๊กมานานการ อัพเกรดโน้ตบุ๊ก ก็อาจเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว หรือการเพิ่มความจุ สิ่งที่จะสามารถอัพเกรดได้ง่ายก็คือ แรม และ Storage ไม่ว่าจะเป็น HDD หรือ SSD ก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญคือ จะต้องรู้วิธีในการอัพเกรด ทั้งการแกะโน้ตบุ๊ก สเปคอัพเกรด และการรองรับอุปกรณ์ สิ่งเหล่านี้เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปเสียเงินเป็นค่าจ้าง เราแค่สั่งซื้อชิ้นส่วนออนไลน์ แล้วมาทำเองกันที่บ้าน ในวันนี้เราจะมาแนะนำการ อัพเกรดโน้ตบุ๊ก และการเช็คข้อมูลว่าโน้ตบุ๊กที่ใช้อยู่นั้น สามารถอัพเกรดสิ่งใดได้บ้าง สำหรับปี 2020

อัพเกรดโน้ตบุ๊ก

สิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียมเอาไว้ก็คือ เครื่องมือแกะ ถอด เช่น ไขควง 4 แฉกหรือ 6 แฉก ขึ้นอยู่กับโน้ตบุ๊กแต่ละรุ่น รวมถึงกล่องเล็กๆ สำหรับใส่น็อต ที่เหลือลองดูข้อมูลในการ อัพเกรดโน้ตบุ๊ก และสั่งซื้ออุปกรณ์ อย่างเช่น แรม หรือ SSD มาเตรียมไว้ ส่วนจะรู้ได้อย่างไรว่า โน้ตบุ๊กที่เราใช้อยู่นั้น รองรับการอัพเกรดแรม เท่าไรอย่างไร? เบื้องต้นให้เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ในส่วนของคุณสมบัติ หรือ Specification ดังตัวอย่างด้านล่างนี้

อัพเกรดโน้ตบุ๊ก

ราคาจำหน่ายของ แรมโน้ตบุ๊ก โดยประมาณ August 2020

  1. DDR4 2400 8GB ราคา ประมาณ 1,200 บาท
  2. DDR4 2400 16GB ราคา ประมาณ 2,200 บาท
  3. DDR4 2666 8GB ราคา ประมาณ 1,200 บาท
  4. DDR4 2666 16GB ราคา ประมาณ 2,300 บาท
  5. DDR4 3000 8GB ราคา ประมาณ 1,500 บาท
  6. DDR4 3000 8GB ราคา ประมาณ 2,500 บาท
อัพเกรดโน้ตบุ๊ก

วิธีการอัพเกรดโน้ตบุ๊ก สำหรับบางรุ่น อาจจะแค่ ไขน็อตด้านใต้เพียงไม่กี่ตัว ก็สามารถถอดฝาครอบออกมาได้แล้ว แต่บางรุ่นอาจจะต้องดึงแถบยางออกด้วย เพราะจะมีน็อตบางตัวซ่อนอยู่ด้านใต้ และที่สำคัญ โน้ตบุ๊กบางรุ่น จะมีน็อตขนาดต่างกันในการถอดแกะ ต้องจดจำเอาไว้ เพราะตอนใส่กลับจะได้ไม่ผิดตัว

อัพเกรดโน้ตบุ๊ก

จากนั้นใช้การ์ดแข็งๆ แต่มีความบาง หรือถ้ามีเครื่องมือในการแกะมือถือ ก็สามารถนำมาใช้ได้ ด้วยการเซาะร่องด้านข้างออก ใช้การ์ดดันเล็กน้อย เพื่อให้สลักของฝาหลังหลุดจากตัวบอดี้ ในขั้นตอนนี้ ควรตรวจเช็คให้ดี ถ้ายังแกะไม่ออกหรือแน่นมาก ควรเช็คว่าไขน็อตออกหมดหรือยัง ถ้ายังให้กลับไปไขออกจนหมด ก่อนจะแกะอีกครั้ง

อัพเกรดโน้ตบุ๊ก

จากนั้นเปิดฝาหลังออก จะเห็นพื้นที่ภายในของตัวเครื่อง ซึ่งปัจจุบันการ อัพเกรดโน้ตบุ๊ก จะแยกย่อยตามความเหมาะสมของรูปแบบโน้ตบุ๊ก เช่น โน้ตบุ๊กบางเบา โน้ตบุ๊กเกมมิ่ง โน้ตบุ๊กทำงาน โน้ตบุ๊กใช้งานทั่วไป เช่น

  • โน้ตบุ๊กที่ มี แรมฝังบนเมนบอร์ด ไม่มีสล็อต สำหรับอัพเกรด
  • โน้ตบุ๊กที่ มี แรมฝังบนเมนบอร์ด แต่มีสล็อต สำหรับอัพเกรด
  • โน้ตบุ๊กที่ ไม่มี แรมฝังบนเมนบอร์ด แต่มีมีสล็อต สำหรับอัพเกรด
อัพเกรดโน้ตบุ๊ก

การอัพเกรดแรมบนโน้ตบุ๊ก

อัพเกรดโน้ตบุ๊ก

ในกรณีที่ต้องการเล่นเกม ก็คงต้องดูว่า อัพเกรดแรม สำหรับเล่นเกม ต้องไม่ลืมว่า ไม่ใช่แค่เพียงระบบปฏิบัติการหรือซอฟต์แวร์ที่เปิดใช้งานเท่านั้น ที่ดึงแรมไปใช้งาน แต่ยังมีบรรดายูทิลิตี้และเซอร์วิสต่างๆ ทำงานอยู่ในเบื้องหลังอีกมากมาย สังเกตได้จากการเปิด Task manager ขึ้นมา แล้วดูในส่วนของ Memory usage ก็จะเห็นได้ว่า มีสิ่งใดที่กำลังใช้งานแรมอยู่บ้าง และใช้อยู่มากน้อยเพียงใด และต้องไม่ลืมว่าแค่อยู่ในโหมด idle ยังใช้แรมมากแค่ไหน บางครั้งเฉพาะระบบปฏิบัติการและโปรแกรมพื้นฐาน ก็ใช้งานไป 2.5GB เข้าไปแล้ว และเมื่อเปิดโปรแกรมหรือเกม บางทีก็ไปแตะอยู่ 3GB ปลายๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไม เปิดทุกอย่างช้าลง

ค้นหาว่าต้องใช้แรมมากเพียงใด ถึงจะเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้โน้ตบุ๊ก ก็คงต้องมาคำนวณภาพรวมการใช้แรมของซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่เราใช้ ดังที่ปรากฏอยู่ในตาราง โดยที่คุณจะสามารถคำนวณแรมที่ต้องการได้ จากการรวมโปรแกรมที่ต้องใช้งานในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น หากต้องการเพิ่มการท่องเว็บไซต์มากขึ้นใน Chrome และเปิดภาพจำนวน 10 ภาพบนโปรแกรมแต่งภาพ Paint.net โดยใช้ระบบปฏิบัติการและมีโปรแกรมป้องกันไวรัสที่รันอยู่เบื้องหลัง เมื่อรวมแล้วจะก็จะได้ปริมาณการใช้แรมที่ราวๆ 2.64GB หรือถ้าคุณต้องการรันเกม Call of Duty บนวินโดวส์ โดยที่ไม่ได้เปิดโปรแกรมอื่นๆ คุณอาจจะต้องการแรมถึง 4GB ในการทำงาน

การอัพเกรด SSD บนโน้ตบุ๊ก

อัพเกรดโน้ตบุ๊ก

การอัพเกรด SSD บนโน้ตบุ๊ก จำเป็นจะต้องเลือกให้เหมาะสม เนื่องจากเวลานี้มี SSD หลายรูปแบบให้เราได้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น SSD ทั่วไป ที่ใช้พอร์ต SATA เช่นเดียวกับ HDD ราคาไม่แพง ติดตั้งสะดวก, SSD ในแบบ M.2 NVMe PCIe เชื่อมต่อเข้ากับซีพียูโดยตรง จึงให้ความเร็วสูงกว่า SSD SATA ทั่วไป แต่โน้ตบุ๊กก็ต้องรองรับ มีความเร็วสูงในการถ่ายโอนข้อมูล แต่โน้ตบุ๊กในปัจจุบันส่วนใหญ่มีสล็อตพร้อมสำหรับการใช้งานแล้ว

  • SSD SATA 2.5″ ความจุ 240-256GB ราคาประมาณ 1,000 บาท
  • SSD SATA 2.5″ ความจุ 480-512GB ราคาประมาณ 1,800 บาท
  • SSD SATA 2.5″ ความจุ 960-1000GB ราคาประมาณ 3,500 บาท
  • SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 240-256GB ราคาประมาณ 2,000 บาท
  • SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 480-512GB ราคาประมาณ 3,500 บาท
  • SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 960-1000GB ราคาประมาณ 5,500 บาท
อัพเกรดโน้ตบุ๊ก

การอัพเกรด ฮาร์ดดิสก์ บนโน้ตบุ๊ก

ความจุ นับเป็นสิ่งแรกๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเมื่อมีการอัพเกรดฮาร์ดดิสก์เพราะส่วนใหญ่มักเจอปัญหาพื้นที่เก็บข้อมูลไม่เพียงพอต่อการใช้งาน มากกว่าการที่ความเร็วไม่เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อเครื่องช้า แรมและซีพียู มักจะกลายเป็นผู้ต้องหารายแรกๆ และส่วนใหญ่ก็ไม่ทันได้คิดว่าฮาร์ดดิสก์มีส่วนอยู่มากทีเดียว การเลือกความจุขนาดใหญ่ให้เพียงพอต่อการใช้งานหรือเผื่อเหลือเผื่อขาดได้ ก็เป็นเรื่องที่ดี

  • HDD 2.5″ สำหรับโน้ตบุ๊ก 500GB ราคาประมาณ 840 บาท (5,400rpm)
  • HDD 2.5″ สำหรับโน้ตบุ๊ก 1000GB ราคาประมาณ 1,400 บาท (5,400rpm)
  • HDD 2.5″ สำหรับโน้ตบุ๊ก 1000GB ราคาประมาณ 2,000 บาท (7,200rpm)

ความเร็วรอบ (rpm) หรือ Revision per minute เป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฮาร์ดดิสก์ทำงานได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข้อมูลหรือเข้าถึงข้อมูล ซึ่งในปัจจุบันมีความเร็วให้เลือกทั้ง 5400rpm และ 7200rpm ซึ่งแบ่งอย่างชัดเจนสำหรับแบบประหยัดพลังงานหรือคนที่ต้องการความแรง ซึ่งโน๊ตบุ๊คส่วนใหญ่มักจะใช้ฮาร์ดดิสก์ 5400rpm เป็นหลัก ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้งาน

สุดท้ายเมื่อ อัพเกรดโน้ตบุ๊ก ด้วยการติดตั้งแรม และ SSD ลงไปแล้ว อย่าลืมตรวจเช็คว่า ระบบสามารถตรวจพบแรมและ SSD ได้ตรงตามที่ติดตั้งลงไปหรือไม่ ก่อนจะปิดฝาครอบ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาด จะได้ไม่ต้องมาไขน็อต แกะเครื่องให้ช้ำบ่อยๆ ในกรณีที่เครื่องยังไม่หมดประกัน อาจจะเช็คกับผู้จำหน่ายว่าสามารถทำได้หรือไม่ แต่หากหมดประกันไปแล้ว ก็แกะอัพเกรดได้ตามสะดวก ขอให้เน้นเรื่องความปลอดภัย ทำด้วยความระมัดระวังครับ

from:https://notebookspec.com/how-to-upgrade-notebook-increase-speed/531407/

อัพเกรด Gaming Notebook ราคาไม่แพง ให้แรงเล่นเกมลื่น ในงบ 1,000 – 3,000 บาท อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด

การอัพเกรด Gaming Notebook นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ จากการที่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ประสิทธิภาพแรงขึ้นเล่นเกมลื่นขึ้น แน่นอนว่าหลักๆ แล้ว เราจะสามารถอัพเกรดได้ก็จะเป็นอุปกรณ์อย่างหน่วยความจำหลักแรม (RAM) จากเดิมขนาด 4GB เป็น 8GB หรือเดิมๆ 8GB เป็น 16GB ขึ้นไป และที่เก็บข้อมูลอย่างการเพิ่ม SSD (Solid State Drivel) สำหรับ Gaming Notebook ที่ไม่ได้ติดตั้งมาแต่แรก ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้จะช่วยให้ความลื่นไหลโดยรวมเพิ่มมากยิ่งขึ้นทันที

อีกทั้งเรายังสามารถเพิ่ม HDD (Harddisk Drive) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้อีกด้วย กรณีที่ Gaming Notebook ของเราให้มาเฉพาะ SSD เท่านั้น ซึ่งในบทความนี้เราก็เลยจะมาแนะนำกันว่าในการอัพเกรด Gaming Notebook ในงบประมาณ 3,000 บาทว่าเราควรอัพเกรดอะไรดีกว่า อัพเกรดอย่างไรให้ดีที่สุด เลือกอย่างไรดี เพื่อการทำงานที่แรงและรวดเร็วขึ้น อีกทั้งการเล่นเกมก็ต้องมีควาลื่นไหลขึ้นด้วย

สเปก Gaming Notebook เน้นราคาคุ้มค่าในตลาดปัจจุบัน ช่วงงบประมาณ 2x,xxx บาท อาทิ Acer Nitro 5 / ASUS TUF Gaming / HP Pavilion Gaming 15 / Dell G3 3590 / Lenovo Legion Y540 / MSI GF63 (และรุ่นอื่นๆ อีกมากมาย) จะมาพร้อมชิปประมวลผลที่เน้นความแรงเป็นหลักๆ ไม่ว่าจะเป็น Intel Core i H Series และ AMD Ryzen H Series ซึ่งรองรับการทำงานประมวลผลหนักๆ ได้แบบลื่นไหล

แน่นอนว่าการ์ดจอก็ต้องเป็นระดับ Gaming อย่าง NVIDIA GeForce ไม่ว่าจะเป็น GTX 1050 / GTX 1650 / GTX 1660 Ti หรือระดับ RTX Series นอกจากนี้ยังมีฝั่งของ AMD อย่าง Radeon RX5500M มาร่วมตลาด Gaming Notebook อีกด้วย สำหรับแรมก็จะติดตั้งมาให้ขนาด 8GB DDR4 พร้อมด้วย SSD M.2 PCIe NVMe ความจุ 256GB – 512GB โดยบางรุ่นอาจจะให้ HDD 2.5″ SATA 3 ความจุ 1TB มาด้วย ซึ่งถ้ารุ่นระดับสูงหน่อยก็อาจจะให้แรมมา 16GB และ SSD ที่ความจุ 1TB เลย

อัพเกรดแรม (RAM) ใน Gaming Notebook

อย่างที่บอกไปแล้วว่าด้วยแรมขนาด 4GB – 8GB อาจจะทำให้ Gaming Notebook ยังลื่นไหลได้ไม่สุด แม้ในการใช้งานทั่วไปอย่างใช้งานเอกสาร เล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนังฟังเพลง จะดูเหมือนว่าแรม 4GB – 8GB จะพอเพียงแล้ว ในการเล่นเกมหรือประมวลผลหนักๆ เชื่อได้ว่าถ้าอัพเกรดแรมเป็น 12GB – 16GB จะได้ต้องเฟรมเรทเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยในตอนนี้จะเห็นว่ามี 2 มาตรฐานของหน่วยความจำแรมใน Notebook ที่นิยมใช้งานกันก็คือ RAM DDR4 ความเร็ว Bus 2400 MHz และ RAM DDR4 ความเร็ว Bus 2666 MHz ซึ่งที่เราต้องรู้ก่อน ก็จะเป็นเรื่องของการอัพเกรด ถ้า Gaming Notebook เดิมๆ ของเรามาเป็นมาตรฐาน Bus 2400 MHz เราก็ซื้อเป็น Bus 2400 MHz เหมือนเดิม และได้เป็นมาตรฐาน Bus 2666 MHz เราก็ต้องซื้อ Bus 2666 MHz เหมือนเดิมนั่นเอง

อย่างไรก็ตามข้อควรระวังในการอัพเกรด…ถ้าในกรณีที่เราใช้งานแรมมาตรฐาน Bus 2400 MHz อยู่แล้ว แต่หาซื้อ Bus 2400 MHz ตามขนาดที่ต้องการไม่ได้ เราก็สามารถซื้อแรมมาตรฐาน Bus 2666 MHz มาใส่แทนได้ โดยตัวเครื่องก็จะปรับเป็น Bus 2400 MHz ให้แรมทั้ง 2 แถววิ่งที่ความเร็วเท่ากัน แต่ๆ กรณีที่เครื่องของเราใช้มาตรฐานแรม Bus 2666 MHz อยู่แล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามไม่ควรซื้อแรม Bus 2400 MHz มาอัพเกรด เพราะมันจะเป็นการบังคับให้ Gaming Notebook ของเรานั้นวิ่งความเร็วที่ช้าลงไปนั่นเอง

โดย Gaming Notebook รุ่นคุ้มค่ายอดนิยม จะสามารถรองรับแรมได้สูงสุด 16GB x 2 แถว แต่ด้วยงบ 3,000 บาท แนะนำเป็น 2 แนวทางดังนี้

  • เดิมๆ 4GB ซื้อ 4GB มาใส่เพิ่ม เป็น 8GB (4GB+4GB) ในจุดตรงนี้จะใส่เต็ม 2 แถว และจะทำให้แรมวิ่ง Dual Channel ทำให้การโอนถ่ายข้อมูลรวดเร็วกว่าเดิมที่จะเป็นเพียง Single Channel ซึ่งสามารถหาซื้อแรม 4GB ได้ถูกสุดราวๆ 750 – 850 บาท
  • เดิมๆ 8GB ซื้อ 8GB มาใส่เพิ่ม เป็น 16GB (8GB+8GB) ในจุดตรงนี้จะใส่เต็ม 2 แถว และจะทำให้แรมวิ่ง Dual Channel ทำให้การโอนถ่ายข้อมูลรวดเร็วกว่าเดิมที่จะเป็นเพียง Single Channel ได้ขนาดของแรมสูงถึง 16GB ซึ่งสามารถหาซื้อแรม 8GB ได้ถูกสุดราวๆ 1,200 – 1,600 บาท
  • เดิมๆ 16GB ซื้อ 16GB มาใส่เพิ่ม เป็น 32GB (16GB+16GB) ในจุดตรงนี้จะใส่เต็ม 2 แถว และจะทำให้แรมวิ่ง Dual Channel ทำให้การโอนถ่ายข้อมูลรวดเร็วกว่าเดิมที่จะเป็นเพียง Single Channel ได้ขนาดของแรมสูงถึง 32GB ซึ่งสามารถหาซื้อแรม 16GB ได้ถูกสุด 2,400 – 2,900 บาท

ส่วนแรมเก่าจะนำไปขายก็เพื่อหาทุนมาเสริมก็โอเคเลย เพราะเก็บไว้คงไม่ได้ใช้งานอะไรอยู่แล้ว หรือจะให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อันนี้ก็ไม่ว่ากัน สำหรับแหล่งซื้อแรม (RAM) ก็แนะนำเป็นร้านค้าชั่นนำอย่าง JIB / Advice เลยครับ จะซื้อตามหน้าร้านปกติแล้วให้ร้านช่วยแกะงัดอัพเกรด หรือจะซื้อออนไลน์ให้มาส่งบ้านแล้วทำการแกะงัดอัพเกรดเองก็สามารถทำได้เช่นกัน

อัพเกรด SSD (Solid State Drivel) ใน Gaming Notebook

ที่เก็บข้อมูลแบบ HDD นับเป็นเทคโนโลยีที่นับได้ว่ามีความเร็วที่ช้าไปแล้วในโลกปัจจุบัน ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ SSD แล้ว ความเร็วยิ่งแตกต่างกันเป็น 10 10 เท่า ถึงแม้ SSD รูปแบบ M.2 แบ่งมาตรฐานเป็น PCIe NVMe และ SATA 3 หน้าตาจะเป็นการ์ดเพื่อเสียบลงไปในเมนบอร์ด ซึ่งจะเป็น SSD รุ่นราคาถูกก็ตามแต่ความเร็วก็ยังแตกต่างกันอย่างชัดเจนแบบรู้สึกได้ในครั้งแรกเมื่ออัพเกรด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการโหลดฉากเกมรวมไปถึงเฟรมเรทในเกมเพิ่มขึ้น หรือบูธ Windows ก็ใช้เวลาไม่กี่วินาทีเท่านั้น หรืออีกรูปแบบก็คือ SSD 2.5″ SATA 3 ที่มีขนาดเท่ากับ HDD 2.5″ แต่มีความเบาที่มากกว่า โดยทั้ง SSD M.2 SATA และSSD 2.5″ SATA 3 มีข้อสังเกตก็คือรับส่งข้อมูลได้ช้ากว่า SSD M.2 PCIe NVMe เยอะนั่นเอง (ความเร็วทำได้ไม่เกิน 500 MB/s ส่วนถ้าเป็น SSD M.2 PCIe NVMe ความเร็วจะเริ่มต้นที่ 1xxx – 3xxx MB/s ทีเดียว )

ซึ่งสำหรับ Gaming Notebook เดิมๆ รุ่นเก่าหน่อย ที่มีมาเพียง HDD แลดูจะช้ามาก ๆ ตั้งแต่การ Set up ด้วยซ้ำ ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าจะแนวทางอัพเกรด SSD แบบไหนถึงจะคุ้มค่าและเหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบ ความจุ ก็ล้วนเป็นเรื่องสำคัญ เริ่มจากดูก่อนว่า Gaming Notebook ของเรานั้น รองรับการอัพเกรด SSD แบบใด ซึ่งในช่วงรุ่นหลังๆ จะมาพร้อมมาตรฐาน SSD M.2 อยู่แล้ว และส่วนมากก็จะเป็นมาตรฐาน PCIe NVMe อยู่แล้ว โดยถ้าหากว่าเราอยากจะตรวจสอบว่าเป็นมาตรฐานอะไรกันแน่ก็สามารถทำได้ 3 อย่างคือ

1. แกะฝาหลังตัวเครื่องโน้ตบุ๊คออกมาดูเอง

แน่นอนว่าถ้าอยากให้ชัวร์ที่สุดก็ต้องแกะเครื่องออกมาดู ซึ่งส่วนใหญ่โน้ตบุ๊คตั้งแต่ปี 2016 หรือที่ใช้ CPU Intel Gen 6 ขึ้นไป จะรองรับทั้งมาตรฐาน SATA 3 และ NVMe PCIe เลย โดยตัวเครื่องโน้ตบุ๊คเครื่องนั้นๆ จะมีโอกาสที่เป็นเป็นพอร์ต M.2 มาตรฐาน Combo ใส่ได้ทั้ง SATA 3 และ NVMe PCIe ในช่องเดียว แต่ก็จะมีบางรุ่นที่พอร์ต M.2 จะรองรับเฉพาะ M.2 SATA 3 หรือ M.2 NVMe PCIe เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งตามภาพด้านล่างนี้เราจะเห็นถึงหน้าตา SSD ของ 2 มาตรฐานที่แตกต่างกันด้วย

2. เช็คหน้าสเปคจากทางแบรนด์ผู้ผลิตโน้ตบุ๊ค

เป็นหนึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดและไม่ต้องแกะเครื่องคือเข้าเว็บไซต์ของผู้ผลิตของแบรนด์โน้ตบุ๊คเองเลย ซึ่งหลักๆ แล้วก็จะมีบอกว่ารองรับหรือไม่รองรับ อย่างตามภาพด้านล่างนี้จะเป็น MSI GT76 Titan ที่เห็นว่าจะมีช่องใส่ SSD M.2 ถึง 3 ช่องด้วยกัน โดยแบ่งเป็นมาตรฐาน NVMe PCIe อย่างเดียวที่ 1 ช่อง ส่วน Combo ที่เป็น NVMe PCIe / SATA 3 อีก 2 ช่องด้วยกัน

3. ให้ร้านหรือศูนย์บริการช่วยตรวจสอบ

2 ข้อแรกที่แนะนำไปเราสามารถทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งมาถึงจุดนี้แล้วถึงแม้ว่าโน้ตบุ๊คจะรองรับ SSD M.2 NVMe PCIe แล้วก็จริง ก็ใช่ว่ากรณีที่เราซื้อ SSD M.2 NVMe PCIe รุ่นที่ต้องการมาแล้ว แล้วจะใส่ได้ทุกยี่ห้อทุกแบรนด์ แนะนำถ้าให้เอาแน่นอนที่สุด ยกโน้ตบุ๊คไปร้านที่เราซื้อ SSD หรือศูนย์บริการแล้วให้ร้านหรือศูนย์บริการแกะใส่ให้เลยจะดีที่สุด (แนะนำให้เลือกยี่ห้อที่ได้มาตรฐาน มีประกันชัดเจน) อย่างน้อยที่สุดร้านนั้นๆ ก็จะช่วยเลือก ช่วยหา SSD ที่ลงตัวเหมาะสมที่สุดได้

ต่อกันที่ความจุของ SSD ที่แนะนำ ควรเป็นความจุ ที่ 256GB – 512GB ขึ้นไป เพราะจากการที่ตัวเกมในปัจจุบันค่อนข้างใช้ขนาดที่ใหญ่โต บางเกมอยู่ที่ 25GB / 50GB / 75GB หรือบางเกมก็อาจจะถึงขนาด 100GB+ ฉะนั้นแล้วกรณที่จะซื้อ SSD มาอัพเกรด ความจุก็เป็นเรื่องสำคัญ เว้นแต่ตั้งใจว่าจะใส่เกมขนาดใหญ่ๆ ไว้ใน HDD ตัวเดิมอยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเฟรมเรทอาจความลื่นไหลทำได้ไม่ดีเท่ากับติดตั้งเกมลงใน SSD โดยแบ่งราคา SSD ตามมาตรฐานและราคาดังต่อไปนี้

  • SSD M.2 SATA 3 ความจุ 240 – 256GB ราคาราวๆ 1,000 – 1,400 บาท
  • SSD M.2 SATA 3 ความจุ 480 – 512GB ราคาราวๆ 2,000 – 3,000 บาท
  • SSD M.2 SATA 3 ความจุ 1TB ราคาราวๆ 5,000 บาท
  • SSD M.2 SATA 3 ความจุ 2TB ราคาราวๆ 10,000 บาท

*ราคาที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงความจุขึ้นอยู่กับ แบรนด์ สเปก ความเร็ว คุณภาพชิปภายใน 

  • SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 240 – 256GB ราคาราวๆ 1,600 – 2,200 บาท
  • SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 500 – 512GB ราคาราวๆ 2,200 – 3,500 บาท
  • SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 1TB ราคาราวๆ 4,000 – 8,000 บาท
  • SSD M.2 NVMe PCIe ความจุ 2TB ราคาราวๆ 8,000 – 17,000 บาท

*ราคาที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงความจุขึ้นอยู่กับ แบรนด์ สเปก ความเร็ว คุณภาพชิปภายใน 

แน่นอนว่าในงบประมาณ 3,000 บาท เราสามารถเลือกที่จะใส่ SSD M.2 ได้สูงสุดเป็น 512GB ทีเดียว แต่ถ้าอยากที่จะใส่ทั้งแรมและ SSD ในงบ 3,000 บาทไปพร้อมกัน คงจะเป็นการอัพเกรดแรม 8GB ด้วยราคาประมาณ 1,500 บาท และเลือกใช้ SSD M.2 ความจุ 256GB ก็ช่วยเรื่องของประสิทธิภาพการใช้งานได้แบบคุ้มค่าและดีที่สุดแล้ว เรียกได้ว่าเหมือนแทบจะได้เครื่องใหม่ไปเลยทีเดียว

 

ส่วนกรณีที่ไม่ต้องการจะใช้งาน HDD 2.5″ SATA 3 ตัวเดิมที่ติดมากับเครื่องขอแนะนำให้หาซื้อกล่อง HDD External มาใช้เป็นที่เก็บข้อมูลก็ถือว่าไม่เลว หรือจะใส่ไว้แบบเดิมแล้วให้เป็นที่เก็บสำรองข้อมูลก็ไม่ว่ากันแล้วแต่รูปแบบการใช้งานของแต่ละคนเลย สำหรับแหล่งซื้อ SSD ก็แนะนำเป็นร้านค้าชั่นนำอย่าง JIB / Advice เลยครับ จะซื้อตามหน้าร้านปกติแล้วให้ร้านช่วยแกะงัดอัพเกรด หรือจะซื้อออนไลน์ให้มาส่งบ้านแล้วทำการแกะงัดอัพเกรดเองก็สามารถทำได้เช่นกัน

เพื่อความสะดวกในการขั้นตอนการย้าย Windows 10 แท้ จาก HDD ไป SSD ง่ายๆ เริ่มจากการใส่ SSD ตัวใหม่ที่ซื้อมาลงในเครื่องให้เรียบร้อยผ่านทางพอร์ตเชื่อมต่อผ่านในอย่าง M.2 ภายในโน้ตบุ๊ค แล้วใช้โปรแกรมโคลน (Clone) ฮาร์ดดิสก์จาก HDD ธรรมดาลูกเดิมไปที่ SSD ซึ่งมีหลายโปรแกรมให้เราเลือกใช้ โดยในที่นี้ทีมงานแนะนำโปรแกรม EaseUS Todo Backup Software ซึ่งเป็นโปรแกรมฟรีสามารถใช้งานได้ทั้ง HDD ธรรมดาหรือ SSD ทุกยี่ห้อทุกแบรนด์ ขั้นตอนดังนี้คือ

  • โหลดโปรแกรม EaseUS Todo Backup Software มาติดตั้งให้เรียบร้อย ดาวน์โหลด ที่นี่
  • จากนั้นก็เปิดโปรแกรม ด้านซ้ายมือกดแท็ป  Clone
  • ในหน้า Source เลือกไดร์ที่เป็นต้นฉบับจะโคลน จากนั้นกด Next (คือไดร์ C ของฮาร์ดดิสก์ธรรมดาที่มีวินโดว์อยู่)
  • ถัดไปในหน้า Target เลือกดิสก์อันใหม่ที่เราจะโคลนใส่เข้าไป จากนั้นกด Next (คือไดร์ SSD ลูกที่เอาซื้อมาใหม่)
  • ต่อด้วยการกด Proceed -> Yes รอจนเสร็จเป็นอันใช้ได้
  • พอทำเสร็จทุกอย่างแล้วอย่าลืมไปเซตหน้า BIOS ให้ Boots ผ่าน SSD แทน HDD ลูกเดิม
  • เริ่มต้นการ Boots ระบบปฏิบัติการ Windows ครั้งแรกผ่าน SSD ที่เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
  • ปิดท้ายจริงๆ ก็คือการ Format ข้อมูลในส่วนของ HDD ลูกเดิมออกไปเลย

ซึ่งสรุปอัพเกรด Gaming Notebook ด้วยการเพิ่ม แรมหรือ SSD ช่วยให้โน้ตบุ๊คไม่ว่ารุ่นไหนก็ตามเก่าหรือใหม่ที่ใช้งาน HDD ที่ช้าไม่ทันใจ เร็วขึ้นทันตา โดยเร็วตั้งแต่เปิดเครื่องปิดเครื่องทุกครั้ง การอัพเดท Windows ต่างๆ การโอนไฟล์ไปมา การเปิดโปรแกรมหลายๆ อันพร้อมกัน ส่งผลให้เราใช้งานโน้ตบุ๊คได้อย่างสุขใจขึ้นเยอะ อย่างที่บอกกับตัวเองว่ารู้อย่างนี้อัพเกรดใส่แรม / SSD เพิ่มตั้งนานแล้ว ซึ่ง ณ ช่วงเวลานี้เอาจริงๆ คงเหมาะสมที่สุดกับราคาของแรม และ SSD ที่มีราคาถูกลงกว่าแต่ก่อนมากๆ ได้ทั้งความเร็วและความจุที่เหมาะสม ส่วนถ้าต้องเลือกจริงๆ แรมนั้นถ้าให้ดี อัพเกรดเป็น 8GB ได้ก็จะดีขึ้นและเพียงพอแล้ว แต่ถ้าให้เลือกระหว่าง 2 อย่างนี้ คงแนะนำให้เลือก SSD ไว้ก่อนจะดีกว่าครับ

from:https://notebookspec.com/upgraded-gaming-notebook-not-expensive-for-a-smoother-gaming-experience-on-a-budget-of-3000-3000-baht/517509/

Review – ปลุกผี Notebook อายุ 12 ปีก่อน ด้วย SSD ราคาถูก 629 บาท ให้ใช้งานลื่นไหล !!!

รีวิว SSD ราคาถูก เชื่อว่าหลายคนต้องสนใจอย่างแน่นอน บทความล่าสุดนี้เป็นทีของ TEAM GROUP SSD L5 LITE ความจุ 120GB ราคาโปรโมชั่นที่ 629 บาท จากทางร้าน Topvalue จากปกติที่ 990 บาท พร้อมรับประกัน 3 ปี จากทาง S-TREK เรียกได้ว่าได้ SSD ของดีราคาถูก ที่สำคัญคือจัดส่งฟรีถึงบ้านทั่วไทยอีกด้วย คุ้มค่าน่าจัดจริงๆ สำหรับคนที่ต้องการอัพเกรดคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊คที่บ้าน (นอนอยู่บ้าน เสียตังค์เฉยยย)

SSD ของ TEAM GROUP  ได้รับการพัฒนามาหลายปี ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลและการจัดการหน่วยความจำแฟลช ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และให้บริการข้อมูลที่มีเสถียรภาพและรวดเร็วโดยเร่งการเริ่มต้นระบบและประสิทธิภาพ

ยังไงใครวางแผนจะอัพเกรดคอมด้วย SSD อยู่แล้วก็อย่ารอช้ากันไป แต่ก็มีข้อสังเกตนิดนึงตรงที่อาจจะไม่เหมาะกับการอัพเกรดกับโน้ตบุ๊คที่รองรับ SSD M.2 เท่าไร ไม่งั้นเราจำเป็นต้องถอดฮาร์ดดิสก์ธรรมดา 2.5″ ออกก่อน เว้นแต่ว่าโน้ตบุ๊คของเราเป็นรุ่นเก่าซึ่งไม่มีการรองรับ SSD M.2 อยู่แล้ว จะซื้อ TEAM GROUP SSD L5 LITE ความจุ 120GB แบบ 2.5″ ไปใส่โดยถอดของเดิมออก เน้นเพิ่มความลื่นแต่ไม่เอาจุ ก็พอได้อยู่ครับ

โดยในบทความรีวิวนี้จะเป็นการทดสอบปลุกผีโน้ตบุ๊คอายุ 12 ปีก่อน อย่าง BenQ JoyBook S73VG-307 สเปกเป็น Core 2 Duo T5500 + RAM 2GB DDR2 Bus 800 ด้วย SSD ราคาถูกจาก TEAM GROUP SSD L5 LITE ว่าใช้แล้วจะเป็นอย่างไรกัน รวมไปถึงทดสอบด้วยเครื่อง PC ประกอบให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานด้วย

คุณสมบัติ TEAM GROUP SSD L5 LITE

  • 4x faster* than an HDD — Injects vitality into the system
  • High performance — Read speeds up to 500 MB/s* to boost overall system responsiveness and performance
  • Slim form factor — 2.5-inch drive available in 7mm to fit in more systems (even slimmer notebooks)
  • Supports S.M.A.R.T. — Monitors the status of your drive
  • Supports TRIM — Maintains maximum performance of compatible operating systems

Model

  • Brand : Team Group
  • Series : L5 LITE
  • Model : T2535T120G0C101
  • Device Type : Internal Solid State Drive (SSD)
  • Used For : Consumer

Details

  • Form Factor : 2.5″
  • Capacity : 120GB
  • Memory Components : 2D NAND
  • Interface : SATA III

Performance

  • Max Sequential Read : Up to 500 MBps
  • Max Sequential Write : Up to 300 MBps
  • 4KB Random Read : Up to 30,000 IOPS
  • 4KB Random Write : Up to 40,000 IOPS
  • MTBF : 1,000,000 hours

Environmental

  • Operating Temperature : 0°C ~ +70°C
  • Max Shock Resistance : 1500G
  • Max Vibration Resistance : 20G (non-operating)

Dimensions & Weight

  • Height : 7.00 mm.
  • Width : 69.90 mm.
  • Depth : 100.1 mm.
  • Weight : 600g.

รับประกันสินค้า

  • รับประกันสินค้า 3 ปี

กล่องของ TEAM GROUP SSD L5 LITE จะเป็นพลาสติกใสตามสมัยนิยม พร้อมรายละเอียดข้อมูลต่างๆ ชัดเจนการันตีความน่าเชื่อถือ พร้อมสเปคเบื่องต้นด้านหลัง โดยระบุสเปกตามแต่ความจุของแต่ละรุ่นที่แตกต่างกันออกไป พร้อมสเปคการอ่านเขียนสูงสุดของความจุ 120GB จะอยู่ที่ 500/300 MB/s เมื่อเปิดกล่องภายในออกมาจะเจอตัว SSD ที่ระบุชัดเจนว่าเป็น TEAM GROUP SSD L5 LITE รุ่น 120GB

การออกแบบของ SSD จาก TEAM GROUP SSD L5 LITE มาในดีไซน์มาตรฐานกับขนาด 2.5″ ที่เป็นการเชื่อมต่อแบบ SATA 3 ที่ความเร็ว 6 Gb/s วัสดุเป็นอลูมิเนียมแข็งแรงช่วยระบายความร้อนได้ดี ส่วนสีสันเป็นสีดำที่ดูเรียบๆ ส่วนด้านล่างจะติดเป็นสติกเกอร์สเปคตามรายละเอียดรุ่น ความหนาของตัว SSD จะอยู่ที่ 7 มิลลิเมตร สามารถใช้งานได้ทั้งโน้ตบุ๊คเพื่อทำการอัพเกรดจากฮาร์ดดิสก์ติดเครื่องแบบเดิมๆ และพีซีเพื่อประกอบใช้งานใหม่หรือจะอัพเกรดก็สามารถทำได้เช่นกัน

ทดสอบ TEAM GROUP SSD L5 LITE

สเปคของ TEAM GROUP SSD L5 LITE มาพร้อมสเปคเชื่อมต่อแบบ SATA III หรือที่ความเร็ว 6 GB/s แต่ในการทดสอบด้วยโน้ตบุ๊คนั้นเราตั้งใจที่จะใช้งานกับ BenQ JoyBook S73VG-307 ที่เป็นโน้ตบุ๊คอายุ 12 ปีก่อน ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าสมัยนั้นตัวโน้ตบุ๊คเองมีมาตรฐานการเชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์เป็น SATA 1 ทำให้ผลการทดสอบนั้น ไม่สามารถดึงประสิทธิภาพออกมาได้เต็มที่

แน่นอนว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ตั้งใจทดสอบให้ดูว่ามันให้ประสบการณ์ดีขึ้นกว่าฮาร์ดดิสก์เดิมๆ แค่ไหน ซึ่งผลที่ออกมาจากการทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDisk และ AS SSD ก็ให้ผลดังนี้ อย่างไรก็ตามสำคัญคือให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้นกว่าฮาร์ดดิสก์จานแม่เหล็กมากๆ มีความลื่นไหล กดเปิดโปรแกรมต่างๆ มีความรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน ไม่หน่วงแบบเดิมๆ อีกต่อไป ใช้งานผ่าน Windows 10 เล่นเน็ต ทำงานออฟฟิศสบายๆ เลย จัดได้ว่าคุ้มค่าในการอัพเกรดทีเดียว

   

แน่นอนว่าเราก็ทดสอบ TEAM GROUP SSD L5 LITE ด้วยพีซีประกอบที่เป็นปัจจุบันด้วย จะได้เห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงว่าดีแค่ไหน

ตามสเปคการอ่านเขียนของ TEAM GROUP SSD L5 LITE ถือว่าน่าประทับใจอย่างมาก ตามสเปคที่ระบุไว้คืออ่าน 500 MB/s และเขียนที่ 300 MB/s แต่จากการทดสอบในโปรแกรมกลับให้ความเร็วที่สูงกว่าทั้งการอ่านสูงสุดถึง 552 MB/s และเขียนถึง 466 MB/s ด้วยโปรแกรมอย่าง CrystalDisk และ AS SSD ผลทดสอบก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เดียวกัน โดยรวมการอ่านเขียนถือว่าน่าประทับใจอย่างมาก ซึ่งอยู่ที่เราว่าจะเอาไปอัพเกรดพีซีเดิมที่ไม่มี SSD หรือประกอบพีซีใหม่แล้วจะใช้ SSD ราคาถูกที่สุด ก็สามารถทำได้ดีทีเดียว

   

สรุปรีวิว SSD ราคาถูกอย่าง TEAM GROUP SSD L5 LITE เป็นอีกหนึ่งหน่วยความจำสำรองความเร็วสูงที่เหมาะทั้งใช้งานบนพีซีหรือโน้ตบุ๊ครุ่นต่างๆด้วยความจุ 120GB ซึ่งเพียงต่อการใช้งานทั่วไป พร้อมลง Windows และโปรแกรมต่างๆ ได้อย่างไม่ต้องห่วงมาก ที่เราจะเอาไปอัพเกรดโน้ตบุ๊คเก่าก็สามารถทำได้ หรือใส่พีซีประกอบเพื่อความลื่นไหลเป็นหลัก

ความเร็วการอ่านเขียนก็จัดว่าเร็วเลยทีเดียวเหนือกว่าสปีดที่ระบุไว้เสียอีก เปิดวินโดวส์ไว โปรแกรมเร็ว แม้อาจจะไม่ได้เร็วเท่า PCIe แต่เมื่อเทียบกับราคาถือว่าคุ้มค่าอย่างมาก เป็น SSD อีกหนึ่งตัวที่ราคาต่อความจุถูกมาก ถ้าเทียบกับที่ความจุใกล้เคียงกันระดับ 120GB ถือว่าเป็นหนึ่งใน SSD ที่ถูกที่สุดในท้องตลาดเลยก็ว่าได้ คุ้มค่าน่าลงทุนในการใช้งานมากๆ อย่างไรก็ตามด้วยความจุเท่านี้ ยังจำเป็นต้องมีฮาร์ดดิสก์ปกติอยู่ เพราะ 120GB เพียงพอในการลง Windows และใช้งานทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถติดตั้งเกมหรือสำรองข้อมูลเพิ่มเติมอะไรได้

TEAM GROUP SSD L5 LITE เหมาะกับเพื่อนๆ ที่ต้องการ SSD รุ่นหนึ่งในตลาดที่ราคาถูกที่สุด ติดตั้งง่าย พร้อมประกันยาวถึง 3 ปี ด้วยราคาค่าตัวเพียง 629 บาท สนใจก็สั่งซื้อกันได้เลย

กดไปซื้อตามที่นี่ได้เลย

 

จุดเด่น

  • เป็น SSD ความเร็ว SATA 3 ที่ราคาถูก
  • อ่านเขียนได้เร็วมากกว่าสเปคที่ระบุไว้
  • ประกันนานถึง 3 ปี

ข้อสังเกตุ

  • ต้องสั่งซื้อออนไลน์เท่านั้น

from:https://notebookspec.com/review-team-group-ssd-l5-lite-120gb-with-old-notebook/471724/